The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พื้นฐานวัฒนธรรมไทย(Foundation of Thailand Culture)
เนื้อหาเกี่ยวกับ แนวคิดทฤษฎี องค์ประกอบ ความสำคัญ วิวัฒนาการของ สังคมไทยในด้านชีวิตความเป็นอยู่ ความคิด ความเชื่อและการแสดงออกด้านวัฒนธรรม และศิลปกรรม การบูรณาการของวัฒนธรรมไทยในด้านการเมือง เศรษฐกิจ ตลอดจนในด้านความคิด ความเชื่อ ภูมิปัญญา และงานสร้างสรรค์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by A-DINAN DUMIEDAE, 2024-04-17 12:27:18

ANTH 111.

พื้นฐานวัฒนธรรมไทย(Foundation of Thailand Culture)
เนื้อหาเกี่ยวกับ แนวคิดทฤษฎี องค์ประกอบ ความสำคัญ วิวัฒนาการของ สังคมไทยในด้านชีวิตความเป็นอยู่ ความคิด ความเชื่อและการแสดงออกด้านวัฒนธรรม และศิลปกรรม การบูรณาการของวัฒนธรรมไทยในด้านการเมือง เศรษฐกิจ ตลอดจนในด้านความคิด ความเชื่อ ภูมิปัญญา และงานสร้างสรรค์

๔๖ และการประกอบอาชีพ พระมหากษัตริย์และประชาชน มีโอกาสใกล้ชิดกันมากขึ้น จนถือได้ว่าพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นกษัตริย์สมัยใหม่ ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นช่วงที่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงทางด้าน สังคมไทยอย่างมหาศาล ด้วยปัจจัยภายนอกเป็นแรงผลักดันให้ต้องมีการปรับประเทศมิให้ชาวต่างประเทศเป็น ข้ออ้างว่าป่าเถื่อน ล้าสมัย ถือเป็นสาเหตุแห่งความขัดแย้งยึดบ้านเมืองได้ ด้วยเหตุนี้จึงมีการเปลี่ยนแปลง ประเพณีบางอย่างให้เหมาะสม เช่น ทรงยกเลิกประเพณี ที่ล้าสมัยไม่เป็นธรรมแก่ราษฎร ทรงรับประเพณี ตะวันตก ที่จะเสริมสร้างบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าและขณะเดียวกันทรงฟื้นฟูประเพณีเดิมที่ทรงคุณค่าควร รักษาไว้เป็นประเพณีประจำชาติสืบไป การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือการยกเลิกตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลและโปรดให้ตั้ง ตำแหน่งพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารใน พ.ศ.2429 ขึ้นแทน โปรดให้ผู้ชายในราชสำนักเลิกไว้ผม ทรงมหาดไทย เปลี่ยนเป็นไว้ผมตัดยาวทั้งศรีษะอย่างฝรั่ง ส่วนผู้หญิง ให้เลิกไว้ผมปีก เป็นผมตัดยาวทรงดอก กระทุ่ม โปรดให้ช่างออกแบบ ดัดแปลงจากเสื้อนอกของฝรั่ง เรียกว่า “เสื้อราชประแตน” และสวมหมวกอย่าง ยุโรป โปรดให้เลิกประเพณีหมอบคลานเข้าเฝ้า ยกเลิกจารีตนครบาล การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ยิ่งใหญ่ในสมมัยรัชการที่ 5อีกประการหนึ่งก็คือการพัฒนาการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ด้วยการประกาศเลิกทาส และเลิกระบบไพร่ ทรงดำเนินงานนี้ด้วยความสุขุมรอบคอบค่อย เป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อนายทาสและลูกทาส ใน พ.ศ. 2417 ทรงตราพระราชบัญญัติ พิกัด เกษียณอายุลูกทาสลูกไทย ร.ศ.93 ให้กำหนดลงราคาต่อตัวลูกทาสที่มีอยู่แล้วทีละน้อย ทรงใช้เวลานาน ถึง 31 ปี จึงโปรดฯ ให้ประกาศ 1.8 สังคมไทย พ.ศ. 2475-ปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ใน พ.ศ. 2475 เป็นเรื่องสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ดังจะเห็นได้จากประกาศหลัก 6 ประการ ของ คณะราษฎร ที่เป็นแนวทางในการปกครอง ซึ่งประกอบเอกสาร ความสงบสุขภายในการบำรุงสุขของราษฎร ในทางเศรษฐกิจ การมีสิทธิเสมอภาค การมีเสรีภาพ และการศึกษา ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทางสังคมไทยไปจากเดิม โดยหลักการของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศชาติ มีผล ให้บุคคลในประเทศมีความเสมอภาคกันทั้งทางกฎหมายและมีเสรีภาพในการพูด การเขียน ที่ไม่ล้วงล้ำ อธิปไตยผู้อื่น มีสิทธิเสรีภาพของประชาชน ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย สิ่งเหล่านี้ทำให้ระบบชนชั้นหมดไป


๔๗ ในสถานภาพของพระมหากษัตริย์ ซึ่งดำรงฐานะเป็นองค์พระประมุขของรัฐ แต่ไม่สามารถที่จะได้ พระราชอำนาจสิทธิ์ขาดดังเดิม พระองค์ทรงบริหารราชการแผ่นดิน ภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยใช้อำนาจผ่าน สถาบันหลัก 3 ทาง คือ อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ในส่วนของพระบรมวงศานุวงศ์ ก็ถูกยกเลิก อภิสิทธิ์ที่เคยมีอย่างสิ้นเชิง บรรดาขุนนาง ข้าราชการถูกยกเลิกบรรดาศักดิ์และยศ แม้จะไดรับการยกย่องทาง สังคม แต่ก็ปรับตัวเองให้รับการศึกษาแบบตะวันตก เพื่อเป็นขุนนางในระบบข้าราชการ การศึกษามีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ในการที่จะให้ราษฎรดำรงชีวิตอยู่ในสังคมยุคประชาธิปไตย ได้ ดังคำประกาศของคณะราษฎร ฉบับที่ 1 กำหนดให้การศึกษามีความสำคัญเป็นหลักในการบริหารบ้านเมือง ดังนั้น ในสมัยนี้ จึงประกาศแผนการศึกษาชาติในปี พ.ศ. 2475 ให้ประชาชนทุกคนได้รับการศึกษา เพื่อใช้ใน การประกอบอาชีพ พ.ศ. 2477 ได้มีการตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และการเมือง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชน มีความรู้เรื่องการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย และต่อมาได้มีการตั้งมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมหาวิทยาลัยศิลปากร ใน พ.ศ. 2488 มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติ ประถมศึกษา ถือเป็นการศึกษาภาคบังคับ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย ชาวจีนได้เข้ามาผูกขาดควบคุม เศรษฐกิจของชาติ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี จึงได้ประกาศใช้นโยบายทางเศรษฐกิจมากขึ้น ทำ ให้เกิดระบบผูกขาดการค้าขึ้น โดยตั้งรัฐวิสาหกิจ โดยมีนักการเมืองและพ่อค้าชาวจีนเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ กลายเป็นคนกลุ่มใหม่ที่มีบาทบาทสำคัญในสังคมไทย ที่มีฐานะร่ำรวยและมีอำนาจ ในขณะที่ชาวนา ชาวไร่ยัง มีสภาพความเป็นอยู่ที่ยากจน แร้นแค้น เพราะถูกพ่อค้าคนกลางเอาเปรียบเมื่อขายผลผลิต คนเหล่านี้จึงเริ่ม อพยพเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ๆ และกรุงเทพฯ ยังผลให้คนในชนบทลดน้อยลง 2. ด้านความคิดและความเชื่อ ก่อนที่คนไทยจะรับพุทธศาสนาเข้ามาได้มีความเชื่อเกี่ยวกับผีวิญญาณ เทวดาเป็นความเชื่อพื้นฐาน ของสังคมไทยมาก่อน ความเชื่อเหล่านี้ยังคงถูกเก็บรักษาและถ่ายทอดในรูปของการผสมผสาน เข้ากับคติทาง พุทธศาสนาและพราหมณ์ที่เข้ามาในสังคมไทยภายหลังความเชื่อที่ปรากฏในสมัยสุโขทัยที่สําคัญ ได้แก่ 1) ความเชื่อในผีเทพดา ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1 ได้กล่าวว่า “เบื้องหัวนอนเมืองสุโขทัยนี้. มีพระขพุงผีเทพดาในเขาอันนั้น เป็นใหญ่กว่าทุกผีใน เมืองนี้ขุนผู้ใดถือเมืองสุโขทัยนี้แล้วไหว้ ดีพลีถูก เมืองนี้เที่ยง เมืองนี้ดี ผีไหว้บ่ดี พลีบ่ถูก ผีในเขาอั้นบ่คุ้มบ่ เกรง เมืองนี้หาย” (กรม ศิลปากร 2527 : 16) คําว่า ขพุง มาจากคําว่า ขบง (khpong) เป็นภาษาขอมแปลว่า สัน เขา พระขพุงผี จึงหมายถึงเทวดาแห่งยอดเขา หรือเจ้าผู้สถิตอยูบนยอดเขา พระขพุงผีแห่ง อาณาจักรสุโขทัยจึงทําหน้าที่ เป็นผู้ปกปักรักษาทําให้บ้านเมืองสงบสุขและลงโทษผู้กระทํา ชั่ว เป็นวิธีการควบคุมสังคมในสมัยก่อน


๔๘ 2) เชื่อในอํานาจกฎแห่งกรรม เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนอยู่ในกระแสของการเวียนว่ายตายเกิดในไตร ภพตามการกระทําและผลการกระทําของตนโดยเป็นไปตามกฎแห่งกรรมที่ครอบคลุมกระแส จิต ชีวิตทุกชีวิตไม่ยกเว้นผู้ใด ใครทําดีได้ดี ใครทําชั่วได้ชั่ว ความคิดในกฎแห่งกรรม ปรากฏในแนวคิดเรื่องเตภูมิกถา เป็นภาพทัศน์ของโลก และจักรวาลใน คัมภีร์บาลีของพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทในสมัยสุโขทัย เมื่อประมาณ พ.ศ. 1888 โดยพระมหาธรรมราชาลิไท ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเพื่อแสดงภพภูมิและชีวิตความเป็นอยู่ในภพภูมิต่างๆ ทั้งกามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ รวมทั้งสอดแทรกคติธรรมที่สอนให้คนกระทําความดี ชี้ให้เห็นโทษ ทางการทําชั่วรูปแบบต่างๆ คุณค่าและ ความสําคัญของเตภูมิกถา จึงอยู่ที่การสร้างระเบียบทาง จริยธรรม หรือมาตรฐานพฤติกรรมทางสังคมที่ทุกคน ยอมรับปฏิบัติตาม โดยชี้ให้เห็นถึงชีวิตที่เสวยสุข ทุกข์ในภพภูมิต่างๆ ตามบุญและกรรมที่กระทํา ตลอดจน แนวทางปฏิบัติเพื่อหลุดพ้นจากกระแสชีวิตสู่ สภาวะพ้นทุกข์ คือ นิพพาน ด้านคุณค่าและความสําคัญของเตภูมิกถาที่มีต่อสังคมพบว่า ช่วยในการสร้างระเบียบ ทางจริยธรรม ให้แก่สังคม เป็นมาตรการทางสังคมที่ทุกคนยอมรับปฏิบัติจนกลายเป็นแบบแผน พฤติกรรมที่มีการอบรมสั่ง สอนและถ่ายทอดสืบต่อมา ทําให้สังคมเป็นระเบียบและสงบสุขอีกทั้งพบว่าในสมัยต่อมายังมีอิทธิพลต่องาน ด้านจิตรกรรมฝาผนัง และวรรณกรรม เช่น ลิลิตโองการ แช่งนํ้า กำสรวลศรีปราชญ์ขุนช้างขุนแผน เป็นต้น 3. การแสดงออกด้านวัฒนธรรมและศิลปกรรม พัฒนาการทางสังคมวัฒนธรรม สมัยกรุงศรีอยุธยาและธนบุรี (พ.ศ. 1893 – 2310 และ พ.ศ. 2310 – 2324) ในปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่า ได้มีความร่วมมือทาง การเมือง ระหว่างรัฐสุพรรณภูมิกบ รัฐละโว้ ในการสถาปนาศูนย์กลางอํานาจใหม่ที่กรุงศรีอยุธยา (วารุณีโอสถารมย์ 2547, หน้า 101-102) และได้สร้างรูปแบบการเมืองระบบรัฐราชาธิราช ที่เป็นสหพันธรัฐ ขึ้นที่แต่ละรัฐเป็น อิสระ มีความสัมพันธ์อย่างหลวมผูกพันไว้ด้วยระบบบรรณาการ แต่เป็นความผูกพัน เฉพาะรัชกาลเมื่อสิ้นสุด รัชกาลจึงมีการแข่งขันหรือทําสงครามกัน ลักษณะของรัฐราชาธิราช มีองค์ประกอบสําคัญคือ มีขอบเขต อํานาจรัฐที่แสดงถึงความสําคัญสูงสุดของนครรัฐอยู่ที่ศูนย์กลางของ ปริมณฑลคือจักรพรรดิราช ที่ เปรียบเสมือนศูนย์กลางของจักรวาลหรือศูนย์กลางของราชอาณาจักร การเมืองการปกครองสมัยกรุงศรีอยุธยา คติเกี่ยวกับผู้นําที่สร้างความเข้มแข็งให้กับการรวมกลุ่มการเมืองและการพัฒนาการจากรัฐ ราชาธิราชให้ขยาย ออกไปเป็นรัฐราชอาณาจักร คือความเชื่อในเรื่องจักรพรรดิราช เป็นความเชื่อ พื้นฐานที่ผสมผสานคติแบบ พราหมณ์และพุทธ คติที่แพร่หลายในบริเวณกลุ่มเมืองแถบลุ่มแม่นํ้าเจ้าพระยา (วารุณี โอสถารมย์ 2540, หน้า 119- 120) ได้ถูกนํามาใช้สร้างสถานภาพของผู้นําที่เป็นราชาธิราชที่ปกครองเพียงเมืองศูนย์กลางและเมืองบริวาร เฉพาะของตนไม่ขึ้นตรงต่อกัน “ มาเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ” ผู้นําที่มีสถานภาพและขอบเขตอํานาจที่ กว้างขวางกว่าเดิม ด้วยการผนวกรัฐอิสระหลายรัฐ เข้ามาอยู่ร่วมกัน พระเจ้าจักรพรรดิจึงมีฐานะเป็นพระ ราชาธิราชผู้เหนือกว่าพระราชาทั้งปวง การสถาปนาอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1


๔๙ จึงเป็นการสร้างแบบแผนวัฒนธรรม การเมืองใหม่ ให้ราชธานีอยุธยากลายเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ที่ ประทับองค์สมมุติเทพสูงสุดมีฐานะอยู่เหนือราชาธิราชทั้งปวง ทําให้สภาพการแข่งขันทางอํานาจของรัฐเล็กรัฐ น้อยในแถบนี้ทั้งหมด ขณะเดียวกันสถาบันกษัตริย์ที่เริ่มการสถาปนาจากรัฐละโว้ถูกกษัตริย์ทางสุพรรณภูมิยึด ครองอํานาจ ทั้งหมดในเวลาต่อมาการผสมผสานระหว่างจักรพรรดิราชกับสมมติราชจึงเกิดขึ้นในลักษณะ จักรพรรดิธรรมิกราชดังปรากฏหลักฐานในกฎหมายอาญาหลวง (ภารดี มหาขันธ์2532, หน้า 107) กษัตริย์ แห่งกรุงศรีอยุธยาจึงเป็นทั้งสมมติเทพที่มีบุญญาธิการจากการทรงคุณธรรมตามหลักพุทธศาสนาและเป็น เทวราชาที่ทรงพระบรมเดชานุภาพตามคติแบบพราหมณ์ และในฐานะผู้ปกครองทรงมีหน้าที่สําคัญ 3 ประการคือรักษาความยุติธรรม ปราบปรามศัตรูจากภายนอกและเก็บภาษี การจัดระเบียบการปกครอง โครงสร้างการปกครองของกรุงศรีอยุธยาก่อนการปฏิรูปในสมัย สมเด็จ พระบรมไตรโลกนาถ ไม่ซับซ้อนมากนัก มีการแบ่งส่วนราชการส่วนกลางออกเป็นจตุสดมภ์ 4 เหล่า และ สถาปนาเมืองลูกหลวงเพื่อเป็นที่ประทับของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ส่วนมากเป็นพระโอรส (วารุณีโอสถารมณ์ 2547, หน้า 103) เมืองลูกหลวงถูกตั้งขึ้นเพื่อเป็นการกระจายอํานาจของศูนย์กลางออกไป มีอิทธิพลเหนือ รัฐอิสระเดิม โดยรักษาเขตปริมณฑลของอํานาจให้อยู่ในหมู่เชื้อพระวงศ์เดียวกัน เป็นการรักษาความปลอดภัย และสร้างเสถียรภาพอันอาจเป็นช่องทางการท้าทายองค์จักรพรรดิราชได้ เมืองลูกหลวงจึงเป็นกลไกการ ปกครองเริ่มแรกของการสถาปนาอยุธยาเป็นศูนย์กลาง แม้ระบบเมืองลูกหลวงอาจไม่ประสบความสําเร็จมาก นักในการลดปัญหาความขัดแย้งทางอํานาจของเจ้านายสายราชวงศ์เดียวกัน เนื่องจากอํานาจอิสระในการ ปกครองตนเองของผู้นําเมืองลูกหลวงแต่ละเมืองทําให้สามารถสั่งสมอํานาจทางการเมืองและแย่งชิงความเป็น ใหญ่ที่ราชธานีเมื่อมีการเปลี่ยนรัชกาล การปฏิรูปการบริหารการปกครอง สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงกำหนดโครงสร้างพื้นฐานการ บริหารการปกครองเพิ่งรักษาเสถียรภาพทางการเมือง ดังนี้ 1) การรวมอํานาจเข้าสู่ศูนย์กลางอยางมีประสิทธิภาพโดยโปรดให้ยกเลิกเมืองลูกหลวง จัดให้เป็นเขต มณฑลราชธานีขึ้นตรงต่อราชธานี ลดฐานะเจ้าเมืองให้เป็นผู้รั้งที่รับการแต่งตั้งจากราชธานี 2) แยกการบริหารราชการแผนดินออกเป็น 2 กลุ่ม คืองานฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน ทรงตั้งหน่วยงาน และผู้บังคับบัญชาฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนขึ้นคือ สมุหกลาโหม มีหน้าที่ควบคุมกิจการฝ่ายทหาร และสมุหนายกควบคุมกิจการฝ่ายพลเรือน โดยทั้งสองตําแหน่งมีอํานาจเหนือเสนาบดีจตุสดมภ์4เหล่า เพื่อเป็นการถ่วงดุลอํานาจซึ่งกันและกัน ป้องกันมิให้มีการรวมอํานาจโค่นล้มพระจักรพรรดิราช 3) ระบบศักดินา เป็นระบบการควบคุมกำลังคนเพื่อรวมอํานาจเข้าสู่ศูนย์กลางโดยกำหนดอํานาจหน้าที่ สิทธิของบุคคลตามฐานะทางสังคมที่ลดหลั่นกันไป ผู้คนในสังคมอยุธยาทุกคน จึงมีศักดินา ประจําตัว ตามฐานะ หน้าที่หรือยศ ตําแหน่งทางบุคคล ระบบศักดินาจึงเป็นที่มาของการเกิดชนชั้น และเป็น กลไกที่ทําให้สถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์รวมอํานาจ (ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม 2544, หน้า 110) อีกทั้งเป็น เครื่องมือที่บูรณาการทางสังคมวัฒนธรรม ทําให้ความหลากหลายของเผ่าพันธุ์ต่างๆ เกิดการ ผสมผสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ภายใต้คําที่เรียกว่าคนไทยหรือคนสยาม


๕๐ 3.1 เศรษฐกิจสมัยกรุงศรีอยุธยา การเกษตรกรรม พื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงศรีอยุธยาเป็นที่ราบลุ่มแม่นํ้ามีลํานํ้าล้อมรอบเป็นคู เมือง ประกอบด้วย แม่นํ้าเจ้าพระยา ป่าสัก ลพบุรี และท่าจีน บริเวณภายนอกเมืองจึงเป็นที่ลุ่มอุดม สมบูรณ์เหมาะแก่การทํานา เมื่อขุดคลองเข้ามาทําให้เกิดความสะดวกในด้านการพานิชย์ ข้าวเป็น ผลผลิตทางการเกษตรที่สําคัญ วิธีการผลิตยังคงใช้การผลิตแบบดั้งเดิมที่อาศัยนํ้าฝน และนํ้าจาก แม่นํ้า เป็นปัจจัยสําคัญ เป้าหมายของการผลิตมุ่งเพื่อยังชีพมากกวาการค้า ภาครัฐให้การสนับสนุน การเกษตร โดยให้ประชาชนเข้าไปทํากินในที่ดินว่างเปล่า รวมทั้งกาหนดระเบียบคุ้มครองและลงโทษ ผู้ทําความเสียหายกับผลผลิตของเกษตรกร ตลอดจนจัดให้มีพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เพื่อส่งเสริมขวัญกำลังใจให้เป็นประจําทุกปี การประกอบการค้าขาย วิถีชีวิตผู้คนพึ่งพาระบบตลาดภายในน้อยมาก เพราะครัวเรือนจะทํา หน้าที่เป็นหน่วยผลิตและบริโภคแบบเบ็ดเสร็จ ประกอบกับชายฉกรรจ์ส่วนใหญ่ต้องถูกเกณฑ์แรงงาน ในระบบมูลนาย ทําให้สิทธิ เสรีภาพการประกอบการธุรกิจค้าขายมีขอบเขตจํากัดส่วนใหญ่เป็นการ แทรกแซงของรัฐ ทั้งการค้าภายในและการค้ากับต่างประเทศมักนําอาวุธจําพวกปืนไฟเข้ามามาก เพื่อ ความปลอดภัยของอาณาจักร รัฐจึงผูกขาดการซื้อสินค้าจากชาวต่างประเทศที่นําเข้ามา โดยจัดตั้ง “ พระ คลังสินค้า” ทําหน้าที่ผูกขาดการซื้อขายกับชาวต่างชาติ สินค้าขาออกที่ทํากำไรให้กับรัฐจํานวน มากคือ สินค้าจากป่าที่ส่วนหนึ่งรัฐได้จากระบบไพร่ส่วย สินค้าเหล่านี้รัฐเห็นว่าหากปล่อยให้ซื้อขาย อย่างเสรีอาจหมดไปไม่เหลือใช้ในราชการบ้านเมือง จึงกาหนดห้ามซื้อขายกันเองในท้องตลาด หาก ใครมีสินค้าต้องขายผ่านพระคลังสินค้าเท่านั้น 3.2 สังคมวัฒนธรรมสมัยกรุงศรีอยุธยา วัฒนธรรมสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นวัฒนธรรมที่ผสมผสานระหวางอิทธิพลของศาสนา พราหมณ์ที่รับคติมาจากขอม และพุทธศาสนานิกายหินยานที่รับอิทธิพลมาจากอาณาจักรทวาราวดี ประกอบกับความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ที่เหมาะกับการทํานา มีทําเลที่ตั้งที่เหมาะกับการเป็น ศูนย์กลางการค้าที่สามารถติดต่อกับผู้คนภายในแผ่นดิน และการติดต่อการค้าขายทางเรือกับ ชาวต่างชาติได้สะดวก ปัจจัยพื้นฐานดังกล่าวทําให้กรุงอยุธยาพัฒนาตนเองขึ้นเป็นอาณาจักรที่มั่นคง เจริญรุ่งเรืองได้อย่างรวดเร็วและผลจากความมั่นคงทางเศรษฐกิจและมีกำลังไพร่อย่างเพียงพอ ทําให้ กรุงศรีอยุธยาได้สร้างสรรค์ ศิลปวัฒนธรรมให้เจริญรุ่งเรืองกลายเป็นมรดกที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ดั่งเช่นหลักฐานการสร้างวัด เฉพาะในบริเวณกรุงศรีอยุธยามีจํานวนถึง 168 วัด และมีพระอาราม หลวงถึง 47 วัด วัดที่ สําคัญได้แก่ วัดพระศรีสรรเพชญซึ่งเป็นวัดภายในพระบรมมหาราชวัง จํานวน วัดเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศูนย์ของจิตใจของผู้คนใน สังคมไทย


๕๑ 3.3 วัฒนธรรมด้านพุทธศาสนา 1) การเทศน์มหาชาติ มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่ยังไม่มีต้นฉบับการเทศน์เป็นหลักใน ปี พ.ศ. 2145 สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมโปรดให้แต่งมหาชาติคําหลวงสําหรับให้พระเทศน์ให้ประชาชนเข้าใจเรื่องง่าย ขึ้นวิธีการแต่งยกข้อความบาลีขึ้นอย่างสั้นๆ แล้วพรรณนาขยายความเป็นภาษาไทย มิใช่เป็นการ แปลภาษาบาลีเป็นภาษาไทยวรรคต่อวรรคอย่างในมหาชาติคําหลวงที่แต่งในรัชสมัยสมเด็จพระบรม ไตรโลกนาถ สมัยกรุงศรีอยุธยามีคติการฟังเทศน์มหาชาติจบภายในวันเดียว เพื่อเป็นอานิสงส์ให้ได้พบ พระศรีอาริยเมตไตรย จึงมีการแต่งมหาชาติกลอนเทศน์ขึ้นหลายสํานวนและเป็นที่นิยมกันอย่าง แพร่หลาย คติการฟังเทศน์มหาชาติจบภายในวันเดียวมาจากเรื่องพระมาลัย ขึ้นไปพบพระอินทร์และ พระอริยเมตไตรยโพธิสัตว์บนดาวดึงส์ พระอริยเมตไตรยโพธิสัตว์แนะนําให้ผู้ปรารถนาจะได้พบ พระองค์ในสมัยที่พระองค์ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ฟังเทศน์มหาชาติจบทั้งหมดภายในวันเดียวพร้อมทั้ง บูชาด้วยสิ่งต่างๆ อย่างละพัน การเทศน์มหาชาติทั้ง 13 กณฑ์นี้ กล่าวถึง มหาบารมีที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบําเพ็ญมา เมื่อ ครั้งเป็นพระเวสสันดร นิยมว่าเป็นเทศนาที่สําคัญเรื่องหนึ่งแม้แต่พระเจ้าแผ่นดินก็ยังทรงใฝ่พระราช หฤทัยมาก โดยโปรดให้มีการเทศน์มหาชาติปี ละ 1 ครั้งเสมอ 2) การสวดพระมาลัย ภาพจิตรกรรมในสมุดข่อยสมัยอยุธยา เช่น พบที่วัดเกาะ สุวรรณรามจังหวัด เพชรบุรีมีการแสดงให้เห็นถึงธรรมเนียมประเพณีการสวดพระมาลัยในสมัยอยุธยา การสวดพระมาลัย เดิมสวดในงานมงคล คือ งานแต่งงาน เรียกว่า มาลัยกล่อมหอ และในงานอวมงคล คือ งานศพ จุดมุ่งหมายในการสวดพระมาลัยเพื่อสั่งสอนให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ เพราะในเรื่องจะมีการ กล่าวถึง ผลแห่งการทําชั่วในตอนที่พระมาลัยเดินตกไปนรกและกล่าวถึงผลแห่งความดี ประกอบกุศลต่าง ๆ ใน พระศาสนาในตอนที่พระมาลัยเดินทางไปดาวดึงส์ นับว่ามีสาระแสดงแนวทางการดําเนิน ชีวิตระดับ การอยูร่วมในสังคม 3) บทสวดพาหุงสันนิษฐานวาแต่งขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ เพื่อเป็นกาลังใจขอพรพระ คือ อํานาจแห่งพระพุทธเจ้าทําให้เกิดสิริมงคล สาระสําคัญอยู่ที่การสรรเสริญการใช้คุณธรรมต่างๆ ของ พระพุทธเจ้าในการปราบปรามบุคคลและสัตว์ที่จักทําร้ายพระองค์ เป็นเครื่องสอนใจและเป็นกำลังให้ เรารู้จักพัฒนาคุณภาพมาเป็นเครื่องมือแก้ไขอุปสรรคต่างๆ ทางชีวิตได้ 4) การสร้างวัดและการปฏิสังขรณ์ ประเพณีการสร้างวัดมีมาตั้งแต่ครั้งสมัยสุโขทัย ต่อเนื่องมาถึงสมัย อยุธยา คติในการสร้างวัดมีทั้งเพื่อพัฒนาบ้านเมืองเป็นอนุสรณ์และสร้างเพื่อศรัทธา 3.4 ระบบศักดินา เป็นการจัดลําดับชั้นทางสังคมเพื่อกำหนดบทบาทหน้าที่รับผิดชอบของบุคคล การอธิบาย ความหมายของศักดินา ประกอบด้วย


