การส่งเสริม เคหกิจเกษตร ในครัวเรือนเกษตรกรสูงวัย กลุ่มพัฒนาแม่บ้านเกษตรกรและเคหกิจเกษตร กองพัฒนาเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตร
คำานำา การส ่งเสริมเคหกิจเกษตรในครัวเรือนเกษตรกรสูงวัย เพื ่อส ่งเสริม และพัฒนาด้านเคหกิจเกษตรในครัวเรือนเกษตรกรสูงวัย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่สังคมเกษตรสูงวัยและเพิ่มขีดความสามารถ ของเกษตรกรสูงวัยในการประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้และสามารถพึ่งพาตนเองได้ ตลอดจนการสร้างและเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างเกษตรกรสูงวัยกับเกษตรกรรุ่นใหม่ เพื่อถ่ายทอด แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น เกิดการสร้าง เครือข่ายและการบริหารจัดการกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้ดำ เนินการจัดทำ เป็นเอกสารคำ แนะนำ เรื่อง การส่งเสริมเคหกิจเกษตรในครัวเรือนเกษตรกรสูงวัย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริม การเกษตร เกษตรกร และองค์กรเกษตรกร สามารถนำ ไปประยุกต์ใช้ในการดำ เนินงาน ส่งเสริมเคหกิจเกษตรในครัวเรือนเกษตรสูงวัยในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและ เกิดประสิทธิผล ส่งผลให้ครัวเรือนเกษตรกรสูงวัยมีรายได้มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน กลุ่มพัฒนาแม่บ้านเกษตรกรและเคหกิจเกษตร กองพัฒนาเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตร สิงหาคม 2566
สารบัญ บทที่ 1 บทนำ 1 ตอนที่ 1 กฎหมาย ยุทธศาสตร์ นโยบาย และแผนปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ 1 ตอนที่ 2 นิยาม ความหมายและความสำคัญของเกษตรกรสูงวัย 19 ตอนที่ 3 ความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมเคหกิจเกษตร 23 บทที่ 2 การส่งเสริมเคหกิจเกษตรในครัวเรือนเกษตรสูงวัย 31 ตอนที่ 1 การส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือนเกษตรกรสูงวัย 31 ตอนที่ 2 การส่งเสริมสุขภาวะในครัวเรือนเกษตรกรสูงวัย 59 ตอนที่ 3 การส่งเสริมการสร้างรายได้ในครัวเรือนเกษตรกรสูงวัย 72 บทที่ 3 เครื่องมือที่ใช้ในการส่งเสริมเคหกิจเกษตรในครัวเรือนเกษตรกรสูงวัย 74 ตอนที่ 1 แบบประเมินตามหลักบ้านเกษตรสมบูรณ์ 74 ตอนที่ 2 แบบประเมินคุณภาพชีวิตเกษตรกรสูงวัย 83 บทที่ 4 กรณีศึกษาการส่งเสริมเคหกิจเกษตรในครัวเรือนเกษตรกรสูงวัย 90 ตอนที่ 1 กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรพิกุลทองรวมใจ จังหวัดสิงห์บุรี 90 ตอนที่ 2 กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรวัดอินทาราม จังหวัดสมุทรสงคราม 94 ตอนที่ 3 กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านเขาน้อยท่าแฉลบ จังหวัดจันทบุรี 96 ตอนที่ 4 กลุ่มส่งเสริมอาชีพผ้าย้อมครามวังม่วง จังหวัดอุบลราชธานี 99 ตอนที่ 5 กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรอาวุโสท่ายาง จังหวัดชุมพร 102 ตอนที่ 6 กลุ่มส่งเสริมอาชีพทางการเกษตรกระรัตเพชรพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก 105 ภาคผนวก 109 บรรณานุกรม 110 หน้า
1 บทที ่ บทนำ� ตอนที่ 1 กฎหมาย ยุทธศาสตร์ นโยบาย และแผนปฏิบัติการ ที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ 1. กฎหมายที่เกี่ยวข้อง 1.1 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มีบทบัญญัติ ที่บรรจุหลักการที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ จำานวน 2 หมวด ดังนี้ หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย มาตรา 27 วรรคสาม การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำ เนิด เชื้อชาติภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะภาพ ของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนาการศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือเหตุอื่นใด จะกระทำมิได้วรรคสี่มาตรการที่รัฐกำ หนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคล สามารถใช้สิทธิหรือเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น หรือเพื่อคุ้มครองความสะดวก ให้แก่เด็ก สตรีผู้สูงอายุคนพิการ หรือผู้ด้อยโอกาส ย่อมไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ และมาตรา 48 วรรคสอง บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีและไม่มีรายได้เพียงพอ แก่การยังชีพ และบุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ ตามที่กฎหมายบัญญัติ 1
2 หมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา 71 วรรคสาม รัฐพึงให้ความช่วยเหลือเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาสให้สามารถดำ รงชีพได้อย่างมีคุณภาพ และคุ้มครองป้องกัน มิให้บุคคลดังกล ่าวถูกใช้ความรุนแรงหรือปฏิบัติอย ่างไม ่ เป็นธรรม รวมตลอดทั้งให้การบำ บัด ฟื้นฟูและเยียวยาผู้ถูกกระทำ การดังกล่าว 1.2 พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2553 และฉบับที่ 3 พ.ศ. 2560 เหตุผลความจำ เป็นในการตรากฎหมายฉบับนี้ เพื่อให้การดำ เนินงานเกี่ยวกับ การคุ้มครอง การส่งเสริม และการสนับสนุนต่อสิทธิ และประโยชน์ของผู้สูงอายุเป็นไปอย่าง มีประสิทธิภาพ และให้ผู้สูงอายุ มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ 1) นิยามผู้สูงอายุ หมายถึง บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไป และมีสัญชาติไทย 2) ให้มีคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ(มาตรา 4) เป็นกลไก ระดับชาติ เพื่อกำาหนดนโยบาย และแผนหลัก แนวทางปฏิบัติ ตลอดจนประสานงาน ติดตามและประเมินผลเกี่ยวกับการคุ้มครองการส่งเสริมและการสนับสนุนสถานภาพ บทบาท และกิจกรรมของผู้สูงอายุ 3) สิทธิผู้สูงอายุ (มาตรา 11) ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับการคุ้มครอง การส ่งเสริมและการสนับสนุนในด้านต ่างๆ (1) การบริการทางการแพทย์ และการสาธารณสุขที่จัดไว้โดยให้ความสะดวก และรวดเร็วแก่ผู้สูงอายุเป็นกรณีพิเศษ (2) การศึกษา การศาสนา และข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการดำ เนินชีวิต (3) การประกอบอาชีพหรือฝึกอาชีพที่เหมาะสม (4) การพัฒนาตนเอง และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม การรวมกลุ่มในลักษณะเครือข่ายหรือชุมชน (5) การอำ นวยความสะดวกและความปลอดภัยโดยตรงแก่ผู้สูงอายุในอาคาร สถานที่ ยานพาหนะ หรือการบริการสาธารณอื่น (6)การช่วยเหลือด้านค่าโดยสารยานพาหนะ ตามความเหมาะสม (7) การยกเว้นค่าเข้าชมสถานที่ของรัฐ (8) การช่วยเหลือ ผู้สูงอายุซึ่งได้รับอันตรายจากการถูกทารุณกรรมหรือถูกแสวงหาประโยชน์ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย หรือถูกทอดทิ้ง (9) การให้คำแนะนำ ปรึกษา ดำ เนินการ อื่นที่เกี่ยวข้องในทางคดีหรือในทางการแก้ไขปัญหาครอบครัว(10)การจัดที่พักอาศัย อาหารและเครื่องนุ่งห่มให้ตามความจำ เป็นอย่างทั่วถึง (11) การจ่ายเงิน เบี้ยยังชีพ
3 เป็นรายเดือนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม (12) การสงเคราะห์ในการจัดการศพ ตามประเพณี(13) การอื่นตามที่คณะกรรมการประกาศกำ หนด 2. ยุทธศาสตร์ นโยบาย และแผนปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ 2.1 แผนปฏิบัติการระหว่างประเทศมาดริดว่าด้วยเรื่องผู้สูงอายุ (The Madrid International Plan of Action on Ageing) องค์การสหประชาชาติ (United Nations) ได้จัดให้มีการจัดการประชุมสมัชชา ระดับโลก ว่าด้วยผู้สูงอายุ ครั้งที่ 2 (the 2nd world Assembly on Ageing) ณ กรุงมาดริด ประเทศสเปน ในปีพ.ศ. 2545 ผลจากการประชุมคราวนั้นได้ก่อให้เกิดพันธกรณีระหว่างประเทศ ในเรื่องของผู้สูงอายุที่เรียกว่าแผนปฏิบัติการระหว่างประเทศมาดริดว่าด้วยเรื่อง ผู้สูงอายุ (The Madrid International Plan of Action on Ageing) ที่ได้กำ หนดเป้าหมายหลักของการพัฒนาผู้สูงอายุใน 3 ประเด็น ต่อไปนี้คือ 1) ผู้สูงอายุกับการพัฒนา (Older persons and development) 2) สูงวัยอย่างสุขภาพดีและมีสุขภาวะ (Advancinghealthand well-being into old age) 3) การสร้างความมั่นใจว่าจะมีสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุน และเหมาะสม (Ensuring enabling and supportive environment) ซึ่งเป็น พันธกรณีที่ประเทศภาคีองค์การสหประชาชาติจะต้องร่วมยึดถือเป็นเป้าหมาย การดำ เนินงานผู้สูงอายุ และร่วมกำ หนดทิศทางกลยุทธ์ของ การพัฒนา เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายดังกล่าวร่วมกัน ประเด็น ท้าทายในการดำ เนินงานด้านผู้สูงอายุ ดังนี้ 3.1) การสร้างหลักประกันด้านรายได้ เพื่อวัยสูงอายุ การเตรียมความพร้อมเพื่อความมั่นคง ในวัยสูงอายุ ด้วยการส่งเสริมระบบการออมแห่งชาติ ให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่อยู่ในวัยทำ งานและ ยังไม่มีหลักประกันด้านรายได้ใด ๆ จากรัฐให้มี บำ นาญเพื่อการใช้จ่ายในวัยสูงอายุ 3.2) การส่งเสริม และขยายโอกาสในการทำ งานของ
4 3.3) การสร้างและพัฒนาระบบการดูแล ผู้สูงอายุระยะยาวการสร้าง และพัฒนาระบบเพื่อจัดบริการรองรับ ความต้องการการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว โดยมุ่งเน้นที่จะสร้างและพัฒนา กลไก ต ่าง ๆ ที่มีอยู่ ทั้งในระดับนโยบาย ระดับปฏิบัติทั้งในเขตเมือง และใน ระดับท้องถิ ่น โดยเฉพาะด้าน บุคลากรและผู้ปฏิบัติงาน ที ่เกี ่ยวข้องเพื ่อให้ร ่วมกันทำ หน้าที ่ดูแลผู้สูงอายุ ทั้งบุคลากร วิชาชีพ และอาสาสมัคร ด้วยการให้ บริการแก่ผู้สูงอายุในชุมชน โดยเฉพาะบริการ ด้านการดูแลและการฟื้นฟูสุขภาพให้กับกลุ่มผู้สูงอายุที่ติดเตียงและมีข้อจำ กัด ในเรื่องการเคลื่อนไหว นอกจากนี้ยังมีการเร่งขยายการฝึกอบรมบุคลากรเพื่อพัฒนา ความรู้และพัฒนาทักษะเฉพาะด้านการดูแลผู้สูงอายุ 3.4) การจัดให้มีสิ่งอำ นวยความสะดวกที่เหมาะสมและปลอดภัย ในที่สาธารณะสำ หรับผู้สูงอายุโดยมุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจ และความตระหนัก แก่สาธารณชนและหน่วยงานทุกภาคส่วนในเรื่องการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และปลอดภัย เพื่อคนทุกวัยให้สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกัน 3.5) การเสริมสร้างขีดความสามารถขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นในการดำ เนินงานด้านผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลด้านคุณภาพ ชีวิตอย่างครอบคลุมทุกด้าน จึงจำ เป็นต้องมีการเสริมสร้างขีดความสามารถ ของบุคลากรเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน โดยการสนับสนุนทรัพยากร การสนับสนุนความรู้ ผู้สูงอายุโดยการส่งเสริมให้นำความสามารถและประสบการณ์ของผู้สูงอายุมาเป็น ส่วนหนึ่งของภาคการผลิต ภาคบริการ ภาควิชาการ การให้คำ แนะนำ ปรึกษา ตลอดจนงานอาสาสมัครและการถ่ายทอดภูมิปัญญา อีกทั้งยังเป็นแนวปฏิบัติที่สามารถ ลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานทั้งในปัจจุบันและในอนาคตของประเทศไทยได้
