การเขยี นและการพมิ พ์หนังสือราชการ ส่วน
ใหญ่พบข้อบกพร่องดงั นี้
๑.เขยี นไม่ถูกต้องตามเนือ้ หา หลกั ภาษา
- การเลือกใชส้ รรพนามไม่ตรงประเดน็
- มีคาผดิ พิมพเ์ กิน สะกดการันตผ์ ดิ พิมพต์ ก คายอ่
- การลงชื่อ ตาแหน่งหรือหน่วยงานไม่ถกู ตอ้ ง
- ชื่อเรื่องไม่ตรงหรือไม่สอดคลอ้ งกบั ส่วนสรุป
- เน้ือความยาวเยน่ิ เยอ้ เขียนไม่ตรงประเดน็ หรือวกวน
- ความสบั สนในการเขียน เช่น “ไปยงั ” กบั “มายงั ” คาวา่ “อนุญาต” กบั “อนุมตั ิ”
- ในกรณีที่มีจุดประสงคห์ ลายประการ ไม่แยกจุดประสงคเ์ ป็นรายขอ้ อยา่ งชดั เจน
- เขียนดว้ ยถอ้ ยคาภาษาของตวั เอง กอปรกบั การยดึ ติดกบั วิธีการเขียน (ร่าง) แบบเดิมท่ี
เคยเขียนตามกนั มา
- ใชภ้ าษาฟ่ ุมเฟื อย ใชค้ าเชื่อมมากเกินไป
- ใชเ้ ครื่องหมายไม่ถูกตอ้ ง เช่น จานวน ๓ วนั ๆ ละ ๕๐ บาท (ควรเขียนเป็น
จานวน ๓ วนั วนั ละ ๕๐ บาท)
- ใชไ้ ปยาลนอ้ ยผดิ เช่น นายวริ ัตน์ฯ จะเขียนชื่อแลว้ ไปยาลนอ้ ยนามสกลุ ไม่ได้
เพราะชื่อกบั นามสกลุ เป็นคนละสิ่ง หรือคนละคากนั จะไปยาลนอ้ ยนามสกลุ ได้
ต่อเมื่อเขียนนามสกลุ ไม่จบ เช่น พระนาม นามสกลุ ช่ือ เฉพาะของหน่วยงานที่ยาว
ๆ เป็นตน้
๒. การใชค้ ายอ่ เป็นภาษาตา่ งประเทศ ร่วมกบั ภาษาไทย
๓. ใชค้ าบางคาผดิ (ไป ‟ มา) ไป ‟ มา ในการใชค้ าน้ี ควรคานึงถึงผรู้ ับหนงั สือเป็น
สาคญั จกั จกั ขอบคุณยงิ่ ความหมายของคาคอ่ นขา้ งหนกั มีความหมายคลา้ ย ตอ้ ง
ซ่ึงไม่สูน้ ุ่มนวลสละสลวยมกั ใชใ้ น คาสงั่ คากาชบั จะ ใชไ้ ดท้ ว่ั ไป เป็นภาษา
ราชการที่ใชไ้ ดเ้ สมอ
๔. ใชป้ ระโยคซ้า
๕. ไม่แสดงผรู้ ่าง/พิมพ/์ ทาน
๒. รูปแบบการพมิ พ์และโครงสร้างไม่ถูกต้อง
และไม่ใช้ตามขนาดมาตรฐาน
๒.๑ รูปลกั ษณะ และขนาดของครุฑ
(๑) ขนาดของครุฑ ระเบียบสานกั นายกรัฐมนตรี วา่ ดว้ ยงานสารบรรณ พ.ศ.
๒๕๒๖ กาหนดขนาดของครุฑไว้
๒ ขนาด คือหนงั สือภายนอก กาหนดขนาดครุฑไว้
๓ เซนติเมตร และหนงั สือภายใน และบนั ทึกขอ้ ความขนาดครุฑไว้ ๑.๕
เซนติเมตร ดงั ภาพ ต่อไปน้ี
(๒) รูปลกั ษณะของครุฑ ครุฑที่ใชใ้ นหนงั สือราชการตอ้ งใชใ้ หถ้ ูกตอ้ งตาม แบบ
ซ่ึงรูปลกั ษณะของครุฑที่ใชโ้ ดยทว่ั ไปน้นั นิยมใชค้ รุฑ
๓ รูปแบบ ดงั ภาพต่อไปน้ี
๒.๒ ขนาดและแบบของตวั อกั ษร
แบบตวั อกั ษรควรเป็นแบบสุภาพ มีหวั พยญั ชนะ สระ และวรรณยกุ ต์ ท่ีชดั เจน และ
ใชข้ นาดมาตรฐานคือ ๑๖ พอยต์ ไม่ควรใชต้ วั เลก็ กวา่ น้ี เพระจะทาใหอ้ ่านยาก แบบ
อกั ษร ท่ีควรใช้ เช่น angsana new, angsana upc แต่บางหน่วยงานเลือกใช้ browalia
new, browalia upc, codia new, codia upc, ซ่ึงจะถือวา่ ไม่เหมาะสมกม็ ิได้ เพ่ือเป็น
การส่งเสริมการใชเ้ ลขไทยตามมติคณะรัฐมนตรี และการดาเนินโครงการ ฟอนต์
มาตรฐานราชการไทย ตามหนงั สือศาลากลางจงั หวดั เชียงใหม่ ท่ี ชม ๐๐๑๖.๑/
๑๘๕๔๔ ลงวนั ที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๓ ขอใหส้ ่วนราชการ/หน่วยงาน รัฐวสิ าหกิจ
ดาเนินการ - ติดต้งั ฟอนตส์ ารบรรณ และฟอนตอ์ ื่น ๆ จานวน ๑๓ ฟอนต์ ของ
สานกั งานส่งเสริม อุตสาหกรรมซอฟตแ์ วร์แห่งชาติ (องคก์ ารมหาชน) และกรม
ทรัพยส์ ินทางปัญญา เพ่ิมเขา้ ไปใน ระบบปฏิบตั ิการคอมพิวเตอร์ และใชฟ้ อนต์
ดงั กล่าว แทนฟอนตเ์ ดิม - ใหส้ ่วนราชการ/หน่วยงาน รัฐวสิ าหกิจ ในจงั หวดั
เชียงใหม่ ใชฟ้ อนต์ TH Niramit AS และใหจ้ ดั พิมพต์ วั เลขเป็นเลขไทย และใชเ้ ลข
ศกั ราชเป็นเลขพทุ ธศกั ราช ในกิจกรรมทุกดา้ นของหน่วย ราชการ
ข้อควรระวงั การพมิ พ์หนังสือภายใน
- คาวา่ “บนั ทึกขอ้ ความ” พิมพด์ ว้ ยอกั ษรตวั หนาขนาด ๒๙ พอยท์
- คาวา่ “ส่วนราชการ วนั ท่ี เรื่อง” พิมพด์ ว้ ยอกั ษรตวั หนาขนาด ๒๐ พอยท์
๒.๓ การเขยี นวนั ที่
การเขียนวนั เดือน ปี ในหนงั สือภายนอก เขียนหลงั จากเขียนส่วนท่ีอยู่ แลว้ โดย
ข้ึนบรรทดั ใหม่ เขียนตรงกลางหนา้ กระดาษ ใหร้ ะบุเฉพาะวนั ที่ เดือน และปี
เท่าน้นั โดยใหต้ วั เลข ของวนั ที่ตรงกบั ส่วนกลางดา้ นลา่ ง ซ่ึงแหลมท่ีสุดของตวั
ครุฑ
๒.๔ การเขยี นช่ือทอี่ ยู่ของผู้ออกหนังสือ
ตอ้ งเขียนไวด้ า้ นบนสุดทางขวามือ บรรทดั แรกใหอ้ ยตู่ รงกบั ตีนครุฑ และ เป็น
บรรทดั เดียวกนั กบั เลขที่ออกหนงั สือ บรรทดั แรกจะเขียนช่ือหน่วยงาน บรรทดั ที่
สองเขียนเลขท่ี ตาบล อาเภอ บรรทดั ถดั มาเขยี นจงั หวดั ตามดว้ ยรหสั ไปรษณีย์
และไม่ควรเขียนคายอ่ ของ ถนน.., ตาบล.., อาเภอ.., จงั หวดั .., เป็น ถ.., ต.., อ.., จ..,
ใหเ้ ขียนคาเตม็ ดงั น้ี
๒.๕ การเขยี นชื่อผู้รับ
ให้เขียนต่อจากคาขนึ ้ ต้น เชน่ กราบเรียน เรียน ถงึ โดยเว้นวรรคให้หา่ ง กนั ๒ ชว่ ง
ตวั อกั ษรหรือเทา่ กบั ๔ เคาะในคอมพวิ เตอร์
๑)ผ้รู ับท่ีเป็นบคุ คล ให้ระบุ ๒ สว่ น ได้แก่ คานาหน้าช่ือ และช่ือตวั -ชื่อ สกลุ ดงั นี ้
-การระบุคานาหนา้ ชื่อ มีหลกั การดงั น้ี
- กรณีที่เป็นบุคคลทวั่ ไป ใหร้ ะบุ นาย นาง นางสาว
‟ กรณีเป็นผดู้ ารงตาแหน่งทางวชิ าการ ใหร้ ะบตุ าแหน่งดงั กล่าวโดย ไม่ตอ้ งใชค้ ายอ่
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์
- กรณีท่ีเป็นสตรีซ่ึงไดร้ ับพระราชทานเคร่ืองราช อิสริยาภรณ์ต้งั แต่ ช้นั ทุติย
จุลจอมเกลา้ วิเศษข้ึนไป หรือเคร่ืองราชอิสริยาภรณ์ช้นั ทุติยจุลจอมเกลา้ ตติย
จุลจอมเกลา้ และ จตุตถจุลจอมเกลา้ สาหรับสตรีที่มีสามีแลว้ ใหใ้ ชท้ า่ นผหู้ ญิง หรือ
คุณหญิงแลว้ แต่กรณี ส่วนสตรีท่ีมิได้ มีสามีใหใ้ ช้ คุณ
- กรณีเป็นผมู้ ีบรรดาศกั ด์ิหรือฐานนั ดรศกั ด์ิเช่น หม่อมราชวงศ์ หม่อมหลวง ใหร้ ะบุ
ใหถ้ ูกตอ้ ง โดยระบุคาเตม็ ไม่ตอ้ งใชค้ ายอ่
- กรณีเป็นผมู้ ียศ เช่น ร้อยเอก วา่ ท่ีร้อยตรี พลเอก ใหร้ ะบุให้ ถกู ตอ้ ง โดยไม่ตอ้ งใชค้ า
ยอ่
- กรณีเป็นพระภิกษุ ใหร้ ะบุคานาหนา้ ชื่อใหถ้ กู ตอ้ ง ต้งั แต่คาแสดง สมณศกั ด์ิ เช่น พระ
พรหมมุนี พระธรรมคุณาภรณ์ หรือคาแสดงสถานภาพ ไดแ้ ก่พระ และคาแสดง
สถานภาพวา่ เป็นผสู้ อบไดเ้ ปรียญธรรมต้งั แต่ประโยค ๓ ข้ึนไป ซ่ึงไดร้ ับพระราชทาน
ตาแหน่งจากสมเดจ็ พระสงั ฆราช ไดแ้ ก่ พระมหา
๒) ผรู้ ับที่เป็นผดู้ ารงตาแหน่งน้นั ๆ มิใช่ในฐานะส่วนบุคคล
- กรณีที่เป็นหนงั สือภายนอกและหนงั สือประทบั ตรา ใหร้ ะบุชื่อ ตาแหน่งเตม็ ของ
หน่วยงานน้นั เช่น อธิการบดีมหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม
‟ กรณีท่ีผรู้ ับเป็นชื่อตาแหน่งของส่วนราชการยอ่ ยในส่วนราชการ ใหญ่ ใหร้ ะบุชื่อ
ส่วนราชการใหญ่ ต่อทา้ ยช่ือตาแหน่งดว้ ย เช่น คณบดีคณะสงั คมศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่
- กรณีที่เป็นหนงั สือภายใน ถา้ ผรู้ ับเป็นผดู้ ารงตาแหน่งสูงสุดซ่ึงมีเพียงตาแหน่งเดียว
ของ ส่วนราชการน้นั ใหร้ ะบุเฉพาะช่ือตาแหน่งไม่ตอ้ งระบุชื่อส่วนราชการ เช่น อธิบดี
อธิการบด
๓) ถา้ ผรู้ ับเป็นคณะบุคคล มกั จะใชก้ บั หนงั สือเวยี น
๒.๖ การก้นั หนา้ หลงั บน ล่าง
- ก้นั หนา้ ใหเ้ วน้ จากขอบกระดาษ ๓ เซนติเมตร หรือ ๑.๕ นิ้ว - ก้นั หลงั ใหเ้ วน้ จาก
ขอบกระดาษ ๒ เซนติเมตร หรือ ๑ นิ้ว
- ก้นั บน ใหเ้ วน้ จากขอบกระดาษ ๒ เซนติเมตร หรือ ๑ นิ้ว
- ก้นั ล่าง ใหเ้ วน้ จากขอบกระดาษ ๒ หรือ ๓ เซนติเมตร หรือ ๑ หรือ ๑.๕ นิ้ว ปรับได้
ตามความเหมาะสม
การต้ังระยะขอบหน้ากระดาษ ในโปรแกรมการพมิ พ์
๒.๗ วรรคตอนและการยอ่ หนา้
เม่ือเขียนยอ่ หนา้ สุดทา้ ยเสร็จแลว้ ตอ้ งเวน้ ๑ บรรทดั พิมพ์ แลว้ จึงเริ่ม เขียนคาลง
ทา้ ย โดยตอ้ งยอ่ หนา้ เขา้ มา ใหต้ วั อกั ษรตวั แรกอยตู่ รงกบั เลขตวั หนา้ ของวนั ท่ี
ดา้ นบนเสมอ และการเขียนคาลงทา้ ยตอ้ งตรงกบั เร่ือง ดงั น้ี
การเขียน กราบเรียน ใหถ้ ูกตอ้ ง หนงั สือราชการภายนอก หนงั สือภายใน ควรใช้
ให้ ถกู ตอ้ งตามระเบียบสานกั นายกรัฐมนตรี วา่ ดว้ ยงานสารบรรณ ซ่ึงมี ๑๔
ตาแหน่งเท่าน้นั ที่ใช้ กราบเรียน และไม่จาเป็นตอ้ งใชค้ าวา่ ท่าน หรือ ฯพณฯ
นาหนา้ ตาแหน่ง ท้งั น้ี ตอ้ งใชใ้ หส้ อดคลอ้ งกบั คาลงทา้ ย คือ เรียน ‟ ขอแสดงความ
นบั ถือ และกราบเรียน ‟ ขอแสดงความนบั ถืออยา่ งยงิ่ บุคคลผดู้ ารงตาแหน่งพิเศษ
