ตัวเปยกปอนหนาวเย็นเพราะเลนซน ชางสุขลนฝนพรําลุยย่ําไป พอเม็ดฝนขาดสายจากปลายฟา หมูนกการองราเห็นฟาใส เสียงเจื้อยแจวแววดังไมฟงใคร บนยอดไมใบบังทํารังนอน ทั้งกบทั้งปลาดาษดื่นตื่นฝนใหม ชวนเพื่อนย่ําเหยียบไปบนไมขอน ปลาอีกงฝูงใหญวายเวียนจร ชวยกันตอนชอนจับกันทันเวลา ฉันกับเพื่อนพวกพองและนองพี่ เรงเร็วรี่จับจองเมียงมองหา ฝูงเจากบหลบซอนเรนจากสายตา เรงคนหาแขงขันวันเบิกบาน ลมละเรื่อเจือดินเคลากลิ่นฝน เราทุกคนลมลุกสนุกสนาน กลิ้งเกลือกโคลนหอยโหนโจนทะยาน ฤดูกาลฝนพรําชื่นฉ่ําใจ เสียงรองของชาวบานตะโกนบอกตอกันอยูดานหลังฟงไดใจความวา “ฝนกําลังมา” ครั้งนั้น พวกเราตางพากันเรงฝเทากาวใหเร็วขึ้นหากยังขืนร่ําไรคงไดเปยกปอนกัน ฝนทะเลเวลาตกมักจะมา พรอมลมแรง บางครั้งก็เกิดฟารองฟาผาตามมาอีกดวย เรื่องฝนเคยไดยินพอพูดอยูหลายครั้ง หากฝนตั้งมาจากทางดานตะวันตก ไมตองไปจุดธูปไล หรือไปทําพิธีปกตะไครใหเสียเวลา ฝนผานมาเดี๋ยวเดียวก็ลงทะเลอีกสวนก็พัดเหขึ้นเหนือ ไมเชื่อก็ ตองเชื่อ เรื่องของฝนที่พอเฝาสังเกตมามักถูกตองเสมอ พอยังเคยพูดเลนกับเพื่อนบานอยางสนุกสนานวา สาเหตุที่ฝนตะวันตก ตั้งเคามาคราใดแลว ไมคอยตกแมทองฟาดูราวกับวาจะมีพายุลมแรง แตพอหัวขบวนมาถึงวัดก็ถูกชอฟาหลังคาโบสถซัด ใหกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง ดังที่เห็นจะเปนเชนนี้ตลอดมาหรือที่พอมักเรียกกลุมเมฆนี้วา “ตีนเปด” ผิดกับฝนฟาที่ตั้งเคามาทางดานทิศตะวันออก แมไมตองบอกก็จะรูกันดี มีมาครั้งใดตกไดตก ดี มีมาทั้งฝนทั้งลมและน้ําทะเลที่มักจะขึ้นสูงตามมา เรื่องของฝนฟาเวลามาจะตกหรือไมตก พอจะพูดใหไดยินอยูบอยๆเรื่องใหคอยสังเกตกอน เมฆฝนที่กําลังกอตัว หากยอดเมฆพุงสูงขึ้นๆเหมือนยอดเขา และทิศทางโคงเขามาหาเรา ก็พอจะ เดาไดวาฝนกําลังมา ยอดยิ่งสูงเร็วเทาใดก็ยิ่งบงบอกไดแนชัดวาฝนมาและตกแนนอน อีกขอสังเกตที่พอบอกไว ฝนจะไมตกตอนน้ําทะเลลง จะมีเมฆมากสักเทาใดก็ไมตก ชวงเวลาน้ําทะเลขึ้นจะเปนชวงเวลาที่ฝนจะมาพรอมกับน้ําทะเล หากมีลมทะเลแรงฝนจะตกแรง แต ตกไมนาน ไมเหมือนลมหัวน้ําขึ้นที่พัดมาทางดานตะวันออก พอบอกวา ฝนจะตกแรงและตกนาน ยิ่ง เปนชวงใกลๆออกพรรษาลมฝนจะหอบเอาน้ําทะเลมามากกวาปกติ เปนชวงเวลาที่น้ําทะเลจะหนุน สูง 51
พอเคยชี้ใหพวกเราดูทองฟายามเย็นที่เปนสีแดงสมสดใส เหตุการณของอากาศตอจากนี้ไป จะดีจะรายใหดูที่เวลา โดยเฉพาะชาวประมงที่นําเรือออกหาปลา จะใชการสังเกตสังกาเวลาฟา เปลี่ยนสีเปนหลักกอนการออกเรือสูทะเล เปน อีกหนึ่งภูมิปญญาที่ สืบทอดตอกันมา เรื่องของ ทองฟาเปลี่ยนสีที่เรียกกันวา “อุกกา” ซึ่งอาจจะนําพายุมาหรือวาอากาศจะดี ลวนมีคําทํานายดูไดจาก เวลาวาเกิด อุกกา ขึ้นในเวลาใด หากเกิดขึ้นตอนเชาหรือหลังพระอาทิตยตกดินไปแลว ถาทองฟามีสี แดงสมมักจะเกิดคลื่นลมแรงก็จะไมออกเรือ แตถาทองฟามีสีสมแดงในชวงตอนโพลเพลหรือกอน พระอาทิตยตกดินยังไมทันสิ้นแสง แสดงใหรูวารุงขึ้นอากาศจะดี แตลักษณะอากาศเชนนี้ก็มีความ ละมายคลายกับความหมาย “ผีตากผาออม” เคยไดยินแมเตือนบอยๆวา “อยานอนตอนเย็นใหตะวันทับตา เวลานี้ผีจะอํา เปนเวลาผีมาตาก ผาออม”หรือ “อยานอนตอนเย็นจนตะวันทับตา จะพาใหไมสบาย “ จําไดจนถึงปจจุบัน ผีตากผาออม ที่ไดยินมา จากคนเกาแกและจากปากคําของแมจะใชเรียกตอนทองฟามีสีสม ในขณะที่พระอาทิตยกําลังจะตกดิน แสงนี้ยังมีชื่อเรียกอื่นอีก ไมวาจะเปนแสงโพลเพล แสงพลบค่ํา หรือแสงย่ําสนธยา ทองฟาจะดูขมุกขมัวเปนแสงสีสมและเกิดเปนเวลานานซึ่งโบราณถือวาเปนเวลา ที่ผีมาตากผาออม ครั้งหนึ่งเคยถามแมวาทําไมจึงเรียก ทองฟาเปลี่ยนสีวา “ผีตากผาออม” แมบอกวาเคยถามปู มาเหมือนกัน ปูบอกวาเพราะ ทองฟานั้นสีเหลืองเหมือน “ขี้ที่ติดผาออม” นั่นไง นานวันไปผาออมที่ ใชก็กลายเปนสีเหลือง ซักอยางไรก็ไมขาว ก็เลยเอามาเปรียบเปรยกับทองฟาแลวเรียกตอกันมาวา เปนเวลา ผีตากผาออม ปรากฏการณของแสงสีนี้ก็มีใหเห็นเปนเรื่องปกติของยานชายทะเลแหงนี้ ทุกชวงของอากาศยามเย็นที่ดีจะมีใหไดเห็นเปนประจํา เรื่องของ “ผีตากผาออม” อีกอยางที่ทางคนโบร่ําโบราณมักนํามาเลาขานใหลูกหลานไดฟง เมื่อครั้งอดีตยังคงจําไดดี มีเนื้อหาใจความตามทองถิ่นที่ไดยินมาวาไว ชวงของหนาเดือนสิบสองเหนือหรือเดือนสิบใต ซึ่งหมายถึงชวงของกาลเวลาปลายฝนตน หนาว เหลาบรรดาสายน้ําทั้งหลายพากันไหลหลากมาทวมที่นาแลบานชองหองหอ เสียหายมากนอย กันไปตามระดับน้ําที่ไหลรุนแรงหรือทวมบามาเปนเวลานานตอเมื่อกาลเวลาผันผาน กระแสน้ําลด ระดับกับเวลาหนาเดือนอายหรือเดือนยี่ ตรงกับที่ คนโบราณขานกลาวเอาไวคือเดือนสิบเอ็ดน้ํานอง เดือนสิบสองน้ําทรง เดือนอาย เดือนยี่ น้ําก็รี่ไหลลง เขาเดือนสามน้ําลงแหงขอดตลอดลําคลอง ขณะที่น้ําลด พรอมกับสายลมหนาวเริ่มรําเพยพัดให ตนไมใบหญาพากันทิ้งใบ บรรดาจี้งหรีดหรือจิ้ง โกรงทั่วไป ตางพากันรองขรม ระงมไพรในยามค่ําคืน เปนสิ่งบอกเหตุวาหนาน้ํานองจะลาจากไปแลว แมเสียงจิ้งหรีดกรีดรองสงสัญญาณวาสายธาราเริ่มลดลงแตบรรดาผูคนยังคงไมไววางใจวา น้ําจะลาลดไปในทันที เพราะมีบางปที่เห็นน้ําลดกระแสไปแลวแตจูๆเมื่อมรสุมยอนกลับมาฝนก็พาน้ํา มาบานองจนทวมไรนา บานเรือนกันอีกเปนครั้งที่สองที่สามก็มี ครั้งที่สี่ก็มา ตองรอบรรดาผีทั้งหลาย ใหพากันมาตากผาออมนั่นหละจะไววางใจไดวาน้ําจะลาลดจริงแนนอนในปนั้น 52
จวบจนหมอกลอยลองเปนผิวละอองทองน้ําในยามเชา หากเราเดินไปรอบๆตามขอบคันนา หรือฝงคลอง จะเห็นละอองน้ําสีขาวเกาะเปนผืนโยงใยเสนใสเล็กๆตามตนไมใบหญาปดปากรูของ แมลงตามพื้นดินบาง กางอยูบนยอดหญาบาง ผืนใหญบางผืนเล็กบาง ตามผืนใยมีละอองไอน้ําเกาะ เปนแผนสีขาว และเจาสิ่งนี้นี่เองที่ชาวบานเรียกกันวา "ผาออมผี"หรือ “ผีตากผาออม” ตอเมื่อถึงยามสาย แสงอาทิตยสาดสองใหละอองน้ําแหงเหือดหายไปเหลือไวเพียงใยแมงมุม ที่ทํารังอยูตามพื้นดินรอใหมีละอองหมอกยามเชาเขาเกาะคืนกลับมาตามเสนใยอีกครา ก็จะมีผืน ผาออมของบรรดาผีที่เอาออกมาตากใหเห็นอีกครั้ง จนกระทั่งเวลาลวงผานเขาหนารอนบรรดาผีก็จะ เก็บผาออมซอนไวไมยอมนําผาออมออกมาจนกวาจะถึงยามหนาวปหนาเมื่อกระแสน้ําที่ทวมทนลนมา นั้นพากันลดระดับผีทั้งหลายก็จะกลับมา พากันนําผาออมออกมาตากอีกครั้ง ในชวงเวลาที่ยานชายทะเลแหงนี้ยังเปนนาเกลือ หนาฝนของทุกปจะมีปรากฏการณพายุ หมุนใหไดเห็นเปนประจํา รุนแรงก็มีบอย นอยๆก็มีมา หลังคา ผาผอนปลิววอนไปกับกระแสลม ชาวบานยานนี้เรียกพายุหมุนนี้กันวา “หางนาก” ยังมีคําเรียกลักษณะพายุหมุนนี้ ที่พบเกิดขึ้นในหลาย พื้นที่ มีชื่อเรียกแปลกๆแตกตางกันไป พายุงวงชางก็มี บางที่ก็เรียก นากเลนน้ําหรือนากกินน้ํา // เสียงคนตะโกนดังกองรองบอกกันอยูใหดูทองฟาทั้งเมฆฝนและลมแรงที่กําลัง พัดมา ครั้งนั้นพวกเราตางพากันเรงฝเทากาวใหเร็วขึ้นหากยังขืนร่ําไรคงไดเปยกปอน กัน ฝนทะเลเวลาตกนั้นมักจะมาพรอมฟาผาและพายุลมแรง // เสียงพี่แปะตะโกนมาจากทางดานหลัง ฟงไดใหหันกลับไปดูทางดานทะเล กลุมเมฆสีเทาที่ ทอดยาวเหนือพื้นน้ํากําลังเคลื่อนไหลไปตามกระแสลม บางตําแหนงเริ่มมีสายฝนพรางพรมลงมาให เห็นเปนมานระยาสีเทา พวกเราหยุดยืนมองออกไปในตําแหนงเดียวกัน ขอบชั้นของเมฆเริ่มงอก ยอยหอยลงมา เราตางรูกันดีวาที่เห็นกันอยูเบื้องหนานั้น มันคือ “หางนาก” “หางนาก” เปนพายุหมุนประจําถิ่นที่ทั้งพวกเราและชาวบานยานนี้พบเห็นจนเปนความคุนชิน และที่พวกเราหยุดรอเฝาดู เพียงเพื่ออยากรูวา จะโผลมากี่หาง ในบางครั้งก็คิดเหมือนกันมันคือสิ่ง มหัศจรรยหรือสิ่งมีชีวิตที่ไมใชลม มันงอกไดหดไดสายไปสายมา หลบตรงนี้ไปโผลตรงนั้นเหมือนเลน ซอนแอบกันกับเรา หางนาก สวนมากมักเกิดขึ้นกลางทะเล แลวก็สลายหายไป ในเวลาไมนาน แตก็มีหลายครั้งที่ บุกขึ้นฝงมุงมายังบานเรือนพวกเรา ทําเอาตองรีบปดบานปดชองเก็บขาวของเขาขางใน ไมเชนนั้น มันจะหอบเอาไปใชเอง เคยมีอยูครั้งตั้งแตอยูมา มันมุงหนาจากทะเลเหเขามายังฝง ทิศทางมุงตรงมายังบานของเรา หอบเอาทั้งน้ําทั้ง ดินโคลน ใบไมใบหญา ตามทางที่มันผานมาใหเห็นเปนลําดําทะมึน ยิ่งใกลเขามายิ่ง พาใหทุกคนหวาดหวั่น เสียงหวีดรองของมันดังลั่นสนั่นมาแตไกล วันนั้นไดยินเสียงปูเรียกพอเขาไป หา มารูอีกทีตอมาวาแกบอกวิธีแกไขในสถานการณหนาสิ่วหนาขวานขณะนั้น เรามองเห็นปูนั่งมองดู อยูที่ริมหนาตางหองของแก ดูก็รูวาปูแกคงกังวนจนตองเรียกพอเขาไปหา พอกลับออกมาแลวเดินไป 53
