The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สายน้ำ ภูมิปัญญา และป่าชายเลน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

สายน้ำ ภูมิปัญญา และป่าชายเลน

สายน้ำ ภูมิปัญญา และป่าชายเลน

1


สายน้ํา.. ภูมิปญญา...และปาชายเลน ตลอดหลายสิบปที่พอมาอาศัยอยูยานริมคลองพิทยาลงกรณ(ปจจุบันคือ ยานชายทะเลบางขุน เทียน กรุงเทพฯ) เห็นความเปลี่ยนแปลงของวิถีแหงสายน้ํามากมาย เรื่องราวทั้งหลายในอดีตยังตรึง ตรา สมัยกอนนั้นทั้งสองฝากฝงธาราเปนพื้นที่ชนบท ฝงหนึ่งทําสวนอีกฝงทํานาเกลือ ทุกชีวิต ชวยเหลือแบงปนอยูกันอยางเรียบงาย ผูคนก็ไมมากมายดังเชนปจจุบัน กอนจะมีการขุดคลองพิทยาลงกรณในป ๒๔๙๒ .....เดิมชาวบาน เรียกคลองแหงนี้วา “คลองสหกรณ “ “ทองถิ่นนี้มีแตปาแสม แลไกลสุดตา ปูยา ตายาย ไดยายรกรากจากบานสาขลาจังหวัด สมุทรปราการเขามาตั้งถิ่นฐานทํากิน เริ่มจากการพลิกฟนผืนดินรกราง แผวถางปาเพื่อทํานาเกลือ ปาสวนใหญเปนไมแสม ไมที่ไดจากการตัดโคนก็จะนําเก็บกอง สํารองใชทําฟนสําหรับหุงตม กอกอง สุมตามไฟและไลยุง ชวงหลังของการขุดคลองก็นําฟนแหงอีกสวนหนึ่งตัดทอนขนลงเรือเพื่อนําไป ขายหรือแลกขาวกับเพื่อน บานยานทองนา” ความหมายของ “ทองนา”หมายถึงยานทํานาขาวในพื้นที่ บางขุนเทียนชั้นใน บางก็เรียกยานนั้นวา “กลางทุง”ปจจุบันชาวบานก็ยังใชเรียกชื่อคลองที่ อาศัยไปมา หาสูกันวา “คลองกลางทุง” เปนเชนนั้นในยุคแรกๆของการเขามาทํากิน จนกลาวขานกันไวใหไดจดจํา ตอมาวาเปน “ ยุคของฟนแลกขาว” ..... กอนที่จะมีการขุดคลองพิทยาลงกรณ แรกเริ่มเดิมทีชาวบานยานนี้มีอาชีพทํานาเกลือ โดยจะใช น้ําทะเลจากทางดานคลองหัวนา ผันน้ําเขามาสูแปลงนาเกลือ ฟงจากพอเลามา...ทุกปภาพวิถีทํานาเกลือ เราจะ เริ่มเห็นหลังออกพรรษา ชาวนา เกลือจะรูดีมีเวลา ไมมากในการตรากตรําเตรียมนาปรับดิน..... การทํานาเกลือของเราและชาวบานยานชายทะเลบางขุนเทียนดั้งเดิม ใชเพียงสองมือ สองขา และภูมิปญญาทองถิ่น โดยพึ่งพาอาศัยธรรมชาติ ผืนดิน แสงแดด และสายน้ํานํามาเปนตนทุน ตน ทางของน้ําจากทะเล ถูกถายเท ทยอยปลอยไหลเขาสูผืนนาตามลําดับ ชาวนาเกลือจะเริ่มทําเกลือประมาณเดือนตุลาคม หรือพฤศจิกายน ซึ่งเปนปลายฤดูฝนเพราะ ตอง อาศัยน้ําฝนชวยในการละเลงนา แปลงนาทุกแปลง ตองถายเทน้ําทําความสะอาดเรียกวา “เจื่อนนา” และปรับผิวนาหนาดินใหแนนเรียบดวยวิธีการกลิ้งนา ดวยลูกกลิ้งที่ทํามาจากทอนซุง ใช แรงคนลากกลิ้ง เดินไปเดินมา เพื่อใหพื้นนาแนนเรียบ เมื่อแปลงนา ไดที่ น้ําทะเลจากคลองสงน้ํา ก็ จะถูกปลอยใหไหลมากักเก็บ ณ พื้นนาที่เรียกวา “ วังน้ํา” กังหันลมเมื่อลมพัดมาก็จะอาสาชวยฉุด ระหัดวิดน้ําเขานาโดยไมตองพึ่งพาแรงคน น้ําทะเลจากระหัดวิดน้ําจะถูกผันเขา “นาประเทียบ” แต ชาวบานยานนี้มักเรียกกันจนติดปาก วา“หนาประเทียบ” จนถึงวันนี้ ที่เปลี่ยนจาก นาเกลือมาเปน “นา กุง”หรือ"วังกุง"ก็ยังคงเรียกกันวา “หนาประเทียบ” 2


จากนาประเทียบหรือหนาประเทียบ ก็จะสงน้ําตอไป ยัง นาตาก เพื่อตากน้ํารอใหแดดแผดเผาเอา น้ําบางสวน ระเหยออก ถัดไปเปน นาเชื้อ ซึ่งเตรียมน้ําใหมี ความเค็มจัดในระดับที่เหมาะสมที่จะนํา ทําเปนเกลือ และสุดทายจะปลอยน้ําเขา นาปลง ซึ่งเปนพื้นที่ ตกผลึกเกลือ นาแตละแปลงที่แจงมา พอยังบอก อีกวา การเรียกนาเพื่อใหงายแกการจดจําจะนําคําวา “อี”มาใช เพราะบางรายมีนาหลาย แปลง(บางก็เรียกเปนแถว)จึงตองแสดงไวเปนตัวเลข แปลงลางสุดก็จะเรียกวา “อีหอย”(สวนใหญจะ ใชสรางยุงเกลือ) แลวก็ไลไปเปน “อีหนึ่ง อีสอง อีสามตามลําดับ” สวนระยะเวลากวาจะถึง การปลง ตองใชเวลากวา ๑๕ วัน จึงจะทําการ “รื้อเกลือ” โดยใช "สะฑารื้อ" หรือ “อีรุน”แซะใหเกลือแตกออก จากกันจากนั้นจึงใช "สะฑาแถว" ชักลากเกลือมา กอง รวมกันเปนแถวๆ แลวก็ใช "สะฑาสุม" โกย เกลือมารวมเปนกองๆ มองดูเหมือนเจดียทราย เพื่อใหเกลือแหงน้ําจึงนําไปขายได พอบอกวานาเกลือกับฝนจะไมถูกกัน หากมี ฝน หลงฤดูมาในชวงทํานาเกลือจะเสียหาย เพราะ ฝน ที่ตกลงมาในชวงที่นามีเม็ดเกลือ เกลือจะดํา หรืออาจทําใหกองเกลือที่กําลังเตรียมเก็บขาย กลายเปนน้ําในพริบตา และไมสามารถนําน้ําเกลือ นั้นมา ปลงไดอีก จะตองเริ่มทําความสะอาด นา และปลอยน้ําเขามาตากใหม ดวยเหตุนี้ชาวนาเกลือ จึงตองพึ่งพาภูมิปญญาพยากรณ “บอกฝน” ที่ตน ไดสืบทอดกันมา เชน เวลาถาเดินที่คันนาแลวมีดิน(ขี้ฝุน)ติดเทา นั่นแปลวาเริ่มมีความชื้นเกิดขึ้นมา เวลาอีก ๓-๔ วัน ฝนก็จะตก อีกปญหาที่นากลัวกวาฝนหลงฤดูคือ “นาคราก” เกิดจากพื้นดินแตกน้ําใตดินซึมแทรกขึ้นมาในนา เกลือตามรอยแตกของดิน น้ํานี้จะเหม็นมากหากปลอยไว เกลือที่ไดจะไมคอยดี พอบอกวาหากนา ใคร “คราก” ตองไปนิมนตพระมาเหยียบรอยแตกและ”ทําบุญยุงเกลือ”(โรงเก็บเกลือ) พรอมกับขอขมา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือตองใหเจาพิธีกลั้นใจเขียนอักขระแลวกลาวคาถาพรอมยํ่าเทาเหยียบถอยหลัง พอจะ หมดลมหายใจก็ใชเอานิ้วหัวแมเทาจิกแมธรณีไว ตอไปก็กลั่นใจวาคาถา พรอม เหยียบถอยหลังใหม อีกคราตลอดทั้งผืนนาจนเสร็จพิธี พอบอกอีกวาการควบคุมน้ําในนาเกลือเปนภูมิปญญาสําคัญ เกลือนั้นจะไดมากหรือนอยเปน ภูมิรูอยูที่ “ คนเดินน้ํา” คือตองเดินดูน้ํา และวัดระดับความเค็ม ของน้ําในนาแตละแปลงใหเหมาะสม เพราะหากเค็มนอยไปเกลือจะไม ตกผลึก หรือเค็มมากไปก็จะเกิด ดีเกลือ ไมตกผลึกอีกเชนกัน ภูมิปญญาดั้งเดิมนั้นเริ่มจากวัดความเค็มของน้ําในนา พอเลาวาสืบทอดมาจากปู โดยใช ขาวสารโปรยลงบนน้ํา ถาเมล็ดขาวลอย แปลวาน้ํามีความเค็มที่พอเหมาะกอนที่ตอมาจะมีเครื่องมือ คือ"โบเม"(ไฮโดรมิเตอร) ใชในการตรวจสอบ ดีกรี(ปกติคาความเค็มของน้ํา๒๕-๓๐ดีกรี)จึงมีความ สะดวกสบายมากขึ้น สมัยที่ยังไมมีไฟฟา ตองอาศัยตะเกียงน้ํามันกาด พลบค่ํายุงก็ชุมตองสุมฟนไฟไล บางวันมีมากโดนกัดทนไมไหว ตองใชมุงมากางลอมวงกินขาวกัน แรกเริ่มเดิมทีที่มาอยูปูแสมชุกชุม จุดไตจุดคบตอนพลบค่ําเดินย่ําเทาเขาปาจาก (ตนจาก)หาจับ ปูแสม แตกอนเขาปาตองหาโคลนทาแขนทาขาเพื่อปองกันยุง ถุงมือก็ยังไมมีเหมือนสมัยนี้ อยางดีก็ แคเย็บผาเปนหลอดสวมนิ้วมือปองกันปูหนีบ “แลวทําไมชื่อปูแสมแตอยูปาจากไมไปอยูปาแสม” อันที่ 3


จริงปูแสมก็มีทั่วไปตามชายคลอง แตจะหางายในปาจาก การจับปูแสมตองจับเวลาค่ําตอนน้ําขึ้น ปู แสมจะคลานขึ้นมาอยูตามกกจาก เราก็จับไดไมยาก จับไดก็ใสของ บางคืนโชคดีอาจมีปูทะเลเปนของ แถม ปูทะเลทองถิ่นเปนพันธุปูขาว แตตัวมันจะออกเขียวๆทั้งตัวผูและตัวเมีย เมื่อตมสุก ไขมันใน กระดองของปูตัวผูจะมีสีเหลืองกลิ่นหอม สวนไขในปูตัวเมียจะมีสีแดงอมสมรสชาติหอมมัน เนื้อก็ หวาน ชาวบานเรียกปูทะเลพันธุนี้วา “ปูทองหลาง”บางก็วาเปน “ราชาแหงปูทะเล” แตกอนลําคลองตางๆละแวกนี้แรกๆยังเปนน้ําจืด มีปลาชอน ปลากระดี่ และปลา สลิด ใหไดจับกิน มีตนจาก ตนแสมและตนลําพูขึ้นอยูเรียงราย ทําใหเห็นหิ่งหอยมากมาย ใน ยามค่ําคืน เมื่อมีการขุดลอกคลองขุนราชพินิจใจ ในชวงตั้งแตจุดบรรจบของคลอง พิทยาลงกรณกับคลองสรรพสามิตจนถึงชายฝงทะเล ชาวบานเรียกกันจนติดปากวา คลอง “กง”(ความหมายคือ“ตรง”) เพื่อการสัญจรและการประมงค ระยะทางราว๔กม. ความเปลี่ยนแปลงก็ตามมา จากเดิมแหลงที่เปนนิเวศนน้ําจืดก็คอยๆแปลเปลี่ยนเปนนิเวศนน้ํากรอย สัตวน้ําตามแหลงน้ํา เดิม ก็ทยอยลดนอยถอยหนี กลายเปนสัตวน้ําจากทะเลเขามาอาศัยอยูแทนที่ ผืนดินฝงทิศเหนือของ คลองพิทยาลงกรณที่เคยเปนสวนก็เริ่มรางบางพื้นที่ มีน้ําทะเลแทรกเขาไป ประตูระบายน้ําของกรม ชลประทาน(สรางพ.ศ.๒๔๙๙) ชวงปลายคลองหัวกระบือหนาวัดธรรมคุณารามหรือวัดหลวงพอเตา (สรางพ.ศ.๒๕๐๙)คันดินถูกน้ํากัดเซาะพังทลายไรการแกไข ในที่สุดก็หยุดน้ําทะเลไวไมอยู ประตู ระบายน้ําก็มิอาจตานทานน้ําทะเลได พื้นที่ดานในกลายเปนน้ําเค็ม ที่สุดชาวสวนก็ตองหยุดเพาะปลูก พลิกผืนที่สวนชวนกันทําบอเลี้ยงกุง เลี้ยงปลา อาศัยน้ําจากทะเลเชนเดียวกับเกษตรกรดานนอก เกิด รายไดที่ดีขึ้นทั้งเกษตรกรดานนอกและดานใน “หลังจากขุดลอกคลองกงทั้งปู ทั้งปลาก็เขามา ในคลองเยอะ หนาฝน ปลาอีกงวายน้ําขึ้นมาหาที่ วางไขเปนฝูง ปลา “อีกง”คลาย “ปลาแขยง”แตตัวจะโตกวาเปนปลาน้ํากรอยเนื้ออรอยโดยเฉพาะตัว เมียไขเม็ดจะละเอียดๆคลายไขของปลาสลิด รสชาติจะมันๆ กางเล็กไมคาว พวกมันจะมาลอยวาย สวนน้ําตามทองรองที่มีน้ําฝนไหลลงคลอง เพื่อวางไขและ ผสมพันธุ ปลาอีกงที่จับไดชวงนี้นั้นตัวเมีย จึงมีไขทุกตัว “ปูทะเลก็ชกชุม ปกเบ็ดในคลองหนาบาน ๒-๓ คัน ก็ตักแทบไมทัน” วิธีการทําคันเบ็ดตกปู ก็ทําอยาง งายๆใชไมไผผาซีก ตัดไมตองยาว หลาวใหเล็ก สัก๒ศอก ผูกดวยเชือกไนลอน หากหาไมไดก็ใชเชือก กลวย ปลายอีกดานของเชือกก็ใชลวด เหยื่อที่ใชลอปูทะเล ก็เปนพวกปลาสดหรืองูกินปลา นํามาตัด เปนทอนๆมัดเกี่ยวกับลวด จากนั้นก็ปกที่คันดินริมคลองปลอยสายเบ็ดลงน้ํา ไมนานนักปูทะเลก็จะมา กิน สังเกตจากคันเบ็ดที่โนมลงน้ําถาปูตัวใหญ มันจะดึงจนคันเบ็ดถอนไปอยาไดเผลอ ตองยกคันเบ็ด ขึ้นอยางใจเย็นพอเห็นกามจึงคอยใชสวิงตัก การชอนตักปูอยูที่ความชํานาญ บางคนใจรอนรีบดึงปู ตกใจคลายเหยื่อก็อดไดปู ปูบางตัวใชขาเกาะดินดึงสู ถารูอยางนั้นก็ปลอยสายเบ็ดใหมันลากไป พอ มันวายน้ําตัวมันจะลอยเราก็คอยคอยดึงอยางใจเย็นพอเห็นกามจึงชอนตัก 4


บางวันชวงหัวน้ําขึ้น(น้ําทะเลเริ่มไหลขึ้น)ปกเบ็ดตกปูทะเลแคสิบคัน เดินตักปูยังไมทันถึงคัน สุดทายเหยื่อปลาที่ใชก็หายหมด บางคันเกาะกินถึงสองตัวก็มี ถาปูตัวเมียหากเปนไขฝา(ไขออกนอก กระดองเตรียมจะวางไขขยายพันธุ) พอสั่งไวใหปลอยมันไป มันจะไดออกทะเลไปวางไข ปูทะเลจะได ไมสูญพันธุ คลองพิทยาลงกรณ นอกจากใชเพื่อชลประทานยังเปนเสนทางขนสงเกลือ จึงมีเรือพวงเรือโยง แลนลองผานไปมาใหเห็นจนชินตา หลายครั้งคราทั้งเด็กโตหนุมใหญวายน้ําอาศัยเกาะเรือโยงที่ บรรทุกเกลือผานหนา พากันไปไกลถึงสมุทรปราการ ตอนยอนกลับก็คอยเรือโยงอีกพวงที่ลองเขาขน เกลือ แตเรือเปลามักเร็วตองรอจังหวะกะใหทัน เพื่อวายน้ําเขาไปเกาะหางเสือเรือ เจาของเรือบาง ลําก็สนุกดวย ชวยโยนเชือกใหจับ ลากกลับบานกันเปนพวง การเลนสนุกอีกอยางสําหรับเด็กๆ ริมคลองพิทยาลงกรณแหงนี้ ก็มีใหเห็นเปนประจํา ยามน้ํา คลองลงแหงขอด คือการ เลนลื่นไถลตัวไปตามลาดดินโคลน จนถึงน้ํา ก็คงคลายกับการเลน สไล เดอร ตามสวนน้ํา ในปจจุบัน ดินโคลนสมัยนั้นยังปลอดภัย ไมมีปนเปอนจากวัสดุอันตราย กิ่งไมหรือ ของมีคม บางก็ลวงรูจับปูจับปลาทั้งปลาไอพรวด(ปลาตีน )ปลาไอกลวย “ไอกลวย”คือปลาบูกลวย เนื้อปลาบูกลวยอรอย กางนิ่ม เนื้อนุม รสชาติหวาน นํามาทําอาหารได หลายอยาง ทั้งแกงสม ตมเค็ม ไดหมดและที่นิยมชมชอบกัน ก็เห็นจะเปน นํามาแรแชเกลือ ออกผึ่ง สักครึ่งแดด แลวนํามาทอด อรอยสุดยอดอยาบอกใคร “เวลาพอตมน้ําปลา หมายังวิ่งหนี” ชาวบานยานนี้จะรูกันดีเปนเวลาที่ตาหลัดเปดโอง” ตาหลัดคือ “พอจํารัส”ของลูกๆ... ความเปนเลิศของพอที่ตองจดจําคือ ทําน้ําปลาไวกินเอง ทําครั้งหนึ่งหลายโองมังกร สมัยกอนปลาเยอะหางาย ตัวใหญก็ขายหรือทํากับขาว สวนตัวเล็กพอก็เก็บเอาทําน้ําปลา” การทําน้ําปลาของพอจะใช ปลาเปด (ปลาทะเล เล็กๆที่คัดออกไมไดใชประโยชน)นํามาลางแลว ผึ่ง ไวบนผืนเฝอก เพื่อใหน้ําคาวปลาไหลออกไปเสียกอน จากนั้นจึงนํามาคลุกเคลากับเกลือ ๑ สวน ตอปลา ๒-๓ สวน เมื่อคลุกเคลาเขากันดีแลว จึงนําไปใสโองมังกร ที่กนโองจะมีเกลือจํานวนหนึ่งรอง อยู เมื่อใสปลาลงไป ก็ใชเกลือโรยทับบนอีกชั้น ขัดดวยแผงไมไผ แลวใชทับดวยหินกอนใหญ เพื่อ ปองกันไมใหปลาลอยขึ้นมาเวลาน้ําปลาออก หมักทิ้งไวประมาณ ๙เดือนถึง๑ป ก็จะมีน้ําปลา น้ําปลา ที่ไดจะมี คุณภาพเลวหรือดีอยูที่วิธีการหมัก โองตองสะอาดดี มีฝาปดมิดชิด ควรอยูกลางแจง เพราะ ความรอนจากแสงแดดแรงจะชวย เรงน้ําปลาใหไดคุณภาพดี มีกลิ่นหอม ที่ตองระวังคืออยาใหน้ําฝน ลงไปในโองเด็ดขาด เพราะอาจจะทําใหน้ําปลาเนาเสีย เมื่อไดกําหนดพอจะเปดโองตักน้ําปน เศษปลาออกจากโองมาตม ซึ่งขั้นตอนนี้เองที่พอ พอตม น้ําปลาหมาตองวิ่งหนี ที่จริงแลวที่หมาวิ่งหนี ไมใชเพราะกลิ่น แตเปนเพราะ พอไลไมใหมันเขาใกลใน ระหวางขั้นตอนการทําน้ําปลา เพราะพอตมไดที่พอตองเทน้ําปลาที่ตมกรองใสผาขาวบางแลวแขวน ใหน้ําปลาไหลผานผาลงกะละมังที่รองรับไว ตรงนี้นี่ไงที่หมามันมารอกินกากน้ําปลา น้ําปลาที่กรอง 5


ใสกะละมัง ยังคงมีกลิ่นคาวจัด ตองนําบรรจุขวดเหลาเปลาเอาไปตากแดดตอไวอีกเปนเดือน ก็จะได หัวน้ําปลาดีมีคุณภาพ พอมักพูดเสมอ “อยูที่ใด อยาใหไกลจากน้ํา น้ําตองมีปลา ปาตองมีนก” ใครที่อยูตรง นี้มีความคิดวาลําบากยากไรก็อยาไดหวังเลยวาจะมีที่ใดสบายกวา “ทะเลหลังบานเรานี้ คือโรงครัวอยากลัวอดใหรูจักจําจดไมมีวันอดตาย" เวลาที่พอมองออกไปหลังบาน ภาพโรงครัว ของพอคงจะปรากฏขึ้นมาทุกครั้ง รอบกายมีแต อาหารทะเลคุณภาพดีไมวาจะมีหรือจนก็ไมตองดิ้นรนหาสตางคจาย อยากไดอะไรก็หาไดในโรงครัว แหงนี้ ที่มีมากมายไมเคยหมด สมัยทํานาเกลือปลายนาเกลือหรือปลายนาประเทียบจะมี “วังน้ํา” ยามลมแรงจะเกิดระลอก คลื่นซัดซาเขาหาชายคันวังน้ํา ตอนรุงเชาพอจะออกไปเดินเก็บกุง ที่โดดดิ้นสิ้นแรงจากคลื่นซัดขึ้นมา คลุกฝุนตายตามชายคันบอ เพียงพอเพื่อทํากับขาวสวนใหญก็จะเปนกุงขาวตัวโต บางครั้งระหวางทาง กลับบานพอก็จะแวะเก็บ “ใบชะคราม”ยอดออน หรือไมก็ “ผักเบี้ย” พันธุไมที่หาไดทั่วไปยานชายฝง ทะเลติดไมติดมือกลับมา เมนูที่พอทําประจําจากใบชะครามคือ “แกงสมชะครามกุงสด” วิธีการทําตามสูตรของพอ ก็ให รูดเอาใบออนของชะครามออกจากกานไปตมในน้ําเดือดแลวเทออกคั้นน้ําใหหมดความเค็ม จะใสแกง สมทั้งใบหรือชุบไขทอดก็ไดทั้งนั้น รสชาติจะมันๆไมมีกลิ่นฉุนเขียว อีกเมนูที่พอทําจากยอดออนผักเบี้ยคือนําผักเบี้ยมา “แกงคั่วใสกุง” โดยนําผักเบี้ยมาตมคั้นน้ํา จนหมดความเค็มเชนกันจากนั้นก็นํามาพักไว ใสกะทิลงกระทะผัดกับพริกแกง ไฟไมตองแรงผัดจน กะทิแตกมันจากนั้นก็นํากุงสดลงผัดคอยๆโรยกะทิผัดจนหอม ตักใสหมอเติมกะทิยกขึ้นตั้งไฟจนเดือด ปรุงรสดวยน้ําปลา น้ําตาลปดทายดวยใสใบผักเบี้ยลงไปปดไฟโรยใสดวยหัวกะทิก็ใชได รสชาติอรอย ถึงใจคลายกับแกงขี้เหล็ก พอทํากับขาวเกงเปนพอครัวฝมือดี มีชื่อเสียงเปนที่รูจักของคนยานนี้เวลาใครมี งานบุญ จะมาขอแรงไปเปนพอครัวไมวาจะเปนพริกผัดพริกแกงพอจะออก แรงตําเอง "เครื่องแกงเครื่องผัดตาหลัดจัดเต็ม” พอเปนคนทํากับขาวเกงคุยสนุก ทุกคนยานนี้รูฝมือพอดี พอจะเตรียมเครื่องเทศบางอยางนําใส หอกระดาษไป เสียงครกเสียงสากหินกระทบดังลั่นคุงน้ํา ระหวางพอเขาครั้วทํากับขาว หนุมสาวก็ให กําลังใจลอมวงชงเหลาสงใหพอเปนระยะๆเสียงหัวเราะเคาะถังกะละมัง ปบ ดังเปนจังหวะ กลิ่นผัด พริกแกง โชยฟุง พลุงกระเพื่อม เสียงจามเสียงไอมีใหไดยิน พอบอกวาถาไมมีจามมีไอ ทั้งแกงทั้งผัด คงไมอรอย เมนูที่แตละงานขอไมเคยขาดเห็นจะเปน ผัดเผ็ด “ปลาหลาด” (ปลาไหลหลาด; ชื่อ วิทยาศาสตร: Ophisternon bengalense) อยูในวงศปลาไหลนา (Synbranchidae) สีลําตัวเปนสีน้ําตาลแดง หรือ สีเหลือง มีกระดูกเหงือก 4 คู ) 6


“ปลาหลาด” ลักษณะคลายกับปลาไหลนา แตกตางกันที่ปลาหลาดปลายหางจะแบน อาศัยในน้ํา กรอยหรือน้ําเค็ม อยูรู วิธีการจับปลาหลาดนิยมใชเทาเหยียบย่ําตามพื้นดินโคลน ไปเรื่อยๆ เมื่อเดิน ย่ําเจอตัวก็ลวงจับ คนที่ย่ําหาปลาหลาดเกงๆ จับตัวไดโยนให คนไลเก็บยังเก็บไมทัน เมนูผัดเผ็ดปลาหลาดของพอ จะใชพริก ขี้หนูสวน ผสมเครื่องเทศของแกที่เตรียมจากบาน เครื่องเทศของแกสารพัดประโยชน เปนเครื่องเทศผัดก็ไดใชยํายาเสนสูบก็ดี มีสรรพคุณชวยให อารมณดี มีเพื่อนเยอะ วิธีการเตรียมปลาหลาดผัดเผ็ด สมัยนั้นพอบอกใชขี้เถาจากเตาฟนนํามารูด เมือกที่ ตัวปลา แลวผาทองควักไส พอจะสั่งคนทําปลาวาอยาทิ้งไส ใหเอาดีปลาออกอยางเดียว นําไส ปลามาผาแลวลางน้ํา ทําความสะอาด ไสปลาหลาดนี่คือทีเด็ด สวนเคล็ดลับการหั่นปลาหลาด พอ สอนใหหั่นจากหางมาหาหัว จะหั่นงายทั้งตัวไมทําใหกระดูกแตก หั่นเปนชิ้นตามขอตอกระดูกลําตัว จากนั้นก็นํามารวนกับน้ําปลาและใบมะกรูด พอสุกจึงนําไปผัดกับพริกที่โขลกไวใสกระชายใบกระเพรา เทานี้ก็อรอยแลว พอบอกอีกวาเวลาผัดใหใชไฟแรง ตอนผัดพริกใหคอยพรมน้ําจะไมทําใหพริกไหม เมื่อพริกหอมใหใสเนื้อปลา และอยาคนบอยเนื้อจะเละไมอรอยเพราะเนื้อปลา เรารวนจวนสุกแลวจึง ไมตองผัดนาน นอกจากพอจะเปนพอครัวฝมือดี ยังมีฝมือในเรื่องเครื่องดนตรีไทยเลนไดเกือบทุก ชนิด เสียงที่ไดยินเปนครั้งแรกตั้งแตจําความได คือเสียงขลุยที่พอเปาใหฟงเปนประจํา และเปนเครื่องดนตรีไทยชิ้นแรกที่พอมี ที่พิเศษกวานั้นคือทานประดิษฐเอง จําไดวามีอยูหลายเลา ใครมาเห็นเขาก็ขอเอาไป สวนเรื่องที่ทานไปหัดเลนมาจากใครหรือที่ ใด ทานเองก็ไมเคยเลา แมแตแมของพวกเราก็ไมรู หรือนี้คือผูมีพรสวรรค ไปตามงานวัดงานวาหรือ วาตามบานที่เขามีงานลอมวงเลนดนตรีไทย พอก็เขาไปขอเขาเลน ทั้งระนาดเอก ระนาดทุม ซอดวง ซออู ทานก็เรียนรู และขอเลนตอเพลงกับเขา หรือนี่เองที่โบราณขานไข “ สายน้ําลําคลอง คือถิ่นฐาน ของศิลปน” หากยอนเวลาสืบเสาะหาวาศิลปนครูดนตรีไทยหลายทาน ทีมีถิ่นฐานชานคลองละแวกฝง ธนบุรีนี้วามีใคร..ใกลๆก็จะมีครูหรั่ง พุมทองสุก บานปากน้ํา คลองภาษีเจริญ ครูสมาน ทองสุโชติ ครู ดนตรีอีกทานอยูยานคลองบางขุนเทียน และสองพี่นองยานคลองวัดสิงห ครูบุญยงค ครูบุญยัง เกตุ คง ครูดนตรีไทยสองสายน้ํา ที่ตามหาตอเพลงจากครูตาง ๆ อาทิ ครูหรั่งและครูสมานประมาณ ๒-๓ ป ก็ยายไปเรียนตอเพลงที่พระครูเทิ้ม พระวัดชองลม จังหวัดสมุทรสาคร อาจกลาวไดวา พอจํารัส ฤกษงาม เปนอีกหนึ่งทาน ที่เปนครูดนตรีไทยในสายลุมน้ําเค็ม ครั้งหนึ่งแมเคยเลาไว “ในวัยหนุมของพอเคยไปขออาศัยกินนอนที่วัดประดูฉิมพลี อยูนานหลายป” ชวงเวลานี้หรือไมที่ทานไดวิชาดนตรีไทยติดตัวมา...... พอรูเรื่องเครื่องดนตรีและเพลง ไทยเดิมอยางดี แตไมเคยมีสักครั้งทั้งครอบครัวเราและคน ยานนี้ที่เคยไดยินทานรองเพลง แมบอกวาลูกหาคน ตั้งแตคนโตยันสุดทองพอไมเคยรองเพลงกลอม นอนเลยสักคน ผิดกับปูที่ยังพอไดยินทานรองเพลงกลอมเด็ก 7