๕๒ มัลลิกา มัสอูดี(มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 2533 : 128) ได้รวบรวมความหมายของศักดินา ไว้ดังนี้คือ ระบบศักดินา คือ ระบบที่กาหนดสิทธิหน้าที่ของเจ้านาย ขุนนางตลอดจนไพร ระบบศักดินา คือ เรื่องที่ว่าด้วยกรรมสิทธิ์และอํานาจในการถือครองที่นาของบุคคล ระบบศักดินา คือ เครื่องหมายแสดงความสูงตํ่าของบุคคลในสังคม ระบบศักดินา คือ ระบบการควบคุมกําลังคนเป็นเครื่องวัดฐานะทางสังคม การเมืองและเศรษฐกิจใน สมัยอยุธยา ภารดี มหาขันธ์ (2532 : 42) อธิบายความหมายระบบศักดินา คือ การกาหนดศักดิ์ศรี สิทธิหน้าที่ ของบุคคลในสังคม โดยใช้อสังหาริมทรัพย์ที่สําคัญของสังคมเกษตรกรรมเป็นเกณฑ์ในการวัด หรือ เกณฑ์ในการเปรียบเทียบ ระบบศักดินา จึงเป็นเครื่องมือสําคัญของรัฐในการจัดระเบียบทางสังคมโดยกาหนดฐานะ หรือชั้นทางสังคม บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบตามฐานะของบุคคลในรูปของกฎหมายที่ใช้บังคับ ทั้งราชอาณาจักรเพื่อให้เป็น แบบแผนเดียวกันซึ่งสามารถแบ่งลําดับชั้นทางสังคมได้ดังนี้ 1) ชนชั้นเจ้านาย เป็นชนชั้นที่ได้มาโดยกาเนิดได้แก่พระบรมวงศานุวงศ์ที่เป็นราช สกุลตามประเพณีการ สืบราชสกุลความเป็นเจ้ากำหนดไว้เพียง 3 ชั่วอายุคนสิทธิตามกฎหมายของชนชั้นเจ้านาย คือ การ พิจารณาคดีเจ้านายต้องกระทําในศาลกรมวังเท่านั้น และจะนําเจ้านายไป ขายเป็นทาส มิได้ 2) ชนชั้นขุนนาง เป็นชนชั้นที่ทําหน้าที่ปกครองภายใต้อํานาจของกษัตริย์จึงมีสถานภาพทางสังคมสูงรอง จากชนชั้นเจ้านาย ศักดินา ยศ ราชทินนาม และเกียรติยศของขุนนางศักดินาของขุนนางจะลดหลัน ก่อนตามลําดับยศตั้งแต่เจ้าพระยา พระยา พระ หลวง ขุนหมื่น พัน ซึ่งศักดินาตํ่าสุด คือ 100 ไร่ ขุน นางชั้นสูงจะนับตั้งแต่ผู้มีศักดินา 400 ไร่ขึ้นไป สิทธิที่ทําประโยชน์ให้แก่ขุนนางมากที่สุดได้แก่ การ ควบคุมไพร่สมและไพร่หลวงที่ได้รับ พระราชทานจํานวนไพร่ที่ควบคุมมากน้อยขึ้นอยูกับศักดินา เช่น ขุนนางศักดินา 400 จะควบคุมไพร่หัวงานได้ 16 คน เป็นต้น จํานวนไพร่ที่อยู่ในความควบคุม จึง เป็นเครื่องบ่งชี้ฐานะทางเศรษฐกิจของขุน นาง หรือมูลนายด้วย 3) ชนชั้นไพร่ ไพร่ในสมัยอยุธยาหมายถึง ชายฉกรรจ์ ส่วนลูกเมียและผู้สูงอายุในหมู่ญาติของชายฉกรรจ์ จัดเข้าอยู่ในประเภทบริวารของไพร่ ไพร่และบริวารมีฐานะเป็นสามัญชนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม การควบคุมจํานวนไพร่จะจัดไว้ในรูปบัญชีหางว่าวขึ้นกับพระสัสดีซ้ายขวา ไพร่จัดแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ไพร่สม ไพร่หลวง และไพร่ส่วย 4) ชนชั้นทาส คือ กลุ่มคนที่มีฐานะตํ่าสุดในสังคม กฎหมายลักษณะทาสปี พ.ศ.2119 ได้แบ่งทาส ออกเป็น 7 ประเภทคือ (ภารดี มหาขันธ์ 2532 : 39-40) ทาสสินไถ่ ทาสในเรือนเบี้ย ทาสที่ได้แต่ บิดามารดา ทาสท่านให้ ทาสที่ได้มาจากการช่วยเหลือให้พ้นจากโทษทัณฑ์ทาสอันได้มาจากการเลี้ยง


๕๓ ไว้ในเวลาเกิดข้าวยากหมากแพงและทาสเชลย ทาสมีฐานะเสมอวัตถุสิ่งของ คือ สามารถซื้อขายได้ยก ให้เป็นมรดกได้ ทาสจึงเป็นบุคคลที่ไม่มีสิทธิเสรีภาพแต่อยางไร 5) ความสัมพันธ์ในระบบมูลนาย ไพร่ หรือระบบอุปถัมภ์เป็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่อยู่บนพื้นฐาน ของการพึ่งพาอาศัยและตอบแทนกันและกัน ซึ่งเรียกความสัมพันธ์ลักษณะ ดังกล่าวว่า “ระบบ อุปถัมภ์” แบบแผนความสัมพันธ์ในระบบอุปถัมภ์ถูกกาหนดโดย กฎหมายศักดินาซึ่ง ได้กำหนดความ ได้เปรียบทางสังคมและเศรษฐกิจของชนชั้นปกครอง หรือมูลนายให้อยู่เหนือสามัญชนที่มีฐานะเป็น ไพร่ความสัมพันธ์ระหว่างมูลนายและไพร จึงถูกกำหนดอยู่ในบทบาทหน้าที่ระหว่างกัน ดังนี้ คือ 4.1บทบาทหน้าที่ของมูลนาย ได้แก่ การทําหน้าที่บังคับบัญชา ควบคุมความ ประพฤติ ให้ ความช่วยเหลือ ให้ความคุ้มครองหากมีคดีความ มูลนายจะเป็นผู้นําเรื่องขึ้นฟ้องร้องต่อ ศาลหรือส่งตัวผู้ต้องคดีมาตามที่หมายศาลเรียก อาจลงอาญาไพร่ของตนได้เป็นส่วนตัว เมื่อประพฤติผิด และมีสิทธิที่จะเรียกเกณฑ์แรงงานจากไพร่ในสังกัดมาใช้ส่วนตัวได้ 4.2บทบาทหน้าที่ของไพร่ ได้แก่ การเคารพยําเกรง เชื่อและปฏิบัติตามคําสั่ง ใช้แรงงานตน และบริวารในครอบครัวทํางานให้กับมูลนาย เพื่อแลกกับการคุ้มครอง หากมีคดีความ ตลอดจนส่วยและสิ่งของอื่นๆ เช่น ข้าวปลา ผัก ผลไม้ สิ่งของหายากมากำนัลแก่มูลนาย ความใกล้ชิดและความผูกพันระหว่างมูลนายกับไพร่ ในสังกัดเห็นได้จากการ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และ ช่วยเหลือของมูลนายเวลาที่บ่าวไพร่ของตนมีคดีความ ทําให้ต้องมี กฎหมายลงโทษมูลนายด้วยการปรับไหมตามศักดินา การเลื่อนชั้นทางสังคม หมายถึง การเปลี่ยนแปลงฐานะทางชั้นสังคมอาจสูงขึ้น กว่าเดิมเท่าเดิม หรือ ตํ่ากว่าเดิมก็ได้ การแบ่งชนชั้นของอยุธยาในภาพรวมมีการแบ่งออกเป็น 2 ชั้น คือ ชนชั้นปกครอง ประกอบด้วยเจ้านาย ขุนนาง และชนชั้นใต้ปกครองประกอบด้วย ไพร่ ทาส ชนชั้นต่าง ๆ ในสังคมอยุธยามิได้ แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดด้วยชาติกำเนิดและไม่ได้สืบทอดกันเป็นการถาวรเหมือนระบบวรรณะในศาสนา พราหมณ์ หากแต่มีการเคลื่อนไหวหมุนเวียนตลอดเวลา ผู้ที่เกิดในราช สกุลแม้ว่าจะได้รับยกย่องว่าเป็นชน ชั้นสูง แต่ความเป็นชนชั้นสูงก็จะถูกลดลงมาทุกชั่วคนและหมดสิ้นไป เมื่อชั่วคนที 5 (คึกฤทธิ์ ปราโมช 2510: 283) และความเป็นขุนนางก็เช่นเดียวกัน บรรดาศักดิ์ของขุนนางแต่ละคนเมื่อตายไปแล้วก็หมดสิ้น มิได้ตก ทอดถึงลูกหลาน ส่วนสามัญชนที่เป็นไพร่ถ้าได้รับการสนับสนุนจากขุนนางหรือมีความดีความชอบในทาง ราชการ เป็นที่ต้องพระราชอัธยาศัยของกษัตริย์ก็อาจได้เลื่อนฐานะทางชนชั้นได้ กลุ่มคนในอยุธยาที่มีโอกาสได้ เลื่อนฐานะ คือ เจ้านาย ขุนนาง และไพร่ การเลื่อนขั้นทางสังคม สมัยกรุงศรีอยุธยาจึงเปิดโอกาสให้ผู้คนได้มีการเคลื่อนไหวทางชั้น ของสังคม โดยที่โอกาสการเลื่อนฐานะทางสังคมให้สูงขึ้นจะมีน้อยกวาการเลื่อนฐานะตํ่าลงหลักเกณฑ์อยู่ที่ความสามารถ สติปัญญาของบุคคลเป็นสําคัญและไม่มีแบบแผนที่ตายตัว ขึ้นอยู่กับพระราชวินิจฉัยของกษัตริย์พระองค์จึงอยู ในฐานะที่จะให้ทั้งคุณและโทษ ทําให้เป็นที่เคารพยําเกรงแก่ขุนนาง และข้าราชบริพาร ลําดับชั้นทางสังคมสมัย


๕๔ กรุงศรีอยุธยา ผลจากการที่รัฐออกกฎหมายศักดินาจัดระเบียบ เพื่อกาหนดบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของ บุคคลทําให้มีการจัดลําดับชั้นทางสังคม 2 กลุ่มใหญ่คือ 1) ชนชั้นปกครอง ประกอบด้วย เจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่หรือเรียกว่า มูลนาย สิทธิประโยชน์ ที่ชนชั้นปกครองได้รับ คือ การควบคุมไพร่ที่ได้รับพระราชทาน ความมังคั่งของมูลนายจึง ่ เกิดผลผลิตที่มาจากแรงงานไพร่และทาส 2) ชนชั้นใต้ปกครอง ประกอบด้วย ไพร่และทาส ไพร่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา หมายถึง ชายฉกรรจ์ ที่มีบริวาร คือ ลูกเมีย และญาติ มีฐานะเป็นสามัญชน การควบคุมไพร่จัดไว้ในรูปบัญชีหาง ว่างขึ้นอยูกับพระสัสดีซ้ายขวา จัดไพร่ได้เป็น 3 ประเภท คือ ไพร่สม ไพร่หลวง และไพร่ส่วย ทาสเป็นกลุ่มคนที่มีฐานะตํ่าสุดในสังคม กฎหมายลักษณะทาสในปี พ.ศ. 2119 (ภารดีมหาขันธ์ 2532, หน้า 39-40) ได้แบ่งทาสเป็น 7 ประเภท คือ ทาสสินไถ่ ทาสในเรือนเบี้ย ทาสท่านให้ทาสที่ได้มาแต่ บิดามารดา ทาสที่ได้จากการช่วยให้พ้นตกโทษทัณฑ์ ทาสที่ได้จากข้าวยากหมากแพง และทาสเชลย ทาส เหล่านี้มีสภาพเหมือนวัตถุสิ่งของ สามารถซื้อขาย ยกเป็นมรดกได้ ความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นต่างๆ ในระบบศักดินา เป็นความสัมพันธ์ที่อยู่บนพื้นฐานของ การพึ่งพา อาศัยและการตอบแทนกันที่เรียกว่าระบบอุปถัมภ์ ซึ่งกำหนดความได้เปรียบทางเศรษฐกิจที่เรียกว่าระบบ อุปถัมภ์ ซึ่งกำหนดความได้เปรียบทางเศรษฐกิจสังคมของชนชั้นปกครองหรือมูลนาย ให้อยู่เหนือไพร่และทาส การเลื่อนชั้นทางสังคม หมายถึง การเปลี่ยนแปลงฐานะของชั้นทางสังคมอาจสูงขึ้นเท่าเดิม ตํ่ากว่าเดิม ก็ได้ การเลื่อนชั้นทางสังคม สมัยกรุงศรีอยุธยาเปิดโอกาสให้ผู้คนได้เลื่อนไหลทางชั้นของสังคม โดยที่โอกาส การเลื่อนฐานะทางสังคมให้สูงขึ้นมีน้อยกว่าการเลื่อนฐานะให้ตํ่าลง เกณฑ์การ กาหนดการเลื่อนชั้นอยู่ที่ความรู้ ความสามารถไม่มีแบบแผนที่ชัดเจนขึ้นอยู่กับพระราชวินิจฉัยของพระมหากษัตริย์ พระองค์จึงอยูในฐานะที่ให้ ทั้งคุณและโทษ ทําให้เป็นที่เคารพยกเกรงแก่ขุนนาง ข้าราช บริวาร และสามัญชนทั่วไป สมัยกรุงธนบุรี พระราชภารกิจที่สําคัญของพระมหากษัตริย์ คือ การทําศึกสงคราม ทั้งภายในและ ภายนอก โดยเฉพาะกับพม่าและฟื้นฟูศาสนา เศรษฐกิจ วัฒนธรรมประเพณี ภายหลังจากการรวบรวม บ้านเมืองเป็นปึกแผ่นมั่นคงแล้ว ปรากฏหลักฐานในพงศาวดารกรุงธนบุรี สําหรับแบบแผน จัดการของ การเมืองการปกครองยังคงรับสืบทอดต่อจากกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย 3.5 การเปลี่ยนแปลงสังคมวัฒนธรรม สมัยรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2325-2475) ศูนย์กลางอํานาจแห่งใหม่ของสังคมไทย ถูกกำหนดขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก นโยบายที่สําคัญในการปฏิรูปบ้านเมืองคือ “.สร้างเมืองให้ใหญ่โตและสง่างามเทียบเท่ากรุงศรีอยุธยาเมื่อครั้ง บ้านเมืองยังดี.” เพื่อให้เป็นไปตามพระราชโชบาย จึงได้มีการนําระเบียบแบบแผนในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็น แบบอย่างในการปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมในกรุงรัตนโกสินทร์


๕๕ การเปลี่ยนแปลงสังคมวัฒนธรรมในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ปรากฏขึ้นชัดเจนในปีพ.ศ. 2413 ซึ่งเป็นปี ที่ขุดคลองสุเอซได้สําเร็จ พระมหากษัตริย์จึงทรงเห็นความจําเป็นต้องเปลี่ยนแปลงการจัดระเบียบสังคมใหม่ โดยมีปัจจัยที่มีอิทธิพล 2 ประการคือ (เปรมวิทย์ ท่อแก้ว 2543, หน้า 75-76) ประการแรก โลกทัศน์และค่านิยมแบบตะวันตกเผยแพร่เข้ามาสู่สังคมไทยโดยการติดต่อค้าขาย พระมหากษัตริย์ไทย เช่น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงศึกษาภาษาอังกฤษ ทําให้ทรงมี วิสัยทัศน์เห็นความสําคัญของการศึกษา และการพัฒนาประเทศให้เจริญประกอบกับปัญหาที่เกิดกับประเทศ เพื่อนบ้าน ทําให้ผู้นําตระหนักถึงความจําเป็นในการเปลี่ยนแปลงสังคมวัฒนธรรมไทย คือการคุกคามของ มหาอํานาจตะวันตกอันได้แก่ อังกฤษและฝรั่งเศส จากลัทธิการล่าอาณานิคมในภูมิเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ที่ ส่งผลกระทบต่อเอกราชของสังคมไทย ประการที่สอง เกิดจากการปรับตัวด้านนโยบาย เพื่อผ่อนปรนความต้องการสินค้าข้าวของชาติ ตะวันตก ในปี พ.ศ. 2405 ไทยได้สนธิสัญญาการค้ากับอังกฤษที่เรียกว่า สนธิสัญญาเบาริ่ง และต่อมาได้ทํา สัญญาทํานองเดียวกันนี้กับชาติตะวันตกอื่นๆ อันเป็นจุดเปลี่ยนทางเศรษฐกิจที่สําคัญของไทย แม้ข้อผูกพันใน สนธิสัญญาชุดนี้ ทําให้ไทยอยู่ในภาวะเสียเปรียบทางเศรษฐกิจ แต่มีผลทําให้การค้ากับต่างประเทศเกิดการ ขยายตัว การผลิตแบบพอยังชีพของเกษตรกร เริ่มเปลี่ยนเป็นการผลิตเพื่อการค้า หรือส่งออก การยอมรับ วัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาของชนชั้นผู้นําไทย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นพื้นฐานสําคัญของการปฏิรูปใน รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวัฒนธรรมตะวันตก แพร่กระจายสู่สังคมไทยกระบวนการตอบรับและปรับตัวทางสังคมวัฒนธรรม ในระยะนี้สามารถจําแนกออกได้ 3 ประการ คือ (Riggs, อ้างถึงในวิไลเลขา ถาวรธนสาร 2545, หน้า 20- 21) 1) การพัฒนาแบบตะวันตกนิยม (Westernization) คือ การยอมรับเอาความเจริญที่เป็นของ ตะวันตกเข้ามาปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม เช่น การเรียนภาษาต่างประเทศ การมีที่ปรึกษา ราชการเป็นชาวตะวันตกการแพทย์สมัยใหม่ การรับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเป็นต้น 2) การปรับปรุงจารีตประเพณีใหม่ (Neotraditionalism) คือ ความพยายามที่จะย้อนกลับไป หาความเชื่อหรือสถาบันดั้งเดิมโดยมีการชําระหรือปฏิรูปให้มีลักษณะยืดหยุ่น เหมาะสมกับ สภาวะแวดล้อมอย่างใหม่ เพื่อสามารถนําออกมาใช้ต่อต้านแนวความคิดของวัฒนธรรม ตะวันตกในบางประการได้ เช่น การอนุญาตให้ประชาชนเข้าเฝ้าขณะเสด็จพระราชดําเนิน เยี่ยมประชาชนและสามารถร้องทุกข์ถวายฎีกาเป็นต้น 3) การรับลัทธิอุตสาหกรรม (Industrialism) คือ การนําเอาเทคโนโลยีทันสมัยที่ได้จากการ พัฒนาอุตสาหกรรมในตะวันตกมาใช้ เช่น โรงสีข้าว การทําเหมืองแร่ การคมนาคมโดยรถไฟ การสร้าง ถนนเพื่อส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เป็นต้น


๕๖ การปรับเปลี่ยนสังคมวัฒนธรรมไทยตามกระบวนการดังกล่าวมิได้เป็นการลอกเลียนแบบวัฒนธรรม ตะวันตกทั้งหมด เป็นเพียงการเลือกรับเข้ามาผสมผสาน และปรับปรุงแบบแผนจารีตให้เหมาะสมกับ สภาวการณ์ในขณะนั้น ภายใต้การริเริ่มและดําเนินการโดยกลุ่มชนชั้นนําไทย ลักษณะของสังคมวัฒนธรรม แบบดั้งเดิมจึงยังคงมีบทบาทอยู่มากในสังคมระดับล่างของไทย 3.6 การปฏิรูปสังคมไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูหัว ได้มีปฏิรูปเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างทาง สังคมให้ทันสมัยแบบตะวันตกครั้งใหญ่ มิได้เพียงเพื่อให้รอดพ้นจากภัยคุกคามของชาติเท่านั้น แต่เพื่อการสร้าง ความมั่นคงและเอกภาพของชาติ จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงสถาบันหลักของประเทศทั้งหมด โดยมีเป้าหมาย สําคัญ 3 ประการ คือ (วิไลเลขา ถาวรธนสาร 2545, หน้า 89) ประการแรก คือ การรักษาความสัมพันธ์ ทางการทูตกบนานาประเทศประการที่สอง คือ การทํานุบํารุงกองทัพพอที่จะรักษาความสงบภายใน และ ประการที่สาม คือ การจัดให้มีการบริหารราชการที่เป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อประชาชนจะประกอบอาชีพได้ สะดวก และรัฐบาลจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น เพื่อนํามาพัฒนาและปรับปรุงประเทศ สําหรับการเปลี่ยนแปลงที่ สําคัญประกอบด้วย 1) การเปลี่ยนแปลงสถาบันกษัตริย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักใน ความสําคัญของสถาบันกษัตริย์ในการเปลี่ยนแปลงประเทศทรงปรับปรุงเปลี่ยนบทบาทมาเป็นหัวหน้า ของคณะรัฐบาลที่มีอํานาจหน้าที่ตัดสินใจดําเนินนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ ทรงต้องการให้คณะ รัฐบาลและข้าราชการเป็นกลไกการบริหารอย่างแท้จริง (วิไลเลขา ถาวรธนสาร 2545, หน้า 93) ทรงฝ่าฟันอุปสรรคในยุคของการมีผู้สําเร็จราชการ โดยใช้นโยบายผ่อนปรน รอเวลา และเลือกสรรผู้ เข้ามาทําหน้าที่ในส่วนราชการต่างๆ ที่มีความสามารถและความจงรักภักดีก้าวแรกที่ทรงแสดงว่ามี พระประสงค์เป็นผู้นําของคณะรัฐบาล คือ การยกเลิกประเพณีหมอบคลานในราชสํานัก การจัดตั้ง สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ่ (Council of State) ในปี พ.ศ. 2416 โดยให้มีอํานาจนินิติบัญญัติ และการจัดตั้งสภาองคมนตรี (Privy Council) ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นองค์กรทางการบริหาร หลักการ ปฏิบัติงานในสภาใช้ระบบเสียงข้างมาก สมาชิกมีสิทธิที่จะอภิปรายได้อยางเสรี และให้มีอํานาจ ทักท้วงพระมหากษัตริย์ได้ แม้บทบาทของสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินยังไม่เป็นผลสําเร็จนัก แต่เป็น การแสดงให้เห็นถึงปณิธานที่ทรงต้องการเปลี่ยนแปลงการบริหารประเทศ 2) การปรับปรุงระบบบริหารราชการแผ่นดิน ระบบบริหารราชการแผ่นดินของไทย มีเป้าหมายและ แนวทางการทํางานที่แตกต่างไปจากการปกครองของตะวันตกอย่างสิ้นเชิง การเปลี่ยนแปลงระบบ ราชการไทยให้เป็นแบบตะวันตกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทํางานจึงต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติที่มีแต่ เดิมในระบบการทํางานให้ได้เสียก่อน ระบบการบริหารราชการไทยที่มีความแตกต่างจากระบบ บริหารแบบตะวันตก (วิไลเลขา ถาวรธนสาร 2545, หน้า 98-105) คือ