บานนา คุยกันสักพักแลวเดินกลับมา บอกกับทุกคนวาใหปดประตู หนาตางหลังบานลงกลอนใหดีทุก บาน “เฮย! ไอเปยก!” เสียงพอเรียกนา ที่กําลังแบกปนลูกซองหานัดออกมาจากชายคาบานของแก “ออกไปรอที่คันวังเลย พอมันมาใกลก็ซัดซะ” พอตะโกนบอกนา พรอมกับหยิบยาเสนมายืน มวนใบจากแลวใสปากจุดสูบอยางใจเย็น นาเปยกเดินออกไปสักสามเสน แลวประทับปนยืนรอ เสียงพอตะโกนลั่น “เอาเลย!เอาเลย!” พอตะโกนกอง รองใหสัญญาณนา ขณะที่หางนาก เคลื่อนใกลเขามาหาง จากนาประมาณหาเสน ยิ่งใกลเขามาเสียงของมันยิ่งดังนากลัว น้ําในวังถูกมันคนวนเปนเกลียว กระเซ็นซัด ซาดไปมา “ปง! ปง! ปง! เสียงปนลูกซองหานัดดังลั่นสนั่นไปทั้งวังน้ําสามนัด ทั้งๆที่เราเองก็ตกใจแตก็ไม ลืมจะอธิฐานใหรอดปลอดภัยไมเกิดความเสียหายใดใดกับบานและทรัพยสินของพวกเรา สิ้นเสียงปน เสียงดังครืนโคลม เหมือนวามีอะไรถลมลงมา น้ําทา ดินโคลน ซาดซัดเขามา หนาตาทุกคนเปยกปอนไปตามๆกัน เสียงพอและนาเปยกหัวเราะกันลั่น โดยเฉพาะนาเปยกที่ตัวสั่น เปยกปอนดวยน้ําโคลน เพราะโดนฤทธิ์หางนากลากจนลมลุกคลุกคลาน ที่นาดีใจคือหางนากไมได แตะตองอะไรกับบานของพวกเราเลย ทั้งหลังคา ฝาบานและ โรงเรือนหลังคาจาก ฝาฟากยังอยูครบ ไมพบอะไรเสียหายหลังจากแรงลมที่สลายไป ทิ้งไวเพียงรองรอยของน้ําโคลนที่ หางนากหอบเอาไป ไมได เททิ้งไวใหเราตองเก็บกวาดเทานั้น จากเหตุการณวันนั้น เสียงปนที่ลั่นเขาใสพายุ มีความหมายอะไรทําไมตองใชปน พอไปคุย อะไรกับปูมาจึงไปชวนนามาทําภารกิจนั้น เรื่องนี้มีที่มาเปนภูมิปญญาที่สืบทอดกันมาของชาวประมง พื้นบาน จะเปนมาชานานเพียงใดไมทราบได แตก็ยังคงใชสืบตอกันมาตามภูมิปญญาความเชื่อ การยิงปนเขาใสพายุ พอเรียกวา “การตัดหัวลม” ตามที่ปูเคยเลาไว ชาวประมงจะใชปนบาง ประทัดบางยิงและจุดเขาใสเพื่อใหกระแสลมเบาลง เมื่อชาวประมงและชาวบานยานชายทะเลเห็น กลุมเมฆฝนที่คาดวานาจะเปนพายุ ก็จะเตรียมตั้งรับ ใครที่มีปนก็เตรียมปนสวนใครที่ไมมีปน ก็จะใช ประทัดโดยแตละบานจะมีทอเหล็กตั้งวางพาดไวหนาบานหันปากทอออกสูทะเล เมื่อกลุมเมฆฝนพัด มาและนาเชื่อไดจะกลายเปนพายุ ก็จะยิ่งปนและจุดประทัดยัดใสในทอระเบิดใสไลตัดหัวลม แมจะ พิสูจนอะไรไมไดแตก็กลายเปนวิธีที่สืบทอดกันมาชานาน อีกหนึ่งประการคือการสังเกตลมจากปลาย ธงยอดเสาที่ทุกบานเขาจะมี เวลาที่ลมปกติธงจะโบกไสวไปมา แตเวลากอนจะเกิดพายุธงที่เคยปลิวไป มาจะพากันหยุดนิ่ง อีกสิ่งที่ไดจากปลายธงคือชาวประมงจะรูวาน้ําทะเลจะมากจะนอยใหคอยสังเกต ที่ทิศทางลม หากชายธงอยูทางทิศเหนือเชื่อกันวาน้ําทะเลจะปกติ เมื่อชี้ไปทิศตะวันออกน้ําก็จะนอย หรือที่เรียกวาน้ําตาย หากชายธงชี้ไปทางทิศตะวันตกวันนั้นน้ําทะเลจะหนุนสูง เนื่องจากเปนลม ตะวันออก 54
เคยยืนดูอยูหลายครั้งที่เกิด หางนากในทะเล รูปรางของมันเปนหางหอยยอยยาวจากขอบ เมฆสีเทาลงสูทะเล มันเกิดขึ้นอยูไดไมนาน ก็มีอาการขาดออกเปนสองทอน ทอนบนที่อยูติดกับ ขอบเมฆก็หดหาย สวนปลายก็รวงลงสูทะเล ที่เปนเชนนี้ พอบอกวามีคนใชปนยิงใส และสิ่งที่พิสูจน ใหเห็นเปนจริงตามคําพูดพอ ไมเพียงครั้งที่มีตอบานเราที่นาเอาปนออกไปยิง แตก็เคยเห็นเปนจริง อีกหลายครั้ง เปนการเกิดหางนากบริเวณใกลๆ เมื่อไดเห็นและมีเสียงปนใหไดยิน พอสิ้นเสียงปน หางนากก็ขาดออกเปนสองทอนเหมือนครั้งกอนๆที่เคยไดเห็นมา ที่นากลัวและจําจนติดตาไมเคยลืม เปนชวงเวลาที่เรียนอยูชั้นประถมตน วันนั้นอากาศรอน อบอาวราวๆบาย เมฆฝนเริ่มกอตัวมืดครึ้มมา ใกลๆเวลาจะเลิกเรียน อยูๆก็มีลมกระโชกแรงเขามา ทางดานหลังโรงเรียน เสียงเอะอะโวยวายทายโรงเรียน ทั้งเสียงนักเรียนและผูปกครองตางรอง โวยวาย สิ่งที่เห็นไดเมื่อมองออกทางหนาตางทางดานหลัง เกิดลมหมุนพัดดังทั้งน้ําทั้งขยะปลิว กระจาย และที่ตกใจไดเห็นเปนครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิต คือ เรือมาดทั้งลําหมุนลอยขึ้นจากน้ํา และถูกเหวี่ยงกระเด็นไปไกลหลายวา หลังคาบานปลิววอน กอนที่จะไดยินเสียงปนปงปงดังสนั่น จากนั้นทุกอยางก็กลับมาสงบอีกครั้ง ทิ้งซากปรักหักพังไวใหเห็นเปนที่นาเศราใจ ความเขาใจในแตแรก ยังคิดวา พายุหมุน ที่เราเรียกวา “หางนาก” เกิดจาก ลมพายุจากดานบน กอนเมฆหมุนดึงเอาน้ําจากดานลางขึ้นไปเก็บไวในตัวพายุ แตพอบอกวา ปูเคยเลาใหฟงตอนทานยัง ออกทะเล ปูเลาวาเห็นกับตาพายุหางนากไมไดหมุนลงมาจากกอนเมฆ ลมมันเริ่มหมุนวนบนผิวพื้น น้ํากอน แลวพุงขึ้นไป กลายเปนเกลียวหมุนจากลางขึ้นบนแรกๆเปนแคละอองน้ําเล็กๆ พอหมุนนาน เขาๆก็หมุนเอาน้ําเขาไปมากขึ้น จนเห็นเปนทอ เชื่อมตอผืนน้ําและกอนเมฆ “หางนาก”หรือ “พายุงวงชาง ของทองถิ่นเรา มีความแปลกและแตกตางจากพายุหมุนของ บานเมืองอื่นเขา ตรงที่ขนาด และความรุนแรง สวนสถานที่เกิดก็คลายกันโดยพายุหมุนสวนใหญนั้น มักเกิดในทะเลและมหาสมุทร หางนาก มักจะมีขนาดไมใหญความรุนแรงไมมากอาจจะเนื่องมาจาก มันเกิดขึ้นใกลชายฝง การสะสมพลังของมันจึงไมมาก พายุหมุนทั้งหลายจะสลายกําลังเมื่อมันขึ้นฝง หลายครั้งที่เห็นหาง นากมีขนาดใหญเมื่อไดอยูในทะเลนานๆ การเคลื่อนที่ก็สําคัญ ครั้งใดที่เคลื่อนไปอยางชาๆ กําลัง วังชาของมันก็จะเพิ่มขึ้นตาม และยามใดที่มันหันขึ้นฝงพลังของมันก็จะคอยๆลดลง แตก็ยังคงทํา ความเสียหายใหกับบริเวณที่มันผาน ตั้งแตตนไมใบหญาจนกระทั่งหลังคาอาคารบานเรือนแตก็ยังใจดี ที่ไมยุงเกี่ยวกับสองขางทางที่นางผาน ตลอดเสนทางที่ผานไปจะถูกเก็บกวาดจนสะอาดไมเหลืออะไร ทิ้งไวใหคอยตามเก็บ มีอยูครั้งหนึ่งที่ไปเห็นมา โรงเรือนเลี้ยงไกยาวหาวาปลูกติดกับชายคาบาน ถูก หางนากยกเอาไปทั้งเรือนโดยไมมีความเสียหายใดๆกับบริเวณติดกัน ตามไปพบโรงเรือนเลี้ยงไกที่ ถูกหอบหิ้วไปทิ้งเอาไว ถูกบิดมวนคลายกับผาที่เราซัก หางจากบานเกือบๆกิโล จากชายทะเลครั้งนั้นเปนอีกหนึ่งวันที่ทั้งสนุกสนานและตื่นเตน ไดเห็นสิ่งที่ไม เคยเห็นก็มากมี ไดเห็นสิ่งที่เคยพบเห็นเปนประจําก็มากมาย จากวันนั้นจวบจนวันนี้ หลายสิ่งยังคงมีอยูในความทรงจํา แมจะมีบางที่เปลี่ยนไปดวยกาลเวลาและชวงวัยของ 55
บุคคลตางๆที่อางถึง แตสิ่งหนึ่งที่ไมเปลี่ยนตามคือความเปนอยูของผูคนยานนี้ที่ ยังรัก ถิ่น หวงแหนแดนดินถิ่นนี้ไวใหลูกหลาน จากรุนสูรุนยังคงเปนคนพื้นที่ ไมมีคนตางถิ่น เขามาครอบครอง เปนชุมชนที่นาอยูนามองเหมือนเชนในอดีต ไดยินพอกับแมคุยกันวาสักวันจะสรางบานสวยๆสักหลังบนผืนดินถิ่นนี้ใหเปนที่อยูของ ลูกหลานสืบทอดไปในภายหนาและหวังวาบานในฝนนี้จะเปนที่รวมใจใหกับลูกๆของทาน ทานหวังมีบานสักหลังดังวาดฝน เรือนหนึ่งชั้นเจาะจงทรงปนหยา เปนเรือนไมอยางไทยใหงามตา ทรงคุณคาหนาตางใหญใชรับลม แสงยามเชาสาดสองชองหนาตาง ปลูกตนไมยามวางอยางสุขสม มีชิงชาแกวงไกวใหชื่นชม นั่งรับลม ชมทองน้ําในยามเย็น มีศาลาทาน้ําใหฉ่ําชื่น ระลอกคลื่นเปนระยับยามรับแสง แมนกันดารเพียงใดไกลดินแดน แตสุขแสนดวยธรรมชาติอากาศดี พื้นกระดานชานเรือนเปนเงาจับ เอนกายทับนอนแนบแอบสุขศรี นั่งนอนเลนเย็นลมชมนที ความสุขมีมากมายใตชายคา บานหลังนี้มีพื้นที่กวางโอโถง มีหองโลงรองรับเพื่อนมาหา หองพักใจมากมายใตชายคา ปกดานหนาเปนเฉลียงระเบียงใจ เปนสถานพักพิงอิงไออุน ตอเติมทุน จินตนาการ บานไสว ถายทอดถอยงดงามความเปนไทย เสริมเสนใยสัมพันธจิตมิตรกัลยา รวมสมาชิกมากมายทั้งชายหญิง รวมน้ําใสใจจริงปรารถนา รวมถนอมจริงใจในศรัทธา รวมพลังรวมคุณคาปญญาชน ตางแตงแตมแซมเสริมเติมดอกฝน สรางสีสันบานเราไมหมองหมน แตงเติมวาดมากมายหลายหลากลน แตงตัวตนระคนฝนบันดารมี ตางดอกไมดอกหญาทั้งไกลใกล ตางสดใสชวนใหสุขสมศรี ลวนไฉไลในนามความยินดี บังเกิดมีในบานชานเรือนเรา บานของเราตองงดงามตามใฝฝน ดั่งสวรรคสรรสรางบันดาลศรี ใจของเราใส ใจเขา เขาใจดี ทุกชีวีอยูรวมบานสําราญใจ 56
