The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือสำเร็จไวถ้าใช้สมองเป็น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nattapon Sukarak, 2023-02-06 02:57:30

หนังสือสำเร็จไวถ้าใช้สมองเป็น

หนังสือสำเร็จไวถ้าใช้สมองเป็น

ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 49 สำเร็จไว Trick#5 สิ่งที่พาคุณมาเป็นคุณในวันนี้ อาจจะไม่สามารถพาไปอีกจุด ในชีวิตที่คุณปรารถนาได้ การที่วงล้อนี้พาคุณมาถึงจุดนี้ได้ ไม่ได้หมายความว่า มันจะไปสู่จุดที่สูงกว่านี้ได้ ดังนั้นเพื่อให้คะแนนส่วนที่ขาดไป เพิ่มขึ้น คุณต้องตั้งเป้าหมายโดยเปลี่ยนระบบความคิดใหม่ครับ ดัง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ อัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่ของโลกที่กล่าวไว้ว่า... “We can not solve the problems with the same thinking we used when we created them” “เราไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยระบบความคิดเดิม ที่เราใช้สร้างปัญหานั้นขึ้นมาได้” ดังนั้นส่วนที่เหลือต่อจากนี้ไป จะเป็นส่วนที่ช่วยให้คุณ สร้างระบบความคิดใหม่โดยใช้กลไกของสมองเป็นตัวช่วยให้คุณ บรรลุเป้าหมายได้ง่ายและเร็วขึ้นกว่าเดิม ถ้าคุณพร้อมแล้ว เรา มาออกเดินทางไปพร้อมๆ กันครับ


5 อุปสรรคฉุดรั้งความสำเร็จ เมื่อรู้แล้วว่าความสำเร็จคืออะไร แต่บางครั้งเราอาจจะสงสัย ว่าทำไมฉันถึงไม่สำเร็จสักที ผมมีคำตอบให้คุณครับ ลองมาดูกันว่า มีอุปสรรคอะไรบ้าง ที่ฉุดรั้งคุณจากความสำเร็จ เมื่อคุณรู้แล้ว จะได้จัดการมันให้อยู่หมัด ซัดเปรี้ยงไปเลยครับ


1. ไม่ชัดเจน ในสิ่งที่คุณอยากได้ เหตุผลหลักๆ ที่คนเราไม่ประสบความสำเร็จก็คือ คุณ ไม่ชัดเจนว่าคุณอยากได้อะไรกันแน่ หรือเหตุผลที่มีอาจจะ ไม่หนักแน่นพอ ว่าทำไมต้องได้มันมา ข้อนี้ชัดมาก หากคุณไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร คุณจะไม่มีเป้าหมาย และไม่กล้าลงมือทำอะไรบางอย่าง เพื่อนำตัวคุณเองไปสู่ความสำเร็จ


52 สำเร็จไว Trick#6 เมื่อคุณไม่ชัดเจน กับความสำเร็จ ความสำเร็จ ก็ไม่ชัดเจนกับคุณ ถึงแม้คุณบอกว่าพอมีเป้าหมายบ้าง แต่ยังตอบตัวเอง ไม่ได้อยู่ดี ทำไมถึงต้องการมันจริงๆ ที่ผ่านมาอาจมีบางคนมา บอกคุณว่า ความสำเร็จต้องมีรูปร่างอย่างนี้นะ มันดี มันใช่ คุณก็เลยทำตามสิ่งที่เขาบอก นี่คือความสำเร็จ ตราบใดที่คุณยังสับสนอยู่ ถ้าฉันได้มันมาแล้ว ฉันจะทำ อย่างไรต่อ ยังลังเล และไม่มีความสุข สุดท้ายคุณจะไม่ทำอะไร สักอย่าง เพราะ “มันไม่ชัดเจน ไม่หนักแน่นพอ และสุดท้าย ก็ไม่สำเร็จ” ลองถามตัวเองดูเล่นๆ ครับ “ฉันอยากรวย” “รวยเท่าไรครับ 10 ล้าน 20 ล้าน 100 ล้านพอไหม” “แล้วเอาเงินไปทำอะไรบ้าง” “ฉันอยากมีบ้านของตัวเอง” “บ้านแบบไหน ราคาเท่าไร อยู่แถวไหน” “ฉันอยากมีแฟน” “ผู้หญิงหรือผู้ชาย หน้าตาแบบไหน อ้วนล่ำ หุ่นดี นิสัยเป็นอย่างไร” “ฉันอยากเติบโตในหน้าที่การงาน” “โตแบบไหน หมายถึง ตำแหน่งหรือความรู้ หรือเงินเดือนที่เพิ่ม” “ฉันอยากมีความสุข” “อะไรคือความสุขของฉัน”


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 53 สำเร็จไว Trick#6 เมื่อคุณไม่ชัดเจน กับความสำเร็จ ความสำเร็จ ก็ไม่ชัดเจนกับคุณ เปรียบเทียบง่ายๆ เมื่อคุณไปร้านอาหารตามสั่ง แล้วคุณ ก็สั่งข้าวกระเพราไก่ไข่ดาวมากิน เพราะขี้เกียจคิด เผอิญอาหาร จานนี้เผ็ดมาก ก็อยากดื่มน้ำหวานเพื่อลดอาการเผ็ด จึงบอก แม่ค้าว่า “ขอน้ำอัดลมขวดหนึ่งครับ” แม่ค้าอาจจะถามคุณกลับมาว่า “รับน้ำอะไรคะคุณ มี หลายอย่างค่ะ เป๊ปซี่ โคล่า ชาเขียวโออิชิ หรืออิชิตันดีคะ” สุดท้ายคุณก็ลังเล ก็เลยสั่งตามความเคยชิน “เอ่อ... ขอน้ำเปล่าก็แล้วกันครับ” เป็นอันจบข่าว ในเรื่องของความสำเร็จ ผมบอกได้เลยว่า คุณต้องชัดเจน และมีรายละเอียด เพราะ “ความชัดเจน คือ พลัง” ฉะนั้นคุณ ต้องชัดเจนกับภาพความสำเร็จที่คุณอยากได้ก่อนเสมอครับ


54 2. ไม่มีแผนการสู่ความสำเร็จ เคยมีคนบอกคุณไหมว่า ถ้าอยากสำเร็จต้องลงมือทำ อะไรสักอย่าง ทำไปเถอะ เดี๋ยวความสำเร็จก็ตามมาเอง ผมจะ บอกว่าถ้าคุณทำไปโดยไม่มีการวางแผน นั่นอาจจะเป็นหนทาง ที่รอเชือดคุณอยู่ก็ได้ คุณเคยได้ยินใช่ไหมว่า ร้อยละ 95 ของ ธุรกิจเกิดใหม่ จะเจ๊งและปิดกิจการภายในสามปี แล้วคุณ ไม่สงสัยหรือครับว่า แล้วอีกร้อยละ 5 ทำไมถึงประสบความ สำเร็จล่ะ คงไม่ใช่โชคช่วยเป็นแน่แท้ คุณเคยสังเกตไหมว่า... • บางคนมีตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่โตเลื่อนขั้นทุกปี แต่ทำไมเรายังไปไม่ถึงไหน • หนุ่มบางคนไปจีบสาวเมื่อไหร่ ก็ติดทุกที แต่พอเราไป จีบบ้าง ไม่เคยติดเลย • บางคนสมหวังในความรักจนน่าอิจฉา พอถึงตาเรา มีแต่เลิกรากันไปไม่รู้กี่คน • บางคนมีเงินเดือนเท่ากับเรา แต่เขาสามารถซื้อบ้าน ซื้อรถ มีเงินเก็บก้อนโต ในขณะที่เรายังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 55 หากลองคิดดูดีๆ ที่กล่าวมามันต้องมีอะไรผิดพลาด ผม จะบอกว่าทั้งหมดอยู่ที่ ‘ตัวเรา’ ครับ วิธีเรียนลัดไปสู่ ‘ความสำเร็จ’ คือเดินตามแนวทางหรือ กลยุทธ์ที่คนสำเร็จเขาทำกันมาก่อน ถ้าคุณไปศึกษาเรียนรู้แล้ว ทำตามแผนเหล่านี้ มันก็จะพาคุณไปสู่ความสำเร็จได้ ไม่ว่า จะเป็นเรื่องงาน เงิน ความรัก สิ่งเหล่านี้ล้วนมีแผนแห่งความ สำเร็จทั้งนั้น แต่เท่าที่เห็น คนส่วนใหญ่จะเลือกรับเอาเพียงบางสิ่ง แล้วไปทำตามแนวทางของตัวเอง พร้อมกับบอกตัวเองว่า “ฉัน จะสำเร็จบนทางเดินของฉันเอง” หรือไม่ก็ทำไปโดยไม่รู้อะไร เลย แน่นอนครับ มันอาจจะเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น และ คุณอาจจะหมดแรงข้าวต้มซะก่อน แล้วล้มเลิกความตั้งใจไป ก่อนที่จะสำเร็จก็ได้ ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายสามารถฟันธงได้เลยว่า เจ๊งแน่นอน! Success Leaves Clues. ความสำเร็จทิ้งร่องรอยไว้เสมอ อันที่จริง กลยุทธ์หรือแผนแห่งความสำเร็จนี้ นอกจากจะ ดูได้จากผู้ที่เขาทำสำเร็จแล้ว คุณก็สามารถเลียนแบบกลยุทธ์ แห่งความสำเร็จของตัวเองได้ เพราะเป็นแนวทางเฉพาะตัว ซึ่ง แต่ละคนจะมีไม่เหมือนกัน