๕๗ ประการแรก ระบบราชการไทยมีลักษณะรวมตัวกันอย่างหลวมๆ ของหน่วยงานต่างๆ ที่มีหน้าที่รวมแบบ เบ็ดเสร็จ กล่าวคือ กรมกองหนึ่งๆ จะมีหน้าที่หลายๆ อย่างอยู่ในหน่วยงานเดียวและสามารถจะดํารงอยูได้โดย ที่เกือบจะไม่ต้องเกี่ยวข้องหรือพึ่งพาหน่วยงานอื่นๆ ไม่มีการแบ่งแยกงานทําตามความชํานาญเฉพาะอย่างตาม ระบบบริหารตะวันตก ประการที่สอง ระบบราชการไทยแต่เดิมมีเป้าหมายอยู่ที่การรักษาระบบและสถานะเดิม (System Maintenance) มิได้มุ่งปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดผลสําเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ ลักษณะเช่นนี้เกิดจากปัจจัยสําคัญ 3 ประการ คือ 1) ระบบราชการไทยมิได้สนองตอบเฉพาะพระบรมราชโองการแต่ต้องสนองตอบต่อผลประโยชน์ ของขุนนางเองเป็นหลัก ขุนนางไม่ยอมเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่จะมีผลกระทบต่อผลประโยชน์ของตน 2) ระบบราชการไทย ไม่มีการแยกออกเป็นสัดส่วนระหว่างส่วนราชการและส่วนบุคคล ในการ ดํารงชีวิตของขุนนางไม่มีการแบ่งบทบาทหน้าที่ในฐานะข้าราชการและบทบาทส่วนบุคคล ไม่มี การกาหนดเวลาราชการแยกออกจากเวลาที่ขุนนางจะใช้ชีวิตส่วนตัว ลักษณะเช่นนี้ทําให้ไม่มีการ แบ่งแยกผลประโยชน์ของรัฐออกจากผลประโยชน์ส่วนตัวของข้าราชการที่ชัดเจน 3) การแต่งตั้งบุคลากรเข้าทําหน้าที่ในระบบราชการเดิมมีลักษณะสืบตระกูล ในทางทฤษฎี พระมหากษัตริย์จะทรงเป็นผู้เลือกสรรขุนนางโดยผ่านการถวายตัว แต่ในทางปฏิบัติผู้บังคับบัญชา กรม กองจะเลือกบุตรหลานตนเข้ารับราชการ ซึ่งยอมจะมีแนวคิดและผลประโยชน์เช่นเดียวกับ ขุนนางรุ่นเก่า ลักษณะเช่นนี้ ขุนนางรุ่นใหม่ก็จะพยายามรักษาระบบเดิมไว้ต่อไป ประการที่สาม ระบบราชการไทยไม่เน้นประสิทธิภาพในการทํางานด้านวิชาการและเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อแกปัญหาและพัฒนาสังคม เป้าหมายสําคัญอยู่ที่ระบบคุณธรรม ผู้นําซึ่งเชื่อว่ามีคุณธรรมสูงจะเป็นผู้กา หนดว่าบุคคลต่าง ๆ ในสังคมควรมีหน้าที่อย่างไร ระบบราชการไทยจึงไม่มีระเบียบกาหนดไว้เป็นการแน่นอน ความมั่นคงของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาจึงอยู่ที่ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับผู้บังคับบัญชา ประการที่สี่ข้าราชการมีลักษณะเป็นปัจเจกบุคคลสูง ทําให้ความรับผิดชอบที่มีต่อกรม กอง อยู่ ใน ขอบเขตจํากัดและทําให้ศักยภาพในผลสําเร็จของงานอยู่ในระดับตํ่า ่ จากการที่ระบบบริหาราชการของไทยไม่ ส่งผลดีต่อการบริหารจัดการบ้านเมือง ทําให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าทรงเปลี่ยนแปลงระบบบริหา ราชการของไทยให้เป็นแบบตะวันตกทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น คือ 1) การปรับปรุงระบบบริหาราชการส่วนกลางในปี พ.ศ. 2435 ได้ทรงจัดตั้งกระทรวงแบบใหม่ขึ้น จํานวน12 กระทรวง มีความมุ่งหมายเพื่อจัดสรรงานในแขนงต่างๆ ให้อยู่เป็นสัดส่วนในกระทรวง เดียวกันมีการจัดระบบการทํางาน การกาหนดระดับชั้น การเลื่อนระดับชั้น การโยกย้ายตําแหน่ง ตลอดจนการได้รับบําเหน็จความดีความชอบของข้าราชการได้อย่างเป็นระเบียบ มีหลักเกณฑ์การ


๕๘ คัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการ โดยเปิดรับบุคคลที่มีการศึกษาในทุกระดับชั้นของสังคมทําให้เกิด ค่านิยมแบบใหม่ในระบบข้าราชการไทย 2) การปรับปรุงระบบบริหารราชการส่วนภูมิภาค จัดให้มีการปกครองแบบรวมอํานาจเข้าสู่ศูนย์กลาง อย่างเป็นระเบียบ โดยรวมหัวเมืองจัดเป็นเขตการปกครองที่เรียกว่า ระบบเทศาภิบาล เป็นหน่วย ราชการส่วนภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุด รองลงมาคือ จังหวัด อําเภอ ตําบล และหมู่บ้านตามลําดับและส่ง ข้าหลวงเทศาภิบาลจากส่วนกลางไปปฏิบัติราชการตามมณฑลต่างๆ มีผลทําให้อาณาจักรที่เคย ปกครองด้วยระบบอาณาจักรกลายเป็นระบบรัฐประชาชาติ (National State) ในที่สุด 3) การปรับปรุงระบบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น สุขาภิบาล แต่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล (ภารดี มหาขันธ์ 2532, หน้า 134) สุขาภิบาลเริ่มมีครั้งแรกในปี พ.ศ. 2440 ในเขตกรุงเทพมหานคร โดย มีจุดมุ่งหมายที่จะป้องกันมิให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บและจัดระเบียบชุมชน 3.7 การเลิกระบบไพร่ และทาส 1) การเลิกระบบไพร่ ได้มีการยกเลิกในปีพ.ศ. 2448 หลังจากการเกิดวิกฤตการณ์วังหน้า ทําให้ พระองค์ทรงตระหนักถึงการที่พระมหากษัตริย์ไม่สามารถควบคุมกำลังคนได้อย่างแท้จริง เนื่องจาก ไพร่มีความสัมพันธ์กับมูลนายมากกว่ารัฐ จึงมีความจําเป็นที่รัฐบาลต้องมีกองทหารอาชีพตามแบบ ตะวันตก ่ เพื่อป้องกันประเทศจึงทรงพัฒนากรมทหาร เพื่อเป็นพื้นฐานของการจัดตั้งกองทหารอาชีพ และประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะการเกณฑ์ทหาร กาหนดให้ชายฉกรรจ์อายุ 18-60 ปี ต้อง เข้ารับราชการทหาร กฎหมายฉบับนี้จึงถือว่าพันธะสังคมในระบบไพร่เป็นอันสิ้นสุดลง ไพร่จึง กลายเป็นพลเมืองที่อยูภายใต้การบริหารของรัฐโดยตรง 2) การเลิกระบบทาส สาเหตุการเลิกทาสมาจากอิทธิพลของแนวคิดตะวันตกที่เน้นความเสมอภาคของ ประชาชน การที่ไทยมีระบบทาสทําให้ต่างชาติดูถูก (เปรมวิทย์ ท่อแกว ้ 2541, หน้า 79) ทั้ง ประโยชน์ของทาสมีน้อยกวาไพร เนื่องจากทาสเป็นผลประโยชน์ของมูลนายโดยตรง และระบบทาส ยังเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจ สังคม กระบวนการดําเนินการเลิกทาส กระทําอย่างค่อยเป็น ค่อยไปจนถึงปี พ.ศ. 2448 ได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติเลิกทาส มีผลทําให้การมีทาสในสังคมไทย สิ้นสุดลงเป็นรากฐานสําคัญในการยกฐานะของพลเมืองให้มีความเป็นมนุษย์และมีความเสมอภาคเท่า เทียมกัน 3.8 การจัดการศึกษาแบบตะวันตก การเห็นคุณค่าของการศึกษาเริ่มมากขึ้นตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ ผู้นําไทยเห็นว่าการศึกษาแบบ ตะวันตกจะช่วยให้คนไทยสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปได้ดีและยอมรับข้อเสนอของมิชชั่นนา รีในการจัดตั้งโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษและวิชาการสมัยใหม่ให้กับบุตรหลานของชนชั้นผู้นํา และขยายตัวลง มาสู่สามัญชนในที่สุด การจัดการศึกษาของไทยจึงเริ่มเปลี่ยนจากบ้าน วัด และวังมาเป็นสถาบันการศึกษาตาม แนวทางตะวันตก นับตั้งแต่โรงเรียนจนถึงมหาวิทยาลัยในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า รัฐบาลเริ่ม


๕๙ จัดการศึกษาอย่างจริงจังในระบบโรงเรียนเมื่อปี พ ่ .ศ. 2414 ด้วยการตั้งโรงเรียนหลวงขึ้นใน พระบรมมหาราชวังและปี พ.ศ. 2427 มีการจัดตั้งโรงเรียนสําหรับคนทั่วไปตลอดจนขยายออกไปตามมณฑล ต่างๆ และส่งนักเรียนไทยไปเรียนในต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาให้มีความรู้และเข้ารับราชการใน หน้าที่ต่างๆ ทําให้สามัญชนมีโอกาสในการเลื่อนชั้นทางสังคม นําไปสู่การก่อตัวของชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นชนชั้น ใหม่ของสังคมไทย 3.9 การเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ หลังจากการทําสนธิสัญญาเบาริ่ง การค้าระหว่างประเทศของไทยได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จํานวน สินค้าส่งออกซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าว ไม้สัก ยางพารา ดีบุก มีจํานวนการส่งออกมาก การขยายตัวดังกล่าวเกิดจากความต้องการสินค้าที่เป็นวัตถุดิบจากต่างประเทศ อันเป็นที่มาของการผลิตสินค้า แบบพึ่งพา (ภารดี มหาขันธ์ 2532, หน้า 79) เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตและวิถีการผลิตของ ชาวนา จากการผลิตสิ่งที่จําเป็นต่อการดำรงชีวิตเองทุกชนิดกับหันมาผลิตข้าวเพื่อค้าแล้วซื้อสิ่งที่จําเป็นในการ ดำเนินชีวิตบางอย่างจากตะวันตกการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่สําคัญ ได้แก่ 1) การปฏิรูปการคลัง โปรดให้ยกฐานะกรมพระคลังมหาสมบัติเป็นกระทรวงการคลัง เพื่อดูแล การจัดเก็บภาษีโดยตรงและจัดทํางบประมาณแผนดิน จัดสรรเงินให้กระทรวงต่างๆ 2) การเปลี่ยนแปลงด้านการผลิตไปสู่การเกษตรเพื่อการค้า โดยเฉพาะข้าวมีการอนุญาตให้ ส่งออกได้โดยเสรี ขณะเดียวกันความต้องการในตลาดต่างประเทศมีมากและสม่ำเสมอจึงเป็น แรงจูงใจให้ชาวนาขยายการผลิตออกไป เงินตราที่ได้จากการขายข้าวถูกนําไปซื้อสินค้ายังชีพ บางอย่างจากตะวันตก มีผลทำให้ระบบอุตสาหกรรมพื้นบ้านของไทยเสื่อมและขาดการสืบ ทอดที่ต่อเนื่อง 3) การเติบโตของชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นชนชั้นใหม่ของสังคม มีรากเหง้าจากการปรับตัวทาง เศรษฐกิจของกลุ่มพวกคนจีนและพวกสามัญชนที่เป็นพ่อค้าและคนที่มีความรู้ความชํานาญ ในการทําสวน ทําไร่ และวิชาชีพต่างๆ (ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม 2544, หน้า 148) การเติบโต ของสังคมชนชั้นกลางที่เห็นได้เป็นรูปธรรมจากรูปแบบทางกายภาพของชุมชนเมือง คือ การ เกิดรูปแบบอาคารใหม่ในลักษณะที่เรียกวา “ตึก” อันเป็นสิ่งก่อสร้างก่ออิฐถือปูนและรับ แบบอย่างจากสถาปัตยกรรมตะวันตก 4. การเปลี่ยนแปลงสังคมไทยภายหลังพุทธศักราช 2475 ความเป็นมาของแนวคิดแบบประชาธิปไตย ได้เข้ามาสู่สังคมไทยพร้อมกับการรับวัฒนธรรมและ วิทยาการตะวันตก การติดต่อกับชาวต่างประเทศ การปฏิรูปประเทศให้ทันสมัย การขยายตัวทางการศึกษา มี ผลต่อการตอบรับแนวคิดประชาธิปไตยซึ่งได้มีการเผยแพร่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในหมู่ ชนชั้นสูง ข้าราชการ และสามัญชนที่มีความรู้การเสนอความคิดเห็นและการเรียกร้องทางการเมืองได้เริ่มก่อตัวขึ้นเป็นสําคัญ และ นําไปสู่การเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยในวันที่24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 โดย


๖๐ กลุ่มบุคคลที่เรียกว่า“คณะราษฎร์”สิ่งที่ถูกนํามาเป็นเหตุผลสําคัญในการปฏิวัติคือความล้มเหลวในการ ปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และปัญหาความไม่เป็นธรรมของสังคม ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยความพยายามในการ เปลี่ยนแปลง ทางสังคมของคณะราษฎร์เริ่มปรากฏออกมาในรูปของการออกกฎหมายที่เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับ ราษฎร์ (เปรมวิทย์ ท่อแก้ว 2543, หน้า 81-82) หลัก 6 ประการของคณะราษฎร์ทําให้ประเด็นเรื่องเอกราช ความสงบภายใน การวางโครงการทางเศรษฐกิจเพื่อราษฎร สิทธิเสมอภาค เสรีภาพ และการศึกษาได้ กลายเป็นนโยบายสําคัญและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เช่น การสร้างค่านิยมใหม่ที่ยึดถือ รัฐธรรมนูญเป็นศูนย์กลางอํานาจและความชอบธรรมแทนสถาบันกษัตริย์ การบรรจุเนื้อหาประชาธิปไตยใน หลักสูตรการเรียนการสอน การออกกฎหมายจัดการศึกษาภาคบังคับโดยรัฐบาลต้องจัดให้กับประชาชนอย่าง เต็มที่และจัดตั้งมหาวิทยาลัยในระดับอุดมศึกษาเป็นต้น ในปี พ.ศ. 2481 จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ขึ้นมาบริหารประเทศเป็นรัฐบาลชาตินิยมตามกระแส ชาตินิยมที่เกิดขึ้นภายหลังการสิ้นสุดของจักรพรรดินิยมตะวันตก นอกจากเน้นการเป็นสังคมเกษตรกรรมแล้ว ปี พ.ศ. 2482 รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการรัฐนิยมโดยมีการออกรัฐนิยมให้ปฏิบัติตาม 12 ฉบับมีสาระสําคัญ เช่น การเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทย การกาหนดเครื่องแต่งกายให้ทันสมัย มีการ บังคับให้ใส่หมวกและเลิกกิน หมาก พร้อมทั้งตั้งกระทรวงวัฒนธรรมขึ้น ปี พ.ศ. 2495 โดยแบ่งส่วน ราชการออกเป็น 3 กรมให้ทําหน้าที่ ปรับปรุงส่งเสริมวัฒนธรรม ได้มาถูกยกเลิกไปในสมัยจอม พลสฤษดิ์ ธนรัชต์ และตั้งกระทรวงพัฒนาการ แห่งชาติขึ้นมาแทนคําว่าการ “พัฒนา” จึงมีที่มาพร้อมๆกันการถูกจัดเป็นประเทศด้อยพัฒนาหรือประเทศโลก ที่สามที่กำหนดโดยสหรัฐอเมริกาและประเทศเครือข่ายในฝ่ายเสรีประชาธิปไตย ผลงานด้านชาตินิยมได้รับความนิยมในระยะแรก ๆ แต่ยิงนานวันทหารญี่ปุ่นยิ่งเพิ่มจํานวนมากขึ้น และใช้ไทยเป็นฐานทัพและสนามรบทําให้ประชาชนไม่พอใจและหมดศรัทธาในรัฐบาลของจอม พล ป.พิบูล สงคราม นโยบายชาตินิยมเองก็เสื่อมตามไปด้วย 4.1 การเปลี่ยนแปลงสังคมไทยตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมาสังคมไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากโดยเฉพาะในปีพ.ศ. 2500 เป็นต้นมา เนื่องจากไทยมีนโยบายเศรษฐกิจที่ตอบสนองต่อการพัฒนาของระบบทุนนิยมโลก โดยการ เปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศอยางที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มาในปี พ.ศ. 2504 นับเป็นปีแรกที่ได้มีการ ประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สําคัญของสังคมไทยโดยรับอิทธิพลและ แรงผลักดันจากธนาคารโลกและนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาที่ต้องการหยุดยั้งการขยายตัวของ อุดมการณ์สังคมนิยม สมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในปี พ.ศ. 2502 ได้จัดตั้งสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติขึ้น และเปลี่ยนชื่อเป็นสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในปี พ.ศ. 2515 (สุดใจ ทูล พานิชย์กิจ 2547, หน้า 130) มีหน้าที่จัดทําแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ วิเคราะห์ โครงการ


๖๑ พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม สํารวจศึกษา จัดทําข้อมูลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ สังคม บัญชีประชาชาติ และ ข้อมูลที่เกี่ยวกับการพัฒนาประเทศ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 เริ่มใช้ปี พ.ศ. 2504-พ.ศ. 2509 นับถึงปัจจุบัน ประเทศไทยอยู่ในระหว่างการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 ซึ่งเริ่มใช้ในปี พ.ศ. 2545- 2549 รวมระยะเวลา 45 ปี แนวคิดในการพัฒนามีความแตกต่างกันไปมากตามช่วงเวลา ผลของการพัฒนาที่ ผ่านมาสามารถสรุปในภาพรวมได้ดังนี้ (สุดใจ ทูลพานิชย์กิจ 2547, หน้า 178-179) 1) การพัฒนาด้านคุณภาพชีวิต คนไทยได้รับการพัฒนาทั้งด้านสติปัญญา สุขภาพอนามัย และ สิ่งแวดล้อมต่างๆ คือ ๑.๑ การจัดการศึกษาของไทยมีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ทําให้ประชากรที่มีอายุ ตั้งแต่ 6ปี ขึ้นไปสามารถอ่านออกเขียนได้ มากกวาร้อยละ 91 อัตราการออกจาก โรงเรียนและเด็กไม่ได้อยู่ในโรงเรียนลดลงอย่างต่อเนื่องทุกระดับการศึกษา 1.2 ระบบการบริการสาธารณสุขมีการพัฒนาดีขึ้น ทําให้ประชากรไทยมีอายุขัยเฉลี่ยยืนยาว ขึ้นเป็น 72 ปี อัตราการตายของทารกและหญิงมีครรภ์ลดลง ภาวการณ์เจ็บป่วยลดลง ไม่พบการขาดสารโปรตีนรุนแรงในกลุ่มเด็กอายุ 0-5 ปี รัฐบาลสามารถสร้างเครือข่าย การให้บริการที่สามารถเข้าถึงประชาชนได้เกือบทั่วประเทศ แต่ยังคงมีความเหลื่อมลํ้า ค่อนข้างมากระหว่างเขตเมืองกับเขตชนบทและเขตกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด 1.3 ปัญหาความยากจนเพิ่มสูงขึ้นประมาณร้อยละ 15.9 ของประชากรทั้งประเทศ คิดเป็น ประชากรประมาณ 9.9 ล้านคน นอกจากนี้ความเหลื่อมลํ้าในรายได้ยังอยูในระดับสูง 1.4 ปัญหาคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนไทยยังมีอยู่ แต่ลดระดับ ความรุนแรงลง โดยเฉพาะปัญหาคุณภาพนํ้าและอากาศ ส่วนปัญหาขยะ และของเสีย อันตรายยังมีแนวโน้มสูงขึ้นเนื่องจากขีดความสามารถในการจัดเก็บและการกาจัดขยะ ของหน่วยงานภาครัฐยังมีไม่เพียงพอ 2) การพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวม รัฐบาลได้ใช้นโยบายการเงินการคลัง เพื่อแก้ไขภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงแรกของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 มีผลทําให้ระบบเศรษฐกิจมีเสถียรภาพดีขึ้น ในระดับหนึ่ง ประเด็นสําคัญๆ อื่น คือ


๖๒ 2.1อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศมีเสถียรภาพอัตราเงินเฟ้ออยูระดับตํ่า เพียง ร้อยละ 2 2.2สถาบันการเงินยังประสบปัญหาการดําเนินงานทําให้ปริมาณหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ อยู่ในระดับสูงแม้รัฐบาลได้พยายามฟื้นฟูสถาบันการเงินแล้วก็ตาม แต่ระบบการเงิน ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย 2.3ฐานะการคลังของรัฐบาล ยังขาดดุลต่อเนื่อง นับจากการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ การ จัดเก็บรายได้ของรัฐบาลไม่เป็นไปตามเป้าหมาย 2.4ประสิทธิภาพในการผลิตและความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติของไทย ลดตํ่าลง นอกจากนี้ยังต้องเผชิญกับเงื่อนไขการค้าใหม่ๆ ที่กระทบต่อการส่งออก มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นด้านการใช้แรงงานเด็ก มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน ตลอดจนผลิตสินค้าที่ดัดแปลงพันธุกรรม 3) การบริหารจัดการทรัพยากรภาครัฐภาวะวิกฤตเศรษฐกิจทําให้รัฐบาลต้องปรับลดงบประมาณรายจ่าย ประจําปีลง ร้อยละ 5.4 ต่อปี ขณะที่รายจ่ายประจําสูงขึ้น นอกจากนี้การฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับสู่ ปกติต้องใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทําให้รัฐบาลจําเป็นต้องกู้เงินจากต่างประเทศมาเสริม เงินกู้ปกติอีกจํานวนมากทําให้หนี้รัฐบาลสูงขึ้น 4.2 แนวคิดการพัฒนาสังคมไทย หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เกิดการแพร่กระจายของระบบทุนนิยมเข้ามาในประเทศโลกที่สามหรือ ประเทศกาลังพัฒนา ก่อให้เกิดการขยายตัวด้านอุตสาหกรรมและชุมชนเมืองการเปลี่ยนแปลงสังคม วัฒนธรรม ในหลายๆด้านด้วยกัน (ยศ สันตสมบัติ 2544, หน้า 263-269) การเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม ประการหนึ่งสืบเนื่องมาจากการขยายตัวของระบบทุนนิยมตะวันตก คือการพึ่งพาและถูกครอบงําโดยการ แลกเปลี่ยนเชิงพาณิชย์และกลไกตลาด ผลที่ตามมาคือทําให้เงินเข้ามาแทนที่การแลกเปลี่ยนและระบบ ความสัมพันธ์ประเภทอื่นๆ อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น การลงแขกเกี่ยวข้าว หรือความสัมพันธ์ทางการผลิต แบบช่วยเหลือกันและกันในชุมชนไทยเริ่มสูญหายไปและถูกแทนที่ด้วยการจ้างงานเป็นรายวันด้วยค่าตอบแทน เป็นเงินสดเป็นต้น สังคมไทยนับตั้งแต่เริ่มมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ “การพัฒนา” ทั้งหลายล้วนเป็นการ เลียนแบบและเอาอย่างความทันสมัยของตะวันตกมากกว่าการพัฒนาคุณภาพชีวิต และความสามารถทางการ ผลิตในลักษณะที่สอดคล้องกับบริบทของสังคมวัฒนธรรมไทย การมุ่งสนับสนุน การเจริญเติบโตของ อุตสาหกรรมการผลิตภาคเมือง โดยศึกษาทรัพยากรทุนและกาลังแรงงานจากภาคชนบท เข้ามาสร้างความ เจริญเติบโตยังผลให้ชนบทตกอยู่สภาวะเสียเปรียบการพัฒนา ความสามารถในการผลิตของภาคเกษตรกรรม บนพื้นฐานของวัฒนธรรมท้องถิ่นและภูมิปัญญาชาวบ้านขาดความต่อเนื่องและหยุดชะงักลง ความแตกต่าง ระหว่างเมืองกับชนบทเพิ่มมากขึ้นเป็นสําคัญ


๖๓ ในทางสังคมศาสตร์ มีความพยายามที่จะสร้างแนวคิดเพื่อเป็นกรอบในการอธิบายการเปลี่ยนแปลง หรือการพัฒนา(Development) ประเทกาลังพัฒนา เช่น ประเทศไทย ที่สําคัญ 3 ทฤษฎีหลัก คือ (ยศ สันต สมบัติ 2544, หน้า 275-276) 4.3 ทฤษฎีความทันสมัย (Modernization Theory) เป็นแนวคิดที่วางอยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเน้นการขยายตัวและการเจริญเติบโตด้วย การลอกเลียนตัวแบบความสําเร็จของอุตสาหกรรมตะวันตก คุณลักษณะหลายประการที่ประกอบเป็นความ เชื่ออยู่ในกระบวนทัศน์ (Paradigm) การพัฒนาความทันสมัยให้แก่สังคม มีดังนี้(jk. Servaes, อ้างถึงใน กาญจนา แก้วเทพ และคณะ 2543, หน้า 17-18) 1) การพัฒนาเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในแต่ละสังคมอย่างเป็นเส้นตรงก้าวหน้าแบบขั้นบันได (Unilinear) เมื่อเกิดขึ้นแล้วมีแต่ก้าวรุกไปข้างหน้า ไม่มีกระบวนการย้อนกลับ (Irreversible) 2) การพัฒนา หมายถึง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง (Structural Differentiation) และการทําหน้าที่ ใหม่ๆ ของสถาบันสังคม (Functional Specialization) 3) การพัฒนาเป็นกระบวนการที่มีเป้าหมาย เพื่อสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ(Economic Growth) ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ลงทุนสูง 4) การวางแผนดําเนินการพัฒนานั้น ต้องอาศัยการวางแผนจากส่วนกลาง (Centralized Planning) และกระบวนการพัฒนาทั้งหมดสามารถแบ่งออกได้เป็นขั้นๆ อย่างชัดเจน ประเทศที่กาลังพัฒนาแต่ ละประเทศจะมีตัวชี้วัด (Indicators) 5) สาเหตุของความด้อยพัฒนานั้นเกิดจากปัจจัยภายใน (Endogenous Factors) เช่น การขาดเงินทุนใน ประเทศ ทักษะความสามารถของแรงงานและเทคโนโลยีการผลิตล้าหลังเป็นต้น ดังนั้น ในการพัฒนา จําเป็นต้องนําเอาปัจจัยจากภายนอก เช่น เงินทุนเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสนับสนุน สังคมส่วนที่ก้าวหน้า และสร้างความทันสมัยให้แก่สังคมส่วนที่ยังล้าหลังอยู่ จากแนวคิดของการพัฒนาดังกล่าว กระบวนการพัฒนาสังคมจึงเริ่มต้นด้วยการที่แนวคิดใหม่ ถูกนําเข้ามาในสังคมจารีตประเพณี โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มขยายระดับรายได้ของบุคคล (GNP) หรือ ยกมาตรฐานการดํารงชีวิตของคนในสังคมไทยอ่านกระบวนผลิตที่ทันสมัยและการพัฒนาปรับปรุง องค์กร สังคมต่างๆ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม เช่น การเปลี่ยนแปลงวิธีการผลิตของชาวนาไทย จาก ควายมาเป็นรถไถ จากการใช้ปุ๋ยธรรมชาติมาใช้ปุ๋ยเคมี เป็นต้น หลายทศวรรษของการพัฒนาตามทฤษฎีความทันสมัยผ่านไป ประเทศกำลังพัฒนามากมาย หลายแห่ง พบว่าความยากจนมีมากขึ้น ช่องว่างการกระจายรายได้มีมากขึ้น การพึ่งพาทุนและ เทคโนโลยีภายนอกเพิ่มขึ้น เกษตรกรสูญเสียที่ดินทํากินและกลายมาเป็นแรงงานรับจ้างราคาถูกใน เขตเมือง เกิดปัญหาสังคมต่างๆ มากมาย