เมื่อเวลาเปลี่ยนผาน หลายสิ่งหลายอยางก็เริ่มเลือนหาย เรือพาย เรือโยง หมดไป หลาย ปจจัยในการดําเนินชีวิตแปรเปลี่ยน บานเรือนของ อีก ฝากฝงทิศเหนือของคลองพิทยาลงกรณที่เคย เห็นบางตา บัดนี้กลับมาหนาแนน ขยับขยายกลายเปนชุมชนคนตางถิ่นเขามาจับจอง แมกไมชาย คลองถูกตัดโคนแผวถาง ถมทับสําหรับปลูกอาคาร บานพัก จากพื้นที่ชานคลองที่หวงหาม ยามนี้ กลายเปนพื้นที่ทําเลทอง สิ่งอํานวยความสะดวกก็หลั่งไหลเขามา มีถนน ไฟฟา น้ําประปา และ สายสัญญาณสื่อสาร พรอมสรรพ เมื่อความเจริญเขามาก็แทบหาความสงบไมได เรือเริ่มหาย กลายเปนรถยนต ลมบก ลมทะเล ที่พัด ใหไดรับความสดชื่นเย็นสบายกลับกลายปะปนกับ ฝุนควัน มนตเสนหของวิถีของคนชนบทนั้น เริ่ม จางหายไปทีละนอย มองผานทาน้ําในยามนี้ ตางจากที่เคยเห็นไดในวัยเด็ก ในทุกๆวันจะมีเรือพายขาย ของลองมา แมจะบอกเสมอวาถาไดยินเสียงอยากจะกินอะไรก็ใหเราวิ่งไปคอยเรียกที่หัว สะพานทาน้ํา “ขนมแมเอยยยย ขนมปลากริมไขเตา ขนมใสไสก็มี กลวยบวชชี กระยาสารท ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง เม็ดขนุน เปยกปูน ขาวตมมัด สังขยา มาแลวจา ” เสียงรองหวานจอยลอยมา จับใจมีใหไดยินในทุกเชา สวนยามสายก็มีใหเลือกคอย ทางเดินริมคลองก็จะเปนเสนทางจับจอง ของ”ยายเยื่อน” ที่เดินหาบขนมจีน ขนมใสไส ผานไปมาทุกวัน วันที่ไมไดพบเห็นก็จะเปนชวงวันโกนวัน พระ ที่แกจะตองจัดเตรียมของหวานของคาวเอาไปวัดทําบุญ ทุกวันกอนวันพระแมก็จะจัดเตรียมอาหารหวานคาวดวยเสมอ สมัยนั้นแปงมันและแปง สําเร็จรูปจะหาไดยากหรือเปลา เราไมแนใจ รูแตวา แมจะเอาขาวจาวแชน้ําไวคางคืน พอเชามืดตื่น มา ก็ไดเวลาโมแปง แมจะลงมือจัดแจง โมดวยโมหิน แมจะใชชอนสังกะสี ตักขาวกับน้ํา หยอดลงรู ของโม แลวหมุนชาๆ เปนจังหวะสม่ําเสมอ น้ําแปงสีขาวขนจะไหลออกมาลงหมอที่แมนํามารองรับไว กอนจะนําไปใสถุงผาดิบ มัดปากถุงใหแนน ทับดวยเขียงและครกเพื่อรีดน้ําออกจนเหลือแตเนื้อแปง นําไปตากแดดจนแหงหมาดกอนนํามาใช ซึ่งกวาจะไดแปงเนื้อนวลนั้นมาใบหนาแมและใครๆตองได ปาดเหงื่อกันเลยทีเดียวและเมื่อโมแปงเสร็จหนาที่ที่พวกเราตองทําคือนําโมไปลางทําความสะอาด หากปลอยทิ้งไวจะทําใหขาวที่ติดอยูกับโมบูดเนา ความทรงจําในครั้งนั้นหลังเสร็จจากโมแปง แมก็จะจัดแจงเตรียมมะพราวเอามาใหชวยกันขูด จากนั้นก็นําไปคั้นเปนกะทิวันนั้นแมทําขนมถวยและขนมครก ขนมถวยสวนหนึ่งแมจะแยกไวเอาไป ทําบุญ สวนขนมครกแมจะใหพวกเราทํากินกัน เมื่อเตรียมกะทิและแปงเรียบรอย แมก็คอยๆผสมแปงเพื่อทําขนมถวยกอน ที่จําไดแมจะใช แปงแบงเปนสองสวนคือสวนตัวและสวนหนา สวนตัวขนมแมจะใชผสมดวยน้ําตาลปบและเกลือ สวน หนาแมจะนําน้ําตาลทรายมาผสมแทน ฟนที่เราใชกอเตาก็เอามาจากฟนที่เก็บกองไวจากการถางตัดตนแสม ในละแวกบาน สวนหนึ่ง ก็นําตัดทอนเตรียมไวทําฟน สวนที่เหลือก็สุมกองไวใหไดรับแดด สมัยที่พอแมเริ่มเขามาในพื้นที่ 57
ใหมๆ ก็ไดฟนมากมายที่ไดจากการพลิกฟนผืนดินที่เคยเปนปาเพื่อทํามาหากิน สวนที่เหลือเก็บก็นําใส เรือแจวขนไปทองนาเพื่อแลกขาว เมื่อเราเตรียมเตาไฟพรอมแมจึงนําซึ้งที่เรียงถวยเปลาเอาไปตั้งไฟปดฝารอเวลาน้ําเดือด จากนั้นไมนานแมก็นําซึ้งเปดฝาออกไปวาง นําแปงสวนที่เปนตัวขนม เทลงถวยตะไลใหเหลือขอบ ถวยไว เพื่อเอาไวเติมหนา ปดฝานํามาขึ้นตั้งเตาอีกครั้งหลังจากนั้นไมนาน แมก็มาที่ซึ้งเปดฝานํา กะทิที่เตรียมไวสําหรับทําหนามาหยอดลงไปในถวยทุกถวยแลวปดฝาอีกครั้ง ตั้งไฟไวอีกหลายอึดใจก็ ไดขนมถวยแสนอรอยฝมือแมและพวกเราตามที่ตองการ แมเตือนไวอยาไปเปดฝาซึ้งดูจนกวาขนม จะสุกดีเพราะขณะที่เราไปเปดบอยๆจะเกิดหยดน้ําไหลยอยยอนลงไปที่ขนมจะทําใหขนมไมแหง และ ถาเปรียบสมัยนั้นกับสมัยนี้เคล็ดลับขนมถวยที่รสชาติหอมหวานดีมักจะมีที่มาจากแหลงเตาถานทั้งสิ้น มะพราวแกปลอกเปลือกรอไวอีก2 ลูกที่ถูกแชน้ําไวก็ถูกพวกเรา “ตอย” ที่เราตองเอาลูก มะพราวแชน้ําไวก็เพื่อใหงายในการตอย เสียงดัง "โพละ" มะพราวในมือเราแตกออกเปนสองซีก ขอบเรียบสวย และเทากัน สวนน้ํามะพราวนั้นก็นํามาแบงกันกิน จากนั้นก็นํามาชวยกันขูด และคั้น จนไดน้ํากะทิ เตาที่จะใชทําขนมครกตองใชอีกเตาแลวก็เอาถานไฟออนๆที่เหลือจากการทําขนมถวย มาใส หลุมขนมครกและฝาก็นาจะเปนดินเผา ในสมัยนั้น เมื่อหลุมรอนไดที่แม ก็จะเอาผาที่เตรียมไวใชสําหรับเช็ดหลุมดวยการใชผาขาวสะอาดเนื้อ หนา ตัดมาเปนชิ้นสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดพอประมาณ แลวนําเอากากมะพราวจากการคั้นน้ําแลวมาใส อัดแลวมัดใหแนน ดูหนาตาคลาย ลูกชวง โดยกะใหขนาดของหัวกลมๆพอเหมาะกับหลุมขนมครก แมจะใชผาหนาตาหัวกลมๆแตะน้ํามันนิดๆแลวเช็ดทุกหลุม จากนั้นก็บรรเลง หยอดตัวแปง หยอด หยอด หยอด ครบทุกหลุม หยอดปุบ ปดฝาปบ เปนตัวอยางหลังจากนั้นก็เปนพวกเราเขารวมลอมวง หยอดปุปปดปปกันบาง เราชอบชวยแมหยอด พอปดฝาปุบ เราก็เปดปบ ก็คนมันใจรอน น้ําลายไหล อยากกินจะตาย อยูแลว แมอมยิ้มแลวดุวาอยาใจรอน พอสุก ก็แคะ ขั้นตอนนี้สนุกสนานดีที่เรา เอาชอนแกง "แงะ" ที ละหลุม ขนมครกเมื่อไดที่ กลิ่นหอมหวานยั่วใจ ตัวแปงกรอบนอก เนื้อนุมขางใน และมีกะทิเยิ้มหวาน มัน ที่สําคัญตองโรยหนาดวยตนหอมซอย แต อยานะ อยาคิดวาจะไดกินเลย ไมมีทาง แมเราจะเลือก เอาฝาที่สวยที่สุดของเตาแรกเพื่อเอามาบูชา “แมเตาไฟ” ฝาที่สวยที่สุด จะถูกเลือกมาวางอยางบรรจง ที่เตา ตรงดานหนาที่เรียกกันวาชองลม หลังจากนั้นเตาตอไปก็ใหเปนของพวกเรา ทางเดินสัญจรหนาบานที่กอนนั้นเคยมี บัดนี้หายไปคงหลงเหลือไวเพียงความทรงจํา สาเหตุที่หายเนื่องจากเกิดการกัดเซาะพังทลายของชานคลอง เมื่อขุดคลองพิทยาลงกรณใหมๆสมัย พ.ศ.๒๔๙๒ คลองยังไมกวางทางน้ํายังไมลึกกวางประมาณ๓ วา ชาวบานสองฝากฝงยังออกมานั่ง พูดคุยกันที่ทาน้ําฝงตรงขามยามวางกันอยางสบาย ยามน้ําตายก็ลดแหงบางแหงแคหนาแขงผูใหญ เดินขามมาขามไปไดไมตองใชเรือ 58
ตอนเชาๆทางเดินหนาบานเราก็จะมีพระเดินมาบิณฑบาต พอจะทําชั้นสําหรับวางสํารับ อาหารหวานคาวไวเฉพาะที่หนาบาน เวลาเชาก็นําเอาสํารับไปวาง หากวันใดไมมีสํารับก็เปนที่รูกันวา วันนั้นโยมไมอยูบาน ตลอดเสนทางเดินชานคลองตั้งแตเขตติดตอสมุทรปราการจนถึงคลองศรีกุมาร ประมาณ๓กิโลจะมีตนมะขามตนใหญอยูเรียงรายตลอดแนวคลองมองดูรมรื่น พอบอกวาปูเล็ก(ปู ของเรา)กับปูหมายชวยกันปลูกไวเพื่อใหรมเงา ชาวบานยานชานคลองนี้ก็ไดประโยชนพลอยได ใน เวลาที่มันออกฝกและแตกใบออน จากการนําฝกไปตําน้ําพริกมะขามสวนใบออนที่กําลังงามก็นําไปทํา แกงขั้ว สม หรือตมยําใบมะขามออน มองเห็นเสาไฟฟาที่มีอยูเรียงรายยามนี้ ก็ใหนึกถึงวันที่บานเรายังไมมีไฟฟาและน้ําประปาใช ตอนพอแมมาอยูที่นี้กันใหมๆก็อาศัยแสงไฟจากตะเกียงน้ํามันกาซ และน้ําจากน้ําฝนที่ตองเก็บรองใส โองขนาด๕๐ปปที่ปนเองกวา๑๐ใบ ในตอนที่เราเกิด โองใสน้ําทั้งหมดของที่บาน เกิดจากฝมือของ “เจกเตก”ชาวจีนที่เดินทางผานมาขออาศัยในยุง เกลือของที่บาน แกไมไดมาเพียงตัวเปลาแตแกพกเอาฝมือการปนโองมาดวย ไมตองมีใครชวยทั้ง การสรางแบบและการปน แกนั้นทําเองทั้งหมด และในป๒๕๐๕โองน้ําใบแรก ก็สําเร็จเสร็จพรอมกับ ปที่เราเกิดมา เปนของขวัญที่มีคาสําหรับครอบครัวเรา ผลงานปนโองของแกกวา๑๐ใบมีใหเฉพาะที่บาน เปนโองน้ําในตํานานของการเดินทางผาน