The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พื้นฐานวัฒนธรรมไทย(Foundation of Thailand Culture)
เนื้อหาเกี่ยวกับ แนวคิดทฤษฎี องค์ประกอบ ความสำคัญ วิวัฒนาการของ สังคมไทยในด้านชีวิตความเป็นอยู่ ความคิด ความเชื่อและการแสดงออกด้านวัฒนธรรม และศิลปกรรม การบูรณาการของวัฒนธรรมไทยในด้านการเมือง เศรษฐกิจ ตลอดจนในด้านความคิด ความเชื่อ ภูมิปัญญา และงานสร้างสรรค์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by A-DINAN DUMIEDAE, 2024-04-17 12:27:18

ANTH 111.

พื้นฐานวัฒนธรรมไทย(Foundation of Thailand Culture)
เนื้อหาเกี่ยวกับ แนวคิดทฤษฎี องค์ประกอบ ความสำคัญ วิวัฒนาการของ สังคมไทยในด้านชีวิตความเป็นอยู่ ความคิด ความเชื่อและการแสดงออกด้านวัฒนธรรม และศิลปกรรม การบูรณาการของวัฒนธรรมไทยในด้านการเมือง เศรษฐกิจ ตลอดจนในด้านความคิด ความเชื่อ ภูมิปัญญา และงานสร้างสรรค์

๙๖ การตัดสินใจและเงื่อนไขการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับความพอเพียงนั้น ต้อง อาศัยความรู้ และ คุณธรรมบนพื้นฐาน คือ 1) เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วยความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยง เพื่อประกอบการวางแผนและความ ระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ 2) เงื่อนไขคุณธรรมที่จะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วยมีความตระหนักในคุณธรรม ความ ซื่อสัตย์สุจริตมีความอดทน มีความเพียรใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิตไม่โลภและไม่ตระหนี่ มีหลัก เหตุผล ในการตัดสินใจและความพอดีเกิดเป็นภูมิคุ้มกันตัวเองที่ดี่ 3.10 ความสำคัญของวัฒนธรรมและประเพณี ในแง่มุมเศรษฐศาสตร์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ความสำคัญของวัฒนธรรมและประเพณีในแง่มุมเศรษฐศาสตร์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ : คอลัมน์ เศรษฐเสวนา จุฬาฯทัศนะ โดย ผศ.ดร.ธันยพร จันทร์กระจ่าง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากปรากฏการณ์“ลิซ่า LALISA” ที่เพิ่งผ่านมา และการที่ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับจาก นิตยสาร CEOWORLD ให้เป็นประเทศที่มีอิทธิพลทางวัฒนธรรมสูงสุดเป็นอันดับที่ 5 ของโลก ก็มีหลาย ภาคส่วมรวมถึงภาครัฐออกมาให้ความสำคัญกับการผลักดันให้สินค้าที่ใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นปัจจัยในการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่ผ่านมาธุรกิจการท่องเที่ยวของประเทศไทย ก็ได้อาศัยมรดกทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็น อาหาร สถาปัตยกรรม ศิลปะ แฟชั่น ดนตรีและประวัติศาสตร์ เป็นเครื่องดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งจากในและต่างประเทศ ซึ่งทำรายได้ให้กับประเทศในปีพ.ศ. 2562 ก่อนวิกฤติโควิด คิดเป็นตัวเลขสูงถึง 16 เปอร์เซนต์ของผลิตภัณฑ์ มวลรวมประชาชาติ(GDP) แต่วิกฤติโควิดและปรากฏการณ์“ลิซ่า LALISA” ก็ช่วยให้ เห็นว่ายังมีช่องทางการ พัฒนาสินค้าจากมรดกทางวัฒนธรรมอื่นๆ ผ่านสื่อบันเทิงต่างๆ ที่ไม่ต้องอาศัยการท่องเที่ยวของคนอีกด้วย นอกจากวัฒนธรรมจะถูกนำมาเป็นทุนเพื่อสร้างรายได้ และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแล้ว ปัจจุบันนัก เศรษฐศาสตร์ยังเห็นและให้ความสำคัญต่อวัฒนธรรมและประเพณี ในการอธิบายปรากฎการณ์ทาง เศรษฐศาสตร์ และต่อการพัฒนาเศรษฐกิจอีกด้วย ในทางเศรษฐศาสตร์ วัฒนธรรมมีความหมายครอบคลุมไปถึงวิทยาการศึกษาสำนึกที่เกี่ยวกับการ ตัดสินใจต่างๆ ซึ่งอาจะอยู่ในรูปของการให้ค่าความเชื่อ ค่านิยม และบรรทัดฐานทางสังคมด้วย ก่อนช่วง ปี ค.ศ. 2005 ยังไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมออกมากนัก เพราะมีความยากใน เรื่องของข้อมูลและวิธีวิจัย ที่สามารถแสดงผลของวัฒนธรรมโดยแยกออกจากโครง สร้างทางสังคมหรือปัจจัย แวดล้อมทางเศรษฐกิจได้ จนกระทั่งได้มีการพัฒนางานวิจัยที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ อย่างเช่น งานของ


๙๗ Raquel Fernandez Fernandez and Fogli (2009) ใช้ข้อมูลจากคนอเมริกันที่เกิดในอเมริกา แต่มีพ่อแม่ที่ อพยพมาจากประเทศอื่น ซึ่งเป็นวิธีที่สร้างสรรค์มาก เพราะคนอเมริกันเหล่านั้นอยู่ในโครงสร้างสังคมและ เศรษฐกิจเดียวกัน แต่มีพื้นหลังทางวัฒนธรรม ที่อาจต่างกันจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ที่มาจากประเทศต่างๆ งานวิจัยพบว่า แทนที่การมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานของผู้หญิงอเมริกันรุ่นสองจะไม่ต่างกัน เพราะอยู่ ในสังคมและระบบเศรษฐกิจเดียวกัน กลับพบว่า มีความต่างกันและมีความสัมพันธ์เป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ กับการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานของผู้หญิงในประเทศ ที่พ่อแม่ของผู้หญิงเหล่านั้นจากมา เช่น ผู้หญิงอเมริกันรุ่นสองที่มีพ่อแม่ย้ายมาจากประเทศยุโรปใต้ที่ผู้หญิงทำงานนอกบ้านน้อย มีแนวโน้มที่จะทำงาน นอกบ้านน้อยกว่าผู้หญิงที่พ่อแม่อพยพมาจากประเทศ เช่น ในยุโรปตะวันตก ที่ผู้หญิงมีการทำงานนอกบ้าน มากกว่า และงานวิจัยยังพบผลในแง่เดียวกันในด้านของภาวะเจริญพันธ์อีกด้วย และในงานวิจัยล่าสุดของ Ashraf, Bau, Nunn and Voena (2020) ก็ได้แสดงให้เห็นความสำคัญของวัฒนธรรมต่อความสำเร็จของ นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยใช้การศึกษาที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีสินสอด ที่ให้กับฝ่าย เจ้าสาว (bride price) ในประเทศอินโดนีเชีย และแซมเบีย ในทางทฤษฎีสินสอดประเภทนี้ ถือว่าเป็นการทำให้ทุนมนุษย์ในตัวของ ผู้หญิงมีมูลค่ากลับมาสู่ ครอบครัวฝ่ายหญิง ซึ่งนำมาซึ่งแรงจูงใจของครอบครัวในการลงทุนมนุษย์ในลูกผู้หญิง เช่น การศึกษา มากกว่า ครอบครัวที่ไม่มีประเพณีปฏิบัติแบบนี้ ฉะนั้น หากมีนโยบายการศึกษาที่ลดค่าใช้จ่ายทาง การศึกษาและทำให้ เกิดแรงจูงใจในการส่งเด็กๆ ไปเรียนมากขึ้น ผลกระทบที่ดีเหล่านี้น่าจะเห็นได้มากกว่าในหมู่ของเด็กผู้หญิง ที่มาจากครอบครัวที่มีประเพณีสินสอดแบบที่ให้แก่ฝ่ายหญิง ในการศึกษาเชิงประจักษ์งานวิจัยพบว่า ผู้หญิงที่มีเชื้อชาติที่มีประเพณีสินสอดที่ให้แก่เจ้าสาวมี การศึกษาโดยเฉลี่ยสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิตินอกจากนั้น ยังมีการวิเคราะห์ผลของการสร้างโรงเรียน ประถมอย่างแพร่หลายในอินโดนีเซียในช่วง ค.ศ. 1950-1972 เนื่องจากประเทศมีรายได้จากการพบบ่อนํ้า มัน ทำให้มีโรงเรียนใกล้บ้านมากขึ้น ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ถึงแม้ว่านโยบายนี้ไม่มีผลต่อการเพิ่มการจบ ชั้นประถมของเด็กผู้หญิงโดยเฉลี่ย แต่เมื่อแยกดูผลกระทบตามเชื้อชาติตามความต่างของประเพณีสินสอดแล้ว พบว่าการเพิ่มโรงเรียน 1 โรงต่อเด็กวัยเรียน 1,000 คน มีนัยสำคัญในการเพิ่มการจบชั้นประถมของ เด็กผู้หญิงจากเชื้อชาติที่ใช้ประเพณีสินสอดที่ให้แก่ฝ่ายหญิง 2.5 เปอร์เซนต์ และในแซมเบีย พบว่า การสร้าง โรงเรียนเพิ่ม 1 โรงต่อตารางกิโลเมตร สามารถเพิ่มการจบชั้นประถมของเด็กผู้หญิง จากเชื้อชาติที่ใช้ประเพณี สินสอดที่ให้แก่ฝ่ายหญิงได้สูงถึง 4.2 เปอร์เซนต์ ซึ่งงานวิจัยไม่พบผลกระทบที่เป็นบวกใดๆ ต่อการศึกษาของ เด็กผู้หญิงจากครอบครัวที่ไม่มีวัฒนธรรมสินสอดให้แก่ฝ่ายหญิง ถึงแม้ว่าวัฒนธรรมสินสอดที่ให้แก่ครอบครัวฝ่ายหญิงจะถูกบางกลุ่มมองว่า เป็นเรื่องคร่ำครึ และถึงกับ เป็นการไม่ให้ความเท่าเทียมแก่เพศหญิง จนถึงขั้นมีการเรียกร้องให้ยกเลิกวัฒนธรรมนี้เสีย แต่การตัดสิน วัฒนธรรมที่มีมานานโดยฉาบฉวย และปราศจากการวิเคราะห์ที่รอบด้านและลึกซึ้ง ก็อาจเป็นเรื่องเขลาที่ทำให้ เสียโอกาสในการใช้วัฒนธรรมและประเพณีที่มีอยู่มาเป็นปัจจัยส่งเสริมในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในด้าน ต่างๆ


๙๘ 4. แนวคิดและวัฒนธรรมความเชื่อของสังคมไทย ความเชื่อของมนุษย์เกิดจากความรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยจากอำนาจเหนือธรรมชาติเมื่อเกิดเหตุการณ์ทาง ธรรมชาติที่ทำอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของมนุษย์ และเมื่อมนุษย์หาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้จึงเกิด ความคิดว่าจะต้องมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งบันดาลให้เป็นไปและสิ่งนั้นจะต้องมีอำนาจเหนือธรรมชาติซึ่งไม่สามารถบอก ได้ว่าอำนาจเหนือธรรมชาตินั้นคืออะไร จึงมีจินตนาการขึ้นตามความรู้สึกว่าสิ่งที่มีอำนาจเหนือธรรมชาติคือ ภูตผีปีศาจ วิญญาณ เทวดา นางไม้เป็นต้น ความเชื่อเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ความเชื่อสิ่งเหนือ ธรรมชาติย่อมมีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์ หมายถึง เชื่อในพลังอำนาจที่จะบันดาลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสิ่งใดสิ่ง หนึ่งในจักรวาลความเชื่อในปัญญาของมนุษย์ใช้เหตุผล ไม่ยอมขึ้นอยู่กับอำนาจของสิ่งที่มองไม่เห็นและไม่ สามารถพิสูจน์ได้ความรู้เหตุผลคือ ลำดับสูงสุดแห่งปัญญาของมนุษย์เป็นมูลเหตุให้เกิดพระพุทธศาสนาคน พื้นเมืองในสังคมไทยโบราณ ยังไม่รู้จักศาสนาพุทธและพราหมณ์(ฮินดู) แต่ก็มีศาสนาผี เพราะนับถือผีพื้นเมือง ของแต่ละเผ่าและอำนาจเหนือธรรมชาติผีพื้นเมืองมีหลายระดับ เช่น ผีเรือน ผีบ้าน ผีฟ้า พญาแถน ผีเหล่านี้ ติดต่อกับคนได้โดยผ่านหมอผีที่เป็น ผู้หญิงเรียกกันว่าคนทรงหรือร่างทรง ทุกคนในเผ่าหรือในท้องถิ่นเดียวกัน ย่อมอยู่ภายใต้อำนาจทางพิธีกรรมของหมอผี(คนทรง) ที่เป็นผู้หญิงระบบความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับศาสนาผีคือ ความเชื่อเรื่องขวัญ คือมีความเชื่อว่าคนเรามีส่วนประกอบสำคัญอยู่ ๒ ส่วน คือ ส่วนที่เป็นตัวตน ได้แก่ ร่างกาย กับส่วนที่ ไม่เป็นตัวตน ได้แก่ขวัญเป็นต้น ความเชื่อเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น เมื่อเกิดเป็นระบบขึ้นในสังคมมักเรียกว่าศาสนา มีบทบาท สำคัญในการเชื่องโยงสถาบันต่าง ๆ ทั้งในด้านการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม ความเชื่อทาง ศาสนาจึงเป็นสถาบันหลักทางวัฒนธรรมความเจริญของสังคมโดยตรง เมื่อคนไทยมีความเชื่อ นั่นหมายถึง การ ไว้วางใจกัน การเชื่อถือ การนับถือว่าศักดิ์สิทธิ์ส่วนศาสนา แปลตามศัพท์ว่าคำสอน การสอน เป็นระบบความ เชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งในขณะที่ลัทธิหมายถึงสิ่งที่รับเอามานับถือและปรัชญา หมายถึง หลักแห่งความรู้และ ความจริงเรื่องกำเนิดศาสนามีหลายทฤษฎีมีทั้งที่เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ เกิดมาพร้อมกับมนุษย์ ทฤษฎีที่ว่าเกิดเพราะความกลัว และที่เห็นว่าเป็นปรากฏการณ์ในสังคมมนุษย์ ในสังคมไทย ความเชื่อและศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างแยกไม่ออก อาจกล่าวได้ว่าเราไม่ได้นับ ถือศาสนาอย่างเคร่งครัด แต่ก็มิได้หมายความว่าความเชื่อและศาสนาจะมีบทบาทด้อยลงไป การนับถือศาสนา ของคนไทยเป็นเรื่องสำคัญที่จะหล่อหลอมให้สังคมไทยเป็นไปในแบบอย่างที่เรียก ได้ว่า “อย่างไทย” มี เอกลักษณ์เป็นไทย ลักษณะความเชื่อและศาสนาที่อยู่ในสังคมไทยหรือเรียกว่า “แบบไทยๆ”สังคมไทยเป็น สังคมพุทธหรือจะเรียกอารยธรรมไทยว่าเป็นอารยธรรมพุทธศาสนาได้หรือไม่ อย่างไร ความเชื่อและศาสนาใน วัฒนธรรมแขนงต่าง ๆ ในแง่การสร้างสรรค์การยกระดับวัฒนธรรม และความสืบเนื่องทางวัฒนธรรมจน กลายเป็น อารยธรรม ศาสนาและความเชื่อเป็นทั้งเหตุโดยตรงและ โดยอ้อม ที่ทำให้เกิดอารยธรรมในสังคม หรือของชนชาติใดชนชาติหนึ่ง อาจจะแผ่ขยายไปสู่ที่ต่าง ๆ จากจุดศูนย์กลางอารยธรรมนั้น เช่น พุทธศาสนา คริสต์ศาสนา ศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาหลักที่สร้าง อารยธรรมหรือมีส่วนสร้างอารยธรรมของหลายชาติหลาย ภาษาเป็นจักรกลสำคัญในการเปลี่ยนแปลง และในความเป็นไปของอารยธรรมโลกในปัจจุบันระบบเรื่องการ บรรลุถึงจุดหมายสูงสุดในศาสนา เป็นเรื่องสำคัญ ความประพฤติทางศีลธรรมจรรยาอย่างเดียวย่อมไม่พอ ต้อง


