43 1.4) แหล ่งข้อมูล ในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยแหล่งข้อมูล มีที่มาจาก 2 แหล่ง คือ (1) ข้อมูลทุติภูมิอาจจะอยู่ในรายงานหรือในหนังสือต่าง ๆ เช่น ข้อมูลด้านสาธารณสุขของชุมชน ข้อมูลความจำ เป็นพื้นฐาน (จปฐ.) และข้อมูลด้านการพัฒนาการเกษตรของชุมชน เป็นต้น (2) ข้อมูลภาคสนามหรือข้อมูลปฐมภูมิต้องลงไปเก็บข้อมูล ในพื้นที่ ซึ่งมีเครื่องมือหลากหลายชนิดที่สามารถนำ มาประยุกต์ใช้ในการเก็บข้อมูล ให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ การเก็บข้อมูลในบางเรื่องอาจต้องใช้หลายเครื่องมือ ประกอบกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจได้อย่างแท้จริง เมื่อกำ หนดกรอบ/ประเด็นในการ ศึกษาและเก็บข้อมูลชัดเจนแล้ว ให้รวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการประเมินสภาวะแบบ มีส่วนร่วมของชุมชน โดยนัดประชุมร่วมกับชุมชน ผู้สูงอายุผู้นำ หมู่บ้าน กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำ บล เป็นต้น เพื่อรวบรวมข้อมูลที่สำ คัญในด้านต่าง ๆ ของชุมชนโดยให้ผู้เข้าร่วมประชุมแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระพร้อมทั้งนำ เสนอ กรอบแนวคิดหรือประเด็นคำ ถาม เพื ่อให้ผู้เข้าร ่วมประชุมสามารถตอบคำ ถาม หรือเพิ่มเติมข้อมูล 1.5) วิธีการและเครื ่องมือที ่ใช้ในการเก็บข้อมูล ที่นิยมใช้กัน แพร่หลาย ได้แก่ (1) การสังเกตด้วยตนเอง (2) การทำแผนที่ชุมชนและแผนที่ทรัพยากร โดยให้ชาวบ้าน มีส่วนร่วมกันจัดทำแผนที่ เพื่อทำ ให้เกิดความเข้าใจชุมชนมากขึ้น
44 (3) การสัมภาษณ์โดยการตั้งคำถาม เพื่อค้นหาข้อมูลที่เจาะลึก ตรงประเด็น (4) การจัดทำ ปฏิทินกิจกรรมการปลูกพืชเลี้ยงสัตว์เพื่อบันทึก ข้อมูลกิจกรรมของชุมชน ในแต่ละช่วงเวลาในรอบปี (5) การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม(SWOT Analysis)วิเคราะห์ จุดแข็งจุดอ่อนของชุมชน ทั้ง4มิติเป็นการวิเคราะห์หาความต้องการของครัวเรือน และชุมชน โดยการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อหาคำ ตอบให้ได้ว่าสิ่งที่ครัวเรือน และชุมชนต้องการ ส่งเสริมให้เกิดความมั่นคงด้านอาหารคืออะไรบ้าง เพราะความต้องการ บางอย่างอาจจะไม่ใช่สิ่งที่จำ เป็นต้องมีจริง ๆ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อวิเคราะห์ในมิติการมีอาหารที่เพียงพอแล้ว พบว่าในครัวเรือนไม่มีชนิดอาหาร ที่หลากหลายเพียงพอสำ หรับการบริโภคตามหลักโภชนาการ เช่น มีแต่ผัก และปลา แต่ไม่มีหมูหรือไก่เลยเมื่อจัดเวทีชุมชนแล้วชุมชนต้องการให้มีการลงทุนเพื่อจัดสร้าง โรงเรือนเลี้ยงไก่เนื้อ ต้องใช้เงินลงทุนจำ นวนมากเกินกำลังของชุมชน ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ แล้วอาจจะไม่จำ เป็นต้องจัดสร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่เนื้อก็ได้เพราะมีแหล่งอาหาร โปรตีน คือ ปลาอยู่แล้ว อาจจะแค่ลงทุนปรับปรุงขยายบ่อเลี้ยงปลา เพิ่มชนิด ภาพตัวอย่างแผนที่อาหารชุมชนบ้านนาอีสาน จังหวัดฉะเชิงเทรา
45 ภาพตัวอย่างการใช้เครื่องมือ SWOT ในการวิเคราะห์ และจำ นวนของปลาที่เลี้ยงให้หลากหลายชนิดขึ้นโดยใช้เงินลงทุนไม่มากนัก ดังนั้น จะเห็นได้ว่าความต้องการของครัวเรือนและชุมชน ก็ต้องพิจารณาควบคู่ไปกับ ความจำ เป็นด้วยเช่นกัน 2) ขั้นตอนการดำ เนินงานสร้างความมั่นคงด้านอาหารใน ครัวเรือนเกษตรกรสูงวัย หลังจากกลุ่มเกษตรกรสูงวัยร่วมกับคนในชุมชน วิเคราะห์พื้นที่ ประเมินสถานการณ์ปัจจุบันของตนเองว่ามีอาหารประเภทใดยังขาดแคลนอยู่ และต้องการผลิตอาหารประเภทใดเพิ่มเติม หลังจากนั้น จึงร่วมกันวางแผนในการ สร้างความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือนตนเองถ่ายทอดความรู้และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จากการจัดกระบวนการเรียนรู้และขั้นตอนต่อมาจะเป็นการดำ เนินงานส่งเสริม ความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรมซึ่งมีขั้นตอนการดำ เนินการ ดังนี้
46 2.1) การส่งเสริมการผลิตอาหารเพื่อบริโภคภายในครัวเรือน และชุมชน การส่งเสริมการผลิตอาหารเพื่อบริโภคภายในครัวเรือน คือการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้พื้นที่บริเวณที่อยู่อาศัยให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการปลูกพืชผักสวนครัว การเลี้ยงสัตว์และประมง ไว้บริโภคภายในครัวเรือน และชุมชน อันจะส ่งผลให้ครัวเรือนมีแหล ่งอาหารสำ หรับบริโภคที่เหมาะสม และเพียงพอกับความต้องการสมาชิกใครอบครัว โดยต้องคำ นึงถึงหลักการและรูปแบบ ดังต่อไปนี้ (1) หลักการปลูกผักสวนครัวเพื่อบริโภค • ปลูกพืชผักตามความต้องการบริโภคอาหาร ของบุคคลในครอบครัวเกษตรกร • ปลูกผักผลไม้ที่ไว้บริโภคในชีวิตประจำ วันหลายชนิด ให้มากที่สุดที่สามารถเก็บรับประทานได้ตลอดทั้งปีโดยการทำ ไร่นาสวนผสม และเกษตรผสมผสาน • เลือกวิธีปลูกพืชผักผลไม้ที่ปลอดภัยจากสารพิษ เก็บไว้บริโภคหรือจำ หน่ายอย่างถูกวิธีอย่างเหมาะสม • วิธีการใส่ปุ๋ยหรือยา จะต้องปฏิบัติตามคำ แนะนำ ไม่ใส่ในปริมาณที่มากกว่าข้อกำ หนด หรือเก็บไปบริโภคหรือจำ หน่ายเร็วกว่ากำ หนด ซึ่งจะทำ ให้เกิดสารตกค้างเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคและเสียค่าใช้จ่ายเกินความจำ เป็น • ปลูกผักผลไม้โดยไม่ใส่สารเคมีได้แก่ การทำ การ เกษตรแบบผสมผสาน การทำ การเกษตรโดยการใช้สารสกัดธรรมชาติการเกษตร โดยชีววิธีหรือเกษตรอินทรีย์การใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด • เลือกปลูกผักที่แตกต่างกัน ที่สามารถรับประทาน ได้หลาย ๆ ส่วน การเลือกประเภทผักสวนครัวที่จะปลูกอาจจะพิจารณาจากการ แยกประเภทพืชผักที่บริโภคได้จากส่วนต่าง ๆ คือ ประเภทผักกินใบยอดและก้าน เช่น ผักบุ้ง ผักตำ ลึง ผักโขม และคะน้า เป็นต้น ประเภทกินดอก เช่น ดอกขจร ดอกแคดอกโสนและกะหล่ำ ปลีเป็นต้น ประเภทกินผลเช่น บวบ ฟักทองมะเขือต่างๆ กระเจี๊ยบ ประเภทกินราก เช่น ขมิ้น ขิงอ่อน และกระชาย เป็นต้น
47 (2) รูปแบบแปลงปลูกผักสวนครัว • แบบที่ 1 การดำ เนินกิจกรรมในพื้นที่น้อย และสภาพดินไม่เหมาะสมกับการปลูกพืช ไม่สามารถปลูกพืชแบบยกแปลงได้ ให้ทำ การใส ่ดิน แกลบ และปูนขาว ในกระบะหรือยางรถมอเตอร์ไซค์ ผสมให้ เข้ากันแล้วพักไว้7 วันก่อนปลูกพืช และปลูกพืชในพื้นที่ที่มีแสงแดดส่องถึง สามารถ ทำ ได้ทุกครอบครัว นอกจากนี้ยังปลูกพืชได้ตลอดปีตามฤดูกาลที่เหมาะสมกับพื้นที่นั้น ๆ • แบบที่ 2 การดำ เนินกิจกรรมในพื้นที่ประมาณ 1 – 2 งาน ดินเหมาะสมสำ หรับการปลูกพืช สามารถปลูกพืชแบบยกแปลงได้ โดยปลูกพืชผักสวนครัวที่ต้องการบริโภค เช่น พริก ผักกาดขาว ผักกาดหอม ตะไคร้เป็นต้น และทำ ปุ๋ยหมักในบ่อซีเมนต์ ภาพตัวอย่างรูปแบบแปลงปลูกผักสวนครัว แบบที่ 1
48 ภาพตัวอย่างรูปแบบแปลงปลูกผักสวนครัว แบบที่ 2 • แบบที ่ 3 กรณีไม ่มีพื้นที ่บริเวณรอบบ้านในการ ดำ�เนินกิจกรรมทางการเกษตร สามารถดำ�เนินการปลูกพืชผักสวนครัวตามหัวไร่ปลายนา ได้ตามความเหมาะสม สำ�หรับบ้านในเขตเมือง สามารถปลูกผักสวนครัวในภาชนะ ที่ไม่ใช้แล้ว หรือกะลามะพร้าว ยางรถยนต์แขวนหรือวางประดับบ้าน เพิ ่มความสวยงามได้อีกทางหนึ่ง ภาพตัวอย่างรูปแบบแปลงปลูกผักสวนครัว แบบที่ 3 2.2) การเข้าถึงอาหาร การส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงอาหาร คือ การแนะนำ�ให้ ครอบครัวเกษตรกรมีความรู้ด้านการบริโภคอาหาร และการประกอบอาหารที่ถูกต้อง ตามหลักโภชนาการ ดังนี้
49 (2) บริโภคอาหารตามหลักธงโภชนาการโดยอาหารแต่ละ กลุ่มสามารถเลือกสลับเปลี่ยนหมุนเวียนกันได้ภายในกลุ่มเดียวกัน สำ�หรับกลุ่มข้าว - แป้ง ให้บริโภคข้าวเป็นหลัก อาจสลับกับผลิตภัณฑ์ที่ทำ�จากแป้งเป็นบางมื้อ ภาพตัวอย่างอาหารครบ 5 หมู่ จาก 4 ภาค (1) บริโภคอาหารครบ 5 หมู ่ และมีความหลากหลาย ของชนิดอาหารหมุนเวียนกันในแต่ละวัน จะช่วยลดปัญหาการขาดสารอาหารต่าง ๆ ภาพการบริโภคอาหารตามหลักธงโภชนาการ
50 (3) บริโภคอาหารที่สะอาดปราศจากการปนเปื้อน หรือสารตกค้าง ควรเลือกรับประทานอาหารที่สะอาด สดและปรุงใหม่ ๆ หรืออาหาร ที่ร้อน ๆ 2.3) การใช้ประโยชน์จากอาหาร เป็นการใช้ประโยชน์จากอาหารที่มีอยู่อย่างเพียงพอ การเพิ่มมูลค่าผลผลิตเกษตรที่เกิดขึ้นด้วยการถนอมอาหาร การแปรรูปอาหาร เพื่อการบริโภคและจำ�หน่าย เพื่อสร้างรายได้ให้กับครัวเรือนและชุมชน โดยคำ�นึงถึง หลักการสำ�คัญ ดังนี้ (1) การผลิตที่ได้มาตรฐานและมีความปลอดภัยตลอด ห่วงโซ่อาหาร • การตระหนักรู้ในสังคมด้านทัศนคติ ค่านิยม ความเชื่อและพฤติกรรมที่เกี่ยวกับการบริโภคอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ การถนอมอาหารเพื่อบริโภคในครัวเรือนและชุมชน • การส่งเสริมให้เกษตรกรเป็นผู้มีความรู้และทักษะ ในการใช้ทรัพยากรการผลิต (2) ลดการสูญเสียของผลผลิตการเกษตร (อาหาร) • การใช้เทคโนโลยีในการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า สินค้าเกษตรและอาหาร • การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อรักษาคุณภาพสินค้า และอาหารให้ได้นานที่สุด • ลดความสูญเสียอาหารจากการบริโภคที่ฟุ่มเฟือย โดยสร้างความตระหนักในเรื่องการบริโภคอาหารที่ฟุ่มเฟือย ที่จะส่งผลต่อความมั่นคง ด้านอาหาร และรณรงค์เรื่องการลดความสูญเสียอาหารในระดับท้องถิ่น 2.4) การเก็บรักษาอาหารและสำ�รองเมล็ดพันธุ์ การเก็บรักษาอาหารและการสำ�รองเมล็ดพันธุ์ คือ ขั้นตอน หนึ่งในการดำ�เนินงาน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้กับครัวเรือนเกษตรกร เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนอาหาร และเมล็ดพันธุ์เมื่อเกิดวิกฤติการณ์ เช่น ภัยธรรมชาติ และวิกฤติทางเศรษฐกิจ เป็นต้น โดยดำ�เนินการ ดังนี้