มาที่ทรงคุณคาและเพื่อเปนการตอบแทนเจาของบานที่มีน้ําใจเจือจารใหที่อยูที่กินกับคนพลัดถิ่นมา ไกล ลักษณะเดนของโองน้ํา “เจกเตก”จะไมเหมือนที่ใดใด ตรงที่มีสีงาชาง ตรงกลางปอง กนใหญ ไมสอบเขาเหมือนกับตุมน้ําและปากเหลี่ยมมีคอ พอใสน้ําก็ได๕๐ปป พอดิบพอดีไมมีขาดไมมีลน หลายคนก็แปลกใจวาแกคํานวณอยางไรใหโองนั้นใสน้ําได ๕๐ปปเทากันทุกใบ ในตอนแรกๆนั้นพวกเราจะเรียก “โอง”เหลานี้วา “ตุม”เพราะเขาใจกันผิดมาตลอดวาโองคง ตองใบเล็ก ตุมตองใบใหญและที่พอใชหมักน้ําปลาก็เปน “โองมังกร” ซึ่งใบเล็ก พอเจกเตกปนออกมา ใบใหญทําใหพวกเราพากันเรียกไปวา ตุม กันจนติดปาก แมแตแมกับพอเองก็เรียกกัน พอวันไหนมี ฝนตกมาก็จะใชใหพวกเราไปใสรางรองน้ําตามชายคาใสตุม ผูที่ไมเคยเรียกผิดเลยคือ ปูเล็ก ของพวกเรา ทานยังเคยอธิบายใหเขาใจถึงความแตกตาง ระหวาง “โอง”กับ “ตุม”ไวสั้นๆอีกดวย วา “โองจะมีคอตูดใหญสวน ตุมจะตูดเล็กไมมีคอ” ที่ผานมาเคย ลองคนหาเปรียบเทียบดูก็รูวาปูพูดจริงสิ่งที่เห็นชัดเจนนาจะเปน โองมังกร กับ ตุมอีเลิ้ง นั้นคือ “โอง มังกร”จะมีคอและกนโองใหญ สวน “ตุมอีเลิ้ง”จะไมมีคอกนโองจะสอบเขา สําหรับขนาดไมไดเอามา กําหนดเปนสรรพนามตามการเรียก และที่สําคัญ “โองสวนใหญนั้นจะไดภูมิปญญามาจากชางจีน สวน ตุมทั้งหลายทั้วไปก็ไดภูมิปญญามาจากชางมอญ” เชนนั้นที่เราเรียกโองที่บานวาตุมจนติดปากนั้น เปนการเรียกผิดกันมาตลอด แตก็ยังเผลอ เรียกกันอยูทั้งๆที่รูวามันไมใช ดังที่ปูเล็กบอกไวให “ดูที่ลักษณะอยาดูที่ขนาด” 59
หลังจากที่เจกเตกแกปนโองไดไมนาน ยังไมทันจะปนออกมาเพื่อขาย แกก็มาบอกลาไปเพื่อ ตามไปหาญาติพี่นองที่ “บานสาขลา” ขาวของอุปกรณที่แกทําไวแกก็ยกใหทั้งหมด ของเหลานั้นถูกเก็บ ไวอยางนั้นในโรงเก็บอีกหลายปกอนที่บานจะถูกน้ําทวมใหญ พ.ศ.๒๕๒๖ ของก็ลอยน้ําสูญหายเหลือ ไวเพียงโองเทานั้นที่เปนผลงานฝมือของแก เรื่องน้ําทวมหากยอนกลับไปยังจําไดดีในป๒๕๑๘ ชวงเดือนตุลาคมมีฝนตกหนัก ตอเนื่องและเปนชวงเวลาที่น้ําทะเลหนุนสูง ไดยินประกาศทางวิทยุวาจะมีพายุผานมา ดานอาวไทย และที่รายสุดครั้งนั้นชีวิตพอยังเกือบถูกพรากจากพวกเราไป วันนั้นชวงตนเดือนตุลาฝนตกหนักมาตอเนื่องทั้งวันทั้งคืน น้ําทะเลก็มากเนื่องจากเขาสูฤดูน้ํา เชา โดยปกติของทุกปที่หลังออกพรรษาน้ําทะเลก็จะหนุนมามากจนถึงเดือนธันวาคม ฝนที่ตกมากมา หลายวัน น้ําคลองก็ลนตลิ่งขึ้นมา คันนา(วังกุง)ก็เริมปริ่มน้ํา พอออกไปปองดินคันวังตั้งแตสองวัน กอน แทบไมไดหลับไดนอน แมตองคอยสงขาวสงน้ํา ที่พอตองรักษาปกปองคันวังเอาไว ไมใหน้ําลน หรือพังทลาย เพราะในวังยังมีปลากะพงที่เลี้ยงไวหลายพันตัว และอีกไมนานก็จะจับขายไดแลว คืนนั้นฝนเริ่มกลับมาตกหนักลมก็พัดแรงกวาทุกวัน เสียงหนาตางขยับเหมือนมีคนมาเขยา พวกเราก็เอาแตนอนคลุมผาหมเพราะกลัวเสียงลมเสียงฟา สวนแมยังไมขึ้นเรือนมาคงเพราะเปน หวงพอเขาที่ไปเฝาวังอยูหนาประเทียบ ลมก็เริ่มแรงคลายพายุกําลังมา ฝนหาใหญก็ซัดซาลงมายัง หลังคาสังกะสี ดังสนั่นหวั่นไหว พรอมเสียงฟารองฟาผาตามมาเปนระยะๆ โครม โครม!.. เรือนลั่น สั่นสะเทือน เหมือนมีใครมาโยก ทุกคนตกใจแตไมกลาลุกจากที่นอน ไป นองสาวคนเล็กของพวกเราก็เอาแตรองไห ไมมีใครรูวาขางนอกเกิดอะไร พอเวลาผานไปชั่วครู ดูทุกอยางเริ่มสงบลง แมก็ขึ้นบันใดมาเปลี่ยนเสื้อผาที่เปยกปอน แลวอุมนองขึ้นนอนบนตักสักพักพอ เห็นนองหลับ แมก็ขยับปรับเปลี่ยนใหนองนอนบนที่นอนแลวชวนพี่สาวลงไปชั้นลาง เราและพี่ชาย อีกสองคนก็สงสัยเดินตามลงไป ทันทีที่กาวขาพนบันใดขั้นสุดทาย เทาก็ไดสัมผัสน้ําที่ไมรูวามาจาก ไหน ลุยย่ําน้ําไปยังแสงไฟตะเกียง สิ่งที่เห็นเปนแมกับพี่สาวที่ชวยกันเก็บขาวของในครัวยกขึ้นให พนน้ําสวน พอนั้นเนื้อตัวเปยกปอนหนาวสั่น หายใจเหนื่อยหอบ พวกเราไมมีใครกลาถามหรือจะหา คําตอบวามันเกิดอะไรกับบานเราเวลานี้ สวนพอ แมและพี่สาวเขาคงจะรูกันดีวามีอะไรเกิดขึ้น แม ไลพวกเราใหขึ้นไปนอน เดี๋ยวนองตื่นขึ้นมาไมมีใครก็จะรองไหตามหา รุงเชาเราจึงรูวาเมื่อคืนที่ผานมามีพายุเขา ภาพที่เห็นในเชาวันนั้นคันวังและรอบๆบานปริ่ม น้ําทะเลที่ยังคงหนุนสูงกวาทุกวัน สวน ฝนนั้นยังคงตกพรําๆไมมีทีทาวาจะหยุด พอคงออกไปสํารวจ คันวังตั้งแตเชา สวนแมคงเอาขาวน้ําตามออกไปสงและชวยกันซอมเสริมคันดิน แมสั่งพี่สาวไวทุก คนไมตองไปเรียน เพราะทางเดินไปโรงเรียนน้ําทวม พอสายๆก็ไดเห็นแมกลับเขาบานมา สวนพอไปยืนคุยกับนาสนทนาไดใจความวาเมื่อคืน เกือบเอาชีวิตไมรอด กําลังขุดดินปองคันวังอยูดีๆ ประมาณสี่ทุมก็มีคลื่นซัดมาทางดานทะเล “กูไดยินเสียงซาๆมาจากปาดานบนทีแรกคิดวาเปนเสียงฝน” 60
“มันดังมาก” พอเลาไปพลางก็หยิบใบจาก มามวนยาเสนคาบไวที่มุมปากพูดเสียงอูอี่เพราะมี มวนยาคาปากอยู “กูก็วามันแปลกๆ หันมองไปทางเสียง ก็ไมเห็นอะไร...มันมืด.. ไดยินเสียงกิ่งไมหัก สักพักมัน ดังใกลเขามา” พอจุดยาแลวสูบ นิ้วก็หมุนมวนใบจากที่ริมฝปากยังคงคาบอยู “เสียงมันดังอูๆ ซูๆ รูไดเลยวาไมใชฝนแน เสียงของน้ํา...เปนเสียงคลื่น...เสียงเหมือนเวลา ที่เราเปดน้ําเขาทางประตูน้ํา...ดังแบบนั้นเลย” ไฟที่มวนยาดับ พอก็จับมาจัดการมวนใหมแลวจับใส ปากจุดใหมอีกครั้งสูบควันพนออกมาอยางผอนคลาย “กูทิ้งพลั่วเลย แลวก็หันหลัง...วิ่งไมคิดชีวิตเลย” มวนยาพอดับ พอกลับมาจุดสูบอีกครั้ง แลว ชี้ไปที่ทางคันวัง “วิ่งลงมาไดไมถึงครึ่งวัง ยังไมถึงคันขวาง ก็โดน คลื่นซัดกระเด็นกลิ้งจมน้ําไปไมเปนทา ไม คิดวาจะมาไดยืนคุยกับมึงอีก” พอพูดไปก็สายหัว ชี้ใหดูตามเนื้อตามตัวที่มีรอยขีดขวนมากมาย “ ดูสิไมรูโดนอะไร “ บางแผลก็ยังมีเลือดไหลซิบๆ “มองไมเห็นอะไร รูแตวามันมาเปนคลื่น ซัดกูกระเด็นลอยตามมันมา กวาจะพยุงตัวไดกู กิน น้ําไปหลายอึก” พอทิ้งมวนยาเกา แลวหยิบเอาใบจากใบใหมที่ใสอยูในถุงพลาสติกออกมาจับยาเสนใส แลวมวนใสปากจุดสูบอีกครั้ง ทั้งสองคนคุยกันถึงเหตุการณวันคืนผานมา นาก็บอกวา “คืนนั้นอยูที่แหลมใหญคลื่นในทะเล ก็แรง แตก็โดนไมหนักน้ํายกขึ้นมาทวมคันกันทุกวัง” พอคุยกับนาไดสักพักก็ขอตัวกลับมากินขาว และเลาให ปู แมและพวกเราฟงถึงเรื่องพายุที่เขาในคืนนั้นวามันนาจะมาเปนชอง ปูบอกวาทางเรา มันจะโลงกวาทางแหลมใหญที่ทางเขาไมโดนหนัก ทางหนาทะเลของเรามันเปนชองรับลม ชวงเวลา มรสุมหรือพายุที่พัดพามาทางตะวันออกหรือทิศใตเขามาก็จะโดนหนักกวาทางอื่นเขา แตทางเราก็จะ ดีตรงที่เชื้อกุง เชื้อปลาจะเขามาในคลองมากกวาที่อื่น เหตุการณในครั้งนั้น นอกจากยานบานเราจะถูกน้ําทวมก็มีที่อื่นๆ เกือบทั้งกรุงเทพ ไดรับ ผลกระทบไปดวย แตก็โชคยังชวยที่บานเราอยูใกลทะเล น้ําทะเลจะขึ้นเร็วลงเร็ว ไมมีทวมขัง ระวังก็ แตคอยดูแลซอมเสริมคันวังใหสูงพนน้ําตอนน้ํามา ยามฤดูน้ําลดก็จะกลับมาเปนสภาวะปกติ รอเฝา ระวังกันอีกทีก็ตอนเขาฤดูฝนชนหนาน้ําเชาปตอไป ขอเสริมเพิ่มเติมเปนความรูในเรื่องของการดูน้ําตามสถานการณปกติ ชาวบาน ยานนี้มีวิธีการจดจําตามภูมิปญญาที่ไดกําหนดกันมาเปนแบบแผน ใหสอดคลองตองกัน กับการทํามาหากิน เริ่มตั้งแตยุคนาเกลือไมวาจะเริ่มเจื่อนนา กลิ้งนา เตรียมน้ําเพื่อทํา นาเกลือ มาจนถึงยุคทําวังกุงจะเติมน้ําเขาวัง จะพักตากวังหรือขุดรองเสริมคัน ลอกเลน ขึ้นจากขาวัง กระทั่งแมแต ชาวประมงจะหยุดพักจากการออกทะเล นําเรือขึ้นคานเพื่อ 61
