The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานเรื่อง การพัฒนาบุคลิกภาพในการทำงาน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2021-09-11 00:31:56

รายงานเรื่อง การพัฒนาบุคลิกภาพในการทำงาน

รายงานเรื่อง การพัฒนาบุคลิกภาพในการทำงาน

รายงานเรื่อง การพฒั นาบุคลกิ ภาพในการทางาน

จัดทาโดย
นางสาวอญั ธิชา หว้ามุข
แผนกวชิ าเทคโนโลยสี ารสนเทศ ปวช.3/2

เสนอ
อาจาร์ยเออื้ มเดอื น ผสมทรัพย์

วทิ ยาลยั เทคนิควงั น้าเยน็

คานา

รายงานน้ีจดั ข้ึนเพือ่ เป็นส่วนหน่ึงของวิชา ฝึกงาน ช้นั
ประกาศนียบตั รวิชาชีพ ปี ที่3 เพื่อใหไ้ ดศ้ ึกษาหาความรู้ใน
เร่ือง การใชภ้ าษาในการส่ือสารในสถานประกอบการ และได้
ศึกษาอยา่ งเขา้ ใจเพอื่ ประโยชน์กบั การเรียน

ผจู้ ดั ทาหวงั วา่ รายงานเลม่ น้ีจะเป็นประโยชน์กบั ผอู้ ่าน
หรือนกั เรียนนกั ศึกษา ที่กาลงั หาขอ้ มูลในเรื่องน้ีอยู่ หากมี
ขอ้ เสนอแนะ หรือขอ้ ผดิ พลาดประการใด ผจู้ ดั ทาขอนอ้ มรับ
ไว้ และขออภยั มา ณ ที่น้ีดว้ ย

นางสาวอญั ธิชา หวา้ มุข

สารบญั ก

คานา
สารบญั 1
การพฒั นาบุคลกิ ภาพในการทางาน
ความหมายของบุคลกิ ภาพ 2
การพฒั นาบุคลกิ ภาพโดยทวั่ ไป 3
วตั ถุประสงค์การฝึ กอบรม 4
หัวข้อการฝึ กอบรม 5
วธิ ีพฒั นาบุคลกิ ภาพ 6
บุคลกิ ภาพของบุคคล แบ่งเป็ น 2 ประเภท คอื 7
หลกั การแต่งกายดที ช่ี ่วยเสริมสร้างบุคลกิ ภาพ 4 ประการ 8

บทท1่ี การพฒั นาบุคลกิ ภาพในการทางาน

บุคลกิ ภาพ (Personality)
วงการธุรกิจและอตุ สาหกรรมยคุ ปัจจุบนั ใหค้ วามสนใจกบั บุคลากรในองคก์ ร
เนื่องจากเป็นหวั ใจสาคญั อีกประการหน่ึงของความสาเร็จหรือลม้ เหลวขององคก์ ร
บุคลากรในองคก์ รท่ีจะถือไดว้ า่ มีคุณภาพ นอกจากจะตอ้ งมีทกั ษะประสบการณ์และ
ความรู้ความสามารถในการทางาน ตามภาระหนา้ ที่แลว้ ควรตอ้ งมีบคุ ลิกภาพที่
เหมาะสมสอดคลอ้ งกบั งาน บุคลิกภาพซ่ึงเนน้ คุณลกั ษณะเฉพาะตวั ของบุคคล จะมีผล
ต่อประสิทธิภาพการทางาน และปฏิสมั พนั ธ์กบั ผอู้ ่ืนท้งั ในองคก์ รและนอกองคก์ ร และ
ยงั เป็นภาพลกั ษณ์ท่ีสาคญั ขององคก์ รดว้ ย อยา่ งไรกต็ าม คนไทยเราส่วนใหญ่ท้งั ที่
ดาเนินงานธุรกิจหรือ อตุ สาหกรรมเอง และที่ทางาน เกี่ยวขอ้ งกบั อุตสาหกรรม อาจ
ขาดลกั ษณะท่ีจาเป็นหลายประการ เพอ่ื การดาเนินงานใหเ้ จริญกา้ วหนา้ ทนั กบั
วทิ ยาการสมยั ใหม่ ทนั กบั เหตุการณ์ความเป็นไปของโลกที่มีการเคล่ือนไหว
เปล่ียนแปลงอยา่ งรวดเร็ว ลกั ษณะท่ีจาเป็นดงั กล่าวน้นั ส่วนหน่ึงคือบุคลิกภาพ ซ่ึงเป็น
เร่ืองท่ีเรียนรู้ ฝึกฝน และพฒั นาได้ ที่ บุคลิกภาพซ่ึงเนน้ คุณลกั ษณะเฉพาะตวั ของ
บุคคล จะมีผลต่อ

ประสิทธิภาพการ ทางาน

ปฏิสมั พนั ธก์ บั ผอู้ ื่นท้งั ในองคก์ รและนอกองคก์ ร และยงั เป็นภาพลกั ษณ์ที่สาคญั ของ
องคก์ รอีกดว้ ย บุคลากร ในองคก์ รส่วนใหญ่อาจขาดลกั ษณะที่พึงประสงคห์ ลาย
ประการ ดงั น้นั เพือ่ การดาเนินงานขององคก์ รมีความเจริญกา้ วหนา้ การ ใหค้ วามสาคญั
กบั การพฒั นาบุคลิกภาพของบุคลากร จึงเป็นส่ิงสาคญั อยา่ งยง่ิ การมีบุคลิกภาพที่ดีและ
สง่างาม ท ใหเ้ กิดความมนั่ ใจและสร้างความประทบั ใจต่อผพู้ บเห็นและการที่องคก์ รมี
บุคล กรที่มีบุคลิกภาพท่ีดีและสง่างาม ก่อใหอ้ งคก์ รเกิดความน่าเช่ือถือและอีกท้งั ยงั
เป็นการเสริมสร้างภาพลกั ษณ์ท่ีดีใหก้ บั องคก์ ร การพฒั นาบุคลิกภาพ ไม่มีสูตรตายตวั
สามารถเปล่ียนแปลงและพฒั นาไดต้ ามความเหมาะสมของหนา้ ที่และบทบาท การ
พฒั นาบุคลิกภาพตนเอง ใหเ้ ป็นผมู้ ีบุคลิกภาพท่ีดี จะตอ้ งพฒั นาในหลายดา้ นประกอบ
และควบคู่กนั ไป

ความหมายของบุคลกิ ภาพ

คาวา่ “บุคลิกภาพ” (personality) ซ่ึงเป็นลกั ษณะเฉพาะของบุคคลที่บ่งบอก
ความแตกต่างระหวา่ งบุคคล ไดม้ ีผใู้ หค้ วามหมายไวต้ ่างๆ
จากคาจากดั ความและความหมายของ “บุคลิกภาพ” ท่ีกล่าวมา สรุปไดว้ า่ บุคลิกภาพ
คือตวั บุคคลโดยส่วนรวม ท้งั ลกั ษณะทางกาย ซ่ึงสงั เกตไดง้ ่าย อนั ไดแ้ ก่รูปร่างหนา้ ตา
กิริยาท่าทาง น้าเสียง คาพดู ความสามารถทางสมอง ทกั ษะการทากิจกรรมต่างๆ และ
ลกั ษณะทางจิตซ่ึงสงั เกตไดค้ ่อนขา้ งยาก ไดแ้ ก่ ความรู้สึกนึกคิด เจตคติ คา่ นิยม ความ
สนใจ ความมุ่งหวงั อุดมคติ เป้ าหมาย และความสามารถในการปรับตวั ใหเ้ ขา้ กบั
ส่ิงแวดลอ้ ม ลกั ษณะดงั กล่าวมีท่ีมาจากพนั ธุกรรมและสิ่งแวดลอ้ มของแต่ละคน ส่งผล
สู่ความสามารถในการปรับตวั ต่อส่ิงแวดลอ้ มและความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล
จากความหมายของบุคลิกภาพดงั กลา่ ว เมื่อนามาวเิ คราะห์ใหส้ มั พนั ธก์ บั องคก์ ารท่ี
เก่ียวขอ้ งกบั การดาเนินงาน ท้งั ดา้ นการบริหาร การผลิต การจาหน่าย และการ
ใหบ้ ริการ โดยพิจารณาบุคลิกภาพท่ีส่งผลต่อการดาเนินงาน จะพบวา่ ทุกลกั ษณะของ
บุคลิกภาพมีอิทธิพลต่อผลการดาเนินงาน โดยมีอิทธิพลมากบา้ งนอ้ ยบา้ ง จึงอาจให้
ความหมายของบุคลิกภาพเชิงอุตสาหกรรมไดว้ า่ เป็นลกั ษณะส่วนรวมของบุคคลท้งั
ทางดา้ นร่างกายและจิตใจ ซ่ึงเอ้ืออานวยใหเ้ กิดผลดีต่อการดาเนินงานอุตสาหกรรม ท้งั
ในแง่ของการบริหาร การผลิต การจาหน่าย และการใหบ้ ริการในงานอุตสาหกรรม
ความสาคญั ของบุคลิกภาพไดด้ งั น้ี

1.บุคลิกภาพมีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบตั ิงาน
บุคลิกภาพในส่วนที่เกี่ยวกบั แรงจูงใจ มีอิทธิพลสูงมากต่อการทางาน ถา้ บุคคลมี
แรงจงู ใจใฝ่ สมั ฤทธ์ิสูง จะเป็นแรงพลงั กระตุน้ ใหม้ านะพยายาม ดาเนินงานสู่
ความสาเร็จ ทาใหบ้ ุคคลมีความอดทน ต่อสู้ บากบน่ั ใชค้ วามสามารถ ลงทุนลงแรง
สนใจใฝ่ รู้ในทุกสิ่งที่เกี่ยวขอ้ งเพ่ือพฒั นางานใหเ้ จริญกา้ วหนา้ แต่ถา้ บุคคลมีแรงจงู ใจ
ใฝ่ สมั ฤทธ์ิต่า กจ็ ะลงทนุ ลงแรงนอ้ ยเพื่อใหง้ านบรรลุเป้ าหมายนอ้ ยลงไป ทาใหง้ าน
ขาดประสิทธิภาพ

1.1บุคลิกภาพกาหนดทิศทางการดาเนินงาน
บุคลิกภาพทางดา้ นความคิดริเร่ิม ดา้ นกลา้ ไดก้ ลา้ เสีย และดา้ นความระมดั ระวงั
รอบคอบ มีผลต่อทิศทางการดาเนินงาน ถา้ บุคคลมีความคิดริเร่ิมสร้างสรรคส์ ูง
มกั ดาเนินงานโดยคิดคน้ ความแปลกใหม่ใหก้ บั ผลผลิตหรือการใหบ้ ริการ
รวมท้งั การ ใชก้ ลยทุ ธห์ ลากหลายเพื่อการตลาดและการโฆษณาประชาสมั พนั ธ์
เพื่อเอาชนะคแู่ ข่งขนั และดารงงานใหค้ งอยหู่ รือกา้ วหนา้ ต่อไป หรือถา้ มี
บุคลิกภาพแบบกลา้ ไดก้ ลา้ เสีย บุคคลน้ีมกั จะยอมลงทุน เส่ียง กลา้ เผชิญกบั
ความลม้ เหลว เพราะถา้ ไดก้ จ็ ะไดม้ ากจนข้นั พลิกผนั ชีวิตของตนเองได้ แต่จะมี
บุคคลบางประเภทท่ีมีบุคลิกภาพดา้ นความระมดั รอบคอบสูง บุคคลประเภทน้ี
มกั จะไม่ลงทุนกบั สิ่งที่ไม่แน่นอน และจะทางานประเภทท่ีกา้ วไดเ้ ร่ือยๆ คือ
กา้ วชา้ แต่ตนเองรู้สึกวา่ มน่ั คง

2.1บุคลิกภาพมีผลต่อความน่าเช่ือถือ
บุคลิกภาพบางดา้ น มีส่วนช่วยสร้างเสริมความน่าเช่ือถือ หรือทาใหบ้ คุ คลมี
“เครดิต” ในความรู้สึกของผทู้ ่ีเกี่ยวขอ้ ง เช่น ถา้ บุคคลเป็นผทู้ ่ีรักษาคาพดู
อารมณ์มนั่ คง มีเหตุมีผล วางตนไดถ้ กู ตอ้ งตามกาลเทศะ มีน้าใจ ทาอะไรโดย
นึกถึงใจเขาใจเรา บุคคลประเภทน้ีถา้ เป็นหวั หนา้ กจ็ ะเป็นที่ยอมรับของลูกนอ้ ง
เป็นมิตรท่ีดี และสร้างความรู้สึกชอบพอไวว้ างใจใหแ้ ก่ลกู คา้ ได้ แต่ถา้ บุคคลมี
ลกั ษณะตรงกนั ขา้ ม คือไม่น่าเช่ือถือ กม็ กั เกิดปัญหาอุปสรรคในการดาเนินงาน

คือผอู้ ื่นอาจไม่ไวว้ างใจ ไม่เช่ือถือศรัทธา ไม่ยอมรับ ไม่ร่วมงานดว้ ย ซ่ึงอาจ
สร้างความเสียหายใหก้ บั งานได้ เพราะถา้ ไม่เป็นที่น่าเช่ือถือ กย็ อ่ มไม่สามารถ
ดาเนินงานร่วมกบั ผอู้ ่ืนไดโ้ ดยราบรื่น

