The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

5_LA_22205_พรบที่มีโทษ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by peaw.2749, 2022-06-28 04:35:09

5_LA_22205_พรบที่มีโทษ

5_LA_22205_พรบที่มีโทษ

๑๔๗

ถา การกระทาํ ความผดิ ตามวรรคหนง่ึ เปน เหตใุ หเ กดิ ความเสยี หายตอ ขอ มลู คอมพวิ เตอร
หรอื ระบบคอมพวิ เตอรด งั กลา ว ตอ งระวางโทษจาํ คกุ ตง้ั แตห นงึ่ ปถ งึ สบิ ป และปรบั ตงั้ แตส องหมน่ื บาท
ถึงสองแสนบาท

ถาการกระทําความผิดตามมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐ เปนการกระทําตอขอมูล
คอมพิวเตอรหรือระบบคอมพิวเตอรตามวรรคหน่ึง ตองระวางโทษจําคุกต้ังแตสามปถึงสิบหาป
และปรบั ต้งั แตห กหม่นื บาทถึงสามแสนบาท

ถาการกระทําความผิดตามวรรคหน่ึงหรือวรรคสามโดยมิไดมีเจตนาฆา แตเปนเหตุให
บุคคลอ่ืนถึงแกความตาย ตองระวางโทษจําคุกต้ังแตหาปถึงย่ีสิบป และปรับตั้งแตหน่ึงแสนบาท
ถงึ สแี่ สนบาท

ÁÒμÃÒ ñò/ñ ถา การกระทาํ ความผดิ ตามมาตรา ๙ หรอื มาตรา ๑๐ เปน เหตใุ หเ กดิ อนั ตราย
แกบุคคลอื่นหรือทรัพยสินของผูอ่ืน ตองระวางโทษจําคุกไมเกินสิบป และปรับไมเกินสองแสนบาท

ถาการกระทําความผิดตามมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐ โดยมิไดมีเจตนาฆา แตเปนเหตุ
ใหบุคคลอื่นถึงแกความตาย ตองระวางโทษจําคุกต้ังแตหาปถึงยี่สิบป และปรับต้ังแตหนึ่งแสนบาท
ถงึ ส่ีแสนบาท

ÁÒμÃÒ ñó ผูใดจําหนายหรือเผยแพรชุดคําสั่งท่ีจัดทําข้ึนโดยเฉพาะเพ่ือนําไปใชเปน
เคร่ืองมือในการกระทําความผิดตามมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙
มาตรา ๑๐ หรือมาตรา ๑๑ ตองระวางโทษจําคุกไมเกินหนึ่งป หรือปรับไมเกินสองหมื่นบาท
หรอื ทั้งจาํ ทั้งปรบั

ผูใดจําหนายหรือเผยแพรชุดคําสั่งที่จัดทําขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนําไปใชเปนเครื่องมือ
ในการกระทําความผิดตามมาตรา ๑๒ วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม ตองระวางโทษจําคุกไมเกินสองป
หรอื ปรบั ไมเ กนิ สห่ี มื่นบาทหรอื ทง้ั จําทั้งปรบั

ผูใดจําหนายหรือเผยแพรชุดคําสั่งที่จัดทําขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนําไปใชเปนเครื่องมือ
ในการกระทําความผดิ ตามมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ หรือ
มาตรา ๑๑ หากผูน ําไปใชไดกระทาํ ความผดิ ตามมาตรา ๑๒ วรรคหน่ึงหรือวรรคสอง หรือตอ งรบั ผิด
ตามมาตรา ๑๒ วรรคสองหรือวรรคสี่ หรือมาตรา ๑๒/๑ ผูจําหนายหรือเผยแพรชุดคําส่ังดังกลาว
จะตองรับผิดทางอาญาตามความผิดที่มีกําหนดโทษสูงขึ้นดวย ก็เฉพาะเม่ือตนไดรูหรืออาจเล็งเห็น
ไดว าจะเกิดผลเชน ท่เี กดิ ข้นึ น้ัน

ผูใดจําหนายหรือเผยแพรชุดคําสั่งท่ีจัดทําขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนําไปใชเปนเครื่องมือใน
การกระทําความผิดตามมาตรา ๑๒ วรรคหน่ึงหรือวรรคสาม หากผูนําไปใชไดกระทําความผิดตาม
มาตรา ๑๒ วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม หรือตองรับผิดตามมาตรา ๑๒ วรรคสองหรือวรรคสี่ หรือ
มาตรา ๑๒/๑ ผูจําหนายหรือเผยแพรชุดคําสั่งดังกลาวตองรับผิดทางอาญาตามความผิดที่มีกําหนด
โทษสูงขึ้นนัน้ ดว ย

๑๔๘

ในกรณที ผี่ จู าํ หนา ยหรอื เผยแพรช ดุ คาํ สง่ั ผใู ดตอ งรบั ผดิ ตามวรรคหนงึ่ หรอื วรรคสอง และ
ตามวรรคสามหรือวรรคสด่ี วย ใหผูนัน้ ตอ งรับโทษที่มอี ัตราโทษสงู ทีส่ ดุ แตก ระทงเดียว

ÁÒμÃÒ ñô ผูใดกระทําความผิดที่ระบุไวดังตอไปน้ี ตองระวางโทษจําคุกไมเกินหาป
หรอื ปรับไมเ กนิ หนงึ่ แสนบาท หรอื ท้งั จําท้งั ปรับ

(๑) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นําเขาสูระบบคอมพิวเตอรซ่ึงขอมูลคอมพิวเตอรที่
บิดเบือนหรือปลอมไมวาทั้งหมดหรือบางสวน หรือขอมูลคอมพิวเตอรอันเปนเท็จ โดยประการท่ีนา
จะเกิดความเสียหายแกประชาชน อันมิใชการกระทําความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวล
กฎหมายอาญา

(๒) นําเขาสูระบบคอมพิวเตอรซ่ึงขอมูลคอมพิวเตอรอันเปนเท็จ โดยประการท่ีนาจะ
เกิดความเสียหายตอการรักษาความม่ันคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ
ความมน่ั คงในทางเศรษฐกจิ ของประเทศ หรอื โครงสรา งพนื้ ฐานอนั เปน ประโยชนส าธารณะของประเทศ
หรือกอ ใหเกิดความต่นื ตระหนกแกประชาชน

(๓) นําเขาสูระบบคอมพิวเตอรซึ่งขอมูลคอมพิวเตอรใด ๆ อันเปนความผิดเกี่ยวกับ
ความมนั่ คงแหง ราชอาณาจักรหรอื ความผิดเกย่ี วกบั การกอ การรา ยตามประมวลกฎหมายอาญา

(๔) นําเขาสูระบบคอมพิวเตอรซ่ึงขอมูลคอมพิวเตอรใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามก
และขอมลู คอมพิวเตอรน นั้ ประชาชนทั่วไปอาจเขาถึงได

(๕) เผยแพรห รอื สง ตอ ซง่ึ ขอ มลู คอมพวิ เตอรโ ดยรอู ยแู ลว วา เปน ขอ มลู คอมพวิ เตอรต าม
(๑) (๒) (๓) หรือ (๔)

ถาการกระทําความผิดตามวรรคหน่ึง (๑) มิไดกระทําตอประชาชน แตเปนการกระทํา
ตอบุคคลใดบุคคลหน่ึง ผูกระทํา ผูเผยแพรหรือสงตอซ่ึงขอมูลคอมพิวเตอรดังกลาวตองระวางโทษ
จาํ คกุ ไมเ กนิ สามปห รอื ปรบั ไมเ กนิ หกหมนื่ บาท หรอื ทงั้ จาํ ทง้ั ปรบั และใหเ ปน ความผดิ อนั ยอมความได

ÁÒμÃÒ ñõ ผูใหบริการผูใดใหความรวมมือ ยินยอม หรือรูเห็นเปนใจใหมีการกระทํา
ความผิดตามมาตรา ๑๔ ในระบบคอมพิวเตอรที่อยูในความควบคุมของตน ตองระวางโทษ
เชน เดยี วกับผกู ระทาํ ความผดิ ตามมาตรา ๑๔

ใหรัฐมนตรีออกประกาศกําหนดข้ันตอนการแจงเตือน การระงับการทําใหแพรหลาย
ของขอมลู คอมพิวเตอร และการนาํ ขอมูลคอมพวิ เตอรน น้ั ออกจากระบบคอมพวิ เตอร ถาผใู หบรกิ าร
พสิ ูจนไ ดว า ตนไดปฏบิ ตั ติ ามประกาศของรฐั มนตรีท่ีออกตามวรรคสอง ผูน ้นั ไมตอ งรบั โทษ

ÁÒμÃÒ ñö ผูใดนําเขาสูระบบคอมพิวเตอรท่ีประชาชนท่ัวไปอาจเขาถึงไดซึ่งขอมูล
คอมพวิ เตอรท่ีปรากฏเปน ภาพของผูอ ่ืน และภาพนนั้ เปนภาพท่เี กิดจากการสรางขึน้ ตัด ตอ เติม หรอื
ดัดแปลงดวยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกสหรือวิธีการอื่นใด ทั้งนี้ โดยประการที่นาจะทําใหผูอ่ืนน้ันเสียช่ือเสียง
ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือไดรับความอับอาย ตองระวางโทษจําคุกไมเกินสามป หรือปรับไมเกิน
หกหม่ืนบาท

๑๔๙

ถาการกระทําตามวรรคหน่ึงเปนการกระทําตอภาพของผูตาย และการกระทํานั้นนาจะ
ทําใหบิดามารดา คูสมรส หรือบุตรของผูตายเสียช่ือเสียง ถูกดูหม่ิน หรือถูกเกลียดชัง หรือไดรับ
ความอับอาย ผกู ระทําตอ งระวางโทษดังทีบ่ ญั ญัติไวในวรรคหนง่ึ

ถาการกระทําตามวรรคหนงึ่ หรอื วรรคสอง เปน การนําเขาสรู ะบบคอมพิวเตอรโดยสุจรติ
อันเปนการติชมดวยความเปนธรรม ซึ่งบุคคลหรือส่ิงใดอันเปนวิสัยของประชาชนยอมกระทํา
ผูกระทาํ ไมม ีความผดิ

ความผิดตามวรรคหนึ่งและวรรคสองเปนความผิดอันยอมความได
ถา ผเู สยี หายในความผดิ ตามวรรคหนง่ึ หรอื วรรคสองตายเสยี กอ นรอ งทกุ ข ใหบ ดิ ามารดา
คสู มรส หรือบุตรของผูเสยี หายรองทุกขไ ด และใหถอื วาเปน ผูเ สียหาย
ÁÒμÃÒ ñö/ñ ในคดีความผิดตามมาตรา ๑๔ หรือมาตรา ๑๖ ซ่ึงมีคําพิพากษาวา
จําเลยมคี วามผิด ศาลอาจสั่ง
(๑) ใหท ําลายขอ มูลตามมาตราดงั กลา ว
(๒) ใหโฆษณาหรือเผยแพรคําพิพากษาท้ังหมดหรือแตบางสวนในส่ืออิเล็กทรอนิกส
วิทยกุ ระจายเสยี ง วทิ ยโุ ทรทศั น หนงั สือพมิ พ หรอื สง่ิ อื่นใด ตามทศี่ าลเหน็ สมควร โดยใหจาํ เลยเปน
ผชู ําระคา โฆษณาหรอื เผยแพร
(๓) ใหดําเนินการอื่นตามท่ีศาลเห็นสมควรเพื่อบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการ
กระทําความผิดนนั้
ÁÒμÃÒ ñö/ò ผูใ ดรูวาขอ มูลคอมพิวเตอรในความครอบครองของตนเปน ขอมลู ท่ีศาล
สง่ั ใหท าํ ลายตามมาตรา ๑๖/๑ ผูน้ันตอ งทาํ ลายขอมูลดงั กลาว หากฝา ฝนตองระวางโทษก่ึงหนง่ึ ของ
โทษท่ีบญั ญัตไิ วในมาตรา ๑๔ หรือมาตรา ๑๖ แลวแตกรณี
ÁÒμÃÒ ñ÷ ผใู ดกระทําความผิดตามพระราชบัญญตั นิ ้นี อกราชอาณาจกั ร และ
(๑) ผูกระทําความผิดน้ันเปนคนไทย และรัฐบาลแหงประเทศที่ความผิดไดเกิดขึ้น
หรอื ผูเสียหายไดร องขอใหล งโทษ หรอื
(๒) ผูกระทําความผิดน้ันเปนคนตางดาว และรัฐบาลไทยหรือคนไทยเปนผูเสียหาย
และผูเสยี หายไดรอ งขอใหลงโทษจะตองรบั โทษภายในราชอาณาจักร
ÁÒμÃÒ ñ÷/ñ ความผิดตามมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๓
วรรคหนงึ่ มาตรา ๑๖/๒ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๗
ใหคณะกรรมการเปรียบเทียบที่รัฐมนตรีแตงต้ังมีอํานาจเปรียบเทียบได คณะกรรมการ
เปรียบเทียบท่ีรัฐมนตรีแตงต้ังตามวรรคหน่ึงใหมีจํานวนสามคนซ่ึงคนหน่ึงตองเปนพนักงานสอบสวน
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเมื่อคณะกรรมการเปรียบเทียบไดทําการเปรียบเทียบ
กรณีใดและผูตองหาไดชําระเงินคาปรับตามคําเปรียบเทียบภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการ
เปรยี บเทยี บกําหนดแลว ใหถ อื วา คดีนั้นเปน อนั เลกิ กนั ตามประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา

๑๕๐

ในกรณีท่ีผูตองหาไมชําระเงินคาปรับภายในระยะเวลาท่ีกําหนด ใหเริ่มนับอายุความ
ในการฟอ งคดใี หมน ับตั้งแตวันทีค่ รบกําหนดระยะเวลาดังกลาว