ตอกหมัน ชันยาและทาสีเรือใหม ในกระบวนการเหลานี้ลวนตองมีเรื่องของฤดูกาลของ “น้ํา” และ “ลม” เขามารวมดวย ระดับน้ําทะเลขึ้น – ลงตอวันมากนอยเพียงใด ขึ้นอยูกับปจจัยหลายสิ่งอยาง ทั้งระยะทางไกล ใกลจากทะเล น้ําทะเลจะลงมากหากคลองอยูใกล เมื่อคลองอยูไกลก็จะลงนอย อีกทั้งลักษณะของ ชายฝงทั้ง ความลาด ความลึก เหลานี้ลวนมีผลตอระดับน้ําตามชายฝงและลําคลองทั่วไปดวย พอเคยอธิบายไวในแตละวันน้ําจะขึ้น - ลง เลื่อนไปวันละ ๔๕ นาที เชนวันนี้น้ําขึ้น ๖โมงเชา วันรุงขึ้นก็จะขึ้นราว ๖โมง๔๕ นาที ที่พอบอกเชนนี้เพราะพวกเรามีหนาที่ตองขึ้นไปเปดประตูน้ําเพื่อให น้ําเขาวังทางดานหนาประเทียบ(นาประเทียบ) ไมตองไปนั่งรอหรือกําลังทําสิ่งใดอยู พอรูวาไดใกล เวลาก็จะพากันไปเปดประตูน้ํานําน้ําเขา พอจะใชวิธีเทียบเวลาจากนาฬิกากับดวงจันทร จนไดมาตรฐาน กับการขึ้นลงของน้ําทะเลแต ละวันวาตางกันประมาณ ๕-๖ ชั่วโมงตามฤดูกาล โดยที่หนาฝนและหนาวจะยาวนานกวาฤดูรอน จะมี คํากลาวที่ชาวบานมักพูดกัน “เดือนขึ้นน้ําลง เดือนตรงน้ําขึ้น” พอบอกเราวาจับเวลาตั้งแตเดือนขึ้นถึง ตรงหัวเรา เทากับ๖ ชั่วโมงและชวงเวลาน้ําลงก็ตรงกับเวลาเดือนลับซึ่งก็เทากับ ๖ชั่วโมงเชนกัน แต กระแสลมและทิศทางที่ลมพัดมานั้นก็มีผลในการเรงและลด ทั้งระยะเวลาและปริมาณน้ําที่ขึ้น – ลง ดวย โดยหลักทั่วไปถาเปนน้ําเกิด กระแส น้ําจะไหลแรง ถาเปนน้ําตายจะไมคอยขยับ แตก็ไมเสมอ ไปหากมีปจจัยเรื่องทิศทางของลมเขามา และขอใหเขาใจตอไปอีกนิดหนึ่งวา เมื่อเราพูดถึงทะเล พูด ถึงน้ํา ก็ตองพูดถึงลมดวย เชน เราบอกวาชวงเวลา ๘ ค่ํา เปนน้ําตาย แตถามีลมทะเลพัดมาทาง ทิศตะวันออกเมื่อใด แมจะอยูในชวงน้ําตายซึ่งน้ําควรจะขึ้น – ลงนอยก็พลอยทําใหน้ํามากกวาปกติ หรือชวงน้ําเกิด ก็จะพลอยใหมีน้ําขึ้น – ลงมากในวันนั้นได สรุปก็คือ ถาไมมีปจจัยอื่น และเปนภาวะ ปรกติก็จะทํานายลวงหนาได แตถามีปจจัยไมปกติอื่นมาเวลาและปริมาณน้ําก็เปลี่ยนแปรได จะขออธิบายเพื่อการศึกษาเรื่องวันและเวลาจะไดเขาใจ อยางเชน วันนี้ขึ้น ๑ ค่ํา น้ําเชาเริ่ม ขึ้นราวเวลา ๐๘.๐๐ นาฬิกา นาจะขึ้นสุดตัวเต็มที่เวลาประมาณ ๑๔.๐๐ นาฬิกา แลวก็เริ่มลาลง จาก ๑๔.๐๐ นาฬิกา ไปลงแหงสุดตัวประมาณ ๒๐.๐๐ นาฬิกา และ ก็เริ่มขึ้นอีกคราเวลาประมาณ ๒๐.๐๐ นาฬิกา และขึ้นสุดตัวอีกครั้งเวลา ๐๒.๐๐ นาฬิกา โดยไปลงสุดตัวที่ ๐๘.๐๐ นาฬิกา รวมเปน ๒๔ ชั่วโมงพอดิบพอดี คือจะมีขึ้น ๒ ครั้งและ ลง ๒ ครั้งดังที่กลาวไวในขางตน พอ พนวันถัดไป ในชวงเวลาเดิมของน้ําเชา ๐๘.๐๐ นาฬิกา ก็จะเลื่อนไปเริ่มขึ้นเวลาประมาณ ๐๘.๔๕ นาฬิกา และเริ่มลงเวลา ๑๔.๔๕ นาฬิกา สวนน้ําเย็นหรือน้ํากลางคืนก็จะไปเริ่มขึ้นเวลา ๒๐.๔๕ นาฬิกา และเริ่มลงเวลา ๐๒.๔๕ นาฬิกา หมุนตามเวลาอยางนี้ไปไมเปลี่ยนแปลง ทวาปริมาณน้ําขึ้น –- ลง คงไมเทากันทุกครั้ง ยังตองดูที่ชวงเวลาขางขึ้น – ขางแรมของ พระจันทร ในวันนั้นๆประกอบดวย โดยชวงที่น้ําทะเลจะขึ้นมามากหรือ “น้ําเกิด” นี้ปริมาณน้ําที่ขึ้นสูง จะมีในชวงเวลาขางขึ้นและขางแรม ๑๒ ถึง ๑๕ ค่ําและ ๑ ถึง ๕ ค่ํา สวนในชวงเวลาที่น้ําขึ้นมานอย หรือ“ น้ําตาย” จะอยูในชวงขางขึ้นและขางแรม ๖ ถึง ๑๑ ค่ํา และชวงเวลาที่ “น้ําตาย” นี้ปริมาณ น้ําที่ขึ้นหรือลงจะต่ํากวาชวง “น้ําเกิด” กระแสน้ําก็ไมคอยขยับจะเคลื่อนตัวนอยและไมคอยเชี่ยว บางครั้งชวงเวลากอนการไหลขึ้นหรือลงน้ําจะทรงยาวนานอาการนี้เรียกวา “น้ําเทอ” 62
บางครั้งน้ําในคลองก็มีระดับสูงขึ้นทั้งๆ ที่น้ํากําลังไดเวลาไหลลง หรือเปนชวงของเวลาน้ํา กําลังขึ้นแตกลับขยับกลับไปเหมือนจะลง ทําทาเหมือนไมแนใจ ไตระดับขยับขึ้นมาสูงๆต่ําๆ ทําทา ทรงอยูอยางนั้นมัน เหมือนกับลังเลวาจะขึ้นหรือจะลงดี กอนที่จะไหลขึ้นใหมจริงๆ หรือไหลลงจริงๆ อาการอยางนี้เรียกวา “น้ําทาม” ทั้งอาการ “น้ําเทอ –น้ําทาม” นี้มักจะมีเกิดขึ้นยาม “น้ําตาย” หากยอนไปสมัยที่ “ตาอิน” ของพวกเรายังอยู ความรูความเขาใจในเรื่องการกางโพงพาง แกเคยเลาใหฟงไวเหมือนกันวาในขณะที่น้ําจากคลองขางบนไหลลงยังไมสุดตัวนั้น น้ําทะเลจะเริ่ม ไหลขึ้นแลว หรือในขณะน้ําคลองดานบนไหลขึ้นยังไมสุด น้ําทะเลก็หยุดและไหลลงแลว หากใคร ไมไดอยูในพื้นที่ชายทะเลแลวคิดจะทําโพงพางคงกางคงเก็บไมทันเวลา เพราะวาน้ําทะเลไมเคยนิ่ง ตามความเปนจริง โดยระดับน้ําขางบนและขางลางจะเคลื่อนไหวสวนทางกัน พอยังเคยบอกไวในเรื่องที่เกี่ยวของของน้ําเกิดน้ําตาย โดยทั่วไปการลอกคราบขยายขนาด ของกุงชนิดตางๆหรือแมกระทั่งปูทะเล มักจะลอกคราบในชวงน้ําตายและเปลือกใหมจะแข็งเต็มที่ ในชวงน้ําเกิดพอดี ดังนั้นชวงเวลา”น้ําตาย”เราจะไมจับกุงขายเพราะกุงจะนิ่มไมไดราคา ตองรอเวลา “น้ําเกิด” เสียกอนตอนนั้นกุงจะโตเปลือกจะแข็งเต็มที่ขายไดก็ราคาดีอีกดวย ดังนั้นปรากฏการณ น้ําขึ้น – น้ําลง คงเปนสิ่งที่มีใหเห็นดังเชนในทุกๆวัน แต “น้ําเกิด” กับ” น้ําตาย” นั้นหมายถึงปริมาณของน้ําที่นอยหรือมากมักจะสัมพันธกับขึ้นหรือแรมแถมมา มองเสาไฟฟาวันนี้ที่ปกเรียงรายในคลอง ลองเปรียบเทียบกับไฟฟาฝากฝงตรง ขามที่ยามนี้มีมาตรฐานกวาไฟฟาชราภาพตามคลองหนาบานเรา หากยอนไป ในวันที่มี เสาไฟฟาตนแรก ปกลงตรงชานคลอง พรอมลากสายไฟฟาเขามาใหชุมชนยานบานเรา ความเปนอยูดูมีความสุขขึ้น เครื่องใชไฟฟาตางเริ่มทยอยเขาตามบาน ทั้ง ทีวี ตูเย็น หมอหุงขาวไฟฟา ทั้งสดทั้งผอนมีใหตัดสินใจใชบริการ ตัวแทนจําหนายเดินเขาออกไป ทั่วทุกบาน ไมนานหลายบานก็มีเครื่องใชไฟฟาที่เลือกซื้อหาและที่ตัวแทนขนกันมาใหได ใชกัน เมื่อครั้งยังไมมีไฟฟาเขามาในชุมชน หลายบานรวมทั้งบานเราก็จะเอาเครื่องยนตมาปนไฟใช กัน ที่บานเราพอจะเอาเครื่องยนตดีเซล ยี่หอลิสเตอร ที่ใชฉุดกับระหัดวิดน้ํา นํามาทําเปนเครื่องปน ไฟ โดยใชคูกับไดนาโม เพื่อใชตามไฟใหพวกเราทําการบาน และเปดทีวี ดูหนังดูละคร จากนั้นไมเกิน ๓ทุมพอก็จะสั่งใหดับเครื่องยนต เพื่อทุกคนจะไดนอน ตอนปนไฟฟาใชกัน สิ่งสําคัญคือตองตั้งรอบเครื่องและเรงสายพานไดนาโม ใหกําลังไฟขึ้นไป จนถึง 220 โวลต เสียงตะโกนกองของคนที่เฝาตัวเลขเรือนมิเตอรไฟ กับคนที่ใชคอนตอกลิ่มแทนได เพื่อใหสายพานตึง จนถึงการเรงรอบเครื่องยนต ตองใช๒ถึง ๓คนทุกวัน แตก็สนุกสนานกันดี และที่ ตองระวังคือการใชประแจออกแรงหมุนควงเครื่องยนตใหติด บางครั้งพอเครื่องยนตติด ดึงประแจ ออกไมทันมันเคยสะบัดโดนคาง โดนปากใหไดบาดเจ็บอยูเนืองๆ 63
วันแรกที่การไฟฟาแจงวาจะปลอยไฟมาใหใช ทําใหทุกคนตางตื่นเตนรอคอย เวลานี้มีทั้งสา ยนต และสนธยามาคอยสังเกตการณ นานมากแลวที่พวกเราตางนั่งเฝาหนาจอทีวีดวยกัน กับเครื่อง ปนไฟ "เยเย.... ไฟฟามาแลว....." เสียงตะโกนดวยความดีใจ ของเราทําเอาทุกคนหัวเราะสนุกสนาน รวมทั้งบานนาที่โผลหนาตางมาตะโกนวา “ไฟมาแลว” "บานมึงละมารึยัง " เรารองถามเซียนยา พรอมเสียงตอบกลับมาวา ตองรอลากสายไฟแลว ไปพวงกับบานอา หลายคนตื่นเตนดีใจที่จะมีหลอดไฟใชแทนตะเกียงน้ํามัน มีพัดลมใชไมตองใชมือพัด และดู ทีวีไดไมจํากัดเวลา จึงทําใหทุกชวงเวลาตอนเย็นๆค่ําๆและวันหยุด เด็กๆหลายคนที่บานของตนยังไม มีทีวี ในเวลาที่ตองกลับไปกินขาวและหลับนอนที่บานของตนเอง ตางกระเตงนองเล็กเขาเอวขี่หลัง รีบวิ่งแจน มายังบานและรานคาขายที่เปดทีวีไวใหดู ในระยะแรกๆของการใหบริการดานไฟฟา ยังไมครอบคลุมทั่วทุกหลังคาเรือน เพราะการ ติดตั้งเสาไฟฟา และการเดินสายไฟ ตองคอยๆไลทําตามจุดที่สํารวจไว ดังนั้นจึงไมสามรถมีไฟฟาใชได พรอมกันทีเดียว บานไหน ที่ไมมีเลขที่หรืออยูในคลองเล็กและ อยูลึกเขาไปมากหนอย ก็ตองคอย กอน อาจไดรับการติดตั้งทีหลัง บานที่ติดคลองใหญและบานที่ขอไฟโดยใชบานเลขที่ หลังจากที่ไฟฟามา พอเดินสํารวจตรวจตราเช็คหลอดไฟตามหองของที่บาน เห็นพอกําลัง ลอง ' ปด-เปด ' สวิทชไฟ เรายืนมองไปดวยความตื่นเตน ที่เห็นแสงสวางจากหลอดไฟฟา ในหองของ ตัวเองเปนครั้งแรก เพราะกอนหนานั้น แสงสวางจากตะเกียงน้ํามัน คือแสงที่อยูคูกันกับบานมาชา นาน โดยเฉพาะเวลาทําการบานหรืออานหนังสือ ตองใชตะเกียงน้ํามัน และตองคอยขยับเขามาใกล เพราะเปลวไฟจากตะเกียงจะวูบๆวาบๆไปมาเวลาตองลม หรือบางทีอาจดับได ตองใชมือปองประคอง เอาไว และสิ่งที่ไดในตอนเชาเมื่อเอานิ้วมือแหยเขาไปในรูจมูก คือคราบเขมาดําติดตามนิ้วมือออกมา ยังคงจําไดเตารีด ที่ใชกอนจะมีไฟฟาตองใชเตารีดถานไม ใชใบตองมารองไว เพื่อเช็ควาไฟ แรงเกินไปหรือเปลาหากแรงตองคีบเอาถานออกกอน หรือตอนที่จะรีดเสื้อ กางเกงผาหนาก็ตองหา ถานเติมเพิ่มเขาไปเพื่อเรงไฟใหแรงแรง " บานกูก็มีไฟฟาใชแลวเหมือนกันเวย " เสียงเพื่อนๆที่โรงเรียนตางบอกเลาแลกเปลี่ยนเรื่อง ของไฟฟาที่ปลอยมาใหไดใชกันทั้งวัน สงเสียงพูดคุยอวดกันดวยความตื่นเตนดีใจ " ตอไปนี้เวลากลางคืนพวกเราก็ไมตองนั่งเรือในคลองมืดๆอีกแลวเนอะ " เพื่อนผูหญิงใน กลุมพูดแทรกมา ทุกคนหันไปมองที่มาของเสียง พรอมกับยิ้มใหแลวพยักหนาตอบพรอมๆกัน เพราะวานอกจากเราจะไดไฟฟาที่ปลอยมาใหใชตามบานแลว ตามคลองทั่วไปก็มีแสงไฟทางใหความ สวางอีกดวย เพราะความมืดคือสิ่งที่อยูคูกับชุมชนยานนี้มานานแสนนาน เวลาเดินทางชวงกลางคืน จะตองมีไฟจากไฟฉาย หรือไมก็ไฟจากตะเกียงเจาพายุ เพื่อเปนแสงนําทาง ใหมองเห็นทุกสิ่งอยาง รอบตัว หลังจากตะวันตกดินก็สิ้นแสง ความมืดจะเขาปกคลุมทันที 64