ต่อไปน้ี ใหใ้ ชค้ าข้ึนตน้ วา่ กราบเรียน ไดแ้ ก
๑. ประธานองคมนตรี
๒. นายกรัฐมนตรี
๓. ประธานรัฐสภา
๔. ประธานวฒุ ิสภา
๕. ประธานสภาผแู้ ทนราษฎร
๖. ประธานศาลฎีกา
๗. ประธานศาลรัฐธรรมนูญ
๘. ประธานศาลปกครองสูงสุด
๙. ประธานกรรมการการเลือกต้งั
10. ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
11. ประธานกรรมการป้ องกนั และปราบปรามการทุกจริตแห่งชาติ
๒.๙ การเขียนส่วนราชการเจา้ ของเรื่อง
เขียนไวล้ ่างสุดของหนงั สือราชการ ดา้ นล่างสุดซา้ ยมือ บรรทดั แรกเขียน ช่ือ
สานกั งานหรือหน่วยงานที่ออกหนงั สือฉบบั น้นั บรรทดั ท่ีสองเขียนโทรศพั ทแ์ ละ
หมายเลข บรรทดั ท่ี สามเขียนโทรสารและหมายเลข ถา้ หน่วยงานน้นั มีไปรษณีย์
อิเลก็ ทรอนิกส์กใ็ หเ้ ขียนไวอ้ ีกบรรทดั หน่ึง - ช่ือส่วนงาน ท่ีช่ือไม่ยาวนกั กเ็ ขียนช่ือ
เตม็ - โทรศพั ท/์ โทรสาร ควรเขียนคาเตม็ ไม่ควรเขียนคายอ่ การเขียน หมายเลข
โทรศพั ทแ์ ละโทรสารเม่ือเขียนเลขศูนยต์ วั แรกแลว้ ใหเ้ คาะ ๑ เคาะ แลว้ เขียน
หมายเลขอีก สี่ตวั แลว้ เคาะ ๑ เคาะ
สานกั งานคณบดี
งานบริหารและธุรการ
โทรศพั ท์ ๐ ๕๓๘๗ ๕๔๐๐
โทรสาร ๐ ๕๓๘๗ ๕๔๐๘
ช่ือของหน่วยงานระดบั กระทรวง กรม หรือส่วนราชการระดบั รองลงมา จะตอ้ ง
เป็นส่วนราชการที่สอดคลอ้ งกบั ตาแหน่ง ของผลู้ งนามทา้ ยหนงั สือฉบบั น้นั ซ่ึง
รวมท้งั ผปู้ ฏิบตั ิ ราชการแทน หรือรักษาราชการแทน ดงั น้ี
ชื่อส่ วนราชการ ตาแหน่งผู้ลงนาม
มหาวิทยาลยั แม่โจ้ อธิการบดี
กอง/สานกั /สถาบนั ผอู้ านวยการกอง / สานกั / สถาบนั
ในกรณีท่ีหวั หนา้ ส่วนราชการมอบหมายใหผ้ อู้ ่ืนลงนามแทน จะตอ้ งลง
ทา้ ย ตาแหน่งวา่ ปฏิบตั ิราชการแทน...หรือรักษาราชการแทน... เสมอ เช่น
รองคณบดีฝ่ ายบริหาร ปฏิบตั ิ ราชการแทนคณบดี
..............................................
(ผชู้ ่วยศาสตราจารยส์ มฤทยั จนั ทิมา)
รองคณบดีฝ่ ายบริหาร ปฏิบตั ิราชการแทน คณบดีคณะสารสนเทศและการส่ือสาร
เช่นเดียวกบั หนงั สือภายในและบนั ทึก การเขียนชื่อหน่วยงานจะตอ้ ง สอดคลอ้ ง
กบั ตาแหน่งผลู้ งนามซ่ึงเป็นเจา้ ของหนงั สือ กล่าวคือ ผใู้ ดลงนาม ช่ือหน่วยงานน้นั
จะอยู่ ลาดบั ตน้ ส่วนเจา้ ของเร่ืองท่ีเป็นส่วนราชการระดบั รองจะอยลู่ าดบั หลงั ตอ่
ดว้ ยหมายเลขโทรศพั ท์ ภายในของส่วนราชการเจา้ ของเร่ืองน้นั ดงั ตวั อยา่ ง
ส่วนราชการ คณะสารสนเทศและการส่ือสาร ส านกั งานคณบดี งานบริหารและ
ธุรการ โทรศพั ท์ ๕๔๐๐
หลกั เกณฑ์การพมิ พ์หนงั สือราชการ
1. การพิมพห์ นงั สือราชการท่ีตอ้ งใชก้ ระดาษตราครุฑ ถา้ มีขอ้ ความมากกวา่ 1 หนา้
หนา้ ต่อไปใหใ้ ชก้ ระดาษไม่ตอ้ งมีตราครุฑ แต่ตอ้ งมีคุณภาพเช่นเดียวหรือใกลเ้ คียง
กบั แผน่ แรก
2. การพิมพ์ 1 หนา้ กระดาษขนาด A4 โดยปกติใหพ้ ิมพ์ 25 บรรทดั (บรรทดั แรก
ของ กระดาษควรอยหู่ างจากขอบกระดาษดา้ นบนประมาณ ๕ เซนติเมตร
3. ถา้ คาสุดทา้ ยของบรรทดั มีหลายพยางค์ ไม่สามารถพิมพจ์ บคาในบรรทดั เดียวกนั
ได้ ให้ ใชเ้ ครื่องหมายยตั ิภงั ค์ (-) ระหวา่ งพยางค์
4. การยอ่ หนา้ ซ่ึงใชใ้ นกรณีท่ีจบประเดน็ แลว้ จะมีการข้ึนขอ้ ความใหม่ ใหเ้ วน้ ห่าง
จากระยะ ก้นั หนา้ 10 จงั หวะเคาะ
5. การเวน้ วรรค
- การเวน้ วรรคโดยทว่ั ไปเวน้ 2 จงั หวะเคาะ
- การเวน้ วรรคระหวา่ งหวั ขอ้ เร่ืองกบั เรื่อง ใหเ้ วน้ 2 จงั หวะเคาะ
- การเวน้ วรรคในเน้ือหา เร่ืองที่พิมพม์ ีเน้ือหาเดียวกนั ใหเ้ วน้ 1 จงั หวะเคาะ ถา้
เน้ือหาต่างกนั เวน้ 2 จงั หวะเคาะ
๖. การพิมพห์ นงั สือที่มีหลายหนา้ ตอ้ งพิมพเ์ ลขหนา้ โดยใหพ้ ิมพต์ วั เลข
หนา้ กระดาษไว้ ระหวา่ งเคร่ืองหมายยตั ิภงั ค์ (-) ที่ก่ึงกลางดา้ นบนของกระดาษ ห่าง
จากขอบกระดาษ ดา้ นบนลงมาประมาณ 3 เซนติเมตร
๗. การพิมพห์ นงั สือท่ีมีความสาคญั และมีจานวนหลายหนา้ ใหพ้ ิมพค์ าต่อเนื่อง
ของ ขอ้ ความที่จะยกไปพิมพห์ นา้ ใหม่ไวด้ า้ นล่างทางมุมขวาของหนา้ น้นั ๆ แลว้
ตามดว้ ย ... (จุด 3 จุด) โดยปกติใหเ้ วร้ ะยะห่างจากบรรทดั สุดทา้ ย 3 ระยะบรรทดั
พิมพ์ และควร จะตอ้ งมีขอ้ ความของหนงั สือเหลือไปพิมพใ์ นหนา้ สุดทา้ ยอยา่ งนอ้ ย
2 บรรทดั ก่อน พิมพค์ าลงทา้ ย
หนังสือทต่ี ้องปฏบิ ตั ใิ ห้เร็วกว่าปกติ
เป็นหนงั สือท่ีตอ้ งจดั ส่งและดาเนินการทางสารบรรณดว้ ยความรวดเร็วเป็นพิเศษ
แบ่งเป็ น
1. ด่วนที่สุด ใหเ้ จา้ หนา้ ท่ีปฏิบตั ิในทนั ทีท่ีไดร้ ับหนงั สือน้นั
2. ด่วนมาก ใหเ้ จา้ หนา้ ที่ปฏิบตั ิโดยเร็ว
3. ด่วน ใหเ้ จา้ หนา้ ที่ปฏิบตั ิเร็วกวา่ ปกติ เท่าท่ีจะทาได้ ใหร้ ะบุช้นั ความเร็วดว้ ยตวั
อกั ษะสีแดงขนาดไม่เลก็ กวา่ ตวั พิมพโ์ ป้ ง 32 พอยท์ ใหเ้ ห็นไดช้ ดั เจนในหนงั สือ
และบนซอง ในกรณีที่ตอ้ งการใหห้ นงั สือส่งถึงผรู้ ับภายในเวลาที่กาหนด ใหร้ ะบุ
คาวา่ ด่วนภายใน แลว้ ลงวนั เดือน ปี
ช้ันความลบั ในหนังสือราชการ
ระเบียบวา่ ดว้ ยการรักษาความลบั ของทางราชการ พ.ศ. 2544 ขอ้ 12 ก าหนดวา่ ช้นั
ความลบั ของขอ้ มลู ขา่ วสารลบั แบ่งออกเป็น 3 ช้นั คือ
1. ลบั ที่สุด (TOP SECRET) หมายความถึง ขอ้ มูลขา่ วสารลบั ซ่ึงหากเปิ ดเผย
ท้งั หมดหรือเพียง บางส่วนจะก่อใหเ้ กิดความเสียหายแก่ประโยชน์แห่งรัฐอยา่ ง
ร้ายแรงที่สุด
2. ลบั มาก (SECRET) หมายความถึง ขอ้ มลู ข่าวสารลบั ซ่ึงหากเปิ ดเผยท้งั หมดหรือ
เพียง บางส่วนจะก่อใหเ้ กิดความเสียหายแก่ประโยชน์แห่งรัฐอยา่ งร้ายแรง
3. ลบั (CONFIDENTIAL) หมายความถึง ขอ้ มลู ข่าวสารลบั ซ่ึงหากเปิ ดเผยท้งั หมด
หรือเพียง บางส่วนจะก่อใหเ้ กิดความเสียหายแก่ประโยชนแ์ ห่งรัฐ
บทท4่ี
เทคโนโลยสี ารสนเทศ
นบั ต้งั แต่ไดม้ ีการนาเคร่ืองจกั รเขา้ มาช่วยในโรงงานอตุ สาหกรรม ส่งผลใหผ้ ลผลิต
มีจานวนมากและผลกาไรที่ดีข้ึน ประชาชนเร่ิมเขา้ ไปประกอบอาชีพในโรงงานมาก
ข้ึนเรื่อย ๆต่อมาเม่ือมีการผลิตคอมพิวเตอร์และไดม้ ีการนาประยกุ ตใ์ ชใ้ นสานกั งาน
และโรงงานอยา่ งแพร่หลาย องคก์ รและพนกั งานไดร้ ับความสะดวก ลดเวลาในการ
ทางานและคา่ ใชจ้ า่ ยไปไดม้ าก อีกท้งั ทุกคนพอใจกบั งานที่ทา เมื่อมีการนาเทคโนโลยี
การติดตอ่ สื่อสารผนวกรวมเป็นเทคโนโลยสี ารสนเทศ ส่งผลใหเ้ กิดการเปล่ียนแปลง
อยา่ งมหาศาล สินคา้ หรือบริการไดม้ ีการอา้ งอิงขอ้ มูลเพื่อตอบสนองความตอ้ งการของ
ผใู้ ชอ้ ยา่ งแทจ้ ริง ตลอดจนลดขอ้ จากดั ต่าง ๆ ไม่วา่ จะเป็นเรื่องสถานท่ีในเมืองหรือ
ชนบท เวลาและโอกาสท่ีทุกคนสามารถแสวงหาความรู้ความตอ้ งการต่าง ๆ ไดอ้ ยา่ ง
รวดเร็วและเหมาะสม ทาใหท้ ุกคนสามารถประกอบอาชีพ ศึกษาหาความรู้และ
นนั ทนาการไดด้ ว้ ยส่ือและแหล่งเรียนรู้ทางไกลจากภายในและนอกประเทศไดอ้ ยา่ งมี
ประสิทธิภาพ ตามศกั ยภาพของผสู้ นใจ
สารบญั ก
ข
คานา 1
สารบญั 2
ความหมายของเทคโนโลยสี ารสนเทศ 3
การเปลยี่ นแปลงเศรษฐกจิ สังคมและเทคโนโลยี
เทคโนโลยคี อมพวิ เตอร์ 4
5
เทคโนโลยโี ทรคมนาคม 6
ระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศ 7
การประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยสี ารสนเทศในงานด้านต่าง ๆ 8
เทคโนโลยสี ารสนเทศกบั การพฒั นาสังคมมนุษย์ 9
ข้อเสียของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
แนวโน้มในอนาคต
ความหมายของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
คาวา่ "เทคโนโลย"ี มีรากศพั ทม์ าจากภาษากรีก คือ คาวา่ tech หมายถึง art และ
logos หมายถึง a study of เมื่อรวมเป็น technology จึงหมายถึง a study of art
พจนานุกรม ฉบบั ราชบณั ฑิตสถาน พ.ศ. 2525 ไดน้ ิยามความหมายของคาวา่ "
เทคโนโลย"ี วา่ เป็นวิทยาการท่ีเกี่ยวกบั ศิลปะในการนาเอาวทิ ยาศาสตร์มาประยกุ ตใ์ ช้
ใหเ้ กิดประโยชน์ในทางปฏิบตั ิและอุตสาหกรรมสรุปไดว้ า่ เทคโนโลยี หมายถึง การนา
ความรู้ทางดา้ นวทิ ยาศาสตร์หรือความรู้ดา้ นอ่ืน ๆ ที่ไดจ้ ดั ระเบียบดีแลว้ มาประยกุ ตใ์ ช้
ในดา้ นใดดา้ นหน่ึง เพ่อื ใหง้ านน้นั มีความสามารถและประสิทธิภาพเพ่ิมข้ึนส่วน
สารสนเทศตรงกบั คาวา่ information หมายถึง ขอ้ มูลท่ีผา่ นกระบวนการเกบ็ รวบรวม