๖๔ 4.4 ทฤษฎีการพึ่งพา (Dependency Theory) เป็นแนวคิดใหม่ที่เกิดขึ้นเพื่อโต้แย้งทฤษฎีความ ทันสมัย ทฤษฎีนี้ได้ขยายขอบเขตของการวิเคราะห์ปัญหาจากการพัฒนาระดับประเทศมาสู่การวิเคราะห์ ความสัมพันธ์ระหวางประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา โดยเสนอแนวคิดหลักว่าการพัฒนาความ ทันสมัยเป็นกระบวนการนําเอาประเทศกาลังพัฒนาไปพึ่งพาขึ้นต่อประเทศตะวันตกที่พัฒนาแล้ว ทั้งนี้เพื่อดูด ซับเอาทรัพยากรและความมั่นคงจากประเทศกำลังพัฒนาไปเลี้ยงประเทศที่พัฒนาแล้ว จึงมีความเป็นไปได้ยาก ที่ประเทศกำลังพัฒนาจะมีความเจริญขึ้นมาได้ กระบวนทัศน์สําคัญของทฤษฎีการพึ่งพาประกอบด้วย (กาญจนา แก้วเทพและคณะ 2543, หน้า 26) 1) การวิเคราะห์กระบวนการพัฒนาจะต้องแยกดูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่เรียกว่า ประเทศศูนย์กลาง (Dissociation) และประเทศกำลังพัฒนาเรียกว่าประเทศรอบนอก (Peripneral) 2) อุปสรรคที่กีดขวางการพัฒนาของบรรดาประเทศรอบนอกนั้น มิได้เกิดจากปัจจัยภายในประเทศ หากแต่เกิดมาจากปัจจัยภายนอก อันได้แก่ ความสัมพันธ์ที่พึ่งพาและเอาเปรียบของประเทศ ศูนย์กลาง 3) เนื่องจากมีการดูดซับความมังคั่งจากประเทศรอบนอกไปหล่อเลี้ยงประเทศศูนย์กลาง ดังนั้นความ เจริญก้าวหน้าของประเทศที่พัฒนาแล้วจึงเกิดจากความด้อยพัฒนาของประเทศรอบนอกนั้นเอง 4) หากประเทศรอบนอกต้องการที่จะพัฒนาตนเองอย่างแท้จริง ก็จําเป็นต้องตัดขาดตัวเองออกจาก ประเทศศูนย์กลาง ออกจากเศรษฐกิจระบบตลาดโลก และต้องมีนโยบายการพึ่งพาตนเอง (Selfreliance) แทนการพึ่งพา กระบวนทัศน์การพึ่งพาถือกาเนิดเพื่อต่อต้านความทันสมัยที่กล่าวโทษว่าอุปสรรคสําคัญของการ พัฒนาประเทศเกิดมาจากการเอารัดเอาเปรียบของประเทศที่พัฒนาแล้ว จึงเป็นการมองข้ามอุปสรรคที่เกิดจาก ปัจจัยภายในประเทศ เช่น โครงสร้างชนชั้น ปัญหาการคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมือง ความไม่มี เสถียรภาพทางการเมืองเป็นต้น 4.5 ทฤษฎีทางเลือก (Alternative of Multiciplicity) แนวคิดทฤษฎีทางเลือกมีลักษณะการ นําเสนอที่หลากหลายจากนักคิดหลายๆ ท่าน (กาญจนา แก้วเทพ และคณะ 2543, หน้า 78-79) แต่มีหลัก แนวคิดพื้นฐานร่วมกันซึ่งแตกต่างไปจากสองทฤษฎีที่กล่าวมาแล้วโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ 1) มีความเชื่อว่า มีแนวคิดการพัฒนาที่หลากหลายซึ่งสังคมแต่ละแห่งสามารถกาหนดขึ้นเองได้ ภายใต้ บริบทสังคมวัฒนธรรมหนึ่งๆ ไม่จําเป็นต้องมีรูปแบบเหมือนกัน กระบวนทัศน์นี้จึงลดลักษณะที่เป็น สากล (Universaliratie) ของแนวคิดการพัฒนาให้น้อยลง และเพิ่มสัดส่วนของลักษณะที่เป็นท้องถิ่น (Localiotie) ให้มากขึ้น 2) ปรัชญาและเป้าหมายของการพัฒนา รวมทั้งวิธีที่จะทําให้บรรลุเป้าหมาย จะมีลักษณะ“สูตรใครก็สูตร มัน”แม้สังคมหลายแห่งอาจมีเป้าหมายการพัฒนาแบบเดียวกัน หรือกรณีที่เป้าหมายการพัฒนาแต่ละ ประเทศแตกต่างกัน เส้นทางที่จะไปสู่เป้าหมายก็ยิ่งไม่จําเป็นต้องเป็นเส้นทางเดียวกัน


๖๕ 3) นักวิชาการ นักพัฒนาภาครัฐและภาคเอกชน ที่สนใจเรื่องการพัฒนาสังคมได้ศึกษาวิจัยปรากฏการณ์ ใหม่เพื่อเสนอเป็นทางเลือก เช่น วิธีการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมของประชาชน การพัฒนาแบบจากล่าง ขึ้นบนเป็นต้น กระบวนทัศน์ใหม่นี้จึงพบว่านอกจากเนื้อหาสาระทางวิชาการ ของการพัฒนาจะ เปลี่ยนแปลงเป็นแบบใหม่แล้ว เครื่องมือของการศึกษาจําเป็นต้องเปลี่ยนแปลงไปจากการวิจัยที่เป็น เชิงปริมาณ ต้องเปลี่ยนมาเป็นวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เช่น การสังเกตแบบมีส่วนร่วม การศึกษา วัฒนธรรมชุมชนเป็นต้น นักวิชาการในกลุ่มนี้หลายท่านได้เสนอลักษณะสําคัญของกระบวนทัศน์การพัฒนาทางเลือกแบบใหม่ ตัวอยาง เช่น (กาญจนา แก้วเทพ และคณะ 2543, หน้า 30-32) โรเจอร์ส (Rogers, 1976) ได้เสนอคุณลักษณะสําคัญของการพัฒนาที่ค่อนข้างคํานึงถึงมิติทางการเมือง ดังนี้ 1) ประชาชนต้องมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ ในการพัฒนาตนเอง ทั้งในระดับการวางแผน และการดําเนินการ 2) การวางแผนพัฒนาต้องมีลักษณะกระจายอํานาจและต้องเป็นการนําเอาทรัพยากรท้องถิ่นมาใช้ใน กระบวนการพัฒนา 3) ต้องมีการกระจายข่าวสารข้อมูล และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม อย่างเสมอภาค ยุติธรรม 4) ต้องมีการประสานวัฒนธรรมประเพณีเดิมกับระบบสมัยใหม่เข้าด้วยกัน โดยแต่ละท้องถิ่นมีความ แตกต่างกันออกไป เนอร์ฟิน (Nerfin, 1977) ได้เสนอคุณลักษณะสําคัญของการพัฒนาในแนวคิดการเลือกแบบใหม่ดังนี้ 1) เป็นการพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนหลัก ความต้องการนี้รวมทั้งความต้องการด้าน วัตถุและจิตใจ โดยถือว่านอกเหนือจากปัจจัย 4 แล้ว คนเรายังมีความต้องการความเป็นมนุษย์ที่ ต้องการแสดงออก ต้องการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ต้องการความเสมอภาค มีศักดิ์ศรีและเป็นผู้กำหนด ชีวิตตนเอง 2) เป็นการพัฒนาที่เกิดจากแกนกลางของแต่ละสังคมเกิดจากเอกลักษณ์ ค่านิยม และวิสัยทัศน์ของ สังคมนั้นๆ มิใช่การพัฒนาที่นําเข้าจากสังคมอื่นๆ 3) เป็นการพัฒนาที่พึ่งพาทุนทางสังคม วัฒนธรรมประเพณีที่อยู่ในสังคมนั้นๆ คําว่า “การพึ่งพากัน” หมายถึง การพึ่งพาแบบส่วนร่วมหรือการพึ่งพาอาศัยกันและกันในทางปฏิบัติชุมชนแต่ละแห่ง สามารถสร้างระบบการพึ่งพาอาศัยกันระดับชาติ ภูมิภาค และระดับโลก แต่ทั้งนี้ต้องมีรากฐาน หลักอ ยูที่ท้องถิ่นของตนเอง 4) เป็นการพัฒนาที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีเหตุมีผล คํานึงถึงศักยภาพของชุมชนที่จะจัดการกับการ พัฒนานั้น รวมทั้งต้องคํานึงถึงการใช้ทรัพยากรอยางยั่งยืน ยาวนานถึงคนรุ่นต่อไปด้วย ต้องเปิด โอกาสให้ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรอย่างเท่าเทียมกัน การพัฒนาหรือการนําเทคโนโลยีมาใช้ ต้องดําเนินการอย่างระมัดระวัง โดยให้สอดคล้องเหมาะสมกบสภาพสังคมและระดับวัฒนธรรมของ ท้องถิ่น


๖๖ 5) เป้าหมายของการพัฒนา ต้องเป็นการพัฒนาที่ครอบคลุมมิติทุกด้านของสังคมไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ความสัมพันธ์ทางสังคม กิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจ การแบ่งพื้นที่ใช้สอยของสังคม รวมทั้งโครงสร้าง อํานาจ โดยการจัดระบบให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเข้ามามีส่วนร่วม ตัดสินใจ และ สามารถดําเนินการบริหารจัดการได้ด้วยตนเอง ทฤษฎีทางเลือกแบบใหม่จึงเป็นกระบวนทัศน์ที่ให้ความสนใจกบคุณภาพชีวิต เน้นการพึ่งพาตนเอง และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาและการดําเนินงาน ภายหลังได้มีกระบวนทัศน์ของการพัฒนา แบบใหม่ ที่สนับสนุนทฤษฎีทางเลือกใหม่ที่หลากหลายขึ้น เช่น การพัฒนาแบบยังยืน การพัฒนาโดยเน้นคน เป็นศูนย์กลาง การพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาแบบองค์รวม และการพัฒนาบนมิติวัฒนธรรม เป็นต้น ผลงานทางด้านศิลปกรรมเกิดจาก ความศรัทธาในพุทธศาสนาเป็นปัจจัยสําคัญจึงมุ่ง สร้างสรรค์ในรูป ของพุทธบูชา กล่าวคือ ด้านประติมากรรม มีทั้งงานหล่อสําริด งานปั้นปูนที่มีขนาดใหญ่โต เช่น พระศรีศากย มุนี พระอจนะ พระอัฎฎารศ พระพุทธรูปสมัยสุโขทัยนิยมสร้างปางมาร วิชัยนังขัดสมาธิราบเป็นหลัก ด้านสถาปัตยกรรม ความสําคัญอยู่ที่การสร้างวิหารมากกว่าโบสถ์ วิหารจึงมีขนาดใหญ่ และตั้งอยู่ ด้านหน้าของเจดีย์หรือปรางค์ ส่วนอุโบสถมีขนาดเล็กกวาวิหารและจะตั้งอยู่จากส่วนใดก็ได้ไม่จํากัดรอบๆ พระอุโบสถจะมีเสมาทั้ง 8 ทิศ เป็นเสมาคู่ทําด้วยหินชนวนขนาดใหญ่ ไม่มีลวดลาย ไม่ปรากฏการฝังลูกนิมิต คาดว่าการฝังลูกนิมิตเริ่มทําในสมัยอยุธยา การสร้างเจดีย์เป็นการผสมผสานทางแนวความคิดระหว่างพุทธปรัชญาในลัทธิหินยานและ ลัทธิ มหายาน เจดีย์ที่เป็นอุดมคติของสุโขทัยโดยแท้ ประกอบด้วยฐานสี่เหลี่ยมสามชั้นซ้อนลดหลันกันขึ้นไปเป็น ฐานทานแวนฟ้าซ้อนกันรองรับเรือนธาตุยอไม้ยี่สิบ บางแบบมีบันไดขึ้นลงพื้นฐานตัวเรือน ธาตุบางองค์มีซุ้ม พระพุทธรูปยืนจตุรทิศ ส่วนยอดทําเป็นรูปทรงดอกบัวตูม หรือพุ่มทรงข้าวบิณฑ์ พระเจดีย์แบบนี้มีความสําคัญ ในฐานะเป็นองค์เจดีย์ประธานตามวัดต่างๆ เช่น เจดีย์วัดมหาธาตุ สุโขทัย เจดีย์วัดเมืองนครชุมกาแพงเพชร เจดีย์วัดมหาธาตุ เพชรบูรณ์ เป็นต้น วัฒนธรรมในสมัยอาณาจักรสุโขทัยเป็นระยะที่คนไทยได้รับอิทธิพลของพุทธศาสนาลัทธิหินยาน อย่างเด่นชัดผสมผสานเข้ากบประเพณีความเชื่อดั้งเดิมของคนไทยในบางส่วน โดยเฉพาะความเชื่อในเรื่อง วิญญาณ ทําให้เกิดรูปแบบของประเพณีศิลปะวรรณกรรม ตลอดจนความคิด ความ เชื่อและการดําเนินชีวิตที่ แสดงให้เห็นถึงความมีอิสระในการคิดสร้างสรรค์อยางเป็นตัวของตัวเอง 5. วิวัฒนาการของศิลปะไทย จากยุครับใช้สถาบัน สู่การสร้างสรรค์ศิลปะเพื่อศิลปะ “ศิลปะ” ไม่เพียงแต่จะมีหน้าที่จรรโลงโลกและสร้างสุนทรียศาสตร์ แต่ยังเปรียบเสมือนกระจกบาน ใหญ่ที่สะท้อนถึงเรื่องราวทางวัฒนธรรม และสภาพความเป็นไปของสังคมในแต่ละยุคแต่ละสมัย ไม่ว่า จะเป็นภาพเขียนสีของมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่เขียนไว้ตามถ้ำ ต่างๆ


๖๗ ถือเป็นหลักฐานชั้นดีว่ามนุษย์ในยุคนั้นมีความเชื่อเกี่ยวกับอะไรบ้าง กินอยู่อย่างไร ล่าสัตว์ และ เลี้ยงสัตว์ชนิดใด ขณะที่ภาพเขียนที่ปรากฏบนฝาผนังตามวัดก็สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตและความเชื่อของ คนในอดีต นับเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ทำหน้าที่บันทึกเรื่องราวของคนในสังคมได้อย่างแหลมคม ย้อนกลับไปในช่วงต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ ช่างศิลป์ไทยสร้างสรรค์งานศิลปกรรมโดยอาศัยเรื่องราวคติ ความเชื่อเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและเรื่องราวจากวรรณคดี ดังปรากฏให้เห็นจากภาพจิตรกรรมฝาผนังใน พระอุโบสถ, ตามสมุดข่อย, งานประติมากรรม, พระพุทธรูป และพระประธานในพระอุโบสถ ตลอดจนงาน ประณีตศิลป์ที่ประดับประดาอยู่ในโบสถ์, วิหาร และสถาปัตยกรรมต่างๆ ในรัชสมัยล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 1–3 ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการสร้างบ้านแปงเมือง ลักษณะของ ศิลปกรรมไทยจึงได้รับอิทธิพลมาจากอารยธรรมสมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาปรับเปลี่ยนไปตามอิทธิพลที่ เกิดขึ้นใน แต่ละรัชสมัย โดยยุคสมัยที่เริ่มมีการติดต่อค้าขายกับต่างชาติ ทั้งในเอเชียและยุโรป ความ เจริ ด้านต่างๆ ไหลบ่าเข้าสู่ประเทศไทยอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ ในรัชสมัยรัชกาลที่ 4, 5, 6 ที่มีการเชื่อมโยง กับชาติตะวันตกนั้น กระแสอิทธิพลของอารยธรรมตะวันตกได้ก่อให้เกิดแนวคิดใหม่ๆ ในสังคมไทย ตลอดจนสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ชาติบ้านเมืองอย่างมีนัยสำคัญ กระนั้นก็มีความพยายามที่จะรักษา รากเหง้าความเป็นไทยเอาไว้ด้วย โดยแนวคิดที่มาแรงที่สุดต้องยกให้แนวคิดศิลปะแบบ “ทัศนียวิทยา” ของชาติตะวันตก ซึ่งเน้นแสดงความลึกแบบสามมิติใกล้ไกลในแบบที่สยามประเทศไม่เคยสัมผัสมาก่อน “ขรัวอินโข่ง” คือจิตรกรหัวก้าวหน้าในยุคสมัยนี้ เป็นผู้นำแนวคิดทัศนียวิทยา และการวางองค์ประกอบ ของภาพให้แตกต่างจากเดิม อีกทั้งยังนำเรื่องราวจากสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของคน ไทย, อิทธิพลจากการแต่งกายของชาวต่างชาติ และรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก เข้ามาเป็น องค์ประกอบในภาพจิตรกรรมไทยเป็นครั้งแรก ต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็นรัชสมัยของการทำนุ บำรุงและพัฒนาชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริงในทุกด้าน ผลจากการเสด็จเยือนยุโรป 2 ครั้ง 2 ครา ในปี 2440 และปี 2450 ได้ทรง นำแนวคิดจากชาติตะวันตกเข้ามาเผยแพร่ในสยามประเทศอย่างต่อเนื่อง โปรดเกล้าฯให้ศิลปินต่างชาติทั้งสถาปนิก, จิตรกรและประติมากร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอิตาเลียนเข้ามา ถวายงานเพื่อก่อสร้างอาคารสถานที่สำคัญๆ ตลอดจนสร้างสรรค์ผลงานทางสถาปัตยกรรม และงาน ศิลปกรรมชั้นเลิศ ฝากไว้เป็นมรดกของแผ่นดินมาถึงยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังโปรดให้เขียนภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ ซึ่งสมัยโบราณไม่นิยมกัน พร้อมโปรดให้ จัดการประกวดภาพจิตรกรรมขึ้นหลายครั้ง โดยภาพที่ได้รับรางวัลในยุคนั้น ปัจจุบันติดตั้งอยู่ที่พระที่นั่งวโร ภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน และบางภาพอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และหอศิลป แห่งชาติ กรุงเทพฯ ศิลปินไทยที่โดดเด่นเป็นที่เลื่องลือในยุคนี้คือ “สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์” พระ ราชโอรสองค์ที่ 62 ในล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 5 ทรงมีความเป็นอัจฉริยะทั้งด้านประวัติศาสตร์, โบราณคดี, วรรณคดี, งานจิตรกรรม, งานสถาปัตยกรรม และงานช่างด้านต่างๆ ทรงถือเป็นเจ้าฟ้าที่มีพรสวรรค์อย่าง ยิ่งยวดในด้านศิลปะ ทรงศึกษาและฝึกฝนการเขียนภาพด้วยพระองค์เอง ทั้งภาพเขียนแบบไทยและแนว


๖๘ ตะวันตก ผลงานของพระองค์จะมีลักษณะไทยผสมแบบเหมือนจริง รูปคนมีกล้ามเนื้อตามหลักกายวิภาค ขณะที่ภาพทิวทัศน์จะมีระยะความลึกตื้นตามแบบนิยมของศิลปินตะวันตก เมื่อถึง รัชสมัยของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 6 งานศิลปะของไทยได้ถูกฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง โดยมี พระราชดำริให้จัดตั้งกรมศิลปากร ในปี 2454 เพื่อทำนุบำรุง, พัฒนางานช่างและส่งเสริมการสร้าง ศิลปกรรมให้ก้าวหน้าขึ้น ขณะที่โรงเรียนเพาะช่าง ก็ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในยุคสมัยของพระองค์ เพื่อเป็น ที่เรียนที่สอนเกี่ยวกับงานช่างศิลป์แห่งแรกของไทย โดยจิตรกรที่มีผลงานโดดเด่นที่สุดคนหนึ่งของยุคคือ “พระสรลักษณ์ลิขิต” ซึ่งจบมาจากสถาบันศิลปะแห่งกรุงโรมประเทศอิตาลีโดยตรง ในยุคสมัยนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้จ้างช่างฝรั่งมาออกแบบตกแต่งพระราชวังและพระที่นั่งอย่าง คึกคัก พร้อมโปรดเกล้าฯให้ช่างเขียนอิตาเลียน “คาร์โร ริโกลิ” มาช่วยเขียนภาพร่วมกับช่างไทย ถ่ายทอด พระราชกรณียกิจของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 5 ประดับบนเพดานโดม พระที่นั่งอนันตสมาคม ตามสมัยนิยม ของพระราชวงศ์ยุโรปในยุคนั้น นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำรูปปั้นอนุสาวรีย์ และเหรียญตราต่างๆ โดยทรงจ้างประติมากรชาวอิตา เลียน “ศาสตราจารย์คอราโด เฟโรจี” ให้เข้ามาถวายงานในตำแหน่งช่างปั้นประจำกรมศิลปากร ต่อมาได้ เปลี่ยนชื่อเป็น “ศิลป์ พีระศรี” และโอนสัญชาติเป็นคนไทย โดย “ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี” ได้จัดสร้าง พระบรมราชานุสาวรีย์พระมหากษัตริย์ไทยที่สำคัญๆไว้หลายแห่ง และยังได้รับการยกย่องให้เป็นผู้ เปลี่ยนแปลงวงการศิลปะไทย ช่วยวางรากฐานให้กับระบบการศึกษาศิลปะสมัยใหม่ จิตรกรเลื่องชื่อแห่งยุคสมัยยังรวมถึง “พระอนุศาสตร์จิตรกร” (จันทร์ จิตรกร) มีชื่อเสียงมาตั้งแต่ ยุคสมัยล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 6 และยังมีผลงานเป็นที่ยกย่องในยุคสมัยล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 7 โดยเป็นผู้อยู่ เบื้องหลังการบูรณะพระวิหารวัดสุวรรณดาราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีการเขียนโครงเรื่องขึ้นใหม่ จากประวัติศาสตร์ไทยในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นที่เล่าขานถึงเทคนิคการใช้สีน้ำมันและ รูปแบบการแสดงกายวิภาค ผสมผสานกับหลักทัศนียวิทยาอันก้าวล้ำ ทำให้เกิดแสงเงาที่ดูสมจริงเป็น ธรรมชาติอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน หลังปี 2486 รูปแบบของศิลปกรรมไทยมุ่งเน้นไปที่ลักษณะเหมือนจริงมากขึ้น ยิ่งใครถ่ายทอด ผลงานได้เหมือนจริงเท่าไหร่ก็แสดงถึงทักษะความสามารถที่อยู่ในระดับสูงมากเท่านั้น โดยศิลปินที่มีชื่อ ด้านความสมจริงก็มีตั้งแต่แสวง สงฆ์มั่งมี, พิมาน มูลประมุข, สิทธิเดช แสงหิรัญ, สนั่น ศิลากรณ์, แช่ม แดง ชมภู, แช่ม ขาวมีชื่อ และไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีศิลปินไทยหลายคนฉีกแนวมาสร้างสรรค์ ผลงานแนวผสมผสานประเพณี นำขบวนโดยชลูด นิ่มเสมอ, มานิตย์ ภู่อารีย์, ประสงค์ ปัทมานุช ส่วนสาย ประติมากรรมที่โด่งดังเป็นที่จดจำคือ เขียน ยิ้มศิริ และชิต เหรียญประชา เพื่อให้เกิดความเคลื่อนไหวในแวดวงศิลปกรรมไทย “ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี” ได้เสนอแนะ กรมศิลปากรให้จัดงานศิลปกรรมแห่งชาติขึ้นเป็นครั้งแรก ในปี 2492 เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเกิดความรู้ ความเข้าใจในงานศิลปะสมัยใหม่ สร้างความคึกคักแก่วงการศิลปกรรมไทย ถือเป็นการบุกเบิกโอกาสให้ ศิลปินไทยได้รับทุนการศึกษาทั้งจากรัฐบาลไทยและยุโรป เพื่อไปศึกษาต่อและดูงานด้านศิลปะใน ต่างประเทศ โดยศิลปินหลายคนสำเร็จการศึกษากลับมา ก็ได้นำวิชาความรู้มาช่วยพัฒนาวงการศิลปะไทย


๖๙ ให้เฟื่องฟูในช่วงทศวรรษแรกแห่งการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ศิลปะ สมัยใหม่ในประเทศไทยเจริญเติบโตขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด มีการนำรูปแบบ ไทยประเพณีมาพัฒนา แต่ ยังคงรักษาโครงสร้างของวิธีการและแนวอุดมคติเดิมไว้ ขณะเดียวกันก็เกิดกลุ่มศิลปินแนวใหม่ที่สนใจ สร้างสรรค์ผลงานเหนือจริงแฝงปรัชญาความหมายลึกซึ้งมากกว่าจะถ่ายทอดรูปทรงความเป็นจริง โดยแนว เรื่องมาจากความเชื่อทางพุทธศาสนาผสานกับการสร้างรูปสัญลักษณ์ล้ำจินตนาการ หัวหอกสำคัญของศิลปินกลุ่มนี้ ยกให้ถวัลย์ ดัชนี, อังคาร กัลยาณพงศ์, พิชัย นิรันต์ และพจน์ สง่า วงศ์กระนั้นในสายของงานประติมากรรม กลับมีศิลปินไม่มากนักที่สร้างสรรค์งานไทยประเพณี โดยยึดถือ อุดมคติเดิมอย่างเหนียวแน่น โดยประติมากรที่อุทิศตนให้การทำรูปปั้นพระพุทธรูป และผลงานที่มีคุณค่า น่ายกย่องในแบบฉบับของตนเอง ต้องยกให้ “ชิต เหรียญประชา” ผู้สร้างสรรค์ “พระนาคปรก” จาก งาช้าง ขณะที่อีกหนึ่งผลงานโดดเด่นแห่งยุคสมัยรวมถึงประติมากรรมแนวเหมือนจริงของ “สนั่น ศิลา กรณ์” ที่นำเอาคติความเชื่อจากสังคมไทยมา นำเสนอเป็นผลงานชุด “ใต้ร่มกาสาวพัสตร์”นับตั้งแต่ปี 2500 วงการศิลปะสมัยใหม่ของไทยได้เจริญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วยากจะฉุดรั้ง จากรูปแบบศิลปะไทย โบราณที่เป็นทัศนะทางอุดมคติเพื่อรับใช้สถาบัน ก้าวไปสู่รูปแบบใหม่ที่ผสมผสานอิทธิพลตะวันตก และ เปิดกว้างให้มีอิสระเต็มที่ในการสร้างสรรค์ผลงาน ทั้งในแง่แนวความคิด, เทคนิค, รูปแบบ และวิธีการ นำเสนอเพื่อแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของศิลปะเพื่อศิลปะอย่างแท้จริง. 6. อนาคตของสังคมไทย สังคมไทยปัจจุบัน ผ่านเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ หรือโลกไร้พรมแดนที่มีการรับรู้ข้อมูล ข่าวสารทั่วโลกอย่าง รวดเร็ว โดยไม่อาจควบคุมด้วยเครื่องมือเทคโนโลยี หรือกฎหมายของรัฐได้ สังคมไทยจึงเป็นสังคมที่สามารถรับ วัฒนธรรมจากทุกมุมโลก ทำให้เกิดการนำวัฒนธรรมหลายอย่างมาใช้ เช่น 1) แฟชั่นการแต่งกาย การตกแต่งร่างกาย 2) การบริโภคอาหารจานเดียว 3) การใช้คำพูดตามคำโฆษณา 4) การใช้เวลาว่างตามห้างสรรพสินค้า การรับวัฒนธรรมดังกล่าวมักเป็นเฉพาะชั่วครู่ชั่วยามที่เรียกว่า แฟชั่น และมักเป็นกับวัยรุ่น ซึ่งเปลี่ยนแปลงไป ตามกระแสการโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ อย่างไรก็ตาม ปัญหาสังคมไทยที่น่าวิตกในอนาคต คือ การขาดปัญญา ไตร่ตรอง สิ่ง ชั่ว ดี ในการดำเนินชีวิต ขาดที่พึ่งทางจิตใจ เมื่อกระทบกับปัญหาเศรษฐกิจ จึงหาวิธีการฆ่าตัว ตายตามตัวอย่างที่พบเห็น เช่น กระโดดจากตึกสูง หรือทำร้ายตนเอง ด้วยวิธีอย่างใดอย่างหนึ่ง ปัญหายาเสพ ติดเป็นเรื่องน่าห่วงในสังคมไทย ที่แพร่หลายเข้าสู่ทุกกลุ่ม ยาเสพติดหลายชนิดนับแต่สารระเหย กัญชา ยาเม็ด ทำลายประสาท แพร่เข้ามาซื้อขายกันอย่างชุมชน ยากที่เจ้าหน้าที่จะปราบปรามให้เด็ดขาดได้ ผลพวงจาก ปัญหายาเสพติดทำให้วงจรอุบาทว์ คือ โจรกรรม ฆาตกร โสเภณี โรคเอดส์ เป็นวัฏจักรที่น่าเป็นห่วงสำหรับ


