The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือสำเร็จไวถ้าใช้สมองเป็น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nattapon Sukarak, 2023-02-06 02:57:30

หนังสือสำเร็จไวถ้าใช้สมองเป็น

หนังสือสำเร็จไวถ้าใช้สมองเป็น

ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 99 ซึ่งแผนที่ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน แถมคนถือแผนที่ ก็คนละคนอีก ดังนั้นจึงแทบจะคาดเดาอะไรไม่ได้เลยครับ แผนที่นี้ถูกใช้ทุกวันและจะเห็นได้ชัดเจนว่า เราใช้มัน อย่างไรเมื่อเราเจอกับเหตุการณ์บางอย่างที่เราไม่คาดคิด เช่น คุณเป็นคนสนุกสนานเฮฮา มองโลกในแง่ดี นับถือคำสอนของ พระพุทธเจ้า และให้ความสำคัญกับครอบครัวมาก วันดีคืนดี บังเอิญมีคนขับรถปาดหน้ารถคุณ พร้อมกับเปิดกระจกยก นิ้วกลางให้อีกต่างหาก สมองคุณก็ทำงานร่วมกับแผนที่ทันที ครับ สมองตีความว่าเขาด่ามา แต่คุณไม่โกรธเพราะคิดว่าเขา อาจจะรีบไปเข้าห้องน้ำข้างหน้าก็ได้ ซึ่งคุณเป็นคนขับรถช้า และขวางทางเขา สุดท้ายคุณก็ให้อภัยเขา เพราะถูกสอนมาว่า “เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร” การแก้แค้นคืนไม่ดีแน่ๆ มีแต่จะนำความเดือดร้อนมาให้ ไม่เฉพาะตัวคุณ รวมทั้งครอบครัวคุณอาจจะเดือดร้อนไปด้วย ถ้าเกิดคนนั้นเขาทำอันตรายคุณขึ้นมาจะทำอย่างไร คุณก็เลย ไม่คิดมากและตัดสินใจขับรถไปทำงานตามปกติ


100 ในทางกลับกัน ถ้าหากคุณเป็นคนอารมณ์ร้อน ถูกเลี้ยง มาแบบเอาแต่ใจ อะไรๆ ในชีวิตก็ขวางหูขวางตาไปหมด วัดวา ก็ไม่เข้า โตมากับทีวี และเฟซบุ๊ก และอยากจะเป็นคนสำคัญ เสมอ เมื่อเจอเหตุการณ์เดียวกัน คุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น งานนี้ อาจจะมีการยิงกันตายเกิดขึ้นก็ได้ แค่นึกก็ขนลุกแล้วครับ เห็นไหมว่า คนเราทุกคนล้วนมีแผนที่ในสมองที่ต่างกัน และแผนที่นี้ก็ไม่ได้ถูกต้องเสมอไป หากคุณจะใช้แผนที่ของคุณ พยายามเดินไปในชีวิตคนอื่น ก็เหมือนกับเอาแผนที่กรุงเทพฯ ไปเดินที่ปารีสยังไงยังงั้นเลยครับ โอกาสเดินถูกทางคงมีน้อยกว่า เพราะว่ามันเป็นคนละพื้นที่กัน โปรดระลึกไว้เสมอว่า “แผนที่ไม่ใช่พื้นที่จริง” (Map is not territory) นะครับ สำเร็จไว Trick#16 สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต มันอาจจะเป็นจริงสำหรับคุณ แต่มันไม่เป็นจริงสำหรับคนอื่น


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 101 7. ความต้องการของมนุษย์ 6 อย่าง คุณเคยสงสัยไหมว่า ว่าทำไมคนเราถึงทำอะไรต่างๆ มากมาย ไปที่โน่นที่นี่ เช้าเข้าวัดทำบุญ ตกเย็นกลับบ้านด่า คนที่บ้าน ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ชอบเม้าท์มอยกันในเวลา ทำงาน บ้าเข้าเรียนสัมมนาต่างๆ ชอบทะเลาะกับคนอื่นไปทั่ว หรือชอบช่วยเหลือคนอื่นตลอดเวลา มันมีแรงจูงใจอะไรในสิ่งที่เขาทำกันแน่ แอนโทนี่ ร็อบบิ้นส์ นักคิด นักสร้างแรงบันดาลใจที่ มีชื่อเสียงระดับโลก ได้ให้แนวคิดไว้ว่า ไม่ว่ามนุษย์จะทำอะไร ก็ตาม นั่นก็เพียงเพื่อตอบสนองต่อความต้องการหลัก 6 อย่าง (6 Human Needs) ของตัวเขาเอง ซึ่งก็ได้แก่


102 7.1) Certainty (ความมั่นคง ปลอดภัย ความมั่นใจ คาดเดา และควบคุมได้): ลองนึกดูว่า ตื่นเช้ามาคุณคาดเดา อะไรไม่ได้เลยเกี่ยวกับการเดินทาง ไม่ว่าถนนหนทางข้างหน้า จะเป็นอย่างไร รถจะมาเมื่อไหร่ ใช้เวลาประมาณเท่าไรจะถึง ที่ทำงาน เหล่านี้คงจะทำให้คุณเครียดพอสมควร หรือบางคน ทำงานหนักต้องการมีเงินเก็บมากๆ เพื่อจะได้ไม่ลำบากใน อนาคต 7.2) Variety (ความตื่นเต้น หลากหลาย แปลกใหม่ ไม่ซ้ำซากจำเจ): คนเราก็ต้องการความตื่นเต้นกันบ้าง ไม่ อย่างนั้นธุรกิจของขวัญคงเจ๊งไปนานแล้ว หรือบางคนก็อยากไป ที่ใหม่ๆ ลองทำอะไรใหม่ๆ กินอะไรใหม่ๆ หรืออยากเปลี่ยนรถ คันใหม่ เหล่านี้เป็นต้น 7.3) Significance (การเป็นคนสำคัญ คนสำเร็จ ได้รับการยกย่อง มีคนเห็นคุณค่า): คงไม่มีใครไม่อยากเป็น คนสำคัญ เราจะรู้สึกดีมากๆ เวลาเป็นคนสำคัญ จริงไหมครับ และการเป็นคนสำคัญก็เป็นได้หลายแบบ ทั้งแบบช่วยเหลือ เกื้อกูล หรือแบบทำลายล้าง เขาบอกว่าเวลาคนเราโกรธหรือ เวลาเราด่าว่าใคร เพราะเราอยากเป็นคนสำคัญจึงแสดง พฤติกรรมแบบนี้ออกมาเพื่อเรียกร้องความสนใจ


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 103 7.4) Connection & Love (ความรัก ความใกล้ชิด สนิทสนม ความเป็นพวกเดียวกัน): มนุษย์เป็นสัตว์สังคม หมายความว่าโดยส่วนใหญ่แล้วจะอยู่คนเดียวไม่ได้ เขาจะต้อง มีเพื่อนคู่คิด มิตรคู่ใจ เพราะต้องการความใกล้ชิดสนิทสนม การได้รักใครสักคนหรือการถูกใครสักคนรัก 7.5) Growth (ความก้าวหน้า เรียนรู้ และการ เติบโต): คงไม่มีใครอยากย่ำอยู่กับที่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น ด้านความคิดหรือจิตวิญญาณ ตอนเป็นเด็กก็อยากโตเป็นผู้ใหญ่ ตอนเรียนก็อยากเลื่อนชั้น ตอนทำงานก็อยากก้าวหน้า เรามี ความต้องการที่จะเรียนรู้เพื่อการเติบโตด้วยกันทั้งนั้นครับ 7.6) Contribution (การเป็นผู้ให้ ผู้สร้าง ผู้ ช่วยเหลือ): สุดท้าย มนุษย์เราก็ต้องการที่จะเป็นผู้ให้ อยาก ช่วยเหลือผู้อื่น บางคนก็อาจแคบลงมา คืออยากให้แค่คน ในครอบครัว คนรัก หรือหมาแมว ส่วนบางคนความต้องการ ที่จะเป็นผู้ให้ของเขาก็ขยายขอบเขตออกไปมากกว่านั้นคือ สู่ชุมชน สู่สังคม สิ่งแวดล้อม หรือเพื่อประเทศชาติ ส่วน ผู้ยิ่งใหญ่หลายๆ คนก็ขยายออกไปสู่มวลมนุษยชาติเลยทีเดียว เช่น บิล เกตส์ เจ้าพ่อไมโครซอฟต์ และมหาเศรษฐีอันดับโลก อีกหลายๆ คน


