The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พื้นฐานวัฒนธรรมไทย(Foundation of Thailand Culture)
เนื้อหาเกี่ยวกับ แนวคิดทฤษฎี องค์ประกอบ ความสำคัญ วิวัฒนาการของ สังคมไทยในด้านชีวิตความเป็นอยู่ ความคิด ความเชื่อและการแสดงออกด้านวัฒนธรรม และศิลปกรรม การบูรณาการของวัฒนธรรมไทยในด้านการเมือง เศรษฐกิจ ตลอดจนในด้านความคิด ความเชื่อ ภูมิปัญญา และงานสร้างสรรค์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by A-DINAN DUMIEDAE, 2024-04-17 12:27:18

ANTH 111.

พื้นฐานวัฒนธรรมไทย(Foundation of Thailand Culture)
เนื้อหาเกี่ยวกับ แนวคิดทฤษฎี องค์ประกอบ ความสำคัญ วิวัฒนาการของ สังคมไทยในด้านชีวิตความเป็นอยู่ ความคิด ความเชื่อและการแสดงออกด้านวัฒนธรรม และศิลปกรรม การบูรณาการของวัฒนธรรมไทยในด้านการเมือง เศรษฐกิจ ตลอดจนในด้านความคิด ความเชื่อ ภูมิปัญญา และงานสร้างสรรค์

รายงาน พื้นฐานวัฒนธรรมไทย (Foundation of Thailand Culture) โดย นาย อดินันท์ ดูมีแด รหัส 65JZ938009 รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาพื้นฐานวัฒนธรรมไทย รหัสวิชา ANTH 111 ระดับปริญญาตรี สาขาวิชากฎหมายอิสลาม คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันรัชต์ภาคยะลา ปีการศึกษา 2565


ก คำนำ รายงานเล่มนี้จัดทำขึ้นเอเป็นส่วนหนึ่งของวิชา พื้นฐานวัฒนธรรมไทย(Foundation of Thailand Culture) รหัสวิชา ANTH 111. เพื่อให้ได้ศึกษาหาความรู้ในเรื่องราว พื้นฐานวัฒนธรรมไทย โดยได้ผ่านแหล่ง ความรู้ต่างๆ อาทิเช่น ตำรา หนังสือ วารสาร ห้องสมุด และตลอดจนจากเว็ปไซต์ต่างๆ โดยรายงานเล่มนี้ มีเนื้อหาเกี่ยวกับ แนวคิดทฤษฎี องค์ประกอบ ความสำคัญ วิวัฒนาการของ สังคมไทยในด้านชีวิตความเป็นอยู่ ความคิด ความเชื่อและการแสดงออกด้านวัฒนธรรม และศิลปกรรม การบูรณาการของวัฒนธรรมไทยในด้านการเมือง เศรษฐกิจ ตลอดจนในด้านความคิด ความเชื่อ ภูมิปัญญา และงานสร้างสรรค์ รายงานเล่มนี้ผู้จัดทำต้องขอขอบคุณอาจารย์และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรายงานเล่มนี้ให้สำเร็จลุล่วงได้ ด้วยดี และหวังว่ารายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนรู้พื้นฐานวัฒนธรรมไทยได้เป็นอย่างดี หาก มีข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงแก้ไข หากเนื้อหาในรายงานฉบับนี้มีข้อผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย. นายอดินันท์ ดูมีแด 27 กันยายน 2565


ข สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อ………………………………………………………………………………………………………………………..... ก สารบัญ…………………………………………………………………………………………………………………………..... ค บทที่ 1 บทนำ บทนำพื้นฐานวัฒนธรรมไทย (Foundation of Thailand Culture)................................ 1 บทที่ 2 ความหมาย ที่มา และทฤษฎีวัฒนธรรมไทย ความหมายวัฒนธรรม.......................................................................................................... 4 ที่มาและหลักฐานวัฒนธรรมไทย………………………………………………………………............... 9 ทฤษฎีและแนวคิดวัฒนธรรมไทย………….……………………..…………………………..................... 14 บทที่ 3 องค์ประกอบและความสำคัญของวัฒนธรรมไทย องค์ประกอบวัฒนธรรม……………………………………………………………………………………......... 24 ความสำคัญของวัฒนธรรม.........................................................………….............................. 28 บทที่ 4 วิวัฒนาการของสังคมไทย ด้านชีวิตความเป็นอยู่..................................................................................................... ...... 32 ด้านความคิดและความเชื่อ.................................................................................................. 47 การแสดงออกด้านวัฒนธรรมและศิลปกรรม พัฒนาการทางสังคมวัฒนธรรม สมัยกรุงศรีอยุธยาและธนบุรี (พ.ศ. 1893 – 2310 และ พ.ศ. 2310 – 2324).......................................................... 48 การเปลี่ยนแปลงสังคมไทยภายหลังพุทธศักราช 2475...................................................... 59 วิวัฒนาการของศิลปะไทย จากยุครับใช้สถาบัน สู่การสร้างสรรค์ศิลปะเพื่อศิลปะ.............. 68 อนาคตของสังคมไทย.......................................................................................................... . 69


ค สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า บทที่ 5 การบูรณาการของวัฒนธรรมไทย ความหมายของการบูรณาการ.............................................................................................. 76 วัฒนธรรมทางการเมือง………...…....…………………………………………………………………………... 79 ด้านเศษฐกิจ.......................................................................................................................... 86 แนวคิดและวัฒนธรรมความเชื่อของสังคมไทย...................................................................... 98 วัฒนธรรมภูมิปัญญาและงานสร้างสรรค์ไทย......................................................................... 100 บทที่ 6 สรุป บทสรุปพื้นฐานวัฒนธรรมไทย.............................................................................................. 116 บรรณานุกรม.............................................................................................................................. ....... 119


ง พื้นฐานวัฒนธรรมไทย Foundation of Thailand Culture


๑ บทนำ พระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2553 ได้ระบุไว้ว่า "วัฒนธรรม หมายถึง วิถีการดำเนินชีวิต ความคิด ความเชื่อ ค่านิยม จารีตประเพณี พิธีกรรม และภูมิปัญญา ซึ่งกลุ่มคนและสังคมได้ร่วมสร้างสรรค์ สั่ง สม ปลูกฝัง สืบทอด เรียนรู้ ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เกิดความเจริญงอกงามทางด้านจิตใจและวัตถุ อย่างสันติสุขและยั่งยืน" ถึงแม้คำนิยามของวัฒนธรรมจะมีความครอบคลุม และหลากหลาย ก็ยังยังมีการเน้น มิติของ ความดีงาม และมักจะใช้เป็นข้ออ้างในการ ควบคุม และ ครอบงำ สมาชิกในสังคม วัฒนธรรม คือ ความเจริญในทางวิชาความรู้ ภูมิปัญญาต่างๆ เช่น วิทยาศาสตร์ ศิลปศาสตร์ วรรณคดี กวีนิพนธ์ ศาสนา ขนบธรรมเนียม ประเพณี จรรยามารยาท และค่านิยม ที่สังคมหนึ่งๆ ได้สั่งสม อนุรักษ์ และ พัฒนาสืบมา ถ่ายทอดส่งต่อเป็นมรดกจากรุ่นสู่รุ่น จนกลายเป็นวิถีที่เป็นเอกลักษณ์ของสังคมนั้นๆ ในที่สุด เช่น วัฒนธรรมไทยนั้น ได้แก่ ภาษาไทย วรรณคดีไทย นาฏศิลป์ไทย การละเล่นไทย มวยไทย อาหารไทย ชุดไทย สถาปัตยกรรมไทย ศิลปหัตกรรมไทย ประเพณีไทย วิถีชีวิตไทย มารยาทไทย เช่น การไหว้ การแต่งกายที่ ถูกต้องตามกาลเทศะ เป็นต้น วัฒนธรรมไทยมีความเป็นมายาวนาน เกิดจากการผสมผสานวัฒนธรรมที่แตกต่างกันของชาติต่างๆ ที่ เข้ามาติดต่อค้าขายผูกสัมพันธ์กับไทย ตั้งแต่ครั้งอดีตกาล ผ่านการสืบสาน และพัฒนาต่อยอด จนกลายเป็น เอกลักษณ์ที่โดดเด่น เป็นมรดกจากบรรพบุรุษที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ และควรที่ลูกหลานไทยจะภาคภูมิใจใน วัฒนธรรมของชนชาติตน ส่วนความหมายของวัฒนธรรมในทางสังคมวิทยานั้น หมายถึง ระบบความหมายและแบบแผน พฤติกรรมที่สมาชิกในสังคมนั้นนั้นยึดถือและปฏิบัติ วัฒนธรรมแห่งชาติของไทยเป็นการสร้างสรรค์ใหม่ซึ่งสิ่งที่ปัจจุบันถือเป็นวัฒนธรรมไทยเดิมไม่มีอยู่ใน รูปแบบนั้นเมื่อกว่าร้อยปีก่อน บ่อเกิดสามารถสืบย้อนไปได้ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง หลวงพิบูลสงครามสนับสนุนการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยกลางเป็นวัฒนธรรม แห่งชาตินิยามและยับยั้งมิให้ชนกลุ่มน้อยแสดงออกซึ่งวัฒนธรรมของตน วัฒนธรรมพลเมืองรุ่นปัจจุบันซึ่งส่วน ใหญ่ยึดรุ่นอุดมคติของวัฒนธรรมไทยกลางเป็นการสร้างสรรค์ใหม่ซึ่งรวมลักษณะชาตินิยมสมัยรัชกาลที่ 5 ราชย์กัมพูชา และลัทธิอิงสามัญชนที่นิยมบุคคลลักษณะ หรือสรุปคือ วัฒนธรรมพลเมืองของไทยปัจจุบันนิยาม ว่าประเทศไทยเป็นดินแดนของคนไทยกลาง มีศาสนาเดียวคือ พุทธนิกายเถรวาท และปกครองโดยราชวงศ์ จักรี


๒ ศาสนาพุทธนิกายเถรวาทเน้นว่า คนส่วนใหญ่ไม่สามารถตรัสรู้และไปถึงนิพพาน และดีที่สุดที่ทำได้คือ การสะสมบุญผ่านการปฏิบัติที่เป็นพิธีกรรมอย่างสูง เช่น การถวายอาหารพระสงฆ์และการบริจาคเงินเข้าวัด คำสอนทางศาสนาถูกเลือกให้สนับสนุนมุมมองทางโลกแบบศาสนาขงจื๊อใหม่ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่สามเสาหลัก ศาสนาพุทธของไทยยังรวมการบูชาวิญญาณของกัมพูชาและความเชื่อว่าพระมหากษัตริย์เป็นสมมุติเทพ นอกจากนี้ยังเน้นรูปแบบมากกว่าแก่นสาร คนไทยเน้นและให้คุณค่ารูปแบบมารยาทภายนอกอย่างยิ่งเพื่อรักษาความสัมพันธ์ประสานกัน กฎ มารยาทหลายอย่างเป็นผลพลอยได้ของศาสนาพุทธ สังคมไทยเป็นสังคมไม่เผชิญหน้าที่เลี่ยงการวิจารณ์ในที่ สาธารณะ การเสียหน้าเป็นความเสื่อมเสียแก่คนไทย จึงเลี่ยงการเผชิญหน้าและมุ่งประนีประนอมใน สถานการณ์ลำบาก หากสองฝ่ายไม่เห็นด้วยกัน การไหว้เป็นแบบการทักทายและแสดงความเคารพของผู้น้อย ต่อผู้ใหญ่ตามประเพณีและมีแบบพิธีเข้มงวด คนไทยใช้ชื่อต้นมิใช่นามสกุล และใช้คำว่า "คุณ" ก่อนชื่อ คนไทยเคารพความสัมพันธ์แบบมีลำดับชั้น ความสัมพันธ์ทางสังคมนิยามว่า บุคคลหนึ่งสูงกว่าอีกคน หนึ่ง บิดามารดาสูงกว่าบุตรธิดา ครูอาจารย์สูงกว่านักเรียนนักศึกษา และเจ้านายสูงกว่าผู้ใต้บังคับบัญชา เมื่อ คนไทยพบคนแปลกหน้า จะพยายามจัดให้อยู่ในลำดับชั้นทันทีเพื่อให้ทราบว่าควรปฏิบัติด้วยอย่างไร มักโดย การถามสิ่งที่วัฒนธรรมอื่นมองว่าเป็นคำถามส่วนตัวอย่างยิ่ง สถานภาพกำหนดได้โดยเสื้อผ้า ลักษณะปรากฏ ทั่วไป อายุอาชีพ การศึกษา นามสกุลและความเชื่อมโยงทางสังคม ครอบครัวเป็นเสาหลักของสังคมไทยและชีวิตครอบครัวมักอยู่ใกล้ชิดกว่าวัฒนธรรมตะวันตก ครอบครัว ไทยเป็นลำดับชั้นทางสังคมอย่างหนึ่ง และเด็กถูกสอนให้เคารพบิดามารดา สังคมคาดหวังให้สมาชิกครอบครัว ดูแลผู้อาวุโสและบ้านพักคนชราและโรงพยาบาลเป็นทางเลือกสุดท้าย คนชรามักอยู่บ้าน อยู่กับครอบครัวและ หลานและเกี่ยวข้องในชีวิตครอบครัว ส่วนในแนวทางการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยสามารถทำได้ดังนี้ 1. ศึกษา ค้นคว้า และวิจัย วัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมท้องถิ่น ที่ได้มีการรวบรวมไว้แล้วและที่ยังไม่ได้ศึกษา ความรู้ที่ได้ศึกษาจะกลายเป็นรากฐานของการดำเนินชีวิตเมื่อได้เห็นคุณค่า และนำไปใช้ประโยชน์ให้เหมาะสม 2. ส่งเสริมให้ทุกคนเห็นคุณค่า และร่วมกันรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติและท้องถิ่น เพื่อสร้างความ เข้าใจ และความมั่นใจแก่ประชาชนในการปรับเปลี่ยน และตอบสนองกระแสวัฒนธรรมอื่นๆ 3. ขยายขอบเขตการมีส่วนร่วมในวัฒนธรรม รณรงค์ให้ประชาชนเห็นความสำคัญ และตระหนักว่าวัฒนธรรม เป็นเรื่องของทุกคน ที่จะต้องรับผิดชอบร่วมมือกันส่งเสริม สนับสนุน ประสานงาน การบริการด้านความรู้ วิชาการ และทุนทรัพย์จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรม 4. ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรม ทั้งภายในและระหว่างประเทศ โดยใช้ศิลปวัฒนธรรมเป็นสื่อกลาง สร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน


๓ 5. สร้างทัศนคติ ความรู้ และความเข้าใจ ว่าสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และทางวัฒนธรรม เป็นสมบัติของ ทุกคน ดังนั้น ทุกคนจึงมีหน้าที่ในการเสริมสร้าง ฟื้นฟู และดูแลรักษา 6. จัดทำระบบเครือข่ายสารสนเทศทางด้านวัฒนธรรม เพื่อเป็นศูนย์กลาง เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานให้ ประชาชนเข้าใจ และปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมในการดำเนินชีวิต 7. ส่งเสริมให้ประชาชนคนไทยรู้จักสิทธิและหน้าที่ ตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย การค้นคว้าวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยนั้น สามารถสืบค้นได้จากคำบอกกล่าวของผู้เฒ่า ผู้อาวุโส หรือผู้รู้ จากนิยาย นิทานชาวบ้าน คัมภีร์ทางศาสนา หรือวรรณคดีประเภทต่างๆ จากคำคม สุภาษิต หรือคำ พังเพย ที่มีมาแต่โบราณ อย่างไรก็ตาม การอนุรักษณ์วัฒนธรรมไทยนั้น ไม่ใช่การเก็บรักษาไว้บนหิ้ง การปฏิบัติ ต่อวัฒนธรรมดุจดังสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แตะต้องไม่ได้ ก็เปรียบได้กับการกราบไหว้รูปเคารพของบรรพบุรุษที่เสียชีวิต ไปแล้ว การสืบสานวัฒนธรรมที่ถูกที่ควรนั้น ต้องทำให้วัฒนธรรมมีชีวิต ซึ่งก็คือ การนำมาปฏิบัติเป็นวิถีชีวิต และเป็นธรรมดาของสิ่งที่มีชีวิต ที่ย่อมจะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอ ดังนั้น การผสมผสานวัฒนธรรมไทย กับภูมิปัญญาจากนานาชาติที่หลั่งไหลเข้ามา ก็เป็นการอนุรักษ์ วัฒนธรรมไทยให้มีชีวิตชีวาเช่นกัน เหมือนกับที่วัฒนธรรมไทยในปัจจุบัน เป็นผลรวมของการปรับเปลี่ยน และ พัฒนาภูมิปัญญาและอารยธรรมชนชาติต่างๆ ที่เข้ามามีบทบาทในดินแดนไทยตั้งแต่ครั้งอดีตกาล การเลือกรับวัฒนธรรมสากลเข้ามาใช้ในการดำเนินชีวิตนั้น สามารถเลือกรับวัฒนธรรมสากลที่จำเป็น ต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น ภาษาอังกฤษ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ควร เลือกรับเฉพาะวัฒนธรรมที่ดี เหมาะกับสังคมไทยเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของคนไทยในยุคปัจจุบัน และต้องพิจารณาถึงข้อดีข้อเสียควบคู่กันไป เนื่องจากสิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมจากวัฒนธรรมภายนอก มีทั้ง ข้อดีและข้อเสีย ซึ่งถ้าหากเราศึกษาให้ดี ใช้ให้เป็นประโยชน์ ก็จะก่อให้เกิดความสะดวกสบาย ช่วยแก้ไขปัญหา ในชีวิต และตอบสนองความต้องการในด้านต่างๆ ได้เป็นอย่างดี


๔ บทที่ ๒ ความหมาย ที่มา และทฤษฎีวัฒนธรรมไทย 1. ความหมายวัฒนธรรม คำว่า วัฒนธรรม มาจากภาษาอังกฤษว่า Culture ซึ่งคำเดิมในภาษาละตินคือ Cultura มีความหมาย หลายอย่าง เช่น การเพราะปลูก การปลูกฝัง การปลูกพืช การทำให้ดีกว่าเดิมโดยการอบรมหรือฝึกหัด ความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2552 คำว่า วัฒนธรรม หมายถึง สิ่งที่ทำ ความเจริญงอกงามให้แก่หมู่คณะ ดังนั้นสิ่งใดก็ตามหากมีการเจริญขึ้นด้วยการศึกษาอบรมจะอยู่ในขอบข่าย ความหมายของคำว่าวัฒนธรรมได้ทั้งสิ้น พลตรีพระ-เจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทรงบัญญัติไว้ โดยมาจากการรวมกันสองคำ คือ วฒน มาจาก วุฒุน ในภาษาบาลี หมายถึง ความเจริญงอกงาม ธรรม มาจาก ธรุม ในภาษาสันสกฤต หมายถึง สภาพที่เป็นอยู่จริง วัฒนธรรม หมายถึงสภาพที่แสดงถึงความเจริญงอกงามหรือความมีระเบียบวินัย นิยามของคำว่า วัฒนธรรมนั้น ยังมีนักวิชาการหลายท่านได้ให้คำจำกัดความไว้ แต่กล่าวโดยสรุป แล้ว ความหมายของวัฒนธรรมเป็นดังนี้ วัฒนธรรม เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น และเป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละสังคมในการดำเนินชีวิตของคน กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่แสดงออกถึงความเจริญงอกงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความกลมเกลียว ความก้าวหน้า คนส่วนใหญ่ยอมรับว่าเป็นสิ่งดีงาม โดยสร้างเป็นกฎเกณฑ์แบบแผน เพื่อนำไปปฎิบัติให้เป็นไป ตามรูปแบบเดียวกันถือเป็น "มรดดกแห่งสังคม" เพราะวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มนุษย์ได้รับมาจากบรรพบุรุษหรือ ถ่ายทอดให้แก่อนุชนรุ่นหลังจนเป็นวิถีของสังคม วัฒนธรรม ความหมาย มีผู้ให้ความหมายของวัฒนธรรมหลากหลายทัศนะ สำนักงานคณะกรรมการ วัฒนธรรมแห่งชาติ (2535) ได้ให้ความหมายของวัฒนธรรมไว้ว่า วัฒนธรรม คือผลรวมของทุกสิ่งซึ่งเป็นความ เจริญงอกงามที่สังคมนั้นๆได้ทำไว้หรือได้สั่งสมมาจนถึงบัดนี้ วัฒนธรรม คือผลงานสร้างสรรค์ทางศิลปะ และ พุทธปัญญาทุกแขนงและวัฒนธรรม คือสิ่งที่ดีมีค่าแสดงรสนิยมของผู้ดีหรือชนชั้นสูงที่มีการศึกษาและฐานะดี วัฒนธรรมเป็นวิธีการดำเนินชีวิตของสังคม เป็นแบบแผนการประพฤติและการแสดงออก ซึ่งความรู้สึกนึกคิด ในสถานการณ์ต่างๆ ที่สมาชิกในสังคม เดียวกันสามารถเข้าใจและซาบซึ้งร่วมกัน มนุษย์สร้างวัฒนธรรมขึ้นมา เพื่อประโยชน์แห่งการดำรงชีวิตและการสืบทอดเผ่าพันธุ์ ในเมื่อการดำรงชีวิตของมนุษย์เป็นเรื่องที่กว้างใหญ่ และมีแง่มุมต่างๆ วัฒนธรรมหมายถึง วิถีชีวิตของคนในชุมชนและในสังคมโดยส่วนรวม ซึ่งรวมถึงสังคม วัฒนธรรมและศิลปวัฒนธรรม วัฒนธรรมมิใช่เป็นนามธรรมและรูปธรรมที่หยุดนิ่ง แต่เปลี่ยนแปลงมีพลวัต ตลอดเวลาโดยวัฒนธรรมมุ่งความอยู่ดีมีสุขของคนและสังคม โดยส่วนรวมวัฒนธรรมจึงต้องเชื่อมโยงระหว่าง สภาพในอดีตสู่ปัจจุบันและสู่อนาคต ต้องเชื่อมโยงระหวา่งคนในสังคม ซึ่งมีวัยต่างกันต้องเชื่อมโยงระหว่าง สภาพตนเองต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และสภาพรอบโลกต้องเชื่อมโยงระหว่างความรู้ด้านต่างๆทั้ง


๕ มนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์และต้องเชื่อมโยงระหว่างคนกับธรรมชาติ วัฒนธรรมจะพัฒนา งอกงามได้ต้องอาศัยความเชื่อมโยงและความเข้าใจในความหลากหลาย ความแตกต่างและจุดร่วมของ วัฒนธรรมท้องถิ่น วัฒนธรรมของชาติและวัฒนธรรมของโลก ซึ่งมีวิวัฒนาการและมีความเปลี่ยนแปลงมีพล วัตรที่ไม่หยุดนิ่ง การประสาน เชื่อมโยงและถักทอวิถีชีวิตของคน และชุมชนต่างๆ รอบโลกและกับธรรมชาติ เท่านั้นที่จะทำใหการพัฒนายั่งยืนได้ (สิปปนนท์เกตุทัต, 2542) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 (ราชบัณฑิตยสถาน, 2530) ก็ได้นิยาม ความหมาย ของวัฒนธรรมไว้เป็น 4 นัย ดังนี้ 1) สิ่งที่ทำใหเ้จริญงอกงามแก่หมู่คณะ 2) วิถิีชีวิตของหมู่คณะ 3) ลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความกลมเกลียว ก้าวหน้าของชาติและศีลธรรมอันดีของประชาชน 4) พฤติกรรม และสิ่งที่คนในหมู่ผลิตสร้างขึ้นด้วยการเรียนรู้จากกันและกันและร่วมใช้อยู่ในหมู่ พวกของตนพระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ปยุตฺโต, 2538) เมื่อคราวแสดงปาฐกถา พิเศษ 100 ปีพระยาอนุมานราชธน เรื่อง “วัฒนธรรมกับการพัฒนา” ก็ได้อธิบายความหมายของ วัฒนธรรมไว้เป็นลายนัยอย่างน่าพิจารณา ดังนั้นวัฒนธรรม เป็นผลรวมของการสั่งสมสิ่ง สร้างสรรค์และภูมิธรรม ภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมาของสังคมนั้นๆ วัฒนธรรมเป็นการ สั่งสมประสบการณ์ความรู้ความสามารถ ภูมิธรรม ภูมิปัญญาทั้งหมดที่ได้ช่วยให้มนุษย์ใน สังคมนั้นๆอยู่รอด และเจริญสืบต่อมาได้และเป็นอยู่อย่างที่เป็นในบัดนี้ วัฒนธรรม คือผลรวม ของทุกสิ่ง ซึ่งเป็นความเจริญงอกงามที่สังคมนั้นๆได้ทำไว้หรือได้สั่งสมมาจนถึงบัดนี้ วัฒนธรรม เป็นทั้งสิ่งที่ทำให้เจริญงอกงามสืบมาและเป็นเนื้อตัวของความเจริญงอกงามที่มีอยู่ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของความเจริญงอกงามต่อไป ตลอดจนเป็นเครื่องวัดระดับความเจริญงอก งามของสังคมนั้นๆ จากความหมายของวัฒนธรรมที่กล่าวมาสรุปได้ว่าวัฒนธรรม หมายถึง สรรพสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของมนุษย์ ทั้งในส่วนที่เป็นวัตถุและไม่ใช่วัตถุที่เกิดขึ้น ในคนรุ่นหนึ่งแล้ว ถ่ายทอดไปยังอีกรุ่นหนึ่ง โดยอาจมีการปรับเปลี่ยน และพัฒนาไปตามยุค สมัยให้สอดคล้องกับวิถิีชีวิตและบริบทของสังคมของกลุ่มชนนั้นๆ ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดของ ชีวิตซึ่งต้องดำเนินไปตามทฤษฎีนิเวศทางวัฒนธรรมและโครงสร้างหน้าที่นั่นเอง ความสำคัญชาติไทยเป็นชาติที่มีมรดกทางวัฒนธรรมอันแสดงถึงเอกลักษณ์ของชาติหลายประการที่ ตกทอดจนถึงปัจจุบัน เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงศักดิ์ศรีของชาติ เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการพัฒนาจิตใจ เศรษฐกิจ และสังคม อันจะเป็นผลให้เกิดการพัฒนา และความั่นคงทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ของประเทศชาติ ฉะนั้น วัฒนธรรมจึงเป็นเรื่องที่ทุกคนในชาติควรได้ร่วมมือกันทำนุบำรุงรักษา ส่งเสริม และ เผยแพร่ให้ดำเนินไปอย่างได้ผลและมีประสิทธิภาพ (สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ, 2513) เพื่อให้วัฒนธรรมของชาติได้คงอยู่สืบไปอีกนานเท่านาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทานพระ บรมราโชวาทไว้ว่า “งานด้านการศึกษาศิลปะและวัฒนธรรมนั้นเป็นงานสร้างสรรค์ความเจริญทางปัญญาและ