"แมจะตั้งวงกงเหลา ก็ไมเคยไดยิน พอเคา รองเพลง” กระทั่งลูกศิษยลูกหามาขอตอเพลงไทย พอก็ใชัไมเคาะโนตบนผืนระนาดหรือไมก็ใชซอคลอเสียงนําเพลง แมเคยบอก “ พอเคาใฝฝนมานานมาก หากมีตังคอยาก มีระนาดกับเขาสักราง ” ความใฝฝนของพอมีมาแตใดไมมีใครรู เมื่อมาอยูนาเกลือทานเริ่มเก็บตังคเพื่อหวังจะได ระนาดเปนของตัวเองสักราง ดวยเกลือในยุคแรกๆ ราคาไมคอยดี เคยได ๓๐๐บาทก็มีตอเกวียน พ.ศ.๒๕๑๙ พอเราก็ไดระนาดเอก ยอนเวลาเมื่อพลิกฟนผืนนาเกลือเปนนากุงรายไดก็เริ่มดี ครอบครัวเริ่มมีเงินเก็บ ทุกคนได ชุดนักเรียนใหมไดใสรองเทา ไปโรงเรียนและที่ทําใหครอบครัวตื่นเตน ก็เมื่อเห็นพอแบกระนาดเอก เขาบาน แมบอกวา เปนเงินเก็บของพอเกือบทั้งชีวิต รางระนาดเอกของพอเปนไมประดู สวนผืน ระนาดเปนไมชิงชัน ราคานั้นนาจะราวหมื่นตนๆ วันนั้นเปนวันที่ทุกคนในบานตื่นเตนและมีความสุข อยางมาก พวกลูกๆ นั่งเรียงแถวหนาพอเพื่อรอฟงเสียงระนาด “เปนโอกาสแรกของทุกคนที่จะไดยินไดฟงพรอมๆ กัน พอใชนิ้วมือเคาะลูกระนาด ทุกลูกเพื่อฟงเสียง ทุกคนนั่งแถวเรียงเพื่อรอชม เมื่อพอยกไมตีขึ้นพนม ลูกๆก็ยกมือ พนมไหวตาม พอบรรจงพรมไม มาดมั่น เสียงนั้นเปนเสียงที่ไพเราะเสนาะจับใจที่สุดและ เปนความภูมิใจ จนน้ําตาปริ่มไหลที่ไดเห็นชายผูกําลังบรรเลง เปนทั้งครูเพลงและพอ ของพวกเรา เพลงที่พอเลนเปนครั้งแรกในวันนั้น เปนเพลงจระเขหางยาวสามชั้น ที่ทาน ชํานาญ ตอมาก็มีลูกศิษยลูกหามา ขอตอเพลงนี้กับพอหลายตอหลายคน ซึ่งไมใชแค ระนาดเอก ยังมีระนาดทุม ขิม ซอ และจะเขอีกดวย” ตั้งแตบานเรามีระนาด ทําใหยานนี้มีแตความบันเทิง จากที่เคยไดยินเพียงเสียงขลุย ก็เปลี่ยน เปนเสียงระนาดใหไดฟงในทุกเชา ตกเย็นเพื่อนบานก็จะแวะเวียนมา บางก็ร่ําสุรา บางก็มาฟงพอ เลนดนตรี พอทุกคนไดที่ก็มี ลิเกขี้เมาใหพวกเราไดครื้นเครง หากยอนเรื่องราวคราวแรกที่พลิกผืนนาเกลือเพื่อทําวังกุง(นากุง) ทั้งกุงทั้งยุงชุกชุม ไมแพกัน แรกทําวังเพียงกระทืบเทาลงไปบนพื้นคันวัง ฝูงกุงก็ดีดโดดแตกซาดังหาฝน กลางคืนเดินสองไฟเห็นประกายดวงตาหลายรอยคู อยูผิวน้ํา ชาวบานยานนี้จะรูกันดีแต ละที่ตางมีใหเห็นเหมือนกัน ความชุกชุมของกุงในยุคนั้น ไดยินพอลอเลนกับเพื่อนบาน ใหไดขําขันกัน ในวงเหลาวันหนึ่งมีเพื่อนบานเริ่มคุยกอนวา “กุงในวังเขาทําใหหมาเหากันทั้งคืน”.. คงจะ หมายถึงกุงเยอะมากดีดโดดขึ้นมาจนหมาตกใจ..แตพอก็ไมนอยหนาบอก “ลูกหมาที่เลี้ยงไววิ่งไลเลน กัน หันไปเห็นลูกหมาตัวหนึ่งพลัดตกลงไปในประตูน้ําจึงรีบตามไปชวยไมถึงอึดใจควาไดแคหางขึ้นมา 8


...”คงหมายความวาตัวลูกหมานั้นดึงไมทันกลายเปนอาหารกุงกิน..เสียงหัวเราะก็ตามมาตามประสา คนขี้คุย พอบอกวาเครื่องมือดักกุงในอดีตจะใช “ลอบกุง” ที่สรางและดัดแปลงกันขึ้นมาใชใหเหมาะสมกับ พื้นที่ ลอบสวนใหญพอจะทําใชเอง โดยเลียนแบบจาก “ลอบปลา”ตามนาขาวโดยสั่งทําใหมีขนาด นํามาใชกับวังกุง แลวนํามาปรับปรุงดัดแปลงใหมใหกุงเขาดี มี “งา”ที่พิเศษ ลอบบางใบไมคอยมีกุง เขา เนื่องจากงาไมดี มีความแคบตองแกไขดวยการหาเศษไมมาค้ํางาไวใหถางออก แตพอเรียนรูผิด ถูกสังเกตสังกา หาขอผิดพลาด “งาแข็งงาชิด” ติดไปกุงก็ไมเขา “งากวางหางไป” กุงก็วายน้ําหนีออกได จากการที่พอทดลอง “วางงา”ลอบ ในหลายรูปแบบ เคยทํางาเปนรูปหยดน้ํากุงเขางายแตก็ออกไดงาย เชนกัน ครั้นเปดปากงานอยกุงก็มาลอย เกาะอยูบริเวณปากลอบ เวลาจะกูแตละครั้งก็ตองรีบยกตั้ง ปากลอบขึ้นเพื่อใหกุงที่อยูปากลอบไหลเขาใน เกิดความไมสะดวกสบาย สุดทายพอก็ไดวิธี วางงา ลอบตองเปนรูป “เมล็ดขาวสาร” ดานบนและลางตองแคบ กลางตองปองออกใหไดขนาดประมาณ๓ นิ้วมือลอดได ภูมิปญญามักเกิดมาจากการเฝา สังเกตและนํามาปรับแกไข พอจึงไดรูปแบบของ การ วางงาชั้นดีขึ้นในรูปแบบวงรี กุงเขาไดดีหนีออกไดนอย คอยอาศัยการสังเกต ธรรมชาติ ของการหนีเอาตัวรอดของสัตวน้ําทุกชนิดคือ การวายน้ําลอยตัวและการมุด หนีลงลาง งาลอบของพอในแบบวงรีจึงมีที่มาดังกลาว ลอบ เปนเครื่องมือจับสัตวน้ําที่นําไมไผมาเหลาใหเปนซี่กลม ผูกรัดมัดดวยเชือกกับโครงไมที่ ดัดโคงเปนวงลอ ตรงปากลอบมีชองวางพอ ใหสัตวน้ําลอดเขาได เรียกวา งา ลอบนั้นแบงไว ๒ ชนิด คือลอบนอน และลอบยืน สรางตามลักษณะของพื้นที่การใชงาน ตามคําโบราณกลาวไว “ลอบนอนน้ํา ตื้น ลอบยืนน้ําลึก” ลอบนอน ใชดักสัตวน้ํากุงและปลาในนาหรือรองน้ําตื้น มักจะมีหวงที่ใชจับอยูที่กลางลอบ ลักษณะจะเปนทรงกระบอก ตูดลอบเปนรูปหยดน้ํามีความยาว ประมาณ๓ศอก ไมไผแตละซี่ ถักเรียง ชิดใหติดกันดี ปากลอบถักซี่ไมเปนงา เมื่อสัตวน้ําวายน้ํามาหลงเขาไปก็จะวายออกมาไมไดเพราะติด งาที่กั้นไว ลอบนอนที่ใชตามวังกุงเรียกอีกอยางวา ลอบเลาะ ลอบยืน ใชดักสัตวน้ําในน้ําลึก ลอบยืนมีลักษณะทรงกระบอก ตรงดานขางทํางายาวผาเกือบ ตลอด มีฝาเปดไวดานบน ลอบทั้งสองแบบจะใช “แผงเฝอก”กั้นเปนหูชางสองขางของรองน้ํา แลวนํา ลอบมาวางทางกนของหูชาง เฝอก เปนอุปกรณที่ใชคูกันกับลอบ การถักเฝอกพอจะใชไมไผมาเหลาเปนซี่แบนๆขนาด นิ้วมือ นํามาถักดวยเชือก ๕ถึง ๖แถวยาวผืนละวาเพื่อใหสะดวกเวลาขนยาย กอนจะนําไมไผมาใชพอจะนํา ไมไปแชน้ํา๓-๔วันเพื่อปองกันและฆามอดที่ติดไมมา “ลูกๆทุกคนจะผานการฝกฝนจนชํานาญในการถักเฝอก เนื่องจากหากใชไปสักระยะ ไมก็จะหมดสภาพเปราะหักงายก็ตองทําเผื่อไวใชซอมแซม...” 9


การทําเฝอก คือสิ่งที่สมาชิกในครอบครัวทุกคนมีสวนรวม พอจะสอนลูกๆทุกคน ตั้งแตการคัดไม ไผตองเปนไมแก และหนา นํามาแชน้ําในวังไวสัก๓-๔วันจากนั้นจึงนําขึ้นมา เพื่อใหมอดไม ที่ติดมาจะ ไดตาย ไมก็จะเก็บไดนานพอ ที่จะรอ ทะยอยทําเฝอก จากนั้นก็จะนํามาวัดความยาว คราวๆประมาณ๓ ถึง๔ศอก ที่ตองมีความยาว ไว หลายขนาด เนื่องจากความลาดเทของรองน้ํา สวนที่ตื้นจะใชเฝอกสั้น สวนที่ลึกนั้นก็ใชเฝอกยาว ขั้นตอนการตัดไมใหไดดี ตองสังเกตที่ขอ หรือปลองไมไผ สวนที่จะใชใหอยูดานบนของเฝอก ตองเลือกตัดใหชิดติดขอ เพื่อที่เวลาใชงาน การปก อาจตองมีการตีการตอกลงดิน ไมสวนที่เปนขอ จะ มีความแข็งตานทานการตอกการตีไดดี เมื่อไดไมที่ตัดก็นํามาผาใหเปนซี่ซี่พอสอนวิธี ที่มาจากภูมิ ปญญาของผูเฒาผูแก... “ผาไผใหผาปลาย ผาหวายใหผาโคน” พอบอกทําตามวิธีที่กลาวไวก็ไดผล ผา ไผได เปนซี่ไมมีเสียไมมีเสี้ยน อีกขอดีของไมแกเวลาผาไม จะไดแนวตรง ไมแตละซี่มีขนาดประมาณ นิ้วกอย (ประมาณ๑ซม.) นํามาหลาวลบจนหมดเสี้ยนคม อีกดานก็หลาวใหปลายแหลมจะไดทิ่มแทง ลงดินไดงาย จากนั้นก็นํามาถักรัดมัดประสานกันดวยเชือก เริ่มจากแถวแรกเวนปลายบนรนลงมาซัก ฝามือ สอดเชือกไขวไปมาจากบนลงลาง จากซายไปขวา หรือจะขวาไปซายก็ไดตามถนัด มัดขึงใหตึง ดึงรัดใหแนน เมื่อเรียงซี่ไดผืนเฝอกตามตองการประมาณ ๑วา ก็ขยับลงมาที่แถวสอง เวนชวงสักสอง คืบ ถักรัดมัดเชนเดิม ทําอยางนี้ไปจนจบ ตามปกติเฝอก๔ศอกจะถัก๖แถว สวน๓ศอกจะถัก๕แถว ประโยชนของเฝอก ไมไดมีเพียงแคเอาไวกั้นดักจับกุงปลา ยังนํามาใชตากปลาเค็ม กุงแหง ไดอีก กอนจะตีซั้งวางลอบพอสอนไวใหสังเกต “การเดิน” (วายน้ํา) ของฝูงกุงวามุงหนาไปทางไหน โดย ใหสองไฟดูตอนกลางคืน หากกุงวายน้ํามุงหนาไปทางไหนใหเปดหนาปากซั้ง เขาหาแลวก็วางหนางา ของลอบไปในทิศทางเดียวกันกับซั้ง อยาใหปากลอบจมน้ํา กุงจะวายน้ําขามได ก็ใหหา กอหญาหรือวา ชอไมใบแสมนํามารัดมัดรวมเปนฟอนนอนหนุนดานลางของลอบใหพนน้ํา อีกหนึ่งภูมิปญญาก็คือการ หาตะเกียงน้ํามันมาตามไฟ ใหมีแสงนําไปไวในตําแหนงของตูด ลอบ กุงจะวายน้ําตาม หาแสงของ ตะเกียงที่เราตามไว เริ่มจากประถมวัย พอจะแบงหนาที่ใหลูกชาย๓คน (ลูก๕คน ชาย๓หญิง๒) ทําหนาที่ ดักลอบ(วางลอบ) และกูลอบกุง โดยหลังเลิกเรียนกอนพลบค่ํา จะออกเดินย่ําโยกยายกัน ไปวางลอบทั้งหมด ๖ใบ พรอมตามตะเกียงจุดไฟใหแสงสวาง ตอนพลบค่ําระหวางทางกลับบาน เรื่องสนุกสนานก็ไมขาด ดวยการอมน้ํามันกาดพนไฟใสยุง ทุกครั้งที่พนไฟจะไดยินเสียงเปรี๊ยประลั่น ซึ่งเสียงนั้นเกิดจากยุงโดนไฟไหมดั่งไฟพะเนียงแตก ก็ สนุกสนานกันไปตามประสา รุงเชาพอจะปลุกใหลุกไปกู ลอบ วิธีปลุกของพอเราคือเอาไมกระทุงพื้นเรือนตําแหนงที่พวกเรา นอน สวนอุปกรณที่ตองเตรียมไปก็มีไมไผลําหนา สําหรับเวลา หาบคอน และเขงไมไผสานขนาดใหญ ใสกุงอีก๒ใบ จะตองไปเริ่มกูลอบจากหนาประเทียบไลเรื่อยลงมาหาบาน บางครั้งกุงเขาลอบมากตองดันตองลากจากรองน้ําอยางทุลักทุเล แลวก็ใชไมไผสอดเขาไปในหู ลอบ สองคนแบกหิ้วใหลอบลอยใหอีกคนคอยเปดฝา เทกุงออกมาใสเขง บางครั้งตองใชไมคอยๆลวง 10


งัดกุงที่อัดแนนออกดวยความระมัดระวังอีกทั้งกุงเขามาก เขง๒ใบใสกุงไมหมดตองกลับบาน เพื่อเท กองไว แลวจึงกลับขึ้นไปใหมกูลอบที่เหลือ วันไหนเปนชวงฤดูหนาวพอของเราจะออกไปดวยและจะ เปนคนลงน้ําชวยกูลอบเอง เพราะทานคงหวงลูกๆโดนน้ําเย็นๆจะทําใหเปนไขไมสบาย อีกหนึ่งภูมิปญญา นอกจากพอจะทําน้ําปลา ก็ยังนํากุงฝอยและเคยมาทํา “กะป” กะปของพอทําไดทั้งจากกุงฝอย และเคย ถาเปนกะปจากกุงฝอยเนื้อจะหยาบแตถาเปน กะปจาก “เคยหรือเคยโกรง”เนื้อกะปจะละเอียด รสชาติดี และสีจะแดง วิธีทํากะปของพอจะทําตามสัดสวนและวิธีที่สืบทอดกันมาใชอัตราสวนกุงเคย ๑๐ตอ๑คือกุง เคย๑๐กิโลกรัมจะนําเกลือเม็ด ๑กิโลกรัม มาตําผสมใหเขากันหมักทิ้งไว ๑-๒วัน จากนั้นจึงนําขึ้นเกลี่ย ตากแดด พอแหงหมาดๆ ก็นํา มาตําละเอียด แลวหมักไวอีก ๑๐วัน จากนั้น ก็นํามา ตําอีกครั้งกอน นําไปบรรจุลงในไห เอาผิวไมไผขัดทับไว สวนปากไหก็ใชผาพลาสติกปดรัดมัดใหแนนระวังอยาให อากาศเขากะปจะเปลี่ยนสี มีกลิ่นเนากลายเปนกะปเสีย พอจะเก็บกะปไวในครัวไมให โดนแดด โดน ฝน ประมาณ ๓-๔ เดือน พอเริ่มเขาเดือนที่๒-๓จะมีน้ํากะปออก พอจะเปดปากไหใชชอนตักน้ํากะป กลิ่นน้ํากะปจะหอม รสชาติอรอยและไมคอยเค็ม การทํากะปเปนอีกหนึ่งภูมิปญญาที่สืบทอดกันมาและหากินไดในทุกบานยานคลองพิทยาลง กรณและชายฝงทะเล ภูมิปญญาการหาเคยเพื่อนํามาทํากะปมีแตเมื่อไรไมอาจรูพอก็ศึกษามาจากปู อีกที พอบอกวา “เคย” จะมีมากชวงหนาน้ําเชายางเขาเดือนสิบเอ็ด น้ําเชาที่พอเลาคือเปนปรากฏ การของน้ําทะเลที่ขึ้นในชวงเวลาเชาแลวไหลลงเวลาค่ํา ตอเนื่องอยางนี้อยู๒-๓เดือนดังทวงทํานอง ของคําเปรียบเปรยเอยไววา “ เดือนสิบเอ็ดน้ํานองเดือนสิบสองน้ําทรง" ชวงเวลานี้ชาวบานจะรูดีวามี เคยมาก จะพากันออกรุนเคยหรือชอนเคยบาง ปกหลักกางอวนดักเคยบางตามคลองและชายฝงทะเล และเคย ที่ยอมรับกันวาหากนํามาทํากะปจะไดกะปดีมีคุณภาพ คือ “เคยน้ําแรก” เคยน้ําแรก จะอยูในชวงเดือนมกราคมหรือกอนหนาเล็กนอย เคยที่เกิดในชวงนี้ จะมีความ สะอาด พบมากที่ผิวน้ําชาวบานจะใชวิธีดักอวนหรือชอนตักมากกวาการรุนที่มักจะมีโคลนปนมากับตัว เคย กะปเคยน้ําแรกจะมี คุณภาพดีที่สุด เคยน้ําสอง อยูในชวงประมาณเดือนกุมภาพันธ การเก็บเคยน้ําสองนี้ใชวิธีการรุน น้ํามักจะขุน และมีลูกกุงลูกปลาชนิดตางๆ ปะปนมาคอนขางมาก กะปเคยที่ไดไมคอยสะอาด คุณภาพปานกลาง เคยน้ําสาม อยูในชวงตั้งแตปลายกุมภาพันธเปนตนไปมีใหเห็นไดเกือบทั้งป ตัวเคยน้ําสามนี้ เริ่มมีขนาดใหญเมื่อนํามาใชทํากะปเนื้อกะปจะหยาบจึงเปนกะปคุณภาพต่ํา ยอนเวลากลับไปในคลองหนาบานเรามีความอุดม ทั้งกุง หอย ปูและปลานานา ชนิด แตที่พอมักจะนํามาปรุงเปนเมนูเด็ด นอกจากจะมีปลาหลาดผัดเผ็ดที่ยั่วน้ําลาย ก็ ยังมีปลาไหลทะเลแกงเผ็ดและสุดยอดทีเด็ด แกงสม ปลาดุกทะเล 11


ปลาไหลทะเล ถาศึกษาจากตําราเปนปลาไหลอยูในวงศ ปลายอดจาก แตชาวบานเรียกกันจน ติดปาก วาปลาไหลทะเล เปนวงศของปลาทะเลกระดูกแข็งวงศหนึ่ง ซึ่งใชชื่อวิทยาศาสตรวา Muraenesocidaeจัดเปนปลาไหลขนาดใหญอีกจําพวกหนึ่ง มีลักษณะเดน คือ ลําตัวยาวทรงกระบอก ปากกวาง ไมมีเกล็ด จะงอยปากบนยาวลํ้ากรามลาง ฟนคอนขางแหลมคม ครีบอกใหญชาวบานเรียก ใบหู และกลายเปนเรื่องเลา ของเจาปลาไหลเมื่อเติบใหญจะกลายเปนพังพอน พื้นลําตัวและครีบ สีนํ้าตาลออนปนเหลือง ครีบหางสีดํา ทองสีขาว ตากลมโต มีความยาวไดถึง ๑.๕เมตร พบกระจาย พันธุในทะเลเขตรอน และกึ่งเขตรอน บริเวณปากแมน้ําหรือปาชายเลน พอสอนวิธีจับปลาไหลทะเล ตองเปนเวลาชวงน้ําลงจนแหงขอดคลองอุปกรณที่ตอง เตรียมไป ใชเพียง ยาเสนและสอมแทงปลาไหล และทําไมตองมี ยาเสน มันเกี่ยวอะไร พอบอกไวยาเสนใชเพื่อ ละลายน้ํา ทําเปนน้ํายาหยอดรูปลาไหล วิธีการหารูของปลาไหลถายทอดกันมาจากภูมิปญญาที่ตองจดจํา พอนําคําของปูเรื่องวิธีดูรู ปลาไหลมาถายทอดกับพวกเรา ใหเลือกเอาตามบริเวณโคนตอไมหรือตามชายรากของแสมและลําพู ปลาไหลจะเจาะรูอยูขางๆ รูของมันจะไมใหมเหมือนรูปลาบูและปลาตีน รูที่มีปลาไหล อาศัยอยูในรูจะ มีน้ําขังตลอดเวลาจะไมแหง... เมื่อออกแรงใชมือตบที่ดินขางๆรู ถามีปลาไหลอาศัยอยูน้ําในรูจะยุบ แสดงใหรูวาปลาไหลตกใจ ขยับตัวถอยลงลึก เราอยาทําเสียงอึกทึกหรือเดินย่ําดินไปมาจะทําใหปลา ไหลตกใจถอยรนหนีไปจนเราตามไมทัน สัญชาตญาณของปลาไหลจะใชหาง เจาะรูเพื่อพรางตัว สวน หัวจะอยูทางปากรูคอยจับกินเหยื่อที่เปนลูกกุงลูกปูเล็กๆ เมื่อมีภัย มันก็จะใชหางที่แข็งแรงแทงชอน ไชถอยรนไปหลบหนีศตรู แรกๆลูกๆก็จะตามพอไปหาปลาไหลพอเวลาผานไปเริ่มมีความชํานาญก็มักจะชวนกันออกหา เวลาเจอรูปลาไหลก็ใชมือแหวกรูเปนแองเล็กๆ นํายาเสนผสมน้ําแลวนํามาหยอดใสรู ขอสําคัญพอ สั่งไวอยาใสมากใหใสแคพอประมาณสักครึ่งกะลามะพราวก็พอ หากใสมากปลาไหลจะตกใจรีบหนี แตถาใสพอดีปลาไหลจะแคเมาแลวขยับตัวขึ้นมาเพื่อคลายน้ํายาที่ปากรู ก็ใหใชสอมแทงนํากลับ บานมาผัด มาแกงเปนอาหารกินกัน แตเวลานี้ปลาไหลทะเลหรือปลายอดจาก ... หายากจากลําคลอง จะพบเห็นบางก็ไมมากจากติด อวนเรือประมงเขามา นี้เองคงจะแสดงใหรูวาตอไปปลาไหลหรือปลายอดจาก ที่ชาวบานยานนี้เคย จับมาทําอาหารกําลังจะสูญหายไปจากลําคลองทองถิ่นพิทยาลงกรณ อีกหนึ่งวัตถุดิบที่พอนํามาทํากับขาวใหพวกเรากินหาไดงายในทองถิ่นคือ “ปลา ดุกทะเล” ปลาดุกทะเลอาศัยอยูไดทั้งน้ําเค็ม น้ํากรอย บริเวณปากแมน้ําและลําคลองทั่วไป ชอบอยูตาม ซากหรือโพรงไม และขุดรูในดินเลน ดินเหนียว มีรูเขาออกหลายรู พอเรียนรูคิดคนวิธีการจับปลาดุก จากการศึกษาตามธรรมชาติ ลักษณะของปลาดุกทะเลมี เงี่ยงแตกตางจากปลาดุกนา โดยจะมี “เงี่ยงหลัง”เพิ่มขึ้นมาอีก๑ อัน และที่สําคํญคือเมือกของมันจะมีพิษ หากถูกตําจะปวดแสบแทบขาดใจ และที่แปลกไปอีกคืออาการ 12


ปวดแผลจะเพิ่มตอนน้ําทะเลเริ่มขึ้นและจะปวดลดนอยตอนน้ําทะเลถอยลง พอบอกวามีตํารายา โบราณเขียนไวใชเวลาโดนปลาดุกตํา ใหทําแผลใหสะอาดราดดวยเหลาแลวเอาราก “ตนหนามพุงดอ” มาตําผสมกับเหลาเอามาพอกแผล “สรรพคุณของตนหนามพุงดอมีฤทธิ์แกพิษฝ พิษซาง แกประดง ผื่นคัน กระทุงพิษรอนถอนพิษไข และยังนิยมนํารากมาใชดูดพิษจากเมือกปลาดุก ใหคลายอาการปวด อักเสบ” ปลาดุกทะเลนอกจากจะเปนอาหารของคน ยังเปนอาหารจานโตของโลมาอีกดวย พอเลาวา ถามีฝูงโลมาเขามาแสดงวาตรงนั้นมีปลาดุกทะเลชุกชม ที่พบฝูงโลมาเขามาใหเห็นเปนประจําจะอยู แถวปากคลองกง(คลองขุนราชพินิจใจ)ชาวประมงแถวนั้นผูกพันกันดี หากมีโลมาตัวใดเขาใกล โพงพางก็จะยกโพงพางขึ้นรอไลใหมันออกไป นิสัยของโลมามักจะมาหากินใกลหางโพงพางเพราะ บริเวณนั้นจะมีลูกกุงลูกปลาเล็กๆหลุดตาอวนออกไปปลาดุกก็วายมาคอยกิน โลมาก็จะรูเขามาเวียน วายอยูหาปลาดุกกินเชนกัน พอยังบอกอีกวาโลมาจะกินปลาดุกแคครึ่งตัว สวนหัวบริเวณเงี่ยงมันจะทิ้งไว ปลาดุกบางตัวถูก กินสวนหางไปหัวก็ยังวายน้ําได ชาวบานยานใกลก็จะนําเรือออกหาชอนตักเอาไปทํากับขาวกินกัน วิธีการหาปลาดุกมาทํากับแกลมเหลาหรือทํากับขาวของพอและเพื่อนบาน มีหลายวิธีนอกจากใช วางเบ็ดราวที่ยาวเกือบกิโลก็ ยังมีอีกหลายวิธีที่เปนภูมิปญญา การงมหารูแลวลวงจับก็เปนวิธีที่หาปลาไดไวทันใจ เจอก็จับนํากลับไดเลยแตวิธีนี้ตองมีประสบ การ ตองเรียนรูวิธีการจับเมื่อเจอตัว ตองจับสวนหัวหันเขาหาตัวคนจับ ระวังเงี่ยงหลังใหดีเวลาที่ถูก ตัวมันจะกางเงี่ยงออกมายัก คนลวงรูจับปลาดุกไดตองใชความสามารถขั้นสูง พอก็เคยลวงจับแตไม บอยสวนมากจะคอยควานหาปลองของรูปลาดุก เพราะไมใชมีแครูเดียว ถาควานหาไมดี ปลาจะหนี ออกได บางครั้งก็ตองใช อวนไนลอน เอามาทําถุงลักษณะปากกวาง ปลายเรียว คลายถุงกาแฟ ยาว สัก๒ศอก ขอบปากถุงใชไมไผมาทําวงคลายปากสวิงแลวนําไปติดตัวไปเพื่อใชครอบปากรู รูปลาดุกมัก มีหลายรูตองรูและหาใหครบ ปกติการงมหารูปลาดุกจะไปกันหลายคน เพื่อชวยกันคนหารู เวลาที่เจอ รูปลาดุก เมื่อควานเจอรูที่แยกออกไดก็จะใชสวิงครอบรูตางๆ ไว แลวใหคนใดคนหนึ่งเอาดินเลนยัด เขารู ใชเทาดันเลนเขาไป หากมีปลาดุกอยูปลาก็จะหนีออกทางรูที่เหลือ ที่เราใชสวิงครอบปากรูไวก็ จะไดปลาแลวก็รวบอวนยกขึ้นมาใสของ อีกวิธีพอจะนําไมไผมาทํา “เชงเลง” โดยนําไมไผยาว๓ ศอกมาผาเปนซี่ซี่ใหเหลือปลองสุดทายไว แตเดิมใชหวายสวมปลายไวไมใหตอนผาลําแตกออก ลักษณะของเชงเลงจะเปนทรงกรวย มีงาสอง ชั้น คืองาชั้นนอกอยูตรงปากเชงเลง งาชั้นในอยูตรงกลาง ใชเปนที่ขังปลา หลังมีฝาปดทําจากไมไผ การทํางาสองชั้นก็เพื่อกันไมใหปลาออก งาชั้นนอกจะกวางเพื่อจะไดสะดวกเวลาจับปลาใส สวนงา ชั้นในแคบเพื่อกันปลาออก ดานบนเชงเลงพอจะใชทางจากคลุมไวใหเปนที่หลบของปลา แลวก็ใช แมงดาทะเลนํามายางไฟพอประมาณ จากนั้นก็นํามาใสไวในเชงเลงเพื่อลอปลาดุก การวางเชงเลงพอจะใชไมไผมัดเปนหลักปกไวในคลอง หันปากเชงเลงตามกระแสน้ําที่ไหลลง ธรรมชาติของปลาดุกจะออกวายหาอาหารทวนน้ํา เมื่อไดกลิ่นแมงดาทะเลยางก็จะหาทางเขา ดวย 13