" บิลคาไฟมาแลว "แมยื่นบิลคาไฟใหพอดู พรอมบนอะไรนิดหนอย พวกเราก็คอยลุนวามันคือ อะไร " มันหลายบาทหรือไง ถึงไดบนอยูได " พอถามออกมาขณะนั่งมวนยาเสน เปดทีวีดูรายการ ดร.อุทิศ แนะดนตรีไทย ทางชอง ๕ เริ่มจัดรายการมาจากโทรทัศน ชอง ๗ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๓ ใหชื่อวา "นาฎดุริยางควิวัฒน" แลวเริ่มจัดรายการ ดร.อุทิศ แนะดนตรีไทย ทางไทยทีวีชอง ๔ และทางทีวีสี ชอง ๕ ตลอดมาเปนเวลากวา ๒๕ ปพอเปดดูรายการนี้ เปนประจําจนเราจําคําพูดในรายการไดดี “ของเขายอดเยี่ยมดีจริงเบียรสิงหของไทย ซาบซาสดใสก็โซดาไทยตราสิงห ดื่มสักนิดก็ชื่นจิตจริง ๆ เบียรสิงหของไทย” " ไมรู ดูเอาเอง ดูโทรทัศนมากไปหรือเปลา เห็นดูแตดนตรีไทยตลอด " แมนาจะงอน ละครไม คอยไดดูเพราะตอนที่พออยูพอเอาแตดูดนตรีไทย " อืม” เราไดยินจากปากพอแคนั้น แตก็เขาใจดีพอเปนคนที่ไมเคยเถียงแม ตั้งแตเกิดมาไมเคย ไดยินทานทั้งสองทะเลาะกัน สวนใหญจะไดยินแตแมเทานั้นที่เปนฝายบน สวนพอจะเปนคนที่ไม โตตอบ พอพอลุกเดินหางออกไป แมเรียกเราใหอาน บิลคาไฟใหฟง เพราะตัวหนังสือและการแจงที่ แสดงไวยังเปนเรื่องใหม แมยังไมคอยเขาใจ " คาไฟรอยยี่สิบบาทเองแม " เราบอกแมหลังจากที่ดูคาไฟแลว " หึ ตั้งรอยยี่สิบบาทเลยเหรอ " แมสงสัย เดินเขามาดูใกลๆ เราก็ชี้ใหแมดูจะไดรูวาเขาแจงไว ตรงไหน " จะ รอยยี่สิบบาท " เราย้ําอีกครั้ง แมทําทานั่งคิดแลวบนพึมพํากับตัวเอง " มันก็เทาๆกับที่เราใชน้ํามันนี่นาคาน้ํามันปนไฟบางทีแพงกวาอีก" พอพูดจบก็เดินเลี่ยงไปปลอย ใหแมคิดเอาเองวาความคุมคาคืออะไร ' บิลคาไฟฟา ' คือสิ่งใหมสําหรับบานเราและตองทําความเขาใจ จนมาวันนี้การจดและการจาย คาไฟฟา จะมีคนขับเรือมาวางบิล เมื่อถึงเวลาถาหากไมสะดวกไปจายที่การไฟฟาก็จายกับพนักงาน นั้นเลย กระทั่งมาถึงวันนี้ทั้งเสาและสายไฟที่พาดมากวา๓๐ ป ยังดํารงคงที่ไมมีการพัฒนา เปลี่ยนแปลง ทุกบานยังคงชวยกันประหยัดไฟเพื่อจะที่จะใชไดอยางพอเพียง หากขืนไมชวยกัน ประหยัดตางคนตางระดมใชไฟ กระแสจะไมเพียงพอ หลอดไฟบางดวงจะกระพริบริบหรี่หรืออาจดับ ไป หมอหุงขาวไฟฟาก็จะพากันไมเดือด ยามฝนฟามาแรงไฟฟาก็มาดับ ตองรอจนกวาฝนจะซาฟาจะ ใส ทางการไฟฟาจึงจะมาดูแลซอมแซม กลายเปนคําพูดเหน็บแนมจากชาวบานยานเรากลาวกันไววา “แคหมาเยี่ยวรดโคนเสาไฟ ก็ทําใหไฟดับแลว” สายน้ําลําคลองยานนี้ นอกจากจะชวยหลอเลี้ยงใหทุกครอบครัวมีคุณภาพชีวิตทีดี ยังใหกําเนิดศิลปนนักดนตรี และนักประพันธเพลงผูอยูเบื้องหลังนักรองดังในตํานาน 65
อาจารย วันเพ็ญ อวมสะอาด เปนทั้งนักดนตรีและผูประพันธเพลงที่ ไดรับการยกยอง ของ ชาวบานยานคลองพิทยาลงกรณแหงนี้ใหเปนอาจารยดานประพันธเพลงแหงลุมน้ําเค็ม ในอดีตทานเคยมีวงดนตรีลูกทุงชื่อ วงเพลินไพรวัลย รับทั้งงานจางและงานชวย ในชุมชน สมาชิกในวงสวนใหญเปนคนในพื้นที่และพี่นองของครอบครัว “อวมสะอาด” ทายาทที่เปนศิลปนโดย สายเลือด เลนเครื่องดนตรีไดไมตองไปร่ําเรียน ตอมาก็แตกหนอกอเกิดเปน “วงวาสุชา” วงโฟลคซอง นองใหมในวงการ มี “อาจารยสมชาย รัศมี” เปนหัวหนาวง และมีทายาทของตระกูลอวมสะอาดรวม วง และเพลงที่โดงดังมากในยุคนั้นคือ เพลงคูสรางคูสม ของ “รายการคูสรางคูสม” ที่มีดํารง พุฒ ตาลเปนพิธีกร และ“เพลงสบายโก” ที่โดงดังจนตอง ออกเดินสายโชวตามรายการทีวีตางๆ เนื้อเพลง ที่อาจารย สมชาย รัศมี ประพันธไว จําไดดังนี้ เพลงสบายสบายโก เชิญรองโชวใหหญิงฟง เปลงสําเนียงใหเสียงดัง เชิญหญิงฟงใหเพลินทรวง หยิบกีตารมาขึ้นสาย ยิ้มเปนนัยใหคูควง เชิญรองเพลงใหชื่นทรวง เพลงไมลวงใหช้ําใจ แดงกับจุมอยารุมกอง เปลกับปองนั่งถอยไป อูดกับแอวจะไปไหน เดี๋ยวใหไกเขาไปสง แมวกับนอยหวัดดีแอด เปยกกับแปดมานังลง อนมาชานากลัวหลง เล็กพะวงรองเพลงหรั่ง (ซ้ํา *) ออกับออดมาจอดรถ อูดเรียกโอดมาเร็วไว แจวมาชาวาวัวหาย เลยขี่ควายมาแทนกัน ออยกับจิ๋มอยูริมน้ํา ตอยจูงตั้มไปสัมพันธ แลวกันเอะนี่ตัวฉัน มาเหมือนกันบรรเลงเพลง (ซ้ํา *) และเพลงคูสรางคูสม ที่เคยไดรับคําชมจากบรรดานักจัดรายการเพลงวา ทั้งเนื้อหาและคําที่ใชกินใจ สละสลวยอยางยิ่ง *คูสรางคูสม คูชิดเชยชมเปนคูสมดังใจ คูรักกันมานานเนิ่นชาเกินใคร พรหมสรางเราไวคูกัน **คูสรางคูสมชื่นชูภิรมยเพลินสุขสมชีวัน รวมสองชีวีคูเรานี้เร็วพลัน เพื่อใหสุขสันตเกินใคร 66
รักกันนะ รักกันหนา รักจะพาใหสมฤทัย เราจีบกันนานกวาใครมาผูกใจดวยการแตงงาน เธอก็สวยเปนคูสมดังพระพรหมตั้งใจประทาน เรารักกันนานแสนนานมาแตงงานสําราญฤทัย (ซ้ํา *, **) ฉันก็จุมเธอก็จิ๋มแยมกับยิ้มชื่นใจ ชื่นใจ กรํากับงานนานอยางไรกลับบานไปก็พลอยสุขสันต รักกันไววันละนิด พอฟต ๆ รักกันรักกัน บานเราหรือคือสวรรคเธอกับฉันรักกันเกินใคร (ซ้ํา *, **)....มีตอ ผลงานการเขียนเพลงของอ.วันเพ็ญ ในอดีตก็มีแตงไวใหนักรองดังที่ครั้งหนึ่งเดินทางเขาพบ ดวยตนเองถึงที่บานของอาจารยแตจะเปนเพลงอะไรนั้นขอละไวในฐานเขาใจถึงเรื่องคายและลิขสิทธิ์ เพลง ครั้งนั้นทานไดแตงมอบไปสองเพลงเปนเรื่องราวชีวิตจริงของลูกศิษยทานที่ตองอกหักคนรัก จากไปแตงงานกับคนรักใหม เนื้อหาทั้งสองเพลงคือเรื่องราวที่เลาตอกันเปนสอง ภาค และตอมาเนื้อ เพลงหนึ่งไดถูกแกไขใหมใหเขากับตัวนักรอง ถึงสามครั้งจากตนฉบับ.... อีกหนึ่งผลงานเรียบเรียงทั้งคํารองและทํานองที่เปนของ อาจารยวันเพ็ญ คือเพลงปงแมหมาย แตงใหกับนักรอง อวนอารมณดี และตอมาก็มีการนําไปบันทึกเสียง ความเปลี่ยนแปลงแฝงเขามาในชุมชนอยางชาๆกับการพัฒนาเมือง แตเรื่องหนึ่งที่ไมอาจ เปลี่ยนแปลงและยังดํารงคงอยูคือผูที่ยังคงรักบานเกิด ไมวาทางรัฐจะเขามาพัฒนาและนําพาชุมชน ใหเปลี่ยนไปในทางสรางภาพใหดูดีเพียงใดแตคนในชุมชนสวนใหญในใจ ยังคงรักษและชวยกันดํารง ชุมชนสวนหนึ่งไวเชนในอดีต ชุมชนและวิถีผูคนยานชายทะเล บางขุนเทียนตั้งแตมีถนนเขาถึงคลอง พิทยาลงกรณชื่อเสียง ที่คนทั่วไปรูจักยานบางขุนเทียน คือ...ทะเลกรุงเทพฯ แหลงของรานอาหารทะเลและ จุดชมวิวที่ใน วันหยุดสุดสัปดาห เหมาะสําหรับการพา ครอบครัวมากินอาหาร หาไดมีความสําคัญอื่นใด มากไป กวานี้.. แตหลังฉากของพื้นที่ชายฝงทะเล บางขุนเทียนสวนใหญกําลังถูกทะเลกลืนกินไป.. จะปกปอง กันอยางไร ใหชายทะเลบางขุนเทียนที่มี ความหลากหลายทางธรรมชาติที่มีคุณคา ใหอยูคู กรุงเทพมหานครตอไป ผูคนยังขาดความเขาใจ ไมเห็นถึงความสําคัญ วันนี้ลูกๆของพอและแมแมเปนแคลูกชาวบาน ธรรมดา แตทุกคนก็ไดรับการ อบรมสั่งสอนมา ใหรักษ บานเกิด มีชีวิตที่ติดดินเคยชินกับธรรมชาติ ตั้งแตเยาววัย ไดมี 67