๗๐ อนาคตสังคมไทย การไตร่ตรองที่จะให้เกิดความพอดีระหว่างวัฒนธรรมที่เป็นรากเหง้าของคนไทยกับการรับ วัฒนธรรมใหม่ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดี ที่เหมาะสมสำหรับสังคมไทยในอนาคต 6.1 ความหมายของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม สังคมมนุษย์นั้นไม่ได้อยู่ในสภาพที่หยุดนิ่ง หากแต่จะเคลื่อนไหวตลอดเวลาดังนั้นแนวโน้มโดยทั่วไปของสังคม จึงอยู่ในสภาพที่จะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยความหมายของการเปลี่ยนแปลงแล้วเราพิจารณาในลักษณะของ การเปรียบเทียบความแตกต่างของสิ่ง ๆ หนึ่งในเวลาต่างกัน การเปลี่ยนแปลงจึงเกี่ยวข้องกับเวลาหมายความ ว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมนี้เราพิจารณาในแง่การเปรียบเทียบความแตกต่างของสังคมและ วัฒนธรรมหนึ่งในเวลาที่ผ่านไป วิลเบอร์ มัวร์ซึ่งสนใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเป็นพิเศษได้ให้คำนิยามของการเปลี่ยนแปลงทาง สังคมว่า “เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบ ของการกระทำและการปะทะสังสรรค์รวมทั้งผลของการกระทำและโครงสร้างที่ก่อให้เกิดปทัสถานอย่างเห็นได้ ชัด” อย่างไรก็ตามในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมนี้เราอาจจำแนกได้เป็น 2 ประการ ทั้งนี้เพื่อให้ง่ายต่อการพิจารณารูปธรรม กล่าวคือถ้าพิจารณาในแง่ของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม (Social change) นั้นจะเกี่ยวข้องกับระดับพฤติกรรมเป็นสำคัญ ซึ่งหมายถึงเป็นการพิจารณาการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับ การประพฤติปฏิบัติการแสดงออกต่าง ๆ ที่เกิดจากการปะทะสังสรรค์ของสมาชิกสังคม แต่ถ้าพิจารณาในแง่ การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม (Cultural change) นั้นจะหมายถึงการเปลี่ยนแปลงในระดับปทัสถาน (Norms) อันได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของระบบกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ครอบคลุมสังคมนั้นและเมื่อเราพูดถึงการ เปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมก็จะครอบคลุมไปถึงระเบียบกฎเกณฑ์ ทัศนคติ ค่านิยม แบบแผนของ ความสัมพันธ์ สถานภาพและบทบาทกฎหมายต่าง ๆ ฯลฯ ซึ่งการประพฤติปฏิบัติไปตามปทัสถานเหล่านี้จะอยู่ ในโครงสร้างของสังคม 6.2 ลักษณะการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม โดยทั่ว ๆ ไปสังคมจะไม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแบบที่เรียกว่าเปลี่ยนแปลงอย่างหน้ามือเป็นหลังมือหากการ เปลี่ยนแปลงนั้นจะมีลักษณะแบบค่อยเป็นค่อยไป การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงใน ความสัมพันธ์ย่อย ๆ (Social relations) โดยทั่ว ๆ ไป ตัวอย่างเช่น ความเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่าง บิดา มารดากับบุตร ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์ หรือความสัมพันธ์ระหว่างผู้น้อยกับผู้ใหญ่ เป็นต้น และ ถ้าความสัมพันธ์ทั่ว ๆ ไปที่กล่าวถึงนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ เป็นระยะเวลานาน ๆ ก็อาจมีผลทำให้ ความสัมพันธ์ที่เป็นแบบแผนหรือความสัมพันธ์ระดับโครงสร้างของสังคมจริง ๆ เปลี่ยนแปลงไปได้ ซึ่งก็ถือว่าได้ มีการเปลี่ยนแปลงในระดับสถาบันแล้ว อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ย่อยนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอแต่ ความสัมพันธ์ในระดับโครงสร้างจะยังไม่เปลี่ยนแปลงไปทั้งนี้เพราะว่าอาจมีความสัมพันธ์ใหม่ที่ถือปฏิบัติเกิด


๗๑ ขึ้นมาแทนที่ ทำให้สังคมอยู่ในสภาพที่สมดุลเคลื่อนที่ต่อไปได้ นอกจากนี้สังคมที่ไม่มีการติดต่อกับสังคมอื่นแล้ว อาจไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย ทั้งนี้เป็นเพราะยังไม่เห็นตัวอย่างการเปลี่ยนแปลง ไม่เห็นตัวอย่างของสังคม อื่นที่ดีหรือที่แตกต่างไปจากตน การไม่เห็นตัวอย่างมีผลทำให้ไม่มีการแปลงสภาพแวดล้อมดั้งเดิมของตนอีก ด้วย อาทิเช่น สังคมดั้งเดิมในทวีปแอฟริกา หรือชาวเกาะบางแห่งในมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นต้น 6.3 ระดับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม การเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างน้อยมีด้วยกัน 2 ระดับ คือ 1) ระดับกลุ่มคนย่อย ๆ เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของกลุ่มคนบางกลุ่ม ทั้งนี้เพราะการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมกลุ่มอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงปทัสถานและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง โครงสร้างของสังคมได้ 2) ระดับสถาบันหรือระดับองค์การ การเปลี่ยนแปลงระดับนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในสถาบัน ครอบครัว สถาบันทางเศรษฐกิจหรือสถาบันการเมืองและการปกครอง เป็นต้น และการเปลี่ยนแปลง ในระดับนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของสังคมได้เช่นเดียวกัน 6.4 การเปลี่ยนแปลงทางสังคมกับการพัฒนา การเปลี่ยนแปลงทางสังคมมิใช่เป็นการเปลี่ยนด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของ ทุก ๆ ด้านโดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจและการเมือง การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจก็เป็นการเปลี่ยนแปลงใน การผลิตการแจกจำหน่ายเศรษฐ์ทรัพย์ในบรรดาสมาชิกของสังคมเหล่านี้ซึ่งเราอาจจะมองเห็นได้ในรูปของวัตถุ ธรรม ส่วนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้นเป็นไปในระบบของการครอบครองอำนาจและการใช้อำนาจของ สมาชิกสังคมนั้นซึ่งค่อนข้างนามธรรมแต่ก็อาจมองเห็นได้ในรูปของแบบอย่างหรือระบบของการมีอำนาจ เช่น การปกครองในระบอบประชาธิปไตย สังคมนิยมหรือเผด็จการ เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งอาจส่งผลสะท้อนต่อเนื่องกันไปเป็นลูกโซ่และผลสรุปก็คือเกิดการ เปลี่ยนแปลงทางสังคม ในเมื่อเราถือว่าสังคมก็คือพฤติกรรมของคนในสังคมนั้นได้ปฏิบัติต่อกัน การ เปลี่ยนแปลงจากเวลาหนึ่งถึงอีกเวลาหนึ่งซึ่งเป็นอัตราการเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีการควบคุมเร่งรัดและมิได้มี เป้าหมายแต่อย่างใด เราเรียกว่า “วิวัฒนาการ” การวิวัฒนาการทางสังคมจึงอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ ต้องการหรือไม่ต้องการก็ได้ แต่การเปลี่ยนแปลงที่สังคมของเรากำลังต้องการก็คือ การเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า “การพัฒนา” (Development) ทั้งนี้ก็เพราะว่าการพัฒนาเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ได้กำหนดทิศทางและ จุดมุ่งหมายรวมทั้งการควบคุมอัตราการเปลี่ยนแปลงไว้ตามระยะเวลาที่สามารถกำหนดได้ด้วย 6.5 เครื่องชี้การเปลี่ยนแปลงทางสังคม การเปลี่ยนแปลงคือ การเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างของสิ่งหนึ่งเมื่อเวลาต่างกัน สิ่งที่จะต้อง พิจารณาก็คือ เราทราบได้อย่างไรว่าสังคมมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ในการพิจารณาการเปลี่ยนแปลงทางสังคม


๗๒ ดังได้กล่าวแล้วข้างต้นว่า เรามุ่งพิจารณาในระดับพฤติกรรมของบุคคล คือการประพฤติปฏิบัติของบุคคลหรือ กลุ่มคนนั่นเอง ซึ่งพฤติกรรมที่แสดงออกนี้จะมีลักษณะบทบาท (Role) ที่ถูกกำหนดโดยสถานภาพทางสังคม ฉะนั้นบทบาทที่แสดงออกจึงเป็นเครื่องชี้บ่งให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคม หมายความว่าคนและกลุ่มคน ในสังคมต่างก็มีสถานภาพต่าง ๆ กัน พฤติกรรมที่แสดงออกจะสอดคล้องกับบทบาทที่กลายเป็นสถาบันแล้ว (Institutionalized ideal role) อันจะเป็นรากฐานที่คาดหวังได้ว่าควรจะมีบทบาทอย่างไรบ้างกและเมื่อใด บทบาทอันหนึ่งได้แปรเปลี่ยนไปในระยะเวลาที่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างในด้านปริมาณหรือ คุณภาพหรือทั้งสองอย่างก็ตามเมื่อนั้นแสดงว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเกิดขึ้นแล้ว ตัวอย่างเช่น เมื่อ สมัยก่อนสถานภาพหลักของหญิงไทยเป็นแม่บ้าน บทบาทก็คือดูแลบ้าน ดูแลลูก ๆ แต่ในสภาพปัจจุบัน สถานภาพหญิงไทยไม่ได้เป็นแม่บ้านเพียงอย่างเดียว อาจเป็นครู ผู้จัดการบริษัท รัฐมนตรี ฯลฯ บทบาทของ หญิงไทยก็มีมากขึ้น นั่นแสดงให้เห็นว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว หรือในการสอนของครูอาจารย์ใน สมัยก่อนนั้น ครูส่วนใหญ่จะสอนโดยการพูดและเขียน แต่ในปัจจุบันบทบาทนั้นได้เปลี่ยนแปลงไป ครูสอนด้วย อุปกรณ์ทันสมัยชนิดต่าง ๆ นอกไปจากการพูดและเขียน มีการใช้วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ ฯลฯ เหล่านี้แสดง ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพของบทบาทครูเกิดขึ้นแล้ว การเปลี่ยนแปลงทางสังคมใด ๆ ก็ตาม ก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงนั้นจะมีลักษณะกลายเป็นสถาบัน เสียก่อน (Institutionalize) ซึ่งย่อมเป็นผลจากการต่อสู้กันระหว่างพลังทางสังคมที่ต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง นั้นกับพลังทางสังคมที่ไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงซึ่งก็ย่อมเป็นผลมาจากการประดิษฐ์คิดค้น (Invention) การ ขัดแย้ง (Conflict) การแข่งขัน (Competition) การปรับปรุง (Assimilation) หรือการประสานและร่วมมือกัน (Cooperation) เป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง และแรงต้านการเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากการอบรมสั่งสอนให้ อยู่ในกรอบธรรมเนียมประเพณี(Socialization and Enculturation) หรือการควบคุมทางสังคม (Social control) เมื่อใดแรงของการเปลี่ยนแปลงมีมากกว่าก็จะนำมาซึ่งลักษณะของสถาบัน (Institution) เมื่อนั้นเรา จึงถือว่าสังคมได้มีการเปลี่ยนแปลงและเมื่อใดได้มีกิจกรรม (Activity) เพื่อการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ ต้องการและสัมฤทธิ์ผลในระยะเวลาที่หวังถือได้ว่าได้มีการพัฒนาเกิดขึ้นแล้ว 6.6 สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม โดยที่นักสังคมวิทยามานุษยวิทยามองสังคมเป็นระบบกระทำการ (System of Action) การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่จะเกิดขึ้นในระบบสังคมหนึ่ง ๆ ก็ย่อมจะสามารถพิจารณาสาเหตุออกได้เป็น 2 ประการใหญ่ ๆ ดังต่อไปนี้ 1) การเปลี่ยนแปลงทางสังคมนั้นมีสาเหตุมาจากภายในระบบของสังคมเอง 2) การเปลี่ยนแปลงทางสังคมนั้นมีสาเหตุมาจากภายนอกระบบของสังคม 6.7 การเปลี่ยนแปลงที่มีสาเหตุขึ้นมาจากภายในของระบบสังคมนั้น


๗๓ ก็คือการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการทำงานของระบบเองไม่มีพลังภายนอกเข้ามาบีบบังคับ และตัวการ สำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ยังแบ่งออกได้เป็น 2 ประการคือ 1) การประดิษฐ์คิดค้น (Invention) ในสังคมการประดิษฐ์คิดค้นนี้เป็นการนำเอาเทคนิควิธีการหรือ ความคิดที่มีอยู่เดิมมาผสมผสานกับความรู้ใหม่ ๆ เป็นการใช้ความรู้ที่มีอยู่เดิมแล้วสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา การประดิษฐ์คิดค้นเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป คือมีการ ผสมผสานปรับปรุงอย่างต่อเนื่องกัน การประดิษฐ์คิดค้นนี้ยังจำแนกออกไปได้อีก 2 ประการ คือ การ ประดิษฐ์คิดค้นทางวัตถุ (Technological invention) อันได้แก่ รถยนต์ โทรทัศน์ เครื่องบิน หรือ เครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน และการประดิษฐ์คิดค้นทางสังคม (Socilal invention) ได้แก่ การคิดสร้างกฎหมายใหม่ ๆ ขนบประเพณีหรือธรรมเนียมใหม่ ๆ ลัทธิศาสนาใหม่ ๆ ฯลฯ ซึ่งสิ่ง เหล่านี้มีผลทำให้การดำเนินชีวิตในสังคมนั้นเปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตามการประดิษฐ์คิดค้นสิ่ง ใหม่ ๆ ขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นในด้านวัตถุหรือทางสังคมก็ตามก็ไม่ใช่ของง่าย ในสังคมต่าง ๆ นั้นนักคิด เหล่านี้มีไม่มากนัก ดังนั้นผลกระทบที่จะทำให้เปลี่ยนแปลงจากภายในสังคมนั้น ๆ เองจึงมีน้อย 2) การอบรมสั่งสอนสมาชิกใหม่ของสังคมได้อย่างไม่ครบถ้วน (Imperfect socialization) การอบรมสั่ง สอนสมาชิกผู้เยาว์ของสังคมนี้แต่เดิมมาเป็นหน้าที่ของครอบครัวโดยเฉพาะแต่ในสภาพปัจจุบันได้มี สถาบันการศึกษารับช่วงไปอบรมสั่งสอนอีกที่หนึ่ง ทั้งนี้เพราะว่าสภาพเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบันได้ ทำให้พ่อแม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้านเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวมากขึ้น จะกลับบ้านก็เย็นค่ำ เวลาที่จะ ได้พบปะพูดจาอบรมสั่งสอนบุตรหลานก็มีน้อยลง ภาระนี้จึงไปตกอยู่กับคนแก่ คนใช้ และโรงเรียน สำหรับกรณีโรงเรียนนั้นถ้าสถาบันการศึกษาอันเป็นที่หวังของพ่อแม่ได้ละเลยในหน้าที่นี้ ก็ย่อมทำให้ ผู้เยาว์ที่จะเป็นสมาชิกของสังคมต่อไปขาดความรู้ความเข้าใจในวัฒนธรรมของสังคม อันมีผลต่อ พฤติกรรมที่จะเปลี่ยนแปลงไปได้ นอกจากนี้ในบางครั้งพ่อแม่ที่เป็นผู้ให้การอบรมสั่งสอนผู้เยาว์โดยตรงออกไปทำงานนอกบ้านและคงทิ้ง ให้บุตรหลานของตนต้องอยู่กับคนแก่ที่เป็น ปู่ ย่า ตา ยาย หรือคนรับใช้จะทำให้เด็กขาดความรัก ความอบอุ่น และอาจเลียนแบบนิสัยของ ปู่ ย่า ตา ยาย อันเป็นการเลี่ยนแบบพฤติกรรมข้ามรุ่น กล่าวคือเกิดการปลูกฝัง ลักษณะคนรุ่นใหม่จากวัฒนธรรมของคนรุ่นเก่า ทำให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้วัฒนธรรมของสังคมไม่ถูกต้อง ซึ่งจะมี ผลต่อพฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องกับสังคมที่เขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไปในอนาคตได้ เพระฉะนั้นเราจะสังเกตได้ แม้ว่า สังคมนั้น ๆ จะไม่มีการประดิษฐ์คิดค้นอะไรเลย แต่สังคมก็ยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ดี เพราะสาเหตุอัน เนื่องมาจากการอบรมสั่งสอนที่ไม่สมบูรณ์นี้เอง 6.8 การเปลี่ยนแปลงที่มีสาเหตุมาจากภายนอกระบบสังคม การเปลี่ยนแปลงที่มีสาเหตุจากภายนอกระบบสังคมนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการติดต่อกันอันเป็น กระบวนการที่มีทั้งการให้และการรับ ทั้งนี้เพราะว่าตามปกติจะมีการปะทะสังสรรค์กันระหว่างวัฒนธรรมของ


๗๔ แต่ละสังคมที่เข้ามาติดต่อกัน การเปลี่ยนแปลงจากสาเหตุนี้ปรากฏให้เห็นหลายรูปแบบ ซึ่งในที่นี้จะจำแนก ออก 2 ประการ คือ 1) การแพร่กระจาย (Diffusion) การแพร่กระจายหมายถึงการที่วัฒนธรรมจากสังคมหนึ่งกระจายไปสู่ สังคมอื่น การเปลี่ยนแปลงทางสังคมส่วนใหญ่จะมาจากการแพร่กระจาย ตัวอย่างเช่น ในสังคมไทย ได้รับเอาการแพร่กระจายของวัฒนธรรมตะวันตกในเรื่องเกี่ยวกับการแต่งกาย สวมเสื้อนอก ผูกเนคไท สวมกระโปรง สวมรองเท้าส้นสูง หรือการที่คนไทยรับเอาการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมอินเดียใน ด้านพระพุทธศาสนา รับเอาค่านิยมในด้านความขยันอดทน การเอาประโยชน์จากคนอื่นจาก วัฒนธรรมจีน เป็นต้น การแพร่กระจายทางวัฒนธรรมมีทั้งในด้านวัตถุและที่ไม่ใช่วัตถุ การที่ วัฒนธรรมแตกต่างกันมาปะทะกันก็จะเกิดการเปรียบเทียบและวัฒนธรรมเด่นก็จะแผ่กระจายออกไป เมื่อคนส่วนใหญ่เห็นว่าดีก็จะรับเอามาปฏิบัติโดยเฉพาะวัฒนธรรมทางด้านวัตถุนั้นง่ายกว่าวัฒนธรรม ที่ไม่ใช้วัตถุ นอกจากนี้การสื่อสารการคมนาคมที่สะดวกรวดเร็วในปัจจุบันมีส่วนช่วยทำให้การ แพร่กระจายเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น 2) การยืมทางวัฒนธรรม (Cultural borrowing) ในปัจจุบันได้มีการขอยืมกันทางวัฒนธรรมระหว่างมิตร ประเทศ การยืมวัฒนธรรมนี้จะมีลักษณะของการแลกเปลี่ยน (Exchange) เมื่อมีการยืมแล้วก็จะมีการ นำมาปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตของสังคมนั้น ตัวอย่างเช่น สังคมไทยของเราในปัจจุบันได้มี การยืมวัฒนธรรมตะวันตกมาปรับใช้มากมาย ทั้งภาษาพูด การแต่งกาย ทัศนคติ ค่านิยม ลัทธิการ ปกครองแบบประชาธิปไตย รถยนต์ รวมทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ เป็นต้น วัฒนธรรมตะวันตกนี้ เมื่อราว ๆ 2,000 ปีมาแล้ว เมื่อเทียบกับวัฒนธรรมจีน อินเดีย และกรีก วัฒนธรรมตะวันตกยังด้อย อยู่มากวัฒนธรรมตะวันตกต้องยืมวัฒนธรรมกรีก และอินเดีย แต่มาในปัจจุบันนี้ได้เปลี่ยนแปลงไป เพราะวัฒนธรรมตะวันตกเด่นขึ้นมาก เนื่องจากความเจริญทางเทคโนโลยีมีระบบวิชาการที่ก้าวหน้า กว่า วัฒนธรรมเด่นนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการใช้ประโยชน์ทางวิชาการได้ดีมาก อย่างไร ก็ตามวัฒนธรรมเด่นสมัยหนึ่งอาจเป็นวัฒนธรรมด้อยอีกสมัยหนึ่งก็ได้ 6.9 ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมไทย เป็นการคาดคะเนกันว่าสังคมมนุษย์นี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงมาตามลำดับจากสังคมเล็ก ๆ ได้เติบโตเป็นสังคม ใหญ่ขึ้น มีจำนวนประชากรมาก มีโครงสร้างสังคมสลับซับซ้อน เนื่องจากการแบ่งงานกันอย่างละเอียดและมี ระบบการแบ่งช่วงชั้นในสังคม ลักษณะชุมชนเปลี่ยนจากชุมชนขนาดเล็กที่เร่ร่อนมาเป็นชุมชนอยู่กับที่ ทำให้ สามารถขยายออกไปเป็นชุมชนใหญ่ ๆ อย่างเช่นมหานครต่าง ๆ ในปัจจุบันข้อน่าสังเกตอย่างหนึ่งก็คืออัตรา การเปลี่ยนแปลงในสมัยก่อนนั้นจะเป็นไปอย่างช้า ๆ แนวโน้มปัจจุบันจะเห็นได้ว่าอัตราการเปลี่ยนแปลง รวดเร็วขึ้นเรื่อย ๆ มนุษย์เรามีส่วนในการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมธรรมชาติมากขึ้น เดิมในสังคมโบราณก็เพียง การล่าสัตว์ เก็บพืชผักผลไม้เป็นอาหาร แทบไม่กระทบกระเทือนธรรมชาติแวดล้อมเลย


๗๕ ต่อมาเมื่อมนุษย์รู้จักเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์มนุษย์เปลี่ยนแปลงธรรมชาติแวดล้อมมากขึ้น และในยุค อุตสาหกรรมมนุษย์เราก็ทำลายสิ่งแวดล้อมมากจนกลายเป็นอันตรายต่อตัวมนุษย์เอง การเปลี่ยนแปลงทาง เทคโนโลยีเป็นรากฐานของวิวัฒนาการทางสังคมเทคโนโลยีทำให้มนุษย์เรายืดความสามารถของร่างกายออกไป มากมาย กล้องจุลทัศน์ โทรทัศน์ โทรศัพท์ ทำให้คนเรามองเห็นได้มากขึ้นได้ยินไกลขึ้น รถยนต์ เรือ เครื่องบิน ทำให้เราไปได้ไกลขึ้นและรวดเร็วขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีของมนุษย์เทียบได้กับวิวัฒนาการทาง ร่างกายสัตว์ ย่อมทำให้ชีวิตความเป็นอยู่และสังคมเปลี่ยนไป ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้มีพลังงานที่สังคมนำมาใช้ได้มากขึ้นย่อมทำให้สามารถผลิตสินค้า ได้มากขึ้น สามารถเลี้ยงจำนวนประชากรได้มากขึ้นซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุดมการณ์และภาษา เทคโนโลยีเป็นกรอบซึ่งขีดวงจำกัดวิธีที่สังคมจะนำมาใช้แก้ปัญหาต่าง ๆ สังคมที่มีระดับการใช้เทคโนโลยีต่ำ ย่อมไม่สามารถใช้วิธีการอย่างเดียวกันกับสังคมที่มีเทคโนโลยีสูง เครื่องมือย่อมเป็นตัวกำหนดวิธีแก้ปัญหาและ วิธีที่แก้ปัญหาที่ต้องอาศัยเครื่องมือทันสมัยย่อมนำไปใช้สังคมที่ขาดเครื่องมือเหล่านั้นไม่ได้การเปลี่ยนแปลง ทางสังคมในปัจจุบันและอนาคตมีแนวโน้มไปในทางที่เราจะกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น นักคิด และนักวิทยาศาสตร์ทางสังคมก็ได้พยายามที่จะเสนอรูปแบบในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางสังคมโดยการ รวบรวม ข้อมูลซึ่งเราสามารถพิสูจน์และมีประสบการณ์ได้อันทำให้เราสามารถเข้าใจถึงสาเหตุและความสัมพันธ์ระหว่าง ปัจจัยต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในสังคมมนุษย์อย่างไรก็ตามทฤษฎีทางสังคมนั้นยังคงมีข้อบกพร่องอยู่อีกมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องของรูปแบบของการเปลี่ยนแปลงนั้น