104 ความต้องการ 4 อันดับแรก เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน มันเป็นความต้องการขั้นพื้นฐานที่ทุกคนมี ในทางกายภาพและจิตใจ ส่วนสองคือความต้องการหลังเป็น ความต้องการเชิงจิตวิญญาณที่แยกตัวออกมาจาก 4 ความ ต้องการแรก คนทั่วไปอาจมีสองอันหลังน้อย แต่คนที่สร้างอะไรได้ ยิ่งใหญ่กว่าจะมีสองตัวหลังนี้มากมายมหาศาล ดังนั้น ลอง สังเกตตัวเราดู แล้วจะพบว่า เรามีความต้องการเหล่านี้อยู่ ในทุกเบื้องหลังของการกระทำตลอดเวลา เขาบอกว่า การที่คนเราจะทำอะไรก็ตาม แล้วมันเติมเต็ม ความต้องการของเราอย่างน้อยสามอย่าง เราก็จะเสพติดการ กระทำนั้นครับ ลองสำรวจตัวเองดูว่า เราเสพติดการกระทำ อะไรบ้างหรือเปล่า


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 105 ถ้าจะเปรียบไป ความต้องการเหล่านี้ก็เหมือนเป้าธนู ครับ ไล่เลียงมาตั้งแต่ความต้องการพื้นฐาน “ความมั่นคง มั่นใจ” ที่อยู่ขอบนอกสุดมาจนถึงขอบด้านใน ที่คะแนน สูงสุดคือ “การเป็นผู้ให้” หากคุณลองเล็งเป้ายิงธนูจากที่ไกลๆ โดยยิงให้ถูกเฉพาะ ความต้องการของคุณในบริเวณแถบนอกแถบเดียว โอกาสยิง ไม่ถูกมีมากกว่าครับ แต่ถ้าคุณเล็งไปที่เป้าตรงกลางแล้วยิง ออกไป แน่นอนว่า มันอาจจะไม่โดนเป้าตรงกลางที่เล็ง แต่มัน อาจไปโดนความต้องการแถบอื่นๆ ของคุณแทน คราวนี้เห็นหรือยังครับว่า คนที่เขาประสบความสำเร็จ และมีความสุข ทำไมเขาถึงตั้งเป้าหมายของการเป็นผู้ให้ เพราะ ว่าเขาจะได้ทุกอย่างกลับมาแทนอย่างไรล่ะครับ สำเร็จไว Trick#17 ในทุกๆ การกระทำ ล้วนมีความต้องการ ซ่อนอยู่เสมอ


106 8. ทำความสำเร็จให้เป็นวิทยาศาสตร์ คนเราไม่ว่าจะลงมือทำอะไรก็ตาม ส่วนใหญ่จะทำไปเพื่อ ตอบสนองความต้องการบางอย่างของเขาทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น ความมั่นคง สนุกสนาน การเป็นคนสำคัญ หรือความสำเร็จ ต่างๆ ทั้งหลายที่เขาเชื่อว่า ใช่ แต่มีหลายคนที่เชื่อว่า ความสำเร็จต้องแลกมาด้วยอะไร บางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเวลา ความสัมพันธ์ เช่น การทำงาน หามรุ่งหามค่ำจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว หรือบางคนก็เลือก ที่จะไม่แต่งงานไปเลย เพราะงานที่ทำก็หนักพออยู่แล้ว กลัวว่า จะมาปวดหัวกับการทะเลาะกับแฟนอีก


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 107 หรือบางคนก็เชื่อว่า คนเราจะสำเร็จได้ เก่งอย่างเดียว ไม่พอต้องเฮงด้วย หรือไม่ก็ต้องใช้ศักดิ์ศรีเข้าแลก ดังนั้น เวลา พูดถึงความสำเร็จ มักจะมีข้อเสียและเรื่องลบๆ แฝงตัวอยู่เสมอ และยังจะต้องมาพึ่งพาโชคชะตาอีกต่างหาก ทำให้หลายๆ คน ไม่อยากนึกถึงความสำเร็จแบบจริงๆ จังๆ สักที หากความสำเร็จสามารถอ้างอิงได้ในเชิงวิทยาศาสตร์ก็ คงจะดีไม่น้อย สำหรับในทางวิทยาศาสตร์นั้น การที่มีอุบัติการณ์ หนึ่งๆ (Event) เกิดขึ้นนั้น มันต้องมีสาเหตุมาจากอะไรบางอย่าง และมักพูดกันเสมอว่า “เหตุบังเอิญไม่มีในโลก” หรือถ้าจะ เปรียบเทียบกับศาสนาพุทธของเราก็คือ “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ ก็ต้องมี เมื่อสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้ก็ต้องเกิด” ถ้าความสุขและความสำเร็จเป็นผลลัพธ์ของบางสิ่ง บางอย่าง ดังนั้นมันก็ต้องมีสาเหตุที่ทำให้มันเกิดขึ้น และมัน ต้องเกิดขึ้นอีกพร้อมสามารถทำนายได้ด้วย เราเรียกสิ่งนี้ว่า กฎแห่งเหตุต้นผลลัพธ์ (Law of Cause and Effect) มาดูชีวิตในปัจจุบันกันดีกว่าครับ ถ้าจะให้ความสำเร็จ ของชีวิตคุณ (Result) ประกอบด้วย ความสำเร็จด้านการเงิน การงาน สุขภาพ เวลา อารมณ์ สภาพแวดล้อม ความสัมพันธ์ จิตวิญญาณ ตอนนี้คุณอยู่ตรงไหนของความสำเร็จบ้าง


108 ถ้าลองให้คะแนนดู จากคะแนน 0 พอใจน้อยสุด ถึง คะแนนเต็ม 10 พอใจมากที่สุด ในแต่ละด้าน คุณพอใจและมีความสุขกับชีวิตมากน้อย แค่ไหน บางคนอาจตอบ 7 หรือ 8 ซึ่งนั่นก็ดีมากๆ สำหรับคน ที่ตอบเต็ม 10 ผมอยากจะรู้จักคุณจังครับ คุณคือบุคคลที่ เป็นต้นแบบอย่างแท้จริง แต่ถ้าคุณตอบว่าน้อยกว่า 5 ในบางด้าน คุณอาจจะต้อง กลับมาคิดแล้วละครับว่า ทำไมคะแนนมันน้อยจัง มันต้องมี สาเหตุอะไรสักอย่างแน่นอน สิ่งที่เรียกว่า ความสำเร็จของชีวิตคุณ (Result) นี่แหละ คือปลายเหตุที่เป็นผลลัพธ์ (Effect) จากการทำอะไร บางอย่าง ซึ่งมันมีที่มาที่ไป ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ มันก็เกิดขึ้นเองตาม ธรรมชาติ เพื่อที่เราจะได้ผลลัพธ์ตัวนี้ (Effect) เราสามารถ ย้อนกลับไปดูที่เหตุต้น (Cause) ของมันว่า มันเกิดขึ้นได้ อย่างไร โดยจะอธิบายเอาไว้ดังนี้


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 109 เหตุต้น (CAUSE) => ความคิด (Thought) ความคิด (Thought) => อารมณ์ (Emotion) อารมณ์ (Emotion) => การกระทำ (Action) การกระทำ (Action) => ความสำเร็จ (Result) ความสำเร็จ (Result) => ผลลัพธ์ (EFFECT) จากเงื่อนไขนี้ ทุกผลลัพธ์ในชีวิตคุณจะเริ่มมาจาก ‘ความคิด’ ก่อนเป็นอันดับแรก เหตุต้น (Cause) => ผลลัพธ์ (Effect) ซึ่งตัวความคิดนี้เอง ที่เป็นตัวกระตุ้นทำให้คุณแสดง อารมณ์ออกมา ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ลบหรือบวก หรือเฉยๆ ซึ่ง มันส่งผลให้คุณมีการกระทำบางอย่างออกไป แต่ถ้าครั้งสองครั้ง ก็เป็นแค่การกระทำ (Actions) ชั่วคราวเท่านั้น ความคิด อารมณ์ การกระทำ ผลลัพธ์ เหตุต้น