56 สำเร็จไว Trick#7 ถ้าไม่อยากหลงทาง จงวางแผนศึกษาเส้นทาง ไว้ก่อนดีกว่า เชื่อว่าทุกคนล้วนมีศักยภาพอยู่ในตัวแน่นอน ล้าน เปอร์เซ็นต์ ถ้าจะหามันล่ะก็ คุณลองนึกถึงความสำเร็จที่คุณ ภูมิใจมากที่สุดในอดีตมาสักเหตุการณ์หนึ่ง เริ่มคิดทบทวนดู ว่า ตอนนั้นคุณเริ่มต้นอย่างไรและทำได้จนสำเร็จ ลองร่างแบบ ออกมา นั่นคือแผนแห่งความสำเร็จของคุณครับ วันนี้อยากให้คุณกลับมาลองดูตอนนี้ครับว่า อะไรที่คุณ อยากสำเร็จ แล้วยังไม่ได้มันมา คุณได้ใช้แผนความสำเร็จของ คนอื่นหรือของคุณเองมาช่วยหรือยัง หากคุณนำมันมาใช้ใน บางครั้งสถานการณ์จะส่งผลกลายเป็น “หนังคนละม้วน” ให้ คุณประสบความสำเร็จได้ง่ายและเร็วขึ้นนะครับ ขอเพียงให้คุณหามันให้เจอแล้วลุยเลยครับ


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 57 3. มีความขัดแย้งภายในตัวเอง ความขัดแย้งนี้มีสองอย่างที่อยู่ในตัวคุณ คือ ‘สิ่งที่คุณ อยากเป็น’ กับ ‘ความเป็นตัวคุณ’ อุปสรรคอันนี้ถ้ามองผิวเผิน ก็อาจไม่มีอะไร เพียงแค่สิ่งที่คุณอยากเป็นนั้น มันไม่ใช่ตัวตน ของคุณเท่านั้นเอง แต่หากมองลึกลงไป มันคือเรื่องใหญ่ทีเดียว ถ้าเกิดว่า คุณมีตัวนี้เข้าล่ะ กว่าที่คุณจะไปให้ถึงความสำเร็จได้ อาจจะ เหนื่อยพอสมควร เช่นเดียวกันกับคุณพยายามพายเรือทวนน้ำ หรือปั่นจักรยานขึ้นเนินเขายังไงยังงั้น คุณต้องใช้กำลังมหาศาล ในการขับเคลื่อนเพื่อไปสู่เป้าหมายข้างหน้าที่ยังไกลอยู่ลิบๆ เรามาลองดูว่า ความสำเร็จหรือความสุขที่คุณอยาก ไม่ว่า จะด้านการเงิน การงาน หรือความรัก มีความขัดแย้งในใจ ตัวเองหรือเปล่า


58 เช่น คุณบอกว่าคุณอยากรวย แต่ลึกๆ คุณไม่ชอบ คนรวย เพราะคุณมองว่าคนรวยชอบเอาเปรียบคนจน ใช้อำนาจ โกงกิน ไร้น้ำใจ อะไรทำนองนี้ เพียงแค่นี้การตั้งเป้าหมายว่า จะรวยของคุณก็สร้างความสับสนในชีวิตแล้วครับ ในขณะที่ คุณกำลังทำอะไรบางอย่างเพื่อไปสู่ความร่ำรวย คุณจะต่อต้าน เป้าหมายตัวเองอยู่ในใจลึกๆ ตลอดเวลา คุณคงนึกภาพออกว่า มันเหนื่อยและท้อขนาดไหน หรือคุณอยากสำเร็จในหน้าที่การงาน ขอเลื่อนขั้นเป็น ผู้จัดการบ้าง ซึ่งคุณรู้ดีว่าต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น ต้อง มีการนำเสนอตัวเองต่อผู้คนมากหน้าหลายตา ต้องใช้อำนาจ ในการจัดการผู้คนให้งานเดินหน้าหรือให้มันสำเร็จลุล่วงไป คราวนี้ลองมาสำรวจตัวคุณเองดูครับ (ไม่อยากจะบอก ว่าบังเอิญอีกแล้ว) • ถ้าคุณเป็นคนสันโดษ รักอิสระ ไม่ชอบอยู่ในกรอบ แต่ ความเป็นจริงการมีหน้าที่การงานสูงขึ้น ความรับผิดชอบย่อม มากขึ้น อาจจะทำให้คุณไปไหนไม่ได้


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 59 • ตำแหน่งที่สูงขึ้น จำเป็นต้องพบปะกับผู้คนมากมาย มันจะทำให้คุณเหนื่อย • คุณเป็นคนชอบประนีประนอม ไม่ชอบมีปัญหากับใคร การใช้อำนาจกับผู้อื่นก็เป็นสิ่งที่บาดใจ เมื่อประมวลผลได้ดังนี้แล้ว เป้าหมายที่อยากเติบโตใน หน้าที่การงาน ก็มีอันต้องพับเก็บไว้ในตู้ต่อไป มาดูเรื่องความรักกันบ้าง เชื่อว่าส่วนใหญ่ก็อยากได้ คนที่รักเราจริงๆ รักแท้ รักเดียวใจเดียว หน้าตาดี และเอาอก เอาใจเก่ง (บังเอิญอีกแล้วครับ) เพราะคุณเป็นคนไม่ชอบความ วุ่นวาย ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง คุณก็เลยไม่ชอบที่จะออกไป เจอผู้คน ไปงานสังสรรค์ แน่นอนครับ เมื่อไม่ชอบออกงานสังคม ก็คงไม่มีทาง ได้เจอคนรักอย่างที่ต้องการเป็นแน่แท้ หรือถ้าคุณมีแฟนแล้ว แต่บังเอิญมีนิสัยไม่เหมือนกัน คุณเป็นคนที่ชอบความท้าทาย ความน่าตื่นเต้น แต่แฟนคุณเป็นคนน่ารัก ชอบอยู่นิ่งๆ เฉยๆ ไม่ตื่นเต้น คาดเดาได้เลยว่าในกรณีแบบนี้ มักจะมีกิ๊กอยู่ไม่น้อย


60 ความรู้สึกขัดแย้งภายในเหล่านี้ที่เป็นตัวฉุดรั้งคุณไว้จาก ความสำเร็จ ลองหาดูนะครับ หากพบแล้วจะได้หาทางจัดการ กับสิ่งที่ฉุดรั้งความสำเร็จของเราไว้ โปรดจำไว้ว่า “มีเพียงคนเดียวที่จะหยุดความสำเร็จ ของคุณได้ นั่นคือตัวคุณเอง” ถึงเวลาต้องลุกมาปฏิวัติตัวเอง เสียใหม่ครับ สำเร็จไว Trick#8 ถ้าอยากไปถึงที่หมายเร็ว ก่อนออกเดินทาง จงวางแผนศึกษาเส้นทาง ทั้งภายในใจและภายนอก ที่จะนำไปสู่หนทาง แห่งความสำเร็จ