๙๙ มีการตระเตรียมในด้าน ต่าง ๆ ในส่วนนี้มักผูกอยู่กับ ระบบของพิธีกรรม เป็นพื้นฐานเดิมมา แต่เริ่มมีการเชื่อ เรื่องเทพที่ต้อง ปรนนิบัติให้พอพระทัยการปฏิบัติบูชาด้วยพิธีกรรมต่างๆ มุ่งเพื่อแสดงความภักดีการสวดมนต์ ทำวัตร เพื่อให้จิตใจสงบ ศาสนายังมีระบบความคิด ปรัชญา เป็นแกนหลัก ในทางการสร้างเหตุผล หรือเพื่อ พิสูจน์ความเป็นไป ขนบธรรมเนียมความเชื่อในศาสนาของตน ศาสนาผูกพันหรืออาจเรียกได้ว่า เกิดในสังคม เปลี่ยนแปลงไปในสังคมทำให้สังคมเปลี่ยนแปลง เป็นเครื่องกำกับความคิดความอ่าน เป็นเครื่องบังคับ พฤติกรรมของมนุษย์ศาสนาจึงเป็นสถาบันหลักสถาบันหนึ่งในสังคม เพื่อประโยชน์แก่การเข้าใจ พฤติกรรม ด้านความเชื่อของคนในสังคม ปัจจุบันสังคมไทยกำลังจะได้ชื่อว่าเป็นสังคมบริโภคนิยม หรือวัตถุนิยม เนื่องจากคนไทยได้รับอิทธิพล จากปรัชญาวัตถุนิยมของชาวตะวันตก ที่เน้นความสำคัญด้านวัตถุมากกว่าจิตใจ เป็นการส่งเสริมมนุษย์ให้เพิ่ม กิเลส (ความอยาก) มากขึ้นซึ่งขัดแย้งกับพื้นฐานการดำเนินแบบจิตนิยมเดิมของตน สังคมไทยจึงมีลักษณะขาด ความเป็นเอกภาพ คือขาดความนึกคิดในความเป็นไทยที่แท้จริงขาดจุดยืนอุดมคติที่จะยึดเป็นแนวทางในการ ปฏิบัติร่วมกัน ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ก็นิยมความเจริญด้านวัตถุดังจะเห็นได้จากมีการส่งเสริมความก้าวหน้าทาง วิทยาศาสตร์และรับเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ก็มีคนหัวเก่าบางส่วนที่ต่อด้านความ เจริญก้าวหน้าทางด้านวัตถุ เพราะเห็นว่า ถ้ามนุษย์แข่งขันทางวัตถุมากขึ้น จะทำให้เกิดปัญหาทางสังคมมาก ขึ้น วัตถุนิยมส่งผลให้เกิดความเสื่อมโทรมทางศีลธรรม จนสภาพสังคมไทยตกอยู่ในสภาพเลวร้าย วิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ที่บรรพบุรุษสั่งสมไว้แทบจะไม่หลงเหลือให้ชื่นชม คนไทยเป็นหนี้สินล้นพ้น ตัว สังคมที่มีมิตรไมตรีความเอื้ออาทรต่อกันเหลือน้อย เพราะต้องแข่งขันแก่งแย่งเพื่อความอยู่รอด รัฐบาลเอง ก็บริหารประเทศโดยใช้ระบบทุนนิยมโดยเน้นการเปลี่ยนแปลงทางการขยายตัวทางเศรษฐกิจและมวลรวม ภายในประเทศดังที่ปรากฏชัดเจนในสังคมไทยปัจจุบัน สำหรับด้านความเชื่อของคนไทย ก็ไม่ได้แตกต่างจากชนชาติอื่น ๆ คือมีความเชื่อถือในเรื่องไสย ศาสตร์ผีสางเทวดา เชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็นและมีฤทธิ์อำนาจที่จะบันดาลร้าย-ดีให้แก่มนุษย์ได้การที่คนไทยมี ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับธรรมชาติและสิ่งที่เหนือธรรมชาติคนไทยจึงมีความเชื่อในสรรพสิ่งอันเป็นวิสัยของ มนุษย์ที่ต้องการดำรงอยู่ด้วยความรู้สึกสมดุลกับธรรมชาติและเป็นการสร้างกุศโลบายให้มีความรักและความ หวงแหนสิ่งที่ให้คุณประโยชน์ในการดำรงชีวิต ความเชื่อของคนไทยแต่เดิมคือ“ผี”อันได้แก่ผีบรรพบุรุษ ผีฟ้า (แถน-เทวดา) ผีนา (แม่ขวัญข้าว-แม่โพสพ) ผีดิน (แม่ธรณี) ผีน้ำ (แม่คงคา) และผีอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งนี้ เพราะคนไทยในสมัยก่อนถือว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่ง ในธรรมชาติซึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในธรรมชาติสามารถที่จะดล บันดาลให้ทั้งความอุดมสมบูรณ์และความวิบัติภัยอันตรายทั้งปวง การไม่ทำลายและทำร้ายธรรมชาติทำให้ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข จากที่กล่าวถึงเรื่องศาสนาและความเชื่อของคนไทยจะเห็นได้ว่าการนับถือศาสนาและความเชื่อ ของ คนไทยมีลักษณะพิเศษ กล่าวคือ นอกจากจะกราบไหว้บูชาพระพุทธรูปแล้วยังกราบไหว้บูชา ศาลพระภูมิและ ผีสางเทวดาจากที่กล่าวเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยนั้น จะเห็นได้ว่าวัฒนธรรมไทยนอกจาก จะมีลักษณะเป็นสากล เหมือนกับวัฒนธรรมของกลุ่มชนอื่น ๆ แล้วยังมีลักษณะเฉพาะที่แสดงเอกลักษณ์แห่งความเป็นไทยแสดง ลักษณะเฉพาะของกลุ่มตนหลายประการ อาทิ เป็นวัฒนธรรมที่มีความเกี่ยวพันกับพระพุทธศาสนาอย่างแน่น


๑๐๐ แฟ้น อีกทั้งยังเกี่ยวพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยทั้งปวง นอกจากนี้ยังมี ลักษณะที่ผสมผสานความเชื่อดั้งเดิมเข้ากับศาสนาพุทธและพราหมณ์ได้อย่างแนบสนิท เป็นวัฒนธรรมที่มี ความกลมกลืนกับธรรมชาติ ชื่นชมธรรมชาติมากกว่าจะเอาชนะ ธรรมชาติดังเช่นกวีโบราณที่รจนาไว้ใน วรรณคดีหลาย ๆ ฉบับ อีกประการก็คือ มีความละเอียดลออ ประณีตพิถีพิถันตามแบบฉบับชีวิตชาวบ้านที่ไม่มี ความรีบร้อน ซึ่งจะเห็นได้จากงานวิจิตรศิลป์ต่าง ๆ ของไทย และยังเป็นวัฒนธรรม ที่มีความอิสรเสรีแสดงออก ถึงความสนุกสนาน ร่าเริง เน้นคุณค่าของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติแต่ก็ยังไม่ลืมที่จะยกย่องผู้อาวุโส พระสงฆ์ วงศาคณาญาติ วัฒนธรรมไทยสั่งสอนให้คนไทยเคารพ เชื่อฟังผู้ใหญ่ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ดำเนินสืบเนื่องมาเป็น เวลาหลายชั่วอายุคน สั่งสมเป็นวัฒนธรรมของชาติทำให้คนไทยทุกหมู่เหล่าสามารถอยู่ร่วมกันด้วยความอบอุ่น และสงบสุข การที่กล่าวว่าสังคมไทยเป็นสังคมพุทธนั้น คงจะหมายได้เพียงว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาหลักที่คนไทย โดยมากและคนไทยทุกระดับยอมรับนับถือ เมื่อพิจารณาดูตามหลักฐานต่าง ๆ เช่น ตำนาน ก็จะเห็นการ ปรับเปลี่ยนทางความเชื่อจากความเชื่อดั้งเดิมทั้งการปรับโดยสันติหรือปรับโดยขัดแย้ง ในส่วนที่รับพุทธศาสนา และศาสนาพราหมณ์เข้ามาจนกลายเป็นหลักของความเชื่อแล้วเมื่อมีศาสนาอื่น ความเชื่อและศาสนายังเป็นบ่อ เกิดของศิลปะแขนงอื่น ๆ เช่น ประติมากรรม มีทั้งรูปสลัก ลายเส้น รูปปั้น เรื่องราวทางพุทธศาสนา มัก ปรากฏเป็นจิตรกรรมฝาผนังอันเป็นเสมือนบทเรียนทางศาสนา ในลักษณะภาพวาดที่สอนคติธรรมทางพุทธ ศาสนาโดยตรง หากกล่าวถึงปรากฏการณ์หนึ่งของชาวพุทธที่มีความเชื่อเหล่านี้นำไปสู่พิธีกรรมตามบริบทของความ เชื่อนั้น ๆ พิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาของร่างทรงที่ประกอบส่วนใหญ่คือการสวดมนต์ไหว้พระ รองลงมาคือ การรักษาศีล การปฏิบัติธรรม การทำบุญทอดกฐิน-ผ้าป่าสร้างพระพุทธรูป การเลี้ยงพระ ถวายสังฆทาน พรม น้ำมนต์ตามลำดับ ความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อทางพระพุทธศาสนากับพิธีกรรม ทางพระพุทธศาสนาของ ร่างทรง พบว่าความเชื่อส่วนใหญ่ของร่างทรงที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมทางพุทธศาสนาคือความเชื่อในการปฏิบัติ ธรรม รองลงมาคือความเชื่อในเรื่องการสวดมนต์ความเชื่อในเรื่องการถือศีลกินเจเลี้ยงพระถวายสังฆทานและ ความเชื่อใน การทอดกฐินผ้าป่าทำบุญสาธารณประโยชน์ร่างทรงที่มีความเชื่อทางพระพุทธศาสนาพิธีกรรมที่ กระทำสูงสุดคือการปฏิบัติธรรม รองลงมาคือ การสวดมนต์ร่างทรงที่มีความเชื่อด้านอื่น ๆ พิธีกรรมที่กระทำ สูงสุดคือพิธีการไหว้ครูรองลงมาคือการรับขัน 5. วัฒนธรรมภูมิปัญญาและงานสร้างสรรค์ไทย วัฒนธรรมไทยนอกจากจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสังคมไทย หรือกลุ่มคนไทยแล้ววัฒนธรรมยังมี ความสัมพันธ์กับเรื่องของเวลา หรืออีกนัยหนึ่งวัฒนธรรมไทยเป็นสิ่งที่จะต้องมีการวิวัฒนาการ ซึ่งเป็น ผลรวม ของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมืองทางสังคม วัฒนธรรม หมายถึง วิถีการดำเนินชีวิต (The way of life) ของคนในสังคม นับตั้งแต่วิธีกิน วิธีอยู่ วิธี แต่งกาย วิธีทำงาน วิธีพักผ่อน วิธีแสดงอารมณ์วิธีสื่อความ วิธีจราจรและขนส่ง วิธีอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ วิธี