บุคลกิ ภาพทพ่ี งึ ประสงค์ในการทางาน

บุคลิกภาพของบุคคลมิใช่เรื่องตายตวั เสมอไป เปล่ียนแปลงได้ พฒั นาได้ ตาม
บทบาทและอาชีพท่ีดาเนินอยู่ การพฒั นาบุคลิกภาพในการทางาน อาจแบ่งไดเ้ ป็น 3
ดา้ น ดว้ ยกนั คือ การพฒั นาบุคลิกภาพโดยทวั่ ไป การพฒั นาบุคลิกภาพดา้ นการเป็นผนู้ า
และการพฒั นาบุคลิกภาพดา้ นความเป็นผใู้ หญ่ สาหรับความเป็นผนู้ าน้นั ไดก้ ล่าวไว้
แลว้ ในบทที่ผา่ นมา ดงั น้นั ในที่น้ีจะกล่าวถึงการพฒั นาบุคลิกภาพโดยทว่ั ไปและ
บุคลิกภาพดา้ นความ เป็นผใู้ หญ่ ซ่ึงมีแนวทางการพฒั นา ดงั ต่อไปน้ี

1 การพฒั นาบุคลกิ ภาพโดยทว่ั ไป

1.1 การพฒั นาบุคลิกภาพทางกาย ควรใชเ้ ครื่องแต่งกายที่สะอาดเรียบร้อย ใชใ้ ห้
เหมาะสมกบั รูปร่างของตน ไม่ฟ่ ูฟ่ าหรือนาสมยั จนเกินไป บุคลิกภาพทางกายเป็นส่ิง
ประทบั ใจคร้ังแรก ถา้ ใครโดนวจิ ารณ์วา่ เห็นใหม่ๆ ไม่ชอบ แตพ่ อใกลช้ ิดแลว้ จึงรู้วา่
น่าคบ
นอกจากการดูแลตนเอง เรื่องการแต่งกายและความสะอาด ควรตรวจสอบตนเอง
เก่ียวกบั ภาษาและกิริยาท่าทางดว้ ย ดงั คาพงั เพยท่ีวา่ “สาเนียงบอกภาษา กิริยาบอก
สกลุ ” คาพงั เพยน้ียงั ใชไ้ ดด้ ีอยแู่ ต่บุคคลกต็ อ้ งไม่ลืมวา่ หากใครมีชาติกาเนิดหรือมี
พ้ืนฐานด้งั เดิมท่ีไม่ดีนกั กิริยาท่าทางและภาษาท่ีใชป้ ระจาของตน กส็ ามารถปรับปรุง
ใหด้ ีข้ึนได้ มารยาทดี ภาษาดี ไม่จาเป็นตอ้ งมาจากรากฐานชาติสกลุ ที่ดีเสมอไปทุกคน
พฒั นาได้

1.2 การพฒั นาบุคลิกภาพทางสติปัญญา ความรู้สึกนึกคิด เจตคติ และความสนใจ ผู้

ทางานโดยทว่ั ไป ไม่จาเป็นจะตอ้ งฉลาดเฉลียวมีไหวพริบสูงเสมอไป จึงจดั วา่ มี
บุคลิกภาพดี ถา้ ทุกคนฉลาดมากเท่ากนั ไปหมด คิดอะไรเหมือนๆ กนั สนใจส่ิงคลา้ ยๆ
กนั โลกคงน่าเบ่ือ ดงั น้นั เมื่อบุคคลคิดวา่ ตนเองมีความสามารถดา้ นใดเป็นพิเศษกม็ ุ
พฒั นาดา้ นน้นั แต่กไ็ ม่ควรละเลยท่ีจะสะสมความรอบรู้หรือความสนใจดา้ นอื่นๆ ดว้ ย
เพราะจะทาใหม้ ีความคิดและความสนใจที่กวา้ งข้ึน อนั เป็นส่ิงจงู ใจใหม้ ีเพ่ือนใหม่
เพิ่มข้ึน มีคนอยากคบอยากสนทนาดว้ ยมากข้นึ และมีความมนั่ ใจในตนเอง คุยกบั
ใครๆ คบกบั ใครๆ ไดส้ บายใจ ดงั น้นั การมีส่วนร่วมในการทางานของสโมสร สมาคม
และองคก์ ารต่างๆ ร่วมในการกีฬาการละเล่น หรือในกิจกรรมต่างๆ จะทาใหเ้ ป็น

บุคคลท่ีมีความรอบรู้ กวา้ งขวางข้ึน เช่ือมน่ั ในตนเอง
1.3 การพฒั นาบุคลิกภาพทางอารมณ์ บุคคลท่ีตอ้ งการจะพฒั นาบุคลิกภาพทาง

อารมณ์ อาจเร่ิมตน้ โดยสงั เกตและคิดหาเหตุผลจากพฤติกรรมของเดก็ ในตวั เดก็ จะมี
การแสดง อารมณ์ต่างๆ การแสดงออกทางอารมณ์ของเดก็ จะเป็นไปตามธรรมชาติ

เช่น เม่ือรักเม่ือชอบกจ็ ะแสดงความเป็นเจา้ ของในสิ่งที่รักหรือชอบอยา่ งเตม็ ที่ เม่ือ
โกรธ เกลียดไม่ชอบกแ็ สดงออกมาไม่ปิ ดบงั อารมณ์เหล่าน้ีเม่ือบุคคลเห็นเดก็ แสดง
มกั รู้สึกวา่ ไม่สมควรทาและพยายามใหเ้ ดก็ หยดุ พฤติกรรมดงั กล่าวน้นั ซ่ึงถา้ ผใู้ หญ่เป็น
ผแู้ สดงพฤติกรรมดงั กล่าวเสียเอง สงั คมกน็ ่าจะไม่ยอมรับ ดงั น้นั วิธีการที่ดีกค็ ืออยา่
ปล่อยใหม้ ีอารมณพ์ ล่งุ พล่าน เพราะจะทาใหบ้ ุคคลกา้ วร้าวหยาบคายต่อเพื่อนร่วมงาน

ต่อผบู้ ริหาร ลูกคา้ และบุคคลทวั่ ไป หรือแมแ้ ต่การแสดงออกซ่ึงความรักความชอบก็
ควรจะสารวมใหอ้ ยใู่ นระดบั ท่ีพอดี เพ่ือใหเ้ ป็นที่ยอมรับของบุคคลทวั่ ไปดว้ ย
1.4 การพฒั นาบุคลิกภาพทางสงั คม บุคลิกภาพทางสงั คม เช่น กิริยาท่าทาง น้าเสียง
ภาษาพดู การแต่งกาย และการวางตน เป็นปัจจยั เบ้ืองตน้ ที่จงู ใจ ใหบ้ ุคคลอื่นๆ อยาก
คบหาสมาคมดว้ ย แต่กเ็ ป็นเพียงเบ้ืองตน้ เท่าน้นั ปัจจยั ที่จะทาใหม้ ิตรภาพยงั่ ยนื มาจาก
คุณสมบตั ิที่อยภู่ ายในตวั บุคคล เช่น น้าใจท่ีใหผ้ อู้ ื่น ความไม่เห็นแก่ตวั ความซ่ือสตั ย์
ความบริสุทธ์ิใจ การรู้จกั ใจเขาใจเรา ความเป็นคนตรงต่อเวลา ซ่ึงสิ่งเหล่าน้ีบุคคล

ควบคุมตนเองใหป้ ระพฤติปฏิบตั ิได้ และเม่ือทาไปนานๆ กจ็ ะเกิดความเคยชิน และ
กลายเป็นลกั ษณะประจาตวั
การกระทาทุกอยา่ งในหม่คู ณะ ควรท่ีจะทาโดยแสดงใหเ้ ห็นวา่ เราเคารพผทู้ ่ีร่วม

1.อยา่ หลบั ในเม่ือคนอ่ืนๆ กาลงั พดู อยู่ อยา่ นง่ั เม่ือผอู้ ื่นยนื อยา่ พดู ในเมื่อควรจะนิ่ง
อยา่ เดินใน เม่ือคนอื่นๆ หยดุ เดิน

2.ทาสีหนา้ ใหช้ ่ืนบาน แต่ในกรณีที่มีเร่ืองร้ายแรงพงึ ทาสีหนา้ ใหเ้ คร่งขรึมบา้ ง
3.อยา่ โตเ้ ถียงกบั ผทู้ ี่อยเู่ หนือกวา่ แตพ่ ึงเสนอขอ้ วินิจฉยั ของตนแก่ผนู้ ้นั อยา่ งอ่อน

นอ้ มถ่อมตน
4.เม่ือผใู้ ดพยายามทางานจนสุดความสามารถแลว้ แมจ้ ะไม่ไดร้ ับผลสาเร็จเป็น

อยา่ งดี กไ็ ม่ควรจะตาหนิติเตียนเขา
5.อยา่ ใชถ้ อ้ ยคารุนแรงติเตียนหรือดุด่าผหู้ น่ึงผใู้ ด
6.อยา่ ผลีผลามเชื่อข่าวลือท่ีก่อความกระทบกระเทือนใหแ้ ก่ผหู้ น่ึงผใู้ ด
7.อยา่ รับทาในส่ิงท่ีตนไม่สามารถทาได้ แต่เม่ือสญั ญาอยา่ งใดแลว้ กต็ อ้ งทาตาม

สญั ญาน้นั

หลกั การพฒั นาบุคลิกภาพทางสงั คมท้งั 8 ประการของทา่ นอดีตประธานาธิบดียอร์ช
วอชิงตนั ดงั กล่าวน้ีหากปฏิบตั ิไดค้ รบถว้ นไม่วา่ จะเป็นนกั ธุรกิจหรือ ผทู้ างานอื่นใด ก็
น่าจะมีแนวโนม้ ไดร้ ับความสาเร็จในชีวิตท่ีนอกเหนือจากการมีบุคลิกภาพดี

2.การพฒั นาความเป็ นผู้ใหญ่

ผทู้ ี่ทางานควรฝึกตนใหม้ ีความเป็นผใู้ หญ่ ดงั นี้

1.สร้างความเช่ือมน่ั ในตนเอง คือ พ่ึงตนเอง มีความรู้สึกมน่ั คง วนิ ิจฉยั ปัญหาได้
ดว้ ยตนเอง ตดั สินใจไดด้ ว้ ยตนเอง สามารถคาดการณ์ล่วงหนา้ ไดพ้ อประมาณ
วา่ ถา้ ลงมือกระทาไปแลว้ จะไดร้ ับผลอยา่ งไร

2.พยายามวเิ คราะห์ประเมินตนเองอยา่ งแทจ้ ริง คือพิจารณาวา่ ตนมีความสามารถ
ใดและขาดความสามารถทางใด แลว้ ใชค้ วามสามารถที่มีอยใู่ หไ้ ดป้ ระโยชน์
มากท่ีสุด พยายามเปล่ียนสิ่งท่ีพอจะเปลี่ยนได้ ส่ิงท่ีเปล่ียนไม่ได้ สิ่งท่ีเปล่ียน
ไม่ไดก้ อ็ ยา่ นามาคานึงถึงจนกลายเป็นความวติ กกงั วล

3.ทาใจใหพ้ ร้อมในการเผชิญความจริง โดยคิดวา่ ในโลกน้ีมีข้ึนมีลงมีท้งั ส่ิงดีและ
ไม่ดี มีท้งั คนดีมากและคนดีนอ้ ย เรากเ็ หมือนคนอื่นๆ คือประสบท้งั สิ่งดีและ
ไม่ดีในชีวิต เราอาจพบหวั หนา้ งาน เพ่ือนร่วมงาน และลูกนอ้ งบางคนที่ดีมาก
แต่บางคนกท็ าใหเ้ รายงุ่ ยากใจในการทางานร่วมดว้ ย คนบางคนเป็นคนดีตามที่
เราตอ้ งการ แต่บางคนถึงกบั ทาใหเ้ ราลม้ หมอนนอนเสื่อ ส่วนชีวติ ของเราน้นั
บางตอนกด็ ูราบร่ืนมนั่ คง บางตอนกท็ าทา่ จะไปไม่ไหว คนที่มีความเป็นผใู้ หญ่
คือ คนซ่ึงไม่วา่ จะอยใู่ นสถานการณ์ใดยงั พร้อมอยเู่ สมอที่จะปรับปรุงชีวติ ของ
ตน เองใหด้ ีข้ึน ไม่หวนั่ ไหวไปกบั การเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปตามกฎธรรมชาติ
จนเกินกวา่ เหตุ

4.ฝึกตนใหม้ ีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของตนเองไม่วา่ จะอยใู่ น
สถานการณ์ใด คือ มีอารมณ์มนั่ คง ไม่ปล่อยตนเป็นทาสของอารมณ์ตาม
ธรรมชาติไปเสียหมด โดยธรรมชาติของชีวติ น้นั บางคนกร็ ่าเริงมีความสุข
บางคร้ังกเ็ ศร้าหมองหดหู่ บางคร้ังกโ็ กรธเกลียดไม่ชอบใจ แต่กต็ อ้ งทาใจวา่
ชีวติ ใครๆ กเ็ ป็นอยา่ งน้ี “ชวั่ เจด็ ที ดีเจด็ หน” การมีดีบา้ งชวั่ บา้ งกท็ าใหช้ ีวิตมี