5 การนิเทศงาน หรือการฝึกอบรมเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ ผู้สูงอายุและองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ ทั้งนี้เพื่อให้บุคลากร และผู้ปฏิบัติงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถพัฒนาสมรรถนะ ในการปฏิบัติงานด้านผู้สูงอายุได้อย่างมืออาชีพ 2.2 นโยบายรัฐบาล คณะรัฐมนตรีโดยนายกรัฐมนตรี(พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ได้แถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อวันศุกร์ที่ 12 กันยายน 2557 ได้กำ หนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน 11ด้าน ประกอบด้วย(1)การปกป้อง และเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์(2)การรักษาความมั่นคงของรัฐและการต่างประเทศ (3) การลดความเหลื่อมล้ำ ของสังคมและการสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐ (4) การศึกษาและการเรียนรู้การทะนุบำ รุงศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม (5) การยกระดับคุณภาพบริการด้านสาธารณสุขและสุขภาพของประชาชน (6) การเพิ่ม ศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ (7) การส ่งเสริมบทบาทและการใช้โอกาส ในประชาคมอาเซียน (8)การพัฒนาและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการวิจัยและพัฒนา และนวัตกรรม (9) การรักษาความมั่นคงของฐาน ทรัพยากรและการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน (10) การส่งเสริมการบริหารราชการแผ่นดิน ที่มีธรรมาภิบาลและการป้องกัน ปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ (11) การปรับปรุงกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม นโยบายที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุคือ นโยบายด้านที่ 3 การลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และการสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐ ดังนี้ ข้อที่ 3 ในระยะต่อไปจะพัฒนาระบบการคุ้มครองทางสังคม ระบบการออมและระบบ สวัสดิการชุมชนให้มีประสิทธิภาพและมีความยั ่งยืนมากยิ ่งขึ้น รวมทั้งการดูแล ให้มีระบบการกู้ยืมที่เป็นธรรมและการสงเคราะห์ผู้ยากไร้ตามอัตภาพ พัฒนาศักยภาพ คุ้มครองและพิทักษ์สิทธิจัดสวัสดิการช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตของ ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ ผู้สูงอายุสตรีและเด็กข้อที่4เตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคม ผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการมีงานหรือกิจกรรมที่เหมาะสม เพื่อสร้างสรรค์และไม่ก่อภาระต่อสังคมในอนาคต โดยจัดเตรียมระบบการดูแล ในบ้าน สถานพักฟื้น และโรงพยาบาล ที่เป็นความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนและครอบครัว รวมทั้งพัฒนาระบบการเงินการคลังสำ หรับการดูแลผู้สูงอายุ
6 2.3 ยุทธศาสตร์ชาติ20 ปี(พ.ศ. 2561 – 2580) เพื่อให้ประเทศไทย สามารถยกระดับการพัฒนาให้บรรลุตามวิสัยทัศน์“ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” และเป้าหมายการพัฒนาประเทศข้างต้น จึงจำ เป็นต้องกำ หนด ยุทธศาสตร์ การพัฒนาประเทศระยะยาว จำ นวน 6 ยุทธศาสตร์ โดยมียุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง กับการขับเคลื่อนงานด้านผู้สูงอายุจำ นวน 2 ยุทธศาสตร์ได้แก่ 1) ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์มีเป้าหมายการพัฒนาที่สำคัญ เพื่อพัฒนาคนในทุกมิติและในทุกช่วงวัย ให้เป็นคนดีเก่ง และมีคุณภาพ โดยคนไทย มีความพร้อมทั้งกาย ใจ สติปัญญา มีพัฒนาการที่ดีรอบด้านและมีสุขภาวะที่ดี ในทุกช่วงวัยมีจิตสาธารณะ รับผิดชอบต่อสังคมและผู้อื่น มัธยัสถ์อดออมโอบอ้อมอารี มีวินัย รักษาศีลธรรมและเป็นพลเมืองดีของชาติมีหลักคิดที่ถูกต้อง มีทักษะ ที่จำ เป็น ในศตวรรษที่ 21 มีทักษะสื่อสารภาษาอังกฤษและภาษาที่สาม และอนุรักษ์ ภาษาท้องถิ่น มีนิสัยรักการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต สู่การเป็นคนไทยที่มีทักษะสูง เป็นนวัตกร นักคิด ผู้ประกอบการ เกษตรกรยุคใหม่ และอื่นๆ โดยมีสัมมาชีพตามความถนัดของตนเอง 2) ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้าง โอกาส และความเสมอภาคทางสังคม มีเป้าหมายการพัฒนาที่สำคัญที่ให้ความสำคัญ การดึงเอาพลังของภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาคเอกชน ประชาสังคม ชุมชน ท้องถิ่น มาร่วมขับเคลื่อน โดยการสนับสนุนการรวมตัวของประชาชนในการร่วมคิดร่วมทำ เพื่อส่วนรวมการกระจายอำ นาจและความรับผิดชอบไปสู่กลไกบริหารราชการแผ่นดิน ในระดับท้องถิ่น การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการจัดการตนเอง และการเตรียมความพร้อมของประชากรไทยทั้งในมิติสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสภาพแวดล้อมให้เป็นประชากรที่มีคุณภาพสามารถพึ่งตนเองและทำ ประโยชน์ แก่ครอบครัว ชุมชน และสังคมให้นานที่สุด โดยรัฐให้หลักประกันการเข้าถึงบริการ และสวัสดิการที่มีคุณภาพอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง 2.4 ประชาคมอาเซียน 2025 ประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ (1) ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (2) ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (3) ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน โดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือ การสร้าง ประชาคมแห่งสังคมที่เอื้ออาทร การแก้ไขผลกระทบต่อสังคม อันเนื่องมาจาก
7 การรวมตัวทางเศรษฐกิจ การส่งเสริมความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม และการจัดการ ดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้อง และส่งเสริมความเข้าใจระหว่างประชาชนในระดับ รากหญ้าการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมรวมทั้งรับรู้ข่าวสาร เพื ่อให้ ประชาชนตระหนักถึงเอกลักษณ์อาเซียน (ASEAN Identity) ซึ่งแผนงาน การจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน มีความร่วมมือ 6 ด้าน ซึ่งมี ความสอดคล้องกับงานด้านผู้สูงอายุ3 ด้าน ดังนี้1) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์(Human Development) ให้ความสำคัญกับการศึกษาการลงทุนในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ส่งเสริมการจ้างงานที่เหมาะสม ส่งเสริมเทคโนโลยีสารสนเทศการอำ นวยความสะดวก ในการเข้าถึงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชิงประยุกต์เสริมสร้างทักษะในการประกอบการ สำ หรับสตรีเยาวชน ผู้สูงอายุและผู้พิการ พัฒนาสมรรถภาพของระบบ ราชการ 2) การคุ้มครองและสวัสดิการสังคม (Social Welfare and Protection) ได้แก่ การขจัดความยากจน เครือข่ายความปลอดภัยทางสังคมและความคุ้มกัน จากผลกระทบด้านลบ จากการรวมตัวอาเซียนและโลกาภิวัฒน์ส่งเสริมความมั่นคง และความปลอดภัยด้านอาหาร การเข้าถึงการดูแลสุขภาพและส่งเสริมการดำ รง ชีวิตที่มีสุขภาพ การเพิ่มศักยภาพในการควบคุมโรคติดต่อ รับประกันอาเซียนที่ ปลอดยาเสพติด การสร้างรัฐที่พร้อมรับกับภัยพิบัติและประชาคมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น 3) สิทธิและความยุติธรรมทางสังคม (Social Justice and Rights) ได้แก่ การส่งเสริมและ คุ้มครองสิทธิและสวัสดิการสำ หรับสตรีเยาวชน ผู้สูงอายุและผู้พิการ การคุ้มครองและส่งเสริมแรงงาน โยกย้ายถิ่นฐาน ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม ขององค์กรธุรกิจ 2.5 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) SDGs เป้าหมายที่มีความสำ คัญ ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ที่ต้องนำมาพิจารณาในการแปลงเป้าหมาย การพัฒนาอย่างยั่งยืนสู่การปฏิบัติ คือ ความมั่นคงทางรายได้ บริการสุขภาพ
8 การดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือภัยพิบัติ และควรเน้นการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุ รวมทั้งทัศนคติเชิงบวกเกี่ยวกับการสูงวัย ซึ่งจะมีผลต ่อการวิเคราะห์ตัดสินใจในเรื ่องต ่าง ๆ เกี ่ยวกับประเด็นผู้สูงอายุซึ ่งจะ สะท้อนแนวคิดที่จะไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลังของ SDGs ได้อย่างอย่างชัดเจน 2.6 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 (พ.ศ.2566 – 2570) พัฒนาประเทศในระยะ 5 ปี ของแผนพัฒนาฯ ฉบับที ่ 13 ให้สามารถก้าวข้าม ความท้าทายที่เป็นอุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ จำ เป็นจะต้อง เร่งแก้ไขจุดอ่อนและข้อจำ กัดของประเทศที่มีอยู่เดิม รวมทั้งเพิ่มศักยภาพ ในการรับมือกับความเสี่ยงสำคัญที่มาจากการเปลี่ยนแปลงของบริบททั้งจากภายนอก และภายใน ตลอดจนการเสริมสร้างความสามารถในการสร้างสรรค์ประโยชน์ จากโอกาสที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที ด้วยเหตุนี้ การกำ หนดทิศทาง การพัฒนาประเทศในระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพลิกโฉม ประเทศไทยสู่ “สังคมก้าวหน้า เศรษฐกิจสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน” ซึ่งหมายถึง การสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับโครงสร้าง นโยบาย และกลไก เพื่อมุ่งเสริมสร้างสังคมที่ก้าวทันพลวัตของโลกและเกื้อหนุนให้คนไทยมีโอกาส ที่จะพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมกับการยกระดับกิจกรรมการผลิต และการให้บริการให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้นโดยอยู่บนพื้นฐานของความยั่งยืน ทางสิ ่งแวดล้อมเพื ่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ข้างต้น จึงได้กำ หนดเป้าหมาย หลักของการพัฒนา จำ นวน 5 ประการ ประกอบด้วย