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 61 4. มีข้อจำกัดในการตัดสินใจ ถ้ามีคนถามว่า คุณรู้สึกมีความสุขความสำเร็จได้ตอนไหน คุณจะตอบว่าอย่างไร บางคนก็อาจจะตอบว่า เมื่อมันได้ผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง น่ะสิ หรือบางคนก็อาจจะตอบว่าในระหว่างทางเดินไปสู่ผลลัพธ์ อันนั้นไง หรืออาจจะบอกว่าแค่มีเป้าหมายก็สุขแล้ว แต่ไม่ว่าคุณจะตอบอย่างไร ก็ถูกของคุณครับ ประเด็นอยู่ที่ว่า ไม่ว่าจะเป็นต้นทาง กลางทาง หรือ ปลายทาง คุณต้องมีการตัดสินใจบางอย่างเกี่ยวกับเป้าหมาย ของคุณ เพื่อที่ ‘จะทำ’ หรือ ‘ไม่ทำ’ จริงไหมครับ แล้วคราวนี้คุณจะมั่นใจได้อย่างไร ว่าทุกการตัดสินใจ ของคุณ มันจะนำไปสู่ความสำเร็จหรือให้ความสุขแก่คุณจริงๆ แล้วถ้าเกิดไม่ใช่ขึ้นมาล่ะ มันจะให้ผลลัพธ์อย่างอื่นหรือเปล่า


62 ถ้าจะดูให้ลึกซึ้งก็ต้องรู้ว่า การที่คนเราตัดสินใจจะ “ทำ” หรือ “ไม่ทำ” นั้น สาเหตุเกิดมาจากอะไร ตอบแบบตรงๆ เลย ก็คือ มันมาจากอารมณ์ ความคิด และความเชื่อของคุณครับ สามอย่างนี้มารวมตัวกัน เพื่อให้คุณได้ตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง นั่นเอง หรือแม้กระทั่งการพูดออกมา นั่นก็เป็นการตัดสินใจ แล้วที่จะพูด ไม่ว่าสถานการณ์ไหนๆ คุณตัดสินใจว่า ไม่พูดก็ทำ ไม่ทำก็พูด หรือทั้งพูดทั้งทำ แล้ว 3 ข้อนี้มาจากที่ไหน ก็มาจากประสบการณ์ในอดีต ที่คุณเคยเจอ เคยได้ยิน หรือเคยมีประสบการณ์มาด้วยตัวเอง จนมันหล่อหลอมกลายมาเป็นตัวคุณในวันนี้ คำถามต่อมาก็คือว่า ถ้าอารมณ์ ความคิด และความเชื่อ หรืออย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้สนับสนุนเป้าหมายเลย คุณว่า การ ตัดสินใจของคุณจะเป็นอย่างไรครับ โดยเฉพาะถ้ามีลักษณะ ดังต่อไปนี้


• อารมณ์ลบ (Negative Emotion): ถ้าคุณมีอารมณ์ เบื่อ เครียด โกรธ เกลียด เศร้า ท้อแท้ ในเวลาที่ต้องตัดสินใจ อะไรบางอย่าง เช่น อยากลดน้ำหนัก แต่ในเวลานั้นคุณกำลัง มีอารมณ์เหล่านี้ คุณว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร คุณยังจะตัดสินใจ ควบคุมอาหารหรือไปออกกำลังกายไหมในตอนนั้น • ความคิดลบ (Negative Thinking): ถ้าคุณเป็นคน คิดลบ ไม่มีอะไรดี ไปโทษทุกอย่างที่ขวางหน้า เช่น ฝนตก รถติด ที่ทำงาน เจ้านาย ครอบครัว และอื่นๆ แล้วคุณต้อง ทำการตัดสินใจเพื่อไปสู่เป้าหมาย เช่น อยากมีครอบครัวที่ อบอุ่น แต่คุณมีความคิดลบเหล่านี้อยู่ คุณคิดว่าคุณภาพของ การตัดสินใจและผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร เช่น แฟนเป็นคนใจเย็น ขับรถช้ามาก ที่ทำงานก็ไกล เจ้านายบ้าอำนาจ ส่วนลูกก็ไม่ได้ ดั่งใจ คุณจะพูดอย่างไรกับลูก ตอนไปรับเขาที่โรงเรียน พอ กลับถึงบ้านตอนเย็นก็กินข้าวพร้อมกันบรรยากาศบนโต๊ะอาหาร จะเป็นอย่างไร แค่นึกก็ขนลุกเลยว่า ผลลัพธ์ที่ออกมาน่าจะ ไปทางบ้านแตกมากกว่าอบอุ่น


64 • ความเชื่อที่จำกัดตัวเอง (Limiting Belief): ถ้าคุณ คิดเสมอว่า ฉันไม่เก่ง ไม่ดีพอ ไม่มั่นใจ ฉันอายุมากแล้ว หรือ ฉันยังเด็กเกินไป หรือสารพัดเหตุผลที่คุณจะบอกว่า คุณไม่ได้ เรื่องสักอย่าง เวลาที่คุณทำการตัดสินใจโดยมีความเชื่อนี้อยู่ ในหัวตลอดเวลา เช่น อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่คุณมีความ เชื่อที่จำกัดแบบนี้ คุณว่าคุณภาพของการตัดสินใจจะมีผลลัพธ์ เป็นเช่นไร และคุณยังจะตัดสินใจเริ่มหาความรู้ ออกไปพบผู้คน หรือเริ่มต่อรองหาคนซื้อสินค้าไหมครับ ที่เลวร้ายกว่านั้น ถ้าเผอิญคุณมีครบทั้งสามตัวในหนึ่ง การตัดสินใจ แค่นึกก็ขนลุกแล้ว สยองยิ่งกว่าดูหนังผีดุญี่ปุ่น “จู-ออน” อีกครับ ไม่เชื่อก็ลองไปตั้งเป้าหมายกันเล่นๆ ดู แล้ว ใส่ให้หมดแม็กไปเลยทั้งสามตัวที่กล่าวมา แล้วมาดูว่า คุณ ตัดสินใจทำอะไรบ้าง แนะนำว่าอย่าอยู่คนเดียวตอนนั่งเขียนรายการตัดสินใจ ออกมาเล่นๆ เพราะสิ่งที่คุณได้ อาจจะทำให้น้อง “จู-ออน” ตกกระป๋องไปเลยทีเดียว


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 65 สำเร็จไว Trick#9 ชีวิตเริ่มต้นเมื่อคุณทำการตัดสินใจ จงตัดสินใจเลย ณ ตอนนี้ จะมัวรออะไร ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น เพื่อจะชี้ให้คุณเห็นว่า การตัดสินใจ ของคุณมีผลอย่างมากต่อการลงมือทำหรือไม่ทำอะไรบางอย่าง เพื่อบรรลุความสำเร็จ ถ้าคุณภาพในการตัดสินใจของคุณดี แน่นอนครับว่าผลลัพธ์ย่อมออกมาดี แต่ถ้าคุณภาพมันไม่ดีล่ะ ผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร นึกไม่ออกจริงๆ ซึ่งเคยมีคำกล่าวด้วยประโยคที่ว่า... “Life Begins when you make Decision” “ชีวิตเริ่มต้นเมื่อคุณทำการตัดสินใจ”


66 5. ติดอยู่ในโซนขี้เกียจ ข้อนี้เป็นข้อสุดท้ายและเป็นอุปสรรคอันใหญ่หลวงต่อ ความสำเร็จของคุณ ผู้ใหญ่มักจะพูดเสมอว่า “ชอบติดสบาย” หรือภาษาวัยรุ่นยุคฮอร์โมนกำลังพุ่งก็จะพูดกันว่า “ขี้เกียจ” นั่นเองครับ คุณเคยถามตัวเองไหมว่า... • ทำไมฉันถึงไม่อยากลุกขึ้นมาทำอะไรใหม่ๆ แต่ทำไมฉัน จึงทำอะไรแบบเดิมๆ มาได้เป็นห้าปีสิบปี • ทำไมเวลาที่คุณเห็นคนอื่นเขาบ้าพลัง ชอบทำโน่นทำนี่ ตลอดเวลา คุณก็ได้แต่คิดในใจว่า “ปล่อยให้พวกบ้าพลังมัน ทำไป” ฉันก็มีความสุขตามอัตภาพของฉันดีอยู่แล้ว อย่ามายุ่ง กับฉันเป็นพอ