¾¹¡Ñ §Ò¹à¨ŒÒ˹ŒÒ·èÕ

ÁÒμÃÒ ñø ภายใตบังคับมาตรา ๑๙ เพ่ือประโยชนในการสืบสวนและสอบสวน
ในกรณที ม่ี เี หตอุ นั ควรเชอื่ ไดว า มกี ารกระทาํ ความผดิ ตามพระราชบญั ญตั นิ ี้ หรอื ในกรณที มี่ กี ารรอ งขอ
ตามวรรคสองใหพนักงานเจาหนาที่มีอํานาจอยางหนึ่งอยางใดดังตอไปน้ี เฉพาะท่ีจําเปน
เพื่อประโยชนใ นการใชเปน หลกั ฐานเกี่ยวกบั การกระทําความผิดและหาตวั ผูก ระทาํ ความผดิ

(๑) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลที่เก่ียวของกับการกระทําความผิดตามพระราช
บัญญัติน้ีมาเพ่ือใหถอยคํา สงคําชี้แจงเปนหนังสือ หรือสงเอกสาร ขอมูล หรือหลักฐานอื่นใดท่ีอยู
ในรปู แบบท่สี ามารถเขาใจได

(๒) เรียกขอมูลจราจรทางคอมพิวเตอรจากผูใหบริการเก่ียวกับการติดตอสื่อสาร
ผานระบบคอมพิวเตอรหรือจากบุคคลอืน่ ทเี่ ก่ียวขอ ง

(๓) สั่งใหผูใหบริการสงมอบขอมูลเกี่ยวกับผูใชบริการที่ตองเก็บตามมาตรา ๒๖
หรือท่ีอยูในความครอบครองหรือควบคุมของผูใหบริการใหแกพนักงานเจาหนาที่หรือใหเก็บขอมูล
ดังกลา วไวกอ น

(๔) ทําสําเนาขอมูลคอมพิวเตอร ขอมูลจราจรทางคอมพิวเตอรจากระบบ
คอมพิวเตอรท่ีมีเหตุอันควรเช่ือไดวามีการกระทําความผิด ในกรณีที่ระบบคอมพิวเตอรน้ันยังมิไดอยู
ในความครอบครองของพนกั งานเจา หนา ท่ี

(๕) สั่งใหบุคคลซ่ึงครอบครองหรือควบคุมขอมูลคอมพิวเตอร หรืออุปกรณท่ีใชเก็บ
ขอ มูลคอมพวิ เตอรส งมอบขอมลู คอมพิวเตอร หรอื อุปกรณดังกลา วใหแ กพ นักงานเจา หนา ที่

(๖) ตรวจสอบหรอื เขา ถงึ ระบบคอมพวิ เตอร ขอ มลู คอมพวิ เตอร ขอ มลู จราจรคอมพวิ เตอร
หรืออุปกรณท่ีใชเก็บขอมูลคอมพิวเตอรของบุคคลใด อันเปนหลักฐานหรืออาจใชเปนหลักฐาน
เกี่ยวกับการกระทําความผิด หรือเพ่ือสืบสวนหาตัวผูกระทําความผิดและสั่งใหบุคคลนั้นสงขอมูล
คอมพวิ เตอร ขอมูลจราจรทางคอมพิวเตอรท ่ีเก่ียวขอ งเทาทจ่ี ําเปนใหด วยก็ได

(๗) ถอดรหัสลับของขอมูลคอมพิวเตอรของบุคคลใด หรือส่ังใหบุคคลท่ีเก่ียวของกับ
การเขารหัสลับของขอมูลคอมพิวเตอร ทําการถอดรหัสลับ หรือใหความรวมมือกับพนักงาน
เจา หนา ทใี่ นการถอดรหัสลับดงั กลาว

(๘) ยึดหรืออายัดระบบคอมพิวเตอรเทาท่ีจําเปนเฉพาะเพื่อประโยชนในการทราบ
รายละเอียดแหง ความผิดและผูกระทําความผิด

เพ่ือประโยชนในการสืบสวนและสอบสวนของพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา ในบรรดาความผิดอาญาตอกฎหมายอ่ืนซึ่งไดใชระบบคอมพิวเตอร ขอมูล
คอมพิวเตอรหรืออุปกรณที่ใชเก็บขอมูลคอมพิวเตอรเปนองคประกอบหรือเปนสวนหนึ่งในการ
กระทําความผิดหรือมีขอมูลคอมพิวเตอรท่ีเกี่ยวของกับการกระทําความผิดอาญาตามกฎหมายอื่น

๑๕๑

พนักงานสอบสวนอาจจะรองขอใหพนักงานเจาหนาท่ีตามวรรคหน่ึงดําเนินการตามวรรคหนึ่งก็ได
หรอื หากปรากฏขอ เทจ็ จรงิ ดงั กลา วตอ พนกั งานเจา หนา ทเี่ นอ่ื งจากการปฏบิ ตั หิ นา ทต่ี ามพระราชบญั ญตั นิ ้ี
ใหพนักงานเจาหนาท่ีรีบรวบรวมขอเท็จจริงและหลักฐานแลวแจงไปยังเจาหนาท่ีท่ีเกี่ยวของ
เพอื่ ดาํ เนินการตอไป

ใหผ ไู ดร ับการรองขอจากพนักงานเจาหนา ท่ตี ามวรรคหนง่ึ (๑) (๒) และ (๓) ดาํ เนนิ การ
ตามคํารองขอโดยไมชักชา แตตองไมเกินเจ็ดวันนับแตวันท่ีไดรับคํารองขอ หรือภายในระยะเวลาท่ี
พนักงานเจาหนา ที่กาํ หนดซึง่ ตอ งไมน อ ยกวา เจ็ดวันและไมเ กินสบิ หาวนั เวนแตใ นกรณที ี่มเี หตุสมควร
ตองไดรับอนุญาตจากพนักงานเจาหนาที่ ทั้งน้ี รัฐมนตรีอาจจะประกาศในราชกิจจานุเบกษากําหนด
ระยะเวลาท่ีตอ งดาํ เนินการท่ีเหมาะสมกบั ประเภทของผูใ หบ ริการกไ็ ด

ÁÒμÃÒ ñù การใชอ าํ นาจของพนกั งานเจา หนา ทตี่ ามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘)
ใหพนักงานเจาหนาที่ยื่นคํารองตอศาลท่ีมีเขตอํานาจเพื่อมีคําสั่งอนุญาตใหพนักงานเจาหนาที่
ดาํ เนนิ การตามคาํ รอ ง ทงั้ นี้ คาํ รอ งตอ งระบเุ หตอุ นั ควรเชอื่ ไดว า บคุ คลใดกระทาํ หรอื กาํ ลงั จะกระทาํ การ
อยางหน่ึงอยางใดอันเปนความผิด เหตุที่ตองใชอํานาจ ลักษณะของการกระทําความผิด
รายละเอยี ดเกย่ี วกับอปุ กรณท ่ีใชใ นการกระทําความผิดและผูกระทาํ ความผดิ เทาที่สามารถจะระบไุ ด
ประกอบคาํ รองดวย ในการพจิ ารณาคาํ รองใหศ าลพจิ ารณาคาํ รอ งดงั กลาวโดยเร็ว

เม่ือศาลมีคําส่ังอนุญาตแลว กอนดําเนินการตามคําสั่งของศาล ใหพนักงานเจาหนาที่
สงสําเนาบันทึกเหตุอันควรเช่ือท่ีทําใหตองใชอํานาจตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘)
มอบใหเจาของหรือผูครอบครองระบบคอมพิวเตอรน้ันไวเปนหลักฐาน แตถาไมมีเจาของหรือ
ผูครอบครองเคร่ืองคอมพิวเตอรอยู ณ ท่ีน้ัน ใหพนักงานเจาหนาที่สงมอบสําเนาบันทึกนั้นใหแก
เจาของหรอื ผคู รอบครองดังกลาวในทันทีท่กี ระทาํ ได

ใหพนักงานเจาหนาท่ีผูเปนหัวหนาในการดําเนินการตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗)
และ (๘) สงสําเนาบันทึกรายละเอียดการดําเนินการและเหตุผลแหงการดําเนินการใหศาลท่ีมีเขต
อาํ นาจภายในสส่ี ิบแปดชว่ั โมงนบั แตเวลาลงมอื ดําเนินการ เพ่ือเปนหลักฐาน

การทําสําเนาขอมูลคอมพิวเตอรตามมาตรา ๑๘(๔) ใหกระทําไดเฉพาะเม่ือมีเหตุ
อันควรเช่ือไดวามีการกระทําผิด และตองไมเปนอุปสรรคในการดําเนินกิจการของเจาของหรือ
ผคู รอบครองขอ มลู คอมพิวเตอรน ัน้ เกินความจําเปน

การยึดหรืออายัดตามมาตรา ๑๘(๘) นอกจากจะตองสงมอบสําเนาหนังสือแสดง
การยึดหรืออายัดมอบใหเจาของหรือผูครอบครองระบบคอมพิวเตอรน้ันไวเปนหลักฐานแลว
พนักงานเจาหนาท่ีจะส่ังยึดหรืออายัดไวเกินสามสิบวันมิได ในกรณีจําเปนที่ตองยึดหรืออายัด
ไวนานกวาน้ัน ใหย่ืนคํารองตอศาลที่มีเขตอํานาจเพ่ือขอขยายเวลายึดหรืออายัดได แตศาลจะ
อนุญาตใหขยายเวลาคร้ังเดียวหรือหลายคร้ังรวมกันไดอีกไมเกินหกสิบวัน เมื่อหมดความจําเปน
ท่ีจะยดึ หรืออายดั หรอื ครบกาํ หนดเวลาดังกลาวแลว พนกั งานเจา หนาที่ตองสงคืนระบบคอมพิวเตอร
ทยี่ ึดหรือถอนการอายดั โดยพลนั

๑๕๒

หนงั สือแสดงการยดึ หรืออายดั ตามวรรคหา ใหเ ปน ไปตามทก่ี าํ หนดในกฎกระทรวง
ÁÒμÃÒ òð ในกรณที ม่ี กี ารทาํ ใหแ พรห ลายซงึ่ ขอ มลู คอมพวิ เตอร ดงั ตอ ไปน้ี พนกั งาน
เจาหนาที่โดยไดรับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีอาจยื่นคํารองพรอมแสดงพยานหลักฐานตอศาลที่มี
เขตอํานาจขอใหมีคําส่ังระงับการทําใหแพรหลายหรือลบขอมูลคอมพิวเตอรน้ันออกจากระบบ
คอมพวิ เตอรไ ด
(๑) ขอ มูลคอมพิวเตอรท เี่ ปนความผิดตามพระราชบญั ญตั ินี้
(๒) ขอมูลคอมพิวเตอรท่ีอาจกระทบกระเทือนตอความม่ันคงแหงราชอาณาจักรตาม
ทีก่ ําหนดไวใ นภาค ๒ ลักษณะ ๑ หรือลักษณะ ๑/๑ แหงประมวลกฎหมายอาญา
(๓) ขอ มลู คอมพวิ เตอรท เี่ ปน ความผดิ อาญาตามกฎหมายเกย่ี วกบั ทรพั ยส นิ ทางปญ ญา
หรือกฎหมายอ่ืนซ่ึงขอมูลคอมพิวเตอรนั้นมีลักษณะขัดตอความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดี
ของประชาชน และเจา หนา ทต่ี ามกฎหมายนนั้ หรอื พนกั งานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณา
ความอาญาไดรอ งขอ
ในกรณีท่ีมีการทําใหแพรหลายซึ่งขอมูลคอมพิวเตอรท่ีมีลักษณะขัดตอความสงบ
เรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกลั่นกรอง
ขอมูลคอมพิวเตอรจะมอบหมายใหพนักงานเจาหนาที่ยื่นคํารองพรอมแสดงพยานหลักฐานตอศาล
ท่ีมีเขตอํานาจขอใหมีคําสั่งระงับการทําใหแพรหลายหรือลบซ่ึงขอมูลคอมพิวเตอรน้ันออกจากระบบ
คอมพวิ เตอรไ ด ทง้ั นี้ ใหน าํ บทบญั ญตั วิ า ดว ยคณะกรรมการทมี่ อี าํ นาจดาํ เนนิ การพจิ ารณาทางปกครอง
ตามกฎหมายวา ดว ยวธิ ปี ฏบิ ตั ริ าชการทางปกครองมาใชบ งั คบั การประชมุ ของคณะกรรมการกลน่ั กรอง
ขอ มลู คอมพิวเตอรโดยอนโุ ลม
ใหรัฐมนตรีแตงตั้งคณะกรรมการกล่ันกรองขอมูลคอมพิวเตอรตามวรรคสองขึ้น
คณะหน่ึงหรือหลายคณะ แตละคณะใหมีกรรมการจํานวนเกาคนซึ่งสามในเกาคนตองมาจากผูแทน
ภาคเอกชนดานสทิ ธิมนุษยชน ดา นสอื่ สารมวลชน ดานเทคโนโลยีสารสนเทศ หรอื ดานอ่นื ทเี่ กยี่ วของ
และใหกรรมการไดรับคาตอบแทนตามหลักเกณฑท่ีรัฐมนตรีกําหนดโดยไดรับความเห็นชอบจาก
กระทรวงการคลงั
การดําเนินการของศาลตามวรรคหน่ึงและวรรคสอง ใหนําประมวลกฎหมายวิธี
พิจารณาความอาญามาบังคับโดยอนุโลม ในกรณีท่ีศาลมีคําส่ังใหระงับการทําใหแพรหลายหรือลบ
ขอมูลคอมพิวเตอรตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง พนักงานเจาหนาท่ีจะทําการระงับการทําให
แพรหลายหรือลบขอมูลคอมพิวเตอรนั้นเองหรือจะสั่งใหผูใหบริการระงับการทําใหแพรหลายหรือลบ
ขอมูลคอมพิวเตอรน้ันก็ได ทั้งนี้ ใหรัฐมนตรีประกาศกําหนดหลักเกณฑ ระยะเวลา และวิธีการ
ปฏิบัติสําหรับการระงับการทําใหแพรหลายหรือลบขอมูลคอมพิวเตอรของพนักงานเจาหนาที่
หรือผูใหบริการใหเปนไปในแนวทางเดียวกันโดยคํานึงถึงพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่เปล่ียนแปลงไป
เวน แตศาลจะมคี าํ ส่งั เปน อยา งอ่ืน