9 1) การปรับโครงสร้างการผลิตสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมมุ่งยกระดับ ขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและบริการสำ คัญผ่าน การผลักดันส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีและความคิด สร้างสรรค์ที่ตอบโจทย์พัฒนาการของสังคมยุคใหม่และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งให้ความสำ คัญกับการเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่นและผู้ประกอบการ รายย ่อยกับห ่วงโซ ่มูลค ่าของภาคการผลิตและบริการ เป้าหมายรวมถึงพัฒนา ระบบนิเวศที่ส่งเสริมการค้าการลงทุนและนวัตกรรม 2) การพัฒนาคนสำ หรับโลกยุคใหม ่ มุ ่งพัฒนาให้คนไทยมีทักษะ และคุณลักษณะที่เหมาะสมกับโลกยุคใหม่ ทั้งทักษะในด้านความรู้ทักษะทางพฤติกรรม และคุณลักษณะตามบรรทัดฐานที่ดีของสังคม และเร่งรัดการเตรียมพร้อมกำ ลังคน ให้มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และเอื้อต่อการปรับ โครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ภาคการผลิตและบริการเป้าหมายที่มีศักยภาพ และผลิตภาพสูงขึ้น รวมทั้งให้ความสำคัญกับการสร้างหลักประกันและความคุ้มครอง ทางสังคมที่สามารถส่งเสริมความมั่นคงในชีวิต 3) การมุ่งสู่สังคมแห่งโอกาสและความเป็นธรรม มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ ทางเศรษฐกิจและสังคม ทั้งในเชิงรายได้พื้นที ่ ความมั ่งคั ่ง และการแข ่งขัน ของภาคธุรกิจ ด้วยการสนับสนุน ช ่วยเหลือกลุ ่มเปราะบางและผู้ด้อยโอกาส ให้มีโอกาสในการเลื่อนสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และจัดให้มีบริการสาธารณะที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมในทุกพื้นที่ พร้อมทั้งเพิ่มโอกาสในการแข่งขันของภาคธุรกิจให้เปิดกว้างและเป็นธรรม 4) การเปลี่ยนผ่านการผลิตและบริโภคไปสู่ความยั่งยืนมุ่งลด การก่อมลพิษ ควบคู่ไปกับการผลักดันให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมี ประสิทธิภาพ และสอดคล้องขีดความสามารถในการรองรับของระบบนิเวศ ตลอดจน ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็น กลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2608
10 5) การเสริมสร้างความสามารถของประเทศในการรับมือ กับการเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงภายใต้บริบท โลก ใหม่ มุ่งสร้างความพร้อมในการรับมือ และแสวงหาโอกาสจากการเป็นสังคมสูงวัย การเปลี ่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยโรคระบาด และภัยคุกคามทางไซเบอร์ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกลไก ทางสถาบันที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล รวมทั้งปรับปรุงโครงสร้างและระบบ การบริหารงานของภาครัฐให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของบริบท ทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีได้อย่างทันเวลามีประสิทธิภาพ และมีธรรมาภิบาล การพัฒนาคนสำ หรับโลกยุคใหม ่ มุ ่งพัฒนาให้คนไทยมีทักษะและ คุณลักษณะที่เหมาะสมกับโลกยุคใหม่ ทั้งทักษะในด้านความรู้ ทักษะทางพฤติกรรม และคุณลักษณะตามบรรทัดฐานที่ดีของสังคม และเร่งรัดการเตรียมพร้อมกำ ลังคน ให้มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และเอื้อต่อการปรับ โครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ภาคการผลิตและบริการเป้าหมายที่มีศักยภาพและผลิตภาพ สูงขึ้น รวมทั้งให้ความสำ คัญกับการสร้างหลักประกันและความคุ้มครองทางสังคม ที่สามารถส่งเสริมความมั่นคงในชีวิตการเสริมสร้างความสามารถของประเทศ ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงภายใต้บริบทโลกใหม่ มุ่งสร้าง ความพร้อมในการรับมือและแสวงหาโอกาสจากการเป็นสังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ ภัยโรคระบาด และภัยคุกคามทางไซเบอร์ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และกลไกทางสถาบันที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล รวมทั้งปรับปรุงโครงสร้าง และระบบการบริหารงานของภาครัฐให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง ของบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีได้อย ่างทันเวลามีประสิทธิภาพ และมีธรรมาภิบาล โดยได้กำ หนดในกลยุทธ์ที่ 11 การยกระดับขีดความสามารถ ของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร กลยุทธ์ย่อยที่ 11.1 พัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ และทักษะในการบริหารจัดการฟาร์มความปลอดภัยและอาชีวอนามัยของเกษตรกร และการดำ เนินธุรกิจการเกษตรในยุคดิจิทัล เพื่อยกระดับความสามารถเกษตรกรไปสู่ การเป็นเกษตรกรอัจฉริยะที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนากระบวนการผลิตและสร้าง มูลค่าเพิ่มของสินค้าเกษตรให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และความต้องการของตลาด ได้อย ่างต ่อเนื ่องและยั ่งยืน และกลยุทธ์ย ่อยที ่ 11.2 ยกระดับความเข้มแข็ง และความสามารถในการดำ เนินธุรกิจเพิ่มมูลค่าของสหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร
11 และวิสาหกิจชุมชนรวมทั้งสนับสนุนบทบาทภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา ทั้งระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาในพื้นที่ในการเป็นผู้ให้บริการผู้ถ่ายทอด เทคโนโลยี และที่ปรึกษาทางธุรกิจเพื่อเชื่อมโยงข้อมูล องค์ความรู้ และเทคโนโลยี กับการปรับเปลี่ยนและต่อยอดธุรกิจการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.7 แผนยุทธศาสตร์ กรมกิจการผู้สูงอายุ 20 ปี พ.ศ. 2561 – 2580 วิสัยทัศน์ (Vision) “ผู้สูงอายุมีหลักประกันในการดำรงชีวิตที่มั่นคงในทุกมิติและเป็นพลัง ในการขับเคลื่อนสังคมไทย” เป้าประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ เป็นผลสัมฤทธิ์ตามประเด็น ยุทธศาสตร์ ที่เกิดจากการดำ เนินงานตามยุทธศาสตร์ผู้สูงอายุ 20 ปี (พ.ศ. 2561 - 2580) โดยมี 4 เป้าประสงค์ ดังนี้ เป้าประสงค์ที่ 1 มีการบูรณาการทั้งระดับนโยบายกลไกสู่การ ปฏิบัติ มีการเชื่อมโยงแผนระดับนโยบายสู่การปฏิบัติในพื้นที่ยกระดับหน่วยงาน เพื่อเป็นกลไกในการพัฒนางานด้านผู้สูงอายุ และสร้างความร่วมมืองานด้านผู้สูงอายุ ระหว่างประเทศ เป้าประสงค์ที่ 2 พัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุและเตรียมความพร้อม คนทุกวัย ผู้สูงอายุได้รับการพัฒนาศักยภาพ ส่งเสริมให้มีงานทำ มีส่วนร่วมในกิจกรรม ทางสังคมผ่านเครือข่ายและกลไกในระดับพื้นที่ และคนทุกวัยมีการเตรียมความพร้อม ก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ เป้าประสงค์ที ่ 3 ผู้สูงอายุได้รับการพิทักษ์และคุ้มครองสิทธิ อย่างทั่วถึงผลักดันและขับเคลื่อนมาตรฐานการดูแลผู้สูงอายุไปสู่การปฏิบัติเพื่อรองรับ กลุ่มผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงพร้อมทั้งสร้างระบบคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิ ผู้สูงอายุให้สอดคล้องกับสถานการณ์และบริบทในพื้นที ่ เพื ่อให้ผู้สูงอายุได้รับ การคุ้มครองและพิทักษ์ประโยชน์อย่างทั่วถึง เป้าประสงค์ที่ 4 พัฒนาระบบการบริหารจัดการเพื่อยกระดับการ ให้บริการ เพื่อให้ประชาชนมีความพึงพอใจต่อคุณภาพการให้บริการ โดยออกแบบ การบริการที่ยึดกลุ่มเป้าหมายเป็นศูนย์กลาง มีการนำ เทคโนโลยีสารสนเทศหรือ นวัตกรรมที่เหมาะสม
12 ในอีก 20 ปี ข้างหน้าผู้สูงอายุในประเทศไทยจะมีสุขภาพที่ดี (Healthy) มีหลักประกันและความปลอดภัยในชีวิต (Security) และมีส ่วนร ่วม ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสังคม (Participation) และยังเป็นอีกหนึ่งพลัง ในการขับเคลื่อนประเทศ 2.8 นโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีแนวทางการพัฒนาเพื่อขับเคลื่อน ด้านการเกษตรให้มีความยั่งยืน ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ ดังนี้ 1) ยุทธศ าสตร์ตล าดนำ การผลิตโดยกร ะทรว งเกษตร และสหกรณ์ ได้ดำ เนินการประสานความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวง อุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย Lazada Shopee Alibaba สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 เพื่อเพิ่มช่องทาง การตลาดให้มีความหลากหลาย ทั้งในรูปแบบตลาดออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึง การจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจผู้ซื้อกับผู้ขาย เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจเกษตรทั้งผลผลิต และสินค้าเกษตรแปรรูป เพื่อเป็นผลิตภัณฑ์เกษตรชุนชนที่เชื่อมโยงกับตลาดชุมชน หรือตลาดเกษตรกร อีกทั้งส่งเสริมระบบเกษตรพันธสัญญา เพื่อสร้างความไว้วางใจ ระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการ โดยมีความร่วมมือด้านการตลาดที่สำคัญ ได้แก่ ความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ การสร้างกลไกความร่วมมือให้เกิดการบูรณาการ อย่างเป็นรูปธรรมระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์ ให้เกิดการขับเคลื ่อนภายใต้ยุทธศาสตร์ตลาดนำ การผลิต ความร ่วมมือกับ สภาอุตสาหกรรมแห ่งประเทศไทย โดยพัฒนาเกษตรแม ่นยำ สู่ธุรกิจเกษตร อุตสาหกรรม 2) ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีเกษตร 4.0 เพื ่อการพัฒนา ภาคเกษตรกรรม โดยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมตลอดโซ่อุปทานและโซ่คุณค่า (Supply-Value Chain) ตั้งแต ่การผลิต การแปรรูป จนถึงการตลาด โดยการ พัฒนาศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อเป็นต้น แบบเกษตรอัจฉริยะให้กับเกษตรกร รวมถึงเป็นกลไกส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีการเกษตรผ่านการรวมกลุ่ม การพัฒนา ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center : AIC)
13 เป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีทางการเกษตร สนับสนุนและส่งเสริม เทคโนโลยีเกษตร การประดิษฐ์นวัตกรรม รวมทั้งเครื่องจักรกลเกษตรที่เหมาะสมกับ พื้นที่ของแต่ละจังหวัด โดยเชื่อมโยงการทำ งานกับศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อยกระดับสู่การทำ เกษตรสมัยใหม่ เกษตรแบบ แม่นยำ (Precision Agriculture) และเกษตรอัจฉริยะและพัฒนาเกษตรกรให้เป็น เกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) และส่งเสริมสถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร ให้เป็นผู้ให้บริการทางการเกษตร (Agricultural Service Providers : ASP) เพื่อยกระดับการให้บริการทางการเกษตร และเป็นช่องทาง การเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่ได้อย่างครบวงจร 3) ยุทธศาสตร์ 3’S คือ“Safety” ความปลอดภัยของอาหาร “Security” ความมั่นคง มั่งคั่ง ของภาคการเกษตรและอาหาร และ “Sustainability” ความยั่งยืนของภาคการเกษตร ได้แก่ 3.1) Safety เน้นสินค้าเกษตรและอาหารของไทย มีความปลอดภัยเชื่อมั่นในระบบที่มีมาตรฐาน สามารถตรวจสอบ ย้อนกลับ (Traceability) มาตรฐานสินค้าเกษตรของไทย เป็นไปตามมาตรฐานสากล และมั่นใจว่าสินค้าเกษตร และอาหารของไทย ผลิตด้วยความปลอดภัยทั้ง ระบบเพื่อผู้บริโภคภายในประเทศและส่งออก ไปยังตลาดต่างประเทศ 3.2) Security เน้น 4 ด้าน ได้แก่ (1) Food Security ไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร ที่สำคัญของโลก สามารถผลิตสินค้าเกษตร และอาหารได้เพียงพอ และสามารถ ผลิตเลี้ยงคนทั่วโลกได้ โดยมีตัวอย่างสินค้าดาวเด่นของไทย อาทิ ข้าว มันสำ ปะหลัง ไก่ สินค้าประมง (2) Health Security ไทยมีมาตรการควบคุม ป้องกัน การระบาดโรคที่เข้มงวด (3) Biosecurity ไทยมีระบบควบคุม/ป้องกันโรคระบาด ในสัตว์และพืช รวมทั้งศัตรูพืช การนำ แอพพลิเคชั่น e-Smart Plus มาใช้ในการ
