ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 149 2. ใส่ความเชื่อ การที่เราจะทำอะไรสำเร็จหรือไม่สำเร็จนั้น ความเชื่อ (Belief) มีผลอย่างมากถึง 80% ดังนั้นการเริ่มต้นที่ดี คุณ ต้องหาความเชื่อที่สนับสนุนเป้าหมายของคุณได้ เพราะการ เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่งครับ ก่อนอื่นก็ต้องมาทำความเข้าใจกันว่า ความเชื่อคืออะไร “ความเชื่อ คือความรู้สึกที่แน่นอน สำหรับความหมายที่เราให้ไว้กับบางสิ่งบางอย่าง” “Certain feeling about what something mean” ความเชื่อเหล่านี้ มันเกิดมาจากประสบการณ์ที่เราเจอ แล้วให้ความหมายกับเหตุการณ์นั้น และเลือกรับเข้ามาใน ชีวิตเรา
150 ในชีวิตของคนคนหนึ่ง การจะทำอะไรก็ตาม เราทำไป ตามความเชื่อของเรา เช่น ถ้าเราเชื่อว่าหน้าขาวใสปิ๊งจะดึงดูด เพศตรงข้าม หรือเพศเดียวกัน เราก็จะเสาะหาครีมหน้าขาว หน้าเด้งมาใช้กัน แต่เผอิญถ้าเราเกิดมาผิวสีแทน ต่อให้เอาอะไร มาขัดทั้งหน้า ก็ไม่มีทางขาวเป็นแน่แท้ อันนี้แสดงว่าความเชื่อ ไม่สนับสนุนเราแล้ว เราอาจจะต้องเปลี่ยนทัศนคติใหม่ให้เป็น บวก มองว่าผิวสีแทนก็ดูดีมีเสน่ห์ไปอีกแบบ หรือเชื่อว่าการทำงานให้หนักจะนำไปสู่ความสำเร็จอัน ยิ่งใหญ่ ถ้าอยากสำเร็จก็ทำตามความเชื่อเรา แต่เหตุผลที่เรา ไม่ลงมือทำ เพราะเชื่อว่าทำงานหนักมันจะเหนื่อย ซึ่งเราก็ ไม่อยากเหนื่อย จนบางคนถอดใจไปเลยก็มี ยิ่งทำให้ความ สำเร็จห่างไกลออกไปอีก ฉะนั้นการที่เราจะมี “ความเชื่อของความสำเร็จ” ได้นั้น เราต้องเริ่มจากการสำรวจตัวเอง โดยความเชื่อมีหลายประเภท ดังต่อไปนี้
ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 151 2.1) ความเชื่อเกี่ยวกับชีวิต (Global Belief) ข้อนี้เป็นความเชื่อที่กว้างๆ แต่มีผลต่อการคิดและตัดสินใจ มากทีเดียว เช่น ชีวิตคือการเดินทาง ชีวิตคือการต่อสู้ ชีวิตคือการแข่งขัน ชีวิตคือการค้นหาความหมาย ลองคิดดูนะครับว่า ด้วยความเชื่อแบบนี้ คนคนนี้จะ ใช้ชีวิตอย่างไร ถ้าเขาเชื่อว่าชีวิตคือการเดินทาง คุณว่าเขาจะ เดินทางไปไหนบ้างและจบลงที่ใด ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องงาน ถ้าเขาเชื่อว่าชีวิตคือการต่อสู้ ก็คงต้องดูว่า เขาสู้กับ อะไรอยู่ และจะสู้ไปถึงเมื่อไหร่ ถ้าเขาเชื่อว่า ชีวิตคือการค้นหาความหมาย คุณว่าเขา จะเจอเมื่อไหร่ครับ เขาก็คงค้นหาความหมายต่อไปเรื่อยๆ
152 2.2) ความเชื่อเกี่ยวกับความสำเร็จ (Success Belief) ข้อนี้ให้ลองนึกถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือความสำเร็จใด ก็ตาม แล้วมาดูว่า มีชุดคำพูด สุภาษิต คำคมต่างๆ ของคนที่ มีชื่อเสียงหลายคนที่เคยกล่าวไว้ แล้วเรามีความเชื่อเกี่ยวกับ คำคม คำพูด สุภาษิตเหล่านี้อย่างไร ความเชื่อนั้นทำให้เราดีขึ้น หรือเปล่า ดังตัวอย่างประโยคนี้ครับ “ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น” ถ้าคุณรู้สึกว่าความพยายามมันเหนื่อย คุณคิดว่าตัวเอง จะอยากทำอะไรเพื่อความสำเร็จไหม หรือจะเป็นความเชื่อแบบคำพูดของคนดัง ที่บอกต่อกัน มาที่คุณเชื่อว่าจริง เช่น “ความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ” แล้วเผอิญคุณเป็นพวกกลัวความล้มเหลว คุณคิดว่าคุณ จะกล้าลงมือทำอะไรไหมครับ
ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 153 2.3) ความเชื่อเกี่ยวกับตัวเอง (Identity Belief) ความเชื่อข้อนี้ มีความสำคัญมากเพราะมันเป็นตัวสร้าง ตัวตนคุณขึ้นมาจนเป็นคุณในวันนี้ จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่คุณ ประสบมา จนสรุปออกมาว่านี่แหละคือ “ฉันนั่นเอง” เช่น ฉันคือคนที่โชคร้าย (ทำอะไรก็ล้มเหลว) ฉันคือคนขี้เกียจ ฉันคือคนผัดวันประกันพรุ่ง ฉันคือคนไม่เอาไหน คนที่สรุปตัวเองออกมาแบบนี้คุณคิดว่า เขาจะประสบ ความสำเร็จไหมครับ ในทางกลับกันหากเขาเชื่อว่า... ฉันคือคนที่โชคดีสุดๆ ฉันคือคนที่เก่งมากๆ ฉันคือคนโคตรขยัน คุณว่าผลลัพธ์ในชีวิตของคนเหล่านี้จะออกมาอย่างไร ครับ
154 2.4) ความเชื่อที่เป็นข้อจำกัด (Limiting Belief) ความเชื่ออันนี้จะเป็นข้ออ้างที่ทำให้คุณไม่อยากทำอะไร เพื่อให้ได้เป้าหมาย เช่น ฉันไม่เก่ง ฉันไม่มีความสามารถพอ ฉันไม่มีเวลา ฉันแก่แล้ว ฉันอายุยังน้อยอยู่ใครเขาจะเชื่อ ฉันไม่มีทุน ฯลฯ คำถามก็คือว่า แล้วเราจะทำอย่างไร ถึงจะมีความเชื่อ ที่มาสนับสนุนเรา ก่อนจะหาความเชื่อที่มาสนับสนุนเรา ก็ต้องหาว่าอะไรที่ มันฉุดรั้งเราไว้ก่อน โดยการตั้งคำถามกับตัวเองว่า “อะไรที่ฉุดรั้ง ฉันไว้ไม่ให้ไปถึงเป้าหมาย” ลองนั่งลิสต์รายการออกมาในความ เชื่อทั้ง 4 ตัว แล้วตั้งคำถามกับความเชื่อนั้นว่า...
ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 155 “ความเชื่อนี้สนับสนุนให้ฉันไปสู่เป้าหมายได้หรือไม่ อย่างไร” ถ้าไม่ใช่ ให้ถามคำถามเหล่านี้เพื่อลดทอนความเชื่อเดิม ลงว่า... • ฉันได้ใช้ชีวิตหรือดำเนินชีวิตมาอย่างไรบ้างบน ความเชื่อนี้ • ฉันได้เสียโอกาสอะไรไปบ้างบนความเชื่อนี้ •ถ้าฉันยังเชื่อแบบเดิม อีก 5 ปี หรือ 10 ปี ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
156 ตัวอย่าง บางคนตั้งเป้าหมายว่าจะลดน้ำหนัก อยาก มีรายได้เพิ่ม แต่พอถามว่า อะไรที่ทำให้คุณไม่สามารถลด น้ำหนักได้ หรือหารายได้เพิ่มไม่ได้ คุณอาจจะเจอคำตอบที่เป็น ความเชื่อแบบข้อจำกัดตัวเองว่า “ก็หนูไม่มีเวลา” ถามคำถามเลยครับ • ความเชื่อนี้สนับสนุนให้คุณไปสู่เป้าหมายได้หรือไม่ อย่างไร คำตอบที่ได้ “อืมม...ก็คงไม่ได้หรอกค่ะ ถ้าหนูบอกตัวเอง ตลอดว่า หนูไม่มีเวลา หนูก็คงไม่ได้ทำอะไรสักที” เมื่อคำตอบไม่ได้สนับสนุนเป้าหมายแล้ว ให้ถามคำถาม ต่อไปเพื่อลดทอนความเชื่อเดิมลงว่า... • ฉันได้ใช้ชีวิตหรือดำเนินชีวิตมาอย่างไรบ้างบนความ เชื่อนี้ เท่าที่เคยถามมา คำตอบที่ได้ก็จะประมาณนี้แน่นอน “หนูก็ไม่ได้ทำอะไรสักทีค่ะ เพราะคิดแต่ว่าไม่มีเวลา เอาแต่ผัดวันประกันพรุ่งอยู่เรื่อยไป ไม่เคยทำอะไรจริงจังกับ เป้าหมายที่หนูอยากได้เลย” (น้ำเสียงเริ่มเครียด)
ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 157 •แล้วฉันได้เสียโอกาสอะไรไปบ้างบนความเชื่อที่ว่า เราไม่มีเวลา “โอ้ยยยย ถามอย่างนี้ แย่เลย หนูเชื่อของหนูอย่างนี้ มาตั้งแต่เรียนจบ เริ่มทำงาน ตอนนี้จะ 30 แล้ว 8 ปีกับชีวิต ทำงานของหนู หนูยังหาแฟนไม่ได้เลยค่ะ เพราะหนูอ้วน ไม่กล้า ออกไปไหน ไม่มั่นใจ เงินเก็บก็มีนิดเดียว บ้านก็ยังต้องเช่า อยู่เลย งานก็ไม่เคยเปลี่ยน นี่ถ้าหนูหาเวลาได้ หนูจะไป ออกกำลังกาย จะได้ลดน้ำหนัก ถ้าหางานใหม่ได้ ป่านนี้คงได้ แฟน 2-3 คนแล้วมั้ง งานใหม่ก็คงเงินเดือนสูงขึ้นตั้ง 8 ปีแน่ะพี่ เสียดายจัง อยากร้องไห้หนักๆ ไปเลย เสียดายเวลา” (เออ... ฟังแล้วยังตกใจแทน) •ถ้าฉันยังเชื่อแบบเดิม อีก 5 ปี หรือ 10 ปีข้างหน้า จะเป็นอย่างไร “คำถามนี้เล่นเอาหนูเห็นภาพอนาคตเลย หนูต้อง ขึ้นคานทองแน่นอน ไม่นะ หนูไม่อยากขึ้นคาน หนูอยากมีเงิน เก็บไว้ซื้อบ้านให้พ่อกับแม่ด้วย ถ้าหนูยังขืนเป็นอย่างนี้อีกต่อไป ต้องเป็นป้าคานทอง เงินเก็บน้อยนิด ตายอย่างโดดเดี่ยวแน่ๆ คิดแล้วกลุ้ม”
158 ความเชื่อก็เหมือนโต๊ะไม้ที่มีขามารองรับให้แข็งแรง ไม่ให้ มันโยกเยกหักครืนลงมานั่นแหละครับ • ตัวพื้นโต๊ะด้านบน คือ ความเชื่อ • ขาโต๊ะ ก็คือ เหตุการณ์ที่เราหามาสนับสนุนความเชื่อ นั้นให้มันแข็งแรงขึ้น ดังนั้นถ้าจะทำลายความเชื่อลงได้ ก็ต้องทำลายขาโต๊ะ เดิมซะก่อน เสร็จแล้วค่อยใส่ขาโต๊ะใหม่ที่แข็งแรงและมีมากกว่า เข้าไป โดยใช้ชุดคำถามนี้ครับ “เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายที่ฉันตั้งไว้ ฉันต้องมีความ เชื่ออย่างไร” คำตอบที่ได้ “แน่นอนค่ะพี่ หนูเชื่อว่าหนูมีเวลาแล้วค่ะ หนูสามารถจัดสรรเวลาของหนูได้”
ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 159 “ความเชื่อนี้สนับสนุนเป้าหมายฉันอย่างไร” “ถ้าหนูสามารถจัดสรรเวลาของหนูได้ หนูก็หาเวลาไป ออกกำลังกาย หาวิธีการลดน้ำหนัก หาอาชีพเสริมอื่นๆ รวมถึง อาจเปลี่ยนงานใหม่ที่เงินเยอะกว่าเดิมด้วยค่ะ” เพื่อเสริมให้ขาโต๊ะใหม่แข็งแรงยิ่งขึ้น เราต้องถามคำถามนี้ ช่วย “มีเหตุการณ์อะไรบ้างในอดีตที่สนับสนุนความเชื่อนี้” “อืมม (ครุ่นคิดอย่างหนัก) มีค่ะมี ตอนเรียนปริญญาตรี ปกติเขาลงเรียนกัน 5 วิชาต่อเทอม แต่หนูลง 7 วิชาค่ะพี่ ตอนนั้นอยากจบเร็วในเวลาสามปีครึ่ง หนูจัดสรรเวลาเรียนหนู ได้อย่างดีเลยค่ะ ตอนนั้นหนูก็ทำได้นี่ ทำไมหนูลืมมันไปได้นะ” ลองเพิ่มขาโต๊ะใหม่เข้าไปอีก ด้วยคำถาม... “ยังมีเหตุการณ์อะไรอีกไหม ที่สนับสนุนความเชื่อนี้” “พูดปั๊บก็นึกออกเลยค่ะพี่ ตอนนั้นเพื่อนร่วมงานลาออก หนูก็มีงานด่วนต้องส่งให้ลูกค้า แม่ก็ไม่สบาย ปัญหาทุกอย่าง มามะรุมมะตุ้มอยู่เกือบสามเดือนค่ะ แต่ตอนนั้นหนูก็จัดการ มันจนสามารถผ่านพ้นมาได้ด้วยดี และทำงานในส่วนของเพื่อน ร่วมงานด้วย หนูยังส่งงานให้ลูกค้าทันเวลา มีเวลากลับไปดูแล
160 แม่ด้วย หนูรู้แล้วว่าตอนนั้นหนูทำยังไง หนูเอามาทำกับเป้าหมาย หนูบ้างดีกว่า ถ้าพี่ไม่ถาม หนูลืมเรื่องเหล่านี้ของหนูไปหมดแล้ว นะเนี่ย โอ้ยยย เริ่มเห็นทาง ดีใจจัง” ว่าแล้วน้องคนนี้ก็เดินยิ้มแฉ่งออกไปทำตามเป้าหมาย ของเธอ เป็นอย่างไรบ้างครับ ลองเอากระบวนการนี้ไปใช้กับความ เชื่อของคุณ สมองมักจะลบข้อมูลที่คุณไม่สนใจทิ้งอยู่เสมอ ลอง ตั้งคำถามเพื่อดึงเอาข้อมูลเหล่านั้นกลับมาใช้ประโยชน์ แล้ว คุณจะรู้ว่ามันเวิร์กมากๆ เลยครับ สำเร็จไว Trick#28 คุณมีสิทธิ์เลือกความเชื่อได้ ถ้าความเชื่อนั้น จะพาคุณไปสู่จุดหมาย ได้ง่ายกว่าเดิม
ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 161 3. หาแผนการ ข้อนี้สำคัญมากครับ การที่คุณจะทำอะไรให้สำเร็จ อย่าง น้อยก็ต้องมี “แผนการ” เพื่อไปถึงเป้าหมายให้ได้ โดยแผนนี้ เราไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นคิดใหม่ หรือเริ่มต้นจากศูนย์ เพราะ มีคนสำเร็จให้เราเลียนแบบอยู่แล้วครับ เอาแค่ย้อนกลับไปประมาณ 10 ปี มีคนมากมายที่เขา ประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ เราอยากสำเร็จด้านไหน เราก็ ค้นหาข้อมูลจากอากู๋ (Google) เช่น อยากร่ำรวย ก็ลองดู ตัวอย่างนักธุรกิจขายตรง ธุรกิจตัวเอง อายุน้อยร้อยล้าน หรือ อยากเป็นนักเขียน นักดนตรี นักพูด มีให้เห็นมากมาย ถ้าอยากหุ่นดี ก็มีหลายวิธีเลย จะเอาแบบลดทันใจ ตายเร็ว หรือลดความอ้วนเพื่อสร้างซิกแพ็กให้กล้ามเนื้อ หน้าท้องเป็นมัดๆ ดูแข็งแรงดี ตัวอย่างนี้มีแบบแผนให้ดำเนิน รอยตามมากมาย ส่วนเรื่องอยากมีแฟน เป็นเรื่องที่ดูท้าทาย อีกเช่นกัน แต่มันก็ต้องมีแผน คุณจะคาดหวังว่า “สักวันเนื้อคู่ ฉันจะปรากฏตัว” หรือ “ถ้าจะมีแฟน เดี๋ยวมันก็มี” ผมเกรงว่า คุณอาจจะรอนานมากครับ
162 ไม่เชื่อ ก็ลองดูคนที่คล้ายๆ คุณ คนที่ไม่เคยมีแฟน แล้ว เขาหาแฟนได้สิครับ ลองถามเขาดูว่าเขาทำอย่างไร แผนบางคน อาจจะเหลือเชื่อ เช่น เมื่อเห็นคนหน้าตาดี ก็แกล้งเข้าไปทักผิด แล้วขอเบอร์โทรศัพท์ หรือพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่คาดว่าแฟน ที่เราหามานาน อาจจะอยู่ในสถานที่ใดที่หนึ่งก็ได้ เช่น วัด สถานบันเทิง หรืองานสัมมนาต่างๆ อะไรทำนองนี้ครับ แล้วเราทำอย่างไรถึงจะมีแผนที่ทำแล้วสำเร็จได้จริง? ผมขอตอบว่า หากเราอยากให้ได้ผลเร็วขึ้น มันมีวิธีครับ เราสามารถถอดแบบความสำเร็จ (Modeling) จากคนที่เคยทำ สำเร็จมาแล้ว หรือแม้กระทั่งถอดแบบความสำเร็จของเราเอง มีทั้งหมด 2 วิธี ดังนี้ 3.1) ถอดแบบความสำเร็จจากคนบันดาลใจ (Idol) บางคนอาจจะเป็นต้นแบบที่ดีหรือเป็นฮีโร่ของเรา เรา ลองเลียนแบบความสำเร็จของเขาจากสิ่งที่เราชื่นชมเขา ซึ่งเป็น อีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่มาผลักดันความคิด ความฝันให้เป็นจริง ได้ และที่สำคัญคือ จะมีกำลังใจที่ดีเพื่อเดินหน้าต่อไป
ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 163 การถอดแบบความสำเร็จ มีอยู่ 3 สิ่งที่เราต้องเข้าไปถอดแบบนั่นคือ (1) เขามีแรงบันดาลใจอะไร (2) คนคนนั้น มีความเชื่อในเรื่องนั้นๆ อย่างไร (3) คนคนนั้นมีวิธีการอย่างไร ความรู้เหล่านี้ เราสามารถหาได้จากหนังสือ นิตยสาร อินเตอร์เน็ต หรือค้นหาจาก Google ก็ได้ ถ้าหากเรามีคนที่เรา รู้จักแล้วเขาประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ ก็ไปขอสัมภาษณ์เลย ว่า เขาทำอย่างไร นี่เป็นทางลัดสู่ความสำเร็จด้วยวิธีง่ายๆ แต่ เห็นผลชัดเจนครับ 3.2) ถอดแบบความสำเร็จของตัวเอง ถ้าไม่มีใครให้ดูเป็นแบบอย่าง ก็ถอดแบบความสำเร็จ ของเราเองได้ เพราะเราก็เคยประสบความสำเร็จมาแล้ว หลายครั้งในชีวิต อย่างเช่น เคยสอบได้ที่ 1 เคยประดิษฐ์ ของเล่นได้เอง หรือสามารถลดน้ำหนักได้ ก็ให้ย้อนกลับไปดู อีกครั้งว่า ณ ตอนนั้นเราเริ่มต้นอย่างไร
164 (1) เรามีแรงบันดาลใจจากอะไร (2) เรามีความเชื่ออย่างไรตอนนั้น มันมีอะไรอยู่ในหัวของเรา (3) เรามีวิธีการอย่างไร แล้วลองทำตามกระบวนการแบบนี้อีกครั้งกับ “เป้าหมาย ใหม่” ของเรา โดยเฉพาะให้เลือกเอาความสำเร็จที่เราภาคภูมิใจ ที่สุดจะยิ่งดีครับ สำเร็จไว Trick#29 คุณสามารถ สร้างทางเดินของคุณเองได้ แต่คุณจะไปได้ไวกว่า ถ้าเดินบนทางที่คนอื่นสร้างไว้
ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 165 4. ทำทันที เมื่อรู้แล้วว่าเป้าหมายเราคืออะไร มีความเชื่อว่าเราก็ ทำได้ และมีแผนให้ทำตามแล้ว คราวนี้ก็มาดูว่า เพื่อบรรลุ เป้าหมายนั้นเราต้องมีพฤติกรรม (Habit) อย่างไร เช่น อยากมีเงินเพิ่ม เรามีพฤติกรรมผลาญเงินหรือ หาเงินเพิ่มเข้ากระเป๋า ถ้าเจอสินค้าลดราคา เป็นวิ่งเข้าหาแล้ว ล่ะก็ คงจะมีเงินเพิ่มยากนะครับ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ผู้ร่ำรวย มหาศาลกล่าวไว้ว่า “ถ้าคุณเอาแต่ซื้อของที่ไม่จำเป็น สักวัน คุณจะต้องขายของที่จำเป็นออกไป” อยากลดน้ำหนัก แต่มีนิสัยการกินจุบกินจิบทั้งๆ ที่ไม่หิว เช่น ชอบกินขนมหวาน น้ำอัดลม อาหารฟาสต์ฟู้ด และขี้เกียจ ออกกำลังกาย ซึ่งทำให้น้ำหนักเพิ่มโดยไม่รู้ตัว ถ้าคุณไม่เลิก พฤติกรรมกินจุบกินจิบ ก็คงยากที่จะบรรลุเป้าหมายในการ ลดน้ำหนักลงได้ อยากมีแฟนดูดี น่ารัก อยู่ด้วยแล้วสบายใจ แต่เรา ไม่ดูแลตัวเองให้ดูดีและปล่อยตัวเองให้เป็นยายเพิ้ง ชอบเก็บตัว มีนิสัยเอาแต่ใจตัวเอง อย่างนี้ก็คงอยากที่จะบรรลุเป้าหมาย