๑๕๓

ในกรณีมีเหตุจําเปนเรงดวน พนักงานเจาหนาที่จะยื่นคํารองตามวรรคหน่ึงไปกอนท่ีจะ
ไดรับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี หรือพนักงานเจาหนาที่โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ
กลั่นกรองขอมูลคอมพิวเตอรจะย่ืนคํารองตามวรรคสองไปกอนที่รัฐมนตรีจะมอบหมายก็ได แตท้ังน้ี
ตอ งรายงานใหร ฐั มนตรที ราบโดยเรว็

ÁÒμÃÒ òñ ในกรณีท่ีพนักงานเจาหนาท่ีพบวา ขอมูลคอมพิวเตอรใดมีชุดคําส่ังไมพึง
ประสงครวมอยูดวย พนักงานเจาหนาที่อาจย่ืนคํารองตอศาลที่มีเขตอํานาจเพื่อขอใหมีคําส่ังหาม
จําหนายหรือเผยแพร หรือสั่งใหเจาของหรือผูครอบครองขอมูลคอมพิวเตอรน้ันระงับการใช ทําลาย
หรือแกไขขอมูลคอมพิวเตอรนั้นได หรือจะกําหนดเงื่อนไขในการใช มีไวในครอบครอง หรือเผยแพร
ชดุ คําส่งั ไมพ ึงประสงคดังกลาวก็ได

ชุดคําสั่งไมพึงประสงคตามวรรคหน่ึงหมายถึงชุดคําสั่งที่มีผลทําใหขอมูลคอมพิวเตอร
หรอื ระบบคอมพวิ เตอรห รอื ชดุ คาํ สง่ั อน่ื เกดิ ความเสยี หาย ถกู ทาํ ลาย ถกู แกไ ข เปลย่ี นแปลงหรอื เพม่ิ เตมิ
ขดั ของหรือปฏิบัตงิ านไมตรงตามคําส่ัง หรอื โดยประการอืน่ ตามท่ีกาํ หนดในกฎกระทรวง เวน แตเ ปน
ชุดคําสั่งไมพึงประสงคท่ีอาจนํามาใชเพ่ือปองกันหรือแกไขชุดคําสั่งดังกลาวขางตน ท้ังน้ี รัฐมนตรี
อาจจะประกาศในราชกจิ จานเุ บกษากาํ หนดรายชอื่ ลกั ษณะ หรอื รายละเอยี ดของชดุ คาํ สง่ั ไมพ งึ ประสงค
ซ่งึ อาจนํามาใชเพอื่ ปอ งกนั หรอื แกไขชุดคําสง่ั ไมพ ึงประสงคกไ็ ด

ÁÒμÃÒ òò หา มมใิ หพ นกั งานเจา หนา ทแ่ี ละพนกั งานสอบสวนในกรณตี ามมาตรา ๑๘
วรรคสอง เปด เผยหรอื สงมอบขอ มูลคอมพวิ เตอร ขอมูลจราจรทางคอมพวิ เตอร หรอื ขอมลู ของผูใช
บริการทีไ่ ดมาตามมาตรา ๑๘ ใหแกบคุ คลใด

ความในวรรคหน่ึงมิใหใชบังคับกับการกระทําเพ่ือประโยชนในการดําเนินคดีกับผูกระทํา
ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้หรือผูกระทําผิดตามกฎหมายอื่นในกรณีตามมาตรา ๑๘ วรรคสอง
หรือเพ่ือประโยชนในการดําเนินคดีกับพนักงานเจาหนาที่เก่ียวกับการใชอํานาจหนาที่โดยมิชอบ
หรือกับพนักงานสอบสวนในสวนท่ีเกี่ยวกับการปฏิบัติหนาท่ีตามมาตรา ๑๘ วรรคสอง โดยมิชอบ
หรือเปนการกระทําตามคําสัง่ หรือทไ่ี ดรับอนุญาตจากศาล

พนักงานเจาหนาท่ีหรือพนักงานสอบสวนผูใดฝาฝนวรรคหนึ่งตองระวางโทษจําคุก
ไมเ กนิ สามป หรอื ปรบั ไมเกนิ หกหมน่ื บาท หรือท้ังจําท้ังปรับ

ÁÒμÃÒ òó พนกั งานเจา หนา ทหี่ รอื พนกั งานสอบสวนในกรณตี ามมาตรา ๑๘ วรรคสอง
ผูใดกระทําโดยประมาทเปนเหตุใหผูอื่นลวงรูขอมูลคอมพิวเตอร ขอมูลจราจรคอมพิวเตอร หรือ
ขอมูลของผูใชบริการ ท่ีไดมาตามมาตรา ๑๘ ตองระวางโทษจําคุกไมเกินหน่ึงป หรือปรับไมเกิน
สองหมนื่ บาท หรอื ทงั้ จาํ ทงั้ ปรับ

ÁÒμÃÒ òô ผูใดลวงรูขอมูลคอมพิวเตอร ขอมูลจราจรคอมพิวเตอร หรือขอมูลของ
ผูใชบริการท่ีพนักงานเจาหนาท่ีหรือพนักงานสอบสวนไดมาตามมาตรา ๑๘ และเปดเผยขอมูลนั้น
ตอ ผูห น่งึ ผูใด ตองระวางโทษจําคกุ ไมเกินสองป หรือปรับไมเ กนิ ส่ีหม่นื บาท หรอื ทงั้ จําท้งั ปรับ

๑๕๔

ÁÒμÃÒ òõ ขอมูล ขอมูลคอมพิวเตอร หรือขอมูลจราจรคอมพิวเตอรที่พนักงาน
เจาหนาท่ีไดมาตามพระราชบัญญัติน้ีหรือที่พนักงานสอบสวนไดมาตามมาตรา ๑๘ วรรคสอง
ใหอางและรับฟงเปนพยานหลักฐานตามบทบัญญัติแหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
หรอื กฎหมายอนื่ อนั วา ดว ยการสบื พยานได แตต อ งเปน ชนดิ ทม่ี ไิ ดเ กดิ ขนึ้ จากการจงู ใจ มคี าํ มน่ั สญั ญา
ขเู ขญ็ หลอกลวง หรอื โดยมิชอบประการอนื่

ÁÒμÃÒ òö ผูใหบริการตองเก็บรักษาขอมูลจราจรทางคอมพิวเตอรไวไมนอยกวา
เกาสิบวันนับแตวันที่ขอมูลนั้นเขาสูระบบคอมพิวเตอร แตในกรณีจําเปน พนักงานเจาหนาที่จะสั่งให
ผูใหบริการใดเก็บรักษาขอมูลจราจรทางคอมพิวเตอรไวเกินเกาสิบวันแตไมเกินสองปเปนกรณีพิเศษ
เฉพาะรายและเฉพาะคราวก็ได

ผูใหบริการจะตองเก็บรักษาขอมูลของผูใชบริการเทาที่จําเปนเพ่ือใหสามารถระบุตัวผูใช
บริการนับตั้งแตเริ่มใชบริการและตองเก็บรักษาไวเปนเวลาไมนอยกวาเกาสิบวันนับต้ังแตการใช
บริการส้ินสดุ ลง

ความในวรรคหนึ่งจะใชกับผูใหบริการประเภทใด อยางไร และเมื่อใด ใหเปนไปตามที่
รัฐมนตรปี ระกาศในราชกจิ จานเุ บกษา

ผใู หบ รกิ ารผูใ ดไมป ฏิบตั ติ ามมาตราน้ี ตองระวางโทษปรบั ไมเกินหาแสนบาท
ÁÒμÃÒ ò÷ ผใู ดไมป ฏบิ ตั ติ ามคาํ สง่ั ของศาลหรอื พนกั งานเจา หนา ทที่ ส่ี งั่ ตามมาตรา ๑๘
หรือมาตรา ๒๐ หรือไมปฏิบัติตามคําสั่งของศาลตามมาตรา ๒๑ ตองระวางโทษปรับไมเกิน
สองแสนบาทและปรับเปนรายวนั อกี ไมเ กินวันละหาพันบาทจนกวาจะปฏบิ ตั ิใหถูกตอง
ÁÒμÃÒ òø การแตงต้ังพนักงานเจาหนาท่ีตามพระราชบัญญัติน้ี ใหรัฐมนตรีแตงตั้ง
จากผมู คี วามรแู ละความชํานาญเกี่ยวกบั ระบบคอมพิวเตอรและมคี ณุ สมบตั ิตามที่รัฐมนตรกี ําหนด
ผูท่ไี ดรบั การแตง ตัง้ เปน พนกั งานเจาหนาท่ตี ามพระราชบัญญตั นิ ี้ อาจไดร บั คาตอบแทน
พิเศษตามท่ีรฐั มนตรกี าํ หนดโดยไดร บั ความเห็นชอบจากกระทรวงการคลงั
ในการกาํ หนดใหไ ดร บั คา ตอบแทนพเิ ศษตอ งคาํ นงึ ถงึ ภาระหนา ที่ ความรคู วามเชยี่ วชาญ
ความขาดแคลนในการหาผูมาปฏิบัติหนาท่ีหรือมีการสูญเสียผูปฏิบัติงานออกจากระบบราชการเปน
จํานวนมาก คุณภาพของงาน และการดํารงตนอยูในความยุติธรรมโดยเปรียบเทียบคาตอบแทนของ
ผูป ฏิบตั ิงานอื่นในกระบวนการยตุ ธิ รรมดวย
ÁÒμÃÒ òù ในการปฏิบัติหนาท่ีตามพระราชบัญญัตินี้ ใหพนักงานเจาหนาที่
เปนพนักงานฝายปกครองหรือตํารวจชั้นผูใหญตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มีอํานาจรับคํารองทุกขหรือรับคํากลาวโทษ และมีอํานาจในการสืบสวนสอบสวนเฉพาะความผิด
ตามพระราชบัญญัติน้ี
ในการจับ ควบคุม คน การทําสํานวนสอบสวนและดําเนินคดีผูกระทําความผิดตาม
พระราชบัญญัติน้ี บรรดาที่เปนอํานาจของพนักงานฝายปกครองหรือตํารวจชั้นผูใหญ หรือ
พนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ใหพนักงานเจาหนาที่ประสานงาน
กับพนกั งานสอบสวนผูรับผดิ ชอบเพือ่ ดําเนนิ การตามอํานาจหนา ท่ตี อไป

๑๕๕

ใหนายกรัฐมนตรีในฐานะผูกํากับดูแลสํานักงานตํารวจแหงชาติและรัฐมนตรีมีอํานาจ
รว มกนั กําหนดระเบยี บเก่ียวกับแนวทางและวิธีปฏิบตั ิในการดาํ เนนิ การตามวรรคสอง

ÁÒμÃÒ óð ในการปฏิบัติหนา ที่ พนกั งานเจา หนา ทีต่ องแสดงบตั รประจาํ ตวั ตอบคุ คล
ซ่ึงเกีย่ วขอ ง

บัตรประจําตัวของพนักงานเจาหนาที่ใหเปนไปตามแบบท่ีรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจา
นุเบกษา

ÁÒμÃÒ óñ คา ใชจ า ยในเรอื่ งดงั ตอ ไปน้ี รวมทงั้ วธิ กี ารเบกิ จา ยใหเ ปน ไปตามระเบยี บที่
รัฐมนตรีกาํ หนดโดยไดร บั ความเห็นชอบจากกระทรวงการคลงั

(๑) การสืบสวน การแสวงหาขอมูล และรวบรวมพยานหลักฐานในคดีความผิดตาม
พระราชบัญญัติน้ี

(๒) การดาํ เนินการตามมาตรา ๑๘ วรรคหนึง่ (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) และมาตรา ๒๐
(๓) การดําเนินการอื่นใดอันจําเปนแกการปองกันและปราบปรามการกระทําผิดตาม
พระราชบัญญัตนิ ี้

๑๕๗

º··Õè ñð

¡®ËÁÒ·Õèà¡èÕÂÇ¢ŒÍ§¡Ñº¡ÒäŒÒÁ¹ØÉ

ñ. ÇÑμ¶Ø»ÃÐʧ¤¡ÒÃàÃÕ¹ûŒÙ ÃШӺ·

๑.๑ เพอ่ื ใหน กั เรียนมคี วามรแู ละความเขาใจในกฎหมายทเ่ี ก่ยี วขอ งกบั การคามนษุ ย
๑.๒ เพื่อใหนักเรียนสามารถอธิบายการวิเคราะหวาการกระทําใดมีความผิด หรือไมมี
ความผิดตามกฎหมายทีเ่ กย่ี วขอ งกับการคา มนษุ ย
๑.๓ เพ่ือใหนักเรียนสามารถอธิบายวิธีการดําเนินการกับผูกระทําความผิดตาม
กฎหมายที่เกยี่ วขอ งกบั การคา มนษุ ย