110 แต่หากคุณมีการทำอะไรที่ทำซ้ำๆ ทำบ่อยๆ ตลอดเวลา เราเรียกมันว่า พฤติกรรม (Behaviors) อย่างคนที่ชอบทำ อะไรซ้ำๆ ไม่เปลี่ยนไปทำอย่างอื่นเลย จะเป็นอุปนิสัยที่มีมา แต่กำเนิดแก้ไม่หาย เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “ทำจนเป็นสันดาน” คำนี้ครับ ไม่ว่าการกระทำจะเป็นไปใน ทิศทางไหน ทำลายหรือสร้างสรรค์ ในทางดีงามหรือชั่วร้าย สุดท้ายมันก็ก่อให้เกิดผลลัพธ์ (Effect) ซึ่งก็คือ ความสำเร็จ ในชีวิต (Result) ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง •คนบางคนคิดว่า การเรียนนำไปสู่ชีวิตที่ดี เขาก็ตั้งใจ เรียนจนจบออกมามีงานทำที่ดี มีเงินเดือนสูงๆ •คนบางคนคิดว่า การเรียนไม่สำคัญ ก็เรียนไปเรื่อยเปื่อย จบออกมาก็มีงานทำแต่อาจจะไม่ดี •คนบางคนคิดว่า ความสำเร็จหาได้นอกห้องเรียน เขา ก็ดิ้นรนหา จนร่ำรวยทั้งที่เรียนไม่จบอะไร •คนบางคนคิดว่า เขาดูไม่ดีพอที่จะมีคนมาชอบ เขาก็ จะอยู่เป็นโสดไปอีกนาน •คนบางคนคิดว่า ไม่รู้จะหุ่นดีไปทำไม เขาก็จะอวบอ้วน อยู่อย่างนั้น


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 111 สำเร็จไว Trick#18 เมื่อคุณคิดและเห็นเช่นไร คุณก็จะได้และเห็นเช่นนั้น ยังมีอีกหลายๆ ความคิดที่มีความสำคัญซึ่งได้นำผู้คน ไม่น้อยออกมาสู่ความเป็นตัวเขาในวันนี้ ดังคำกล่าวที่ว่า... “ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จ คุณต้องคิดเหมือนคนที่ประสบความสำเร็จ เมื่อคุณคิดเหมือนคนที่ประสบความสำเร็จอยู่ตลอดเวลา คุณก็จะสามารถสำเร็จเหมือนเขาได้”


112 9. ควบคุมความคิดพิชิตความสำเร็จ ถ้าเราให้ความสุขความสำเร็จในชีวิตเป็นไปตาม ‘กฎต้นเหตุ และผลลัพธ์’ (Law of Cause and Effect) ตัวแปรของกฎนี้ ก็จะมีความสำคัญมาก เพราะมันสามารถทำให้เกิดผลลัพธ์อย่าง ที่ต้องการได้ ซึ่งตัวแปรที่ว่านี้ก็คือ “ความคิด” นั่นเอง เราคงเคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับความคิดกันมา มากมาย ว่าแต่เราเองรู้จักความคิดกันมากน้อยแค่ไหน และ ไอ้เจ้าความคิดนี้ มันคืออะไรและมาจากไหน ถ้าจะพูดง่ายๆ แบบกำปั้นทุบดิน ความคิด ก็คือ สิ่งที่อยู่ในหัวเรานี่เอง และ เขาก็อยู่กับเราเกือบตลอดเวลา โดยที่มีองค์ประกอบหลักอยู่ 3 ส่วนด้วยกันคือ


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 113 1. ภาพในหัว: ถ้าคุณลองสังเกตตัวเองดีๆ จะพบว่า ในหัวคุณจะมีภาพปรากฏแวบๆ บ่อยมาก ไม่ว่าจะเป็นภาพ ที่บ้าน พ่อแม่ แฟน ลูกหลาน เพื่อนร่วมงาน หมา แมว สถานที่ ท่องเที่ยวต่างๆ เช่น ทะเล น้ำตก และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ สำคัญคือ ภาพเหล่านี้มักจะผุดขึ้นมาเองแวบๆ โดยมิได้รับเชิญ และเราก็ห้ามเขาไม่ได้ด้วย ไม่เชื่อลองมาดูกันครับ ถ้าผมบอกคุณว่า ‘ห้าม’ ขีดเส้นใต้คำว่า ‘ห้าม’ นะครับ ห้ามนึกถึงภาพกระต่ายสีขาว มีขนปุกปุย ตาสีแดง วิ่งตัด สนามหญ้าสีเขียว เป็นไงครับ หวังว่าคุณคงไม่ได้นึกถึงภาพที่ ผมบอกใช่ไหมครับ


114 2. เสียงในหัว: ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ คุณได้ยินเสียงใน หัวคุณไหมครับ อย่าเพิ่งงง ก็เสียงอ่านข้อความของผมนี่แหละ ว่าแต่รบกวนช่วยเช็กหน่อยว่า เสียงผมหล่อไหมครับ (ฮ่า ฮ่า) อันที่จริงเสียงในหัวของเรา มันก็เกิดขึ้นเกือบตลอดเวลา เหมือนกัน คุณอาจจะได้ยินเสียงคุณเอง เสียงเพื่อน แม่ หรือ เสียงอื่นๆ ที่สมองคุณเก็บเอาไว้ครับ หรือบางคนรักเจ้านายมาก ก็จะมีเสียงเจ้านายดังอยู่ในหัวตลอดเวลา หรือว่ามันอาจจะเป็น เสียงที่คุณไม่ชอบใจ ได้ยินทีไรหัวใจก็ห่อเหี่ยวทุกที ลองฟัง เสียงในหัวคุณสิครับ สนุกดี 3.Self-Talk ขอใช้คำว่า ‘พูดกับตัวเอง’ ก็แล้วกันครับ: ตัวนี้จะมีหลายชนิดหน่อย •กลุ่มแรก จะเป็นคำถาม (Question) ของเราที่เรา ได้ยินเอง ลองนึกถึงเหตุการณ์ที่คุณกำลังคุยกับคนอื่น แล้วคุณ ก็ได้ยินเสียงในหัวว่า จริงเหรอ จะมาไม้ไหน ทำไมน่าเบื่ออย่างนี้ ทำไมฉันไม่เก่งเลย หรืออยู่ดีๆ ก็มีคำถามดังในหัวตัวเอง เช่น นี่เรากำลังทำอะไรอยู่ วันนี้จะทำอะไรดี แต่คุณไม่ได้พูดมัน ออกมาใช่ไหมครับ


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 115 •กลุ่มที่สอง จะเป็นเรื่องราว (Metaphors) เป็น เหตุการณ์ต่างๆ ที่เราจดจำมันไว้ เช่น เหตุการณ์ในอดีตที่เรา ให้ความหมายไว้ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ซึ่งเราเห็นได้ภายในหัวเรา อีกอันหนึ่งที่สำคัญก็คือ การพูดตอกย้ำกับตัวเอง (Incantation) เช่น ฉันเก่ง ฉันสุดยอด เรานี่ตลกจัง หรือไม่ก็ตรงข้าม ไปเลย เช่น ฉันไม่เอาไหน ฉันไม่เก่ง ฉันไม่พร้อม •กลุ่มที่สาม จะเป็นภาษาและสัญลักษณ์ (Word/ Label) ที่เราให้ความหมายโดยตัวเราเอง ลองนึกถึงช่วง เหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองสิครับ ชัดเจนดี สีแดง สีเหลือง ธงชาติไทย หรืออาจจะเป็นภาษา เช่น ตำรวจ ทหาร นักการเมือง คนรวย ชาวนา คำพูด ซึ่งสัญลักษณ์เหล่านี้ ล้วนมีความหมายเฉพาะต่อเราทั้งนั้น คล้ายกับว่าแค่เห็นก็มี อารมณ์ร่วมไปแล้ว ถ้าคุณพอจะจำได้ ความคิดเป็นสาเหตุให้เกิดอารมณ์ ความรู้สึก ทดลองดูทีละอันก็ได้ครับ เมื่อคุณเห็นภาพในหัว เสียงในหัว หรือพูดกับตัวเองแล้ว มันมีอะไรเกิดขึ้นไหม แต่ อย่าไปฝืน ยิ่งฝืนมากๆ เขาจะยิ่งมามาก เชื่อไหมว่า การพูดคุยกันหรือพูดกับตัวเองทำให้เกิด กระบวนการนี้ทั้งหมด จึงมีคำกล่าวที่ว่า...