166 เมื่อมีแผนแล้ว และรู้ว่าจะต้องมีพฤติกรรมอย่างไร คราวนี้ก็ต้องตัดสินใจลงมือทำ ทำแบบทุ่มสุดตัวไปเลยครับ (Take massive intelligent actions) ทำอะไรล่ะ? ก็ทำตามแผนไงครับ เราจะหาเงินเพิ่ม ต้องทำอะไรบ้าง ต้องไปเรียนเพื่อเพิ่ม ความรู้ ไปเรียนการขาย การลงทุนหุ้น ขายสินค้าออนไลน์ ทำ ธุรกิจขายตรง พูดคุยกับคนมากขึ้น หาลูกค้าใหม่ทุกวัน หรือ ทำธุรกิจเองก็ต้องทำล่ะครับ อยากลดน้ำหนัก ต้องกินผักเยอะๆ แป้งน้อยๆ ไป ออกกำลังกายเพื่อจะได้เผาผลาญแคลอรีให้ออกไปมากกว่าเอา เข้ามา เหมือนถังน้ำละครับ ถ้าเราเจาะรูหลายๆ รู ต่อให้ตักน้ำ ใส่มากแค่ไหน แป๊บเดียวน้ำก็รั่วออกหมด อยากมีแฟนก็ต้อง... ลงมือทันทีครับ ลองพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่เราอยากไป และคุยกับคนใหม่ๆ เช่น ชอบแฟนหน้าตาดีก็ไปแถวทองหล่อ หรือถ้าอยากได้แฟน ธรรมะธรรมโม ก็ไปวัด นั่งวิปัสสนา หรืออยากได้แฟนเป็น นักธุรกิจ ก็พาตัวเองออกไปสัมมนาทางธุรกิจ มันต้องมีโอกาส เจอบ้างล่ะครับ
ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 167 แล้วเราจะทำอย่างไรถึงจะลงมือทำทันที? การที่คุณมีแผนแล้ว และรู้ว่าคุณต้องทำอะไร แต่ไม่ ลงมือทำสักที นั่นเป็นเพราะว่าคุณเชื่อมโยงความเจ็บปวดไว้กับ การกระทำนั่นเอง เช่น รู้ว่าต้องออกกำลังกายเพื่อให้หุ่นดี แต่คุณเชื่อมโยงความ เหนื่อยไว้ หรือบางคนไม่อยากเสียเวลาไปกับการออกกำลังกาย รู้ว่าอยากมีแฟน ก็ต้องกล้าจีบ กล้าขอเบอร์โทร. แต่คุณเชื่อมโยง การจีบกับการขอเบอร์ไว้กับการกลัวถูกปฏิเสธและความอับอาย เป็นต้น วิธีที่จะช่วยให้คุณลงมือทำเมื่อคุณมีเป้าหมายและ แผนการแล้ว ก็คือ 1. ใส่ความเจ็บปวดไว้กับ “การไม่ลงมือทำ” ให้มากกว่า “การลงมือทำ” เช่นไม่อยากออกกำลังกายเพราะกลัวเหนื่อย ลองใส่ ความเจ็บปวดเข้าไปให้มากกว่าเหนื่อยครับ เช่น ถ้าไม่ ออกกำลังกายต้องเสียชีวิตแน่ เพราะโรคร้ายต่างๆ จะตามมา เช่น ความดัน เบาหวาน มะเร็ง ฯลฯ หรือถูกเพื่อนรุมประณาม สมเพชตัวเองที่เป็นคนไม่เอาไหน อย่างนี้เป็นต้น
168 หรือจะใช้วิธีโหดเลยอย่างเช่น ป่าวประกาศให้ทั่วโลกา ทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ ว่าจะทำอะไร หรือเอา แบบเจ็บๆ ไปเลย เช่น บอกกับเพื่อน 10 คนไปว่า ถ้าอีก หนึ่งอาทิตย์น้ำหนักไม่ลดลง 2 กิโลกรัม จะจ่ายเงินให้เพื่อน ทุกคนคนละพันบาท คราวนี้คิดว่าคุณจะไปออกกำลังกายไหม ครับ 2. ให้รางวัลกับ “การลงมือทำ” ให้มากกว่า “การไม่ ลงมือทำ” เช่น ออกกำลังกายแล้วหุ่นจะดี มีแต่คนชม เป็น แรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ หลักๆ คือ ทำแล้วจะได้อะไร ยิ่ง มากเท่าไรยิ่งดีครับ เช่น บางคนอยากให้เพื่อนตะลึงกับหุ่นใหม่ ของตัวเองที่น้ำหนักหายไป 20 กิโลกรัม ตั้งเป้าไว้ภายใน สามเดือนก่อนเปิดเทอม เขาสามารถลดน้ำหนักจนสำเร็จ เล่นเอาเพื่อนตกตะลึงกันทั้งห้องเลยทีเดียว
ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 169 3. ร่ายมนต์สร้างแรงบันดาลใจใส่ตัวเอง เช่น “สู้โว้ย” “เราทำได้” “Yes I Can!” ทำไม้ทำมือ ท่าทางประกอบไปด้วย เช่น ใช้กำปั้นทุบฝ่ามืออีกข้าง หรือ ทุบอก กระชากมือเข้าหาตัว ก่อนลงมือทำอะไร สักสองสามที รับรองมีแรงฮึดสู้อีกมากทีเดียว เรามาทำไปพร้อมๆ กันเลยนะครับ 1...2...3... “สู้โว้ยยยยยย” สำเร็จไว Trick#30 คุณจะลงมือทำทันทีแน่นอน ถ้ามีความเจ็บปวด และความพึงพอใจมากพอ
170 5. ตีความหมาย เมื่อมีเป้าหมาย ได้ความเชื่อ มีแผนการ และลงมือทำ เมื่อถึงขั้นตอนลงมือทำแล้วก็จะเกิดผลลัพธ์ 2 อย่างครับ คือ “สำเร็จ” กับ “ไม่สำเร็จ” ถ้าคุณทำสำเร็จแล้ว ก็ยินดีด้วยครับ แต่ถ้ายัง ก็อย่า เพิ่งท้อใจ เพราะในกระบวนการลงมือทำเพื่อบรรลุเป้าหมาย ไม่มีคำว่า “ล้มเหลว” เรามีแต่คำว่า “เรียนรู้” เราจะ “ล้มเหลว” จากการทำตามเป้าหมายของเรา ก็ต่อเมื่อเรา “ล้มเลิก” เท่านั้น คนส่วนใหญ่ที่ไม่สำเร็จ เป็นเพราะล้มเลิกจากสิ่งที่ทำ เมื่อไม่สำเร็จก็ตีความว่ามันเป็นความล้มเหลว ทำไม่ได้ ไม่มี โอกาส ต่างๆ นานา ผมอยากบอกว่า ในทุกๆ การกระทำตามแผนการ ต้อง มีการตรวจสอบหรือ Review ความก้าวหน้าและผลลัพธ์กัน เป็นระยะ ว่าได้หรือไม่ได้ เช่น ตรวจสอบทุก 5 วัน 10 วัน หนึ่งอาทิตย์ สองอาทิตย์ หรือทุกครึ่งเดือน เป็นต้น
ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 171 ถ้าคุณทำแล้ว ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ คุณอาจจะช่วย ให้ตัวเองก้าวหน้าเร็วขึ้น โดยการหาสิ่งที่ดีๆ จากการกระทำ ของคุณ เพื่อใช้ต่อยอดในการลงมือทำขั้นต่อไป เช่น ถ้าคุณ ตั้งเป้าหมายจะทำงานชิ้นหนึ่งให้เสร็จภายในหนึ่งเดือน เมื่อ คุณเช็กระยะในช่วงอาทิตย์แรก พบว่างานมีความก้าวหน้า อย่างมาก ตรงตามแผนทุกประการ ก็ลองประเมินตัวเองดูว่า ที่สำเร็จได้เพราะอะไร “ฉันทำอะไรได้ดีในแผนนี้” เช่น ฉันทำตามแผนที่ระบุไว้ทุกประการ ฯลฯ “ฉันมีจุดแข็งอะไรที่สามารถทำให้แผนสำเร็จได้” เช่น ฉันเป็นคนมุ่งมั่น และทุ่มเทกับเป้าหมาย ฯลฯ เสร็จแล้วก็ใช้รูปแบบเดียวกันนี้ในการลงมือทำขั้นต่อไป หากทำแล้ว ไม่ได้ผลลัพธ์ จะตีความหมายอย่างไร? เมื่อคุณลงมือทำตามแผนแล้ว ไม่เกิดผลลัพธ์ตามที่ ต้องการ ก็ไม่ต้องมานั่งเสียใจอะไร ถือว่าเป็น “การเรียนรู้” ผมใช้คำว่า Feedback คือเอาสิ่งที่ยังไม่สำเร็จ มา ตรวจดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น คุณอาจจะเจ็บปวดจากการทำอะไร แล้วไม่ได้ดั่งที่ตั้งใจ ประเด็นมันอยู่ที่ว่าคุณให้ความหมายกับ เหตุการณ์นั้นอย่างไร
172 ผมรู้จักน้องผู้หญิงคนหนึ่ง เธอเป็นลูกแม่ค้าขายขนมจีน แต่สามารถผันตัวเองมา เป็นนักธุรกิจหญิงที่ประสบความสำเร็จ มีธุรกิจของตัวเองมูลค่า กว่าร้อยล้านบาท จากนั้นเธอก็มาเป็นเทรดเดอร์ ในตลาด ออปชั่น อเมริกา และสร้างผลงานตื่นตาตื่นใจจากเงินเทรด 7,000 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเป็น 100,000 ดอลลาร์ในเวลา 1 เดือน เธอบอกผมว่า เธอก็เคยทำผิดพลาดมามาก มากจน น้ำตาไหลไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ใจของเธอยังสู้ ผมถามเธอว่า ตอนที่ทำผิดพลาดและไม่เป็นไปตามที่ ตั้งใจ เธอคิดว่ามันเกิดอะไรขึ้นตอนนั้น เธอบอกว่า ตอนที่ พลาดหนักๆ นั้น เธอมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งนั่นก็คือ “อะไรที่เราสูญเสียไป ถ้าไม่ทำให้เราหมดลมหายใจ ถือว่าไม่สำคัญ” สุดยอดไหมครับ นี่คือตัวอย่างของการตีความหมาย จากการทำอะไรแล้ว ไม่ได้ดั่งใจ เขาเรียกว่า “เปลี่ยนวิกฤต ให้เป็นโอกาส”
ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 173 เมื่อเราทำอะไรแล้ว ไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ เราต้องตั้งคำถามสองข้อเสมอ เพื่อให้สมองได้ประเมินผล ก็คือ 1. เราได้เรียนรู้อะไรจากมันบ้าง 2. เราจะทำมันให้แตกต่างอย่างไรในครั้งหน้า เพียงเท่านี้ สมองก็จะเกิดการเรียนรู้จากผลลัพธ์ที่ไม่เป็น ไปตามที่ต้องการ แล้วเราก็เอาสิ่งที่ได้มาเรียนรู้และใช้พัฒนา เพื่อลงมือทำครั้งต่อไป “ดีหรือดีครับ” ดั่งคำกล่าวของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่ว่าเอาไว้ “Insanity is doing the same thing over and over again and expecting different results” “การทำสิ่งที่ซ้ำๆ กันเหมือนเดิม คิดแบบเดิมๆ แล้วหวังผลลัพธ์ที่แตกต่าง มันคือ ‘สติไม่สมประกอบ”
สำเร็จไว Trick#31 ทุกสิ่งในตัวมันเองไม่มีความหมาย คนเราไปให้ความหมายมันเอง ถ้าคุณให้มันดีมันก็ดี ถ้าคุณให้มันไม่ดีมันก็ไม่ดี เลือกเองได้ตามสบายเลยครับ
ที่มา: ปรับปรุงจาก Ultimate Success Formula ของ ไมเคิล โบลดัค โค้ชมือหนึ่งของโลกในด้านการตั้งและบรรลุเป้าหมาย สำเร็จ ความคิด อารมณ์ การกระทำ เหตุต้น ล้มเหลว เรียนรู้ 5. ตีความหมาย 3. หาแผนการ 2. ใส่ความเชื่อ 1. รู้เป้าหมาย 4. ทำทันที สูตรลับความสำเร็จขั้นเทพ
เทคนิคเสริมเพื่อความสำเร็จเร็วเว่อร์ นอกเหนือจากขั้นตอนไปสู่ความสำเร็จที่เร็วขึ้นแล้ว ยังมีเทคนิคเสริม ที่ช่วยให้คุณไปถึงเป้าหมาย ได้เร็วกว่าเดิมแบบสุดๆ คล้ายๆ กับเตะลูกบอลเข้าประตูนั่นแหละครับ นอกจากยิงตรงแล้ว อาจจะมีเทคนิคหลอกล่อ โดยการยิงลอดขาผู้รักษาประตูเข้าไป ซึ่งเทคนิคเหล่านี้จะขอแชร์ในบทส่งท้าย เพื่อความสำเร็จที่เร็วเว่อร์ “ดีหรือดีครับ”
1. ทำสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อนในแต่ละวัน เมื่อคุณมีเป้าหมาย มีแผนการแล้ว ขั้นตอนต่อไปให้เลือก ทำกิจกรรมที่สำคัญที่สุดก่อน โดยใช้หลัก 80/20 ถ้าคุณมี หลายรายการที่ต้องทำในแต่ละวัน ลองใช้คำถามเหล่านี้ช่วยหา กิจกรรมที่สำคัญสำหรับคุณ “ถ้าเลือกทำได้เพียง 1 อย่าง อะไรที่มีความสำคัญ ที่สุด” ใส่หมายเลข 1 เอาไว้ “ถ้าฉันทำกิจกรรมเพิ่มได้อีกหนึ่งอย่างในรายการที่ ต้องทำ อะไรที่ฉันทำแล้วจะคุ้มค่ากับเวลามากที่สุด”
178 ถามไปเรื่อยๆ จนคุณได้รายการที่ต้องทำสัก 5-6 อย่าง แต่ไม่เกิน 7 อย่าง ให้เรียงตามลำดับความสำคัญ หรือถ้าจะให้ บรรลุเป้าหมายโดยเร็ว ก็ถามตัวเองว่า... “ถ้าฉันต้องทำกิจกรรมอะไรบางอย่างทั้งวัน กิจกรรม อะไรที่จะเกิดประโยชน์มากและคุ้มค่าเวลาที่สุด เพื่อช่วยให้ ฉันบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ” เพียงเท่านี้ คุณก็จะได้สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องทำในแต่ละวัน ครับ สำเร็จไว Trick#32 หากคุณเสียเวลากับเรื่องจำเป็น ก็ได้อะไรที่มันจำเป็น หากคุณเสียเวลากับเรื่องไร้สาระ ก็จะได้อะไรที่มันไร้สาระ
ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 179 2. ใส่ความสนุกไปในกระบวนการ ในแผนการย่อยของคุณที่จะทำเพื่อบรรลุเป้าหมาย ให้ ลองใส่ความสนุกสนานในแบบที่ชอบลงไปในกระบวนการด้วย เพราะจะช่วยให้คุณรู้สึกสนุกในกิจกรรมที่ทำในขณะที่กำลัง เดินทางสู่เป้าหมาย เช่น ก่อนจะไปออกกำลังกายที่ฟิตเนส 1 ชั่วโมง คุณก็คิด แบบสนุกๆ เลยว่า... •วันนี้ฉันจะใส่ชุดกีฬาสีไหนดีที่โดดเด้งจนเก้งกวางต้อง เหลียวมอง •ผูกเชือกรองเท้าข้างละสีก็น่าจะดี • หรือเวลาออกกำลังกาย ก็เลือกมุมที่มีคนหน้าตาดีๆ อยู่กันเยอะๆ อะไรทำนองนี้ครับ
180 หรือว่าเราต้องออกไปขายสินค้าอะไรบางอย่าง ลองนึก กระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ ว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง แล้ว เติมความสนุกในแบบของคุณลงไป เช่น •เริ่มตั้งแต่การแต่งตัวในแบบที่คุณมั่นใจ • ใส่น้ำหอมที่คุณชอบ สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ล่ะครับที่สามารถช่วยให้คุณทำ กิจกรรมได้ตามแผนที่วางเอาไว้อย่างไม่น่าเบื่อ สำเร็จไว Trick#33 คุณจะไม่เบื่อในการลงมือทำ เพื่อบรรลุเป้าหมาย หากใส่ความสนุกเข้าไป ในทุกแผนการ
ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 181 3. สร้างความสำเร็จให้อยู่ในเกมของคุณ ในความสำเร็จใหญ่ที่คุณตั้งไว้ จะต้องผ่านกระบวนการ ความสำเร็จย่อยๆ ตามแผนก่อน ซึ่งในแผนย่อยนั้น ผลลัพธ์ ความสำเร็จที่ตั้งไว้ต้องให้ง่ายและเสริมพลัง เหมือนกับว่าให้ ความสำเร็จเดินตามเกมที่คุณวางเอาไว้ ตัวอย่าง เช่น ถ้าตั้งเป้าลดน้ำหนัก 5 กิโลฯ ใน 1 อาทิตย์ แต่ละวันคุณอาจจะตั้งเป้าไว้ว่า ออกกำลัง 5 นาที ลด ปริมาณข้าวทีละ 10 เปอร์เซ็นต์ ถ้าทำได้อย่างนี้ ก็ถือว่าสำเร็จ แล้วครับ และคุณจะมีกำลังใจทำต่อ แต่ถ้าหากเริ่มต้นด้วยการ ตั้งแบบฮาร์ดคอร์เลย โดยการออกกำลังกายวันละ 2 ชั่วโมง อดข้าวเย็นทุกวัน คุณคงรู้สึกเหนื่อยและอาจจะล้มเลิกไปเลย
182 หรือฉันจะอ่านหนังสือให้จบหนึ่งเล่มภายใน 1 อาทิตย์ ดูแล้วมันอาจจะเหนื่อยเกินไป ก็ลองตั้งเป้าแนวใหม่ดูว่า ถ้าวันนี้ฉันอ่านได้ 5 หน้า ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ผม อยากให้เริ่มทีละเล็กทีละน้อย ซึ่งสามารถควบคุมได้และสร้าง แรงใจให้คุณได้ก่อน เมื่อทำได้แล้ว ก็ค่อยๆ ขยับเป้าหมาย ออกไป เพียงเท่านี้คุณก็จะรู้สึกว่าสามารถคุมเกมความสำเร็จได้ ด้วยมือคุณเอง สำเร็จไว Trick#34 โอกาสชนะจะมีมากขึ้น เมื่อคุณสร้างกติกาของเกม ขึ้นมาเอง
ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 183 4. ให้รางวัลแก่ตัวเองและฉลองความสำเร็จทุกครั้ง ทุกครั้งที่คุณประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เล็กๆ น้อยๆ เช่น ตั้งเป้าในการออกกำลังกายไว้ 2 ชั่วโมง แต่ คุณทำได้ 30 นาทีก็เหนื่อยแทบตาย อย่างนี้ก็ถือว่าสำเร็จแล้ว หรือถ้าตั้งเป้าไว้ว่าฉันจะหาเงินเพิ่มให้ได้หนึ่งหมื่นบาท แต่หาได้ สองพันบาท ก็ถือว่าสำเร็จครับ อะไรก็ตามที่เคลื่อนไปข้างหน้า แม้ว่าจะแค่ 1 ก้าว ก็ถือว่าสำเร็จแล้วครับ ฉะนั้น เมื่อทำอะไรที่ก้าวไปข้างหน้า ให้เราฉลองความสำเร็จนั้นเลย โดยการแสดงออกด้วยท่าทางกระโดดโลดเต้น ยินดีกับตัวเอง หรือกระชากมือเข้ามาแบบสะใจแล้วพูดว่า “yes” นี่ก็ถือเป็นการให้รางวัลทางความรู้สึกครับ
184 นอกจากนี้ยังมีวิธีอื่นที่คุณจะให้รางวัลแก่ตัวเอง เช่น ไป กินอาหารอร่อยๆ สักมื้อหลังจากทำโปรเจ็กต์ยากๆ เสร็จ และ ไปดูหนังสักเรื่อง หรือไปสปาเพื่อนวดผ่อนคลายก็ได้ครับ แต่มีข้อแม้อยู่ว่า คุณต้องทำกิจกรรมให้สำเร็จก่อน เพราะเมื่อเราทำอะไรสักอย่างสำเร็จ และให้รางวัลกับตัวเอง จะเป็นการย้ำถึงพฤติกรรมหรือนิสัยของความสำเร็จครับ (Whatever you reward will become habit) สำเร็จไว Trick#35 คนเราต่างก็อยากได้รางวัล กันทั้งนั้น นำรางวัลมาเพิ่มกำลังใจ เพื่อเป้าหมายกันดีกว่า
ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 185 5. ใช้กฎแห่งแรงดึงดูดเสริม เพื่อให้ได้สิ่งที่เราต้องการ เราก็ต้องใช้กลยุทธ์ทุกอย่าง ครับ เทคนิคนี้ผมสรุปมาจากหนังสือ “สุดยอดเคล็ดลับ 4 กฎ แห่งพลังจักรวาลที่จะเปลี่ยนชีวิตทุกคนให้ดีขึ้นและรวยไป ตลอดกาล” ของ พันโทอานันท์ ชินบุตร และ ทศ คณนาพร หลักการก็คือว่า ไม่ว่าเราจะปรารถนาอะไร สิ่งเหล่านั้น พร้อมจะถูกแปลงเป็นสิ่งที่เราต้องการแล้วถูกดึงดูดมาสู่ตัวเรา ตลอดเวลา เริ่มแรกให้นึกถึงเป้าหมายที่เราต้องการก่อน เสร็จแล้ว เราต้องอนุญาต (allow) ให้มันผ่านเข้ามาแบบง่ายๆ โดย ใช้อารมณ์บวก และไม่ขวางทางมัน เพราะการขวางทางของเรา เกิดจากความไม่เชื่อและอารมณ์ที่เป็นลบทั้งปวง