14 ประเมินความเสี่ยงฟาร์มสุกรรูปแบบ Real time สำ หรับโรค African Swine Fever (ASF) และ (4) Farmer Security เน้นการเสริมสร้างเกษตรกร และองค์กร เกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง ส ่งเสริมเกษตรพอเพียง และ Smart Farmer Young Smart Farmer เพื่อให้ภาคเกษตรมีความมั่นคง 3.3) Sustainability ระบบการทำ เกษตรของไทย เน้นความยั่งยืน เช ่น เกษตรผสมผสาน เกษตรอินทรีย์ เกษตรธรรมชาติและวนเกษตร การลด ละ เลิก การใช้สารเคมีประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรรับรู้เกี่ยวกับการใช้สารเคมีอย่าง ถูกต้อง มีการนำ เทคโนโลยีฝนหลวงมาใช้ประโยชน์ มีการจัดสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์ ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของดิน การบริหารจัดการพื้นที่ เกษตรกรรม (Zoning) เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีการบริหารจัดการน้ำ ทั้งระบบ รวมถึงการขับเคลื่อนโดยใช้แนวคิดเศรษฐกิจ ชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio Circular - Green Economy : BCG Economy) และ SDGs ที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร 4) ยุทธศาสตร์การบริหารเชิงรุกแบบบูรณาการ กับทุกภาคส่วน โดยการบูรณาการเพื่อพัฒนาฐานข้อมูล Big Data ในการใช้ประโยชน์และเชื่อมโยง แลกเปลี่ยนกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อการบริหารและสนับสนุน ข้อมูลที่ดีแก่เกษตรกรสำ หรับการตัดสินใจที ่ถูกต้อง และเหมาะสม รวมถึงตรวจสอบศักยภาพพื้นที่ โดยบูรณาการ จัดทำ ระบบแผนที่เกษตร เพื่อการบริหาร จัดการเชิงรุก (Agri-Map) สำ หรับ เป็นเครื ่องมือในการวางแผน บริหารจัดการสินค้าเกษตร ที ่สำ คัญที ่คำ นึงถึงความ เหมาะสมด้านกายภาพ ด้านเศรษฐกิจสำ หรับ การเชื ่อมโยงข้อมูล และช ่วยให้เกษตรกร
15 มีข้อมูลที่ดี โดยมีการรวบรวมข้อมูล และการดำ เนินงานทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับ ภาคเกษตรให้ครอบคลุมทุกด้านทั้งสินค้า การตลาด และทรัพยากรและครอบคลุมพื้นที่ ทั้ง 77 จังหวัด เพื่อบริหารจัดการสินค้าเกษตรและทรัพยากรทางการเกษตร นำ ไป ใช้วางแผนการผลิตอย่างเป็นระบบ รวมถึงการรับรู้ความต้องการคุณภาพและปริมาณ ของตลาดทั้งในและต่างประเทศ สร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในด้านการพัฒนา การเกษตร การนำ จุดแข็งหรือศักยภาพของแต่ละภาคส่วนมาร่วมมือกัน เพื่อพัฒนา ภาคเกษตรตลอดโซ่อุปทาน เช่น ความร่วมมือด้านการตลาดร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แพลตฟอร์ม ตลาดออนไลน์ต ่าง ๆ เพื ่อเชื ่อมโยงด้านการตลาดให้มีความหลากหลายใช้ใน การซื้อขายได้จริง 5) ยุทธศาสตร์เกษตรกรรมยั่งยืนตามแนวศาสตร์พระราชา โดยน้อมนำ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การปฏิบัติเพื่อเป็นภูมิคุ้มกัน และสร้างความมั่นคงแก่เกษตรกร ได้แก่ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำ ริฯ เกษตรทฤษฎีใหม่ และโครงการหลวงด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านกลุ่มเกษตรกร เครือข่ายเกษตรกร และสถาบันเกษตรกร สามารถนำ ไปปฏิบัติได้จริงและพึ่งพา ตนเองได้ 2.9 แผนปฏิบัติราชการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566 - 2570) แผนปฏิบัติราชการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566 - 2570) วิสัยทัศน์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “เกษตรกร มีคุณภาพ ชีวิตที่ดี มีรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ต่อปี” มีแนวทางในการดำ เนินงาน ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ (1) การสร้างความเข้มแข็งของสถาบันเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการ ยุคใหม่ที่ก้าวทันและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ ในการสร้างมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรและบริการการขยายช่องทางการตลาด การสร้างตราสินค้าให้เป็นที่ยอมรับและการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา ในเชิงพาณิชย์ รวมทั้งการปรับตัวสู่ธุรกิจรูปแบบใหม่ ๆ ในการขับเคลื่อนธุรกิจ สนับสนุนความรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรมการส ่งเสริมและพัฒนาสถาบันเกษตรกรต้นแบบ เพื ่อให้กิจการ
16 ของสถาบันเกษตรกรมีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเอง ได้สอนแนะการจัดทำ บัญชี การจัดทำ งบการเงิน การใช้ข้อมูลทางบัญชีในการบริหารจัดการ กำ กับแนะนำ การจัดทำ บัญชีและติดตามผลการจัดทำ บัญชี เพื ่อทำ กิจกรรมที ่เป็นประโยชน์ และสามารถช่วยเหลือชุมชนและสังคม และ (2) การยกระดับศักยภาพของเกษตรกร รายย่อยให้เป็นผู้ประกอบการธุรกิจด้วยการเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะ เกษตรกรรายย่อยให้มีความเข้มแข็งสามารถพึ่งตนเองช่วยเหลือเอื้อเฟื้อซึ่งกัน และกัน สนับสนุนให้เกษตรกรเรียนรู้ทางการเกษตรผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) พัฒนาเกษตรกรปราดเปรื ่อง (Smart Farmer) เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเกษตรกร และยกระดับเกษตรกรเป็นผู้ประกอบ การเกษตรที่มีศักยภาพ 2.10 แผนปฏิบัติราชการกรมส ่งเสริมการเกษตร ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566 – 2570) กรมส่งเสริมการเกษตร (2564) ระบุว่า แผนปฏิบัติราชการ กรมส่งเสริมการเกษตร ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566 – 2570) สอดคล้องกับนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนต ่าง ๆ ที ่เกี ่ยวข้อง ตั้งแต ่ระดับชาติจนถึงระดับกระทรวง เพื่อใช้เป็นกรอบทิศทางในการทำ งานส่งเสริมการเกษตร ในระยะ 5 ปี โดยได้กำ หนด วิสัยทัศน์ คือ “เกษตรกรมีความเข้มแข็ง มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีรายได้เพิ่มขึ้น” เป้าหมายในภาพรวมของแผนปฏิบัติราชการกรมส่งเสริมการเกษตร ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566 – 2570) ประกอบด้วย 3 เป้าหมาย ได้แก่ (1) เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีรายได้เพิ่มขึ้น (2) การผลิตสินค้าเกษตรที่มีประสิทธิภาพ และมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น และ (3) เกษตรกร องค์กรเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน มีความเข้มแข็งสำ หรับกลยุทธ์ในการดำ เนินงาน เพื่อบรรลุเป้าหมายและวิสัยทัศน์ดังกล่าว ประกอบด้วย 5 กลยุทธ์ ดังนี้
17 1) กลยุทธ์ที่ 1 การสร้างความมั่นคงในอาชีพแก่เกษตรกร โดยส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ส่งเสริมการทำ เกษตรผสมผสาน และส่งเสริมการทำ การเกษตรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง รวมทั้งยกระดับการผลิตและส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตรเพื่อให้เกษตรกร มีอาหารบริโภคและสร้างความมั่นคงทางอาหาร ลดรายจ่ายและสร้างรายได้ แก่ครัวเรือน มีความมั่นคงในอาชีพและสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน 2) กลยุทธ์ที่ 2 การส่งเสริมการผลิตและจัดการสินค้าเกษตร ตลอดห ่วงโซ ่การผลิต โดยส ่งเสริมเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ ่น เกษตรปลอดภัย เกษตรชีวภาพ เกษตรแปรรูป เกษตรอัจฉริยะ พัฒนาระบบนิเวศการเกษตร ส่งเสริม การเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ ่ การผลิตและใช้ประโยชน์จากสมุนไพร การใช้ พืชพันธุ์ดีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรที่สำ คัญ พัฒนาวิสาหกิจชุมชน และSmart Famer ให้เป็นผู้ประกอบการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ส่งเสริมการผลิต และการจัดการสินค้าเกษตรด้วย BCG Model พัฒนาการเกษตรในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ พัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางการเกษตร ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมและภูมิปัญญา ท้องถิ่น รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตรต่างประเทศ 3) กลยุทธ์ที่ 3 การเสริมสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกร องค์กรเกษตรกร และชุมชนเกษตรกร โดยส่งเสริมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการหลวงและการเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ส ่งเสริมบทบาท เกษตรกรสูงวัยและเตรียมเข้าสู่สังคมสูงอายุของภาคการเกษตร ส่งเสริมอาชีพ แก่เกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดินทำกิน พัฒนาเกษตรกรให้เป็น Young Smart Farmer และ Smart Farmer เสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรเกษตรกร พัฒนา และเตรียมกำลังคนเข้าสู่ภาคการเกษตร สร้างความมั่นคงด้านอาหารและความเข้มแข็ง ของชุมชน ขยายผลการดำ เนินงานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ และจัดทำแผนพัฒนา การเกษตรของชุมชน ส ่งเสริมการประกอบอาชีพการเกษตรที ่สอดคล้อง กับความต้องการของชุมชน สร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายในพื้นที่และช่วยเหลือ เกษตรกรที่ประสบภัยพิบัติ
18 4)กลยุทธ์ที่ 4 การส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยส ่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที ่การเกษตร ปรับเปลี ่ยนวิธีการผลิตจากเดิม สู ่การเกษตรปลอดการเผาและเป็นมิตรกับสิ ่งแวดล้อม สร้างการมีส ่วนร ่วม ของเกษตรกรและชุมชน สร้างเครือข่ายปลอดการเผา ส่งเสริมการทำ เกษตรกรรม ยั่งยืนในรูปแบบต่าง ๆ และศึกษารูปแบบและขยายขอบเขตงานส่งเสริมการเกษตร ที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของสังคมเมือง 5) กลยุทธ์ที่ 5 การพัฒนาศักยภาพองค์กรและการบริหารจัดการ โดยมุ่งพัฒนากรมส่งเสริมการเกษตรสู่การเป็น Digital DOAE และพัฒนาระบบ ฐานข้อมูล ปรับวิธีการทำ งานเป็นแบบ New Normal และพร้อมรองรับ Next Normal ในอนาคต พัฒนาศักยภาพบุคลากร ให้เป็น Smart Officer และสร้างโอกาส ความก้าวหน้าในสายอาชีพ พัฒนาสำ นักงานให้เป็น Smart Office พัฒนาองค์กร สู ่ระบบราชการ 4.0 และปรับโครงสร้างองค์กรให้เหมาะสม ส ่งเสริมการวิจัย และพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรและสร้างการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและประชาสัมพันธ์