ลักษณะเชงเลงเปนโพรงและมี “ทางจาก”(ทางใบตนจาก)คลุม ปลาดุกจะไมลังเลเหหัวซุกไซเขาไปใน งา พอถึงเวลาน้ําทะเลขึ้นพอก็จะพาเรือออกไปกู พอเลาวาตั้งแตยายมาทํากินในถิ่นฐานยานชายคลองสหกรณหรือพิทยาลงกรณ การทํามาหา กินอาศัยภูมิปญญาและพึ่งพาธรรมชาติเปนสวนใหญ พอบอกตองใชความรูเปนพื้นฐาน สวนความ ชํานาญมาจากการฝกฝน ความมานะอดทนก็เชนกันสําคัญอยางยิ่งสําหรับทุกคนที่เขามาอยูแต เริ่มแรก หากใครไมอดทนก็อยูไดไมนาน การเปลี่ยนดงปาเปน1ผืนนาเกลือตองใชเวลาเปนแรมป อาศัยธรรมชาติเกื้อกูล ทั้ง ดิน น้ํา ลม และไฟซึ่งหมายถึงแสงอาทิตย หลอมรวมกันทําใหเกิดผล ผลิตคือเกลือ ชวงเวลาที่พลิกผืนนาเกลือเปนเปนวังกุงก็ยังตองพึ่งพาอาศัยธรรมชาติ โชคดีที่มีแหลงน้ําดีอยู ไมไกล เปนทองทะเลกวางใหญและแหลงอาศัยขยายพันธุของสัตวน้ํา ชาวประมงและชาวบานยานนี้ จึงมีอาชีพมีรายไดไวเลี้ยงตนเองและครอบครัว การที่ตองอาศัยพึ่งพาแหลงน้ําจากทะเล พอบอกวาเปนความยากจากการปองกัน เพราะน้ํา ทะเลนั้นหากเสียมาเวลาใด สัตวน้ําตามแหลงน้ําทั่วไปตองตายหมด รวมทั้งในวังกุง ทั้งกุง ทั้งปลา หากเปดน้ําเสียเขามาก็เสียหายเชนกัน ตางกับการทําไรทําสวน หากมีศตรูพืชก็ปองกันโดยใชยาฆา แมลง แตแหลงน้ําทําไมไดจะใหยายกุงยายปลาขึ้นมาเพื่อหนีน้ําเสียคงเปนไปได ยาก หากจะปองกัน ก็ทําไดเพียงแคเฝาระวังสังเกตคุณภาพน้ําทุกวันกอนเปดประตูน้ําเขา-ออก เหตุการณน้ําทะเลเสีย น้ําจะเปลี่ยนสี มักเกิดขึ้นทุกป พอเลาวาตั้งแตมาอยูที่นี่เห็น ไดทุกปหลังเทศกาลวันออกพรรษา น้ําทะเลจะเปลี่ยนสี เปนสีขุนแดง บางแหงก็เรียก “ขี้ ปลาวาฬ” บางหมูบานก็เรียก “น้ําเบียดน้ํากัน” แตไมวาจะเรียกวาอะไรมันก็คือน้ําที่ทําให สัตวน้ําลอยตาย พอยังบอกอีกวาคนโบราณยังมีชื่อเรียกปรากฏการณ น้ําทะเลเปลี่ยนสีอีกวา “หมอย ยายชี กับกระโปกตาเถร” ถึงแมจะฟงดูพิลึก พิลั่นเสียดสี แตก็มีความหมายในปรากฏการณที่ชัดเจนเปนมา หลายชั่วอายุคน ลองคนหาหมอยยายชี ที่พอพูดนี้คืออะไร ยายชีมาทําอะไรไว ถาไมอธิบายขยายความคงไม พนคนกนดา ก็ตามไปคนมาคําวา “หมอยยายชี” มีอยูจริง เปนการเรียกลักษณะของพืชในน้ํา ที่เปน เสนๆเกาะอยูตามไมไผ กิ่งไม ที่ปกหรือกองอยูในทะเล เมื่อเกิดปรากฏการณน้ําจืดและน้ําเค็มมาชนกันหรือน้ํา “เบียด-น้ํากัน”(น้ําเปลี่ยนสี) ทําใหเจาสิ่ง นี้เจริญเติบโตอยางรวดเร็วชาวประมงมักจะเรียกเจาสิ่งนี้วา “หมอยยายชี” สวน “กระโปกตาเถร” ของพอนั้น มันก็โผลมาดวย แลวจะไปตามหาคนแรกที่พูดไดที่ไหนใหมา ชี้แจง เลยตองไปคนเอง ก็ไดคําอธิบายมา“กระโปกตาเถร”เปนพืชในน้ําที่มีลักษณะ เปนกอนใสๆกลม บางรีบาง หลากหลายขนาด เมื่อเจอน้ําจืดและน้ําเค็มมาชนกัน ทําใหพืชพวกนี้ขยายตัวขึ้นเปนจํานวน มากจนทําใหน้ําทะเลบริเวณนั้นเปลี่ยนสีไปจากสีน้ําทะเลปกติ อาจเปนสีแดง สีเขียว หรือสีเหลือง 14


ขึ้นอยูกับชนิด ของแพลงกตอนพืชบริเวณนั้น ปรากฏการณ “น้ําทะเลเปลี่ยนสี”ทีนี้ก็มาสืบคนทางดาน วิชาการกันบางวามันเกิดไดอยางไร คงไมเกี่ยวกับ ตาเถร ยายชี แลว ในชวงน้ําหลาก-น้ําเหนือที่ปริมาณน้ําฝน น้ําทา อันเปนน้ําจืดปริมาณมากไหลลงสูอาวไทย ตอนบนบริเวณปากอาวรูปตัว ก.ไก แลวปะทะกับน้ําทะเลแบบเฉียบพลันในชวงเดือน ตุลาคมถึง พฤศจิกายน ของทุกป จะเกิดภาวะ น้ําเบียด-น้ํากัน อันเปนภาวะน้ําเสียธรรมชาติไมใชน้ําเสียจาก มลภาวะ เนื่องจากน้ําจืด ปริมาณมากลงมาปะทะกับน้ําเค็ม ทําใหแพลงกตอนบางชนิดเติบโตอยาง รวดเร็ว จนทําใหออกซิเจนในน้ําลดลง ฝูงปลาที่หลงอยูในอาณาบริเวณน้ําเบียด-น้ํากัน หรือน้ํา เปลี่ยนสีหากหนีไมทันก็จะตาย สวนฝูงปลาที่วายหนีทันก็จะถูกน้ําเสียธรรมชาตินี้เบียดไปเปนกลุม กอน ชาวประมงผูรอบรูรอจังหวะนี้ในถวงทีของธรรมชาติก็จะไปดักสอยยายชี..เอย!!เขาไปรอปลาฝูง นี้จากภาวะน้ําเบียด-น้ํากันเพราะมีน้ําเสียธรรมชาติทําหนาที่กวาดตอนโอบลอมฝูงปลาที่หนีมาใหได จับ อีกปจจัยเปนภาวะน้ําเบียด-น้ํากันที่ เกิดจากกระแสลมและ กระแสน้ํา ในชวงกอนจะเขาสูฤดู มรสุมเต็มตัว หรือเกิดภาวะฝนทิ้งชวง น้ําทะเลผิวบนจะรอน น้ําทะเลดานลางจะเย็นกวาน้ําทะเลผิว บนกระแสน้ําจากแมกลอง เพชรบุรี จะถูกกระแสลมที่พัดสงจากทิศตะวันตกบริเวณตอนบนไปทางทิศ ตะวันออกดานชลบุรี ทําใหตะกอนและสารอาหารทั้งที่เปนคุณ และเปนโทษ ฟุงขึ้นสูดานบนกระทบ แสงแดด เกิดการบูมของแพลงกตอนคลายกับแบบแรก ชาวประมงจะบอกวา "น้ําเย็นมาปลาจะ ตาย" พองดังสุภาษิต “น้ํารอนปลาเปน-น้ําเย็นปลาตาย” เมื่อแพลงกตอนบูมมากๆจนทําใหน้ํา เปลี่ยนเปนสีเขมการสังเคราะหแสงทําไดนอยลงออกซิเจนในน้ําก็นอยลง สัตวน้ําก็อยูไมไดบางสวนก็ จะตาย ปรากฏการณนี้เรียกอีกอยางคือ ปรากฏการณ “ขี้ปลาวาฬ” ฉะนั้นเอง “พอจากพวกเราไป ทานจากไปพรอมกับความรูความสามารถมากมาย ” นอกจาก ครูเพลงไทย เปนพอครัว ตามงาน ทานยังเปนหมอกลางบานอีกดวย ทานได ชวยรักษาคนปวยมากมายที่มาหา ดวยอาการ เจ็บคอ คนทั่วไปเรียกพอวา “หมอหลัด” (จํารัส) คนยานไกลและยานใกล ทั้ง เด็กและ ผูใหญจะมาหาพอดวยอาการคอเจ็บที่เกิดจาก “หละ หรือมีเม็ดยอด”(เม็ดหนอง)ในปากและลําคอ เคยเห็นพอปรุงยาอยูหนาเตาไฟ โดยใช “ฝาละมี” (ฝาปดปากหมอดิน) สิ่งที่กําลัง ลุกโชนเปนสี แดงในฝาละมีตรงหนา ยังไมรูวาคือ อะไร เมื่อพอคั่วจนเจาสิ่งนั้นไดที่ เปนสีเทาก็เอาออกจาก เตาไฟ รอจนใหเย็นลง สิ่งที่เห็นเปนสีเทารูปรางราว เมล็ดขาวสาร จากนั้นพอก็เอามาใสในครก บดยา นั่งบด ไปมาจนละเอียดแลวก็เทเก็บไวในหอกระดาษ เวลามีคนไขมาหาพอก็จะนํามาบดรวมอีกครั้งกับ พิมเสน แลวนําไปใสหลอดเปาเขาไปในคอคนไข และสั่งใหกลับมาใหมอีกครั้งในวันรุงขึ้นเพื่อเปาซ้ํา บางคนเปาเพียงสองครั้งคอที่เปนตุมหนองก็ยุบลง บางคนเปนมากก็เปาซ้ําสามครั้งก็มี เมื่อหายดีก็ จะมี การไหวครูตามทําเนียมโบราณดวยการยกพานดอกไม ธูป เทียนและสตางค๙บาท ลูกๆทุกคนที่ บาน จะผานการกวาดและเปาคอจากพอทุกคน ยาเปาคอของพอจะเย็น หากเปน ตุมหนองในคอทํา ใหหายใจลําบาก หลังจากพอ เปายาใหไมกี่วันก็หายสนิท 15


ความสงสัยวาสิ่งที่พอ ใชทํายาเปาคอนั้น คืออะไร ก็ไดรูความจริง และที่จะเผยแผตํารา ของ พอไวในที่นี้มิไดมีเจตนาแอบอาง หรือหลอกลวงใดๆ เพียงจะขอบอกกลาวไว เพื่อ ใหเปนวิทยาทาน เกิดเปนกุศลสงไปยังเจาของตํารา วันหนึ่งพอใชใหไปเก็บกวาด ขี้แมลงสาบตามชั้นและตามลิ้นชักตู แรกก็ ไมรูคิดวาเพื่อใหนําไป ทิ้ง แตพอหามไว ซ้ํายังใหหอเก็บ ก็ถามไปวาจะเก็บไวทําไม คําตอบที่ไดก็คือ “เก็บไวทํายาเปาคอ” สําหรับสวนผสมจะใชในปริมาณ เทาใด ไมอาจรู ตอนที่พอยังอยูทานก็ไมไดบอกวา ปรุง อยางไรและก็ไมไดบันทึกไวเปนตํารายาใหทายาทไดรับตอ แตเมื่อลองคนหาตามตํารายาโบราณ ทาน ก็มีกลาวไวใน"หนังสือชวยสอนวิชาเภสัชกรรม แผนโบราณของ อ.มัธยัสถ ดาโรจน ไดกลาวถึง ขี้ แมลงสาบไวเชนกันวาเปน ยารสเย็น แกซาง ลิ้นขาวในเด็ก ในสารานุกรมสมุนไพรก็มีกลาวไวเชนกันวา “ขี้แมลงสาบมีรสจืด” ใชเปนยาแกเม็ดยอดในปาก และคอ แกอักเสบ บวม อีกหนึ่งตําราชื่อ “คัมภีรปฐมจินดาร” ไดพูดถึง ตํารายาที่เขาดวยมูลของแมลงสาบไวมากถึง 6 ตําราอันไดแก ยากวาดทรางแดงเขมา, ยากวาดแกทรางแดง, ยาทาทองแกทองขึ้น ,ยาแกหละ,ยา แสงอาทิตย และยาสุรามฤตย ใชแกพิษทรางอันรายทั้งปวง และในสวนของการ เขายานั้นทานหาม มิใหใชมูลแมลงสาบดิบ ตองนํา มาทําใหสุกโดยการคั่วกรอบเสียกอนแลวจึงนํามา เขาเครื่องยาใน อัตราสวน ๑ตอ ๔ ถึง ๑ ตอ๑๔ ตามที่ระบุไว เรื่องราวดีๆของแม ก็ไมแพพอ สมัยทํานาเกลือ ทานทําทุกอยางตั้งแตกลิ้งนา ลาก ลูกกลิ้งทอนซุงไปมาบดผืนนาใหแนนเรียบ จนถึงเก็บกอง โกยเกลือหาบเขายุง พอมา ยุคทําวังกุงทานก็มุงทํางานเคียงบาเคียงไหล กับพอไมทองาน งานนอกบานทานก็ทําได สวนงานในบานทานก็ทําเปน และสอน ลูกๆทุกคน ใหสนใจปฏิบัติ ในเรื่องงานบาน งาน เรือนอีกดวย “แมชุบ”สอนลูกๆไมแบงวาจะเปน ลูกสาวหรือลูกชาย ตองใหทุกคนไดทํางานบานเปน ตั้งแต กวาดบาน ถูบาน ซักผา และหุงหาขาวปลา ซึ่งเดิม จะหุงขาวแบบเช็ดน้ํา สิ่งที่ไดจากการหุงขาวแบบ เช็ดน้ํานี้คือ เราจะไดน้ําขาวกินกอนไปโรงเรียน และที่กนของทุกคนวนเวียนสัมผัสกันจนครบเมื่อทํา ความผิด คือ ไมขัดหมอ (ถูกตี) แมจะพูดเสมอวา ปูทานสอนทุกคนไวเสมอให “เอาเยี่ยงกา แตอยา เอาอยางกา”อธิบายคําพูด ของปูไดวา นกกา มันเปนสัตวที่ตื่นออกหากินกอนใคร ใหเราเอาเปน “เยี่ยง” แตวากามันเปนสัตวขี้ ขโมยก็อยาไปเอา “อยาง”มัน แมจะเรียกลูกใหลุกปลุกใหตื่นเชาเปนนิสัย จากนั้นก็ใหชวยกันเรงเปดหนาตางเพื่อจะไดรับ “แสงเงินแสงทอง” วันนี้เมื่อไดมองดูหนาตางบานเกา ที่เราเคยเฝาเปด ปด เปนประจํา ทําใหเห็นภาพ 16


แมฝกฝนจนลูกๆจดจําเปนนิสัยติดตัว ตั้งแตการเดินในบานใหใชปลายเทาอยาใชสนเทาลง ก็ คงเนื่องดวยพื้นบานเปนไมกระดานนั้นเอง หากใครไมเชื่อฟงบางครั้งดื้อจะถูกทําโทษใหเดินมือ คือ การใชสองมือวางบนพื้นแลวเอาเทาตัวเองเหยียบเดิน ถูพื้นบานก็ใหคุกเขาเอาผามานั่งถูถอยหลัง เรียงตามแผนกระดานเรื่อยไป แมแตในครัวก็ไมใหรอง เพลง ผิวปาก กอนตากเสื้อผาตองสะบัด และตองจัดชาย โสรงและผาขาวมาใหชายผาเสมอกัน แมวันเวลาผานไปก็ยังจําและทําตามใหเห็น เปนจริงอยู ถึงวันนี้ เวลาตากผา ยังคงดึงชายลงมาใหเสมอกัน คําสอนนั้นยังดังกองในใจ เวลาแมเขานอนมักจะเห็นแมจะกราบพอกอนทุกครั้ง พี่สาวเคยถามแมวา ทําไมแมตองกราบ พอทุกวัน คําตอบที่ไดนั้นก็พลันมาเปนคําสอน “เมียที่ดีตองตื่นกอน นอนที่หลัง กราบผัวทุกครั้งกอน นอน สวนหมอนนอนหนุนตองต่ําอยานอนค้ําเสมอหัว ผัว ตัวเอง” แมเคยเลาใหพี่สาวฟง เรื่องการไหวสามีกอนนอนเปน “คําสอนหญิง” แตโบราณที่ถือปฏิบัติ แสดงความเคารพนบนอบบูชาและขอขมาในความศักดิ์สิทธิ์ และความดีทั้งหลายในตัวผูเปนสามี เพราะเหตุของการรวมหลับนอน จะไดไมถอนทําลายอาคมและความ ศักดิ์สิทธิ์ ของวิชาและเชื่อวา ผูใดทําไดอยางนี้ รับรองจะ ไม มีปญหาชีวิตคู จะพาครอบครัวสูความสุขความเจริญ สมัยที่ปูยังมีชีวิตอยูการลอมวงกินขาวทุกครั้ง แมสั่งใหทุกคนรอ ขอใหปูมานั่งกอน แมจะ เตรียมขันน้ําและ ชามใสน้ําไวใหปูลางมือ เพราะปูจะไมใชชอน จะใช “มือเปบ”(หยิบ) ขาวใสปาก หลังจากปูและพอมานั่งลง แมและลูกๆจึงพรอมลอมนั่งพับเพียบ (ระเบียบของครอบครัวคือทั้งหญิง และชายใหนั่งพับเพียบ)ตอนกินขาวปูจะ ไม คุยทุกคนจะกลัว กอนทานจะกินขาวทานจะนําขาว มาปน แลวทองมนต(เสกขาวใสปาก)กอนนําเขาปากกอนแรก จากนั้นก็รอพอตักขาวใสปากจากนั้นทุกคน จึง เริ่มบาง ปูเปนคนเรียบรอย สะอาด กินขาวชา ไมเสียงดัง ไมมูมมาม ทําใหทุกคนทําตาม จานชามขาว ของ ใครมีขาวขึ้นมาติดตามขอบจะถูกดุ ตองคอยปาดให อยูกลางจาน ความเงียบขณะกินขาวจะทํา ใหทุกคน ระวังเสียงชอนกระทบจาน เพราะสมัยที่ปูยังอยู ชอนและจานเปนสังกะสี เคยมีอยูหลาย ครั้งที่พวกหลานๆตอง แบก เมล็ดขาวที่ทําหลนระหวางกิน ไปทิ้งคลอง เพราะ เปนกฎของปูใครกิน ขาวตกหลนตองแบกขาวไปทิ้งคลองทีละเมล็ดจนกวาจะหมด และเวลาโยนเมล็ดขาวแตละครั้งตองให สงเสียงดัง”ตูม”อีกดวย เมื่อเวลาเปลี่ยนผาน หลายสิ่งหลายอยางใน อดีต ก็เริ่มเลือนหาย เรือเกลือ เรือ โยง หมดไป หลาย ปจจัยในการดําเนินชีวิตแปรเปลี่ยน บานเรือนของ อีก ฝากฝงคลอง พิทยาลงกรณที่เคยเห็นบางตา บัดนี้กลับมาหนาแนน ขยับขยายกลายเปนชุมชน คนตาง ถิ่น มีถนน ไฟฟา น้ําประปา และโทรศัพท พรอมกับนําความเจริญมาสูวิถีบานริมคลอง เมื่อความเจริญเขามาก็แทบหาความสงบไมได เรือเริ่มหายกลายเปนรถยนต ลมบก ลม ทะเล ที่พัด ใหไดรับความสดชื่นเย็นสบายกลับกลายปะปนกับ ฝุนควัน มนตเสนหของวิถี คนชนบทนั้น เริ่ม จางหายไปทีละนอย 17


นอกจากเพื่อนบานและญาติ พอยังมีคนรูจักที่มักจะแวะเวียนมาหา “เรือเอี้ยมจุน”ลําใหญ บรรทุกหินทรายเทียบทาหนาบานทุกครั้งที่ลองผานมา ไดอาศัยพัก ทักทายคลายดังญาติ แกเปนคน รอบรูเคยใชชีวิตอยูในปากอนจะมาใชชีวิตกินนอนอยูในลําน้ํากับเรือเอี้ยมจุน แลววันหนึ่งก็มาอาศัย อยูชายทะเล ปลูกเปนกระตอบหอบหิ้วลูกเมียมาตั้งหลักปกฐาน และเพียงไมนานเรื่อง ของแกก็ ไดรับการกลาวขาน ใหไดยิน “ตาอิน กับถิ่นทะเล” ยอนเวลากลับไปนานเทาใดไมไดจําวัน ความสําคัญอยูที่เวลานี้มีสิ่งใดใหนําพาติดตัวเรามาเปน ขอคิดเพื่อ ดําเนินชีวิตอยูไดโดยใชแนวทางแหงภูมิปญญา พรรณนามากมายหลายวรรค เขาสู ประเด็นหลักใหรูจักนักเลงเกา แหงผืนธารา ฟาจรดน้ําย้ําเรื่องราว เปนตํานานขานกลาว เรื่อง “ผู เฒาทะเล” “ตาอิน” ดั้งเดิมแกไมใชคนพื้นที่ มีเรือลําใหญลองขายทรายและหิน ใหกับชาวบาน ดวยเหตุวารถ ราเขาไมถึงจึงตองขนสงกันทางน้ํา แตดวยวัยที่ชราลงคงหอบสังขารไมไหว ขอจอดเรือลําใหญทิ้งไว หาเรือพายมุงหนาออกสูทะเล วางอวน ทอดแห ตกปลา ไดมาขายไป เปนลําไพสําหรับคาอาหาร คา ยา แตแกก็ดูมีความสุขทุกเวลาไมเคยเห็นความทุกขปนเปอนบนใบหนาของแกสักที "ตาอิน"คือชื่อจริงไมใช ตาอินกับตานา ดั่งเรื่องที่ฟงกันมาในนิทาน ตาอินคนนี้คือ “ผูเฒาทะเล” เพราะแกปราดเปรื่องเรื่องทะเลและการลาหาจับสัตวน้ําในมุมที่แตกตางจากชาวประมงคนอื่น ใคร อยากไดวิชาก็หาเวลามานอนที่บานโยกเยกชายทะเลกับแก เรียนรูตั้งแตอุปกรณประเภทคัน เบ็ดตก ปลา อวนดักปลา ดักปู และแห แกก็มีเคล็ดที่ไมลับ และไมหวงที่จะบอก แกจะสอนกับทุกคนที่มา เรียนรูกับแกโดยไมปดบัง เรื่องที่แกไดรับการกลาวขานคือการทําคันเบ็ดสําหรับตกปลากะพงขาวที่ไมเหมือนใคร เริ่ม ตั้งแตการหาปลายไมลวกริมฝงทะเลที่ถูกคลื่นซัดลอยมา เลือกที่ขอปลองไมตันๆ ขนาดโคนไม ประมาณ ๑ นิ้ว ใหยาวสัก ๑ วา(๒เมตร) กระนั้นแกก็ยังบอกเคล็ดวิชา กอนจะนําไมไผมาทําคันเบ็ด ใหเรานับปลองขอไมไผ ใหขึ้นตนจากปลองแรกดวยคําวา “ ผัก” ปลองตอไป “เตา” ปลองตอไป “ปู” และ ตอไปใหเปน “ปลา” ใหนับเริ่มมาจากโคนจนถึงปลายปลองสุดทาย ตองใหเปน” ปลา”เทานั้น ถานับแลว ปลองสุดทายไมใช “ ปลา” คันเบ็ดที่หามาก็ใชไมได บางคนก็ไดพอดี บางคนไมพอดีก็ตองจรลีคัดหา ใหม สวนใหญเมื่อไดพอดีคันเปดที่มี ความยาวก็จะพอดีและสวยงาม แลวก็นํามาลนไฟใหไดความ แกรง ขั้นตอนตอไปคือการดัดตัวเบ็ดใหได“สองดอง” ที่แกใชคําวา “ดอง” อาจขยายความไดวา “ดอง” ใน ความรูสึกของแกคือ “เงี่ยงปลา”( ดอง น. ชื่อปลาชนิดหนึ่ง ตัวเล็ก มีเงี่ยงแหลมคลายปลาดุก) เบ็ด คอนขางตัวใหญนํามาลนไฟแลวใชสัน “มีดอีโต”(น.มีดขนาดใหญ)คอยๆตีใหงอ สวนที่งอจะมีสวนหัก อยู2ที่คลายกับขอนิ้วมือ ผิดกับเบ็ดทั่วไปที่รูปรางคลายตัว ว. ตาอินแกบอกเวลาปลาติดเบ็ดจะเกี่ยว ขึ้นเพดานทุกครั้ง ปลายิ่งดิ้นเบ็ดยิ่งฝงแนนไมมีหลุด แลวแกก็สอนการผูกตัวเบ็ดกับสายเอ็นก็คลาย กับที่เราเรียนการผูกเงื่อนตะกรุดเบ็ดในวิชาลูกเสือ สายเบ็ดก็ใชเอ็นขนาดกานธูปความยาวเทากับคัน เบ็ด สวนเอ็นที่ติดกับตัวเบ็ดแกใชลวดใหญมาตัดความยาวใหไดประมาณ ๓นิ้ว เอามาพันรัดกับเอ็น เพื่อใหมีน้ําหนักเวลาหยอนสายเบ็ดลงน้ํา 18


“เรือพายลํานอยมุงหนาอยางทาทาย กะพงใหญนั้นรออยู เดี๋ยวรูกัน” เมื่อคันเบ็ดพรอม ตาอินเรียกรวมพลเพื่อแนะนําทําความเขาใจ กอนจะพาพวกเราไปหาภารกิจ สําคัญ(เราคิดกันเองวาสําคัญและยิ่งใหญ) สิ่งที่แกตระเตรียม นอกจากคันเบ็ดไมไผลงอาคม “ผัก เตา ปู ปลา” ของพวกเราแลว ยังมี “สวก” (อานวาสะ-ห-วก)หรือ “สวิง”(อานวา สะหวิง) เปนคํา เรียกชื่ออุปกรณตามทองถิ่นที่แตกตางกัน หากแตในทองถิ่นบางขุนเทียนชายทะเล “สวิง”จะมีขนาด ใหญกวาสวกความกวางบางอันใหญถึงสองคนโอบใชสําหรับชอนโฉบกุงปลาตามลําคลอง ตาอินแกบอกสวกหรือสวิงตองหนากวางสักแขนโอบ เนื้ออวนตาใหญใชทําเปนถุงก็ตองลึก พอควร หากไดปลาตัวใหญ ชอนตักจะไดไมมีลน แกเลาวาเคยดึงเคยรั้งกับปลากะพงขนาดใหญ ตัก ยังไงก็ไมเขาสวก ตองปกเบ็ดกับขางเรือแลวลงน้ําปล้ําเอาปลาขึ้นเรือมาดวยมือเปลา ใหญเทาใดนึก ภาพเอา กะพงขาว ที่แกเลายาวเกือบเมตร ชั่งน้ําหนักไดเทาไรใหทายอีกที สิบเจ็ดกิโลพอดีไมมีขาด เกิน อุปกรณอีกอยางที่ตองเตรียมไปคือไมไผสําหรับเสียบปลดสายเบ็ด ความยาวสักหกศอก(๓ เมตร)ปลายดานหนึ่งเปนเหล็กเสนเล็กๆรูปกามปู เอาไวทําอะไรเลยถามดู ตาอินบอกไมไดเอาไว แหยรูปู แตเอาไวดันสายเบ็ดเมื่อปลาพาเขาไปพันติดกับกิ่งไม สุดทายที่สําคัญสุดคือ “กุงรู” (กุง ตะกาด) ตาอินบอกเราตองเอากุงรูเปนๆ กุงรูมีสองอยาง มีทั้ง รูดํา และรูแดง กุงรูดําจะตายงายตอง ใชกุงรูแดง “ปลากะพงจะไมกินกุงตายจําไวใหดี” น้ําทะเลใกลจะขึ้น ตาอินเรงเตรียมเรือพายไวสองลํา ลําหนึ่งของแก อีกลําของเรา แกกําชับ กําชาจะไดปลามีเวลาแคน้ําทะเลหยุด ไดฟงคําพูดแลวใหเกิดความสงสัย มันคืออะไรตาอินอธิบายที ตาอินบอกวา เวลาน้ําทะเลหยุดมีอยูสองชวงเวลา คือกอนน้ําทะเลจะไหลขึ้นมาและกอนเวลาที่น้ํา ทะเลจะไหลลง ทั้งสองเวลาน้ําทะเลจะนิ่งใสไรตะกอน ปลากะพงจะมาคอยมองหาลูกปลาลูกกุงกิน เราตางพยักหนา รอเวลาออกเดินทาง กอนลงเรือก็เรียนรูการเกี่ยวเหยื่อไปพลาง เกี่ยวอยางไรกุงรู จะไมตาย ตาอินบอกให เกี่ยวที่ปลายหางนั่นไง กี่ทีๆก็ไมตายลองทําดู วิธีการตกปลากะพง ตาอินสอนอีกครั้ง “เกี่ยวเหยื่อเสร็จ ปลอยเบ็ดลงน้ํา หามสงเสียงดัง และตั้งใจดู” เวลาปลากะพงกินเหยื่อจะไมเหมือนปลาชนิดอื่น ปลามันจะไมดึงสายเบ็ด คอยสังเกต สายที่เคยตึงจะหยอน เพราะนั่นคืออาการปลาหุบเหยื่อแตยังไมกลืน ใหตวัดคันเบ็ด เมื่อปลาติดให รั้งคันจนตั้งฉากกับเรือ และเมื่อเห็นปลาก็ใชสวกชอนตักขึ้นมาจากใตลําตัว ไดฤกษออกเรือสักที อยารอรีจะเสียการ แลวเราจะไปที่ใดกันนั้นยังไมไดคุย ตาอินสั่งอีกครั้งลง เรือหามสงเสียงดังเปาหมายสําคัญนั้นคือกล่ําหอยแมลงภู กลาว เสริมเปนความรู กล่ําหอยแมลงภู คือกลุมแนวไมไผที่ชาวประมงปกไวในทะเลเพื่อใหลูกหอยแมลงภูมาเกาะอาศัยและรอเวลาใหโตได ขนาด จึงเก็บสงขายตลาดตอไป เวลาเกือบบายไดเวลา ตาอินไมใชตานา เคยบอกเวลาชวงนี้น้ําทะเลจะเทอ อีกคําตองทํา ความเขาใจคําวา“เทอ”คืออาการที่นํ้าขึ้นมากเต็มที่แลวไมลดลงชั่วระยะหนึ่ง เรียก “น้ําเทอ” 19