ò. ʋǹ¹Ó

เน่ืองจากไทยอยูในสถานะประเทศตนทาง ทางผาน และปลายทางของการคามนุษย
นโยบายเพ่ือแกไขปองกันและปราบปรามการคามนุษยของไทยใหความสําคัญกับผูเสียหาย
จากการคามนุษยเปนหลัก (Victim-Centered) และมีความเกี่ยวของกับการดําเนินงานหลายดาน
ที่เกี่ยวของกับการปองกันการแสวงประโยชนหรือการบังคับใชแรงงาน การปราบปรามและดําเนินคดี
ขบวนการคามนุษยรวมถึงการชวยเหลือคุมครองผูเสียหายจากการคามนุษยซึ่งนโยบายท่ีไทยกําลัง
ใหความสําคัญ ในปจจุบันประเทศไทยหยิบยกปญหาการคามนุษยเปนวาระแหงชาติที่ตองแกไข
อยา งเรง ดว นและจริงจงั ตง้ั แตป พ.ศ.๒๕๔๗

ó. à¹Íé× ËÒμÒÁËÇÑ ¢ÍŒ

๓.๑ ความรทู ่วั ไปเกีย่ วกับกฎหมายทเ่ี กีย่ วขอ งกับการคา มนุษย
๓.๒ ความผดิ ตามกฎหมายที่เกี่ยวของกับการคามนษุ ย
๓.๓ บทกําหนดโทษ

ô. ʋǹÊÃØ»

การคามนุษยเปนปญหาที่สําคัญในระดับโลก เปนเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ที่ทั่วโลกเร่ิมใหความสนใจและใชมาตรการตางๆ ในการปองกันและปราบปรามการคามนุษย
ประเทศไทยก็เปนประเทศหนึ่งที่ใหความสนใจในเรื่องดังกลาว และไดมีการปฏิบัติอยางตอเนื่อง
โดยตลอด ซ่งึ กส็ ามารถลดปญหาในเรอ่ื งของการคา มนุษยไปไดในระดับหน่ึง

๑๕๘

õ. ¡¨Ô ¡ÃÃÁá¹Ð¹Ó

ใหนักเรียนคนหาการจับกุมตามกฎหมายที่เกี่ยวของกับการคามนุษยและนําขอมูลมา
วเิ คราะหอ ภปิ รายรว มกันในชัน้ เรยี น

ö. ÃÒ¡ÒÃÍŒÒ§Í§Ô ËÃ×ͺÃóҹ¡Ø ÃÁ

มติชนออนไลน, พม.ช้ีแจงความหมาย “คามนุษย-คาประเวณี” หลังสังคมมีความ
เขาใจคลาดเคลือ่ น, https://www.matichon.co.th/news/557694 สืบคนเมื่อ ๗ ก.ย. ๒๕๖๐

ชมรมพนักงานสอบสวนหญิง, คําพิพากษาฎีกาคดีคามนุษย, http://
www.femalcinvestigatorthai.com/forums/topic/%c0%b8%84%c0%b8%b3%e0%b8%9e%
e0%b8%b4%e0%b8%9e%b8%81%e0%b8%a9%v8%b2%e0%b8%8e%c0%b8%b5%e0%b8%81%e
0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b
8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b8/สืบคน เม่ือวันที่ ๗ ก.ย. ๒๕๖๐

๑๕๙

¤ÇÒÁÌٷÇèÑ ä»à¡èÂÕ Ç¡Ñº¡®ËÁÒ·àèÕ ¡ÂèÕ Ç¢ÍŒ §¡ºÑ ¡ÒäŒÒÁ¹ÉØ Â

เหตุผลในการประกาศใชพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยท่ีพระราชบัญญัติมาตรการ
ในการปองกันและปราบปรามการคาหญิงและเด็ก พ.ศ.๒๕๔๐ ยังมิไดกําหนดลักษณะความผิดให
ครอบคลุมการกระทําเพื่อแสวงหาประโยชนโดยมิชอบจากบุคคลที่มิไดจํากัดแตเฉพาะหญิงและเด็ก
และกระทาํ ดว ยวธิ กี ารทหี่ ลากหลายมากขนึ้ เชน การนาํ บคุ คลเขา มาคา ประเวณใี นราชอาณาจกั ร หรอื
สงไปคานอกราชอาณาจักร บังคับใชแรงงานบริการหรือขอทาน บังคับตัดอวัยวะเพ่ือการคา ซ่ึงใน
ปจจุบันไดกระทําในลักษณะองคกรอาชญากรรมขามชาติมากข้ึน ประกอบกับประเทศไทยไดลงนาม
อนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อตอตานอาชญากรรมขามชาติท่ีจัดตั้งในลักษณะองคกร และพิธีสาร
เพื่อปองกันปราบปรามและลงโทษการคามนุษย โดยเฉพาะผูหญิงและเด็ก เพ่ิมเติมอนุสัญญา
สหประชาชาติเพ่ือตอตานอาชญากรรมขามชาติท่ีจัดต้ังในลักษณะองคกร จึงสมควรกําหนดลักษณะ
ความผิดใหครอบคลุมการกระทําดังกลาวเพื่อใหการปองกันและปราบปรามการคามนุษย
มีประสิทธิภาพย่ิงข้ึน สอดคลองกับพันธกรณีของอนุสัญญาและพิธีสารจัดตั้งกองทุนเพ่ือปองกัน
และปราบปรามการคามนุษย รวมทั้งปรับปรุงการชวยเหลือและคุมครองสวัสดิภาพผูเสียหาย
ใหเ หมาะสม ท้งั น้ี เพื่อประโยชนส งู สุดของผเู สยี หาย

สถานการณของประเทศไทยกับการคา มนษุ ย
ประเทศไทยมีความเกี่ยวของกับการคามนุษย ๓ สถานะ คือ เปนทั้งประเทศตนทาง
ทางผาน และ ปลายทาง
ประเทศตน ทาง คือ ประเทศทีม่ กี ารสงเดก็ และผูหญิงไปคา ตางประเทศ
ประเทศทางผาน คือ ประเทศที่ใชเปนเสนทางผานของการนําเด็กและผูหญิง
จากประเทศหนึ่งไปคา ในประเทศหนึง่
ประเทศปลายทาง คือ ประเทศท่ีมีการนําเด็กและผูหญิงจากประเทศอื่นเขามาคา
หรือมกี ารลว งละเมดิ สทิ ธิภายในประเทศ
นยิ าม (มาตรา ๔)
“องคกรอาชญากรรม” หมายความวา คณะบุคคลซ่ึงมีการจัดโครงสรางโดยสมคบกัน
ตั้งแตสามคนข้ึนไปไมวาจะเปนการถาวรหรือชั่วระยะเวลาหน่ึงและไมวาจะเปนโครงสรางที่ชัดเจน
มีการกําหนดบทบาทของสมาชิกอยางแนนอนหรือมีความตอเน่ืองของสมาชิกภาพหรือไม ท้ังนี้
โดยมีวัตถุประสงคที่จะกระทําความผิดฐานใดฐานหนึ่งหรือหลายฐานที่มีอัตราโทษจําคุกข้ันสูง
ตง้ั แตส ป่ี ข น้ึ ไปหรอื กระทาํ ความผดิ ตามทกี่ าํ หนดไวใ นพระราชบญั ญตั นิ ี้ เพอื่ แสวงหาผลประโยชนท าง
ทรัพยสินหรอื ผลประโยชนอ ื่นใดอนั มชิ อบดว ยกฎหมายไมว าโดยทางตรงหรอื ทางออม
“เดก็ ” หมายความวา บคุ คลผูมอี ายตุ ํา่ กวา สิบแปดป

๑๖๐

“พนักงานเจาหนาที่” หมายความวา พนักงานฝายปกครองหรือตํารวจช้ันผูใหญ และ
ใหหมายความรวมถึงขาราชการซ่ึงดํารงตําแหนงไมตํ่ากวาขาราชการพลเรือนสามัญระดับสาม
ซึ่งรัฐมนตรีแตงต้ังจากผูที่มีคุณสมบัติตามท่ีกําหนดในกฎกระทรวงเพ่ือใหปฏิบัติการตาม
พระราชบญั ญตั ิน้ี

“รัฐมนตรี” หมายความวา รัฐมนตรีผรู ักษาการตามพระราชบัญญัตนิ ี้
ÁÒμÃÒ õ ใหประธานศาลฎีกาและรัฐมนตรีวาการกระทรวงการพัฒนาสังคมและ
ความมนั่ คงของมนษุ ย รกั ษาการตามพระราชบญั ญตั นิ ี้ ทงั้ น้ี ในสว นทเี่ กย่ี วขอ งกบั อาํ นาจหนา ทขี่ องตน
ใหป ระธานศาลฎกี ามอี าํ นาจออกขอ บงั คบั และรฐั มนตรวี า การกระทรวงการพฒั นาสงั คม
และความมั่นคงของมนุษยมีอํานาจแตงตั้งพนักงานเจาหนาท่ีกับออกกฎกระทรวงและระเบียบ
เพอื่ ปฏบิ ัติการตามพระราชบัญญตั นิ ี้
ขอบังคับประธานศาลฎีกา กฎกระทรวงและระเบียบน้ัน เม่ือไดประกาศในราชกิจจา
นเุ บกษาแลวใหใ ชบ ังคับได

º··èÑÇä»

นิยามความหมายของคาํ วา การคา มนุษย
เรอ่ื งการคา มนษุ ยเ ปน เรอื่ งทป่ี ระชาคมโลกใหค วามสนใจมากเพราะกระทบตอ สทิ ธมิ นษุ ยชน
ในป ค.ศ.๒๐๐๐ องคการสหประชาชาติไดกําหนดนิยามความหมายของ “การคามนุษย” ไวใน
พธิ สี ารแนบทา ยอนสุ ญั ญาสหประชาชาติ เพอ่ื ตอ ตา นดา นอาชญากรรมขา มชาติ ทจี่ ดั ตงั้ ในลกั ษณะองคก ร
ซ่ึงพธิ ีสารแนบทา ยอนสุ ญั ญาดังกลา ว ช่อื วา “พธิ สี ารเพื่อปอ งกันปราบปรามและลงโทษการคา มนุษย
โดยเฉพาะสตรีและเด็ก”
¹ÂÔ ÒÁ¤ÇÒÁËÁÒ¢ͧ “¡ÒäҌ Á¹ÉØ Â” μÒÁ·กÕè าํ ˹´ã¹¾¸Ô ÊÕ ÒÃà¾Í×è »Í‡ §¡¹Ñ »ÃÒº»ÃÒÁ
áÅÐŧâ·É¡ÒäŒÒÁ¹ØÉâ´Â੾ÒÐÊμÃÕáÅÐà´ç¡ ¢ÍŒ ó ¤Í×
“การคา มนษุ ย” หมายถึง การจัดหา การขนสง การสงตอ การจัดใหอยอู าศยั หรือการ
รับไวซ ึ่งบุคคลดวยวธิ กี ารขูเขญ็ หรอื ดวยการใชก ําลงั หรอื ดว ยการบบี บงั คับในรปู แบบอ่นื ใด ดวยการ
ลักพาตัว ดวยการฉอโกง ดวยการหลอกลวง ดวยการใชอํานาจโดยมิชอบ หรือดวยการใชสถานะ
ความเสี่ยงภัยจากการคามนุษยโดยมิชอบ หรือมีการใหหรือรับเงินหรือผลประโยชนเพื่อใหไดมา
ซ่ึงความยินยอมของบุคคลผูมีอํานาจควบคุมบุคคลอื่น เพื่อความมุงประสงคในการแสวงประโยชน
การแสวงประโยชนอยางนอยที่สุดใหรวมถึงการแสวงประโยชนจากการคาประเวณีของบุคคลอ่ืน
หรือการแสวงประโยชนท างเพศในรูปแบบอ่นื การบังคับใชแ รงงานหรือบรกิ าร การเอาคนลงเปนทาส
หรือการกระทําอ่ืนเสมือนการเอาคนลงเปนทาส การทําใหตกอยูใตบังคับ หรือการตัดอวัยวะ
ออกจากรา งกาย