๖ ทางจิตใจ ซึ่งเป็นทั้งต้นเหตุและองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ของความเจริญด้านอื่นๆทั้งหมดและเป็นปัจจัยที่จะ ช่วยให้เรารักษาและดำรงความเป็นไทยไว้ได้สืบไป” (กรมศิลปากร, 2513) ในแนวทางในการศึกษาส่งเสริม และพัฒนาวัฒนธรรม พ.ศ. 2539 ตามนโยบายวัฒนธรรมแห่งชาติได้กล่าวถึงความสำคัญของวัฒนธรรมไว้ 3 ลักษณะ คือ (สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรม แห่งชาติ, 2529) 1) วัฒนธรรมเป็นทั้งพื้นฐานและเครื่องมือสำหรับสร้างเสริมความสามัคคีกลมเกลียว และความ เป็นปึกแผ่นในหมู่ประชาชน วัฒนธรรมจะช่วยชักนำให้คนประพฤติศีล ปฏิบัติธรรม และ พร้อมที่จะเผชิญชีวิตร่วมกันบนผืนแผ่นดินเดียวกันทั้งในยามสุขและยามทุกข์ 2) วัฒนธรรมเป็นกรอบและเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม จึงถือ ได้ว่า วัฒนธรรมเป็นหลักในการประพฤติปฏิบัติของสมาชิกของสังคม ซึ่งอาจจะช่วยป้องกัน และแก้ไขปัญหา ตลอดทั้งตอบสนองความต้องการของสมาชิกและของสังคมได้ 3) วัฒนธรรมเป็นเอกลักษณ์เป็นลักษณะเด่นประจำชาติหรือประจำหมู่คณะ ซึ่งมีส่วนช่วยให้ชน ในชาติมีความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน อันจะทำให้บังเกิดความรักสามัคคีกันและจะส่งผลต่อ การรวมพลังของหมู่คณะและธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงของชาติ ขอบข่ายของวัฒนธรรม วัฒนธรรมย่อมเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลสมัยเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมเป็น องค์ประกอบอันสำคัญในการทำให้สมาชิกในสังคมอยู่รวมกันเป็นปึกแผ่น สร้างสรรค์ให้เจริญก้าวหน้าด้วยเหตุ นี้ เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมจึงเป็นฐานอันสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยแยกเป็นอนุภาคต่างๆประกอบด้วย 1) วัฒนธรรมประเภทเผ่าพันธุ์และการดำรงชีวิต 2) วัฒนธรรมประเภทภาษา และวรรณกรรม 3) วัฒนธรรมประเภทศาสนา จริยธรรมคุณธรรม 4) วัฒนธรรมประเภทสุนทรียศาสตร์ศิลปะและกีฬาการละเล่นของไทย 5) วัฒนธรรมประเภทครอบครัว เศรษฐกิจและการเมือง โดยวัฒนธรรมประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้ 1) องค์วัตถุ (Instrumental and Symbolic Objects) คือวัฒนธรรมวัตถุที่สามารถสัมผัส จับตัองได้และมีรูปร่าง เช่น เครื่องมือ เครื่องใช้ โรงเรียน โรงงาน ภาพเขียน เครื่องจักร สถานมหรสพ สนามกีฬา โบสถ์วิหาร หอดูดาว และส่วนที่ไม่มีรูปร่าง เช่น ภาษาสัญลักษณ์ ในการติดต่อสื่อความหมายหลักวิชาคำนวณ (ตัวเลข) มาตราชั่ง ตวงวัด 2) องค์การ (Association or Organization) หมายถึง กลุ่มที่มีการจัดเป็นระเบียบหรือมี โครงสร้างอย่างเป็นทางการ มีการวางกฎเกณฑ์มีระเบียบข้อบังคับและวัตถุประสงค์ไว้อย่าง แน่นอนเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญที่สุดในสังคมที่ซับซ้อน เช่น ครอบครัว (กลุ่มเล็กที่สุด) สหพันธ์กรรมการลูกเสือ สภากาชาด วัด สหประชาชาติฯลฯ 3) องค์พิธีการ (Usage) เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีที่ยอมรับกันโดยทั่วไป เช่น พิธีกรรมต่างๆ ตั้งแต่เรื่องการเกิด หมั้น แต่งงาน บวชนาค ตาย ปลูกบ้าน ขึ้นบ้านใหม่เป็นต้น ซึ่งศาสนาก็มี อิทธิพลอยู่บ้างไม่มากก็น้อยรวมตลอดถึงพิธีกรรมแต่งกายและรับประทานอาหาร


๗ 4) องค์มติ(Concepts) หมายถึง ความเข้าใจความเชื่อความคิดเห็นอุดมการณ์ต่างๆ เช่น ความ เชื่อกรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา ความเชื่อในเรื่องการมีผัวเดียวเมียเดียว (Monogamy) ความ เชื่อในเรื่องตายแล้วเกิดใหม่ความเชื่อในเรื่องพระเจ้าองค์เดียว (Monotheism) หรือหลาย องค์ (Polytheism) ตลอดจนอุดมการณ์ ทัศนคติ การยอมรับว่าสิ่งใดถูกหรือผิด สมควร หรือไม่ ซึ่งแล้วแต่กลุ่มชนใดจะใช้มาตรฐานในการตัดสินหรือเป็นเครื่องวัดในสภาพแวดล้อม ของตน (นิคม มูสิกะคามะ,2545) ทุกสังคมต้องมีวัฒนธรรมและวัฒนธรรมของแต่ละสังคม ย่อมมีลักษณะ เฉพาะที่แสดงออกให้ปรากฏจนทำให้บางท่านใช้ขอบเขตของวัฒนธรรมเป็น เครื่องแบ่งอาณาเขตประเทศชาติได้ ลักษณะของวัฒนธรรมจะประกอบไปด้วย (ณรงค์เส็งประชา, 2538) 1) เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสิ่งช่วยในการดำเนินชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์สร้างขึ้น ล้วนเป็นวัฒนธรรม 2) วัฒนธรรม เป็นผลรวมหลายสิ่งหลายอย่าง (Integrative) เช่น ความรู้ความเชื่อวิถีในการ ดำเนินชีวิตสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ 3) วัฒนธรรมมีลักษณะเป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้ วัฒนธรรมมิใช่เกิดขึ้นเองโดย ปราศจากการเรียนรู้มาก่อน และลักษณะข้อนี้เองที่ทำให้มนุษย์แตกต่างไปจากสัตว์กล่าวคือ พฤติกรรมส่วนใหญ่ของสัตว์เกิดจากการเร้าของสัญชาติญาณ (Instinct) ส่วนมนุษย์นั้นมี สมองอันทรงคุณภาพจึงสามารถรู้จักคิดถ่ายทอดและเรียนรู้กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้น จาก การที่มีการติดต่อกับบุคคลอื่นในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคม ดังนั้นการเรียนรู้จึงเป็น ลักษณะที่สำคัญยิ่งของวัฒนธรรม 4) วัฒนธรรม มีลักษณะเป็นมรดกของสังคมเป็นผลของการถ่ายทอดและการเรียนรู้ และ เครื่องมือที่ใช้ในกระบวนการดังกล่าวก็คือการสื่อสารโดยสัญลักษณ์ (Symbolic Communication) ได้แก่การที่มนุษย์มีภาษาใช้ที่แน่นอน ซึ่งมีส่วนช่วยให้มีการถ่ายทอด วัฒนธรรมจากคนรุ่นก่อนๆดำ เนินสืบเนื่องกันมามิขาดสาย ดังนั้นวัฒนธรรมจึงมีลักษณะเป็น “มรดกแห่งสังคม” (Social Heritage) 5) วัฒนธรรมมีลักษณะเป็น Super Organic หมายถึง สิ่งที่เป็นปรากฏการณ์อย่างเดียวกัน ในทางกายภาพหรือทางชีวภาพนั้นอาจเป็นปรากฏการณ์ที่แตกต่างกันไปในแง่ของวัฒนธรรม กล่าวคือของสิ่งหนึ่งอาจนำมาใช้ในความหมายที่ต่างกันออกไปในแต่ละสังคมทั้งๆที่ก็คือสิ่ง เดียวกันนั่นเอง ตัวอย่างเช่น ลิ้น เป็นอวยัวะส่วนหนึ่งของทุกคนชาวทิเบตนำมาใช้แสดงออก ซึ่งความเคารพนับถือด้วยการแลบลิ้น ส่วนชาวไทยกลับถือเป็นการแสดงที่ไม่สุภาพ เป็นต้น 6) วัฒนธรรมเป็นวิถีชีวิต (Way of Life) หรือแบบแผนการดำรงชีวิต (Design for Living) ของ มนุษย์ (พัทยาสายหู, 2514) ได้กล่าวไว้ว่า วัฒนธรรมเป็นแบบอย่างการดำรงชีวิตของกลุ่ม ซึ่งสมาชิกเรียนรู้การถ่ายทอดไปด้วยการสั่งสอนทั้งทางตรงและทางอ้อม 7) เป็นผลจากการช่วยกันสร้างสรรค์ของมนุษย์และได้มีการปรับปรุงดัดแปลงสิ่งใดที่ไม่ดี หรือ ล้าสมัยก็เลิกใช้ไป สิ่งใดที่ดีก็ยังคงเอาไว้ใช้ต่อไป เช่น การเพาะปลูกเดิมใช้แรงสัตว์ ต่อมาเห็น


๘ ว่าเป็นวิธิีที่ล่าช้าและล้าสมัยจึงประดิษฐ์หรือซื้อเครื่องมือเครื่องจักรมาใช้ในงานเพาะปลูกทำ ให้ผลผลิตมากขึ้น 8) วัฒนธรรมย่อมมีการเปลี่ยนแปลง (Change) และมีการปรับตัว (Adaptive) ได้ 9) วัฒนธรรมมิใช่เป็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นของส่วนรวมสิ่งที่จะถือว่าเป็นวัฒนธรรม ได้จะต้องเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับถือปฏิบัติ มิใช่เฉพาะคนใดคนหนึ่งยอมรับถือปฏิบัติเท่านั้น ประเภทของวัฒนธรรม สุพัตรา สุภาพ (2536) ไดแ้บ่งประเภทของวัฒนธรรมไว้ดังนี้ 1) วัฒนธรรมวัตถุ (Material Culture) ซึ่งได้แก่ สิ่งประดิษฐ์และเทคโนโลยีต่างๆ เช่น ตู้เย็น หม้อหุงข้าว แก้วน้ำ มีด โต๊ะ รถ เครื่องบิน โทรศัพท์โทรทัศน์ จรวด บ้าน วัดหอ ประชุม เป็น ต้น 2) วัฒนธรรมไม่เกี่ยวกับวัตถุ (Non Material Culture) หมายถึง อุดมการณ์ ค่านิยม แนวคิด ในเรื่องการแข่งขันอย่างมีเหตุผล ประเพณีการปฏิบัติสืบต่อกันมาและเป็นที่ยอมรับกันในชน กลุ่ม ของตนว่าดีงาม เหมาะสม เช่น ศาสนาความเชื่อความสนใจทัศนคติความรู้ ความสามารถ ซึ่งเป็น นามธรรม (Abstract) ที่มองเห็นไม่ได้ วัฒนธรรมไทย หมายถึง วีถีการดำรงชีวิตที่ดีงาม ได้รับการสืบทอดจากอดีตสู่ปัจจุบันเป็นผลผลิตของ มนุษย์ที่แสดงถึงความเจริญงอกงาม ทั้งด้านวัตถุ แนวคิดจิตใจ วัฒนธรรมในท้องถิ่นจะเป็นเอกลักษณ์ของ สังคมท้องถิ่นนั้นๆ วัฒนธรรมคงอยู่ได้เพราะการเรียนรู้ของมนุษย์ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน และสร้างสรรค์ พัฒนาขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง วัฒนธรรม คือ วิถีการดำเนินชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมนั้นๆ อย่างเป็นระเบียบและมีแบบ แผน ซึ่งจะยึดหลักความเชื่อ ความคิดเป็นแนวทางในการปฏิบัติ การกระทำ จะมีเอกลักษณ์ เฉพาะของแต่ละ ชาติที่สร้างขึ้นมาและใช้อยู่ในหมู่ของสังคมนั้นๆ มีการสืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ประเพณีหมายถึงกฎระเบียบในการประปฏิบัติตนและ การวางระวางบุคคลในสังคมเช่นมารยาทใน ห้องรับประทานอาหาร ประเพณีของ ไทยนั้นให้ความสำคัญในการให้ความสำคัญกับผู้อาวุโส ผู้น้อยต้องรู้จัก สัมมาคารวะให้ความเคารพผู้ใหญ่ เช่น นักเรียนต้องให้ความเคารพครูบาอาจารย์ ประเพณีของประเทศไทย นั้นเป็นประเพณีที่ได้อิทธิพลอย่างสูงจากศาสนาพุทธ แต่อิทธิพลจากศาสนา อื่นเช่น ศาสนาพราหมณ์และ การอพยพของชาวต่างชาติเช่นคนจีนก็มีอิทธิพลของประเพณีไทย ประเพณีของ ไทยนั้นสามารถแบ่งออกเป็นสามส่วนใหญ่คือ ภาษา , ศิลปะ , และประเพณี 1.1 วัฒนธรรมไทยที่สำคัญ วัฒนธรรมไทยที่สำคัญ จนกลายเป็นวัฒนธรรมซึ่งนานาชาติยกย่อง และคนไทยมีความภาคภูมิใจมา จนตราบเท่าทุกวันนี้ ได้แก่ ภาษาไทย ไทยเรามีภาษาและตัวอักษรเป็นของตนเองมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยพ่อขุนรามคำแหง มหาราช ได้ทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นใช้ใน พ.ศ.1826 และได้มีการแก้ไขปรับปรุงและพัฒนาเปลี่ยนแปลงมา


๙ ตามลำดับ เนื่องจากเราได้มีการติดต่อเกี่ยวกับนานาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม จึงได้รับ วัฒนธรรมภาษาต่างชาติเข้ามาปะปนใช้อยู่ในภาษาไทย แต่ก็ได้มีการดัดแปลงจนกลายเป็นภาษาไทยในที่สุด ที่ ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ภาษาไทย เป็นภาษาประจำชาติของคนไทย ตัวอักษรของภาษาไทยถูกสร้างขึ้นในสมัยพ่อขุน รามคำแหงในค.ศ. 1283 ตัวอักษรของภาษาไทยได้รับอิทธิพลมาจากภาษาบาลี และสันสกฤตจากสื่อของขอม โบราณ ปัจจุบันภาษาไทยประกอบด้วยตัวอักษร สี่สิบสี่ตัว ภาษาไทยมีห้าโทนคือ : สามัญ , เอก, โท, ตรี, จัตวา ซึ่งแตกต่างจากภาษาอื่นเช่นภาษาอังกฤษ เช่นคำว่า บ่า กับบ้านั้นมีความที่แตกต่างกัน ภาษาไทยใน ปัจจุบันได้รับอิทธิพลมาจากภาษาต่างๆทั่วโลกเช่น บาลี, ขอม, มาเล, ภาษาอังกฤษ, ภาษาจีน ศาสนา พลเมืองไทยส่วนใหญ่ของประเทศเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา และเป็นศาสนาที่อยู่คู่บ้าน บ้านมาช้านานแล้ว ศาสนาจึงมีอิทธิพลต่อการสร้างสรรค์วัฒนธรรมด้านอื่นๆ คนไทยได้ยึดถือเอาหลักคำสอน ของพระพุทธศาสนามาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ ทั้งส่วนรวมและส่วนบุคคล จะมีพิธีทางศาสนาพุทธเกี่ยวข้องอยู่เสมอ การแต่งกาย การแต่งกายของคนไทยมีแบบฉบับ และมีวิวัฒนาการมานานแล้ว โดยจะมีการแต่งกาย ที่แตกต่างกัน ตามสมัยและโอกาสต่างๆ โดยมีวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบันนี้คนส่วนใหญ่แต่ง กายตามสากลอย่างชาวตะวันตก หรือตามแฟชั่นที่แพร่หลายเข้ามา แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังมีจิตใจที่รักใน วัฒนธรรมการแต่งกายของไทยแบบดั้งเดิมอยู่ ดังจะเห็นได้จากในงานพิธีกรรมต่างๆ จะมีการรณรงค์ให้ใส่ผ้า ไทย หรือชุดไทย หรือรณรงค์ให้ใส่ผ้าไทยในชีวิตประจำวัน ซึ่งนับได้ว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่ชาติอื่นให้ ความชื่นชม ศิลปกรรม ถือเป็นภูมิปัญญาไทยที่สำคัญ โดยเป็นผลงานที่สร้างขึ้นเพื่อความสวยงามก่อให้เกิด ความสุขทางใจ ส่วนใหญ่จะเป็นงานที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากพุทธศาสนา และเป็นการแสดงความ เคารพและจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ได้แก่ ผลงานที่ปรากฏตามวัดวาอารามต่างๆ เรือนไทยที่มี ลักษณะเฉพาะพิเศษ ศิลปกรรมไทยที่สำคัญได้แก่ สถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม นาฏศิลป์ ดุริยางค ศิลป์ วรรณกรรม วัฒนธรรมจะเป็นสิ่งที่กำหนด แบบแผน ข้อบังคับ กฎหมาย ทำให้เกิดประเพณีความเชื่อ ซึ่งจะมี ลักษณะที่แตกต่างกันออกไปของแต่ละสังคม อีกทั้งวัฒนธรรมยังเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ ในกลุ่ม สังคมนั้นและยังสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย สร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในสังคมอีกด้วย 2. ที่มาและหลักฐานวัฒนธรรมไทย การศึกษาเกี่ยวกับความเป็นมาของชนชาติไทยนั้น เราศึกษาได้จาก หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นหลักฐานที่ปรากฏเป็นตัวอักษรบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับคน ไทยในสมัยโบราณไว้ อาจจะปรากฏอยู่ตามฐานเจดีย์ กำแพงโบสถ์ ผนังถ้ำ แผ่นไม้ ใบลาน สมุดข่อย เช่นจารึก สุโขทัย จารึกมอญ เป็นต้น หลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น โครงกระดูกมนุษย์ พระพุทธรูป ร่องรอย การตั้งถิ่นฐานของชุมชนเป็นต้น นอกจากนี้การศึกษาประวัติศาสตร์อาจแบ่งหลักฐานได้อีก 2 ประเภท ดังนี้


๑๐ 1) หลักฐานชั้นต้นหรือปฐมภูมิ หมายถึง บันทึกหรือคำบอกเล่าของผู้พบเห็นเหตุการณ์ หรือผู้เกี่ยวข้อง กับเหตุการณ์ หรือผู้ร่วมสมัยกับเหตุการณ์ เช่น บันทึก จดหมายเหตุ เป็นต้น 2) หลักฐานชั้นรองหรือทุติยภูมิ หมายถึง ผลงานการค้นคว้าที่เขียนขึ้นหรือเรียบเรียงขึ้น ภายหลังจาก เกิดเหตุการณ์นั้นแล้ว โดยอาศัยหลักฐานชั้นต้นและเพิ่มเติมด้วยความคิดเห็น คำวินิจฉัย ตลอดจน เหตุผลอื่น ๆ ประกอบ เช่น พงศาวดาร ตำนาน คำให้การ เป็นต้น สำหรับการศึกษาเรื่องราวของชนชาติไทยนั้น นอกจากจะใช้หลักฐานต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว ยังจะต้องอาศัย หลักฐาน การวิเคราะห์ ประเมินคุณค่า การตีความ จากนักวิชาการในหลายสาขาวิชาด้วยกัน เช่น นัก มานุษยวิทยา นักโบราณคดี นักภาษาศาสตร์ นักภูมิศาสตร์ นักสังคมวิทยา นักวิทยาศาสตร์ เป็นต้น เพื่อให้ ข้อมูลตรงกับความเป็นจริงให้มากที่สุด สิ่งแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ เนื่องจากสังคมไทยมีลักษณะทางด้านภูมิศาสตร์เป็นที่ราบลุ่มและอุดม สมบูรณ์ด้วยแม่น้ำลำคลอง คนไทยได้ใช้น้ำในแม่น้ำ ลำคลอง ในการเกษตรกรรมและการอาบ กิน เพราะฉะนั้นเมื่อถึงเวลาหน้าน้ำ คือ เพ็ญเดือน 11 และเพ็ญ เดือน 12 ซึ่งอยู่ในห้วงเวลาปลายเดือนตุลาคม และปลายเดือนพฤศจิกายน อันเป็นระยะเวลา ที่ น้ำไหลหลากมาจากทางภาคเหนือของประเทศ คนไทยจึง จัดทำกระทงพร้อม ด้วยธูปเทียนไปลอย ในแม่น้ำลำคลอง เพื่อเป็นการขอขมาลาโทษแม่คงคา และขอพรจาก แม่คงคา เพราะได้อาศัยน้ำกิน น้ำใช้ ทำให้เกิด "ประเพณีลอยกระทง" นอกจากนั้นยังมีประเพณีอื่น ๆ อีกใน ส่วนที่เกี่ยวกับ แม่น้ำลำคลอง เช่น ประเพณีแข่งเรือ ระบบการเกษตรกรรม สังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม (agrarian society) กล่าวคือ ประชากรร้อย ละ 80 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า คนไทยส่วนใหญ่มีวิถีชีวิตผูกพันกับระบบการ เกษตรกรรม และระบบการเกษตรกรรมนี้เอง ได้เป็น ที่มาของวัฒนธรรมไทยหลายประการ เช่น ประเพณีขอ ฝน ประเพณีลงแขก และการละเล่น เต้นกำรำเคียว เป็นต้น ค่านิยม (Values) กล่าวได้ว่า "ค่านิยม" มีความเกี่ยวพันกับ วัฒนธรรมอย่างใกล้ชิด และ "ค่านิยม" บางอย่าง ได้กลายมาเป็น "แกน" ของวัฒนธรรมไทยกล่าวคือ วิถีชีวิตของคนไทยโดยส่วนรวมมีเอกลักษณ์ซึ่งแสดงออกถึง อิสรภาพและเสรีภาพ พระชุดเบญจภาคี ประกอบด้วย 1) พระสมเด็จ วัดระฆัง ที่สร้างโดย ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพุฒาจารย์(โต)พฺรหฺมรังษี เป็นตัวแทนยุค รัตนโกสินทร์ 2) พระซุ้ม ก. หรือ กำแพงเม็ดขนุน ทุกกรุในจังหวัดกำแพงเพชรเป็นตัวแทนยุค สุโขทัย 3) พระนางพญา กรุวัดนางพญา จังหวัด พิษณุโลก เป็นตัวแทนยุค อยุธยา-พระพิษณุโลกสองแคว 4) พระผงสุพรรณ กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นตัวแทนยุค อู่ทอง-สุพรรณภูมิ 5) พระรอด กรุวัดมหาวัน จังหวัดลำพูน เป็นตัวแทนยุค ลพบุรี


๑๑ การเผยแพร่ทางวัฒนธรรม (Cultural diffusion) วัฒนธรรมทาง หนึ่ง ย่อม แตกต่างไปจาก วัฒนธรรมทางสังคมอื่น ๆ ทั้งนี้เพราะวัฒนธรรมมิได้เกิดขึ้นมาใน ภาชนะ ที่ถูกผนึกตราบเท่าที่มนุษย์ เช่น นักท่องเที่ยว พ่อค้า ทหาร หมอสอนศาสนา และผู้อพยพยังคง ย้ายถิ่นที่อยู่จากแห่งหนึ่งไปยังแห่งอื่น ๆ เขา เหล่านั้นมักนำวัฒนธรรมของพวกเขาติดตัว ไปด้วย เสมอ ซึ่งถือได้ว่า เป็นการเผยแพร่ทางวัฒนธรรม เป็นไปได้ อย่างสะดวกรวดเร็วและกว้างขวาง ประจักษ์ พยานในเรื่องนี้จะเห็นได้ว่าน้ำอัดลมชื่อต่าง ๆ มีอยู่ทั่วทุกมุมโลก หน้าที่ของวัฒนธรรม วัฒนธรรมเป็นตัวกำหนดรูปแบบของสถาบัน ซึ่งมีลักษณะแตกต่าง กันไปในแต่ละสังคม เช่น วัฒนธรรมอิสลามอนุญาตให้ชาย (ที่มีความสามารถเลี้ยงดูและ ให้ความ ยุติธรรมแก่ภรรยา) มีภรรยาได้ มากกว่า 1 คน โดยไม่เกิด 4 คน แต่ห้ามสมสู่ ระหว่าง เพศเดียว กัน อย่างเด็ดขาด ในขณะที่ศาสนาอื่น อนุญาตให้ชายมีภรรยาได้เพียง 1 คน แต่ไม่มีบัญญัติห้าม ความสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกัน ฉะนั้นรูปแบบ ของสถาบันครอบครัวจึงอาจแตกต่างกันไป วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่กำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ พฤติกรรมของคน จะเป็นเช่นไรก็ขึ้นอยู่กับ วัฒนธรรมของกลุ่มสังคมนั้น ๆ เช่น วัฒนธรรมในการพบปะทักทายของ ไทย ใช้ในการสวัสดีของชาวตะวันตก ทั่วไปใช้ในการสัมผัสมือ ของชาวทิเบตใช้การแลบลิ้น ของชาว มุสลิมใช้การกล่าวสลาม เป็นต้น วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ควบคุมสังคม สร้างความเป็นระเบียบ เรียบร้อย ให้แก่สังคม เพราะในวัฒนธรรม จะมีทั้งความศรัทธา ความเชื่อ ค่านิยม บรรทัดฐาน เป็นต้น ตลอดจน ผลตอบแทนในการปฏิบัติและ บทลงโทษเมื่อฝ่าฝืน 2.1 ประเพณีไทย อารยธรรมไทย ประเพณีไทยอันดีงามที่สืบทอดต่อกันมานั้น ล้วนแตกต่างกันไปตามความเชื่อ ความผูกพันของ ผู้คนต่อพุทธศาสนา และการดำรงชีวิตที่สอดประสานกับฤดูกาลและธรรมชาติอย่างชาญฉลาดของชาวบ้านใน แต่ละท้องถิ่นทั่วแผ่นดินไทย เช่น ภาคเหนือ ประเพณีบวชลูกแก้วของคนไตหรือชาวไทยใหญ่ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ภาคอีสาน ประเพณีบุญบั้งไฟของชาวจังหวัดยโสธร ภาคกลาง ประเพณีทำขวัญข้าวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภาคใต้ ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุของชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นต้น นอกจากนี้ประเพณีและอารยธรรมไทยยังนำมาซึ่งการท่องเทียว เป็นที่รู้จักและประทับใจแก่ชาติอื่น นับเป็น มรดกอันลำค่าที่เรา ... คนไทยควรอนุรักษ์และสืบสานให้ยิ่งใหญ่ตลอดไป ประเพณีและวัฒนธรรมไทย โดย ดังนี้ มกราคม ฤดูเก็บเกี่ยว เดือนยี่เมื่อการเก็บเกี่ยวข้าวในนาเเละนวดข้าวเสร็จสิ้นลง เกษตรกรชาวนาซึ่งทำงานหนัก เพราะต้องทำงาน ตรากตรำ กลางเเดดฝนอยู่ในโคลนตมเป็นเวลานานๆ เมื่อไถหว่านปักดำ จนต้นข้าวงอกงามเติบโตเเละออกรวง ได้เก็บเกี่ยวพืชผลที่ลงเเรงไว้ เมื่อนวดข้าวเเละเก็บข้าวขึ้นใส่ยุ้งฉางเรียบร้อยเเล้ว เสร็จสิ้น การทำงานอีกครั้ง หนึ่ง ก็ร่วมกันทำบุญให้ทานเพื่อความเป็นสิริมงคล เเก่ตนเอง ครอบครัวเเละหมู่บ้าน