51 (1) การเก็บรักษาอาหาร วิธีการถนอมอาหารที่ใช้กันมาก ในปัจจุบัน มีดังต่อไปนี้ • การทำ�ให้แห้ง เป็นวิธีการระเหยน้ำ� หรือความชื้น ออกจากอาหารให้มากที่สุด หรือเหลือความชื้นอยู่เพียงเล็กน้อยอาหารจะแห้งลง สามารถเก็บไว้ได้นาน วิธีการทำ�ให้แห้งนี้ มักใช้กันโดยทั ่วไป เพราะทำ�ได้ง่าย และสะดวก วิธีการทำ�ให้แห้งมี 3 วิธี คือ 1) ใช้วิธีธรรมชาติ ได้แก่ การผึ่งแดด ผึ่งลม เป็นวิธีที่ใช้กันมาแต่โบราณ โดยนำ�วัตถุดิบที ่ต้องการทำ�ให้แห้งใส ่ตะแกรง หรือแผ่นสังกะสี ตั้งไว้กลางแจ้งให้ได้รับความร้อนจากแสงแดด มีลมพัดผ่านจะทำ�ให้ ความชื้นในเนื้อสัตว์หรือพืชผักผลไม้ค่อย ๆ ระเหยออกไปจนแห้งจึงนำ�เก็บใส่ภาชนะ ปิดฝาให้มิดชิด 2) ใช้เครื่องมือช่วย เช่น เครื่องอบแห้ง เตาอบ ตู้อบไมโครเวฟ เป็นต้น และ 3) ใช้วิธีรมควัน นิยมใช้ในการเก็บรักษาปลาและเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ในรูปของปลาย่าง เนื้อย่าง วิธีทำ�ขั้นต้น ต้องล้างปลาให้สะอาด อาจใช้เกลือทา หรือใช้น้ำ�เกลือก่อนแล้วนำ�ไปวางบนตะแกรงไม้ไผ่เหนือกองไฟ ใช้กาบมะพร้าว ชานอ้อย หรือขี้เลื่อยเป็นเชื้อเพลิงที่ทำ�ให้เกิดควันครอบเตาด้วยภาชนะที่สามารถเก็บควัน ให้รมปลาอยู่ภายในได้ ใช้ถ ่านทำ�ให้เกิดความร้อนและมีควันออกมาจับผิวปลา จนเป็นสีน้ำ�ตาลอมเหลือง มีกลิ่นหอมนำ�ออกไปแขวนผึ่งลม ซึ่งสามารถเก็บได้นาน 2 - 3 เดือน • การใช้ความร้อน หมายถึง การใช้ความร้อนฆ่าเชื้อ จุลินทรีย์ในอาหาร เพื่อป้องกันการเน่าเสีย ทำ�โดยการเพิ่มอุณหภูมิผลิตภัณฑ์ให้สูงขึ้น ส่วนมากใช้การต้ม วิธีการใช้ความร้อนมี 3 วิธี ได้แก ่ 1) พาสเจอร์ไรซ์ คือ การใช้ความร้อนที่อุณหภูมิต่ำ�กว่าจุดเดือด ฆ่าจุลินทรีย์บางชนิด ที ่ทำ�ให้เกิด โรคในอาหาร แต่ฆ่าไม่ได้ทั้งหมด ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการพาสเจอร์ไรซ์ จะต้องเก็บไว้ใน ตู้เย็นเพื่อป้องกันการเน่าเสียระหว่างเก็บ 2) สเตอริไลซ์ คือ การใช้ความร้อน ที่อุณหภูมิน้ำ�เดือด ซึ่งการใช้ความร้อนที่ระดับอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ฆ่าเชื้อ จุลินทรีย์ได้เกือบทั้งหมด ยกเว้นจุลินทรีย์ ที่ทนความร้อนมาก ๆ ได้ ผลิตภัณฑ์ สเตอริไลซ์สามารถเก็บไว้ได้นาน โดยไม่ต้องแช่เย็นแต่ต้องบรรจุในภาชนะสะอาด ผ ่านการฆ่าเชื้อแล้วและต้องปิดสนิทด้วย และ 3) การใช้ความร้อนที่สูงกว่า อุณหภูมิน้ำ�เดือด โดยอาศัยความดันช่วย การใช้ความร้อนระดับนี้สามารถทำ�ลาย
52 จุลินทรีย์ที่ทนความร้อนได้ วิธีนี้นิยมนำ�ไปใช้ในการทำ�อาหารบรรจุขวด หรือบรรจุกระป๋อง มักใช้อาหารที่มีความเป็นกรดต่ำ�เป็นวัตถุดิบ เช่น เนื้อสัตว์ ผัก เป็นต้น • การใช้ความเย็น หมายถึง การทำ�ให้อาหารคงสภาพเดิม โดยใช้ความเย็นที่ระดับอุณหภูมิต่ำ�แต่ไม่ถึงจุดเยือกแข็ง วิธีนี้จะช่วยยับยั้ง การเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ ชะลอการเน่าเสีย และลดอัตราการเปลี่ยนแปลง ทางเคมีของอาหาร การใช้ความเย็นอาจทำ�ได้โดยการแช่น้ำ�แข็ง การใช้น้ำ�แข็งแห้ง การบรรจุผลิตภัณฑ์ใส่ถุง กล่องกระดาษ หรือกล่องพลาสติก แล้วนำ�ไปแช่แข็ง ปัจจุบันจะพบว่า ประเทศเรามีการส่งออกพืชผักผลไม้ชนิดต่าง ๆ เมื่อเราเก็บมาจาก ต้นพืชผัก และผลไม้ยังมีการหายใจอยู่ มีความร้อนภายในสูง ถ้าทิ้งไว้ในอุณหภูมิปกติ จะสุกหรือเหี่ยวเร็วขึ้น ถ้าต้องการเก็บให้อยู่ในสภาพเดิม ต้องเก็บไว้ในที่เย็นหรือ อุณหภูมิประมาณ 10 - 15 องศาเซลเซียส • การถนอมอาหารโดยใช้น้ำ�ตาล โดยน้ำ�ตาลเป็นสาร ให้ความหวานมีคุณสมบัติเป็นวัตถุกันเสีย ป้องกันไม ่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในอาหารและยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ได้ ช่วยเก็บรักษาอาหารให้คงทนอยู่ได้นาน โดยไม่เน่าเสีย วิธีการถนอมอาหารโดยใช้น้ำ�ตาล เช่น การเชื่อม การแช่อิ่ม การฉาบ เป็นต้น (2) เทคนิคการเก็บเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน โดยเกษตรกร ดำ�เนินการ ดังนี้ (2.1) จำ�แนกประเภทของเมล็ดพันธุ์ ซึ่งการเก็บเมล็ดพันธุ์ ให้ได้คุณภาพ ควรรู้จักประเภทของพืชผักพื้นบ้านเพื่อทำ�ความเข้าใจกับธรรมชาติ ของพืชผัก เช่น 1) ตระกูลมะเขือ ได้แก่ มะเขือเทศ มะเขือพวง มะอึก มะแว้ง เป็นต้น 2) ตระกูลแตง ได้แก่ แตงโม แตงกวา แตงเทศ แตงไทย มะระ บวบหอม บวบเหลี่ยม ฟักเขียว ฯ เป็นต้น 3) ตระกูลกะหล่ำ� ได้แก่ ผักกาดเขียวปลี กวางตุ้ง ผักกาดดอก คะน้า กะหล่ำ�ปลี กวางตุ้ง ผักกาดดอก คะน้า กะหล่ำ�ปลี กะหล่ำ�ดาว บรอคโคลี่ ผักกาดหัว เป็นต้น และ 4) ตระกูลถั่ว ได้แก่ ถั่วลันเตา ถั่วปากอ้า ถั่วฝักยาว ถั่วพุ่ม ถั่วแขก ถั่วพู ถั่วมะแฮะ เป็นต้น
53 (2.2) การจัดการเมล็ดพันธุ์ตามลักษณะการเก็บเมล็ดพันธุ์ ดังนี้ 1) กลุ่มที่ต้องเก็บเมื่อผลแห้ง ได้แก่ กลุ่มบวบโดยมีวิธีการเก็บ คือ เก็บผลแก ่จัดสีน้ำ�ตาล นำ�มาผึ ่งลมให้แห้งสนิท และตากแดดให้แห้งสนิท และตากแดดให้แห้งอีก 3 - 5 วัน หลังจากนั้นเทออกจากฝัก ทำ�ความสะอาด บรรจุ ซองหรือขวด ปิดฝาให้สนิท บันทึกรายละเอียดของพันธุ์เก็บใส่ตู้เย็น 2) กลุ่มพืชที่ต้องเก็บเมล็ดพันธุ์ช่วงระยะเริ่มสุกแก่ ได้แก่ ถั่วฝักยาว ข้าวโพด ถั่วลันเตา โดยมีวิธีการเก็บคือ มัดรวมกัน ผึ่งลมให้แห้ง 8 - 10 วัน กะเทาะออกจากฝัก ทำ�ความสะอาด บรรจุในถุงหรือขวด ปิดฝาให้สนิท บันทึก รายละเอียดของพันธุ์ 3) กลุ่มพืชที่ต้องการเก็บเมล็ดเมื่อผลสุกแก่ ได้แก่ พริก มะเขือ ฟักทอง มะระ แตงโม ฟักเขียว ซึ่งมีวิธีการ คือ ฟักเขียว ฟักทอง แตงโม บ่มไว้ก่อน อย่างน้อย 15 วัน เมล็ดจะดูดสารอาหารจากผลมาเก็บไว้ให้เมล็ดเต็ม ส่วนพริก มะเขือ มะระ ไม่ต้องบ่ม เก็บมาผ่าเอาเมล็ดทันทีเก็บไว้นานสารอาหาร จะถูกดูดออกจากเมล็ด จากนั้นทำ�ความสะอาดด้วยน้ำ�สะอาด นำ�ไปตากแดดให้แห้ง 2 - 3 แดด ทำ�ความสะอาดบรรจุในถุงกระดาษ บีบอากาศออกให้หมด ปิดปากถุง ให้แน่นบันทึกรายละเอียดของพันธุ์
54 4) กลุ่มพืชที่มีสารบางชนิดหุ้มห่อ เช่น มะเขือเทศ มะละกอ แตงกวา แตงร้าน เก็บพันธุ์โดยขูดเอาเมล็ดหมักไว้ 1 - 2 คืน ล้างด้วยน้ำ�เปล่า ให้สะอาด แล้วนำ�เมล็ดไปตากแดด 2 - 3 แดด จนแห้งสนิท ทำ�ความสะอาดอีกครั้ง จากนั้นบรรจุในซองกระดาษ เขียนรายละเอียดของพันธุ์ เก็บไว้ในตู้เย็น หมายเหตุ : เมล็ดพันธุ์ที่เก็บในช่องแช่แข็งของตู้เย็นสามารถเก็บได้นานถึง 4 ปี แต่ถ้าเก็บในช่องธรรมดาเก็บไว้ได้นาน 2 ปี (2.3) วิธีการปลูกผักเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ โดยพืชตระกูลเถา ปลูกหลุมละไม่เกิน 2 เถา แต่ละเถาไม่ควรเกิน 2 ลูก สำ�หรับพืชพริก มะเขือ ให้ปลูก ห่างจากพันธุ์อื่น ๆ เนื่องจากง่ายต่อการผสมพันธุ์และกลายพันธุ์ และในข้าวโพด ปลูกให้ห่างจากข้าวโพดพันธุ์อื่น ๆ ประมาณ 500 เมตร (2.4) ลักษณะการเก็บเมล็ดพันธุ์ผัก 1) เก็บคาฝักหรือเก็บฝักแห้ง เช่น ข้าวโพด บวบ น้ำ�เต้า แตงแตงกวา แตงโม ผักกาด ผักชี กวางตุ้ง คะน้า สลัด 2) เก็บสุกแก่ เช่น พริก มะเขือ พืชตระกูลถั่ว มะเขือเทศ ทานตะวัน มะรุม และแมงลัก 3) เก็บทั้งต้น เช่น สะระแหน่ ผักชีฝรั่ง กระเทียม หัวหอม (2.5) วิธีการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์บางชนิด 1) มะละกอ เก็บผลสุกแก่ นำ�เมล็ดพันธุ์แช่น้ำ�เกลือ เหมือนกับการคัดข้าวพันธุ์ ตากในที่ร่ม บรรจุขวด 2) ผักสลัด เก็บเมื่อสุกจนแห้ง บรรจุขวดที่แห้ง แล้วนำ�ไปเก็บไว้ในร่ม 3) พืชตระกูลถั่ว เก็บเมื่อแก่จัด แล้วแกะเมล็ดออก เก็บไว้ในขวดเพื่อป้องกันมอดหรือแมลง 4)มะเขือ เก็บเมื่อผลสุกเต็มที่ บรรจุเมล็ดเก็บไว้ ในขวดและนำ�ไปเก็บไว้ในที่ร่ม 5) หัวหอม กระเทียม ทิ้งไว้ให้แก่จัดจนคาแปลง เพื่อป้องกันหัวลีบแล้วนำ�มามัดรวมกันแขวนไว้ในที่ร่ม
55 (2.6) เทคนิคการป้องกันแมลงทำ�ลายเมล็ดพันธุ์ 1) เมล็ดถั่วพันธุ์ต่าง ๆ 1 กิโลกรัม ใช้เมล็ดละหุ่งบด 40 กรัม น้ำ�มันพืช 2 ช้อนชา คลุกเคล้าให้เข้ากัน 2) เมล็ดพืชทั่วไป สูตรที่ 1 ใบยี่โถหั่นฝอยแห้ง 40 กรัม ต่อเมล็ดพืช 1 กิโลกรัม สูตรที่ 2 ขมิ้นชันป่นแห้ง 50 กรัมต่อเมล็ดพืช 1 กิโลกรัม และสูตรที่ 3 ปูนขาว 50 กรัม ต่อเมล็ดพืช 1 กิโลกรัม (2.7) เทคนิคการป้องกันความชื้นเมื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ 1) วิธีใช้ข้าวคั่วดูดความชื้น โดยการคั่วข้าวสารแห้ง ปล่อยทิ้งไว้ให้เย็น แล้วใส่ก้นภาชนะ ประมาณ 1 ใน 4 วางกระดาษแข็งบนข้าวคั่ว จากนั้นใส่เมล็ดพันธุ์บนกระดาษปิดฝาให้สนิท 2) วิธีใส่เศษถ่าน โดยวางเศษถ่านรองก้นภาชนะ ประมาณ 1 ใน 4 วางกระดาษแข็งใส่เมล็ดพันธุ์ปิดฝาให้สนิท 3) วิธีใช้ขี้เถ้าใหม่โดยการนำ�ขี้เถ้าออกจากเตา (ขี้เถ้าที่เหลือจากการทำ�อาหารใหม่ ๆ) นำ�ไปร่อนให้เหลือ ขี้เถ้าสะอาดใส่ก้นภาชนะ ลักษณะเดียวกันกับเศษถ่านใส่เมล็ดและปิดฝาให้สนิท (2.8) ภาชนะบรรจุเมล็ดพันธุ์ ภาชนะที่ใช้บรรจุเมล็ดพันธุ์ มีหลายรูปแบบ แต่ที่นิยมทั่วไปมี 14 ประเภท ได้แก่ ขวดโหล ขวดสีทึบ ปี๊บ ซองกระดาษ ถุงซิป กระบอกไม้แห้ง ซองอลูมินัม โอ่ง กระป๋อง หม้อดิน ถุงตาข่าย ถุงผ้า ถุงกระดาษ และผลน้ำ�เต้าแห้ง (2.9) การเก็บเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสม วิธีการบรรจุใส่ขวดแห้ง เช่น ถั่วพุ่ม ถั่วดำ� ผักสลัด ผักชี ผักกาด วิธีบรรจุขวดสีชา เช่น ฟักทอง น้ำ�เต้า พริก มะเขือ วิธีตาก ไว้ในที่ร่มเช่น หัวหอม กระเทียม ข้าวโพด
56 1.3 ปัจจัยความสำ เร็จในการส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหาร ในครัวเรือนเกษตรกรสูงวัย การดำ เนินงานส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือนจะต้อง ดำ เนินการหลายกิจกรรม เช่น การผลิต การปรุงประกอบอาหาร การถนอมอาหาร การจัดหา สำ รองอาหารในภาวะปกติและยามวิกฤต การใช้ประโยชน์จากแหล่งอาหาร เป็นต้น การดำ เนินงานจะประสบความสำ เร็จได้นั้น ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง ทั้งปัจจัยภายในที่เป็นตัวบุคคล เช่น เกษตรกร ผู้นำ ชุมชน และหน่วยงานภาคี อีกปัจจัยภายนอก เช่น นโยบายภาครัฐ เจ้าหน้าที่ เครื่องมือที่ใช้ในการดำ เนินงาน 1) ปัจจัยภายใน 1.1) เ กษ ต ร ก ร สู ง วั ย ที่เ ข้ า ร่ ว มโ ค ร ง ก า ร ต้ อ ง มี ค ว า ม รู้ ความเข้าใจถึงประสงค์และประโยชน์ของการส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหาร ในครัวเรือนและชุมชน เห็นความสำ คัญในการเข้ามามีส่วนร่วม เริ่มตั้งแต่ร่วมคิด วางแผนการพัฒนาและการดำ เนินงานโครงการ