๑๖๑

¨Ò¡คํา¹ÔÂÒÁ´Ñ§¡ÅÒ‹ Ç ¡ÒäҌ Á¹ØÉ¨ Ö§»ÃСͺ´ŒÇÂͧ¤»ÃСͺ·èสÕ าํ ¤ÑÞ ó ʋǹ¤×Í
๑. การกระทาํ ไดแ ก เปน ธรุ ะจดั หา ลอ ไป ชกั พาไป ซอื้ ขาย จาํ หนา ย นาํ เขา พามาจาก
สง ออกไป รับไว หนวงเหนย่ี วกักขัง ซอ นเรน
๒. วิธีการ ไดแก การใชอุบายหลอกลวง บังคับ ชักจูง ยุยง สงเสริม ขูเข็ญ ใชกําลัง
ประทุษรา ย ขูเขญ็ วาจะใชก าํ ลงั ประทษุ รา ย ใชอํานาจครอบงาํ ผดิ คลองธรรม ขม ขืนใจ
๓. วัตถุประสงค คือ เพื่อแสวงหาประโยชนโดยมิชอบจากเหยื่อ เชน การนําตัวไป
เพ่ือสนองความใคร เพื่อการอนาจารหรือการคาประเวณี เอาตัวลงเปนทาสหรือมีฐานะคลายทาส
กดขีแ่ รงงานและตัดอวยั วะ
¢ŒÍ椄 à¡μ·èÕสาํ ¤ÞÑ ºÒ§»ÃСÒÃã¹¾Ô¸ÕÊÒéººÑ ´Ñ§¡Å‹ÒÇ ¤×Í
๑. ในพธิ สี ารขอ ๓(b) ระบวุ า ความยนิ ยอมของเหยื่อหรือผเู สียหายจากการคามนุษย
ไมสามารถหยิบยกข้ึนมาเปนประเด็นหรือขอกลาวอางใหพนจากการถือวาการกระทํานั้นๆ เปน
การคามนุษย หากวามีการใชวิธีการดังที่ไดกลาวขางตนเพ่ือใหไดมาซ่ึงความยินยอมของเหย่ือ
หรือผูเสียหายจากการคามนุษย
๒. พิธีสาร ขอ ๓(c) ใหถือวาการจัดหา การขนสง การจัดใหอยูอาศัย หรือการรับไว
ซ่งึ เดก็ เพอ่ื ความมุงประสงคในการแสวงประโยชนเ ปน “การคา มนุษย” แมวา จะไมม กี ารใชว ิธกี ารใดๆ
ทีก่ ลา วไวข างตน
๓. พิธีสาร ขอ ๓(d) ระบวุ า “เด็ก” หมายถงึ บุคคลใดทมี่ ีอายตุ ํ่ากวา ๑๘ ป
¡ÅÒ‹ Çâ´ÂÊÃØ»¡ÒÃáÊǧËÒ»ÃÐ⪹¨Ò¡àËÂÍ×è ¡ÒäҌ Á¹ÉØ Â¨ ÐÁÕ ò ÃٻẺ¤×Í
๑. ¡ÒÃáÊǧËÒ»ÃÐ⪹·Ò§à¾È เชน การบังคับคาประเวณี การบังคับใหเตนระบํา
เปลือย สอื่ ลามกอนาจาร เปน ตน
๒. ¡ÒÃáÊǧËÒ»ÃÐ⪹·Ò§àÈÃɰ¡Ô¨áÅÐáç§Ò¹ เชน ทํางานเกษตรกรรม
การใชแ รงงานเยยี่ งทาส การบังคบั ใหขนยาเสพติด และบังคับใหขอทาน เปน ตน
ปจจุบันประเทศไทยไดตราพระราชบัญญัติปองกันและปราบปรามการคามนุษย
พ.ศ.๒๕๕๑ และไดต ราฐานความผิดคามนษุ ยเ อาไวใ นมาตรา ๖
ÁÒμÃÒ ö ผใู ดกระทาํ การอยา งหนึง่ อยา งใดดังตอไปนี้
(๑) เปนธุระจัดหา ซื้อ ขาย จําหนาย พามาจากหรือสงไปยังที่ใด หนวงเหน่ียวกักขัง
จดั ใหอยอู าศัย หรอื รบั ไวซ ึง่ บุคคลใด โดยขม ขู ใชกาํ ลงั บงั คบั ลกั พาตัว ฉอฉล หลอกลวง ใชอาํ นาจ
โดยมิชอบ ใชอํานาจครอบงําบุคคลดวยเหตุที่อยูในภาวะออนดอยทางรางกาย จิตใจ การศึกษา
หรือทางอ่ืนใดโดยมิชอบ ขูเข็ญวาจะใชกระบวนการทางกฎหมายโดยมิชอบหรือโดยใหเงินหรือผล
ประโยชนอยา งอ่นื แกผ ปู กครองหรอื ผูดแู ลบคุ คลน้ัน เพ่อื ใหผปู กครอง หรอื ผูด แู ลใหความยนิ ยอมแก
ผูก ระทําความผิดในการแสวงหาประโยชนจ ากบคุ คลที่ตนดแู ล หรอื

๑๖๒

(๒) เปนธุระจัดหา ซ้ือ ขาย จําหนาย พามาจากหรือสงไปยังท่ีใด หนวงเหน่ียวกักขัง
จัดใหอยูอาศัย หรือรับไวซึ่งเด็ก ถาการกระทํานั้นไดกระทําโดยมีความมุงหมายเพื่อเปนการแสวงหา
ประโยชนโดยมชิ อบผูน้ันกระทําความผิดฐานคา มนุษย

การแสวงหาประโยชนโดยมิชอบตามวรรคหนึ่ง หมายความวา การแสวงหาประโยชน
จากการคา ประเวณี การผลติ หรอื เผยแพรว ตั ถหุ รอื สอื่ ลามก การแสวงหาประโยชนท างเพศในรปู แบบอน่ื
การเอาคนลงเปนทาสหรือใหมีฐานะคลายทาส การนําคนมาขอทาน การตัดอวัยวะเพื่อการคา
การบังคับใชแรงงานหรือบริการ หรือการอื่นใดที่คลายคลึงกัน อันเปนการขูดรีดบุคคลไมวาบุคคล
นน้ั จะยนิ ยอมหรือไมกต็ าม

การบังคับใชแรงงานหรือบริการตามวรรคสอง หมายความวาการขมขืนใจใหทํางาน
หรือใหบ รกิ ารโดยวิธกี ารอยา งหนง่ึ อยา งใด ดงั ตอไปนี้

(๑) ทําใหกลัววาจะเกิดอันตรายตอชีวิต รางกาย เสรีภาพ ช่ือเสียง หรือทรัพยสิน
ของบุคคลน้นั เอง หรอื ของผอู ื่น

(๒) ขเู ขญ็ ดวยประการใดๆ
(๓) ใชก ําลังประทษุ รา ย
(๔) ยึดเอกสารสําคัญประจําตัวของบุคคลน้ันไว หรือนําภาระหน้ีของบุคคลนั้น หรือ
ของผูอน่ื มาเปน ส่งิ ผกู มดั โดยมชิ อบ
(๕) ทาํ ใหบ คุ คลนน้ั อยูใ นภาวะทไี่ มสามารถขดั ขนื ได
ในมาตรา ๖ ไดบัญญัติคําวา “แสวงหาประโยชนโดยมิชอบ” หมายความวา
การแสวงหาประโยชนจากการคาประเวณี การผลิตหรือเผยแพรวัตถุหรือสื่อลามก การแสวงหา
ประโยชนท างเพศในรปู แบบอ่ืน การเอาคนลงเปน ทาสหรือใหม ีฐานะคลา ยทาส การนําคนมาขอทาน
การตัดอวัยวะเพือ่ การคา การบังคบั ใชแรงงาน หรอื บริการหรือการอื่นใดท่คี ลายคลงึ กัน อันเปนการ
ขูดรีดบุคคลไมวาบุคคลน้ันจะยินยอมหรือไมก็ตาม ดังน้ัน เม่ือพิจารณามาตรา ๖ ก็พอสรุปไดวา
“การคามนุษย” เปนการกระทําตอบุคคลอื่นโดยเจตนาเพื่อแสวงหาประโยชนโดยมิชอบสําหรับ
ตนเองหรอื ผูอน่ื ไมวาบคุ คลนนั้ จะยินยอมหรือไมก ต็ าม นอกจากน้ี การแสวงหาประโยชนโดยมชิ อบ
ไดมีการรวมเอาคําวา “การบังคับใชแรงงานหรือบริการ” เอาไวโดยมาตรา ๖ วรรคทายไดให
คําจํากัดความของคําวา “การบังคับใชแรงงานหรือบริการ” หมายความวา การขมขืนใจใหทํางาน
หรอื ใหบ ริการโดยวธิ ีการอยางหนง่ึ อยางใด ดังตอไปนี้
(๑) ทําใหกลัววาจะเกิดอันตรายตอชีวิต รางกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพยสิน
ของบคุ คลน้ันเอง หรอื ของผอู ่นื
(๒) ขูเขญ็ ดว ยประการใดๆ
(๓) ใชกําลงั ประทุษรา ย

๑๖๓

(๔) ยึดเอกสารสําคัญประจําตัวของบุคคลนั้นไวหรือนําภาระหน้ีของบุคคลนั้นหรือ
ของผูอ่ืนมาเปนสง่ิ ผกู มัดโดยมชิ อบ

(๕) ทําใหบ คุ คลนัน้ อยใู นภาวะที่ไมส ามารถขดั ขนื ได
ดังนั้น จึงพอสรุปไดวา “การคามนุษย” เปนการกระทําตอบุคคลอื่นโดยเจตนา
เพื่อแสวงหาประโยชนโดยมิชอบสําหรับตนเองหรือผูอ่ืน ไมวาบุคคลนั้นจะยินยอมหรือไมก็ตาม
ในลักษณะดังตอ ไปนี้
(๑) เปนธรุ ะจดั หา ซื้อขาย จําหนาย พามาจาก หรือสง ไปยงั ท่ใี ด หนว งเหน่ยี ว กกั ขงั
จัดใหอยูอาศัยหรือรับไวซ่ึงบุคคลใดโดยขมขูใชกําลังบังคับ ลักพาตัว ฉอฉล หลอกลวง ใชอํานาจ
โดยมิชอบ ใชอํานาจครอบงําบุคคลดวยเหตุที่อยูในภาวะออนดอยทางรางกาย จิตใจ การศึกษา
หรือทางอื่นใดโดยมิชอบ ขูเข็ญวาจะใชกระบวนการทางกฎหมายโดยมิชอบ หรือโดยใหเงิน
หรือผลประโยชนอยางอื่นแกผูปกครองหรือผูดูแลบุคคลนั้น เพ่ือใหผูปกครองหรือผูดูแล
ใหความยินยอมแกผกู ระทาํ ความผดิ ในการแสวงหาประโยชนจากบคุ คลทต่ี นดแู ล หรือ
(๒) เปน ธรุ ะจดั หา ซอ้ื ขาย จาํ หนา ย พามาจาก หรอื สง ไปยงั ทใี่ ด หนว งเหนยี่ ว กกั ขงั
จัดใหอยูอาศัยหรือรับไวซ่ึงเด็กถาการกระทําน้ันไดกระทําโดยมีความมุงหมาย เพ่ือเปนการแสวงหา
ประโยชนโ ดยมชิ อบ ผูนน้ั กระทําความผิดฐานคา มนษุ ย
ในกรณีท่ีเปนการกระทําตอเด็ก แมไมไดมีการใชวิธีการตามมาตรา ๖(๑) ก็เปนการคา
มนษุ ยตามมาตรา ๖(๒)
¡Å‹ÒÇâ´ÂÊÃØ» ในการที่จะพิจารณาวาเปนคดีเก่ียวกับเร่ืองการคามนุษยหรือไมน้ัน
จะตอ งพิจารณาวาผกู ระทําผิดมพี ฤตกิ รรมประการใด ดงั ตอไปนี้
๑. ผูนน้ั มีพฤติกรรมในการเปนธรุ ะจัดหา ซื้อ ขาย จําหนาย พามา หรอื สง ไปยังทใี่ ด
รบั ตวั ไว หนว งเหนยี่ ว กกั ขงั ซอ นเรนบคุ คลโดยเฉพาะหญิงหรอื เด็กหรือไม
๒. วธิ กี ารทผ่ี นู นั้ แสดงออกมา เปน วธิ กี ารขม ขู คกุ คาม ใชก าํ ลงั การลกั พาตวั การบงั คบั
การหลอกลวง ใชอ าํ นาจทเี่ หนอื กวา บงั คบั หรอื ใหค า ตอบแทน ทงั้ ทเ่ี ปน ทรพั ยส นิ หรอื ประโยชนอ ยา งอน่ื
ตอผูถ ูกกระทําหรอื ไม
๓. เจตนาที่ผูกระทําความผิดน้ันนอกจากมีเจตนาธรรมดาแลว ยังจะตองมีเจตนา
พิเศษหรือมูลเหตุชักจูงใจเพ่ือนําผูถูกกระทําไปแสวงหาประโยชนโดยมิชอบหรือไม ซึ่งการแสวงหา
ประโยชนโดยมิชอบนี้ หมายถึง การแสวงหาประโยชนทางเพศ การบังคับใชแรงงาน หรือบริการ
การเอาตัวเปนทาส การจองจาํ ตลอดจนการตดั อวยั วะออกจากรางกายเพ่อื การคา ดว ย
การกระทําความผิดตาม พ.ร.บ.ปองกันและปราบปรามการคามนุษย พ.ศ.๒๕๕๑
มักเปนความผิดท่ีมีฐานความผิดอื่นๆ รวมอยูดวย หลักการใช พ.ร.บ.คามนุษยจะใชประมวล
กฎหมายอาญา ในเร่ืองการกระทําความผิดหลายกรรมหลายวาระ หรือการกระทํากรรมเดียวผิด
กฎหมายหลายบทเปน หลกั ในการพจิ ารณา

๑๖๔

ดังนั้น การกระทําความผิดบางกรณีอาจไมผิดตาม พ.ร.บ.ปองกันและปราบปราม
การคามนษุ ย พ.ศ.๒๕๕๑ กจ็ ะใชก ฎหมายนน้ั ดําเนนิ การ แตหากมคี วามผิดตาม พ.ร.บ.ปอ งกันและ
ปราบปรามการคา มนุษย พ.ศ.๒๕๕๑ รวมอยดู วยกอ็ าจจะดาํ เนินการตามฐานความผิดทเ่ี ปน บทหนกั
หรอื ทุกกรรมทุกวาระตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ หรือ มาตรา ๙๑