เรื่องน้ํา กับอาชีพ ชาวบานยานชายทะเลบางขุนเทียนยังอาศัยคอยการสังเกต เหตุการณน้ําขึ้น-น้ําลง ในการทํางานกอสราง ชวงตั้งแตเดือน ตุลาจนถึงมกรา น้ําจะ เปลี่ยนมาเปนหนาน้ําเชาน้ําทะเลจะเปลี่ยนเวลามาขึ้นตอนเชาของทุกวัน คนโบราณจึง มักพูดกันวา เดือนสิบเอ็ดน้ํานอง เดือนสิบสองน้ําทรง เดือนอายเดือนยี่น้ําก็รี่ไหลลง พอ เดือนสาม น้ําจะลงแหงขอดตลอดลําคลอง ชวงน้ําทะเลหนุนตั้งแตเดือนสิบ ชาวบานยานชายทะเลบางขุนเทียนที่มีอาชีพเปนชางก็จะ ออกงานรับเหมาขึ้นบานใหมซอมแซมบานเกาเรียกวา รับจางทางบก ครั้นพอถึงเดือนสาม ถึงเดือน หาเดือนหก จากบนบก ก็ลงน้ํา รับเหมากออิฐถือปูน ทําเขื่อน ทําประตูระบายน้ําตามวังกุงเนื่องจาก น้ําในคลองจะแหงเกือบทั้งวัน “เรือสองลําพายตามกันไป มุงหนาทะเลใหญเปาหมายคือปลา ผืนน้ํากวางใหญมองไกล จรดฟา ลืมวันเวลาสุขตาสุขใจ” ๗ค่ํา น้ําทะเลกําลังหยุดไหล และใสอยางที่ตาอินแกเคยบอก “น้ําจะเทอนาน ประมาณขึ้นและ แรม ๗-๘ค่ําและน้ําทะเลจะใส” เราพายเรือมาจอดเทียบกับกล่ําหอยแมลงภู มองดูตาอินแกเริ่มพิธี ..มือแกบรรจงเกี่ยวกุงกับตัวเบ็ด มีอาการสั่นเล็กนอย ดวยวัยที่คลอยใกลชรา แตสายตาคงมุงมั่น เรา ตางทําตาม ยามนี้ตองมีแกเปนครู สักครูแกก็เริ่มบนทองมนตคาถาแกเคยบอกวาเปนมนตฤาษีที่ใช ทองตอนออกหาปลา “โอม หมวยหมวย เหมือน คว....เขาห....(ตองละไวใหทายกัน) หยอนเบ็ดแตละ ที ขอใหมีปลากิน” แลวแกก็พยักหนาพาพวกเราหยอนเบ็ดลงไปในกล่ําหอย ทุกคนนิ่งคอย เวลาผาน ไปไดยินเพียงเสียงลมและคลื่นกระทบเรือ แลวเสียงหนึ่งก็ดังมา “เอาสวกมา” ตาอินรองลา เอาละเหวยเอาละวา ปลากะพงกินเบ็ดของแก แกรั้งคันเบ็ดและตวัดขึ้นสองครั้งสองคราจน แนใจวาปลาติดเบ็ดแนนแลวจากนั้นตาอินแกก็ผอนแรงรั้งแกะเชือกเรือถอยใหออกจากแนวกล่ําหอย ปลอยใหปลาลากเรือ ธรรมชาติของปลาตองมุงหนาออกทะเลเมื่อมันมีภัย ตาอินดึงสูกับปลาแตยัง พอมีเวลาสอนเรา หากเรารั้งมันไวมันจะพาสายเบ็ดเขาไปพันกับไมไผในกล่ําหอย จะเปนเรื่องยาก ทันทีอาจจะตองมีดําน้ําตามลงไป ไมนานปลากะพงตัวเขื่องแหวกวายตอไมไหว หงายทองหงายไสพายแพใหแกตาอิน แมจะเปน ปลาตัวไมใหญนักก็ยังดีที่ไดเห็น สวนพวกเราแมวาจะไมมีใครไดปลาตัวเปนๆ แตมาไดเห็นก็คุมคากับ ชวงเวลาที่อยูกับแกดวยความ ศรัทธา “ตาอิน กับถิ่นผูเฒาทะเล” คลองขุนราชพินิจใจถิ่นฐานอาศัยของชาวบานยานชายทะเล ๒จังหวัด ทิศตะวันออก เปนจังหวัดสมุทรปราการ สวนตะวันตกของคลองนั้นคือกรุงเทพมหานคร ตามประกาศ พระราชบัญญัติกําหนดเขตจังหวัดในอาวไทยตอนใน พ.ศ.๒๕๐๒ ซึ่งกรุงเทพมหานครมี พื้นที่ติดขอบทะเล ความยาววัดได๔.๗ กิโลเมตรในเขตบางขุนเทียน 20


คลองขุนราชพินิจใจในอีกชื่อคือ”คลองกง”หรือ”คลองตรง”เปน คลองเกา ที่มีมา กอน หากยอนไปดูตามแผนที่แนบทายพระราชกฤษฎีกากําหนดเขตหวงหามที่ดิน พุทธศักราช 2481จะปรากฏคลองขุนราชพินิจใจแสดงไวในแผนที่ ตอมาพ.ศ.2514 มีการ ขุดลอกคลองกันใหมซึ่งเกิดจากการรวมแรง รวมใจ ของชาวบานเพื่อใหเปน คลองสงน้ํา จากทองทะเลเขาสูผืนวังกุงและนาเกลือ ถิ่นฐานของยาน”หนึ่งคลองสองจังหวัดติดทะเล”นี้ มีอดีตที่ยากจะลืมเลือน เสียงรองของ การละเลนเมือครั้งยังเปนเด็กดัง กองในใจ เพื่อนๆพากันไปยืนลอมวงจับมือกัน จับไมสั้นไมยาว เพื่อนที่จับไดไมสั้นจะถูกใชผาปดตาอยูในวงลอม เพื่อนๆที่เหลือยืนจับจองคลองมือเปนวงกลม สง เสียงรองทองคํา “โพงพางเอย ปลาเขาลอด ปลาตาบอด เขาลอดโพงพาง โพงพางเอย นกกระยาง เขาลอด เสือปลาตาบอด เขาลอดโพงพาง” เมื่อสิ้นสําเนียงเสียงรองเพื่อนที่ตองถูกปดตาก็จะเดินคลํา หาเพื่อน และเมื่อเจอก็จะถามวา ปลาเปนหรือปลาตายใหเพื่อนที่ถูกแตะตัวตอบ ถาตอบวาปลาเปน วงก็จะขยับหนีแตถาตอบวาปลา ตายก็จะตองลงนั่งนิ่งๆใหเพื่อนที่ปดตาทายชื่อ ถาคนปดตาทายถูกก็ จะไดเปดตาและใหคนที่ถูกจับมาปดตาแทน ถาทายไมถูกก็เริ่มเลนใหม การละเลนของไทยนี้ไมรูวา เริ่มมีขึ้นมาเมื่อใด แตสิ่งที่มีมาชานานคือ “โพงพาง” นั้นมีอยูจริง เปนเครื่องมือจับสัตวน้ําตามคลอง ของชาวบานและชาวประมงยานใกลไกล ที่สืบทอดกันมาหลายอายุคน ดวยกรรมวิธีที่คลายกัน ลักษณะของอวนโพงพางคลายแหหรือถุงกาแฟโบราณ ปากอวน ๔เหลี่ยมผืนผาหนากวาง ตาง ๆ กันตั้งแต ๖ศอก ไปจนถึง ๓ วา ขนาดของตาอวนที่ใชมีความแตกตางกันไปในแตละสวนของผืน อวน โดยทั่วไปไลตั้งแตปากจากตาใหญไปหาตาเล็ก มีขนาดตั้งแต๒นิ้ว ๑นิ้วครึ่ง ไปจนถึง ๔หุน เนื้อ อวนที่นํามาตอกันเปนถุงมีความยาวคราวๆประมาณ ๑๐ วา หรืออาจจะกวานั้นสวนหางของอวนจะตา เล็กลงมาเพื่อกรองกุงปลานิยมใชตาเซน(๑ซ.ม.)และอีกหนึ่งสิ่งที่นํามาใชคูกันเปนขอนไม ลักษณะโคง เกือบครึ่งวงกลมเรียกวา "จิ้ว" มักเปนไมฝาดหรือไมแสม เจาะรูรอยเชือกสําหรับคลองติดกับเสา โพงพาง ที่ใชไมไผตงบาง ตนคอบาง ปกลงไปในกลางคลองเปน ๒ เสา ใหหางพอๆ กับปากโพงพาง จากนั้นจะผูกหูอวนทั้งดานบนและลางทั้งสี่มุมกับจิ้ว แลวก็ใชไมไผลํายาวกดอวนลงไปใหถึงกนคลอง สวนหางอวนจะตองผูกใหแนนหนาและจัดหาทุนลอยมาผูกเอาไวเพื่อใหเปนจุดสังเกต ตรงกลาง ระหวางเสาจะเอาไมไผมาค้ํา เรียกวาคันถาง แตหากปากโพงพางกวางมากๆก็จะลากเชือกโยง ตงเปน หลักไวเหนือน้ําทั้งสองเสาเพื่อปองกันการเอนถอนตอนน้ําไหลแรง การจับสัตวน้ําดวยโพงพางอาศัยการไหลของกระแสน้ําชวยพัดพาเอาสัตวน้ํา เขาไปในถุงอวน รายไดของชาวบานริมคลอง สองฝง ยานนี้สวนหนึ่งก็มาจากการขายสัตวน้ําที่ไดจากโพงพาง เอาไว เลี้ยงปากเลี้ยงทองใชสอย ซื้อหยูกยา หาหมอและ เปนทุนสงลูกเรียน มีโอกาสไดเรียนรูวิธี กาง กู และเก็บ โพงพาง จากตาอินและในทุกครั้งเปนไปดวยความเหน็ด เหนื่อยแตดวยประสบการณ ทุกขั้นตอนคลองแคลวแมวัยเริ่มชราดูแลวนาชื่นชม ไดเห็นแววตา สดใสยามที่แกไดกําเงินที่หามาไดจากโพงพาง แตก็มีบางครั้งที่ไดยินเสียงถอนหายใจ จากความ เสียหายกับโพงพาง 21


“เสียงมีดกรีดกับเนื้ออวนชวนใจหาย” ครั้งเมื่อมีกิ่งไมใหญลอยเขาขางในโพงพาง ตาอินจะดัน จะดึงยังไงก็ไมออก ทางเลือกสุดทายตองใชมีดกรีดเนื้ออวนเปนแผลใหญเพื่อนํากิ่งไมออกมา และ ตองใชเวลาอีกหลายชั่วโมงเพื่อเย็บเก็บแผลที่แกกรีดไว รายไดที่เคยหวังก็พังทลาย โพงพาง จะเริ่มกางตอนน้ําทะเลใกลไหลลง น้ําจะหยุดนิ่งจะทําสิ่งใดก็งาย ใหรีบทําพอน้ําเริ่ม เชี่ยวไหลจะทําอะไรก็จะยาก หลังจากนั้นก็แครอเวลาใหกุง หอย ปู ปลาไหลมาเขาโพงพาง วิถีชีวิต อยางนี้มีทั้งกลางวันและกลางคืน ยากงายตางกันไป และในเวลากลางวันนั้นยอมงายกวา แตถาถาม วาเวลาไหนรายไดดี ตาอินเคยบอก “กลางคืนนะสิ มีปริมาณกุงปลามากกวาหลายเทาตัว” เวลาตาอินกางโพงพางพวกเราจะพากันนั่งเรือเขาไปใกลหลักโพงพางอาศัยผูกเชือกเรือเพื่อตก ปลา ตาอินเคยบอกไววาควรมาตอนน้ําทะเลลงเชี่ยว ประเดี๋ยวเดียวก็ไดปลา ดวยธรรมชาติของปลา จะมารอกินลูกกุงและเคยที่หลุดเลยออกจากถุงอวนหางโพงพาง ทุกครั้งเราหวังจะไดปลาดุกทะเล ตาอินบอกไวยังจําไดวา”ปลาดุกน้ําลง ปลากะพงน้ําขึ้น” นั่นก็หมายถึงปลาดุกจะซุกไซร ไลหา เหยื่อสวนน้ําขึ้นมาตอนน้ําลง ยิ่งน้ําเชี่ยวเวลาใดหมายนั้นไดปลาดุกแนนอน สวนปลากะพงก็ตอง อาศัยหมายตอนน้ําใกลขึ้นนั่นเอง ใชเวลาไมนานปลาตัวแรกที่ติดเบ็ดขึ้นมาเปนปลาดุกตัวเขื่องทองไขทุกคนดีใจและตัวตอไปก็เปน ปลากดสลับกันไปพอเวลาบายเราก็ยายขึ้นเรือนโยกเยกของตาอิน ปลาดุกปลากด๔-๕ตัวสงเขาครัว ทํากับขาว “ยายนัน” ภรรยาของตาอินรับหนาที่จัดการ เมนูนั้นงายๆ เปนแกงสมกับไขเจียว เที่ยวนี้ก็ บุญปากมากแลว วันนั้นตาอินจัดการหั่นปลาเสร็จก็สงมา กําลังสาละวลขนขาวของไมทันมองเจาตัวเล็กของตา อิน เสียงดังตุบ ดังมาจากกระเตงใตถุนยกสูงนอกชานที่หันหนาออกคลอง ทุกคนมองไปทางเดียวกัน ที่นั้นเห็นตาอินโจนจากเรือเขาไปหาลูกสาวคนเล็กที่ตกใตถุนลงไปในโคลนแตไมมีเสียงรองออกมา นาจะเพราะวานอนจุกอยู ยายนันภรรยาที่อยูในครัวทิ้งทุกสิ่งวิ่งรี่ตามออกมา แตตาอินก็ไมไดรีบอุม เจาตัวเล็กทันที เห็นจากทาทีของแก คือกาวขามลูกไป แลวจึงไดหันมากมลงอุมลูกนอยคอยๆสงให ยายนัน เหตุการณวันนั้นพากันใหสงสัยแลวจึงถามไถตาอินดูจึงรูวา เปนตําราของคนเถาคนแก คือการ แกเคล็ด เหมือนกับวาเราทําของตกอยาสนใจ กระโดดขามสิ่งของนั้นไป สิ่งนั้นไมใชคนนะ ผีจะไดไม ตองสนใจมาเอาวิญญาณไปอะไรประมาณนั้น ก็ไมแปลกที่แรกจะตกใจกัน เพราะความสูงที่รวงลงมา นั้น เกือบ๒วากับเด็กเล็กไมรูประสีประสาอายุที่ยังไมถึง ๒ ขวบ โชคยังดีที่ดานลางเปนดินเลน นึกยอนไปตอนอายุไดสัก ๖-๗ ขวบ เด็กๆที่อาศัยริมคลองตลอดสายเริ่มจะหัดวายน้ํากัน แตนั่น ก็ตองอยูในสายตาของผูใหญ ตองใสใจคอยดูแลใกลชิด เพราะคลองนั้นนากลัว ทั้งตอนน้ําขึ้น น้ําลง เด็กที่ซุกซนมักเลนใกลน้ํา ตอนนั้นก็ไดพอนี่แหละคอยสอนให ลูกๆหัดวายน้ํา เอาไมไผปกไวเปนหลัก หางจากหัวสะพานทาน้ําเล็กนอย ใหพวกเราโผวาย จากหัวสะพานไปยังหลักที่ปกไวแลวก็โผวายไป มา พอฝกกันไปไดสักพัก พอก็พาขี่หลังวายจากฝงไปยังกลางคลองแลวจึงปลอย คอยสั่งใหวายกลับ เอง พอเห็นวาคนไหนวายไมไหวก็คอยเขาไปชวย ไมนานลูกทุกคนก็วายน้ําเปนตั้งแตเล็ก 22


ตอนยังเด็กคลองยังสะอาดธรรมชาติยังดี น้ํามีรสชาติกรอยคือจะเค็มก็ไมเค็ม จะจืดก็ไมจืด ชวงหนาหนาวนี่ เปนชวงที่อากาศเย็นสบาย น้ําทะเลจะหนุนสูง จนแถวบานนี่กลายเปนน้ําเค็มไปเลย แตคนทําวังกุงก็จะชอบ เพราะน้ําที่ขึ้นสูงจะมีกุงปลามาจากทะเลเยอะ หนาหนาวจะเปนลมบกน้ํา คอนขางใสไมคอยมีตะกอนเลนจากทะเล ชาวบานริมคลองก็จะพากันออกมาเลนน้ํา เด็กๆก็จะวายน้ํา เลนไลจับกลับไปมาเสียงดัง วัยรุนหนอยก็จะโดดสะพานเกาะเรือโยงไปมานาสนุก คนเถาคนแกก็ไม เวนใสผาถุงนุงกระโจมอกกันมาตีโปงลอยตุบปองๆ ดูเด็กๆเลนน้ํากันเพลินๆ แตก็ไมใชวาทุกปจะมีน้ํา เยอะใสใหนาเลน ตองเปนปที่น้ําใหญไมมีน้ําเสีย น้ําทะเลหนุนสูงมากเทาไหรก็ยิ่งใส ชวงนี้แหละ ตองดูใหดีอาจจะมี “มาน้ํา” ที่วายตามน้ําทะเลเขามา มักจะคอยตอนคอยแกลงกัน เพราะมาน้ํานั้นมัน วายน้ําชามากๆ บางก็จับใสขวดไวอวดกัน พินิจพิเคราะหดูหนาตามันเปนที่เรียบรอยแลวก็ปลอยลงน้ํา ไป แลวก็คอยมองเจามาน้ําตัวใหมที่วายน้ําตามกันมา ยอนกลับไปพอจะนึกไดถึงเรื่องราวคราวน้ําทะเลหนุน ไดยินเรื่องเลาถึงโลมาพลัด หลงเขามาในคลอง ชาวบานชาวชองตกอกตกใจวาโลมาวายเขามาไดอยางไร เห็นดําผุด ดําวายอยูตรงโนนก็มีตรงนี้ก็มา ชาวบานตางพากันออกตามหาเพื่อตอนใหโลมากลับสู ทะเล หากไมรีบทํายามน้ําทะเลแหงลง โลมาก็คงเกยตื้น แตหลายคนพยายามหาเทาไรก็ ไมพบหรือวาคงจะวายกลับลงไปในทะเลชวงเวลาใดเวลาหนึ่ง ถึงกระนั้นก็ยังมีคนแกคน เฒากลาววา นาจะเปน “โลมาเจาพอ” เคยไดถาม ตาอิน ถึงเรื่อง “โลมาเจาพอ” แตตาอินยังไมขอยืนยัน เพราะเรื่องนี้นั้นมีมากอนตา อินจะยายมาอาศัย ณ.ชายทะเลแหงนี้ แกเลาวาฟงมาอีกทีจากคนเฒาคนแกถึงความเชื่อและเรื่องที่ เลาตอกันมา บางก็วาเปน “วาฬ” บางก็วา“โลมา” แตถาหมายถึงโลมานาจะเปนไปไดกวา เนื่องจาก โลมามักจะมาปรากฏใหเห็นเปนประจําตามชายฝง ดังเรื่องราวเหลานี้ ถาไตกงคนใดที่พบเห็น “โลมาใหญ”วายน้ําอยู เมื่อพิจารณาดูแลวเห็นวานาจะเปน “เจาพอปู”ก็ให เปาเขาควายเพื่อสงสัญญาณใหเรือแตละลําไดรูวา “โลมาเจาพอปู”อยูแถวนี้ใหระมัดระวัง ซึ่งทุกครั้ง ที่เห็นโลมาใหญวายอยูในเขตชุมชนก็มีความเชื่อวาทานจะนําพาสัตวน้ํามาให ถึงแมวา โลมาจะมีอยู ทั่วไป แตก็เปนเรื่องแปลกที่มักไมเห็นวาวายมาติดอวนของเรือประมงลําใด แตหากเกิดพลาดพลั้งไป มีโลมาติดอวนผูใด ใหระลึกเสมอวาจะตองรีบชวยใหทันเวลาและปลอยออกสูทะเล //เคยมีเหตุการณครั้งหนึ่งซึ่งนานมาแลวที่ชาวบานยาน “ขุนสมุทรจีน” ตองจดจํา และมีการบอกเลาสืบตอกันมาจนถึงเวลานี้ เกี่ยวกับเหตุการณที่โลมาใหญติดอวน เรือประมงขึ้นมา จึงพยายามจะผลักกลับสูทะเล แตดวยน้ําหนักตัวที่มาก ชายฉกรรจสิบ หกคนไมสามารถพาโลมาใหญใหกลับลงสูทะเลได ไตกงคนหนึ่งจึงความีดมาแลวสับไป ที่อวนหวังใหโลมาหลุดลอด แตพลาดฟนไปโดนหางของโลมา วินาทีนั้น เลือดก็พุง ออกมาราวกับสายน้ําแต ทายที่สุดโลมาใหญก็หลุดวาย กลับสูทะเลไปได// 23


หลังเหตุการณครั้งนั้นพลันเกิดอาเพศกับคนในชุมชนชาวบานยานขุนสมุทรจีน จากเดิมที่เคย ออกเรือไปไมไกลก็ใหเจอฝูงกุงปลามากมาย แตนับจากเหตุการณนั้น ก็ทําใหคนในยานบานขุนสมุทร จีนไมสามารถจับปลาไดเลยสักตัว จึงทําใหคนในชุมชนบานขุนสมุทรจีนตองรวมตัวกันเพื่อทําพิธีกรรม ขอขมา โลมา ที่เชื่อวาเปนเจาพอปู ดวยมีบางคนไดกระทําการใหเกิดอุบัติเหตุมิไดเจตนา และ หลังจากทําพิธีขอขมาแลว เริ่มมีกุงปลาและสัตวน้ํากลับมาให ไดประกอบอาชีพกันตอไป ทําใหคนใน ชุมชนเกิดความเชื่อและศรัทธา วาธรรมชาติมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไมควรละเมิด เกิดกลายมาเปนกติกาของ ชุมชนในปจจุบันเกี่ยวกับความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีตอ ”โลมาเจาพอปู” ตาอินเคยเลาไว สมัยกอนตอนแกมาอยูทะเลใหมๆ ชวงหนาน้ําเชา(ชวงเดือนที่น้ําทะเลขึ้นตอน เชาของทุกวัน) โลมาจะเขามาวายถึงทายโพงพาง หลายครั้งเขามาถึงหนาบาน มาวนเวียนอยูแถวๆ หัวสะพานนี่แหละไมยอมไปไหน จนชาวบานหวั่นใจกลัวกันวาน้ําจะพัดพาหลงเขาโพงพาง เลยพากัน ยกโพงพางเอาเรือหางยาวหลายลํา ชวยกันขับเปนหนากระดานตอนฝูงโลมาออกทะเล ตอมาการทองเที่ยวทางเรือเริ่มมีมากขึ้น และหนึ่งในจํานวนนั้นก็คือการนั่งเรือชมโลมา การนั่ง เรือเที่ยวชมโลมาที่ปากคลองกง จะมีในทุกชวงวันหยุด แตชวงเวลาที่จะไดเห็นโลมาจะอยูในชวง เดือนพฤศจิกายน-มกราคม ของทุกป บางครั้งยังไมทันที่เรือนักทองเที่ยวจะมาโลมา ก็มาดําผุดดําวาย ใหชาวบานยานชายทะเลไดเห็นกัน เปนเชนนี้เกือบทุกวันเหตุที่มันเขามาตาอินบอกวา มันเขามาหา ปลาดุกทะเลกิน โลมาเปนสัตวฉลาดรวมกันเปนหมูอยูกันเปนสังคม หลายตัวชวยกันดูชวยกันหาเวลาเจอฝูง ปลาดุกพวกมันจะพากันวายน้ําลอมเปนวงกลมวายตอนหาปลาดุก พอน้ําขุนปลาดุกก็จะลอยขึ้นมา โลมาก็ควากิน แตจะกินแคทอนลางทอนหัวจะไมแตะตองเลย เฉลยก็คือเพราะทอนหัวมันมีเงี่ยง เสี่ยงหากกลืนเขาไปคงจะเขาไปทําลายกระเพาะเปนแน แลวตาอินรูไดอยางไรวาโลมาไมกินหัวปลาดุก แกบอกวามีหลักฐานชัดเจนเพราะวาเห็นทอน หัวปลาดุกลอยวายน้ําเขามา ชาวบานก็หาสวก(สะหวก)ออกชอนหัวปลามาทํากับขาว เปนเรื่องราวที่ แปลกประหลาด “หัวปลาดุกตัวขาดยังวายน้ําได” ตาอินบอกเอาไวกอนกันลืม วาทุกอยางขึ้นอยูกับกระแสน้ํา และอาหาร เมื่อไหรที่อากาศเย็นลง เหลากุงเล็ก ปูตัวนอยนอยที่เปนอาหารอรอยของปลาดุก ก็จะหลบคลื่นและกระแสน้ําในทะเล เหหัน เขามาในเขตปากคลอง กง ตรงนี้เองที่ทําใหปลาดุกชุกชุม โลมาที่มีปลาดุกทะเลเปนอาหารโปรดก็ ตองตามเขามาอยางเสียไมได ดําผุดดําวายใหชาวบาน ชาวประมง ไดเห็นถึงความนารักของโลมาจน พัฒนาเปนการทองเที่ยวชมโลมาไปในที่สุด โลมาเปนสัตวเลี้ยงลูกดวยนม โดยถูกจัดใหอยูสายพันธุเดียวกับวาฬ ตองโผลขึ้นมาหายใจ เหนือผิวน้ํา โดยจะอาศัยอยูรวมกันเปนฝูง สูงสุดอาจมีถึง ๑๐-๒๐ตัว ในบริเวณที่มีปลาดุกชุกชุม พันธุ ที่พบมากคือ “โลมาอิรวดี” หรือ “หัวบาตร” โลมาหลังโหนก โลมาปากขวด รวมทั้งบางครั้งก็พบโลมา เผือกที่มีความสวยงามตามฝูงเขามา ซึ่งจากการวิจัยเชื่อวาโลมาเปนสัตวที่ฉลาดมาก อาจฉลาดกวา ลิงชิมแปนซีดวยซ้ําไป อาจเพราะขนาดสมองของมันที่ใหญเปนอันดับ๒รองจากมนุษย 24


อดีตยังคงตราตรึง สมัยหนึ่งยอนเวลากลับไปในวัยเยาว อายุราวสิบกวาขวบ ใน วันหยุดมักจะชักชวนพี่นองผองเพื่อนไปทะเล เพื่อเก็บ หอยพิม หอยแครงและ หอยแมลงภู เวลานั้นหากจะไปใหไดเห็นทะเล จะตองเดินผานวังกุงแปลงแลวแปลงเลา เขาสู แปลงสุดทายรวมระยะทางก็ใกลๆ๔กิโล จากจุดสุดทายกอนที่จะออกไปใหถึงทะเล ยังตองบุกปาฝาดงแสมที่แผกิ่งกานราชาหนาทึบอีก เกือบ๑กิโล ยามน้ําทะเลลง ดงผืนปา แสมยังแลเห็นกะซาหอยสีขาว (ซากเปลือกหอยที่ตาย)จํานวนมหาศาลตลอดผืนทางที่ ผาน ชวยใหเดินงายไมทําใหเทาจมโคลน บางครั้งก็เจอทั้งตัวเหี้ย ตัวนาก ผึ้งปา นก กระสาแดง และแมงมุมตัวเทาฝามือ เดินทางพลางชมปาชายเลน พุมพฤกษโอนเอนเดนชูดูไสว แสมขาวแสมดํายืนตนค้ําคละไป โกงกางใบเล็กใบใหญใหฝกยาว พังกาหัวสุมดอกขาวแลแดง ขึ้นแซงตนโปรงแดงแลขาว ลําแพนลําพูนชูดอกพราว ดอกบานสีขาวพรางพราวไพร ตะบูนดําผลเขียวหอยโตงเตง ตะปูนขาวผลเหลืองเชงทั้งเล็กใหญ เหงือกปลาหมอดอกขาวพราวอําไพ โพธิ์ทะเลเหลืองละมายคลายดั่งจันทร ดอกตาตุมเหมือนสรอยที่หอยคอ ยางมันหนอเขาตาพาแสบสันต เถาทับแถบลูกเปนพวงถวงเถาพัน เลื้อยรัดกันพันเกี่ยวขานารําคาญ สํามะงาทํายาแทแกโรคหิด ใครที่ติดเขามานาสงสาร ตมน้ําอาบกายไดไมชานาน ที่ผื่นคันเหือดหายสบายดี ตนถั่วขาวตนฝาดดูดาษดื่น เขียวชอุมชุมชื่นรื่นวิถี ตนจากนั้นอยูติดชิดวารี หวายก็มีปะปนระคนไป ตนชะครามใบงามตามทองถิ่น นิยมกินทําแกงสมหรือตมไว จิ้มกับน้ําพริกรสชาติดีวิถีไทย ผักเบี้ยใชยอดใบไปทําแกง ปาชายเลนเปนถิ่นดีที่อาศัย สัตวบกน้ํานอยใหญหลากหลายแหลง ปลากะจังตาโปนโจนมาแรง ปลาจุมพรวดทาแขงขึ้นปายปน ปูแสม ปูแปน ปูทะเล ปูเปรี้ยวจอมเกเรทําบาบิ่น แมงดาผูเกาะหลังเมียออกหากิน เคยไดยินเปรียบเทียบชายไอแมงดา 25