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 67 พลังของความรู้สึกสบายๆ ชิวชิว ไม่กดดัน ไม่ได้ลำบาก ไม่ต้องดิ้นรน เรียกว่าพอกินพอใช้ เที่ยวได้ตามอัตภาพ สิ่ง เหล่านี้ล่ะครับที่รวมเรียกมันว่า “โซนขี้เกียจ” (Comfort Zone) ที่มาเป็นกับดักอันน่ากลัวที่คอยฉุดรั้งคุณไว้จากความ สำเร็จ มีคนกล่าวไว้ว่า “A life of comfort will kill you silently : ชีวิตติดขี้เกียจจะฆ่าคุณอย่างช้าๆ” ช่างเป็น คำกล่าวที่น่ากลัวจริงๆ ครับ เหตุผลก็คือ เพราะคุณไม่อยาก เหนื่อยเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะทางร่างกายหรือจิตใจ ทั้งยังกลัวความ ไม่แน่นอน และคาดเดาไม่ได้ของการอยู่นอก “โซนขี้เกียจ” ดังนั้น คุณก็จะอยู่ในโซนนี้ไปเรื่อยๆ เพราะรู้สึกปลอดภัย แม้ว่าคุณจะ เบื่อบ้างเป็นบางครั้งก็ตาม คุณก็ยังไม่เริ่มลงมือทำอะไร ชีวิต คุณก็จะย่ำอยู่กับที่ อาชีพการงานก็ไม่ก้าวหน้า และอื่นๆ อีก มากมาย


68 คุณเคยได้ยินหรือมีคนบอกคุณไหมว่า ให้ก้าวออกมา จากพื้นที่สบายๆ บ้าง แล้วคุณจะพบอะไรใหม่ๆ ซึ่งอาจจะนำ คุณไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ก็เป็นไปได้ ทำไมคนสำเร็จจึงสำเร็จครับ เขาจะลุกขึ้นมาทำโน่นทำนี่ตลอดเวลา เพราะรู้ว่าความ สำเร็จที่จะได้มามันไม่ได้อยู่ในโซนนี้ เขาก็เลยออกไปหามันเอง ยอมเหนื่อย ยอมแลก ยอมถูกกดดัน และต่อสู้กับความกลัว ในใจ ทำไปตามแรงจูงใจที่เขามีต่อความสำเร็จ ต่อเป้าหมาย และพยายาม “ปรับตัวให้คุ้นเคยกับความไม่คุ้นเคย” “Get comfortable with being uncomfortable” เผื่อว่าวันหนึ่ง เขาอาจจะไปเจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นนอก “โซนขี้เกียจ” ก็ได้ ใครจะไปรู้ ผมมีความลับบางอย่างจะบอก เผื่อคุณจะได้มีแรงจูงใจ อยากสำเร็จบ้าง คนสำเร็จเขาก็มี comfort zone ครับ เพียงแต่ว่า ขนาด comfort zone ของเขามีพื้นที่ที่ใหญ่กว่า มากกว่าเท่านั้นเอง


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 69 สำเร็จไว Trick#10 ความขี้เกียจ คือศัตรูที่ร้ายกาจ ของความสำเร็จ ถ้าจะเป็นการเริ่มต้นที่ดี ก็ลองขยาย comfort zone ของคุณดูสักเล็กน้อยก่อนก็ได้ ลองสร้างแรงจูงใจตั้งเป้าหมาย แล้วลองทำอะไรใหม่ๆ ทีละเล็กทีละน้อย มันจะมีแรงผลัก เกิดขึ้นเพื่อให้คุณค่อยๆ ก้าวออกมา เรามาลองขยาย comfort zone ของเราไปพร้อมๆ กัน ครับ!


สมองและความสำเร็จ มนุษย์เกิดมาพร้อมกับสมองแห่งความสำเร็จ แต่ถูกปิดกั้นจากสิ่งต่างๆ รอบตัว สมองจะมีหน้าที่รับใช้คุณ ถ้าคุณเพียงแค่รู้วิธี และเข้าใจกลไกการทำงานของสมอง คุณพร้อมหรือยังที่จะลองหันมาควบคุมสมอง เพื่อความสำเร็จในสิ่งที่คุณต้องการ


1. ภาษาสมอง ตอนนี้ใครๆ ก็อยากเรียนเกี่ยวกับสมอง ว่ามันคืออะไร และทำงานอย่างไร รอยหยักในสมองจะมีผลต่ออนาคตและ ความสำเร็จของเราไหม เพื่อที่เราจะได้ฉลาดขึ้น และเราต้องรู้ เกี่ยวกับเส้นประสาทสมองด้วย ทั้งนิวรอน แอ็กซอน สมอง ส่วนหน้า ส่วนกลาง ส่วนหลัง อีกทั้งยังมีสมองซีกซ้าย ซีกขวา สมองส่วนช้า และสมองส่วนเร็วอีก สิ่งที่กล่าวมานี้เราได้เรียนกันมามากมาย แต่เราพอจะทราบ ไหมครับว่า สมองก็มีภาษาของเขาเอง เพื่อเก็บบันทึก ไม่ว่า ชนชาติใดในโลกนี้ ก็จะมีภาษาสมองเหมือนกันครับ


72 สมองจะรับข้อมูลผ่านตัวเราเข้ามาและเก็บไว้ในสมอง ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้าคือ ภาพที่ผ่านตา รสชาติที่ผ่านลิ้น กลิ่นที่ผ่านจมูก เสียงที่ผ่านหู และการสัมผัสที่ผ่านร่างกาย หากจะเปรียบเทียบให้เห็นกันชัดๆ ก็จะคล้ายๆ กับภาษา คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีเพียงแค่ 0 กับ 1 แต่พอเอามาผสมกัน หลายตัวหลายตำแหน่ง มันก็กลายเป็นสิ่งที่อลังการขึ้นมาทีเดียว ตา หู สัมผัส จมูก ปาก รูป เสียง รู้สึก กลิ่น รสชาติ


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 73 สมองก็เช่นกันครับ ถ้าบอกให้นึกถึงภาพกาแฟ คุณนึกถึง อะไร บางคนก็เห็นแก้วกาแฟสีขาวที่ยื่นออกไปรอน้ำกาแฟจาก เครื่องบด ได้ยินเสียงช้อนที่กระทบกับแก้วกาแฟตอนชง จนรู้สึก ได้ถึงไออุ่น ผ่านควันสีขาวที่ลอยละล่องขึ้นมาพร้อมกลิ่นหอม ของกาแฟ และรสชาติที่กลมกล่อมจับใจ สมองจะบันทึกคำว่า ‘กาแฟ’ เข้าสู่สมองในลักษณะนี้ ดังนั้นประสบการณ์เกี่ยวกับกาแฟของแต่ละคนไม่เหมือน กัน สมองก็จะบันทึกเอาไว้ไม่เหมือนกัน บางคนจะเห็นเป็น กาแฟกระป๋อง บางคนจะนึกถึงร้านกาแฟสตาร์บัค หรือบางคน ก็อาจนึกถึงไร่กาแฟเลยก็มี นี่เป็นเพียงแค่ภาพแบบเดียวนะครับ ผมยังไม่ได้พูดถึง เสียง สัมผัส กลิ่นและรส ซึ่งแต่ละคนย่อม เห็นไม่เหมือนกันแน่นอน นอกจากนี้ สมองจะเก็บข้อมูลไว้ในตำแหน่งเฉพาะเจาะจง มาก เหมือนไฟล์ในคอมพิวเตอร์ยังไงยังงั้นล่ะครับ เปิดเครื่อง เมื่อไหร่ก็เห็นเหมือนเดิม มันเป็นการผสมของภาพ เสียง สัมผัส กลิ่น รส กลายเป็นคำว่า ‘กาแฟ’ จนกว่ามันจะมีการแก้ไขและ บันทึกลงไปใหม่นั่นแหละครับ โครงสร้างภาษาสมองถึงจะเปลี่ยน