๑๐๑ แสดงความสุขทางใจ และหลักเกณฑ์การดำเนินชีวิต โดยแนวทางการแสดงออกถึงวิถีชีวิตนั้นอาจเริ่มมา จาก เอกชนหรือคณะบุคคลทำเป็นตัวแบบ แล้วต่อมาคนส่วนใหญ่ก็ปฏิบัติสืบต่อกันมา วัฒนธรรมย่อม เปลี่ยนแปลง ไปตามเงื่อนไขและกาลเวลาเมื่อมีการประดิษฐ์หรือค้นพบสิ่งใหม่ วิธีใหม่ที่ใช้แก้ปัญหาและ ตอบสนองความ ต้องการของสังคมได้ดีกว่า ซึ่งอาจทำให้สมาชิกของสังคมเกิดความนิยม และในที่สุดอาจเลิก ใช้วัฒนธรรมเดิม ดังนั้นการรักษาหรือธำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมเดิมจึงต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนา วัฒนธรรมให้เหมาะสมมีประสิทธิภาพตามยุคสมัย 5.1 ความหมายของภูมิปัญญาไทย ภูมิปัญญาไทย หมายถึง ความรู้ ทักษะ ความเชื่อ และพฤติกรรมของคนไทย โดยแสดงถึง ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติกับสิ่งแวดล้อมและคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ ถือเป็นกิจกรรม ทุกอย่างในวิถีชีวิตของคนในการแก้ปัญหา การจัดการ การปรับตัว และการเรียนรู้เพื่อความอยู่รอดของบุคคล ชุมชนและสังคม ตลอดจนเป็นพื้นฐานความรู้ในเรื่องต่างๆ ที่มีลักษณะเฉพาะหรือเอกลักษณ์ในตัวเองด้วยเหตุ นี้ ถูมิปัญญาไทยจึงเป็นผลงานที่คนไทยได้ทำการศึกษาค้นคว้า รวบรวมและจัดเป็นความรู้ มีการถ่ายทอดและ ปรับปรุงจากคนรุ่นหนึ่งมาสู่คนคนอีกรุ่นหนึ่ง จนเกิดเป็นผลผลิตที่ดี งดงาม มีคุณค่าเเละประโยชน์รวมทั้ง สามารถนำมาแก้ไขปัญหาและพัฒนาชีวิตได้ เช่นชาวนารู้จักขุดบ่อน้ำ หรือทำเหมืองฝายสำหรับเก็บน้ำและ แจกจ่ายไปสู่ไร่นา หรือชาวบ้านมีความรู้เกี่ยวกับพืชพันธุ์ธัญญาหาร ผักพื้นบ้าน เครื่องเทศ และสมุนไพร โดย สามารถแยกแยะสรรพคุณในการรักษาโรคด้วยเหตูนี้ เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมกับภูมิ ปัญญาไทย ก็จะเห็นได้ว่า ภูมิปัญญาไทยได้รับการสั่งสมสืบต่อกันมานั่นถือเป็นวัฒนธรรมไทยอย่างหนึ่ง 5.2 ที่มา ของวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย วัฒนธรรมเกิดขึ้นมาได้ด้วยอาศัยการสร้างสรรค์ของมนุษย์ ดังนั้น วัฒนธรรมจึงเกิดมาจากคนไทย โดย คนไทยมีถิ่นฐานในดินแดนประเทศไทยมายาวนานได้ปฏิสัมพันธ์ต่อกันกับเชื้อชาติอื่นๆที่อยู่ในบริเวณนี้ ซึ่งต่าง ก็รู้จักคิดและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคม มีการไปมาหาสู่ระหว่างชนชาติทั้งในเรื่อง การซื้อขายกัน การทำสงคราม การอพยพโยกย้ายที่ทำมาหากิน ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ได้เกิดสิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรม ขึ้นหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ คนไทยไม่ว่าจะย้ายไปอยู่แห่งใด ก็ได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆเพื่อให้ตนเอง ดำรงชีวิตอยู่ได้ในสังคม สิ่งเหล่านี้จึงเป็นที่มาของวัฒนธรรมนั่นเอง สำหรับภูมิปัญญาไทย ก็มีความคล้ายกับ วัฒนธรรมไทย ภูมิปัญญาไทยมีที่มาจากคนและสิ่งที่คนไทยประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาหรือสร้างสรรค์ขึ้น เพื่อความ สะดวกในการดำรงชีวิต รวมทั้งอาจได้จากบรรพบุรุษ ผู้ที่มีความรู้ด้านภูมิปัญญาไท ย หรือได้มาจาก ชาวต่างชาติ แล้วนำมาผสมผสานกับวัฒนธรรมทำเดิมของไทยจนเกิดเป็นภูิมิปัญญาไทย การศึกษาเกี่ยวกับภูมิปัญญาไทย ภูมิปัญญาพื้นบ้าน เป็นบริบทที่สำคัญอย่างหนึ่งในด้านของ ศิลปวัฒนธรรม เพราะ การมีอยู่ของภูมิปัญญาในสังคมใดสังคมหนึ่ง ในช่วงเวลาใดช่วง เวลาหนึ่ง หรือทุก


๑๐๒ ช่วงเวลาในสังคมใดๆ นั้น เป็นเรื่องที่สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการพัฒนาทักษะทางด้านการสร้าง การ ประยุกต์แนวคิดและความสามารถด้านเชาวน์ปัญญา ในการแก้ปัญหาชีวิตของสมาชิกในชุมชนหรือสังคมหนึ่ง ๆ เพื่อให้วิถีชีวิตที่สอดคล้องตามแนวทางในการดำเนินชีวิตภายในสังคม ชุมชนนั้น ๆ ราบรื่น มีระเบียบ สงบ สุข และสามารถที่จะพัฒนาสังคม ขนบธรรมเนียม ประเพณีให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองงอกงาม ตามลำดับ บริบทของภูมิปัญญาชาวบ้าน ความสามารถในการประยุกต์แนวคิด ความสามารถด้านเชาวน์ปัญญาในการ แก้ปัญหาชีวิต จึงเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจ เห็นคุณค่าทั้งชุมชนภายในประเทศและชุมชนภายนอกประเทศ ต่างประเทศมีการทำการศึกษาและนำมาใช้เรียนและสอน เพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในวัฒนธรรม และบรรพ บุรุษของตน เป็นหนทางที่จะเสริมสร้าง และนำไปสู่การอนุรักษ์ทางศิลปะและวัฒนธรรม ภูมิปัญญาพื้นบ้าน หมายถึง ความรู้ ความสามารถ ทักษะ คติความเชื่อ แนวคิดและพฤติกรรมของคน ภายในชุมชน โดยแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติคนกับสิ่งแวดล้อมและคนกับสิ่ง เหนือธรรมชาติ ทุกกิจกรรม ดังกล่าวเป็นการเชื่อมโยงแนวคิดในการปฏิบัติเข้าด้วยกันอย่าง ไม่สามารถแยก ออกจากกันได้ ถือเป็นกิจกรรมทุกอย่างในวิถีชีวิต ของคนในการคิดเพื่อที่จะแก้ปัญหา การบริหารจัดการ การ ปรับตัว การประยุกต์ใช้ และการเรียนรู้เพื่อความอยู่รอดของบุคคล ชุมชน และสังคม ตลอดจนแหล่งข้อมูล ตำรา หรือเอกสารซึ่งเป็นพื้นฐานความรู้ในเรื่องต่าง ๆ ที่มีลักษณะเฉพาะหรือเอกลักษณ์ในตัวเอง เพื่อการ ถ่ายทอดภูมิปัญญาไปสู่คนรุ่นต่อไป ภูมิปัญญาพื้นบ้านจึงเป็นผลงานที่กลุ่มคนภายในชุมชนได้ทำการศึกษา ค้นคว้า รวบรวมและจัดให้เป็นหมวดหมู่ของชุดความรู้แบบต่าง ๆ มีการถ่ายทอดและปรับปรุงจากคนรุ่นหนึ่ง มาสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง จนเกิดเป็นผลผลิต ผลิตภัณฑ์รูปแบบ กรรมวิธีที่ดี งดงาม มีคุณค่า อีกทั้งยังมีคุณประโยชน์ รวมทั้งสามารถนำมาแก้ไข ปัญหา ประยุกต์ใช้กับชีวิตและพัฒนาชีวิตได้ เช่น ความรู้เกี่ยวกับพืชพันธุ์ ธัญญาหาร การปลูกและการดูแลผักพื้นบ้าน เครื่องเทศ และสมุนไพร จะเห็นได้ว่าภูมิปัญญาพื้นบ้านได้รับการ สั่งสมสืบเนื่องต่อกันมา จึงถือว่าเป็นวัฒนธรรมไทยอย่างหนึ่ง ภูมิปัญญาพื้นบ้านเกิดขึ้นมาได้ด้วยอาศัยการสร้างสรรค์ของมนุษย์ ดังนั้น ภูมิปัญญาพื้นบ้านจึงเกิดมา จากคนไทยหรือคนในชุมชนนั้น ๆ โดยคนไทยมีถิ่นฐานหรือที่อยู่อาศัยภายในบริเวณที่ใดมาเป็นระยะเวลาที่ ยาวนาน ได้ปฏิสัมพันธ์ต่อกันกับเชื้อชาติอื่น ๆ ที่อยู่ในบริเวณนี้ หรือทำการติดต่อกับบริเวณที่ใกล้เคียงกัน ซึ่ง ต่างก็รู้จักคิดและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เพื่อดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมในรูปแบบที่แตกต่างกัน มีการไปมาหาสู่ ระหว่างชนชาติ ระหว่าง สังคม ชุมชน ทั้งในเรื่องการแลกเปลี่ยนซื้อขายกัน การทำสงคราม การอพยพโยกย้าย ที่ทำมาหากิน ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้หล่อหลอมและพัฒนา ประยุกต์ใช้จนเป็นที่ยอมรับกันในสังคมจนเกิดสิ่งที่ เรียกว่า “วัฒนธรรม” ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนเองในที่สุด ภูมิปัญญาไทย หมายถึง ความรู้ ทักษะ ความเชื่อ และพฤติกรรมของคนไทย โดยแสดงถึง ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติกับสิ่งแวดล้อมและคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ ถือเป็นกิจกรรม ทุกอย่างในวิถีชีวิตของคนในการแก้ปัญหา การจัดการ การปรับตัว และการเรียนรู้เพื่อความอยู่รอดของบุคคล ชุมชนและสังคม ตลอดจนเป็นพื้นฐานความรู้ในเรื่องต่างๆ ที่มีลักษณะเฉพาะหรือเอกลักษณ์ในตัวเอง ภูมิ ปัญญาไทยได้รับการสั่งสมสืบต่อกันมานั่นถือเป็นวัฒนธรรมไทยอย่างหนึ่ง


๑๐๓ 5.3 ปัจจัยพื้นฐานที่มีผลต่อภูมิปัญญาไทย 1) ลักษณะทางภูมิศาสตร์และสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยมีสภาพดินฟ้าอากาศที่หลากหลาย เช่นภาคเหนือ ทำเขื่อนเก็บน้ำที่ไหล จากที่สูงมาที่ราบ ภาคกลางเกิดภูมิปัญญาต่อเรือเป็นพาหนะสำหรับการเดินทาง ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกิดภูมิปัญญาเลือกหลักแหล่งทำไร่ทำนาในบริเวณที่ลุ่ม และมีบึง ภาคใต้มีทะเลล้อมขนาบอยู่ทั้งทางตะวันออกและทางตะวันตก มีฝนตกชุกมากภาคอื่นๆทำให้น้ำในนา มีระดับสูง ชาวใต้จึงคิดประดิษฐ์เครื่องมือเกี่ยวข้าวที่เก็บเอาเฉพาะรวงข้าวเท่านั้น จากสภาวะ แวดล้อมทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันทำให้การสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทยแตกต่างกัน 2) ลักษณะร่วมและลักษณะแตกต่างทางสังคมและวัฒนธรรม สามารถแบ่งออกได้2 ลักษณะ ดังนี้ 2.1ลักษณะร่วมทางสังคมและวัฒนธรรม คนไทยมีลักษณะร่วมทางสังคมและวัฒนธรรมที่เหมือนกัน เช่น มีข้าวเป็นพื้นฐานของชีวิต หรือมีความเชื่อและพิธีกรรมดั้งเดิมเหมือนกัน คือ ความเชื่อเรื่อง ผีสางนางไม้ประเภทต่างๆ เช่น ผีฟ้า ผีบรรพบุรุษ หรือมีความเชื่อในอำนาจและอิทธิปาฏิหารย์ ของเทวดาต่างๆ เช่น พระแม่คงคา พระแม่ธรณี หรือมีความศรัทธาและได้รับอิทธิพลจากการสั่ง สอนของพระพุทธศาสนาในการดำรังชีวิต 2.2ลักษณะที่แตกต่างทางสังคมและวัฒนธรรม ภูมิประเทศของเมืองไทยนั้นมีความแตกต่างกันทั้ง 4 ภาค ดังนั้น ลักษณะทางสังคมและวัฒนธรรมจึงแตกต่างกันไปด้วย เช่น คนทางภาคเหนือและ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือชอบรับประทานข้าวเหนียวแต่ภาคกลางและภาคใต้ชอบรับประทาน ข้่าวเจ้า เป็นต้น สภาพลักษณะปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้สืบเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่มีผลต่อการ สร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทย 5.4 อิทธิพลภายนอกที่มีผลต่อการสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทย ภูมิปัญญาไทยอาจจะได้รับอิทธิพลมาจากภายนอกด้วยเช่นกัน เช่น การรับภูมิปัญญาจากชาวต่างชาติ ที่เข้ามาติดต่อค้าขายด้วย เช่น คนไทยในปัจจุบันได้รับวัฒนธรรมภาษาไทยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยได้รับ อิทธิพลมาจากอักษรขอม แต่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเขียน ด้วยเหตุนี้ในการสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทย นอกจากจะอาศัยวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนไทยแล้วต้องยังอาศัยอิทธิพลจากภายนอกด้วย 5.5 ปัจจัยพื้นฐานที่มีผลต่อภูมิปัญญาไทย 1) ลักษณะทางภูมิศาสตร์และสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยมีสภาพดินฟ้าอากาศที่หลากหลาย เช่นภาคเหนือ พื้นที่เกือบทั้งหมดเป็นเทือกเขามีที่ราบน้อยใหญ่ระหว่างหุบเขาและสายน้ำไหลผ่านทำให้รู้จักเขื่อน เก็บน้ำที่ไหล จากที่สูงมาที่ราบหรือภาคกลางเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำหลายสายไหลออกทะเล จากการที่มี สายน้ำหล่อเลี้ยงพื้นที่จดฝั่งทะเล ทำให้เกิดภูมิปัญญาต่อเรือเป็นพาหนะสำหรับการเดินทางและ ค้าขาย