และเรียบเรียง เพ่ือใชเ้ ป็นแหล่งขอ้ มลู ที่เป็นประโยชนต์ ่อผใู้ ช้
การเปลยี่ นแปลงเศรษฐกจิ สังคมและเทคโนโลยี
จากอดีตจนถึงปัจจุบนั เศรษฐกิจ สงั คมและเทคโนโลยไี ดม้ ีการเปล่ียนแปลงคร้ัง
สาคญั ต่อการดาเนินชีวติ ของมนุษยเ์ รา เปรียบเสมือนคล่ืนได้ 4 ระยะ คลื่นลูกท่ี 1 ยคุ
เกษตรกรรม คลื่นลูกที่ 2 ยคุ อุตสาหกรรม คลื่นลูกที่ 3 ยคุ สารสนเทศ คลื่นลกู ที่ 4 ยคุ
เทคโนโลยพี นั ธุวิศวกรรมคลื่นลกู ที่ 1 ยคุ เกษตรกรรม เม่ือมนุษยร์ ู้จกั เพาะปลกู พชื และ
เล้ียงสตั วแ์ ทนการเกบ็ ของป่ าและลา่ สตั วต์ ามธรรมชาติ
คล่ืนลูกท่ี 2 ยคุ อุตสาหกรรม มีการนาเครื่องจกั รมาใชเ้ พื่อทุ่นแรงกาย โดยเฉพาะใน
โรงงานและเพื่อการขนส่ง ทาใหม้ นุษยส์ ามารถผลิตส่ิงใหม่ ๆ ไดม้ าก
คลื่นลกู ที่ 3 ยคุ สารสนเทศ จากความกา้ วหนา้ ทางเทคโนโลยดี ิจิตอลและคอมพิวเตอร์
ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการติดต่อสื่อสาร คานวณและแกป้ ัญหาต่าง ๆ
คลื่นลกู ที่ 4 ยคุ เทคโนโลยพี นั ธุวิศวกรรม ดว้ ยความสามารถถอดรหสั พนั ธุกรรมได้
อนั จะส่งผลใหม้ นุษยส์ ามารถเปลี่ยนชิ้นส่วนของร่างกายได้ และการถอดร่างกาย
ออกเป็นหลาย ๆ คน (cloning)
เทคโนโลยคี อมพวิ เตอร์
เทคโนโลยคี อมพิวเตอร์เป็นศาสตร์สาหรับการจดั การระบบสารสนเทศ เพอื่ ใหไ้ ด้
สารสนเทศตามที่ตอ้ งการอยา่ งถกู ตอ้ ง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ไม่วา่ จะเป็นการ
คดั เลือกการจดั หา การวิเคราะห์เน้ือหาหรือสืบคน้ สารสนเทศ
โดยแต่ละกระบวนการตอ้ งอาศยั เทคโนโลยคี อมพิวเตอร์ดา้ นฮาร์ดแวร์ ซอฟตแ์ วร์
นอกจากน้ีเราควรรู้จกั ขอ้ มลู และฐานความรู้ประกอบกนั ไปดว้ ย
1. ขอ้ มลู (data) คือ ขอ้ เทจ็ จริงเกี่ยวกบั เหตุการณ์ ปรากฎการณ์ คน ส่ิงของ ฯลฯท่ีเรา
สนใจจะบนั ทึกเกบ็ ไวใ้ ชง้ าน
2. ฐานความรู้ (knowledge base) คือ สารสนเทศที่ไดจ้ ดั เป็นโครงสร้างความรู้ความ
เขา้ ใจ ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญและตอ้ งมีคุณค่า เพื่อแกไ้ ขปัญหาในการ
ดาเนินงานตา่ ง ๆ ได้
คุณลกั ษณะของสารสนเทศทดี่ ี
สารสนเทศที่ดียอ่ มนาไปสู่การตดั สินใจท่ีมีความผดิ พลาดนอ้ ยที่สุด ช่วยแกป้ ัญหาได้
ตรงจุดที่สุด และสามารถควบคุมค่าใชจ้ ่ายไดต้ ามงบประมาณที่กาหนด ซ่ึงสารสนเทศ
ตอ้ งมีคุณลกั ษณะดงั ต่อไปน้ี
1. มีความถูกตอ้ ง (accurate) ขอ้ มลู ที่จะนาเขา้ ไปประมวลผลจะตอ้ งไม่มีขอ้ ผดิ พลาด
เพราะจะทาใหส้ ารสนเทศผดิ พลาด (garbage in-garbage out : GIGO) ไปดว้ ย
2. มีความสมบรู ณ์ (complete) สารสนเทศตอ้ งมีขอ้ มูลในส่วนสาคญั ครบถว้ น
3. มีความคุม้ ทุน (economical) สารสนเทศควรผา่ นกระบวนการที่ใชต้ น้ ทุนต่าเมื่อ
เทียบกบั ผลตอบแทน
4. มีความยดื หยนุ่ (flexible) สารสนเทศตอ้ งสามารถนาไปใชไ้ ดก้ บั ขอ้ มลู ต่างๆ ได้
หลายกลุ่ม
5. มีความน่าเช่ือถือ (reliable) สารสนเทศอาจเกิดจากขอ้ มลู ท่ีมีการรวบรวมจากแหล่ง
ท่ีควรเชื่อถือได้
6. ตรงประเดน็ (relevant) สารสนเทศตอ้ งมีความสมั พนั ธก์ บั งานท่ีตอ้ งการ
7. มีความง่าย (simple) สารสนเทศควรมีลกั ษณะท่ีไม่ซบั ซอ้ น ง่ายตอ่ การทา
8. มีความเหมาะสมกบั สถานการณ์ปัจจุบนั (timely) สารสนเทศควรมีความทนั สมยั อยู่
ตลอดเวลา
9. สามารถตรวจสอบได้ (verifiable) สารสนเทศตอ้ งสามารถตรวจสอบความถกู ตอ้ ง
รวมท้งั แหล่งที่มาได้
ลกั ษณะของความรู้
สมองของมนุษยเ์ กบ็ ความรู้ในรูปแบบตา่ ง ๆ ดว้ ยประสาทสมั ผสั ท่ีความละเอียดอ่อน
เช่น การมองเห็นที่สามารถแยกแยะรายละเอียดได้ การสร้างประสบการณ์ การสร้าง
อารมณ์ความรู้สึก ตลอดจนสามญั สานึกบางอยา่ ง
1.ความรู้ท่ียากจะถ่ายทอด (tacit knowledge) เป็นความรู้ที่เกิดข้ึนจากประสาทสมั ผสั
และสร้างประสบการณ์ต่าง ๆ
2. ความรู้ที่สามารถเห็นไดช้ ดั (explicit knowledge) เป็นความรู้ท่ีนามาเขียนถ่ายทอด
เป็นกฎเกณฑ์ สูตร สมการ หรือการแทนดว้ ยตวั หนงั สือ
3. ความรู้ภายในองคก์ รที่เห็นไดช้ ดั (implicit knowledge) เป็นการสร้างองคค์ วามรู้
และประสบการณ์ข้ึนภายในองคก์ ร
เทคโนโลยโี ทรคมนาคม
เป็นศาสตร์ท่ีช่วยในการติดต่อส่ือสาร (communication) หรือกระจายสารสนเทศจากท่ี
หน่ึงไปยงั อีกท่ีหน่ึง เป็นไปอยา่ งสะดวก รวดเร็ว ทนั ต่อเหตุการณ์ ซ่ึงสารสนเทศที่ส่ง
หรือรับขอ้ มลู อาจอยใู่ นรูปของตวั เลข
ขอ้ ความ (text) เสียง (voice) รูปภาพ (image) และ/หรือวดี ิทศั น์ (video) เทคโนโลยที ่ี
ใชใ้ นระบบโทรคมนาคม เช่น โทรศพั ท์ โทรเลขวทิ ยกุ ระจายเสียง โทรทศั น์ รวมไปถึง
เทคโนโลยดี า้ นระบบเครือขา่ ยเฉพาะท่ี
ความสาคญั ของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
เทคโนโลยสี ารสนเทศไดม้ ีการพฒั นาใหก้ า้ วหนา้ ไปอยา่ งรวดเร็ว อนั เป็นประโยชน์
ต่องานสารสนเทศอยา่ งมาก และมีตอ่ วิทยาการดา้ นอื่น ๆ ไดน้ าไปประยกุ ตแ์ ละพฒั นา
ใหท้ นั ต่อสงั คม สารสนเทศ เพ่อื ใหท้ นั กระแสโลกยคุ ใหม่ ระบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวขอ้ ง
เช่นการฝาก-ถอนเงินอตั โนมตั ิ (automatic teller machine : ATM) ระบบสารสนเทศ
ทางภมู ิศาสตร์(geographic information system : GIS)
ววิ ฒั นาการของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
เทคโนโลยสี ารสนเทศที่เกี่ยวขอ้ งกบั การจดั การสารสนเทศมากท่ีสุดคือ เทคโนโลยี
คอมพิวเตอร์ โดยมีการพฒั นาเป็นยคุ ต่าง ๆ ดงั น้ี
1.ยคุ การประมวลผลขอ้ มลู (data processing era) เป็นยคุ แรก ๆ ของการใชร้ ะบบ
คอมพิวเตอร์ วตั ถุประสงคช์ ่วงน้นั
2.ระบบสารสนเทศเพ่อื การจดั การ (management information system: MIS)เป็นยคุ ท่ี
มีการนาระบบ คอมพิวเตอร์เขา้ มาช่วยในงานดา้ นการตดั สินใจ
3. ระบบจดั การทรัพยากรสารสนเทศ (information resource management system:
IRMS) เป็นการ เรียกใชส้ ารสนเทศ
4. ยคุ เทคโนโลยสี ารสนเทศ (information technology era) ในปัจจุบนั เทคโนโลยมี ี
ความเจริญอยา่ งรวดเร็ว
-สารสนเทศเป็นปัจจยั พ้นื ฐานท่ีสาคญั ที่ทาใหส้ ังคมมีความกา้ วหนา้ ดว้ ยมีการ
นาไปใชใ้ นการบริหารงานในองคก์ รหรือหน่วยงานดา้ นต่าง ๆ มากมาย โดยมี
โครงสร้างดงั ต่อไปน้ี
1. ระดบั ล่างสุด เป็นการใชค้ อมพิวเตอร์ทางานประมวลผลขอ้ มูล ซ่ึงเรียกวา่ ระบบการ
ประมวลผลรายการ (transaction processing system)
2. ระดบั ที่สอง เป็นการใชค้ อมพิวเตอร์จดั ทาสารสนเทศ เพ่ือใชใ้ นการวางแผนการ
ตดั สินใจและการควบคุมที่เก่ียวเน่ืองกบั งานประจาวนั ซ่ึงเรียกวา่ งานควบคุมการ
ดาเนินงาน(operational control)
3. ระดบั ท่ีสาม เป็นการใชค้ อมพิวเตอร์จดั ทาสารสนเทศสาหรับผบู้ ริหารจดั การ
ระดบั กลางใชใ้ นการจดั การและวางแผนระยะส้นั ต้งั แต่ 6 เดือน ถึง 1 ปี ซ่ึงเรียกวา่
งานควบคุมการจดั การ (management control)
4. ระดบั ท่ีสี่ เป็นการใชค้ อมพิวเตอร์จดั ทาสารสนเทศสาหรับผบู้ ริหารจดั การระดบั สูง
สาหรับใชใ้ นงานวางแผนระยะยาว ซ่ึงเรียกวา่ การวางแผนกลยทุ ธ์ (strategicplanning)
หน้าทข่ี องเทคโนโลยสี ารสนเทศ
เทคโนโลยสี ารสนเทศมีหนา้ ที่จะช่วยใหผ้ ใู้ ชไ้ ดร้ ับสารสนเทศที่ถกู ตอ้ ง และตรงตาม
ความตอ้ งการ โดยเฉพาะในปัจจุบนั ท่ีสารสนเทศมีจานวนมากมายมหาศาล จน
บางคร้ังเกิดภาวะที่เรียกวา่ สารสนเทศเกินใชท้ นั ใจ (information explosion)
ระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศ
เทคโนโลยสี ารสนเทศจะเก่ียวขอ้ งกบั ระบบต่าง ๆ ในสงั คมอุตสาหกรรมที่กา้ วมาสู่
สงั คมสารสนเทศ ในดา้ นการผลิต การสื่อสารต่าง ๆ มาใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ เช่น
ในการจดั การฐานขอ้ มลู (database management system : DBMS) การประมวลผล
คา (wordprocessing) หรือการประมวลผลภาพ (image processing) ตลอดจนการใช้
คอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบ (computer aided design : CAD) และการใช้
คอมพิวเตอร์เพ่ือการผลิต(computer-aided engineering : CAM) เป็นตน้