74 ยกตัวอย่างเช่น เมื่อก่อนเคยกินกาแฟดำแล้วขม เวลา พูดถึงกาแฟก็จะขมตลอด พอมาเจอกาแฟใส่นมผสมน้ำตาล รสชาติกลมกล่อม เราจะได้คำว่ากาแฟแบบใหม่ใส่เข้าไปใน สมอง ดังนั้น ภาษาพูดที่เราเรียนกันมา ล้วนเป็นคำที่ใช้ สื่อสารกับสมองถึงอารมณ์ความรู้สึกที่เกี่ยวกับคำนั้นๆ เช่น คำว่า ตำรวจ พ่อแม่ รถไฟ เครื่องบิน อกหัก รักคุด ล้มเหลว สำเร็จ ฯลฯ เมื่อคุณลองพูดคำเหล่านี้ออกมา มันมีภาพ เสียง สัมผัส อะไรเกิดขึ้นบ้าง ซึ่งภาพ เสียง สัมผัสเหล่านี้ จะเป็น ตัวกำหนดความรู้สึกเรากับสิ่งนั้นๆ เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้ว เราก็ สามารถสื่อสารกับสมองได้เลยว่า เราอยากให้มันเป็นอย่างไร เช่น บางคนเวลาพูดถึงคำว่า ‘งาน’ ก็ออกอาการหดหู่ ส่ายหน้าไปมา นั่นเป็นเพราะภาพที่เห็นคือ ทำงานดึก ตื่นเช้า เจ้านายด่า ค่าโอทีไม่มี หนีกลับก่อนก็ไม่ได้ แต่คุณก็เลือกได้นี่ว่า คุณอยากจะรู้สึกอย่างไร คุณคง ไม่อยากให้สมองบอกคุณอย่างเดียวใช่ไหมครับ ลองเปลี่ยน ภาพงาน เป็นภาพเงินเดือนเข้ามาทุกเดือน ภาพเจ้านายด่า เป็นภาพเจ้านายที่หวังดีกับเรา อย่างนี้สมองคุณก็จะให้คุณ รู้สึกดีกับคำว่า “งาน” ได้ครับ


สำเร็จไว Trick#11 ความหมายในภาษา เมื่อคุณสร้างมันขึ้นมาได้ คุณก็เปลี่ยนมันได้


76 2. ลบทิ้ง เหมารวม บิดเบือน คือหน้าที่ของเขาล่ะ สมอง คือเครื่องเก็บความจำขนาดใหญ่ เพื่อจะได้มี ข้อมูลเอาไว้ประมวลผล ซึ่งก็คล้ายๆ คอมพิวเตอร์นั่นแหละ ครับ เก็บข้อมูลเอาไว้ เวลามีคนป้อนชุดคำสั่งเข้าไป เขาก็จะ ประมวลผลข้อมูลที่มีอยู่และให้ผลลัพธ์บางอย่างออกมา ข้อมูลที่จะเข้าไปเก็บในสมองได้ ก็คือข้อมูลที่ผ่าน ประสาทสัมผัสทั้งห้า ภาพ เสียง สัมผัส กลิ่น รสชาติ พอ สมองเราได้ข้อมูลเหล่านี้แล้ว เขาจะต้องมีกระบวนการ 3 อย่าง ด้วยกันคือ


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 77 2.1) ลบทิ้ง (Delete) รู้ไหมครับว่า ใน 1 วินาทีจะมีข้อมูลเข้าสู่สมองเรา มากมายมหาศาลเป็นล้านบิทต่อวินาที ลองนึกถึงภาพที่มีคน หลายคนช่วยกันส่งปากกาให้คุณ ประมาณ 2,000,000 แท่ง ต่อวินาที คุณจะใช้มือรับได้กี่แท่งครับ ตามทฤษฎีแล้วเขาบอก ว่า เรารับได้เพียงแค่ 134 แท่งเท่านั้นเอง ที่เหลือสมองก็จะ จัดการลบทิ้งหมด ถ้าไม่เชื่อคุณลองไปฟังใครพูดก็ได้สักห้านาที แล้วลองพูด ให้เหมือนเขาเป๊ะเลย รับรองเอาพุงเป็นประกัน คุณไม่สามารถ จำคำพูดเขาได้ทั้งหมดหรอกครับ เพราะจะจำได้บางคำที่สมอง คุณเลือกเท่านั้น เหตุผลที่จำไม่ได้ ก็เพราะมันรกสมองไงครับ สมองคุณก็เลยจัดการลบมันทิ้งไปซะ


78 2.2) เหมารวม (Generalize) เมื่อสมองทำการลบข้อมูลส่วนมากทิ้งไปและรับเอา ข้อมูลส่วนน้อยเข้ามา สมองก็จะเอามาตีความเหมารวมเป็น ข้อมูลเบื้องต้นให้คุณก่อนที่จะนำมันออกไปใช้ ปัญหาก็คือว่า ไอ้ข้อมูลส่วนน้อยนี่แหละ ไม่ได้เป็นข้อมูลที่เป็นจริง หรือเป็น ข้อมูลที่ถูกต้องเสมอไป หากแต่เป็นข้อมูลที่คุณเลือกรับเข้ามา เอง อย่างเช่น คุณไปกินอาหารตามสั่งที่ร้านข้างทาง แล้ว เกิดท้องเสียตอนกลางคืน คุณก็เหมารวมไปเลยว่า “ร้านอาหาร ข้างทางทุกร้านไม่สะอาด” โดยที่คุณไม่ได้เลือกเอาข้อมูลอื่น มาดู ซึ่งก็คงมีอีกหลายเหตุการณ์ที่คุณเหมารวมไปหมด ไม่ว่า จะเป็น... ผู้ชายไทยเจ้าชู้ ภาษาอังกฤษยาก คนรวยมักเห็นแก่ตัว เป็นต้น


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 79 2.3) บิดเบือน (Distort) ข้อนี้มีผลต่อเนื่องมาจากการเหมารวมของคุณ จนกลาย เป็นรูปแบบความเชื่อในสมองไปแล้ว ทำให้คุณมองโลกในแบบ ของคุณ ซึ่งมันก็ไม่ใช่โลกแห่งความเป็นจริงซะทีเดียว เช่น ถ้า คุณเหมารวมว่า ผู้ชายมักจะเจ้าชู้ คุณก็จะมองผู้ชายทุกคน ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตคุณว่าเจ้าชู้ อันนี้สมองก็จะบิดเบือนข้อมูลจริงให้เข้ากับรูปแบบความ เชื่อของคุณ ขอบอกเอาไว้เลยว่า สมองมีเรดาร์ครับ คุณเชื่อ อย่างไร คุณก็จะเห็นอย่างนั้น เช่น ถ้าคุณเชื่อว่าคนนี้เป็นคน ไม่ดี คุณก็จะเห็นแต่พฤติกรรมไม่ดีของเขา สมองคุณก็จะ พยายามหาเหตุการณ์มาสนับสนุนในสิ่งที่คุณเชื่อ ซึ่งบางครั้ง มันอาจจะไม่ใช่อย่างที่คุณเห็นก็ได้


80 สำเร็จไว Trick#12 แม้สมองถูกเสมอ แต่เราควบคุมสมองได้ ถ้าลองมาผูกโยงกันดูก็จะเห็นชัดเลย เช่น มีครั้งหนึ่ง คุณจับได้ว่าแฟนเก่ายังคุยกับแฟนเก่าของเขาอยู่ ทำให้คุณ โมโหมากและเชื่อว่า ผู้ชายต่อให้มีแฟนใหม่ ก็ยังมีเยื่อใยกับ แฟนเก่าอยู่ดี (เหมารวมครับ) เรื่องนี้คุณยอมไม่ได้ ก็เลยเลิกกับ แฟนเก่าไป จากนั้นคุณก็ไปมีแฟนใหม่ และดันไปรู้ว่าแฟนใหม่ คุณก็ต้องมีแฟนเก่า ก่อนที่เขาจะมาเจอแฟนใหม่ซึ่งก็คือ คุณ และต่อให้แฟนใหม่เอาอกเอาใจคุณดีขนาดไหน (ข้อมูลนี้ถูก ลบทิ้งครับ สมองคุณไม่เลือกที่จะเอาไปเก็บ เพราะไม่ใช่สาระที่ คุณให้ความสนใจ) คุณก็ระแวงว่าแฟนใหม่จะต้องแอบไปคุยกับ แฟนเก่าแน่ๆ เพราะเรื่องทำนองนี้ มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วกับ แฟนเก่าของคุณ คราวนี้ เวลาคุณเห็นแฟนใหม่เดินออกไปคุยโทรศัพท์ใน ที่เงียบๆ คนเดียว หรือพอคุณโทร.ไปหา เขาก็ไม่รับสาย คุณก็ ตีความเลยว่า แฟนใหม่คุณต้องแอบไปคุยกับแฟนเก่าอยู่แน่ๆ (ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า แต่สมองคุณบิดเบือนความหมายของ เหตุการณ์ไปแล้ว) และคุณก็จะคอยเก็บเอาเหตุการณ์นี้แหละ มาเป็นตัวยืนยัน “ความเชื่อของตัวเอง” คุณก็จะมีคำพูด ติดปากเสมอว่า “เห็นไหมล่ะ ฉันดูผิดไปซะที่ไหน” (จะบอกว่า ดูผิดครับ ที่แฟนใหม่คุณไปคุยโทรศัพท์เงียบๆ นี่ เขาอาจจะ