57 1.2) เกษตรกรสูงวัยต้องเป็นผู้ที่ตระหนักถึงความสำคัญในการสร้าง ความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือนและชุมชน มีความพร้อมความมุ่งมั่นในการดำ เนิน กิจกรรม รู้จักคิด วิเคราะห์พื้นที่ของตนเอง เพื่อให้เกิดการวางแผนการผลิตอย่างถูกต้อง และเหมาะสม รวมถึงการผลิตและการบริโภคอาหารที่ต้องตามหลักโภชนาการ 1.3) ผู้นำกลุ่มเกษตรกรสูงวัยที่เข้าร่วมโครงการต้องมีความอดทน เสียสละอุทิศเวลาและมีจิตอาสาในการบริหารจัดการกลุ่มให้เป็นไปตาม วัตถุประสงค์ควบคุมกำกับดูแลกำ หนดทิศทางการดำ เนินงานวางแผนงานโครงการ/ กิจกรรรมและบริหารงานตามระเบียบข้อบังคับ 1.4) การบริหารจัดการทุนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อย่างเหมาะสมมีความโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ ไม่ทำ ลายทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
58 2) ปัจจัยภายนอก 2.1) นโยบายของภาครัฐที่ให้ความสำ คัญกับเกษตรกรสูงวัย ในการส ่งเสริมความมั ่นคงด้านอาหารในครัวเรือนและชุมชน เพื่อสร้าง แหล่งอาหารที่มีคุณภาพและเพียงพอกับความต้องการของครอบครัวและชุมชน สมาชิกในครัวเรือนและชุมชน มีการใช้ประโยชน์จากอาหารทั้งปริมาณและคุณภาพ อย่างเหมาะสม สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของครัวเรือนเกษตรกร 2.2) เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร (เกษตรตำ บล เคหกิจเกษตร เกษตรอำ เภอ เกษตรจังหวัด) คือ ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการให้คำ ปรึกษา แนะแนว ทางแก้ไขปัญหาส่งเสริม สนับสนุนความรู้วิชาการ ข้อมูลข ่าวสารเทคโนโลยี การสร้างความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือนเกษตรกรสูงวัย ประสานงานกับหน่วยงาน ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทำ ให้การดำ เนินงานประสบความสำ เร็จได้ดำ เนินการ ดังนี้ (1) ชี้แจงให้ความรู้ความเข้าใจถึงการสร้างความมั่นคง ด้านอาหารในครัวเรือนและชุมชน (2) ประเมินสถานการณ์ เมื่อรู้ปัญหาความต้องการของ สมาชิกกลุ่มและสภาพชุมชนให้คำแนะนำ (3) ให้ความรู้และแนะนำ ในการทำแผนผลิตแบบมีส่วนร่วม โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์ชุมชน การวิเคราะห์ SWOT (4) ให้ความรู้และฝึกปฏิบัติในการทำ กิจกรรมการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์การถนอมอาหาร และการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า (5) สนับสนุนให้สมาชิกได้รับการถ่ายทอดความรู้ โดยการ ฝึกอบรมในหลักสูตรต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร (6) ประสานงานกับส่วนราชการต่าง ๆ และภาคีเข้ามา สนับสนุนการดำ เนินกิจกรรม 2.3) การสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายชุมชนและผู้นำ รวมทั้ง หน่วยราชการ และเอกชน ให้การสนับสนุนความรู้และงบประมาณ ซึ่งผู้นำชุมชน คือผู้ที่ มีบทบาทสำ คัญหรืออีกนัยหนึ่ง คือ ผู้ที่มีอิทธิพลต่อความคิด ทัศนคติพฤติกรรม ของคนในชุมชน ในการผลิตและการบริโภคอาหาร กล่าวโดยสรุปว่า ปัจจัยความสำ เร็จ ของการดำ เนินงานส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือนเกษตรกรสูงวัย
59 ประกอบด้วย 2 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยภายใน คือ กลุ่มเกษตรกรสูงวัย ต้องมีความรู้ ความเข้าใจถึงประสงค์และประโยชน์ของการส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหาร ในครัวเรือน เห็นความสำคัญในการเข้ามามีส่วนร่วมเริ่มตั้งแต่ร่วมคิดวางแผนการพัฒนา การดำ เนินงานโครงการ ต้องเป็นผู้ที่ตระหนักถึงความสำคัญในการสร้างความมั่นคง ด้านอาหารในครัวเรือนตนเอง มีความพร้อม ความมุ่งมั่นในการดำ เนินกิจกรรม รู้จักคิด วิเคราะห์พื้นที่ของตนเอง เพื่อให้เกิดการวางแผนการผลิตอย่างถูกต้องและ เหมาะสม รวมถึงการผลิตและการบริโภคอาหาร ที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ และปัจจัยภายนอกซึ่งมาจากนโยบายของภาครัฐ ที่ให้ความสำคัญกับกลุ่มเกษตรกร สูงวัย ในการส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือน และเจ้าหน้าที่ส่งเสริม การเกษตรเป็นที ่ปรึกษาในการบริหารงานถ่ายทอดความรู้รวมถึงการสนับสนุน จากภาคีเครือข่าย ชุมชน และหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัย ล้วนส่งเสริม การสร้างความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือนเกษตรกรสูงวัยเป็นอย่างดี ตอนที่ 2 การส่งเสริมสุขภาวะในครัวเรือนเกษตรกรสูงวัย 2.1 ความสำ คัญของการส่งเสริมสุขภาวะในครัวเรือนเกษตรกรสูงวัย 1) ความหมายของสุขภาวะ สุขภาวะ หรือสุขภาพ (Health) หมายถึง สุขภาวะที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ ไม่เพียงแต่หมายถึงความไม่มีโรค หรือพิการเท่านั้น สุขภาวะที่สมบูรณ์ของร่างกาย(Physical well–being) หมายถึง ร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์คล่องแคล่ว มีกำ ลังวังชา ไม่มีโรค ไม่พิการ สุขภาวะ ที่สมบูรณ์ทางจิตใจ (Mental well – being) หมายถึง จิตใจ ที่เป็นสุข ร่าเริง แจ่มใส ไม่เครียดวิตกกังวล มีความกรุณา มองโลกในแง่ดีสุขภาวะที่สมบูรณ์ทางสังคม (Social well – being) หมายถึง ความสามารถในการปรับตัว ในการที่จะอยู่ร่วม กับผู้อื่นได้ดีมีครอบครัวดีอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง สังคมมีความยุติธรรม เสมอภาค มีสันติภาพ สุขภาวะทางจิตวิญญาณ (Spiritual well – being) หมายถึง สุขภาวะ ที่เกิดจากการที่ได้ทำ ความดีเสียสละมีเมตตากรุณาช่วยเหลือผู้อื่น และส่วนรวม ไม่เห็นแก่ตัว เป็นความปลื้มปิติที ่เกิดขึ้นในใจ รู้จักปล่อยวาง ไม่ยึดติดกับวัตถุ และความมีตัวตน
60 2) องค์ประกอบที่มีอิทธิพลกับสุขภาวะ 2.1) พันธุกรรม เป็นการถ่ายทอดลักษณะต่าง ๆ ทั้งทางกาย และจิตใจ จากพ่อแม่ บรรพบุรุษไปยังลูกหลานโดยลักษณะต่าง ๆ อาจมีความปกติ และบกพร่องโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมคือโลหิตจางธาลัสซีเมียโรคเลือดตาบอดสี ภูมิแพ้เบาหวาน ลมชัก ปัญญาอ่อน (Down’s Syndrome) 2.2) สิ่งแวดล้อม หมายถึง สิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัว ทั้งมีชีวิตและไม่มี ชีวิต ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้น เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลการถ่ายทอด ลักษณะต่าง ๆ ทั้งทางกายและจิต ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาและหลังคลอดไปตลอด ชีวิต 2.3) พฤติกรรมและสุขปฏิบัติหมายถึง การปฏิบัติที่จะให้เกิดผล ต่อสุขภาพ ซึ่งจะเป็นตัวกำ หนดสุขภาพที่สำคัญยิ่ง และเป็นเรื่องที่สำคัญ พฤติกรรม ที่บั่นทอนสุขภาพและควรหลีกเลี่ยง มีดังนี้ 2.3.1 พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกต้อง 2.3.2 พฤติกรรมการออกกำ ลังกายที่ไม่ถูกต้อง/หักโหม และขาดการพักผ่อน
61 2.3.3 พฤติกรรมการสูบบุหรี่ และติดสิ่งเสพติด 2.3.4 พฤติกรรมการดื่มสุรา และของมึนเมาอื่น ๆ 2.3.5 พฤติกรรมการเล่นการพนัน 2.3.6 พฤติกรรมการสำส่อนทางเพศ 2.3.7 พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่รุนแรง และเสี่ยงต่ออุบัติภัย 2.3.8 พฤติกรรมการใช้ยารักษาโรคที่ไม่ถูกต้อง 2.4) บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข ถ้ามีการบริหาร จัดการอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ ทั้งทางการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาพยาบาลและการฟื้นฟูจะทำ ให้มีสุขภาวะที่ดีได้ 3) ความสำ คัญของการส่งเสริมสุขภาวะ การส่งเสริมสุขภาวะ เป็นกระบวนการเพิ ่มสมรรถนะให้คน มีความสามารถเพิ่มขึ้นในการควบคุมและการส่งเสริมให้สุขภาพของตนเองดีขึ้น ในการที่จะบรรลุสุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจและสังคม ปัจเจกบุคคล หรือกลุ่มบุคคลควรที่จะต้องมีความสามารถที่จะบ่งบอกและตระหนักถึงความมุ่งมาด ปรารถนาของตนเองที่จะสนองความต้องการต่าง ๆ ของตนเองและสามารถ
62 ที่จะเปลี่ยนแปลง หรือปรับตนให้เข้ากับสิ ่งแวดล้อม เรื่องสุขภาพจึงถูกมอง ในลักษณะของความจำ เป็นสำ หรับชีวิตประจำ วันมิใช่เป็นเพียงจุดมุ่งหมายของ การดำ รงชีวิตเท่านั้น ซึ่งการส่งเสริมสุขภาวะมีความสำคัญ 3 ประการ ดังนี้ 3.1) ทำ ให้เกิดความตระหนักถึงบทบาทของภาคต่างๆของสังคม ในการส่งเสริมสุขภาพของประชาชน ที่จะช่วยให้ประชาชนมีสุขภาพดี 3.2) ทำ ให้เกิดความตระหนักถึงความจำ เป็นในการส่งเสริม การมีส่วนร่วมของชุมชนให้มากขึ้น ในการควบคุมปัจจัยที่กำ หนดสภาวะสุขภาพ ของประชาชน 3.3) ทำ ให้เกิดการตระหนักถึงความสำ คัญของปัจจัยสิ่งแวดล้อม (ทางกายภาพ เศรษฐกิจ และสังคม) ที่ส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนและความจำ เป็น ที่จะหามาตรการปรับเปลี่ยน เพื่อเอื้อต่อสุขภาพที่ดียิ่งกว่าองค์ประกอบทางการแพทย์ แบบชีวภาพเท่านั้น 2.2 หลักการส่งเสริมสุขภาวะในครัวเรือนเกษตรกรสูงวัย ผู้สูงวัยมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทางร่างกายจิตใจสังคมและความ สามารถเสื่อมถอยไปตามอายุดังนั้น การสร้างเสริมสุขภาพให้ครอบคลุมทั้งร่างกาย จิตใจและสังคมจึงจำ เป็นสำ หรับผู้สูงวัยการสร้างเสริมสุขภาพให้เป็นผู้สูงวัยสุขภาพ กายดีสุขภาพจิตแจ่มใส สามารถช่วยเหลือตัวเองได้พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้ กล้าตัดสินใจได้เอง และมีการเข้าสังคมอย่างมีความสุข สังคมในยุคปัจจุบัน การดำ เนินชีวิต มีความซับซ้อนมากขึ้นผนวกกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสุขภาพได้ เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม ทำ ให้เกิดโรค ที่มาจากพฤติกรรมของปัจเจกบุคคลสิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพในยุคนี้คือการเพิ่ม ความสามารถของบุคคลให้มีศักยภาพควบคุมปัจจัยและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เพื่อให้ คนมีสุขภาวะที่ดี 1) หลักการส่งเสริมสุขภาวะในครัวเรือนเกษตรกรสูงวัย ทำ ได้ดังนี้ 1.1) การส ่งเสริมสุขภาพ เช่น การสร้างนโยบายสาธารณสุข เพื่อสุขภาพ การสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ การเสริมสร้างกิจกรรมชุมชน ให้เข้มแข็ง การพัฒนาทักษะส่วนบุคคล และการปรับเปลี่ยนระบบบริการสุขภาพ เป็นต้น