ทั้งหอยพิม หอยหลอดและหอยลาย มีมากมายตามชายหาดใหเลือกหา ไหลทะเล ไหลหลาด ดาษดา ยกโขยงกันมาอาศัยรู ยามกลางคืนแสงหิ่งหอยระยิบตา ทั้งพงดงปาลําพูดูเริ่ดหรู นกกระปูดตาแดงน้ําแหงคู เสียงเจื้อยแจวดังอยูริมคูคลอง ปูกามดาบหลากสีมีอยูทั่ว ลิงแสมหลายตัวไมรูไปอยูที่ไหน นกกระยาง นกกระสา ถลาไป นกเยี่ยวแดง แฝงกาย ไมโกงกาง สิ่งที่มีติดกายทุกครั้งที่ไปทะเล ตามประสาเด็กๆ คือ หนังสติ๊ก ดามงามตามฝมือ หรือที่เรา ชอบเรียกกันวา “งาม” ของใครสวยงามของใครเดนจะเปนที่สนใจ งามหนังสติ๊กทั่วๆไปจะไดจากไม มะขามบาง ไมแสมบาง สวนยางสติ๊กสมัยนั้นเขามีมาวางขายกันทั่วไป เสนละสองสลึงจนถึง๑บาท นํามาตัดแลวผูกมัดกับหนังรอง(สวนที่จับลูกกระสุน)ดวยหนังยาง สมัยนั้น หนังสติ๊กคือของคูกาย สําหรับเด็กชายทุกคน ที่ตกเปนเปาซอมมือ คือปลา “ไอเที๊ยว”(ปลาตีนหรือจุมพรวด) ดวยความเปน เด็กไมประสา ปลาถูกยิงทิ้งยิงขวางตามทางเรื่อยไปใหซอมมือ กระสุนก็คือดินเหนียวนํามาปนลูก กลมตากแดดใหแหงสํารองไวทีละมากๆ ขาดไมไดคือเสบียงกรัง ทั้งน้ําทั้งขาว เอาใสถุงใสยาม ตามทางขางหนายังมีกับขาวใหเรา เลือกหา ทั้งปลาทั้งหอยรอคอยใหเราจับ สวนอุปกรณสําคัญที่ตองเอาติดตัวไปก็จะมีตะขอเหล็กดาม ไมไผใชลวงปู สวก ถุงอวน และตะของของใครของมัน ใชเก็บหอยพิม หอยแครงและหอยแมงภู หรืออาจจะไดปูมาปูทะเล ปูใบใหหิ้วกลับบาน อีกครั้งหนึ่งถึงเวลานัดหมาย รวบรวมไพรพลกันไวได ๕ คน ดวยถือจําคําโบราณที่หามไว ๔ คนสําหรับคนตาย จะแบกหามทําการอะไร เดินทางไปไหนหามใช๔คน จะนอยก็ได หรือใหมากไวก็ดี เชื่อโบราณไมบานบุรีอยางที่คนชอบพูดกัน พี่แปะนําหนาอาสาแบกเสบียง พี่โตเดินเลี่ยงเมียงมองสองนก “กระเดาลม” (นกตีนเทียน) หาก พบบินวนรองไลแสดงวาแถวนั้นตองมีไขแนนอน ไขของมันหางายจะอาศัยทํารังงายๆตามพื้นดิน หากพบก็จะเก็บเอาไปปงไฟกินกัน ที่เรียกนกกระเดาลม เพราะทาทางของมันตอนยืนนั้นจะยกโยกกน ขึ้นลงเปนจังหวะ ลีลากระเดาลมนั่นเอง พี่แดงเดินชาสวน “ไอยา”(สนธยาพี่สายนตคนขางบาน)เดินตามมาหางๆ ตลอดทางไอยากมๆ เงยๆมองหารูปูทะเล บางครั้งก็ลงน้ําตามหมายที่มันเอาไมไผปกไว ทุกคนไมไดแปลกใจอะไรเพราะ สิ่งที่ไอยาทําไวนั้นคือ “รูประจํา” “ รูประจํา” คํานี้ขอขยายความอีกที คือรูปูทะเลที่อยูใตน้ําตามพื้นวังกุง เมื่อเราเคยใชตะขอลวงรู ไดตัวปูมาหรือไมเจอตัว เราก็จะใชรูนั้นเปนรูประจํา ทําความสะอาดลวงดินโคลนออกมาจากรู เพื่อลอ 26


ใหปูตัวเดิมหรือตัวอื่นเขาไปอยูแทน รอเวลาสัก๑วันจากนั้นตอนเย็นเราก็จะนําตะขอออกไปลวงหาปู ทะเลตัวใหมที่มาอาศัยอยู และที่ตองออกลวงปูในชวงเวลาเย็นเพราะเปนเวลาที่ปูกลับจากหาอาหาร “ ไอยา เซียนหาปู” ฉายานี้ทุกคนจะรูอยูกันดี ไมมีใครเทียบชั้นได ในเรื่องการงมการลวงดวยมือ เปลา เรื่องลวงปูรูใตน้ํา ไอยาทั้งคลําทั้งดําผุดดําวายดูจะเปนเรื่องงาย ไมนานมันก็ควาปูขึ้นมาชูให เห็น หากใครไมเซียนพอใชตะงอลวงรูพอปูหนีบตะขอก็ตองรอเวลาใหปูมันลาอากามออก หากไปฝน ดึงลากไมคอย ปูจะปลอยกามติดตะขอออกมาแทน สวนไอยาเวลาปูหนีบตะขอมันจะไมรอชาอาศัย ชวงเวลา เอามือลวงจับตัวปูออกมาทันที เทคนิคนี้อยูที่ประสบการณและความกลา ไอยาบอกวา เวลาปูหนีบตะขอมันจะไมมีกามใดมาใชหนีบเรา การงมปูทะเลในน้ําตามทองรองก็เชนกัน ไอยามันรองน้ําคลําควานหา เดี๋ยวก็ควาเดี๋ยวก็ควาลีลา ไมเหมือนใครคลําจับตัวไดก็ใชเชือกกลวย(ใยจากหยวกกลวย)มัดยัดใสถุงอวนขางเอว เคยเห็นเปน ประจําเวลามันคลําควานหาไดปูมา๒ตัว อีกตัวจับมือซาย อีกตัวไวมือขวา เวลามัดเซียนยามันใชปาก กัดเชือกคลองรัดมัดปูไดอยางคลองแคลว เซียนยาเคยบอกไวเหมือนกันปูทะเลนั้นปกติจะอยูคอยจับเหยื่ออยูตามขางขอบราง(ใชเรียก ทองรอง) และหันหนาลงราง เวลาคลําหาก็ใหใชมือควานคลําจากชายรางดานบนลงลางเสมอ พอ สัมผัสตัวปู ก็ใชมือออมโอบลงมาจากดานหลัง ปูก็จะหนีบเราไมไดและใหกดลงพื้นโคลนจนกามจมดิน แคนั้นมันก็สิ้นฤทธิ์ ใชนิ้วโปงและนิ้วชี้สอดเขากรรเชียง(ขาคูหลังสําหรับวายน้ํา)เพียงแคนี้ก็มีปูอยูใน อุงมือเรา นอกจากในกลุมจะมีเซียนปู ที่เดินนําหนาอยูคือ “พี่แปะเซียนแห” ของจริง สิ่งที่เราแบกจนหลัง แอก็คือแห ลงอาคมที่นาเย็บใหไว แมจะยาวใหญเกินไปสําหรับเด็กอยางพวกเรา ดวยความยาวถึง ๙ศอก แหขนาดนี้เปนแหสําหรับผูใหญใชทอด(เหวี่ยง)กัน แตมันก็ไมเกินความสามารถของเซียนแปะ ไปได หลายตอหลายครั้งที่เราพยายามจะฝกทอดแตมันยาวและหนักเกินไปสําหรับวัยอยางเด็กสิบ กวาขวบ แตพี่แปะหรือเซียนแปะของเราเขาก็เอาอยู ดวยความสูงความแข็งแรงของเขาเรื่องความ ยาวความหนักไมไดเปนอุปสรรคใดใด “นาเชื้อน”นองชายแมเปนพอแทๆของเซียนแปะในกลุมเรา นาแกก็เปนเซียนแหไม แพใครในยานนี้ แกชํานาญรอบรูหลายดาน ทั้งงานกอสราง ทั้งงานประมง และที่ร่ําลือ คือเรื่อง แหกุง แหปลา ภูมิปญญา ที่ตกทอด แห เปนอุปกรณจับสัตวน้ําที่เกือบทุกบานตองมีไวใช ทําจากดายเย็บดวยมือ ซึ่งถือเปน “ภูมิ ปญญา” ของชาวบานยานริมน้ําที่แทจริง เพราะมันคือสิ่งหนึ่งที่อยูคูกับชีวิตวิถีไทย ใหมีความหวัง เรื่องอาหารและ รายไดในชีวิตประจําวัน มีความสําคัญ และไดรับการถายทอดเบื้องตนจาก บรรพ บุรุษ ลองผิดลองถูกฝกฝนจนเปนองคความรูและประสบการณเฉพาะดานของตัวบุคคล ยิ่งเปนชาย หนุมโบราณจะกลาวไว “ชายใดที่หวานแหไม “มน” (กลม) ถือเปนคนที่ใชไมไดจะไปขอเมียแตงงาน บาน สาวเขาจะไมยกให” ดังนั้นชายหนุมทุกคนตองผานการเหวี่ยงแหให “มน”กอน เพื่อจะทํามาหากินได พอตาแมยายรัก และพึงพอใจพรอมที่จะยกลูกสาวให 27


เรื่องแหของ “นาเชื้อน” ตั้งแตกระบวนสราง “จอม” จนถึง “ยอมแห” แมจะดูแลวคลายๆกัน ทั่วไป แตสิ่งสําคัญดานภูมิรูอยูที่วิธี มีบางอยางที่แตกตางจากคนอื่น ซึ่งก็แลวแตความเชื่อจากการ ปฏิบัติจริง และสิ่งที่ไดผลก็ตางกันไปในแตละบุคคล จนกลายเปนเคล็ดลับความพิเศษเฉพาะ ที่ เรียกวา”ภูมิปญญาของนา”ในที่สุด ที่จําได และไดยินนาพูดอยูบอยๆ คือเรื่อง “จอมแห” แกจะหวง แมแหจะเปอยขาดจนซอมไม ไหว ก็ยังสั่งไวใหตัดเอาจอมกลับไปใหแก จากนั้นแหปากใหมก็จะไดกลับมา เคยไดยินแกพึมพําตอน นับชวงทําบาแหวา“สิบตาเขาเกาตาออก” แตแกก็ไมไดบอกอะไร ความสงสัยก็เลยลองนับชวงตาบา แหของแก จะไดสิบตาบางเกาตาบางหรือนี้คือสูตรทางการ“ดามบาแห”ของแก แหของนาที่เย็บ มักจะเปนแหกุง ขนาดตา ๒ เซ็นต ๙ศอกบาง๑๑ศอกบาง ใครที่เคยไดใชจะรู วาเวลาทอด(เหวี่ยง)จะบานจะมนจนถึงสุดจอมแห สวนบาแหที่แกติดแกจะมีสองสูตรคือสูตรกุงกับ สูตรปลา ถาเปนสูตรปลาเวลาดึงสาวขึ้นมาทั้งปลาทั้งดินโคนโดนกวาดขึ้นมาหมด นี้คือขอดีเนื่องจาก เวลาที่ปลาเขาแห มันจะพยายามมุดหนีแต “เพาแห” สูตรนี้ทํามาเพื่อจับปลาโดยเฉพาะ สวนบาสูตรกุง ก็จะดามอีกอยางดึงสาวแตละคราวจะไดกุงแตไมกวาดดินโคลนขึ้นมา ซึ่งไม เหมาะสําหรับทอดหาปลา เคล็ดวิชาก็มาจากการสังเกตของนา ที่ศึกษาธรรมชาติกุงและปลา แกเคย บอกวาปลาจะชอบมุดดิน สวนกุงจะโดดขึ้นหนีเวลามีภัย จึงเปนที่มาของแหใหเลือกใชไวสอง ประเภท แตกตางที่ความพิเศษของชวงบาแหที่แกคิดคน หรือนี้คือที่มาของ“สิบตาเขา เกาตาออก” ถาใหเดานาเขาหากติดชวงบาแห ๙ตา ชวงเพาแหจะหยอนดึงขึ้นมาจะไมกวาดดินโคลนแตถาเปนชวง ๑๐ตาชวงเพาจะตึง เวลาดึงแหขึ้นมา จะกวาดทั้งปลาและทั้งดินโคลน การจะใหดายแหทนทานอยูไดนานไมเปอยขาดงาย จะใชแหแชน้ําเปลือก “ตนตะปูน” เสียกอน เรียกวา “ยอมแห” ตนตะบูนยานนี้มีสองสายพันธุ คือ “ตะบูนดํา”และ “ตะบูนขาว” ทั้งสองสายพันธุใชเปลือกของ ลําตนหรือกิ่งของมันนํามาใชไดหมด ขั้นตอนเริ่มจาก ใชมีดถากเปลือกออกจากลําตนตะบูนมาเปนริ้ว ยาวๆ แลวเอาไปตากแดด ๒ วัน จากนั้นนํามาใสตุมน้ํา แชน้ําใหทวมเปลือกอีก ๒ คืน แลวนําผืน แหมาแชทิ้งไวอีก ๒ วัน๒คืน จึงนําขึ้นจากตุม ผึ่งใหแหงเปนอันเสร็จกระบวนการยอมแห หลังจากตากแห แหงดีแลว แหก็ยังนําไปทอดไมได จะตองนําแห ไปถวงโดยการใชไหใสน้ํา นําไปใสในตัวแหแลวมัดรวบตีนไว นําไปแขวนใหลอยจากพื้น ทิ้งไวขามคืนโดยประมาณ จุดประสงค เพื่อใหขอที่สานแหแนนและอยูตัว เคยสงสัยวาทําไมเรียกวา “แห” มีมาตั้งแตเมื่อไรแลวใครเปนคนคิดทํา ถามผูเฒาผูแกแกก็ตอบ ไมได อยูกันมาอยูกันไปก็ไดวิชาสืบทอด จึงลองคนหาดูอีกที มีหนังสือขององคการคาของคุรุสภา เขียนโดย ส. พุมสุวรรณ ทานเขียน “เรื่องกําเนิดเกิดแหจับปลา”..ไววา เกิดมาจากการพัฒนาคิดหาวิธี จับปลาแตละทีใหไดจํานวนมาก ของ “นายแห” ชาวบานยากจนที่ ตั้งบานเรือนอยูริมบึงใหญ สมัยกอนชาวบานและนายแหจับปลาดวยมือเปลาหรือใชไมแหลมแทง 28


เอา ตอมานายแห มีครอบครัวไมไดอยูตัวคนเดียว วันหนึ่งไดออกจับปลาดวยมือเปลาก็ไมไดปลา นายแห เริ่มคิดวาถึงจะใชไมแทงปลาเปนเครื่องมือก็ไดปลาเพียงครั้งละ ๑ ตัวเทานั้น ตองหาวิธีใหจับ ปลาไดครั้งละหลายๆตัวเพื่อเพียงพอหาเลี้ยงภรรยาและลูก นายแห เลยเอาไมไผมาปกลอมเปนวง แลวลงน้ําตอนปลาเขาไป ทําใหจับปลาไดมากขึ้น แตตอมาเมื่อมีลูกเพิ่มและลูกๆเริ่มโตขึ้นปลาที่หาได ก็ไมเพียงพอ นายแห ก็ลองเปลี่ยนวิธี จากวงไมไผที่นํามาลอมเปนคอกเพื่อจับปลานั้น มันไมเปน อันหนึ่งอันเดียวกัน ไมแตละอันปกอยูกับที่ นายแห คิดหาวิธีไดวาถานําเชือกเสนเล็กๆมามัดไมไผ เรียงกัน มันก็จะสามารถยกแผงไมไผเคลื่อนที่ได นายแห และภรรยาจึงหาเชือกมามัดไมไผใหติดกัน เปนแผงลอมจับปลามาไดมากกวาเดิม วันเวลาผานไปลูกของนายแห ก็เติบใหญขึ้นอีก ความ ตองการอาหารก็มากขึ้นตามวัย ซึ่งนายแห จะตองหาปลาใหไดเพิ่มขึ้น แผงไมไผที่ผูกเรียงกันนั้นมัน กลายเปนของใชไมทันกับความวองไวของปลา นายแห รูสึกวาจับปลาเวลานี้ ไดไมดีไมพอกินเหมือน เกา คราวนี้นายแห ตองกลับมานอนกลัดกลุมรอนรุมกลุมใจคิดหาวิธีใหม ๆลูกๆก็รองหิว นายแห ได แตนอนกายหนาผากถอนหายใจเพราะสงสารลูกๆนึกบนบานศาลกลาวขอใหเทพเจาชวยดลใจใหคิด หาวิธีใหมๆได ทันใดนั้นสายตาของนายแห ก็มองเห็นแมงมุมตัวหนึ่งกําลังชักใยเปนวงกลมที่มุมบาน นายแห จึงเกิดแรงบันดาลใจไดความคิดขึ้นมาทันที จึงนําดายที่มีมามัดจัดเปนรูปวงกลมเหมือนใย แมงมุม และ ขยายขนาดใหใหญ ใชเปนเครื่องมือจับปลาชิ้นใหม ไมเกงกางเกะกะเหมือนไมไผ สามารถใชลอมกับชายตลิ่งแมจะมีกอหญากอไมไดเปนอยางดี นายแหจับปลาไดมากขึ้น เมื่อโยน เหวี่ยงเครื่องมือนี้ใหเปนวง เมื่อตกลงในน้ํา ก็จะครอบคลุมปลาเอาไวได ชาวบานทั่วไปที่ยังจับปลา ดวยมือเปลาหรือใชไมแทงเอาปลาตางพากันชื่นชมกับความคิดของนายแห วา ชางเปนเครื่องมือที่ วิเศษเหลือประมาณ นายแหใชเครื่องมือนี้จับปลาเลี้ยงภรรยาและลูกๆตลอดมาไมพาเดือดเนื้อรอนใจอีก ชาวบานพากันมาขอดูแบบเครื่องมือใหมของนายแห เพราะเห็นวาเครื่องมือนี้จะนําไปจับปลาที่ไหน ก็ไดทั้งหวยหนองคลองบึง ถึงแมน้ํา ชาวบานไดนําแบบเครื่องมือชนิดนี้ไปทําบาง และตางสํานึก บุญคุณ เมื่อมีใครถามวาเครื่องมือนี้เรียกวาอะไร ชาวบานตางพูดกันไปเปนเสียงเดียวกันวา เครื่องมือนายแห และพากันเรียกเครื่องมือชนิดนี้ติดปากกันวา “แห” แหจึงมีตนกําเนิดมาจากความ เพียรพยายามใชความคิดและหาวิธีที่ใชหาเลี้ยงครอบครัวของนายแหนี่เอง สายลมพลิ้วสายชลเห็นเปนระลอก ฉานกระฉอกเซียนแปะปรี่ที่ริมรอง ควาแหพลางยางกายสายตามอง ปลาฮุบเหยื่อดังกองทองน้ํากระจาย หมูมัจฉาเริงราธาราเลน กระโดดเตนชุมนุมกลุมหลากหลาย นั่นกุเลา เขาฝูงอยูดูวุนวาย กระบอกโดดน้ําวายกระจายฟอง แปะกําจอมรวบแหขึ้นพาดศอก คลี่ชายออกจับกําไวสายตาจอง มองฝูงปลาขางหนาอยางลําพอง คงหมายลองอยางคําในตํารา เมื่อเหวี่ยงแหแลเห็นปลาในตะของ เมื่อเห็นคลองก็เห็นทางอยูขางหนา 29


เทาแตะน้ําก็กระจางเห็นทางปลา อีกรูวาตาแหนี้มีเทาใด สายธารา เริงรื่น ชื่นช่ําซา แปะหมายตาเจาะจงกะพงใหญ ฝูงปลาเล็กแตกซาพาหนีตาย เห็นไหวไหว ใตน้ํานี้คงมีกะพง ทุกคนตางลุนระทึก นึกกันไปตางๆนานา วาสิ่งที่เซียนแปะของเราเขาจับจองมองอยางไมละ สายตา ใตผืนน้ําตรงหนานั้นมันปลาอะไรจะใชกะพงอยางที่เซียนแปะบอกใบใหหรือเปลา จดจดจอง จองมองดูอยูสักพักเซียนแปะชักแขนสั่นเพราะแห ๙ศอกนั้นหนักพอสมควร ในที่สุดก็ออกแรงเหวี่ยง เสียงดังซูซาฝูงปลาเล็กแตกกระจาย สวนปลาที่ไดอยูภายในแหนั้นจะเปนปลาอะไร เซียนแปะเริ่ม สาวแหใหตึงแตยังไมดึงขึ้นมา รอเวลาใหปลาดิ้นขึ้นจอมเสียกอน เทคนิคนี้คนทอดแหจะรูกันดีถา เปนปลาเกล็ดจะไมมุดดินหนี เหมือนปลาหนังที่มักจะคุดมุดดิน ดังเชนพวกปลาดุก ปลาไหล หากเปน พวกปลาเกล็ด เชนกระบอก กะพง หรือกุเลา เมื่อเขาแหมันจะโจนขึ้นหาจอมเสมอ หากเปนปลาเล็ก ก็ไมเปนไรแตถาเปนปลาใหญเชนกะพงถารีบดึงมันจะตกใจ กระทุงหนีใหแหขาดได ดังนั้นจึงตองรอ ใหมันวายไตขึ้นมาที่จอมแหเสียกอนตอนนั้นแหจะพันตัวปลาเอาไวเอง ชั่วอึดใจก็ไดเห็น เปนดังเชนที่เซียนแปะคิดไว กะพงตัวใหญวายผุดขึ้นจอมแห ดิ้นโครมครามน้ํา กระจาย แตก็สลายพลังไปในชวงจอมแหที่แคบแนบกับลําตัวกะพง แลวก็สงบลงหมดฤทธิ์ เซียน แปะลงน้ําคลําหาลําตัวปลาแลวก็พันแหอุมขึ้นมาบนบกยกโชว น้ําหนักนาจะสองกิโลกวาๆ ทุกคน เฮฮา แตเราจะเอาปลากะพงหิ้วติดไปทะเลทําไม กวาจะไดกลับก็เกือบค่ําจะทําอยางไรดี เซียนแปะ บอกวิธีใชเชือกไนลอนรอยเหงือกผูกเชือกกับหลักปกไวชายรอง ขากลับคอยนํากลับบาน สายมากแลวตองเรงเดินทางทั้งเซียนแปะ เซียนยา แสดงวิชานาตื่นเตนใหเห็นเปนขวัญตา แต ภารกิจขางหนาคือเราตองไปงมเก็บหอยพิมกัน หากน้ําลงมากจะงมยากกวาตอนน้ําทะเลยังอยู ลวง รูก็งายสบายกวาตอนน้ําแหง ทุกคนเดินมาถึงคลองโลง ซึ่งเปนคลองสงน้ําสมัยยังทํานาเกลือ ชาวบานใชคลองนี้เพื่อการ สัญจรและชลประทาน มีสะพานไมไผใชขามคลองไปมาหากันเปนระยะๆ แตสะพานที่เราจะขามเปน สะพานเยื้องๆหนาบาน “ลุงชวย” ที่เลือกขามสะพานนี้ก็เพราะมีจุดหมายที่ใหไปคือแหลมสันดอน ตะกอนเลนหนาทะเลที่ เกิดขึ้นตรงกับตําแหนงทายวังกุง ของลุงชวย ชาวบานยานนี้จะเรียกแหลมนี้ วา “แหลมตาชวย”หรือ “แหลมเล็ก” แหลมที่วานี้มีมาไดอยางไร ถาจะวาไปยานนี้มีถึง ๒แหง และเปนแหลงใหชาวบานออกหาเก็บ หอยพิมและหอยแครง นอกจากแหลมเล็กหรือแหลมตาชวยแลวยังมี “แหลมใหญ”ที่ถัดออกไป ทางดานฝงตะวันออกของคลองกง สําหรับแหลมใหญมีความอุดมสมบูรณมากมาย จนทําใหชาวบาน เขาไปตั้งรกราก จากนั้นก็กลายเปน “หมูบานแหลมใหญ”ในปจจุบัน สวนการเกิดแหลมทั้ง๒แหงนี้นั้น เชื่อกันวาเกิดจากทิศทางของกระแสน้ําที่พัดพาตะกอนเลน มาทับถมกัน นานวันตะกอนเลนก็ทอดเปนแนวยาวออกไปเรื่อยๆ เวลาน้ําทะเลลงแหงหาด ก็จะ มองเห็นลาดแนวสันดอนตะกอนเลนทอดยาวอออกไปใหเห็นเปนแผนดิน 30


การขามสะพานไมไผเปนไปดวยความสนุกทุกครั้ง ระหวางอยูบนสะพาน ดวยการโยกแกลงกัน ไปมาไดฮาเฮแตบางที่ หากทําเชนนี้มักจะโดนเจาของสะพานดุดา เพราะวามันจะทําใหเสาไมที่อาจจะ ผุอยูเกิดหักเสียหายและจะไดรับอันตรายได เมื่อขามสะพานแลว ก็ตองเดินลัดเลาะตอไปตามคันวังอีก๑กิโลหรือ๒๕เสนตามระยะที่ทางนิคม ฯจัดสรรใหเทากันทุกแปลง ใชเวลาไมนานพวกเราก็มาถึงทายวัง เบื้องหนาคือปาแสมที่พวกเราคุนชิน กลิ่นของทะเลโชยมานั้นแสดงวาเรามาถึงทะเลแลว นอกจากกลิ่นของทะเลที่ลมพัดเขามา ยังพากลิ่นหอมของดอกแสมใหไดตื่นใจ ไมใชเพราะเรา อยากไดชมดอกแสมแตที่เราหมายใจกันไวกอนหนาคือ มาหารังผึ้งกันดวย ภารกิจนี้มีเซียนยาอาสา เปนแมทัพ เซียนยา”ราชาหักดิบ” เปนอีกฉายาที่พวกเราตั้งให โดยทั่วไปการตีผึ้งจะใชสุมไฟให เปนควันหรือพนควันจากมวนยาเสนใสรังผึ้งเพื่อใหผึ้งหนี แตสําหรับเซียนยาของพวก เรานี้ไมตองมีควัน แตวิธีที่วานั้นใชเฉพาะกับผึ้งมิ้มเทานั้น เซียนยาจะใชวิธีเขยากิ่งที่ผึ้ง เกาะทํารังเพื่อใหผึ้งตื่นออกจากรัง แลวจึงหักกิ่งไมที่ผึ้งใชทํารังเอามา กลายเปนฉายา “เซียนยาราชาหักดิบ” เซียนยาบอกกับพวกเราวา ปกติทั่วไป ในการหารังผึ้งนั้นอันดับแรกจะตองมองหาแหลงน้ํา ขนาดเล็กๆ เชนบอน้ํา โองน้ํา หรือภาชนะที่มีน้ํา คอยสังเกตดูวามีผึ้งบินมากินน้ําหรือไม ถามีผึ้งมา กินน้ําแสดงวาจะตองมีรังผึ้งอยูรอบๆหรือใกลๆแนนอน จากนั้นใหสังเกตดูวาผึ้งบินมาจากทิศทาง ไหนกลับทิศทางเดิมหรือไม ซึ่งผึ้งทุกตัวที่ไดมากินน้ําจะตองกลับไปตามทิศทางเดิมที่บินมา เมื่อผึ้งตัว แรกบินกลับ ไปแลว ผึ้งตัวตอไปก็จะบินตามไปในทิศทางเดียวกัน แตสําหรับในปาก็เปลี่ยนมาสังเกตจากผึ้งที่มาดูดน้ําหวานจากเกสรดอกไมแลวบินจากไปคลาย ที่กลาวมา ซึ่งผึ้งแตละตัวจะเวนระยะหางในการบินเปนระยะเทาๆกัน บางครั้งอาจจะบินมาเปนระยะ ถี่มาก บางครั้งอาจจะบินมาใชเวลาหางกัน กรณีบินมาถี่ๆตามกันมาแสดงใหเห็นวารังผึ้งอยูใกลๆ และที่บินตามกันมาหางๆแสดงวารังผึ้งอยูไกล อีกกรณีที่แสดงใหเห็นวารังผึ้งจะอยูใกลหรือไกล ก็คือ ถาผึ้งดูดน้ําหวานจากเกสรเสร็จแลวบินกลับไปในระดับที่ต่ําๆไมสูงไปจากพื้นดินมากนักนั่นคือรังผึ้งจะ อยูไมไกล แตถาผึ้งบินไตระดับสูงจากแนวไมขึ้นไป แสดงวารังผึ้งจะอยูไกลออกไปอีก เมื่อสังเกตเห็นการเดินทางของผึ้งดังกลาวใหเราเดินติดตามสายการบินของผึ้งไปชาๆ อยาสง เสียงดัง เสนทางบินของผึ้งนั้นจะเปนแนวตรงไมมีออมหรือบินโคงแตอยางใด เมื่อติดตามไปเรื่อยๆ หากมองเห็นตัวผึ้งเริ่มมาก รังก็จะอยูใกลๆในบริเวณนั้น หากเปนตนแสมจะแลเห็นไมยาก แตหาก เปนโพรง “ตนหนามพุงดอ” หรือกอ “ตนขลู” จะดูยากตองคอยสังเกตสังกาเวลาผึ้งบินเขาบินออก อีกวิธีที่เซียนยาบอก การคาดเดาตองเอาหูฟง หากอยากรูวาขางในโพรงตนไมจะมีรังผึ้ง หรือไมจะรูไดจากการใชหูฟงเสียงผึ้งที่บินวนเวียนอยูในโพรงตนไมซึ่งจะมีเสียงดัง “หวึ่งๆ ๆ ๆ ๆ” อยู ตลอดเวลา หากมีเสียงดังออกมาแสดงวาเปนโพรงไมที่มีตัวผึ้งกับรังผึ้งอยู ยิ่งเปนเวลาเที่ยงๆก็จะได 31