รสชาติ ดงั น้นั เม่ือมีความสุขกอ็ ยา่ ปล่อยใหค้ วามปิ ติยนิ ดีมาทาใหเ้ ราร่าเริงจน
ผดิ กาลเทศะ หรือเมื่อเศร้าหมองหดหู่ใจกอ็ ยา่ ปล่อยตนจมอยกู่ บั ความเศร้า
โศกจนทาอะไรไม่ไดห้ รือขาดสมาธิในการทางาน การยมิ้ สูเ้ ขา้ ไวก้ น็ ่าจะเป็น
ทางออกที่ดีและอยา่ คิดส้นั ควรใหโ้ อกาสแก่ตนเองในการเผชิญกบั ปัญหา การ
ฆ่าตวั ตายหนีความลม้ เหลวเป็นวสิ ยั ของผทู้ ี่ไม่มีความเป็นผใู้ หญ่
5.ฝึกตนใหท้ างานโดยมีการวางแผนและเป้ าหมาย คือ ไม่ปล่อยชีวิตใหเ้ ป็นไป
ตามลมเพลมพดั เม่ือจะทางานกค็ วรจะถามตวั เองวา่ ทาเพื่อใคร ทาอะไร ทา
เม่ือใด และทาอยา่ งไร มีการเตรียมการล่วงหนา้ กาหนดกิจกรรมตา่ งๆ ไว้
ล่วงหนา้ วิธีการดงั กล่าวน้ี จะช่วยใหก้ า้ วหนา้ อยา่ งมีจงั หวะ และทาใหช้ ีวิตใน
แต่ละวนั มีความหมายสาหรับตน
6.รู้จกั บงั คบั ใจตนเอง คือ ทาตนใหม้ ีความสามารถในการ”รอ” สิ่งที่ตอ้ งการได้
ผใู้ ดกต็ ามถา้ ไม่สามารถรอสิ่งท่ีตอ้ งการได้ นบั วา่ ยงั ไม่เป็นผใู้ หญ่ ท้งั ยงั มีผลทา
ใหบ้ ุคลิกภาพดา้ นอื่นๆ พลอยเสียไปดว้ ย และแสดงวา่ ยงั ไม่พร้อมสาหรับการมี
บุคลิกภาพที่ดี ความสามารถในการรอคอย ยงั ช่วยใหม้ ีสมั พนั ธภาพที่ดีกบั ผอู้ ่ืน
และแกป้ ัญหาทางอารมณ์ไดม้ าก เช่น สามารถรอคอยผทู้ ่ีผดิ นดั ได้ หรืออดทน
รอการอนุมตั ิในบางเร่ืองท่ีสาคญั ต่อ
7.ตระหนกั ในคุณค่าของตนเองและของผอู้ ื่น คือ รู้จกั ยอมรับในคุณคา่ ของผอู้ ื่นท่ี
ไม่เหมือนตน
เช่น คนบางคนเห็นวา่ เงินและทรัพยส์ มบตั ิคือจุดหมายปลายทางของชีวติ บาง
คนเห็นวา่ คุณคา่ ที่สาคญั สาหรับเขาคือมีความรู้สูง มีผลสาเร็จทางธุรกิจบางคน
ยดึ ถืออุดมการณ์หรืออุดมคติบางอยา่ งแลว้ กม็ ุ่งมนั่ ไปสู่แนวความคิดน้นั บาง
คนหาความพอใจใหช้ ีวติ โดยแต่งกายสวยหรู ในส่ิงของราคาแพง แตบ่ างคน
ชอบความเป็นอยงู่ ่ายๆ วนั หยดุ กย็ งิ นกตกปลาไปตามเร่ือง ความแตกต่าง
ระหวา่ งบุคคลดงั กล่าว ถา้ ทาใจใหย้ อมรับ ไม่มองคนอื่นที่ไม่เหมือนเราวา่ ผดิ

ไม่พยายามเปล่ียนคนอ่ืนใหย้ ดึ ถือเหมือนเราไปเสียหมด กจ็ ะทาใหเ้ ราอยกู่ บั เขา
ไดส้ บายใจข้ึน ทาใหม้ ีสุขภาพจิตดี บุคลิกภาพของเรากด็ ีข้ึน
8.พยายามปรับชีวติ ใหเ้ ขา้ กบั สงั คม คือ ทาตนใหม้ ีความสุขในทุกสภาพของ
ส่ิงแวดลอ้ ม เราอาจเป็นคนชอบสนั โดษ แต่ถา้ เขามีงานร่ืนเริงในท่ีทางานไม่วา่
จะในระหวา่ งเพื่อน ระหวา่ งผบู้ งั คบั บญั ชากบั ผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชา เรากต็ อ้ งแสดง
ความพอใจท่ีจะร่วมดว้ ยได้ หรือเราอาจมีวธิ ีทางานที่ตา่ งไปจากคนอ่ืน แต่เราก็
ตอ้ งสามารถผอ่ นปรนไดบ้ า้ งโดยไม่กระทบกระเทือนถึงอิสระในความคิดอ่าน
ของผอู้ ่ืน
9.ควบคุมตนใหค้ ิดถึงผอู้ ื่นมากกวา่ คิดถึงตนเอง คือ สนใจผอู้ ่ืนมากกวา่ สนใจ
ตนเอง ช่วยเหลือการงานของผอู้ ื่น เอาใจใส่ในสารทุกขส์ ุกดิบของผอู้ ื่น เช่นน้ี
อาจจะทาใหเ้ รามีความสุขได้ ความสุขใจเป็นปัจจยั ของการมีบุคลิกภาพดีไดอ้ ีก
ประการหน่ึง
10. ฝึกความอดทนและอดกล้นั ใหก้ บั ตนเอง คือ อดทนตอ่ ความคิดของผอู้ ื่น
ที่ขดั แยง้ กบั ตน อดทนกบั พฤติกรรมของคนบางคน อดทนกบั การถกู มองขา้ ม
ในสิ่งท่ีไม่อยากใหเ้ ขามองขา้ ม ยอมรับฟังคาวิจารณ์จากคนอื่นโดยพยายามคิด
วา่ คาวจิ ารณ์ต่างๆ เหลา่ น้นั จะทาใหต้ นไดป้ รับปรุง เร่ืองที่ไม่พอใจบางเรื่อง
ควรพยายามลืม เม่ือไมช่ อบใจใครไม่ควรใชว้ ิธีพร่าบ่น เนื่องจากอาจสร้าง
ความราคาญใหผ้ อู้ ื่น และพลอยทาใหผ้ อู้ ่ืนมีปัญหาทางอารมณ์ไปดว้ ย
11. มีความสามารถในการรับและแกไ้ ขส่ิงที่ไม่ชอบ คือไม่ควรหวั เสียหรือ
พร่าพรรณนาในโชคชะตาของตนเองใหผ้ อู้ ่ืนรับฟังไม่หยดุ หยอ่ น เพราะไม่วา่
จะทาอะไร มีอาชีพอยา่ งไร อยใู่ นตาแหน่งใด หรือสมั พนั ธ์เกี่ยวขอ้ งกบั ใครก็
จะตอ้ งมีสิ่งไมช่ อบรวมอยดู่ ว้ ยท้งั สิ้น
12. ใชค้ วามสามารถที่มีอยใู่ หเ้ ป็นประโยชนท์ ้งั ตนเองและองคก์ ารใหม้ าก
ท่ีสุด ดงั ตวั อยา่ งในชีวติ ประจาวนั ที่มกั พบวา่ มีคนมากมายท่ีมีทกั ษะทางานเก่ง
แต่เกบ็ ความรู้ความสามารถเหล่าน้นั ใส่ลิ้นชกั ไว้ แลว้ ทางานเทา่ ท่ีไดร้ ับคาสงั่

ใหท้ า ทางานเพียงเพื่อแลกกบั คา่ ตอบแทนใหพ้ ออยไู่ ด้ การดาเนินงานดงั กล่าว
น้ี มกั ไม่นาพาไปสู่ความกา้ วหนา้ หรือความสาเร็จในชีวิต
13. สร้างความรู้สึกพอใจที่จะไดป้ ฏิบตั ิตามระเบียบขอ้ บงั คบั ท้งั น้ี เพราะกฎ
และระเบียบทาใหอ้ ยรู่ ่วมกนั ไดอ้ ยา่ งปกติสุข ถา้ หากทุกคนเคารพใ กฎและ
ระเบียบน้นั กฎเกณฑใ์ ดในองคก์ ารที่เรารู้สึกวา่ มนั เป็นไปไดใ้ นแง่ของการ
ปฏิบตั ิ ผทู้ ี่มีลกั ษณะเป็นผใู้ หญ่แลว้ ควรสามารถท่ีจะเสนอ ขอ้ ปรับปรุง
เปลี่ยนแปลงไดโ้ ดยสนั ติวิธี โดยอ่อนนอ้ มถ่อมตน และโดยเลือกจงั หวะเวลาที่
เหมาะสมในการนาเสนอขอ้ คิดเห็นวิธีการดงั กล่าวน้ี จะช่วยสร้างบรรยากาศที่
ดีไดใ้ นองคก์ าร ส่งผลใหท้ างานร่วมกนั ไดโ้ ดยราบร่ืน ซ่ึงจะนามาสู่ผลดีในการ
ปฏิบตั ิงาน ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของงาน

การแข่งขนั ภายนอกองคก์ ร และการดาเนินงานภายในองคก์ ร ซ่ึงสิ่งสาคญั ท่ีจะช่วย
เป็นแรงขบั เคลื่อนองคก์ รใหพ้ ฒั นาและประสบความสาเร็จคือ บุคลากรในองคก์ ร
นนั่ กค็ ือ พนกั งาน โดยส่วนใหญ่จะใหพ้ นกั งานเนน้ การพฒั นาผลงานเพ่ือ
ความสาเร็จ แต่อีกส่ิงหน่ึงที่ทาใหก้ ารทางานราบร่ืน เป็นตวั เสริมแรงใน
กระบวนการทางาน คือการสร้างความประทบั ใจต่อบุคคลท่ีร่วมงานดว้ ย เช่น
ลูกคา้ เพื่อนร่วมงาน หวั หนา้ ดว้ ยการพฒั นาบคุ ลิกภาพเพื่อสร้างความประทบั ใจ
แต่ในความประทบั ใจของแต่ละคนลว้ นแตกตา่ งกนั เช่นประทบั ใจในความเป็น
ผเู้ ชี่ยวชาญ ประทบั ใจในความเป็นมิตร ประทบั ใจในความน่าเชื่อถือ เป็นตน้ ซ่ึง
เป็นบุคลิกท่ีลว้ นนาไปสู่การสร้างความประทบั ใจดว้ ยกนั ท้งั สิ้น

แต่ปัญหาท่ีพบในพนกั งานส่วนใหญ่คือ พนกั งานไม่ทราบวา่ ตอ้ งแสดงออก
อยา่ งไร เพ่ือที่จะส่ือถึงบุคลิกภาพที่ดีดงั ท่ีกลา่ วมาขา้ งตน้ การอบรมในคร้ังน้ีจึง
เนน้ ความสาคญั ของการแสดงออก ท้งั ทางอวจั นภาษา (ภาษากาย) วจั นภาษา
(ภาษาพดู ) และกระบวนการคิด และฝึกแสดงออก เพื่อพฒั นาไปสู่บุคลิกภาพท่ีน่า
ประทบั ใจและเพิม่ ความสามารถในการสร้างความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งบุคคลข้ึน ท้งั น้ี

เพ่ือความสาเร็จในการทางาน การสร้างคุณคา่ ในตวั พนกั งาน และการสร้าง
ภาพลกั ษณ์ที่ดีขององคก์ รเช่นกนั

วตั ถุประสงค์การฝึ กอบรม

1.เพื่อพฒั นาบุคลิกภาพท้งั ภายใน (กระบวนการคิด) และภายนอก (ภาษากาย,ภาษา
พดู ) เพอ่ื นาไปสู่ภาพลกั ษณ์ดา้ นความเชี่ยวชาญ ความน่าเช่ือถือ และความเป็นมิตรใน
การทางาน

2.เพื่อพฒั นาทกั ษะการสร้างความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งบุคคลในการทางานใหเ้ กิดความ
ราบร่ืน และความประทบั ใจ
3.เพ่ือใหพ้ นกั งานและองคก์ รมีภาพลกั ษณ์ที่ดี

หัวข้อการฝึ กอบรม

1.ประเมินบุคลิกภาพก่อนการฝึ กอบรม

2.แนวคิดและทฤษฎีบุคลิกภาพในการทางานใหป้ ระสบความสาเร็จ
3.วเิ คราะห์ปัญหาพร้อมแนวทางแกไ้ ข