1. ระบบการประมวลผลรายการ (transaction processing system : TPS)
เป็นระบบท่ีเกิดข้ึนในการปฎิบตั ิงานประจาวนั ไม่วา่ จะเป็นการบนั ทึกหรือจดั เกบ็ การ
ประมวลผลท่ีเกิดข้ึนแต่ละวนั และใหส้ ารสนเทศเบ้ืองตน้
2. ระบบสารสนเทศเพอื่ การจดั การ (management information system : MIS)
เป็นระบบสารสนเทศสาหรับผบู้ ริหารระดบั กลางหรือระดบั สูง เพ่ือใชใ้ นการวางแผน
จดั การ บริหาร และควบคุมระบบงาน
3. ระบบสานักงานอตั โนมตั ิ (office automatic : OA)
เป็นระบบท่ีจะสนบั สนุนกิจกรรมในองคก์ รหรือหน่วยงาน เพื่อช่วยใหพ้ นกั งานหรือ
ลูกจา้ งสามารถทางานไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ
4. ระบบสนับสนุนการตดั สินใจ (decision support system : DSS)
เป็นระบบที่จะช่วยในการตดั สินใจของผบู้ ริหาร ในการตดั สินใจในการหาคาตอบที่
แน่นอนตายตวั หรือไม่กต็ าม
การประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยสี ารสนเทศในงานด้านต่าง ๆ
การใชง้ านเทคโนโลยสี ารสนเทศ จะมีลกั ษณะเป็นการประยกุ ตใ์ ช้ โดยเฉพาะสภาพ
สงั คมมนุษยใ์ นปัจจุบนั ท่ีตอ้ งใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศเป็นพ้ืนฐานการปฎิบตั ิงานใน
ดา้ นตา่ ง ๆ ใหเ้ กิดประสิทธิภาพแลประสิทธิผล ไดแ้ ก่
การประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศในงานสานกั งาน ปัจจุบนั ในสานกั งาน
ไดม้ ีการนาเทคโนโลยสี ารสนเทศเขา้ มาประยกุ ตใ์ ชก้ นั อยา่ งแพร่หลาย เพ่ืออานวย
ความสะดวกรวดเร็ว ความถกู ตอ้ งยง่ิ ข้ึน
.การประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศในงานดา้ นการเงิน และการพาณิชยห์ รือ
สถาบนั ทางการเงิน เช่น การใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศในบริการฝาก-ถอนเงินอตั โนมตั ิ
สาหรับธนาคารเป็นการเพ่ิมความสะดวกใน ดา้ นระบบการเงินในบญั ชี
การประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศในงานดา้ นการใหบ้ ริการการสื่อสาร
ไดแ้ ก่ การบริการโทรศพั ท์ โทรศพั ทเ์ คล่ือนท่ี วิทยุ โทรทศั น์ ตลอดจนการคน้ คืน
สารสนเทศระบบออนไลน์ ดาวเทียม
การประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศกบั การศึกษาและฝึกอบรม การประยกุ ตใ์ ช้
เทคโนโลยสี ารสนเทศในการศึกษาน้นั
การประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศในการงานดา้ นการสาธารณสุข ใน
ดา้ นการสาธารณสุขกม็ ีการนาเทคโนโลยสี ารสนเทศไปใชใ้ นหลาย ๆ ดา้ น
เทคโนโลยสี ารสนเทศกบั การพฒั นาสังคมมนุษย์
ปัจจุบนั สงั คมมนุษยไ์ ดพ้ ฒั นาจนถึงสงั คมยคุ สารสนเทศ การรู้จกั ใชเ้ ทคโนโลยี
สารสนเทศอยา่ งถูกตอ้ งและเหมาะสม สามารถกระจายโอกาส กระจายความเจริญและ
สร้างงานในชนบท ลดปัญหาการจราจร สร้างโอกาสในการศึกษา สร้างความทดั เทียม
กนั ในการเรียนรู้จะเห็นไดว้ า่ เทคโนโลยสี ารสนเทศมีบทบาทและความสมั พนั ธ์ในการ
พฒั นาสงั คมมนุษยไ์ ดม้ ากทาใหเ้ กิดผลกระทบต่อสงั คมมนุษยใ์ นแง่ตา่ ง ๆ
1. ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกจิ
เทคโนโลยสี ่วนมากจะพฒั นาเพือ่ ความตอ้ งการทางดา้ นการคา้ และการลงทุนจึงทาให้
เกิดระบบต่าง ๆ เพื่อท่ีจะสามารถใหบ้ ริการ จดั ส่งสินคา้ ใหล้ ูกคา้ อยา่ งรวดเร็ว ไดแ้ ก่
รหสั แท่ง ระบบแลกเปลี่ยนขอ้ อิเลก็ ทรอนิกส์ (electronic data interchange : EDI) หรือ
ทางด่วนขอ้ มลู (informa tion superhighway)
2. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
เทคโนโลยสี ารสนเทศมิไดส้ ่งผลกระทบต่อสิ่งแวดลอ้ มโดยตรง แต่เป็นปัจจยั ที่
ก่อใหเ้ กิดความกา้ วหนา้ ในเทคโนโลยที ี่เก่ียวขอ้ งอ่ืน ๆ ที่กระทบต่อส่ิงแวดลอ้ ม แต่
บางคร้ังกช็ ่วยทาใหส้ ิ่งแวดลอ้ ม ดีข้ึน
3. ผลกระทบต่อสังคมและชีวติ
เทคโนโลยสี ารสนเทศจะมีผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของมนุษย์ โดยทาให้
อาชีพบางอาชีพตอ้ งเลิกไป
4. ผลกระทบต่อการศึกษาและการเรียนรู้
เทคโนโลยสี ารสนเทศจะทาใหเ้ กิดช่องวา่ งระหวา่ งคนจนและคนรวยในการเรียนรู้
สร้างโอกาสในการศึกษา
ข้อดแี ละข้อเสียของเทคโนโลยสี ารสนเทศทมี่ ตี ่อสังคมมนุษย์
โดยทว่ั ๆ ไป ระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศทาใหเ้ กิดแนวคิด ท่ีเหมาะสมกบั เวลา
สถานท่ีกบั ความเป็นจริง เทคโนโลยสี ารสนเทศจึงทาใหเ้ กิดขอ้ ดีและขอ้ เสียต่อสงั คม
มนุษยด์ งั น้ี
ข้อดขี องเทคโนโลยสี ารสนเทศ
1. เพิ่มประสิทธิภาพ (efficiency) ในการทางานและประกอบอาชีพ
2. เพ่ิมประสิทธิผล (effectiveness) ใหอ้ งคก์ ร
3. เพ่ิมคุณภาพดา้ นการบริการแก่ลกู คา้ (customer service)
4. ผลิตและขยายผลิตภณั ฑใ์ หม่ (product creation and expanding)
5. สร้างทางเลือก (alternation) ในการแข่งขนั ได้
6. สร้างโอกาสทางธุรกิจ (business opportunities)
7. สร้างแรงดึงดูดต่อลกู คา้ (customer attacking)
ข้อเสียของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
1. เทคโนโลยสี ารสนเทศ ทาใหเ้ กิดช่องวา่ งระหวา่ งคนจนกบั คนรวยมากยงิ่ ข้ึน
2. การใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศเป็นการลงทุนที่ใชต้ น้ ทุนสูง ไม่วา่ จะเป็นค่าใชจ้ ่ายใน
การซ้ืออุปกรณ์ หรือเคร่ืองมือ จดั หาซอฟตแ์ วร์ ตลอดจนการฝึกอบรม
3. ดว้ ยการเจริญกา้ วหนา้ ของเทคโนโลยสี ารสนเทศ ทาใหร้ ะบบท่ีพฒั นาตอ้ งปรับตาม
เพ่ือใหท้ นั สมยั ในการใชเ้ ทคโนโลยี
เทคโนโลยสี ารสนเทศกบั การเรียนรู้
การศึกษาเป็นเป้ าหมายสาคญั ของประเทศพฒั นาแลว้ และประเทศกาลงั พฒั นาโดยให้
การศึกษาต่อประชาชนในประเทศดว้ ยโลกแห่งเทคโนโลยี ซ่ึงเนน้ ไปที่ปัจจยั ท่ีความ
รอบรู้ของคนในชาติกบั การสร้างสงั คมการเรียนรู้เพื่อกา้ วไปสู่แหล่งความรู้
โลก (worldknowledge) เนน้ การเรียนรู้ใหไ้ ดม้ าก ๆ รวดเร็ว ใชเ้ วลานอ้ ย ตน้ ทุนต่าและ
มีบทบาทที่สาคญั การปฎิรูปและการประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศกบั การเรียน
1. เครือข่ายอนิ เทอร์เนต็ (Internet) อินเทอร์เน็ตไดถ้ ูกนามาใชเ้ พ่ือการเรียนรู้จากโลก
กวา้ ง สามารถรับรู้ความเคล่ือนไหวของเทคโนโลยี สงั คม การดารงชีวิตของสงั คมและ
ชุมชนจากท่ีต่าง ๆ
2. ห้องสมุดอเิ ลก็ ทรอนิกส์ (electronic library) เป็นแหล่งหนงั สือ วารสาร และ
สิ่งพิมพ์ เหมือนหอ้ งสมุดในอดีต แต่ไดม้ ีการปรับส่ือที่ใชใ้ นการเกบ็ เน้ือหาส่ิงพิมพ์
ต่าง ๆเหลา่ น้นั ใหอ้ ยใู่ นรูปของอิเลก็ ทรอนิกส์
3. ห้องเรียนเสมือน (virtual classroom) ผเู้ รียนไม่ตอ้ งเดินทางเพียงแต่เรียนผา่ น
เครือข่ายตามกาหนดเวลา เพื่อเขา้ หอ้ งเรียนและเรียนไดแ้ มจ้ ะอยทู่ ่ีใดในโลก
4. การเรียนการสอนด้วยสื่ออเิ ลก็ ทรอนิกส์ (electronic learning) ผสู้ อนจดั เตรียม
เน้ือหาไวบ้ นระบบเครือขา่ ยท่ีอาจจะเป็นส่ิงพิมพห์ รือส่ือประสมต่าง ๆ
5. หนังสืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ (electronic book) เป็นหนงั สือท่ีประกอบดว้ ยเน้ือหาความรู้
ที่นามาจากหนงั สือที่เป็นเล่ม (กระดาษ) มาแปลงอยใู่ นรูปอิเลก็ ทรอนิกส์ ซ่ึงสามารถ
ศึกษาและพกพา ไปยงั ท่ีต่าง ๆ ไดส้ ะดวก
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศกบั การพาณชิ ย์อเิ ลก็ ทรอนิกส์
1. ความหมายของพาณชิ ย์อเิ ลก็ ทรอนิกส์ (E-Commerce)
พาณิชยอ์ ิเลก็ ทรอนิกส์ เป็นกิจกรรมการซ้ือ-ขายผา่ นสื่ออิเลก็ ทรอนิกส์ ซ่ึงเป็นส่วน
หน่ึงของธุรกรรมอิเลก็ ทรอนิกส์(E-Business) ที่เป็นการดาเนินธุรกิจโดยอาศยั
เทคโนโลยสี ารสนเทศและโทรคมนาคมเป็นโครงสร้างพ้ืนฐานเพ่อื ใหส้ ามารถ
ติดต่อสื่อสารกบั ลูกคา้ คู่คา้ คน้ หาขอ้ มลู หรือทางานร่วมกนั ไดข้ ององคก์ ร
การพาณิชยอ์ ิเลก็ ทรอนิกส์ (Electronics Commerce) หมายถึง รูปแบบทางธุรกิจทุก
รูปแบบท่ีเก่ียวเน่ืองกบั การนาเทคโนโลยสี ารสนเทศและโทรคมนาคม มาใชใ้ นการ
ประมวลผลและส่งผา่ นขอ้ มลู ดิจิตอล รวมท้งั ขอ้ มลู เสียง และภาพเคลื่อนไหว โดยรวม
ถึงผลที่เกิดจากการแลกเปล่ียนขอ้ มูล ท่ีส่งผลดีต่อองคก์ ร เช่น การบริหารองคก์ ร การ