19 ตอนที่ 2 นิยาม ความหมายและความสำ คัญของเกษตรกรสูงวัย 1. นิยามและความหมายของผู้สูงอายุ นิยามและความหมายของผู้สูงอายุ คือ การกำ หนดว่าบุคคลจะเข้าสู่ วัยสูงอายุเมื ่อใดขึ้นอยู ่กับปัจจัยหลายด้าน เช ่น สภาพทางสังคม กฎหมาย และประเพณีปฏิบัติของแต่ละประเทศที่ผู้สูงอายุอาศัยอยู่มีผู้กำ หนดความหมาย ของผู้สูงอายุ ดังนี้ 1) องค์การสหประชาชาติ ได้ให้นิยามว่า “ผู้สูงอายุ” คือ ประชากร ทั้งเพศชายและเพศหญิง ซึ่งมีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป โดยเป็นการนิยามนับตั้งแต่ อายุเกิด 2) องค์การอนามัยโลก ระบุว่า ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ได้คำ นิยาม สำ หรับผู้สูงอายุต่างกัน ทั้งนิยามตามอายุเกิด หมายถึง ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป หรือตามการกำ หนดทางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสภาพร่างกาย เช่น ในประเทศ ที่เจริญแล้ว จัดให้ผู้สูงอายุ นับจากอายุ 65 ปีขึ้นไป บางประเทศอาจนิยามผู้สูงอายุ ตามอายุกำ หนดให้เกษียณงาน (อายุ 50 หรือ 60 หรือ 65 ปี) หรือนิยามตามสภาพ ของร่างกาย โดยผู้หญิงสูงอายุอยู่ในช่วง 45 – 55 ปี ส่วนผู้ชายสูงอายุอยู่ในช่วง 55 – 75 ปี
20 3) พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 กำ หนดว่าผู้สูงอายุ เริ่มเมื่ออายุเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับความแตกต่างกันในแต่ละสังคม สำ หรับสังคมไทยนั้น กำ หนดว่า ผู้สูงอายุ หมายถึง บุคคลที่มีสัญชาติไทยและมีอายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป เป็นผู้สูงอายุ หรือ เรียกกันว่า ผู้สูงวัย โดยแบ่งกลุ่มผู้สูงอายุได้ 3 กลุ่ม ดังนี้ 3.1) ผู้สูงอายุวัยต้น (Elderly) คือ อายุระหว่าง 60 – 69 ปี เป็นช่วงวัยที่ยังช่วยเหลือตนเองได้ 3.2) ผู้สูงอายุวัยกลาง (Old) คือ อายุระหว่าง 70 – 79 ปี เป็นช่วงวัยที่เริ่มมีอาการเจ็บป่วยร่างกายเริ่มอ่อนแอ มีโรคประจำตัวหรือโรคเรื้อรัง 3.3) ผู้สูงอายุวัยปลาย (Very Old) คือ อายุ 80 ปีขึ้นไป เป็นช่วงวัยที่เจ็บป่วยบ่อยขึ้น อวัยวะเสื่อมสภาพ อาจมีภาวะทุพพลภาพ 4) สำ นักนโยบายและยุทธศาสตร์ (กระทรวงสาธารณสุข, 2551) แบ่งผู้สูงอายุเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มอายุ 60 - 69 ปี, กลุ่มอายุ 70 - 79 ปีและ กลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไป 5) กรมกิจการผู้สูงอายุ นิยามความหมายผู้สูงอายุ หมายถึง บุคคล ที ่มีอายุตั้งแต ่ 60 ปี บริบูรณ์ขึ้นไป มีสิทธิได้รับการคุ้มครองการส ่งเสริม และการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ด้านการแพทย์และสาธารณสุขผู้สูงอายุ ได้รับการจัดช่องทางพิเศษเฉพาะ เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการบริการที่สะดวก รวดเร็ว
21 2. ความหมาย ผู้สูงวัยอย่างมีพลัง (Active Ageing) ศศิพัฒน์ ยอดเพชร (2560) ได้ให้ความหมาย ผู้สูงวัยอย่างมีพลัง ไว้ว่า ผู้สูงอายุที่ประสบความสำ เร็จโดยเป็นผู้ที่ดำ รงชีวิตในสังคมได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับความพึงพอใจและความปรารถนาของตนเองกับการเป็นผู้สูงวัย อย่างมีพลังและความสามารถในการพึ่งพาตนเองเท่าที่จะทำ ได้ของผู้สูงอายุ ตลอดจน การใช้ความสามารถส่วนตัวในทางสร้างสรรค์ให้แก่ทั้งตนเองและครอบครัว และบุคคลอื่นในสังคม สามารถสรุปได้ตามแผนภาพ ดังนี้ ภาพแนวคิดผู้สูงวัยอย่างมีพลัง ที่มา: สังเคราะห์จาก ศศิพัฒน์ ยอดเพชร (2542, 2549, 2560) สรุปได้ว่า การเป็นผู้สูงวัยอย่างมีพลัง (Active Ageing) เป็นกระบวนการ พัฒนา “คุณภาพชีวิต” ของผู้สูงอายุ สู่การมีสุขภาพที่ดี ซี่งประกอบด้วย การเป็น ผู้สูงอายุที่ประสบความสำ เร็จในชีวิต (Successful Ageing) ได้แก่ การมีส่วนร่วม ทางสังคมและมีหลักประกันที่มั่นคง มีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งในการพัฒนาตน อย่างต่อเนื่อง ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งความรู้ ทัศนคติ และทักษะเพื่อเตรียมความพร้อม สำ หรับการเปลี่ยนแปลงและสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ มีความพึงพอใจในชีวิตของตนเอง มีปฏิสัมพันธ์อันดีกับสมาชิกในครอบครัว ชุมชน และสังคม สามารถพึ่งพาตนเองได้เป็นอิสระดำ รงชีวิตในสังคมได้อย่างเหมาะสม และการเป็นผู้ที่ยังสามารถทำ คุณประโยชน์ (Productive Ageing) แก่ครอบครัว ชุมชนและสังคมได้ อันนำ ไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิต
22 3. ความสำ คัญของผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุมีคุณค่าและความสำ คัญต่อสังคม นอกจากจะเป็นที่พึ่งพา ทางใจของบุตรหลาน และเป็นที่เคารพนับถือของบุคคลในวงศาคณาญาติ ผู้สูงอายุ ยังได้รับการยกย ่องจากสังคมในฐานะเป็นผู้มีประสบการณ์ มีความคิดอ ่าน สุขุมรอบคอบ และเคยทำ คุณประโยชน์ให้แก่สังคม ผู้สูงอายุมีความสำ คัญต่อสังคม ตั้งแต่สังคมเล็ก ๆ ในครอบครัว สังคมในชุมชน ตลอดจนสังคมใหญ่ระดับประเทศ และระดับโลก เนื่องจากการดำ รงชีวิตในฐานะที่เป็นผู้สูงอายุ มิใช่เปล่าประโยชน์ ผู้สูงอายุเป็นผู้มีประสบการณ์สามารถเป็นได้ทุกอย่างที่ต้องการจะเป็น โดยเฉพาะเมื่อ ได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมในด้านต่าง ๆ ทำ ให้ผู้สูงอายุมีศักยภาพ และสามารถ ที่จะดำ รงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข รวมถึงเป็นปุชนียบุคคลที่มีคุณค่ามากยิ่งขึ้น 4. ความหมายของ “เกษตรกรสูงวัย” เกษตรกรสูงวัย หมายถึง เกษตรกรในภาคการเกษตรอายุ 60 ปี ขึ้นไป ที่มีการประกอบอาชีพด้านการเกษตร ทั้งการผลิตทางการเกษตรและการแปรรูป ผลผลิตทางการเกษตร โดยได้รับการส่งเสริมให้มีความพร้อมเข้าสู่สังคมเกษตรสูงวัย อย่างมีคุณภาพ สร้างสุขภาวะที่ดีในบ้านเรือนตามหลักบ้านเกษตรสมบูรณ์ ส่งเสริมการรวมกลุ่มเพื่อสร้างรายได้จากการประกอบอาชีพ ตลอดจนมีการเชื่อมโยง เครือข่ายแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่นระหว่างเกษตรกรสูงวัย กับเกษตรกรรุ่นใหม่ เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง สามารถดำ รงชีวิตได้อย่างมี ความสุข
23 5. ความสำ คัญของเกษตรกรสูงวัย ปัจจุบันครัวเรือนเกษตรกรไทยกว ่า 1 ใน 3 มีเกษตรกรสูงวัย เป็นหัวหน้าครัวเรือน วัยแรงงานและวัยเด็กลดลง เมื่อเกษตรกรสูงวัยมีจำ นวนเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง จึงควรมีการเตรียมความพร้อมในการก้าวสู่สังคมสูงวัยซึ่งเกษตรกร สูงวัย ส่วนใหญ่เป็นผู้มีสมรรถนะ มีความรู้ฝังลึก มีศักยภาพและมีองค์ความรู้ ทักษะ จากการสะสมประสบการณ์การเกษตร โดยทำ ตามบรรพบุรุษที่สืบทอดกันมา หรือทำจนเป็นกิจวัตรประจำ วัน เกษตรกรสูงวัยพร้อมที่จะเปิดรับข้อมูล พัฒนาตนเอง และเป็นผู้ให้ รวมถึงสร้างประโยชน์ต่อชุมชน ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญกับเกษตรกร สูงวัย โดยให้มีการอบรมพัฒนาทักษะที่เหมาะสมกับเกษตรกรสูงวัย เพื่อเตรียม ความพร้อมในการเข้าสู่สังคมเกษตรกรสูงวัย และเพิ่มขีดความสามารถของ เกษตรกรสูงวัยในการประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้ ตลอดจนการสร้างและเชื่อมโยง เครือข่ายระหว่างเกษตรกรสูงวัยกับเกษตรกรรุ่นใหม่ เพื่อถ่ายทอดและแลกเปลี่ยน องค์ความรู้ ประสบการณ์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นการพัฒนาอาชีพการเกษตรให้กับ เกษตรกรสูงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอนที่ 3 ความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมเคหกิจเกษตร 1. ความเป็นมา ความหมาย และความสำ คัญของงานส่งเสริม เคหกิจเกษตร 1) ความเป็นมาของงานเคหกิจเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร (2550) ได้สรุปความเป็นมาของงาน เคหกิจเกษตรไว้ว ่า งานเคหกิจเกษตร ได้มีการจัดตั้งขึ้นครั้งแรกที ่กองส ่งเสริม และเผยแพร่ กรมกสิกรรม ในปี 2505 โดยชื่อว่า “งานคหกรรมศาสตร์” มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมให้ความรู้วิชาคหกรรมศาสตร์แก่กลุ่มยุวเกษตรกร (หญิง) และในเวลา เดียวกันนั้น กองส่งเสริมและเผยแพร่ กรมการข้าว ได้มีการส่งเสริมด้านคหกรรมศาสตร์ แก่สมาชิกกลุ่มชาวนา เพื่อให้แม่บ้านของชาวนานำ ความรู้ไปปรับปรุงครอบครัว จนกระทั ่งได้มีการจัดตั้งกรมส ่งเสริมการเกษตร เมื ่อวันที ่ 21 ตุลาคม 2510 กองส่งเสริมและเผยแพร่ของกรมกสิกรรมและกรมการข้าว ได้โอนงานคหกรรมศาสตร์ ให้กรมส่งเสริมการเกษตรและเปลี่ยนชื่อเป็น “งานเคหกิจเกษตร” เพื่อความเหมาะสม ควบคู่ไปกับการดำ เนินงานส่งเสริมการเกษตร
24 การดำ เนินงานเคหกิจเกษตร (Home Economics) เริ่มขึ้นในปี2511 ในลักษณะโครงการนำ ร่อง ได้รับงบประมาณช่วยเหลือจากองค์การ เอ.ไอ.ดี. ระยะเวลา 3 ปี(2511 - 2513) มีเจ้าหน้าที่ที่มีวุฒิทางด้านคหกรรมศาสตร์ และผ่านการอบรมก่อนการปฏิบัติงานที่จังหวัดอุบลราชธานีทำ หน้าที่ส่งเสริมความรู้ ด้านเคหกิจเกษตรให้แก่แม่บ้านและเยาวสตรีกลุ่มชาวนา โดยจัดอบรมเป็นรุ่น ๆ ละ 3 เดือน ที่ศูนย์สาธิตกลุ่มเกษตรกรระดับอำ เภอ 4 ศูนย์คือ ศูนย์อำ เภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรีศูนย์อำ เภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ศูนย์อำ เภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราชและศูนย์อำ เภอดอยสะเก็ดจังหวัดเชียงใหม ่โดยวิชา ที่อบรม ได้แก่ อาหารโภชนาการ ตัดเย็บเสื้อผ้า และศิลปประดิษฐ์ต่อมาในปี2512 ได้ส่งเสริมงานเคหกิจเกษตรเข้าไปในหน่วยยุวกสิกร แม่บ้านเกษตรกร และแม่บ้าน ชาวนา โดยเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำ เนินการอบรมตามกลุ่ม ในระยะสั้น กลุ่มละ 5 - 7 วัน ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศหลังจากสิ้นสุดโครงการ เอ.ไอ.ดี. แล้ว กรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดตั้งงบประมาณในการดำ เนินการต่อไป เกษตรกรที่ผ่านการอบรมได้มีการรวมตัวกันจัดตั้งเป็น “กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร” เป็นครั้งแรกในปี2515 ที่หมู่บ้านป่าคา อำ เภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ในปี2518 กรมส่งเสริมการเกษตร ได้รับอัตรากำ ลังเจ้าหน้าที่ เคหกิจเกษตรระดับอำ เภอเป็นการทดลองใน12จังหวัดจำ นวน122อัตรา(อำ เภอละ 1 คน) และในปีต่อมาได้รับอัตรากำ ลังเพิ่มจนครบทุกอำ เภอ เพื่อทำ หน้าที่ส่งเสริม วิชาการด้านคหกรรมศาสตร์และการเกษตรแก่สมาชิกครอบครัวเกษตรกร โดยเน้น การให้ความรู้ผ่านทางแม่บ้านเกษตรกรและบุตรหลานเกษตรกร ซึ่งกรมส่งเสริม การเกษตร ได้กำ หนดนโยบายให้แม่บ้านของครอบครัวเกษตรกรรวมตัวกันเป็น “กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร” ขึ้นในหมู่บ้าน/ตำ บล เพื่อรับบริการวิชาการทางด้านเคหกิจ เกษตร และนำ ความรู้ที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่ไปพัฒนาครอบครัว และพัฒนาอาชีพ การเกษตร ในปี2548 งานส่งเสริมเคกิจเกษตรได้มีการปรับเปลี่ยนภารกิจ จากเดิมสืบเนื่องจากการปรับโครงสร้างของกรมส่งเสริมการเกษตรในการปรับ ตำ แหน่งสายงานเคหกิจเกษตรให้มีการเติบโตขึ้น เพื่อความก้าวหน้าของสายงาน จากเดิมที่เป็นนักวิชาการส่งเสริมเคหกิจเกษตร มาเป็นนักวิชาการส่งเสริม