4.สาธิตและฝึกปฏิบตั ิการพฒั นาบุคลิกภาพ

5.ประเมินบุคลิกภาพหลงั การฝึกอบรม

มีผ้กู ล่าวว่า “ไม่มีใครที่มีบุคลิกภาพดีไม่ไดแ้ ละไม่มีใครมีบุคลิกภาพเลวร้ายไปหมด
ทุกอยา่ ง” ดงั น้นั บุคลิกภาพเรียนไดแ้ ละแกไ้ ขไดเ้ ราพฒั นาลกั ษณะเฉพาะของตวั เราให้
ดีข้ึนไดบ้ ุคลิกภาพเป็นสิ่งท่ีไดจ้ าก ประสบการณ์ท่ีสะสมมา รวมท้งั สภาพแวดลอ้ มทาง
สงั คมและการอบรมสงั่ สอนจากครอบครัว จะแสดงออก ทางสีหนา้ ท่าทาง คาพดู หรือ
กิริยามารยาท บุคคลที่มีนิสยั ดีใจเยน็ มีความเอ้ือเฟ้ื อเผอ่ื แผ่ มีมนุษยสมั พนั ธด์ ี สุภาพ
อ่อนโยน จะเป็นผทู้ ี่มีบุคลิกภาพดีสุภาพ จะทาใหเ้ กิดความมนั่ ใจในตนเอง อยใู่ นสงั คม
อยา่ งเป็นสุข ไดร้ ับการยอมรับจากคนในสงั คม จะเกิดความภาคภูมิใจในศกั ด์ิศรีของ
ตน ในทางตรงกนั ขา้ ม ถา้ เป็นผทู้ ี่ กิริยามารยาทไม่สุภาพอ่อนโยน จิตใจแคบ ไม่มี
ความเอ้ือเฟ้ื อต่อผอู้ ื่น ไม่มีมนุษยสมั พนั ธ์กบั ผอู้ ่ืน จะไม่ไดร้ ับ การยอมรับจากคนใน
สงั คม และทาใหข้ าดความมน่ั ใจในตนเองในท่ีสุด ดงั น้นั จึงสามารถกล่าวไดว้ า่
บุคลิกภาพ มีความสาคญั อยา่ งยง่ิ ที่จะช่วยทาใหบ้ ุคคลประสบความสาเร็จหรือความ
ลม้ เหลวในอาชีพได้ การพฒั นาบคลุ ิิกภาพ บุคลิกภาพเป็นเรื่องเฉพาะของแตล่ ะ
บุคคล ไม่สามารถเลียนแบบบุคลิกภาพผอู้ ื่นไดเ้ หมือนทุกประการ และบุคลิกภาพ
สามารถพฒั นาใหด้ ีข้ึนไดซ้ ่ึงจะศึกษาไดจ้ ากกระบวนการพฒั นาบุคลิกภาพ

ดงั น้นั จึงสมควรที่จะสารวจหรือวเิ คราะหต์ นเองวา่ ตวั เราน้นั มีจุดเด่น จุดดอ้ ยอะไร
กิริยาท่าทางของ ตนดีหรือบกพร่องอยา่ งไร โดยเขียนเป็นขอ้ ๆ เรียงตามลาดบั

ความสาคญั แลว้ เร่ิมตน้ ปรับปรุงแกไ้ ขไปทีละขอ้ ตามลาดบั ซ่ึงอาจจะตอ้ งใชเ้ วลา
พอสมควรในแต่ละขอ้ เมื่อปรับปรุงแกไ้ ขแลว้ กแ็ สดงออกมาใหม่ ปฏิบตั ิตวั ตามแนว

ใหม่แลว้ ทาจนใหเ้ กิดความเคยชินหรือเป็นนิสยั แลว้ ลองประเมินผลดูวา่ สิ่งที่ได้
ปรับปรุงแกไ้ ขแลว้ น้นั ดี หรือยงั มีปัญหาอุปสรรคในการปฏิบตั ิอยา่ งไร และจะมี
วิธีการแกไ้ ขปัญหาอุปสรรคเหล่าน้นั อยา่ งไร หากยงั ไม่ ดีข้ึนกจ็ ะตอ้ งกลบั เขา้ สู่ข้นั

การพฒั นาบุคลิกภาพ (Personality Development) การพฒั นาไดม้ ีผใู้ หค้ วามหมายไว้
แตกต่างกนั ดงั น้ี

1. การพฒั นา คือ วิธีการอยา่ งหน่ึงท่ีทาใหม้ นุษยม์ ีการดารงชีวิตอยไู่ ดอ้ ยา่ งเป็นสุข
(Good life) โดย จะตอ้ งมีการจดั หาปัจจยั ต่าง ๆ ท้งั เชิงปริมาณและคณุ ภาพมาปรับปรุง
สภาพทางวตั ถุที่จาเป็นต่อการดารงชีวิต เพ่ือใหม้ ีอิสระจากการอยใู่ ตอ้ านาจของ
ธรรมชาติความขาดแคลน หรือส่ิงอ่ืนใดท่ีกดดนั ใหช้ ีวติ ขาดเกียติยศ และชื่อเสียง

2. การพฒั นา คือ กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสงั คมรูปแบบหน่ึง ที่มีการนาเอา
ความคิดใหม่ (Innovation) เขา้ มาในระบบสงั คม ซ่ึงจะทาใหช้ ีวติ ความเป็นอยู่ รายได้
ต่อหวั ของบุคคลสูงข้ึนอนั เน่ืองมาจาก ใชว้ ิธีการผลิตท่ีทนั สมยั และจดั ระบบของ
สงั คมใหด้ ีข้ึน

3. การพฒั นา คือ กระบวนการท่ีทาใหเ้ กิดการเปลี่ยนแปลง โดยการจดั สรรทรัพยากร
ของสงั คม เพ่ือ การเปล่ียนแปลงที่จะทาใหบ้ รรลุเป้ าหมายท่ีสงั คมน้นั ไดเ้ ลือกสรรแลว้
ดว้ ยการควบคุมอตั ราการเปลี่ยนแปลง ใหเ้ ป็นไปอยา่ งมีประสิทธิภาพ การพฒั นา
บุคลิกภาพ คือ การเปลี่ยนแปลงใหบ้ ุคลิกภาพดีข้ึน และดารงชีวติ อยไู่ ดอ้ ยา่ งเป็นสุข มี
ความมน่ั ใจในตนเอง มีพลงั ในการทางาน เกิดเป็นกระบวนการที่ทาใหม้ ีการ
เปลี่ยนแปลงใทางท่ีดีข้ีน และมี ทศั นคติที่ดีข้ึน

การพฒั นาบคลุ ิิกภาพ (Personality Development) การพฒั นาไดม้ ีผใู้ หค้ วามหมายไว้
แตกต่างกนั ดงั น้ี

1. การพฒั นา คือ วิธีการอยา่ งหน่ึงที่ทาใหม้ นุษยม์ ีการดารงชีวิตอยไู่ ดอ้ ยา่ งเป็นสุข
(Good life) โดย จะตอ้ งมีการจดั หาปัจจยั ต่าง ๆ ท้งั เชิงปริมาณและคุณภาพมาปรับปรุง
สภาพทางวตั ถุท่ีจาเป็นต่อการดารงชีวติ เพ่ือใหม้ ีอิสระจากการอยใู่ ตอ้ านาจของ
ธรรมชาติความขาดแคลน หรือส่ิงอื่นใดท่ีกดดนั ใหช้ ีวติ ขาดเกียติยศ และชื่อเสียง 2.
การพฒั นา คือ กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสงั คมรูปแบบหน่ึง ท่ีมีการนาเอาความคิด
ใหม่ (Innovation) เขา้ มาในระบบสงั คม ซ่ึงจะทาใหช้ ีวิตความเป็นอยู่ รายไดต้ ่อหวั ของ
บุคคลสูงข้ึนอนั เน่ืองมาจาก ใชว้ ธิ ีการผลิตท่ีทนั สมยั และจดั ระบบของสงั คมใหด้ ีข้ึน

3. การพฒั นา คือ กระบวนการท่ีทาใหเ้ กิดการเปล่ียนแปลง โดยการจดั สรรทรัพยากร
ของสงั คม เพอ่ื การเปล่ียนแปลงท่ีจะทาใหบ้ รรลุเป้ าหมายท่ีสงั คมน้นั ไดเ้ ลือกสรรแลว้
ดว้ ยการควบคุมอตั ราการเปล่ียนแปลง ใหเ้ ป็นไปอยา่ งมีประสิทธิภาพ การพฒั นา
บุคลิกภาพ คือ การเปล่ียนแปลงใหบ้ ุคลิกภาพดีข้ึน และดารงชีวติ อยไู่ ดอ้ ยา่ งเป็นสุข มี
ความมน่ั ใจในตนเอง มีพลงั ในการทางาน เกิดเป็นกระบวนการที่ทาใหม้ ีการ
เปลี่ยนแปลงในทางท่ีดีข้ึน และมี ทศั นคติท่ีดีข้ึน

วธิ ีพฒั นาบุคลกิ ภาพ

นกั จิตวทิ ยา โรเจอร์ส มีแนวคิดวา่ ผมู้ ีบุคลิกภาพไม่พึงปรารถนา เช่น มองโลกในแง่
ร้าย เคียดแคน้ สงั คม โยนความผดิ ใหผ้ อู้ ื่น วิตกกงั วลสูง มีปมดอ้ ย เหยยี ดหยามผอู้ ื่น
เป็นเพราะบุคคลน้นั มีความสอดคลอ้ ง กนั ระหวา่ งความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อตนเองกบั
สภาพความเป็นจริง โดยการประเมินตนเองสูงเกินไป (Overestimate) หรือต่าเกินไป
(Underestimate) ดงั น้นั การช่วยใหค้ นรู้จกั ตนเองเป็นความพร้อมท่ีจะ ปรับปรุงและ
มุ่งมน่ั พฒั นาตนเองใหม้ ีบุคลิกภาพท่ีพึงปรารถนา

การวางโครงการเพอ่ื พฒั นาบุคลกิ ภาพ

แมว้ า่ บุคลิกภาพจะถูกหล่อหลอมมาต้งั แต่เกิด แต่ถา้ เรามีความมนั่ ใจจะปรับปรุงและ
พฒั นา บุคลิกภาพกส็ ามารถทาไดต้ ามข้นั ตอนของโครงการพฒั นาต่อไปน้ี

1.ตระหนกั ในความสาคญั ของบุคลิกภาพ

2. ประเมินบุคลิกภาพของตนท้งั ดา้ นดีและดา้ นที่ยงั บกพร่อง

3. มุ่งมน่ั ปรับปรุงและพฒั นาบุคลิกภาพของตนอยา่ งจริงจงั และถกู วธิ ี

 ตระหนกั ในความสาคญั ของบุคลิกภาพ ตามที่บุคลิกภาพเป็นส่ิงจาเป็นและ
สาคญั ต่ออาชีพและ อนาคต จึงมีการต่ืนตวั ในการพฒั นาบุคลิกภาพกนั มากข้ึน
ดงั จะเห็นวา่ มีการบรรจุหลกั สูตร การพฒั นา บุคลิกภาพใหน้ กั ศึกษาไดเ้ รียนรู้
โดยเฉพาะงานดา้ นบริการต่างๆ การจดั ต้งั ศนู ยห์ รือสถาบนั ส่งเสริมการพฒั นา
บุคลิกภาพ เช่น ชมรมฝึกพดู การวางตวั การเขา้ สมาคม การแสดงอิริยบถใน

 การประเมินบุคลิกภาพของตนเอง ก่อนการพฒั นาบุคลิกภาพตอ้ งประเมิน
บุคลิกภาพของตนเอง ก่อน โดยประเมินขอ้ ดีขอ้ เสียของตนเอง การประเมิน
ตนเองเป็นเร่ืองยาก เพราะเราไม่ค่อยจะยอมรบั วา่ เรา บกพร่องเร่ืองใดเรื่องหน่ึง
ส่วนมากมกั จะคิดวา่ ตวั เองถูก ตวั เองดีตวั เองเพยี บพร้อมดว้ ยคุณสมบตั ิทุก
ประการ ฉะน้นั จึงเป็นเร่ืองยาก เวน้ แต่เราตอ้ งเปล่ียนแปลงความรู้สึกนึกคิดเสีย
ใหม่โดยพิจารณาถึงหลกั ความจริงวา่ “สี่ เทา้ ยงั รู้พลาด นกั ปราชญย์ งั รู้พล้งั ” ตวั
เรากต็ อ้ งมีบา้ งท่ีทาอะไรไม่ถกู ตอ้ ง และรับฟังคาวจิ ารณ์จากผใู้ กลช้ ิด เช่น บิดา
มารดา ญาติพ่ีนอ้ ง เพื่อน แลว้ คงส่วนดีไวแ้ กไ้ ขส่วนที่ยงั บกพร่องเสีย

 ความมุ่งมน่ั ท่ีจะปรับปรุงบุคลิกภาพอยา่ งจริงจงั และถกู วิธีเม่ือไดต้ ระหนกั
ความสาคญั ของ บุคลิกภาพและไดป้ ระเมินขอ้ ดีขอ้ เสียของตนเองแลว้ จะตอ้ ง
ศึกษาวิธีปรับปรุงขอ้ บกพร่องดว้ ยวิธีที่มี ประสิทธิภาพ ดว้ ยความมงุ่ มน่ั จริงจงั
และสม่าเสมอในเรื่องต่อไปน้ีคือ

3.1 การปรับปรุงท่วงทา่ (Appearance)

3.2 การเสริมสร้างความเชื่อมน่ั ในตนเอง(Self confidence)

3.3 การปรับปรุงมนุษยส์ มั พนั ธ(์ Human Relationship)