เจรจาทางธุรกิจ การทานิติกรรมสญั ญา การชาระบญั ชี รวมท้งั การชาระภาษี เป็นตน้
2. โครงสร้างพนื้ ฐานของพาณชิ ย์อเิ ลก็ ทรอนิกส์
การนาพาณิชยอ์ ิเลก็ ทรอนิกส์มาประยกุ ตใ์ ชใ้ นการดาเนินธุรกิจ จาเป็นตอ้ งอาศยั
โครงสร้างพ้นื ฐานของเทคโนโลยเี พื่อใชเ้ ป็นแรงขบั เคลื่อนธุรกิจใหส้ ามารถบรรลุถึง
เป้ าหมายท่ีวางไว้ โดยแบ่งองคป์ ระกอบหลกั เป็น 5 ส่วน ดงั น้ี
2.1การบริการทว่ั ไป เป็นส่วนบริการที่ช่วยอานวยความสะดวกและรวดเร็วใหแ้ ก่ลกู คา้
และสมาชิกท่ีสงั่ ซ้ือสินคา้ และบริการไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างความไวว้ างใจแก่
ผใู้ ชบ้ ริการแลว้ ยงั ช่วยส่งเสริมภาพลกั ษณอ์ นั ดีใหก้ บั องคก์ รอีกดว้ ย ไดแ้ ก่ การรักษา
ความปลอดภยั และระบบชาระเงิน
2.2 ช่องทางการติดตอ่ ส่ือสาร เป็นช่องทางการติดต่อสื่อสาร เพ่ือใชแ้ ลกเปลี่ยนขอ้ มลู
ระหวา่ งผใู้ ชบ้ ริการกบั ผใู้ หบ้ ริการผา่ นทางโครงขา่ ยโทรคมนาคมไดแ้ ก่การแลกเปล่ียน
ขอ้ มลู ทางอิเลก็ ทรอนิกส์ (Electronics Data Interchange : EDI) อีเมล์ และ แอฟทีพี
เป็ นตน้
2.3รูปแบบของเน้ือหาเป็นการจดั รูปแบบของเน้ือหาเพื่อการนาเสนอสินคา้ หรือบริการ
ในรูปแบบสื่อประสม(Multimedia) ซ่ึงผสมผสานระหวา่ งขอ้ ความภาพน่ิง
ภาพเคลื่อนไหวและเสียเขา้ ดว้ ยกนั แลว้ ส่งผา่ นทางเวบ็ ไซตบ์ นระบบเครือขา่ ย
อินเตอร์เนต็ ไปยงั ผใู้ ชบ้ ริการไดอ้ ยา่ งมีปฏิสมั พนั ธส่วนใหญ่จะสร้างข้ึนมาจาก
เครื่องมือหรือโปรแกรมภาษาที่ทางานบนเวบ็ เช่น เอชทีเอม็ แอล จาวาสคริปต์ เอก็ ซ์
เอม็ แอล เป็นตน้
2.4 ระบบเครือข่าย เป็นการเชื่อมต่อระหวา่ งเคร่ืองคอมพิวเตอร์ต้งั แต่ 2 เคร่ืองข้ึนไป
เขา้ ดว้ ยกนั โดยมีวตั ถุประสงคเ์ พื่อทาใหค้ อมพิวเตอร์สามารถสื่อสารกนั ได้ สาหรับ
พาณิชยอ์ ิเลก็ ทรอนิกส์ไดอ้ าศยั ระบบเครือขา่ ยพ้ืนฐาน ไดแ้ ก่ แลน แมน แวน รวมไป
ถึงเครือขา่ ยอินเตอร์เน็ต
2.5 ส่วนประสานกบั ผใู้ ช้ เป็นส่วนท่ีใชใ้ นการติดต่อระหวา่ งผใู้ ชบ้ ริการผา่ นโปรแกรม
เวบ็ เบราเซอร์
3. ประเภทของพาณชิ ย์อเิ ลก็ ทรอนิกส์
พาณิชยอ์ ิเลก็ ทรอนิกส์ แบ่งออกเป็น 6 ประเภท ไดแ้ ก่ B2B, B2C, C2C, C2B,
B2G และ G2C
3.1 B2B (Business to Business) เป็นการทาธุรกรรมการคา้ ระหวา่ งผปู้ ระกอบการกบั
ผปู้ ระกอบการหรือระหวา่ งองคก์ รกบั องคก์ รเช่นการจดั ซ้ือ-จดั จา้ ง (Procurement) การ
จดั การสินคา้ คงคลงั การจดั การดา้ นการชาระเงินเป็นตน้ เทคโนโลยที ่ีนามาใช้
สนบั สนุนไดแ้ ก่การจดั การโซ่อุปทานการแลกเปล่ียนขอ้ มูลทางอิเลก็ ทรอนิกส์ เพ่ือให้
สามารถติดต่อแลกเปลี่ยนขอ้ มูลกนั ได้ องคก์ รท่ีทาธุรกรรมลกั ษณะดงั กล่าวจะจดั ต้งั
เป็นกลุ่มธุรกิจ เช่น กลมุ่ ธุรกิจการบิน กลุ่มธุรกิจคา้ ส่ง นาเขา้ และส่งออก เป็นตน้
3.2 B2C (Business toConsumer) เป็นการทาธุรกรรมทางการคา้ ระหวา่ งผปู้ ระกอบการ
(องคก์ ร)กบั ผบู้ ริโภคโดยตรงโดยใชร้ ูปแบบการดาเนินงานและเทคโนโลยที ่ีช่วย
สนบั สนุนท่ีคลา้ ยคลึงกบั การทาธุรกรรม
แบบ B2B3.3 C2C(ConsumertoConsumer) เป็นการทาธุรกรรมคา้ ระหวา่ งผบู้ ริโภคกบั
ผบู้ ริโภคโดยส่วนใหญ่จะใชเ้ ทคโนโลยที ี่ช่วยสนบั สนุนเป็นสื่อกลางในการ
แลกเปลี่ยนระหวา่ งกนั ในลกั ษณะการประมวลหรือท่ีมกั จะนิยมเรียกกนั วา่ “การจดั ซ้ือ
จดั จา้ งทางอินเทอร์เน็ต(E-Auction)” ท้งั น้ีจาเป็นตอ้ งอาศยั คนกลางที่เป็นนายหนา้ หรือ
ตวั แทน นอกจากน้ียงั รวมไปถึงกิจกรรมอื่น ๆ ไดแ้ ก่ การแลกเปล่ียนสินคา้ ระหวา่ งกนั
การขายสินคา้ ที่ใชแ้ ลว้ (สินคา้ มือสอง) และการรับสมคั รงาน เป็นตน้
3.4 C2B (Consumer to Business) เป็นการทาธุรกรรมทางการคา้ ระหวา่ งผบู้ ริโภคกบั
ผปู้ ระกอบการ (องคก์ ร) โดยที่ผบู้ ริโภคไดม้ ีการจดั ต้งั เป็นกลุ่มสมาชิกหรือสหกรณ์
แลว้ กระทาธุรกรรมกบั ผปู้ ระกอบการ (องคก์ ร) ในนามของกลุ่มสมาชิกหรือสหกรณ์
(ไม่ใช่ตวั บุคคล) ท้งั น้ี เพื่อใชเ้ ป็นอานาจในการต่อรองกบั ผปู้ ระกอบการ
(พนิดา พานิชกลุ 2552: 206-228)
3.5 B2G (Businessto Government) เป็นการทาธุรกรรมทางการคา้ ระหวา่ งภาคเอกชน
กบั ภาครัฐ ท่ีใชก้ นั มากกค็ ือเรื่องการจดั ซ้ือจดั จา้ งของภาครัฐหรือที่เรียกวา่ ระบบการ
จดั ซ้ือจดั จา้ งภาครัฐดว้ ยอิเลก็ ทรอนิกส์ (E-Government Procurement) ในประเทศที่มี
ความกา้ วหนา้ ดา้ นพาณิชยอ์ ิเลก็ ทรอนิกส์แลว้ รัฐบาลจะทาการซ้ือ/จดั จา้ งผา่ นระบบ
อิเลก็ ทรอนิกส์เป็นส่วนใหญ่เพื่อประหยดั ค่าใชจ้ ่าย เช่นการประกาศจดั จา้ งของภาครัฐ
ในเวบ็ ไซต์ www.mahadthai.com
3.6 G2C (Government to Consumer) ในท่ีน้ีไม่ใช่วตั ถุประสงคเ์ พอ่ื การคา้ แต่จะเป็น
เรื่องการบริการของภาครัฐผา่ นส่ืออิเลก็ ทรอนิกส์ ซ่ึงปัจจุบนั ในประเทศไทยเองมีการ
ใหบ้ ริการแลว้ หลายหน่วยงานเช่นการคานวณและเสียภาษีผา่ นอินเทอร์เน็ต, ต่างๆของ
กระทรวงมหาดไทย ประชาชนสามารถเขา้ ไปตรวจสอบวา่ ตอ้ งใชห้ ลกั ฐานอะไรใน
การทาเรื่องน้นั ๆ และสามารถดาวนโ์ หลดแบบฟอร์มบางอยา่ งจากบนเวบ็ ไซตไ์ ดด้ ว้ ย
ประโยชน์จากการนาระบบ ICT มาประยุกต์ใช้
1. ความสะดวกรวดเร็วในระหวา่ งการดาเนินงาน
2. ลดปริมาณผดู้ าเนินงานและประหยดั พลงั งานเช้ือเพลิงไดอ้ ีกทางหน่ึง
3. ระบบการปฏิบตั ิงานเป็นไปอยา่ งมีระเบียบมากข้ึนกวา่ เดิม
4. ลดขอ้ ผดิ พลาดของเอกสารในระหวา่ งการดาเนินการได้
5. สร้างความโปร่งใสใหก้ บั หน่วยงานหรือองคก์ รได้
6. ลดปริมาณเอกสารในระหวา่ งการดาเนินงานไดม้ าก
7. ลดข้นั ตอนในระหวา่ งการดาเนินการไดม้ าก
8. ประหยดั เน้ือที่จดั เกบ็ เอกสาร
แนวโน้มในอนาคต
จะมีการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศในชีวติ ประจาวนั กนั มากข้ึน เช่น โทรศพั ท์
วทิ ยกุ ระจายเสียง วิทยโุ ทรทศั น์ วดี ิเทก็ ซ์ ไมโครคอมพิวเตอร์ ฯลฯ เทคโนโลยี
สารสนเทศจึงมีความสาคญั มากในปัจจุบนั และมีแนวโนม้ มากยง่ิ ข้ึนในอนาคต เพราะ
เป็นเคร่ืองมือในการดาเนินงานสารสนเทศใหเ้ ป็นไปอยา่ งมีประสิทธิภาพนบั ต้งั แต่การ
ผลิต การจดั เกบ็ การประมวลผล การเรียกใช้ และการสื่อสารสารสนเทศรวมท้งั การ
แลกเปลี่ยนและใชท้ รัพยากรสารสนเทศร่วมกนั ใหเ้ กิดประโยชน์อยา่ งเตม็ ท่ี ซ่ึง
ความสาคญั ของเทคโนโลยสี ารสนเทศสรุปได้ ดงั น้ี
-ช่วยในการจดั ระบบขา่ วสารจานวนมหาศาลของแต่ละวนั
-ช่วยเพ่ิมประสิทธิภาพการผลิตสารสนเทศ เช่น การคานวณตวั เลขที่ยงุ่ ยาซบั ซอ้ น การ
จดั เรียงลาดบั สารสนเทศ ฯลฯ
-ช่วยใหส้ ามารถเกบ็ สารสนเทศไวใ้ นรูปท่ีสามารถเรียกใชไ้ ดท้ ุกคร้ังอยา่ งสะดวก
-ช่วยใหส้ ามารถจดั ระบบอตั โนมตั ิเพ่ือการจดั เกบ็ ประมวลผล และเรียกใชส้ ารสนเทศ
-ช่วยในการเขา้ ถึงสารสนเทศไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว มีประสิทธิภาพมากข้ึน
-ช่วยในการสื่อสารระหวา่ งกนั ไดอ้ ยา่ งสะดวกรวดเร็ว ลดอุปสรรคเกี่ยวกบั เวลาและ
ระยะทาง โดยการใชร้ ะบบโทรศพั ท์ และอื่นๆ
ประยุกต์ใช้ในงานสาธารณสุขและการแพทย์
เทคโนโลยสี ารสนเทศไดร้ ับการนามาใชใ้ นการพฒั นา ดา้ นสาธารณสุขอยา่ งกวา้ งขวาง
และทาใหง้ านดา้ น สาธารณสุขเจริญกา้ วหนา้ อยา่ งรวดเร็ว โดยกระทรวงสาธารณสุข ได้
ปรับระบบการบริหารงาน และนาเทคโนโลยี สารสนเทศมาใชใ้ นงานต่างๆ ดงั น้ี
รูปแสดงการนาเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใชใ้ นวงการสาธารณสุขและการแพทย์
ดา้ นการลงทะเบียนผปู้ ่ วย ต้งั แต่เริ่มทาบตั ร จ่ายยา เกบ็ เงิน
การสนบั สนุนการรักษาพยาบาล โดยการเชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาล
ต่างๆ เขา้ ดว้ ยกนั สามารถสร้างเครือข่ายขอ้ มูลทางการแพทย์ แลกเปล่ียนขอ้ มูลของ
ผปู้ ่ วย
สามารถใหค้ าปรึกษาทางไกล โดยแพทยผ์ เู้ ชี่ยวชานาญ เทคโนโลยสี ารสนเทศ จะช่วย
ใหแ้ พทยส์ ามารถเห็นหนา้ หรือท่าทางของผปู้ ่ วยได้ ช่วยใหส้ ่งขอ้ มลู ที่เป็นเอกสาร หรือ
ภาพเพ่ือประกอบการพิจารณาของแพทยไ์ ด้