25 การเกษตร ทั้งนี้ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ในหลาย ๆ พื้นที่ยังคงต้องทำ หน้าที่ในการส่งเสริมงานเคหกิจเกษตรด้วย 2) ความหมายของงานส่งเสริมเคหกิจเกษตร การส่งเสริมเคหกิจเกษตร มีผู้ให้ความหมายไว้หลากหลาย เนื่องจาก “เคหกิจเกษตร” เป็นคำ ที่นำ มาใช้ในงานส่งเสริมการเกษตร ซึ่งเป็นงาน ที่เกี่ยวกับการดำ รงชีวิตและการประกอบอาชีพของครอบครัวเกษตรกร โดยเป็นคำ ที่ปรับเปลี่ยนมาจากเคหเศรษฐกิจ(Home Economics) ทำ นองสิงคาลวณิช(2514) ได้ให้ความหมายของคำ ว่าเคหเศรษฐกิจซึ่งโยงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับงานส่งเสริม การเกษตร คือ การก่อให้เกิดการผลิตในครัวเรือนเพื่อปรับปรุงมาตรฐานการครองชีพ ของสังคมในครอบครัวให้ดีขึ้น โดยระดมทรัพยากรทุกชนิดที่มีอยู่แล้วและจัดหา เพิ่มเติมมา เช่น ทุน วิชาความรู้วัสดุอุปกรณ์มาดำ เนินการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อให้ได้ผลตอบแทนแก่ครอบครัวได้มากที่สุด ซึ่งย่อมหมายถึงการจัดให้มีการประหยัด รายจ่ายและหารายได้เสริมจากอาชีพหลักในจัดการต่าง ๆ ของครัวเรือน เช่น ในเรื่อง ที่เกี่ยวกับการบริโภคใช้สอย ได้แก่ ด้านอาหาร สุขภาพอนามัย และเครื่องแต่งกาย การจัดบ้านเรือนให้น ่าอยู ่อาศัยและถูกสุขลักษณะ การจัดการเกี่ยวกับสมาชิก ในครอบครัว ได้แก่ การฝึกอบรมลูกหลานหรือเยาวชน การศึกษา การอนามัย การพักผ่อน และการบันเทิง ตลอดจนการรู้จักหน้าที่พลเมืองดีและผู้ที่เหมาะสม กับลักษณะงานดังกล่าว คือ แม่บ้านเกษตรกร และบุตรหลานที่เป็นผู้หญิง
26 กลุ่มงานเคหกิจเกษตร (2529) ได้กล่าวถึงความหมายว่า “งานส่งเสริมเคหกิจเกษตร หมายถึง การพัฒนาวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ความเป็นอยู่ของครอบครัวเกษตรกร มาจัดการและบริการให้เกิดผล เพื่อปรับปรุง และยกระดับความเป็นอยู่ของครอบครัวเกษตรกรให้ดีขึ้น” พึงพิศ ดุลยพัชร์ (2529) ได้ให้ความหมายของงานส่งเสริม เคหกิจเกษตรว่า งานส่งเสริมเคหกิจเกษตร หมายถึง กระบวนการต่าง ๆ ในการนำ เอา วิชาการที่สำ คัญที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของครอบครัวเกษตรกร เช่น ความรู้ เกี่ยวกับการเพิ่มผลผลิตการเกษตร การแปรรูปและถนอมอาหาร โภชนศึกษา การปรับปรุงสภาพแวดล้อมของบ้านให้สอดคล้องกับอาชีพ การนำ เอาทรัพยากรที่มี ในท้องถิ่นมาดัดแปลงเป็นเครื่องอุปโภค บริโภค การจัดการต่าง ๆ ภายในบ้านมาให้ บริการแก่บุคคลเป้าหมายเพื่อให้เกิดการยอมรับวิทยาการใหม่ ๆ ที่เหมาะสมกับ สภาพความเป็นอยู่ และนำ ไปปฏิบัติให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ก่อ ให้เกิดการยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของครอบครัวเกษตรกรให้ดีขึ้น และได้ให้ความหมายของงานส่งเสริมเคหกิจเกษตรในแง่ของนักวิชาการว่า “งานส่งเสริม เคหกิจเกษตร” หมายถึง การส่งเสริมการพัฒนาและการจัดการเกี่ยวกับทรัพยากร ครอบครัวเกษตรและวัสดุในท้องถิ่น เพื ่อให้เกิดประโยชน์แก ่สมาชิกครอบครัว สถาบันเกษตรและชุมชนทั้งในปัจจุบันและอนาคต
27 มาฆะ ขิตตะสังคะ (2536) ได้ให้ความหมายของงานส่งเสริม เคหกิจเกษตร คือ การยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของครอบครัวเกษตรกรให้มี คุณภาพชีวิตที่ดีการปรับปรุงคุณภาพชีวิตในความหมายของผู้ปฏิบัติงาน หมายถึง การจัดระบบการจัดการทรัพยากรของครอบครัวให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อให้ ครอบครัวมีความมั่นคงในเรื่องรายได้สุขภาพอนามัย ที่อยู่อาศัย และการศึกษา ของสมาชิกครอบครัว สามารถสนองตอบความจำ เป็นขั้นพื้นฐานด้านอาหาร และโภชนาการครอบครัว กลไกสำคัญในการส่งเสริมให้ครอบครัวเกษตรกรสามารถ จัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ การนำ หลักการและกระบวนการส่งเสริม และเผยแพร่ เพื ่อให้ครอบครัวเกษตรกรได้รับความรู้และทักษะในการประกอบ อาชีพและมีทัศนคติที่ดีในการดำ รงชีวิตภายในสภาวะแวดล้อมในชนบท และในขณะ เดียวกันผู้ปฏิบัติงานเคหกิจเกษตรจะต้องให้ความช่วยเหลือสนับสนุนให้ครอบครัว เกษตรกรสามารถตัดสินใจแก้ปัญหาและแสวงหาทางเลือกที่เหมาะสมในการ ดำ รงชีวิตและพัฒนาศักยภาพของตนเอง กลุ่มพัฒนาแม่บ้านเกษตรกรและเคหกิจเกษตร (2561) งานส่งเสริม เคหกิจเกษตรคืองานส่งเสริมการเกษตร ที่ครอบคลุมมิติคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจ ของครัวเรือน ด้วยการสร้างความมั ่นคงด้านอาหารในครัวเรือนและชุมชน การยกระดับเศรษฐกิจครัวเรือน โดยการจัดการตลอดห ่วงโช ่อุปทานเพื ่อสร้าง มูลค่าเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร การจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้าง สุขภาวะในครัวเรือนและอาชีพการเกษตร และใช้หลักการมีส ่วนร ่วมและ ความสามารถในการพึ่งพาตนเองได้ของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนงานส่งเสริม เคหกิจเกษตรเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของครัวเรือนเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ ที่ดีขึ้นทั้งในระดับครัวเรือนและชุมชน กล่าวโดยสรุปว่า งานส่งเสริมเคหกิจเกษตร หมายถึง งานส่งเสริม การเกษตรที่นำ องค์ความรู้วิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องความเป็นอยู่ของครอบครัว เกษตรกรมาใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อปรับปรุงและยกระดับคุณภาพชีวิตของ ครัวเรือนเกษตรกรให้ดีขึ้น ได้แก่ การสร้างความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือน และชุมชน การสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร การสร้างสุขภาวะที่ดีใน ครัวเรือนและอาชีพการเกษตร และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนใน การพัฒนาคุณภาพชีวิตครัวเรือนเกษตรกร
28 3) ความสำคัญของงานส่งเสริมเคหกิจเกษตร งานส่งเสริมเคหกิจเกษตร มีเป้าหมายเพื่อให้ครัวเรือนเกษตรกร มีคุณภาพชีวิตที่ดีมีความมั่นคงด้านอาหาร มีการบริหารจัดการที่ดีและมีประสิทธิภาพ ตลอดจนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน เพื่อให้ครัวเรือนเกษตรกร มีความ กินดี คือมีอาหารที่มีคุณค่าบริโภคอย่างเพียงพอและรู้จักบริโภคอาหารที่ถูกหลัก โภชนาการ โดยการส ่งเสริมสนับสนุนให้ผลิตอาหารและใช้อาหารที ่ผลิตได้ เพื่อบริโภคในครัวเรือน อยู่ดีคือ สมาชิกในครอบครัวมีสุขภาพอนามัยดีอยู่ในสภาพ แวดล้อมที่ดีทั้งในบ้านและชุมชน โดยให้ความรู้และสนับสนุนให้แม่บ้านเกษตรกร รู้จักการจัดการครัวเรือน ดูแลสมาชิกในครอบครัว รู้จักเก็บออมและบริหารจัดการ ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตลอดจนการรักษาสิ่งแวดล้อม และเพิ่มพูน รายได้คือ มีการส่งเสริมให้แม่บ้านเกษตรกรทำการเกษตรที่มีประสิทธิภาพตั้งแต่ขั้นตอน การปลูกจนกระทั่งเก็บเกี่ยวผลผลิต และเพิ่มมูลค่าผลผลิต โดยการแปรรูปอาหาร และหัตถกรรมเกษตรซึ่งในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น สามารถนำ ความรู้การเกษตรในด้านต ่าง ๆ มาบูรณาการร ่วมกันเพื ่อให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุด โดยคำ นึงถึงความสำคัญของงานส่งเสริมเคหกิจเกษตร ดังนี้ 1. สนับสนุนวิชาการด้านคหกรรมศาสตร์และวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นบทบาทของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรผู้เป็นแกนนำสำคัญในการพัฒนา ครอบครัวและการสร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ 2. ปรับปรุงและยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของครอบครัว ให้ดีขึ้น 3. ครัวเรือนเกษตรกรมีความสามารถในการพัฒนาตนเอง และครอบครัว ให้มีคุณภาพและสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน สามารถสรุปได้ว่า ความสำ คัญของงานส่งเสริมเคหกิจเกษตรที่เจ้าหน้าที่ต้องคำ นึงถึง คือ การสนับสนุน วิชาการด้านคหกรรมศาสตร์และวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งเน้นที่บทบาทของ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรผู้เป็นแกนนำ ในการพัฒนาครอบครัวเกษตรกร เพื่อปรับปรุง และยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
29 2. ขอบเขตของงานส่งเสริมเคหกิจเกษตร งานส่งเสริมเคหกิจเกษตรของกรมส่งเสริมการเกษตร มีขอบเขตงาน ที่สำ คัญในการดำ เนินงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและยกระดับเศรษฐกิจ ของครัวเรือนเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 4 ด้าน ดังนี้ 1) การส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือนและชุมชน เป็นการดำ เนินงานที่มุ่งเน้นให้ครัวเรือนเกษตรกรและคนในชุมชนมีอาหารบริโภค อย่างพอเพียง โดยอาหารนั้นต้องมีความปลอดภัย มีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสม เพื่อการมีสุขภาวะที่ดีโดยการส่งเสริมการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ประมง เพื่อเป็น แหล่งอาหารของครัวเรือนและชุมชน ลดการพึ่งพาอาหารจากภายนอก และมีการสำรองอาหารไว้บริโภคทั้งยามปกติและเกิดภาวะวิกฤติ 2) การสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร เป็นการดำ เนินงาน ที่มุ่งเน้นให้ครัวเรือนเกษตรกรมีการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตทางการเกษตร ที่ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตร ด้วยวิธีการผลิตที่คำ นึงถึงสุขอนามัย และมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย ตรงกับความต้องการของตลาดเพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและประเทศ
30 3) การสร้างสุขภาวะในครัวเรือนและอาชีพการเกษตรเป็นการดำ เนินงาน ที่มุ่งเน้นให้ครัวเรือนเกษตรกรมีการจัดการบ้านเรือนให้ถูกสุขลักษณะ มีความปลอดภัยเหมาะกับการอยู่อาศัย ตลอดจนปรับปรุงสภาพแวดล้อมและท่าทาง การทำ งานให้ปลอดภัย สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการพัฒนา คุณภาพชีวิตครัวเรือนเกษตรกรเป็นการดำ เนินงานที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วม ของทุกภาคส ่วนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตครัวเรือนเกษตรกร โดยนำ ความรู้ ด้านเคหกิจเกษตร นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาบูรณาการกับงานส่งเสริม การเกษตรผ่านการสร้างและเชื่อมโยงเครือข่ายกับหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชนในการทำ งานแบบบูรณาการ