๑๐๔ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นที่ราบสูงและมีแม่น้ำโขงไหลผ่านโดยมีสาขาคือแม่น้ำชีมูล ทำให้บริเวณบางเเห้งแล้งน้ำแต่บางแห่งมีน้ำชุ่มชื่นทำให้เกิดภูมิปัญญาเลือกหลักแหล่งทำไร่ทำนาใน บริเวณที่ลุ่ม และมีบึง หรือหนองน้ำขนาดใหญ่บริเวณภาคใต้มีทะเลล้อมขนาบอยู่ทั้งทางตะวันออก และทางตะวันตก มีพื้นที่แหลมยาวไปจรดแหลมมลายูและมีฝนตกชุกมากภาคอื่นๆทำให้น้ำในนามี ระดับสูง ขณะที่ฤดูเก็บเกี่ยว ข้าวสุกเต็มท้องที่ ชาวใต้จึงคิดประดิษฐ์เครื่องมือเกี่ยวข้าวที่เก็บเอา เฉพาะรวงข้าวเท่านั้น จากสภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันดังกล่าว ทำให้ ความสามารถในการปรับตัวของคนไทยแตกต่างกัน รวมทั้งการสั่งสมประสบการณ์การสร้างสรรค์ภูมิ ปัญญาไทย สำหรับสืบทอดให้กับคนรุ่นหลัง 2) ลักษณะร่วมและลักษณะแตกต่างทางสังคมและวัฒนธรรม สามารถแบ่งออกได ้2 ลักษณะ ดังนี้ 2.1ลักษณะร่วมทางสังคมและวัฒนธรรม คนไทยมีลักษณะร่วมทางสังคมและวัฒนธรรมที่ เหมือนๆกัน เช่น มีข้าวเป็นพื้นฐานของชีวิต หรือมีความเชื่อและพิธีกรรมดั้งเดิมเหมือนกัน คือ ความเชื่อเรื่องผีสางนางไม้ประเภทต่างๆ เช่น ผีฟ้า ผีบรรพบุรุษ หรือมีความเชื่อในอำนาจและ อิทธิปาฏิหารย์ของเทวดาต่างๆ เช่น พระแม่คงคา พระแม่ธรณี หรือมีความศรัทธาและได้รับ อิทธิพลจากการสั่งสอนของพระพุทธศาสนาในการดำรังชีวิต 2.2ลักษณะที่แตกต่างทางสังคมและวัฒนธรรม เนื่องจากภูมิประเทศของเมืองไทยนั้นมีความแตกต่าง กันทั้ง4 ภาค ดังนั้น ลักษณะทางสังคมและวัฒนธรรมจึงแตกต่างกันไปด้วย เช่น คนทาง ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือชอบรับประทานข้าวเหนียวแต่ภาคกลางและภาคใต้ชอบ รับประทานข้่าวเจ้า เป็นต้น สภาพลักษณะปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้สืบเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่มีผลต่อ การสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทย 5.6 อิทธิพลภายนอกที่มีผลต่อการสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทย นอกจากปัจจัยพื้นฐานดังกล่าวแล้วลักษณะของภูมิปัญญาไทยอาจจะได้รับอิทธิพลมาจากภายนอกด้วยเช่นกัน เช่น การรับภูมิปัญญาจากชาวต่างชาติที่เข้ามาติดต่อค้าขายด้วย โดยคนไทยได้รับมาเเละเรียนรู้ เช่น คนไทยใน ปัจจุบันได้รับวัฒนธรรมภาษาไทยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยได้รับอิทธิพลมาจากอักษรขอม แต่มีการ เปลี่ยนแปลงรูปแบบการเขียนให้สอดคล้ิองกับสถานการณ์ในแต่ละยุคสมัยเป็นต้นด้วยเหตุนี้ในการสร้างสรรค์ ภูมิปัญญาไทย นอกจากจะอาศัยวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนไทยแล้วต้องยังอาศัยอิทธิพลจากภายนอก เช่น ชาวต่างชาติต่างภาษา หรือจากบุคคลอื่นในชุมชนนั้นๆ 5.7 ลักษณะของภูมิปัญญาไทย ภูมิปัญญาไทยมีลักษณะของความรู้ความสามารถในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับสังคมไทยและคนไทยอย่างได้ผล และยั่งยืน สอดคล้องกับธรรมชาติและวิถีชีวิตของคนไทย ดังนั้นจึงต้องเข้าใจว่าภูมิปัญญาไทยในประวัติศาสตร์


๑๐๕ ไทยได้นำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาในการดำรงชีวิตของคนไทยในสมัยโบราณ รวมทั้งภูมิปัญญาไทยบางอย่างได้มี การสืบสานเป็นมรดกตกทอดมายังคนไทยในสมัยปัจจุบันด้วย สำหรับลักษณะของภูมิปัญญาไทยที่เด่นๆ สามารถแยกออกได้4 ลักษณะ ได้ดังนี้ 5.9 ภูมิปัญญาไทยทางด้านการเมืองการปกครอง สำหรับภูมิปัญญาไทยทางด้านการเมืองการปกครอง มีดังต่อไปนี้ 1) การสร้างสถาบันพระมหากษัตริย์ให้อยู่คู่กับสังคมไทย ภูมิปัญญาทางด้านการเมืองการปกครองของ ประเทศไทยที่สืบทอดมาถึงปัจจุบันนี้ คือ การสร้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้มีการเข้มแข็ง และมี ความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพของปวงชนชาวไทย จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของสังคมไทย รวมทั้งการเป็น ศูนย์กลางความร่วมมือร่วมใจของชาวไทยทั้งหมด 2) การควบคุมกำลังคน การสร้างบ้านแปลงเมืองในสมัยโบราณ สิ่งสำคัญการหนึ่ง คือ การหาวิธีคุม กำลังคนให้ดำรงอยู่ร่วมกันเป็นบ้านเมืองอย่างมีระเบียบเพื่อความมั่นคงของอาณาจักร เนื่องจากสมัย โบราณไพร่พลยังมีไม่มากนัก จึงจำเป็นต้องมีแรงงานเอาไว้ใช้ในราชการ ดังนั้น การที่ผู้ปกครองของ คนไทยในสมัยโบราณได้รู้จักการวางระบบควบคุมกำลังคน ที่เรียกว่า ระบบไพร่ จึงนับได้ว่าเป็นภูมิ ปัญญาไทยอย่างหนึ่งการรู้จักการแก้ปัญหาในการดำรงชีวิตในการดำรงชิตขิงคนไทยในสภาพแวดล้อม และธรรมชาติในสมัยสุโขทัยจนมาถึงสมัยปัจจุบัน มักจะพบปัญหาอยู่เสมอ เช่น สภาพภูมิประเทศ สำหรับสร้างเมืองราชธานี การแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ หรือการรักษาโรคภัย เป็นต้น อย่างก็ตาม คนไทยรู้จักการดัดแปลงแก้ไขสภาพแวดล้อมหรืออาศัยธรรมชาติเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาได้เป็น อย่างดี 3) การแสวงหาทำเลในการสร้างราชธานี ในการสร้างเมืองราชธานีนั้นนอกจะต้องคำนึงถึงยุทธศาสตร์ การปกครองแล้ว ในขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงการดำรงชีวิตของพลเมืองด้วย เพราะพลเมืองจะต้อง มาหากิน ทั้งในด้านการเพาะปลูก และการค้าขายแลกเปลี่ยนผลผลิตต่างๆ ในสมัยสุโขทัยเป็นราชธานีมักอยู่ใกล้แม่น้ำยม และอยู่ใกล้เคียงแม่น้ำปิง และแม่น้ำวังซึ่งสะดวกแก่การค้าขาย แลกเปลี่ยนกับแคว้นต่างๆ ทางตอนเหนือขึ้นไป และแคว้นทางใต้ลงมาที่ติดกับชายทะเลด้วย ในสมัยอยุธยา มีการตั้งราชธานีบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์ และอยู่ใกล้กับอ่าวไทยจึงแก่การ เพาะปลูกและค้าขายกับต่างชาติ สำหรับสมัยรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีอยู่ติดกีบแม่น้ำเจ้าพระยาและอ่าวไทย จึงเหมาะแก่การดำรงชีวิตของไพร่พลที่ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการเพาะปลูกและค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าและผลิตผล ทั้งในและนอกอาณาจักร 5.10 วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยที่สำคัญ


๑๐๖ ตัวอย่างของวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยที่สำคัญ ลายสือไทยสมัยพ่อขุนรามคำแหง การประดิษฐ์ลายสือไทย ของพ่อขุนรามคำแหงใน พ.ศ. 1826 ในศิลาจารึกหลักที่ 1 มีข้อความว่า "เมื่อก่อนลายสือไทยนั้น ปี1205 ศกปีมะแม พ่อขุนรามคำแหงหาใคร่ใจในใจ แลใส่ลายสือไทยนี้ลายสือไทนี้จึงมีเพื่อขุนผู้นั้นใส่ไว้" การที่คนไทยมีตัวหนังสือเป็นของตนเอง ทำให้ทราบถึงภูมิปัญญาไทยในการสร้างชาติและผนึกกำลังในการรวม ชาติที่สำคัญ ตัวอักษรไทยทำให้คนไทยจากถิ่นต่าง ๆ มีความสามัคคี มีความรู้สึกในการเป็นชาติเดียวกัน ทำให้ อาณาจักรเป็นปึกแผ่นมากขึ้น การทำบุญบั้งไฟ การทำบุญบั้งไฟของภาคอีสานมีจุดประสงค์เพื่อขอให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล แสดงถึงภูมิ ปัญญาไทยที่แสดงออกในด้านจิตใจ คือ การสร้างขวัญและกำลังใจแก่ชาวบ้านเพื่อขอให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์อุดมสมบูรณ์วัฒนธรรมด้านวัตถุที่แสดงออกถึงภูมิปัญญาไทยของการทำบุญบั้งไป คือ การรู้จักใช้ กระบอกไม้ไผ่บรรจุเชื้อเพลิงทำด้วยดินปืน สำหรับจุดไฟพุ่งไปในอากาศ กระบอกท่อนหัวเป็นการบรรจุ เชื้อเพลิงซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าช่วงกลาง เป็นต้น เรือนไทย เรือนไทยมีอยู่ 2 ชนิด คือ เรือนเครื่องผูกและเรือนเครื่องสับ เรือนเครื่องผูก หมายถึง เรือนที่ ก่อสร้างแบบง่าย ๆ ใช้วัสดุส่วนใหญ่เป็นไม้ไผ่และหวายสำหรับผูกรัดส่วนต่าง ๆ ของตัวเรือน ฝาเรือนเป็นฝา ขัดแตะ เรือนเครื่องสับ เป็นเรือนไม้จริง หรือที่เรียกกันว่า เรือนฝากระดาน ที่เรียกว่าเรือนเครื่องสับเพราะ เครื่องมือที่ใช้ส่วนใหญ่ ได้แก่ มีดเหน็บ หรือมีดตอกชนิดหัวใหญ่ ขวาน สิ่ว ชนิดต่าง ๆ จึงเรียกกันว่า เรือน เครื่องสับ เรือนไทยแสดงถึงภูมิปัญญาไทยที่สร้างบ้านด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ การสร้างบ้านทรงไทยที่มี ลักษณะหลังคาลาดลงรองรับการไหลของน้ำฝน และบ้านที่โปร่งมีใต้ถุน เพราะภูมิอากาศอยู่ในเขตร้อนชื้น มี ฝนตกบ่อย ในปัจจุบันรัฐบาลได้กำหนดเรื่องของวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไว้ในสาระสำคัญของพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติในมาตรา 7, มาตรา 23, มาตรา 27 และมาตรา 29 ในแต่ละท้องถิ่นของไทย มีวัตถุดิบที่ สร้างเป็นผลผลิตมากมายจนรัฐบาลมีนโยบายโครงการต่าง ๆที่สนับสนุนภูมิปัญญาไทยให้ประชากรนำวัตถุดิบ ในท้องถิ่นมาแปรรูปสร้างคุณค่าออกขายนำรายได้เข้าสู่ท้องถิ่น และเป็นการสร้างสรรค์ภูมิปัญญาท้องถิ่นและ ภูมิปัญญาไทย 5.11 ผลิตผลภูมิปัญญาไทยหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ปัจจุบันได้มีผลิตภัณฑ์ของท้องถิ่นจากโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ออกจำหน่ายมากมายได้แก่ สินค้าจาก โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์รายการ แหล่งผลิตภัณฑ์ 1) ข้าวเกรียบสายรุ้ง บ้านท่ามะกา กาญจนบุรี 2) งานจักสานผักตบชวา บ้านลานแหลม นครปฐม 3) ดอกไม้ประดิษฐ์ดินหอม ต.ท่าศาลา ลพบุรี 4) ชาสมุนไพร เกษตรกรป่าโมก อ่างทอง


๑๐๗ 5) ดอกไม้ใยบัว ต.ห้วยกะปิ ชลบุรี 6) น้ำทานตะวัน เขื่อนป่าสัก ลพบุรี 7) ทอผ้าตีนจก ต.หนองมะโมง ชัยนาท 8) เพาะเห็ดนางฟ้าแปรรูป ต.ป่าคา น่าน 9) จักสานทองเหลือง ต.ท่าไข่ ฉะเชิงเทรา 10) หัตถกรรมผ้าบาติก ต.กะลุวงเหนือ นราธิวาส 11) ผลิตภัณฑ์กะลามะพร้าว ต.ปาดังเบซาร์ สงขลา 12) ผลิตภัณฑ์จากเกล็ดปลา ต.เขารูปช้าง สงขลา 13) ผลิตภัณฑ์หมอน ต.โพธิ์ไทร ยโสทร 14) กล้วยบาร์บีคิว ต.ใบคลองบางปลากด สมุทรปราการ 15) ปลาร้าสับสมุนไพร ต.ยายชา นครปฐม 16) ไวน์องุ่นป่า ต.ท่าเกวียน สระแก้ว งานบุญเทศน์มหาชาติ ประเพณีที่ทำสืบทอดกันมาแต่โบราณเชื่อกันว่า หากผู้ใดได้ฟังเทศน์ผะเหวด หรือเทศน์ มหาชาติจบทั้ง 13 กัณฑ์และนครกัณฑ์) ภายในวันเดียวและบำเพ็ญความดีผลบุญที่ผู้นั้นได้กระทำลงไป) จะ ส่งให้บุคคลนั้นได้ไปเกิดร่วมชาติเดียวกับพระพุทธเจ้า ประเพณี"ปอยส่างลอง" หรือ "ประเพณีบวชลูกแก้ว" เป็นประเพณีประจำปีของชาวไตหรือไทยใหญ่เกือบ ทั้งหมดของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประเพณีนี้เป็นการนำเด็กชายที่มีอายุครบบวชเข้าบรรพชาเป็นสามเณร เพื่อ กล่อมเกลาให้เป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีต่อไป ประเพณีสงกรานต์ถือเป็นประเพณีการเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ที่ยึดถือปฏิบัติมาแต่โบราณช่วงวันสงกรานต์จึง เป็นวันแห่งความเอื้ออาทร ความรัก ความผูกพัน ที่มีต่อกันทั้งในครอบครัว ชุมชน สังคม และ ศาสนา พิธีแรกนาขวัญ หรือ"พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ" เป็นพระราชประเพณีสำคัญ ที่ทำเพื่อเสริมสร้าง ให้เกิดขวัญและกำลังใจแก่เกษตรกรของชาติความหมายของพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญก็ เพื่อต้องการให้พืชพันธุ์ธัญญาหารในพระราชอาณาจักรอุดมสมบูรณ์ตลอดฤดูกาลที่ทำการเพา งานตานก๋วยสลาก หรือกิ๋นก๋วยสลาก หรือกิ๋นข้าวสลาก เป็นประเพณีคล้ายกับสลากภัตรของชาวไทยภาค กลาง ต่างกันในด้านการปฏิบัติและพิธีกรรมเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่แล้วคือการให้ทาน ถวายข้าวของให้แก่ ภิกษุ สามเณร เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับไปสู่ปรโลก รวมไปถึงเจ้ากรรมนายเวร และสามารถจะอุทิศ ผลานิสงฆ์นี้ไปเป็นเนื้อนาบุญให้กับตัวเองในภายภาคหน้า ซึ่งเป็นความเชื่อมาแต่บรรพบุรุษ เพื่อว่าชาติหน้าจะ ได้มีกินมีใช้มั่งมีศรีสุขปลูก 5.12 แนวทางในการนำภูมิปัญญาไทยไปใช้ในการดำเนินชีวิต