๗๖ บทที่ ๕ การบูรณาการของวัฒนธรรมไทย 1. ความหมายของการบูรณาการ การบูรณาการ (Integration) มีผู้ให้ความหมายไว้ดังนี้ พิมพันธ์ เดชะคุปต์และพเยาว์ ยินดีสุข (2556 : 1) ได้ให้ความหมายของการบูรณาการ ว่าหมายถึง การทำให้สมบูรณ์ (Integration) คือ การทำหน่วยย่อย ๆ ที่สัมพันธ์กันมาผสมกลมกลืนเป็น หนึ่งเดียวให้ครบ สมบูรณ์ในตัวเอง ชนาธิป พรกุล (2561 : 105) ได้ให้ความหมายของการบูรณาการว่าหมายถึง การ เชื่อมโยงความรู้ และประสบการณ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน, การจัดการเรียนรู้ให้เป็นเรื่องเดียวกับวิถีชีวิต วิชัย วงษ์ใหญ่และมารุต พัฒผล (2562 : 3) ได้ให้ความหมายของการบูรณาการว่า หมายถึง การ ผสมผสานองค์ความรู้ตั้งแต่ 2 องค์ความรู้ขึ้นไปเข้าด้วยกันอย่างลงตัวและเป็นระบบ ช่วยทำ ให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้ Concept ในลักษณะที่เชื่อมโยงกันอย่างบูรณาการ ตอบสนองธรรมชาติ ความ ต้องการและความ สนใจของผู้เรียน จากที่กล่าวมาในข้างต้น สามารถสรุปความหมายของการบูรณาการได้ว่าหมายถึง กระบวนการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงศาสตร์สาขาวิชาต่าง ๆ หรือเนื้อหาที่มีความสัมพันธ์กัน เข้ามาไว้ด้วยกัน และจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจในลักษณะที่เป็นองค์รวม สามารถนำไปประยุกต์ใช้ ในชีวิตจริงได้ 1.1 รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ รูปแบบของการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการที่จำแนกตามกลุ่มสาระการเรียนรู้แบ่ง ออกเป็น 2 รูปแบบดังนี้ 1) การบูรณาการภายในกลุ่มสาระการเรียนรู้ (Intradisciplinary Integration) เป็น การนำเนื้อหาสาระ การเรียนรู้ในวิชาเดียวกันหรือกลุ่มสาระการเรียนรู้เดียวกัน มาเชื่อมโยงหรือสัมพันธ์กัน ภายใต้หัว เรื่อง (Theme) เดียวกันในการจัดการเรียนรู้ ทำให้ผู้เรียนได้ประยุกต์ความรู้และทักษะไปใช้ใน ชีวิต จริง เป็นการเรียนรู้ที่มีความหมาย ตัวอย่างเช่น การบูรณาการในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย จะเป็นการเชื่อมโยงสาระ การ อ่าน การเขียน การฟัง การดู การพูด หลักการใช้ภาษาไทย โดยใช้วรรณคดีหรือวรรณกรรมเป็นแกน ในการจัดหน่วยการเรียนรู้ 2) การบูรณาการระหว่างกลุ่มสาระการเรียนรู้(Interdisciplinary Integration) เป็นการนำเนื้อหาสาระ การเรียนรู้ตั้งแต่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ขึ้นไปหรือระหว่างศาสตร์ มาเชื่อมโยงหรือ สัมพันธ์เป็นเรื่อง เดียวกัน เพื่อจัดการเรียนรู้ภายใต้หัวเรื่อง (Theme) เดียวกัน ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่ ลึกซึ้งและ ใกล้เคียงกับชีวิตจริง


๗๗ การบูรณาการระหว่างกลุ่มสาระการเรียนรู้สามารถจัดได้ 4 ลักษณะดังนี้ (กรมวิชาการ, 2544 : 21-22; สุวิทย์ มูลคำและอรทัย มูลคำ, 2545; งานบริการวิชาการ คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2551 : 2-3) 1) การบูรณาการแบบสอดแทรก (Infusion) การเรียนรู้แบบนี้ผู้สอนจะนำเนื้อหาของ วิชาต่าง ๆ มา สอดแทรกในรายวิชาของตนเอง โดยเชื่อมโยงเนื้อหาวิชาต่างๆ ให้สอดคล้องกับหัวเรื่อง กำหนดขึ้นมา เป็นการวางแผนการสอนและทำการสอนโดยผู้สอนเพียงคนเดียว ลักษณะการสอนรูปแบบนี้เป็นการ สอนบูรณาการแบบหลอมรวมโดยผู้สอนคนเดียวแต่บูรณาการความรู้และเนื้อหาวิชาที่เกี่ยวข้อง ทำให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมองเห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันระหว่างกลุ่มสาระการเรียนรู้เป็นการสอน แบบStudent-Centered (สุคนธ์ สินธพานนท์, 2558 : 103) ตัวอย่างเช่น สอนเรื่อง ระบบนิเวศ ผู้สอนสามารถ เชื่อมโยงสาระ และกระบวนการ เรียนรู้ของกลุ่มสาระต่าง ๆ เช่น การอ่าน การเขียน การวาดภาพ การร้องเพลง การคิดวิเคราะห์ เป็นต้น ทำให้ผู้เรียนได้ใช้ทักษะกระบวนการเรียนรู้ไป แสวงหาความจริงจากหัวข้อเรื่องที่กำหนด หรือเป็นการ นำเอาเรื่องที่ผู้สอนต้องการจะปลูกฝังให้แก่ ผู้เรียนไปสอดแทรกไว้ในวิชาต่าง ๆ เช่น การนำจริยธรรม หรือระเบียบวินัยไปสอดแทรกไว้ในวิชาที่ สอน เป็นต้น 2) การบูรณาการแบบคู่ขนาน (Parallel) การเรียนรู้แบบนี้ผู้สอนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปต่าง คนต่างสอนวิชา ของตนเองแต่จะมาวางแผน ตัดสินใจร่วมกันว่าจะจัดแผนการเรียนรู้และจัดกิจกรรมการ เรียนรู้โดย มุ่งสอนในหัวเรื่อง (Theme) ความคิดรวบยอด (Concept) และปัญหา (Problem) เดียวกัน ในส่วน หนึ่ง *** เขียนแผนการจัดการเรียนรู้ การกำหนดชิ้นงาน การวัดและประเมินผลตาม ลักษณะวิชาของตน ตัวอย่างเช่น ผู้สอนคนหนึ่งสอนวิทยาศาสตร์ เรื่อง เงา ผู้สอนคนหนึ่งอาจสอน คณิตศาสตร์ เรื่องวัดระยะทาง โดยการวัดเงา คิดคำนวณในเรื่องเงาในช่วงเวลาต่าง ๆ หรืออีกคนหนึ่งอาจ ให้เรียนรู้ศิลปะเรื่องเทคนิคการวาด รูปที่มีเงา 3) การบูรณาการแบบสหวิทยาการ (Multidiscipline) การเรียนรู้แบบนี้คล้ายกับแบบ คู่ขนาน ผู้สอน ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปต่างคนต่างสอนวิชาของตน จัดกิจกรรมการเรียนรู้ของตนเองเป็นส่วน ใหญ่ ผู้สอน มาวางแผนการสอนร่วมกัน สอนหัวเรื่อง (Theme) ความคิดรวบยอด (Concept) และปัญหา (Problem) เดียวกัน กำหนดโครงงานให้ผู้เรียนปฏิบัติร่วมกันเพียงโครงการเดียว ประเมินความสำเร็จ ของ ผู้เรียนจากโครงงาน ตัวอย่างเช่น เรื่องวันสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ผู้สอนภาษาไทยจัดให้ผู้เรียนรู้ ภาษา คำศัพท์ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ผู้สอนวิทยาศาสตร์จัดกิจกรรมค้นคว้าเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ผู้สอน สังคมให้ผู้เรียนค้นคว้าหรือทำกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และครูผู้สอนสุขศึกษาอาจจัดให้ทำ กิจกรรมเกี่ยวกับ สิ่งแวดล้อมให้ถูกสุขลักษณะ


๗๘ 4) การบูรณาการแบบข้ามวิชา (Transdisciplinary) หรือแบบการสอนเป็นทีม การเรียนรู้แบบนี้ผู้สอน ในรายวิชาต่างๆ จะมาร่วมกันสอนเป็นคณะร่วมกันวางแผน กำหนดหัวเรื่อง ความคิดรวบยอดและ ปัญหาเดียวกัน จัดทำแผนการสอนร่วมกัน รวมชั่วโมงที่เคยแยก สอนมาไว้ด้วยกันสอนผู้เรียนกลุ่ม เดียวกัน มอบหมายงานโครงการให้ผู้เรียนร่วมกัน รวมทั้งกำหนดเกณฑ์ ประเมินผลงานของผู้เรียน ด้วยกัน *** สอนเป็นทีม ผู้เรียนนำความรู้และทักษะจากวิชาต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ในการ แก้ปัญหา หรือทำโครงงาน ตัวอย่างเช่น กรณีในรายวิชาหนึ่งกำหนดโครงการให้ผู้เรียนแสดงละครเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวร มหาราช ผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์ก็จะให้นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้าพระราชประวัติของสมเด็จพระนเรศวร มหาราช ผู้สอนภาษาไทยก็จะให้นักเรียนเขียนบทละคร ผู้สอนศิลปะก็จะสอน ให้นักเรียนจัดทำฉาก ผู้สอน ดนตรี–นาฏศิลป์ ก็จะสอนเรื่องการใช้ดนตรีหรือท่ารำประกอบ เรื่อง / ฉาก เป็นต้น 2. วัฒนธรรมด้านทางการเมือง คำว่า “วัฒนธรรม” (Culture) ตามนิยามของพจนานุกรมฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 กล่าว ว่า “สิ่งที่ทำให้เจริญงอกงามแก่หมู่คณะหรือวิถีชีวิตของหมู่คณะ” ดังนั้นจึงอาจอนุมานได้เป็นสังเขปว่า วัฒนธรรมทางการเมืองก็คือสิ่งที่ทำให้เจริญงอกงามทางการเมืองแก่หมู่คณะหรือวิถีชีวิตทางการเมืองของหมู่ คณะนั้นเอง โดยทั่วไปสิ่งที่ทำให้เจริญงอกงามแก่สิ่งใดสิ่งหนึ่งมักเป็นสิ่งที่ดีงาม ไม่ว่าความเจริญงอกงามจะ เกิดขึ้นต่อตัวมนุษย์หรือต่อสังคมก็ตาม วัฒนธรรมทางการเมืองจึงมีรากฐานที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตมนุษย์ใน สังคม เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างสรรค์ความเจริญงอกงามแก่มนุษย์และสังคมนั่นเอง เมื่อเป็นดังนี้ วัฒนธรรมทางการเมืองจึงน่าจะมีรากฐานที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตทางการเมืองที่ดีที่งามของมนุษย์ในสังคม การเมือง เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างสรรค์ความเจริญงอกงามทางการเมืองแก่มนุษย์และสังคมการเมือง นั้นๆ (Eiampaiwan, W. 2003: 71) อย่างไรก็ตามวัฒนธรรมทางการเมือง (Political Culture) เป็นส่วน หนึ่งของวัฒนธรรมทางสังคม (Social Culture) หมายถึง แบบแผนพฤติกรรมทางการเมืองของบุคคล ซึ่งมา จากความเชื่อ (Beliefs) ค่านิยม (Values) และทัศนคติทางการเมือง (Attitude) ของบุคคลซึ่งได้รับการ ถ่ายทอดปลูกฝังสืบต่อกันมา จนกระทั่งบุคคลยอมรับและยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติการเมืองของสังคม วัฒนธรรมทางการเมืองเกิดจากกระบวนการปลูกฝังอบรม กล่อมเกลาทางการเมือง (Political Socialization Process) ทั้งทางตรงและทางอ้อมที่สืบต่อกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน จนทำให้บุคคลใน สังคมมีความรับรู้ทางการเมือง (Political Knowledge) ซึ่งมีผลต่อพฤติกรรมทางการเมือง (Political Behavior)ของบุคคลในสังคม และเมื่อบุคคลในสังคมมีพฤติกรรมทางการเมืองเป็นแบบแผน (Pattern) พฤติกรรมทางการเมืองที่เป็นแบบแผนก็จะกลายเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองของบุคคลในสังคมนั้น จาก กระบวนการเกิดวัฒนธรรมทางการเมืองดังกล่าว การศึกษาวัฒนธรรมทางการเมืองจึงมีความสัมพันธ์โดยตรง


๗๙ กับวิวัฒนาการของระบบการเมืองการปกครองที่ผ่านมาในอดีต โดยเฉพาะกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางการ เมืองที่จะมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมืองด้วย (Thamrongthanyawong, S. 2006) จากที่กล่าวในเบื้องต้น เราจะเห็นได้ว่าวัฒนธรรมทางการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของระบบวัฒนธรรม ทั้งหมดในสังคม (Somvician, K. 1971 : 42) โดยสาระพื้นฐานแล้ว วัฒนธรรมทางการเมืองก็คือแบบ แผนการดำเนินชีวิตทางการเมืองของสมาชิกทางสังคม วัฒนธรรมทางการเมืองในแต่ละสังคมจึงแตกต่างกันไป ตามทัศนคติความเชื่อ ค่านิยม และจารีตประเพณีทางการเมืองของแต่ละสังคม วัฒนธรรมทางการเมืองจึงเป็น ปัจจัยเงื่อนไขที่กำหนดบทบาทและพฤติกรรมทางการเมืองของสมาชิกในแต่ละสังคมและเป็นปัจจัยสำคัญที่ ส่งผลให้ลักษณะและรูปแบบของระบอบการเมืองการปกครองในแต่ละสังคมแตกต่างกันด้วย นักวิชาการต่างประเทศ อย่างกาเบรียล เอ. อัลมอนด์(Gabriel A. Almond, 1956 : 391-409) อธิบายว่า วัฒนธรรมทางการเมืองเป็นแบบแผนของทัศนคติและความเชื่อของ บุคคลที่มีต่อระบบการเมืองต่อ ส่วนต่างๆ และต่อการแสดงบทบาทการเมืองของบุคคล ซึ่งอาจจำแนกแนวโน้มหรือท่าทีในการแสดงออกทาง การเมืองของบุคคลได้3 แบบ ซึ่งอัลมอนด์เรียกว่า “Orientation” (ความโน้มเอียง) กล่าวคือ 1) ความโน้มเอียงด้านการรับรู้(Cognitive Orientation) หมายถึง ความรู้และความเข้าใจของ บุคคลที่มีต่อการเมือง 2) ความโน้มเอียงต่อการแสดงความรู้สึก (Affective Orientation) หมายถึง ความรู้สึกของ บุคคลที่มีต่อการเมืองเป็นความรู้สึกทางจิตใจและอารมณ์ของบุคคลที่มีต่อการเมือง 3) ความโน้มเอียงด้านการประเมิน (Evalutive Orientation) หมายถึง ความสามารถของ บุคคลในการใช้ค่านิยมของบุคคลวิเคราะห์การเมืองเพื่อการตัดสินวินิจฉัย ทั้งนี้ความเชื่อทางด้านการเมืองของบุคคลอาจจำแนกได้เป็น 2 แบบ ได้แก่ ความเชื่อทางการเมืองต่อสิ่งที่ เป็นอยู่และความเชื่อทางการเมืองต่อสิ่งที่ควรจะเป็น (Gabriel A. Almond & Sidney Verba 1965 : 516) โดยอาศัยทัศนคติความเชื่อและสภาวะแห่งจิตใจของบุคคล ซึ่งเป็นเครื่องกำหนดพฤติกรรมทางการเมือง เพื่อการสร้างความเป็นระเบียบJournal of Graduate MCU KhonKaen Campus Vol. 6 No. 2 April - June 2019 เรียบร้อยและการยอมรับกติกาของสังคม (Lucian W. Pye and Sidncy Verba, 1965 : 5) รวมทั้งการให้ความสนับสนุนทางการเมืองโดยทั่วไปของสมาชิกภายในระบบการเมือง (William T. Bluhm, 1974 : 5-6) ในส่วนของประเทสไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นรูปแบบการปกครองที่ไทยรับมา จากประเทศตะวันตก แม้ว่าการปกครองแบบนี้จะเป็นที่นิยมกันทั่วไปใน นานาอารยประเทศ และได้รับการ ยอมรับจากสังคมไทยอย่างกว้างขวาง แต่การปกครองระบอบดังกล่าวก็ยังไม่สามารถประสานเข้ากับวิถีชีวิตคน ไทยได้อย่างสนิทแนบแน่น อาจกล่าวได้ว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่มีจิตวิญญาณประชาธิปไตยหรือมีวิถีชีวิตแบบ ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ทั้งนี้เป็นเพราะมีเงื่อนไขสำคัญที่เกี่ยวข้องหลายประการ อันเป็นอุปสรรคสำคัญต่อ การพัฒนาประชาธิปไตยของไทย ปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง คือ เรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองของไทยแบบเดิม


๘๐ ที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของระบบอุปถัมภ์มายาวนาน ทำให้วัฒนธรรมทางการเมืองไทยค่อนไปทางอำนาจนิยม และประเพณีนิยมซึ่งลักษณะพฤติกรรม และวัฒนธรรมทางการเมืองของคนไทยเช่นนี้ มีเนื้อหาสาระแตกต่าง อย่างสิ้นเชิงกับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยในโลกตะวันตก (Promgird, P. 2014 : 65-66) ความเข้าใจโดยทั่วไปในเมืองไทยเกี่ยวกับการเมืองก็คือ การเมืองคือการแย่งชิงตำแหน่งสาธารณะ ด้านการบริหารต่างๆ (ด้วยการเลือกตั้งหรือคมหอกคมดาบ) ความเข้าใจเช่นนี้เป็นผลให้คนทั่วไปรู้สึกว่า การเมืองไม่เกี่ยวข้องกับตนมากไปกว่าความสามารถที่จะเก็งว่าอำนาจทางการเมืองจะเป็นของใคร และเมื่อ เป็นเช่นนั้นนโยบายสาธารณะจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ตนจะเอาตัวรอดหรือจะหาประโยชน์ทางธุรกิจจาก ความเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เปลี่ยนแปลงนั้นได้อย่างไร (Aoisiwong, N. 2011: 49) 2.1 ประเภทวัฒนธรรมทางการเมือง วิชาการพัฒนาการเมืองเป็นการศึกษากระบวนการสร้างสถาบันทางการเมือง และรูปแบบต่างๆ ของ สถาบันทางการเมืองโดยเชื่อว่าเป็นส่วนสำคัญในการสร้างการกล่อมเกลา (socialization) สมาชิกในสังคม การเมืองให้มีพฤติกรรมที่เป็นไปในทางที่สังคมการเมืองต้องการ หรือก็คือสร้างให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมือง ขึ้นมา (Mehran Kamrava, 1996 : 55) ทฤษฎีที่สำคัญเกี่ยวกับวัฒนธรรมทางการเมืองคือทฤษฎีการเมืองของแกเบรียล อัล มอนด์(Gabriel Abraham Almond) ที่มองว่าการเมืองโดยรวมนั้น สามารถจะพัฒนาได้หากสมาชิกในสังคมมี“สำนึกพลเมือง (civic virtue)” หรือ “วัฒนธรรมพลเมือง (civic culture)” ในการเข้าร่วมทางการเมืองอย่างแข็งขัน (the participant political culture) แต่หากสมาชิกในสังคมการเมืองที่ไม่สนใจการเมือง (the parochial political culture) หรือรับรู้แต่ไม่เข้าร่วมทางการเมือง (the subject political culture) การเมืองนั้นก็จะ ด้อยพัฒนา โดยใช้ปัจจัยเกี่ยวกับความสำนึกทางการเมืองและการมีส่วนร่วมทางการเมือง อัล มอนด์และเวอร์บา (Gabriel A. Almond & Sidney Verba, 1965 : 23-25) นิยามวัฒนธรรม ทางการเมืองเป็นตัวชี้วัดไว้ดังนี้ 1) วัฒนธรรมทางการเมืองแบบคับแคบ (Parochial political culture) เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองใน ระบบดั้งเดิม ประชาชนในสังคมไม่มีความรู้ ไม่มีบทบาททางการเมือง ไม่มีความคิดเห็น และไม่มีส่วน ร่วมทางการเมือง ไม่ได้กำหนดบทบาททางการเมืองให้กับใคร ไม่มีรัฐธรรมนูญ และไม่มีข้อเรียกร้อง ทางการเมืองระหว่างประชาชนกับระบบการเมือง ประชาชนไม่ได้สนใจต่อระบบการเมือง วัฒนธรรม ทางการเมืองแบบนี้ปรากฏใน สังคมที่ปฏิบัติตามจารีตประเพณีดั้งเดิมซึ่งปกครองกันแบบง่ายๆ เช่น ชนเผ่าเงาะป่าซาไก และชนเผ่าผีตองเหลืองในประเทศไทยหรือประชาชนในสังคมชนบทที่ห่างไกล ความเจริญเป็นต้น แต่ในปัจจุบันจะปรากฏกลุ่มวัฒนธรรมแบบคับแคบในยุคสมัยใหม่ก็มี 2) วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้า (Subject political culture) เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองที่ ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจต่อระบบการเมืองโดยทั่วๆ ไป ในระดับหนึ่ง ประชาชนในสังคมไม่มี ความรู้สึกว่าตนเองมีความหมายหรืออิทธิพลต่อระบบการเมือง ประชาชนได้ยอมรับอำนาจรัฐ เชื่อฟัง


๘๑ และปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐ แต่ไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าเรียกร้องทางการเมือง ไม่ได้เข้าไปมีส่วน ร่วมทางการเมืองโดยถือว่า การเมืองเป็นเรื่องของผู้มีอำนาจหรือผู้มีบารมีลักษณะของวัฒนธรรมทาง การเมืองแบบไพร่ฟ้า จะพบได้ในกลุ่มคนชั้นกลางในประเทศกำลังพัฒนา ความเชื่อที่ฝังรากลึกมา ตั้งแต่อดีตอันเป็นอิทธิพลของสังคมเกษตรกรรมซึ่งมองว่ารัฐมีอำนาจเป็นผู้ปกครองเท่านั้น ประชาชน ทั่วไปควรมีหน้าที่เพียงเชื่อฟัง และปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น วัฒนธรรมทางการเมืองแบบนี้จะพบ เห็นได้ในสังคมทางการเมืองของประเทศไทยโดยเฉพาะประชาชนนิยมไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง แต่ ไม่ได้ติดตามตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐรวมทั้งไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง 3) วัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วม (Participant political culture) เป็นวัฒนธรรมทางการเมือง ของกลุ่มบุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการเมืองเป็นอย่างดี ตื่นตัวทางการเมืองตระหนักรู้ ในทางการเมือง มีจิตสำนึกทางการเมืองสูง เห็นคุณค่า และความสำคัญในการเข้ามีส่วนร่วมทางการ เมือง โดยเห็นว่าต้องควบคุมกำกับและตรวจสอบผู้ปกครองให้ใช้อำนาจปกครองเพื่อให้ระบบการเมือง ตอบสนองความต้องการของประชาชนด้วยความเป็นธรรมรวมทั้งการบังคับใช้อำนาจตามกฎหมาย วัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วม จะพบเห็นได้ในประเทศที่มีการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยแบบก้าวหน้าสูง และมีชนชั้นกลางกลุ่มใหญ่ที่มีจิตสำนึกทางการเมืองรวมทั้งมีความ รับผิดชอบสูง ซึ่งจะมีอยู่ในประเทศอุตสาหกรรมหรือประเทศที่พัฒนาแล้ววัฒนธรรมทางการเมืองที่ ปรากฏอยู่ในสังคมต่างๆ ตามทัศนะของ Almond และ Verba นั้นเป็นการยากที่จะชี้ให้เห็นชัดลงไป ว่าในสังคมต่างๆ ประชาชนในสังคมการเมืองทั้งประเทศ จะมีวัฒนธรรมทางการเมืองเป็นแบบหนึ่ง แบบใดโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตามในสังคมการเมืองที่ประชาชนยังคงมีความแตกต่างกันด้านฐานะทาง เศรษฐกิจ และสังคมการเมืองซึ่งจะมีผลต่อความรับรู้ทางการเมืองหรือจิตสำนึกทางการเมืองต่างกัน รวมทั้งความเข้าใจทางการเมืองของแต่ละบุคคลด้วย ทั้งนี้สรุปได้ว่าในสังคมต่างๆประชาชนจะมีลักษณะวัฒนธรรมทางการเมืองแบบผสม (Mixed political culture) ได้แก่ 1) วัฒนธรรมทางการเมืองแบบคับแคบผสมไพร่ฟ้า (Parochial – subject political culture) เป็น วัฒนธรรมแบบที่ประชาชนไม่ยอมรับอำนาจในแบบดั้งเดิม เช่น อำนาจของหัวหน้าเผ่า หรือเจ้าของ ที่ดินแต่ประชาชนเริ่มมีความจงรักภักดีต่อระบบการเมืองที่สลับซับซ้อนมากขึ้น หรือยอมรับอำนาจ ของรัฐบาลกลางแทนที่จะยอมรับอำนาจของหัวหน้าเผ่า แต่ยังไม่สนใจเรียกร้องสิทธิทางการเมือง หรือไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง 2) วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้าผสมมีส่วนร่วม (Subject – participant political culture) ใน วัฒนธรรมการเมืองแบบนี้ประชาชนกลุ่มหนึ่งมีความสนใจที่จะเข้าร่วมทางการเมือง และมีจิตสำนึก ทางการเมืองสูง แต่ประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งก็เฉื่อยชาไม่สนใจ ที่จะเข้าร่วมทางการเมือง โดยยังยอมรับ ในอำนาจรัฐแบบปราศจากเงื่อนไข วัฒนธรรมทางการเมืองซึ่งมีการผสมกันในลักษณะเช่นนี้จะทำให้ การเมืองไม่มั่นคงเพราะว่าประชาชนใน กลุ่มที่ต้องการมีส่วนร่วมทางการเมืองนั้นมีจำนวนน้อยอยู่ใน