สวนชวยงานเปนการเสริมสราง ประสบการณเรียนรูสูชีวิตเกษตรกรไดอยางแทจริง ผานการเรียนรูถึงความเหนื่อยยาก ปญหาและอุปสรรค ตางๆ จากประสบการณตรง ของชีวิต พัฒนาคําสอนของพอแมมาเปนอุดมการณสูเสนทางการอนุรักษผืนถิ่น คงศักดิ์ ฤกษงาม หนึ่งในพี่นองของครอบครัวเรา หรือที่ ชาวบานยานชุมชนชายทะเลบางขุน เทียนมักเรียก “หมอโต” เคยรับราชการเปนเจาหนาที่ควบคุมโรค สังกัดสํานักอนามัย มักใหขอคิดถึง ชีวิตอันเคยสงบสุข ของชาวบานหนาดานชายทะเลอาวไทยตอชาวบานทั่วไปวา..ชายฝงกําลังปน ปวน จากคลื่นลมที่ โหมกระหน่ํา น้ําทะเลที่คอยๆเพิ่ม ขึ้น กลืนกินแผนดินถิ่นมรดกตกทอดผืนสุดทาย.. ใครจะแกไข? “คนในพื้นที่จะเขาใจไดดีถึง ความสําคัญของทะเล ที่เปนแหลงสําคัญของ ทรัพยากรสัตวน้ํา แต คนอื่นๆอีกหลายลานคน จะเขาใจไหมวา สายสัมพันธแหงชีวิตตั้งแตที่ราบสูง มุงลงสูแผนผืนทะเล กวางตางตองพึ่งพาอาศัยกัน ชาวบานที่เริ่มตนชีวิตมากับคลื่นลมเทานั้นจึงจะเขา ใจในระบบนิเวศของ อาวไทยที่เชื่อมโยงกันไปถึง แผนดิน เปนโรงครัวผลิตอาหารทะเลสงไปเลี้ยง คนทั้งประเทศ แต ปญหาคลื่นทะเลที่กําลังกัดเซาะชายฝง และที่ดินทํากินของชาวบานมานานหลายสิบปคนในพื้นที่ ถือ เปนวิกฤติใหญหลวงเกินกวาจะรับมือเพียงลําพัง” แกใหสัมภาษณกับนักขาวที่เฝาติดตาม แมจะรับราชการ ภารกิจก็ ไมไดจบ แคงานบริการสาธารณสุข แตลุงเลือกที่จะแบก ภาระของ พื้นที่ เกือบ๓๐๐๐ไรที่ถูกน้ําทะเลกัดเซาะหายไปไวบนบา รวมกับชาวชุมชนดานหนาทะเลบางขุนเทียน ซึ่งเปนบานเกิดและที่ที่เขาเติบโตมา ชวยกันหาวิธีปองกัน ยอนไปในป ๒๕๓๔ มีการแกไขปญหาสูญเสีย ที่ดินชายฝง ของชุมชนชายทะเลบางขุนเทียน จาก รัฐเปนครั้งแรก เมื่อกรุงเทพมหานคร เขามา ทดลอง ทําแนวทิ้งหิน ความยาวทั้งสิ้นประมาณ ๘๐ เมตร ตอมาในป ๒๕๓๖ ไดขยายแนวหินทิ้งใหยาวขึ้น เปน ๔๓๒๐ เมตร ในป๒๕๓๘ไดเสริมแนวหิน ใหสูง และ กวางขึ้น ซึ่งในครั้งนี้ชาวบานไดบริจาคที่ดิน ๔๐๕ ไร ใหเปนแนวทิ้งหินลึกเขาไป ๑๕๐เมตร ในชวงเวลาที่แกไดเปนประธานชุมชน คลองพิทยาลงกรณไดรวมชาวบาน ยานชายทะเลบาง ขุนเทียน ๖ ชุมชนเขามาเปนภาคี อันมี ชุมชนคลองพิทยาลงกรณ ชุมชนเสาธง ชุมชนหลวงพอเตา ชุมชนแสนตอ ชุมชนศรีกุมาร และชุมชนชายทะเลบางขุนเทียน ตั้งเปนกลุม "เครือขายรักษทะเล กรุงเทพฯและสิ่งแวดลอม" แกเลาถึงการตอสูของชาวบานยานชายทะเล เรื่องการปองกันการกัดเซาะชายฝงวาไมใช ตองการ เอาชนะแตตองการอยูกับมันใหได เมื่อเห็นวา เขื่อนหินทิ้งปองชายฝงของรัฐที่ทําไวกําลัง คอยๆพังทลาย จึงคิดไดวาการรับมือกับแรงคลื่นดวยลักษณะการ ตานแรง ไมใชแนวทางแหงชัยชนะ จึงคิดพัฒนานําภูมิปญญา “ก่ําหอยแมลงภู”ของชาวประมงพื้นบาน ซึ่งเกิดจากการนําไมไผมาปกไว เปนแนวกลุมเพื่อให ลูกหอยแมลงภูมาเกาะ วิเคราะหกันแลวภูมิปญญา ชาวบานจากการทําก่ํา (ฟารม)หอยแมลงภูเปนหัวขอหนึ่งที่ถูกหยิบยกมา แลกเปลี่ยนเรียนรูพูดคุยกัน ในชุมชน จนไดขอสรุป ออกมาเปนแนวไมไผ ใน ปจจุบันนี่เอง 68
“เราเรียกโครงการนี้วา โครงการแนวไมไผ ชะลอคลื่น แทนคําวาเขื่อนไมไผ เนื่องจากหากใช คําวา เขื่อน เหมือนจะตองทําประชาพิจารณ แตหากเรียกวา แนวไมไผมันสรางไดไมตองรอ เรา เลือกทําจุดแรกตรงดานหนาที่ดินราชพัสดุเพราะ เปนที่ไมมีเจาของ จากไมไผรวกขนาดเล็กของ ก่ํา หอยแมลงภู มาสูการใชไมไผตงขนาดใหญ เพื่อให มีอายุการใชงานที่นานขึ้น วิธีสรางแนวกันคลื่น แบบ นี้ ไมใชการตานแรงคลื่น แตเปนการลดความรุนแรง ของคลื่น ไมวาคลื่นจะมาจากดานไหน เมื่อเขา กระทบไมไผ จะสงแรงผลักหักเห ผานไมไผ แตละทอน ลดทอนแรงไปรอบๆลําไผ จนหมด พลังลงไปเอง และสิ่งที่ไดคือเกิดการตกตะกอน ของเลนหลังแนวไมไผ และเมื่อตะกอนเลนไดมีการ คลุกเคลาเขากับกระซาหอย(เปลือกหอยที่ตาย) และถูกพัดพาเขาหาชายฝง ที่มีรากแสมคอยชวยดัก จับซับเอาตะกอนเหลานั้น สะสมไวในทุกๆวัน คลายการผสมปูนซีเมนต เปน เชนนี้เราก็จะมีผืนดิน กลับคืนมา เนื่องจากวาดั้งเดิม พันธุไมพื้นเมืองตามแนวปาชายเลนแถวหนาสุดของทะเลบางขุน เทียน คือปาแสม รากอากาศของไม พันธุนี้ เปนนักสรางแผนดิน รากของมัน จะเปน ตัว จับเอา ตะกอนเลนที่มากับคลื่นไว ชวยในการ สราง แผนดิน” ลุงโตเลาไปพรอมหงายมือใหนักขาวดู ชูอุงนิ้ว รากอากาศของแสมแลดูคลายอุงมือของเรานี่เอง “ ตนป ๒๕๕๑ เครือขายฯใชวิธีขอ งบประมาณ ดานภัยพิบัติของสถาบันองคกรพัฒนาชุมชนซึ่ง เหลือจากนําไปชวยในเหตุการณ สึนามิ ที่ภาคใต ไดมาประมาณ๓ลานกวาบาท เปนทุนเริ่มตนสราง แนวไมไผตามแนวชายฝง หลังจากทดลองกันไป แนวกันคลื่นไมไผไดผล ไดเห็นพื้นดินเลนที่คอยๆ เต็มตื้นขึ้นมา จึงขอรองชาวบานวาใครทีมีพื้นทีติด ชายทะเล เวนทีวางใหทางเครือขายฯไดใช เปน พื้นที่ปลูกปา เมื่อตนไมเติบโตขึ้นมาจะไดเปนปราการ ปองกันคลื่นแทนไมไผที่นับวันไปมันก็จะผุ พัง ทุกคนก็มีความหวังใหความรวมมืออยางดีและวันนี้ เราตอง "รุกทะเลคืนบาง" "พอเราสามารถทวงคืนผืนดินมาได เราบอก ใหชุมชนอยาไปรุกล้ํา อยาไปแผวถางปาเพื่อจะทํา นากุง เหมือนเชนอดีตที่ผานมา เราจะปลูกปาเพิ่ม ใหหนาแนนขึ้น เอกสารสิทธิ์ที่ดินยังเปนชื่อของ พวกเรา เปนขอตกลงปากเปลาที่เราคงบังคับกันไมได แตขอและใหกันดวยใจ เปนเรื่องของการให และ การเสียสละ พวกเรามาเพื่อชวยกันปองกัน การ กัดเซาะ อนาคตทั้งแผนดินและระบบนิเวศน ก็ จะ กลับมา เชื่อวาเขานาจะรักษาคําพูด และรูดีวา ถาพวกเราไมรวมมือกัน ความฝนที่จะไดผืนดิน ชายฝงของเรากลับมาก็นาจะยากที่สุดเมื่อการทวง คืนจนไดผืนแผนดินกลับมา ทุกคนก็จะรูเองวา ควรจะมารวมมือกันทําอะไรใหกับชุมชน”ลุงโตกลาวใหนักขาวไดนําไปเผยแพร “ลุงแดง” หรือครูเกรียงศักดิ์ ฤกษงาม ทายาทคน รอง นองชาย “ลุงโต” ครูผูตอยอดวิชา เกษตรกรรม สรางกิจกรรมนําเยาวชนรวมอนุรักษปาชายเลนและวิถีถิ่นชาวชุมชนชายทะเลบางขุน เทียน เริ่มจากครู ผูสอนวิชาเกษตรกรรม นําเด็กๆไปสูการลงมือปฏิบัติ ในสถานที่จริง ฝกคิด วิเคราะห สรางองคความรู สูการอนุรักษปาชายเลน ๓๔ ปจาก ความมุงมั่น ในการถายทอดองค ความรูสูชุมชน จนกระทั่งนําไป สูผูสรางความภาคภูมิใจใหกับครอบครัวบานวังชุบ ดวยรางวัล เกียรติยศจากมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจาฟา มหาจักรี ที่มอบรางวัล "ครูยิ่งคุณ" ประจําป๒๕๖๐ ใหกับสุด ยอดครูผูสรางกระบวนการเรียนรูควบคูไปกับการสรางจิตสํานึกรักษบานเกิด.... 69
“การเปลี่ยนความคิดของผูใหญทําไดยาก ภารกิจ สําคัญจึงเปนการสอนเด็กๆ ที่ตองเติบโตให เปน ผูใหญ ที่มีคุณภาพ เด็กๆ ตองเขาใจในถิ่นฐาน ตนกําเนิดของตนเองใหถองแท ชวยกันแกไข และรักษาไวให ปาชายเลนที่เสื่อมโทรม กลับ มา อุดมสมบูรณ ดวยกระบวนการเรียนรู และปฏิบัติ จริง เด็กทุกคนจะเปนเจาของตนไมที่ตนเองลงมือปลูก จะเกิดความหวงแหน และชวยกันปกปองผืน ปาที่ พวกตนรวมกันสรางมา เกิดการพัฒนาทั้งปาและ เยาวชน” ลุงแดงอธิบายถึงแนวทางการสราง องคความรูใหเกิดขึ้นได โดยไมตองใชตํารา ลุงแดง ไดเปลี่ยนพื้นที่แปลงน้ําดานหลัง โรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ ใหเปนแปลงสาธิต ของ นิเวศปาชายเลน ใหเด็กนักเรียนไดเรียนรู ควบคูกับการปฏิบัติจริง ตั้งแตการเลี้ยงกุง หอย ปู และ ปลา ซึ่งจะนําพาใหเด็กไดเรียนรูคูหลักคิด ความสําคัญคือ... "ปาชายเลนเปนทั้งแนวปองกันการกัด เซาะและแหลงเพาะพันธุสัตวน้ําที่สําคัญ" จนปจจุบันชื่อเสียงของโรงเรียนคลองพิทยาลงกรณเปนที่ รูจักเปนอยางดี ทั้งในเรื่องสถานที่ศึกษาและ การขอ มารวมทํากิจกรรมเกี่ยวกับระบบนิเวศปา ชาย เลน ลุงแดงเปนทั้งครูผูสอนและเปนวิทยากรใหความรูแกบุคคลทั่วไป ทั้งที่มาเปนกลุมและองคกร เริ่มจาก สถานที่ของโรงเรียนที่จัดเตรียมไว ไปจนถึงแปลง ปลูกปาบริเวณชายทะเลบางขุนเทียน “การเรงปลูกปาบริเวณชายฝงทะเลทดแทนปาเดิมที่สูญไปเปนเรื่องสําคัญ เพราะวาปาชายเลน นอกจาก จะชวยปองกันการกัดเซาะที่ดินชายฝงแลวยังชวย ดักตะกอนเลนไวไดอีกดวย”ลุงแดงอธิบาย พรอมยื่นเปดเอกสารใหดู “ขอมูลจากรายงานการศึกษาขององคการความรวมมือระหวางประเทศของญี่ปุนหรือไจกา (Japan International Cooperation Association/JICA) ที่เริ่มศึกษามาตั้งแตป๒๕๔๓ จนแลวเสร็จนําออก เผยแพร ในป ๒๕๕๐ระบุวา.. หลังจากแผนดินตอนบนมีการสรางเขื่อนในแมน้ํา เกือบทุกสายปริมาณตะกอนที่ เคยไหลลงมากับแมน้ําหายไปจากอาวไทยถึง๗๕เปอรเซนต การสราง เขื่อนขนาดใหญในบริเวณตน น้ําของลุมน้ําเจาพระ ยา โดยเฉพาะเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งสราง ในป พ.