๑๐๘ 1) ภูมิปัญญาที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติจะแสดงออกมาในลักษณะการดำเนินชีวิต ภายใต้พื้นฐานด้านปัจจัย 4 2) ภูมิปัญญาที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนอื่นในสังคมจะแสดงออกมาในลักษณะจารีต ประเพณี นันทนาการ การสื่อสารต่างๆ 3) ภูมิปัญญาที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติจะแสดงออกมาในลักษณะของสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ ศาสนา และความเชื่อ 5.13 ปัญหาภูมิปัญญาไทย 1) สูญหายและถูกทำลาย ชาติไทยมีภูมิปัญญาของตนเองมาดั้งเดิมตั้งแต่อดีตนานนับพันปีแต่เนื่องจาก ระบบการศึกษา สงคราม การถ่ายทอดภูมิปัญญาของเราในอดีตจึงมีปัญหามาตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ ทำให้เรามีตำราเหลือเพียงบางสาขา เช่น ตำรายาไทย ตำราการช่างหลาย อย่างสูญหายไปเพราะภัยสงคราม และความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้ภูมิปัญญาไทยถูก ทำลาย ฉะนั้นภูมิปัญญาไทยจึงเหลือตกทอดเพียงภูมิปัญญาการใช้ชีวิตประจำวันของชาวบ้านที่นำเอา ประสบการณ์มาใช้ในการตอบสนองต่อความจำเป็นในชีวิต 2) ขาดเทคนิคพัฒนาการ การสั่งสมและถ่ายทอดภูมิปัญญาไทยมีจุดอ่อนที่สำคัญ คือ การขาดเทคนิค การทำงานและการถ่ายทอดอย่างเป็นระบบ เช่น การถ่ายทอดภูมิปัญญามักทำในหมู่ญาติหรือพวก พ้อง ไม่ถ่ายทอดให้กับบุคคลภายนอก ทำให้ภูมิปัญญาหลายอย่างตายไปกับครู การขาดระบบการ ถ่ายทอด อาทิการตั้งโรงเรียนฝึกหัด การไม่ได้รับการสนับสนุนจากสังคม 3) นิสัยการเลียนแบบ นิสัยคนไทยชอบซื้อหรือเลียนแบบต่างชาติ วิชาการหลายอย่าง จึงไม่ค่อย พัฒนา มีลักษณะเลียนแบบมากกว่าประดิษฐ์คิดค้นด้วยตนเอง 4) การครอบงำทางภูมิปัญญาจากต่างชาติ ในอดีต 100 ปีที่ผ่านมาไทยต้องเผชิญกับศัตรูชาติ ตะวันตก ที่มาทางเรือพร้อมอาวุธที่มีประสิทธิภาพมาก ไทยจึงตระหนักว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดั้งเดิมของเรานั้นไม่ทันกับความก้าวหน้าของโลกภายนอก แทนที่จะเร่งพัฒนาภูมิปัญญาของเราเอง เรากลับตัดสินใจใช้วิธีการและทรัพยากรของชาติแลกซื้อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างชาติในที่สุด ไทยกลายเป็นลูกค้าถาวร เพราะขาดการพัฒนาภูมิปัญญาของตนเองอย่างเป็นระบ การดำเนินชีวิตแบบภูมิปัญญาไทย เน้นชีวิตที่เรียบง่าย พออยู่พอกินพึ่งพาตนเองได้ ใช้แนวทางเศรษฐกิจแบบ พอเพียง 5.13 วัฒนธรรมทางสุนทรียะ ได้แก่ศิลปะสาขาต่างๆที่มีความไพเราะความสวยงาม เช่น นาฏศิลป์ จิตรกรรม ดนตรี การแสดงต่างๆ เป็นต้น ตัวอย่างวัฒนธรรมทางสุนทรียะ โขน การแสดงอีกอย่างหนึ่งที่ใช้ท่ารำ และแสดงเป็นเรื่องราวโดยลำดับ วิธีการ


๑๐๙ ทุกอย่างเหมือนละคร แต่ไม่เรียกว่าละคร การแสดงที่จะกล่าวนี้เรียกว่า “โขน” การแสดงที่ใช้ท่ารำตามแบบ ละครใน แต่เพิ่มท่ารำที่มีตัวแสดงแปลกออกไป กับเปลี่ยนทำนองเพลงที่ดำเนินเรื่องไม่ให้เหมือนละคร โขน มีลักษณะสำคัญอยู่ที่ผู้แสดงต้องสวมหัวโขนหมดทุกตัว ยกเว้นตัวนาง พระ และเทวดา ในสมัยโบราณตัว พระและตัวเทวดาก็สวมหัว ภายหลังจึงเปลี่ยนแปลงให้ตัวพระและตัวเทวดาไม่ต้องสวมหัว คงใช้หน้าของผู้ แสดงเช่นเดียวกับละคร นาฏศิลป์หมายถึง ศิลปะของการฟ้อนรำ เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วยความประณีตงดงามเพื่อให้ความ บันเทิงให้ผู้ที่ได้ดูมีความรู้สึกคล้อยตาม การร่ายรำนี้ต้องอาศัยเครื่องดนตรีและ การขับร้องนาฏศิลป์ถือเป็น วัฒนธรรมอย่างหนึ่ง และเป็นสาขาหนึ่งของศิลปะสาขาวิจิตรศิลป์นาฏศิลป์ถือเป็นแหล่งรวมศิลปะและการ แสดงไว้ด้วยกัน โดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลางในการคิดสร้างสรรค์ อนุรักษ์และสืบทอดต่อไป 5.14 แนวทางการพัฒนาภูมิปัญญาไทย 1) พัฒนาภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ชาวชนบทคิดค้นขึ้นมาเองให้ดียิ่งขึ้น โดยประยุกต์ภูมิปัญญาต่างชาติอย่าง ระมัดระวัง 2) ถ่ายทอดภูมิปัญญาต่างชาติผ่านองค์กรระหว่างประเทศ รัฐบาล ด้วยความระมัดระวัง โดยการศึกษา ค้นคว้าข้อดีข้อเสียของภูมิปัญญานั้นอย่างละเอียดก่อนนำมาประยุกต์ใช้ 3) ตั้งองค์กรดูแล พัฒนา จัดระบบรักษาภูมิปัญญาไทยมิให้ถูกลอกเลียนแบบ จดสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ 4) ส่งเสริมคนไทยในการคิดค้นพัฒนาภูมิปัญญาไทยอย่างจริงจัง 5) สร้างค่านิยมให้คนไทยเห็นคุณค่า หวงแหน รักษาภูมิปัญญาไทย 5.15 ภูมิปัญญานานาชาติ ประเทศไทยมีสัมพันธไมตรีกับต่างชาติตั้งแต่ครั้งโบราณยุคสุโขทัยเป็นต้นมาจึงได้รับวัฒนธรรมและภูมิ ปัญญาของนานาชาติมาผสมผสานกับวัฒนธรรมไทย ตัวอย่างของภูมิปัญญานานาชาติเช่น การสร้างบ้านตึก แบบทรงยุโรป ซึ่งเป็นลักษณะบ้านค่อนข้างทึบเพราะมีอากาศหนาวเย็น การสร้างเก๋งจีน การแต่งกายใส่สูท แบบยุโรป การนำรถยนต์มาใช้เพื่อความสะดวก ตลอดจนเทคโนโลยีระบบสารสนเทศต่างๆ จนถึงคอมพิวเตอร์ ซึ่งแสดงถึงภูมิปัญญาที่ล้ำเลิศของมนุษย์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาของนานาชาติที่เผยแพร่ไปทั่วโลก มักจะ เกี่ยวข้องกับวิทยาการที่นำสมัยในเรื่องการแพทย์ การคิดค้นเรื่องยา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี การ ประดิษฐ์สิ่งอำนวยความสะดวก สถาปัตยกรรม การออกแบบ การนันทนาการและบันเทิง การสื่อสารและ คมนาคม เป็นต้น วัฒนธรรมและภูมิปัญญาอันเกิดจากการคิดค้นของนานาชาติและมนุษยชาติยังคงมีต่อไป อย่างต่อเนื่องตราบเท่าที่มนุษย์ยังเป็นผู้ใฝ่เรียนใฝ่รู้และช่างคิดค้น แสวงหาสิ่งที่มาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อ มนุษย์อย่างไม่มีวันจบสิ้น


๑๑๐ 5.16 สังคม วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย สังคมไทยเป็นสังคมที่สงบ มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่ายมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกันมีความ เคารพผู้ใหญ่มีวัฒนธรรมประเพณีภูมิปัญญาเป็นของตนเองไม่ว่าจะเป็นภาษา การแต่กาย อาหารการกิน การละเล่น โบราณสถาน โบราณวัตถุและนอกจากนี้ยังได้มีการรับเอาวัฒนธรรมขอชาติอื่นมาผสมผสานและ ดัดแปลงให้เหมาะสมกับสังคมไทยจนกลายเป็นวัฒนธรรมของไทย 5.17 คุณสมบัติของผู้ทรงภูมิปัญญาไทยตามที่กำหนดไว้พระยาอนุมานราชธนปราชญ์ไทยผู้ ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลก ผู้ทรงภูมิปัญญาไทยเป็นผู้มีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้อย่างน้อยดังต่อไปนี้ 1) เป็นคนดีมีคุณธรรม มีความรู้ความสามารถในวิชาชีพต่างๆ มีผลงานด้านการพัฒนาท้องถิ่นของตน และได้รับการยอมรับจากบุคคลทั่วไปอย่างกว้างขวาง ทั้งยังเป็นผู้ที่ใช้หลักธรรมคำสอนทางศาสนา ของตนเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในการดำรงวิถีชีวิตโดยตลอด 2) เป็นผู้คงแก่เรียนและหมั่นศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ ผู้ทรงภูมิปัญญาจะเป็นผู้ที่หมั่นศึกษา แสวงหา ความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอไม่หยุดนิ่ง เรียนรู้ทั้งในระบบและนอกระบบ เป็นผู้ลงมือทำโดยทดลองทำ ตามที่เรียนมา 3) เป็นผู้นำของท้องถิ่น ผู้ทรงภูมิปัญญาส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่สังคม ในแต่ละท้องถิ่นยอมรับให้เป็นผู้นำ ทั้ง ผู้นำที่ได้รับการแต่งตั้งจากทางราชการ และผู้นำตามธรรมชาติซึ่งสามารถเป็นผู้นำของท้องถิ่นและ ช่วยเหลือผู้อื่นได้เป็นอย่างดี 4) เป็นผู้ที่สนใจปัญหาของท้องถิ่น ผู้ทรงภูมิปัญญาล้วนเป็นผู้ที่สนใจปัญหาของท้องถิ่น เอาใจใส่ ศึกษา ปัญหา หาทางแก้ไข และช่วยเหลือสมาชิกในชุมชนของตนและชุมชนใกล้เคียงอย่างไม่ย่อท้อจน ประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับของสมาชิกและบุคคลทั่วไป 5) เป็นผู้ขยันหมั่นเพียร ผู้ทรงภูมิปัญญาเป็นผู้ขยันหมั่นเพียร ลงมือทำงานและผลิตผลงานอยู่เสมอ ปรับปรุงและพัฒนาผลงานให้มีคุณภาพมากขึ้นอีกทั้งมุ่งทำงานของตนอย่างต่อเนื่อง 6) เป็นนักปกครองและประสานประโยชน์ของท้องถิ่น ผู้ทรงภูมิปัญญา นอกจากเป็นผู้ที่ประพฤติตนเป็น คนดี จนเป็นที่ยอมรับนับถือจากบุคคลทั่วไปแล้ว ผลงานที่ท่านทำยังถือว่ามีคุณค่า จึงเป็นผู้ที่มีทั้ง "ครองตน ครองคน และครองงาน" 7) มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้เป็นเลิศ เมื่อผู้ทรงภูมิปัญญามีความรู้ ความสามารถ และ ประสบการณ์เป็นเลิศ มีผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและบุคคลทั่วไป ทั้งชาวบ้าน นักวิชาการ นักเรียน นิสิต/นักศึกษา โดยอาจเข้าไปศึกษาหาความรู้ หรือเชิญท่านเหล่านั้นไป เป็นผู้ถ่ายทอด ความรู้ได้