116 (The quality of your life depends on the quality of your communication both to yourself and other) “คุณภาพชีวิตของคุณ ขึ้นอยู่กับคุณภาพในการพูดคุยกับคนอื่น และพูดคุยกับตัวคุณเอง” เมื่อความคิดสำคัญมากขนาดนี้ ถ้าเราควบคุมเขาให้เป็น ไปในทางที่เราต้องการได้ คงจะเป็นสิ่งที่วิเศษมาก แต่การที่จู่ๆ จะไปบังคับความคิดให้เป็นไปตามที่เราต้องการอาจจะเป็นเรื่อง ที่ยากสักหน่อย ดังนั้น ผมอยากเชิญชวนให้ทุกท่านเลือกพูด แต่สิ่งดีๆ ในการพูดคุยกัน แล้วมาดูว่า ชีวิตของเราจะเปลี่ยนไป ในทางไหนบ้าง มาลองไปพร้อมๆ กันเลยครับ เราสามารถควบคุมความคิดได้ด้วยการกำหนดทิศทาง การคิดให้เขาได้ โดยการ ‘ตั้งคำถามกับตัวเอง’ เช่น เมื่อคุณ นึกถึงภาพ เสียง หรือความรู้สึกที่คุณไม่ชอบ ลองตั้งคำถาม เหล่านี้ดู ความคิดคุณจะโฟกัสทันที “มันมีอะไรดีจากเหตุการณ์นี้บ้าง” หรือ “ฉันได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นี้บ้าง”


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 117 เมื่อคุณมีเป้าหมายบางอย่าง คุณสามารถควบคุมความ คิดให้ไปในทางที่คุณต้องการได้ โดยการถามตัวคุณเองตลอด เวลา ทุกเช้าทุกวัน ตื่นนอน เดินทางไปทำงาน กลับบ้าน ก่อนนอน อย่างเช่น “เป้าหมายของฉันคืออะไร” “ทำอย่างไรฉันถึงจะร่ำรวยและมีความสุข” “ฉันจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร” “อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ฉันต้องทำวันนี้” “ฉันต้องทำยังไงถึงจะคิดบวกได้ตลอดเวลา” คำถามเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยควบคุมให้ความคิดของคุณ มีทิศทาง ความคิดคุณเหมือนจะถูกล็อกเอาไว้ไม่ให้เคลื่อนที่ ไปไหน ทันทีที่คุณตั้งคำถาม สมองของคุณก็จะรับคำถามนี้ มา แล้วเขาจะช่วยหาคำตอบให้ คุณจะได้รับคำตอบแน่นอน ขอเพียงแค่อย่าหยุดตั้งคำถามครับ สำเร็จไว Trick#19 คุณภาพของชีวิตคุณ ขึ้นอยู่กับ คุณภาพของคำถาม ที่คุณถามตัวเอง


มาทำความสำเร็จให้เป็นจริง ความสำเร็จนั้น อยู่ดีๆ คงเกิดขึ้นไม่ได้ จำเป็นต้องมีกระบวนการเพื่อให้ได้มา เริ่มต้นด้วยการตั้งเป้าหมาย และทำให้เป้าหมายนั้นชัดเจนขึ้น เพราะเป้าหมายยิ่งชัดเจนมากเท่าไร ความสำเร็จที่ตั้งไว้ ก็อยู่ไม่ไกลเท่านั้น


1. เริ่มต้นด้วยการตั้งเป้าหมาย ลองนึกภาพดูครับ ถ้าคุณมีเพื่อนสนิทมาบอกว่า เขาจะออกเดินทางท่องเที่ยว สักสามเดือน พอคุณถามว่าจะไปเที่ยวที่ไหนบ้างและไปอย่างไร เขาก็บอกคุณว่าไปเรื่อยๆ ค่ำที่ไหนก็แวะนอนที่นั่น แต่กับ เพื่อนอีกคนหนึ่งบอกว่า เขาจะเดินทางท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ สัก สามเดือนเหมือนกัน และจะไปสุดทางที่เชียงใหม่ คุณว่าอีกสามเดือนคุณจะเจอพวกเขาได้ที่ไหนครับ


120 อีกตัวอย่างหนึ่ง มีเรือ 2 ลำ เรือลำหนึ่ง แล่นออกไป ในทะเลที่กว้างใหญ่ เพื่อไปตามหาเกาะมหาสมบัติ โดยไม่มี ทิศทางแน่นอน ล่องไปเรื่อยๆ นึกอยากจะล่องไปทางไหน ก็ไป แต่เรืออีกลำก็ล่องออกทะเลไปตามหาเกาะมหาสมบัติ เช่นกัน โดยมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเท่านั้น เรือทั้งสองลำ ขณะที่กำลังล่องไปก็เจอพายุฝนซัดกระหน่ำจนเรือโคลงไป เอียงมา พอพายุสงบก็ล่องเรือกันต่อไป มีเจอเกาะแก่งตาม รายทาง ก็แวะพักผ่อนกัน ผ่านไปครึ่งปีคุณว่าเรือทั้งสองลำนี้จะอยู่ที่ไหนครับ เรือทั้งสองลำอาจจะเจอหรือไม่เจอสมบัติก็ได้ แต่เรือ ลำแรกอาจจะวนกลับมาที่เดิมคือจุดเริ่มต้น ส่วนเรือลำที่สอง นั้นจะอยู่ห่างจากจุดเริ่มต้นไปมากโข หรือในทางกลับกันเรือ ทั้งสองลำกำหนดทิศทางที่จะไป ลำหนึ่งมุ่งไปทาง 13 นาฬิกา ส่วนอีกลำมุ่งไปทาง 14 นาฬิกา ผ่านไปสามเดือนเรือสองลำนี้ จะอยู่ที่ไหนครับ กำหนดเวลาห่างกันเพียงนิดเดียว ก็ทำให้เรือ ไปสู่จุดหมายที่ต่างกันได้อย่างมโหฬาร เป้าหมายก็เช่นเดียวกัน หากคุณไม่เคยตั้งเอาไว้ คุณก็ จะไปไม่ถึงไหน ดังนั้นมันจึงมีความสำคัญมากในการกำหนด ทิศทางและสถานที่ที่คุณจะไป แต่ถ้าคุณตั้งไว้ในทิศทางที่ ผิดๆ คุณก็อาจไปไม่ถึงที่หมาย


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 121 แต่เชื่อไหมครับว่า มีคนหลายคนที่ไม่เคยตั้งเป้าหมายเลย ซึ่งมีเหตุผลหลักๆ อยู่ 3 อย่างดังนี้ 1. ไม่รู้ว่าการตั้งเป้าหมายมีความสำคัญ ไม่รู้จะตั้งไป ทำไม หรือตั้งไม่เป็น 2.ตั้งเป้าหมายแล้ว แต่ไม่มีวิธีการที่สามารถบรรลุ เป้าหมายได้ 3.กลัวล้มเหลว ลองถามตัวเองดูครับว่า คุณมีอุปสรรคข้อใดข้อหนึ่งใน สามข้อนี้หรือไม่ สำเร็จไว Trick#20 การไม่บรรลุเป้าหมาย อาจทำให้คุณเสียเวลาไปบ้าง แต่การไม่ตั้งเป้าหมายเลย อาจทำให้คุณเสียทุกอย่างได้


122 2. ใช้หลัก SMART Goals ในการตั้งเป้าหมาย ในการตั้งเป้าหมายที่ดีนั้นควรจะใช้หลัก Smart Goals มาช่วยเพื่อให้เกิดความชัดเจนขึ้นในสมอง อย่างที่ได้กล่าวไป แล้วในบทก่อนครับว่า “Clarity is power” “ความชัดเจน คือพลัง” ดังนั้นเวลาตั้งเป้าหมายเราต้องมีความชัดเจนกับมัน ด้วย โดยหลักของ Smart Goals มีดังต่อไปนี้ S: Specific (เฉพาะเจาะจง) เป้าหมายนั้นควรจะเป็นอะไรที่เฉพาะเจาะจง เช่นแทนที่ คุณจะตั้งเป้าว่า ฉันจะรวย ฉันอยากมีเงินเพิ่มขึ้น ก็ลอง เปลี่ยนมาเป็น ฉันมีรายได้เพิ่มขึ้นเดือนละ 20,000 บาท ฉัน มีทรัพย์สินร้อยล้าน ฉันได้กำไรจากหุ้น 20% หรือถ้าเป็น เรื่องลดน้ำหนัก แทนที่จะตั้งเป้าว่าจะลดน้ำหนัก ก็เปลี่ยนเป็น ฉันมีน้ำหนักอยู่ที่ 65 กิโลฯ (จากแต่ก่อน 78 กิโลฯ) อะไร ทำนองนี้ครับ