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 81 สำเร็จไว Trick#12 แม้สมองถูกเสมอ แต่เราควบคุมสมองได้ แอบไปแทงพนันบอลก็ได้ครับ แต่กลัวคุณจะรู้ ส่วนที่คุณโทร. ไปหาแต่ไม่รับสายนั้น เขาเมาค้าง นอนยังไม่ตื่นจริงๆ ครับ) เห็นไหมครับว่า ในเรื่องของสมองถ้ารู้ไม่ทันเขาล่ะก็ เขา ก็จะสร้างอะไรๆ ให้เราตลอดเวลา สุดท้ายแล้ว ก็จงพึงระวัง ไว้เสมอว่า…“ไม่ว่าคุณจะคิดยังไง สมองก็ถูกเสมอสำหรับ คุณ” ครับ


82 3. “สมอง” เครื่องจับคู่ให้ความหมาย สมอง คืออวัยวะที่บอบบางมากๆ และมีน้ำหนักเพียงแค่ กิโลฯ กว่าๆ เท่านั้นเอง แต่เชื่อไหมครับว่า หน้าที่ของเขายิ่งใหญ่ อลังการมาก เพราะเขาทำหน้าที่ควบคุมความเป็นไปของมนุษย์ ตั้งแต่เด็กจนแก่ตายไปนั่นแหละครับ คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าสมอง คือ อวัยวะสำคัญที่สุด สำหรับมนุษย์ สำคัญ ไม่สำคัญ ลองดูก็ได้ครับ ลองเดินไปบอก ใครสักคนดูว่า “ในหัวเธอน่ะ สมองมีไหม” “ในหัวมีแต่ขี้เลื่อย หรือไง สมองน่ะหายไปไหน” เชื่อขนมกินได้เลย ร้อยทั้งร้อย ถ้าคนที่ถูกถามแบบนั้นถ้าไม่โกรธคุณแสดงว่า สมองไม่สำคัญ สำหรับเขา (ไม่ต้องลองจริงนะครับ เพราะอาจมีการเจ็บตัว เป็นของแถม)


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 83 ลองนึกภาพดูครับว่า หากมนุษย์ไม่มีสมองในหัวแล้ว คงจะมีมนุษย์รูปแบบใหม่ที่เราอาจจะนึกภาพไม่ออกกันเลยก็ได้ ถ้าสมองสำคัญขนาดนี้ มีใครเคยสังเกตการทำงานของเขา บ้างไหม ถ้าลองสังเกตดูดีๆ คุณจะเห็นว่าเขาทำงานได้อย่าง น่ามหัศจรรย์มาก ในทุกๆ เหตุการณ์ที่เราเห็นและรับรู้ภายนอก ไม่ว่าจะเป็นคนเดิน คนวิ่ง รถติด เล่นกีฬา อุบัติเหตุ เจ้านายด่า ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า สิ่งเหล่านี้แหละสมองจะคอยประมวลผลและ ให้ความหมายต่อเหตุการณ์นั้นๆ ตลอดเวลา และเขาก็จะไป เชื่อมโยงเหตุการณ์นั้นกับข้อมูลภายในบางอย่างในหัวสมองเรา ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ ความเชื่อ หรือความทรงจำในอดีต ที่เราเก็บไว้ แล้วตีความหมายออกมาในเชิงดี ไม่ดี ชอบ ไม่ชอบ ถ้าเปรียบเทียบดู สมองก็เหมือนเครื่องจักรที่ทำหน้าที่ คอยจับคู่เชื่อมโยงเหตุการณ์ภายนอกเข้ากับข้อมูลภายใน นั่นเอง (Brain is a connecting machine) จับคู่แล้วจะ ตีความหมายออกมา ยกตัวอย่างเช่น ดอกไม้ เท่ากับ สวยงามและหอม เงิน เท่ากับ ความสุขแต่หายาก เพื่อน เท่ากับ มีเยอะตอนเมาเหล้า แต่ถ้าหากสมองเชื่อมโยงไม่ได้ และให้ความหมายไม่ได้ เราจะมีอาการหงุดหงิดครับ


84 หรือถ้าเป็นเหตุการณ์ที่สมองจะเชื่อมโยงความหมายให้ อย่างเช่น คุณเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง หน้าท้องยื่นพอสมควร เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าพอดี ขณะที่คุณนั่งอยู่บนรถไฟฟ้าที่ แน่นมาก สมองคุณจะบอกว่า ผู้หญิงคนนี้ท้องแน่นอน ถัดมา สมองก็ให้ความหมายอีกว่า นั่งต่อไม่ได้นะ เพราะผิดมารยาท สังคม ว่าแล้วคุณก็ลุกขึ้นพร้อมผายมือเชิญให้เธอนั่งตาม มารยาท “เชิญคนท้องนั่งได้เลยครับ” เธอหันมามองคุณอย่าง ตะลึงและไม่คิดว่าจะมาเจอคนแบบนี้ในสังคมกรุงเทพฯ พร้อมกับ พูดอย่างเขินๆ ว่า “หนูอ้วนเฉยๆ ค่ะ ไม่ได้ท้อง” แล้วอย่างนี้ สมองคุณให้ความหมายว่าอย่างไรครับ สำเร็จไว Trick#13 สมองจะประเมินความหมาย ในทุกเหตุการณ์ และคุณเลือกได้ว่า จะให้ความหมายมัน ว่าอย่างไร


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 85 4. “ความเจ็บปวด” และ “ความพึงพอใจ” คือแรงขับ ทำไมสมองต้องคอยให้ความหมายเหล่านั้นด้วย เหตุผล ก็คือว่าเพื่อที่เราจะได้ตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไรบางอย่าง และ การที่ ‘ทำ’ หรือ ‘ไม่ทำ’ นี่ล่ะครับ มันเริ่มมาจากการที่สมอง ต้องจัดการตีความเหตุการณ์ให้เสร็จสรรพว่ามันหมายความว่า ยังไงก่อน โดยหลักการตีความของสมองก็ง่ายๆ ครับว่า เหตุการณ์นี้ หมายความกับเราว่ายังไง มันเป็น “ความเจ็บปวด” (pain) หรือเป็น “ความพึงพอใจ” (pleasure)


86 เมื่อตีความได้แล้ว สมองจะคอยบอกเราต่อทันทีว่าไม่ว่า จะทำอะไรก็ตาม “ให้หลีกเลี่ยง Pain นะ หรือให้ทำอะไรก็ได้ ที่เธอรู้สึก Pleasure เสมอ” แล้วเราก็จะแสดงพฤติกรรม บางอย่างออกมาเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดและยอมรับ ความพึงพอใจ (avoid pain and gain pleasure) ตลอดเวลา ครับ ลองนึกภาพดูนะครับ สมมุติว่า ถ้ามีสาวโสดคนหนึ่ง กำลังยืนรอรถไฟฟ้าอยู่คนเดียว แล้วมีชายหนุ่มคนหนึ่งหน้าตาดี เดินเข้ามาแนะนำตัวกับหญิงสาวคนนี้อย่างสุภาพ แต่แอบ ประหม่านิดๆ พร้อมกับขอเป็นเพื่อนใน Facebook ในกรณีนี้ คุณจะให้ความหมายว่ายังไงครับ •ถ้าสมองคุณให้ความหมายว่า “เย้ โคตรโชคดีเลย มีคนหล่อน่ารักมาจีบฉันด้วย โอกาสลงจากคานมาถึงแล้ว” (Pleasure) •ถ้าคุณไม่ให้ที่อยู่ Facebook เขาไป โอกาสอาจไม่มี อีกแล้ว (Pain) •คุณก็เลยให้ไปทั้ง Facebook เบอร์โทร. อาจจะแถม Line ID ให้เขาไปด้วย กันพลาด (Pleasure)