๘๒ สังคม วัฒนธรรมทางการเมืองแบบการมีส่วนร่วมก็จะถูกกดดันจากกลุ่มคนที่อยู่ในวัฒนธรรมทาง การเมืองแบบไพร่ฟ้าซึ่ง เป็นประชาชนกลุ่มใหญ่ในสังคม เนื่องจากวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้านั้นจะเน้นไปทางด้านอำนาจนิยมถ้าหากใน ระยะยาวมีการจัดตั้งองค์กรหรือกลไกทางการเมืองและสถาบันต่างๆ ขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญ เช่นพรรค การเมือง คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติองค์กร อิสระตามรัฐธรรมนูญและกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองเป็นต้น จะทำให้วัฒนธรรมทางการเมืองแบบ ไพร่ฟ้าถูกผสมผสานกันขึ้นจะทำให้มีความโน้มเอียงไปสู่วัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วม การ จะทำให้ระบอบประชาธิปไตยเจริญงอกงามขึ้นมีความต่อเนื่องยาวนาน วัฒนธรรมทางการเมืองแบบมี ส่วนร่วมอาจจะมีอิทธิพลทำให้ประชาชนที่โน้มเอียงไปทางอำนาจนิยมเปลี่ยนท่าทีและทัศนคติเกิด เป็นลักษณะวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้าผสมการมีส่วนร่วม (Kanjanasuwan, W. 2015 : 15-17) 3) วัฒนธรรมทางการเมืองแบบคับแคบผสมมีส่วนร่วม (Parochial – Participant Culture) เป็นรูปแบบที่เกิดอยู่ในประเทศเกิดใหม่ และเป็นปัญหาในการพัฒนาวัฒนธรรมทาง การเมืองเพราะว่าประชาชนในประเทศเหล่านี้ส่วนมากจะมีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบคับแคบ แต่ จะถูกปลุกเร้าในเรื่องผลประโยชน์ทางเชื้อชาติศาสนา ทำให้เกิดความสนใจที่จะเข้าไปมีส่วนร่วม ทางการเมือง เพื่อคุ้มครองประโยชน์เฉพาะกลุ่มของตน การพยายามเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มตนอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง โดยประชาชนกลุ่มหนึ่งอาจมี แนวคิดเอนเอียงไปทางอำนาจนิยม ในขณะที่ประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งอาจเอนเอียงไปทางระบอบ ประชาธิปไตย ลักษณะความขัดแย้งนี้ทำให้โครงสร้างทางการเมืองไม่อิงอยู่กับรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง โดยเฉพาะ แต่จะขึ้นอยู่กับการปลุกเร้าเรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชน์(Santaphan, C. 1999) 2.2 ความสำคัญของวัฒนธรรมทางการเมือง วัฒนธรรมทางการเมืองมีความนิยมอย่างแพร่หลายซึ่งแต่ละประเทศจะมีบริบทที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ เนื่องด้วยวัฒนธรรมทางการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมือง วัฒนธรรมทางการเมืองจึงมีความสำคัญ อย่างน้อย 2 ประการ คือ (Eiampaiwan, W, 2003 : 74-75) ประการแรก วัฒนธรรมทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างเสริมความชอบ ธรรมทางการเมือง (Political Legitimacy) ให้กับระบบการเมือง ทั้งนี้ไม่ว่าระบบการเมือง นั้นๆจะมีลักษณะเป็นแบบเผด็จการ หรือแบบประชาธิปไตยก็ตามซึ่งจะเป็นผลทำให้ระบบการเมืองนั้นๆสามารถคงอยู่ได้อย่างราบรื่น ประชาชนจะ สนับสนุนและให้ความร่วมมือกับรัฐบาลโดยการเชื่อฟังคำสั่งและกฎหมายต่างๆ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าลักษณะ ธรรมชาติของวัฒนธรรมทางการเมืองของประชาชนที่เป็นอยู่ในสังคมแต่ละขณะนั้นมักจะมีลักษณะที่ สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่ในแต่ละขณะอยู่เสมอ ดังเช่น กรณีการปฏิวัติ ของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยการนำของเหมาเจ๋อตุง ในปีค.ศ. 1949 นั้น เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ยึดอำนาจ รับได้แล้วก็ได้ทำการปฏิวัติวัฒนธรรม (Cultural Revolution) เพื่อปลูกฝังวัฒนธรรมทางการเมืองแบบใหม่ที่ สอดคล้องกับอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ให้เป็นวัฒนธรรมหลักของสังคมแทนที่วัฒนธรรมแบบดั้งเดิม ทั้งนี้ก็


๘๓ เพื่อให้ประชาชนชาวจีนหันมาสนับสนุนและร่วมมือกับรัฐบาลคอมมิวนิสต์นั่นเองเป็นต้น จะเห็นได้ว่า วัฒนธรรมทางการเมืองมีความสำคัญต่อการสร้างความชอบธรรมของรัฐบาลทั้งในแง่ของการรักษาระเบียบ ดั้งเดิมหรือการเปลี่ยนแปลงระเบียบของสังคม ในประการที่สอง วัฒนธรรมทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นหรือริเริ่ม ให้มีการ เปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้น ในประเด็นนี้จะเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบใหม่ที่ได้รับอิทธิพล จากความคิดตะวันตก ซึ่งส่วนมากมักปรากฏเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองของชนชั้นนำ(Elite) ของสังคมที่เห็น ว่า สภาพของระบบการเมืองที่เป็นอยู่ รัฐสมัย ไม่สามารถแก้ไขปัญหาและตอบสนองความต้องการของ ประชาชนได้จึงต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้น ดังจะเห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงทาง การเมืองครั้งสำคัญๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย จะเห็นได้ว่าการที่กลุ่มชนชั้นนำของสังคมมีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบใหม่ที่มีลักษณะแตกต่างไป จากประชาชนส่วนใหญ่นั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ริเริ่มและชี้นำให้มวลชนเข้ามาร่วมและสนับสนุนให้มีการ เปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตามวัฒนธรรมทางการเมืองอาจเป็นตัวขัดขวางที่คัดค้านหรือต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ทางการเมืองที่เกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน เช่น เหตุการณ์6 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ซึ่งนำไปสู่การรัฐประหารโดยคณะ ปฏิรูปการปกครอง แผ่นดินซึ่งเป็นผลให้ระบบการเมืองไทยต้องกลับไปสู่ระบบการเมืองแบบเผด็จการ ภายใต้ รัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ทำให้มีนิสิตนักศึกษาและประชาชนที่มีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบใหม่ต้อง หนีเข้าป่านั้นแสดงให้เห็นว่าการรัฐประหารโดยเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ที่เกิดขึ้นได้รับการต่อต้าน คัดค้าน ซึ่งในที่สุดระบบการเมืองแบบเผด็จการดังกล่าวก็ถูกโค่นล้มลงภายใน 1 ปี โดยคณะปฏิวัติภายใต้การ นำของพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ใน 20 ตุลาคม พ.ศ. 2520 รวมทั้งกรณีการรัฐประหารของคณะผู้รักษา ความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คณะ ร.ส.ช.) ในเดือนกุมภาพันธ์พ.ศ. 2534 นั่นก็ได้รับการคัดค้านจากกลุ่มผู้รัก ประชาธิปไตยจนนำไปสู่การเกิดขึ้นของเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ อีกทั้งการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นำ โดยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้า โดยอ้างวาทกรรมทางการเมืองถึงสาเหตุของ การยึดอำนาจครั้งนี้ว่า การบริหาร ราชการแผ่นดินของรัฐบาลทักษิณฯ (กลุ่มพลังประชาธิปไตยหรือกลุ่มพลัง ใหม่) ได้ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งแบ่งฝ่าย ทำให้คนในชาติขาดความสามัคคีอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนใน ประวัติศาสตร์ชาติไทย และการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 โค่นล้มระบอบทักษิณฯ ของนางสาวยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร นำโดยพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) (Chaowalaksakun, S. 2018 : 31-32) การเมือง (อังกฤษ: Political Culture) เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกของสังคมการเมือง กับสังคมการเมืองในเชิงจิตวิทยา โดยวัฒนธรรมทางการเมืองใดที่สังคมการเมืองต้องการก็มักถูกปลูกฝังให้เป็น ความคิด, อุดมการณ์, ความเชื่อ ฯลฯ ของสมาชิกในสังคมการเมืองนั้นๆ ดังนั้นวัฒนธรรมทางการเมืองจึงเป็น ความคิด, อุดมการณ์, ความเชื่อ ฯลฯ ที่ขึ้นตรงกับกระบวนการสร้างความคิด, อุดมการณ์, ความเชื่อ ฯลฯจาก สถาบันในทางการเมืองต่างๆที่แปรผันต่างกันไปตามแต่ละสังคมการเมือง วัฒนธรรมทางการเมืองเป็นมโนทัศน์ ที่สำคัญในสาขาวิชาการพัฒนาการเมือง ซึ่งเป็นสาขาวิชาในทางรัฐศาสตร์


๘๔ 2.3 คุณลักษณะของวัฒนธรรมทางการเมือง ในวิชาการพัฒนาการเมืองเป็นการศึกษากระบวนการสร้างสถาบันทางการเมือง และรูปแบบต่างๆของ สถาบันทางการเมืองโดยเชื่อว่าเป็นส่วนสำคัญในการสร้างการกล่อมเกลา (socialization) สมาชิกในสังคม การเมืองให้มีพฤติกรรมที่เป็นไปในทางที่สังคมการเมืองต้องการ หรือก็คือสร้างให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมือง ขึ้นมา[2] ทฤษฎีที่สำคัญเกี่ยวกับวัฒนธรรมทางการเมืองคือทฤษฎีการเมืองของแกเบรียล อัลมอนด์ (Gabriel Abraham Almond) ที่มองว่าการเมืองโดยรวมนั้น สามารถจะพัฒนาได้หากสมาชิกในสังคมมี “สำนึกพลเมือง (civic virtue)” หรือ “วัฒนธรรมพลเมือง (civic culture)” ในการเข้าร่วมทางการเมืองอย่างแข็งขัน (the participant political culture) แต่หากสมาชิกในสังคมการเมืองที่ไม่สนใจการเมือง (the parochial political culture) หรือรับรู้แต่ไม่เข้าร่วมทางการเมือง (the subject political culture) การเมืองนั้นก็จะ ด้อยพัฒนา โดยอัลมอนด์นิยามวัฒนธรรมทางการเมืองทั้ง 3 รูปแบบไว้ดังนี้ 1) วัฒนธรรมแบบไม่สนใจการเมือง (the parochial political culture) เป็นลักษณะทางวัฒนธรรมทาง การเมืองที่เกิดขึ้นในสังคมการเมืองแบบชนเผ่า (tribal society) เช่นในแอฟริกา และในชุมชนท้องถิ่น เล็กๆที่ปกครองตนเอง ในสังคมการเมืองดังกล่าวยังไม่มีการแบ่งงานกันทำ ไม่มีการแบ่งบทบาท รวมถึงหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการไม่แบ่งการเมือง , สังคม และศาสนาออก จากกัน วัฒนธรรมแบบไม่สนใจการเมืองจะมองการเมืองว่ามีลักษณะเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก (affective) และเป็นเรื่องของกฎเกณฑ์ปฏิบัติ (normative) มากกว่าที่จะเป็นการเมืองแบบใช้เหตุใช้ ผล (cognitive) 2) วัฒนธรรมแบบรับรู้แต่ไม่เข้าร่วมทางการเมือง (the subject political culture) เป็นวัฒนธรรมใน สังคมการเมืองที่สมาชิกในสังคมการเมืองรับรู้ถึงการบริหารกิจการบ้านเมือง และอำนาจทางการเมือง และมีความภาคภูมิใจในความเป็น/ความมีการเมือง (political) ของสังคมการเมือง ทว่าความสัมพันธ์ ระหว่างสังคมการเมืองกับสมาชิกยังเป็นระบบบนลงล่าง (top-down or downward flow) และ วัฒนธรรมการเมืองยังเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก (affective) และเป็นเรื่องของกฎเกณฑ์ปฏิบัติ (normative) มากกว่าที่จะเป็นการเมืองแบบใช้เหตุใช้ผล (cognitive) เช่นกัน ทั้งนี้สมาชิกในสังคม การเมืองจึงระลึกถึงอำนาจในทางการเมืองแบบเป็นฝ่ายตั้งรับนโยบาย (passive role) แต่ไม่สนใจที่ จะเรียกร้องนโยบาย (active role) 3) วัฒนธรรมการเข้าร่วมทางการเมืองอย่างแข็งขัน (the participant political culture) เป็น วัฒนธรรมของสังคมการเมืองที่สมาชิกของสังคมการเมืองมีความผูกพันต่อสังคมการเมืองในลักษณะที่ เป็นเหตุเป็นผล (cognitive) และมีความตื่นตัวในเรื่องการใช้อำนาจเชิงรุกในทางการเมือง (active role)


๘๕ จากวัฒนธรรมการเมืองรูปแบบพื้นฐานทั้ง 3 แล้ว อัลมอนด์ได้กล่าวถึงลักษณะของวัฒนธรรมทาง การเมืองที่เป็นจริงในสังคมการเมืองไว้ด้วย โดยอัลมอนด์มองว่าในสังคมการเมืองที่เป็นจริงนั้นไม่ได้มี วัฒนธรรมทางการเมืองเพียงแบบเดียว แต่มักมีลักษณะวัฒนธรรมแบบผสม ดังนี้ 1) วัฒนธรรมแบบเริ่มรับรู้การเมือง (the parochial-subject culture) คือวัฒนธรรมในสังคมการเมือง แบบชนเผ่าที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสมัยใหม่ สมาชิกในสังคมการเมืองจะปฏิเสธความสัมพันธ์ทาง อำนาจแบบเดิม ที่เป็นเรื่องของศาสนา หรือความเชื่อเป็นหลักมาสู่ลักษณะของความสัมพันธ์ทาง อำนาจที่เป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น อย่างไรก็ตามแม้สมาชิกในสังคมการเมืองจะรับรู้ว่ามีความสัมพันธ์ ทางอำนาจแบบใหม่เกิดขึ้นทว่าก็ไม่มีความสนใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมือง แต่เลิกที่จะรอ รับนโยบายจากฐานอำนาจใหม่ไม่ต่างจากที่เคยเกิดขึ้นในลักษณะวัฒนธรรมแบบไม่สนใจการเมือง 2) วัฒนธรรมแบบเริ่มเข้าร่วมทางการเมือง (the subject-participant culture) เป็นวัฒนธรรมในสังคม การเมืองที่สมาชิกในสังคมการเมืองบางส่วนเริ่มตื่นตัวถึงอำนาจในเชิงรุกของตน โดยที่สมาชิกในสังคม การเมืองที่ยังมีลักษณะวางเฉย (parochial) และมีลักษณะแบบไพร่ (subject) เริ่มกลายเป็นผู้มีส่วน ร่วม (participant) ในแบบประชาธิปไตย โดยสังคมการเมืองก็เริ่มมีการสร้างสถาบันมารองรับความ ต้องการในการมีส่วนร่วมดังกล่าวควบคู่ไปด้วย 3) วัฒนธรรมการเข้าร่วมทางการเมืองอย่างไม่มีความเป็นการเมือง (the parochial-participant culture) เป็นวัฒนธรรมของสังคมการเมืองที่สมาชิกของสังคมการเมืองยังเชื่อมั่นในความสัมพันธ์ทาง อำนาจแบบชนเผ่า โดยไม่สนใจความเป็นเหตุเป็นผลของอำนาจ แต่ก็อยากเข้ามามีส่วนร่วมในอำนาจ ดังกล่าว ทว่าการเข้าร่วมก็เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนเป็นหลักมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม จากทฤษฎีของอัลมอนด์กล่าวได้ว่าสังคมการเมืองที่มีความพัฒนานั้นสมาชิกในสังคมการเมืองย่อมต้อง เข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมือง ในอีกภาษาหนึ่งคือสมาชิกในสังคมการเมืองมีหน้าที่ในการกระทำในทาง การเมือง (political action) ในสังคมการเมือง ซึ่งทฤษฎีนี้อัลมอนด์หยิบยืมมาจาก วิธีวิเคราะห์มาจากวิธี วิเคราะห์โครงสร้างและหน้าที่ (structural - functional approach) ซึ่งเป็นทฤษฎีในทางสังคม วิทยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งทฤษฎีการกระทำของทัลคอทท์ พาร์สัน (Talcott Parson) 2.4 วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ในสังคมการเมืองที่เลือกเอาประชาธิปไตยมาเป็นรูปแบบในการปกครองสังคมการเมืองนั้น ซามูเอล ฮันทิงตันมองว่าสิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้วัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยนั้นซึมลึกไปสู่สมาชิกใน สังคมการเมือง การศึกษาวิชาการพัฒนาการเมืองหากกล่าวในอีกภาษาหนึ่งจึงเป็นเรื่องของการศึกษาเพื่อการ พัฒนาวัฒนธรรมประชาธิปไตยในจิตสำนึกของสมาชิกของสังคมการเมือง และในขณะเดียวกันหากการพัฒนา


๘๖ การเมืองคือการสร้างสถาบันเพื่อสร้างการกล่อมเกลาทางสังคมและการเมืองให้สมาชิกในสังคมมีวัฒนธรรม ทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยแล้ว ซึ่งในภาวะความทันสมัยทางการเมือง (Political Modernization) จะ สัมพันธ์กับการตื่นตัวและมีส่วนร่วมทางการเมือง ในกรณีดังกล่าวหากความต้องการที่จะแสดงออกถึง วัฒนธรรมการเมืองของสมาชิกในสังคมการเมืองมีสูง สังคมการเมืองก็ต้องเตรียมพร้อมยอมรับ เพราะหากมิ เช่นนั้นสังคมการเมืองจะกลายเป็นผู้บีบเค้นสมาชิกในสังคมการเมืองเสียเอง และสุดท้ายจะนำไปสู่ลักษณะ ทางการเมืองที่ ฮันทิงตันเรียกว่า “ความผุผังทางการเมือง (political decay)” ในท้ายที่สุด จากคำกล่าวของฮันทิงตันจึงกล่าวในอีกภาษาหนึ่งได้ว่า “การตื่นตัว” และ “การมีส่วนร่วม” คือ วัฒนธรรมทางการเมืองที่สำคัญในระบอบประชาธิปไตย 3. ด้านเศษฐกิจ ชนชาติไทยมีพัฒนาการความเจริญในดาน เศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครอง ศิลปวัฒนธรรม มี ความสัมพันธกับรัฐ เพื่อนบานใกลเคียง และรัฐที่อยูไกล ในเอเชีย และซีกโลกตะวันตก ทําใหเกิดการ ผสมผสาน อารยธรรมตางๆรวมกันเปนเอกลักษณ์ไทยซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวไทยโดยมีสองอารย ธรรมใหญที่มีอิทธิพลต่ออารยธรรมไทยคือ อารยธรรมตะวันออกกับอารยธรรมตะวันตกซึ่งเป็นผลให้อารย ธรรมไทยมีพัฒนาการความเจริญทางสังคมศิลปวัฒนธรรมดานการเมืองการปกครองและเศรษฐกิจสืบทอดกัน มายาวนาน อันสงผลตอความเจริญงอกงามทางความคิด รูปแบบการดําเนินชีวิต เทคโนโลยีและความสัมพันธ ระหวางประเทศในระยะตอมา 3.1 เศรษฐกิจไทยสมัยสุโขทัย สัญลักษณแหงความอุดมสมบูรณทางเศรษฐกิจของกรุงสุโขทัย คือ ขอความในหลักศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าววา “เมืองสุโขทัยนี้ดี ในนํ้ามีปลา ในนามีขาว” (อัส วิน โกมนเมนะ, 2517:48) พื้นฐานทางเศรษฐกิจ การยังชีพของกรุงสุโขทัยอยูที่การเกษตร การคา และการทําเครื่องสังคมโลก การเกษตรของกรุงสุโขทัย มีการ ผลิตแบบดั้งเดิม พึ่งธรรมชาติ พื้นที่เพาะปลูกเปนที่ราบลุม คือ ที่ราบลุม แมนํ้ายม แมนํ้านาน และที่ราบเชิง เขา ซึ่งดินขาดความอุดมสมบูรณ มีการสรางเขื่อน (สรีดภงค) หรือถนนพระรวง พืชสําคัญที่ปลูกกันมาก คือ ข าว มะมวง มะพราว มะขาม ขนุน หมาก พลู พืชไรและไมผลอื่นๆ ดานการคา มีการคาภายในอยางเสรี มีตลาดที่สําคัญ เรียกวา ตลาดปสาน มีการติดตอการคากับลาน นา มอญ และอินเดีย สวนการคาทางเรือมุงสูจีน ญี่ปุน มลายู สุมาตรา และชวา สินคาสงออกไดแก ผลิตผล ของปา เครื่องเทศ เครื่องสังคมโลก เปนตน สมัยสุโขทัยใชเงิน พดดวง เปนสื่อกลาง ในการแลกเปลี่ยนซื้อขาย สินคาตางๆ 3.2 เศรษฐกิจไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา


๘๗ ด้านการเกษตรกรรม ขึ้นอยู่กับลักษณะการเกษตรแบบดั้งเดิม คือยังอาศัยธรรมชาติพืชเศรษฐกิจ สําคัญ เชน ขาว พริกไทย ฝาย หมาก มะพราว ไมฝาง นอแรด หนัง สัตว และงาชาง ดานการตางประเทศ กรุงศรีอยุธยาติดตอคาขายกับอินเดีย จีน ญี่ปุน และอาหรับ การคาขายกับจีน เรียกวา จิ้มกอง (การยอมรับเปนเมืองขึ้นของจีนโดยตองสงเครื่องราชบรรณาการ แลวจีนจะตอบแทนคืนที่มา กกวาในฐานะประเทศที่ยิ่งใหญ) สินคาออกที่สําคัญ เชน ของ ปา ดีบุก เงิน พลอย และเครื่องปนดินเผา เปนต น สินคา เขาที่สําคัญ เชน แพร เครื่องถวยชาม ดาบ ทองแดง และ เกราะ เปนตน การคากับชาติตะวันตกเริ่ม ปรากฏตั้งแตหลังสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 เปนตนมาชาติตะวันตกชาติแรกที่เขามาติดตอคาขาย ไดแก โปรตุเกส สเปน อังกฤษ ฮอลันดา ฝรั่งเศส และเดนมารก สินคาออกที่ชาวตะวันตกตองการ เชน งาชาง ไม กฤษณา ไมจันทน และ ไมหอม เปนตน สินคาเขา เชน กระสุนดินดํา ปนไฟ และกํามะถัน เปนตน ในสมัยของสมเด็จพระเจาปราสาททองไดมีการตั้งพระคลังสินคา เพื่อทําหนาที่เปนตัวกลางในการซื้อ ขายสินค้าทําให้การค้าของกรงุศรีอยุธยาเป็นระบบผูกขาดมากขึ้น การคากับตางประเทศของกรุงศรีอยุธยา เจริญรุงเรืองที่สุด ในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิและสมเด็จพระเอกาทศรถ และการคากับตางประเทศของ กรุงศรีอยุธยาเสื่อมลง ในสมัยสมเด็จพระเพทราชา เพราะนโยบายของผูนําที่ไมตองการจะคบคากับชาติ ตะวันตก จนเกิดความขัดแยงระหวางกรุงศรีอยุธยากับฝรั่งเศส รายไดแผนดินของกรุงศรีอยุธยา รายไดของกรุงศรีอยุธยาแบงเปนประเภทใหญๆ 3 ประเภท คือ ราย ได จากภาษีอากรประเภทตางๆ ไดแก จังกอบ คือคาผาน ดานขนอนทั้งทางบกและทางนํ้า รับจะเก็บจาก ราษฎรในอัตรา 10 ชัก 1 ถาเปนภาษีขาเขา เรียกวา ภาษีรอยชัก ถาเก็บตามความกวางของปากเรือ เรียกวา ภาษีปากเรือหรือ ภาษีเบิกรอง อากร คือ การเก็บภาษีจากราษฎรที่ไมไดประกอบอาชีพคาขายโดยตรง เชน ทํานา ทําสวน และ ทําไร สวย คือการเก็บสิ่งของแทนการเกณฑแรงงานไพร หลวง เชน ดีบุก มูลคางคาว รัง นก และสวยบรรณาการที่ไดจากเมืองประเทศราช ฤชา คือ คาธรรมเนียมที่รัฐเก็บจากประชาชนที่มาใชบริการ จากรัฐ เชน การออกโฉนด และคาธรรมเนียมในการฟองรอง ผลกําไรจากการคาขายพระคลังสินคา พระคลังสินคามีกําไรมากจากการซื้อขายสินคาตองหาม เชน มูล คางคาว งาชาง และกระสุนดินดํา ซึ่งถือวาเปนรายไดหลักที่สําคัญอยางหนึ่งของแผนดิน รายไดจากการคากับตางประเทศ กรุงศรีอยุธยาคาขายกับประเทศทั้งในเอเชียและยุโรป จึงมีรายไดเข าประเทศทั้งผล กําไร จากการคา ภาษีขาเขา และภาษีขาออก 3.3 เศรษฐกิจไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร ลักษณะเศรษฐกิจแบบยังชีพ สมัยรัตนโกสินทร ตอนตน (รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 4 กอนเกิดสัญญา เบาวริง) สภาพเศรษฐกิจของไทยมีลักษณะเปน “เศรษฐกิจแบบยังชีพ” เปนการผลิตเพื่อการบริโภคภายใน ครัวเรือน และนําไปแลกเปลี่ยนกับสินคาอื่นๆ ภายในทองถิ่น ในสวนรายไดของหลวงไดมาจากภาษีประเภทต างๆ เปนหลัก ไดแก จังกอบ คือ ภาษีที่เก็บจากสินคาขาเขา – ขาออก อากร คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากการ ประกอบอาชีพของราษฎรที่ไมใชการคา เชน ทํานา ตองเสียอากรนา ฤชา คือ คาธรรมเนียมที่เรียกเก็บจาก


๘๘ ราษฎร เมื่อขอใหทางการจัด ทําสิ่งใดได เชน การออกโฉนดที่ดิน สวย มีหลายประเภท ที่สําคัญ ไดแก สิ่งของ หรือเงินทดแทนคาแรงงานที่ราษฎร จายใหเพื่อไมตองเขามาทํางานใหทางการ นอกจากนี้ในสมัยรัชกาลที่3 มีรายไดมาจากกําไร จากการผูกขาดการคาโดย “พระคลังสินคา” เป นหนวยราชการที่ทําหนาที่คาขายกับตางประเทศ (สังกัดกรมคลัง หรือกรมทา) การคาเรือสําเภาหลวง โดย พระคลังทําหนาที่แตงเรือสําเภาหลวงนําสินคาไปขายยังตางแดน เชน จีน ชวา มลายู การปรับปรุงการจัดเก็บภาษีอากรและรายไดเพิ่มเติมในสมัยรัชกาลที่3 การประมลูผูกขาดการเก็บ ภาษีอากร เรียกวา “ระบบเจาภาษีนายอากร” เงินคาผูกปขอมือจีน เปนเงินที่ชาวจีนตองเสียใหรัฐแทนการถูก เกณฑแรงงาน เงินคาราชการ เปนเงินที่ไพรหรือราษฎรชายชาวไทยตองใหรัฐแทนการเขาเวรรับราชการ 3.4 เศรษฐกิจไทยยุคทุนนิยม โดยรัฐสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามเปนนายกรัฐมนตรีระหวาง พ.ศ. 2481 - 2487 มีนโยบาย พัฒนาประเทศ คือ นโยบายสงเสริมลัทธิชาตินิยมทางเศรษฐกิจ ภายใตคําขวัญ “ไทยทํา ไทยใช ไทยเจริญ” ด านพาณิชยกรรม รัฐบาลตองการสนับสนุนใหคนไทยประกอบอาชีพ คาขาย ดานอุตสาหกรรม รัฐบาลจะลงทุน ดําเนินการผลิต ในอุตสาหกรรมที่เอกชนไมมีทุน หรือขาดความชํานาญ (กฤษณา วิเชียรเพชร, 2553:47- 49) สภาพเศรษฐกิจไทยภายใตแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแหงชาติ ภายหลังที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะ รัชต ไดทําการปฏิวัติเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 แลวไดนําเอาความคิดเกี่ยวกับการวางแผนเศรษฐกิจ มาใช โดยมีวัตถุประสงคที่สําคัญคือ การยกมาตรฐานการครองชีพของประชาชนใหดีขึ้น ดังนั้น รัฐบาลจึงได ประกาศใชแผน พัฒนาเศรษฐกิจแหงชาติฉบับแรกเมื่อ พ.ศ. 2504 - 2509 มีระยะเวลา 6 ป จนมาถึงปจจุ บันประเทศไทยประกาศใช แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 12 3.5 ปญหาเศรษฐกิจในปจจุบัน ชวงป พ.ศ. ๒๕๑๐ - ๒๕๑๔ ขาดดุลการคามากขึ้น ช่วงป พ.ศ. ๒๕๑๖ - ๒๕๑๘ การขึ้นราคานํ้ามันเปนผลใหสินคามีราคาแพง ชวงป พ.ศ. ๒๕๑๘ - ๒๕๑๙ เกิดปญหาเงินเฟออยางรุนแรง ชวงป พ.ศ. ๒๕๒๕ - ๒๕๒๗ ดุลการชําระเงินขาดดุลและขาดแคลนเงินตราตางประเทศทําใหรัฐบาลต องประกาศ “ลดคาเงินบาท” ชวงป พ.ศ. ๒๕๓๑ - ๒๕๓๔ เศรษฐกิจเริ่มฟนตัว รัฐบาล พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ประกาศ นโยบาย “เปลี่ยน สนามรบเปนสนามการคา” ชวงป พ.ศ. ๒๕๓๙ - ๒๕๔๐ เกิดปญหาการขาดสภาพคลองทางการเงิน ชวงป พ.ศ. ๒๕๔๐ - ๒๕๔๓ เกิดปญหาทุนสํารองระหวางประเทศตกต่ำและปัญหาการขาดความ เชื่อมั่นต่อค่าเงินบาท