๑๒ กุมภาพันธ์ เดือนมาฆะ "มาฆะ" เเปลว่า เดือน ๓ ทางจันทรคติเรียกว่า มาฆมาส หรือ มาฆบูชาจาตุรงคสันนิบาต วันมาฆบูชา กำหนดตรงกับวันเพ็ญเดือน ๓ ของทุกๆปี พระราชพิธีกุศลวันมาฆบูชานี้ เกิดเมื่อครั้งรัชกาล พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงมีพระราชดำริว่า วันเพ็ญกลางเดือน ๓ เป็นวันพระจันทร์เสวยมาฆ ฟกษ์ มีเหตุการณ์สำคัญยิ่ง จึงได้พระกรุณาโปรดเกล้าให้จัดทำพิธีมาฆบูชาขึ้น มีนาคม วันตรุษสิ้นปี พิธีทำบุญวันตรุษเดือน ๔ หรือประเพณีการทำบุญวันตรุษสิ้นปี เริ่มตั้งเเต่วันเเรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๔ ไป จนถึง วันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ รวม ๓ วัน ตรุษนี้บอกกำหนดสิ้นปี มีการทำบุญให้ทาน เพื่อระลึกถึงสังขารที่ล่วง มา ด้วยดีอีกปีเเล้ว มีการยิงปืนใหญ่ จุดประทัด ดอกไม้ไฟ ตีกลอง เคาะระฆัง เพื่อขับไล่ สิ่งชั่วร้ายต่างๆ ออก จากเมือง ชาวบ้านต่างก็ทำความสะอาด เคหะสถาน เพื่อเตรียมตัวรับปีใหม่ ที่กำลังจะมาถึง เมษายน รดน้ำวันสงกรานต์ ในวันเเละเวลาที่พระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ เฉพาะในเดือน ๕ เรียกว่าวันมหาสงกรานต์ เพราะถือว่า เป็นวัน เเละ เวลาตั้งต้นปีใหม่คือ วันที่ ๑๓ เป็นวันต้น คือวันสงกรานต์ วันที่ ๑๔ วันกลาง คือวันเนา เเละ วันที่ ๑๕ วันสุดท้าย คือวันเถลิงศก วันสงกรานต์ เป็นประเพณีที่ผู้คนมีความ สนุกสนานกัน หลังงานเก็บเกี่ยว ว่างเว้นจากการทำไร่ทำนา เป็นเวลาที่ ชาวเกษตรกร ได้พักผ่อน เวลาที่จะหาความสนุกใส่ตน ก่อนที่เวลา ที่ จะต้องไปทำการเพาะปลูก อีกครั้ง ผู้คนสาดน้ำใส่กัน ซึ่งหมายถึงอวยพร ให้เเก่กัน เเละขอให้โชคดี ในปีใหม่ที่ จะย่างกลายเข้ามา พฤษภาคม วิสาขบูชา "วิสาขะ" เเปลว่า เดือนที่ ๖ หรือ เรียกว่า "วิสาขมาส" ในรัชกาลที่สอง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศ หล้านภาลัย หรงโปรดเกล้าให้ทำพิธี ถวายพระพร เนื่องในวันวิสาขบูชา เป็นครั้งเเรกเมื่อ พศ 2360 (ใน ราชวงศ์รัตน์โกสินทร์ตอนต้น), ซึ่งเป็นประเพณีนิยมของชาวไทย มาครั้งตั้งเเต่ในสมัยกรุงสุโขทัย ในวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ นี้ ชาวบ้านร่วมกันประดับตกเเต่งบ้านเรือน เเละ วัดวาอาราม ด้วยโคมไฟ พู่กลิ่น พวงดอกไม้ สด พวงดอกไม้เเห้ง เเละจุดเทียนสว่างไสว มิถุนายน หล่อเทียนพรรษา ก่อนเข้าพรรษา ๑ เดือน ประมาณเดือน ๗ ชาวบ้านจัดการเรี่ยไรขึ้ผึ้ง เเละ ร่วมกันทำพิธีหล่อเทียน เเละ เเกะสลัก ปิดทองอย่างสวยงาม เเห่ขบวน เทียนประกวดเเข่งขันกันสนุกสนาน ในสมัยหรุงัตนโกสินทร์ มี พระราชพิธี ถวายเทียนพรรษาไปตามพระอารามหลวงที่สำคัญๆ ซึ่งได้ปฏิบัติสืบทอด มาจนปัจจุบัน เเละ เนื่องจากเป็นเดือนที่มีผลไม้ต่างๆ ออกผลบริบูรณ์มาก จึงจัดให้มีงานบุญสลากภัต ไปถึงวันเข้าพรรษา กรกฎาคม เข้าพรรษา พรรษา เเปลว่า ฝน หรือ ฤดูฝน ฤดูเข้าพรรษาเริ่มต้นเเต่วันเเรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ราวกลางเดือน กรกฎาคมของทุกๆปี จนถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ รวมเป็นเวลา ๓ เดือน เรียกว่า ไตรมาส ตลอดเวลา


๑๓ เข้าพรรษานี้ ชาวบ้าน ตั้งใจละเว้นอบายมุขทั้งปวง ทำจิตใจให้ผ่องเเผ้ว เยือกเย็น เป็นการสร้าง กุศล ซึ่งพระ ราชพิธีกุศล เข้าพรรษาถือ เป็นพระราชพิธีเเห่งราชสำนัก มาตั้งเเต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี สืบเนื่องมาจน ปัจจุบัน สิงหาคม โกนจุก "โกนจุก" เป็นประเพณีไทยเเต่โบราณ เมื่อเด็กอายุครบเดือนได้ทำขวัญเดือน เเละโกนผมไฟ เมื่อผมมี ผมขึ้นใหม่ก็จะเอารัดจุกไว้ตรงกลางศรีษะ ทำทั้งเด็กหญิงเเละชาย, ซึ่งมีความหมายว่าเด็กที่มีผมจุกนั้นเป็นผู้ บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา ก็จะได้รับความเมตตากรุณาตามสภาวะที่เป็นเด็ก เมื่อเด็กผู้หญิงอายุได้ ๑๑ ปี เเละ เด็กผู้ชาย ๑๓ ปี บิดามารดาก็จะจัดงาน เเละตัดผมจุกออก หรือ ปล่อยผมลงมา เรียกว่า พิธีโกนจุก ซึ่ง หมายความ ว่า เด็กนั้นได้เติบโตย่างเข้าสู่วัยผู้ใหญ่เเล้ว กันยายน สารท "สารท" เเปลว่า ฤดูใบไม้ร่วง ประเพณีทำบุญในวันสารทนี้ กำหนดตรงสิ้นเดือน ๑๐ ชาวบ้านจะนำโภชนาหาร ทานวัตถุในพิธี เช่น ข้าวมทุปายาท ข้าวยาคู ข้าวทิพย์ กระยาสารท เเละ กล้วยไข่ ซึ่งพอดีเป็นหน้ากล้วยไข่สุก ไปตักบาตรธารณะ เสร็จเเล้วก็จะเเจกจ่าย ให้ปันกระยาสารทที่เหลือเเก่เพื่อนบ้าน พิธีสารทเป็นระยะที่ต้นข้าว ออกรวง เป็นน้ำนม จึงจัดทำพิธีขึ้นเพือเป็นการรับขวัญรวงข้าว เเละ เป็นฤกษสิริมงคล เเก่ต้นข้าวในนาอีกด้วย ข้าวมทุปายาท ซึ่งทำจากข้าวที่เป็นน้ำนมข้างใน ซึ่งจำได้จากการเรียนวิชา ศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าเสวย ข้าวมทุปายาท ก่อนที่จะตรัสรู้ ตุลาคม เทศกาลทอดกระฐิน ประเพณีทอดกระฐินนี้ได้ถือปฏิบัติมาตั้งเเต่สมัยกรุงสุโขทัย เเละสืบทอด มาถึงปัจจุบัน ระยะเวลาที่ให้ มีการทอดกระฐิน คือ ตั้งเเต่วันเเรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ไปจนถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ เทศกาลทอดกระฐิน เป็นงานรื่นเริง ของชาวบ้านในโอกาสที่จะได้ทำบุญควบคู่ไปกับความสนุกสนาน ด้วยเป็นระยะที่หว่าน เเละ ดำ ข้าวเเล้ว อีกไม่ช้าก็จะเก็บได้ จึงเป็นช่วงที่ จะได้พักผ่อนก่อนงานเก็บเกี่ยว การเลือกไปทอดกระฐินที่ต่างถิ่น เพือเป็นการท่องเที่ยว เยี่ยมเยียน เเละ เชื่อมสัมพันธ์ระหว่างกันด้วย ซึ่งเปิดโอกาศให้ผู้เข้าร่วมได้ ไปเปิดหู เปิดตา ได้เรียนรู้จักคนใหม่ๆ เเละ ได้เที่ยวในสถานที่อื่นด้วย พฤศจิกายน ลอยกระทง ลอยกระทง คือวันเพ็ญเดือน ๑๒ ฤดูน้ำหลาก อากาศปลอดโปร่งเเจ่มใส ด้วยหมดฤดูฝนเเล้ว ชาวบ้าน ได้ประดิษฐ์ประดอยกระทงด้วยใบตอง ตกเเต่งด้วยดอกไม้ เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน ผู้คนก็เเต่งกายสวยงาม เเละ นำกระทงออกไปด้วย จุดธูปเทียนในกระทงสว่างสวยงาม ลอยไปตามลำน้ำอย่างสวยงาม เพื่อเป็นการขอขมา ต่อพระเเม่คงคา จุดประสงค์ของประเพณีลอยกระทงก็คือ เปิดโอกาศให้ประชาชนได้นึกถึง พระคุณของน้ำ เเละขออภัย พระเเม่คงคาที่ตนได้ใช้น้ำมาตลอด ในการดำรงชีพของตน ในช่วงนี้เป็นช่วงที่อุดมสมบูรณ์ หน้า ข้าว หน้าปลา จะเห็นผู้คนส่วนใหญ่พูดกันว่า ในน้ำมีปลาในนามีข้าว หรือ มีข้าวในนา มีปลาในหนอง ชาวบ้าน ควรจะทำบุญให้ทาน เเละพักผ่อน สนุกสนาน กันเสียทีหนึ่ง


๑๔ ธันวาคม ตรุษ เลี้ยง ขนมเบื้อง ขนมเบื้อง คืออาหารชนิดหนึ่งที่มีใส่ใส้ด้วยกุ้ง พิธีเลี้ยงขนมเบื้อง เดือนอ้าย นับเป็นตรุษอย่างหนึ่ง เฉพาะต้อง เป็น หน้าหนาว ตรุษเลี้ยงขนมเบื้องจะต้องเป็นฤดูหนาว เป็น เวลา ที่น้ำลดมีกุ้งชุกชุม เเละ ยังเป็นฤดูที่กุ้งมี มันมากน่า จะทำขนมเบื้องไส้กุ้ง เเต่ก่อนนั้น การละเลงขนมเบื้องนี้นับเป็นคุณสมบัติที่ได้รับความนิยมชมเชย ด้วย อย่างหนึ่งของหญิงสาวในความสามารถ ถึงในสมัย รัชกาลที่ ๔ ยังถือกันว่าหญิงใดละเลงขนมเบื้องได้จีบ ขนมจีบได้ ปอกมะปรางริ้วได้ จีบใบพลูได้ยาว คนนั้นมีค่าถึง ๑๐ ชั่ง ในสมัยนั้น ๑๐ ชั่ง = 800 บาท, ซึ่ง หมายความว่า ผู้หญิงคนนั้นมีคุญสมบัติที่ดี 3. ทฤษฎีและแนวคิดวัฒนธรรมไทย แนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมนั้นมีความหลากหลายและมีความเป็นนามธรรมสูง แนวคิดเกี่ยวกับ วัฒนธรรมรายละเอียดดังนี้ สังคมและวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้ง วัฒนธรรม เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการทางสังคมและจิตใจของมนุษย์ วัฒนธรรม เป็นสิ่งที่ช่วยให้โครงสร้างทาง สังคมคงอยู่เพราะมีความผูกพันทางจิตใจของหลายๆคนเข้าด้วยกัน รากฐานของสังคม คือวัฒนธรรม ดังนั้น การพัฒนาสังคมให้เจริญก้าวหน้านั้นต้องอาศัยวัฒนธรรมเป็นตัวตั้งหรือเป็นรากฐานสังคมจึงจะมีความมั่นคง และยั่งยืน(ประเวศ วะสี, 2547 : 23) คำว่า วัฒนธรรม เป็นคำสมาสที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤต คำว่า วัฒน มาจาก คำบาลีว่า วฑฺฒน ซึ่งแปลว่า เจริญงอกงาม ส่วนคำว่า ธรรม มาจากภาษาสันสกฤตว่า ธรฺม เขียนตาม รูปบาลีล้วนๆ คือ วฑฺฒน ธรฺม หมายถึง ความดี ซึ่งหากแปลตามรากศัพท์ คือ สภาพอันเป็นความ เจริญงอกงาม หรือลักษณะที่แสดง ความเจริญงอกงาม (สุพัตรา สุภาพ : online) การศึกษาคำว่า วัฒนธรรมในด้านที่มาของวัฒนธรรม วัฒนธรรม มาจากภาษาละติน 2 คำ คือ Colere และ Cultus คำว่า Colere แปลว่า ปลูกฝังหรือสั่งสอน คำ ว่า Cultus แปลว่าการปลูกฝังหรือการอบรม เมื่อรวมกันได้คำว่า Culture ในภาษาอังกฤษในภาษาไทยใช้คำ ว่า “วัฒนธรรม”แปลตามความหมายเดิมว่า ความเจริญงอกงาม คำว่า “วัฒนธรรม” มาจากคำว่า วัฒนา และ คำว่า ธรรมะ คำว่าวัฒนา หมายถึง ความเจริญงอกงาม ส่วนคำว่าธรรมะ หมายถึงคุณความดี ดังนั้นวัฒนธรรม จึงหมายถึงสิ่งที่ทำให้เจริญงอกงามแก่หมู่คณะหรือวิถีของหมู่คณะ เหตุที่กล่าวว่าวัฒนธรรมเป็นวิถีชีวิตของหมู่ คณะ เพราะวัฒนธรรมได้แทรกซึมไปทั่วทุกกิจกรรมของการดำเนินชีวิตนับตั้งแต่ภาษาพูด ภาษาเขียน การแต่ง กายการกินอยู่หลับนอน ทุกอิริยาบถของมนุษย์จะได้รับอิทธิพลของวัฒนธรรมอยู่ตลอดเวลา (พิภพ วชังเงิน, 2547 : 139) วัฒนธรรมมีคำอธิบายแตกต่างกันหลายความหมาย Kroeber และ Kluckhorn นักมนุษยวิทยาพบว่า มีความหมายที่แตกต่างกันอยู่ 164 ความหมายและ Ott สรุปความหมายแตกต่างกันเป็นจำนวน 58 ค ว า ม ห ม า ย (Sathe, 1985 : 539 : citing Kroeber and Kluckhorn.1952 ; Shaw and Reyes 1992:295 ; citing Kroeber and Kluckhorn.1952; Ott.1989 อ้างถึงในสุพรรณี สมานญาติ, 2540 : 24) ซึ่งมีนิยามง่ายๆที่เป็นวัฒนธรรมในระดับสิ่งประดิษฐ์และความหมายที่ซับซ้อนมากขึ้นมาจากแนวคิดของ นักวิชาการหลายสาขา เช่น นักมานุษยวิทยา สังคม วิทยา นักจิตวิทยา นักประวัติศาสตร์ นักการศึกษา


๑๕ วัฒนธรรมจึงมีความหมายแตกต่างกันไปตาม วัตถุประสงค์ของผู้ที่ต้องการศึกษา โดยนิยามภายในขอบเขต เรื่องนั้นๆ ส่วนใหญ่คำจำกัดความจะเน้นถึงระบบความเชื่อ ค่านิยม สังคมซึ่งอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมของมนุษย์ (สุพรรณี สมานญาติ, 2540 : 24) มีผู้ให้ความหมายของวัฒนธรรมไว้มากมาย ดังนี้ พระยาอนุมานราชธน (2496 : 6) ได้กล่าวถึง วัฒนธรรม ในหลายความหมายว่า วัฒนธรรม หมายถึง สิ่งที่มนุษย์เปลี่ยนแปลง ปรับปรุง หรือผลิตสร้างขึ้นเพื่อความเจริญงอกงามในวิถีแห่งชีวิตของ ส่วนรวม วัฒนธรรม คือวิถีแห่งชีวิตของมนุษย์ในส่วนรวมที่ถ่ายทอดกันได้เรียนกันได้ เอาอย่างกันได้ วัฒนธรรม คือ สิ่งอันเป็นผลิตผลของส่วนรวมที่มนุษย์ได้เรียนรู้มาจากคนแต่ก่อนสืบต่อเป็นประเพณี วัฒนธรรม คือ ความคิดเห็น ความรู้สึก ความประพฤติและกิริยา อาการหรือการกระทำใดๆของมนุษย์ใน ส่วนรวม ลงรูปเป็นพิมพ์เดียวกันและสำแดงออกมาให้ปรากฏเป็นภาษา ศิลปะ ความเชื่อถือ ระเบียบประเพณี เป็นต้น วัฒนธรรม คือ มรดกแห่งสังคมซึ่งสังคมรับไว้และรักษาไว้ให้เจริญงอกงาม สุพัตรา สุภาพ (2518 : 119) กล่าวว่า วัฒนธรรม มีความหมายครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างที่ แสดงออกถึงวิถีชีวิตของมนุษย์ในสังคมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือสังคมใดสังคมหนึ่ง มนุษย์ได้คิดสร้างระเบียบ กฎเกณฑ์ใช้ในการปฏิบัติการจัดระเบียบตลอดจนระบบความเชื่อ ความนิยมความรู้และเทคโนโลยีต่างๆในการ ควบคุมและใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ ส.ศิวลักษณ์ (2530 อ้างถึงใน จุฑาพันธ์ ผดุงชีวิต, 2550 : 5) กล่าวว่า วัฒนธรรม หมายถึง ชีวิต ทั้งหมดซึ่งกลุ่มชนหนึ่งใดได้ประพฤติปฏิบัติกันมาจนเป็นวิวัฒนาการสืบต่อกันไป เป็นชั่วคนและหัวใจของ วัฒนธรรมคือภาษาอันเป็นพาหะที่สำคัญทางวัฒนธรรม บางครั้งภาษาได้รับการยอมรับว่าเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ ทั้งที่คนในสังคมนั้นอาจมีความรู้เกี่ยวกับภาษานั้นๆน้อยมาก เช่น ภาษาบาลีซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ในการบันทึก พระไตรปิฎก สะท้อนให้เห็นความจริงบางประการ เช่น ระบบความคิด ความเชื่อต่างๆของผู้คนในสังคมนั้นๆ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (2531 : 15 - 16) กล่าวว่า วัฒนธรรม เป็นวิถีการ ดำเนินชีวิตของสังคม เป็นแบบแผนการประพฤติปฏิบัติและการแสดงออกซึ่งความรู้สึกนึกคิดในสถานการณ์ ต่างๆ ที่สมาชิกในสังคมเดียวกันสามารถเข้าใจและซาบซึ้งร่วมกัน ไพบูลย์ ช่างเรียน (2532 : 39) กล่าวว่าวัฒนธรรม คือวิถีชีวิตที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งถือปฏิบัติ วัฒนธรรมจึงประกอบด้วย นิสัยหรือความเคยชิน ขนบธรรมเนียม ประเพณี วิธีการ ประพฤติปฏิบัติ ความเชื่อ ค่านิยม รวมทั้งภาษาและวัตถุสิ่งของต่างๆ วัฒนธรรมของสังคมจะซึมซาบเข้าไปในตัวบุคคลนั้นตั้งแต่ออกจาก ท้องมารดา จนกระทั่งตายไปจากสังคม วัฒนธรรม ทำให้คนรวมตัวเป็นสังคม มีการอยู่ร่วมกันอย่างมีระเบียบ การเรียนรู้เรื่องของวัฒนธรรมจึงช่วยให้เกิดความเข้าใจพฤติกรรมของบุคคลหรือมนุษย์ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์สังคม คือมีวัฒนธรรมนั้น หาได้มีอิสระรอดพ้นไปจากค่านิยม ปทัสถาน และการลงโทษทางสังคมในส่วนรวมไปได้ไม่ และออกมาในรูปของพฤติกรรมตลอดจนการประพฤติปฏิบัติทั้งในสังคมและองค์การ ยศ สันติสมบัติ (2540 : 100) วัฒนธรรม เป็นระบบความเชื่อและค่านิยมทางสังคม ซึ่งอยู่เบื้องหลัง พฤติกรรมของมนุษย์วัฒนธรรมคือกฎ ระเบียบ หรือมาตรฐานของพฤติกรรมที่คน ในสังคมยอมรับ วัฒนธรรม คือวิถีชีวิตของคนในสังคม เป็นวิถีการดำเนินชีวิตของชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มีการเปลี่ยนแปลงและสืบทอดจาก รุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง สุภางค์ จันทวานิช (2533: 11) กล่าวว่า วัฒนธรรม หมายถึงวิถีชีวิตและแบบแผนที่คนกลุ่มหนึ่งใช้ ร่วมกัน อันหมายถึง คนกลุ่มหนึ่งก็มีวิถีชีวิตแบบหนึ่งต่างกลุ่มก็ต่างมีวิถีชีวิตและต่างพฤติกรรม วิถีชีวิตของคน


๑๖ ในสังคมต่างประเภทกันซึ่งอยู่ในสภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ การเมือง และสังคมที่แตกต่างกัน ทำให้วัฒนธรรม แบบแผน พฤติกรรมต่างกันไปด้วย รัชนีกร เศรษโฐ (2536 : 8) วัฒนธรรม คือวิถีหรือการดำเนินแห่งชีวิตของชุมชนหมู่หนึ่ง ซึ่งอยู่ ร่วมกันในที่หนึ่งหรือประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ อันมีลักษณะปรากฏออกมาให้เห็นได้เช่น ประเพณี ศิลปะ วรรณคดี ศาสนา ความเชื่อหรืออาจกล่าวได้ว่า วัฒนธรรมคือ 1) ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นนิสัยหรือความประพฤติที่เคยชินของสังคมซึ่งมนุษย์เองเป็นผู้สร้างและ ปรับปรุงจากธรรมชาติและเรียนรู้จากกันและกัน 2) สิ่งที่มนุษย์เปลี่ยนแปลง ปรับปรุงหรือสร้างขึ้นมาเพื่อความเจริญงอกงามของชีวิตส่วนรวม สามารถถ่ายทอดได้ เรียนรู้ได้ เอาอย่างกันได้สืบต่อกันได้ 3) ความคิดเห็น ความรู้สึก การประพฤติปฏิบัติใดๆของบุคคลส่วนรวมที่เหมือนๆกัน โดย แสดงออกทางภาษา หรือทางด้านความเชื่อและระเบียบประเพณี 4) มรดกของสังคมเป็นสิ่งที่มนุษย์ได้จากการเรียนรู้จากคนอื่นทั้งที่ตายไปแล้วและยังมีชีวิตอยู่ โดยรับรู้ไว้เป็นมรดกตกทอดกันมาเป็นลำดับ เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2541: 10) กล่าวว่า วัฒนธรรม หมายถึง วิถีการดำเนินชีวิตของคนใน สังคมที่หล่อหลอมขึ้นผ่านการปฏิสัมพันธ์หรือได้รับการถ่ายทอดบริบทแวดล้อม เช่นได้รับการถ่ายทอดจาก ความเชื่อ ศิลปะ จริยธรรม กฎหมาย ขนบธรรมเนียม ประเพณี การศึกษา สื่อมวลชน ฯลฯ กลายเป็นแบบ แผนในความคิดและการกระทำของคนในสังคมเป็นส่วนใหญ่ที่สำคัญ วัฒนธรรม มีลักษณะเป็นกลาง สามารถ นำมาซึ่งความเจริญงอกงาม หรือความเสื่อมเสียแก่สังคมได้ นิคม มูสิกะคามะ (2541: 8) กล่าวว่า วัฒนธรรม หมายถึง วิถีชีวิตอันเป็นจิตวิญญาณของเผ่าชน ซึ่ง อาศัยความรู้ความชำนาญสืบทอดกันมาจากประวัติศาสตร์คนไทยมีลักษณะพิเศษ เป็นผู้มีอัจฉริยะในด้าน การเกษตรและศิลปหัตถกรรมที่เป็นเลิศ ทำให้คนไทยสุขกาย สบายใจอยู่เย็นเป็นสุข เป็นคนดีเป็นคนที่อ่อน น้อมถ่อมตน ยึดศีลธรรมหลักธรรมในศาสนา เป็นธรรมนูญชีวิต มีกิริยามารยาทที่เอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์เชื่อ บาปกรรมในอดีต คุณงามความดีในชีวิตปัจจุบันและได้รับผลกรรมของชีวิตหลังความตาย กรมศิลปากร (2542 : 20) วัฒนธรรม คือ วิถีชีวิตทุกด้านของคนทั้งมวลในสังคม ซึ่งหมายถึงวิธี กระทำสิ่งต่างๆทุกอย่าง นับตั้งแต่วิธีกิน วิธีอยู่ วิธีแต่งกาย วิธีทำงาน วิธีพักผ่อน วิธีแสดงอารมณ์ วิธีสื่อ ความหมาย วิธีจราจรและขนส่ง วิธีอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ ตลอดจนวิธีแสดงความสุขทางใจและหลักเกณฑ์ใน การดำเนินชีวิต ทั้งเครื่องมือเครื่องไม้หรือวัตถุสิ่งของต่างๆที่นำมาใช้เพื่อการเหล่านั้น ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของ วัฒนธรรม ไม่ว่าสิ่งของเหล่านั้นจะเป็นสิ่งที่นำมาจากธรรมชาติหรือคิดค้นประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ก็ตาม กฤษณา วงษาสันต์และคณะ (2542 : 82) กล่าวว่า วัฒนธรรม คือรูปแบบหรือแบบ แผนในการ ดำรงชีวิตของบุคคลส่วนใหญ่ในสังคม มองใน 2 ลักษณะคือลักษณะที่เป็นภาวะ (Condition) คือมอง วัฒนธรรมในแง่กฎเกณฑ์กลางๆ เพื่อเปรียบเทียบว่าคนไหนมีวัฒนธรรม หรือไม่ อีกลักษณะหนึ่งหมายถึง การ กระทำ (Action) คือ การนำเอารูปแบบมาถือปฏิบัติในการดำรงชีวิต โดยที่วัฒนธรรมเป็นรูปแบบแห่ง พฤติกรรม ซึ่งบุคคลส่วนใหญ่ในสังคมยึดถือปฏิบัติในการดำเนินชีวิต ไม่ว่าในด้านความคิด ความเชื่อ หรือการ กระทำและได้มีการสืบทอดต่อกันมา เป็นทอดๆ