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 123 M: Measurable (วัดผลได้) คุณจะรู้ได้อย่างไรครับว่าคุณได้บรรลุเป้าหมายแล้ว ถ้า คุณตอบได้ก็แสดงว่า วัดผลได้ แต่ถ้าตอบไม่ได้แสดงว่า อาจ ต้องลองพิจารณาตั้งเป้าหมายใหม่ เช่น ถ้าเป้าหมายเป็นเงิน หรือรายได้ คุณก็รู้ได้จากการที่มีเงินเข้ามาเยอะๆ หรือน้ำหนัก ของคุณที่ลดลง มีแฟนเป็นตัวเป็นตน อย่างนี้เป็นต้น A: Attainable (พอเป็นไปได้) เป้าหมายที่คุณตั้งไว้ต้องพอเป็นไปได้ด้วย ไม่ใช่ว่าตั้งอะไร ที่มันเป็นไปได้ยาก เช่นอายุ 23 ปี จากเงินเดือน 10,000 บาท ตั้งเป้ารายได้ปีละล้าน ตอนอายุ 24 ปี มันอาจจะได้ครับ แต่ต้องไม่ใช่งานประจำแบบมนุษย์เงินเดือนแน่ๆ หรือบางคน อยากมีแฟนหล่อเหมือนณเดชน์ ถ้าคุณตั้งเป้าหมายอย่างนี้ ก็ลำบากหน่อยครับ เรื่องการลดน้ำหนักก็เช่นกัน บางคน จากหนัก 100 กิโลฯ ตั้งเป้าลด 20 กิโลฯ ภายใน 1 อาทิตย์ อย่างนี้ก็เตรียมหามส่งโรงพยาบาลได้เลยครับ


124 R: Relevant (สำคัญกับคุณยังไง) บางคนพอบอกให้ตั้งเป้าหมายก็ตั้งทันทีครับ คือตั้งตาม คนอื่นๆ ไปอย่างนั้น แต่พอถามว่าเป้าหมายนี้สำคัญกับคุณยังไง อะไรคือแรงจูงใจที่คุณอยากได้เป้าหมายนี้ และเป้าหมายนี้ ถ้าบรรลุแล้วมันให้อะไรกับคุณบ้าง ถ้าคุณตอบไม่ได้ แสดงว่า อันนี้ไม่ใช่เป้าหมายที่เกี่ยวข้องหรือมีความสำคัญกับคุณ ผมว่า แนวโน้มที่จะล้มเหลวหรือล้มเลิกมีสูงมาก T: Time (มีระยะเวลา) เรื่องเวลาก็สำคัญกับการตั้งเป้าหมายครับ เราควรจะ กำหนดระยะเวลาให้ชัดเจน เพื่อที่เราจะรู้ได้ว่า เรามีความ คืบหน้าไปบ้างแล้ว และจะได้นำมาปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม เช่น ฉันมีรายได้ปีละล้านในอีกห้าปีข้างหน้า ฉันต้องมีแฟนภายใน 12 เดือน ฉันจะลดน้ำหนักได้ 10 กิโลฯ ภายใน 3 เดือน


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 125 เพราะการที่เรากำหนดเวลาไว้ ก็เพื่อที่เราจะได้รู้ว่า เป้าหมายใกล้เข้ามาแล้ว ซึ่งเราจะได้เตรียมตัวเพื่อฉลองความ สำเร็จครับ บางคนอาจเรียกว่า “Dead line” หรือ “เส้นตาย” แต่ผมรู้สึกว่ามันทำให้เรากังวลใจ ยิ่งใกล้เวลาที่กำหนดมาก เท่าใด ก็ยิ่งรู้สึกใกล้เส้นตายทุกที เราลองมาเปลี่ยนใหม่เป็น คำว่า “Celebration line” หรือ “วันเฉลิมฉลองความ สำเร็จ” จะดีกว่าครับ เพื่อว่าเวลาเราใกล้บรรลุเป้าหมายเราจะ มีกำลังใจมากขึ้น สำเร็จไว Trick#21 ตั้งเป้าหมายดี มีชัยไปกว่าครึ่ง


126 3. ตั้งเป้าหมายที่เร้าใจ และเป็นบวก การตั้งเป้าหมายมีอยู่ด้วยกัน 3 แบบครับ แบบที่หนึ่ง ก็คือค่อนข้างมั่นใจได้แน่นอน ถ้าตั้งอย่างนี้ กลับบ้านไปนอนดีกว่าครับ แบบที่สอง กึ่งมั่นใจและไม่มั่นใจ แต่ก็พอเห็นว่ามีแนวทาง เป็นไปได้ แบบที่สาม แบบพิเศษแถมให้ครับ เป็นการตั้งที่อันตราย และเป็นไปได้ยากมากๆ เขตอันตราย เขตท้าทาย เขตปลอดภัย ตายแน่ๆ ไม่แน่ใจ แต่ตื่นเต้น สำเร็จได้ง่ายๆ


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 127 การตั้งเป้าหมายที่ดีนั้น ต้องตั้งในแบบที่สองครับ คือ มั่นใจแบบ 50/50 หรือตั้งแต่ 50-70 เปอร์เซ็นต์ ว่าคุณ น่าจะทำได้ และต้องตั้งในแบบที่คุณรู้สึกเร้าใจ คือหมายความ ว่าเป้าหมายนั้น ค่อนข้างท้าทาย (Challenge) คุณ การตั้งเป้าแบบที่มีความเป็นไปได้ต่ำมาก คุณก็อาจจะ รู้สึกว่ามันยากมากและถอดใจไปเสียก่อน หรือถ้าตั้งโดยมี ความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง ก็อย่างที่บอกแหละครับ มันก็ไม่มี อะไรที่จะเป็นแรงจูงใจให้คุณเคลื่อนต่อไปข้างหน้า ตัวอย่างการตั้งเป้าหมายที่คุณต้องการเป็นบวกและ เร้าใจ ก็จะประมาณนี้ครับ ถ้าคุณมีหนี้สินมากมายและอยากปลดหนี้ ถ้าคุณตั้งเป้าว่า ฉันจะปลดหนี้สามแสนให้หมดภายใน 3 เดือน อันนี้แค่เริ่ม ก็พาคุณลงเหวแล้วครับ เพราะเป้าหมายคุณยังมีคำว่า “หนี้” อยู่ ในหัวก็จะมีภาพหนี้ส่งมาให้ตลอด และอย่าลืมว่า ถ้าคุณ นึกถึงเรื่องไหนบ่อยๆ สมองก็จะดึงสิ่งที่อยู่ในหัวคุณมาให้ ตลอดเวลา ตกลงคุณอยากได้หนี้ หรือคุณอยากได้เงินครับ อีกอย่างระยะเวลาอาจจะโหดเกินไป สำหรับบางคนอาจ หมดแรงไปก่อนได้ ลองเปลี่ยนมาตั้งใหม่เป็น “ฉันมีเงินเพิ่มขึ้น สามแสนในบัญชีธนาคารอีกหกเดือน” ตั้งอย่างนี้ทั้งสมองและ จิตใต้สำนึกจะพุ่งไปที่การหาเงินเพิ่มแทนครับ


128 หรืออีกตัวอย่างที่พบเห็นบ่อยๆ ก็คือเรื่อง “ลดความ อ้วน” แค่คุณตั้งเป้าเขียนไว้ที่ข้างฝาห้อง “ลดความอ้วน 10 กิโลฯ” คุณเห็นมันทุกวันๆ คุณคิดว่า สมองและจิตใต้สำนึกคุณ จะเห็นอะไรครับ แน่นอนครับ ความอ้วนนั่นเอง คุณลองตั้งใหม่ เป็นฉันจะหุ่นดี มีน้ำหนัก 50 กิโลฯ ภายในปีนี้ (จากแต่ก่อน 60 กิโลฯ) อย่างนี้เป็นต้น ส่วนเรื่องแฟนนี่ค่อนข้างซับซ้อน เพราะมันเป็นปัจจัย ที่ควบคุมเพียงคุณฝ่ายเดียวไม่ได้ มันต้องมีแรงดึงดูดจากอีก ฝ่ายด้วย เขาบอกว่าถ้าอยากได้แฟนแบบไหน ก็ลองตั้ง เป้าหมายให้ตัวเองเป็นอย่างนั้นก่อนจะดีที่สุด เช่น ฉันเป็น ผู้หญิงร่าเริง ดูดี มั่นใจในตัวเอง และจะมีแฟนหล่อภายในปีนี้ เป็นต้น สำเร็จไว Trick#22 เป้าหมายถ้ารู้ว่าได้แน่ๆ ก็กลับบ้านไปนอนดีกว่า มันเสียเวลา