3.4 การเสริมสร้างความคิดอยา่ งมีเหตุผล ความคิดริเริ่ม และการแกป้ ัญหาอยา่ งมี
ประสิทธิภาพ (Reasoning Thinking, Creative Thinking, and Problem Solving)

บุคลกิ ภาพเป็ นสมบตั เิ ฉพาะตวั

ยงั ไม่มีใครมีบุคลิกภาพเหมือนกนั ทุกประการ บุคลิกภาพที่ดีท่ีสุดไม่มี มีแต่วา่ จะทา
ใหบ้ ุคลิกภาพดีข้ึนไดอ้ ยา่ งไร

ประเภทของบุคลกิ ภาพทค่ี วรปรับปรุง

บุคลิกภาพสามารถปรับปรุงพฒั นาไดโ้ ดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ บุคลิกภาพในการพดู บุคคล
ใดท่ีมีโอกาสพดู ในท่ีชุมชนบ่อยๆ จะทาใหบ้ ุคคลน้นั สามารถพฒั นาบคุ ลิกภาพใหด้ ี
ข้ีนไดบ้ ุคคลท่ีคิดวา่ ตนเองมีปมดอ้ ย เช่น อว้ น เต้ีย ดา ผมศีรษะลา้ น พดู ไม่ชดั จะทาให้
ขาดความเชื่อมนั่ ในตนเอง ทาใหไ้ ม่สามารถออกไปพดู ต่อหนา้ สาธารณชนไดแ้ ต่หาก
คนเหล่าน้ีไดพ้ ฒั นาตนเอง เพื่อลดปมดอ้ ยของตนเอง โดยฝึกพดู ใหเ้ ก่ง น่าฟัง สามารถ
ตรึงผฟู้ ังใหอ้ ยกู่ บั ท่ีได้ กเ็ ท่ากบั สามารถลดปมดอ้ ยและสร้างปมเด่นใหก้ บั ตนเองไดจ้ ะ
ทาใหเ้ กิดความมน่ั ใจใน ตนเองในท่ีสุด

บุคลกิ ภาพของบุคคล แบ่งเป็ น 2 ประเภท คอื

1. บุคลิกภาพภายนอก เป็นส่ิงท่ีสมั ผสั ไดด้ ว้ ยประสาทสมั ผสั ไดแ้ ก่ รูปร่าง หนา้ ตาที่
การแต่งกาย การพดู การวางตวั

2. บุคลิกภาพภายใน เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น แต่สามารถสมั ผสั และรู้ไดด้ ว้ ยการ
ติดต่อส่ือสาร การคบหา ซ่ึงกนั และกนั จะทาใหส้ ามารถรู้ไดว้ า่ แต่ละคนมีบุคลิกภาพ
ภายในอยา่ งไร เช่น เป็นคนขยนั อดทน เขม้ แขง็ ความกลา้ ความกล

การพฒั นาบุคลกิ ภาพภายนอก

การพฒั นาบุคลิกภาพภายนอก เป็นสิ่งที่สามารถทาไดง้ ่าย ใชเ้ วลาไม่มากนกั กส็ ามารถ
เห็นผลไดห้ าก ผปู้ ฏิบตั ิมีความต้งั ใจจริง ซ่ึงจะตอ้ งพฒั นาในส่ิงตอ่ ไปน้ี

1. การปรับปรุงรูปร่างหนา้ ตา การปรับปรุงรูปร่างหนา้ ตาเป็นสิ่งที่สร้างความ
ประทบั ใจคร้ังแรกแก่ผพู้ บเห็น จึงตอ้ งยดึ หลกั สาคญั ดงั น้ี

- สุขภาพ ผมู้ ีสุขภาพดีจะทาใหห้ นา้ ตาสดชื่น เบิกบาน แจ่มใส ร่าเริงอยเู่ สมอ
- ความสะอาด ผทู้ ี่รักษาความสะอาดใหห้ นา้ และร่างกายอยา่ งสม่าํ เสมอจะทาใหด้ ู
สดใสน่า ประทบั ใจ

- การยมิ้ คนที่มีใบหนา้ ยมิ้ แยม้ แจ่มใสจะแสดงออกถึงความเป็นคนอารมณ์ดี

3. การพฒั นาการแต่งกาย การแต่งกายดีสร้างศกั ด์ิศรีและความสง่าใหก้ บั ตนเอง
การแต่งกายดีคือ การรู้จกั การใชเ้ ส้ือผา้ ที่สะอาด ตดั เยบ็ ดว้ ยความประณีต
เรียบร้อย ไม่จาเป็นตอ้ งเป็นเส้ือผา้ ท่ีมีราคาแพง รีดให้ เรียบ ควรเลือกใชส้ ีใหเ้ ขา้
ชุดกนั เป็นแบบนิยม ขนาดพอเหมาะกบั รูปร่าง

- เส้ือผา้ ท่ีจะสวมใส่ควรดูเรียบร้อยและ สมบูรณ์ถุงเทา้ ตอ้ งตึงอยเู่ สมอ รองเทา้ ตอ้ ง
ขดั ใหม้ นั อยเู่ สมอ

-การแตง่ กายสามารถช่วยพฒั นาบุคลิกภาพของคนเราไดเ้ พราะสามารถช่วยปกปิ ด
ขอ้ บกพร่องของ ร่างกาย และช่วยเสริมจุดเด่นของรูปร่าง หนา้ ตาท่ีใหด้ ูด

3. การปรับปรุงกิริยาท่าทาง กิริยาท่าทางเป็นส่วนหน่ึงของการสร้างความประทบั ใจ
ใหก้ บั ผพู้ บเห็น หรือทาใหเ้ กิดความศรัทธาและความเช่ือถือ และสาหรับตวั บุคคลเอง
หากเป็นผทู้ ี่มีกิริยาท่าทางดีกจ็ ะเกิดความ มนั่ ใจในตนเอง และสามารถทางานหรือทา
ส่ิงใด ๆ ไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพดงั น้นั กิริยาทา่ ทางท่ีไม่ควรปฏิบตั ิ ไดแ้ ก่ เทา้ คาง
กระดิกเทา้ เกาศีรษะ แกะแคะจมูก หรือลว้ งกระเป๋ า ยนื โยกตวั กลอกกลิ้งสายตาอยู่
ตลอดเวลา กิริยาท่าทางเหล่าน้ีทาใหบ้ ุคลิกภาพเสียไป และเป็นกิริยา ท่ีซา้ํ ซากโดยไม่
รู้ตวั และอาจทาใหผ้ ทู้ ี่พบเห็นเกิด ความราคาญและเกิดความรู้สึกในทางลบได้ ดงั น้นั
บุคคลจึงตอ้ งพฒั นาบุคลิกภาพท่ีเกี่ยวกบั ร่างกายโดยดูแลรักษารูปร่างใหอ้ ยใู่ นเกณฑ์ ที่
เหมาะสม รู้จกั ควบคุมนา้ํ หนกั ของตนเอง ใหเ้ หมาะสมกบั ส่วนสูง โครงสร้างของ
ร่างกายเป็นสิ่งท่ีมี ความสมั พนั ธก์ บั การพฒั นาบุคลิกภาพ ตลอดจนรบั ประทานอาหาร
ดีมีการออกกาลงั กายท่ีถูกตอ้ งเพ่ือให้ ร่างกายมีสุขภาพดีผมู้ ีสุขภาพดียอ่ มจะมีกิริยา
ท่าทางการยนื การเดิน การนงั่ ที่สง่างาม ศีรษะต้งั ตรง ไหล่ตรง หลงั ตรง พงุ ไม่ยน่ื การ
มีท่าทางท่ีสง่างามจะทาใหผ้ พู้ บเห็นเกิดความช่ืนชม และน่าสนใจ

c

1. ความสุภาพ หมายถึง การแต่งกายท้งั สีและแบบสุภาพเรียบร้อย เหมาะกบั กาลเทศะ
2. ความประณีต หมายถึง เส้ือผา้ ที่ตดั เยบ็ จะมีความประณีตเรียบร้อยเหมาะสมกบั
รูปร่าง

3. ความสะอาด หมายถึง ความสะอาดของเส้ือผา้ และอุปกรณ์ท่ีใชก้ บั เส้ือผา้ ท่ีสวมใส่
4. ความประหยดั หมายถึง การใชเ้ ส้ือผา้ ที่มีราคาประหยดั แต่สามารถทาใหผ้ สู้ วมใส่ดู
ดี

การปรับปรุงการฟัง

การเป็นนกั ฟังท่ีดีตอ้ งรู้วา่ ขณะน้ีเรากาลงั ฟังใครพดู โดยปกติบุคคลที่ทางานแลว้ จะ
ฟังบุคคล 3 กลุ่ม คือ ผบู้ ริหาร เพ่ือนร่วมงาน และลูกคา้ หรือผมู้ าติดต่อ ดงั น้นั จึงควรฟัง
ดว้ ยความสนใจ และบนั ทึกสิ่งที่สาคญั ๆ การฝึกนิสยั ของการฟังที่ดีจะตอ้ งปฏิบตั ิดงั นี

1. มีสีหนา้ และทา่ ทางสนใจฟังในขณะท่ีผพู้ ดู ทาการพูด

2. ในขณะท่ีกาลงั ฟังหากมีคาพดู ที่ไมสบอารมณ์ผฟู้ ังควรสงบสติอารมณของตนให้
ได้

3. จบั ประเดน็ คาพดู ท่ีสาคญั ใหไ้ ดแ้ ละจดบนั ทึก

4. ไม่ควรสนใจ เสียงรบกวนใดๆ ในขณะฟัง 5. สรุปการพดู โดยทบทวนในใจ

บทท2ี่ การใช้ภาษาในการส่ือสารในสถาน

ประกอบการ

คาวา่ การส่ือสาร (communications) มีท่ีมาจากรากศพั ทภ์ าษาลาติน
วา่ communis หมายถึง ความเหมือนกนั หรือร่วมกนั การส่ือสาร
(communication)หมายถึง กระบวนการถ่ายทอดขา่ วสาร ขอ้ มลู ความรู้
ประสบการณ์ ความรู้สึก ความคิดเห็น ความตอ้ งการจากผสู้ ่งสารโดยผา่ นส่ือต่าง ๆ ท่ี
อาจเป็นการพดู การเขียน สญั ลกั ษณ์อ่ืนใด การแสดงหรือการจดั กิจกรรมต่าง ๆ ไปยงั
ผรู้ ับสาร ซ่ึงอาจจะใชก้ ระบวนการสื่อสารท่ีแตกต่างกนั ไปตามความเหมาะสม หรือ
ความจาเป็นของตนเองและคูส่ ่ือสาร โดยมีวตั ถุประสงคใ์ หเ้ กิดการรับรู้ร่วมกนั และมี
ปฏิกิริยาตอบสนองต่อกนั บริบททางการสื่อสารท่ีเหมาะสมเป็น ปัจจยั สาคญั ที่จะช่วย
ใหก้ ารสื่อสารสมั ฤทธ์ิผล

สารบัญ ก

คานา 1
สารบญั
บริบททางการสื่อสารความสาคญั ของการส่ือสาร 2
การส่ือสารมคี วามสาคญั 3
องค์ประกอบของการสื่อสาร 4
ภาษาทใ่ี ช้สื่อสารโดยทว่ั ไป 5
ระดบั ภาษาทถ่ี ูกต้อง 6
การพูดทถ่ี ูกต้อง/การใช้ภาษา
การพดู ในงานอาชีพ

บริบททางการสื่อสารความสาคญั ของการ

สื่อสาร

การส่ือสารมคี วามสาคญั ดงั นี้

1. การสื่อสารเป็นปัจจยั สาคญั ในการดารงชีวติ ของมนุษยท์ ุกเพศ ทุกวยั ไม่มีใครที่จะ
ดารงชีวติ ได้ โดยปราศจากการส่ือสาร ทุกสาขาอาชีพกต็ อ้ งใชก้ ารส่ือสารในการ
ปฏิบตั ิงาน การทาธุรกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะสงั คมมนุษยท์ ี่มีการเปลี่ยนแปลงและพฒั นา
ตลอดเวลา พฒั นาการทางสงั คม จึงดาเนินไปพร้อม ๆ กบั พฒั นาการทางการส่ือสาร

2. การส่ือสารก่อใหเ้ กิดการประสานสมั พนั ธก์ นั ระหวา่ งบุคคลและสงั คม ช่วย
เสริมสร้างความเขา้ ใจอนั ดีระหวา่ งคนในสงั คม ช่วยสืบทอดวฒั นธรรม
ประเพณี สะทอ้ นใหเ้ ห็นภาพความเจริญรุ่งเรือง วิถีชีวติ ของผคู้ น ช่วยธารงสงั คมให้
อยรู่ ่วมกนั เป็นปกติสุขและอยรู่ ่วมกนั อยา่ งสนั ติ

3. การส่ือสารเป็นปัจจยั สาคญั ในการพฒั นาความเจริญกา้ วหนา้ ท้งั ตวั บุคคลและสงั คม
การพฒั นาทางสงั คมในดา้ นคุณธรรม จริยธรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฯลฯ
รวมท้งั ศาสตร์ในการส่ือสาร จาเป็นตอ้ งพฒั นาอยา่ งไม่หยดุ ย้งั การส่ือสารเป็น
เครื่องมือในการพฒั นาคุณภาพชีวติ ของมนุษยแ์ ละพฒั นาความเจริญกา้ วหนา้ ในดา้ น
ต่างๆ