๑๗ รัตนา ศิรัชญานันท์ (2542 : 14) กล่าวว่า วัฒนธรรม หมายถึง แบบอย่างของพฤติกรรมทั้งหลายที่ ได้มาจากการเรียนรู้และถ่ายทอดภายในผ่านทางสังคม โดยอาศัยสัญลักษณ์ เช่น ศิลปะ ดนตรีความเชื่อ ค่านิยมและบรรทัดฐาน วัฒนธรรมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2543 : 27) ได้ให้ความหมายของ วัฒนธรรมว่า คือ สิ่งที่ ต้องเรียนรู้ แบบแผนพฤติกรรม ผลที่เกิดจากการเรียนรู้ สิ่งที่สมาชิกในสังคมมีอยู่ร่วมกัน มะลิ ควรคะนึง (2545) กล่าวว่า วัฒนธรรม หมายถึง คุณลักษณะที่เกิดจากการเรียนรู้และการ ปลูกฝังทางกระบวนการทางสังคม (Socialization) ซึ่งสามารถเลือกสรรความเชื่อ ความคิดถ่ายทอดทางสังคม โดยอาศัยสัญลักษณ์หรือเป็นแบบของความเชื่อและสิ่งที่คาดหมายต่างๆ ที่มีอยู่ร่วมกันในบรรดาสมาชิกของ องค์การและความเชื่อจะกลายเป็นกฎระเบียบของพฤติกรรมการปฏิบัติเรียกว่าบรรทัดฐาน วัฒนธรรมจึงเป็น ลักษณะเฉพาะของแต่ละสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ประเสริฐ แย้มกลิ่นฟุ้งและคณะ (2546 : 25) กล่าวว่า วัฒนธรรมคือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น กำหนดขึ้น มิใช่สิ่งที่มนุษย์ทำตามสัญชาติญาณ อาจเป็นการประดิษฐ์วัตถุสิ่งของขึ้นใช้หรืออาจเป็นการกำหนดพฤติกรรม ความคิด ตลอดจนวิธีการหรือระบบการทำงาน ดังนั้นวัฒนธรรมก็คือระบบในสังคมมนุษย์ที่มนุษย์สร้างขึ้น มิใช่ระบบที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติตามสัญชาติญาณ วัฒนธรรม คือ สิ่งที่ทำความเจริญงอกงามแก่หมู่คณะ (พจนานุกรมฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน, 2546 : 1,058) ประเวศ วะสี (2547 : 8) กล่าวว่า วัฒนธรรม หมายถึง วิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มคนที่สอดคล้องกับ สิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ การมีความเชื่อร่วมกัน มีระบบคุณค่าร่วมกัน และการมีวิถีชีวิตร่วมกัน มีบูรณาการ องค์ประกอบที่จำเป็นต่อวิถีชีวิตเข้ามาทั้งหมด อันได้แก่อาชีพหรือเศรษฐกิจ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การดูแล ความปลอดภัย ความเป็นสังคมหรือความร่วมกันด้านศิลปะ สุขภาพและการเรียนรู้ นิยพรรณ วรรณศิริ (2550 : 45) กล่าวว่า วัฒนธรรมคือ พฤติกรรมของมนุษย์ที่ได้รับการจัดสรร ขึ้นมาด้วยความจงใจ ความหมายของวัฒนธรรมมี 2 ความหมายคือความหมายในเชิงมนุษยศาสตร์ วัฒนธรรม หมายถึง ความดีงามไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมของคน สัตว์ สิ่งของ จะต้องแสดงออกถึงความดีงามจึงจะเป็น วัฒนธรรมและความหมายในเชิงสังคมศาสตร์แบ่งออกเป็น 2 ความหมาย คือ 1) การให้ความหมายในเชิงสังคมวิทยา (Sociology) นักสังคมวิทยาให้ความหมายว่า เป็น กระบวนการอบรม ปลูกฝังสั่งสอน เรียนรู้ถึงการดำรงชีวิตที่เป็นรูปแบบเดียวกัน แล้วเก็บไว้ เป็นมรดกตกทอดส่งต่อให้สมาชิกรุ่นใหม่ของสังคมต่อไป 2) และการให้ความหมายในเชิง มานุษยวิทยา (Antropology) ว่าวัฒนธรรม เป็นพฤติกรรมที่ กลั่นกรองมาจากความคิดที่จะหาวิธีการมาตอบสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ อัน ได้แก่การตอบสนองความจำเป็นที่มนุษย์จะยืนหยัดในการอยู่รอดเป็นคนได้ในสังคม เช่น การ หาอาหารและการกินอาหารเพื่อให้ร่างกายคงอยู่ และเจริญเติบโตตามวัย การจัดกลุ่มอยู่ ร่วมกันของมนุษย์ การเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ การสื่อสาร ความคิดต่อกัน การมีจิตใจที่ดี ที่ มั่นคง ไม่หวั่นไหว หวาดกลัวภยันอันตรายและการขับถ่ายทางเพศที่จะไม่เกิดโทษต่อตนเอง และผู้อื่น


๑๘ อคิน รพีพัฒน์ (2551 : 72) ให้ความหมายของ วัฒนธรรม คือ องค์รวมที่ซับซ้อน ซึ่งรวมถึงความรู้ ความเชื่อ ศิลปะ ศิลปกรรม กฎหมาย ประเพณี ความสามารถและลักษณะนิสัยอื่นๆ ที่คนได้รับมาในฐานะที่ เป็นสมาชิกคนหนึ่งของสังคม Kluckhorn และ Kally (1945 : 97 อ้างถึงในศิลปชัย ศรีเกียรติ, 2541 : 30) ได้ให้ความหมาย ของวัฒนธรรม คือ ลักษณะที่เป็นแบบแผนที่ถูกสร้างขึ้นจากอดีตจนถึงปัจจุบัน สำหรับการดำรงชีวิตจะเป็นสิ่ง ที่พบเห็นได้ชัดเจนมีเหตุผลหรือไม่มีเหตุผลก็ได้และเป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ในฐานะที่เป็น แนวทางสำหรับพฤติกรรมของมนุษย์ Linton (1945 : 30 อ้างถึงใน พิภพ วชังเงิน, 2547 : 132) กล่าวว่า วัฒนธรรม คือ ทุกสิ่งทุก อย่างที่สามารถเรียนรู้กันได้ (Learned behavior) รวมถึงความเชื่อ (Beliefs) ค่านิยม (Values) เจตคติ (Attitude) พฤติกรรม (Behavior) และอุดมการณ์ (Ideals) ซึ่งเป็นลักษณะจำเพาะของสังคมหรือประชากร นั้นๆ และเป็นวิถีชีวิตที่ใช้ร่วมกัน Kluckhornและ Kally (1954 : 89 อ้างถึงใน อัจฉรา สุวรรณ, 2536 : 13) มีความเห็นว่า วัฒนธรรมคือทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์สร้างขึ้นมา เพื่อใช้ในการดำรงชีวิตอาจเป็นสิ่งที่มีเหตุผลหรือไม่มีเหตุผล เพื่อเป็นแนวทางของการปฏิบัติหรือพฤติกรรม Tylor (1877) อธิบายว่าวัฒนธรรม คือ ผลรวมของระบบความรู้ ความเชื่อ ศิลปะ จริยธรรม ตลอดจนความสามารถและอุปนิสัยต่างๆ ซึ่งเป็นผลมาจากการเป็นสมาชิกของสังคม วัฒนธรรม เป็นระบบ ความเชื่อและค่านิยมทางสังคม ซึ่งอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมของมนุษย์ เป็นทั้งกฎเกณฑ์และระเบียบหรือ มาตรฐานของวิธีการดำรงชีวิต (Way of Life) ของคนในกลุ่มจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง (อ้างถึงในพร ศักดิ์ ผ่องแผ้ว และพลศักดิ์ จิรไกรศรี, 2524 : 1) Vivelo (1980 อ้างถึงใน พิภพ วชังเงิน, 2547 : 132) กล่าวว่า วัฒนธรรมในทัศนะแบบกว้าง หมายถึง วิถีชีวิตซึ่งรวมถึงความรู้ ความเชื่อ ศิลปะ คุณธรรม กฎหมาย ธรรมเนียม ปฏิบัติและอุปนิสัยอื่นๆที่ คนพึงมีสถานะเป็นสมาชิกของสังคมและสามารถเรียนรู้กันได้หากมองในทัศนะแคบวัฒนธรรมหมายถึงระบบ อุดมการณ์หรือแนวความคิด (An Ideational or Conceptual system) ที่เรียนรู้กันได้แลกเปลี่ยนกันได้และ เป็นแนวทางหรือมาตรฐานสำหรับพฤติกรรมที่เหมาะสมอันควรแก่การประพฤติปฏิบัติ Spradley (1980 : 6 อ้างถึงใน Dermott, 1976 : 159อ้างถึงในชิดชนก เชิงเชาว์ 2551:23) กล่าวว่า วัฒนธรรม คือความรู้ที่ได้มาซึ่งบุคคลใช้ในการตีความ ประสบการณ์ และสร้างพฤติกรรมขึ้นมา วัฒนธรรมจะครอบคลุมไปยังสิ่งที่บุคคลกระทำบุคคลรับรู้ ตลอดจนสิ่งที่มนุษย์สร้างและใช้หรือนักวิจัยเชิง คุณภาพอาจมองวัฒนธรรมเชิงชาติพรรณวรรณา (Ethnography) ว่าหมายถึง พฤติกรรมของบุคคลซึ่งบรรยาย จากสิ่งที่พวกเขารับรู้และนำพวกเขาไปสู่การปฏิบัติตนที่คิดว่าเหมาะสมตามสามัญสำนึกที่เกิดขึ้นในชุมชนของ เขา Marsella (1989 อ้างถึงใน จุฑาพรรธ์ ผดุงชีวิต, 2551 : 4) วัฒนธรรม คือ พฤติกรรมการเรียนรู้ ร่วมกันซึ่งสืบทอดจากคนรุ่นหนึ่งมายังอีกรุ่นหนึ่ง เพื่อจุดมุ่งหมายในการสนับสนุนและดำเนินชีวิตของบุคคล และสังคม การปรับตัว การเจริญเติบโตและพัฒนาการ


๑๙ พระยาอนุมานราชธน (2515) อธิบายว่า วัฒนธรรม หมายถึง ธรรมอันเป็นความเจริญ ซึ่งเป็นวิถี หรือทางดำเนินแห่งชีวิตของชุมชนหมู่หนึ่ง ซึ่งอยู่รวมกันในที่หนึ่งหรือประเทศหนึ่ง โดยเฉพาะประเพณี ศิลปะ วรรณคดี ศาสนา อมรา พงศาพิชญ์(2534: 1) อธิบายว่า วัฒนธรรม คือ รูปแบบพฤติกรรม วิถีชีวิตและระบบ สัญลักษณ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อใช้ในสังคม วัฒนธรรมในแต่ละสังคมจะเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์และ ถ่ายทอดสู่รุ่นต่อรุ่นในสังคมโดยมีทั้งวัฒนธรรมในเชิงนามธรรมซึ่งได้แก่ ภาษา ความเชื่อ กริยา มารยาท และ วัฒนธรรมในเชิงรูปธรรมซึ่งได้แก่ อาคารบ้านเรือน วัด และศิลปกรรม ประติมากรรมต่างๆ ตลอดจนสิ่งของ เครื่องใช้สำนักงาน คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (2538: 53 - 54) ได้ระบุว่า วัฒนธรรมในความหมายของคนไทย หมายถึง ความดีขึ้นประณีตขึ้นกว่าเดิมโดยการศึกษา ฝึกหัด พร้อมการฝึกหัด หรือการทำให้ประณีตขึ้นซึ่ง จิตใจ รสนิยม และจริตอัทยาศัยสภาพแห่งการที่ได้รับการอบรมหรือทำให้ประณีตขึ้น คำว่า “วัฒนธรรม” เป็น คำไทยที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤต แปลว่าธรรมเป็นเหตุให้เจริญ ตามหลักฐานว่า คำว่าวัฒนธรรมใช้เป็นครั้ง แรก พ.ศ. 2483 ด้วยมีประกาศใช้พระราชบัญญัติบำรุง วัฒนธรรมแห่งชาติ พุทธศักราช 2483กับฉบับที่ 2 เมื่อพุทธศักราช 2485 และเพื่อความเหมาะสมยิ่งขึ้นจึงได้ประกาศให้ใช้พระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พุทธศักราช 2486ขึ้นใหม่การบัญญัติคำว่าวัฒนธรรมขึ้นมานี้ นอกจากเพื่อตั้งสถาบันสำหรับการส่งเสริมเรื่อง นี้เป็นการเฉพาะแล้ว ยังมุ่งหมายให้เป็นคำเทียบคำว่า Culture ในภาษาอังกฤษเช่นเดียวกับคำอื่นๆ ที่ปรากฏ ในภาษาอังกฤษ อันเป็นการบัญญัติคำใหม่ขึ้นในภาษาไทย ทั้งนี้ก็มิได้หมายความว่าก่อนหน้าที่ที่จะมีการ บัญญัติคำนี้ขึ้นมา ชาติไทยเราไม่มีวัฒนธรรม หรือไม่รู้จักวัฒนธรรม แท้จริงเรามีวัฒนธรรมและรู้จักวัฒนธรรม มาแต่อดีตกาล เป็นแต่เราไม่ได้ตั้งชื่อหรือมีคำศัพท์เฉพาะเรียกอย่างนี้ก่อนนั้น โดยเราเรียกแยกตามส่วนต่างๆ ของวัฒนธรรมว่า ความเคยชินบ้าง ขนบธรรมเนียมบ้าง ประเพณีบ้าง การช่างต่าง ๆ บ้าง จรรยา มารยาทบ้าง และยังมีคำอื่นๆ อีกสุดแล้วแต่เราจะพูดส่วนไหนของวัฒนธรรม แต่เมื่อเราบัญญัติคำว่า วัฒนธรรมขึ้นแล้ว คำ นี้ก็มีความหมายรวมถึงเรื่องต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด เสาวนีย์ จิตต์หมวด (2538: 5) อธิบายว่า วัฒนธรรมคือวิถีการดำเนินชีวิต (Way of life) หรือ รูปแบบแห่งพฤติกรรม (Behavior patterns) และบรรยายผลงานทั้งมวลที่มนุษย์ได้สร้างสรรค์ขึ้น อันได้แก่ ศาสนา ปรัชญา ภาษา กฎหมาย การปกครอง ศิลปะวิทยาการ เครื่องใช้ต่างๆ ฯลฯ ซึ่งมีการส่งต่อและสืบทอด ติดต่อกันมา ธิดารัตน์ รักประยูร (2545 : 9) อธิบายว่าวัฒนธรรมเป็นรากฐานจากผลผลิตและพื้นฐานการปรับตัว ของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมที่มีการสั่งสมประสบการณ์ของคนหลายชั่วอายุซึ่งในขณะเดียวกันวัฒนธรรมก็ได้รับ ใช้ขั้นตอนการดำรงชีวิตของมนุษย์ด้วย วัฒนธรรมนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นและต้องเปลี่ยนแปลงไป เช่น วัฒนธรรมการแต่งกายวัฒนธรรมการบริโภคและวัฒนธรรม ด้านภาษา เป็นต้น ธีรยุทธ์ บุญมี (2546) อธิบายว่า วัฒนธรรมมีรากมาจากคำภาษาลาตินว่า Cultivare ซึ่งหมายถึง การไถพรวนแผ่นดิน จึงหมายถึงการบ่มเพาะ ประณีต ดีงาม อุดมสมบูรณ์การทำให้เสร็จ สมบูรณ์วัฒนธรรมใน ความหมายเชิงมนุษย์วิทยา จึงหมายถึงแบบแผนชีวิตร่วมของคนชาติต่างๆ วัฒนธรรมเฉพาะของกลุ่มต่างๆ รวมความถึงความคิดแบบแผน ประเพณีพิธีกรรมต่างๆ ทุกอย่าง


๒๐ พฤทธิสาณ ชุมพล (2548: 93) อธิบายว่า วัฒนธรรม หมายถึง แบบอย่างของการดำรงชีวิตของชน หมู่ใดหมู่หนึ่ง และก่อนที่จะเป็นแบบอย่างขึ้นมาได้ จะต้องมีการปฏิบัติในหมู่คนจำนวนมากจนปฏิบัติตามกัน ไปทั้งกลุ่ม มีระยะเวลานานและเป็นแบบอย่างที่ชัดเจนแน่นอน ฉัตรทิพย์ นาถสุภา และวันวร จะนู (2555 : 135) อธิบายว่า วัฒนธรรมหมายถึงความเชื่อ คุณค่า ค่านิยม อุดมการณ์ และโลกทัศน์ คือโครงสร้างส่วนบนของสังคม เป็นสิ่งที่ผลักดันเป็นเหตุผล เบื้องหลังการกระทำจากคำอธิบายดังกล่าวข้างต้น วัฒนธรรมจึงหมายถึงวิถีในการดำเนินชีวิตที่มนุษย์ สร้างขึ้น มีการถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง และอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ วัฒนธรรม เป็นตัวแทนทั้งสิ่งที่อยู่ภายนอก เช่น บทบาทของสถาบันและสิ่งที่อยู่ภายใน เช่น ค่านิยม ทัศนคติ ความเชื่อ เป็นต้น จากการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับความหมายของวัฒนธรรมดังกล่าวพบว่า นักวิชาการส่วนใหญ่นิยามความหมายของวัฒนธรรมไว้คล้ายคลึงกันโดยสามารถสรุปพอสังเขปได้ว่า วัฒนธรรม คือ สิ่งที่มนุษย์เปลี่ยนแปลง ปรับปรุงเพื่อความเจริญงอกงามในวิถีแห่งชีวิตซึ่งมีความเป็นองค์รวมที่ ซับซ้อน และมีความหมายรวมถึงวิถีการดำเนินชีวิตเกี่ยวกับเรื่องต่างๆของมนุษย์ที่สะท้อนถึงความคิด ความ เชื่อความรู้สึก ทัศนคติ ค่านิยม ประเพณีและการแสดงออกอันเป็นพฤติกรรมร่วมกันของมนุษย์ในเรื่องต่างๆ นักประวัติศาสตร์และนักมานุษยวิทยาสันนิษฐานว่าชนชาติไทยนั้น แต่เดิมมีภูมิลำเนาอยู่ทางภาค ตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ของจีน แถบมณฑลกวางตุ้งปัจจุบันนี้ Dr.William Dodd หมอสอนศาสนาได้ เสนอข้อคิดเห็นดังกล่าวไว้ใน หนังสือชื่อ "The Thai Face Elder Brother of the Chinese" ซึ่งก็ตรงกับนัก ประวัติศาสตร์ชาวเยอรมันชื่อ Wolfram Eberhard ซึ่งได้อาศัยหลัก Cultural Anthropology ที่ว่าชนชาติ ไทยมีแหล่งกำเนินอยู่ทางตะวันออก ของมณฑล Shang (สาง หรือ เสียง) อยู่ในบริเวณมณฑลกวางตุ้ง และก็มี นักประวัติศาสตร์บางคน เช่น ขุนวิจิตรวาท การว่าชนชาติไทยนั้นแต่เดิมมีหลักแหล่งอยู่แถบบริเวณภูเขาอัลไต (Altai) โดยมีบางคนสันนิษฐานว่าเพราะมีคำลงท้าย ว่า Tai ซึ่งที่จริงนั้นคำว่า Altai เป็นภาษามองโกล แปลว่า "ทอง" ภูเขาอัลไตแปลว่า "ภูเขาทอง" มิใช่คำผสมระหว่าง "อัล" และ "ไต" อย่างที่เขาใจกัน ต่อมาเมื่อ 1028 ปีก่อนคริสตศักราช หรือ 485 ปีก่อนพุทธศักราช ราชวงศ์โจวซึ่งเป็น จีนแท้ได้โจมตีราชวงศ์สางสำเร็จ ชนชาติ ไทยจึงได้อพยพลงมาตามลำน้ำแยงซีไปยังมณฑลเสฉวนและยูนนาน โดยมีเมือง สำคัญที่จารึกไว้ในจดหมาย เหตุของจีน คือ เมืองเฉินตู และคุนมิง ในศตวรรษที่ 13 ชนชาติไทยจึงกระจัดกระจายไปในที่ ต่าง ๆ แถบ แคว้นยูนนานของประเทศจีนปัจจุบัน สำหรับแนวคิดเรื่องการถอยร่นลงมาจากเสฉวนจนถึงยูนนานนั้น ได้เป็น ที่ยอมรับของ ดร.ขจร สุขพานิช นักประวัติ ศาสตร์ไทยซึ่งได้ใช้เวลาศึกษาแหล่งกำเนิดของชนชาติไทยหลายปี ท่านได้เขียนหนังสือชื่อ "ถิ่นกำเนิดและแนวการอพยพ ของเผ่าไทย" คล้ายกับความคิดเห็นของWolfram Eberhard และยังได้เพิ่มเติมว่าก่อนอพยพเข้ามาที่อาณาจักรน่าน เจ้านั้น ชนชาติไทยเคยตั้งอาณาจักรที่ มณฑลกวางตุ้งมาก่อนแล้ว จากศตวรรษที่ 13-15 ชนชาติไทยสามารถรวมตัวกันเป็นอาณาจักรขึ้นมาได้ เรียกว่า อาณาจักรน่าน เจ้า แปลว่า "เจ้า ทิศใต้" ซึ่งก็ได้สูญสิ้นชื่อไปแล้วเมื่อปี พ.ศ. 1796 เพราะจักรพรรดิจีนองค์แรกในราชวงศ์ หยวน คือ พระเจ้ากุบไลข่าน ผู้นำชาติมองโกลได้ยกทัพมาตีน่านเจ้าแตกไป ชนชาติไทยจึงต้องอพยพลงมาใน แหลมอินโดจีนในดินแดนที่ต่อมาได้ชื่อว่า อาณาจักรเชียงแสน หรือล้านนาไทย ต้องต่อสู้กับพวกชนชาติที่อยู่ เดิม คือ พวกละว้า และพวกขอมดำ ขณะเดียวกันชนชาติ ไทยบางพวกก็อพยพลงมาอยู่ที่แคว้นสามเทศ หรือ สยามเทศ ซึ่งต่อมาเป็นแคว้นสุโขทัย และขณะนั้นอยู่ภายใต้การ ปกครองของอาณาจักรเขมรลพบุรี เมื่อพวก ไทยรวมตัวกันและมีพลังมากขึ้นก็รวมตัวกันตั้งเป็นแคว้นอิสระ มีเมืองสุโขทัย เป็นราชธานีเมื่อปี พ.ศ. 1781