63 1.2) การป้องกันและควบคุมโรค ทำ ได้โดยการขจัดยับยั้ง พัฒนาการของโรค การประเมินและการรักษาเฉพาะ เพื่อจัดการความก้าวหน้า ของโรคในทุกระยะซึ่งกรมบัญชีกลางและสำ นักประกันสังคมในช่วงปีพ.ศ. 2545 - 2552 ได้ชี้ชัดถึงความเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังว่าเป็นสาเหตุสำ คัญที่คุกคามชีวิต ของผู้สูงอายุและทำ ให้คนสูงวัยต้องเข้าไปรับการรักษาพยาบาลในแต่ละปีจำ นวนมาก โดยอาการเจ็บป่วยที่ผู้สูงอายุเข้ารับการรักษามากที่สุด คือ โรคความดันโลหิตสูง รองลงมา คือ โรคเบาหวาน หัวใจขาดเลือด ไขมันในเลือดสูง อัมพฤกษ์อัมพาต ข้อเสื่อม และสมองเสื่อม ทั้งยัง พบว่า อัตราการนอนโรงพยาบาลด้วยโรคดังกล่าว มีแนวโน้ม เพิ่มขึ้นทุกปี 1.3) การรักษาพยาบาลเบื้องต้น คือ การระวัง การดูแล การป้องกันหรือการเยียวยาที่ช่วยให้บุคคลแต่ละคนคงไว้ซึ่งสุขภาพที่ดี ทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์สังคม ให้สามารถดำ รงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมี ความสุขตามภาวะ ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์และศิลปะช่วยเหลือผู้ป่วยให้มีสุขภาพ ที่สมบูรณ์
64 1.4) การฟื้นฟูสมรรถภาพ แบ่งออกเป็น 4 ด้าน ดังนี้ 1.4.1) ด้านร่างกาย ผู้หย่อนสมรรถภาพทางด้านร่างกาย หมายถึง บุคคลที่มีปัญหาทางร่างกายในด้านโครงสร้างและการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ อันเนื ่องมาจากการเป็นโรคความบกพร ่องในการทำ งานของระบบต ่าง ๆ ความเสื่อมตามวัยหรืออุบัติเหตุ จัดให้มีการรักษาพยาบาลเบื้องต้นส่งเสริมรักษา สุขภาพอนามัย กายภาพบำ บัด 1.4.2) ด้านจิตใจ จัดโครงการพัฒนาจิตใจส่งเสริมให้ผู้รับ การบริการได้ปฏิบัติธรรมและนิมนต์พระสงฆ์มาแสดงธรรมอย่างสม่ำ เสมอ กิจกรรม บำ บัดปัญหาด้านจิตใจ ช่วยลดอาการเจ็บป่วยทางจิต ความเครียดและการหมกมุ่น กับการเจ็บป ่วย ช ่วยเพิ ่มศักยภาพและความภาคภูมิใจแก ่ผู้ป ่วยช ่วยให้ผู้ป ่วย และครอบครัวมีรายได้จากการทำ งานเพิ่มพูนคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว สมาชิกของชุมชนอยู่ร่วมกับผู้ป่วยได้อย่างสงบสุข ผู้ป่วยและครอบครัว มีส่วนร่วม ในการรับผิดชอบดูแลสุขภาพและช่วยเหลือตัวเอง
65 1.4.3) ด้านสังคม ทำข้อมูลคนพิการ สอบประวัติ และวางแผน ให้ความช ่วยเหลือ ให้คำ ปรึกษาแนะนำ และแก้ไขปัญหาต ่าง ๆ เป็นรายบุคคล และรายกลุ่ม จัดกิจกรรมกลุ่มเพื่อให้การฟื้นฟูสมรรถภาพทางด้านสังคม อารมณ์ และจิตใจ เยี่ยมบ้านเพื่อสอบข้อเท็จจริงประกอบการวางแผนช่วยเหลือ กำ หนดแนวทาง ให้บุคคลพิการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยรู้จักช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือ ผู้อื ่นจัดนันทนาการ การกีฬา และการออกกำ ลังกาย จัดกิจกรรมพัฒนาจิตใจ อบรมคุณธรรมจริยธรรมอย่างสม่ำ เสมอ 1.4.4) ด้านอาชีพ มีการฝึกอาชีพและพัฒนาศักยภาพ ด้านร่างกายส่งเสริมให้ประกอบอาชีพอิสระ และในสถานประกอบการให้บริการ ด้านอาชีวบำ บัดและฝึกพื้นฐานทางอาชีพ เน้นทักษะการฝึกอาชีพแบบตรงไปตรงมา เช่น อธิบายอุปกรณ์ที่ใช้และสาธิตให้ดูทุกขั้นตอน ให้ผู้ป่วยทำตาม หากทำ ได้ไม่ครบ ทุกขั้นตอนจะได้รับความช่วยเหลือจากนักอาชีวบำ บัด และจัดกลุ่มฝึกอาชีพต่าง ๆ เช่น ดนตรีไทย – สากล ทอเสื่อ และจักสาน เป็นต้น 2) ประโยชน์ของการส่งเสริมสุขภาวะ สามารถพัฒนาเปลี่ยนแปลง วิถีชีวิตและสภาวะทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อสุขภาพ อีกทั้งยัง เป็นการปฏิบัติที่ช่วยให้บรรลุความเสมอภาคทางสุขภาพมากยิ่งขึ้น การส่งเสริม สุขภาวะมีประโยชน์ ดังนี้ 2.1) ลดค ่าใช้จ ่ายในการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะกลุ ่มโรคที่ สามารถป้องกันได้ 2.2) ประชาชนจะหันมาส่งเสริมสุขภาพของตนเองมากขึ้น 2.3) ประชาชนคนไทยมีความรู้ ความเข้าใจด้านสุขภาพมากขึ้น มีทัศนคติที่เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดี 2.4) ชุมชน องค์กรชุมชน และประชาชนมีสุขภาวะที่ดีมีการ กระจายตัวและสร้างเครือข่ายสุขภาวะทั่วประเทศ 2.5) อัตราการป่วยและตายด้วยโรคที่สามารถป้องกันได้ลดลง อันจะนำ ไปสู่การมีอายุยืนยาว และมีคุณภาพที่ดีขึ้น
66 3) หลักการส่งเสริมสุขภาวะในครัวเรือนเกษตรกรสูงวัย คือ การที่ให้ ผู้สูงวัยมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีอายุยืนยาวปราศจากโรคภัย และดำ รงชีวิต ในสังคมได้อย่างมีความสุข สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ดีและไม่เป็นภาระของลูกหลาน มีหลักการดูแลตนเองให้มีสุขภาวะที่ดี ดังนี้ 3.1)มีโภชนาการที ่เหมาะสม เพราะโภชนาการที ่เหมาะสม ช่วยเสริมสร้างร่างกายส่วนที่เสื่อมถอยตามอายุ ผู้สูงวัยควรรับประทานอาหาร ให้หลากหลาย และครบ 5 หมู่ ควรเลิกบุหรี่ แอลกอฮอล์ และดื่มน้ำ อย่างน้อย วันละ 8 แก้ว เพื่อช่วยให้ร่างกายสดชื่นและช่วยให้ไตขับถ่ายของเสียได้ดี 3.2) การออกกำ ลังกายที่ช่วยป้องกันโรค การออกกำ ลังกายใน ผู้สูงวัย เพื่อให้สามารถช่วยเหลือตนเองได้มากที่สุด พึ่งพาผู้อื่นน้อยที่สุด มีสมรรถภาพ ทางกายเพียงพอในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น การบาดเจ็บจากการใช้งาน การหกล้ม เป็นต้น การออกกำ ลังกายยังช ่วยลดการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ภาวะอ้วน กระดูกพรุน การหกล้ม และกระดูกหัก อีกทั้งช ่วยให้ร ่างกายทำ หน้าที ่ได้ดี มีความคล ่องตัว และการทรงตัวดีขึ้น และการออกกำลังกายในผู้สูงวัยมี 4 แบบ ดังนี้ 1) การออกกำ ลังกายแบบแอโรบิค (aerobic exercise) ช่วยระบบหัวใจ หลอดเลือด ระบบการหายใจทำ งานมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เป็นการ ออกกำ ลังกายของกล้ามเนื้อมัดใหญ่บริเวณแขนขาที่ทำ ให้ร่างกายเคลื่อนไหว โดยมีระยะเวลาในการออกกำ ลังกายติดต่อกันนาน 20 - 30 นาที มีการอุ่นเครื่อง และผ่อนคลาย อย่างละ 5 - 10 นาที ทำสัปดาห์ละ 150 นาที เป็นอย่างต่ำ การเดิน เหมาะสมที่สุดสำ หรับผู้สูงวัยพฤติกรรมการออกกำ ลังกาย ในผู้สูงวัยไทย พบว่าผู้สูงวัยมีการออกกำ ลังกายที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายมีการออกกำ ลังกาย อย่างสม่ำ เสมอ 2) การออกกำ ลังกายเพื่อช่วยการทรงตัวช่วยป้องกันการ หกล้มซึ่งเป็นปัญหาสำ คัญในผู้สูงวัย อันส่งผลต่อการเกิดความพิการและการเสีย ชีวิตได้ การฝึกการทรงตัวอย่างเต็มที่ประมาณ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 3 สัปดาห์ ทำ ให้การทรงตัวดีขึ้น ตัวอย ่างการออกกำ ลังกายชนิดนี้ เช ่น การยืนตัวตรง เขย ่งปลายเท้าขึ้น ยกมือ 2 ข้างขึ้น ขนานกับพื้นและทรงตัวให้นานที ่สุด
67 (หรือนับ 1 - 10) การเดินต ่อเท้าเป็นเส้นตรง เดินให้ส้นเท้าข้างหนึ ่งชนกับ ปลายนิ้วเท้าของขาอีกข้างหนึ่ง เดินสลับกันเป็นเส้นตรง 3) การออกกำ ลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ หรือการออกกำลังกาย โดยใช้แรงต้าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เนื่องจากกำลังของกล้ามเนื้อจะลดลงเมื่ออายุมากขึ้น เช่น การยกน้ำ หนัก โดยการเพิ่ม น้ำ หนักทีละน้อยเท่าที่ร่างกายสามารถกระทำ ได้ เป็นการออกกำ ลังกายกล้ามเนื้อ มัดใหญ่ โดยเฉพาะแขนและขา ควรทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง 4) การออกกำ ลังกายเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ เป็นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ช่วยแขนขาเคลื่อนไหวคล่องขึ้นทำ กิจกรรมต่าง ๆ สะดวกขึ้น เช่น เต้นรำ รำ มวยจีน โยคะ การยืดเหยียดกล้ามเนื้อกลุ่มหลัก ได้แก่ กล้ามเนื้อคอ หน้าอก ไหล่ หลัง แขนขา โดยยืดกล้ามเนื้ออย่างช้า ๆ และค้างไว้ 10 - 30 วินาที ทำ 3 - 5 ครั้ง สำ หรับกล้ามเนื้อแต่ละกลุ่มระดับการยืดที่เหมาะสม คือ เมื่อทำ แล้วไม่รู้สึกเจ็บปวดแต่อาจรู้สึกตึงเล็กน้อยบริเวณที่ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
68 3.3)การนอนหลับที่เพียงพอ การนอนหลับมีความสำ คัญ ต ่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตตลอดจนคุณภาพชีวิต การนอนหลับมีประโยชน์ เช่น กระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและชะลอความเสื่อมของอวัยวะภายในร่างกาย มีการหลั่งฮอร์โมนเพื่อการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้น สร้างเสริมสุขภาพจิตใจและอารมณ์ ทำ ให้ ไม่หงุดหงิด อารมณ์ดี และสร้างเสริมภูมิคุ้มกันร่างกาย ผู้สูงวัยควรนอนวันละ 7 - 8 ชั ่วโมง ผู้สูงวัยส ่วนมากมีปัญหานอนไม ่หลับ สาเหตุที ่ทำ ให้นอนไม่หลับ ได้แก่ โรคเรื้อรัง โรคทางจิตใจ ผลไม่พึงประสงค์จากยา กาแฟ นิโคติน สิ่งแวดล้อม การนอนที่ไม่เหมาะสม ความเครียด การนอนหลับกลางวัน และการเปลี่ยนแปลงวงจร การนอนหลับ และสารเมลาโทนิน (melatonin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนจากต่อมไพเนียล ลดลงทำ ให้หลับยากขึ้น 3.4) การตรวจร่างกายประจำ ปี การได้รับวัคซีนและการหลีกเลี่ยง การใช้ยาที่ไม่จำ เป็น ผู้สูงวัยควรตรวจร่างกายทุก 6 - 12 เดือน ได้แก่ การตรวจ ร่างกายทั่วไป ความดันโลหิต การตรวจเลือดหาความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด น้ำตาล ไขมัน การทำ งานของตับ ไต ตรวจปัสสาวะ เอกซเรย์ปอด คลื ่นไฟฟ้าหัวใจ และการตรวจหาความหนาแน่นของกระดูก ควรได้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 1 เข็มทุกปี ผู้สูงวัย ไม่ควรซื้อยามารับประทานเองและหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่จำ เป็น เช่น ยาลูกกลอน ยาสมุนไพร ยาระบาย ยานอนหลับ เป็นต้น ผลเสียของการใช้ยาหลายตัว คือ อาจมี ปฏิกิริยาระหว่างกันและอาจมีปฏิกิริยาระหว่างยากับโรค 3.5) การป้องกันอุบัติเหตุ สิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยและการป้องกัน การหกล้ม อุบัติเหตุมักมีสาเหตุจากความเสื ่อม การถดถอยของร ่างกาย และการเจ็บป่วยทำ ให้การทำ งานของอวัยวะลดลง อุบัติเหตุที่พบบ่อย คือ การหกล้ม เช่น ลื่นล้มในห้องน้ำ การตกเตียง ตกบันได เป็นต้น มักเกิดกับผู้มีอายุระหว่าง 65 - 75 ปี การหักของกระดูกสะโพก ทำ ให้อัตราความพิการและการเสียชีวิตค่อนข้างสูง เนื่องจากผู้สูงวัยมักมีภาวะกระดูกพรุนหรือกระดูกบาง จึงเกิดการแตกหรือหักได้ง่าย 3.6) การจัดการความเครียดที่เหมาะสม ความเครียดทำ ให้ภูมิคุ้มกัน ร่างกายลดลงมีโอกาสติดเชื้อโรคง่าย เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ เนื่องจากอะดรีนาลีน (adrenaline) หลั ่งมาก ทำ ให้หลอดเลือดหัวใจหดรัดตัว กระตุ้นการหลั ่งกรด ในกระเพาะอาหารเกิดแผลในกระเพาะอาหาร การมองเห็นและการได้ยินเสื่อมลง