เทคโนโลยสี ารสนเทศจะช่วยในการ ใหค้ วามรู้แก่ประชาชนของแพทย์ หรือหน่วยงาน
สาธารณสุขต่างๆ เป็นไปดว้ ยความสะดวก รวดเร็ว ไดผ้ ลข้ึน โดยสามารถใชส้ ื่อต่างๆ
เช่นภาพน่ิง ภาพเคล่ือนไหวมีเสียงและอื่นๆ เป็นตน้
เทคโนโลยสี ารสนเทศ ช่วยใหผ้ บู้ ริหารสามารถกาหนดนโยบาย และติดตามกากบั การ
ดาเนินงานตามนโยบายไดด้ ียง่ิ ข้ึน โดยอาศยั ขอ้ มูลท่ีถูกตอ้ งฉบั ไว และขอ้ มูลท่ีจาเป็น
ท้งั น้ีอาจใชค้ อมพิวเตอร์เป็นตวั เกบ็ ขอ้ มูลต่างๆ ทาใหก้ ารบริหารเป็นไปไดด้ ว้ ยความ
รวดเร็ว ถูกตอ้ งมากยง่ิ ข้ึน
ในดา้ นการใหค้ วามรู้หรือการเรียน การสอนทางไกล เทคโนโลยสี ารสนเทศ โดยเฉพาะ
ดาวเทียม จะช่วยใหก้ ารเรียนการสอนทางไกล ทางดา้ นการแพทยแ์ ละสาธารณะสุข
เป็นไปไดม้ ากข้ึนประชาชนสามารถเรียนรู้พร้อมกนั ไดท้ วั่ ประเทศและ ยงั สามารถ
โตต้ อบหรือถามคาถามไดด้ ว้ ย
ประยุกต์ใช้ในงานด้านการศึกษา
เทคโนโลยสี ารสนเทศท่ีนามาใชส้ าหรับการเรียนการสอน เป็นการใชเ้ ทคโนโลยี
สมยั ใหม่หลายอยา่ ง สอนดว้ ยสื่ออุปกรณ์ที่ทนั สมยั หอ้ งเรียนสมยั ใหม่ มีอุปกรณ์วดิ ีโอ
โปรเจคเตอร์ (Video Projector)มีเคร่ืองคอมพิวเตอร์ มีระบบการอ่านขอ้ มูล
อิเลก็ ทรอนิกส์แบบต่าง ๆ รูปแบบของสื่อท่ีนามาใชใ้ นดา้ นการเรียนการสอน กม็ ี
หลากหลาย ข้ึนอยกู่ บั ความเหมาะสมในการนามาใช้ เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอน
อิเลก็ ทรอนิกส์บุค วดิ ีโอเทเลคอนเฟอเรนซ์ ระบบวิดีโอออนดีมานด์ การสืบคน้ ขอ้ มลู
ในคอมพิวเตอร์ และระบบอินเทอร์เน็ต เป็นตน้
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นการนาเอาเทคโนโลยี รวมกบั การออกแบบโปรแกรมการ
สอน มาใชช้ ่วยสอน ซ่ึงเรียกกนั โดยทวั่ ไปวา่ บทเรียน CAI ( Computer ‟ Assisted
Instruction ) การจดั โปรแกรมการสอน โดยใชค้ อมพิวเตอร์ช่วยสอน ในปัจจุบนั มกั อยู่
ในรูปของสื่อประสม (Multimedia) ซ่ึงหมายถึงนาเสนอไดท้ ้งั ภาพ ขอ้ ความ เสียง
ภาพเคลื่อนไหวฯลฯ โปรแกรมช่วยสอนน้ีเหมาะกบั การศึกษาดว้ ยตนเอง และเปิ ด
โอกาสใหผ้ เู้ รียนสามารถโตต้ อบ กบั บทเรียนไดต้ ลอด จนมีผลป้ อนกลบั เพื่อใหผ้ เู้ รียน
รู้ บทเรียนไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง และเขา้ ใจในเน้ือหาวิชาของบทเรียนน้นั ๆ
การเรียนการสอนโดยใชเ้ วบ็ เป็นหลกั เป็นการจดั การเรียน ท่ีมีสภาพการเรียนต่างไป
จากรูปแบบเดิม การเรียนการสอนแบบน้ี อาศยั ศกั ยภาพและความสามารถของ
เครือขา่ ยอินเทอร์เน็ต ซ่ึงเป็นการนาเอาส่ือการเรียนการสอน ท่ีเป็นเทคโนโลยี มาช่วย
สนบั สนุนการเรียนการสอน ใหเ้ กิดการเรียนรู้ การสืบคน้ ขอ้ มลู และเชื่อมโยงเครือขา่ ย
ทาใหผ้ เู้ รียนสามารถเรียนไดท้ ุกสถานท่ีและทุกเวลา การจดั การเรียนการสอนลกั ษณะ
น้ี มีชื่อเรียกหลายช่ือ ไดแ้ ก่ การเรียนการสอนผา่ นเวบ็ (Web-based Instruction) การ
ฝึกอบรมผา่ นเวบ็ (Web-based Trainning) การเรียนการสอนผา่ นเวลิ ดไ์ วดเ์ วบ็ (www-
based Instruction) การสอนผา่ นสื่อทางอิเลก็ ทรอนิกส์
อเิ ลก็ ทรอนิกส์บุ๊ค
คือการเกบ็ ขอ้ มลู จานวนมากดว้ ยซีดีรอม หน่ึงแผน่ สามารถเกบ็ ขอ้ มูลตวั อกั ษรไดม้ าก
ถึง 600 ลา้ นตวั อกั ษร ดงั น้นั ซีดีรอมหน่ึงแผน่ สามารถเกบ็ ขอ้ มลู หนงั สือ หรือเอกสาร
ไดม้ ากกวา่ หนงั สือหน่ึงเล่ม และท่ีสาคญั คือการใชก้ บั คอมพิวเตอร์ ทาใหส้ ามารถเรียก
คน้ หาขอ้ มลู ภายในซีดีรอม ไดอ้ ยา่ งรวดเร็วโดยใชด้ ชั นี สืบคน้ หรือสารบญั เร่ือง
ซีดีรอมจึงเป็นสื่อท่ีมีบทบาทต่อการศึกษาอยา่ งยงิ่ เพราะในอนาคตหนงั สือต่าง ๆ จะ
จดั เกบ็ อยใู่ นรูปซีดีรอม และเรียกอา่ นดว้ ยเคร่ืองคอมพิวเตอร์ ที่เรียกวา่ อิเลก็ ทรอนิกส์
บุ๊ค ซีดีรอมมีขอ้ ดีคือสามารถจดั เกบ็ ขอ้ มลู ในรูปของมลั ติมีเดีย และเม่ือนาซีดีรอม
หลายแผน่ ใส่ไวใ้ นเคร่ืองอ่านชุดเดียวกนั ทาใหซ้ ีดีรอมสามารถขยายการเกบ็ ขอ้ มูล
จานวนมากยง่ิ ข้ึนได้
วดิ โี อเทเลคอนเฟอเรนซ์
หมายถึงการประชุมทางจอภาพ โดยใชเ้ ทคโนโลยกี ารส่ือสารท่ีทนั สมยั เป็นการ
ประชุมร่วมกนั ระหวา่ งบุคคล หรือคณะบุคคลท่ีอยตู่ ่างสถานท่ี และห่างไกลกนั โดยใช้
ส่ือทางดา้ นมลั ติมีเดีย ท่ีใหท้ ้งั ภาพเคลื่อนไหว ภาพนิ่ง เสียง และขอ้ มลู ตวั อกั ษร ใน
การประชุมเวลาเดียวกนั และเป็นการส่ือสาร 2 ทาง จึงทาให้ ดูเหมือนวา่ ไดเ้ ขา้ ร่วม
ประชุมร่วมกนั ตามปกติ ดา้ นการศึกษาวดิ ีโอเทคเลคอนเฟอเรนซ์ ทาใหผ้ เู้ รียนและ
ผสู้ อนสามารถติดต่อสื่อสารกนั ได้ ผา่ นทางจอภาพ โทรทศั นแ์ ละเสียง นกั เรียนใน
หอ้ งเรียน ท่ีอยหู่ ่างไกลสามารถเห็นภาพและเสียง ของผสู้ อนสามารถเห็นอากบั กิริยา
ของ ผสู้ อน เห็นการเคลื่อนไหวและสีหนา้ ของผสู้ อนในขณะเรียน คุณภาพของภาพ
และเสียง ข้ึนอยกู่ บั ความเร็วของช่องทางการส่ือสาร ท่ีใชเ้ ช่ือมตอ่ ระหวา่ งสองฝ่ังท่ีมี
การประชุมกนั ไดแ้ ก่ จอโทรทศั นห์ รือจอคอมพิวเตอร์ ลาโพง ไมโครโฟน กลอ้ ง
อุปกรณ์เขา้ รหสั และถอดรหสั ผา่ นเครือข่ายการส่ือสารความเร็วสูงแบบไอเอสดีเอน็
(ISDN)รูปแสดงการเช่ือมต่อระบบวดิ ีโอเทเลคอนเฟอเรนซ์
บทท5ี่ เทคโนโลยใี นศตวรรษท่ี 21
เทคโนโลยสี ารสนเทศศตวรรษที่21
ศตวรรษท่ี 21 ถือเป็นช่วงเวลาที่ทา้ ทา้ ยความสามารถของมนุษยชาติ เพราะเป็นยคุ ที่
โลกตอ้ งเผชิญกบั ความเปล่ียนแปลงที่เกิดข้ึนอยา่ งรวดเร็ว และขอ้ มูลขา่ วสารทุกอยา่ งก็
ไม่ไดจ้ ากดั อยเู่ พียงรอบตวั เราอีกต่อไป แค่เพียงคลิกที่ปลายนิ้ว ซ่ึงแวดวงทางการศึกษา
ทว่ั โลกต่างกา้ วพน้ รูปแบบการเรียนการสอนที่ใชค้ รูเป็นศูนยก์ ลาง เรียกไดว้ า่ เป็นการ
จดั การศึกษายคุ ฐานแห่งเทคโนโลยี หรือ Technology Based Paradigmในขณะที
ประเทศไทยไดเ้ ลง็ เห็นความสาคญั และมุมมองของการเตรียมเดก็ ไทยสู่ศตวรรษที่ 21
ในประเดน็ ดงั ต่อไปน้ีคุณลกั ษณะของเดก็ ไทยในศตวรรษท่ี 21 จะตอ้ งมีคุณลกั ษณะที่
สาคญั 3 ประการ นวตั กรรมการศึกษา“นวตั กรรมการศึกษา (Educational Innovation
)” หมายถึง นวตั กรรมท่ีจะช่วยใหก้ ารศึกษา และการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพดี
ยงิ่ ข้ึน ผเู้ รียนสามารถเกิดการเรียนรู้อยา่ งรวดเร็วมีประสิทธิผลสูงกวา่ เดิม เกิดแรงจูงใจ
ในการเรียนดว้ ยนวตั กรรมการศึกษา และประหยดั เวลาในการเรียนไดอ้ ีกดว้ ย ใน
ปัจจุบนั มีการใชน้ วตั กรรมการศึกษามากมาย ซ่ึงมีท้งั นวตั กรรมที่ใชก้ นั อยา่ งแพร่หลาย
แลว้ และประเภทท่ีกาลงั เผยแพร่ นวตั กรรม และเทคโนโลยกี ารศึกษา
สารบัญ ก
ข
คานา 1
สารบญั 2
ตัวอย่างนวตั กรรมการศึกษา 3
ทกั ษะการเรียนรู้และนวตั กรรม 4
ทกั ษะชีวติ และอาชีพ 5
อเี ลริ ์นน่ิงกบั พฒั นาการแห่งการเรียนรู้ 6
ทกั ษะทจี่ าเป็ นในศตวรรษท่ี 21 7
นวตั กรรมและเทคโนโลยที างการศึกษา
เทคโนโลยกี ารศึกษากบั ครูไทยในศตวรรษที่ 21 8
ปัจจุบนั มแี นวทางการพฒั นา ICT เพอ่ื การศึกษา
ตัวอย่างนวตั กรรมการศึกษา
เทคโนโลยกี ารศึกษา
เทคโนโลยกี ารศึกษา หมายถึง การประยกุ ตใ์ ชส้ หวทิ ยา
อยา่ งเป็นระบบเพือ่ ใหไ้ ดแ้ นวคิด เครื่องมือ เทคนิคและวธิ ีกาต่างๆ เพื่อนาไปใชใ้ นการ
ป้ องกนั และแกไ้ ขปัญหา และพฒั นาการเรียนรู้ใหม้ ีประสิทธิภาพตามจุดมุ่งหมาย
ตวั อย่างเทคโนโลยกี ารศึกษา
ประการแรก คือ มีทกั ษะที่หลากหลาย เช่น สามารถทางานร่วมกบั คนเยอะๆ ไดอ้ ยา่ ง
รวดเร็ว รับผดิ ชอบงานไดด้ ว้ ยตนเอง และรู้จกั พลิกแพลงกระบวนการแกไ้ ขปัญหาได้
ประการท่ีสอง คือ มองโลกใบน้ีเป็นโลกใบเลก็ ๆ ไม่ไดจ้ ากดั ขอบเขตอยเู่ ฉพาะ
ประเทศไทย เพ่ือมองหาโอกาสใหม่ ๆ ท่ีมีอยอู่ ยา่ งมากมาย
ประการสุดทา้ ย คือ เดก็ ไทยยคุ ใหม่ตอ้ งมีทกั ษะ
ดา้ นภาษา เพราะหากพดู หรือใชแ้ ต่ภาษาไทย
กเ็ หมือนกบั มี "กะลา"มาครอบไว้
1.) E-learning
"การเรียนผา่ นทางสื่ออิเลคทรอนิกส์ซ่ึงใชก้ าร นาเสนอเน้ือหาทางคอมพิวเตอร์ในรูป
ของส่ือมลั ติมีเดีย ไดแ้ ก่ ขอ้ ความอิเลคทรอนิกส์ ภาพนิ่ง ภาพกราฟิ ก วดิ ีโอ
ภาพเคล่ือนไหว ภาพสามมิติฯลฯ"
2.)หอ้ งเรียนเสมือนจริง
"การเรียนการสอนที่กระทาผา่ นระบบเครือขา่ ยคอมพิวเตอร์