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 87 แต่ถ้าคุณให้ความหมายว่า... •“ไอ้ผู้ชายบ้ากาม หน้าด้าน เจ้าชู้ประตูดิน กลางวัน แสกๆ ยังกล้า” (Pain) •ถ้าคุณให้ Facebook หรือเบอร์โทรศัพท์ไปคุณต้อง เดือดร้อนในภายหลังแน่ๆ ถ้ายุ่งเกี่ยวกับเขา (Pain) •คุณก็อาจจะทำเมินเฉย หรืออาจส่งสายตาจิกผู้ชาย คนนั้นไป พร้อมกับพูดว่า “ขอโทษค่ะ ไม่สะดวกค่ะ” (เพราะ คุณคิดว่าคุณเป็นคนมีมารยาท) แล้วอาจจะทำเป็นไม่สนหรือ เดินหนีไป (Pleasure) หรือลองนึกถึงเหตุการณ์อื่นเล่นๆ ก็ได้ครับ เช่น ตกงาน เจ้านายตำหนิ แฟนให้ของขวัญวันเกิด สมองคุณจะให้ความ หมายกับเหตุการณ์เหล่านี้ว่ายังไง แล้วคุณมีการกระทำอย่างไร ต่อเนื่องมาจากการที่สมองตีความให้คุณบ้าง คุณจะสังเกตว่า สมองบงการคุณอยู่ตลอดเวลาครับว่า ให้เลือกทำสิ่งที่คุณ พึงพอใจ (pleasure) และให้หนีห่างความเจ็บปวด (pain) อยู่เสมอครับ


88 ผมพูดไม่ผิดครับ สมองบงการคุณตลอดเวลา น่ากลัว แล้วใช่ไหมครับ เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้ว เราก็สามารถใช้ประโยชน์ โดยการบงการสมองกลับไปได้ โดยเฉพาะการตั้งเป้าหมาย อันนี้ จะมีประโยชน์มากๆ เลย คุณก็แค่จัดการใส่ Pain เข้าไปเยอะๆ ถ้าคุณทำไม่สำเร็จ และก็ใส่ Pleasure เข้าไปเยอะๆ เมื่อคุณ ทำสำเร็จ อย่างเช่น บางคนอยากลดน้ำหนัก แต่ลดไม่ได้สักที ลองใส่ Pain ดูครับ เช่น - ถ้าฉันอ้วนมาก ฉันจะดูน่าเกลียด - ใส่ชุดเที่ยวเท่ๆ ไม่ได้ - เหนื่อยง่าย - โรครุมเร้า - ตายเร็วแน่ๆ - หาแฟนไม่ได้ ตื่นมาตอนเช้าตกใจใบหน้าตัวเองที่อืดเป็นกะละมัง อยู่หน้ากระจก (ผู้เขียนเคยเป็นเอง ฮ่า ฮ่า)


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 89 เสร็จแล้วลองมาใส่ Pleasure เยอะๆ เช่น •ถ้าฉันผอมกว่านี้สัก 10 กิโลฯ ฉันจะเป็นคนที่มีรูปร่าง ดีมาก • ได้ใส่เสื้อผ้าเท่ๆ ดูดี ทันสมัยตลอดเวลา และฉันก็จะ เป็นจุดเด่นที่ใครๆ ก็ชอบมอง •ฉันจะมีสุขภาพดี แข็งแรง ใบหน้ามีเลือดฝาด จน กระทรวงสาธารณสุขแทบจะมาเชิญให้ไปเป็นทูตสุขภาพดี • มีคนมาชอบฉันเยอะแยะไปหมด คราวนี้ลองมาดูกันว่า จากความหมายที่เราให้ไปทั้ง Pain และ Pleasure จะมีผลต่อการกระทำและพฤติกรรมของเรา อย่างไร ลองไปทำดูนะครับ อะไรที่อยากทำแล้ว แต่ทำ ไม่สำเร็จ คงสำเร็จได้ก็คราวนี้แหละครับ อยากสำเร็จไว คุณต้องมีความเจ็บปวดมากพอ หากไม่ลงมือทำ และต้องสร้างความพึงพอใจให้มากพอที่จะลงมือทำมัน เมื่อคุณมีความพึงพอใจมากพอ คุณจะลงมือทำ แบบที่เรียกว่า “สุดแรงเกิด” เลยทีเดียว


90 สำหรับเทคนิค “หลีกหนีความเจ็บปวด” และ “แสวงหา ความพึงพอใจ” ผมนำมาใช้ตลอดเวลาและให้ผลลัพธ์ทันที โดยเฉพาะถ้างานยากขึ้น ท้าทายขึ้น ผมจะหาความพึงพอใจ ของผลลัพธ์ที่ผมจะได้ก่อน และจะคิดต่อไปว่า ถ้าหากไม่สามารถ ทำได้แล้วจะเกิดอะไรขึ้น และความเจ็บปวดก็จะตามมา ไม่ว่า จะเป็น คนอื่นจะดูถูก เพื่อนหัวเราะเยาะ จะบอกพ่อกับแม่ว่ายังไงถ้าล้มเหลว นึกถึงอนาคตของตัวเองที่ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ หรือร้ายแรงถึงขั้นสมเพชตัวเอง ย้อนกลับไปเมื่อสมัยวัยเด็ก หากไปถามรุ่นลุงรุ่นป้า แถวบ้านของผม คุณอาจจะตกใจแทบตกเก้าอี้ เพราะว่าสุดยอด แห่งความเกเรคือผมนี่เอง ตำแหน่งหนีเรียนที่หนึ่งของตำบล ผมจำได้ว่า คุณพ่อขับรถไปส่งที่โรงเรียน 7 โมงครึ่ง ยังไม่ทัน เข้าแถวเคารพธงชาติ ผมจะหายตัวไปเรียบร้อยแล้วครับ ผมเป็นทั้งหัวหน้าแก๊ง ยิงนก ตกปลา รวมถึงหนีเที่ยว แต่พอโตขึ้น นิสัยผมได้เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะ แม่ครับ


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 91 แม่ฉลาดที่จะใส่ความเจ็บปวดบางอย่างไว้ในสมองผม ท่านพาผมไปทำงานที่ไร่ด้วย แดดก็ร้อน เหงื่อแตกพลั่กๆ ทั้ง เหนื่อย ทั้งหิวข้าว มันเป็นภาพที่แสนจะทรมาน แม่บอกว่า “แม่ไม่มีสมบัติอะไรจะให้ลูกนะ นอกจากไร่อ้อยไร่มันพวกนี้ ถ้าลูกไม่ตั้งใจเรียน ไม่เรียนให้เก่งๆ ก็คงต้องออกมาช่วยแม่กับ พ่อทำไร่กันตามประสานะลูกนะ” เมื่อผมเห็นครอบครัวยากจน และรู้สึกเข็ดขยาดต่อความจน ในหัวสมองคิดแต่ว่า หัวเด็ดตีนขาดก็จะไม่ยอมทำไร่อย่างนี้ เพราะมันลำบากมาก ตั้งแต่นั้นมาผมก็ขยันเรียนเป็นบ้า เป็นหลัง และสาบานกับตัวเองว่า จะต้องเรียนเก่งให้ได้ ผม อ่านหนังสือเยอะมากจนหมดทุกเล่มในห้องสมุดโรงเรียน รู้แต่ ว่าถ้าเรียนเก่งแล้วจะไม่ลำบากแน่นอน ถ้าผมขี้เกียจเมื่อไหร่จะนึกถึงความลำบาก พอนึกถึงตรงนี้ โอ้โฮ...ไม่รู้ว่าเรี่ยวแรงมหาศาลมันมาจากไหน ผมกลายเป็น คนบ้าเรียนและอ่านหนังสือทุกประเภททุกเล่มที่เจอ ไม่เว้น แม้กระทั่งถุงกล้วยทอด


92 จำได้ว่าตอนอยู่มัธยมปลาย ผมเรียนได้เกรดไม่ค่อยดี โอกาสที่จะสอบติดมหาวิทยาลัยน้อยมาก ผมอ่านหนังสือข้ามวัน ข้ามคืนเป็นเดือนๆ เพื่อไปสอบแข่งขัน (เพิ่งจะมาอ่านตอน ใกล้สอบ) เพราะผมบอกสมองผมว่า ยอมลำบากอดนอนตอนนี้ ดีกว่าไปลำบากในภายหน้า นึกถึงอนาคตเข้าไว้ ผลปรากฏว่า ผมสอบติดครับ ยิ่งสมัยตอนผมเรียนมหาวิทยาลัย ผมต้องกู้เงินเรียน เพราะที่บ้านไม่มีเงินส่ง ตอนนั้นผมต้องรับจ้างทำงานทุกอย่าง เพื่อไม่ให้ที่บ้านเดือดร้อน จำได้ว่าค่าหน่วยกิตประมาณ 7,000 บาท เงิน 7,000 บาท เยอะมากสำหรับผม และพอดีที่ มหาวิทยาลัยมีกฎออกมาว่า ถ้านักศึกษาคนใดเรียนได้เกรดเอ 5 วิชาในเทอมใด เทอมถัดไปไม่ต้องเสียค่าหน่วยกิต วินาทีนั้น ตาผมลุกวาว ผมวางแผนเลยครับ ลงเทอมละ 7 ถึง 9 วิชา กันพลาด กะว่าให้ได้เอ 5 ตัว ที่เหลือไม่ตกเป็นพอ เพราะถ้า ลงแค่ 5 วิชามันเสี่ยงเกินไป