69 3.7) การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิต ทางกาย จิต และสังคม ทำ ให้ชีวิตมีคุณค่ามีสุขภาพจิตที่ดี ผู้สูงวัยมีโอกาสเลือก ทำ กิจกรรมทางสังคมที่ชื่นชอบและสนใจ ได้แก่ กิจกรรมทางศาสนา ทัศนศึกษา ดนตรี และกิจกรรมอื่น ๆ เช่น อาสาสมัคร ชมรมผู้สูงวัย ทำ ให้ผู้สูงวัยมีปฏิสัมพันธ์ กับบุคคลอื่น รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ช่วยให้ชีวิตยืนยาวขึ้น ภูมิคุ้มกันร่างกาย แข็งแรง ลดความเครียด และภาวะซึมเศร้าลงได้ 2.3 การออกแบบสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับครัวเรือนเกษตรกรสูงวัย การออกแบบสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับครัวเรือนเกษตรกรสูงวัย เบื้องต้นจะคำ นึงถึงความปลอดภัยลดอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ทั้งในการยืน การเดิน การทรงตัว และการลื่นล้ม ซึ่งเป็นปัญหาสำ คัญที่มักจะเกิดขึ้นกับผู้สูงวัย และการออกแบบต้องเอื้อให้ผู้สูงวัยสามารถดำ เนินชีวิตประจำ วันของตนเองได้ดีขึ้น เพื่อสร้างกำลังใจและแรงกระตุ้นให้ผู้สูงวัยรู้สึกถึงคุณค่าของตัวเอง 1) แนวคิดการออกแบบสภาพแวดล้อมและที่พักอาศัยของผู้สูงวัย การออกแบบสภาพแวดล้อมและที่พักอาศัยที่เป็นมิตรกับครัวเรือนเกษตรกรสูงวัย มี 4 ปัจจัย คือ 1.1) สร้างความปลอดภัย ความปลอดภัยทางด้านร่างกาย สุขภาพ อนามัย และลดอุบัติเหตุ ต้องเป็นสภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้สูงวัย ในด้านต่าง ๆ ทั้งการเคลื่อนไหว การมองเห็น การได้ยิน เช่น ระหว่างทางเดิน ในจุด ต่าง ๆ มีราวจับ กระเบื้อง หรือวัสดุที่ใช้ปูพื้นต้องไม่ลื่น มีระบบขอความช่วยเหลือ หลาย ๆ จุด เช่น ในห้องน้ำ ห้องนอน 1.2) สามารถเข้าถึงได้ง่ายใช้งานสะดวก ต้องสามารถเข้าถึงได้ง่าย ในส ่วนต ่าง ๆ ของบ้าน ต้องทำ ให้ผู้สูงวัยสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ เครื ่องมือ เครื่องใช้ต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก เช่น ความสูงของตู้เก็บของ และสวิทซ์ไฟ ที่เหมาะสม กับผู้สูงวัย หรือผู้ใช้รถเข็น ในบริเวณที่มีการเปลี่ยนระดับต้องมีทางลาดสำ หรับรถเข็น เป็นต้น โดยที ่พักอาศัยควรอยู ่ใกล้แหล ่งบริการต ่าง ๆ ที ่จำ เป็นกับผู้สูงวัย เช ่น โรงพยาบาล ร้านค้า สวนสาธารณะ รวมถึงระบบขนส่งมวลชน เป็นต้น
70 1.3) สภาพแวดล้อมดี ต้องมีการสร้างสรรค์สภาพแวดล้อม ทางกายภาพให้มีความน ่าสนใจ มีการเลือกใช้สีที ่เหมาะสม ประกอบกับการใช้ ความสว่างที่พอดีและชัดเจน รวมถึงควรมีการสร้างสภาพแวดล้อมที่ผู้สูงวัยสามารถ มีปฎิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม และชุมชนได้ 1.4) ดูแลรักษาง่าย ที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุควรต้องดูแลรักษาง่าย มีขนาดไม่ใหญ่มากอากาศถ่ายเทได้สะดวกทั้งความร้อน ความชื้น และความเย็น 2) ตัวอย่างการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับครัวเรือน เกษตรกรสูงวัย 2.1) ห้องนอน มีความเป็นส่วนตัวมากที่สุด ไม่ควรใหญ่หรือเล็กเกินไป ประมาณ 12 - 16 ตารางเมตร ไม่รวมห้องน้ำ เตียงควรจะเคลื่อนย้ายได้ในบางโอกาส และไม่ควรอยู่ในมุมใดมุมหนึ่ง มีส่วนแต่งตัว มีตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้งและกระจก การส่องกระจกดูตัวเองจะทําให้สุขภาพจิตดีขึ้น โดยกระตุ้นให้ผู้สูงวัยได้รับรู้ ถึงสภาพปัจจุบันของตัวเอง
71 2.2) ห้องน้ำ พื้นต้องไม่ลื่นและมีราวจับที่สามารถเดินได้ทั่วห้องน้ำ มีราวจับจากภายนอกห้อง เช่น ห้องนอน หรือห้องรับแขกที่ต่อเนื่องมาที่ห้องน้ำ ได้เฉพาะตรงฝักบัวและที่อาบน้ำ ควรมีที่นั่งและสัญญาณฉุกเฉินในห้องน้ำ ฝักบัว ควรเป็นชนิดแรงดันต่ำ ประตูห้องน้ำ ควรเป็นแบบที่เปิดให้คนอื่นสามารถเข้าไปได้ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ห้องน้ำควรกว้างประมาณ 1.50 - 2.00 เมตร (ไม่กว้างและไม่แคบ เกินไป) มีพื้นที่ว่างภายในห้องส้วม มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ไม่น้อยกว่า 1.50 เมตร 2.3) ห้องครัว ควรออกแบบพื้นที ่ให้มีจุดยึดเกาะอย ่างราวจับ เพื่อช่วยพยุงทั้งการเดิน ยืน ลุก และนั่ง ควรเลือกเฟอร์นิเจอร์ให้เหมาะสม สามารถ ลุก - นั่งได้สบาย ไม่สูงหรือเตี้ยจนเกินไปและต้องรองรับสรีระของผู้สูงวัยได้อย่างพอดี ควรมีแสงสว่างเพียงพอ ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญในการมองเห็นของผู้สูงอายุ ควรติดตั้ง ระบบไฟอัตโนมัติ เปิด - ปิด ผ่านการเคลื่อนไหว โดยเลือกแสงสว่างแบบ Day Light เพื่อให้มีความสบายตาเลือกใช้พื้นผิวที่ลดความเสี่ยงโดยเลือกใช้เป็นพื้นแบบ Soft Floor เพื่อช่วยลดการกระแทกหรือเลือกใช้กระเบื้องที่มีความหนืดเพื่อป้องกัน การลื่นล้มที่จะทำ ให้เกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ ได้ ในส่วนของชุดครัวออกแบบให้มีความสูง ที่เหมาะสม โดยไม่ต้องเอื้อมหยิบของซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำ ให้ผู้สูงวัยทรงตัวไม่อยู่ และเกิดการล้มได้
72 ตอนที่ 3 การส่งเสริมการสร้างรายได้ในครัวเรือนเกษตรกรสูงวัย การสร้างรายได้เสริมหรืออาชีพเสริมในครัวเรือนเกษตรกรสูงวัย เป็นสิ่งสำ คัญสำ หรับการดำ รงชีวิตในปัจจุบัน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางด้าน เศรษฐกิจและสังคมที่มีการแข่งขันที่สูงขึ้น การนำ มาซึ่งรายได้ที่เพียงพอ ต่อการดำ รงชีวิตของตนเอง ครอบครัว และสังคม ส่งผลให้ครัวเรือนเกษตรกรสูงวัย มีรายได้เพิ่มขึ้นจากรายได้หลัก เพียงพอต่อการเลี้ยงดูครอบครัวให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีสภาพคล่องทางการเงิน ลดปัญหาหนี้สิน และมีหลักประกันเพื่อเตรียมรับมือ กับสถานการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้เกษตรกรสูงวัยได้ทำ ในสิ่งที่ตนเองรัก เกิดความภาคภูมิใจและเห็นคุณค่าในตนเอง ลักษณะงานที่เหมาะสมกับเกษตรกรสูงวัยเนื่องจากอายุที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ เกษตรกรสูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายและสภาพจิตใจ ทั้งจากการเสื่อมลง ของเซลล์และระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ส ่งผลให้ความสามารถด้านต ่าง ๆ ลดลง เช่นความสามารถในการเคลื่อนไหวการมองเห็นการได้ยินและการจดจำ นอกจากนี้ ยังมีความคิดว่าตนเองกลายเป็นภาระของครอบครัวและสังคม ทำ ให้เกิด ความเครียดและภาวะซึมเศร้า การส่งเสริมให้เกษตรกรสูงอายุมีการทำ งานหรือ อาชีพเสริมสร้างเพื่อรายได้ที่เหมาะสมกับวัย ถือเป็นทางออกที่ดีกับเกษตรกรสูงวัย และครอบครัว จึงแนะนำลักษณะงานที่เหมาะสมกับเกษตรกรสูงวัย ดังนี้ 1. งานที่ใช้กำ ลังแรงงานที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย หรือควรมี เครื่องทุ่นแรงในการทำ งาน งดเว้นงานที่ต้องก้ม ๆ เงย ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ และไม่ควรทำ งานติดต่อกันเป็นเวลานานหลายชั่วโมง 2. การเดินทางไปทำ งานต้องไม่ลำ บาก สามารถทำ งานจากบ้านได้ เช่น เพาะต้นไม้ขาย ทำอาหารหรือขนมขาย และทำ งานฝีมือที่มีความถนัด เป็นต้น 3. สภาพแวดล้อมในการทำ งานต้องมีความปลอดภัยไม่เสี่ยงต่อ การเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เช่น พื้นที่มีความเสี่ยงต่อการลื่นล้ม หรือใกล้สถานที่ก่อสร้าง 4. งานที่ได้พบปะผู้คน ได้ถ่ายทอดความรู้หรือภูมิปัญญาที่เกษตรกร สูงวัยมีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์
73 5. งานที่มีขั้นตอนหรือความซับซ้อนน้อย มีความยืดหยุ่นเรื่องเวลา ในการเรียนรู้ไม่ต้องอาศัยการจดจำ มากนัก เป็นงานที่เกษตรกรสูงวัยชื่นชอบ และให้ความสนใจ 6. งานที่ใช้เงินลงทุนไม่สูงมากมีความเสี่ยงต่ำ และสามารถสร้าง ความภาคภูมิใจให้แก่เกษตรกรสูงวัย 7. งานที ่ไม ่ต้องยกของหนัก เนื่องจากส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุสูง ตัวอย่างอาชีพที่เหมาะกับเกษตรกรสูงวัย การเพาะกล้าผัก/ต้นอ่อนผัก การแปรรูปอาหาร การปลูกผักสวนครัว/ปลูกผักแบบยกแคร่ การทอผ้าและเครื่องแต่งกาย การเลี้ยงจิ้งหรีด การจักสานและหัตถกรรม
74 บทที ่ เครื่องมือที่ใช้ในการ ส่งเสริมเคหกิจเกษตร ในครัวเรือนเกษตรกรสูงวัย 3 ตอนที่ 1 แบบประเมินตามหลักบ้านเกษตรสมบูรณ์ คำ ชี้แจง 1. แบบประเมินบ้านเกษตรสมบูรณ์แบ่งเป็น 6 ส่วน มีทั้งหมด 64 ข้อ (64 คะแนน) ส่วนที่ 1 ตัวบ้าน มี30 ข้อ (30 คะแนน) ส่วนที่ 2 บริเวณรอบตัวบ้าน มี12 ข้อ (12 คะแนน) ส่วนที่ 3 ความสัมพันธ์ในครอบครัว การจัดทำ บัญชีครัวเรือน และการดูแลสุขอนามัยของครอบครัว มี7 ข้อ (7 คะแนน) ส่วนที่ 4 การสุขาภิบาลของครัวเรือน มี4 ข้อ (4 คะแนน) ส่วนท่ี5 ความปลอดภัยในบ้านและความปลอดภัยจากการทำ งาน มี9 ข้อ (9 คะแนน) ส่วนที่ 6 น้ำอุปโภค บริโภค มี2 ข้อ (2 คะแนน) 2. แบบประเมิน 1 ชุด ใช้ประเมิน 1 หลังคาเรือน 3. ให้ผู้ประเมิน ทำ การประเมินตามความเป็นจริง โดยในแต่ละข้อให้ ประเมินว่า ผ่าน หรือ ไม่ผ่าน และใส่เครื่องหมาย √ ลงในช่องตามความเป็นจริง