องค์ประกอบของการสื่อสาร

1. ผู้ส่งสาร (sender) หรือ แหล่งสาร (source) หมายถึง บุคคล กลุ่มบคุ คล หรือ
หน่วยงานท่ีทาหนา้ ที่ในการส่งสาร หรือเป็นแหล่งกาเนิดสาร ที่เป็นผเู้ ร่ิมตน้ ส่งสาร
ดว้ ยการแปลสารน้นั ใหอ้ ยใู่ นรูปของสญั ลกั ษณท์ ี่มนุษยส์ ร้างข้ึนแทนความคิด ไดแ้ ก่
ภาษาและอากปั กิริยาต่าง ๆ เพ่ือสื่อสารความคดิ ความรู้สึก ข่าวสาร ความตอ้ งการและ
วตั ถุประสงคข์ องตนไปยงั ผรู้ ับสารดว้ ยวธิ ีการใด ๆ หรือส่งผา่ นช่องทางใดกต็ าม จะ
โดยต้งั ใจหรือไม่ต้งั ใจกต็ าม เช่น ผพู้ ดู ผเู้ ขียน กวี ศิลปิ น นกั จดั รายการ
วิทยุ โฆษกรัฐบาล องคก์ าร สถาบนั สถานีวทิ ยกุ ระจายเสียง สถานีวทิ ยุ
โทรทศั น์ กองบรรณาธิการหนงั สือพิมพ์ หน่วยงานของรัฐ บริษทั สถาบนั
สื่อมวลชน เป็นตน้

คุณสมบตั ขิ องผู้ส่งสาร

1.เป็นผทู้ ่ีมีเจตนาแน่ชดั ที่จะใหผ้ อู้ ื่นรับรู้จุดประสงคข์ องตนในการส่งสารแสดง
ความคิดเห็น หรือวิจารณ์ ฯลฯ

2.เป็นผทู้ ่ีมีความรู้ ความเขา้ ใจในเน้ือหาของสารที่ตอ้ งการจะสื่อออกไปเป็นอยา่ ง
ดี

3. เป็นผทู้ ่ีมีบุคลิกลกั ษณะท่ีดี มีความน่าเชื่อถือ แคล่วคล่องเปิ ดเผยจริงใจ และมี
ความรับผดิ ชอบในฐานะเป็นผสู้ ่งสาร

4.เป็นผทู้ ี่สามารถเขา้ ใจความพร้อมและความสามารถในการรับสารของผรู้ ับสาร

2. สาร (message) หมายถึง เรื่องราวที่มีความหมาย หรือส่ิงต่าง ๆ ท่ีอาจอยใู่ นรูป
ของขอ้ มูล ความรู้ ความคิด ความตอ้ งการ อารมณ์ ฯลฯ ซ่ึงถ่ายทอดจากผสู้ ่งสาร
ไปยงั ผรู้ ับสารใหไ้ ดร้ ับรู้ และแสดงออกมาโดยอาศยั ภาษาหรือสญั ลกั ษณ์ใด ๆ ท่ี
สามารถทาใหเ้ กิดการรบั รู้ร่วมกนั ได้ เช่น ขอ้ ความที่พดู ขอ้ ความที่เขียน บท
เพลงที่ร้อง รูปที่วาด เร่ืองราวที่อ่าน ท่าทางที่ส่ือความหมาย เป็นตน้

2.1 รหัสสาร (message code)ไดแ้ ก่ ภาษา สญั ลกั ษณ์ หรือสญั ญาณที่มนุษยใ์ ชเ้ พื่อ
แสดงออกแทนความรู้ ความคิด อารมณ์ หรือความรู้สึกต่าง ๆ

2.2 เนือ้ หาของสาร (message content) หมายถึง บรรดาความรู้ ความคิดและ
ประสบการณ์ท่ีผสู้ ่งสารตอ้ งการจะถ่ายทอดเพื่อการรับรู้ร่วมกนั แลกเปล่ียนเพื่อ
ความเขา้ ใจร่วมกนั หรือโตต้ อบกนั

2.3 การจดั สาร (message treatment) หมายถึง การรวบรวมเน้ือหาของสาร แลว้
นามาเรียบเรียงใหเ้ ป็นไปอยา่ งมีระบบ เพ่ือใหไ้ ดใ้ จความตามเน้ือหา ท่ีตอ้ งการ
ดว้ ยการเลือก ใชร้ หสั สารท่ีเหมาะสม

3. ส่ือ หรือช่องทาง (media or channel) เป็นองคป์ ระกอบท่ีสาคญั อีกประการหน่ึงใน
การส่ือสาร หมายถึง สิ่งท่ีเป็นพาหนะของสาร ทาหนา้ ท่ีนาสารจากผสู้ ่งสารไปยงั
ผรู้ ับสาร ผสู้ ่งสารตอ้ งอาศยั สื่อหรือช่องทางทาหนา้ ท่ีนาสารไปสู่ผรู้ ับสาร
การแบ่งประเภทของส่ือมีหลากหลายต่างกนั ออกไป ดงั น้ี

เกณฑ์การแบ่ง ประเภทของสื่อ

สื่อวจั นะ (verbal)
สื่ออวจั นะ (nonverbal)

คาพดู ตวั เลข
สีหนา้ ท่าทาง น้าเสียง
หนงั สือพิมพ์ รูปภาพ
2. แบ่งตามประสาทการรับรู้
ส่ือท่ีรับรู้ดว้ ยการเห็น
ส่ือที่รับรู้ดว้ ยการฟัง
ส่ือท่ีรู้ดว้ ยการเห็นและการฟัง
นิตยสาร
เทป วิทยุ

3. แบ่งตามระดบั การส่ือสาร หรือจานวนผรู้ ับสาร

ส่ือระหวา่ งบุคคล
ส่ือในกลุ่ม
สื่อสารมวลชน

โทรศพั ท์ จดหมาย
ไมโครโฟน
โทรทศั น์ วทิ ยุ หนงั สือพิมพ์
4. แบ่งตามยคุ สมยั

ส่ือด้งั เดิม
สื่อร่วมสมยั
ส่ืออนาคต

เสียงกลอง ควนั ไฟ
โทรศพั ท์ โทรทศั น์ เคเบิล
วดี ิโอเทกซ์

4. ผ้รู ับสาร (receiver) หมายถึง บุคคล กลุ่มบคุ คล หรือมวลชนที่รับเรื่องราวขา่ วสาร
จากผสู้ ่งสาร และแสดงปฏิกิริยาตอบกลบั (Feedback) ต่อผสู้ ่งสาร หรือส่งสารต่อไป
ถึงผรู้ ับสารคนอ่ืน ๆ ตามจุดมุ่งหมายของผสู้ ่งสาร เช่น ผเู้ ขา้ ร่วมประชุม ผฟู้ ัง
รายการวทิ ยุ กลุ่มผฟู้ ังการอภิปราย ผอู้ ่านบทความจากหนงั สือพิมพ์ เป็นตน้

หลกั ในการส่ือสาร

การสื่อสารจะประสบความสาเร็จตรงตามจุดประสงคห์ รือไม่ผสู้ ่งสารควรคานึงถึง
หลกั การส่ือสาร ดงั น้ี

1.ผทู้ ่ีจะสื่อสารใหไ้ ดผ้ ลและเกิดประโยชน์ จะตอ้ งทาความเขา้ ใจเรื่ององคป์ ระกอบ
ในการสื่อสาร และปัจจยั ทางจิตวทิ ยาท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั ระบบการรับรู้ การคิด การ
เรียนรู้ การจา ซ่ึงมีผลตอ่ ประสิทธิภาพ ในการส่ือสาร
2. ผทู้ ี่จะส่ือสารตอ้ งคานึงถึงบริบทในการสื่อสาร บริบทในการสื่อสาร หมายถึง
ส่ิงท่ีอยแู่ วดลอ้ มที่มีส่วนในการกาหนดรู้ความหมายหรือความเขา้ ใจในการส่ือสาร

3. คานึงถึงกรอบแห่งการอา้ งอิง (frame of reference) มนุษยท์ ุกคนจะมีพ้ืนความรู้
ทกั ษะ เจตคติ คา่ นิยม สงั คม ประสบการณ์ ฯลฯ เรียกวา่ ภมู ิหลงั แตกต่างกนั ถา้ คู่
สื่อสารใดมีกรอบแห่ง การอา้ งอิงคลา้ ยกนั ใกลเ้ คียงกนั จะทาใหก้ ารสื่อสารง่าย
ข้ึน

4. การส่ือสารจะมีประสิทธิผล เม่ือผสู้ ่งสารส่งสารอยา่ งมีวตั ถุประสงคช์ ดั เจน ผา่ น
ส่ือหรือช่องทาง ท่ีเหมาะสม ถึงผรู้ ับสารท่ีมีทกั ษะในการส่ือสารและมี
วตั ถุประสงคส์ อดคลอ้ งกนั

5. ผสู้ ่งสารและผรู้ ับสาร ควรเตรียมตวั และเตรียมการล่วงหนา้ เพราะจะทาใหก้ าร
สื่อสารราบร่ืน สะดวก รวดเร็ว เป็นไปตามวตั ถุประสงคแ์ ละสามารถแกไ้ ขได้
ทนั ท่วงที หากจะเกิดอุปสรรค์ ท่ีจุดใดจุดหน่ึง

6. คานึงถึงการใชท้ กั ษะ เพราะภาษาเป็นสญั ลกั ษณ์ที่มนุษยต์ กลงใชร้ ่วมกนั ในการ
สื่อความหมาย ซ่ึงถือไดว้ า่ เป็นหวั ใจในการสื่อสาร คู่สื่อสารตอ้ งศึกษาเรื่องการใช้
ภาษา และสามารถใชภ้ าษาใหเ้ หมาะสมกบั กาลเทศะ บุคคล เน้ือหาของสาร และ
ช่องทางหรือสื่อ ที่ใชใ้ นการสื่อสาร

7. คานึงถึงปฏิกิริยาตอบกลบั ตลอดเวลา ถือเป็นการประเมินผลการสื่อสาร ที่จะทา
ใหค้ ู่สื่อสารรับรู้ผลของการสื่อสารวา่ ประสบผลดีตรงตามวตั ถุหรือไม่ ควร
ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงหรือแกไ้ ขขอ้ บกพร่องใด เพ่ือที่จะทาใหก้ ารสื่อสารเกิดผล
ตามท่ีตอ้ งการ

ประเภทของการส่ือสาร

การจาแนกประเภทของการสื่อสาร มีผจู้ าแนกไวห้ ลาย ๆ ประเภท โดยใชเ้ กณฑใ์ น
การพิจารณา ตามจุดประสงคข์ องการศึกษาหรือวตั ถุประสงคท์ ่ีตอ้ งการจะนาเสนอ

ซ่ึงสรุปไดต้ ามตารางดงั น้ี

เกณฑ์การแบ่ง

ประเภทของการส่ือสาร

ตวั อย่าง

1. จานวนผู้ทาการสื่อสาร
1.1 การสื่อสารภายในตวั บุคคล (intrapersonal communication)

- การพดู กบั ตวั เอง
- การคิดคานึงเรื่องต่าง ๆ
- การร้องเพลงฟังเอง
- การคิดถึงงานท่ีจะทา เป็นตน้
1.2 การส่ือสารระหวา่ งบุคคล (interpersonal communication)
- การพดู คุยระหวา่ งบุคคล 2 คนข้ึนไป
- การพดู คุย
- การเขียนจดหมาย
- การโทรศพั ท์
- การประชุมกลุ่มยอ่ ย เป็นตน้

การส่ือสารกลุ่มใหญ่
(large group communication)
- การอภิปรายในหอประชุม
- การพดู หาเรื่องเลือกต้งั
- การปราศรัยในงานสงั คม - การบรรยายทางวิชาการ ณ ศนู ยเ์ รียนรวม เป็นต้

1.4 การสื่อสารในองคก์ ร (organizational communication)
- การสื่อสารในบริษทั
- การสื่อสารในหน่วยงาน ราชการ
- การสื่อสารในโรงงาน
- การส่ือสารของธนาคาร
เป็ นตน้

1.5 การสื่อสารมวลชน
(mass communication)
การสื่อสารท่ีผา่ นสื่อเหล่าน้ี คือ
- หนงั สือพิมพ,์ นิตยสาร
- วิทยุ
- โทรทศั น์
- ภาพยนตร์
เป็ นตน้

2.การเห็นหน้ากนั

2.1 การส่ือสารแบบเผชิญหนา้
(face to face communication)
- การสนทนาต่อหนา้ กนั
- การสมั ภาษณ์เฉพาะหนา้
- การเรียนการสอนในช้นั เรียน - การประชุมกลุ่มยอ่ ย เป็นตน้

2.2 การสื่อสารแบบไมเ่ ผชิญหนา้

(interposed communication)
- เอกสารการส่ือสารท่ีผา่ น
สื่อมวลชนทุกชนิด คือ
- หนงั สือพิมพ์
- วิทยุ
- โทรทศั น์
- วดี ิทศั น์การสื่อสารท่ีผา่ น สื่อมวลชนทุกชนิด
- จดหมาย/โทรเลข/โทรสาร
- อินเตอร์เน็ต
เป็ นตน้