๑๑๑ 8) เป็นผู้มีคู่ครองหรือบริวารดี ผู้ทรงภูมิปัญญา ถ้าเป็นคฤหัสถ์ จะพบว่า ล้วนมีคู่ครองที่ดีที่คอยสนับสนุน ช่วยเหลือ ให้กำลังใจ ให้ความร่วมมือในงานที่ท่านทำ ช่วยให้ผลิตผลงานที่มีคุณค่า ถ้าเป็นนักบวช ไม่ ว่าจะเป็นศาสนาใด ต้องมีบริวารที่ดีจึงจะสามารถผลิตผลงานที่มีคุณค่าทางศาสนาได้ 9) เป็นผู้มีปัญญารอบรู้และเชี่ยวชาญจนได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์ ผู้ทรงภูมิปัญญา ต้องเป็นผู้มี ปัญญารอบรู้และเชี่ยวชาญ รวมทั้งสร้างสรรค์ผลงานพิเศษใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและ มนุษยชาติอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ 5.18 ปัจจัยพื้นฐานที่มีผลต่อการสร้างสรรค์วัฒนธรรมและ ภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทย 1) ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ ประเทศไทยมีสภาพภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาคและคน ในแต่ละ พื้นที่ก็ได้สร้างสรรค์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาให้สอดคล้องกับท้องถิ่นที่ตนอยู่ 2) ปัจจัยทางสังคม สามารถแบ่งออกเป็น 2 ด้าน ดังนี้ 2.1 ลักษณะร่วมทางสังคมและวัฒนธรรม ได้แก่ การที่สังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม ทำให้คนใน สังคมมีวิถีชีวิต ความเชื่อบางอย่างเหมือนกัน เช่น ความเชื่อเรื่องการนับถือผู้อาวุโส จึงทำให้เกิด พิธีการรดน้ำ ขอพร ความเชื่อเรื่องเทวดา อารักษ์ เช่น แม่พระคงคา แม่พระธรณี แม่โพสพ รุกข เทวดา ความเชื่อเรื่องผีสางนางไม้ ผีบ้านผีเรือน ทำให้มีประเพณีที่ เกี่ยวเนื่องกับอาชีพและความ เชื่อ เช่น การทำขวัญข้าว การ เล่นเพลงเรือ ประเพณีลอยกระทง นอกจากนี้คนไทยส่วนใหญ่ นับ ถือพระพุทธศาสนาทำให้มีประเพณีทางศาสนาเหมือนกัน แต่อาจมีรายละเอียดแตกต่างกันในแต่ ละท้องถิ่น เช่น ประเพณีทำบุญในหลายพื้นที่ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของตน เช่น ประเพณีแห่ ปราสาทผึ้งและประเพณีไหลเรือไฟของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเพณีชักพระของภาคใต้ เป็นต้น 2.2 ลักษณะแตกต่างทางสังคมและวัฒนธรรม สภาพ ภูมิศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติที่ต่างกัน รวมถึงความเคยชิน และการปฏิบัติที่สืบทอดต่อ ๆ กันมา มีผลต่อความแตกต่าง ในด้านการ ดำรงชีวิต การสร้างสรรค์วัฒนธรรมและภูมิปัญญา วัฒนธรรมการนิยมกินข้าวของชุมชนในสังคม มีส่วนช่วยในการส่งเสริมการปลูกข้าวและการกำหนดรูปแบบ ความคิดสร้างสรรค์ ในการ ประดิษฐ์เครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือนิยมรับประทานข้าว เหนียว จึงปลูกข้าวเหนียวมาก คนทั้งสองภาคนี้จึงคิดสร้างสรรค์ภาชนะใส่ข้าวเหนียวจากวัสดุ ธรรมชาติ เรียกว่า “กระติบ” ซึ่งช่วยเก็บกักความร้อนและทำให้ข้าวเหนียวนุ่มอยู่ได้นาน หรือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีหนอง บึงมาก แต่แหล่งน้ำมักแห้งขอดในฤดูแล้ง ชาวบ้านจึงเรียนรู้ที่ จะเก็บสะสมอาหารไว้กินตลอดทั้งปี โดยนำปลานานาชนิดมาทำ เป็นปลาร้า ส่วนภาคใต้มีอาหาร ทะเลมากจึงถนอมอาหารด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น ตากแห้ง ปลาแดดเดียว ปลาเค็ม หรือนำเคยซึ่ง เป็น สัตว์ทะเลชนิดหนึ่งมาทำกะปิ


๑๑๒ นอกจากปัจจัยพื้นฐานดังกล่าวแล้วลักษณะของภูมิปัญญาพื้นบ้านไทยอาจจะได้รับอิทธิพลมาจาก ภายนอกด้วยเช่นกัน เช่น การรับภูมิปัญญาจากชาวต่างชาติที่เข้ามาติดต่อค้าขายด้วย โดยคนไทยได้รับมาและ เรียนรู้ เช่น คนไทยในปัจจุบันได้รับวัฒนธรรมภาษาไทยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดย ได้รับอิทธิพลมาจากอักษร ขอม แต่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ การเขียนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละยุคสมัย เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ ในการสร้างสรรค์ภูมิปัญญาพื้นบ้านไทย นอกจากจะอาศัยวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนไทยแล้ว ยังต้องอาศัย อิทธิพลจากภายนอก เช่น ชาวต่างชาติต่างภาษา หรือจากบุคคลอื่นในชุมชนนั้น ๆ จนกระทั่งถึงปัจจุบัน สังคมไทยก็เหมือน สังคมหลาย ๆ สังคมชุมชนบนโลก ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ภายในประเทศ และการรับเอาวัฒนธรรมใหม่ ๆ จากภายนอกเข้ามา นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมและ วัฒนธรรม ด้วยทักษะความสามารถการประยุกต์ใช้จาก “เชาวน์ปัญญา” ของช่างพื้นบ้านนั่นเอง โดยความหมายของเชาวน์ปัญญา มีหลายความหมาย หลากหลายเนื้อหา ขึ้นอยู่กับนักวิชาการแต่ละ ท่านที่ต้องการให้ความหมายเป็นอะไรเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อวัตถุประสงค์ตามทฤษฎีทางเชาวน์ปัญญา ที่ตนเองคิด แต่ในความเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านของคนในสังคม ชุมชนมีความเชื่อว่าเชาวน์ปัญญานั้น เป็น ความสามารถที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคลที่จะเกิดการคิด เรียนรู้ กระทำ หรือแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้กับสิ่งที่ เป็น “รูปธรรม” ที่เกิดแนวคิดในการแก้ไขปัญหาออกมาในลักษณะรูปแบบผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาต่าง ๆ ข้าวของ เครื่องใช้ รูปแบบของอาหารการกิน เป็นต้น หรือกับสิ่งที่เป็น “นามธรรม” ในแง่ ของคติความเชื่อ ความ ศรัทธา ที่มีผลต่อการปกครอง การอยู่รวมกันเป็นชุมชนใหญ่อย่างมีระเบียบแบบแผน และมีทิศทางการดำเนิน ชีวิตที่มีความคล้ายคลึงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชาวน์ปัญญาของแต่ละบุคคลจะไม่อยู่คงที่ อยู่ที่ระดับที่ตนมีตอนเกิดหรือตอนเป็นทารกแต่จะ สามารถเปลี่ยนแปลงได้หากได้รับการส่งเสริมที่เหมาะสม เชาวน์ปัญญาของบุคคล ประกอบด้วยความสามารถ 3 ประการ คือ 1) ความสามารถในการแก้ปัญหาในสภาพการณ์ต่าง ๆ ที่เป็นไปตามธรรมชาติและตามบริบททาง วัฒนธรรมของบุคคลนั้น 2) ความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีประสิทธิภาพ และสัมพันธ์กับบริบททางวัฒนธรรม 3) ความสามารถในการแสวงหาหรือตั้งปัญหาเพื่อหาคำตอบและเพิ่มพูนความรู้ ในความสามารถทั้ง 3 ประการ บรรพบุรุษของคนไทยเราเองจะเป็นผู้กำหนด หรือทำการคัดเลือกผู้ ผ่านเกณฑ์ดังกล่าวมาทำการฝึกฝนต่อ เพื่อเสริมทักษะแนวคิดในด้านต่าง ๆ จากที่เรียกว่าพ่อครูหรือแม่ครูอีก ทอดหนึ่ง โดยสังเกตจากการใช้ไหวพริบ และการใช้เชาวน์ปัญญาในเบื้องต้นของเด็กในด้านต่าง ๆ ในเชิงช่าง พื้นบ้านแต่ละประเภทในการแก้ปัญหา เช่น จากการละเล่นหลายชนิดที่ต้องชิงไหวชิงพริบกันระหว่างการต่อสู้ เช่น การเล่นกาฟักไข่ ผู้ขโมยจะหลอกล่อชิงไหวชิงพริบกับเจ้าของไข่ ซึ่งต้องคอยระวัง คาดคะเนไม่ให้ใครมา ขโมยไข่ไปได้ หรือการเล่นแม่แนดแย่งเสาของทางเหนือ ผู้เล่นจะรู้สึกสนุกกับการล่อหลอกตัวแนดให้มาแตะ แล้วตัวเองต้องไวพอที่จะวิ่งเข้าวงก่อน การเล่นเตยหรือต่อล่อง คนล่องก็จะหลอกล่อให้ผู้กั้นเผลอ เพื่อให้ฝ่าย


๑๑๓ ตนไปได้และผู้กั้นก็ต้องคอยสังเกตให้ดีว่า ใครจะเป็นคนผ่านไป เหล่านี้เป็นทักษะพื้นฐานในการนำไปสู่การ เรียนรู้เรื่องกระบวนท่าสำหรับการต่อสู้ต่อไป โดยการฝากตัวเป็นศิษย์ต่อไป หรือแม้แต่การฝากตัวเป็นศิษย์กับคณะหนังตะลุงที่ตัวเองชอบในแนวทางการแสดง พร้อมกับนำ ดอกไม้ ธูปเทียน หมากพลู ไปมอบให้เพื่อเป็นการบูชา ฝ่ายครูก็มีการทดสอบ โดยให้ร้องบทให้ฟังก่อน เพราะ คนที่จะแสดงหนังตะลุงได้นั้น ต้องมีความสนใจมาก่อน และจะต้องจำบทหนังตะลุงได้บ้าง ไม่มากก็น้อย อันดับ แรกครูจะฟังน้ำเสียงและเชาวน์ปัญญา ถ้าไม่มีเชาวน์ น้ำเสียงไม่ดี ก็ไม่รับเป็นศิษย์ ไม่เพียงหนังตะลุง ศิลปิน พื้นบ้านทุกประเภทในสมัยโบราณ ถ้านำ้เสียงไม่ดีไม่สามารถยึดเป็นอาชีพได้ เพราะไม่มีเทคโนโลยีช่วยเหมือน สมัยนี้ ต้องใช้เสียงตัวเอง โดยเฉพาะหนังตะลุงแสดงตั้งแต่หัวค่ำจนสว่าง ใช้เวลาในการแสดงไม่ต่ำกว่าแปด ชั่วโมง นับว่าเป็นงานที่หนักมากพอดู สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นกระบวนการหรือขั้นตอนในการสร้างสรรค์ตัวบุคคล หรือทำการทดสอบตัวบุคคล โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือ หรือเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนช่วยในการพัฒนาผลงานแต่อย่างใด อาศัยแต่เพียง ความพยายามที่จะศึกษาเรียนรู้ของศิษย์เองที่อาจารย์มองดูแล้วว่าสามารถที่จะพัฒนาต่อไปได้ศิษย์จึงจะเริ่ม เกิดกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง และพัฒนาตนเองไปสู่จุดสูงสุดหรือขีดจำกัดในความสามารถด้านต่าง ๆ ที่ ตนเองมีความถนัด จากกระบวนการคิดโดยมีพื้นฐานมาจาก “เชาวน์ปัญญา” ไม่ใช่เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านหรือภูมิปัญญา ท้องถิ่น ในลักษณะที่เป็นการการฉุดรั้งเพื่อการ “ถอยกลับไปสู่” สังคมแบบดั้งเดิม แต่หากเป็นเพียงการถ่าย โยงประสบการณ์ซึ่งได้รับโดยตรงจากช่างพื้นบ้าน ชาวบ้าน ออกมานำเสนอให้ผู้ทำงาน หรือคนภายนอกชุมชน นักพัฒนาทั้งหลายได้ตระหนักถึงภูมิปัญญาที่มีอยู่ในชาวบ้าน มีการปลูกสำนึกรับรู้ในคุณค่าทางการศึกษาของ ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ได้รับการสร้างสรรค์จากแรงบันดาลใจจากรูปแบบการดำเนินชีวิตภายในชุมชน หรือ กิจกรรมที่ทำร่วมกันภายในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมทางศาสนา เช่น การร่วมการทำบุญหรือแรงบันดาลใจ ในการสร้างสรรค์ผลงาน ที่ได้มาจากธรรมชาติรอบ ๆ ชุมชน จึงนับเป็นเงื่อนไขในเบื้องแรก ที่จะส่งเสริมให้เกิด การมีส่วนร่วมของชุมชน ท้องถิ่น หลักสูตรและกระบวนการการเรียนการสอนจะต้องสัมพันธ์สอดคล้อง ทั้งต่อ พื้นฐานแวดล้อมและปัญหาของความต้องการในการพัฒนาประเทศไทยเพื่อให้มีความเจริญรุ่งเรืองทั้งทาง เศรษฐกิจและสังคมนั้น ภูมิปัญญาพื้นบ้านไทยที่มีปรากฏอยู่ในบริบทของวัฒนธรรมพุทธศาสนาของไทย มีทั้งทางตรงและ ทางอ้อมมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาลแล้ว ด้วยบรรพชนของเรานั้นมักใช้งานทางด้านภูมิปัญญาเป็นเครื่องมือในการ เข้าถึง “ปัญญาจากความเงียบ” หรือการแสดงความคิดเห็นที่ดีงาม ผ่านสุนทรียะเปรียบเสมือนภูมิปัญญา เหล่านั้นได้เป็นเครื่องมือสื่อสารที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นการสื่อสารออกมาอย่างสงบนิ่ง มีเหตุและผลในตัวของมันเอง อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นด้านประโยชน์ใช้สอย และด้านสุนทรียศาสตร์ด้วยเหตุนี้ภูมิปัญญาพื้นบ้านจึงมี อิทธิพลต่อคนไทยมาช้านาน ในปัจจุบันนอกเหนือจากกระแสของภูมิปัญญา พื้นบ้านที่เกิดจากการสร้างสรรค์จากเชาวน์ปัญญาของ คนในชุมชนท้องถิ่นแล้ว ยังมีกระแสที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมของโลกที่เกิดขึ้นและเข้ามาผสมผสานอย่างหลีกเลี่ยง ได้ยาก โดยผ่านช่องทางที่สำคัญคือสื่อสารมวลชน เป็นการแพร่ขยายของลัทธิบริโภคเข้ามาในชุมชน คนใน