๒๑ George Caedes ชาวฝรั่งเศส ผู้สนับสนุนทฤษฎีเก่านี้ สรุปว่าชนชาติไทยนั้นอพยพจากเหนือลงใต้ โดยอาศัย แม่น้ำเป็นหลัก เป็นการอพยพอย่างค่อยเป็นค่อยไป เมื่ออาณาจักรน่านเจ้าถูกมองโกลรุกราน คนไทยจำนวน มากได้อาศัย ลำน้ำ 2 สาย คือ ลำน้ำโขง แล้วมาตั้งหลักแหล่งที่อาณาจักรล้านช้าง (เวียงจันทน์และหลวงพระ บาง) บ้าง ที่ล้านนา (เชียงใหม่ เชียงแสน) บ้าง และที่สุโขทัย ส่วนที่อพยพไปตามลำน้ำสาละวินนั้นได้ไปตั้ง หลักแหล่งถึงแคว้นอัสสัมของ อินเดียและรัฐฉานของพม่าก็มี นักโบราณคดีเสนอข้อสรุปว่าแหล่งกำเนิดของชนชาติไทยนั้นก็คือ บริเวณภาคอีสานของไทย และแถบ จังหวัด กาญจนบุรีของไทยปัจจุบัน มิได้อพยพมาจากตอนใต้ของประเทศจีนอย่างทฤษฎีเก่าอ้างไว้ แต่ถ้าหาก จะมีการอพยพจริงก็ คงจะเป็นการอพยพจากใต้ขึ้นเหนือ เช่น อพยพขึ้นไปอยู่แถบแคว้นสิบสองจุไทย และ แคว้น ยูนาน เพราะได้มีการพบ หลักฐานที่นักโบราณคดีขุดค้นหาซากโบราณที่บ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี และที่บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี โดยการใช้ C14 ทดสอบ ทำให้ทราบอายุของโครงกระดูกที่กาญจนบุรี ว่ามี อายุเก่าแก่ถึง 5-6 พันปี นายแพทย์สมศักดิ์ สุวรรณสมบูรณ์ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่โรงพยาบาลศิริราช ทำการศึกษา ความหนาแน่นของ กลุ่มเลือด ได้พบว่ากลุ่มเลือดของคนไทยมีลักษณะคล้ายคลึงกับคนภาคใต้ในชวา จึงเสนอ ความเห็นสนับสนุนทฤษฎีว่า ชนชาติไทยอพยพจากใต้ขึ้นเหนือ คือ อพยพจากเกาะชวาขึ้นมาอยู่ที่แผ่นดินใหญ่ เรื่องราวเกี่ยวกับอาณาจักรน่านเจ้านั้นก็มีนักทฤษฎีใหม่ชื่อ Frederick Mote เขียนไว้ใน "ปัญหาก่อน ประวัติศาสตร์" ว่าชนกลุ่มใหญ่ในอาณาจักรน่านเจ้าไม่ใช่ไทย แต่ไทยนั้นมีแหล่งกำเนิดในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ต่อมาถูกขอมและ เขมรรุกรานจึงอพยพขึ้นไปทางเหนือ แต่แบ่งแยกออกเป็นหลายพวก เข้าไปในเวียดนามที่ เกาะไหหลำและที่แคว้นยูนนาน นอกจากนั้นแล้วนักประวัติศาสตร์จีน 2 คน คือ ตูยูตินและเชนลูฟาน (Tu Yu-tin และ Chen Lufan) เขียนบท ความเรื่อง "ชัยชนะของกุบไลข่านเหนือเมืองตาลีโกว (ตาลีฟู)" ได้ทำให้คนไทยจำนวนมาก อพยพลงมาทางใต้หรือไม่ โดยศึกษาเอกสารของจีนในราชวงศ์หยวนและเหม็ง พบว่า เมื่อกุบไลข่านยกมาตี น่านเจ้านั้นได้ตกลงกันอย่างสันติวิธี มิได้มี การโจมตีอย่างรุนแรงจนทำให้ไทยต้องอพยพมาครั้งใหญ่ ต่อมาเมื่อ ปี พ.ศ. 1924 น่านเจ้าจึงสิ้นสุดลงเมื่อราชวงศ์เหม็ง ยึดอำนาจจากมองโกล ได้รวมน่านเจ้าเข้าเป็นส่วนหนึ่ง ของจีน ตอนนี้เองจึงได้มีการอพยพ ทั้งนี้ได้เสนอว่าคนไทยที่อยู่ น่านเจ้านั้นเป็นเพียงชนกลุ่มน้อยใน 6 กลุ่ม ถิ่นกำเนิดของชาติไทยแต่เริ่มแรกจึงอยู่ที่ภาคเหนือของไทยปัจจุบันนี้ มิได้ อพยพมาจากจีนตอนใต้ และไทยใน น่านเจ้าไม่เคยอพยพลงมาที่ประเทศไทยปัจจุบัน ดังนั้น ไทยในน่านเจ้าและ ไทย ปัจจุบันนี้จึงไม่มีส่วน เกี่ยวข้องกัน รศ.ปรีชา กาญจนาคม คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้สรุปดังนี้ ถิ่นเดิมของชนชาติไทย 1) ถิ่นเดิมของชนชาติไทยอยู่ในบริเวณเอเชียตะวันตกและเอเชียกลาง สมมติฐานนี้อิงอยู่กับทฤษฎีความ เชื่อที่ว่าแหล่งอารยธรรมของโลกตะวันออก มีจุดดั้งเดิมอยู่ที่บริเวณเอเชียกลางใกล้ทะเลสาบแค สเปียน ก่อนที่จะแพร่กระจายออกไปในทิศทางต่างๆ แต่จากการขุดค้นพบโครงกระดูกคนสมัยก่อน


๒๒ ประวัติศาสตร์ใกล้กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ในปี พ.ศ.2470 และการศึกษาค้นคว้าทางโบราณคดีของ จีน ทำให้สมมติฐานข้อนี้ไม่เป็นที่ยอมรับอีกต่อไป 2) ถิ่นเดิมของชนชาติไทยอยู่ที่บริเวณตอนเหนือและบริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลเสฉวน สมมติฐานนี้อิงอยู่กับประวัติศาสตร์จีนสมัยราชวงศ์ฮั่นที่มีบันทึกเกี่ยวกับอาณาจักรในบริเวณนี้ว่าชื่อ อาณาจักรต้ามุง อาณาจักรลุง อาณาจักรปา และอาณาจักรอ้ายลาว เป็นอาณาจักรของกลุ่มคนที่พูด ภาษาไทย สมมติฐานนี้ยังสัมพันธ์กับทฤษฎีที่ว่าอาณาจักรน่านเจ้าเป็นของคนไทย โดยพวกอ้ายลาวได้ สถาปนาขึ้นภายหลังที่หนีการรุกรานของจีนลงมาจากทางเหนือ ต่อมาอาณาจักรน่านเจ้าถูกรุกราน จากพวกมองโกลและได้อพยพผู้คนลงมาสู่ทางใต้ในบริเวณแหลมอินโดจีนจนเกิดเป็นรัฐต่างๆ ขึ้นใน เวลาต่อมา สมมติฐานนี้ถูกคัดค้านเมื่อมีการศึกษาค้นคว้าทางด้านชาติพันธุ์วิทยาและภาษาศาสตร์ พบว่ากลุ่มคนที่พูดภาษาไทยเป็นพวกที่ประกอบการกสิกรรมเพาะปลูกพืชเมืองร้อน เช่น ปลูกข้าวเจ้า เป็นหลัก ถิ่นเดิมของคนที่พูดภาษาไทยจึงน่าจะอยู่ในเขตร้อนชุ่มชื้นมากกว่า และการสำรวจหลักฐาน ข้อมูลจากจดหมายเหตุจีนทั้งหมด ยังพบว่า ไม่เคยมีคนที่พูดภาษาไทยอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ จีนมาก่อน ไม่มีแม้แต่การอพยพผู้คนทั้งชนชาติเพื่อหนีการครอบงำของชนชาติจีน และยังได้พบอีกว่า ภาษาของคนส่วนใหญ่ของอาณาจักรน่านเจ้าไม่ใช่ภาษาไทย ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีและ วัฒนธรรมของคนน่านเจ้าส่วนมากก็ไม่ได้ใกล้เคียงกับพวกกลุ่มคนไทย 3) ถิ่นเดิมของชนชาติไทยอยู่ที่บริเวณมณฑลยูนนาน และทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของจีน สมมติฐานนี้อิง อยู่กับทฤษฎีของการจัดกลุ่มภาษาไทย-กะได-อินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นบรรพบุรุษของกลุ่มคนที่พูด ภาษาไทย โดยนำมาศึกษาค้นคว้าร่วมกับแนวคิดของนักมานุษยวิทยาและเชื่อว่ากลุ่มคนที่พูด ภาษาไทยมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มในเขตร้อนชุ่มชื้น นอกจากนั้นยังเชื่อว่ากลุ่มคนที่พูด ภาษาไทยจะต้องอพยพเคลื่อนย้ายจากทิศใต้ไปทิศเหนือ อย่างไรก็ตาม สมมติฐานนี้ก็ไม่มีหลักฐาน ข้อมูลใดๆ ที่สนับสนุนอย่างชัดเจน 4) ถิ่นเดิมของชนชาติไทยอยู่บริเวณตอนกลางของจีน และที่ราบลุ่มแม่น้ำฮวงโห กับแม่น้ำแยงซีเกียง เป็นสมมติฐานว่าด้วยถิ่นกำเนิดชนชาติไทยที่เก่าแก่ที่สุด หลักฐานข้อมูลทางภาษาศาสตร์และ ประวัติศาสตร์ พบว่าในบริเวณนี้เป็นอู่อารยธรรมของจีนมานาน และมีกลุ่มคนที่พูดภาษาไทยตั้งถิ่น ฐานอยู่ในบริเวณดังกล่าวก่อนที่จะอพยพเข้ามาอยู่ที่น่านเจ้า แต่ในขณะเดียวกันพวกจีนยังคงอยู่ที่ราบ สูงตอนบนของลุ่มแม่น้ำฮวงโห สมมติฐานนี้ถูกล้มล้างไประยะหนึ่ง จนเมื่อ แชมเบอร์เลน นักภาษาศาสตร์ ศึกษาศัพท์สัตววิทยาในภาษาไทยดั้งเดิม เชื่อว่า ถิ่นเดิมชนชาติไทยน่าจะอยู่บริเวณ ชายทะเลเหนือปากแม่น้ำแยงซีเกียง หรือลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงตอนล่าง การศึกษาค้นคว้านั้นยังได้ สนับสนุนข้อมูลเกี่ยวกับศัพท์ของกล้าข้าวประเภทต่างๆ ในภาษาไทยที่สะท้อนว่ากลุ่มคนที่พูด ภาษาไทยอาจเป็นคนกลุ่มแรกที่รู้จักการเพาะปลูกข้าวนาลุ่ม สอดคล้องกับหลักฐานทางโบราณคดี ที่ว่า บริเวณที่ราบลุ่มของแม่น้ำแยงซีเกียงตอนล่าง มีการทำนาลุ่มมาแล้วตั้งแต่ 5,000 ปีก่อน คริสต์ศักราช และอาจเป็นแห่งแรกของโลกด้วยก็ได้


๒๓ 5) ถิ่นเดิมของชนชาติไทยอยู่ที่บริเวณตอนใต้ของจีน กับบริเวณตอนใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง และบริเวณ รอยต่อตอนเหนือของเวียดนาม เป็นสมมติฐานที่น่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางมาก ที่สุด โดยมีหลักฐานข้อมูลหลายสาขาสนับสนุน เช่น ทางมานุษยวิทยาเกี่ยวกับการดำรงชีวิตของกลุ่ม คนที่พูดภาษาไทย พบว่ากลุ่มคนพวกนี้เลือกที่จะอาศัยอยู่ในบริเวณที่ราบหุบเขาหรือเชิงเขา ปลูกข้าว นาลุ่ม หรือพืชเมืองร้อน เป็นพวกที่อพยพมาจากบริเวณที่ราบลุ่มในเขตร้อนชุ่มชื้นมากกว่าที่จะมาจาก ทางตอนเหนือ ดังนั้นพวกนี้จึงอาจมีถิ่นเดิมอยู่ในมณฑลกวางสีและมณฑลกวางตุ้ง ด้านภาษาศาสตร์ นักภาษาศาสตร์รวมทั้งแชมเบอร์เลนกล่าวว่าบริเวณทางตอนใต้ของจีนเป็นถิ่นกำเนิดของกลุ่มคนที่พูด ภาษาไทย หลักฐานข้อมูลทางพงศาวดารและประวัติศาสตร์เชื่อว่าถิ่นกำเนิดของชนชาติไทยน่าจะอยู่ ที่บริเวณตอนใต้ของจีน การแพร่ขยายของกลุ่มคนที่พูดภาษาไทยน่าจะเริ่มขึ้นหลังคริสต์ศตวรรษที่ 8 ต่อจากนั้นมาก็เริ่มปรากฏเรื่องราวเกี่ยวกับคนไทยมากขึ้นตามลำดับ และเป็นการอพยพในแนวทิศ ตะวันออกไปทิศตะวันตก 6) ถิ่นเดิมของชนชาติไทยอยู่ที่บริเวณประเทศไทย สมมติฐานล่าสุดอิงอยู่กับหลักฐานทางโบราณคดีและ มานุษยวิทยากายภาพ โดยศึกษาเปรียบเทียบโครงกระดูกคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ขุดค้นพบที่ บ้านเก่า จ.กาญจนบุรี กับคนไทยปัจจุบัน พบว่าลักษณะคล้ายคลึงกัน เป็นแนวความคิดของ ศ.น.พ. สุด แสงวิเชียร สมมติฐานนี้ยังไม่เป็นที่ยอมรับเพราะไม่อาจพิสูจน์ได้ชัดเจนถึงภาษาและวัฒนธรรม และผลการขุดค้นทางโบราณคดีเกี่ยวกับชุมชนโบราณสมัยประวัติศาสตร์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อไม่นานนี้ ปรากฏว่าขัดแย้งกับสมมติฐานข้างต้น เพราะชุมชนเหล่านั้นไม่ใช่กลุ่มคนที่พูดภาษาไทย สมมติฐานทั้ง 6 ข้อ มีเพียงสมมติฐานข้อที่ 3-6 เท่านั้นที่ยังมีคุณค่าทางวิชาการที่น่าศึกษาค้นคว้า ต่อไป เพราะสมมติฐานเหล่านั้นอิงอยู่กับหลักฐานข้อมูลทั้งทางภาษาศาสตร์ โบราณคดี ประวัติศาสตร์ และมนุษยวิทยา โดยสมมติฐานที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดน่าจะเป็นสมมติฐานข้อที่ 5


๒๔ บทที่ 3 องค์ประกอบและความสำคัญของวัฒนธรรมไทย 1. องค์ประกอบ วัฒนธรรมเป็นผลจาการที่มนุษย์ได้เข้าควบคุมธรรมชาติและพฤติกรรมของมนุษย์ ทำให้เกิดการจัด ระเบียบทางสังคม ระบบความเชื่อ ศิลปกรรมต่างๆ ค่านิยม ตลอดจนวิทยาการใหม่ๆ ทางด้านเทคโนโลยีที่ ทันสมัยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแนวคิด และพฤติกรรมของมนุษย์ให้ตอบสนองรองรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นใน สังคมเพื่อเป็นการปรับตัวให้ทันกับสภาพสิ่งแวดล้อมต่างๆ ดังนั้นจึงควรจะเข้าใจในเรื่องของวัฒนธรรมว่ามี องค์ประกอบอะไรบ้าง ที่รวมกันแล้วทำให้เกิดรูปแบบของวัฒนธรรมขึ้นมา ซึ่งมีอยู่ 4 ส่วน ดังนี้ 1) องค์มติ(Concept) หมายถึง ความเชื่อ ความคิดเห็น ความเข้าใจ ตลอดจนอุดมการณ์ต่างๆ เช่นความเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม ซึ่งเป็นเครื่องชี้เจตนาความเชื่อในเรื่องของการมีผัวเดียว เป็นเดียว ที่ถือเป็นขนบธรรมเนียมค่านิยมของสังคมที่บ่งบอกว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องและดีงาม ของสังคมไทย ซึ่งควรแก่การยกย่องความเชื่อในเรื่องของการตายและการเกิดใหม่ ความเชื่อ ในเรื่องของพระเจ้าองค์เดียวหรือหลายองค์ตลอดจนทัศนคติการยอมรับในสิ่งที่ถูกต้อง เหมาะสมหรือไม่ซึ่งแล้วแต่กลุ่มชนจะใช้มาตรฐานใดในการตัดสิน หรือเป็นเครื่องวัด สภาพแวดล้อมของตน 2) องค์การ (Association or Organization) หมายถึง กลุ่มสังคมที่มีการจัดสภาพแวดล้อมที่ อยู่รอบตัวเราได้เป็นระเบียบ และมีระบบในการบริหารงานอย่างชัดเจน ทำให้เกิดความ สะดวกสบายรวดเร็ว ถูกต้องและมีประสิทธิภาพในการบริหารงาน หรือทำงานและปกครอง คนได้อย่างดีเช่น สถาบัน สมาคม สโมสร วัด สภากาชาด สหพันธ์กรรมกร กลุ่มลูกเสือ ครอบครัว (องค์กรที่เล็กที่สุด) องค์การที่ใหญ่ที่สุดก็คือ องค์การสหประชาชาติเป็นต้น 3) องค์พิธีการ (Usage) เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีที่ยอมรับกันโดยทั่วไปซึ่งแสดงออกในรูป พิธีกรรมต่างๆ เช่น ประเพณีการโกนผมไฟ พิธีการแต่งงาน การตายหรือพิธีตั้งศพ 4) องค์วัตถุ (Instrumental and Symbolic Objects) คือ วัฒนธรรมทางวัตถุที่มีรูปร่างสมา รถมองเห็นสัมผัสแตะต้องได้เช่น เครื่องมือเครื่องใช้ในระบบการเกษตรกรรม ระบบการ อุตสาหกรรม โรงเรียน อาคาร สถานที่ต่างๆ วัด โบสถ์วิหาร และเครื่องมือเครื่องใช้ทาง วัฒนธรรมเช่น คนโทน้ำ จาน ถ้วย และมีด กาน้ำ ตลอดจนผลผลิตของมนุษย์ในทาง ศิลปกรรม เช่น ภาพเขียน รูปปั้น ส่วนองค์วัตถุที่ไม่มีรูปร่างก็จะเป็นเครื่องหมายที่แสดงถึง สัญลักษณ์ในการติดต่อสื่อความหมาย เช่น ภาษา ตัวเลข มาตราชั่ง ตวง วัด 1.1 ประเภทของวัฒนธรรม โดยทั่วไปแล้วมักจะแบ่งวัฒนธรรมออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ


๒๕ 1) วัฒนธรรมที่เป็นวัตถุ (Material Culture) ซึ่งได้แก่สิ่งประดิษฐ์และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่มนุษย์คิดค้น ผลิตขึ้นมา เช่น สิ่งก่อสร้าง อาคารบ้านเรือน อาวุธยุทโธปกรณ์ เครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เป็น ต้น 2) วัฒนธรรมที่ไม่ใช่วัตถุ (Non – material Culture) หมายถึง อุดมการณ์ ค่านิยม แนวคิด ภาษา ความเชื่อทางศาสนา ขนมธรรมเนียมประเพณี ลัทธิการเมือง กฎหมาย วิธีการกระทำ และแบบแผน ในการดำเนินชีวิต ซึ่งมีลักษณะเป็นนามธรรม (Abstract) ที่มองเห็นไม่ได้ 2 ประเภท ดังกล่าวข้างต้น นักสังคมวิทยาบางท่านเห็นว่า แนวคิดที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมที่ไม่ใช่วัตถุนั้น คลุมเครือ จึงได้แบ่งวัฒนธรรมออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ คือ 1) วัฒนธรรมทางวัตถุ (Material) ได้แก่ วัตถุสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อนำมาใช้ในสังคม เช่น ที่อยู่อาศัย อาหาร เสื้อผ้า ยารักษาโรค 2) วัฒนธรรมความคิด (Idea) หมายถึง วัฒนธรรมที่เกี่ยวกับความรู้สึกนึกคิด ทัศนคติ ความเชื่อต่าง ๆ เช่น ความเชื่อในเรื่องตายแล้วเกิดใหม่ ความเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม การเชื่อถือโชคลาง ตลอดจน เรื่องลึกลับ นิยายปรัมปรา วรรณคดี สุภาษิต และอุดมการณ์ต่าง ๆ เป็นต้น 3) วัฒนธรรมด้านบรรทัดฐาน (Norm) เป็นเรื่องของการประพฤติปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนที่สังคม กำหนดเอาไว้ไม่ว่าจะเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่เป็นลายลักษณ์อักษรก็ตาม ซึ่งแบ่งออกเป็นประเภท ย่อย ๆ ดังนี้ 3.1 วัฒนธรรมทางสังคม (Social Culture) เป็นวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับความประพฤติ หรือมารยาท ทางสังคม เช่น การไหว้ กาจับมือทักทาย การเข้าแถว การแต่งชุดดำไปงานศพ เป็นต้น 3.2 วัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย (Legal Culture) เป็นวัฒนธรรมที่ก่อให้เกิดความเป็นระเบียบ และกฎเกณฑ์เพื่อให้คนในสังคมอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข 3.3วัฒนธรรมที่เกี่ยวกับจิตใจและศีลธรรม (Moral Culture) วัฒนธรรมประเภทนี้ใช้เป็นแนวทางใน การดำเนินชีวิตในสังคม เช่น ความซื่อสัตย์ สุจริต ความเมตตากรุณา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็น ต้น 1.2 ตามพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ ปีพุทธศักราช 2485 ได้แบ่งประเภทวัฒนธรรมออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1) คติธรรม (Moral) คือวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับหลักในการดำรงชีวิตส่วนใหญ่ของจิตใจ และได้มาจาก ศาสนา ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของสังคม เช่น ความเสียสละ ความขยัน หมั่นเพียร การ ประหยัดอดออกม ความกตัญญู ความอดทน ทำดีได้ดี เป็นต้น


๒๖ 2) เนติธรรม (Legal) คือวัฒนธรรมทางกฎหมาย รวมทั้งระเบียบประเพณีที่ยอมรับนับถือกันว่ามี ความสำคัญพอ ๆ กับกฎหมาย เพื่อให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข 3) สหธรรม (Social) คือวัฒนธรรมทางสังคม รวมทั้งมารยาทต่าง ๆ ที่จะติดต่อเกี่ยวข้องกับสังคม เช่น มารยาทในการรับประทานอาหาร มารยาทในการติดต่อกับบุคคลต่าง ๆ ในสังคม 4) วัตถุธรรม (Material) คือวัฒนธรรมทางงวัตถุ เช่น เคราองนุ่งห่ม ยารักษาโรค บ้านเรือน อาคาร สิ่งก่อสร้างต่างๆ สะพาน ถนน รถยนต์ เครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นต้น 1.3 ปัจจุบันเพื่อสะดวกแก่การศึกษาและส่งเสริมวัฒนธรรม สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้แบ่งออกเป็น 5 สาขา คือ 1) สาขามนุษย์ศาสตร์ ได้แก่ ขนบธรรมประเพณี คุณธรรม ศีลธรรม ศาสนา ปรัชญา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี มารยาทในสังคม การปกครอง กฎหมาย เป็นต้น 2) สาขาศิลปะ ได้แก่ ภาษา วรรณคดี ดนตรี นาฏศิลป์ วิจิตรศิลป์ สถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม เป็นต้น 3) สาขาช่างฝีมือ ได้แก่ การเย็บปักถักร้อย การแกะสลัก การทอผ้า การจัดสาน การทำเครื่องเขิน การ ทำเครื่องเงิน เครื่องทอง การจัดดอกไม้ การประดิษฐ์ การทำเครื่องปั้นดินเผา เป็นต้น 4) สาขาคหกรรมศิลป์ ได้แก่ ความรู้เรื่องอาหาร การประกอบอาหาร ความรู้เรื่องการแต่งกาย การอบรม เลี้ยงดูเด็ก การดูแลบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ความรู้เรื่องบา การรู้จักใช้ยา ความรู้ในการอยู่รวมกันเป็น ครอบครัว เป็นต้น 5) สาขากีฬาและนันทนาการ ได้แก่ การละเล่น มวยไทย ฟันดาบสอบมือ กระบี่กระบอง การเลี้ยงนกเขา ไม้ดัดต่าง ๆ เป็นต้น 1.4 หน้าที่ของวัฒนธรรม วัฒนธรรมเป็นวิถีชีวิตของคนในสังคม ซึ่งได้สืบทอดต่อมายังชนรุ่นหลัง วัฒนธรรมจึงเปรียบเสมือน เครื่องห่อหุ้มสังคม ทำให้สังคมดำรงอยู่ได้ เพราะฉะนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า วัฒนธรรมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมี สังคม หรือที่ใดมีวัฒนธรรมที่นั่นก็มีสังคม ที่ใดมีสังคมที่นั่นก็มี วัฒนธรรม เท่ากับเป็นของสิ่งเดียวกันที่มีสอง ด้านแยกกันในทางปฏิบัติไม่ได้ หน้าที่ของวัฒนธรรมที่พึงมีต่อสังคมพอสรุปได้ดังนี้ 1) เป็นตัวกำหนดรูปแบบของสถาบัน เช่น รูปแบบของครอบครัวว่า ชายจะมีภรรยาได้กี่คน หรือ หญิงจะมีสามีได้กี่คน เป็นต้น


๒๗ 2) เป็นตัวกำหนดบทบาท ความสัมพันธ์ของมนุษย์ เช่น ในสังคมไทยผู้ชายจะบวชเรียนเมื่อมีอายุ ครบ 20 ปี หรือการที่เด็กต้องแสดงความเคารพต่อผู้ใหญ่หรือผู้มีอายุมากกว่า เป็นต้น 3) ทำหน้าที่ควบคุมสังคม เช่น การมีประเพณีต่าง ๆ ให้ประพฤติปฏิบัติ ผู้ที่ฝ่าฝืนจะได้รับการตำหนิ จากสังคม เช่น การกระทำของหญิงที่หนีตามผู้ชาย โดยไม่มีการสู่ขอตามประเพณีนั้น เป็นการ สมควรที่จะได้รับการตำหนิจากสังคม เพื่อนบ้าน อาจจะไม่คบค้าสมาคมด้วย ฯลฯ เป็นต้น 4) ทำหน้าที่เป็นเครื่องหมาย สัญลักษณ์ ที่แสดงว่าสังคมหนึ่งแตกต่างไปจากอีกสังคมหนึ่ง เช่น สังคมไทยทักทายด้วยการไหว้ สังคมธิเบตทักทายด้วยการแลบลิ้น สังคมตะวันตกทักทายด้วยการ จับมือ เป็นต้น 5) ทำให้เกิดความเป็นอันเหนึ่งอันเดียวกันในสังคม เกิดเป็นปึกแผ่นความจงรักภักดี และอุทิศตน ให้แก่สังคม ทำให้สังคมอยู่รอด 6) วัฒนธรรมเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างและหล่อหลอมบุคลิกภาพของสังคมให้กับสมาชิก 7) ทำให้สมาชิกแต่ละคนและแต่ละสังคมได้ตระหนักถึงความหมายและวัตถุประสงค์ ของการมีชีวิต ของคน เช่น สังคมไทยพุทธเชื่อว่าเกิดมาแล้วต้องชดใช้กรรม ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาเกี่ยวกับชีวิต ของคน เขาก็เชื่อว่าเป็นเรื่องของกฎแห่งกรรม 8) สร้างหรือจัดรูปแบบความประพฤติและการปฏิบัติร่วมกัน โดยบุคคลไม่จำเป็นต้องคิดหาวิธี ประพฤติปฏิบัติโดยไม่จำเป็น รูปแบบความประพฤติที่สังคมเคยกระทำอย่างไร หน้าที่ของสมาชิก ในสังคมก็คือ การปฏิบัติตาม 1.5 ลักษณะของวัฒนธรรม เพื่อที่จะให้เข้าใจเรื่องของวัฒนธรรมได้อย่างลึกซึ้ง จึงขออธิบายถึงลักษณะของวัฒนธรรมโดยทั่วไป ซึ่ง อาจจะอธิบายได้ดังนี้ 1) วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตในสังคมมนุษย์ อีกนัยหนึ่งคือ “มนุษย์จะอยู่โดย ปราศจากวัฒนธรรมไม่ได้” หรือ “วัฒนธรรมกับมนุษย์จะต้องอยู่ควบคู่กันไป เสมือนเงากับตัวทิ้ง กันไม่ได้” 2) วัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวมนุษย์มาแต่กำเนิด และไม่ใช่สิ่งที่อาจถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ดังนั้น นิสัยและความสามารถต่าง ๆ ของมนุษย์ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเรียนรู้ หรือขบวนการ สังคม กรณ์ (Socialzation) 3) วัฒนธรรมของแต่ละสังคม มีความแตกต่างกันและคามแตกต่างนี้ไม่อาจนำมาเปรียบเทียบ พิจารณาว่าวัฒนธรรมใดดีกว่ากัน เพราะวัฒนธรรมแต่ละวัฒนธรรมย่อมมีความเหมาะสมถูกต้อง