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 93 สำเร็จไว Trick#14 เมื่อคุณตัดสินใจทำอะไร แสดงว่าคุณพอใจ ที่จะทำสิ่งนั้น ผมทุ่มเทอ่านหนังสืออย่างหนัก เพื่อนที่เรียนเก่งๆ เขา อ่านรอบเดียวก็ได้ A แล้ว แต่ผมรู้ตัวเองดี ถ้าอ่านรอบเดียว ได้ C หรือ D+ มากินแน่ๆ ก็เลยวางแผนเริ่มอ่านก่อนสอบ อย่างน้อยเดือนครึ่ง ทุกวันจะนึกถึงเงิน 7 พันบาท และภาพ ที่ตัวเองต้องกลับไปทำไร่เท่านั้นครับ ผมจะอ่านตั้งแต่สองทุ่ม ยันตีห้าเกือบทุกวัน ดื่มกาแฟกันง่วงซื้อแบบผงมาชงเอง ไม่ใส่ น้ำตาล นม เอาแบบดำๆ เข้มๆ เพราะประหยัดเงิน ถ้ายัง ง่วงอยู่ไม่ทันใจ ผมก็ตักผงกาแฟใส่ปากเลย (ช่างทำไปได้) ผล เป็นอย่างไรทราบไหมครับ ผมก็ได้เอ 5 ตัวมาเกือบทุกเทอม นี่คือผลลัพธ์ “หลีกหนีความเจ็บปวด” และ “แสวงหา ความพึงพอใจ” ที่ผมใช้โดยไม่รู้ตัว แต่ได้ผลชัดเจนครับ จาก เด็กไม่เอาถ่านกลายเป็นเด็กเกรด A จนเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตผม เลยทีเดียว


94 5. แผนที่สมอง ตัวกำกับความเป็นไปของมนุษย์ ถ้าคุณเคยกางแผนที่กรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเปิดจากหนังสือ หรือหาได้จาก Google Map ก็คงพอจะดูออกว่า ตึกนี้อาคารนี้ อยู่ที่ไหน ถนนอะไร ทิศไหน คุณก็พอจะคลำทางไปได้ใช่ไหม ครับ แต่ถ้าคุณนำแผนที่นี้ไปใช้เดินทางในปารีสหรือลอนดอน หรือไม่ต้องไปไกล เอาแค่เชียงใหม่พอ แต่คุณสามารถเดินทาง ได้ถูกต้อง ผมว่ามันต้องเป็น “พรจักรวาล” (ยิ่งใหญ่กว่า พรสวรรค์) อย่างมาก คุณเชื่อไหมว่า มีคนพยายามใช้แผนที่แบบนี้อยู่ตลอด เวลา แผนที่ที่ว่านี้ก็คือ “แผนที่สมอง” (Map of the world) คือรูปแบบการมองและเข้าใจโลกที่ซ่อนอยู่ภายในตัวเรา ที่ถูก สร้างขึ้นมาเก็บไว้ในสมองนั่นเองครับ


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 95 อันที่จริงคนเราทุกคนมีแผนที่ของตัวเองซ่อนอยู่ในสมอง นี่แหละครับ ที่เป็นเครื่องมือในการดำเนินชีวิตตั้งแต่ตื่นเช้า ขึ้นมา ยันเข้านอน ซึ่งแผนที่อันนี้ คนเราใช้ตอบสนองต่อ เหตุการณ์ต่างๆ รอบตัวเรา ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่คนสองคน พบเหตุการณ์เดียวกัน อีกคนมีความสุข แต่อีกคนมีความทุกข์ หรือเมื่อเราทำสิ่งเดียวกัน ก็จะมีบางคนสำเร็จ บางคนล้มเหลว นั่นก็เป็นเพราะพวกเขามีแผนที่สมองที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คำถามก็คือว่า... แล้วแผนที่ในสมองถูกสร้างมาได้อย่างไร แล้วเราใช้งานมันอย่างไรได้บ้าง คำตอบก็คือ ตัวแผนที่นี้ถูกสร้างจากประสบการณ์ตรง ของเราตั้งแต่เด็ก เหมือนเราเคยถูกน้ำร้อนลวกตอนเด็ก เวลา เราเห็นน้ำกำลังเดือด เราก็คงไม่เอามือไปจุ่มเล่นใช่ไหมครับ เพราะแผนที่ในสมองบอกเราว่า “น้ำเดือด = ร้อน = อันตราย” หรือจะเป็นรักแรก อกหัก เสียใจ อะไรก็ตาม ที่เราเจอด้วยตัวเอง เราก็จะสร้างแผนที่ในสมองเกี่ยวกับ เหตุการณ์นี้เอาไว้


96 นอกจากนี้ แผนที่ในสมองยังถูกสร้างจากประสบการณ์ ทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นคนรอบตัวที่พร่ำสอนเรามา ทั้งพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ครูอนุบาล ครูประถม ครูมัธยม และหนังสือที่เรา อ่าน เช่น “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” หรือ “มีเงินให้นับเป็นน้อง มีทองให้นับเป็นพี่” “ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน” ถ้าเราเชื่อ และทำตาม เราก็ได้แผนที่คล้ายต้นฉบับมา แต่ถ้าเราดื้อต่อต้าน คำสอนเหล่านี้ เราก็จะมีแผนที่ที่แตกต่างจากฉบับเดิมไปเลย (สมัยนี้ facebook มีส่วนอย่างมากในการสร้างแผนที่ในสมอง ครับ) ประสบการณ์เหล่านี้ล่ะครับ ตั้งแต่เล็กจนโตที่หล่อหลอม ขึ้นมา ผ่านกระบวนการสมองที่ทำการลบข้อมูลทิ้ง เหมารวม และบิดเบือน จนกลายเป็นแผนที่ในชีวิตเรา ซึ่งประกอบไปด้วย • ความเชื่อ (Belief) ที่เรามี • คุณค่าที่เรายึดถือ (Value) เช่น เงิน ความรัก ครอบครัว ความสำเร็จ • ทัศนคติของเราต่อสิ่งต่างๆ (Attitude) ว่าดีหรือไม่ดี อย่างไร


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 97 •ลักษณะเฉพาะของตัวเราเอง (Identity) ไม่ว่าจะเป็น คนสนุกสนาน จริงจัง อ่อนโยน เข้มแข็ง • ภาษา (Language) ที่เรารับรู้และเข้าใจ ไทย อังกฤษ เพราะหรือหยาบคาย ที่กล่าวมานี้ล้วนมีผลต่อลักษณะแผนที่ของคนเราทั้งนั้น สิ่งเหล่านี้ได้ผสมผสานกันเป็น “แผนที่สมอง” (Map of the World) ของเราเอง ซึ่งในโลกนี้ไม่มีใครเหมือนเราอีกแล้ว สำเร็จไว Trick#15 คุณไม่สามารถใช้แผนที่กรุงเทพฯ ไปเดินที่ลอนดอนได้ถูกต้องฉันท์ได คุณก็ไม่สามารถใช้แผนที่ชีวิตคุณ ไปเดินในชีวิตคนอื่นได้ถูกต้องฉันท์นั้น


98 6. แผนที่ไม่ใช่พื้นที่จริง คำถามต่อมาก็คือว่า แล้วแผนที่สมองที่ว่านี้ จะนำไป ใช้งานอย่างไร ให้ลองนึกถึงภาพแผนที่นะครับ สมมุติว่าคุณจะไปในที่ที่ ไม่คุ้นเคย คุณก็ดูทิศทางก่อนว่าจะไปทางไหน ต้องผ่านสถานที่ใด อาคารอะไร เลี้ยวมุมไหน บางคนไม่รีบร้อน ก็เลือกเดินไปเรื่อยๆ ชมวิวทิวทัศน์สองข้างทาง บางคนไม่อยากเสียเวลา ก็จะมองหา ทางลัด แต่เขาทั้งสองก็ไปถึงจุดหมายเหมือนกัน เพียงแต่ว่า จะช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง แผนที่นี้จะถูกใช้โดยสองส่วนด้วยกันคือ หนึ่ง “ตัวแผนที่เอง” สองคือ “คนถือแผนที่”


Click to View FlipBook Version