ยินเสียงงายกวาเวลาอื่น เพราะเปนชวงเวลาที่อากาศรอนผึ้งจะชวยกันกระพือปกใหเกิดลมชวยให นางพญาและตัวออนไดคลายรอนกัน เซียนยาไมเคยมีคาถาอาคมในการสะกดผึ้งและไมตองใชควันไฟในการพนรมผึ้งแตอยางใด แตเซียนยาใชเคล็ดวิชาที่ไดมาจากพอในการที่จะไมใหผึ้งตอยคือ “อยูใตเงา เขาทางใตลม” เซียนยา บอกวาที่เห็นมาการทํารังของผึ้งจะเกาะขอนหรือกิ่งไมในทิศทางขวางตะวัน ดังนั้นอยาไดเขาไปยืนให เงาทับรังผึ้งเปนอันขาดเพราะผึ้งจะตื่นรังเขาทํารายคนที่เขาไปใกลๆแมไมไดรบกวนรังผึ้งเลย และอีก อยางอยาอยูเหนือลม เพราะลมจะพากลิ่นตัวเราเขาไปยังรังผึ้งทําใหผึ้งตื่นเตรียมปองกันรังของมัน พากันออกบินไลตอย หากเมื่อใดถูกผึ้งตอยวิธีรักษาก็เพียงเอา “เหล็กใน”ผึ้งออกแลวทายาหมอง เทานั้นไมเกินหนึ่งวันอาการปวดบวมจะหายไป ในหนึ่งปมีเวลาหารังผึ้งเพียง ๓เดือนในชางหนาแลงเทานั้น นั่นคือ เดือน ๓ ถึงเดือน ๕ เนื่องจากวารังผึ้งจะมีน้ําผึ้งเปนจํานวนมาก เพราะอยูในชวงเวลาไมนานาพันธุออกดอก ผึ้งก็จะ สามารถเก็บน้ําหวานจากเกสรดอกไมไปสะสมไวในรังไดมาก สวนเดือนอื่นๆรังผึ้งจะไมคอยมีน้ําผึ้ง ยิ่งถึงหนาฝนการสังเกตติดตามตัวผึ้งจะยาก เนื่องจากจะมีแหลงน้ํา เกิดขึ้นมากมาย ในที่สุดพวกเราก็มาหยุดยังกอขลูดงใหญ เซียนยาใหทุกคนรอขอเวลาไมนาน จากนั้นเซียน ยาก็กาวเขาทางใตลมกมกมเงยเงย แลวก็คอยๆหักกิ่งขลูออกมาอยางชาๆ เวลาผานไปเล็กนอยฝูง ผึ้งก็ทยอยบินขึ้นเหนือหัวและรอบๆตัวเซียนยา แลวทันใดสิ่งหนึ่งก็ปรากฏติดมือออกมา เปนรังผึ้ง ขนาดสองฝามือพรอมหัวน้ําหวานขนาดแขนแขวนอยูบนกิ่งขลูเซียนยาชูใหเห็นเปนขวัญตา สมดัง ฉายา เซียนยาราชาหักดิบ ของพวกเรา หลังจากไดชิมลิ้มรสน้ําหวานและตัวออนของผึ้งคนละนิดละหนอยพวกเราก็เริ่มทยอย คอยๆ สาวเทาเขาปาแสมสายตาแลหาของเลนแปลกตา ที่คลื่นทะเลซัดพัดพาเขามาติดตามรากไม ทุกครั้ง ที่พวกเรามาจะไดของเลนติดไมติดมือกลับบานกันทุกครั้งไป แตผูใหญสั่งหามไวอยางหนึ่งวาอยาหยิบ จับหรือเก็บตุกตาไมมีหัวเหลือแตตัวกับแขนขากลับมาบาน เพราะวาเปนตุกตาเสียกะบาล โบราณเขา ถือวาเปนอัปมงคล ลองสืบคนในเวลาตอมา คําวาเสียกะบาลหรือเสียกบาล นั้นสําคัญอยางไร ทําไมคนสมัยกอน เกาเขามองวาเปนอัปมงคลกับคนที่เก็บเอาเขาบาน คําวา “กะบาน” ที่สะกดแบบนี้ หมายถึงภาชนะชนิดหนึ่งที่ ทําดวยกาบกลวย ใชสําหรับทําถวย ใสเครื่องเซนไหว และ พิธีเสียกะบานนั้นก็คือการนําเครื่องเซนไหว เชน อาหาร หมาก พลู ดอกไม และของใชแทนตัว เชน ตุกตาดินเผา เล็บ ผม หมากพลู ดอกไมใสลงไปใน..“กะบาน” แลวเอากะบาน ไปลอยน้ํา หรือไปวางที่ทางสามแพรงเพื่อเปนการหลอกผีวา หากผีจะมาเอาชีวิต ก็ใหเอาตุกตานั้นไป แทนตุกตาดินเผาเหลานี้ จึงถูกเรียกวา “ตุกตาเสียกะบาน “ แตเพราะ กะบาน นี้ ออกเสียงเหมือนคําวา “กบาล” ในภาษาเขมรที่แปลวา หัว ทําใหใน ภายหลัง “ตุกตาเสียกะบาน” เขียนเปน “ตุกตาเสียกบาล” แถมมันยังดูสอดคลองกับลักษณะ เสียหัว เสียกบาล จึงทําใหพิธีเคล็ดลาง ไหวผี สะเดาะเคราะห ในสมัยตอมาไดเพิ่มพิธีกรรม ตอยหัว หรือ ทุบ 32


หัวตุกตา ใหหัก แตงเติมเสริมเรื่องราวเขาไปเพื่อใหสอดคลองกับคําวา ตุกตาเสียกบาล อยาง สมบูรณแบบ ปาแสม ที่พวกเรากําลังเดินวนคนหาของแลนที่ถูกคลื่นซัดเขามาเปรียบไปก็คลายตะแกรงดัก ตะกอนชั้นดีนี่เองมันชวยลดแรงคลื่นที่เขาถาโถมกัดเซาะชายฝง อีกทั้งยังชวยโอบอุมตะกอนบางสวน จากแมน้ําลําคลองใหสะสมจมตัว กอนไหลลงทะเลกอเกิดแผนดินโคลนเลนกวางใหญขยายตัวเพิ่มขึ้น แสมเปนไมวิเศษ มีพลังชวยสรางแผนดิน คํานี้เคยไดยินตอนครูสอน นึกยอนตอนเรียน ครู สอนตอนนั้นวา แสมมีรากวิเศษที่โผลขึ้นมาจากพื้นดิน เรียกวา รากอากาศ โผลขึ้นมาหนาแนน สั้น บางยาวบาง ของเลนที่เรามองหาก็มาติดคางอยูตามรากของแสมเหลานี้ แตที่มากกวานั้น มันยังมี ดินโคลนและเปลือกหอยเล็กๆละเอียดๆที่คนในพื้นที่เรียกวา “กระซา” เขามาตกคางรวมดวย ชวยให เรามีพื้นดินเดินลงทะเลไดงายไมจมเลน ครูยังสอนอีกวานอกจากปาแสมจะสรางแผนดินยังเปน แหลงที่อยูที่กินของสิ่งมีชีวิต ซากใบไมจากปาเมื่อยอยสลายมาก็กลายเปนธาตุอาหารชั้นยอดใหกับ สัตวน้ําวัยออน ตามรากไมชายปาที่ติดทะเลยังเปนที่อาศัยวางไขและใชฟกตัวออนเปนหวงโซชีวิต ชวยเหลือเกื้อกูลกันสุดทายทุกชีวิตก็ไดประโยชนทั้งทางตรงและทางออมรวมถึงพวกเราทั้งหลายที่ อาศัยเปนแหลงอาหาร ยังจําไดสมัยกอนตอนที่พอยังอยู พอพามาดูตอนขนกระซา มีทั้งนาทั้งอามาชวยกันขนลงเรือ เพื่อเอาไปใสคอกตนไม ผสมกับดินปลูกอะไรก็งาม ทั้งมะกรูด มะนาว มะพราว สมโอ ฝกแฝง แตงโม ลูกดก ลูกโต ทันใจ ขนเทาไรๆ ก็ไมมีวันหมด ไมนานชานชายทะเลตรงที่เราขนเอากระซาไป ก็มีของใหมเขามาเติมเต็ม ปาแสมฝนนี้กวางใหญเทาไรไมรู ลองเงียบดูหากหูยังไมไดยินเสียงคลื่นก็คงอีกไกลกวาจะไป ใหถึงชายทะเล ทางลงทะเล มีอีกหนึ่งชองทาง คือชองรองน้ําที่เจาของวังกุงขุดลอกออกไปเพื่อใช รับน้ําทะเล ทุกวังกุงที่อยูติดทะเลจะมีประตูระบายน้ําตามหูนา (ประตูระบายน้ําตามมุมของวัง) ถาจะ ใชชองทางนี้จะตองมีเรือหรือตองเดินลุยตามชองรองน้ํานี้ออกไป กวาจะถึงจุดหมายชายทะเลหากไม มีเรือเหงื่อคงไหลหมดตัว เดินลุยปาแสมกันไปสายตาทุกคนตองวองไว มือไมตองเกี่ยวเกาะ เทาตองเหยาะยางดวย ความระมัดระวัง บางครั้งตามพื้นกระซาจะมีเศษแกวจากหลอดไฟ ที่มีอยูมากมายทั้งหลอดเล็กหลอด ใหญ ของเสียที่เรือประมงโยนทิ้งทะเลนอกจากตองระวังเทาเปลา พวกเรายังตองระวังใบหนาและ ลูกตาจากกิ่งไมและใยแมงมุม ภาพความตื่นตาตื่นใจตั้งแตครั้งนั้นยังตราตรึงใจจนถึงวันนี้ สัตวในปานานาชนิดมี ปรากฏใหไดเห็นเปนสีสัน บางชนิดเหลือเพียงตํานาน อาทิ นกกระสาแดง แมงมุมตัว เทาฝามือ เหลือบตัวเทาเล็บกัดเจ็บถึงใจ มาวันนี้สัตวเหลานี้หายไปไมมีใหไดพบเห็น ฝูงนากที่พาลูกๆออกวิ่งเลนมีใหเราเห็นจนคุนชินบัดนี้กลายเปนภาพที่ยากจะหาชม 33


ครานั้นทัพหาสหายก็ไดกรีธามาพักยังรมไมชายปา ไดเวลากินขาวที่หีบหอเตรียมมา ปลา เค็มกับขาวสวยชวยใหมีแรง กินเสร็จก็เอนหลังฟงเสียงคลื่นลมทะเล รอเวลาอาหารยอยคอยมุง หนาออกหาหอยพิม “ปูดๆๆๆๆๆ” เสียงนกกะปูดรองลั่นปาเหมือนเตือนพวกเราวาไดเวลาออกทํากิจกรรม ตาม โบราณชาวบานริมคลองกลาวกันมาเวลานกกะปูดรองเปนเรื่องของการบอกเวลา เชื่อกันวาจะได เวลาน้ําขึ้นน้ําลง ตรงบางคลาดเคลื่อนบางเปนไปตามทองถิ่น แตสวนใหญเสียงนกกะปูดที่ไดยินกัน นั้น เปนสัญชาตญาณของนกนั่นเอง เคยไดยินพอพูดเปนประจํายามน้ําทะเลกําลังจะขึ้นหรือกําลังจะลง พอไดยินเสียง ปูดๆๆ พอ จะพูดวา น้ําลงแลวหรือน้ําขึ้นแลว และก็เปนจริงเชนนั้น โดยเฉพาะเวลาน้ําทะเลกําลังจะขึ้น ลม ทะเลจะเริ่มพัดเขามาหรือที่ชาวบานเรียกวาเปนเวลา“ลมหันเขา” ตอนน้ําทะเลลงลมจะพัดเฉไปเฉ มาแตพอเวลาน้ําทะเลเริ่มขึ้นลมก็จะเปลี่ยนเปนพัดจากทะเลขึ้นสูฝง และจะไดยินเสียงรอง ปูดๆๆๆ ดังมาทุกครั้งไป นกกะปูดมีอยูทั่วไปพอไดเวลามันมักจะรองเราจะรูไดเลยวา น้ําขึ้น-น้ําลง แตอีกกรณีที่พูดกัน วา“นกกระปูดตาแดงน้ําแหงก็ตาย"คงจะหมายถึงตั้งแตชวงเดือนหาหนาแลงน้ําแหงคลอง อาหาร ของนกกะปูดประเภทลูกปูลูกปลาคงหายาก กวาที่น้ําจะเกิด กวาอาหารชั้นเลิศจะมา มันนาจะรอคอย เวลาไมไหวขาดใจตายกอน สิ้นเสียงนกกะปูด เสียงนกพริก นกกวัก ก็รองทักทาย กันไปมาและหาดูไดงาย ตามแหลงน้ําแนวปาทั่วไป คลายเสียงทักทายกัน ทําใหนึกถึงนิทานเรื่องหนึ่งที่คนเกาแก ใชเลาใหลูกหลานฟงถึงเสียงรองดังของนกกะปูดและนกกวักที่ตอบโตกันไปมา กาลครั้งหนึ่งนานมาแลว..... นกกะปูดหนุมตัวหนึ่งไปหลงรักนกกวักสาว จึงลบเลาใหพอแมชวยไปสูขอนกกวักให เมื่อจัด เถาแกไปสูขอ ฝายพอแมนกกวักก็ไมขัดของ แตมีขอแม นกกะปูดตองไมสงเสียงรองปูดๆ หากทําได ก็จะยอมใหลูกสาวแตงงานดวย เถาแกและพอแมนกกะปูดจึงไปพูดกับลูก นกกะปูดหนุมไดฟงดังนั้น เพราะความรักจึงรีบ รับปากพอแมของตนวาตนจะไมสงเสียงรองอยางแนนอน พรอมทั้งชักชวนเพื่อนๆกะปูดทั้งหลายที่มี อยูในละแวกนั้นชวยพากันหยุดรอง ถึงวันงานขันหมากก็ยกไปที่บานเจาสาวนกกวัก พรอมทั้งการตอนรับก็เปนไปอยางดี แตพอ แมนกกวักก็ยังมีขอแม “จะยังไมเปดขันหมาก ขอใหตั้งขันหมากไวเฉยๆสักสามคืนสามวัน” เพื่อให มั่นใจวาหนุมนกกะปูดจะไมสงเสียงปูดๆ ไดจริงๆจึงจะยอมใหมีงานแตง 34


เวลาลวงเลยมาไดสองคืนกับสองวัน นกกะปูดทั้งหมดนั้นพากันเงียบกริบไมมีเสียงปูดๆออกไป แตผลรายทําให นกกะปูดทุกๆตัว ลูกตากลายเปนสีแดง เหตุที่เปนเชนนั้นก็เพราะการอดกลั้นเสียงไว จึงทําใหตาที่มีสีขาวเปนประกายกลับกลายเปนสีแดง เวลาลวงเลยมาจนถึงคืนสุดทาย แตแลวเหตุรายก็เกิดขึ้น ในยามใกลรุง ดวยมีนกกะปูดชราตัว หนึ่ง เห็นงูเลื้อยผานมาก็ดีใจแตดวยขนาดของงูใหญไป ลําพังตนเองเกรงวาจะสูกับงูไมไหว จึงสง เสียงรองบอกไปใหพวกหนุมๆมารุมชวยกัน พลันก็รองปูดๆออกไปดังลั่น นกกะปูดทุกตัวนั้นกําลังหลับ สนิท เมื่อไดยินเสียงของนกกะปูดชราดังมาเชนนั้น ก็พลันเผลอรองรับกันลั่นสนั่นปาไปหมด ฝายนกเจาบาวตกใจพลอยรองรับไปกับเขาดวย นกกวักที่เฝายามคอยชวยจับผิด เมื่อไดยินนก กะปูดรอง ก็สงเสียงรองเปนสัญญาณขึ้นมาใหทางฝายนกกวักรูวา ฝายนกกะปูดผิดสัญญา เปนอันวานกกะปูดตองอดที่จะแตงงานกับนกกวัก แตดวยความรักนั้นมันไมสิ้นสุด ไมวานกกวักจะไป รวมกลุมกันที่ไหน นกกะปูดจะตองตามไปอยูเคียงขางเสมอ พอนกกะปูดรองปูดๆขึ้นคราใด นกวักก็ รองรับไปในทันที เสียงนกกะปูดรอง”ปูดๆ” เขาจะเปรียบเหมือนคนมีความลับและถูกเปดเผย(ปูด)ออกมา เหมือน ดังวาที่เจาบาวนกกะปูด ที่ไมสามารถหยุดและปกปดเรื่องเสียงรองของตนเองและพวกพองได...... พวกเราไมรอชา หากปลอยใหเวลาเนินนาน จนน้ําทะเลลงแหงมากไปก็จะทําให การงมหาหอยพิมยาก ทันทีที่เดินออกจากชายปาเบื้องหนาก็พบเห็นวามีผูคนกําลัง ลอยคอ ซึ่งพอจะคาดเดาไดวาพวกเรามาถูกที่ ตรงนี้นี่เองที่เขาก็กําลังงมหาหอยพิมกัน สิ่งที่ตองระมัดระวังคือ อันตรายจากตอไมใตทองน้ําที่อาจจะทิ่มตําเรา เมื่อลงน้ําก็ตองใชมือคลํา แตละยางกาวใหเรานึกเสมอวา เบื้องหนามีทั้งตอไมและเพรียงที่คอยขีดขวนทิ่มตําเราไดตลอดเวลา สิ่งที่พวกเรานําติดตัวออกหางม “หอยพิม”มีเพียงถุงอวน ขนาดมวนพันไดรอบเอว หมายเบื้อง หนาคือกลุมของบรรดาผูคนที่กําลังสาละวน งมหอยพิมกันอยู พวกเราจะรูกันดีวาที่ใดเปนแหลงที่มี หอยพิมมากก็ดูจากบรรดาผูคนที่ลอมวงลอยคอ หอยพิมชอบอยูตามแนวแหลมโคลนปน กระซา ตอนน้ําทะเลขึ้น มามันจะเคลื่อนตัวออกจากรู และชูงวงขึ้นเพื่อคอยดูดจับอาหาร พอน้ําทะเลลงแหงมันจะดันตัวเจาะโคลนใหเปนรูเพื่อฝงตัวลึกราว ๑คืบถึง๑ศอก พอมาถึงยังจุดหมาย วิธีการตอไปก็คือใชเทาคอยๆกวาดตามพื้นโคลนไปมา อาศัยประสบการณ จากการติดตามเรียนรูจากผูใหญจนไดความชํานาญ สามารถรับรูไดในสิ่งที่เทาเราสัมผัส หลายครั้งที่ไดเคยติดตามพอออกงมหอยพิมเวลากลางคืน เพราะบางชวงเวลากลางวันน้ําทะเล จะลงแหง หากออกหาเก็บหอยก็ตองคอยระมัดระวังเทา ที่จะเขาไปเหยียบย่ําทําใหหอยจมโคลน เปลือกแตกเสียหาย หลายคนจึงนิยมออกหาเวลาน้ําทะเลยังไมแหง คนยานไกลก็จะใชเรือสวนคน อยูใกลๆก็จะใชกะละมังหรือถุงอวนในการงมหาเก็บหอยพิม 35


พอจะนําเรือออกทะเลพรอมพวกนาๆ ใชเวลางมหาหอยพิมกันหลายชั่วโมง ดวยความเปนเด็ก งมสนุกๆไดไมนานก็ตองคลานขึ้นเรือนอนคลุมหัวคลุมโปงดวยความหนาวเย็น เปนอีกหนึ่งชวงเวลาที่ ตราตรึง วาครั้งหนึ่งทะเลแหงนี้มีหอยพิมใหครอบครัวเราและชาวบานทั้งยานใกลยานไกลไดออกงม หามาเปนอาหารบาง หรือนําไปแปรรูปเปนหอยพิมตากแหง ไดมากหนอยก็นําไปวางขายไดเงินมาใช ดูแลครอบครัว ครั้งนี้คลื่นลมเปนใจไมรุนแรงมาก เนื่องจากเปนชวงตนฤดูหนาว พวกเราออกลอยคอลอมวงใช เทากวาดไปมาหางวงหอยพิมตามพื้นโคลน พอเทากระทบ ก็จะมุดน้ําลงไปลวงขึ้นมาใสถุงอวน สวน เซียนยาไมธรรมดาในสายตาของพวกเรา มันดําน้ําอึดมาก ทุกครั้งที่ดําน้ําลงไปจะใชมือกวาดหาตาม หนาดินเพื่อหาตัวหอยพิม วิธีนี้ชาวบานจะนิยมใชกันมากหากเปนผูใหญจะงายมาก หากน้ําทะเลไมสูง เกินไป ก็จะใชมือควานหาไมตองดําน้ํา ครอบครัวที่หาหอยพิมเกงๆ หนึ่งเขงใชเวลาไมนาน พอสอนไวยังจําไดใหใชมือลวงควักตักลงไปขางตัวหอยพิมอยาลวงทิ่มสวนรูเด็ดขาดเพราะ อาจจะทําใหเปลือกหอยพิมที่บาง แตกบาดนิ้วมือ หรือทําใหหอยถูกดันลงรูลึกไปทําใหจับขึ้นยาก และไมนานมากจากถุงอวนเปลาก็มีเจาหอยพิมเกือบเต็มถุงอวน สวนที่ไดเปนของแถม คือบาดแผล คนละเล็กละนอยที่นิ้วมือ ทั้งเซียนแปะ เซียนยา ยิ้มรา บอกจะหาเก็บหอยแครงเพิ่ม น้ําทะเลเริ่มลดลง ตรงชายหาดเริ่มจะแหง แสงแดดก็เริ่มจะแรงขึ้น พวกเราตอง ถอนกําลังยายเขาหาฝง หากน้ําแหงมากไปคงตองบุกเลนไกลขึ้น เคยมีหลายครั้งที่ไมได ตั้งใจไปเก็บหอย ลอยคอเลนน้ําทะเลกันไมทันไดไดสังเกต มารูอีกที่วาออกไกลฝง น้ํา ทะเลก็ลดลงเรื่อยๆกวาจะบุกกวาจะเลื้อยเลนขึ้นฝงไดแทบวายชีวา สิ่งที่ตองการหาเก็บตอไปคือ “หอยแครง” ตามชายฝง ที่น้ําทะเลลดหายกลายเปนหาดโคลน การหาเก็บหอยแครงตอนน้ําทะเลแหงจะทําใหมองเห็นตัวหอย แคคอยใหดินโคลนโดนแสงแดด หอยแครงก็จะออกเดิน เราก็ตามรอยคอยเก็บ หอยแครงบางตัวก็อาปากเห็นเหงือก(หอยแครงมี เหงือก)สีแดงนอนตะแคงแขงกับแสงตะวัน ในขณะน้ําทะเลลดลงจนเห็นพื้นดินชายเลน ทุกคนตางเดินลุยเลนและเก็บหอยแครง แต“เซียน ยา”กลับใชเวลาในการ “สะกดรอย”ปูทะเล เรื่องการสะกดรอยปูเปนความรูที่บอกตอกันมา หากไมใช เปนคนชอบคนหาหรือวาชางสังเกตเรื่องการสะกดรอยปูคงจะไมรูวาปูมันเดินไปทางไหน รองรอยที่ มันทิ้งไวใหเห็นคงเปนเรื่องยากหากพบในระหวางทางที่มันเดิน จะไปซายหรือขวาหนาหรือหลัง ก็ยัง บอกไมไดหากไมไดผานการเรียนรู เรื่องการเดินของปูทะเลเปนเรื่องของภูมิปญญา หากวาเริ่มสะกดรอยจากรูก็ดูจะงายเดินตาม รอยไปไมนานก็เจอตัว แตหากรอยมันเดินวนไปวนมาใกลๆรู ตัวปูมันก็ไมไปไหน ไมอยูในรูก็จะหมก เลนอยูในบริเวณนั้น แตที่สําคัญและยากคือหากเราไปเจอระหวางทาง รูก็ไมเห็น เมื่อเปนเชนนี้ วิธี สังเกต ก็คือหากเปนดินเลน จะเห็นเปนชองรองทองของปู ตองสังเกตเลนขางรองชองทองของปู จะ เปนคลื่นๆหากหัวคลื่นชี้ไปทางไหน ใหตามไปทางนั้น หากตามไปแลวเห็นรอยเดินเปนวงกลมไมมี แยกไปทางไหนใหมองหาตามพื้นเลนตรงนั้น ปูทะเลมันจะหมกเลนเห็นเปนเนินหลังของมัน แตถา 36


ดวงตะวันสองแสงรอนแรงจนดินเลนรอนฉา ปูทะเลก็จะโหยงตัวขึ้นมาใชขายืน และ บางครั้งถาเรา ตามไปทันมันเห็นเราแลวหมกตัวไมทันมันจะชูกามขึ้นปองกันตัวเองอยางนี้ก็งายสบายเรา แตหาก ตามไมทันรอยของมันเดินมุงหนาลงไปในน้ําก็ไมตองตามเพราะคงไมเจอตัว อีกกรณีหากโคลนที่โดนแสงแดดจนแหงหรือรองรอยเกิดในขณะน้ํายังไมแหง รอยปูทะเลจะเห็น เปนเพียงรอยปลายนิ้วและรอยกามของมัน ดังนั้นจะมีวิธีสังเกตอีกอยาง เมื่อ รองชองทางของปูไมมี ก็ใหสังเกตที่รอยลากกาม ถารอยลากกามอยูดานไหนใหเดินตามไปในทางตรงขาม แตดวยความรอบ รูของเซียนยาแมไมมีรอยลากกามใหเห็น เซียนยาบอกเพราะเปนปูกามเดียวหรืออาจไมมีกาม เซียน ยาก็ยังตามไดดวยการสังเกตจากรองรอยของปลายเล็บปู ใหสังเกตดูวาปลายเล็บปูชี้ไปทางไหนก็ให เดินตามไปในทิศทางตรงขามเชนกัน เซียนยาเดินนําหนาไปกับเซียนแปะ ชวยกันแกะรอยปูทะเล ที่เหลือก็เรทําภารกิจพิชิต หอยแครงไปพลาง ไมนานทางเซียนแปะและเซียนยาก็ควาราชาแหงปูทะเลกลับมาโชว เปนปู ทองหลางกามโคงตัวเกือบกิโล กับปูตัวเมียนิ่ม เซียนยาบอกวามันกําลังเกาะคูอยูในแอง หากใครเปนคนพื้นที่คลุกคลีอยูกับปู จะรูกันเปนอยางดีวา เวลาปูทะเลตัวเมียลอกคราบจะไดรับ การปกปองจากปูตัวผูดวยการเกาะหลังคุมครองจนกวาตัวเมียจะมีกระดองแข็ง ตัวผูจะแสดงความ รับผิดชอบอยางดีไมมีทอดทิ้ง คอยพาออกหาอาหารใหไมหางกาย ปูตัวเมียหลังจากมีการผสมพันธุ และไดรับน้ําเชื้ออยางเปนทางการจะพัฒนาสูการตั้งทองเปนปูไขตอไป แตหากตัวผูจะลอกคราบบาง ตองหาทางปองกันตัวเอง ดวยการขุดรูและใชดินปดปากรูของตนจนกวากระดองจะแข็งแรง หาก ตองการจะกินปูสองกระดองหรือปูนิ่มก็ใหมองหารูปูที่มีดินปด น้ําทะเลลดนอยถอยหางฝงออกไปทุกทีๆ สิ่งที่พวกเราหอบหิ้วกันขึ้นมาจากโรงครัวอาหารทะเล ขนาดใหญแลไกลสุดตาขอบน้ําจรดฟา ก็มีหอยพิม หอยแครง ตัวโตหลายกิโล กวาจะแบกจะลากขึ้น มาถึงชายปาก็เมื่อยลาพากันหมดแรง เสียงเหนื่อยเสียงหอบประสานรับกันไปมา แตพอมองตาก็พา กันหัวเราะ คงเพราะวาภารกิจกําลังจะเสร็จสิ้น รมเงาของแสมและลมทะเลที่พัดเขาหาฝง ทําให พวกเราสดชื่นผอนคลายหายเหนื่อยไดในเวลาอันรวดเร็ว พี่โตเดินหายไปดานชายปาอีกดานไมนานก็วิ่งแหวกแมกไมกลับมา แจงกับพวกเราวากําลังมีการ กูอวน “จับรัง” ทุกคนผุดรุกขึ้นอยางรวดเร็ว นี้เปนอีกครั้งที่พอเหมาะพอดีกับชวงเวลาที่พวกเรามา ทะเล และเปนสิ่งที่เราอยากเห็นเปนที่สุด การวางอวนรัง เปนภูมิปญญาทองถิ่นของชาวบานยานชายทะเลทั่วไป โดยใชผืนอวนนํามาวาง ตอกันเปนแนวยาวขนานกับชายฝง มีตั้งแต๑๐เสนไปจนถึงประมาณ ๑๕ เสน กดใหจมน้ําชวงกอน น้ําทะเลจะลง พอน้ําทะเลเริ่มลดไหลลงก็ยกชายขางหนึ่งขึ้นมาแขวนกับปลายไมที่ปกไวใชค้ําเปน ระยะๆ อีกดานก็กดใหจมเลน ชวงกลางของความยาวอวนจะถูกจัดวางใหเปนมุมและมีถุงอวนรอรับ ไว ใหกุง ปลาวายไหลตามน้ําเขามา น้ําทะเลที่คอยๆลดถอยลงจากริมหาดจะชวยตอนใหกุง ปู ปลาที่ เขามาหาอาหารตอนน้ําทะเลขึ้น ใหวายตามน้ําที่ลดลงมาเรื่อยๆ เขาไปรวมกันในถุงอวนที่เตรียมไว 37