๒๘ ตามสภาพแวดล้อมของแต่ละสังคม แนวความคิดที่ว่า วัฒนธรรมทุกวัฒนธรรมมีส่วนดีเป็นของ ตนเอง ซึ่งเรียกว่า “วัฒนธรรมสัมพันธ์” แนวความคิดนี้มุ่งที่จะลบล้างความคิดเห็นที่ว่า วัฒนธรรมของตนดีกว่าวัฒนธรรมของคนอื่น (Ethnocentrism) 4) วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ โดยทั่วไปการเปลี่ยนแปลงมักจะเป็นไปได้ 2 วิธีคือ 4.1การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในวัฒนธรรมเอง เช่น การประดิษฐ์คิดค้น 4.2การเปลี่ยนแปลงที่มาจากภายนอก เช่น การติดต่อกับวัฒนธรรมอื่น เป็นการเลียนแบบ วัฒนธรรมอื่น ๆ มาใช้ 5) วัฒนธรรมเป็นผลรวมของแบบแผนและแนวการดำเนินชีวิตของปลาย ๆ อย่างในสังคมเข้าด้วยกัน ถ้าสมาชิกในสังคมส่วนใหญ่ยึดถือเป็นแบบอย่างเดียวกันเรียกวัฒนธรรมนั้นว่า “วัฒนธรรมใหญ่” หรือ “วัฒนธรรมรวม” และภายหลังวัฒนธรรมใหญ่ยังแบ่งเป็น “วัฒนธรรมย่อย” หรือ “วัฒนธรรมรอง” ด้วย 2.ความสำคัญของวัฒนธรรม วัฒนธรรมเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งในความเป็นชาติ ชาติใดที่ไร้เสียซึ่งวัฒนธรรมอันเป็นของตนเองแล้ว ชาตินั้นจะคงความเป็นชาติอยู่ไม่ได้ ชาติที่ไร้วัฒนธรรม แม้จะเป็นผู้พิชิตในการสงคราม แต่ในที่สุดก็จะเป็นผู้ ถูกพิชิตในด้านวัฒนธรรม ซึ่งนับว่าเป็นการถูกพิชิตอย่างราบคาบและสิ้นเชิง ทั้งนี้เพราะผู้ที่ถูกพิชิตในทาง วัฒนธรรมนั้นจะไม่รู้ตัวเลยว่าตนได้ถูกพิชิต เช่น พวกตาดที่พิชิตจีนได้ และตั้งราชวงศ์หงวนขึ้นปกครองจีน แต่ ในที่สุดถูกชาวจีนซึ่งมีวัฒนธรรมสูงกว่ากลืนจนเป็นชาวจีนไปหมดสิ้น วัฒนธรรมเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเป็นวิถีชีวิตของมนุษย์ที่เป็นธรรมชาติวัฒนธรรมมีทั้งสาระและ รูปแบบที่เกิดจากระบบความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับสังคม และมนุษย์กับธรรมชาติ วัฒนธรรมคือรูปแบบที่เป็นระบบความคิด วิธีการ โครงสร้างทางสังคม สถาบัน ตลอดจนแบบแผนและทุกสิ่ง ทุกอย่างที่มนุษย์สร้างขึ้น การดำเนินการใดๆเกี่ยวกับเรื่องวัฒนธรรม จึงจำเป็นต้องเข้าใจบริบทและเงื่อนไข แวดล้อม ศักยภาพของมนุษย์ตลอดจนสิ่งใหม่ๆที่เกิดขึ้นเพื่อปรับปรุงวิถีชีวิตให้เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลง ที่ไม่หยุดยั้ง (สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ, 2533: 6) เมื่อพูดถึงวัฒนธรรม คนส่วนใหญ่มักนึก ถึงการร้องรำ ทำเพลงและศิลปวัตถุ ทำให้คำว่าวัฒนธรรมไม่มีพลังขับเคลื่อนทางปัญญาและการพัฒนา แท้จริง แล้ววัฒนธรรมเป็นรูปแบบวิธีคิดและรูปแบบวิถีชีวิตที่คนในสังคมส่วนใหญ่ยึดถือในการดำเนินชีวิต วัฒนธรรม จึงสะท้อนลักษณะนิสัยของคนในสังคมนั้นๆ และที่สำคัญวัฒนธรรมมีนัยยะที่สะท้อนว่าคนในสังคมนั้นเป็นผู้ ก่อให้เกิดการพัฒนาหรือเป็นผู้สร้างปัญหาให้กับสังคม การพัฒนาที่ยั่งยืนจึงเป็นการพัฒนาที่เอาวัฒนธรรมเป็น ตัวตั้ง (ประเวศ วะสี, 2547: 21) วัฒนธรรม เป็นรากฐานสำคัญของการศึกษาและการพัฒนาและมี ปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันจะแยกจากกันไม่ได้ คุณภาพของวัฒนธรรมคือคุณภาพการศึกษา (นิคม มูสิกะคามะ, 2541: 62) ประเวศ วะสี (2548 : 28) ได้กล่าวว่า วัฒนธรรม เป็นฐานของการ พัฒนาในทุกเรื่องกล่าวคือโครงสร้างของสัมมาพัฒนา ซึ่งหมายถึงการพัฒนาที่ถูกต้อง อันพึงประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ส่วนฐาน ส่วนกลาง และส่วนยอด ฐานมีความสำคัญมาก เพราะถ้าฐานถูกต้องแข็งแรง โครงสร้าง


๒๙ ทั้งหมดจะมั่นคง ฐานเจดีย์ คือฐานวัฒนธรรม ยอดเจดีย์ คือ ศาสนธรรมหรือการเป็นสังคมที่เข้าถึงความดี ส่วนกลางคือ มัชฌิมาปฏิปทาหรือการพัฒนาที่เชื่อมระหว่างฐานกับยอดที่ถูกต้อง ศิริวรรณ ศรีหพล (2524 : 11อ้างถึงใน แหลมไทย พงษ์พรม, 2546:14) กล่าวว่า วัฒนธรรม เป็น สิ่งที่มีอิทธิพลเหนือความคิดและพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคม เพราะวัฒนธรรม คือ วิถีชีวิตของคนในสังคม นั้นเอง การทำตามวัฒนธรรมของบุคคลจะเป็นที่ยอมรับของกลุ่ม ถ้าบุคคลใดไม่ปฏิบัติตามวัฒนธรรมของ สังคมจะกลายเป็นบุคคลไม่พึงปรารถนา มนุษย์จึงมีพฤติกรรมและความคิดอยู่ในขอบเขตของวัฒนธรรมจน อาจกล่าวได้ว่า วัฒนธรรมเป็นลักษณะประจำตัวของมนุษย์ แต่ละกลุ่มจะมีวัฒนธรรมหรือแบบชีวิตของตนเอง บุคคลจะได้รับการอบรมให้รู้จักวัฒนธรรมตั้งแต่เด็ก โดยการอบรมสั่งสอนจากพ่อแม่และครู บางครั้งเมื่อเข้า สังคม พฤติกรรมของบุคคลถูกบังคับโดยปริยาย ให้ทำตามแบบอย่างตามวัฒนธรรมที่ทุกคนหรือสังคมนั้นๆ ยึดถือโดยอัตโนมัติอย่างไม่รู้สึกตัว จนถือเป็นความเคยชิน นั่นคือพฤติกรรมของคนถูกควบคุมโดยวัฒนธรรม นั่นเอง องค์การใดที่ขาดวัฒนธรรมจะเป็นองค์การที่ขาดศูนย์รวม ขาดพลังยึดเหนี่ยว บุคลากรเข้าด้วยกัน เป็น องค์การที่ขาดขวัญ กำลังใจ วัฒนธรรมจะเป็นคานชี้นำ ช่วยให้บุคลากรทำงานดีขึ้น วัฒนธรรมแข็งแกร่ง (Strong Culture) คือกฎระเบียบที่ไม่เป็นทางการที่บอกบุคลากร ว่าควรปฏิบัติ ตนอย่างไร องค์การคาดหวังอะไร ควรทำอย่างไรภายใต้วัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง บุคลากรจะไม่เสียเวลาในการ พยายามค้นหาว่า ควรปฏิบัติตัวอย่างไร วัฒนธรรมที่แข็งแกร่งจึงมีผลต่อการปฏิบัติงานอย่างมาก บุคลากรจะ ทุ่มเทการทำงานมากขึ้น 1 -2 ชั่วโมงต่อวัน จะช่วยลดอัตรา การลาออก การขาดงาน วัฒนธรรมในองค์การ อาจทำให้บุคลากรเฉื่อยชาหรือปราดเปรียว เป็นผู้จัดการที่ทรหด เป็นครูที่อดทน เป็นคนที่มีความรับผิดชอบ วัฒนธรรมจึงมีผลมากต่อชีวิตการ ทำงาน องค์การที่แข็งแกร่งยังลดการเข้ามาทำงานอย่างฉาบฉวยของ พนักงาน เพราะพนักงานใหม่ มักขาดความซาบซึ้งและความเข้าใจวัฒนธรรมองค์การ ทำให้ยากที่จะปรับตัวให้ สอดคล้องกับวัฒนธรรม อันที่จริงแล้วความไม่เข้าใจเป็นเรื่องของความไม่แน่ใจ ในสิ่งที่เห็น ได้ยิน ได้รับรู้องค์การที่มี วัฒนธรรมที่แข็งแกร่งจะขจัดความไม่แน่ใจนี้ลงได้ เพราะจะชี้ให้เห็นโครงสร้าง มาตรฐานและค่านิยม วัฒนธรรมที่มีอยู่ อาจกล่าวได้ว่าองค์การเป็นสถาบันสุดท้ายของสังคม ที่สามารถมีบทบาทในการหล่อหลอม ค่านิยมที่ถูกต้องแก่คนรุ่นใหม่ในสังคม ให้เลิกความจับจด ไม่มีการวางแผนในการทำงาน การใช้ชีวิต หล่อ หลอมคนรุ่นใหม่ให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ ผู้บริหารระดับสูง ผู้จัดการจึงควรตระหนักถึงความสำคัญของ วัฒนธรรมองค์การ คนในทุกอาชีพ ทุกระดับจำเป็นต้องเข้าใจวัฒนธรรม เข้าใจว่าวัฒนธรรมทำงานกันอย่างไร เพราะวัฒนธรรมมีผล มากต่อชีวิตการทำงาน คนที่เพิ่งเริ่มทำงานอาจคิดว่า งานก็คืองาน แต่ความจริงแล้วเมื่อ เขาเลือกทำงานที่ใด เท่ากับเขาเลือกวิถีทางดำเนินชีวิตวัฒนธรรมในองค์การ อาจทำให้เขาเป็นครูที่อดทน เป็น คนมีความรับผิดชอบ นิยมการรักษามิตรภาพ ทำงานเป็นทีมหรืออยู่คนเดียว แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายๆ ปีเขา จะปรับเข้ากับวัฒนธรรมนั้นโดยไม่รู้ตัว และเมื่อเปลี่ยนงานใหม่ เขาจะพบความประหลาดใจถึงความแตกต่าง ของที่ทำงานเก่ากับที่ทำงานใหม่ ความตื่นตระหนกทางวัฒนธรรม (Culture Shock) เป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่ง ที่ว่าทำไมคนจึง พลาด เมื่อออกจากองค์การหนึ่งไปทำงานในอีกองค์การหนึ่ง การที่เขาพลาดมิได้เนื่องมาจากการทำงานแต่ เนื่องมาจากเขาอ่านวัฒนธรรมองค์การใหม่ไม่ถูกต้อง ไม่เข้าใจและไม่คาดคิดมาก่อน ทุกองค์การสามารถมี วัฒนธรรมที่แข็งแกร่งได้ ถ้าผู้บริหารระดับสูงรู้ว่าองค์การมีวัฒนธรรมลักษณะใดอยู่ แม้ว่าจะมีอยู่อย่าง เลือนลางก็ตามความสำเร็จในส่วนนี้ขึ้นอยู่กับผู้จัดการระดับสูงสามารถอ่านวัฒนธรรมที่เป็นอยู่ได้ถูกต้อง เพียงใด สามารถขัดเกลา ปรับให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมได้อย่างไร ผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จจะสร้าง


๓๐ ความสำเร็จให้องค์การ โดยการชี้นำความคิดเห็น สร้างค่านิยมร่วมกันเป็นผู้นำด้านอื่นๆ และเข้าใจความสำคัญ ของการทำงานร่วมกันกับคนในองค์การ (กริช สืบสนธิ์, 2537 : 8) วัฒนธรรมในสังคมเป็นวิถีทาง ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ในสังคมนั้นๆ ร่วมยึดถือและกำหนดลักษณะการปฏิบัติงานของกลุ่ม ในสังคม ตลอดจนเสมือนเป็นมาตรการในการประเมิน คุณค่าทางวัตถุและพฤติกรรม ซึ่งพฤติกรรม เป็นผลมาจากวัฒนธรรม วัฒนธรรมจะแสดงออกได้ทั้งจิตใจหรือ อารมณ์และความเข้าใจง่ายๆ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะวัฒนธรรมจะแสดงให้ เห็นความเจริญของสังคมทั้งในทางจิตใจและวัตถุ ดังนั้นวัฒนธรรมจึงเป็นเรื่องที่ควรเอาใจใส่พิจารณาลึกซึ้งว่า วัฒนธรรมด้านใดบ้างที่ช่วยส่งเสริมการบริหารพัฒนา อันจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแนวทางในการแก้ปัญหา ต่างๆ ทั้งในทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง ตลอดจนการบริหารพัฒนา เพื่อความเจริญก้าวหน้า ของสังคมและประเทศโดยส่วนรวม (ไพบูลย์ ช่างเรียน, 2532 : 16) กล่าวโดยสรุป วัฒนธรรมมีความสำคัญยิ่งต่อวิถีชีวิต ความเชื่อ ความคิดและคอย ควบคุมพฤติกรรม อีกทั้งยังเป็นตัวกำหนดทิศทางให้บุคคลกลุ่มคนในสังคมนั้นๆยึดถือ แล้ว นำไปปฏิบัติให้เป็นไปในแนวเดียวกัน วัฒนธรรมมีผลต่อความสำเร็จขององค์การเป็นพลังยึดเหนี่ยวบุคลากร เข้าด้วยกัน ภายใต้วัฒนธรรมที่แข็งแกร่งบุคลากรจะทำงานอย่างภาคภูมิใจ ทุ่มเทให้กับงาน วัฒนธรรมจึงเป็น เครื่องวัดและเป็นเครื่องกำหนดความเจริญหรือความเสื่อมของสังคม วัฒนธรรมมีความสำคัญต่อคนไทยและสังคมไทยหลายประการ ดังเช่น เป็นเครื่องแสดงถึงความเจริญ และเชิดชูเกียรติของบุคคลและประเทศชาติเป็นเครื่องที่แสดงถึงบุคลิกลักษณะประจำชาติและดำรงความเป็น ชาติไทย เป็นเครื่องกล่อมเกลาจิตใจมนุษย์ให้อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างปกติสุข หรือกล่าวได้ดังนี้ 1) วัฒนธรรมเป็นเครื่องสร้างระเบียบแก่สังคม วัฒนธรรม ไทยเป็นเครื่องกำหนดพฤติกรรม ของสมาชิกในสังคมไทย ให้มีระเบียบแบบแผนที่ชัดเจนรวมถึงผลการแสดงพฤติกรรมตลอด จนถึงการสร้างแบบ แผนของสังคมทำให้ความคิด ความเชื่อและค่านิยมของสมาชิกให้อยู่ใน รูปแบบเดียวกัน 2) วัฒนธรรมทำให้เกิดความสามัคคีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สังคมที่มีวัฒนธรรม เดียวกันย่อมจะมีความผูกพัน เดียวกัน เกิดความเป็นปึกแผ่น จงรักภักดีและอุทิศตนให้กับ สังคมทำให้สังคมอยู่รอด 3) วัฒนธรรมเป็นตัวกำหนดรูปแบบสถาบัน เช่น สถาบันครอบครัวของแต่ละสังคมต่างกัน ไป ทั้งนี้เนื่องจากวัฒนธรรม ในสังคมเป็นตัวกำหนดรูปแบบ เช่น วัฒนธรรมไทยกำหนด รูปแบบความสัมพันธ์ของครอบ ครัวเป็นแบบสามีภรรยาเดียว ในสังคมอื่นชายอาจมีภรรยา ได้หลายคนหรือหญิงอาจมีสามีได้หลายคน เป็นต้น 4) วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือช่วยแก้ปัญหาและสนองความต้องการของมนุษย์มนุษย์ไม่ สามารถดำรงชีวิตภายใต้สิ่งแวด ล้อมได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้นมนุษย์ต้องแสวงหาความรู้จาก ประสบการณ์ที่ตนได้รับ การประดิษฐ์คิดค้นวิธีการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตและ สนองความ ต้องการของมนุษย์ให้มากที่สุด


๓๑ 5) วัฒนธรรมช่วยให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้า หากสังคมใดมีวัฒนธรรมที่ดีงามเหมาะสม เช่น ความมีระเบียบวินัย ขยัน ประหยัด อดทน การเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว เป็นต้น สังคมนั้นย่อมเจริญก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว 6) วัฒนธรรมเป็นเครื่องแสดงเอกลักษณ์ของชาติที่แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยแตกต่างจาก สังคมอื่น เช่น วัฒนธรรมทาง ด้านการทักทาย คนไทยทักทายกันด้วยการยกมือไหว้ สังคม ญี่ปุ่นใช้การคำนับ สังคมตะวันตกใช้การสัมผัสมือ เป็นต้น


๓๒ บทที่ 4 วิวัฒนาการของสังคมไทย 1. ด้านชีวิตความเป็นอยู่ ดินแดนในประเทศไทยมีความสัมพันธ์กับการอยู่อาศัยของมนุษย์มาแล้วไม่ตํ่ากว่า 3,000 ปีโครง กระดูกมนุษย์ เครื่องประดับ โบราณสถานอื่นๆ อันเป็นหลักฐานประกอบการศึกษาเรื่องราวในสมัยก่อน ประวัติศาสตร์ การเริ่มต้นศึกษาร่องรอยของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย เริ่มจากการศึกษาของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดํารงราชานุภาพ เนื่องจากทรงเริ่มให้ความสนใจศึกษาโดยเสด็จไปตาม โบราณสถานเพื่อสั่งการและขุดค้น (เปรมวิทย์ ท่อแก้ว 2543, หน้า 34) ในปีพ.ศ. 2474 ศาสตราจารย์ฟ รินซ์ สารสิน (Fritz Sarasin) ได้เข้ามาสํารวจและขุดค้นทางโบราณคดีในเขตจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ราชบุรี และลพบุรี ได้พบเครื่องมือหินสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งได้ตั้งชื่อเครื่องมือหินที่พบจากการสํารวจว่า “เครื่องมือหินกะเทาะสยาม” หรือไซแอเมียน (Siamians) แต่จุดเปลี่ยนแปลงที่สําคัญเกิดขึ้นระหว่าง สงครามโลกครั้งที่ 2 ในปีพ.ศ. 2484 ในขณะที่กองทัพญี่ปุ่นได้นําเชลยศึกษามากักขังในประเทศไทย หนึ่งใน จํานวนเชลยศึกคือ ดร.เอชอาร์แวน ฮิกเกอเรน (H.R. Van Heekeren) นักโบราณคดีชาวฮอลันดาที่ถูกจับมา จากประเทศอินโดนีเซียถูกส่งตัวมาสร้างทางรถไฟที่จังหวัดกาญจนบุรีและได้พบเครื่องมือหินตามแนวทางที่ สร้างทางรถไฟบริเวณบ้านเก่า ตําบลจระเข้เผือก อําเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี หลังสิ้นสุดสงครามเขาได้นํา เครื่องหินเหล่านี้ไปศึกษาที่สหรัฐอเมริกาและเขียนบทความการค้นพบนี้เผยแพร่ โดยตั้งชื่อเครื่องมือหินเหล่านี้ ไปศึกษาที่สหรัฐอเมริกาและเขียนบทความการค้นพบนี้เผยแพร่ โดยตั้งชื่อเครื่องมือหินที่พบว่า “เครื่องมือหิน วัฒนธรรมแควน้อย” หรือฟิงนอยเอียน (Fingnoian) การเผยแพร่การค้นพบนี้ทําให้วงการวิชาการด้าน โบราณคดีทั้งในประเทศและต่างประเทศสนใจเข้ามาทําการสํารวจเรื่องราวก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย อย่างกว้างขวาง การศึกษาเรื่องถิ่นกำเนิดของคนไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่ 1 ทฤษฎีคนไทยอพยพมาจากที่อื่น และกลุ่มที่ 2 ทฤษฎีคนไทยมีถิ่นฐานอยู่ในประเทศไทยมาแต่เดิม แล้ว สาระที่สําคัญคือ (เปรมวิทย์ ท่อแก้ว 2543, หน้า 48-61) กลุ่มที่ 1 ทฤษฎีคนไทยอพยพมาจากที่อื่น ประกอบด้วย กลุ่มที่เชื่อวาถิ่นกำเนิดของคนไทยอยู่บริเวณมณฑลเสฉวนอาศัยการศึกษาค้นคว้าจาก ่ หลักฐานจีนและพิจารณาความคล้ายคลึงทางภาษาของผู้คนในจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยสรุปว่า ถิ่น เดิมของไทย คือบริเวณมณฑลเสฉวนในปัจจุบัน แนวคิดนี้ได้รับการโต้แย้งจากการสํารวจลักษณะทางกายภาพ ของมนุษย์และการสํารวจทางวัฒนธรรม ซึ่งยังไม่สามารถหาหลักฐานมารองรับความเชื่อนี้ได้กลุ่มที่เชื่อว่าคน ไทยอยู่บริเวณเทือกเขาอัลไต และเคลื่อนที่ลงใต้เรื่อยๆ จากตอนกลางของขึ้นมาสู่จีนตอนใต้ และเข้าสู่ประเทศ ไทยแนวคิดนี้ได้รับการยอมรับอยู่ระยะหนึ่งจนกระทังจากการสํารวจทางโบราณคดีในบริเวณเทือกเขาอัลไตไม่


๓๓ พบร่องรอยของคนไทย รวมทั้งเทือกเขาอัลไตยังเป็นเขตแห้งแล้วทุรกันดารไม่เหมาะสมสําหรับการอยูอาศัย กลุ่มที่เชื่อว่าถิ่นกำเนิดของคนไทยอยู่กระจายทั่วไปในบริเวณทางตอนใต้ของจีนตอนเหนือของภาคพื้นเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ และบริเวณรัฐอัสสัมของอินเดีย แนวคิดนี้ยังคงเป็นที่ยอมรับกันอยู่ ในปัจจุบันการค้นคว้าใน ระยะแรกมาจากการพบคนเชื้อชาติไทย ในบริเวณแดนนี้โดยตลอด ต่อมาอาศัยหลักฐานทางภาษาศาสตร์ การ วิเคราะห์ตํานานพงศาวดาร ท้องถิ่นทางเหนือของไทย และตรวจสอบกับจารึกของประเทศไทยข้างเคียงกลุ่ม นักวิชาการที่เชื่อในแนวคิดนี้พบว่าเป็นนักวิชาการต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ กลุ่มที่ 2 ทฤษฎีคนไทยมีพื้นฐานอยู่ในประเทศไทยมาแต่เดิมแล้ว แนวคิดนี้ถือเป็นแนวคิดใหม่ที่ได้จากการค้นคว้าของนักวิชาการเริ่มต้นจากข้อมูลทางโบราณคดี หลังจากการสํารวจแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย และพบโครงกระดูกมนุษย์ก่อน ประวัติศาสตร์ในทุกภูมิภาค ทําให้เกิดแนวคิดวากลุ่มคนไทยซึ่งหลักแหล่งอยูในประเทศไทยตั้งแต่3,000 ปีที่ แล้วมานักวิชาการที่มีชื่อเสียงในกลุ่มนี้คือนายแพทย์สุด แสงวิเชียร ได้สันนิษฐานโดยอาศัยการศึกษา เปรียบเทียบโครงกระดูกมนุษย์สมัยหินใหม่ 36 โครงที่ขุดค้นพบบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี และราชบุรีใน ระหวางปีพ.ศ. 2503 – 2505 จากการศึกษาเปรียบเทียบท่านได้สรุปว่าโครงกระดูกของมนุษย์สมัยหินใหม่ มีลักษณะที่ไม่แตกต่างจากคนไทยปัจจุบัน เจ้าของโครงกระดูกเหล่านี้จึงควรเป็นบรรพบุรุษของคนไทย งานวิจัยสนับสนุนแนวคิดนี้คือ การศึกษาเกี่ยวกับความถี่ของยีนและหมู่เลือด โดยนายแพทย์สมศักดิ์ พันธุ์สมบุญ ผลจากการเปรียบเทียบความถี่ของยีนของคนไทยที่ไม่มีประวัติผสมกบคนต่างด้าวยังยืนยันว่าคน ไทยไม่ได้สืบเชื้อสายมาจากคนจีน เช่นเดียวกนกับผลการวิจัยของนายแพทย์ประเวศ วะสี และคณะนักวิจัย จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ศึกษาเกี่ยวกับฮีโมโกลบิน อี(Hemoglobin E) ให้ข้อสรุปวาคนไทยมีฮีโมโกลบิน อี สูงโดยเฉพาะทางภาคอีสานในขณะที่คนจีนเกือบไม่มีฮีโมโกลบิน อี เลย ดังนั้นทั้งสองเชื้อชาติอาจไม่ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันเลย งานวิจัยทั้งสองเรื่อง จึงมีส่วนสําคัญในการสนับสนุนว่าคนไทยไม่น่าจะเคยอยู่ใน ประเทศจีนมาก่อน แนวคิดนี้ได้รับข้อโต้แย้งในกรณีการนําโครงกระดูกมาศึกษาเชื้อชาตินับว่ายังหละหลวมอยู่ มาก เพราะความแตกต่างและความคล้ายคลึงทางรูปพรรณสัณฐานของเผาพันธุ์ มนุษย์ที่อาศัยอยูในเอเชียไม่ น่าจะแตกต่างกันมากนัก ขณะเดียวกันการหาเชื้อชาติที่บริสุทธิ์เป็นสิ่งที่หาได้ยาก ทําให้นักวิชาการจํานวนหนึ่ง ไม่เชื่อถือวิธีการทางพันธุศาสตร์แนวคิดในการศึกษาเรื่องถิ่นกำเนิดของคนไทยในปัจจุบันยังเป็นประเด็นที่ น่าสนใจทางประวัติศาสตร์ ซึ่งยังไม่อาจสรุปเป็นข้อยุติที่แน่นอนได้ แนวทางการศึกษายังคงเปลี่ยนแปลงไป ตาม ข้อมูลและหลักฐาน การศึกษาค้นคว้าทั้งด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ภาษาศาสตร์ และมานุษยวิทยา ต่อไป 1.1 วิวัฒนาการของบ้านเมืองในดินแดนประเทศไทย ในช่วงสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย (ประมาณ พ.ศ. 300 – 500) ต่อด้วยสมัยกึ่งก่อน ประวัติศาสตร์หรือสมัยก่อนรัฐ Protostate ประมาณ พ.ศ. 600-900) ประชากรในดินแดนที่เป็นประเทศ ไทย เริ่มมีพัฒนาการทางสังคมวัฒนธรรมสูงขึ้น จัดเป็นช่วงปรับเปลี่ยนจากสังคมหมู่บ้านไปสู่สังคมเมือง