๑๑๔ ชุมชนเองรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด และได้พยายามทำความเข้าใจที่จะเรียนรู้ ปรับตัว ให้ทันต่อกระแส ของการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยการแสดงความรู้ความสามารถใหม่ ๆ ออกมาผ่านเชาวน์ปัญญาของ ตนเอง ภายใต้การควบคุมองค์ความรู้ใหม่ รูปแบบของการสร้างสรรค์ใหม่ ด้วยการใช้เชาวน์ปัญญากับการ สร้างสรรค์ภูมิปัญญาพื้นบ้าน เป็นพื้นฐานในการสร้างสรรค์องค์ความรู้ รูปแบบงาน ภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ เหมาะสมลงตัวต่อบริบทของชุมชนเอง เห็นได้ว่าเชาวน์ปัญญากับการสร้างสรรค์ภูมิปัญญาพื้นบ้าน จะเป็นตัวกำหนดรูปแบบพื้นฐานของการ สร้างสรรค์งานภูมิปัญญาพื้นบ้าน อีกทั้งยังเป็น “กระชอน” สำหรับกรองวัฒนธรรมต่างพื้นที่ที่เข้ามาให้มีความ เหมาะสมกับพื้นที่ของชุมชน โดยมีพื้นฐานมาจากความเป็น “วัฒนธรรม” มากกว่าความเป็น “วิทยาศาตร์” เน้นการเชื่อมโยงของการสร้างสรรค์ ผลงานที่บูรณาการความรู้ต่าง ๆ ไปสู่ความเป็นนามธรรมได้อย่างลึกซึ้ง เหมาะสมกับวิถีชีวิต ทำให้เกิดความเข้มแข็งทางภูมิปัญญาพื้นบ้านของชาติ เพื่อให้สังคมเกิดภูมิคุ้มกันต่อ กระแสสังคมที่มาจากภายนอกในด้านต่างๆ ความสำคัญของภูมิปัญญาพื้นบ้านที่สามารถส่งผล ก่อให้เกิดการเปลี่ยนรูปแบบของกิจกรรม วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ รูปแบบการเรียนรู้จากวิถีชีวิต มีการดำเนินการหรือวิถีชีวิต ในลักษณะของการมีสวนร่วมที่ ดำเนินการด้วยกันมากกว่า มีผู้ถือปฏิบัติร่วมกัน จึงทำให้เกิดเนื้อหาสาระหลักของภูมิปัญญาพื้นบ้านที่สามารถ ดำรงอยู่ได้ในปัจจุบัน มีการสืบทอดภูมิปัญญาพื้นบ้านด้วยวิธีมุขปาฐะ คือการบอกเล่าด้วยถ้อยคำ จากรุ่นหนึ่ง สู่อีกรุ่นหนึ่ง จึงทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์กันในเครือญาติศิษย์กับอาจารย์ เพื่อนบ้านต่อเพื่อนบ้าน โดยที่ไม่ต้องถูก จำกัดการตีความตามลายลักษณ์อักษรที่เกิดจากการจดบันทึก และส่งเสริมการเกิดการจินตนาการสร้างสรรค์ ภูมิปัญญาพื้นบ้านที่สามารถประสมประสานความมีอยู่ในความรู้ของตนเองในลักษณะความสามารถในการจำ และการปรุงแต่งความรู้ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะบุคคลไม่ให้เกิดการหยุดนิ่งทางความคิดสร้างสรรค์ ช่างผู้สร้างสรรค์ภูมิปัญญาพื้นบ้านก็จะสร้างสรรค์ผลงานและระหว่างดำเนินกิจกรรมดังกล่าว จำเป็นต้องใช้สมาธิในการทำงานหรือผลิตชิ้นงาน ซึ่งการกระทำในกิจกรรมเหล่านี้ทำให้ช่างพื้นบ้านอยู่ใน สภาวะแห่งความเงียบในช่วงเวลาสรรค์สร้างงานในช่วงเวลาดังกล่าว ความเงียบที่แสดงนัยยะแห่งความสงบ ทำให้รู้สึกว่าตนเองนั้นได้อยู่ใกล้กับธรรมชาติพร้อม ๆ กับเกิดความพยายามที่จะเข้าใจในวิถีธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งเป็นแง่มุมเบื้องต้นของพุทธธรรมที่จักเชื่อมโยงความเงียบสงบให้เข้ากัน ดังคำกล่าวที่ว่า “การขดตัวอยู่ในที่ที่ ปลอดภัย” เป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากสถานการณ์จริงในสภาพแวดล้อมที่มีความเป็นอยู่จริง รอโอกาส ที่จะแสดงฝีมือ ใช้ทักษะ ที่สร้างสรรค์ผลงานออกมา หรืออวดโฉมผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างอดทนและ เหมาะสมกับเวลา ถ้าเราเอาใจใส่ต่อพฤติกรรมของเราเองก้าวแรกคือ ต้องผ่อนคลาย ปล่อยวางความไม่อดทน เลิกเร่ง ร้อน และการเรียนรู้ที่จะยอมรับการเนิบช้า และความไม่สมบูรณ์พร้อม จากนั้น ก็ถอดนาฬิกาข้อมือออกไป แล้วมีสติอยู่กับโลกรอบกายของคุณฝึกมองอย่างช้า ๆ ฝึกฟังอย่างช้า ๆ ทำทุกอย่างให้นานกว่าเดิม ไม่ รับประทานอาหารรีบเร่ง เดินช้า ขับรถยนต์ตามความเร็วที่กำหนด เรียนรู้เพื่อจะทำทุกสิ่งเพื่อสิ่งนั้น ๆ แต่การ ต่อสู้กับความเร็วไม่มีนัยว่า ต้องทำ ทุกอย่างเหมือนทากคลาน เพราะกิจกรรมบางอย่างต้องใช้ความเร็ว ศิลปะ แห่งชีวิตย่อมมีทั้งจังหวะเร็ว จังหวะช้า และจังหวะกลาง ๆ


๑๑๕ ทั้งนี้จึงบังเกิดความหวังว่า กิจกรรม หรือวิธีดำเนินการ ที่ได้กระทำอยู่อย่างต่อเนื่อง คือประสบการณ์ แห่งการรอการหลุดพ้น การนำผลงานไปใช้งาน หรือการนำไปแสดงต่อคนอื่น การพักผ่อน การก่อเกิดพลังจาก การจดจ่อที่มีจุดหมาย และ “เป็นการค้นพบความอัจฉริยะที่มีความพิเศษในการสร้างสรรค์ผลงานที่เป็น เอกลักษณ์ของตนเอง ของชุมชนท้องถิ่นด้วยในที่สุด” ในสภาวะแห่งความสงบนั้นสามารถทำให้มนุษย์ ได้เข้า ใกล้สิ่งแวดล้อม มากกว่าการเคลื่อนไหวความคิดไปตามกระแสการเคลื่อนไหวของสังคมภายนอกที่ไปมาอย่าง ต่อเนื่อง และการมุ่งเน้นกับการมีเอกภาพโดยเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกับธรรมชาติ กับประสบการณ์จาก สถานการณ์จริง ในสภาพแวดล้อมที่มีความเป็นอยู่จริง หรือพักผ่อนอย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ เนื่องจาก สรรพสิ่งล้วนมีขั้นตอนของตนเองในวงจรอย่างเหมาะสม การอยู่อย่างเป็นธรรมชาติด้วยการอยู่อย่างเงียบๆ และเจริญสมาธิที่เกิดขึ้นภายใต้ความสงบจัก ผลักดันให้มนุษย์มีความเจริญเติบโตจากภายในมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีชีวิตที่เบิกบานอิ่มเอมซุกซ่อนอยู่ และเวลาเดียวกันนั้นเอง ก็จะกำเนิดปรากฏการณ์แห่งการหลุดพ้นที่แท้จริง และบ่มเพาะ จนเกิดเป็น “เอกลักษณ์เฉพาะตัวของตนเอง” เพราะเหตุด้วยว่า คุณภาพของสมองจะเป็นตัวกำหนดคุณภาพของ พฤติกรรมมนุษย์ และผลงานของมนุษย์ในที่สุด


๑๑๖ บทที่ 6 บทสรุปพื้นฐานวัฒนธรรมไทย 1) ความหมายของวัฒนธรรมมีหลากหลายหลายทัศนะ แต่โดยสรุปพบว่า“วัฒนธรรม” คือ ผลรวมของ ระบบความรู้ ความเชื่อ ศิลปะ จริ ยธรรม กฎหมาย ประเพณี ตลอดจน ความสามารถและอุปนิสัย ต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลมาจากการเป็นสมาชิกของสังคม” 2) ลักษณะพื้นฐานของวัฒนธรรมไทย ได้แบ่งได้ดังต่อไปนี้ 2.1. วัฒนธรรมเป็นความคิดร่วม 2.2. วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องเรียนรู้ 2.3. วัฒนธรรมสามารถเปลี่ยนแปลงได้ 3) หน้าที่ของวัฒนธรรม 3.1. ความต้องการจําเป็นด้านร่างกาย 3.2. ความต้องการจําเป็นทางสังคม 3.3. ความจําเป็นทางด้านจิตใจ 4) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมไทย 4.1. ความเจริญงอกงาม ทางด้านวัตถุ และทางด้าน จิตใจ 4.2. กฎระเบียบ กฎเกณฑ์ ในเรื่องที่สร้างขึ้นมาให้เกิดการปฏิบัติตน 4.3. ความ เจริญ กาวหน้าของประเทศชาติ เป็นเรื่องของความนิยมไทยยึดถือต้องเป็นปฏิบัติตาม 5) ศีลธรรมของประชาชน 6) เอกลักษณ์ไทย เป็นลักษณะเด่นที่มีอยูและเป็นอยู่เฉพาะในหมู่ กลุ่ม สังคม หรือชาติใด ที่ชี้ถึงความ เป็นตัวของตัวเอง เป็นไปอยางมีระบบ ระเบียบแบบ แผนอันเกิดจากการปฏิบัติกันมา สั่งสม ปรับปรุง สืบทอด จนกลายเป็ นคุณค่าที่ยอมรับ เป็นความภาคภูมิใจของกลุ่ม นั้น ๆ จนเกิดเป็นเอกภาพ มี ความมันคงเป็นปึกแผ่น รู้จักรักษาและทําให้เจริญรุ่งเรือง 7) ลักษณะนิสัยประจําชาติ เป็นลักษณะทางบุคลิกภาพที่เห็นได้เด่นชัดอันเป็นผลจาก องค์ประกอบทาง วัฒนธรรมและโครงสร้างสังคม ซึ่งสามารถแยกความแตกต่างระหว่าง สังคมหนึ่งกับสังคมอื่น อันเป็น ผลมาจากประสบการณ์ การอบรมเรียนรู้มาแต่วัยเด็ก ลักษณะนิสัยประจําชาติของคนในแต่ละ ประเทศมักแตกต่างกัน อันเป็นผลจาก ประวัติศาสตร์ความเป็นมา ศาสนา สภาพแวดล้อม เป็นต้น


๑๑๗ 8) วิกฤตการณ์ เป็น “เหตุการณ์ขั้นอันตรายที่อยูในหัวเลี้ยวหัวต่อขั้นแตกหักที่มีผลต่อสังคม ทั้งหมด ซึ่ง หมายถึงสังคมไทยนันเอง” 9) ประเพณีไทยจึงเป็นแบบอยางของพฤติกรรมของคนไทยที่สืบต่อกันมาเป็นมรดกตกทอด ในทุกภาคจะ มีวัฒนธรรมย่อยที่เป็นความแตกต่างในวิถีการดําเนินชีวิต จึงเกิดมีประเพณีดั้งเดิมในแต่ละภาคที่ แตกต่างกนในเนื้อหาสาระ สภาพความเป็นอยู่ สภาพแวดล้อม แต่ในภาพรวมของประเพณีไทย ก็จะ เป็นประเพณีรวมของชาวไทย. วัฒนธรรมไทยมีความเป็นมายาวนาน เกิดจากการผสมผสานวัฒนธรรมที่แตกต่างกันของชาติ ต่างๆ ที่เข้ามาติดต่อค้าขายผูกสัมพันธ์กับไทย ตั้งแต่ครั้งอดีตกาล ผ่านการสืบสาน และพัฒนาต่อยอด จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น เป็นมรดกจากบรรพบุรุษที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ และควรที่ ลูกหลานไทยจะภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของชนชาติตน การอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยสามารถทำได้ดังนี้ 1) ศึกษา ค้นคว้า และวิจัย วัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมท้องถิ่น ที่ได้มีการรวบรวมไว้แล้วและที่ยังไม่ได้ ศึกษา ความรู้ที่ได้ศึกษาจะกลายเป็นรากฐานของการดำเนินชีวิตเมื่อได้เห็นคุณค่า และนำไปใช้ ประโยชน์ให้เหมาะสม 2) ส่งเสริมให้ทุกคนเห็นคุณค่า และร่วมกันรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติและท้องถิ่น เพื่อสร้าง ความเข้าใจ และความมั่นใจแก่ประชาชนในการปรับเปลี่ยน และตอบสนองกระแสวัฒนธรรมอื่นๆ 3) ขยายขอบเขตการมีส่วนร่วมในวัฒนธรรม รณรงค์ให้ประชาชนเห็นความสำคัญ และตระหนักว่า วัฒนธรรมเป็นเรื่องของทุกคน ที่จะต้องรับผิดชอบร่วมมือกันส่งเสริม สนับสนุน ประสานงาน การ บริการด้านความรู้ วิชาการ และทุนทรัพย์จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรม 4) ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรม ทั้งภายในและระหว่างประเทศ โดยใช้ศิลปวัฒนธรรมเป็น สื่อกลางสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน 5) สร้างทัศนคติ ความรู้ และความเข้าใจ ว่าสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และทางวัฒนธรรม เป็นสมบัติ ของทุกคน ดังนั้น ทุกคนจึงมีหน้าที่ในการเสริมสร้าง ฟื้นฟู และดูแลรักษา 6) จัดทำระบบเครือข่ายสารสนเทศทางด้านวัฒนธรรม เพื่อเป็นศูนย์กลาง เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงาน ให้ประชาชนเข้าใจ และปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมในการดำเนินชีวิต 7) ส่งเสริมให้ประชาชนคนไทยรู้จักสิทธิ และหน้าที่ ตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย การค้นคว้าวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยนั้น สามารถสืบค้นได้จากคำบอกกล่าวของผู้เฒ่า ผู้อาวุโส หรือผู้รู้ จากนิยาย นิทานชาวบ้าน คัมภีร์ทางศาสนา หรือวรรณคดีประเภทต่างๆ จากคำคม สุภาษิต หรือคำ พังเพย ที่มีมาแต่โบราณ อย่างไรก็ตาม การอนุรักษณ์วัฒนธรรมไทยนั้น ไม่ใช่การเก็บรักษาไว้บนหิ้ง การปฏิบัติ