31 บทที ่ การส่งเสริมเคหกิจเกษตร ในครัวเรือนเกษตรสูงวัย 2 ตอนที่ 1 การส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือนเกษตรกรสูงวัย 1.1 ความสำ คัญของการส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือน เกษตรกรสูงวัย 1) ความหมายของการส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหาร ตามความหมายขององค์กรอาหารและเกษตรแห่งชาติ(FAO) ความมั่นคงด้านอาหารหมายถึง“สภาวะที่คนทุกคนและทุกขณะเวลามีความสามารถ ทั้งทางกายภาพและทางเศรษฐกิจที่สามารถเข้าถึงอาหารที่เพียงพอ ปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการเพื่อตอบสนอง ความต้องการและความพึงพอใจ ด้านอาหารเพื่อให้เกิดชีวิตที่มีพลัง และมีสุขภาพ”
32 สำ�หรับการส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือน จึงหมายถึง การเกื้อหนุนและช ่วยเหลือให้ครัวเรือนเกษตรกรมีอาหารบริโภค อย่างเพียงพอ โดยที่อาหารนั้นต้องมีความปลอดภัยมีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสม เพื่อการมีสุขภาวะที่ดีโดยการใช้รูปแบบ เทคนิค วิธีการส่งเสริมด้วยการ จัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับครัวเรือนเกษตรกร ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการเก็บรักษา เพื่อเป็นแหล่งอาหารของครัวเรือนและชุมชนลดการพึ่งพาอาหารจากภายนอก และมีการสำ�รองอาหารไว้บริโภคทั้งในสภาวะปกติและเกิดภาวะวิกฤตโดยเริ่มจาก การส่งเสริมให้ครอบครัวและชุมชนมีความสามารถในการพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งเป็นพื้นฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป 2) โภชนาการอาหารสำาหรับผู้สูงวัย ในวัยผู้สูงอายุจะมีการเปลี่ยนแปลงทางร่ายกาย จิตใจ และอารมณ์ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงด้านสรีระร่างกายที่มีผลกับการรับประทานอาหาร การย่อย การดูดซึม รวมไปถึงการรับกลิ่นและรสที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้เกิดอาการ เบื่ออาหาร กินน้อย หรือบางคนเลือกกิน ทำ�ให้กินไม่หลากหลาย ถ้าปล่อยไว้นานขึ้น สารอาหารที่ได้รับจะไม่ครบถ้วน กลายเป็นปัญหาทางโภชนาการในผู้สูงอายุได้ ดังนั้นหากอยากให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพดีห ่างไกลโรคจำ�เป็นต้องใส ่ใจในเรื ่อง ของอาหารตั้งแต่การเลือกเมนูอาหารที่เหมาะสม วัตถุดิบที่สด สะอาด และปลอดภัย เพื่อให้พลังงานและสารอาหาร อย่างครบถ้วน
33 ผู้สูงอายุเป็นวัยที่ร่างกายกำ�ลังเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว แต่ความต้องการสารอาหารยังคงเหมือนกับคนวัยอื่น แตกต่างกันในลักษณะ และปริมาณโดยความต้องการพลังงานจะน้อยลงเนื่องจากผู้สูงอายุมีกิจกรรมลดลง และอัตราการเผาผลาญอาหารลดลงภาวะโภชนาการจึงมีความสำ�คัญต่อสุขภาพ ผู้สูงอายุเป็นอย่างยิ่ง ในการชะลอความเสื่อม และฟื้นฟูสุขภาพให้ดีขึ้นรวมทั้ง ยังสามารถลดความรุนแรงของการเจ็บป่วยจากภาวะโรคเรื้อรัง ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น หากผู้สูงอายุได้รับพลังงาน และสารอาหารอย่างเพียงพอ จะทำ�ให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพแข็งแรงการเจ็บป่วยลดลง และสามารถช่วยเหลือตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ แต่หากผู้สูงอายุได้รับสารอาหาร ไม่เพียงพอจนเกิดภาวะทุพโภชนาการ จะส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจาง เลือดออก ตามไรฟัน กระดูกบาง และหากผู้สูงอายุได้รับสารอาหารมากเกินความจำ�เป็น ของร่างกายจะส ่งผลให้เกิดโรคเบาหวานความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ภาวะน้ำ�หนักเกิน และโรคอ้วนได้ 2.1) ความต้องการสารอาหารในผู้สูงอายุ โดยทั่วไปใน 1 วัน ผู้สูงอายุควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ และหลากหลายชนิด ในปริมาณ ที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เพื่อให้น้ำ�หนักอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ดังต่อไปนี้
34 (1) พลังงาน ผู้สูงอายุมีความต้องการพลังงานน้อยกว่า คนวัยหนุ่มสาว เนื่องจากผู้สูงอายุมีเนื้อเยื่อที่ค่อนข้างปราศจากไขมัน และทำ�กิจกรรม ต่าง ๆ ลดลง ซึ่งความต้องการพลังงานขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ทำ�และส่วนประกอบ ของร่างกาย ความต้องการพลังงานในวัยผู้ใหญ่ประมาณ 1.5 เท่าของความต้องการ พลังงานพื้นฐานเมื่ออายุ 51-75 ปีความต้องการพลังงานจะลดลงร้อยละ 10 ของพลังงานทั้งหมดและจะลดลงเพิ่มขึ้น ร้อยละ 10-15 เมื่ออายุมากกว่า 75 ปี ข้อกำ�หนดความต้องการสารอาหารที่ควรได้รับประจำ�วันของผู้สูงอายุ ได้กำ�หนด ให้ผู้สูงอายุชายและหญิงได้รับพลังงานจากอาหารไม่เกินวันละ 2,250และ1,850 กิโลแคลอรี่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ทำ� สารอาหารที่ให้พลังงาน ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรตและไขมัน (2) โปรตีน ผู้สูงอายุต้องการสารอาหารโปรตีนไม่ลดลง จาก วัยหนุ่มสาว บางครั้งอาจจะต้องเพิ่มขึ้น โดยผู้สูงอายุควรได้รับสารอาหารโปรตีน 1กรัมต่อน้ำ�หนักตัว1กิโลกรัมต่อวันจึงจะเพียงพอต่อสมดุลของไนโตรเจนได้ดีที่สุด ความต้องการโปรตีนจะเพิ่มมากขึ้นถ้าร่างกายมีความเครียดจากการได้รับบาดเจ็บ การติดเชื้อ การผ่าตัดหรือการเจ็บป่วย โดยอาหารที่ให้โปรตีนคุณค่าสูง ได้แก่ เนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่วเหลือง เป็นต้น ผู้สูงอายุควรดื่มนม อย่างน้อยวันละ 1 แก้ว และรับประทานไข่สัปดาห์ละ 3 ฟอง
35 (3) ไขมัน อาหารไขมัน โดยเฉพาะไขมันจากสัตว์เป็นสาเหตุ ทำ�ให้คอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น และเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดหัวใจ ร่างกาย จึงต้องการไขมันในปริมาณที่น้อย เนื่องจากการย ่อยไขมันในผู้สูงอายุลดลง ความต้องการสารอาหารไขมันของผู้สูงอายุจึงไม่ควรเกินร้อยละ 30 ของพลังงาน ทั้งหมดและมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวไม่เกินร้อยละ 10ของพลังงานทั้งหมดคอเลสเตอรอล ในอาหารไม่ควรเกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน (4) คาร์โบไฮเดรต ปริมาณคาร์โบไฮเดรต ที่ควรได้รับ ในผู้สูงอายุควรเป็นร้อยละ 55 ของพลังงานทั้งหมด และควรเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ธัญพืชไม่ขัดสีขนมปังโฮลวีท เป็นต้น มากกว่าน้ำ�ตาล เชิงเดี่ยว (simple sugar) เนื่องจากพบว่า น้ำ�ตาลในเลือดสูง โดยเฉพาะซูโครส ก่อให้เกิดปัญหาภาวะน้ำ�ตาลในเลือดสูง และภาวะดื้อต่ออินซูลิน นอกจากนี้ ปัญหา Lactose intolerance อาจเกิดได้ในผู้สูงอายุบางราย อันเนื่องมาจากระดับ ของเอนไซม์แลคเตส ในลำ�ไส้เล็กที่ลดลงในผู้สูงอายุที่ไม่ได้มีการดื่มนมเป็นประจำ� ทำ�ให้เกิดท้องอืด หรือท้องเดิน ซึ่งเป็นผลจากร่างกาย ไม่สามารถย่อยคาร์โบไฮเดรต ที่เป็นน้ำ�ตาลแลคโตสได้ (5) วิตามินและเกลือแร่ ผู้สูงอายุมีความต้องการวิตามิน บางตัวในปริมาณไม่มากแต่วิตามินทุกตัวมีบทบาทสำ�คัญ โดยเฉพาะทำ�หน้าที่เป็น โคเอนไซม์ ในเมตาบอลิซึมต่าง ๆ และแร่ธาตุทำ�หน้าที่เป็นส่วนประกอบของเซลล์ เนื้อเยื่อกระดูก หรือทำ�หน้าที ่เป็นโคแฟคเตอร์ ในปฏิกิริยาต ่าง ๆ ในร่างกาย ซึ่งผู้สูงอายุมักรับประทานอาหารได้น้อย จึงทำ�ให้เกิดความบกพร่องของวิตามิน และแร่ธาตุ ในร่างกายผู้สูงอายุมักมีปัญหาการขาดวิตามินบีสิบสอง ธาตุเหล็ก และแคลเซียม อันเนื่องมาจากรับประทานอาหารน้อยลง และประสิทธิภาพการดูดซึม อาหารในลำ�ไส้ลดลง รวมทั้งการสูญเสียอาหารต่าง ๆ จากการเป็นโรคเรื้อรัง ดังนั้นการจัดหมู่อาหารให้มีความหลากหลายและในปริมาณเหมาะสม จะช่วยให้ ภาวะโภชนาการ วิตามิน และแร่ธาตุของผู้สูงอายุอยู่ในสภาวะที่สมดุล
36 2.2) หลักการทั่วไปในการเลือกและเตรียมอาหารสำ�หรับ ผู้สูงอายุ มีดังนี้ (1) เลือกอาหารที่มีในท้องถิ่น ออกตามฤดูกาลเพราะจะทำ�ให้ ได้รับสารอาหารสูงสุดไม่มีสารเคมีที่ใช้บังคับให้ออกนอกฤดูและควรเป็นอาหาร ที่ผู้สูงอายุชอบรับประทาน เพราะจะทำ�ให้ผู้สูงอายุรับประทานได้มากขึ้น (2) เลือกอาหารที่มีลักษณะเป็นของเหลวหรือกึ่งของเหลว เพื่อให้กลืนง่ายไม่ติดคอ เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก นมถั่วเหลือง เป็นต้น (3) เลือกอาหารที่มีเนื้อสัมผัสอ่อนนุ่ม เพื ่อให้เคี้ยว และย่อยง่ายเช่น ข้าวหุงนิ่ม ๆ ปลา ไข่ เต้าหู้ผักต้ม เป็นต้น (4) ดื่มน้ำ�ผลไม้คั้นสดแทนผลไม้สด โดยอาจใช้การปั่นทั้งลูก เพื่อให้ได้ใยอาหาร (5) ควรนำ�ไขมันหรือเส้นใยที่เหนียวออกก่อนประกอบอาหาร ประเภทเนื้อสัตว์ (6) ควรใช้การฉีกสับ ปั่น บด หั่นอาหารเป็นชิ้นเล็กเพื่อช่วยให้ การเคี้ยวและการกลืนง่ายขึ้น โดยเฉพาะอาหารที่มีเส้นใยสูง เช่น ผัก เนื้อสัตว์ เป็นต้น (7) หลีกเลี่ยงอาหารที่มีลักษณะเหนียว เคี้ยวยาก หรืออาหาร ที่สามารถติดตามซอกฟันได้ (8) หลีกเลี่ยงอาหารที่ร้อน แห้ง รสเค็ม รสเผ็ด รสเปรี้ยว หรือเป็นกรด เพื่อลดความระคายเคืองหรือความเจ็บปวดในช่องปาก 2.3) แนวทางการบริโภคอาหารสำ�หรับผู้สูงอายุทั่วไป มีดังนี้ (1) อาหารประเภทข้าว แป้ง ก๋วยเตี๋ยว ควรบริโภค แต่พอควรและน้อยกว่าวัยหนุ่มสาวเช่น บริโภคให้น้อยลงมื้อละ1 ทัพพีและควรลดอาหาร ประเภทน้ำ�ตาล น้ำ�หวาน น้ำ�อัดลม ขนมหวาน เพื่อป้องกันโรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคไขมันในเลือดสูง (2) อาหารประเภทเนื้อสัตว์ควรเลือกเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน นุ่ม เคี้ยวง่าย อาจสับหรือเคี่ยวให้เปื่อย เนื้อปลาและไข่เป็นอาหารที่เหมาะสมสำ�หรับ ผู้สูงอายุ เพราะมีลักษณะนุ่มเคี้ยวง่ายย่อยและดูดซึมได้ดี ผู้สูงอายุอาจเลือก รับประทานเฉพาะไข่ขาวถ้าพบปัญหาไขมันในเลือดสูง