75 หลักเกณฑ์การพิจารณาผลการประเมินบ้านเกษตรสมบูรณ์ 1. ผลการประเมินบ้านเกษตรสมบูรณ์ มี3 ระดับ ดังนี้ 4. การประเมินครั้งที่ 1 ประเมินเพื่อให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไข และพัฒนา กรณีที่ประเมินไม่ผ่านในข้อใด ให้ใส่ข้อเสนอแนะลงในข้อตามความเป็นจริง 5. การประเมินครั้งที่ 2 ประเมินเพื่อดูผลการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนา และให้การรับรอง 58 – 64 คะแนน ดีมาก เป็นบ้านเกษตรสมบูรณ์ ระดับดีมาก สามารถทำ เป็น (90 – 100%) จุดเรียนรู้หรือบ้านเกษตรสมบูรณ์ตัวอย่างได้ 50 – 55 คะแนน ดี เป็นบ้านเกษตรสมบูรณ์ ระดับดีเพราะมีข้อบกพร่องอยู่ (80 – 89%) ต้องมีการพัฒนาให้ดีขึ้น ต่ำ กว่า 51 คะแนน ต้องปรับปรุง ไม่เป็นบ้านเกษตรสมบูรณ์ (ต่ำ กว่า 80%) คะแนนรวม ทุกหัวข้อ นิยาม ระดับ การประเมิน 2. เกณฑ์บังคับในแบบประเมินที่ต้องผ่าน ถ้าไม่ผ่าน จะถือว่าไม่เป็น บ้านเกษตรสมบูรณ์ ดังหัวข้อต่อไปนี้ 1. ข้อที่ 15* บริเวณห้องครัวหรือบริเวณที่ใช้เตรียมปรุง ประกอบ อาหาร แยกเป็นสัดส่วน และสะอาด 2. ข้อที่ 21* สารปรุงแต่งอาหารที่ใช้ในห้องครัว เช่น น้ำ ปลา ซีอิ๊ว ซอส น้ำส้มสายชูอาหารกระป๋องต้องได้มาตรฐาน และมีเครื่องหมายอย.มีเลขสาร ระบบอาหารอย่างถูกต้อง 3. ข้อที่ 34* มีการปลูกพืชผักสวนครัวไว้บริโภคในครัวเรือน 4. ข้อที่ 35* มีการทำ ปุ๋ยหมัก หรือน้ำ หมักชีวภาพ สำ หรับใช้ใน การปลูกพืชผักสวนครัว 5. ข้อที่ 43* มีความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ดี 6. ข้อที่ 50*มีการจัดการน้ำ เสียจากครัวเรือนก่อนปล่อยออกสู่ สิ่งแวดล้อม 7. ข้อที่ 63* มีน้ำอุปโภค บริโภค ที่สะอาด เพียงพอตลอดปี
76 แบบประเมินบ้านเกษตรสมบูรณ์ ชื่อ-สกุล(เจ้าของบ้าน) .....................................................บ้านเลขที่.............หมู่........ตำบล........................อำเภอ........................จังหวัด........................ ผู้ประเมิน(ชื่อ-สกุล) ..........................................................................ตำแหน่ง..................................................หน่วยงาน....................................................... วัน/เดือน/ปีที่ประเมิน(ครั้งที่1) ..................................................................วัน/เดือน/ปีที่ประเมิน(ครั้งที่2) ................................................................................ ข้อ เกณฑ์การประเมิน ผลการประเมินผลการประเมิน ครั้งที่1 ครั้งที่2 ผ่านไม่ผ่านผ่านไม่ผ่าน ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไข และพัฒนาในข้อที่ไม่ผ่านเกณฑ์ ส่วนที่ 1 ตัวบ้าน 1.1 ห้องนอน 1 ห้องนอนสะอาดไม่มีหยากไย่ 2 ห้องนอนมีอากาศถ่ายเทสะดวกไม่อับชื้น 3 ห้องนอนมีแสงสว่างเพียงพอ 4 เครื่องนอนพับเก็บเป็นระเบียบเรียบร้อย 5 ห้องนอนมีมุ้งลวดหรือมีมุ้งที่มีจำนวนเพียงพอ กับผู้พักอาศัยสามารถป้องกันยุงและแมลงต่างๆ 6 กรณีมีเครื่องปรับอากาศควรล้างและทำความสะอาดอย่างน้อยปีละ1ครั้ง และล้างตะแกรงกรองฝุ่นของเครื่องปรับอากาศเดือนละครั้ง 7 กรณีใช้พัดลมควรล้างและทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ 1.2 ห้องรับแขก 8 ห้องรับแขกสะอาดไม่มีหยากไย่ 9 ห้องรับแขกมีการจัดวางสิ่งของเครื่องใช้อย่างเป็นระเบียบ 10 ห้องรับแขกมีการทำความสะอาดอย่างน้อยสัปดาห์ละ2ครั้ง 11 ห้องรับแขกมีอากาศถ่ายเทสะดวกไม่อับชื้น
77 ข้อ เกณฑ์การประเมิน ผลการประเมินผลการประเมิน ครั้งที่1 ครั้งที่2 ผ่านไม่ผ่านผ่านไม่ผ่าน ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไข และพัฒนาในข้อที่ไม่ผ่านเกณฑ์ 12 ห้องรับแขกมีแสงสว่างเพียงพอ 13 กรณีมีเครื่องปรับอากาศควรล้างและทำความสะอาดอย่างน้อยปีละ1ครั้ง และล้างตะแกรงกรองฝุ่นของเครื่องปรับอากาศเดือนละครั้ง 14 กรณีใช้พัดลมควรล้างและทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ 1.3ห้องครัว 15* บริเวณห้องครัวหรือบริเวณที่ใช้เตรียมปรุงประกอบอาหารแยกเป็นสัดส่วน และสะอาด 16บริเวณห้องครัวหรือบริเวณที่ใช้เตรียมปรุงประกอบอาหารมีการระบายอากาศดี 17 บริเวณห้องครัวหรือบริเวณที่ใช้เตรียมปรุงประกอบอาหาร มีการจัดวางวัสดุอุปกรณ์ต่างๆเป็นระเบียบและถูกสุขลักษณะ 18 การเตรียมปรุงประกอบอาหารสูงจากพื้นอย่างน้อย60เซนติเมตร 19 อาหารสดผักสดและผลไม้ต้องล้างให้สะอาดก่อนปรุงประกอบอาหาร หรือรับประทาน 20 อาหารปรุงสุกแล้วมีภาชนะปกปิดหรือเก็บในตู้กับข้าวหรือตู้เย็น 21* สารปรุงแต่งอาหารที่ใช้ในห้องครัวเช่นน้ำปลาซีอิ๊วซอสน้ำส้มสายชู อาหารกระป๋องต้องได้มาตรฐานและมีเครื่องหมายอย.มีเลขสารระบบ อาหารอย่างถูกต้อง 22 ภาชนะอุปกรณ์ที่ใช้ใส่อาหารทำจากวัสดุที่ปลอดภัยมีการล้าง และจัดเก็บที่ถูกต้อง 1.4ห้องน้ำ ห้องส้วม 23 ตัวเรือนส้วมและสุขภัณฑ์สะอาดอยู่ในสภาพดีใช้งานได้ 24 น้ำใช้ในห้องน้ำ ห้องส้วมสะอาดเพียงพอและไม่มีลูกน้ำยุง
78 ข้อ เกณฑ์การประเมิน ผลการประเมินผลการประเมิน ครั้งที่1 ครั้งที่2 ผ่านไม่ผ่านผ่านไม่ผ่าน ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไข และพัฒนาในข้อที่ไม่ผ่านเกณฑ์ 25 ภาชนะเก็บกักน้ำ ขันตักน้ำ สะอาดอยู่ในสภาพดีใช้งานได้ 26 ห้องน้ำ ห้องส้วมมีการระบายอากาศดี 27 ห้องน้ำ ห้องส้วมมีแสงสว่างเพียงพอ 28 ประตูที่จับเปิดปิดที่ล็อคด้านในกลอนประตูอยู่ในสภาพดีใช้งานได้ 29 สภาพท่อระบายสิ่งปฏิกูลถังเก็บกักไม่รั่วแตกหรือชำรุด 30 บริเวณที่ตั้งห้องน้ำ ห้องส้วมต้องไม่อยู่ที่ลับตา/เปลี่ยว ส่วนที่ 2 บริเวณรอบตัวบ้าน 2.1บริเวณรอบตัวบ้าน(ในภาพรวม) 31 บริเวณรอบบ้านสะอาดร่มรื่น 32 พื้นที่รอบบ้านไม่มีขยะเกลื่อนกลาดจัดเก็บของใช้และอุปกรณ์ต่างๆ อย่างเป็นระเบียบ 33 บริเวณรอบบ้านมีการระบายน้ำได้ดีไม่มีน้ำท่วมขัง 2.2บริเวณปลูกพืชผักสวนครัว 34* มีการปลูกพืชผักสวนครัวไว้บริโภคในครัวเรือนไม่น้อยกว่า20ชนิด 35* มีการทำปุ๋ยหมักหรือน้ำหมักชีวภาพสำหรับใช้ในการปลูกพืชผักสวนครัว 2.3ทางเดินรอบบ้าน 36 ทางเดินเรียบไม่มีน้ำขังหรือชื้นแฉะ 37 ทางเดินไม่มีสิ่งของกีดขวางทางเดิน 38 ทางเดินต้องมีแสดงสว่างเพียงพอ
79 ข้อ เกณฑ์การประเมิน ผลการประเมินผลการประเมิน ครั้งที่1 ครั้งที่2 ผ่านไม่ผ่านผ่านไม่ผ่าน ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไข และพัฒนาในข้อที่ไม่ผ่านเกณฑ์ 2.4ห้องเก็บเครื่องมืออุปกรณ์และสารเคมีทางการเกษตร 39 มีพื้นที่จัดเก็บอุปกรณ์ทางการเกษตรแยกเป็นสัดส่วน 40 จัดเก็บอุปกรณ์ทางการเกษตรเป็นระเบียบและมีความปลอดภัย 41 สารเคมีอันตราย/สารเคมีทางการเกษตรจัดเก็บให้มิดชิด แยกเป็นสัดส่วนและพ้นมือเด็ก 42 ขวดสารเคมีอันตราย/สารเคมีทางการเกษตรต้องมีฉลากระบุข้อมูลที่ชัดเจน เช่นข้อมูลทั่วไปข้อมูลอันตรายข้อมูลการใช้งานและการเก็บรักษาเป็นต้น ส่วนที่3ความสัมพันธ์ในครอบครัวการจัดทำบัญชีครัวเรือนการเก็บเงินออมและสุขอนามัยของครอบครัว 3.1ความสัมพันธ์ในครอบครัว 43* มีความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ดีเช่นการปรึกษาหารือร่วมกันเมื่อมีปัญหาต่างๆ รับประทานอาหารร่วมกันมีกิจกรรมต่างๆร่วมกันมีความเข้าใจเอื้ออาทร ห่วงใยดูแลกันเป็นต้น 44 มีการจัดทำบัญชีครัวเรือน 45 มีการเก็บเงินออม 3.2สุขอนามัยในครัวเรือน 46 สมาชิกในครอบครัวทุกคนล้างมือก่อนรับประทานอาหาร และหลังการขับถ่ายทุกครั้ง 47 สมาชิกในครอบครัวทุกคนใช้ช้อนกลางเมื่อรับประทานอาหารร่วมกัน 48 สมาชิกในครอบครัวทุกคนไม่ใช้ภาชนะดื่มน้ำร่วมกัน 49 กรณีที่สมาชิกในครอบครัวมีอาการป่วยเป็นไข้หวัดไอจามต้องใช้ผ้า หรือหน้ากากอนามัยปิดปากจมูก
80 ข้อ เกณฑ์การประเมิน ผลการประเมิน ผลการประเมิน ครั้งที่1 ครั้งที่2 ผ่าน ไม่ผ่าน ผ่าน ไม่ผ่านข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไข และพัฒนาในข้อที่ไม่ผ่านเกณฑ์ ส่วนที่4การสุขาภิบาลของครัวเรือน 4.1การบำบัดน้ำเสียของครัวเรือน 50* มีการจัดการน้ำเสียจากครัวเรือนก่อนปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม 4.2การจัดการขยะ 51 มีการคัดแยกขยะและรวบรวมขยะเพื่อรอการเก็บขนหรือนำไปกำจัด 52 ไม่มีขยะตกค้างภายในครัวเรือนจนทำให้เกิดการเน่าเสียส่งกลิ่นเหม็น 53 ภาชนะรองรับขยะมีฝาปิดมิดชิดสะอาดและเพียงพอต่อปริมาณขยะ ส่วนที่5ความปลอดภัยในบ้านและความปลอดภัยจากการทำงาน 5.1ความปลอดภัยในบ้าน 54 มีการจัดเก็บบำรุงรักษาและตรวจสอบความปลอดภัยของสายไฟปลั๊กไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดให้อยู่ในสภาพดีปลอดภัย 55 ไม่มีการจุดธูปเทียนทิ้งไว้ 56 มีการดูแลเด็กไม่ให้เล่นไฟ 57 การหุงต้มเมื่อเสร็จการหุงต้มแล้วให้ดับไฟถ้าใช้เตาแก๊สต้องปิดวาล์วเตาแก๊ส และถังแก๊สให้เรียบร้อย 58 การใช้เครื่องต้มน้ำไฟฟ้าอย่าเสียบปลั๊กจนน้ำแห้งเมื่อเสร็จจากการใช้งาน ให้ดึงปลั๊กออก 5.2ความปลอดภัยจากการทำงาน 59 มีความปลอดภัยจากการทำงานบ้านและการทำการเกษตรอิริยาบถท่าทาง ในการทำงานบ้านต้องถูกต้องตามหลักการกายศาสตร์ 60 การใช้เครื่องมือและเครื่องจักรกลทางการเกษตรผู้ใช้ต้องมีความรู้ความเข้าใจ เป็นอย่างดีเกี่ยวกับเครื่องมือและเครื่องจักรกลที่จะนำมาใช้ในการประกอบอาชีพ
81 ข้อ เกณฑ์การประเมิน ผลการประเมิน ผลการประเมิน ครั้งที่1 ครั้งที่2 ผ่าน ไม่ผ่าน ผ่าน ไม่ผ่านข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไข และพัฒนาในข้อที่ไม่ผ่านเกณฑ์ 61 เครื่องมือและเครื่องจักรกลทางการเกษตรต้องมีการตรวจดูสภาพ ความเรียบร้อยหากพบจุดบกพร่องหรือชำรุดเสียหายควรจัดการซ่อมแซม และแก้ไขทันที 62 สารเคมีอันตรายและสารเคมีทางการเกษตรต่างๆผู้ใช้จะต้องรู้จักและเข้าใจ วิธีใช้ให้ถูกต้องโดยอ่านฉลากให้เข้าใจถึงวิธีใช้อย่างละเอียดก่อนใช้สารเคมี และปฏิบัติตามขั้นตอนโดยเคร่งครัด ส่วนที่6น้ำอุปโภคบริโภค 6.1น้ำอุปโภคบริโภค 63* มีน้ำอุปโภคบริโภคที่สะอาดเพียงพอตลอดปี 64 ภาชนะเก็บกักน้ำอุปโภคบริโภคสะอาดมีฝาปิดและรักษาความสะอาด อย่างสม่ำเสมอ รวมจำนวนคะแนนที่ผ่าน ครั้งที่1 ........... ครั้งที่2 ............