คนวางอวนรังจะชํานาญพื้นที่ รูเปนอยางดีวาบริเวณใดตื้น และลึก ถุงอวนที่วางไวรอดัก พวกกุง ปู ปลาจะเปนบริเวณที่ลึกกวาเพื่อให กุง ปู และปลาวายน้ํามารวมกัน พวกเราตางไมรอชา รีบเรงมุดปาออกหาคนจับรัง เซียนแปะควาเอาถุงอวนคาดเอว ที่เหลือ ไมไดเตรียมอะไรขอใหไดเห็นเปนพอ เมื่อโผลพนชายปาเบื้องหนาคือผืนหาดเลนที่น้ํากําลังลดลง แหงไปเรื่อยๆ เซียนยานาจะตื่นเตนกวาใครเพราะอะไรทุกคนจะรูดี สิ่งที่เซียนยาไมลดละสายตาตาม หาดเลนเบื้องหนา คือ มันมองหาปูทะเล สวนเซียนแปะก็เซียนปลาสิ่งที่มองหาคือปลากุเลาและ ปลาดุกทะเล ที่เหลือคอยเปนทีมสนับสนุน เจาของอวนรังมักจะไมสนใจปลอยใหคนหากันตามใจ ชอบ สิ่งที่เขากําลังสาละวนกันอยูคือ กุง ปู ปลาจํานวนมหาศาลที่ตางวายไปรวมกันที่ ถุงอวนที่วางดัก ชวยกันตักชวยกันโกยขึ้นเรืออยางไมคิดเหน็ดเหนื่อย มองเห็นไกลๆมีทั้งปลากะพงตัวใหญ ปลากระบอก ปลากุเลา มีทั้งกุงขาวทั้งเล็ก และใหญ ปูมา ปูทะเล ที่หมกเลน หมกโคลน ก็โดนจับไป อีกหลายตัว โดยทั่วไปทั้ง กุงปู ปลามักจะมีหลงหลบอยูตามแองน้ําตามหาด หากเดินตามหาก็มักจะ เจอหลงหูหลงตาอยูบาง ทางดานเจาของอวนมักจะไมมาคอยตามเก็บใหเสียเวลา มักจะใหคนอื่นๆที่ ตามมาดูจับกันไป ขณะที่เจาของอวนเริ่มรื้อเก็บอวน พวกเราก็ชวนกันออกเดิมเลาะหาเก็บกุง ปลา ปูที่ตกคางอยู ตามแหลงแองน้ํา เซียนยาลุยเลนรวดเร็วกวาใคร ไมสนใจกุงปลา เลือกแตหาสะกดรอยปูทะเล ปากก็คาบเชือกกลวยที่เตรียมมา หากหาปูไดก็จะใชมัดไดทันที สวนเซียนแปะและพวกเราก็เลือกหา เอาเฉพาะปลา บางแองก็มีทั้งกุงและปลาจวด สวนปลากระบอกและปลากุเลาหลากหลายขนาด ขาดน้ํานอนแหงแข็งตายมากมายใหเลือกเก็บ บางแองมีปลาดุกลอยหัวตัวขนาดแขน เซียนแปะแกะ ถุงอวนออกจากเอวเอามาใสปลาที่หาได สวนใหญก็จะเปนปลาดุก และปลากุเลาตัวเขื่อง พวกเราก็ เลือกเอาเฉพาะกุงขาวตัวใหญใสหอเสื้อ สวนปลากระบอกนั้นตองทิ้งไปเพราะกวาพวกเราจะไดกลับ ถึงบานก็คงเนาเสียกอน หากเปนปลากุเลาแมเนาก็ไมเปนไร นําไปใชทําเปนปลาเค็มยังได เคยเห็นพอทํา “ปลากุเลาเค็ม” ถาตัวใหญมากๆ หากเปนปลาที่ยังสดอยู พอจะนําไปแชน้ําฝนไว หนึ่งคืนใหตัวบวมเกือบเนาแลวก็เอาเกลือเม็ดมาละลายน้ํา ใสเกลือคนไปเรื่อยๆจนกวาเกลือจะไม ละลาย จากนั้นจึงนําปลากุเลาแชลงไปทิ้งไวสักพัก จากนั้นก็นํามาอาปากยัดเกลือเม็ดเขาไปแลว ครอบมัดหัวไวดวยกระดาษหรือใบตองจับแขวนหอยหัว เอาตัวตากแดด ที่ตองหากระดาษหรือใบตอง มามัดหัวมัดปากปลา ก็เพราะวาปองกันแมลงวันมาหยอดไขกลายเปนหนอน ปลากุเลาเค็มของพอจะนําออกผึ่งครึ่งแดด จากนั้นก็จะนําเขารมแขวนตากลมใตชายคา คําถาม ตามมาวาทําไมไมตากแดดใหแหงเหมือนปลาชนิดอื่น คําตอบไดจากพอแมเตือนกันอยาใหปลาถูก แดดนานเนื้อมันจะสุกทําใหเนื้อรวน เวลานําปลามาแขวนเก็บแมจะเช็ดตัวปลาทุกตัวใหทั่วดวยน้ํา สารสม แมบอกวาปลาจะไดไมเปนคราบเหลือง เวลานําปลากุเลามาทอดแมก็จะหั่นแบงมาเปนชิ้นๆ พอประมาณสวนที่เหลือก็จะหอแขวนไวในที่มีลมผาน ปลากุเลาเค็มของพอจะเก็บไดไมนานไมใช เพราะวาปลาเนาเสียแตเปนเพราะพอชอบทําแจกพี่นองและเพื่อนบาน บางครั้งไดปลากุเลามามากๆ จากการ “รุกปลา” (ไลตอน) ก็จะรวมกลุมชุมนุมเพื่อนบานกันมาชวยทํา ดวยการควักเหงือกควักไส ขอดเกล็ด ลางน้ําทําเสร็จ ที่เหลือก็เปนหนาที่ของพอในการปรุงเกลือ 38


“การรุกปลา”หรือไลตอนปลาในนาหรือวังกุงเปนภารกิจที่ชาววังดั้งเดิมตองกระทํากันอยูเนืองๆ เนื่องจากหากปลามีจํานวนมากๆโดยเฉพาะปลาที่กินกุงเปนอาหาร เชน ปลากุเลา ปลากะพงขาว ปลาขางตะเภาหรือ สีซอ ก็ตองกําจัด ดวยการไลจับไลตอน การรุกปลาจะเริ่มหลังจาก ระบายน้ําในวังแหงพื้นเหลือเพียงในรอง มักจะเริ่มทําตั้งแตยามฟา สาง ดวยการวางนอนอวนยาวตามทองรองดานตีนที่หลังบาน ความยาวก็ประมาณ๒๐ถึง๓๐วา กด หนาอวนทั้งสองดานใหจมเลน แลวก็นําอวนปากเล็กลงไลตอนในรองทั้งสองดานตั้งแตตนนาหรือ หนาประเทียบบน ไลเรื่อยลงมาจนชนอวนนอน อวนสําหรับจับตอนปลายานคลองพิทยาลงกรณ แหงนี้ที่บานเรา ยังมีเพื่อนบานมาเชาเอาไปใชกัน สนนราคานั้น ๓๐๐บาง๕๐๐บาง บางทีเพื่อนบานใจ ดีมีปลาติดไมติดมือมาฝากกัน หลายครั้งมีแผลขาดกลับมาแมตองใชเวลาซอมปะตาอวนที่ขาดหลาย วัน จนญาติๆของแมนั้น ขานเรียกแมอีกชื่อจนติดปากวา“อีปะ” การรุกปลาแตละครั้งคนวังจะนัดหมายไวลวงหนาอาศัยชวยแรงกัน แตละครั้งใชคนมากสัก หนอยอยางนอยๆก็ตอง๑๐คนขึ้นไป ใชในการลากอวนตอนสองดาน ทั้งจับชายบนฝงและรั้งตีนอวน ในน้ําดึงลากกวาดตอนฝูงปลา ภารกิจจะดําเนินกันไปอยางนี้ตั้งแตฟาสางไลเรื่อยมาจนฝูงปลาถึงหนาอวนที่นอนรอไว อวนตอน ทั้งสองรองน้ําจะมาถึงหนาอวนนอนพรอมกัน จากนั้นก็ยกหนาอวนทั้งสองดานขึ้นค้ําแขวนบนปลาย ไมไมใหปลาหนีออก ชวงเวลานี้เปนที่นาตื่นเตนที่สุด ปลานานาชนิดจะโจนโลดโดดหนีกันสุดชีวิต กวาจะสงบลงไดก็ใชเวลาเปนชั่วโมง ปลาที่แข็งแรงตัวโตก็โผพุงเขาใสคนที่อยูหนาอวน ตองหลบหนา หันหลังปองกันการโจมตี โดยเฉพาะ ปลากะพงขาว ปลากระบอก ปลานวลจันทร ปลาพวกนี้มัน มักจะโจนหนีเขาใส หากไมระวัง หนาตาคงตองพังกันทุกคน ยอนกลับมาที่ภารกิจชายทะเล ลมเริ่มพัดแรง แสงตะวันก็คลอยถอยลงทุกทีๆ คงตองตัดใจลา ทะเล กลับบานกันเสียทีเสียง ปูด ปูด ปูด แววดังกองปาคงไดเวลาน้ําขึ้น ทุกคนตางมองหาเซียนยา เวลาเชนนี้มันไปมุดรูปูอยูหนไหน ไดเวลากลับบานกันแลว ตางคนตางลุยเลนทั้งบุกทั้งแบกกุงปลาที่ หาได ขึ้นถึงชายปามองหาเซียนยาก็ไมพบเห็น มันคงไมเปนไรในทะเลก็ไมเห็นมี จึงตองไปรวมตัวรอ กันอีกทีที่คันวังกุง เปนอีกครั้งที่สัมภาระมากสักหนอยตองทยอยแบงกันแบกแบงกันหาม เมื่อเดินออกพนดงปา ก็ พบเซียนยายิ้มรารออยูพรอมกับปูทะเล ๔-๕ ตัว หลังจากพากันลงน้ําลางเนื้อลางตัวในวัง ชวยใหชื่น ใจผอนคลายไดหายเหนื่อย ก็พรอมออกเดินทางมุงหนากลับเคหาสถานเซียนแปะถือถุงปลา เซียนยา หิ้วปู ที่เหลืออยูก็แบกแห หามหอยรอยคานหามหัวทาย แกวงไปมาเปาหมายหนาคือบานของพวกเรา แสงแดดเริ่มออน ลมทะเลพัดเย็น เปนชวงเวลาดีดีที่พาพวกเรากลับบาน เดินไปคุยเลนกันไป ใหเพลินๆ เดินไปพักไปไมไดเรงรีบยังมีเวลากวาฟาจะหมดแสง ระหวางทางก็ยังไมลืมที่จะชวนกัน มองหาปลา“ไอกั่ว”(ปลาหัวตะกั่ว)ตัวผูหิ้วติดไมติดมือไปประกบคูตอสูกัน แหลงที่พอจะพบเจอพวกมัน ก็จะเปนแองน้ําฝนตามโคนไมหรือรองน้ําตามชายปา เดินเลาะหาใชเวลาไมนานก็จะเจอ การเลือก หาไอกั่วตัวเกง ตองเล็งที่ขนาดเปนอันดับแรก เอาไปเทียบหาคูจะดูไดเปรียบ แตก็ใชวาปลาใหญจะ 39


เกงเสมอไป หลายครั้งปลาใหญก็พายแพปลาเล็ก วิธีหาปลาเกงเคยไดยินมาใหมองหาฝูงปลาตัว เมีย หากในฝูงมีปลาตัวผูคุมอยูจะรูไดทันทีวาปลาตัวนี้นั้นมันตองเกง มันตองเปนนักเลงและเปนที่ยํา เกรงของตัวอื่นๆ ถึงไดครอบครองตัวเมียเปนฝูงไมมีปลาตัวใดกลายุงเกี่ยว อีกลักษณะเดน ขอบตา ตองเขียว เรี่ยวแรงจะดี บางตัวไมใชเขียวเฉพาะขอบตา ตั้งแตหัวจรดหาง ครีบบนครีบลาง ก็เปน ประกายเขียว บางตัวจะมีสีสมแดงออนๆ ตอนเอามากัดกันมักจะสูไอเขียวไมได แตปลาขอบตาเขียว นั้นมันหายากนัก มักจะพบเจอแตสีเหลืองและสมแดง เซียนแปะจะแนะนําทุกคนในทีม ถึงวิธีการชอนปลาไอกั่วดวยมือเปลา ใหเอาสองมือของเรา หงายชิดติดกัน เมื่อเจอปลาก็คอยๆตอนเขาขอบบอแลวรอใหหยุดนิ่งพอมันงอตัวเตรียมจะโดดหนีก็ ยกขอมือขึ้นปองประคองปลาไวแลวใหประกบมือเขาหากันใหปลานั้นอยูในอุงมือ แตพี่โตและเซียน ยามาแบบทีม ถอดเสื้อมาตอนปลากันเลย วิธีนี้แมไดปลาครั้งละหลายตัวแตก็เสียเวลาตองมาคัดหา ปลาตัวที่ถูกใจ บางครั้งตอนไปติดรากไมปลาก็มุดหลุดหนีไปไดทุกครั้ง ไมเหมือนวิธีของเซียนแปะแม จะไดเลือกจับทีละตัวแตก็ไมคอยพลาด ไมนานปลาหัวตะกั่วหลายตัวก็ลงไปอยูในขวดน้ําถูกนํากลับ บานพรอมกับพวกเรา ยอนเรื่องราวกลับไปใน “ยุงเกลือ”ที่บานจะเปนสนามสําหรับนําไอกั่วตัวเกงของใครหลายๆคน มาประลองกัน ไมมีการพนันมาเกี่ยวของ ตัวเกงจะเก็บไวตัวแพก็ปลอยลงน้ําไป เพราะไอกั่วเปนปลา หาไดงายทั่วไปวันนี้แพวันหนาก็หามาเลี้ยงใหม จับใสโหล ใสขวดมาอวดกัน วันไหนพรอมก็ลง สังเวียน ปลาจะแพหรือชนะไมใชสาระที่ตองทําใหคนเลี้ยงตองมาโตเถียงกัน มันเปนความสนุกสนาน ตามวัย ชวงเวลาหนึ่งยังไมเคยลืมที่ไดสนุกในวัยเดียวกัน กับการไดรวมกลุมไมวาจะเปน ทอยเสน เลนลอตอก กัดปลา หาจิ้งหรีดเอามาเลี้ยงกัดกัน เปนความสําราญสมวัย ผูใหญไดแตมองดูบางครั้งเห็นลูกหลานสูไมไดก็แอบใหกําลังใจและสอนกลยุทธใหมๆให ไดนําไปแกตัว เปนอุบายสอนใหไมยอมแพแตก็ไมสอนใหไปรังแกกัน ความสามัคคีของ ลูกหลานนั้นสําคัญกวาการแพชนะ ลุงรอด เปนอีกหนึ่งครูผูมากลนวิชาดานการเลี้ยง “ปลากัด” แกพลัดถิ่นมาอาศัยปลูกบานอยู ชานคลองทายยุงเกลือของที่บาน นานวันไปก็คลายเปนครอบครัวเดียวกัน ตอนเด็กๆนั้นพอแมจะ ฝากพวกเราไวใหแกดูตอนที่ไปอยูนาเกลือ ทั้งเชาเย็นในแตละวันยามวางทั้งเด็กและผูใหญจะแวะ เวียนไปนั่งคุยกับแก ใตถุนโรงเรือนของลุงรอดมีแตชั้นขวดใสปลากัด ทั้ง ปลากัดปา ปลากัดหมอ กระทั่งไอกั่ว ทุกตัวที่อยูในขวดในโหล ที่ตั้งโชวไวใชการไดหมด ตามอางกระถางดินเผาก็เอาลูกปลามา อนุบาลไว ใครอยากไดแกก็ใหไมไดหวง และที่รําลือไปไกลคงจะเปนปลากัดปา“สายพันธุมหาชัย” ของแทที่แพไมเปน ครั้งหนึ่งเคยตามพอไปถึงทองนากลางทุง ยานบานลูกวัว ยานนี้มีคําร่ําลือกันวามีปลากัดปาสาย พันธุดีเชนกัน ครั้งนั้นพอก็ยังไดออกหาชอนกลับบานมาหลายตัว เลี้ยงใสขวดโหลหมักดวยใบจาก 40


ตากแหง จนน้ําในโหลเปนสีน้ําตาลแดง พักปลาไวได๔-๕ วันจากนั้นก็ยายใสขวด นํามาเรียงกันกั้น ดวยกระดาษ เชาๆก็เอามาเทียบเปดกระดาษที่กั้นใหมันเห็นกัน ตางฝายตางพองเหงือกพองครีบเขา ห้ําหั่น จากนั้นเพียงไมกี่วันพอก็เอาพวกมันไปขอประลองความเกงกับลุงรอด ลุงรอดจะมีปลากลางเอาไวใหไดคัดปลาเกง ปลากลางของแกก็จะคัดเอาปลาที่ไมเกง ไมคม คัดแยกไวใหใครตอใครไดคัดปลา บางทีคูกรณีกัดกันจนออนลาหาตัวแพชนะไมไดแกก็จะใชปลากลาง เหลานี้ปลอยลงตัดสิน ตัวไหนวายหนีปลากลาง ปลาตัวนั้นจะถูกตัดสินใหวาเปนปลาแพ สําหรับการคัดปลาที่พอหามาไดจากทองนากลางทุง พอและลุงรอดอยากพิสูจนคําพูดที่ร่ําลือ กันวากลางทุงทองนาเปนแหลงปลาเกง โดยทั่วไปคนเลี้ยงปลากัดจะออกคนหา หากปลายานใดเกงก็ จะเรงออกหานํามาเลี้ยง เพราะวาหากปลาเกงก็มักจะเกงยกคอกยกบอ พอนําปลาจากทองนามาใหลุงรอดคัด ลุงรอดก็จัดปลากลางใสโหลมาวางเทียบ ถึงตัวเล็กกวา ปลาทองนาแหงยานบานลูกวัวของพอแตก็พอจะทดสอบได ลุงรอดใชตะบวยตักปลาที่หาทําไวโดยใช ใบลานนํามามวนมัดรัดกับไมไผซีกที่หลาวกลม คอยๆเทปลาทองนาออกจากขวดเหลาแบน ใสไม ตะบวยแลวปลอยลงในโหลน้ํากลาง เสียงลุงรอดและพอหัวเราะดังลั่น เพราะปลากัดจากทองนานั้น ใหญกวาปลากลางดังนิ้วกอยกับนิ้วหัวแมโปง ที่เปนเชนนี้เพราะอะไรขนาดของปลาจึงไมเหมือนกับตอนที่อยูในขวดเหลาแบน คําเฉลยคง เปนเรื่องของภูมิปญญาคนเลี้ยงปลากัดรุนเกาที่เราก็เพิ่งรู ลองถามพอดูวาทําไมพอปลอยปลาลง โหลถึงไดใหญโตไดขนาดนี้ พอชวยบอกที “เพราะวาเปนขวดแบนเหลาแมโขง” พอตอบพรอมกับยกขวดเปลาใหเราดู “เจาขวดแมโขงรุนนี้มี เนื้อของแกวเปน โคงเวาๆ”(เลนสเวานั่นเอง) ดังนั้นเจาปลากัดของเราที่อยูในขวดจะดูเล็กกวาปกติ เมื่อเทียบกับการมองดวยขวดธรรมดา เวลาเทียบเปรียบคูตกลงปลงใจที่จะใหสูกัน ก็จัดการเทลงโหล ตามขอตกลงทั่วไป หากเกิดการไดเปรียบกันขึ้นจะไมมีการยกเลิก ถาจะเอาปลาออกไมกัดก็ถือวา “แพ” ทันที โหลแยกน้ํากลาง ที่ทางลุงรอดเตรียมไว เพื่อใหปลาไดพักเนื้อพักตัว เพราะปลาหากไมไดพักน้ํา กลางปลาจะไมคุนชิน ตามปกติทั่วไปการทําน้ําเลี้ยงปลาของแตละคนจะไมเหมือนกัน เพื่อความ เหมาะสมนั้นจึงตองใชน้ํากลางในการปลอยปลา พอปลาชินน้ําลุงรอดก็นํากระบวยใบลานมาตักปลา สายพันธุทองนามาใสโหลน้ํากลาง .... ทันใดตางฝายตางแถกเหงือกเขาห้ําหั่น แผหางกางครีบขมขวัญคูตอสู โบกหางวายเขาหากันพันตู กอดรัด กัดหู กัดหาง ตางดิ้นรน เปนปลากัดเกิดมาสูไมรูหนี วายเขาสีลีลาดูเขมขน 41


กระโดงหางราวน้ําบอกความทน ตลอดจนเกล็ดเขียวพราวไมเทาแพร ปลาแกมแบนอยาเลี้ยงเสี่ยงใจนอย ถูกเปนรอยไดเสียวิ่งเลียแผล โคนหางใหญใจมากยากออนแอ แกมทองแทแพไมเปนเชนตํานาน หางโดงแข็งใบบัวไมชั่วชาติ ปลาเกล็ดขาดปากเบาเขากลาวขาน เกล็ดตลอดเขียวดียามคลี่บาน บอกหนวยกานของ “พญาปลากัดไทย” ลุงรอดครูปลาใหความเห็นวาปลาสายทองนาออนลาไว เปนปลาไมมีน้ําอดน้ําทน แตปากคม กัดดีกัดแตละทีเกล็ดปลากลางหลุดตามปากทุกครั้งไป ตองลองซอมปลาที่ไดมาใหมใหมีพละกําลัง แลวเอามาเปรียบกับปลาของมหาชัยดูจะไดรูกันไปวามหาชัยหรือทองนาปลาถิ่นใดใครจะเกง ครั้งนี้รู ไดวาเปนปลาคม แตยังตัดสินไมไดกับปลากลาง ตัวก็โตกวาและเปนปลารางกายยังใหม ครั้งตอไป ตองเลี้ยงมาใหดีแลวลองเปรียบอีกทีกับปลาจริง เรื่องที่พอคุยกับลุงรอดเรื่อง “ปลากัดปามหาชัย” ภายหลังเคยคนตําราวาดวยปลากัดสายพันธุนี้ มีอธิบายลักษณะตามตํารา “มัจฉาชาติ”กลาวไววา “สองแกมผา ตะเกียบคูหนาสีสมอมน้ําตาล ครีบ หลังกานเดี่ยว เกล็ดลําตัวอมเขียว ครีบหางทรงพัด” จัดเปนปลากัดตองตามตํารา เปนปลากัดปาที่ถือ กําเนิดมาคูบานคูเมือง เคยคนเจออีกตํารา เรื่องของ “พญาปลากัดไทย” ที่บอกถึงลักษณะของปลากัดปามหาชัย คือ สันหัวเหลี่ยม คอหนา หนาทองคํา ตะเกียบงามสนเข็ม ปลากัดลักษณะนี้นับวาดีจริงๆ ถาจะเลี้ยงปลา ทานกลาวไววาใหเลี้ยงปลาจําพวกนี้ ดีที่สุด ปลากัดพวกนี้โดยลักษณะจะเปนปลาเกงและมีสกุลของ “พญาปลากัด” โดย เฉพาะที่เกล็ดแกมจะเปนเสนสันทองดําทั้ง๒ขาง สวนหัวหากดูจากดานบนจะเห็นสันเสน เปนกระดูกสามเหลี่ยม เกล็ดหัวจะแนนหนาจนถึงขอบตา สวนคอจะตัน ดานขางคอจะ หนา กรามใหญชวยใหทนทานตอการเขาขบและจะกัดแรง สวนตะเกียบสนเข็ม ก็ หมายถึงตะเกียบคูหนาใตทอง๒อัน จะยาว และปลายจะแหลมมากๆ หากจะเปรียบไปก็ เปรียบไดกับการใชสนรูเข็ม วิธีการเลี้ยงปลากัดเพื่อการตอสูของลุงรอด บอกไวใชไดทั้งปลากัดและปลาหัวตะกั่ว ไมวาจะ เปนปลาอะไรจะเลี้ยงออกตอสูกับใครก็ตองทําใหปลาสมบูรณ ลุงรอดบอกวา ชวงฤดูรอนปลากัด ทั่วไปจะเลี้ยงงายกวาฤดูใดๆ แตปลาจะไมคมเหมือนชวงฤดูฝน แตวิธีการเลี้ยงใกลเคียงกัน ปลาใหมใหหมักน้ํากอนดวยใบจากตากแหงหรือใบหูกวางและ กอน ที่จะนําน้ํามาใชตองอยาให มีกลิ่น นั้นคือตองปลอยใหน้ําตกตะกอน กอนจะนําไปใชกับปลาโดย ใชเวลาหมักปลาสัก ๗-๑๐ วัน จากนั้นวันปฐมชวงเย็น เปนวัน”นอนตัวเมีย” คือการนําปลาออกจากหมัก ตักใสอางนําตัวเมียใส ใหไดคลอเคลียแลวตักตัวเมียออกในชวงเชาอีกวัน 42


วันที่ ๒ นําขึ้นใสโหล ใหพักไปถึงบายแลว จึงนําไปลงอางพาลปลาคือ ใหไลตัวเมียสัก๑ ชั่วโมง จึงนําขึ้นโหลที่เลี้ยง ใหกินลูกน้ําแลวนําผามาคลุมนอน วันที่ ๓ยามเชาเอาผาคลุมออกเปดฉากกั้นใหปลาพองกอน แลวใชนิ้วจี้ใหคึกกอนนําไปฝกออก กําลังดวยวิธีไลตัวเมีย ๑ชั่วโมง แลวเอาขึ้นโหล พอตอนบาย ก็นําไปพาลอีกหนึ่งรอบ แลวนําขึ้นโหล ใหกินลูกน้ํา ตามดวยคลุมผานอน ทําเชนนี้๔วันจากนั้นเปลี่ยนมาเปนการพาลปลาโหลใหญ เลือกตัวเมียใหญใสโหล แลวนําปลาที่ เลี้ยงใสไปใหไลสัก ๑ชั่วโมง ชวงนี้ตัวผูจะดุจะไลกัดตัวเมียไมตองตักออกรอใหครบเวลา จากนั้นนําตัว เมียออกมาแลววนน้ําใหปลาไดออกกําลังวายทวนน้ําทําอยางนี้ไปจนน้ําหยุดวน จึงนําขึ้นโหลมา ให ปลาไดพัก ใหลูกน้ํา แลวนําผาคลุมนอน กอนการนําปลาออกกัดใหปลาไดพักสัก๑วัน จากนั้นเวลาเชากอนออกใหเอาปลามาพาลจนปลา ขี้ สังเกตอีกทีวาปลาสรางเมือกดีไหม หากปลาเกล็ดเงาไปก็ไมดี เกล็ดไมเงาก็เอาออกไมได ตองให พอเหมาะพอดี ตองคลุมตอรอจนแนใจ การสังเกตถึงความสมบูรณของปลาอีกวิธีคือดูที่การกอหวอดหากหวอดมากทุกวันแสดงวาปลา นั้นสมบูรณแข็งแรง หรือที่บางแหงเรียกวา "ปลาหาวบอย" ใหคอยสังเกต และเมื่อปลาพรอมก็ใหนํา ปลาใสขวดแบนเวาที่เราเตรียมไวใชในการเปรียบ พรอมคลุมผานําปลาออกสูสังเวียน จบเรื่องปลากัดปา ยอนกลับมายังทัพเดินเทาของพวกเรา ที่หอบหิ้วเอาสัมภาระ พะรุงพะรังเดินทางกันมาถึงจุดที่ผูกปลากะพงไว เซียนแปะเดินลงน้ําไปแกะเชือก ลาก ปลากะพงที่ทอดแหไดไวเมื่อตอนขาไปทะเลขึ้นมา ปลายังสะบัดดิ้นไมสิ้นแรง จัดแจงจับ ใสกระสอบขาวที่พวกเราเก็บติดไมติดมือมาไดจากชายทะเล เซียนยาเดินเรเฉไปเฉมามองหาดูรู “งูกินปลา”ตามขอบคันนา เปนที่รูกันดีวาจะหาเพื่อเอาไปทํา เหยื่อตกปู ชาวบานยานนี้จะมีวิธีตกปูทะเลที่ไมตางกัน สวนเหยื่อที่ใชลอปูนั้นมักเปนปลาที่หาไดใน แหลงน้ําทั่วไป สวนใหญจะใชสวนหัวของปลา สวนตัวนั้นก็นํามาทําเปนอาหารคน งูกินปลาจัดอยูในประเภทงูที่ไมมีพิษ อาหารของมันคือพวกปลาที่อาศัยตามแหลงน้ําทั่วไป มัก พบเจอไดงายยานปาชายเลน ในกลุมนักตกปูทะเลนิยมใชงูกินปลานํามาเปนเหยื่อลอปูทะเล เนื่องจากเนื้องูจะเหนียวและคาวจัด สงกลิ่นไดดี และเวลาที่ปูทะเลใชกามฉีกเนื้อเพื่อกินจะไมหลุด ขาดงาย วิธีทํางูปลาเพื่อเอามาทําเหยื่อตกปูทะเล สวนใหญจะตองควักไสออก แลวหันเปนทอนๆขนาด ประมาณ 4 นิ้ว ที่ตองผาทองควักไสก็เพื่อไมใหเวลาไสเนาเนื้องูมันจะลอย บางครั้งที่ผาทองงูปลา เพื่อควักไสออก จะพบกับลูกงูอีกจํานวนหนึ่ง ซึ่งพรอมจะออกพวกเราก็จะชวยกันลอกเอาถุงที่หุมงูอยู นําลูกงูออกมาปลอย เพราะโดยธรรมชาติของงูกินปลาจะออกลูกมาเปนตัว 43