186 หัวใจสำคัญก็คือ การควบคุมอารมณ์ของเรานั่นเอง อารมณ์ที่มีแรงดึงดูดสูงสุดคือ “ความสำนึกคุณ” (appreciation) ยิ่งเราสำนึกคุณในสิ่งที่เรามีมากเท่าไร กระแสดึงดูด ก็จะมากเท่านั้น ระดับอารมณ์ที่สูง ก็จะมีแรงดึงดูดสูงเช่นกัน ดังนั้นหน้าที่เราก็ต้องทำให้ตัวเรามีระดับอารมณ์ที่สูงขึ้นอยู่ ตลอดเวลา โดยใช้ตารางอารมณ์ของ อับราฮัม ฮิค (จากสูง ไปต่ำ) 1.ความหรรษา / ความรู้ / การมีพลัง / อิสรเสรี / ความรัก / ความสำนึกคุณ 2.ความปรารถนาอันแรงกล้าในสิ่งที่ฝันใฝ่ 3.กระตือรือร้น / ความสุข 4.ความคาดหวังหรือความเชื่อบวก 5.การมองโลกในแง่ดี 6. รู้สึกมีความหวัง 7.ความพอใจ 8. เบื่อหน่าย 9.การมองโลกในแง่ร้าย
ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 187 10. ความคับข้องใจ / รำคาญ / ไม่อดทน 11. ความรู้สึกว่ารับไม่ไหวแล้ว 12. ความผิดหวัง 13. ความสงสัย 14. ความกังวล 15. การตำหนิผู้อื่น / สิ่งอื่นๆ 16. รู้สึกหมดกำลังใจ 17. ความโกรธ 18. ความต้องการล้างแค้น 19. ความเกลียดชัง อาฆาต 20. ความอิจฉา ริษยา 21. รู้สึกไม่มั่นคง / รู้สึกผิด / รู้สึกมีค่าที่ไม่คู่ควร 22. ความกลัว /ความเศร้า / สิ้นหวัง / รู้สึกไร้พลัง อารมณ์ที่จะส่งเสริมให้เราได้เป้าหมายเร็วขึ้นก็คือ “อารมณ์บวก”
188 ตั้งแต่เลข 7 ขึ้นไปโดยเป้าหมายสูงสุดคือเลข 1 ส่วน ตั้งแต่เลข 8 ลงมานี่เป็นอารมณ์ลบ และเป็นตัวขัดขวาง ความสำเร็จ โดยเฉพาะตัวเลขที่เป็นอุปสรรคร้ายแรงที่สุดคือ เลข 22 ดังนั้นเมื่อเรารู้ตัวว่า ถ้าอารมณ์เราตกอยู่ในโซนลบนี้ เรา ต้องทำให้มันมาอยู่ในโซนบวกโดยเร็ว อีกวิธีหนึ่งที่นิยมใช้กันก็คือ เอาหนังยางมาใส่ข้อมือไว้ แล้วก็ดีดใส่ข้อมือแรงๆ เวลาคิดลบจิตใต้สำนึกจะรับรู้ว่ามันเจ็บ มาก มันจะหาทางให้เราคิดอย่างอื่นแทน ลองไปหาอ่านดูมีอยู่ ในหนังสือ “หนังยางล้างใจ” ของพี่บอย วิสูตร ครับ
สำเร็จไว Trick#36 อารมณ์ดี ก็จะดึงดูดแต่สิ่งดีๆ เข้ามา ส่วนใครอารมณ์ไม่ดี ก็จะดึงดูดสิ่งไม่ดีเข้ามา
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ทุกๆ ความสำเร็จ ก้าวแรกย่อมสำคัญเสมอ ไม่ว่าคุณจะอ่านหนังสือ หรือไปเล่าเรียนมามากมายขนาดไหน หากปราศจากการเริ่มลงมือทำ แน่นอนว่า ความสำเร็จคงไม่บังเกิดขึ้นเป็นแน่แท้ เมื่อคุณรู้แล้วว่า สมองมีความมหัศจรรย์อย่างไร จงใช้มันให้เกิดประโยชน์ เพื่อความสำเร็จตามที่คุณต้องการ
ในทุกความสำเร็จย่อมมีเรื่องราวให้เล่าขานอยู่เสมอ ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยากให้เรื่องเหล่านั้นถูกถ่ายทอดออกมา อย่างไร เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ คุณสร้างเอง แสดงเอง และ กำกับเอง ไม่ว่าความสำเร็จนั้นจะเป็นอะไร เงินทอง ชื่อเสียง ความสัมพันธ์ หรือแม้กระทั่งการได้ทำตามความฝันของคุณ โปรดจำไว้ว่า มีผู้คนมากมายเดินบนเส้นทางนี้ไปก่อน หน้าเราแล้ว เราไม่ใช่คนโดดเดี่ยว และสามารถสำเร็จได้ บนเส้นทางนั้นเหมือนกัน เพียงให้เราเข้าใจว่า ในทุกๆ ความ สำเร็จ “มันมีร่องรอยให้จับต้องเสมอ”
192 เราเองไม่จำเป็นต้องเริ่มจากศูนย์ เราสามารถแกะรอยและถอดแบบความสำเร็จนั้น มาใช้เพื่อสร้างความสำเร็จได้ สมอง คือเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดของมวล มนุษยชาติ เพราะมันเกิดมาเพื่อรับใช้เหล่าผู้กล้าทั้งหลายที่ ใฝ่หาความสำเร็จ และแน่นอนคนที่ประสบความสำเร็จในด้าน ต่างๆ บนโลกใบนี้ ล้วนแล้วแต่มีการใช้งานสมองของตัวเอง เพื่อสร้างความสำเร็จทั้งนั้น หากคุณใช้งานสมองได้ถูกต้อง คุณก็จะได้ผลลัพธ์อันยอดเยี่ยมในชีวิต หากคุณใช้งานสมองไม่เป็น เขาก็จะทำงานสะเปะสะปะ และหันกลับมาใช้คุณทำงานให้เขาแทนด้วย ลองสำรวจตัวเอง ดูว่า หากวันนี้ รู้สึกว่ามันยังขาดอะไร ชีวิตยังย่ำอยู่กับที่ ไม่มี ความสุขเท่าที่ควร ทุกอย่างดูแย่ละก็ คุณถูกสมองใช้งาน เข้าแล้วล่ะครับ
ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 193 กว่าจะมาเข้าใจเรื่องกลไกของสมองนั้น ผมผ่านการใช้งาน สมองสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้นในชีวิต และเคยถูกสมอง ใช้งานจนผมจิตตก เป็นทุกข์มานับครั้งไม่ถ้วน จะดีกว่าไหม ถ้าหากคุณสามารถสั่งงานสมองให้รับใช้คุณได้ตลอดเวลา และ หนังสือเล่มนี้ ก็คือคู่มือที่ผมเรียบเรียงมาจากการศึกษาเรื่อง สมองและความสำเร็จ เพื่อให้คุณผู้อ่านได้เริ่มต้นความสำเร็จ ตามแบบที่คุณปรารถนา กว่าจะมาเป็นหนังสือเล่มนี้ ผมผ่านการเรียนและการ ศึกษาเรื่องของการใช้สมองมามากมาย ด้วยความตั้งใจว่า อยากมีหนังสือสักเล่มที่สรุปรวบรวมและสามารถใช้เป็นคู่มือ เพื่อสร้างความสำเร็จอย่างที่ต้องการโดยไม่ต้องเสียเวลาไปหา อ่านจากหนังสือเล่มอื่น ขอบคุณน้องๆ และโค้ชทุกคน ที่ช่วยกันผลักดันและทุ่มเท ทั้งความรู้ความคิดเพื่อให้เนื้อหาหนังสือเล่มนี้เกิดประโยชน์แก่ ผู้อ่านมากที่สุด ทั้งโค้ชโน้ต โค้ชเก่ง และโค้ชท๊อป ศิษย์น้อง จากสำนักเดียวกันที่มีอุดมการณ์ในการสรรสร้างสิ่งดีๆ ให้แก่ สังคมไทย ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่สนับสนุนหนังสือเล่มนี้ เพราะรายได้ 10% จากการจำหน่ายหนังสือเล่มนี้ จะนำไป เป็นทุนสนับสนุนการศึกษาให้แก่เด็กไทยผู้ยากไร้ 7,700 ทุนทั่ว ประเทศไทย ขอขอบพระคุณทุกท่านที่มีส่วนร่วมในโครงการนี้ครับ
ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล
ประวัตินักเขียน ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล (โค้ชเพียว) จบปริญญาเอกจาก มหาวิทยาลัยโตเกียว (The University Of Tokyo) มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศญี่ปุ่น (ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น) และเป็นผู้หนึ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในหน้าที่การงานใน บริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ตั้งแต่อายุยังน้อย ได้รับผิดชอบงานที่ สำคัญทั้งในเรื่องของการพัฒนาองค์กรและการพัฒนาทรัพยากร มนุษย์ แต่เขาก็ไม่เคยหยุดยั้งในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง เพื่อก้าวสู่เป้าหมายความสำเร็จที่สูงขึ้นอยู่เสมอ โค้ชเพียวมีโอกาสได้เรียนรู้ศาสตร์การโค้ชโดยใช้ กระบวนการทำงานของสมองและจิตใต้สำนึกร่วมกัน หรือที่ เรียกว่าศาสตร์ โปรแกรมภาษาสมอง (NLP: Neuro Linguistic Programming) เพื่อปลดล็อกและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ เพื่อ ไปสู่ความสุขและความสำเร็จยิ่งขึ้นและเร็วขึ้นกว่าเดิมกับโค้ช ชั้นนำแนวหน้าของประเทศไทย และเป็นคนไทยเพียงไม่กี่คน ที่ได้รับการถ่ายทอดสูตรลับการใช้สมองเพื่อสร้างความสำเร็จ ระดับโลกโดยตรงกับ ไมเคิล โบลดัค (Michael Bolduc) โค้ชมือหนึ่งของโลกในด้านการตั้งและบรรลุเป้าหมาย นอกจากนี้โค้ชเพียวยังผ่านหลักสูตรการโค้ช (Coaching) ที่เน้นสร้างการเปลี่ยนแปลงจากการตระหนักรู้เชิงบวก
(Transformative coaching) จากสถาบันโค้ชอันดับหนึ่ง ของเอเชีย ที่ได้รับการรับรองจากสหพันธ์โค้ชนานาชาติ (International Coach Federation) และยังเป็นผู้เขียน หนังสือเรื่อง “สำเร็จไว ถ้าใช้สมองเป็น” ที่มาเปิดเผย กระบวนการใช้สมองเพื่อบรรลุเป้าหมายให้ง่ายและเร็วกว่าเดิม อีกด้วย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหาร บริษัท Code of Success จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทฝึกอบรมด้านการพัฒนาศักยภาพ มนุษย์ โดยใช้ศาสตร์หลากหลายที่ผสมผสานกันเพื่อสร้าง ผลลัพธ์ตามที่ลูกค้าต้องการ ทั้งลูกค้าที่เป็นบริษัทหรือลูกค้า รายบุคคล ผ่านคอร์สอบรมที่มีลักษณะเฉพาะผสมผสานการ โค้ชชิ่ง (Coaching) เข้ากับศาสตร์โปรแกรมภาษาสมอง (NLP) ประวัติการศึกษา • ปริญญาเอก เศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร มหาวิทยาลัยโตเกียว (ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น) • ปริญญาโท เศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร มหาวิทยาลัยโตเกียว (ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น) • ปริญญาตรี เศรษฐศาสตร์เกษตร มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง)
ประวัติการทำงาน •กรรมการผู้จัดการ บริษัท Code of Success จำกัด (ปัจจุบัน) •ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท Mitsui Sumitomo Insurance สาขาประเทศไทย •ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนและพัฒนาองค์กร บริษัท Mitsui Sumitomo Insurance สาขาประเทศไทย •รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาธุรกิจ บริษัท Mitsui Sumitomo Insurance สาขาประเทศไทย • นักวิเคราะห์อาวุโส บริษัท Automotive Resources Asia จำกัด ประวัติการเป็นเทรนเนอร์และโค้ช •เก่งสื่อสารเพื่องานสำเร็จ (Effective Communication with NLP) •ถอดรหัสลับสู่ความสำเร็จ (Code of Success) •รวยแบบงงงง ฉบับมนุษย์เงินเดือน (Millionaire Brain) •ถอดรหัสจิตใต้สำนึก กับมิติทางการเงิน (The Magic Money Skill) •สำเร็จไวถ้าใช้สมองเป็น (Coaching for Faster Success)
•Science of Achievement by Michael Bolduc (World’s #1 Coach to Set & Achieve Goals) (Assist. Coach) TRAINING • Neuro Linguistic Programming (NLP) Practitioner: NLP Top Coach • NLP Coach Certification: Powerful Life Academy •Result Coaching Certification: Michael Bolduc (World’s #1 Coach to Set & Achieve Goals) • NLP & the Law of Attraction: Powerful Life Academy •Transformative Coaching: ICF Training (Master Coach Academy) •Leadership and Communication Skill with NLP and Brain Base Coaching •Basic-Advance Magic Money: (Dr. Kwannapa Chusaeng) •Train the Trainer: M2M Academy •Leadership Architect 101: Korn/Ferry International •Talent Management: Korn/Ferry International