¡ÒäҌ Á¹ÉØ ÂᏠÅСÒÃÅÑ¡Åͺ¢¹¼âÙŒ ¡ÂÒŒ ¶èÔ¹°Ò¹
ในการประกอบอาชญากรรมการคามนุษย จะมีลักษณะใกลเคียงกับการลักลอบขน
ผโู ยกยา ยถนิ่ ฐาน ซง่ึ อาจกอ ใหเ กดิ ความสบั สนแกเ จา หนา ทผี่ ปู ฏบิ ตั งิ านได ดงั นน้ั เจา หนา ทผี่ ปู ฏบิ ตั งิ าน
จะตองแยกความแตกตางของอาชญากรรมทัง้ ๒ ประเภท ใหไ ด เพ่อื จะไดชว ยเหลอื ไดท ันทว งที และ
อยางไรท่ีจะถือไดวา เปนการลักลอบขนผูโยกยายถ่ินฐานน้ัน ไดมีพิธีสารเพ่ือตอตานการลักลอบขน
ผูโ ยกยา ยถน่ิ ฐานทางบก ทางทะเลและทางอากาศ ขอ ๒ (a) ไดก าํ หนดคํานิยามวา
“¡ÒÃÅÑ¡Åͺ¢¹¼ÙŒâ¡ŒÒ¶Ôè¹°Ò¹” หมายถึง การจัดใหมีการเขาเมืองโดยผิดกฎหมาย
ของบุคคลหนึ่ง ซ่ึงมิใชคนชาติของหรือผูมีถิ่นท่ีอยูถาวรในรัฐภาคีท่ีเขาไปน้ัน เพ่ือใหไดมา
ซึ่งผลประโยชนทางการเงิน หรือผลประโยชนท างวตั ถอุ น่ื จากการน้ัน ไมว า จะโดยตรงหรือโดยออ ม
จากนิยามดังกลาวจะเห็นไดวา การลักลอบขนผูโยกยายถ่ินฐาน คือ การนาํ พาบุคคลที่
ประสงคจะเดินทางเขาไปยังประเทศอื่นเพื่อความมุงประสงคอยางใดอยางหน่ึงโดยไมผานชองทาง
และวิธีการตามกฎหมายของประเทศน้ันๆ ไดกําหนดไว และเมื่อการดําเนินการดังกลาวสําเร็จบรรลุ
ตามวตั ถปุ ระสงค คอื สามารถนําพาบคุ คลทป่ี ระสงคเดนิ ทางเขา ประเทศไดเ รียบรอยแลว ผทู ่รี ับจาง
นําพาก็จะไดรับผลตอบแทนเปนเงินหรือผลประโยชนอยางอ่ืนจากผูประสงคเดินทาง ดังนั้น
หากพิจารณาตามหลักกฎหมายของประเทศไทยจะเห็นไดวา ผูรับจาง คือ ผูที่ลงมือกระทําผิด
โดยผปู ระสงคเดินทาง คอื ผูใชใ หผอู ่นื กระทาํ ความผิดน่นั เอง
จากนิยามความหมายของ “การคามนุษย” และ “การลักลอบขนผูโยกยายถ่ินฐาน”
ขางตน จึงเห็นไดวาอาชญากรรมท้ังสองประเภทมีความแตกตางกัน บุคคลท่ีถูกนําพาก็มีสถานะ
ที่แตกตางกนั ทง้ั น้ี ความแตกตางที่สาํ คัญพอจะจําแนกไดดังนี้

๑๖๕

¡ÒÃà»ÃÂÕ ºà·ÕºÃÐËÇÒ‹ §ÍÒªÞÒ¡ÃÃÁ¡ÒäҌ Á¹ÉØ Â¡ Ѻ¡ÒÃÅÑ¡Åͺ¢¹¼Œâ٠¡ÂÒŒ ¶è¹Ô °Ò¹

¡ÒäŒÒÁ¹ØÉ ¡ÒÃÅÑ¡Åͺ¢¹¼âŒÙ ¡ÂÒŒ ¶èÔ¹°Ò¹

๑. เปนความผิดที่สงผลกระทบโดยตรงตอชีวิต รางกาย ๑. เปนความผิดที่สงผลกระทบตอความสงบเรียบรอย
เสรีภาพ และอนามัยของเหยื่อซึ่งถูกบังคับ หลอกลวง ความม่ันคงปลอดภัยของประเทศที่มีการลักลอบเดินทาง
นําตวั มาแสวงหาประโยชนในรูปแบบตางๆ ระหวา งกัน

๒. เหยื่อของการคามนุษย โดยสวนใหญแลวจะ ๒. ผูท่ีลักลอบขามแดนมานั้นยินยอมหรือสมัครใจ
ถูกบังคับหรือหลอกลวงมา เหยื่อสวนใหญไมไดให ที่จะขามแดนไปที่ประเทศปลายทาง ผูรับจางพาขามแดน
ความยินยอมที่จะถูกพามาแสวงหาประโยชน หรือ เปนเพียงผูอํานวยความสะดวกในการขามแดนเทานั้น
หากยินยอมก็เพราะสําคัญผิดในเง่ือนไขบางประการ และเมื่อขามแดนไดสําเร็จแลว ผูท่ีลักลอบขามแดน
เชน ยินยอมที่จะมาทํางานภายในบานซ่ึงมิได มีอิสระที่จะทําการใดๆ ตามแตท่ีตนจะตองการ
หมายความวาจะตอ งบรกิ ารทางเพศใหก บั นายจางดวย ผรู ับจา งจะไมเขา มายุงเกย่ี วอกี ตอ ไป

๓. วตั ถปุ ระสงคของการคา มนุษย คอื ผูกระทาํ ความผิด ๓. วัตถุประสงคของผูกระทําความผิดรับจางพา
มีเจตนาพิเศษเพื่อแสวงหาประโยชนโดยมิชอบดวย ขามแดน คือ นําพาผูประสงคขามแดนผานแดนไปได
กฎหมายจากตัวเหยื่อ เชน แสวงหาประโยชนทางเพศ, ตามท่ีตกลงไว มิไดมีเจตนาแสวงหาประโยชนอ่ืนใด
แรงงาน, อวยั วะของเหยือ่ จากผูลักลอบขา มแดนนอกจากคา จา งท่ีไดต กลงกัน

๔. เปนการกระทําผิดท่ีเกิดข้ึนไดท้ังภายในประเทศ ๔. เปนความผิดที่เกิดไดเฉพาะระหวางประเทศเทานั้น
และระหวางประเทศ เชน หลอกลวงหญิงจากทาง เพราะวัตถุประสงคก็คือเปนการลักลอบพาคนจาก
ภาคเหนือของประเทศเพ่ือมาขายประเวณีทางภาคใต ประเทศหนึ่งขามแดนไปยังอีกประเทศหน่ึงโดยไมถูกตอง
ของประเทศหรืออาจขามประเทศไปยังประเทศ ตามกฎหมาย
เพื่อนบา นใกลเคียง เปนตน

๕. ผูกระทาํ ความผิดจะเปนฝายสรรหาเหย่ือโดยผาน ๕. ผูประสงคจะขามแดน จะเปนผูมาติดตอขอใช
วิธีการตางๆ เชน ผานตัวแทน นายหนา ใชอุบาย บริการจากผูรับจางขนคนขามแดนโดยตรง หรือจาก
หลอกลวง ทําใหเหยื่อหลงเขาใจผิดวาจะไปประกอบ การผานโฆษณาเชิญชวน ผูรับจางขนคนขามแดนจะมี
วิชาชีพที่มั่นคง รายไดดี หรือบางรายใชกําลังประทุษราย อํานาจควบคุมไดเฉพาะชวงเวลาในการพาขามแดน
ทันทีท่ีเหยื่อตกอยูภายใตการควบคุมแลว เหย่ือจะ เทานั้น ถาผูประสงคจะขามแดนประเมินถึงความเสี่ยง
ไมมีอํานาจตัดสินใจ หรือตอรองใดๆ ท้ังส้ิน หาก แลวเห็นวาไมเหมาะสมท่ีจะขามแดนในชวงเวลาดังกลาว
เหย่ือตอสูขัดขืน หรือหาทางหลบหนี ผูคามนุษยมักจะ แลวเขาจะบอกเลิกก็ได ผูรับจางขนคนขามแดนไมมี
ใชความรุนแรงตอเหยื่อ และเม่ือเหยื่อถึงจุดหมาย อํานาจบังคับ จึงไมมีความจําเปนท่ีจะตองใชความรุนแรง
ปลายทาง หรือสถานที่ที่กําหนดใหเหย่ืออยู เหยื่อจะ และเมื่อผูประสงคขามแดนมาถึงที่หมายปลายทาง
ไมมีอิสรภาพ จะถูกควบคุมจากผูคามนุษยหรือ ตามทีต่ กลงกนั ผรู ับจา งขนคนขามแดนก็สน้ิ สดุ ภารกิจ
ผแู สวงหาประโยชนจากเหยือ่

๑๖๖

¡ÒäҌ Á¹ØÉ¡ Ѻ¡ÒäŒÒ»ÃÐàdzÕ
“การคามนุษย” กับ “การคาประเวณี” คือ โดยการคามนุษยเปนการแสวงหาประโยชน
โดยมิชอบจากบุคคล โดยเฉพาะจากผูหญิง เด็กหญิงและเด็กชายไมวาจะสมัครใจหรือไมก็ตาม
มนี ายหนาเปน ธรุ ะจดั หา ชักชวนหรือถกู หนวงเหนยี่ ว กกั ขัง ถา เปน เด็กอายุตาํ่ กวา ๑๘ ป ถงึ แมจะ
ไมมีสภาพถูกกักขัง ทํารายรางกาย หรือบังคับใหคาประเวณี ก็ถือวาเปนการคามนุษย สวนการคา
ประเวณีเปนเรื่องของการสมัครใจขายบริการทางเพศของบุคคลอายุ ๑๘ ปข้ึนไป โดยการตกลงกัน
ของทง้ั สองฝา ย ไมม ีการกกั ขัง หนวงเหนยี่ ว

¤ÇÒÁ¼´Ô μÒÁ¡®ËÁÒ·àÕè ¡èÂÕ Ç¢ŒÍ§¡ºÑ ¡ÒäŒÒÁ¹ØÉ

¡ÒáÃÐทาํ ·èÕ໚¹¤ÇÒÁ¼´Ô
ÁÒμÃÒ ö ผใู ดกระทาํ การอยา งหน่ึงอยา งใด ดังตอ ไปนี้
(๑) เปน ธุระจดั หา ซอื้ ขาย จําหนาย พามาจาก หรือสง ไปยังทีใ่ ด หนวงเหน่ียว กักขงั
จดั ใหอ ยอู าศยั หรอื รบั ไวซ ง่ึ บคุ คลใด โดยขม ขใู ชก าํ ลงั บงั คบั ลกั พาตวั ฉอ ฉล หลวกลวง ใชอ าํ นาจโดยมชิ อบ
ใชอํานาจครอบงําบุคคลดวยเหตุที่อยูในภาวะออนดอยทางรางกาย จิตใจ การศึกษา หรือทางอ่ืน
โดยมชิ อบ ขเู ขญ็ วา จะใชก ระบวนการทางกฎหมายโดยมชิ อบหรอื โดยใหเ งนิ หรอื ผลประโยชนอ ยา งอน่ื
แกผูปกครองหรือผูดูแลบุคคลนั้น เพื่อใหผูปกครองหรือผูดูแลใหความยินยอมแกผูกระทําความผิด
ในการแสวงหาประโยชนจากบุคคลทต่ี นดูแล หรือ
(๒) เปนธุระจัดหา ซื้อขาย จําหนาย พามาจากหรือสงไปยังท่ีใด หนวงเหน่ียว กักขัง
จัดใหอยูอาศัยหรือรับไวซ่ึงเด็ก ถาการกระทํานั้นไดกระทําโดยมีความมุงหมาย เพ่ือเปนการแสวงหา
ประโยชนโดยมชิ อบ ผูน ัน้ กระทําความผดิ ฐานคา มนุษย
การแสวงหาประโยชนโดยมิชอบตามวรรคหนึ่ง หมายความวา การแสวงหาประโยชน
จากการคา ประเวณี การผลติ หรอื เผยแพรว ตั ถหุ รอื สอ่ื ลามก การแสวงหาประโยชนท างเพศในรปู แบบอน่ื
การเอาคนลงเปนทาส หรือใหมีฐานะคลายทาส การนําคนมาขอทาน การตัดอวัยวะเพ่ือการคา
การบังคับใชแรงงานหรือบริการ หรือการอ่ืนใดที่คลายคลึงกันอันเปนการขูดรีดบุคคลไมวาบุคคลนั้น
จะยนิ ยอมหรือไมก็ตาม
การบังคับใชแรงงานหรือบริการตามวรรคสอง หมายความวา การขมขืนใจใหทํางาน
หรอื ใหบ รกิ ารโดยวิธกี ารอยา งหนึง่ อยางใด ดังตอไปน้ี
(๑) ทําใหกลัววาจะเกิดอันตรายตอชีวิต รางกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพยสิน
ของบคุ คลนัน้ เอง หรอื ของผอู ืน่
(๒) ขูเ ขญ็ ดว ยประการใดๆ
(๓) ใชกาํ ลังประทษุ รา ย

๑๖๗

(๔) ยึดเอาเอกสารสําคญั ประจาํ ตัวของบุคคลนนั้ ไว หรือนาํ ภาระหนข้ี องบุคคลนนั้ หรอื
ของผอู ืน่ มาเปนสิง่ ผกู มัดโดยมิชอบ