ปกติทั่วไปการจับงูปลาเมื่อเจอรูจะใชวิธีขุด เมื่อเจอตัวก็จะใชตะขอเกี่ยวหรือใชสอมแทง แตวิธี ที่เซียนยาถนัดกลับไมเปนเชนคนอื่น เซียนยาจะใชวิธีลวงรู เมื่อเจอตัวงูกินปลาก็จะจับดึงลาก ออกมาดวยมือเปลา เทาที่เคยติดตามไปดูเซียนยาลวงจับงูหลายครั้งก็ยังหวาดเสียว ไมมีใครจะกลา ทาลองวิธีเดียวกันกับเซียนยา ตองยอมรับกับความบาบิ่นของมัน การลวงจับงูกินปลา เซียนยาบอกตองใชความกลาและอาศัยประสบการณ ความคุนชินกับงู กินปลาทําใหเซียนยา กลาที่จะลวงเขาไปในรูดวยมือเปลา ไมมีครั้งคราวใดที่ใจจะลังเล หรือหยุดคิด วารูนั้นๆมันอาจเปนรูของงูพิษ คงดวยเพราะประสบการณและความคุนชินกับสภาพแวดลอมทั่วไป ตามชายน้ําริมคันนาเปนถิ่นที่อาศัยอยูของงูกินปลาเทานั้น เซียนยามั่นใจไดอยางไรวารูเหลานั้นที่ กําลังมองหาจะมีงูกินปลาอาศัยอยู ไมใชมาจากโชคชวย แตดวยประสบการณการหารูปูทะเลนั่นเอง เซียนยาบอกวารูที่ไมมีปูทะเลอยู สวนมากจะกลายมาเปนบานของงู ตามรอบๆและขอบๆ ปากรูจะมี รองรอยการเลื้อยของงูที่ยังใหม รูที่งูอาศัยอยูโดยทั่วไปดินจะไมแหง ในรูจะมีน้ําขังแองจึงไมตอง หวาดระแวงวาจะเปนรูของงูพิษชนิดอื่น เนื่องจากโดยทั่วไปของงูพิษจะอยูตามรูตามโพรงที่มีความ แหงนั่นเอง แลวเซียนยาก็มาหยุดที่ปากรูปูรางขางคันนา ดวยประสบการณของเซียนยา ตําราใดก็ไมมีให ไดศึกษาหรือวาเคยมีการบันทึก เกิดจากการฝกฝนจนเกงกลา และมาพรอมความกับบาบิ่น ผสมผสานกันมาเปนความเคยชิน มือขางหนึ่งลวงคลําเขาไปในรูชั่วครูมันก็พยักหนาสงเปนสัญญาณ บอกกับพวกเราวาเจอสิ่งที่ตองการ ไมนาน มือเรดารของเซียนยาก็ดึงลากงูกินปลาตัวยาวศอกกวา ออกมาได พอหัวพนจากรู มันก็แวงหันมาสู ดิ้นรนจนสุดแรง แตมิทันไดแวงกัด เซียนยาก็จัดหนักจับ หางฟาดหวลงไปกับคันดิน จนสิ้นแรงหมดฤทธิ์นอนเหยียดยาว เซียนยาเคยตอบคําถามที่หลายคนสงสัย มีเทคนิคอยางไรในการลวงงู เซียนยาวาธรรมดาของ งูเวลาอยูในรูมันจะปองกันตัวเองไดยาก หากเราลวงมือเขาไปถึงตัวงูจงอยารอชา ตองรีบจับควาดึง ออกมาใหเร็วไวไมเชนนั้นงูมันจะขยับปรับเปลี่ยนทาเพื่อหันมาตอสู และ บางครั้งอาจโชครายลวงมือ เขาไปเจอกับหัวงู มันก็สูก็งับไดในทันที กลุมของเราที่นําโดยเซียนยาเคยสรางวีรกรรมทําใหชาวบานรานชองตองเดือดรอนอยูครั้งหนึ่ง เรื่องของงูกินปลา สาเหตุก็มาจากครั้งนั้นพวกเราออกลาหาจับงูกินปลาเพื่อนํามาทําเหยื่อตกปูทะเล เซียนยาพาพวกเราออกหางูตามริมคันวังกุง ทั้งขุดทั้งลวงจับนับกันไมหวาดไมไหว จับไดก็ยัดใส กระสอบตัวแลวตัวเลาจับเขากระสอบ สนุกสนานกันจน เวลาลวงไปใกลค่ําจะนํางูกินปลาที่หาได ทั้งหมดกลับบานก็เกินความตองการของแตละคน จะเก็บเอาไวใชตกปูทะเลในวันตอไปก็ใชกันไมกี่ตัว เริ่มเกี่ยงเถียงกันวาใครจะเปนคนทําและนําไปหมกเกลือเพื่อจะใหไมเนา เปนเรื่องเปนราวของ กรรมวิธี ที่ตองทําคือนํางูกินปลามาถลกหนังผาทองและตองควักไสออก แลวหั่นเปนทอนๆ กอนจะ นําไปหมกเกลือ แลวงูมากมายที่เหลือจะทําอยางไร เดินไปบนกันไปทองฟาก็เริ่มสลัว เนื้อตัวก็มีแต โคลน ความเหนื่อยเมื่อยลาก็เขามาเยือน ผลัดกันหิ้วผลัดกันหามไดครึ่งทาง เซียนแปะก็บอกใหวาง กระสอบงูลงกอน ตอนนี้เองที่ทําใหเกิดความบันเทิง เซียนแปะลวงงูกินปลาออกมาวางขวางทางเดิน เรื่อยไปทีละตัว ๆ แลวหัวเราะเริงรา บอกหากวาคืนนี้มีใครเดินมาเหยียบเขา พวกเขาคงโดดตัวลอย 44


ทุกคนมองหนาพากันขํากับการกระทํานี้ และอีกอยางที่เห็นพองตองกัน งูจํานวนมากมายที่มีอยูตอนนี้ นั้นมันจะไดถูกกําจัดทิ้งไป เชาของวันใหม เคยเปนวันที่สดใสของใครหลายๆคน แตครั้งนี้เปนเชาของวันที่ มีแตกลิ่นของ ซากงูเนา ที่พวกชาวบานเขาก็ไมรูวาซากงูกินปลาเหลานี้มานอนตายตามหนทางทั่วไปไดอยางไร ถาม กันไปลือกันมาหรือวาจะเกิดอาเพศกับหมูบานของเราที่เหลาพวกงูกินปลา พากันมานอนตายกลาด เกลื่อนเชนนี้ หากถามความเห็นจากพวกเราแมไมไดความจริง แตสิ่งหนึ่งที่รูอยูแกใจมันไมใชเรื่องของ อาเพศ แตมันมีเหตุที่เกิดจากพวกเปรตที่คึกคะนองเพียงไมกี่ตัว ที่บันดานสิ่งชั่วรายเหลานี้ขึ้นมา และคาดหวังตั้งตาคอยความเมตตาขอใหทุกทานจงมาอโหสิกรรมให ริมคันนาหารูที่ปูอยู เรื่องรูรูของปูมีงูอยู เฝาเดินเลาะเสาะหาตาจองรู หวังหาปูมากินถิ่นบานนา เห็นปากรูปูตันสวรรคสราง ปูปดทางดวยดินตองสิ้นทา ขุดเปดรูปูคลานหนีเขาบีทา ตองรีบควาเจาปูที่รูตัน มีรูปูอีกรูมีงูอยู พอขุดรูงูออกมาพาใจสั่น เปนรูปูงูอยูไดอยางไรกัน รูสวรรคของปูไยงูครอง จงระวังเรื่องรูโปรดรูไว จะรูใหมรูเกาใหเฝาจอง จะรูปูรูงูดูตรึกตรอง อยาไดลองมือแหยแมรูปู อีกชื่อที่พวกเรามักใชเรียกเซียนยา คือ “ไอยาบารู” เพราะวามันรอบรูและชอบเลาเรื่องรู ไมวา จะเปน รูปลา รูปู หรือรูงู มันจดจําและใฝรูถึงวิธีการดูวารูของสัตวครึ่งบกครึ่งน้ํามีความแตกตางกัน อยางไร หากเราเดินผานไปตามปาชายเลน ที่ไหนสักแหง ในชวงเวลาน้ําลง คงไดเห็นรูอยูเปนจํานวน มากมายบนพื้นฝนปาชายเลน มีขนาดใหญบางเล็กบางแตกตางกันไป หากเราอยากรูวารูไหนเปนรู ปลา รูปู หรือ รูงู เซียนยาบอกวาใหสังเกตดูดังนี้ ถาเปน “รูปู” ปากรูจะมีขุยหรือขี้ขุยดินอยูรอบๆรู ที่ เกิดจากปูใชขาเขี่ย คุยดินจากในรูออกมา กองไวรอบๆปากรู และรูปูแตละชนิดเซียนยายังรูอีกวาเปนรูของปูชนิดใด หากเปนรูของ “ปูกามดาบ” รูจะมีลักษณะกลมๆลึกดิ่งตั้งฉากกับผิวดิน ขุยดินรอบๆปากรู ดูเปนระเบียบสวยงาม สวน “รูของปู แสม”จะแผใหญกวารูของปูกามดาบ รูสวนใหญจะเอียง เล็กนอยและ ขุยดินรอบๆปากรู จะกองไม คอยมีระเบียบเหมือนปูกามดาบ สวนรูของ “ปูทะเล” จะใหญกวาปูทั้งสองชนิดมาก และเปนรูเอียง 45


เหมือนปูแสม ขุยดินแผรอบๆปากรูจะเปนกอนใหญๆกระจายรอบๆปากรู สวนที่ปูเดินเขาออกจะเห็น เปนทางเดิน สวนรู “ปลาตีนและปลากะจัง” มักจะอยูบนดินโคลน ปากรูเปนหลุมใหญกวาตัวมันหลายเทาซึ่ง มันจะเอาปากขุดโคลนมากองบนปากหลุม สวนรู ปลากะจังก็จะใหญกวารูปลาตีน รูหรือหลุมเหลานี้ บางทีพวกเราก็เรียกวา แองปลาตีน แองปลากะจัง สําหรับ “รูงู” เซียนยาผูรอบรูจะบอกวา งูกินปลามักจะมาอาศัยอยูในรูปูราง ขางรูจะเปนมันไม มีขุยเหมือนรูปู เนื่องจากมีงูเลื้อยเขาออก เรื่องของงูกินปลาแมเคยเลาใหฟงวา ค่ําคืนหนึ่งซึ่งเราเองยังเด็กเล็กอยู ถูกงูไมรูชนิดกัด วิ่ง รองไหเขาบานไปบอกพอกับแม แมเอาแตรองไหบอกพอใหรีบพาเราไปหาหมอ แตพอก็ยังมีสติหา เชือกเตรียมมาจะรัดขาพรอมทั้งเรียกแมมา ใหชวยสองไฟฉาย พลางลูปนิ้วไปที่รอยแผล สักครูก็บอก กับแมไปวาใหสบายใจ ลูกไมไดถูกงูเหากัดแตนาจะเปนงูปลาเพราะวามันปลอยฟนทิ้งไว คงดวย เพราะประสบการณของพอและคนเกาๆที่บอกเลาตอกันมาวาหากถูกงูกัด ถาเปนงูมีพิษจะมีรอยเขี้ยว ปรากฏอยู แตหากเปนงูไมมีพิษจะมีเพียงแครอยฟนอยางเดียว และหากเปนงูกินปลามักจะมีเศษของ ฟนปลอยคาไวที่บาดแผลทุกครั้ง และตองระวังอยาทิ้งเศษฟนคาแผลไวใหเขี่ยหรือดึงออกให หมดแลวจึงลางทําความสะอาดบาดแผล หากไมทําเชนนี้ ฟนของงูปลาที่ถูกฝงทิ้งคาไวจะทําใหแผล อักเสบติดเชื้อรักษาหายไดยาก ครั้งนั้นก็เชนกันพอลูบที่ปากแผลและบอกอธิบายกับแมวา แผลกัดของงูกินปลามักจะทิ้งฟนคา ไวเสมอ ใหแมลองเอานิ้วมือมาลูบคลําดูก็จะรูวามีเหมือนหนามโผลออกมาจากบาดแผล แมจึงเขาใจ ไดหายคลายกังวน เลายอนกลับมายังทัพเดินเทาของพวกเรา ที่หอบหิ้วเอาสัมภาระพะรุงพะรัง เดินทางกันมาถึงจุดที่ผูกปลากะพงไว เซียนแปะเดินลงน้ําไปแกะเชือก ลากปลากะพงที่ ทอดแหไดไวเมื่อตอนขาไปทะเลขึ้นมา ปลายังสะบัดดิ้นไมสิ้นแรง จัดแจงจับใสกระสอบ ขาวที่พวกเราเก็บติดไมติดมือมาไดจากชายทะเล เซียนยาก็เดินเรเพื่อหางูกินปลา เมื่อเดินทางกลับมาไดถึงครึ่งทาง พลางทุกคนพรอมวางสัมภาระลงโดยมิไดนัดหมาย สายตา จับจองมองไปที่ชายวัยกลางคนที่กําลังลองน้ํา ในมือถือปนลูกซองยาวยกประคองไวเหนือบา ทุกคนรู กันดีวาวิธีนี้คือการ “เขานก” พวกเราจึงตองหยุดคอยถอยออกมาหาที่หลบ ที่สําคัญไมควรสงเสียงดัง และ รอจนกระทั่งชายผูนั้นทําภารกิจเสร็จสิ้น ยอนวัยกลับไป การใชปนลูกซองยาวออกตระเวนหาลานก ดูเปนเรื่องปกติ เสียงปนลูกซองมี ใหไดยินเกือบทุกวัน วันละหลายหน จนเปนที่รูกันดีเมื่อมีเสียงปนสาเหตุเดียวเทานั้นคือ การยิงนก การ”เขานก” เปนคําที่ไดยินจนคุนชินกันเรื่องของวิธีการเขายิงนก ชาวบานยานนี้ มีวิธีการ เขานกที่คลายกัน วันไหนใครอยากกินนก ไมวาจะเปน นกกระยางขาว นกกระสา หรือวานกชายเลน ก็จะชักชวนกันออกหาบรรดานกที่ตองการมาทําเปนอาหารจานโปรด 46


วิธีของการเขานก เมื่อเห็นนกหรือฝูงนกบินลงมาหากินที่ใด คนที่จะยิงนกตองคลานตอง หมอบหรือแมบางครั้งตองลงลองน้ําไปอาศัยพลางตัวจากตนไมใบหญาจนกระทั้งถึงบริเวณที่นกอยู สอดปนลูกซองจองเล็งดูพรอมลั่นไก หวังใหไดนกที่ตองการนํามาทําอาหารกินกัน พวกเรารอดูอยูไมนาน ชายคนนั้นก็คลานขึ้นจากน้ํา นําปนขึ้นมาประทับบา อีกมือก็จับ ประคอง เล็งลํากลองมองไปทางเบื้องหนา เราตางรูดีวาเขากําลังจะเหนี่ยวไกปน ทุกคนเอานิ้วอุดหู เพราะรูดีวาเสียงของปนมันดังมากหากไมทันไดตั้งสติไวเปนตองตกใจสุดตัว ทันใดเสียงจากปนลูกซองก็ดังกองไปทั้งปา นกนานาชนิดตางบินหนีขึ้นสูทองฟา พวกเรารีบ พากันมุดปาออกไป สิ่งที่ไดเห็นเบื้องหนาเปนนกกระสานวลตัวใหญถูกชายคนนั้นจับคอยกขึ้นพาดบา ขาของมันยาวเลยจากเอวลงมานับวาเปนนกกระสานวลอีกตัวที่มีขนาดใหญเทาที่ไดเคยเห็นมา ปนลูกซองยาวกับเรื่องราวของชาวบานยานนี้ดูเปนวิถีปกติ ตั้งแตเด็กเล็กจนเติบใหญมักผาน การสอนใหไดจับปน เราเองก็ไดเรียนรูประสบการณและผานการสอนจากพอ ตั้งแตวิธีอยูกับปน อยางไรใหปลอดภัย พอจะสอนไวหากปนยังไมใช อยาใสลูก อยาขึ้นนกสับแลวเหนี่ยวไกเลนจะเปน อันตรายเผลอพลาดพลั้งไปในปนมีลูกจะลั่นไปใสกันเอง สําหรับเรื่องราวที่จะเลาตอไปมิไดถายทอดวิธี เปนเพียงวิถีของกิจกรรมที่เคยได กระทํากันไวในอดีต สวนในขณะ ณ.เวลาปจจุบัน พลันสิ้นสุดการกระทําเหลานั้นแลว ทั้งสิ้น คงหลงเหลือเพียงเพื่อความทรงจํา นาบล(อุบล)นองชายอีกคนของแม แกชํานาญเรื่องของการใชปน เรื่องยิงนกตกปลา หลาย คนมักจะมานั่งคุยกับแกเรื่องราวของการใชปนและการเขานก นาแกมีวิธีที่หลายคนอยากจะศึกษาไว สวนใหญจะเปนเรื่องที่ไมงายตองอาศัยฝกฝนจนชํานาญ ทั้งการยิง นกเกาะฝูง นกบิน และนกหากิน กลางคืน การยิงนกทั่วไปควรกะระยะใหไดตามวิถีกระสุน กระสุนปนลูกซองที่นิยมทั่วไปจะใชเปนพวก ปลอกแดง (ยี่หอELEY) มากกวา ปลอกเขียว(ยี่หอREMINGTON)เพราะปลอกแดงจะไมรุนแรงเหมือน ปลอกเขียว การกะระยะก็ขึ้นอยูตามขนาดเบอรกระสุน นาบอกวา ยิงนกทั่วไปใชลูกปลายตะกั่ว เบอร ๔ ระยะที่หวังผลก็ไมควรเกิน๑๐-๑๕ วา นายังบอกอีกวา การเล็งปนกอนยิงหากเปนนกฝูง ถาเปนฝูงนกตัวใหญใหเล็งคอตัวหนา ถาฝูง นกตัวเล็กกวา ใหเล็งตัวหลัง หรือมีนกแค๒ตัวก็รอจนกระทั่งนกเดินมาเขาคู แลวจึงเหนี่ยวไก การยิงนกในขณะบินหรือที่เรียกการวา“ รับบิน” ก็ตองรอใหนกบินขามหัวเราไปแลวจึงยิงไล หลัง สวนนกหากินกลางคืนเชน นกแขวก หรือนกกระสา รอใหนกถลาลงเหยียบพื้นดินเสียกอน ตอน ที่ลงใหมๆ ใหเล็งแลวเหนี่ยวไกทันทีเพราะตอนที่นกลงใหมขนมันยังไมเรียบดี มีขนสีขาวสะทอนแสง เดือนแสงดาวเปนเงาวาว หากรีรอพอนกเริ่มสะบัดจัดขนแลวกาวเดิน จะมองเห็นเปนเงาดําทําให เล็งเห็นยาก 47


“นกกระสาจะยายถิ่นมาหากินยานบานเราชวงเขาหนาหนาว ชวงนี้จะมีนกกระสาหนุมสาวเขา มาหากินจํานวนมาก แตชวงเวลาปลายฝนตนหนาวนกหนุมสาวจะยังมีขนออนอยูมาก หากนํามา ทําอาหารชวงนี้จะมีกลิ่นสาบขน คนที่นิยมกินแกงเผ็ดนกกระสาจะรอเวลาจนกวานกจะหากินจน รางกายสมบูรณ หมายความวาตองรอเวลาพนจากที่นกอพยพมาสัก๑เดือน จากนั้นนกจะเริ่มโตเต็ม วัยไรขนออน กลิ่นสาบก็หายไป ทําใหเวลาถอนขนนกจะงายไมตองเสียเวลามาใชไฟลนขนออนทิ้ง” นาบลเลาจนพวกเราเขาใจ “กลางคืนพอเดือนขึ้นพนขอบฟา นกกระสาจะเริ่มออกบินมาหาอาหาร และ ยานที่มันชอบมา จะเปนตามนากุง มันจะสงเสียงรอง “แควก แควก กองทองฟาเวลาที่ฝูงของพวกมันกําลังจะมาลง และทันทีที่ขาสัมผัสพื้นดินเราก็จะไมไดยินเสียงของมันอีกเลย” นายังเลาใหพวกเราฟงอีกวา “เวลากลางวันพวกนกกระสามันจะไมคอยมาหาอาหาร มันจะ มาเฉพาะชวงเวลากลางคืน หากเราตองการจะจัดการกับมัน ตองเตรียมการและไปเฝาดู ใหรูวามัน มักมาหากินตรงไหน ใหไปนั่งเฝาในชวงเวลาพลบค่ํา เมื่อนกมาก็ใหสังเกตวามาลงตรงไหน ใน วันรุงขึ้น ก็ไปสํารวจดูรองรอยที่มันเดิน วาเดินไปทางไหน ใกลไกลเพียงใดเพื่อนํามาใชสรางหลุมทํา ซุมซุมยิง” ซุมซุมยิงนกกระสาของนา เริ่มจาการกะระยะวา ตําแหนงของนกกระสาที่ยืน กับระยะของ วิถีกระสุนปนลูกซองตองพอเหมาะ ไกลไปก็ไมไดผล ใกลไปนกก็จะไมลงเพราะหวาดระแวง เมื่อ เราไดตําแหนงที่พอดีก็หาสถานที่ขุดหลุมเปนแองในตําแหนงที่พอเหมาะพอดีกับ บริเวณที่นกลง การขุดหลุมลงไปก็ใหไดพอดีเวลาที่เรานั่งขัดสมาธิ ใหตัวเราโผลมาสักครึ่งตัว สวนดานบนปากหลุมก็ คลุมดวยกิ่งไมใบแสม นายังอธิบายใหไดฟงกัน “ที่สําคัญการทําซุมสําหรับซุมยิงนกกระสา ตองบอกบรรดาญาติและ เพื่อนบานยานใกลดวยวา เราจะยิงนกกระสาคืนใด เพื่อ ปองกันอันตราย พวกเขาจะไดไมออกไปใกล ในสถานที่ แตโดยวิธีของการเล็งปนทั่วไปนั้นจะไมเล็งเขาไปในบานคน การทําซุมจึงมักจะทํา ดานลางของตําแหนงที่นกเดินหากินเสมอ นาบลยังเปนผูสืบทอดตํารา “การทําดินปน”แบบโบราณมาจากตา และภูมิปญญาการทํา กระสุนปนลูกซองของตา นาจะเรียกกระสุนปนลูกซองชนิดนี้วา “ลูกอัด” ตํารานี้มีสืบทอดกันไมมาก เพราะคอนขางยากและเสี่ยงอันตราย หากไมศึกษาใหชํานาญ เคยมีครั้งหนึ่งซึ่งนาทดสอบดินปนดวยการจุดไฟ เกิดเปนสะเก็ดไฟกระเด็นลงไปในครกดิน ปนที่ตําไวเกิดระเบิดลุกไหม เปลวไฟ พุงเขาใสใบหนาและลําตัวของนา ทําใหไดรับบาดเจ็บ ซึ่งเปน ครั้งแรกและครั้งเดียวที่เกิดขึ้นจากความประมาท นาเคยบอกไววัตถุเคมีที่คนโบราณใชเปนสวนผสมของดินปนจะมี ดินประสิว ผง ถาน และกํามะถัน โดยมีสูตรที่เรียกใหคลองจองกันเพื่องายในการจดจํา วาไวดังนี้ “ ดิน ๕ ถาน ๑ สุพรรณกํามะถัน ครึ่ง” ซึ่งนาไดอธิบายหมายถึง ดินประสิว ๕ สวน ผงถาน ๑ 48


สวน และกํามะถันที่คนโบราณมักจะเรียกวา สุพรรณ นั้นคงหมายถึงสีเหลืองของมัน อีก ครึ่งสวน ผงถานในการทําดินปนที่นาใชจะไดมาจาก ๒สวน คือจากกาบมะพราวสวนหนึ่งและอีกสวน หนึ่งมาจากตนพริก นํามาเผาจนเปนถานสีดําแลวนํามาตําผสมรวมกันกับดินประสิวและกํามะถัน นาเลาวา โบราณจะใชถานที่เผาไวใสลงใน กระทะ ที่ตั้งไฟไปพรอมดินปะสิว แลวพรมน้ําตา มลงไป พอน้ํากระทบดินประสิวก็จะละลายไมนานก็กลายเปนเนื้อเดียวกันกับน้ํา ถานกับดินประสิวตองไดสัดสวนที่พอดีกันถาถานมากแรงขับมันจะนอย ถาดินประสิวมากมัน จะแรงเกินไปอาจทําใหลํากลองปนเสียหายและ อันตรายมาก" นาอธิบาย ขณะพูดแกก็วางกระทะลงบนเตา แลวเอาตะหลิวเหล็กเกาๆ คนใหน้ําดินประสิวเขากับถาน พอน้ําเริ่มแหงหาย ถานเริ่มกลายจากคราบเกล็ดสีขาวกลายเปนคราบสีเทา ก็เอากระทะลง แกบอก วา พอน้ําแหงตองรีบยกลงอยาปลอยจนถานแหง ไมเชนนั้นมันจะติดไฟ จากนั้นก็เอาถานที่คั่วไฟนั้น ไปผึ่งแดดจนแหงสนิท การตํานาจะทําเปนขั้นตอน สิ่งที่สําคัญ ครกที่ใช ตองเปนครกไมเทานั้นเพราะมันจะไมเกิด ความรอนตอนตํา ซึ่งอาจทําใหเกิดการลุกไหมเมื่อดินปนไดที่ เมื่อนําถานมาเริ่มตําเปนผงไดพอประมาณ ใหนํา กํามะถันในสวนที่เตรียมไวใสลงไปที่ละนอย แลวก็คอยๆตําตอไปใหละเอียด ถารูสึกวา เปนผงหรือเปนฝุนใหพรมนําปูนใสลงไป เพื่อไมใหดินปน แหง ออกแรงตําไปเรื่อยๆจนรูสึกวาละเอียดดี นาจะมีวิธีทดสอบวาดินปนที่ตําใชไดหรือยัง ดวยการหยิบดินปนที่ตํา มานิดหนึ่ง นําไปตาก แดดจนแหง แลวนํามากองไวบนกระดาษ ทดลองจุดไฟ ถาดินปนไดสวนที่ดีไฟจะลุกพรึบทีเดียวหมด และตองไวขนาดที่กระดาษรองไมทะลุ หรือหากจุดดินปนแลวยังมีเศษสีขาวเปนเม็ดอยูก็แสดงใหรูวา สวนผสมยังไมไดที่ หรือดินยังมีความชื้นอยู อีกอยาง การตําดินปน ละเอียดเกินไปก็ไมได ใหญ เกินไปก็ไมดี ถาเล็ก ดินปนก็ไมแรง ใหญไปก็เปนกอนแข็งระเบิดไมหมด นาบอกวาความสําคัญอยูที่ สวนผสมของกํามะถันที่ผสมลงไป กํามะถันจะเปนตัวกําหนด เวลาการเผาไหม ตองผสมใหพอดี เมื่อยิงปนดินปน จะเผาไหมเกิดความรอนตอน สงแรงขับหัว กระสุนออกไปในความยาวของลํากลองปน ตามสูตรดินปนที่ดี ตองเผาไหมหมดพอดีตอนที่เม็ด กระสุนพนปากกระบอกปน สังเกตดีดีจะเห็นเปลวไฟที่ปลายกระบอกเวลาที่กระสุนพนออกไป มีอยูครั้งหนึ่งนารวบรวมเอาดินปนที่ตําไวไมไดคุณภาพมาโรยเปนทางกวา ๒๐วา ตอนนั้นเปน เวลากลางคืน นาใหพวกเรามายืนรอดูอยูอีกฝากฝงของวังกุง แลวนาก็จุดไฟปรากฏการณที่พวกเรา ไดเห็นยังติดตา ไฟที่ลุกพรึบขึ้นมาจากการเผาไหมของดินปนเหลานั้นมันเปน เหมือนลูกบอลติดไฟ และกลิ้งไปอยางเร็วเกิดทั้งเสียงทั้งเปลวไฟสวางไสวไปตั้งแตตนจนสิ้นสุดปลายทางของดินปน ทําให ทุกคนครึกครื้นตื่นตาตื่นใจที่ไดเห็นปรากฏการณแปลกๆเชนนั้น พอตอนเชาชาวบานก็มาเลามาลือ กันถึงปรากฏการณค่ําคืนนั้น ตางพูดกันเปนเสียงเดียววานาจะเปน“ผีพุงไต” 49


มาถึงขั้นตอนการอัดกระสุนปนลูกซองของนา ปลอกกระสุนปนลูกซองของนาที่เก็บไวมีสวน สําคัญที่นาจะเรียกมันวา “จอกแกป” ลองสังเกตดูที่ตัวจอกจะเห็นเปนรอยเข็มแทงชนวนจางๆ แสดง วาผานการใชงานมาแลว แตถูกตอกกลับคืน มันคือสวนที่ทําไวสําหรับใหเข็มชนวนที่นกสับปนมาตี เปนการจุดชนวนระเบิด นาจะใชอุปกรณที่ประดิษฐขึ้นมาเองตอกและแตงใหมันเปนแองดานใน คลายๆฆอง เพื่อสําหรับบรรจุเม็ดแกปเขาไปใชในการจุดระเบิด ยังพอจะนึกภาพตอนที่นาทําการบรรจุแกปไป ในจอกแกป นาจะนําแผงแกปมาแกะเอาเฉพาะ เม็ดกลมๆของมันออกมา แลวใสเขาไปในแองจอก จากนั้นก็หยิบชิ้นสวนเล็กๆอีกอยางที่นาเรียกวา “ ทั่ง”ใสปดประกบแกปลงไปเพื่อใชรับแรงกระแทกของเข็มแทงชนวน นาเคยทําใหพวกเราดูประกอบคําอธิบายเพื่อใหรูวาแกปเปนชนวนระเบิดไดอยางไร แกทําให ดูงายๆ โดยใชตะปูขนาด๔นิ้วมาตอกลงไปที่ขอนไมจนกลายเปนรู แลวก็แกะเม็ดแกปออกมาจากแผง ของมัน จากนั้นก็เอามาใสลงไปในรูตะปู พรอมทั้งบอกใหเราดูอยูหางๆไว แลวแกก็ใชตะปูตัวเกา แหยเขาไปคารูไวแลวใชคอนตอกไปที่หัวตะปู เสียงระเบิดดังลั่น อกสั่นหวั่นไหวไปตามๆกันเพราะไม ทันไดระวังตัว นาบอกวาการจุดชนวนระเบิดของกระสุนปนทุกชนิดใชวิธีเดียวกัน หลังจากนั้นการตอกแกปใน รูก็กลายมาเปนของเลนคูกันกับพวกเราและชาวเด็กซุกซนนับแตหนนั้นเปนตนมา ขั้นตอนหลังจากที่นาใสแกปและทั่งลงไปดานในสุด ก็กรอกดินปนลงไปใหได ๒ใน๓ แลวก็ตาม ดวยลูกตะกั่ว ขนาดเมล็ดถั่วเขียว ที่หาไดจากแหลงเดียวคือรานคาในหมูบานยานสาขลานาเกลือ คนละแวกใกลๆในสมัยนั้นจะรูกันดีวาหากจะหาซื้อลูกตะกั่วชนิดตางๆใหไดก็ตองไปที่รานนี้ ที่มีทั้ง ตะกั่วถวงอวน ตะกั่วถวงแหหรือแมแตตะกั่วสําหรับกระสุนปน พอกรอกดินปนพรอมลูกตะกั่วลงไปก็ใชกระดาษแข็งที่ตัดเปนรูปกลมพอดีกับปลอกกระสุน นา จะเรียกมันวาหมอนรองกระสุนอัด ยัดปดเขาไป๒-๓ชั้น ปองกันดินปนกับตะกั่วรั่วไหลออกมา เปนอันวาสําเร็จเสร็จสิ้นตามขั้นตอน นาจะระมัดระวังเรื่องการบรรจุดินปน หากดินปนมากจะมีแรงระเบิดสูงเมื่อนํากระสุนไปใชยิง จะมีแรงขับในลํากลองปนสูง พานทายปนที่ประทับอยูที่บาจะมีแรงกระแทกมาก อาการจากแรง กระแทกที่เกิดขึ้นนี้มีคําเรียกกันวา“ ปนถีบ” ยอนกลับอีกครั้งยังทัพเดินเทาของพวกเรา ตะวันลอยคลอยเคลื่อนเลื่อนหลบ เขากลุมเมฆสีเทา ทําเอาทั่วทั้งบริเวณสลัวครึ้ม ลมก็เริ่มเปลี่ยนทิศที่พัดจากทะเลเหหัน มาดานตะวันตก เมฆฝน ตั้งเคามา ฟามืดครึ้ม แถมคําราม ฮัมฮึม ดังสนั่น อากาศรอน ก็มลายหายไปพลัน เปนอีกวัน ที่ฝนฟามาใหยล เก็บสายฝนวันเกามาเลาใหม ยังจําไดวิ่งราเลนฟาฝน 50


Click to View FlipBook Version