ท่ีเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ของผเู้ รียนเขา้ ไวก้ บั เครื่องคอมพิวเตอร์
ของผใู้ หบ้ ริการเครือข่าย(File Server) และคอมพิวเตอร์ผใู้ ห้
บริการเวบ็ (Web sever) มีการใชส้ ่ือการสอนท้งั ภาพและเสียง ผเู้ รียนสามารถร่วม
กิจกรรมกลุ่มหรือตอบโตแ้ ลกเปล่ียนความคิดเห็น
กบั ผสู้ อนไดเ้ ตม็ ท่ี"
3.)การศึกษาทางไกล
"ระบบการศึกษาที่ผเู้ รียนและผสู้ อนอยไู่ กลกนั แต่สามารถทาใหเ้ กิดการเรียนรู้ไดโ้ ดย
อาศยั สื่อการสอนในลกั ษณะของสื่อประสม กล่าวคือ การใชส้ ื่อตา่ งๆร่วมกนั เช่น
ตาราเรียน เทปเสียง แผนภูมิ คอมพิวเตอร์ หรือโดยการใชอ้ ุปกรณ์ทาง โทรคมนาคม"
โปรเจคเตอร์(Projetor) เป็นโสตทศั น์ที่ทาใหเ้ กิดภาพที่มีขนาดใหญ่ข้ึน เป็นส่ิงสาคญั
ในการเรียน ทาใหน้ กั เรียนที่กาลงั ชมมีส่วนร่วมในการบรรยายตา่ งๆ
1.)โปรเจคเตอร์
คอมพิวเตอร์(Computer) เป็นโสตทศั นส์ ื่อการเรียนการสอนท่ีสาคญั ของเทคโนโลยี
ทางการศึกษาทาใหน้ กั เรียนมีส่วนร่วมอยา่ งแทจ้ ริงและทาใหน้ กั เรียนมีแรงจงู ใจใน
การเรียนมากข้ึน
2.)คอมพิวเตอร์
อินเตอร์เน็ต(Internet) ในโลกยคุ โลกาภิวตั น์ทาใหเ้ ดก็ ตอ้ งมีความสามารถ
ในการเรียนรู้มากข้ึน อินเตอร์เน็ตเป็นสิ่งท่ีทาใหผ้ คู้ นสามารถท่องโลกกวา้ ง
ทกั ษะการเรียนรู้และนวตั กรรม
นวตั กรรม โลกกาลงั เปล่ียนยคุ จากยคุ ความรู้สู่ยคุ นวตั กรรม การฝึกพลงั สร้างสรรค์
และนวตั กรรมจึงสาคญั ยง่ิ
ทกั ษะด้านสารสนเทศ (Information Literacy)
เป้ าหมาย : เขา้ ถึงและประเมินสารสนเทศ
เป้ าหมาย : ใชแ้ ละจดั การสารสนเทศ
ทกั ษะด้านส่ือ (Media Literacy Skills)
เป้ าหมาย : วเิ คราะห์ส่ือได้ เป้ าหมาย : สร้างผลิตภณั ฑส์ ่ือได้
ทกั ษะชีวติ และอาชีพ
„ ความยดื หยนุ่ และปรบั ตวั
„ การริเริ่มสร้างสรรคแ์ ละเป็นตวั ของตวั เอง
„ ทกั ษะสงั คมและสงั คมขา้ มวฒั นธรรม
„ การเป็นผสู้ ร้างหรือผลิต (productivity)
และความรับผดิ รับชอบเช่ือถือได้ (accountability)
„ ภาวะผนู้ าและความรบั ผดิ ชอบ (responsibility)
ห้องเรียนยุคใหม่ในศตวรรษท่ี 21
เทคโนโลยดี า้ นบรอดแบนดค์ วามเร็วสูง กไ็ ดก้ า้ วเขา้ มาแทนท่ีการเช่ือมต่อผา่ นไดอลั
อพั โมเดม็ แบบเดิม ซ่ึงไดส้ ่งผลกระทบถึงวิธีการเรียนรู้ จากการเรียนรู้แบบทางเดียว
(asynchronous learning) โดยการดาวน์ โหลดเอกสารมาอา่ น หรือการรับ-ส่งอีเมล์ ได้
กลายมาเป็นการทางานร่วมกนั แบบออนไลน์ (real-time collaboration) และนอกจากน้ี
ผเู้ รียนยงั สามารถดูวดี ีโอการศึกษา ผา่ นระบบวีดีโอสตีมมิ่ง ตลอดจนการส่ือสารผา่ น
หอ้ งสนทนาออนไลน์ โดยใชร้ ะบบการประชุมทางไกล และระบบโทรศพั ทไ์ อพี อีก
ท้งั ยงั สามารถที่จะเรียกดูเอกสารมลั ติมีเดีย และใชร้ ะบบการถ่ายทอดเสียงและภาพผา่ น
อเี ลริ ์นนิ่งกบั พฒั นาการแห่งการเรียนรู้
ในววิ ฒั นาการดา้ นการศึกษาน้นั อินเทอร์เนต็ ไดก้ ลายเป็นเครื่องมือท่ีสาคญั และมี
ประสิทธิภาพมากท่ีสุด ทุกวนั น้ีเดก็ ๆ นกั เรียนต้งั แตช่ ้นั อนุบาล ไดเ้ ริ่มใชอ้ ินเทอร์เน็ต
เป็นประจาทุกวนั และบางคนอาจจะใชค้ อมพิวเตอร์หรือ PDA ในการทาการบา้ นส่ง
อาจารยด์ ว้ ยกเ็ ป็นได้ ส่วนทางดา้ นมหาวทิ ยาลยั ต่างๆ น้นั ไดม้ ีการเพ่ิมจานวน
เน้ือหาวชิ าเรียนออนไลนบ์ นเวบ็ ไซต์ และองคก์ รเอกชนหลายแห่ง กไ็ ดน้ าอีเลิร์นน่ิงมา
ใชใ้ นการพฒั นาทรพั ยากรบุคคล โดยท่ีหลายตอ่ หลายกรณีพบวา่ การเรียนออนไลน์
แบบอินเตอร์แอคทีฟ และเวบ็ ไซตบ์ นอินเทอร์เน็ตช่วยใหน้ กั เรียนนกั ศึกษา และบุคคล
ทุกเพศทุกวยั ไดเ้ รียนรู้ และเชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหน่ึงอยา่ งลึกซ้ึง และกา้ วต่อไปใน
การศึกษาเร่ืองอื่นๆ และเป็นอยา่ งน้ีตอ่ ไป อยา่ งไม่มีสิ้นสุด
ในขณะเดียวกนั ที่แนวคิดการใชอ้ ีเลิร์นนิ่ง ไมเ่ ป็นที่นิยมอยา่ งแพร่หลายน้นั เทคโนโลยี
ดา้ นบรอดแบนดค์ วามเร็วสูง กไ็ ดก้ า้ วเขา้ มาแทนท่ีการเช่ือมต่อผา่ นไดอลั อพั โมเดม็
แบบเดิม ซ่ึงไดส้ ่งผลกระทบถึงวธิ ีการเรียนรู้ จากการเรียนรู้แบบทางเดียว
(asynchronous learning) โดยการดาวน์ โหลดเอกสารมาอา่ น หรือการรับ-ส่งอีเมล์ ได้
กลายมาเป็นการทางานร่วมกนั แบบออนไลน์ (real-time collaboration) และนอกจากน้ี
ผเู้ รียนยงั สามารถดูวดี ีโอการศึกษา ผา่ นระบบวดี ีโอสตีมมิ่ง ตลอดจนการสื่อสารผา่ น
หอ้ งสนทนาออนไลน์ โดยใชร้ ะบบการประชุมทางไกล และระบบโทรศพั ทไ์ อพี อีก
ท้งั ยงั สามารถที่จะเรียกดูเอกสารมลั ติมีเดีย และใชร้ ะบบการถ่ายทอดเสียงและภาพผา่ น
ทางเวบ็ (webcast) ซ่ึงสามารถฟังเสียง ดูภาพ และสนทนา (Chat) ไดพ้ ร้อมๆ กนั อีก
ดว้ ย
การเช่ือมตอ่ แบบไร้สาย นบั เป็นอีกเทคโนโลยหี น่ึง ท่ีเขา้ มาเปล่ียนแปลงการ
ติดต่อสื่อสารของนกั เรียน และโรงเรียน โดยที่หลายมหาวิทยาลยั ทว่ั โลก ไดน้ าเอา
ระบบแลนไร้สายมาติดต้งั ในมหาวทิ ยาลยั เพ่ือใหน้ กั เรียนนกั ศึกษา สามารถเขา้ ถึง
เอกสาร และส่ือการสอนตลอดจนขอ้ มลู ขา่ วสารอื่นๆ จากทุกแห่งภายในวิทยาเขต ซ่ึง
ขอ้ ดีกค็ ือ ทางโรงเรียน หรือทางมหาวทิ ยาลยั ไม่จาเป็นตอ้ งวางระบบสายเคเบิลใหม่
และนกั เรียนนกั ศึกษา กส็ ามารถเขา้ ถึงความรู้ต่างๆ ไดเ้ พียงการใชน้ ิ้วสมั ผสั ผา่ นเมาส์
คลิกเท่าน้นั โรงเรียนหลายแห่งในประเทศสหรัฐอเมริกา กาลงั หนั มาส่งเสริมการใช้
งานเทคโนโลยเี ชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบไร้สาย หรือท่ีเรียกกนั ในแวดวงไอที
วา่ เทคโนโลยไี ร้สายแบบ Wi-Fi เพ่ือเป็นการเพิ่มระดบั การเรียนรู้ของนกั เรียน โดยท่ี
โรงเรียนของรัฐจานวนมากในประเทศสหรัฐอเมริกา ไดร้ ับการติดต้งั เคร่ือง
คอมพิวเตอร์แบบต้งั โตะ๊ และมีหอ้ งปฏิบตั ิการคอมพิวเตอร์ สาหรับเสริมการเรียนการ
สอน อยา่ งไรกต็ าม การใชง้ านของเทคโนโลยี Wi-Fi กาลงั กลายเป็นเคร่ืองมือ ท่ีช่วย
ใหน้ กั เรียนระดบั ประถมและมธั ยม สามารถเช่ือมต่อกบั อินเทอร์เน็ตไดอ้ ยา่ งง่ายดาย
ในทุกเวลาและทุกสถานที่ภายในโรงเรียน โดยแนวโนม้ น้ี ไดเ้ ร่ิมตน้ จากมหาวิทยาลยั
หลายแห่งในสหรัฐ และขณะน้ีไดข้ ยายลงไปสู่สถาบนั การศึกษาระดบั ท่ีต่าลงไป
ท่านผอู้ ่านคงจะพอเห็นความเป็นไปในดา้ นอินเทอร์เน็ต และเทคโนโลยที ่ีส่งผลต่อ
สงั คมความเป็นอยขู่ องเรา ไม่วา่ จะ เป็นการเล่น การเรียน การทางานและการใชช้ ีวิต
ของเราไม่มากกน็ อ้ ย ส่ิงท่ีเราตอ้ งเตรียมพร้อมไวเ้ สมอกค็ ือ การปรับตวั ใหเ้ ขา้ กบั การ
เปล่ียนแปลง และตอ้ งกา้ วตามใหท้ นั กบั เทคโนโลยี ตลอดจนกระแสแห่งความเป็น
โลกาภิวฒั นน์ ้ี จึงจะสามารถท่ีจะใชช้ ีวิต และนาพาธุรกิจของทา่ นใหก้ า้ วต่อไปใน
อนาคตได้
ทกั ษะทจ่ี าเป็ นในศตวรรษท่ี 21
1. ทกั ษะการเรียนรู้และนวตั กรรม
คิดสร้างสรรค์
ใส่ใจนวตั กรรม
มีวจิ ารณญาณ
แกป้ ัญหาเป็น
สื่อสารดี
เตม็ ใจร่วมมือ
2. ทกั ษะสารสนเทศ ส่ือ เทคโนโลยี
อพั เดตทุกขอ้ มลู ขา่ วสาร
รู้เท่าทนั ส่ือ
รอบรู้เทคโนโลยสี ารสนเทศ
ฉลาดส่ือสาร
3. ทกั ษะชีวติ และอาชีพ
มีความยดื หยนุ่
รู้จกั ปรับตวั
ริเร่ิมสิ่งใหม่
ใส่ใจดูแลตวั เอง
รู้จกั เขา้ สงั คม
เรียนรู้วฒั นธรรม
มีความเป็นผนู้ า
รับผดิ ชอบหนา้ ที่
พฒั นาอาชีพ
หมนั่ หาความรู้รอบดา้ น
การพฒั นา ICT เพอ่ื การศึกษาดงั นี้
1. การจดั หาระบบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เพ่ือการเรียนการสอนของสถานศึกษา
ท้งั คอมพิวเตอร์ประจาหอ้ งปฏิบตั ิการ คอมพิวเตอร์ประจาหอ้ งเรียน ไม่วา่ จะ
เป็นคอมพิวเตอร์ต้งั โตะ๊ และคอมพิวเตอร์พกพา จดั ต้งั ศูนยข์ อ้ มูล Data Center
และสถานีโทรทศั นผ์ า่ นดาวเทียมเพ่ือการศึกษา สาหรับใชใ้ นการเรียนการสอน
2. การพฒั นาโครงขา่ ยโทรคมนาคมเพ่ือการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน การบูรณาการ
โครงข่าย MOENet และ NEdNet ใหเ้ ป็นโครงข่ายเดียว โดยใชช้ ื่อวา่ OBEC-
NET สาหรับใชเ้ ป็นเครือขา่ ยเพ่ือการศึกษาและวจิ ยั โดยเช่ือมตอ่ โรงเรียนต่างๆ
ไวก้ บั ศูนยข์ อ้ มูลของ สพฐ.