(๕) ทาํ ใหบคุ คลน้ันอยูใ นภาวะท่ีไมสามารถขดั ขืนได
ÁÒμÃÒ ÷ ผูใดกระทําการดังตอไปนี้ตองระวางโทษเชนเดียวกับผูกระทําความผิดฐาน
คา มนุษย
(๑) สนับสนนุ การกระทําความผดิ ฐานคา มนษุ ย
(๒) อุปการะโดยใหทรัพยสิน จัดหาท่ีประชุมหรือที่พํานักใหแกผูกระทําความผิดฐาน
คามนษุ ย
(๓) ชว ยเหลอื ดว ยประการใดเพอื่ ใหผ กู ระทาํ ความผดิ ฐานคา มนษุ ยพ น จากการถกู จบั กมุ
(๔) เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพยสินหรือประโยชนอื่นใดจากผูกระทําความผิดฐาน
คา มนุษยเพ่อื มิใหผ กู ระทาํ ความผดิ ฐานคามนษุ ยถกู ลงโทษ
(๕) ชักชวน ช้ีแนะ หรือติดตอบุคคลใหเขาเปนสมาชิกขององคกรอาชญากรรม
เพ่อื ประโยชนใ นการกระทาํ ความผดิ ฐานคามนุษย
ÁÒμÃÒ ø ผใู ดตระเตรยี มเพอ่ื กระทาํ ความผดิ ตามมาตรา ๖ ตอ งระวางโทษหนงึ่ ในสาม
ของโทษที่กาํ หนดไวส าํ หรับความผิดนัน้
ÁÒμÃÒ ù ผูใดสมคบโดยการตกลงกันต้ังแตสองคนขึ้นไปเพ่ือกระทําความผิดตาม
มาตรา ๖ ตองระวางโทษไมเกินกง่ึ หนึง่ ของโทษทกี่ ฎหมายกาํ หนดไวส าํ หรับความผิดนัน้
ถาผูท่ีสมคบกันกระทําความผิดคนหนึ่งคนใดไดลงมือกระทําความผิดตามท่ีไดสมคบกับ
ผูร วมสมคบดวยกนั ทุกคนตอ งระวางโทษตามท่ไี ดบัญญัติไวส ําหรับความผดิ น้นั อกี กระทงหน่ึงดว ย
ในกรณีท่คี วามผดิ ไดก ระทาํ ถึงขัน้ ลงมือกระทาํ ความผิด แตเ นอื่ งจากการเขาขัดขวางของ
ผูสมคบทําใหการกระทําน้ันกระทําไปไมตลอดหรือกระทําไปตลอดแลวแตการกระทํานั้นไมบรรลุผล
ผสู มคบที่กระทาํ การขดั ขวางน้ันตอ งรับโทษตามกาํ หนดไวในวรรคหนง่ึ
ถาผูกระทําความผิดตามวรรคหน่ึงกลับใจใหความจริงแหงการสมคบตอพนักงาน
เจาหนาที่กอนจะมีการกระทําความผิดตามท่ีไดมีการสมคบกัน ศาลจะไมลงโทษหรือลงโทษผูนั้น
นอ ยกวาท่ีกฎหมายกาํ หนดไวส ําหรับความผิดนนั้ เพยี งใดก็ได
ÁÒμÃÒ ñð ถาการกระทําความผิดตามมาตรา ๖ ไดกระทําโดยรวมกันต้ังแตสามคน
ขน้ึ ไปหรอื โดยสมาชกิ ขององคก รอาชญากรรม ตอ งระวางโทษหนกั กวา โทษทกี่ ฎหมายบญั ญตั ไิ วก ง่ึ หนงึ่
ในกรณีที่สมาชิกขององคกรอาชญากรรมไดกระทําความผิดตามมาตรา ๖ สมาชิกของ
องคกรอาชญากรรมทุกคนท่ีเปนสมาชิกอยูในขณะที่กระทําความผิด และรูเห็นหรือยินยอมกับ
การกระทาํ ความผดิ ดงั กลา ว ตอ งระวางโทษตามทบ่ี ญั ญตั ไิ วส าํ หรบั ความผดิ นนั้ แมจ ะมไิ ดเ ปน ผกู ระทาํ
ความผดิ น้นั เอง

๑๖๘

ถา การกระทาํ ความผดิ ตามวรรคหนง่ึ ไดก ระทาํ เพอ่ื ใหผ เู สยี หายทถี่ กู พาเขา มาหรอื สง ออก
ไปนอกราชอาณาจักรตกอยูในอํานาจของผูอื่นโดยมิชอบดวยกฎหมาย ตองระวางโทษเปนสองเทา
ของโทษทกี่ าํ หนดไวส าํ หรบั ความผดิ นั้น

ÁÒμÃÒ ññ ผใู ดกระทําความผิดตามมาตรา ๖ นอกราชอาณาจกั ร ผนู น้ั จะตอ งรบั โทษ
ในราชอาณาจักรตามที่กําหนดไวในพระราชบัญญัติน้ี โดยใหนํามาตรา ๑๐ แหงประมวลกฎหมาย
อาญามาใชบังคับโดยอนุโลม

ÁÒμÃÒ ñò ผูใดกระทําความผิดตามพระราชบัญญัติน้ี โดยแสดงตนเปนเจาพนักงาน
และกระทําการเปนเจาพนักงาน โดยตนเองมิไดเปนเจาพนักงานท่ีมีอํานาจหนาท่ีกระทําการน้ัน
ตอ งระวางโทษเปนสองเทา ของโทษท่กี าํ หนดไวสาํ หรบั ความผิดนัน้

ÁÒμÃÒ ñó ผูใดเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาทองถ่ิน
ผูบริหารทองถิ่น ขาราชการ พนักงานองคกรปกครองสวนทองถ่ิน พนักงานองคการหรือหนวยงาน
ของรฐั กรรมการ หรอื ผบู รหิ ารหรอื พนกั งานรฐั วสิ าหกจิ เจา พนกั งาน หรอื กรรมการองคก รตา งๆ ตาม
รัฐธรรมนูญ กระทําความผิดตามพระราชบัญญัติน้ี ตองระวางโทษเปนสองเทาของโทษ
ทกี่ าํ หนดไวส าํ หรับความผดิ นน้ั

กรรมการ กรรมการ ปกค. อนกุ รรมการ สมาชิกของคณะทํางาน และพนักงานเจา หนา ที่
ตามพระราชบัญญัตินี้ ผูใดกระทําความผิดใดตามพระราชบัญญัติน้ีเสียเอง ตองระวางโทษเปน
สามเทา ของโทษทก่ี ําหนดไวส าํ หรบั ความผิดนน้ั

ÁÒμÃÒ ñô ใหความผิดตามพระราชบัญญัติน้ีเปนความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติ
ปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๒

อํา¹Ò¨¾¹¡Ñ §Ò¹à¨ÒŒ ˹Ҍ ·Õè

ÁÒμÃÒ ò÷ เพื่อประโยชนในการปองกันและปราบปรามการกระทําความผิด
ฐานคามนษุ ย ใหพนักงานเจา หนาทีม่ ีอาํ นาจหนาทด่ี ังตอ ไปนี้

(๑) มีหนงั สอื เรียกใหบ ุคคลใดมาใหถ อ ยคาํ หรอื สง เอกสารหรือพยานหลกั ฐาน
(๒) ตรวจตัวบุคคลท่ีมีเหตุอันควรเชื่อไดวาเปนผูเสียหายจากการกระทําความผิดฐาน
คามนุษยเมอ่ื ผูนน้ั ยินยอม แตถาผนู ัน้ เปน หญงิ จะตองใหห ญงิ อ่ืนเปน ผูตรวจ
(๓) ตรวจคนยานพาหนะใดๆ ท่ีมีเหตุอันควรสงสัยตามสมควรวามีพยานหลักฐาน
หรือบคุ คลท่ีตกเปน ผูเสียหายจากการกระทําความผดิ ฐานคามนุษยอยใู นยานพาหนะนน้ั
(๔) เขาไปในเคหสถานหรือสถานท่ีใดๆ เพ่ือตรวจคน ยึด หรืออายัด เม่ือมีเหตุ
อันควรเช่ือไดวามีพยานหลักฐานในการคามนุษย หรือเพื่อพบและชวยบุคคลท่ีตกเปนผูเสียหาย
จากการกระทําความผิดฐานคามนุษย และหากเนิ่นชากวาจะเอาหมายคนมาได พยานหลักฐานน้ัน
อาจถกู โยกยา ย ซอ นเรน หรอื ทาํ ลายไปเสยี กอ น หรอื บคุ คลนนั้ อาจถกู ประทษุ รา ย โยกยา ย หรอื ซอ นเรน

๑๖๙

ในการใชอํานาจตาม (๔) พนักงานเจาหนาที่ตองแสดงความบริสุทธ์ิกอนการเขาคน
และรายงานเหตุผลท่ีทําใหสามารถเขาคนได รวมท้ังผลการตรวจคนเปนหนังสือตอผูบังคับบัญชา
เหนือข้ึนไป ตลอดจนจัดทําสําเนารายงานดังกลาวใหไวแกผูครอบครองเคหสถานหรือสถานที่คน
ถาไมมีผูครอบครองอยู ณ ท่ีน้ัน ใหพนักงานเจาหนาที่สงมอบสําเนารายงานนั้นใหแกผูครอบครอง
ดังกลาวในทันทีที่กระทําได และหากเปนการเขาคนในเวลาระหวางพระอาทิตยตกและข้ึน พนักงาน
เจาหนาที่ผูเปนหัวหนาในการเขาคนตองดํารงตําแหนงนายอําเภอหรือรองผูกํากับการตํารวจขึ้นไป
หรือเปนขาราชการพลเรือน ตั้งแตระดับเจ็ดข้ึนไป ทั้งน้ี ใหพนักงานเจาหนาท่ีผูเปนหัวหนาในการ
เขาคนสงสําเนารายงานเหตุผลและผลการตรวจคน บัญชีพยานหลักฐานหรือบุคคลท่ีตกเปน
ผูเสียหายจากการกระทําความผิดฐานคามนุษยและบัญชีทรัพยที่ไดยึดหรืออายัดไวตอศาลจังหวัด
ท่ีมีเขตอํานาจเหนือทองที่ท่ีทําการคนหรือศาลอาญา ภายในส่ีสิบแปดช่ัวโมงหลังจากส้ินสุด
การตรวจคนเพ่อื เปน หลกั ฐาน

ในการดําเนินการตาม (๒) และ (๓) พนักงานเจาหนาท่ีอาจสั่งใหผูใตบังคับบัญชา
ทาํ แทนได

ในการปฏิบัติหนาที่ตามพระราชบัญญัตินี้ พนักงานเจาหนาท่ีจะขอความชวยหลือจาก
บุคคลใกลเคียงเพื่อดําเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ก็ได แตจะบังคับใหผูใดชวยโดยอาจเกิด
อนั ตรายแกผูน น้ั ไมได

ÁÒμÃÒ òø ในการปฏิบัติหนาท่ีตามพระราชบัญญัติน้ี พนักงานเจาหนาท่ีตองแสดง
บัตรประจําตัวพนักงานเจาหนาท่ีตอบุคคลท่ีเกี่ยวของ บัตรประจําตัวพนักงานเจาหนาที่ใหเปนไป
ตามแบบท่รี ฐั มนตรีกําหนดโดยประกาศในราชกจิ จานุเบกษา

º·กํา˹´â·É

ÁÒμÃÒ õò ผูใดกระทําความผิดฐานคามนุษย ตองระวางโทษจําคุกต้ังแตสี่ปถึงสิบป
และปรับตั้งแตส ่ีแสนบาทถึงหนึง่ ลา นสองแสนบาท

ÁÒμÃÒ õó นิติบุคคลใดกระทําความผิดฐานคามนุษย ตองระวางโทษปรับต้ังแต
หนึง่ ลา นบาทถงึ หาลา นบาท

ในกรณีที่ผูกระทําความผิดเปนนิติบุคคล เกิดจากการส่ังการหรือการกระทําของ
กรรมการหรือผูจัดการหรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดําเนินงานของนิติบุคคลน้ันหรือในกรณี
ที่บุคคลดังกลาวมีหนาที่ตองสั่งการหรือกระทําการและละเวนไมสั่งการหรือไมกระทําการจนเปนเหตุ
ใหนิติบุคคลน้ัน กระทําความผิดผูนั้นตองระวางโทษจําคุกต้ังแตหกปถึงสิบสองป และปรับต้ังแต
หกแสนบาทถึงหน่ึงลานสองแสนบาท แตถาเปนการกระทําแกบุคคลตามมาตรา ๕๒ วรรคสอง
หรือมาตรา ๕๖ วรรคสาม ตองระวางโทษตามทีก่ าํ หนดไวใ นมาตราดงั กลา วแลวแตกรณี

๑๗๐

ÁÒμÃÒ õó/ñ ถาการกระทาํ ผดิ ตามมาตรา ๕๒ หรือมาตรา ๕๓ วรรคสอง เปนเหตุ
ใหผ ูถ กู กระทาํ

(๑) รับอันตรายสาหัสหรือเปนโรครายแรงซ่ึงอาจเปนอันตรายตอชีวิต ตองระวางโทษ
จาํ คกุ ต้ังแตแปดปถึงย่ีสิบป และปรับตง้ั แตแปดแสนบาทถงึ สองลา นบาท หรือจําคุกตลอดชีวติ

(๒) ถึงแกความตาย ตองระวางโทษจําคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต มาตรา ๕๓/๒
เจาของผูครอบครอง หรือผูดําเนินกิจการสถานประกอบกิจการโรงงาน หรือยานพาหนะผูใดฝาฝน
หรือไมปฏิบัติตามคําสั่งตามมาตรา ๑๖/๒ ตองระวางโทษจําคุกไมเกินหกเดือนหรือปรับตั้งแต
หนง่ึ หม่นื บาทถงึ หนึ่งแสนบาทหรอื ทงั้ จาํ ทง้ั ปรบั

ÁÒμÃÒ õó/ò เจาของผูครอบครองหรือผูดําเนินกิจการสถานประกอบกิจการโรงงาน
หรือยานพาหนะ ผูใดฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามคําส่ังตามมาตรา ๑๖/๒ ตองระวางโทษจําคุกไมเกิน
หกเดือน หรอื ปรับตง้ั แตห นงึ่ หม่นื บาทถึงหน่งึ แสนบาท หรือท้งั จาํ ทั้งปรับ