๓๔ ในช่วงนี้ปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีว่า ชุมชนมีการติดต่อทางทะเลกับดินแดนโพ้นทะเลทั้งทางอินเดีย และ จีน (ผาสุก อินทราวุธ2548, หน้า 33) ดังที่มีหลักฐานยืนยันจากแหล่งโบราณคดีที่จังหวัด กาญจนบุรี ราชบุรี และลพบุรี ที่พบลูกปัดแกวและลูกปัดหินคาร์เนเลี้ยน อารยธรรมของชนชาติตระกูลมอญ ขอม (พุทธศตรวรรษ ที่ 6 – 20) ประมาณพุทธศตวรรษที่ 3 ผลจากการติดต่อทางสังคมวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองเดิมกับพ่อค้า และนักบวชชาวอินเดีย ทําให้มีการปรับปรุงโครงสร้างของสังคมให้อยู่ในรูปของอาณาจักร หรือรัฐที่มีความเป็น อิสระ มีศาสนาเป็นเครื่องมือในการสร้างเอกภาพของอาณาจักร ภายใต้พระมหากษัตริย์พระองค์เดียวที่ทําหน้าที่ปกครอง พลเมืองที่ถูกนํามาประสานจนกลายเป็น อันหนึ่งอันเดียวกัน โดยอิทธิพลของอารยธรรมอินเดีย แหล่งที่มีความเจริญรุ่งเรืองในยุคนี้ได้แก่ บริเวณรอบๆ อ่าวไทย นับตั้งแต่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ของไทย มายังลุ่มแม่นํ้าเจ้าพระยาในภาคกลางไปจนถึงปากแม่นํ้าโขง ใน ประเทศกัมพูชา และเวียดนาม อาณาจักรที่สําคัญได้แก่ อาณาจักรฟูนัน อาณาจักรเจนละอาณาจักรพระนคร อาณาจักรทวารวดีและอาณาจักรศรีวิชัย ต่อมาเมื่อชนชาติไทยเข้ามาตั้งหลักแหล่งบริเวณนี้ก็ได้รับมรดกของ ชนชาติมอญ ขอม เข้ามาผสมผสานกับวัฒนธรรมเดิม ทําให้สังคมไทยมีพัฒนาการที่เข้มแข็ง กลายเป็น อาณาจักรที่สําคัญอาณาจักรหนึ่งในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์อารยธรรมชนชาติตระกูลมอญ ขอมที่ได้รับการ ถ่ายทอดจากอารยธรรมอินเดีย ได้แก่ 1) การปกครองระบบกษัตริย์ตามคติพราหมณ์ที่ถือว่า ฐานะของกษัตริย์ คือ เทพเจ้าและศูนย์ รวมแห่งอํานาจสังคมบ้านเมือง จึงถูกพัฒนาให้เป็นแว้นแคว้นเป็นอาณาจักรภายใต้ปกครอง ของกษัตริย์ที่รวมประชาชนที่หลากหลายทางเชื้อชาติมาเป็นหน่วยเดียวกัน 2) ด้านศาสนา ที่สําคัญได้แก่ ศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์เข้ามาตั้งแต่ เมื่อไหร่ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน ทราบเพียงแต่ว่าเข้ามาก่อนการเผยแพร่พุทธศาสนาพุทธ ศาสนา เข้ามาสู่ดินแดนแห่งนี้เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 4 ตรงกับสมัยพระเจ้าอโศก มหาราชกษัตริย์อินเดีย พระองค์ได้ทรงส่งพระโสณเถระและพระอุตตระเถระมาทําหน้าที่ทาง สมณทูต เผยแพร่พุทธศาสนาให้กับชาวพื้นเมืองเดิม 3) ตัวอักษรและวรรณกรรม ตัวอักษรที่เผยแพร่เข้ามาในระยะแรกเป็นอักษรสมัยราชวงศ์ปัจจ วะ สําหรับภาษาสันสกฤตและภาษาบาลีเป็นภาษาที่เข้ามากับศาสนาและวรรณกรรม กลายเป็นพื้นฐานสําคัญของภาษามอญ ขอม และภาษาไทย 4) ศิลปกรรม ได้รับอิทธิพลของพระพุทธรูปตามแบบศิลปะอมราวดีทางภาคใต้ของประเทศ อินเดีย ภายหลังศิลปกรรมส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นเพื่อศาสนา ซึ่งมีรูปแบบพื้นฐานที่แสดงถึง อิทธิพล ของอินเดีย เช่น เจดีย์ เทวสถาน เทวรูป พระพุทธรูป 5) กฎหมาย ได้รับอิทธิพลของกฎหมายศักดิ์สิทธิ์ของพราหมณ์ ได้แก่ พระธรรมศาสตร์และการ ปกครอง คือ อรรถศาสตร์อิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ มีบทบาทในราชสํานักของชนชาติ มอญ ขอม แทบทุกด้าน พระราชกรณียกิจพระราชพิธีที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ จึงผูกพันกับ ศาสนาพราหมณ์อย่างเหนียวแน่นและได้รับสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน


๓๕ มาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 – 18 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ในบริเวณภาคกลาง ยังผลให้เกิดพัฒนาการของรัฐใหม่ที่มาจากรากฐานของรัฐเดิม ได้แก่ รัฐอโยธยา และสุพรรณภูมิ ซึ่งได้มีการ ขยายตัวไปสัมพันธ์กับดินแดนและกลุ่มชนในบริเวณรัฐใหม่ทางภาคเหนือ ได้แก่ รัฐล้านนา และรัฐสุโขทัย เป็น ความสัมพันธ์ทางการเมืองของรัฐหรือกลุ่มเมืองในลักษณะที่ไม่ใช่การรวม ศูนย์อยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง แต่เป็น ความสัมพันธ์เชิงเครือข่าย ซึ่งผู้ปกครองแต่ละกลุ่มมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติจากการแต่งงานระหว่างกัน และความสัมพันธ์ด้วยการดองกันเช่นนี้นําไปสู่ทั้งภาวการณ์ร่วมมือกันและความขัดแย้งกัน (ศรีศักดิ์ วิลลิโภ ดม 2544, หน้า 25) อันเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมของกลุ่มสยาม ประเทศในเวลาต่อมา 1.2 การเมืองการปกครองสมัยสุโขทัย ระบบการเมืองสมัยสุโขทัย มีลักษณะแบบบิดาปกครองบุตร (Paternalism) ทั้งนั้นรัฐสุโขทัย มี จุดเริ่มต้นมาจากเมืองขนาดเล็กและพัฒนาการขึ้นเป็นนครรัฐ (City State) ลักษณะพื้นฐานทางสังคมระหว่าง ผู้ปกครองกับประชาชน จึงเป็นความสัมพันธ์ใกล้ชิดโดยอาศัยหลักความผูกพัน หลักความเป็นระบบเครือญาติ และหลักความร่วมมือเพื่อความสงบสุขของบ้านเมืองเป็นสําคัญ ผู้นําเปรียบเสมือนหัวหน้าครอบครัวขนาดใหญ่ ในตําแหน่งพ่อขุน ที่ต้องดูแลทุกข์สุขของประชาชน ตลอดจนตัดสินใจพิพาทที่ขัดแย้งมีผลทําให้เกิดความเข้าใจ ความร่วมมือ และความเป็นระเบียบของสังคมเป็นอยางดี สถานภาพของพ่อขุนที่เป็นผู้ปกครอง ทรงอาศัยหลักธรรมเป็นแนวทางปฏิบัติ เพื่อป้องกันมิให้ทรงใช้ อํานาจในทางที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน โดยเชื่อกันว่ากษัตริย์พระองค์ใดทรงตั้งมั่นอยู่ในหลัก ทศพิธราชธรรม จะทําให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข แต่หากทรงละเลยไม่ปฏิบัติตาม หลักธรรมจะทําให้บ้านเมือง เกิดอาเภทภัยต่างๆ หลักทศพิธราชธรรมจึงมีความสําคัญต่อการกำหนด คุณลักษณะของบุคคลที่ขึ้นมาเป็น ผู้ปกครอง หลักทศพิธราชธรรมจึงมีความสําคัญต่อการกำหนดคุณลักษณะของบุคคลที่ขึ้นมาเป็นผู้ปกครอง หลักทศพิธราธรรม ประกอบด้วยหลักธรรม 10 ประการ คือ 1. ทาน คือการให้ สละทรัพย์สิ่งของ บําเพ็ญประโยชน์ 2. ศีล คือ การประพฤติดี สุจริต เป็นที่ เคารพนับถือ 3. บริจาค คือ การเสียสละ ความสุขเพื่อประโยชน์สุขประชาชน 4. อาชวะ คือ ความ ซื่อตรง ปฏิบัติภารกิจโดยสุจริต 5. มัทวะ คือ ความอ่อนโยน ไม่เยอหยิ่งถือตน 6. ตบะ คือ การ ทําลายกิเลสตัณหาไม่ครอบงํา 7. อักโกธะ คือ ความไม่ โกรธ ลุอํานาจความโกรธ 8. อวิหิงสา คือ การไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่กดขี่ 9. ขันติ คือ ความอดทนต่องานที่ ตรากตรํา และ 10. อวิโรธนะ คือ ความตั้งมั่นอยู่ในความยุติธรรม สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ปรากฏหลักฐานจากศิลาจารึก หลักที่ 1 ถึงการได้รับสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของประชาชน ดังนี้ คือ


๓๖ 1) สิทธิในการมีส่วนร่วมทางการปกครองระบบประชาชน “...ผิใช้วันสวดธรรมพ่อขุน รามคําแหง เจ้าเมืองศรีสัชนาลัย สุโขทัย นังเหนือขะดารหิน ให้ฝูงท่วยลูกเจ้าลูกขุน ฝูงท่วย ถือบ้านถือ เมืองกัน ” 2) สิทธิในทรัพย์สินและมรดก “...ลูกเจ้าลูกขุนผู้ใดล้มตายหายกวาเหย้าเรือน พ่อเชื้อเสื้อดํามัน ช้างขอลูกเมียเยี่ยข้าว ไพร่ฟ้าข้าไทป่าหมากป่าพลู พอเชื้อมันไว้แก่ลูกมันสิ้น...” 3) ความเสมอภาคในการเรียกร้องความเป็นธรรม “...ปากประตูมีกระดิ่งอันหนึ่งแขวนไว้หั้น ไพร่ฟ้ากระดิ่ง อันท่านแขวนไว้ พ่อขุนรามคําแหงเจ้าเมืองได้ยินเรียก เมื่อถามสวนความแก่ มันด้วยซื่อ ไพร่ในเมืองสุโขทัยจึงชม...” 4) สิทธิเสรีภาพ ในการประกอบอาชีพ “...ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใคร่จักใคร่ค้าม้าค้า ใครจัก ใคร่ ค้าเงื่อนค้าทองค้า...” ด้านการบริหารการปกครอง นักวิชาการสันนิษฐานว่ามีการแบ่งเป็นหัว เมืองเช่นเดียวกบกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ประกอบด้วย เขตแรกคือ ราชธานี เป็นที่ประทับของ กษัตริย์และเป็นศูนย์กลางอํานาจการเมืองการปกครอง เขตที่สองเป็นเขตหัวเมืองชั้นใน เมือง ลูกหลวงมีเชื้อพระวงศ์ได้รับการแต่งตั้งไปปกครองเรียงรายอยู่4 ทิศคือ ศรีสัชนาลัย สองแคว สระหลวง และกาแพงเพชร เขตสุดท้ายเป็นเขตการปกครองหัวเมืองชั้นนอก และหัวเมือง ประเทศราชมีการปกครองตนเองเป็นอิสระ แต่ยอมอ่อนน้อม ต่ออํานาจของสุโขทัย โดยการ ส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวายตามกาหนดและสนับสนุนกำลังทัพและเสบียงอาหารเมือ ราชธานีต้องการเศรษฐกิจสมัยสุโขทัย ระบบเศรษฐกิจสมัยสุโขทัยเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาธรรมชาติ เป็นการผลิตเพื่อยังชีพ โดยใช้แรงงานคนและสัตว์จึงมีความต้องการผู้คนพลเมืองเพิ่มขึ้น ดังเห็นได้จากข้อความใน ศิลาจารึกหลักที่ 1 ที่กล่าวว่า เมื่อเวลารบพุ่งได้ชัยชนะนั้นกวาดต้อนผู้คนเป็นพลเมือง ไม่ฆ่า ไม่ตี (ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม 2544, หน้า 89) อีกทั้งยังเปิดเส้นทางการค้า ผ่านเมืองอย่างเป็น อิสระให้กับพ่อค้าโดยไม่เก็บภาษีจังกอบ ผลที่ตามมาคือ นอกจากเข้ามาค้าขายแล้วผู้คนก็เข้า มาตั้งหลักแหล่งอีกด้วย ทําให้เกิดชุมชนบ้านและเมือง ตามเส้นทางการคมนาคม และการค้า ระยะไกลทัวไป สําหรับพื้นที่การเกษตรกรรมบริเวณลุ่มแม่นํ้ายมและแม่นํ้าน่านมีไม่มากนัก พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่มตํ่า ในช่วงฤดูฝนปริมาณนํ้าฝนตกภาคเหนือไหลป่ามาทําให้เกิดปัญหา นํ้าท่วมจึงต้องใช้ระบบชลประทานโดยชุมชนร่วมมือกนทําเหมืองฝายและสร้างเขื่อนสําหรับ กักเก็บน้ำและทําคลองระบายนํ้าเข้ามาใช้ภายในเมือง ด้านสินค้าส่งออกที่สําคัญได้แก่ เครื่องปั้นดินเผาที่เรียกว่า สังคโลก มีแหล่งผลิตที่สําคัญในเขตเมืองสุโขทัยและศรีสัชนาลัย สังคมวัฒนธรรมสมัยสุโขทัย ระบบศาสนา และระบบกษัตริย์ของสุโขทัย ได้รับ อิทธิพลของพุทธศาสนาเถรวาท ที่สืบทอดมาจากรัฐทวารวดีพระมหากษัตริย์จึงเป็นพระมหา สมมติราช คือ บุคคลทรงคุณธรรมจนเป็นที่ยอมรับของคนทัวไป แล้วยกย่องขึ้นเป็นกษัตริย์ ตามคติทางพุทธศาสนาไม่ใช้อวตารของเทวราช ตามหลักศาสนาพราหมณ์(ศรีศักร วิลลิโภดม 2544, หน้า77-78) แบบฉบับของพระสมมติราช คือ พระโพธิสัตว์ในทศชากด โดยเฉพาะ


๓๗ พระมหาเวสสันดร ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ในพระชาติสุดท้ายก่อนเป็นพระสิทธัต ถะ ความ แตกต่างระหว่างเทวราชและสมมติเทพ คือฝ่ายแรกเป็นเทพ ขณะที่ฝ่ายหลังเป็นมนุษย์ที่ บําเพ็ญกรณีและประพฤติเพื่อสะสมบารมีหัวใจของสมมติราช คือการให้ทานบารมีการให้ ทานดังกล่าวนี้คือการสานความสัมพันธ์ของการอยูร่วมกันของมนุษย์เป็นการสร้างความเป็น ปึกแผ่นทางสังคม ขจัดช่องว่างระหว่างมนุษย์ด้วยกันโดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์ ผู้ปกครอง ทางด้านพุทธศาสนา ประกอบด้วย (สุภาพรรณ ณ บางช้าง 2535 : 151 –160) 1) การนมัสการพระรัตนตรัย ได้แก่ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ในฐานะสิ่ง สูงสุดในการ นําแนวทางชีวิตอันประเสริฐ เป็นวัตรปฏิบัติเบื้องต้นของพุทธศาสนิกชน เป้าหมายของการ นมัสการพระรัตนตรัย นอกจากแสดงความเลื่อมใสในคุณอันประเสริฐและประพฤติบุญตาม วิถีปฏิบัติที่ดีของพุทธศาสนิกชนแล้ว บางครั้งยังหวังให้อํานาจคุณพระศรีรัตนตรัยและ อานิสงส์แห่งการนมัสการเป็นมงคล การกระทําประสบความสําเร็จให้ศัตรูทั้งปวงพินาศ ให้ สวัสดีมีชัย และเจริญด้วยเดช ตลอดจนช่วยปกป้องคุ้มครองคนดีท่านมัสการของคนไทย คือ ท่าเบญจางคประดิษฐ์ มีหลักฐานกล่าวถึงในจารึกวัดบางสนุกว่า “ค่อมตน นบบาท เบญจางค์ทั้งนั้นเว้นให้เป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา” (กรมศิลปากร 2527 : 24) ลักษณะท่าเบญจางคประดิษฐ์ เป็นท่าการกราบโดยให้อวัยวะทั้งห้า คือ เข่าทั้งสองมือทั้งสอง และหน้าผากจดลงบนพื้น ผู้ไหว้น้อมตัวลงกับพื้น มีลักษณะนอนพกตีนชัน คือ น้อมตัว น้อม นอน เอา ตัวราบ ยกเท้าตั้งขึ้น เป็นการแสดงการน้อมไหว้ทั้งตนและวางอัตตาตัวตน น้อม นมัสการด้วยใจผองแผ้ว เลื่อมใส 2) การสร้างวัดและพระพุทธรูปปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1 ว่า “กลางเมืองสุโขทัยนี้มีวิหาร มี พระพุทธรูปทอง มีพระอัฏฐารศ มีพระพุทธรูป มีพระพุทธรูปอันใหญ่ มีพระพุทธรูปอันราม มีิ หารอันใหญ่ มีพิหารอันราม” (กรมศิลปากร 2527 : 13-14) การสร้างวัดและพระพุทธรูป จึงเป็นกิจสําคัญประการหนึ่งทางการบํารุงพุทธศาสนาควบคู่กันไปกับการพัฒนาบ้านเมือง การสร้างพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย ได้รับอิทธิพลจากลังกาแต่มีลักษณะของความเป็นตัวเอง และงดงามที่สุด โดยเฉพาะ พระพุทธรูปปางลีลาที่มีลักษณะอ่อนโยน มีชีวิตจิตใจละเอียด ประณีต คติพื้นฐานที่สําคัญในการสร้าง พระพุทธรูป คือ คติเรื่องมหาปุริสลักษณะของ พระพุทธเจ้าประการ 3) การสร้างสถูปเจดีย์บรรจุพระธาตุและการปลูกต้นพระศรีมหาโพธิคติการสร้างสถูปเจดีย์พระ ศรีรัตนมหาธาตุและปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ ปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกหลักที่ 1 สมัยพ่อ ขุน รามคําแหง และจากศิลาจารึกนครชุม ในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไทย จากคติดังกล่าว การบูชาพระ บรมธาตุที่บรรจุไว้ในสถูปเจดีย์ พระศรีรัตนมหาธาตุ จึงเสมอกบการบูชาองค์ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธาตุและพระศรีมหาโพธิจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งการดํารงอยู่


๓๘ ของพระพุทธศาสนา ตลอดจนเป็นเครื่องหมายแห่งการตั้งมั่นของพระพุทธศาสนาและความ เจริญแห่งธรรม ผู้นําแห่งอาณาจักรในยุคนี้ต่างมีคติร่วมกัน กลายเป็นประเพณีในการสร้าง เจดีย์พระศรีรัตนมหาธาตุไว้กลางเมือง หรือในที่สําคัญและเหมาะสมของเมืองเสมอเหมือน ศูนย์รวมจิตใจของทุกคนในสังคม 4) การทํานุบํารุงพุทธศาสนาและการปฏิบัติตาม ได้ปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกหลัก ที่ 1 กล่าวถึงสมัยพอขุนรามคําแหงได้นิมนต์ “มหาเถร สังฆราชปราชญ์เรียนจบปิ ฎกไตรหลวก กวาปู่ครู ในเมืองนี้ ทุกคนลุกแก่ เมืองศรีธรรมราชมา” (กรมศิลปากร 2537 : 13-14) และในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ได้ทรงโปรด “ให้ไปอัญเชิญมหาสามีสังฆราช มีศิลาจาร และรู้พระไตรปิฎก.นักฝูงมหาสามีอันอยู่ใน.ลังกาทวีป อันมีศิลาจารดังฝูงกษินาศรพชั่วก่อน แต่นครพัน” (กรมศิลปากร 2537:46) การทํานุบํารุงพุทธศาสนาในสมัยสุโขทัยทรงทํานุบํารุงพุทธศาสนา และเผยแพร่ หลักธรรมให้กับประชาชนได้ ปฏิบัติอย่างถูกต้อง ด้วยการนิมนต์พระมหาเถรสังฆราชผู้รู้พระไตรปิฎก อย่างแตกฉานจากเมือง นครศรีธรรมราชมาเทศนาแสดงธรรมให้แก่อุบาสกอุบาสิทุกคนได้ถือศีลทําบุญ ทําทาน และประกอบพิธีทําบุญ ในวันสําคัญๆ ตามประเพณีทางพุทธศาสนา เช่น วันเข้าพรรษา วันออก พรรษา และกรานกฐิน การปฏิบัติ ธรรมของบุคคลในสมัยสุโขทัย ประกอบด้วยการถือศีล ถวายทาน และกรานกฐิน ดังนี้ 1) ถือศีล ศีล 5 เป็นจรรยาพื้นฐานของทุกคนเพื่อการอยูร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข แนวคิดและการ ปฏิบัติตามหลักเบญจศีล ศีลทั้ง 5 ข้อ จึงเป็นแนวปฏิบัติที่สําคัญของสังคมไทย สืบมามีผลทําให้ผู้คน อยู่กันอย่างสงบสุข มีความเกรงกลัวบาปและโทษที่จะได้รับจากการกระทําผิดต่างๆ 2) การถวายทาน คือ การถวายวัตถุที่ควรให้ทานในพุทธศาสนาเรียกวัตถุที่ ควรให้เป็นทานนี้ว่า “ทาน วัตถุ” และการถวายทานนิยมทํา 2 อย่างคือ ปกฎิบุคลิกทาน คือ การ ถวายทานเฉพาะเจาะจง พระภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง และสังฆทาน คือ ถวายทานโดยไม่ เจาะจงพระภิกษุรูปใด 3) การกรานกฐิน ประเพณีการทํานุบํารุงพระภิกษุสงฆ์อีกประเภทหนึ่ง ซึ่งนิยมทํากันมากในสังคมไทยแต่ สมัยสุโขทัยคือ ประเพณีการกรานกฐินหรือประเพณีการทอดกฐิน 4) การสวดทศชาติ ทศชาติ คือ เรื่องของพระพุทธเจ้าในสมัยที่เป็นพระโพธิสัตว์ 10 พระชาติสุดท้าย แต่ ละเรื่องแสดงคุณธรรมหรือการบําเพ็ญบารมีอยางใดอย่างหนึ่งของพระโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นแบบอย่างของ การปฏิบัติธรรมในระดับที่อยู่ร่วมในสังคม อาศัยความเกี่ยวข้องกับผู้อื่น และการทําหน้าที่ในสังคม เจริญคุณธรรมในระดับนี้ให้สมบูรณ์พร้อมต่อการเลื่อนระดับชีวิตจากชีวิตพระโพธิสัตว์สู่ชีวิตของพุทธ การสวดทศชาติในสมัยสุโขทัย เป็นงานบุญใหญ่ที่มุ่งถวายภัตตาหาร และเครื่องบริขารแก่พระสงฆ์ มี พากย์พิณ แตรสังข์ ประกอบการสวดทําให้ไพเราะยิงขึ้น