๑๑๘ ต่อวัฒนธรรมดุจดังสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แตะต้องไม่ได้ ก็เปรียบได้กับการกราบไหว้รูปเคารพของบรรพบุรุษที่เสียชีวิต ไปแล้ว การสืบสานวัฒนธรรมที่ถูกที่ควรนั้น ต้องทำให้วัฒนธรรมมีชีวิต ซึ่งก็คือ การนำมาปฏิบัติเป็นวิถีชีวิต และเป็นธรรมดาของสิ่งที่มีชีวิต ที่ย่อมจะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอ ดังนั้น การผสมผสานวัฒนธรรมไทย กับภูมิปัญญาจากนานาชาติที่หลั่งไหลเข้ามา ก็เป็นการอนุรักษ์ วัฒนธรรมไทยให้มีชีวิตชีวาเช่นกัน เหมือนกับที่วัฒนธรรมไทยในปัจจุบัน เป็นผลรวมของการปรับเปลี่ยน และ พัฒนาภูมิปัญญาและอารยธรรมชนชาติต่างๆ ที่เข้ามามีบทบาทในดินแดนไทยตั้งแต่ครั้งอดีตกาล การเลือกรับวัฒนธรรมสากลเข้ามาใช้ในการดำเนินชีวิตนั้น สามารถเลือกรับวัฒนธรรมสากลที่จำเป็น ต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น ภาษาอังกฤษ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ควร เลือกรับเฉพาะวัฒนธรรมที่ดี เหมาะกับสังคมไทยเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของคนไทยในยุคปัจจุบัน และต้องพิจารณาถึงข้อดีข้อเสียควบคู่กันไป เนื่องจากสิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมจากวัฒนธรรมภายนอก มีทั้ง ข้อดีและข้อเสีย ซึ่งถ้าหากเราศึกษาให้ดี ใช้ให้เป็นประโยชน์ ก็จะก่อให้เกิดความสะดวกสบาย ช่วยแก้ไขปัญหา ในชีวิต และตอบสนองความต้องการในด้านต่างๆ ได้เป็นอย่างดี.


๑๑๙ บรรณานุกรม เอกสารอ้างอิง ชัยอนันต์สมุทวณิช. (2554). รัฐกับสังคม: ไตรลักษณรัฐไทยในพหุสังคมสยาม , พิมพ์ครั้งที่ 2 กรุงเทพมหานคร: สถาบันนโยบายศึกษา ฌานิทธิ์ สันตะพันธุ์. (8 กรกฎาคม 2550). วัฒนธรรมทางการเมืองแบบพลเมือง: แนว ทางการสร้างสังคม ประชาธิปไตย. สืบค้นเมื่อ 28 มีนาคม 2563, จาก http://www.public law.net/ publaw/ view.aspx? id=1117 พงษ์สนิท คุณนะล า. (2563). บทบาทพลเมืองภายใต้การปกครองระบอบ ประชาธิปไตยของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาตอนปลายในจังหวัดลำพูน. วารสารบัณฑิตแสงโคมคา. 5 (1), 85-99. พรอัมรินทร์ พรหมเกิด. (2558). วัฒนธรรมทางการเมืองของประชาชนกับการพัฒนา ประชาธิปไตย. รัฐสภาสาร. 63 (11), 9-33. วิวัฒน์ เอี่ยมไพรวัน. (2549). วิเคราะห์เปรียบเทียบระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย แบบเผด็จการ เบ็ดเสร็จนิยมและแบบเผด็จการอำนาจนิยม. ในเอกสารการ สอนชุดวิชาระบบการเมืองเปรียบเทียบ เล่มที่ 2 หน่วยที่ 8, พิมพ์ครั้งที่ 17. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. วิศาล ศรีมหาวโร. (2554). การเมืองไทยระบบหรือคน: การพัฒนาวัฒนธรรมและการมีส่วนร่วมทางการ เมืองของประชาชน. วารสารสถาบันพระปกเกล้า. 9 (3). สืบค้นเมื่อ 28 มีนาคม 2563, จาก http://wiki.kpi.ac.th/index. php?title=การเมืองไทยระบบหรือคน %3A การพัฒนาวัฒนธรรมและการ มี ส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ศรายุทธ นกใหญ่. (2558). วัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยของบุคลากร วิทยาลัยเทคโนโลยี ทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก. การค้นคว้าอิสระปริญญารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร. สัญญา สะสอง และคณะ. (2563). การจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมผ่านการมีส่วน ร่วมของกลุ่มชาติ พันธุ์ไทใหญ่ หมู่บ้านแพมบก อำเภอปาย จังหวัดเชียงใหม่. วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์. 3 (1), 35-46. สุขุม นวลสกุล และคณะ. (2550). การเมืองและการปกครองไทย. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัย รามคำแหง.


๑๒๐ นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2538). ชาติไทย เมืองไทย แบบเรียนและอนุสาวรีย์: ว่าด้วย วัฒนธรรม, รัฐและรูปการ จิตสำนึก. กรุงเทพฯ: มติชน ____________. (2550). “วัฒนธรรมทางการเมืองไทย” ใน เอกสารการประชุมวิชาการ วัฒนธรรม การเมือง จริยธรรม และการปกครอง. กรุงเทพฯ : สถาบัน พระปกเกล้า“พระราชบัญญัติลักษณปกครอง ท้องที่ รศ. 116,” ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 14, 30 พฤษภาคม รัตนโกสินทร์ ศก 116 โอฬาร ถิ่นบางเตียว. (2558). “ข้อสังเกตว่าด้วยแนวทางการกระจายอำนาจของ คณะทำงานการปฏิรูป ด้านการปกครองท้องถิ่น และข้อควรพิจารณาในการปฏิรูปการกระจายอำนาจแนวเศรษฐศาสตร์การเมือง ท้องถิ่น.” วารสาร เศรษฐศาสตร์การเมืองบูรพา. 3 (2): 105-135. เรียบเรียงโดย : Tag : , วัฒนธรรมไทย,ภูมิปัญญา,อนุรักษ์,มรดก โดย รศ.ปรีชา กาญจนาคม คณะโบราณค มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่มา : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เรียบเรียงโดย : นำโชค อุ่นเวียง Tag : แหล่งโบราณคดี,อาณาจักรโบราณ,ชนชาติไทย กระทรวงวัฒนธรรม. 2552. แผนแม่บทวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ.2550-2559. (online). http://www.mculture.go.th/ckfinder/userfiles/files/toolsculture/AWFINAL%20BOOK%20WATTANATUM%20 PLAN%20YEAR%2025-11- 52-1.pdf,14 เมษายน 2556 กระทรวงศึกษาธิการ. 2553. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดําเนินชีวิต ในสังคม.กรุงเทพฯ: สกสค. ลาดพร้าว ปฬาณีฐิติวัฒนา. 2535. สังคมวิทยา. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช. สัญญา สัญญาวิวัฒน์. 2548. สังคมศาสตร์เบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: คณะ รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราช, มหาวิทยาลัย. 2553 .เอกสารการสอนชุดวิชา สังคมและ วัฒนธรรมไทย. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา. (2542). (พิมพ์ครั้งที่ 9. กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร). หน้า 3. โกวิท วงศ์สุรวัฒน์. การเมืองการปกครองไทย: หลายมิติ. หน้า 3. นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2551). ประวัติศาสตร์แห่งชาติ"ซ่อม"ฉบับเก่า "สร้าง"ฉบับใหม่. (2542). (พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: กองทุนเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะ). หน้า 37-67.


๑๒๑ วัลลภา รุ่งศิริแสงรัตน์. (2545). บรรพบุรุษไทย: สมัยก่อนสุโขทัยและสมัยสุโขทัย. โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย Ref : http://www.oknation.net/blog/naep2007/2007/09/26/entry-1 20/02/2008 Ref : http://www.tippawan.com/main/index.php?option=com_content&task=view&id= 13&Itemid=1 09/06/2008 Andrew Heywood Politics. London: Macmillan, 1997, p. 202 ศิริพร ดาบเพชร คมคาย มากบัว และประจักษ์ แป๊ะสกุล. (2551).ประวัติศาสตร์ไทย ม.4-ม.6. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์. ทิศนา แขมมณี. (2545). ศาสตร์การสอน. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. John lane. (2549) .ความเงียบ เปิดพื้นที่เพื่อการสร้างสรรค์. แปลโดย สดใส ขันติวรพงศ์. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : บริษัท สวนเงินนีมา. คณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. ปรัชญาเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่๓.กรุงเทพมหานคร: นวสาส์นการพิมพ์, ๒๕๕๓. จำนงค์ อดิวัฒนสิทธิ์ และคณะ. สังคมวิทยา. พิมพ์ครั้งที่ ๘. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์, ๒๕๔๐. ดนัย ไชยโยธา. ลัทธิศาสนาและระบบความเชื่อกับประเพณีนิยมในท้องถิ่น. กรุงเทพมหานคร: โอ เดียนสโตร์, ๒๕๓๘. นภาจรีนำเบ็ญจพล และอมรรัตน์จันทร์เพ็ญสว่าง. จิตวิทยาศาสนาและความเชื่อและความจริง. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์กองทุนบี.ทราเวน, ๒๕๓๗. นิธิเอียวศรีวงศ์. พุทธศาสนาในความเปลี่ยนแปลง ของสังคมไทย.กรุงเทพมหานคร:สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง, ๒๕๔๓. พระธรรมปิฎก(ป.อ. ปยุตโต). เชื่อกรรมรู้กรรมแก้กรรม. พิมพ์ครั้งที่ ๒.กรุงเทพมหานคร:สหธรรมิก จำกัด, ๒๕๔๕. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. ๒๕๓๙. วิรัชวิรัชนิภาวรรณ และนิภาวรรณ วิรัชนิภาวรรณ.การเข้าทรงและร่างทรง. กรุงเทพมหานคร: โอ.เอส. พริ้น ติ้งเฮ้าส์, ๒๕๓๓. แสง จันทร์งาม. พุทธศาสนาวิทยา. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพมหานคร: บริษัท สร้างสรรค์บุ๊ค จำกัด, ๒๕๒๔. สมพรสุขเกษม. ความจริงของชีวิต. กรุงเทพมหานคร: สถาบันราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา, ๒๕๔๒.


๑๒๒ หนังสืออ่านเพิ่มเติม กาญจนา แก้วเทพ และคณะ. (2543). สื่อเพื่อชุมชน, การประมวลองค์ความรู้.กรุงเทพฯ : สํานักงาน กองทุนสนับสนุนการวิจัย. ชลวิทย์ เจียรจิตต์ และจีรวัฒน์ เจริญสถาพรกุล. (2545). “เศรษฐกิจชุมชนและธุรกิจชุมชน”. ชุด วิชาการ จัดการและการวางแผนธุรกิจ. สํานักงานมาตรฐานการศึกษา สํานักงานสภา สถาบัน ราชภัฏ กระทรวงศึกษาธิการ สํานักมาตรฐานอุดมศึกษา ทบวงมหาวิทยาลัย. ทิพวรรณ กิตติพร. (2542). จิตวิทยาทั่วไป. พิษณุโลก : ภาคสังคมศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และ สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร. ธิดา สาระยา. (2532). รัฐโบราณในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: กำหนดและพัฒนาการ. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพ์เมืองโบราณ. บุญนาค ตีวกุล. (2546). เมืองและสิ่งแวดล้อม. นครปฐม : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร. เปรมวิทย์ ท่อแกว้. (2543). ประวัติศาสตร์ไทย, หน้าไทยศึกษา. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์. ผาสุข อินทราวุธ. (2548). สุวรรณภูมิ จากหลักฐานโบราณคดี. กรุงเทพฯ : ภาควิชาโบราณคดี คณะ โบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร. ภารดี มหาขันธ์. (2523). พื้นฐานอารยธรรมไทย. กรุงเทพฯ : โอ.เอส.พริ้นติ้งเฮ้าส์. ยศ สันตสมบัติ. (2544). มนุษย์กับวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. รัชนีกร เศรษโฐ. (2528). สังคมวิทยาชนบท. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช. ราตรี พัฒนารังสรรค์. (2542). พฤติกรรมกับการพัฒนาตน. กรุงเทพฯ : ภาควิชาจิตวิทยาและการแนะ แนว คณะครุศาสตร์ สถาบันราชภัฏจันทรเกษม. วารุณี โอสถารมย์. (2547). เมืองสุพรรณ การเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ พุทธศตวรรษที่ 8-ต้น พุทธ ศตวรรษที่ 25. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. วิไลเลขา ถาวรธนสาร. (2545). ชนชั้นนําไทยกับการรับวัฒนธรรมตะวันตก. กรุงเทพฯ : เมืองโบราน.


๑๒๓ ศรีศักร วัลลิโภดม. (2544). พัฒนาการทางสังคม-วัฒนธรรมไทย.เอกวิทย์ ณ ถลาง. (บก). พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : อมรินทร์. ศิริวรรณ เสรีรัตน์ และคณะ. (2541). พฤติกรรมองค์การ. กรุงเทพฯ : บริษัทธีระพัลม์ และไซเท็กซ์ จํากัด. ศิลปากร. กรม. (2528). วรรณกรรมสมัยสุโขทัย. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร. ศรีเรือน แก้วกังวาน และคณะ. (2543). จิตวิทยาทั่วไป. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. สุภาพรรณ ณ บางช้าง. (2535). ขนบธรรมเนียมประเพณี : ความเชื่อและแนวทางปฏิบัติในสมัย สุโขทัย ถึงอยุธยาตอนกลาง. งานวิจัยลําดับที่ 27 สถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สุดใจ ทูลพานิชย์กิจ. (2547). หลักการพัฒนาเศรษฐกิจ. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บทที่ 1 พัฒนาการสังคมไทย : ผู้ช่วยศาสตราจารย์นวลฉวี กุลโรจนภัทร -37- สุชา จันทร์เอม. (2535). จิตวิทยา ทั่วไป. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช. สิริวรรณ ศรีพหล. (2533). “การพัฒนาค่านิยมในวิชาสังคมศึกษา”. เอกสารการสอนชุดวิชา การ สอน สังคมศึกษา, หน่วยที่ 1-7. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช


Click to View FlipBook Version