82 สรุปผลการตรวจบ้านเกษตรสมบูรณ์ ลงชื่อ.................................................................. ลงชื่อ.................................................................. (..................................................................) (..................................................................) เจ้าของบ้านผู้รับการตรวจประเมิน/ผู้แทน ตำแหน่ง วันที่............./................/...............ผู้ตรวจประเมิน วันที่............./................/.......... 1.คะแนนรวม(ทุกหัวข้อ) = 64คะแนน(100%) 1.คะแนนรวม(ทุกหัวข้อ) = 64คะแนน(100%) คะแนนที่ได้รวม(ทุกหัวข้อ) = …………….คะแนน(.................%) คะแนนที่ได้รวม(ทุกหัวข้อ) = …………….คะแนน(.................%) 2. ผ่านเกณฑ์2 ผ่านเกณฑ์ อยู่ในระดับการประเมิน ดีมาก อยู่ในระดับการประเมิน ดีมาก อยู่ในระดับการประเมิน ดี อยู่ในระดับการประเมิน ดี ไม่ผ่านเกณฑ์ ไม่ผ่านเกณฑ์ อยู่ในระดับการประเมิน ต้องปรับปรุง อยู่ในระดับการประเมิน ต้องปรับปรุง ไม่ผ่านเกณฑ์บังคับในข้อที่..................................... ไม่ผ่านเกณฑ์บังคับในข้อที่..................................... 3.ข้อบกพร่องที่พบ 3.ข้อบกพร่องที่พบ 4.ข้อเสนอแนะและวิธีการในการปรับปรุง 4.ข้อเสนอแนะและวิธีการในการปรับปรุง ครั้งที่1 ครั้งที่2
83 ตอนที่ 2 แบบประเมินคุณภาพชีวิตเกษตรกรสูงวัย คำ ชี้แจง 1. เครื่องมือวัดคุณภาพชีวิตเกษตรกรสูงวัย ประกอบด้วย ข้อคำ ถาม 2 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 เป็นข้อคำ ถามข้อมูลด้านภาวะวิสัย (Perceived Objective) คือ คำ ถามพื้นฐานที่อยู่บนข้อเท็จจริง โดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับจิตใจ ส่วนที่ 2 เป็นคำ ถามข้อมูลด้านอัตวิสัย (Self – Report Subjective) คือคำ ถามมุมมองหรือความคิดเห็นของบุคคลโดยเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึก สภาพจิตใจ ความสัมพันธ์หรือความต้องการ 2. แบบประเมินคุณภาพชีวิตเกษตรกรสูงวัย มีองค์ประกอบ 5 ด้าน ดังนี้ 2.1 ด้านร่างกาย (Physical Domain) คือ การรับรู้สภาพทางด้าน ร่างกายของบุคคล ซึ่งมีผลต่อชีวิตประจำ วัน เช่น การรับรู้สภาพความสมบูรณ์ แข็งแรงของร่างกาย การรับรู้ถึงความรู้สึกสุขสบาย ไม่มีความเจ็บปวด การรับรู้ ถึงความสามารถที่จะจัดการกับความเจ็บปวดทางร่างกายได้การรับรู้ถึงพละกำ ลัง ในการดำ เนินชีวิตประจำ วัน การรับรู้ถึงความเป็นอิสระที่ไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น การรับรู้ ถึงความสามารถในการเคลื่อนไหวของตน การรับรู้ถึงความสามารถในการปฏิบัติ กิจวัตรประจำ วันของตน การรับรู้ถึงความสามารถในการทำ งาน การรับรู้ว่าตน ไม่ต้องพึ่งพายาต่าง ๆ หรือการรักษาทางการแพทย์ เป็นต้น 2.2 ด้านจิตใจ (Psychological Domain) คือ การรับรู้สภาพจิตใจ ของตนเอง เช่น การรับรู้ความรู้สึกทางบวกที่บุคคลมีต่อตนเอง การรับรู้ภาพลักษณ์ ของตนเองการรับรู้ถึงความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองการรับรู้ถึงความมั่นใจในตนเอง การรับรู้ถึงความสามารถในการจัดการกับความเศร้า หรือกังวล การรับรู้เกี่ยวกับ ความเชื่อต่าง ๆ ของตนที่มีผลต่อการดำ เนินชีวิต เช่น การรับรู้ถึงความเชื่อ ด้านวิญญาณ ศาสนา การให้ความหมายของชีวิต และความเชื่ออื่น ๆ ที่มีผลในทาง ที่ดีต่อการดำ เนินชีวิต มีผลต่อการเอาชนะอุปสรรค 2.3 ด้านความสัมพันธ์ทางสังคม (Social Relationships) คือ การรับรู้เรื่องความสัมพันธ์ของตนกับบุคคลอื่น การรับรู้ถึงการที่ได้รับความช่วยเหลือ จากบุคคลอื่นในสังคม การรับรู้ว่าตนได้เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือบุคคลอื่นในสังคม
84 2.4 ด้านสภาพแวดล้อม (Environment) คือ การรับรู้เกี่ยวกับ สิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการดำ เนินชีวิต เช่น การรับรู้ว่าตนมีชีวิตอยู่อย่างอิสระไม่ถูก กักขังมีความปลอดภัยและมั่นคงในชีวิตการรับรู้ว่าได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ที่ดีปราศจากมลพิษต่าง ๆ การคมนาคมสะดวกมีแหล ่งประโยชน์ด้านการเงิน สถานบริการทางสุขภาพและสังคมสงเคราะห์การรับรู้ว่าตนมีโอกาสที่จะได้รับ ข่าวสารหรือฝึกฝนทักษะต่างๆการรับรู้ว่าตนได้มีกิจกรรมสันทนาการและมีกิจกรรม ในเวลาว่าง 2.5 ด้านสุขภาพโดยรวม คือ การรับรู้การพอใจกับการดำ เนินชีวิต และคุณภาพชีวิตในปัจจุบันของ เกษตรกรสูงวัย คำ ชี้แจง แบบประเมินคุณภาพชีวิตของเกษตรกรสูงวัย แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลพื้นฐานส่วนบุคคลของเกษตรกรสูงวัย จำ นวน 15 ข้อ ส่วนที่ 2 แบบสอบถามคุณภาพชีวิตเกษตรกรสูงวัย จำ นวน 31 ข้อ แบ่งออกเป็น 5 ด้าน ดังนี้ 2.1 ด้านสุขภาพกาย 2.2 ด้านจิตใจ 2.3 ด้านสัมพันธภาพทางสังคม 2.4 ด้านสภาพแวดล้อม 2.5 ด้านสุขภาพโดยรวม แบบประเมินคุณภาพชีวิตเกษตรกรสูงวัย
85 คำ ชี้แจง ทำ เครื่องหมาย / ลงใน ( ) หน้าข้อความหรือเติมคำตอบลงในช่องว่าง 1. เพศ ( ) ชาย ( ) หญิง ( ) อื่นๆ ......... 2. อายุ ………………. ปี 3. สถานภาพ ( ) โสด ( ) สมรส ( ) หย่า / หม้าย ( ) แยกกันอยู่ 4. ลักษณะของครอบครัวในปัจจุบันที่ท่านอาศัยอยู่ ( ) ครอบครัวเดี่ยว ( ) ครอบครัวขยาย 5. จำ นวนสมาชิกในครัวเรือน จำ นวน ..................... คน 6. ระดับการศึกษา ( ) ไม่ได้รับการศึกษา ( ) ประถมศึกษา ( ) มัธยมศึกษา ( ) ปริญญาตรี ( ) ปริญญาโท ( ) ปริญญาเอก ( ) อื่นๆ (ระบุ) .................... 7. อาชีพ ( ) ข้าราชการบำ นาญ ( ) รับจ้าง ( ) ธุรกิจส่วนตัว ( ) เกษตรกร ( ) ว่างงาน ( ) อื่นๆ (ระบุ) ............ 8. กรณีถ้าท่านเป็น เกษตรกร ปัจจุบันท่านประกอบกิจกรรมการเกษตรรูปแบบใด ( ) เกษตรเชิงเดี่ยว ( ) เกษตรผสมผสาน ( ) เกษตรทฤษฎีใหม่ ( ) การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ( ) การเกษตรอื่นๆ (ระบุ) ..... 9. ท่านเป็นสมาชิกสถาบันเกษตรกร / องค์กรเกษตรกร หรือกลุ่มต่างๆ ในชุมชนหรือไม่ ( ) ไม่เป็น ( ) เป็น ถ้าเป็น ท่านเป็นสมาชิกสถาบันฯ / องค์กรฯ ใดบ้าง (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) ( ) สหกรณ์การเกษตร ( ) กลุ่ม/สถาบันเกษตรกร ( ) กลุ่มเกษตรกร ( ) กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ( ) กลุ่มส่งเสริมอาชีพการเกษตร ( ) กลุ่มผู้นำชุมชน/อกม. ( ) วิสาหกิจชุมชน ( ) สมาคมฯ ( ) กลุ่มอื่นๆ (ระบุ) ....... ส่วนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลพื้นฐานส่วนบุคคลของเกษตรกรสูงวัย
86 ส่วนที่ 2 แบบประเมินคุณภาพชีวิตเกษตรกรสูงวัย จำ นวน 31 ข้อ แบ่งออกเป็น 5 ด้าน ดังนี้ 1. ด้านสุขภาพกาย จำ นวน 8 ข้อ 2. ด้านจิตใจ จำ นวน 6 ข้อ 3. ด้านสัมพันธภาพทางสังคม จำ นวน 7 ข้อ 4. ด้านสภาพแวดล้อม จำ นวน 8 ข้อ 5. ด้านสุขภาพโดยรวม จำ นวน 2 ข้อ คำ ชี้แจง ข้อคำ ถามนี้สำ หรับใช้วัดคุณภาพชีวิตของเกษตรกรสูงวัย โดยถามถึง ประสบการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งของเกษตรกรสูงวัยในปีที่ผ่านมา ให้ท่านสำรวจ ตัวเองและประเมินเหตุการณ์ความรู้สึกของท่านและทำ เครื่องหมาย√ลงใน ช่องคำ ตอบที่เหมาะสมและเป็นจริงกับท่านมากที่สุดคำ ตอบแบ่งเป็น 5 ตัวเลือก ได้แก่ มากที่สุด หมายถึง ท่านมีความรู้สึกเช่นนั้นมากที่สุด หรือพอใจมากที่สุด มาก หมายถึง ท่านมีความรู้สึกเช่นนั้นบ่อย ๆ รู้สึกพอใจ หรือรู้สึกดี ปานกลาง หมายถึง ท่านมีความรู้สึกเช่นนั้นปานกลาง รู้สึกพอใจ ระดับปานกลาง หรือรู้สึกแย่ระดับกลาง ๆ 10. ท่านมีแหล่งรายได้หลัก ( ) การประกอบอาชีพหลัก ( ) การประกอบอาชีพเสริม ( ) สวัสดิการจากรัฐ ( ) บุคคลในครอบครัว ( ) อื่นๆ (ระบุ) ................. 11. ท่านมีรายได้ต่อเดือน ( ) น้อยกว่า 10,000 บาท ( ) 10,000 – 20,000 บาท ( ) 20,000 – 30,000 บาท ( ) มากกว่า 30,000 บาท 12. ท่านมีการออมเงินช่องทางใด ( ) ฝากธนาคาร ( ) ซื้อสลาก ( ) ออมทรัพย์หมู่บ้าน ( ) อื่นๆ (ระบุ) ............ 13. ท่านมีภาระหนี้สินหรือไม่ ( ) ไม่มี ( ) มี 14. ท่านมีโรคประจำตัวหรือไม่ ( ) ไม่มี ( ) มี(ระบุ) ............. 15. ท่านมีผู้ดูแลหรือไม่ ( ) ไม่มี ( ) มี
87 เล็กน้อย หมายถึง ท่านมีความรู้สึกเช่นนั้นนาน ๆ ครั้ง รู้สึกเช่นนั้น เล็กน้อย รู้สึกแย่เล็กน้อย ไม่เลย หมายถึง ท่านไม่มีความรู้สึกเช่นนั้นเลย รู้สึกไม่พอใจมาก หรือรู้สึกแย่มาก การให้คะแนน การให้คะแนนแบบประเมินคุณภาพชีวิตเกษตรกรสูงวัยมี31ข้อคำ ถามโดย คำตอบแบ่งออกเป็น 5ตัวเลือกได้แก่มากที่สุดมาก ปานกลาง เล็กน้อยและไม่เลย ให้คะแนน ดังต่อไปนี้ มากที่สุด ให้คะแนน 5 มาก ให้คะแนน 4 ปานกลาง ให้คะแนน 3 เล็กน้อย ให้คะแนน 2 ไม่เลย ให้คะแนน 1 ยกเว้น ข้อคำ ถามที่ 1* 6* และข้อ 13* มากที่สุด ให้คะแนน 1 มาก ให้คะแนน 2 ปานกลาง ให้คะแนน 3 เล็กน้อย ให้คะแนน 4 ไม่เลย ให้คะแนน 5 การแปลผล 1. ผลการประเมินคุณภาพชีวิตเกษตรกรสูงวัย (ในภาพรวม) มี3 ระดับ ดังนี้ คะแนนรวม 31 – 75 ระดับการประเมิน มีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี คะแนนรวม 76 – 120 ระดับการประเมิน มีคุณภาพชีวิตกลาง ๆ คะแนนรวม 120 ขึ้นไป ระดับการประเมิน มีคุณภาพชีวิตที่ดี 2. ผลการประเมินคุณภาพชีวิตเกษตรกรสูงวัย (ในแต่ละด้าน) มี3 ระดับ ดังนี้ องค์ประกอบ (ด้าน) คะแนนรวม คะแนนรวม คะแนนรวม 1. ด้านสุขภาพกาย 8 - 19 20 - 31 32 – 40 2. ด้านจิตใจ 6 - 14 15 - 23 14 - 30 3. ด้านสัมพันธภาพทางสังคม 7 - 16 17 - 26 27 - 35 4. ด้านสภาพแวดล้อม 8 - 19 20 - 31 32 - 40 5. ด้านสุขภาพโดยรวม 2 - 5 6 - 8 9 - 10 ผลระดับการประเมิน มีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี มีคุณภาพชีวิตกลางๆ มีคุณภาพชีวิตที่ดี