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 129 4. ปักหมุดเป้าหมายของคุณให้อยู่ในสมอง สมองของคนเรามีความสามารถพิเศษ ถ้าเราเชื่ออะไร เราก็จะเห็นแต่สิ่งนั้น เราเรียกว่า “ระบบนำร่องสมอง” RAS (Reticular Activated System) เหมือนบางคนเชื่อว่าคนนี้ ไม่ดี คุณคิดว่าเขาจะเห็นอะไรจากคนนี้ครับ ต่อให้มีเหตุการณ์ ที่จะบ่งบอกว่าคนนี้ก็มีดี แต่สมองคนเราก็เลือกที่จะไม่รับ ถ้าหากปักใจเชื่อไปแล้ว เป้าหมายก็เช่นเดียวกันครับ ถ้าเราพุ่งไปที่เป้าหมาย และเชื่อว่ามันต้องมีทางบรรลุเป้าหมาย สมองส่วนนำร่องก็ จะพยายามหาอะไรมาสนับสนุนให้คุณเห็นแต่ความเป็นไปได้ เสมอ เราเรียกมันรวมๆ ว่า พลังแห่งการพุ่งเป้าความสนใจ (The power of focus) และพลังอันนี้จะเข้มข้นขึ้น เมื่อคุณ เทปูนคอนกรีตเสริมเหล็กกับความเชื่อของคุณ ด้วยคำถาม เกี่ยวกับเป้าหมายดังนี้


130 1. ทำไมคุณถึงต้องได้เป้าหมายนี้ด้วย (ยิ่งคุณให้เหตุผลหนักแน่นเท่าไรยิ่งดี) 2. เป้าหมายนี้ให้ความสุขความพึงพอใจอะไรแก่คุณบ้าง (ยิ่งมีความสุขมากเท่าไรก็ยิ่งดี) 3. ถ้าคุณไม่ได้มันมา แล้วเรื่องเลวร้ายที่สุดจะเกิดขึ้น (ยิ่งคุณหาสิ่งแย่ๆ จากการที่ไม่บรรลุเป้าหมายได้มาก เท่าไรก็ยิ่งดี) อย่างเช่น บางคนตั้งเป้าหมายมีเงินล้าน เพื่อที่จะเอาไป ดูแลแม่ ปลดหนี้ เที่ยวรอบโลก ซื้อบ้าน เพื่อจะได้อยู่สุขสบาย เป็นที่นับหน้าถือตา สามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ ถ้าหากไม่ บรรลุเป้าหมายชีวิตก็จะแย่ต่อไป อยู่คนเดียว ตายคนเดียว หรืออาจถึงขั้นล้มละลายเลยทีเดียว ลองเอาคำถามเหล่านี้ไปตั้งเป้าหมายของคุณดูนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องเรียน เรื่องสุขภาพ เรื่องความรัก และถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ในแต่ละเป้าหมายของคุณควรจะ มีชื่อเรียกตามที่คุณรู้สึกว่าพูดปั๊บมีพลังปุ๊บอะไรทำนองนั้น เช่น คุณตั้งเป้าหมายเรื่องการเงินแล้วได้ตามหลัก SMART Goals และปักหมุดเอาไว้ในสมองแล้วตอกหมุดนั้นให้จมมิดลงไปใน สมองด้วยการตั้งชื่อมันขึ้นมา


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 131 สำเร็จไว Trick#23 ความชัดเจนในเป้าหมายคือพลัง จะยิ่งขลังถ้ามีความสนุกด้วย วิธีง่ายๆ ในการตั้งชื่อเป้าหมาย ก็แค่ถามตัวคุณเองว่า ถ้าจะให้คำสามคำกับเป้าหมายนี้ คุณอยากจะตั้งชื่อมันว่าอะไร เอาที่มันโดนคุณนั่นแหละ เช่น “รวยโคตรโคตร” “เงินไหลมา” “หุ่นน่าเซี้ย” “หล่อระเบิด” “เทพเรียกพี่” คำโดนๆ เหล่านี้ จะทำให้การตั้งเป้าหมายของคุณ สนุกสนานกว่าเดิมครับ


132 5. ย่อยเป้าหมายลงมาทีละขั้น หากมีคนมาถามคุณว่า “คุณจะกินช้างทั้งตัวได้ยังไง” อะไรคือคำตอบครับ ลองมาคิดดูเล่นๆ ดีกว่า ให้เวลาคิด เล็กน้อยครับ ติ๊กต๊อก ติ๊กต๊อก ติ๊กต๊อก ติ๊กต๊อก ติ๊กต๊อก หมดเวลาแล้วครับ คำเฉลยคือ “ก็กินทีละคำไงครับ” เป้าหมายก็เช่นเดียวกัน เมื่อคุณมีเป้าหมายใหญ่แล้ว แต่ อาจจะต้องมีการใช้เวลาพอสมควร เช่นบางคนมีเป้าหมาย หาเงินร้อยล้านก่อนอายุ 40 หาแฟนภายใน 1 ปี หรือหุ่นดี ภายในหกเดือน เหล่านี้ถ้าคุณตั้งเป้าใหญ่เกินไป ระหว่างทางก็ อาจจะหมดแรงเสียก่อน เพราะยังมองไม่เห็นเป้าหมายสักที


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 133 เคล็ดลับก็คือ เราต้องย่อยเป้าหมายลงมาทีละขั้นก่อน แบบที่แนะนำก็คือ เป้าหมายย่อยไม่ควรตั้งเกิน 90 วัน หรือ 3 เดือน คือในระยะเวลา 90 วันต่อจากนี้ไป คุณอยาก เห็นผลลัพธ์อะไร ที่จะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายใหญ่ของคุณได้ เพื่อที่เราจะได้มีแรงทำมัน ถ้าจะให้ดีให้ย่อยเป้าหมาย 90 วันลงมาอีกเป็นรายเดือน รายสัปดาห์ หรือแม้กระทั่งรายวันถ้าทำได้ เช่น • จากเป้าหมายเงินร้อยล้าน ก็ตั้งเป้าหาเงินเพิ่มขึ้นเดือนละ หมื่นก่อนภายในสามเดือนนี้ • จากเป้าหมายหาแฟน ก็เริ่มทำความรู้จักคนใหม่ๆ สัก คนสองคนก่อนภายใน 1 เดือน • หรือถ้าตั้งเป้าหุ่นดี ก็ลดน้ำหนักให้ลง 3-5 กิโลฯ ก่อน ภายในสองอาทิตย์


134 อย่างนี้ก็จะมีกำลังใจทำง่ายกว่าเดิม เมื่อเราทำขั้นนี้ได้ สำเร็จ ขั้นต่อไปก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกแล้ว เหมือนที่เขาบอกว่า... “Success breeds Success” “ความสำเร็จนำมาซึ่งความสำเร็จ” สำเร็จไว Trick#24 ขึ้นบันไดให้ก้าวขึ้นทีละขั้น อย่าก้าวข้ามหลายขั้น เดี๋ยวพลาดพลั้งตกลงมา


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 135 6. เป้าหมายได้เดี๋ยวนี้เลย หลายคนเมื่อตั้งเป้าหมายแล้วเป็นการตั้งไปที่ความสำเร็จ ในอนาคตข้างหน้า เช่น ฉันจะมีบ้านราคา 10 ล้าน ฉันจะมีเงิน 100 ล้าน ฉันจะหุ่นดีมีซิกแพ็ก ฉันจะมีธุรกิจของตัวเอง ให้คุณลองนึกภาพ ถ้าเราเอากิ่งไม้ผูกติดกับหลังม้า ด้านหนึ่ง แล้วเอาแคร์รอตสีส้มสดผูกติดกับอีกปลายข้างหนึ่ง ให้เลยหัวม้าไปทางด้านหน้าเพื่อให้ม้ามองเห็น ถ้าม้าอยากกินแคร์รอต คุณว่ามันจะทำยังไงครับ มันก็ต้องเริ่มเดินออกไปถูกไหมครับ สายตาก็ไม่ละจาก เป้าหมายด้วย แน่นอนครับทันทีที่มันเริ่มออกเดิน แคร์รอต ก็เคลื่อนไปข้างหน้าพร้อมกับม้าเหมือนกัน คุณว่าแล้วเมื่อไหร่ มันจะได้กินแคร์รอตล่ะครับ โดยเฉพาะถ้ามันอยากกินมากๆ มันจะเริ่มวิ่งแบบเหยาะๆ ก่อน แต่ก็ยังไม่ได้กินอยู่ดี จากนั้น มันจะเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นแบบห้อตะบึงไปข้างหน้าจนสุดแรงเกิด มันเหนื่อยจนน้ำลายฟูมปากก็ยังไม่ได้กินแคร์รอตอยู่ดี