ศ.๒๕๐๘และ๒๕๑๕ ทําใหปริมาณ ตะกอน ในแมน้ําเจาพระยาจาก ๒๕ลานตันตอปกอนการสราง เขื่อน ลดลงมาเหลือ เพียง ๖.๖ลานตันตอป ทําใหชายฝงทะเลที่ปกติจะมีแผนดินงอกตามธรรม ชาติ เปนหาดและแหลม อยางที่เคยเปน ก็จะมี ใหเห็นนอยลง เมื่อเปนเชนนี้ ลุงแดงยังหวงอนาคต ชายทะเลบริเวณกนอาว หากไมมีตะกอนมาเติมเพิ่มขึ้น ตะกอนที่เหลืออยู ในทะเลจะกลาย เปนทรัพยากรล้ําคาที่แตละพื้นที่ตองชวงชิงไวใหได จนกลายเปน อีกหนึ่งหัวขอ “การแยงชิงตะกอนเลน”สรุปไดวาปญหาของทะเลกําลังขาดความสมดุลทางธรรมชาติ ความสมบูรณ ของปา การพัดพาไหลเวียนของตะกอนขาดแคลน ระบบนิเวศชายฝงจึงขาดความ สมดุล การกัดเซาะ ชายฝงที่สะสมตอเนื่องมาอยางยาวนานจึงทําใหแผนดินชายฝงคอยๆหายไป” ลุงแดงยังอธิบายตอวา:“ปญหาการกัดเซาะชายฝงที่มีมาตั้งแตปากแมน้ําเจาพระยา ถึงปาก แมน้ําแมกลองจังหวัดเพชรบุรีถาที่ดินชายฝงดานใดพังทลายไป ใครสามารถกักเก็บไวก็ไดเปน ประโยชนกับพื้นที่นั้น เชนที่ดินชายฝงบางขุนเทียนพังไป ทางพื้นที่ โคกขาม จ.สมุทรสาคร ที่มีพื้นที่ 70
ปาชายเลนสมบูรณ กวาก็จะสามารถดักตะกอนเลนไวได ตะกอนเลน ก็ไมไหลกลับมา และยิ่งทะเลไม มีตะกอนจากแมน้ําสามสายอันไดแก แมน้ําเจาพระยา แมน้ําทาจีน และแมน้ําแมกลองลงมาเติม เสริมอีก การพลิกฟนคืนแผนดิน ก็เปนเรื่องยาก..ตอนนี้ชุมชนแตละชุมชนจึงเหลือ เพียงทางเลือก เดียวคือ หาทางปองกันการกัดเซาะ และหาทางกักเก็บตะกอนเลนเอาไว” “วันนี้หลายฝายเริ่มใหความสําคัญและคิดเห็นตรงกันวา ความ พยายามแกไขปญหาและ ปองกัน การกัดเซาะ ชายฝงจะประสบความสําเร็จไดในทุกพื้นที่ของ ชายฝงทะเล ตองรวมมือกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชาวบาน จึงจะนําไปสูแนวทางของการฟนฟูและปกปอง รักษา ชายฝงทะเลที่ยั่งยืน ได และในเวลานี้ที่นายินดี อยางยิ่ง คือสิ่งที่ไดเห็นเปนรูปธรรม กับความทุมเท ทั้งงบประมาณและ สรรพกําลังของทางเจาหนาที่รัฐ” ลุงแดงจะบรรยายอธิบายทุกครั้งกอนที่ผูเขารวมทํากิจกรรมปลูกปา ชายเลนจะลงมือปฏิบัติจริง หากยอนเวลาพื้นที่ปาชายเลนหมูที่ ๙ และ หมูที่ ๑๐ แขวงทาขาม เขตบางขุนเทียน เดิมเปน เขตปาไมถาวรแหงชาติ อยูในความดูแลของกรม ปาไม กระทรวงเกษตรและสหกรณ ตามพระราช บัญญัติจัดที่ดินทํากิน พ.ศ. ๒๕๑๕ครอบคลุม พื้นที่ ยานชายฝงทะเล ๓ จังหวัด ไดแก จังหวัด สมุทรสาคร จังหวัดธนบุรี(ขณะนั้น) และ สมุทรปราการจัดสรรใหเปนพื้นที่ทํากิน และยัง ไดกันพื้นที่ ปาจากชายฝงทะเลขึ้นมาอีกประมาณ๑กิโลเมตร เพื่อใชเปน แนว กันชนน้ําทะเลกัดเซาะ ซึ่งสภาพ ปาในชวงเวลากอนหนานั้นกับวันนี้มันชางแตกตางกันสิ้นดี สภาพปาชายเลนกอนที่จะมีการประกาศ เปนเขตปาไมถาวรยังคงอยูในความทรงจํา ปาแสมผืนใหญมีใหเห็นตลอดชายฝง กระทั่งเริ่มมีการ ขยายที่ดินทํากินก็ทยอยสิ้นสภาพปา ความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ เริ่มมีใหเห็นเดนชัด ภาพของปาที่ หนาแนน ถูกแทนดวยพื้นที่โลง แนวกันชนคลื่นถูกกลืนดวยน้ําทะเล ครั้งหนึ่งพอเคยบนไววา “ถึง เวลา ทะเลมาเอาคืน” ป พ.ศ.๒๕๑๑ -๒๕๒๖ พื้นที่ปาไมหลายสวน ถูกน้ําทะเลกัดเซาะจนเสียหายปาไมกลายเปนพื้น น้ํารุกลามเขาไปในพื้นที่ดินทํากินของสมาชิก สหกรณนิคมบานไร ประชาชนจึงเริ่มมีการรองขอและ รอคอยใหกรุงเทพมหานครชวยเหลือ พ.ศ. ๒๕๒๘ กรุงเทพมหานครจึงไดมี หนังสือ แจงใหกระทรวงเกษตรและสหกรณทราบปญหา ตอมาคณะกรรมการจัดที่ดินแหงชาติไดเดินทางมา ตรวจสอบสถานที่ และมีการนําเสนอ คณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณา ตอมาคณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่๒๕ กรกฎาคม ๒๕๓๒ ใหจําแนกพื้นที่ ปาชายเลนในเขต บางขุนเทียน จํานวน ๒๗๓๕ ไร ออกจากปาไมถาวร แหงชาติและประกาศให กรุงเทพมหานคร ดําเนินการ ปรับปรุงพื้นที่และหาวิธีปองกันการพังทลายของ ชายฝง ปลูกสราง สวนปา และพัฒนา ใหเปนที่ พักผอนหยอนใจของประชาชน อยางไรก็ตามชาวบานหลายรายได พยายาม ปองกันพื้นที่ ดวยการทิ้งหินตามแนวที่ดินของตน แตยังไมไดผลเพราะตางคนตางทํา จึงนําแนวทาง แกไขปญหาของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลา ธนบุรี ที่ทําโครงการทดลองทิ้งหินเปน แนวเขื่อน มาใช แมวาวิธีนี้จะไมไดแกปญหาดีที่สุด แตก็ถือ ได วาทําใหลดปญหา ความรุนแรงลงไดบาง จากนั้น ยังไดปลูกปาชายเลนหลายแปลงโดยหวังวา รากตน โกงกางจะชวยยึดเกาะหนาดินไดบางแตก็ยังปรากฏ วากระแสคลื่น รุนแรงซัดกลาไมจนหลุด หายไป 71
เปน สวนใหญ ที่ผานมาแนวทาง แกปญหา การกัดเซาะ ชายฝงบางขุนเทียนก็ยังไมสามารถแก ได ชัดเจนนัก ทั้งที่ไดมีการพูดคุยกันมาตลอดเวลา เนื่องจากวา ความไมเขาใจกันระหวางภาครัฐและ ประชาชน คน ในพื้นที่ ตางฝายตางคิดวาวิธีการแก ปญหาของ ตนเองดีกวา และขอมูลที่ไดรับมาก็ ไมชัดเจน ชาว บานก็กังวลเกรงวาตนเองจะไดรับผลกระทบ จึงตอง ทําใหเกิดความเขาใจที่ตรงกัน การแกปญหาทั้ง หลายนั้นจึงจะเกิดผล พ.ศ.๒๕๔๕ เริ่มมองเห็นอนาคตที่จะได ชายฝงทะเลบางขุนเทียน กลับคืนมา หลายหนวยงาน ประสานมือและใจเขามารวมแกไข เริ่มจากสะพานไมทางเดินศึกษา ธรรมชาติปาชายเลน เขตบาง ขุนเทียน ซึ่งกอสราง โดยสํานักผังเมือง กรุงเทพมหานครถือ เปนเสนความหวังสูแนวทางของการ แกไข ทั้งเปนเสนเสียงที่ใชรองบอกตอกันไปใหสังคมไดรูวากรุงเทพมหานครก็มีทะเล อีกทั้งยังเปน เสนทางเชื่อมใจใหคนเมืองกับคนชนบทไดพึ่งพาผูกพัน เปนเสนทางสัมพันธชวยเหลือเกื้อกูล เปน เสนทางของโครงการพลิกฟนผืนปาใหกลับคืนมาอยูคูกับชายฝงทะเลบางขุนเทียน ตอมาทางเดินซึ่งเปนสะพานไมนานไปเริ่มมีสภาพชํารุดทรุดโทรม และผุพัง ทางสํานักงาน เขตบางขุนเทียน เคยไดจัดสรรงบประมาณในการปรับปรุงซอมแซม เมื่อป พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งยังได กอสรางทางเดินไมตอ ออกไปในทะเลอีก ประมาณ ๓๐๐ เมตรโดยมีวัตถุประสงค เพื่อสงเสริม ให เปนแหลงทองเที่ยว เรียนรู และศึกษา ธรรมชาติ ระบบนิเวศปาชายเลน ราวตนป๒๕๖๐กรุงเทพมหานครไดมีการปรับปรุง อีกครั้ง จากเสนทางเดินไมใหเปนถนนคสล. ทั้ง หมดแลวเสร็จ ทําใหการเดินทาง สะดวกสบาย ประชาชนทั่วไปใชในการสัญจร เดินเทาและ จักรยาน ในการศึกษาและทองเที่ยว เชิงนิเวศ และรณรงคใหประชาชนเขามารวมกิจกรรมปลูกปา ชายเลน มีศูนยการเรียนรูปาชายเลนบางขุนเทียน ซึ่งเปน การสรางแหลงเรียนรูตาม ศาสตร พระราชา สานตอพระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถ บพิตร ในดานการอนุรักษและพัฒนา ปาชายเลนใหเปนแหลงเรียนรูคูประชาชน ใหนักเรียนนักศึกษา หนวยงานภาครัฐ-เอกชน ตลอดจนนักทองเที่ยวผูสนใจ ไดศึกษาเรียนรู ถึงขั้นตอนการ ดําเนินงาน การฟนฟูระบบนิเวศ และการบํารุงรักษาทะเลกรุงเทพใหกลับคืนสูสภาพสมบูรณ บทสรุปจาก สายน้ํา ภูมิปญญา และปาชายเลน เปนความตั้งใจในการปลูกจิตสํานึก ใหทุกผู ทุกนามมีความรัก หวงแหนในทุนทรัพยากร และสิ่งแวดลอมของทุกชุมชน การควบคุมและผลักดัน เปนความสําคัญจําเปน จะตองมีผูนําที่กลาหาญ มีเอกภาพ มีคุณธรรม นําองคความรูสูการ ผสมผสานระหวาง ภูมิ ปญญาชาวบาน ทองถิ่นรวมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยในปจจุบัน ที่สําคัญตอง คํานึงถึงสภาพทางสังคม สิ่งแวดลอมรวมดวย จึงจะชวยใหเกิดความมั่นคง ของทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดลอมอยางยั่งยืน // จบบริบูรณ 72