88 ลำ�ดับ เกณฑ์การประเมิน ระดับคุณภาพชีวิต มากที่สุด มาก ปานกลาง เล็กน้อย ไม่เลย ด้านสุขภาพกาย 1* การเจ็บปวดทางร่างกาย เช่น ปวดหัว ปวดท้อง ปวดตามตัว ทำาให้ท่านไม่สามารถทำาในสิ่งที่ท่าน ต้องการได้มากน้อยเพียงใด 2 ท่านมีกำาลังกาย ในการทำากิจวัตรประจำาวัน หรือทำาสิ่งต่าง ๆ ในแต่ละวันหรือไม่ 3 ท่านนอนหลับสนิทได้มากน้อยเพียงใด 4 ท่านรู้สึกพอใจมากน้อยเพียงใดที่สามารถทำาอะไร ด้วยตนเองได้ในทุกวัน 5 ท่านมีโรคประจำตัวที่ต้องรับประทานยาเป็นประจำ ทุกวันมากน้อยเพียงใด 6* ท่านพอใจกับความสามารถในการทำ งานได้ อย่างที่เคยทำมาได้มากน้อยเพียงใด 7 ท่านสามารถเดินทางไปไหนได้ด้วยตนเองได้ดีเพียงใด 8 ท่านพึงพอใจกับสุขภาพโดยรวมของท่านตอนนี้เพียงใด ด้านจิตใจ 9 ท่านรู้สึกพึงพอใจกับชีวิต (เช่น มีความสุข มีความสงบ มีความหวัง) มากน้อยเพียงใด 10 ท่านมีสมาธิในการทำางานต่าง ๆ มากน้อยเพียงใด 11 ท่านรู้สึกพอใจที่สามารถทำาสิ่งต่าง ๆ ในแต่ละวัน 12 ท่านยอมรับรูปร่างหน้าตาของท่านในวัยนี้ได้มากน้อยเพียงใด 13* ท่านมีความรู้สึกไม่ดีเช่น เหงา เศร้า หดหู่ วิตกกังวล มากน้อยเพียงใด 14 ท่านเห็นคุณค่าของชีวิตและมีความภาคภูมิใจในตนเอง มากน้อยเพียงใด ด้านสัมพันธภาพทางสังคม 15 ท่านพอใจที่ได้มีส่วนร่วมกับกลุ่มคนในสังคม หรือผูกมิตรกับบุคคลอื่นมากน้อยเพียงใด 16 ท่านพอใจกับการช่วยเหลือจากบุคคลอื่นมากน้อยเพียงใด (หน่วยงานท้องถิ่น, ชุมชน) ชื่อ - สกุล (ผู้ให้คำตอบ) .............................. บ้านเลขที่ ........... หมู่ ...... ตำ บล...............อำ เภอ................ จังหวัด ............. ชื่อ - สกุล (เจ้าหน้าที่ผู้ทำ การประเมินให้) ................................ ตำแหน่ง ........................... หน่วยงาน .................................. วัน/เดือน/ปีที่ประเมิน ......................................... แบบประเมินคุณภาพชีวิตเกษตรกรสูงวัย
89 ลำ�ดับ เกณฑ์การประเมิน ระดับคุณภาพชีวิต มากที่สุด มาก ปานกลาง เล็กน้อย ไม่เลย ด้านสัมพันธภาพทางสังคม (ต่อ) 17 ท่านได้เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือบุคคลอื่น ในสังคมมากน้อยเพียงใด 18 ท่านเป็นสมาชิกกลุ่ม/องค์กรในชุมชนมากน้อย 19 ท่านรับรู้ข่าวสารที่จำ เป็นในชีวิตแต่ละวัน 20 ท่านพึงพอใจในการเข้าร่วมกลุ่มต่าง ๆ ในชุมชน 21 ความสัมพันธ์กับสมาชิกในครอบครัวของท่าน ด้านสภาพแวดล้อม 22 ท่านพอใจกับสภาพแวดล้อม ที่อยู่อาศัยรอบ ๆ บ้าน 23 ท่านพอใจกับสภาพแวดล้อม บรรยากาศในชุมชน 24 ท่านอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพ 25 ท่านรู้สึกปลอดภัยในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน 26 ท่านรู้สึกผ่อนคลายกับสภาพแวดล้อมในบ้าน 27 ท่านสามารถพึ่งพาชุมชนของท่านได้ 28 ท่านพึงพอใจกับความสะดวกสบาย ในการเดินทาง ของท่านมากน้อยเพียงใด (การคมนาคม) 29 ท่านพึงพอใจชีวิตความเป็นอยู่ภาพรวม ด้านสุขภาพโดยรวม 30 ท่านพอใจกับสุขภาพของท่านในตอนนี้มากน้อยเพียงใด 31 ท่านคิดว่าท่านมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ อยู่ในระดับใด สรุปผลการประเมินคุณภาพชีวิตเกษตรกรสูงวัย 1. ผลการประเมินคุณภาพชีวิตเกษตรกรสูงวัย (ในภาพรวม) คะแนนรวมทั้งสิ้น ……...… คะแนน มีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี มีคุณภาพชีวิตกลาง ๆ มีคุณภาพชีวิตที่ดี 2. ผลการประเมินคุณภาพชีวิตเกษตรกรสูงวัย (ในแต่ละด้าน) ด้านสุขภาพกาย มีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี มีคุณภาพชีวิตกลาง ๆ มีคุณภาพชีวิตที่ดี ด้านจิตใจ มีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี มีคุณภาพชีวิตกลาง ๆ มีคุณภาพชีวิตที่ดี ด้านสัมพันธภาพทางสังคม มีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี มีคุณภาพชีวิตกลาง ๆ มีคุณภาพชีวิตที่ดี ด้านสภาพแวดล้อม มีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี มีคุณภาพชีวิตกลาง ๆ มีคุณภาพชีวิตที่ดี ด้านสุขภาพโดยรวม มีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี มีคุณภาพชีวิตกลาง ๆ มีคุณภาพชีวิตที่ดี
90 บทที ่ กรณีศึกษาการส่งเสริม เคหกิจเกษตรในครัวเรือน เกษตรกรสูงวัย 4 ตอนที่ 1 กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรพิกุลทองรวมใจ จังหวัดสิงห์บุรี 1. รายละเอียดของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรพิกุลทองรวมใจ ที่ตั้งกลุ่ม เลขที่ 70 หมู่ 3 ตำ บลพิกุลทอง อำ เภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี ประวัติความเป็นมา จังหวัดสิงห์บุรีมีเป้าหมายที่จะส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันในการขับเคลื่อน การดำ เนินงานเมืองที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ (Age Friendly Organization : WHO) ซึ่งหมายถึง เมือง/ชุมชนที่มีการดำาเนินงานปรับสภาพแวดล้อมภายในบ้าน ชุมชน หรือเมือง และโครงสร้างพื้นฐานเดิมให้เหมาะสม เอื้อต่อการมีสุขภาพดีสร้างเสริม ให้ผู้สูงอายุมีอายุยืนยาว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีโดยมีบันทึกข้อตกลงการขับเคลื่อน การดำ เนินงาน ภายใต้วิสัยทัศน์“ผู้สูงวัยเป็นหลักชัยของสังคม”ตามกรอบการ บูรณาการความร่วมมือ 7 กระทรวง ยกระดับการพัฒนากำ ลังคนกลุ่มผู้สูงอายุ ภายใต้บริบทของจังหวัดสิงห์บุรี เพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนของผู้สูงอายุ ดังนั้นเพื่อเตรียมความพร้อมในการก้าวสู่สังคมเกษตรสูงอายุในปีงบประมาณ พ.ศ.2565กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดทำ โครงการส่งเสริมเคหกิจเกษตรในครัวเรือน
91 เกษตรสูงวัย เพื่อส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้านเคหกิจเกษตรในครัวเรือนเกษตรสูงวัย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่สังคมเกษตรสูงวัย สำ นักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรีได้คัดเลือกเป้าหมายเกษตรกรสูงวัย ที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป ของอำ เภอท่าช้าง ซึ่งเป็นผู้สูงวัยที่มีความรู้ในหลาย ๆ เรื่องไม่ว่าจะเป็นด้าน การเกษตร ด้านอาชีพ และมีใจใฝ่รู้มักจะรวมตัวเพื่อเข้ารับการอบรมกับหน่วยงาน ต่างๆในชุมชน มีการเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอจากนั้นได้จัดตั้งเป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ชื่อ “กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรพิกุลทองรวมใจ” เพื่อเป็นแหล่งรับการสนับสนุน และถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตร และทำ กิจกรรมร่วมกันเพื่อพัฒนาอาชีพ และยกระดับเศรษฐกิจครัวเรือน และยังมีเงินออมในชุมชน เกิดการกระจายรายได้ ในชุมชนและภายนอกชุมชน ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของครอบครัวเกษตรกรและชุมชน ดีขึ้นอย่างยั่งยืน สมาชิกของกลุ่ม จำ นวน 10 คน เพศหญิง 10 คน อายุเฉลี่ย 60 ปี การดำ เนินกิจกรรมกลุ่ม การทำ ขนมดอกจอก และขนมกะหรี่ปั๊บ เป็นต้น จากการทำ กิจกรรมดังกล่าว ทำ ให้สมาชิกเกษตรกรสูงวัยที่เข้าร่วมกลุ่มมีรายได้ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3,000 – 4,000 ต่อเดือน
92 2. จุดเด่นของผลิตภัณฑ์/ความสำ เร็จการดำ เนินการกลุ่มเกษตรกรสูงวัย ความสำ เร็จในการเข้าร่วมโครงการของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรพิกุลทองรวมใจ มีการสร้างงานในชุมชนสามารถช่วยลดปัญหาการว่างงาน ส่งเสริมการดำ เนินชีวิต ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทำ ให้สมาชิกมีรายได้เสริมส่งผลให้มีคุณภาพ ชีวิตที่ดีขึ้น สามารถถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้อื่นได้และส่งเสริมการสร้างความมั่นคง ด้านอาหารในครัวเรือนและชุมชน จากการดำ เนินผลสำ เร็จอีกประการหนึ่ง คือ การทำ ขนมดอกจอก และขนมกะหรี่ปั๊บ เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นความต้องการ ของตลาดสินค้าทั้งในชุมชนและนอกชุมชน และมีการแปรรูปผลผลิตที่หลากหลาย เพื่อเพิ่มมูลค่าเช่นปลาทับทิมหยองและการทำ ไส้กรอกปลาทับทิมโดยมีช่องทาง การจำ หน่ายในงานเทศกาลสำคัญต่างๆรวมถึงมีการออกร้านจำ หน่ายผลิตภัณฑ์กับ หน่วยงานต่างๆ ทั้งนี้มีปัจจัยสำคัญต่อความสำ เร็จกล่าวคือมีการบริหารจัดการทุน กลุ ่มมีการตั้งเป้าหมายในการดำ เนินธุรกิจจากขนาดเล็กไปขนาดใหญ ่ สมาชิก ทุกคนในกลุ่ม วางแผนร่วมกัน ตัดสินใจร่วมกัน และมีการสร้างการรับรู้ข่าวสารให้ สมาชิกกลุ่มในหลายช่องทางอย่างสม่ำาเสมอ เช่น การนัดประชุมกลุ่ม สร้างกลุ่ม ผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์และศึกษาเพิ่มเติมองค์ความรู้ใหม่ ผ่านการอบรม สัมมนา จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน หรือผ่านสื่อสารออนไลน์ เป็นต้น