136 การตั้งเป้าหมายก็เช่นกัน ถ้าคุณมองว่ามันเป็นเรื่องใน อนาคตที่ยังมองไม่เห็น และจับต้องไม่ได้ คุณก็จะดิ้นรนเหนื่อย จนสายตัวแทบขาดเหมือนม้าตัวนี้แหละครับ เคล็ดลับก็คือ ให้คุณรู้สึกไปเลยว่า คุณได้เป้าหมายนั้น แล้ว และมันมีสิ่งที่บอกว่าคุณทำสำเร็จแล้ว ตัวนี้แหละที่เรา เรียกว่า ‘จินตภาพ’ ครับ และมันมีพลังมาก ดังที่ไอน์สไตน์ เคยกล่าวไว้ว่า... “Imagination is everything. It is the preview of life’s coming attractions” “จินตภาพคือทุกสิ่งอย่าง มันคือภาพฉายของอนาคตที่กำลังเกิดขึ้นจริง” ให้คุณใช้จินตนาการนึกถึงภาพที่คุณจะเห็นในวันที่บรรลุ มันแล้ว เสียงที่คุณจะได้ยิน และที่สำคัญ คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง ดีใจ ภูมิใจ ตื่นเต้น ตื้นตันใจ มาลองทำภาพนั้นให้ชัดครับ อาจจะเป็นการปริ้นต์ภาพออกมา แล้วติดไว้ที่ข้างฝาห้องหรือ เซฟเอาไว้ในมือถือ เพื่อจะได้ดูตลอดเวลาก็ยิ่งดี ภาพเหล่านี้ เราเรียกว่า Vision Board หรือกระดานวิสัยทัศน์ครับ แต่สิ่งสำคัญก็คือว่า คุณต้องมีความรู้สึกร่วมไปกับภาพนั้น ด้วยนะครับ


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 137 ผมเองก็มีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะตอน ขึ้นปีสามขณะเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ผมเห็นอาจารย์แต่ละคน จบจากต่างประเทศทั้งอเมริกา ยุโรป ผมก็เริ่มมีความคิดอยากไป เรียนต่อบ้าง พูดง่ายๆ คืออยากเป็นนักเรียนนอกเหมือนเขาบ้าง มันคงดูโก้และเท่ระเบิด ส่วนจะไปอย่างไรนั้นเหรอครับ เรื่องเงินนี่ ไม่ต้องพูดถึง ขอให้มีใช้ในแต่ละเดือนก็บุญโขแล้ว มีหนทางเดียว ที่เป็นไปได้คือ ผมต้องสอบชิงทุนเท่านั้น แต่ก็ไม่รู้จะไปสอบ ที่ไหนอีก วิธีแก้ปัญหาของผมเหรอครับ ผมก็ฝันกลางวันเอาไว้เลย (ที่สำคัญคือมันไม่เสียตังค์ และฟินสุดๆ ด้วย) ผมอ่านนิยายมาเยอะ ก็จะนึกถึงภาพพระเอกก่อนไป เรียนต่อเมืองนอก จะมีฉากพ่อแม่ญาติพี่น้องไปส่งที่สนามบิน กันทั้งครอบครัว ภาพโบกมือลาที่ประตูทางเข้า ภาพพระเอก นั่งอยู่ในเครื่องบินริมหน้าต่างในชุดสูทดำ สายตาอำลาอาลัย และมีแอร์โฮสเตสสาวสวยมาเสิร์ฟน้ำให้ เมื่ออยู่เมืองนอก พระเอกก็นั่งเขียนจดหมายถึงพ่อกับแม่ที่ริมหน้าต่าง (อายุ ผู้เขียน คุณสามารถคาดเดาได้เลยครับ เพราะสมัยนั้นยังไม่มี อีเมล) ใส่เสื้อคอเต่าสีเทาอุ่นหนา สลับกับภาพหิมะขาวที่ โปรยปรายตกลงมาให้เห็นข้างนอกหน้าต่าง ท่ามกลางอากาศ อันหนาวเย็น


138 จากนั้นภาพพระเอกเดินออกไปท่ามกลางหิมะตกโปรยปราย ใส่เสื้อโค้ทสีดำยาวคลุมเข่า มือล้วงกระเป๋าทั้งสองข้าง เดินเท่ๆ ผ่านหน้าตึกในมหาวิทยาลัยที่เป็นทรงยุโรป และเต็มไปด้วย หิมะขาวโพลนปกคลุมทั่วทางเดิน (นี่คงเป็นสูตรสำเร็จของ ภาพยนตร์แน่ๆ) มันฟินใช่ไหมล่ะครับ ตัดภาพกลับมา เกือบทุกเย็นที่ห้องเช่าโกโรโกโส ผม จะออกมานั่งที่หน้าระเบียง และแหงนหน้ามองดูเครื่องบินที่บิน ผ่านไป พร้อมกับได้ยินเสียงของเครื่องยนต์ดังแหวกผ่านอากาศ มากระทบหู (มหาวิทยาลัยอยู่ใกล้ดอนเมืองครับ เห็นตัว เครื่องบินได้ระยะใกล้มาก) ผมก็จะมโนเอาว่า ตัวเองเป็นพระเอก ที่เรียนจบแล้วกำลังนั่งเครื่องบินกลับมาเมืองไทย มันฟินสุดๆ ผมเห็นภาพตัวเองทุกอย่างเหมือนในหนังเลยครับ (จนเพื่อนมัน ว่าผมบ้า) แท้ที่จริงในตอนนั้น ผมก็ไม่คาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้นจริง เหมือนในจินตนาการหรอกครับ มันเหมือนจักรวาลจัดสรร ผม โชคดีที่สอบชิงทุนรัฐบาลญี่ปุ่นได้ แต่ตอนนั้นก็รู้สึกตงิดใจตรง ที่ว่าพระเอกที่ “มโน” ไว้ ไม่ได้จบจากประเทศญี่ปุ่นแน่ๆ และ ตัวผมเองก็ไม่เคยรู้จักอะไรเกี่ยวกับประเทศนี้เลย นอกจาก การ์ตูน โดราเอมอน อิกคิวซัง และดรากอนบอล


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 139 ตึกหรืออาคารที่ผมวาดฝันเอาไว้ มันช่างแตกต่างกัน สุดขั้ว ระหว่างปราสาทโชกุนกับภาพตึกโบราณทรงยุโรป ก็ได้แต่ นึกในใจว่า ไหนๆ ก็มาที่นี่แล้ว เราเป็นพระรองก็ได้ ยังไงก็ ขึ้นต้นด้วยคำว่า ‘พระ’ เหมือนกัน รู้ไหมครับว่า ที่ญี่ปุ่นมหัศจรรย์มาก ผมได้พบสิ่งต่างๆ เหมือนที่ “มโน” เอาไว้ทุกประการเลย ไม่ว่าจะเป็นตึกใน มหาวิทยาลัยโตเกียวที่ผมเรียนอยู่ ถูกออกแบบเป็นทรงยุโรป และสวยสง่าอลังการมาก ไม่มีเค้าโครงปราสาทโชกุนเหมือน ของญี่ปุ่นแม้แต่นิดเดียว ดังนั้นคุณจะไม่แปลกใจเลยที่เห็น ผมใส่เสื้อโค้ทดำยาวถึงเข่า มือล้วงกระเป๋าเดินไปเดินมารอบๆ มหาวิทยาลัยในวันหิมะตก เหมือนพระเอกมิวสิก ที่ผม จินตนาการไว้ไม่มีผิด สำเร็จไว Trick#25 ถ้าคุณรู้สึกได้ถึง เป้าหมายที่คุณต้องการ คุณก็จะได้มันมาง่ายขึ้น


140 7. ร่ายมนต์ใส่ตัวเองเพื่อความสำเร็จ จากบทแรกๆ ที่ผ่านมา ทำให้เราทราบว่า สมองมีการ บันทึกข้อมูลในรูปแบบของภาพ เสียง สัมผัส เป็นส่วนใหญ่ นอกจากนั้นก็ยังมี คำถาม คำพูดในหัว (self-talk) ที่คอยดึง โฟกัสเราตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้จะมีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกเรา (state) ทำให้เราผีเข้าผีออก อยากทำหรือไม่อยากทำอะไร บางอย่าง ดังนั้นเพื่อที่เราจะได้มุ่งไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ เทคนิค ร่ายมนต์ใส่ตัวเอง (Incantation) นั่นก็คือ การพูดกับตัวเอง ซึ่งเป็นอีกเคล็ดลับหนึ่งที่จะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายได้ เร็วขึ้นครับ เทคนิคนี้เราเรียกได้ว่า เป็นการร่ายมนต์ใส่ตัวเองสู่ระดับ จิตใต้สำนึก เพราะมันเป็นการพูดที่มีอารมณ์ความรู้สึกเข้ามา ประกอบด้วย