นวตั กรรมและเทคโนโลยที างการศึกษา
1.ความหมายความสาคญั และประโยชน์ของของเทคโนโลยกี ารสอน
1.1 ความหมายของเทคโนโลยกี ารสอน
เทคโนโลยกี ารสอนเป็นการจดั การเกี่ยวกบั การสอนท่ีมีระบบเพือ่ ใหเ้ กิดการเรียนรู้ที่มี
ประสิทธิภาพ
ดงั น้นั เทคโนโลยกี ารสอน = การออกแบบการสอน + การพฒั นาการสอน
1.2การเปรียบเทียบความแตกต่างระหวา่ งเทคโนโลยกี ารศึกษา และเทคโนโลยกี าร
สอน
1.ความเหมือน เป็นกระบวนการท่ีตอ้ งใชท้ ฤษฎีและปฏิบตั ิมาประยกุ ตใ์ ชอ้ ยา่ งมี
ระบบ เพ่ือเพิ่มประสิทธิภาพในการทางานและศกั ยภาพของมนุษยใ์ หส้ ูงข้ึนและมี
ทรัพยากรในการปฏิบตั ิการเหมือนกนั คือ มีบุคลากร วสั ดุ อุปกรณ์ เทคนิค
วธิ ีการ ความรู้ และสิ่งอานวยความสะดวก
2.ความแตกต่าง แตกต่างกนั ท่ีจดุ ประสงคข์ องการใชเ้ ทคโนโลยกี ารศึกษานามาใช้
ในการศึกษา ส่วนเทคโนโลยกี ารสอนนามาใชแ้ กป้ ัญหาในการเรียนการสอน ซ่ึง
เทคโนโลยกี ารศึกษา เป็นระบบใหญ่ท่ีนามาใชใ้ นการบริหาร การจดั การและการ
เรียนการสอนส่วนเทคโนโลยกี ารสอนม่งุ เฉพาะ การสอนเท่าน้นั
1.3 ความสาคญั ของเทคโนโลยกี ารสอน การนาเอาเทคโนโลยกี ารสอนมาใชน้ ้นั
ส่วนใหญ่นามาใชใ้ นการแกป้ ัญหาในดา้ นการศึกษากเ็ ช่นเดียวกนั เพราะปัญหา
ทางดา้ นการศึกษามากมาย เช่น
1.ปัญหาผสู้ อน
2.ปัญหาผเู้ รียน
3.ปัญหาดา้ นเน้ือหา
4.ปัญหาดา้ นเวลา
5.ปัญหาเร่ืองระยะทาง
1.4 ประโยชนข์ องเทคโนโลยที ่ีมีต่อการสอน ประโยชนข์ องเทคโนโลยที ่ีมีต่อ
การศึกษาสามารถแบ่งออกไดเ้ ป็นดา้ นๆดงั น้ี
1.4.1 ประโยชนส์ าหรบั ผเู้ รียน ผเู้ รียนจะไดร้ ับประโยชน์ดงั น้ี
1. ทาใหผ้ เู้ รียนมีโอกาสใชค้ วามสามารถของตนเองในการเรียนรู้อยา่ งเตม็ ท่ี
2. ผเู้ รียนมีโอกาสตดั สินใจในการเลือกเรียนตามช่องทางท่ีเหมาะกบั ความ สามารถ
ของตนเอง
3. ทาใหก้ ระบวนการเรียนรู้ง่ายข้ึน
4. ผเู้ รียนมีอิสระในการเลือก
1.4.2 ประโยชน์สาหรับผู้สอน ผสู้ อนจะไดป้ ระโยชน์ดงั น้ี
1. ทาใหป้ ระสิทธิภาพของการสอนสูงข้ึน
2. ผสู้ อนสามารถจดั กิจกรรมไดห้ ลากหลาย
3. ทาใหผ้ สู้ อนมีเวลามากข้ึน จึงใชเ้ วลาท่ีเหลือในการเตรียมการสอนไดเ้ ตม็ ที่
4. ทาใหก้ ระบวนการสอนง่ายข้ึน
1.4.3 ประโยชน์ต่อการจดั การศึกษา ในแง่ของการจดั การศึกษาจะไดร้ ับประโยชน์
1. สามารถเปิ ดโอกาสของการเรียนรู้ไดอ้ ยา่ งแทจ้ ริง
2. ทาใหล้ ดช่องวา่ งทางการศึกษาใหน้ อ้ ยลง
3. สามารถสร้างผเู้ รียนท่ีมีประสิทธิภาพมากกวา่ เดิม
4. การประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยใี นการแกป้ ัญหาการศึกษาและการเรียนการสอน
2.1 คอมพวิ เตอร์ช่วยสอน เป็นการนาเอาเทคโนโลยรี วมกบั การออกแบบโปรแกรม
การสอนมาใชช้ ่วยสอน
ลกั ษณะคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน เป็นบทเรียนท่ีช่วยการเรียนการสอนและมีโปรแกรม
คอมพิวเตอร์ช่วยจดั บทเรียนใหเ้ ป็นระบบและเหมาะสมกบั นกั เรียนแต่ละคน
ประโยชน์ของคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน การนาเอาคอมพิวเตอร์มาช่วยในการสอนมี
ประโยชน์หลายประการดงั น้ี
1.ทาใหน้ กั เรียนไดม้ ีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนการสอนมากข้ึน
2.ทาใหน้ กั เรียนสามารถเลือกเรียนไดห้ ลายแบบตามความถนดั ของแต่ละบุคคล
ประเภทของคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน
1. คอมพิวเตอร์ใชเ้ พ่อื การสอน (Tutoring) เป็นโปรแกรมท่ีสร้างข้ึนในลกั ษณะของ
บทเรียนท่ีลอกเลียนแบบการสอนของครู กล่าวคือมีบทนา มีคาบรรยายซ่ึง
ประกอบดว้ ยทฤษฎี กฎเกณฑ์ แนวคิดท่ีสอนหลงั จากท่ีนกั เรียนไดศ้ ึกษาแลว้ กม็ ี
2. คอมพิวเตอร์ใชเ้ พ่ือการฝึก (Drill and Practice) แบบฝึกส่วนใหญ่ใชเ้ พ่ือเสริม
ทกั ษะเม่ือครูไดส้ อนบทเรียนบางอยา่ งไปแลว้ จุดมุ่งหมายเพื่อฝึกหดั กบั
คอมพิวเตอร์เพื่อวดั ระดบั หรือใหฝ้ ึกจนถึงระดบั ท่ียอมรับได้
3. คอมพิวเตอร์ใชเ้ พื่อสร้างสถานการณ์จาลอง (Simulation) โปรแกรมประเภทน้ี
เป็นโปรแกรมท่ีใชจ้ าลองสถานการณ์ใหใ้ กลเ้ คียงกบั สถานการณ์ในชีวิตจริงของ
นกั เรียนโดยมีเหตุการณ์สมมติต่างๆ
4. คอมพิวเตอร์ใชเ้ พื่อเป็นเกมในการเรียนการสอนโปรแกรมประเภทน้ีนบั เป็นแบบ
พิเศษของแบบจาลองสถานการณ์ โดยมีการแข่งขนั เป็นหลกั ซ่ึงสามารถเล่นไดค้ น
เดียวหรือหลาย
5. คอมพิวเตอร์ใชเ้ พอื่ การทดสอบ เป็นโปรแกรมท่ีใชร้ วมแบบทดสอบไวแ้ ละสุ่ม
ขอ้ สอบตามจานวนที่ตอ้ งการโดยท่ีขอ้ สอบเหล่าน้นั ผา่ นการสร้างมาอยา่ งดีมีความ
เชื่อถือได้
6. คอมพิวเตอร์ใชเ้ พอื่ การไต่ถามขอ้ มลู เป็นโปรแกรมที่ช่วยในการคน้ หาขอ้ เทจ็ จริง
หรือข่าวสารที่เป็นประโยชนใ์ นตวั คอมพิวเตอร์แบบน้ีจะมีแหล่งเกบ็ ขอ้ มลู ท่ีเป็น
ประโยชน์ ซ่ึงสามารถแสดงไดท้ นั ทีเม่ือผเู้ รียนตอ้ งการดว้ ยระบบ
เทคโนโลยกี ารศึกษากบั ครูไทยในศตวรรษท่ี 21
1. ความสาคญั และสภาพปัญหา
จากแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติ ฉบบั ที่ 11 [2] มีนโยบายมุ่งเนน้ แนว
ทางการพฒั นาโดยยดึ คนเป็นศนู ยก์ ลาง เพื่อใหเ้ กิดการพฒั นาที่ยง่ั ยนื ภายใตก้ าร
เปล่ียนแปลง ท้งั ภายในและภายนอกประเทศ นอกจากน้ียงั มีนโยบายส่งเสริมการศึกษา
ใหส้ อดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการของผเู้ รียน และสร้างสงั คมการเรียนรู้ที่มีคุณภาพอนั
ก่อใหเ้ กิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต สอดคลอ้ งกบั นโยบายของรัฐมนตรีวา่ การ
กระทรวงศึกษาธิการ [3] ท่ีตอ้ งการใหพ้ ฒั นาการศึกษา ของประเทศอยา่ งเร่งด่วน โดย
1 ในนโยบายเร่งรัดคือ ปฏิรูประบบการผลิตและพฒั นาครู ใหส้ ามารถจดั การเรียนการ
สอนตามหลกั สูตรปัจจบุ นั และรองรับหลกั สูตรใหม่ ใหเ้ ป็นไปตาม พระราชบญั ญตั ิ
ระเบียบขา้ ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ปี 2553 [4] และมาตรฐานวชิ าชีพครู
[5] ตามที่คุรุสภากาหนด
ดงั น้นั ครูและบุคลากรทางการศึกษาจึงเป็นบคุ คลที่มีความสาคญั ท้งั ทางตรงและ
ทางออ้ มท่ีจะถ่ายทอดความรู้ ความสามารถใหแ้ ก่ศิษย์ รวมท้งั พฒั นาศิษยใ์ หเ้ ป็นมนุษย์
ท่ีมีคุณภาพและประสิทธิภาพ โดยเนน้ กระบวนการ 4 ดา้ น [6] คือ ดา้ น
ความรู้ ความคิด หรือพทุ ธพิสยั (Cognitive Domain) ดา้ นความรู้สึก อารมณ์ สงั คม
หรือดา้ นจิตพิสยั (Affective Domain) ดา้ นทกั ษะปฏิบตั ิหรือทกั ษะพิสยั
(Psychomotor Domain) และดา้ นทกั ษะการจดั การหรือทกั ษะกระบวนการ
(Management Skill)