37 (3) นม ผู้สูงอายุควรดื่มนมอย่างน้อยวันละ1แก้วหากมี ปัญหาไขมันในเลือดสูงหรือน้ำ�หนักมาก ให้ดื่มนมพร่องมันเนย หรือนมถั่วเหลืองแทน หากมีอาการท้องอืดท้องเสียเนื่องจากร่างกายไม่สามารถย่อยน้ำ�ตาลแลคโตสใน นมวัวได้ควรเปลี่ยนเป็นนมเปรี้ยว โยเกิร์ตหรือนมถั่วเหลือง (4) อาหารประเภทไขมัน ควรลดอาหารที่มีไขมันสูง หรืออาหารที่มันจัดอาหารทอด แกงกะทิต่าง ๆ ควรใช้น้ำ�มันพืชที่มีกรดไลโนเลอิค ในการปรุงอาหาร เช่น น้ำ�มันถั่วเหลือง น้ำ�มันรำ�ข้าว น้ำ�มันข้าวโพด น้ำ�มันดอก คำ�ฝอย หลีกเลี่ยงการใช้ไขมันจากสัตว์และน้ำ�มันมะพร้าว (5) อาหารประเภทผักและผลไม้ผู้สูงอายุควรเลือกกินผัก หลาย ๆ ชนิดสลับกัน ควรเป็นผักที่นึ่งหรือต้มจนสุกไม่ควรบริโภคผักสด เนื่องจาก ย่อยยาก เกิดแก๊สท้องอืดท้องเฟ้อได้ผลไม้ควรกินทุกวันเพื่อให้ได้วิตามินซีและใยอาหาร และควรเป็นผลไม้เนื้อนุ่ม เคี้ยวง่าย เช่น มะละกอ กล้วยสุก ถ้าผู้สูงอายุ เป็นโรคเบาหวานหรือน้ำ�หนักตัวมาก ไม่ควรกินผลไม้ที่มีรสหวานจัด เช่น ลำ�ไย ทุเรียน ขนุน เป็นต้น (6) น้ำ� ผู้สูงอายุควรดื่มน้ำ�ให้เพียงพอในรูปแบบแกงจืดหรือ ซุปร้อนๆ เพื่อกระตุ้นความอยากอาหาร (7) จำ�นวนมื้ออาหารควรแบ่งเป็นวันละ 5-6 มื้อ เพื่อป้องกัน การแน่นท้อง โดยมื้อกลางวันเป็นอาหารหลัก และเพิ่มมือสายหรือบ่าย (8) จัดอาหารให้มีสีสัน กลิ่น รส น่ารับประทานอาหารควร อุ่นหรือร้อนพอควรและควรบริโภคพร้อมกับสมาชิกในครอบครัว เพื่อให้รับประทาน อาหารได้มากขึ้น 2.4) ภาวะทุพโภชนาการในผู้สูงอายุ ภาวะทุพโภชนาการ เป็นภาวะ ที่ร่างกายได้รับสารอาหารหรือพลังงานในปริมาณที่ไม่เหมาะสม โดยครอบคลุมทั้ง ภาวะโภชนาการต่ำ�หรือภาวะที่ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำ�เป็นไม่เพียงพอ ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพของผู้สูงอายุ เช่น เกิดภาวะขาดสารอาหารในผู้สูงอายุมีความ อยากอาหารลดลง น้ำ�หนักตัวลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุกล้ามเนื้ออ่อนแรงง่วงซึมไข้สูง มีอาการอาเจียนที่ไม่สามารถควบคุมได้และถ้าเกิดบาดแผลจะหายช้ากว่าปกติ มีจ้ำ�เลือดขึ้นตามตัวง่าย การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันบกพร่องและเสี่ยงต่อการ
38 ติดเชื้อโรคต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งคนในครอบครัวหรือผู้ดูแล สามารถที่จะป้องกันไม่ให้ เกิดภาวะทุพโภชนาการในผู้สูงอายุได้ดังนี้ (1) จัดเตรียมอาหารให้เลือกรับประทานหลากหลาย และสามารถหยิบรับประทานได้ง่าย (2) ควรเพิ่มมื้อของว่างในช่วงกลางวันระหว่างอาหาร มื้อหลักเพื่อให้ได้รับสารอาหารและพลังงานเพิ่มขึ้นเพิ่มคุณค่าของอาหารในแต่ละมื้อ ที่รับประทาน เช่น เพิ่มสัดส่วนของไขมันดีโดยการเติมน้ำ�มันมะกอกลงในเครื่องปรุงรส ผักสด ธัญพืช และรับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูง (3) หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มีคุณค่าทาง โภชนาการ เช่น ชา กาแฟ น้ำ�อัดลม เพราะจะทำ�ให้ไม่รู้สึกอยากรับประทานอาหารต่อ (4) รับประทานอาหารเสริมเพื่อช่วยให้ร่างกายได้รับสาร อาหารชนิดต่าง ๆ ในปริมาณที่เพียงพอ เช่น วิตามิน และเกลือแร่ เป็นต้น (5) หมั่นดูแลรักษาฟันและเหงือก รักษาความสะอาดปาก และฟัน ก่อน - หลังอาหาร (6) จัดให้ได้พักก่อนมื้ออาหารและจัดสิ่งแวดล้อมให้สะอาด ผ่อนคลายและสดชื่น อย่างไรก็ตามควรรับประทานอาหารพร้อมหน้า กับคนใน ครอบครัว หรือเชิญเพื่อนวัยเดียวกันมารับประทานอาหาร อย่าปล่อยให้ผู้สูงอายุ รับประทานอาหารคนเดียว และผู้ดูแลต้องประเมินภาวะโภชนาการในผู้สูงอายุ อย่างสม่ำ�เสมอ สำ�หรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพใด ๆ ที่อาจทำ�ให้เสี่ยงต่อการเกิด ภาวะทุพโภชนาการ ควรรีบปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทันที 3) ความสำ คัญของการส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือน เกษตรกรสูงวัย จากข้อมูลทางโภชนาการที่เกี่ยวข้องสำ�หรับผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นวัย ที่มีการเปลี่ยนแปลงระบบการทำ�งานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย และส่งผล กระทบต่อภาวะโภชนาการได้ทั้งปัญหาการขาดสารอาหาร และภาวะโภชนาการเกิน อาจก ่อให้เกิดโรคเรื้อรังได้เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้จะชะลอหรือป้องกันได้จากการดูแลเอาใจใส่ให้คำ�แนะนำ� เรื่องการบริโภคอาหารโดยผู้สูงอายุจำ�เป็นต้องรับประทานอาหารให้ครบ5หมู่ทุกวัน
39 แต่แตกต่างกันในด้านปริมาณอาหารที่ลดลงและลักษณะของอาหาร การเลือก บริโภคอาหารให้เหมาะสมกับวัย ทั้งด้านคุณภาพและปริมาณ จะช่วยให้ผู้สูงอายุ มีสุขภาพที่แข็งแรงมีภูมิต้านทานโรคอีกทั้งยังสามารถป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ ได้ดังนั้น ในครัวเรือนเกษตรกรสูงวัยจึงมีความจำ�เป็นอย่างยิ่งที่จะต้องส่งเสริมให้มี ความมั่นคงด้านอาหารด้วยเช่นกัน การส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหารด้านอาหาร ในครัวเรือนมีความสำ�คัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของครัวเรือนเกษตรกรตั้งแต่ ในระดับพื้นฐาน ดังต่อไปนี้ 3.1) การส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือนทำ�ให้ครัวเรือน มีความกินดีอยู่ดีโดยเริ่มต้นตั้งแต่การผลิตอาหารที่ดีมีคุณภาพ มีคุณค่าทางโภชนาการ ปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของสมาชิกในครัวเรือน ไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิด ความไม่มั่นคงทางด้านอาหารอย่างกะทันหันขึ้น พร้อมทั้งมีการอนุรักษ์พัฒนา และใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นปัจจัยการผลิตอย่างฉลาด เพื่อพัฒนาฐานราก ความมั่นคงด้านอาหารของเกษตรกรตั้งแต่ในระดับครัวเรือนชุมชนไปจนถึง ระดับประเทศ
40 3.2) ก า ร ส่ งเ ส ริ ม ค ว า ม มั่น ค ง ด้ าน อ าห า รใน ค รั วเ รื อน ทำ ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้เป็นการสนับสนุนให้ครัวเรือนเกษตรกร ลดการพึ่งพา จากปัจจัยภายนอก โดยการสนับสนุนผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ที่ทำ การผลิต โดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ทั้งในชุมชนและท้องถิ่นชนบทให้เกิดประโยชน์สูงสุด สนับสนุนและช ่วยเหลือในการเป็นพี ่เลี้ยง เพื ่อช ่วยวางแผนการใช้ทรัพยากร ธรรมชาติและการสำ รองอาหารในครัวเรือนไว้ในยามฉุกเฉินเมื่อเกิดภัยพิบัติ ธรรมชาติหรือเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น 3.3) การส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือนเป็นการ เสริมสร้างสุขภาวะที่ดีในครัวเรือน โดยเริ่มตั้งแต่การมีอาหารบริโภคอย่างเพียงพอ โดยที่อาหารนั้นต้องมีความปลอดภัยมีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสม ทุกคนสามารถเข้าถึงอาหารได้อย่างเสมอภาค สามารถใช้ประโยชน์จากอาหาร ได้อย่างคุ้มค่าและได้ประโยชน์สูงสุด รวมไปถึงสามารถเข้าถึงอาหารอย่างพอเพียง สม่ำ เสมอไม่มีความเสี่ยงเมื่อเกิดการขาดแคลนอาหารอย่างกะทันหันเมื่อเกิดวิกฤต ต่าง ๆ เช่น วิกฤตเศรษฐกิจ หรือการเกิดภัยธรรมชาติ
41 ดังนั้น การส ่งเสริมความมั ่นคงด้านอาหารในครัวเรือน จึงมีความสำ คัญต่อการลดความเสี่ยงในการขาดอาหารในอนาคตได้ โดยเริ่มจาก สร้างความตระหนักถึงสถานการณ์ความมั่นคงด้านอาหารให้กับคนในครอบครัว โดยเน้น การมีอาหารเพียงพอ การเข้าถึงอาหาร การใช้ประโยชน์จากอาหาร และเสถียรภาพ ด้านอาหาร รวมถึงการวางแผนร่วมกันเพื่อวิเคราะห์ปัญหาและดำ เนินการ สร้างความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือนและชุมชนให้เหมาะสมกับพื้นที่ ในขณะที ่ เกษตรกรสูงวัยก็ต้องเลือกบริโภคอาหารให้เหมาะสมกับวัยที่มีการเปลี่ยนแปลง อยู่เสมอโดยจำ เป็นต้องรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่แต่ในปริมาณอาหารที่ลดลง และลักษณะของอาหารที่เหมาะสม การส่งเสริมให้เกษตรกรสูงวัยผลิตอาหารเอง ง่าย ๆ ในครัวเรือน เช่น ปลูกพืชผักสวนครัว ที่เป็นแหล่งสารอาหารประเภทวิตามิน และเกลือแร่ หรือ การเลี้ยงไก่ไข่และปลา ซึ่งเป็นแหล่งของสารอาหารประเภทโปรตีน หรือการเลือกกิจกรรมการเกษตรอื่น ๆ ที่ไม่ได้ใช้แรงงานที่หนักจนเกินไป จึงเป็น ทางเลือกที่เหมาะสมสำ หรับเกษตรกรสูงวัย สำ หรับผลิตอาหารไว้บริโภคเอง นอกจากนี้ กลุ่มเกษตรกรสูงวัย ซึ่งนับเป็นผู้อาวุโสที่อาศัยอยู่ในครอบครัวที่มีสมาชิกหลากหลาย ช่วงวัย จึงควรเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องการผลิตและบริโภคอาหารที่ดีมีคุณภาพ และมีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย ตลอดจนลดภาระค่าใช้จ่ายค่าอาหารในครัวเรือน ได้อีกด้วย 1.2 การดำ เนินงานส่งเสริมส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหาร ในครัวเรือนเกษตรกรสูงวัย 1) การวิเคราะห์พื้นที่และประเมินสถานการณ์ความมั่นคง ด้านอาหารในครัวเรือนเกษตรกรสูงวัย การวิเคราะห์พื้นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินสถานการณ์ความ มั่นคงด้านอาหารทั้ง 4 มิติโดยวิเคราะห์ใน 2 ระดับ คือ ระดับครัวเรือน และระดับ ชุมชน โดยการจัดทำ เวทีชุมชนแบบมีส่วนร่วมในพื้นที่เป้าหมาย ทำ การประเมิน ปัญหาและวิเคราะห์สถานการณ์ในชุมชน เพื ่อให้เข้าใจว ่าชุมชนมีองค์ประกอบ โครงสร้างคุณลักษณะทางกายภาพ ชีวภาพ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ตลอดจน ปัญหาและปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชน เพื่อที่จะได้กำ หนดและวางแผน การสร้างความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือนได้โดยดำ เนินการ ดังนี้
42 1.1) การประเมินภาพรวม ว่าปัญหาใดมีความสำ คัญมากกว่ากัน ในพื้นที่ โดยทำ การประเมินจากสถานการณ์ความมั่นคงด้านอาหาร ทั้ง 4 มิติ ทั้งในระดับครัวเรือน และระดับชุมชน เพื่อจัดลำดับความสำคัญของปัญหาในเบื้องต้น 1.2) วิเคราะห์พื้นที ่ เพื่อหาสาเหตุของปัญหาต้องศึกษาอย่าง เป็นระบบ ว่าชุมชนนั้นมีสภาพโดยรวมอย่างไร มีเงื่อนไขทางด้านสิ่งแวดล้อมรูปแบบ การผลิตหรือการทำมาหากิน แหล่งทรัพยากรหรือแหล่งอาหารจากที่ใดคนในชุมชน สามารถเข้าถึงได้หรือไม่ ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในชุมชน ปัจจัยหรืออิทธิพล จากชุมชนภายนอกมาเกี่ยวข้องอย่างไร ถ้าสามารถรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ได้ก็จะ นำมาซึ่งความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลง และปัญหาที่เกิดขึ้นได้โดยสามารถวิเคราะห์ ข้อมูล ได้จาก (1) ข้อมูลพื้นฐานของชุมชน ได้แก่ สภาพภูมิประเทศ และการตั้งบ้านเรือน ลักษณะโครงสร้างของประชากร ลักษณะโครงสร้างการศึกษา และสาธารณูปโภคของชุมชน ข้อมูลสาธารณสุข ประวัติและความเป็นมา (2) ข้อมูลลักษณะเศรษฐกิจและการใช้ทรัพยากรในการผลิต การแลกเปลี่ยนและการบริโภค ได้แก่ การถือครองที่ดินการผลิตของชุมชน ในด้านต่าง ๆ การแลกเปลี่ยนและการบริโภค (3) ข้อมูลเกี่ยวกับระบบสังคมและการเมืองได้แก่ครอบครัว และเครือญาติกลุ่ม/องค์กรในชุมชน ความสัมพันธ์ของบุคคลหรือกลุ่มในชุมชน ความคิด ความเชื่อ วัฒนธรรม 1.3) วิเคราะห์สถานการณ์ด้านอาหารและแหล่งอาหาร ของครัวเรือนและในชุมชน ได้แก่ (1) แหล่งอาหารทั้งจากธรรมชาติผลิตเองซื้อจากภายนอก และความหลากหลายของอาหาร (2) การเข้าถึงทรัพยากรที่เหมาะสม มีคุณค่าทางโภชนาการ (3) ปริมาณที่บริโภคอย่างเพียงพอ ถูกสุขอนามัย (4) เข้าถึงแหล่งอาหารอย่างเพียงพอตลอดเวลาแม้ในยาม เกิดความแคลนขึ้นมาอย่างกะทันหัน