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 141 เช่นถ้าคุณตั้งเป้าหมายเป็นจำนวนเงิน บ้าน แฟน หุ่นดี คุณก็ต้องมีภาพเหล่านั้นก่อน อาจจะเอามาจาก vision board ก็ได้ ให้เอาไปติดไว้ข้างฝา หน้ากระจก หรือในมือถือ แล้วให้ คุณมองภาพนั้นราวกับว่าคุณได้มันมาแล้ว และก็พูดกับตัวเอง เบาๆ หรือตะโกนดังๆ ก็ได้ไม่มีปัญหา ขอแค่ให้คุณมีความรู้สึก ร่วมไปกับภาพนั้น จำไว้ว่า คำพูดที่คุณเลือกใช้จะมีผลต่อความรู้สึกคุณ อย่างมาก ดังนั้นให้เลือกคำพูดที่เป็นบวกและอินไปกับมัน การร่ายมนต์ใส่ตัวเองมี 2 แบบด้วยกันครับ แบบแรก เป็นการร่ายมนต์เพื่อเสกตัวตนที่คุณต้องการ ขึ้นมา หรือถ้าเอาแบบเหมารวมไปเลยก็พูดเป็นชุด เลือกคำพูด ที่คุณชอบ ที่คุณอยากเป็น เช่น “ฉันคือนักขายที่สุดยอด” “ฉันคือนักเรียนที่เก่งที่สุด” “ฉันคือคนที่หุ่นดีที่สุดในสามโลก” “ฉันคือคนที่ร่ำรวยมั่งคั่ง”


142 อย่างเช่น มีน้องนักมวยคนหนึ่งซึ่งตัวเล็กมากๆ เวลา ขึ้นชกทีไรก็แพ้แบบนอนมาตลอด น้องคนนี้ได้รับการแนะนำ ให้ใช้วิธีการร่ายมนต์ใส่ตัวเองในแนวปลุกพลังของพันโทอานันท์ เพื่อสร้างตัวตนใหม่ จนสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้อย่างเหนือ ความคาดหมาย เตะคู่ต่อสู้ล้มกลิ้งไปเลยครับ และน้องคนนี้ก็ เป็นแชมป์ได้โดยการใช้คำพูดแบบร่ายมนต์กับตัวเองดังๆ ว่า... “ฉันเก่งที่สุด ฉันดีที่สุด ฉันเยี่ยมที่สุด ฉันสุดยอดที่สุดเสมอ” แบบที่สอง เป็นการร่ายมนต์ปลุกพลังตัวเอง (Motivated) ในสถานการณ์ต่างๆ หรือในเวลาที่เราเหนื่อย ท้อ หมดพลัง ก็เลือกคำพูดมาปลุกพลังตัวเอง เช่น “สู้โว้ย” “กูทำได้” “Yes I can”


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 143 สำเร็จไว Trick#26 เป้าหมายจะบรรลุได้ เมื่อคุณรู้ว่า คุณเป็นใครเท่านั้น เวลาคุณพูดหรือตะโกนออกไปในทั้งสองแบบนั้น ประสิทธิภาพจะมากขึ้นถ้ามีการใช้ร่างกายประกอบด้วย ไม่ว่า จะเอามือเหวี่ยงไปข้างหน้า หรือเอากำปั้นทุบหน้าอกตัวเอง เวลาพูด หรือกระชากมือเข้ามาหาตัวในลักษณะสะใจ เพื่อให้ ระบบประสาททุกส่วนรับรู้ร่วมกันเป็นการฝังพลังเอาไว้ที่ตัวเรา อย่างมั่นคง และให้ความรู้สึกฝังลึกลงไปในระดับจิตใต้สำนึก และคงอยู่เช่นนั้นตลอดไป!


สำเร็จไวใช้สูตรสำเร็จขั้นเทพ เมื่อเรามีเป้าหมายแล้ว คำถามหนึ่งที่เกิดขึ้น คือเราจะต้องทำอย่างไรต่อ ถึงจะสำเร็จและบรรลุเป้าหมายโดยเร็ว สูตรความสำเร็จขั้นเทพในบทนี้ มีคำตอบ เพียงแค่คุณทำตามสูตรลับความสำเร็จระดับโลก ความสำเร็จจะเกิดขึ้นกับคุณโดยเร็ว และง่ายขึ้นกว่าเดิม อย่างน่าอัศจรรย์


1. รู้เป้าหมาย ข้อแรกเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมากคือ รู้ว่าเป้าหมายที่เรา ต้องการ (Outcome) ซึ่งทำให้เราตื่นเต้นหรือมีพลังได้ทุกวัน คืออะไร เป้าหมายมีความสำคัญมาก เพื่อกระตุ้นระบบนำร่อง สมองให้ทำงาน (RAS) เมื่อเราเปิดระบบแล้ว สมองเราก็จะ หาหนทางหรือบังคับเราไปที่เป้าหมาย ทำให้เราสามารถจดจ่อ กับสิ่งที่เราต้องการ และเห็นความเป็นไปได้ที่จะบรรลุเป้าหมาย อยู่ตลอดเวลา


146 ยิ่งถ้าเป้าหมายนั้นทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นเร้าใจ และเรารู้ว่า ทำไมถึงอยากได้สิ่งที่อยู่ข้างหน้านี้ เมื่อได้มันมาแล้ว มันจะให้ อะไรแก่เราบ้าง เราได้เห็น เราได้ยินและรู้สึกอย่างไรเมื่อบรรลุ เป้าหมายแล้ว ซึ่งกระบวนการนี้เรียกว่า “เป้าหมายได้เดี๋ยวนี้” คำถามก็คือว่า แล้วเราจะทำอย่างไร ถึงจะสามารถคิดถึง เป้าหมายที่เราอยากได้ทุกวัน ทุกเวลา วิธีที่หนึ่ง ใช้ Vision Board ครับ เป็นรูปภาพเป้าหมาย ที่เราอยากได้ อยากมี อยากเป็น โดยอาจจะเอารูปต่างๆ เหล่านี้ ติดไว้ที่ข้างฝาบ้าน ที่โต๊ะทำงาน หรือทำเป็นโปรไฟล์เซฟไว้ใน โทรศัพท์มือถือก็ได้ เราสามารถเปิดดูภาพเหล่านี้ได้ตลอดเวลา


ดร.วีรพงษ์ ศรัทธาผล 147 วิธีที่สอง ใช้ “คำถาม” เพื่อควบคุมสมองให้โฟกัสไปที่ เป้าหมายครับ เช่น พอเริ่มเบื่อๆ เซ็งๆ ก็ถามตัวเองทันทีเลย ว่า... “อะไรคือเป้าหมายที่เร้าใจของฉัน ณ ตอนนี้” “อะไรคือความสำเร็จของฉัน” หรือบางคนก็แปะคำถามนี้ไว้ทุกที่ที่เขาสามารถมองเห็น ได้ครับ เมื่อเราใช้ภาพและคำถามเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา สมองเรา จะถูกโฟกัสไปที่เป้าหมายมากยิ่งขึ้น ไม่กระจัดกระจายฟุ้งซ่าน ทำให้เรามีพลังและเดินทางไปสู่เป้าหมายได้เร็วขึ้นกว่าเดิมครับ ยกตัวอย่าง คุณบัณฑิต อึ้งรังษี วาทยกรชาวไทยที่มี ชื่อเสียงระดับโลก เมื่อเขาอยากเป็นอะไร อยากเห็นอะไร เขา ก็จะเอารูปนั้นมาแปะที่ผนังบ้าน บางภาพมีการแปะภาพของ เขาเองไปอยู่ในนั้นด้วย ซึ่งแต่ละภาพมีขนาดใหญ่เลยทีเดียว ตื่นเช้า กินข้าว เดินผ่าน กลับบ้าน ก่อนนอนเขาก็จะเห็นภาพนี้ ได้ตลอดเวลา


148 นอกจากนี้ เขาก็ตั้งคำถามอยู่ในหัวตลอดเวลาว่า เป้าหมาย ที่เขาต้องการคืออะไร เขาทำแบบนี้ตลอด จนได้ในสิ่งที่เขา ต้องการ และตั้งใจแบ่งปันเทคนิคนี้ให้แก่ผู้ที่ต้องการประสบ ความสำเร็จอย่างจริงจังมาก ความลับความสำเร็จ ความสำเร็จเกิดขึ้น 2 ครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นในจินตนาการ และครั้งที่สองเกิดขึ้นจริง สำเร็จไว Trick#27 เป้าหมายที่ดีคือ เป้าหมายที่คุณสามารถ เห็น ได้ยิน และรู้สึกได้


Click to View FlipBook Version