3. ความสามารถในการโต้ตอบ

3.1 การส่ือสารทางเดียว
(one-way communication)
การส่ือสารที่ผา่ นสื่อมวลชนทุกชนิด คือ
- วทิ ย/ุ โทรทศั น/์ วดี ิทศั น์
- โทรเลข/โทรสาร
- ภาพยนตร์
เป็ นตน้

3.2 การส่ือสารสองทาง
(two-way communication)
- การสื่อสารระหวา่ งบคุ คล - การสื่อสารในกลุ่ม
- การพดู คุย / การสนทนา เป็นตน้

4. ความแตกต่างระหว่าง
ผู้รับสารและผู้ส่ งสาร

4.1 การส่ือสารระหวา่ งเช้ือชาติ (interracial communication)

- ชาวไทยสื่อสารกบั คน ต่างประเทศ
- คนจีน, มาเลย,์ อินเดีย ใน ประเทศมาเลเซีย สื่อสารกนั เป็นตน้

4.2 การสื่อสารระหวา่ งวฒั นธรรม (gosscultural communication)

- การส่ือสารระหวา่ งคนไทยภาคใตก้ บั ภาคเหนือหรือ ภาคอ่ืน ๆ
- ชาวไทยสื่อสารกบั ชาวเขา เป็นตน้

4.3 การส่ือสารระหวา่ งประเทศ (international communication)

- การเจรจาติดต่อสมั พนั ธท์ างการทูต
- การเจรจาในฐานะตวั แทน รัฐบาล เป็นตน้

4. การใช้ภาษา

5.1 การส่ือสารเชิงวจั นภาษา (verbal communication)

- การพดู , การบรรยาย
- การเขียนจดหมาย, บทความ
เป็ นตน้

5.2 การสื่อสารเชิงอวจั นภาษา (non-verbal communication)

- การสื่อสารโดยไม่ใชถ้ อ้ ยคา, คาพดู
- อาการภาษา, กาลภาษา, เทศภาษา, สมั ผสั ภาษา, เนตรภาษา, วตั ถุภาษา
และปริภาษา เป็นตน้

วตั ถุประสงค์ของการตดิ ต่อสื่อสาร

1) เพ่ือแจง้ ใหท้ ราบ คือ การรับและส่งข่าวสารดา้ นต่างๆ การน าเสนอเรื่องราว
ความรู้สึกนึกคิด ความรู้ หรือสิ่งอื่นใด ที่ตอ้ งการใหผ้ รู้ ับสารรู้และเขา้ ใจขอ้ มูลน้นั ๆ
โดยมุ่งใหค้ วามรู้และสร้างความเขา้ ใจที่ ถูกตอ้ ง

2) เพื่อความบนั เทิงใจ คือ การรับส่งความรู้สึกท่ีดี และมุ่งรักษามิตรภาพต่อกนั เป็น
การน าเสนอ เรื่องราวหรือสิ่งอื่นใดท่ีจะทาใหผ้ รู้ ับสารเกิดความพึงพอใจ

3) เพ่ือชกั จงู ใจ คือ การน าเสนอเรื่องราวหรือส่ิงอื่นใดเพ่ือจูงใจใหเ้ กิดความร่วมมือ
สร้างกาลงั ใจ เพ่ือใหผ้ รู้ บั สารเกิดความคิดคลอ้ ยตาม หรือปฏิบตั ิตามที่ผสู้ ่งสารตอ้ งการ
และนาไปสู่การปรับปรุงแกไ้ ข

กระบวนการสื่อสาร

กระบวนการติดต่อสื่อสาร เป็นกระบวนการที่บุคคลใชใ้ นการแลกเปล่ียนข่าวส าคญั
และการส่ือ ความคิด ความรู้สึกซ่ึงกนั และกนั การติดตอ่ สื่อสารเป็นการที่บุคคลต้งั แต่
สองคนข้ึนไป มีส่วนร่วมในการ แลกเปลี่ยนข่าวสาร ความคิดหรือทศั นคติ เพ่อื สร้าง
ความเขา้ ใจต่อกนั การสื่อสารเป็นกิจกรรมส าคญั ที่มนุษย์ตอ้ งการบอกผอู้ ่ืนใหร้ ู้วา่
ตนเองตอ้ งการอะไร ท าอยา่ งไรโดยผา่ นสื่อหรือช่องทางต่าง ๆ ท่ีเหมาะสมใหเ้ ขา้ ใจ
ตรงกนั ระหวา่ งผสู้ ่งสารกบั ผรู้ ับสาร การอยรู่ ่วมกนั ของมนุษยเ์ ป็นหมเู่ ป็นพวกใน
สงั คม ทุกคนจะมีหนา้ ท่ีต่าง ๆ ในการอยรู่ ่วมกนั ท างานพร้อมกนั มีการติดต่อกนั ซ่ึง
ตอ้ งอาศยั ศาสตร์และศิลป์ ในการสื่อสาร เพ่อื ใหเ้ กิดความ เขา้ ใจอนั ดีต่อกนั ส่งผลต่อ
ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงาน การสื่อสารท่ีขาดประสิทธิภาพจะก่อใหเ้ กิด
ความลม้ เหลวของงาน อิทธิพลของการสื่อสารส่งผลในการท าลายความสามคั คี หรือ
ก่อใหเ้ กิดความเขา้ ใจอนั ดี ได้ ประกอบดว้ ยองคป์ ระกอบดงั น้ี

1) แหล่งขอ้ มลู ( Information Source ) คือ แหล่งท่ีมาของข่าวสาร ( Message )

2) ข่าวสาร ( Message ) คือ เน้ือหาท่ีจะตอ้ งน าไปส่ง

3) ผสู้ ่ง ( Transmitter) คือ บุคคลที่จะเป็นผดู้ าเนินการส่งขา่ วสารนน่ั เอง

4) ส่ือหรือช่องทาง ( Media ) คือ ส่ิงที่จะช่วยน าพาข่าวสารไดด้ ีหรือเร็วยง่ิ ข้ึน

5) ผรู้ ับ ( Receiver ) คือ ผเู้ ป็นเป้ าหมายในการรับข่าวสาร ประเภทของการ
ติดต่อส่ือสาร

ภาษาทใี่ ช้ส่ือสารโดยทว่ั ไปได้แก่

1. สายตา (เนตรภาษา) การแสดงออกทางสายตา เช่น การสบตากนั ระหวา่ งผสู้ ่งสารและ
ผรู้ ับสารกม็ ีส่วนช่วยในการตีความหมาย เช่น การสบตาแสดงออกถึงความจริงใจ การรี่
ตาแสดงออกถึงความสงสัย ความไม่แน่ใจ ฯลฯ การแสดงออกทางสายตาจะตอ้ ง
สอดคลอ้ งกบั การแสดงออกทางสีหนา้ การแสดงออกทางสีหนา้ และสายตาจะช่วย
เสริมวจั นภาษาใหม้ ีน้าหนกั ยงิ่ ข้ึน และใชแ้ ทนวจั นภาษาไดอ้ ยา่ งดี

2. กิริยาท่าทาง (อาการภาษา) การแสดงกิริยาท่าทางของบุคคล สามารถส่ือ
ความหมายไดโ้ ดยไม่ตอ้ งใชค้ าพดู หรือใชเ้ สริมคาพดู ใหม้ ีน้าหนกั มากข้ึน
ได้ ไดแ้ ก่ กิริยาท่าทาง การเคล่ือนไหวร่างกายและอากปั กิริยาท่าทางต่าง
ๆ สามารถสื่อความหมายไดม้ ากมาย เช่น การเคล่ือนไหวมือ การโบกมือ การส่าย
หนา้ การพยกั หนา้ การยกไหล่ การยมิ้ ประกอบ การพดู การยกั ไหล่ การยกั
คิ้ว อาการน่ิง ฯลฯ

3. น้าเสียง (ปริภาษา) เป็นอวจั นภาษาที่แฝงอยใู่ นภาษาพดู ไดแ้ ก่ สาเนียงของผพู้ ดู
ระดบั เสียงสูงต่า การเปล่งเสียง จงั หวะการพดู ความดงั ความค่อยของเสียงพดู การ
ตะโกน การกระซิบ น้าเสียงช่วยบอกอารมณแ์ ละความรู้สึก นอกจากน้ียงั ช่วยแปล
ความหมายของคาพดู เช่น การใชเ้ สียงเนน้ หนกั เบา การเวน้ จงั หวะ การ
ทอดเสียง ส่ิงเหล่าน้ีทาใหค้ าพดู เด่นชดั ข้ึน การพดู เร็ว ๆ รัว ๆ การพดู ที่หยดุ เป็นช่วง
ๆ แสดงใหเ้ ห็นถึงอารมณ์กลวั หรือต่ืนเตน้ ของผพู้ ดู เป็นตน้

4. สิ่งของหรือวตั ถุ (วตั ถุภาษา) ส่ิงของหรือวตั ถุต่าง ๆ ที่บุคคลเลือกใช้ เช่น ของใช้
เครื่องประดบั เส้ือผา้ กระเป๋ า รองเทา้ นาฬิกา ปากกา แวน่ ตา เป็นตน้ ส่ิงเหล่าน้ี
เป็นอวจั นภาษาท่ีสื่อความหมายไดท้ ้งั สิ้น

5. เน้ือท่ีหรือช่องวา่ ง (เทศภาษา) ช่องวา่ งของสถานที่หรือระยะใกลไ้ กลที่บุคคล
ส่ือสารกนั เป็นอวจั นภาษาที่ส่ือสารใหเ้ ขา้ ใจได้ เช่น ระยะห่างของหญิงชาย พระ
กบั สตรี คนกบั ส่ิงศกั ด์ิสิทธ์ิ คนสองคนนง่ั ชิดกนั บนมา้ นงั่ ตวั เดียวกนั ยอ่ มสื่อสาร
ใหเ้ ขา้ ใจไดว้ า่ ท้งั สองคนมีความสนิทสนมเป็นพิเศษ เป็นตน้

6. กาลเวลา (กาลภาษา) หมายถึง การส่ือความหมายโดยใหเ้ วลามีบทบาท
สาคญั เวลาแต่ละช่วงมีความหมายในตวั คนแต่ละคน และคนต่างวฒั นธรรมจะมี
ความคิดและความหมายเก่ียวกบั เวลาแตกต่างกนั เช่น การตรงต่อเวลาวฒั นธรรม
ตะวนั ตกถือวา่ มีความสาคญั มาก การไม่ตรงต่อเวลานดั หมายเป็นการแสดงความดู
ถูก เป็นตน้

7. การสมั ผสั (สมั ผสั ภาษา) หมายถึง อวจั นภาษาที่แสดงออกโดยการสมั ผส้ เพ่ือส่ือ
ความรู้สึก อารมณ์ ความปรารถนาในใจของผสู้ ่งสารไปยงั ผรู้ ับสาร เช่น การจบั มือ
การ แลบลิน้ การลบู ศีรษะ การโอบกอด การตบไหล่ ซ่ึงสมั พนั ธก์ บั วฒั นธรรมของ
แต่ละสงั คม เช่นคนไทยถือมิใหเ้ ดก็ สมั ผสั ส่วนหวั ของผใู้ หญ่ เป็นตน้

ระดบั ภาษาทถ่ี ูกต้อง

ระดบั ของภาษา หมายถึง ความลดหลง่ั ของถอ้ ยคาและการเรียบเรียงถอ้ ยคาที่ใชโ้ ดย
พิจารณาตามโอกาส หรือกาลเทศะความสมั พนั ธ์ ระหวา่ งบุคคลท่ีเป็นผสู้ ่ือสาร และ
ตามเน้ือหาท่ีสื่อสารการศึกษาเรื่องระดบั ของภาษาเป็นสิ่งสาคญั เพราะทาใหบ้ ุคคลท่ี
เป็นส่ิงสาคญั เพราะทาใหบ้ ุคคลแต่ละกลุ่มเขา้ ใจภาษาของกนั และกนั ไม่ใหเ้ กิดปัญหา
ดา้ นการสื่อสาร และความสมั พนั ธ์ ระหวา่ งบุคคล รวมท้งั ยงั ทาใหผ้ ศู้ ึกษาไดเ้ ขา้ ใจถึง
ลกั ษณะเฉพาะและวิวฒั นาการของภาษาไทยอีกดว้ ยการศึกษาเร่ืองระดบั ภาษาอาจจะ
พิจารณาไดห้ ลายวธิ ีตามหลกั เกณฑต์ ่าง ๆ เช่น พิจารณาตามฐานะบุคคล ตามเน้ือหา
และตามกาลเทศะท่ีส่ือสารในที่น้ีจะกลา่ วถึงการพิจารณาระดบั ภาษา ตามกาลเทศะ /
โอกาส ในการใชภ้ าษา เพ่ือใหผ้ ใู้ ชภ้ าษาสามารถเลือกใชภ้ าษา ในสถานการณ์ ต่าง ๆ
ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม

1.ภาษาแบบเป็ นทางการ

1.1ภาษาระดบั พิธีการ เป็นภาษาที่สมบูรณ์แบบ รูปประโยคถกู ตอ้ งตามหลงั ไวยากรณ์
มีความประณีต งดงามอาจใชป้ ระโยคซบั ซอ้ นและใชค้ าระดบั สูง ภาษาระดบั น้ีจะใช้
ในโอกาส สาคญั ๆ เช่น ราชพิธี วรรณกรรมช้นั สูง เป็นตน้