๓๙ 1.3 พัฒนาการเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย “สังคม” คือ กลุ่มคนที่ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ ในสถานที่และเวลาที่กำหนดรู้ได้ “วัฒนธรรม” คือ แบบอย่างการดำเนินชีวิตของคนที่อยู่กันเป็นสังคมนั้น ซึ่งประกอบด้วยอุปกรณ์ วิธีการ และ ความคิด ความเชื่อ ที่สร้างและใช้ร่วมกัน ลักษณะของสังคมและวัฒนธรรมจึงขึ้นอยู่กับปัจจัยที่เกี่ยวกับคนและ อุปกรณ์ วิธีการที่ใช้ดำรงชีวิตในหมู่คณะนั้น สังคมและวัฒนธรรมไทยมีขอบเขตและลักษณะที่เปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเทศะมีหลักเกณฑ์และ วิธีการที่จะกำหนดขอบเขตและลักษณะของสังคมและวัฒนธรรมอยู่หลายอย่าง การบรรยายเรื่องราวของสังคม และวัฒนธรรมไทยให้ครบถ้วน สมบูรณ์ทุกส่วนและทุกยุคสมัยจึงไม่ใช่เรื่องที่ง่าย สังคมและวัฒนธรรมไทยมี ลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปได้ในยุคสมัยที่ต่างกัน เพราะปัจจัยสำคัญได้แก่ จำนวน ประเภท และความสัมพันธ์ ของบุคคล สภาพแวดล้อมของสังคม ความรู้ความสามารถของคนไทย และความต้องการพอใจของคนไทยใน การมีชีวิตร่วมกัน 1.4 การจัดระดับชั้นของสังคมไทย มิได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง เพราะมีปัจจัยทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง คือ 1) วงศ์ตระกูล เป็นสิ่งที่ได้มาโดยกำเนิด เช่น เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ หรือเป็นสิ่งที่ได้มาโดย ความสามารถ เช่น เป็นขุนนาง ขุน หลวง พระยา ( ดูสกุล ) 2) ตำแหน่งทางการเมือง ผู้มีอำนาจทางการเมืองสูง จะมีอำนาจและได้รับการยกย่อง เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้แทนราษฎร ฯลฯ 3) ตำแหน่งทางราชการ เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มีเหรียญตรา เช่น ปลัดกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด นายพล เป็นต้น 4) อำนาจทางเศรษฐกิจและการเมือง รวมทั้งของรัฐและเอกชน ที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจ และการเมือง เช่น พ่อค้าคหบดี นักหนังสือพิมพ์ หัวหน้ากรรมกร 5) ความมั่งคั่ง ผู้มีทรัพย์สินเงินทอง มักจะได้รับการยกย่องอยู่ในระดับสูง ความมั่งคั่งจึงคล้ายเป็น สัญลักษณ์ของความสำเร็จและได้รับเกียรติในสังคม 6) ระดับการศึกษา ผู้ที่ได้รับการศึกษาสูงมักจะได้รับการยกย่อง ยิ่งศักดิสูงเท่าไรยิ่งจะได้รับการยกย่อง มากขึ้นเท่านั้น แม้แต่การทำงาน คนมีศึกษาสูงย่อมได้ตำแหน่งหน้าที่การงานดีกว่าคนที่มีการศึกษาต่ำ 7) อาชีพ ปกติคนที่มีอาชีพเป็นที่ยกย่องจะได้รับสถานภาพสูงในสังคม เช่น นักการเมือง นักการทูต ครู อาจารย์ นักกฎหมาย แพทย์ ทหาร ตำรวจ ฯลฯ


๔๐ ส่วนผู้มีอาชีพแบบใช้งาน งานจะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า เช่น อาชีพที่ต้องใช้แรงงาน ช่างฟิต ช่างทาสี กรรมกร แบกหาม เป็นต้น ชั้นสูงสุด 1 . พระมหากษัตริย์ และพระราชินี พระบรมวงศานุวงศ ชั้นสูงธรรมดา 2 . คณะรัฐมนตรี่ รัฐบุรุษชั้นนำ ชั้นค่อนข้างสูง 3 . ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักธุรกิจอุตสาหกรรมชั้นนำ ที่มีอิทธิพล ชั้นกลางสูง 4 . ปัญญาชนชั้นนำ ข้าราชการชั้นพิเศษ ชั้นกลางธรรมดา 5 . ข้าราชการชั้นเอก พ่อค้า ชั้นต่ำปานกลาง 6 . ข้าราชการชั้นผู้น้อย ช่างฝีมือ ชั้นกลางค่อนข้างต่ำ 7 . เสมียนพนักงาน ลูกจ้าง ชั้นต่ำ 8 . กรรมกร ชาวนา พ่อค้าหาบเร่ ยิ่งไปกว่านั้นชั้นชนในสังคมไทยยังอาจแบ่งได้ 8 ชั้น ดังนี้ 1) ชั้นสูงสุด (supreme) มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีนาถอยู่บนยอดสุด รองลงมามีเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง เช่น พระบรมวงศ์เธอ 2) ชั้นสูง (elite) ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี บุคคลชั้นรัฐมนตรีทั้งหลาย องคมนตรีและรัฐบุรุษผู้มีชื่อ 3) ชั้นค่อนข้างสูง (upper) ประกอบด้วย บุคคลชั้นปลัดกระทรวง นายพล อธิบดี อธิการบดี มหาวิทยาลัย ผู้นำทางการค้าและเศรษฐกิจ 4) ชั้นกลางสูง (upper – middle) ประกอบด้วยปัญญาชนชั้นนำ ช้าราชการชั้นพิเศษ ผู้อำนายการกอง หรือสำนักงาน อาจารย์ชั้นผู้ใหญ่ของสถาบันขั้นมหาวิทยาลัย ครู อาจารย์อื่นที่มีคุณวุฒิสูงและมี ชื่อเสียง นักธุรกิจชั้นนำ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ นักเขียนผู้มีชื่อ นักวิชาการ นายแพทย์ชั้นนำ 5) ชั้นกลางธรรมดา (middle) ประกอบด้วยข้าราชการชั้นเอกธรรมดา และชั้นโท พ่อค้า ปัญญาชนชั้น รอง ผู้ทีสำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาตรีและโทในประเทศหรือจากต่างประเทศ ทนายความ นายแพทย์ นักธุรกิจชั้นรอง ครู อาจารย์ทั่วไป


๔๑ 6) ชั้นกลางค่อนข้างต่ำ (Lower-middle) ประกอบด้วยข้าราชการชั้นตรี นักธุรกิจบุคคลผู้ที่พอมีพอกิน การศึกษาไม่สูงนัก ราว ๆ ม .8 หรือ มศ .5 หรืออย่างมากก็อาชีวศึกษาชั้นสูง หรืออนุปริญญา ช่าง กลหรือช่างเครื่องยนต์ 7) ชั้นตำปางกลาง (upper-lower) ได้แก่เสมียน พนักงานอันดับต่ำในวงราชการองค์การอุตสาหกรรม ลูกจ้างชั้นสูง ช่างฝีมือ เช่น ช่างไม้ ช่างเหล็ก ช่างปูน ช่างทาสี 8) ชั้นต่ำ (lower-lower) ได้แก่กรรมกรหาเช้ากินค่ำ ผู้ไม่มีฝีมือ (unskilled labours) ที่ใช้แต่กำลังแรง ชาวนาที่ปลูกพืช หรือเลี้ยงสัตว์บางอย่างในปริมาณน้อยพอกินพอใช้ในครอบครัวแม่ค้าหาบเร่ หรือ ตามแผงลอย การจัดระดับชั้นชนที่กล่าวมาไม่ถึงกับเป็นกฎตายตัวแน่นอน เพราะสังคมไทยเป็นสังคมเปิด ทุกคนจึง สามารถที่จะเลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้นหรือถูกเลื่อนไปทางที่ต่ำ ลงได้ เช่น ชาวนา ชาวไร่ ก็ไม่จำเป็นต้อง เป็นชาวนาชาวไร่ตลอด หากมีความรู้ความสามารถก็อาจเป็นผู้แทนราษฎร ปลัด แพทย์ พยาบาล ผู้ว่าราชการ จังหวัด รัฐมนตรี ฯลฯ ในขณะเดียวกันคนที่มีตำแหน่งสูงก็ไม่จำเป็นจะต้องอยู่ในระดับสูงอยู่อย่างนั้นตลอดไป ยกเว้นพระราชโอรสพระธิดาของพระเจ้าแผ่นดินซึ่งประสูติแต่พระมารดาที่เป็นพระขนิษฐาภคินี ( น้องสาว ) ต่างพระมารดาของพระเจ้าแผ่นดินโดยตรงเท่านั้น นอกเหนือจากนี้แล้วเชื้อสายของเจ้านายอื่นๆ จะกลายเป็น สามัญชนในช่วงสี่อายุคน พระราชโอรสพระธิดาของพระเจ้าแผ่นดินที่ประสูติแต่พระราชินีที่เป็นพระขนิษฐาภคินีต่างพระมารดา ของเจ้านายเหล่านี้จะมีฐานันดรต่ำ ลงมาตามลำดับ และเมื่อถึงหลานทวดจะไม่มีฐานันดรเลย ลักษณะจะข้าม วรรณะกันไม่ได้ แต่ปัจจุบันระบบวรรณะนี้จะอ่อนลง สังเกตได้จากคนที่อยู่ในวรรณะจัณฑาลนอกจากจะถูกจัด ว่าเป็นชนชั้นต่ำต้อยที่สุดแล้ว ยังได้รับการเหยียดหยามจากวรรณะอื่น รวมทั้งไม่อาจทำงานในระดับสูงได้ และ ต้องทำงานอะไรก็ตามที่วรรณะอื่นเขาไม่ทำกันเท่านั้น ประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานของรัฐไทย ในที่นี้ จะ กล่าวถึง 2 เรื่อง คือ แนวคิดเรื่องถิ่น กำเนิดชนชาติไทย คือความพยายามสืบค้นหาถิ่นกำเนิดของบรรพบุรุษ ของคนไทยว่า เคยอยู่ ณ แหล่งใด มาก่อนที่จะมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย และ อาณาจักรต่าง ๆ ในดินแดนที่ ชนชาติไทยอาศัยอยู่ 1.5 สภาพสังคมไทยสมัยสุโขทัย สภาพสังคมของสุโขทัยมีข้อสังเกต 3 ประการคือ 1) ด้านสิทธิเสรีภาพ สังคมสุโขทัยประชาชนมีสิทธิเสรีภาพเป็นอย่างมาก ดังปรากฏในศิลาจารึกหลัก ที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหง กล่าวว่า “…ด้วยเสียงพาทย์ เสียงพิณ เสียงเลื่อน เสียงขับ ใครจักมักเล่น


๔๒ เล่น ใครจักมักหัว หัว ใครจักมักเลื่อน เลื่อน …” ในด้านเศรษฐกิจ กล่าวถึงเสรีภาพในการทำมาหากิน เช่น “…ใครจักค้าช้าง ค้า ใครจักค้าม้า ค้า ใครจักค้าเงินค้าทอง ค้า …” การเปิดโอกาสให้ประชาชนมี เสรีภาพเช่นนี้ น่าจะเป็นกุศโลบายของพระมหากษัตริย์ ที่ต้องการจะจูงใจให้ ชาวต่างเมืองเข้ามา ค้าขายหรือทำมาหากิน เพื่อความเจริญทางเศรษฐกิจ และกำลังคน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกัน บ้านเมือง ในสมัยสุโขทัยนั่นเอง 2) ในด้านระบบความเชื่อ ศาสนา สังคมในสมัยสุโขทัย ประชาชนมีความเชื่อทั้งในด้านภูตผีวิญญาณ พระพุทธศาสนา ศาสนาพราหมณ์ และไสยศาสตร์ ดังปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าวว่า “…เบื้อง หัวนอนเมืองสุโขทัยนี้มีกุฏิวิหาร ปู่ครูอยู่ มีสรีดภงส์ มีป่าพร้าว ป่าลาง ป่าม่วง ป่าขาม มีน้ำโคก มี พระขระพุงผี เทพยดาในเขาอันนั้นเป็นใหญ่กว่าทุกผีในเมืองนี้ ขุนผู้ใดถือเมืองสุโขทัยนี้แล้ว ไหว้ดีพลี ถูกเมืองนี้เที่ยวเมืองนี้ดี ผีไหว้บ่ดี พลีบ่อถูก ผีในเขาอันบ่อคุ้ม บ่อเกรง เมืองนี้หาย…” สำหรับพุทธ ศาสนา สุโขทัยได้รับอิทธิพลนิกายหินยานจากนครศรีธรรมราช แล้วแพร่เข้าไปอาณาจักรล้านนา พ่อ ขุนรามคำแหงทรงทำบุญถวายทานและนำประชาชนทำพระธรรมเทศนาในวันธรรมสวนนะและวัน สำคัญๆ นอกจากนี้ยังรับการเผยแผ่พระพุทธศาสนา นิกายลังกาวงศ์ เข้ามาในราชอาณาจักรทำให้ สุโขทัยมีวัดวาอาราม พระพุทธศิลป์ เป็นแบบฉบับทางศิลปกรรมที่เรียกว่า ศิลปะแบบสุโขทัยเป็นแบบ ฉบับมาจนถึงทุกวันนี้ 3) การจัดระเบียบสังคม แม้สุโขทัยมีลักษณะเด่นที่ราษฎร มีความใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์ในระบบที่ เรียกว่า “พ่อปกครองลูก“ ก็ตาม แต่ความจำเป็นทางสังคม และความจำเป็นในด้านการรักษาความ สงบ ในยามสงครามจึงทำให้ มีการจัดระเบียบสังคมขึ้น สังคมสุโขทัยอาจแบ่งเป็น 4 ชนชั้นคือ 3.1พ่อขุน เป็นชนชั้นผู้ปกครอง ซึ่งมีคำเรียกเป็นคำอื่น ๆ เจ้าเมือง พระมหาธรรมราชา เป็น ต้น 3.2ลูกขุน เป็นข้าราชบริพาร ข้าราชการที่มีหน้าที่ช่วยปกครองเมืองหลวง หัวเมืองใหญ่น้อย และภายในพระราชสำนัก เป็นกลุ่มคนที่ใกล้ชิดได้รับความไว้วางใจจากเจ้าเมือง ให้ ปฏิบัติหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ไพร่ฟ้า มักพบคำนี้ในศิลาจารึกลูกเจ้าลูกขุน 3.3 ไพร่ คือ สามัญชน ราษฎรทั่วไปที่อยู่ในราชอาณาจักร 3.4ทาส เป็นชนชั้นที่ไม่มีอิสระ ในการดำรงชีวิตเยี่ยงสามัญชนหรือไพร่ ปัจจุบันยังเป็นที่ ถกเถียงกันอยู่ว่าในสมัยสุโขทัยมีทาสหรือไม่ มีทาสชนิดใด 1.6 สภาพสังคมไทยในสมัยอยุธยา สภาพสังคมของอาณาจักรอยุธยามีความแตกต่างจากอาณาจักรสุโขทัยอย่างน้อย 3 ประการ


๔๓ 1) ความกว้างใหญ่ หรือขนาดของอาณาจักร แตกต่างกันมาก พื้นที่ในบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยามีความ กว้างใหญ่กว่าพื้นที่ในเขตลุ่มน้ำยมของสุโขทัย ดังนั้นการกระจายตัวของประชากรจึงมีมากกว่า จำเป็นต้องหาวิธีการควบคุมประชากรให้เป็นระบบ เป็นหมวดหมู่ 2) เพื่อการเก็บภาษีอากร ผลประโยชน์ต่างๆของรัฐให้ได้ผล การจัดแบบหน่วยงานต้องรัดกุมและมี อำนาจบารมีให้มีการปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพ จึงต้องมีการนำรูปแบบในระบบศักดินามาใช้ 3) เพื่อเป็นการขยายอำนาจและการป้องกันพระราชอาณาจักรจากศัตรูภายนอก จึงจำเป็นต้องจัด หน่วยงานให้รัดกุม พร้อมที่จะเปลี่ยนสภาพจากราษฎรเป็นทหารได้ทั้งความสามารถในการทำสงคราม และจำนวนทหารในหน่วยงาน กรม กองต่างๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิผลในการรวบรวม กำลังคนเป็นหมวดหมู่ และการจัดเก็บผลประโยชน์ทาง เศรษฐกิจของบ้านเมือง จึงมีการนำระบบศักดินา มาใช้ในการจัดระเบียบสังคมในสมัยอยุธยา ระบบศักดินา เป็นระบบการแบ่งชนชั้น ของผู้คนในสังคม ระบบนี้ได้รับอิทธิพลจากขอม นับตั้งแต่สมัยสมเด็จพระรามาธิบดี ที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) แต่มีการประกาศเป็นพระราชกำหนด ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ใน พ.ศ.1997 กำหนดให้บุคคลทุกประเภทในสังคมไทยมีศักดินาทุกคน นับตั้งแต่พระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนาง ไพร่ ทาส พระสงฆ์ ยกเว้นพระมหากษตริย์ ที่มิได้ระบุศักดินา เพราะเป็นพระเจ้าแผ่นดินอยู่แล้ว คำว่า “ศักดินา” คือ ศักดิ์ที่จะมีสิทธิ์ ในที่ดินจำนวนหนึ่ง ตามที่ระบุไว้ในพระราชกำหนด ที่ดินในยุค สมัยนั้น หมายถึงที่นา ที่ใช้ในการทำมาหากินนั่นเอง และขณะเดียวกันก็มีหน้าที่ในความรับผิดชอบที่ต้อง ควบคุมกำลังคนจำนวนนหนึ่ง สังคมในระบบศักดินา จึงมีบุคคล 2 ชนชั้นคือ ชนชั้นปกครอง ประกอบด้วย พระมหากษัตริย์ ขุนนาง และชนชั้นที่ถูกปกครอง ซึ่งประกอบไปด้วยไพร่และทาส พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นทั้งเจ้าชีวิตและเจ้าแผ่นดิน มีอำนาจเด็ดขาดในการบริหารบ้านเมือง และ ออกกฏหมาย การตัดสินคดี รวมทั้งการแต่งตั้งถอดยศ ศักดินาของเจ้านายและขุนนาง พระบรมวงศานุวงศ์ คือเจ้านาย ที่รับราชการสนองพระมหากษัตริย์ บุคคลเหล่านี้ได้รับเกียรติยศและ อภิสิทธิ์มาแต่กำเนิด มีตำแหน่งสืบสายสกุลต่อกันมา เช่นเจ้าฟ้า พระองค์เจ้า หม่อมเจ้า หม่อมราชวงศ์ และ หม่อมหลวง ตำแหน่งดังกล่าวเรียกว่า สกุลยศ นอกจากนี้ยังมีอิสริยยศที่ได้รับพระราชทาน เช่น พระราเมศวร พระพรมราชา ฯลฯ ขุนนาง คือผู้ที่รับราชการสนองพระเดชพระคุณพระมหากษัตริย์ ควบคุมดูแลไพร่หลวงและไพร่สม มี ศักดินา 10,000-400 ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ มีการตราทำเนียบศักดินาขุนนาง ว่าด้วยยศ ราช ทินนาม ตำแหน่ง ศักดินา เช่น กำหนดให้เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ ตำแหน่งคือสมุหนายก ศักดินาคือ จำนวน 10,000 หมายถึงยศคือเจ้าพระยา ราชทินนามคือจักรีศรีองครักษ์ ศักดินาคือจำนวน 10,000 ขุน นางมีอภิสิทธิ์หลายประการ เช่น


๔๔ 1) มีไพร่ไว้ในครอบครอง 2) ไม่ต้องถูกเกณฑ์แรงงาน 3) มีสิทธิ์เข้าเฝ้าเมื่อเสด็จออกว่าราชการ นอกจากนี้ยังได้ผลประโยชน์จากไพร่ในด้านแรงงานและผลผลิตต่างๆ จึงทำให้ฐานะขุนนางมั่งคั่ง และเป็น อันตรายต่อความมั่นคงของพระมหากษัตริย์ ได้ โดยเฉพาะกำลังพลที่เป็นไพร่สม เมื่อขุนนางมีความผิดอาจถูก ถอดถอน ศักดินา และเมื่อสิ้นชีวิตบรรดาศักดิ์เหล่านี้ ก็หมดสิ้นไป มิได้ตกทอดถึงลูกหลาน ไพร่ คือ พลเมืองสามัญชน ทั้งหญิง-ชาย มีศักดินาระหว่าง 10-25 ไพร่ต้องทำงานอุทิศแรงงานให้แก่รัฐ โดย ไม่ได้ค่าตอบแทน เพราะถือเป็นหน้าที่ โดยมีมูลนายเป็นผู้ควบคุม ดังนั้น ไพร่ทุกคนจึงต้องสังกัดมูลนาย สำหรับผู้หญิงที่ขึ้นทะเบียนไพร่มักได้รับยกเว้นไม่ต้องทำงาน ยกเว้นกรณีที่ทางราชการต้องการใช่งานในบาง โอกาส ไพร่มีหลายประเภท โดยแบ่งตามสังกัดมูลนายดังนี้ 1) ไพร่หลวง คือไพร่ที่สังกัดมูลนายที่ขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ สังกัด กรม กอง ต่างๆ ไพร่หลวงต้องมา ปฏิบัติหน้าที่ปีละ 6 เดือน ที่เรียกว่าเข้าเดือนออกเดือน ในยามสงบสุขจะลดเวลาเหลือปีละ 3 เดือน ในยามปกติไพร่หลวงจะทำงานโยธา ก่อสร้าง ตามจับผู้ร้าย ในยามสงครามจะถูกเกณฑ์ เข้ากองทัพ 2) ไพร่สม คือไพร่ที่สังกัดมูลนาย และทำงานตามที่มูลนายสั่ง อาจเป็นงานหลวง หรืองานส่วนตัวของมูล นายก็ได้ เพราะถือเป็นสมบัติของมูลนาย ในยามสงครามต้องออกรบ ไพร่สมอาจถูกโอนมาเป็นไพร่ หลวงถ้าราชการจำเป็นต้องใช้งานจำนวนมาก 3) ไพร่ส่วย คือไพร่ที่อยู่ตามหัวเมือง ห่างไกลราชธานี พระมหากษัตริย์มอบให้ขุนนาง เจ้านายดูแลใน การใช้งาน โดยปกติไพร่ส่วยจะส่งสิ่งของที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้มูลนาย ที่สังกัด ตามที่กำหนดอัตราไว้ เช่นผ้าขาว น้ำรัก ทองคำผง เครื่องเทศ เร่ว 4) ทาส คือผู้ตกเป็นสินทรัพย์ของนายทาส นายเงิน รับใช้ทำงานโดยไม่ได้รับผลตอบแทน หากทำผิดอาจ ถูกลงโทษ เฆี่ยนตี แต่ไม่ได้กระทำถึงแก่ชีวิตเป็นกลุ่มคนที่มีศักดินาต่ำสุด คือ 5 ตามกฎหมายลักษณะ ทาส พ.ศ. 2191 แบ่งทาสออกเป็น 7 ชนิด คือ 4.1ทาสสินไถ่คือคนยากจน มีหนี้สินจนต้องขายตนเอง สามี ภรรยา บุตร ธิดา ให้นายเงินใช้ งานเป็นทาสจนกว่าจะหาเงินมาไถ่ถอนออกไปได้ 4.2ทาสในเรือนเบี้ย คือลูกทาสที่เกิดในเรือนนายทาส ถือว่าตกเป็นสมบัติของนายทาสด้วย 4.3ทาสที่ได้มาด้วยการรับมาดก คือทาสที่ตกเป็นมาดกของนาย ทาสคนต่อไป ถือว่าทาสคือ ทรัพย์สินที่ตกทอดเป็นมรดกได้ 4.4ทาสที่ช่วยไว้จากทัณฑ์โทษ คือบุคคลที่ไม่มีเงินเสียค่าปรับ เมื่อมีการเสียค่าปรับแทน ผู้ นั้นต้องตกเป็นทาสของผู้เสียค่าปรับให้ 4.5ทาสท่านให้คือทาสที่มีผู้อื่นยกให้


๔๕ 4.6ทาสที่ได้มาจากการช่วยให้พ้นจากความอดยาก คือไพร่ที่ขายตัวเป็นทาสในยามอดยาก ขากข้าวปลาอาหาร 4.7ทาสเชลย คือทาสที่ได้จากการแพ้สงคราม ในยามรบทัพจับศึก การเปลี่ยนสภาพของทาส ทาสอาจเปลี่ยนสภาพการเป็นอิสระได้ ดังนี้ 1) โดยการหาเงินมาไถ่ถอน ตนเองหรือผู้อื่นหาเงินมาไถ่ถอน 2) นายทาสอนุญาตให้บวชเป็นพระสงฆ์ 3) นายทาสให้ไปสงครามถูกจับเป็นเชลยแล้วหลบหนีออกมาได้ 4) แต่งงานกับนายทาสหรือญาติพี่น้องของนายทาส 5) ทายทาสถูกข้อหาก่อการกบฏ ลูกทาสจะถูกปลดเป็นอิสระ สำหรับทาสเชลยไม่อาจ ไถ่ถอนได้ จนถึง พ.ศ. 2348 ที่กำหนดให้ทาสเชลยมีค่าตัวและไถ่ถอนได้ 1.7 สภาพสังคมไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ สังคมไทยได้รับการปฏิรูปเรื่อยมา นับตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึง การเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 ทั้งนี้โดยเกิดจากปัจจัยภายนอกคือ อิทธิพลจากตะวันตก และ ปัจจัยภายในประเทศเป็นสำคัญ หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองเข้าสู่ระบบประชาธิปไตย สังคมไทยก็ เปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัฒนธรรมสมัยอุตสาหกรรม มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งอาจจะแบ่งแยกได้เป็น 2 ยุคดังนี้ การปฏิรูปสังคมไทย พ.ศ. 2394-2475 นับตั้งแต่รัชการที่ 3 จนถึงรัชการที่ 5 การเผยแพร่ คริสต์ศาสนานิกายโปรเตสแตนต์ในเมืองไทย โดยมิชชั่นนารีเข้ามาถึง 266 คน วิทยาการที่ไทยได้รับ เช่น การศึกษาแบบใหม่ การพิมพ์ และกิจการหนังสือพิมพ์ การแพทย์และการสาธารณสุข การศึกษาภาษาอังกฤษ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงริเริ่มเปลี่ยนโฉมหน้าของสยามให้ ทัดเทียมกับตะวันตก โยเฉพาะความรู้ด้านภาษาต่างประเทศ ซึ่งถือว่าสำคัญที่สุดในการเข้าใจความคิดของฝรั่ง ชาวตะวันตก พระองค์ทรงศึกษาภาษาละตินกับบาทหลวงบัลเลอร์กัวซ์ (PALLEGOIX) และต่อมาทรงศึกษา ภาษาอังกฤษกับมมิชั่นนารีชาวอเมริกันจนมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษเป็นอย่างดีในระหว่างที่ทรงผนวช เมื่อ พระองค์เสด็จครองราชย์แล้วใน พ.ศ.2404 โปรดให้จ้างนางแอนนา เลียวโนเวลส์ สตรีชาวอังกฤษจาก สิงคโปร์มาเป็นครูถวายพระอักษร พระราชโอรสและพระราชธิดา ในพระบรมมหาราชวัง สนับสนุนให้บุตรธิดา ของขุนนางชั้นสูงเข้าเรียนในโรงเรียน ของพวกมิชชั่นนารีอเมริกัน ได้มีการเปลี่ยนแปลงขนบธรรมเนียมเก่า หลายประการ เช่นประกาศให้ข้าราชการเข้าเฝ้าเวลาเสด็จพระราชดำเนิน ทรงให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา


Click to View FlipBook Version