๘๙ ชวงป พ.ศ. ๒๕๔๔ เปนตนมารัฐบาลตองดําเนินนโยบาย อยางประหยัด เพื่อแกไขปญหาทางการเงิน และการคลัง และมีมาตรการใหมๆ ออกมาใช 3.6 การบูรณาการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตและวิถีปฏิบัติที่พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแก่พสกนิกรไทย มาเป็นระยะเวลายาวนาน เป็น แนวคิดที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของวัฒนธรรมไทย เป็นแนวทางการพัฒนาที่ตั้ง บนพื้นฐานของทางสายกลาง และ ความไม่ประมาท คำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้าง ภูมิคุ้มกันในตัวเอง ตลอดจนใช้ความรู้ และคุณธรรมเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตที่สำคัญ ต้องมี“สติปัญญาและความเพียร” ซึ่งจะนำไปสู่ “ความสุข” ในการดำเนินชีวิตอย่างแท้จริง (จรัสศรี พัวจินดา เนตร, 2560 : 97) ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สามารถนำไปใช้ในการจัดการศึกษาได้หลากหลาย โดยเฉพาะนำมาใช้ในแง่ของการจัดการเรียนรู้แบบบูรณา การให้แก่ผู้เรียน ซึ่งเป็นกระบวนการจัดการ เรียนรู้ที่เชื่อมโยงศาสตร์และเนื้อหาสาระวิชาต่าง ๆ ที่มีความ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันเข้ามาผสมผสานเข้า ด้วยกัน เพื่อให้เกิดความรู้ที่หลากหลาย เป็นการเรียนรู้อย่างมี ความหมาย มีลักษณะเนื้อหาที่เป็นองค์รวม ตลอดจนสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ 3.7 จุดเริ่มต้นแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ผลจากการใช้แนวทางการพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแก่ สังคมไทยอย่างมากในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สังคมและสิ่งแวดล้อม อีกทั้ง กระบวนการของความเปลี่ยนแปลงมีความสลับซับซ้อน จนยากที่จะอธิบายในเชิงสาเหตุและผลลัพธ์ได้ เพราะ การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดต่างเป็นปัจจัยเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน สำหรับผลของการพัฒนาในด้านบวกนั้น ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของอัตราการเจริญเติบโตทาง เศรษฐกิจ ความเจริญทางวัตถุ และสาธารณูปโภคต่างๆ ระบบสื่อสารที่ทันสมัย หรือการขยายปริมาณและ กระจาย การศึกษาอย่างทั่วถึงมากขึ้น แต่ผลด้านบวกเหล่านี้ส่วนใหญ่กระจายไปถึงคนในชนบท หรือ 2 ผู้ด้อยโอกาสใน สังคมน้อย แต่ว่ากระบวนการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้เกิดผลลบติดตามมาด้วย เช่น การ ขยายตัวของรัฐเข้า ไปในชนบท ได้ส่งผลให้ชนบทเกิดความอ่อนแอในหลายด้าน ทั้งการต้องพึ่งพิงตลาด และพ่อค้าคนกลางในการ สั่งสินค้าทุน ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ระบบความสัมพันธ์แบบ เครือญาติ และการรวมกลุ่มกัน ตามประเพณีเพื่อการจัดการทรัพยากรที่เคยมีอยู่แต่เดิมแตกสลายลง ภูมิความรู้ที่เคยใช้แก้ปัญหาและสั่งสม ปรับเปลี่ยนกันมาถูกลืมเลือนและเริ่มสูญหายไป สิ่งสำคัญก็คือ ความพอเพียงในการดำรงชีวิต ซึ่งเป็นเงื่อนไข พื้นฐานที่ทำให้คนไทยสามารถ พึ่งตนเอง และดำเนินชีวิตไปได้อย่างมีศักดิ์ศรีภายใต้อำนาจและความมีอิสระใน การกำหนด ชะตาชีวิตของ ตนเอง ความสามารถในการควบคุมและจัดการเพื่อให้ตนเองได้รับการสนองตอบ ต่อความต้องการต่าง ๆ รวมทั้งความสามารถในการจัดการปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ซึ่งทั้งหมดนี้ถือว่าเป็น ศักยภาพพื้นฐานที่คน ไทยและสังคมไทยเคยมีอยู่แต่เดิมต้องถูกกระทบกระเทือน ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจจากปัญหา


๙๐ ฟองสบู่และ ปัญหาความอ่อนแอของชนบท รวมทั้งปัญหาอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นล้วนแต่เป็นข้อพิสูจน์และยืนยัน ปรากฎการณ์นี้ได้เป็นอย่างดีพระราชดำริว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียง “...การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำ ตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการ และอุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลัก วิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้ แล้วจึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป...” (๑๘ กรกฎาคม ๒๕๑๗) “...คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่ง ที่สมัยใหม่ แต่เรา อยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทย พออยู่พอกิน มีความ สงบ และทำงานตั้งจิต อธิษฐานตั้งปณิธาน ในทางนี้ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรือง อย่างยอด แต่ว่ามีความ พออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่ พอกินนี้ได้ เราก็จะยอด ยิ่งยวดได้..” (๔ ธันวาคม ๒๕๑๗) พระบรมราโชวาทนี้ ทรงเห็นว่าแนวทางการพัฒนาที่เน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของ ประเทศเป็น หลักแต่ เพียงอย่างเดียวอาจจะเกิดปัญหาได้ จึงทรงเน้นการมีพอกินพอใช้ของประชาชนส่วน ใหญ่ในเบื้องต้น ก่อน เมื่อมีพื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควรแล้ว จึงสร้างความเจริญและฐานะทาง เศรษฐกิจให้สูงขึ้น 3 ซึ่ง หมายถึง แทนที่จะเน้นการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมนำการพัฒนาประเทศ ควรที่ จะสร้างความมั่นคงทาง เศรษฐกิจพื้นฐานก่อน นั่นคือ ทำให้ประชาชนในชนบทส่วนใหญ่พอมีพอกินก่อน เป็นแนวทางการพัฒนาที่เน้น การกระจายรายได้ เพื่อสร้างพื้นฐานและความมั่นงคงทางเศรษฐกิจโดยรวม ของประเทศ ก่อนเน้นการพัฒนา ในระดับสูงขึ้นไป ทรงเตือนเรื่องพออยู่พอกิน ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ คือ เมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว แต่ทิศทางการพัฒนา มิได้เปลี่ยนแปลง “...เมื่อปี ๒๕๑๗ วันนั้นได้พูดถึงว่า เราควรปฏิบัติให้พอมีพอกิน พอมีพอกินนี้ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียง นั่นเอง ถ้าแต่ละคนมีพอมีพอกิน ก็ใช้ได้ ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี และประเทศ ไทยเวลานั้นก็เริ่มจะ เป็นไม่พอมีพอกินบางคนก็มีมาก บางคนก็ไม่มีเลย...” (๔ ธันวาคม ๒๕๔๑) (เศรษฐกิจพอเพียง.{(ออนไลน์}. เข้าถึงจากhttps://www.chaipat.or.th/publication/publishdocument/sufficiency-economy.htm 3.8 ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) มีผู้ให้ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียงไว้ดังนี้ สุเมธ ตันติเวชกุล (2542 : 53) ได้สรุปความหมายของเศรษฐกิจพอเพียงหรือระบบเศรษฐกิจที่ พึ่งตนเองได้ว่า หมายถึง ความสามารถของชุมชนเมือง รัฐ ประเทศ หรอภูมิภาคหนึ่ง ๆ ในการผลิตสินค้า และ บริการทุกชนิดเพื่อเลี้ยงสังคมนั้น ๆ ได้โดยพยายามหลีกเลี่ยงที่จะต้องพึ่งพาปัจจัยต่าง ๆ ที่เรามิได้เป็นเจ้าของ


๙๑ และเศรษฐกิจพอเพียงในระดับบุคคลนั้น คือ ความสามารถในการดำรงชีวิตได้โดยไม่ เดือดร้อน กำหนดความ เป็นอยู่อย่างประมาณตนตามฐานะ ตามอัตภาพ และที่สำคัญไม่หลงใหลไปตาม กระแสของวัตถุนิยม มี อิสรภาพ เสรีภาพ ไม่พันธนาการอยู่กับสิ่งใด อำพล เสนาณรงค์ (2542) ได้ให้ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียงว่า หมายถึง การพยายาม พึ่งตนเอง ช่วยตนเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้มีพอกิน โดยเฉพาะอาหารและที่อยู่อาศัย ส่วนที่ไม่ สามารถผลิตเองได้ ก็แลกเปลี่ยนซื้อจากภายนอกบ้าง แต่ควรซื้อและใช้จากของที่ผลิตได้ในท้องถิ่นหรือ ประเทศให้มากที่สุด พยายามก่อหนี้ให้น้อยที่สุดและควรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย และพอใจในสิ่งที่ ได้ รับมาโดยชอบธรรม ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่ฟุ่มเฟือย เพื่อให้มีรายจ่ายไม่เกินรายรับ สุเมธ ตันติเวชกุล (2543 : 3) ได้ให้ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียงในระดับบุคคลว่า หมายถึง ความสามารถในการดำรงชีวิตได้อย่างไม่เดือดร้อน กำหนดความเป็นอยู่อย่างประมาณตนตามฐานะ ตาม อัตภาพและที่สำคัญไม่หลงใหลในวัตถุนิยม มีอิสรภาพ เสรีภาพไม่พันธนาการอยู่กับสิ่งใด หันมายึดทาง สาย กลางในการดำรงชีวิต เศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นพื้นฐานของความมั่นคงในการดำรงชีวิต ส่งผลให้สามารถใช้ หลักการพึ่งตนเองได้ โดยยึดหลักสำคัญ 5 ประการ คือ 1) ด้านจิตใจ ทำตนให้เป็นที่พึ่งของตนเอง มีจิตสำนึกที่ดี สร้างสรรค์ให้ตนเองและชาติ โดยรวม เอื้อ อาทร ประนีประนอม และเห็นประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง 2) ด้านสังคม แต่ละชุมชนต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายชุมชนที่แข็งแรง เป็น อิสระ อยู่ บนพื้นฐานของเมตตาธรรม 3) ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ใช้และจัดการอย่างชาญฉลาด พร้อมหาทางเพิ่ม คุณค่า โดยยึดอยู่บนหลักของความยั่งยืน 4) ด้านเทคโนโลยี เลือกใช้เฉพาะสิ่งที่สอดคล้องกับความต้องการและสภาพแวดล้อม และการ พัฒนา เทคโนโลยีของเราด้วย 5) ด้านเศรษฐกิจ ยึดหลักความพออยู่ พอกิน พอใช้ หลังจากนั้นคิดหารายได้เพิ่มในลักษณะค่อย เป็น ค่อยไป หลีกเลี่ยงการก่อหนี้และลดความเสี่ยง กรมวิชาการ (2546 : 160) ได้ให้ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง พอเพียงในอย่าง น้อย 7 ประการคือ 1) พอเพียงสำหรับทุกคน ทุกครอบครัว ไม่ใช่เศรษฐกิจแบบทอดทิ้งกัน 2) จิตใจพอเพียง ทำให้รักและเอื้ออาทรคนอื่นได้ 3) สิ่งแวดล้อมพอเพียง การอนุรักษ์และเพิ่มพูนสิ่งแวดล้อม ทำให้ยังชีพและทำมาหากิน ได้ เช่น การทำ เกษตรแบบผสมผสาน ซึ่งได้ทั้งอาหารได้ทั้งสิ่งแวดล้อมและได้ทั้งเงิน 4) ชุมชนเข้มแข็งพอเพียง การรวมตัวกันเป็นชุมชนที่เข้มแข็งจะทำให้สามารถแก้ปัญหาต่างๆได้เช่น ปัญหาสังคม ปัญหาความยากจน หรือปัญหาสิ่งแวดล้อม 5) ปัญญาพอเพียง มีการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติและการปรับตัวได้อย่างต่อเนื่อง


๙๒ 6) อยู่บนพื้นฐานวัฒนธรรมพอเพียง วัฒนธรรมหมายถึง วิถีชีวิตของกลุ่มคนที่สัมพันธ์อยู่กับ สิ่งแวดล้อม ที่หลากหลาย ดังนั้น เศรษฐกิจจึงควรสัมพันธ์และเติบโตขึ้นจากฐานทางวัฒนธรรมจึงจะมั่นคง 7) มีความมั่นคงพอเพียง ไม่ใช่วูบวาบ เดี๋ยวจนเดี๋ยวรวยแบบกะทันหัน เดี๋ยวตกงานไม่มี กินไม่มีใช้ ถ้า เป็นแบบนั้นประสาทมนุษย์คงทนไม่ไหวต่อความผันผวนที่เร็วเกินจึงสุขภาพจิตเสีย เครียด เพี้ยน รุนแรง เศรษฐกิจพอเพียงที่มั่นคงจึงทำให้สุขภาพจิตดี คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง (2549 : 8) ได้กล่าวถึงเศรษฐกิจพอเพียงว่า เป็น ปรัชญาที่เป็นทั้งแนวคิด หลักการและแนวทางปฏิบัติตนของแต่ละบุคคลและองค์กร โดยคำนึงถึงความ พอประมาณกับศักยภาพของตนและสภาวะแวดล้อม ความมีเหตุผลและการมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตนเอง โดย ใช้ ความรู้อย่างถูกหลักวิชาการด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง ควบคู่ไปกับการมีคุณธรรม ไม่เบียดเบียน กัน แบ่งปัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และร่วมมือปรองดองกันในสังคม ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างสายใยเชื่อมโยง คนใน ภาคส่วนต่าง ๆ นำไปสู่ความสามัคคี การพัฒนาที่สมดุล และยั่งยืนพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงภายใต้กระแส โลกาภิวัตน์ได้ กษมา วรวรรณ ณ อยุธยา (2550 : 6–7) ให้ความหมายว่า เศรษฐกิจพอเพียง คือ ความมีเหตุผล มี คุณธรรม สร้างภูมิต้านทาน ความพอประมาณ เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญานามธรรม เป็นหลักคิด หลักการ ที่มีการประมวล สังเคราะห์ขึ้นมาเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่มาที่ไป ความหมายของชีวิต และสังคม จากที่กล่าวมาในข้างต้นสามารถสรุปความหมายของเศรษฐกิจพอเพียงได้ว่า หมายถึง การ ดำรงชีวิต ด้วยการพึ่งตนเอง โดยการยึดหลักความพอเพียงทั้งด้านความคิดและการกระทำอย่างสมดุล อยู่ ได้อย่างพอกิน พอใช้ ไม่ฟุ่มเฟือย สามารถอุ้มชูตัวเองได้โดยไม่เดือดร้อน ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต ด้วยความอดทน ความเพียร มีสติปัญญารอบรู้ มีความรอบคอบ มีเหตุผล มีคุณธรรม แบ่งปัน ช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน มีความ สามัคคีปรองดองกันในสังคม ตลอดจนพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงในทุกๆด้าน 3.9 หลักแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง ในการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ให้เกิดผลต่อการพัฒนานั้น ต้องเข้าใจ “กรอบ แนวคิด” หรือ“หลักแนวคิด”ว่าเป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็น โดยมีพื้นฐาน มาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลาและเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มี การเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤต เพื่อความมั่นคงและ ความยั่งยืนของการ พัฒนา (กชกร ชำนาญกิตติชัยและคณะ, 2554 : 9-10) การพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือ การพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและ ความ ไม่ประมาท โดยคำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวตลอดจนใช้ความรู้ ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบกับการวางแผน การตัดสินใจและการกระทำ ซึ่งมีหลักพิจารณาอยู่ 5 ส่วน ดังนี้ (คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง, 2549 : 13-17)


๙๓ 1) กรอบแนวคิด เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ควร จะเป็น โดยมี พื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลาและเป็นการมอง โลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤติ เพื่อความมั่นคง และ ความยั่งยืนของการพัฒนา 2) คุณลักษณะ เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมอง โลกเชิงระบบ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤติเพื่อความมั่นคงและ ความ ยั่งยืนของการพัฒนา 3) คำนิยาม ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 คุณลักษณะพร้อม ๆ กันดังนี้ 3.1ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดี ที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่ เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ 3.2ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้นจะต้อง เป็นไป อย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะ เกิดขึ้นจาก การกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ 3.3การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบ การ เปลี่ยนแปลง ด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะ เกิดขึ้น ในอนาคตอันใกล้และไกล 4) เงื่อนไข การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัย ทั้งความรู้ และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ 4.1เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างรอบ ด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการ วางแผน และความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ 4.2เงื่อนไขคุณธรรมที่จะเสริมสร้าง ประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความ ซื่อสัตย์สุจริต มีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต ไม่โลภ และไม่ ตระหนี่ 4.3แนวทางปฏิบัติ/ผลที่คาดว่าจะได้รับ จากการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมา ประยุกต์ใช้ คือ การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้ง ด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี ซึ่งสอดคล้องกับที่ ประจักษ์ บุญอารี (2550 : 38-50) ได้อธิบายองค์ประกอบปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดชฯ ว่ามีลักษณะดังนี้ 1) ความพอประมาณ ได้แก่ ความพอดี ความพอประมาณ ได้ดุลยภาพความพอดีคือ จุดที่คุณภาพ ชีวิต กับความพึงพอใจมาบรรจบกัน เป็นการได้รับความพึงพอใจด้วยการตอบสนองความ ต้องการของ


๙๔ คุณภาพชีวิต ตัวกำหนดมิติทางเศรษฐศาสตร์ คือ มัตตัญญุตา คือความเป็นผู้รู้จักประมาณ รู้จักพอดี ใน การบริโภค ไม่บริโภคสรรพสิ่งตามเพลิงกิเลสหรือตัณหาไม่ตกเป็นธาตุวัตถุนิยม และบริโภคนิยม ด้วย ความโลภและเห็นแก่ตัวจนเกินไป จำเป็นจะต้องคำนึงถึงประโยชน์ของเพื่อนร่วมโลกและสังคม ด้วย ทุก ฝ่ายที่จะเกิดความสมานฉันท์ และสงบสุขเศรษฐศาสตร์ที่เน้น ยิ่งมากยิ่งดี จะต้องเปลี่ยนมา เป็นเศรษฐกิจ พอเพียง มิฉะนั้นแล้วจะนำไปสู่การแก่งแย่งชิงดี แข่งขันกันอย่าง ดุเดือด รุนแรง นำไปสู่สงคราม หลัก ความพอประมาณอาจพิจารณาได้หลายมิติดังนี้ 1.1 ความพอประมาณตนทางกาย คือ การบริโภคพอประมาณ รู้จักใช้จ่ายทรัพย์ไม่ฟุ่มเฟือย ใช้จ่าย ด้วยปัญญาเหมาะสมแก่ฐานะรายได้ ในขณะเดียวกันก็รักษาสุขภาพให้ดีอยู่เสมอด้วย การออก กำลังกาย การกินดื่มพอประมาณแก่ความต้องการของร่างกาย เมื่อมีฐานะดีก็ไม่ดูถูกเหยียด หยาม ผู้ด้อยโอกาส 1.2 พอประมาณทางวาจา คือ การพูดจาต้องรู้บุคคลและสถานที่ รู้จักสิ่งที่ควรพูดและไม่ควร พูด ไม่ พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด คิดทุกคำก่อนพูดอะไร 1.3 พอประมาณทางใจ คือ การเก็บสิ่งต่าง ๆ ไปคิดไตร่ตรองด้วยสติปัญญา ไม่นำสิ่งที่เป็น ปัญหา ว้าวุ่นมาคิดไม่สบายใจ คิดแต่ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม 1.4 พอประมาณในการเรียนรู้ โลกยุคใหม่เป็นโลกแห่งการเรียนรู้ ทุกคนสามารถ เรียนรู้ได้ทุก หนทุก แห่งตลอดเวลาเราจำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อสามารถประกอบสัมมาอาชีพ ให้มีรายได้เลี้ยงตนเองและ ครอบครัวได้อย่างเพียงพอ 1.5 พอประมาณในด้านเทคโนโลยีในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำรงชีวิตและประกอบ กิจกรรม ต้องคำนึงถึงความเหมาะสม ไม่มีราคาแพงแต่ถูกหลักวิชา มีขนาดพอเหมาะกับการผลิตและ ความสามารถในการบริหาร 1.6 พอประมาณในการลงทุนและผลิต ได้แก่ การพิจารณาลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อย ควร คำนึงถึง ความพอประมาณกับกำลังสติปัญญาที่จะบริหารจัดการ ไม่โลภไม่เน้นกำไรในระยะสั้นเป็นหลัก ซื่อสัตย์สุจริตในการประกอบการ ไม่เอารัดเอาเปรียบลูกจ้างแรงงานและผู้บริโภคเน้นการ ตอบสนอง ภายในท้องถิ่นแล้วค่อยขยายสู่ภูมิภาค 1.7 พอประมาณในการบริโภค การบริโภคแต่เพียงพอสมกับรายได้การบริโภค สรรพสิ่ง ทั้งหลายด้วย ปัญญา 1.8 พอประมาณในการประหยัดต้องรู้จักวางแผนในการใช้จ่าย ไม่ก่อหนี้สินล้นพ้นตัว ใน ขณะเดียวกันก็มีส่วนที่เก็บออม 1.9 พอประมาณในการมีความสุข ความสุขที่มนุษย์ส่วนใหญ่กำลังเดินอยู่คือ กามสุข อันเกิด จาก กิเลสกาม คือ โลภ โกรธ หลง และวัตถุกามอันได้แก่ คนสัตว์สิ่งของรวมเรียกว่ากามคุณ 5 คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ซึ่งคนส่วนใหญ่หลงใหลอยู่ แต่ในพุทธองค์ให้เลือกทางสายกลาง ไม่มัว เมาหลงใหลได้ปลื้มกับกามสุขจนเกินไป


๙๕ 1.10 พอประมาณในการเสียสละเพื่อสังคม เมื่อเราสามารถพึ่งตนเองได้ควรมีธรรมประจำใจ คือ พรหมวิหาร 4 อย่างคือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อุทิศตนช่วยเหลือผู้อื่นและสังคม 2) ความมีเหตุผล การจะคิดอะไร ทำอะไร จึงจะต้องวิเคราะห์หาสาเหตุให้รอบคอบ คำนึง ผลกระทบต่อ ตนเอง ชุมชนและสังคม โดยเฉพาะการคิดและการทำโครงการของรัฐของผู้นำ ผู้ปกครอง บ้านเมือง นักวิชาการและผู้บริหารระดับต่างๆเพราะจะทำให้เกิดผลกระทบต่อบุคคล สังคม และ สิ่งแวดล้อม มากมาย โดยปกติแต่ละคนทำอะไรย่อมมีเหตุผลเสมอแต่หาใช่ว่าเหตุผลนั้นจะถูกต้อง เสมอไป ก่อน จะตัดสินใจทำอะไรไป จึงควรหาเหตุผลจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน อย่าใช้เพียงความเชื่อ ความถูกใจ หรือการฟังตามกันมาเป็นฐานของการกระทำ ต้องมีการไตร่ตรองตามเหตุผลให้รอบคอบทุกแง่ทุกมุม สิ่งที่เชื่อสนิทว่ากลับเป็นของเปล่าเป็นของเท็จไปก็มีแต่สิ่งที่เชื่อไม่ได้กลับเป็นของจริงแท้ไม่เป็นอื่นเลย ก็มีสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือ การรับฟังเหตุผลซึ่งกันและกันของบุคคลหลายฝ่าย โดยเฉพาะเหตุผล ซึ่งมีฐาน จากการวิจัย ณ ห้วงเวลาหนึ่ง สิ่งแวดล้อมหนึ่ง ๆ ย่อมมีตัวแปรแทรกมากมายจึงควรรับฟัง ด้วยเหตุผล อย่างรอบคอบ 3) มีระบบภูมิคุมกันในตัวที่ดี หากเปรียบระบบเศรษฐกิจของประเทศกับร่างกาย มนุษย์ ซึ่ง ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานร่วมกันผสมกลมกลืน และทุกระบบต้องปกติจึงจะทำให้ ร่างกายแข็งแรงอยู่ ดีมีสุข หากระบบใดระบบหนึ่งอ่อนแอ สูญเสีย บกพร่องไปก็จะทำให้เกิดความเจ็บ ไข้ได้ป่วย ยิ่งถ้า ภูมิคุ้มกัน บกพร่องด้วย HIV ด้วยแล้วยิ่งไม่มีทางเยียวยาได้เลย ในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นอกจาก ความพอประมาณความมีเหตุมีผลแล้ว จำเป็นจะต้องมีภูมิคุ้มกันที่ดีพอจึง จะทำให้ระบบเศรษฐกิจ ของ ชาติโต้กระแสทุนนิยมโลกาภิวัตน์อันเชี่ยวกราก การมีภูมิคุ้มกันที่ดี หมายถึง “การจัด องค์ประกอบของ การดำเนินงานให้มีสภาพพร้อมต่อผลกระทบใด ๆ อันเกิดขึ้นจาก การเปลี่ยนแปลง ทั้งภายนอกและภายใน ได้อย่างดี” สรุปองค์ประกอบของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงประกอบด้วยคุณลักษณะ 3 ประการ ดังนี้ 1) ความพอประมาณหมายถึง ความพอดีต่อความจำเป็นของฐานะของตนเอง สังคม สิ่งแวดล้อม รวมทั้งวัฒนธรรมแต่ละท้องถิ่น ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไปและต้องไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น 2) ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจดำเนินการเรื่องต่าง ๆ อย่างมีเหตุผลตามหลัก วิชาการ หลักกฎหมาย หลักศีลธรรมจริยธรรมและวัฒนธรรมที่ดีงาม เกี่ยวกับระดับความพอใจนั้น จะต้อง เป็นไปอย่างมีเหตุผลโดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงผลที่คาดว่าจะ เกิดขึ้นจากการ กระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ 3) การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการ เปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะ เกิดขึ้น ในอนาคตทั้งใกล้และไกล


Click to View FlipBook Version