1.2ภาษาระดบั มาตรฐานราชการ หรืออาจเรียกวา่ ภาษาทางการ / ภาษาราชการ เป็น
ภาษาท่ีสมบรู ณ์แบบ รูปประโยคถูกตอ้ งตามไวยากรณ์ เนน้ ความชดั เจนตรงประเดน็
เป็นสาคญั ใชใ้ นโอกาสสาคญั ที่เป็นทางการ เช่นหนงั สือราชการวทิ ยานิพนธ์ รายงาน
ทางวชิ าการ การกล่าวปราศรัย การกลา่ วเปิ ดงานสาคญั ๆ เป็นตน้

1. ภาษาแบบไม่เป็ นทางการ

2.1 ภาษาระดบั ก่ึงทางการ เป็นภาษาท่ียงั คงความสุขภาพแต่ไม่เคร่งครัดแบบภาษา
ทางการบางคร้ังอาจใชภ้ าษาระดบั สนทนามาปนอยดู่ ว้ ย มนั ใชใ้ นการติดต่อธุรกิจการ
งาน หรือใชส้ ื่อสารกบั บุคคลท่ีไม่คุน้ เคย หรือ มีคุณวฒุ ิ และ วยั วฒุ ิสูงกวา่ หรือการ
บรรยาย การประชุมตา่ ง ๆ รวมท้งั ใชใ้ นการเขียนท่ีไม่เป็นทางการเพ่ือใหก้ ารเขียนน้นั
ดูไม่เครียดจนเกินไป เช่น สารคดี บทวิจารณ์ เกี่ยวกบั บนั เทิงคดีต่าง ๆ เป็นตน้

2.2 ภาษาระดบั สนทนา เป็นภาษาท่ีใชส้ นทนาโตต้ อบกบั บุคคลท่ีรู้จกั ในสถานท่ีหรือ
เวลาท่ีไม่เป็นส่วนตวั หรือสนทนากบั บุคคลท่ีท่ียงั ไม่คุน้ เคย รวมท้งั ใชเ้ จรจาซ้ือขาย
ทวั่ ไปและการประชุมท่ีไม่เป็นทางการ ภาษาท่ีใชม้ กั มีรูปประโยคง่ายๆที่สามารถ
เขา้ ใจทนั ท่ี แต่ยงั คงความสุภาพ เช่น ภาษาท่ีใชใ้ นการรายงานข่าวโทรทศั น์ การเจรจา
ในเชิงธุรกิจทว่ั ไป เป็นตน้

2.3 ภาษาระดบั กนั เองหรือภาษาปาก เป็นภาษาพดู ท่ีใชส้ นทนากบั บุคคลที่สนิทสนม
คุน้ เคยมกั ใชส้ ถานที่ส่วนตวั หรือ ในโอกาสท่ีตอ้ งการความสนุกสนานคร้ืนเครง หรือ
การทะเลาะวิวาทภาษาที่ใชเ้ ป็นภาษาพดู ท่ีไม่เคร่งครัดอาจมีคาตดั คาสแลง คาต่าคา
หยาบปะปน โดยทว่ั ไปไม่นิยมใชใ้ นภาษาเขียนยกเวน้ งานเขียนประเภท เช่น เรื่องส้นั
นวนิยาย ภาษาข่าวหนงั สือพิมพ์ การเขียนบทละคร ฯลฯ การใชภ้ าษาผดิ ระดบั ยอ่ ม
ก่อใหเ้ กิดอุปสรรคในสื่อสารผรู้ ับสารอาจเห็นวา่ ผสู้ ่งสารไม่รู้จกั กาลเทศะขาดความ
จริงใจ เสแสร้ง การแปงภาษาออกเป็นระดบั ต่าง ๆ น้นั มิไดแ้ ปงกนั อยา่ งเดด็ ขาด

การพูดทถี่ ูกต้อง/การใช้ภาษา

การศึกษาระดบั ภาษาอาจพิจารณาในดา้ นรูปแบบของการส่ือสารสามารถแบ่งภาษา
เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือภาษาพดู

1.ภาษาพดู หมายถึง ภาษาท่ีมกั ใชส้ ่ือสารทางวาจาในชีวิตประจาวนั หรืออาจใชง้ าน
เขียนที่ไม่เป็นทางการ เช่นบทความวจิ ารณ์ขา่ ว ขา่ วบนั เทิง ขา่ วกีฬา หรือใน
วรรณกรรมประเภทต่าง ๆ
*ภาษาพดู สามารถเลือกใชถ้ อ้ ยถอ้ ยคาไดห้ ลายระดบั ข้ึนกบั โอกาสท่ีพดู และฐานะของ
บุคคลท่ีส่ือสารดว้ ยแต่ไม่เคร่งครัดมากนกั

หลกั การใช้ภาษาทถ่ี ูกต้อง

ภาษาใชใ้ นการสื่อสารที่เป็นทางการควรใชภ้ าษาเขียนในระดบั ทางการ โดยตอ้ ง
หลีกเลี่ยงการใชภ้ าษาพดู และคานึงถึงความถกู ตอ้ งเร่ืองความหมาย และแบบแผนการ
ใชภ้ าษาท้งั ในดา้ นการใชค้ าและประโยค เนน้ ความถูกตอ้ ง กระชบั ชดั เจน ตรงประเด็

การใชค้ า การใชค้ าตอ้ งพิจารณาใหถ้ ูกตอ้ งตามหลกั ไวยากรณ์ ความหมาย และระดบั
ของคาน้นั ๆ

การพดู ในงานอาชีพ

๑. ผบู้ รรยายตอ้ งมีความรู้เก่ียวกบั ผฟู้ ัง เช่น ประวตั ิ ประสบการณ์

๒. หากตอ้ งใชอ้ ุปกรณ์ประกอบการบรรยายควรตรวจสอบอุปกรณ์และเตรียมไวใ้ ห้
พร้อม

๓. ใหเ้ กียรติผฟู้ ังและรกั ษามารยาท แต่งกายใหส้ ุภาพเหมาะสมกบั กาลเทศะ

๔. ใชก้ ิริยาวาจาที่สุภาพ ควรใชภ้ าษาระดบั ก่ึงแบบแผน หลีกเล่ียงการใชศ้ พั ทเ์ ฉพาะ
และไม่ใชค้ าตา่ งประเทศโดยไม่จาเป็น

๕. พดู ดว้ ยภาษาท่ีเขา้ ใจง่าย กะทดั รัด ควรใชเ้ วลาในการพดู บรรยายสรุปประมาณ ๒๐-
๓๐ นาที

๖. หากมีการอภิปรายถึงปัญหาของการปฏิบตั ิงาน ผบู้ รรยายควรใหข้ อ้ คิดเห็นและขอ้
เสนอะแนะโดยยดึ ความจริงเป็นหลกั

บทท3่ี เอกสารทางราชการในหน่วยงานราชการ

หนังสือราชการ

หนงั สือราชการ คือ เอกสารที่เป็นหลกั ฐานในราชการ ไดแ้ ก่ ๑. หนงั สือที่มีไปมา
ระหวา่ งส่วนราชการ ๒. หนงั สือที่ส่วนราชการมีไปถึงหน่วยงานอื่นใด ซ่ึงมิใช่ส่วน
ราชการ หรือที่มีไปถึง บุคคลภายนอก ๓. หนงั สือที่หน่วยงานอ่ืนใดซ่ึงมิใช่ส่วน
ราชการ หรือท่ีบุคคลภายนอกมีมาถึงส่วนราชการ ๔. เอกสารท่ีทางราชการจดั ทาข้ึน
เพื่อเป็นหลกั ฐานในราชการ ๕. เอกสารท่ีทางราชการจดั ทาข้ึนตามกฎหมาย ระเบียบ
หรือขอ้ บงั คบั ๖. ขอ้ มลู ขา่ วสาร หรือหนงั สือที่ไดร้ ับจากระบบสารบรรณ
อิเลก็ ทรอนิกส์ ซ่ึงปัจจบุ นั นิยมใช้ หนงั สือราชการประเภทน้ีมาก เน่ืองจากไม่ตอ้ ง
สิ้นเปลืองกระดาษ บุคลากร เวลา และคา่ ใชจ้ ่ายในการ ดาเนินการ

สารบญั

คานา ก

สารบญั ข

หนังสือราชการ 1

การผลติ (การเขยี นและการพมิ พ์) 2

การเขยี นและการพมิ พ์หนังสือราชการ ส่วนใหญ่พบข้อบกพร่อง 3

รูปแบบการพมิ พ์และโครงสร้างไม่ถูกต้อง และไม่ใช้ตามขนาด 4
มาตรฐาน

ขนาดและแบบของตัวอกั ษร 5
หลกั เกณฑ์การพมิ พ์หนังสือราชการ 6

ช้ันความลบั ในหนังสือราชการ 7

หนังสือราชการ

หนังสือราชการ คือ เอกสารท่เี ป็ นหลักฐานในราชการ ได้แก

๑. หนงั สือท่ีมีไปมาระหวา่ งส่วนราชการ

๒. หนงั สือที่ส่วนราชการมีไปถึงหน่วยงานอ่ืนใด ซ่ึงมิใช่ส่วนราชการ หรือท่ีมีไปถึง
บุคคลภายนอก

๓. หนงั สือที่หน่วยงานอ่ืนใดซ่ึงมิใช่ส่วนราชการ หรือท่ีบุคคลภายนอกมีมาถึงส่วน
ราชการ

๔. เอกสารที่ทางราชการจดั ทาข้ึนเพ่ือเป็นหลกั ฐานในราชการ
๕. เอกสารท่ีทางราชการจดั ทาข้ึนตามกฎหมาย ระเบียบ หรือขอ้ บงั คบั
๖. ขอ้ มูลขา่ วสาร หรือหนงั สือท่ีไดร้ ับจากระบบสารบรรณอิเลก็ ทรอนิกส์ ซ่ึงปัจจุบนั
นิยมใช้ หนงั สือราชการประเภทน้ีมาก เน่ืองจากไม่ตอ้ งสิ้นเปลืองกระดาษ บุคลากร
เวลา และคา่ ใชจ้ ่ายในการ ดาเนินการ

ชนิดของหนงั สือ

ระเบียบสานกั นายกรัฐมนตรี วา่ ดว้ ยงานสารบรรณ พ.ศ.๒๕๒๖ แบ่ง
หนงั สือออกเป็น ๖ ชนิด

๑. หนงั สือภายนอก
๒. หนงั สือภายใน
๓. หนงั สือประทบั ตรา
๔. หนงั สือสงั่ การ (คาสงั่ ระเบียบ ขอ้ บงั คบั )
๖. หนงั สือที่เจา้ หนา้ ท่ีทาข้ึนหรือรับไวเ้ ป็นหลกั ฐานในราชการ (หนงั สือรับรอง
รายงานการประชุม บนั ทึก หนงั สืออื่น ๆ )

การผลติ (การเขยี นและการพมิ พ์)

การผลิตเอกสารจะเริ่มต้งั แต่คิด ร่าง เขียน แต่ง พิมพ์ ทาสาเนา ก่อนผลิตตอ้ งคดิ ก่อน
วา่ ทาไมจึงตอ้ งผลิต ใครคือผใู้ ชเ้ อกสาร อะไรคือเอกสารท่ีใช้ ท่ีไหนบา้ งควรส่งไป
เพื่อการปฏิบตั ิงาน เม่ือไรจะผลิตใหเ้ สร็จเรียบร้อยและส่งถึงผรู้ ับ ส่วนสาคญั ในการ
ผลิตคือการร่าง เขียน พิมพ์ ดงั น้นั จึง ยดึ ระเบียบสานกั นายกรัฐมนตรี วา่ ดว้ ยงานสาร
บรรณ พ.ศ.๒๕๒๖ เป็นสาคญั โดยตอ้ งทาใหถ้ กู ตาม แบบหรือแบบฟอร์มตามระเบียบ
ท่ีกาหนด

การเขียนหนงั สือราชการแต่ละประเภทจะมีรูปแบบหรือแบบฟอร์มเป็นระเบียบ

ท่ีกาหนดไวแ้ ลว้ เมื่อจะเขียนหนงั สือประเภทใด ตอ้ งเขียนใหถ้ กู แบบ (รูปแบบหรือ
แบบฟอร์ม) ของ หนงั สือประเภทน้นั ๆ ซ่ึงจะตอ้ งจดั โครงสร้างของหนงั สือใหถ้ ูกตอ้ ง
เขียนรายละเอียดใหถ้ ูกแบบ 2 ใชถ้ อ้ ยคาใหถ้ กู ตอ้ งตามระเบียบที่กาหนดไว้ ตาม
ระเบียบสานกั นายกรัฐมนตรี วา่ ดว้ ยงานสารบรรณ พ.ศ. ๒๕๒๖ มีกาหนดการใช้
ภาษา การมีครุฑ ครุฑใหญ่หรือครุฑเลก็ ตาแหน่งของครุฑ อยสู่ ่วนไหน ของหวั
กระดาษ ท้งั น้ี ข้ึนอยกู่ บั รูปแบบของหนงั สือแต่ละประเภทน้นั ๆ


Click to View FlipBook Version