μÑÇÍ‹ҧคาํ ¾¾Ô Ò¡ÉÒ®¡Õ Ò¤´Õ¤ÒŒ Á¹ØÉ
คาํ ¾Ô¾Ò¡ÉÒÈÒÅ®¡Õ Ò·Õè ó÷õó/òõõô
การท่ีจําเลยที่ ๒ รวมกันกับจําเลยท่ี ๑ และที่ ๓ ลักลอบนําเด็กทารกขามแดนไปใน
ประเทศมาเลเซยี เพอ่ื สง ใหแ กนาง อ. พ่ีสาวจําเลยที่ ๒ จึงเปนความผดิ ฐานสมคบกันกระทาํ ความผดิ
เกย่ี วกบั การคา เดก็ และฐานรบั ไว จาํ หนา ย เปน ธรุ ะจดั หา และพาเดก็ อายยุ งั ไมเ กนิ สบิ หา ปไ ปโดยทจุ รติ
แตการกระทําดังกลาวเปนการกระทําโดยมีเจตนาเดียวเพ่ือจะสงเด็กทารกไปใหนาง อ. จึงเปนการ
กระทํากรรมเดียว เปนความผิดตอกฎหมายหลายบทซึ่งเปนปญหาขอกฎหมายที่เก่ียวกับความสงบ
เรยี บรอ ย และเปน เหตอุ ยใู นสว นลกั ษณะคดี ศาลฎกี ามอี าํ นาจพพิ ากษามาตลอดไปถงึ จาํ เลยที่ ๑ และ
ท่ี ๓ ที่มไิ ดฎ กี าตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง และ ๒๑๓ ประกอบมาตรา ๒๒๕ ในระหวา ง
การพจิ ารณาของศาลฎกี าไดม ี พ.ร.บ.ปอ งกนั และปราบปรามการคา มนษุ ย พ.ศ.๒๕๕๑ มาตรา ๓ ยกเลกิ
พ.ร.บ.มาตรการในการปองกันและปราบปรามการคาหญิงและเด็ก พ.ศ.๒๕๔๐ แต พ.ร.บ.ปองกัน
และปราบปรามการคามนุษย พ.ศ.๒๕๕๑ มาตรา ๖(๒) ยังคงบัญญัติใหการกระทําความผิด
เกย่ี วกบั การคาเดก็ ตามฟอ งเปนความผดิ โดยมีบทลงโทษตามมาตรา ๕๒ วรรคสาม ระวางโทษจาํ คกุ
ต้ังแตแปดปถึงสิบหาป และปรับต้ังแตหนึ่งแสนหกหมื่นบาทถึงสามแสนบาท จึงเปนกรณีกฎหมาย
ที่ใชในขณะกระทําความผิดแตกตางกับกฎหมายท่ีใชในภายหลังการกระทําความผิด แตเนื่องจาก
ความผิดเก่ียวกับการคาเด็กตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปองกันและปราบปรามการคาหญิงและเด็ก
พ.ศ.๒๕๔๐ มาตรา ๗ ระวางโทษจําคุกไมเกินหาป หรือปรับไมเกินหน่ึงหมื่นบาทหรือท้ังจําทั้งปรับ
จึงเปนกรณีท่ีกฎหมายท่ีแกไขใหมไมเปนคุณแกจําเลย ตองใชกฎหมายท่ีใชในขณะกระทําความผิด
บงั คบั แกจ าํ เลยตาม ป.อ. มาตรา ๓ การทโี่ จทกม คี าํ ขอทา ยฎกี าขอใหศ าลฎกี าพพิ ากษาแกค าํ พพิ ากษา
ศาลอุทธรณภาค ๙ ใหลงโทษจําเลยที่ ๑ และท่ี ๓ ตามฟอง จึงพอแปลไดวา โจทกขอใหศาลฎีกา
ลงโทษจําเลยท่ี ๑ และที่ ๓ ในความผิดฐานอื่นท่ีศาลอุทธรณภาค ๙ พิพากษายกฟองน่ันเอง

๑๗๑

แตฎีกาของโจทกดังกลาวมิไดโตแยงคัดคานวาศาลอุทธรณภาค ๙ พิพากษาไมชอบอยางไร และ
ไมเห็นดวยกับคําพิพากษาศาลอุทธรณภาค ๙ เพราะเหตุใด จึงเปนฎีกาที่มิไดคัดคานคําพิพากษา
ศาลอทุ ธรณภ าค ๙ อนั เปน การไมชอบดว ย ป.ว.ิ อ. มาตรา ๒๑๖ แมศาลชน้ั ตน ส่งั รบั ฎีกาของโจทก
สวนนไ้ี ว ศาลฎีกาก็ไมรับวนิ จิ ฉัยให

คาํ ¾¾Ô Ò¡ÉÒÈÒŮաҷèÕ ñóôñ/òõõô
จําเลยท้ังสามรวมกันเปนธุระจัดหา ลอไป หรือพาไปเพื่อการอนาจาร แมกระทําตอ
ผูเสียหายหลายคนในคราวเดียวกัน แตก็เปนการกระทําตอผูเสียหายแตละคนโดยเฉพาะ จึงเปน
ความผดิ ตา งกรรมตา งวาระกนั ภายหลงั กระทาํ ความผดิ ไดม ี พ.ร.บ.ปอ งกนั และปราบปรามการคา มนษุ ย
พ.ศ.๒๕๕๑ ใหย กเลกิ พ.ร.บ.มาตรการในการปอ งกนั และปราบปรามการคา หญงิ และเดก็ พ.ศ.๒๕๔๐
โดยไมไดบัญญัติใหการกระทําความผิดฐานคาหญิงโดยหญิงน้ันยินยอมตามท่ีจําเลยที่ ๑ กระทํา
ความผิดตามมาตรา ๕, ๗ วรรคหน่ึงและวรรคสองเปน ความผดิ อกี ตอ ไป จาํ เลยที่ ๑ จึงพน จากการ
เปน ผกู ระทําความผดิ ฐานนี้ตาม ป.อ. มาตรา ๒
คาํ ¾Ô¾Ò¡ÉÒÈÒŮաҷÕè ÷÷÷/òõõö
®Õ¡Ò‹Í
การกระทําใดที่จะเปนความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันต้ังแตสองคนข้ึนไปเพื่อกระทํา
ความผิดฐานคามนุษยตาม พ.ร.บ.ปองกันและปราบปรามการคามนุษย พ.ศ.๒๕๕๑ มาตรา ๖ (๒)
และมาตรา ๙ จะตอ งไดค วามวา ผูน ้นั มีสว นรวมรูเห็น รว มวางแผน ตัดสนิ ใจรว มกันหรือแบง หนา ท่ี
กนั ทาํ โดยมวี ตั ถปุ ระสงคเ พอื่ แสวงหาประโยชนจ ากการคา ประเวณี หรอื การแสวงหาประโยชนท างเพศ
ในรูปแบบอื่น อันเปนการแสวงหาประโยชนโดยมิชอบตามความหมายในมาตรา ๔ เมื่อไมปรากฏ
วาจําเลยมีสวนรวมรูเห็น รวมวางแผนหรือเกี่ยวของกับการท่ีเด็กหญิง น. ไปชักชวนหรือใชอุบาย
หลอกลวงผูเสยี หายท่ี ๑ เพอื่ ใหไปขายบรกิ ารทางเพศ โดยจําเลยรับผูเสียหายที่ ๑ ข้ึนรถยนตพ าเขา
โรงแรมเพื่อรวมประเวณีกับผูเสียหายที่ ๑ อันเปนความผิดตางหากเฉพาะตัวจําเลยท่ีเกิดขึ้นหลังจาก
เด็กหญิง น. และ ช. กระทําการเปนธุระจัดหาผูเสียหายท่ี ๑ ใหไปคาประเวณีอันเปนความผิดฐาน
คา มนษุ ยสําเรจ็ ลงแลว พยานหลักฐานโจทกจ ึงฟง ไมไ ดว า จาํ เลยสมคบกบั เดก็ หญงิ น. และ ช. กระทาํ
ความผิดฐานคามนุษย
คาํ ¾¾Ô Ò¡ÉÒÈÒÅ®¡Õ Ò·èÕ ùóò/òõõõ
®¡Õ ÒÂÍ‹
ด. พรากผูเสยี หายไปเสยี จาก อ. ผดู แู ล โดยผูเสยี หายไมเต็มใจไปดว ยเพือ่ การอนาจาร
และจําเลยรับตัวผูเสียหายไวจาก ด. แลวกระทําชําเราผูเสียหาย แตพฤติการณที่จําเลยรับตัว
ผูเสียหายไวและกระทําชําเราผูเสียหายอันเปนการกระทําความผิดฐานรับตัวผูเยาวซ่ึงถูกพราก
เพอ่ื การอนาจารตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๘ วรรคสาม ไมปรากฏวา จาํ เลยรบั ตวั ผูเสียหายเพ่ือแสวงหา
ประโยชนโ ดยมชิ อบตาม พ.ร.บ.ปอ งกนั และปราบปรามการคา มนษุ ย พ.ศ.๒๕๕๑ มาตรา ๖ แตอ ยา งใด
การกระทาํ ของจาํ เลยจงึ ไมเ ปนความผิดฐานคามนุษย

๑๗๓

º··Õè ññ

¡®ËÁÒ·Õèà¡ÂÕè Ç¢ŒÍ§¡ºÑ ÂÒàʾμÔ´

ñ. ÇÑμ¶»Ø ÃÐʧ¤¡ ÒÃàÃÂÕ ¹ÃÙ»Œ ÃШӺ·

๑.๑ เพอื่ ใหน กั เรยี นมีความรูแ ละความเขาใจในกฎหมายท่ีเก่ยี วของกับยาเสพติด
๑.๒ เพ่ือใหนักเรียนสามารถอธิบายการวิเคราะหวาการกระทําใดมีความผิด หรือไมมี
ความผดิ ตามกฎหมายทเ่ี ก่ยี วขอ งกบั ยาเสพตดิ
๑.๓ เพอื่ ใหน กั เรยี นสามารถอธบิ ายวธิ กี ารดาํ เนนิ การกบั ผกู ระทาํ ความผดิ ตามกฎหมาย
ท่เี กย่ี วขอ งกับยาเสพตดิ

ò. ʋǹ¹Ó

กฎหมายทเ่ี กยี่ วขอ งกบั การปอ งกนั และปราบปรามยาเสพตดิ ในปจ จบุ นั จะประกอบดว ย
พระราชบญั ญตั ปิ อ งกนั ปราบปรามยาเสพตดิ พ.ศ.๒๕๑๙, พระราชบญั ญตั มิ าตรการในการปราบปราม
ผูกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.๒๕๓๔, พระราชบัญญัติยาเสพติดใหโทษ พ.ศ.๒๕๒๒,
พระราชกําหนดปองกันการใชส ารระเหย พ.ศ.๒๕๓๓ และพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ตอจิตและ
ประสาท พ.ศ.๒๕๕๙ ซ่งึ กฎหมายท้ัง ๕ ฉบบั ก็จะมีวตั ถุประสงคใ นการดําเนินการเกี่ยวกับยาเสพติด
ท่ีแตกตางกันไป โดยพระราชบัญญัติยาเสพติดใหโทษ พ.ศ.๒๕๒๒, พระราชกําหนดปองกันการใช
สารระเหย พ.ศ.๒๕๓๓ และพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธ์ิตอจิตและประสาท พ.ศ.๒๕๕๙ จะมุง
คมุ ครองและดแู ลประชาชนใหไ ดร บั ความปลอดภยั ในการเขา ถงึ หรอื ใชส ง่ิ ทถ่ี กู กลา วหาวา เปน ยาเสพตดิ
เพราะสิ่งตางๆ ที่กลาวถึงน้ันแมวาจะถูกมองวาเปนยาเสพติด และมีโทษแตบางครั้งก็จําเปนตองนํา
ไปใชประโยชนทางการแพทย หรืออุตสาหกรรม ดังน้ันกฎหมายเหลาน้ันจึงมุงควบคุมการนําไปใช
โดยใหนําไปใชใหเกิดประโยชนอยางแทจริง แตอยางไรก็ตามหากการนําไปใชของบุคคล นําไปใชใน
ลกั ษณะของการมอมเมาเพอื่ ใหเ กดิ การเสพตดิ กจ็ ะตอ งอยใู นบงั คบั ของกฎหมายปราบปรามยาเสพตดิ
พ.ศ.๒๕๑๙, พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผูกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
พ.ศ.๒๕๓๔ ซ่ึงมุงไปถึงการมีเจาพนักงานที่ควบคุมดูแลกฎหมายนี้โดยเฉพาะ มีการดําเนินการกับ
ผูมีสวนรวมในการผลิต การจําหนาย การสงออก ตลอดจนทรัพยสินท่ีเกิดข้ึนจากการกระทําน้ันๆ
วาจะมีการดําเนินการอยางไร ซึ่งหากไดมีการศึกษาในเรื่องน้ีอยางมีความเขาใจอยางถองแท
ก็จะทําใหการปองกันและปราบปรามยาเสพติดดําเนินการไปอยางมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชนแก
สงั คมและประเทศชาติตอ ไป

๑๗๔

ó. à¹Íé× ËÒμÒÁËÑǢ͌

๓.๑ ความรทู ั่วไปเก่ียวกบั กฎหมายที่เก่ยี วของกบั ยาเสพติด
๓.๒ ความผดิ ตามกฎหมายที่เก่ยี วของกับยาเสพติด
๓.๓ บทกําหนดโทษ

ô. ÊÇ‹ ¹ÊûØ

กฎหมายท่ีเกี่ยวของกับยาเสพติด เปนกฎหมายในรูปของกระบวนการมีหลาย
วัตถุประสงคในกฎหมายแตละฉบับ ซึ่งเม่ือผูศึกษาไดเขาใจวัตถุประสงคของกฎหมายแตละฉบับแลว
กจ็ ะสามารถดาํ เนนิ การในขอบอาํ นาจหนา ทขี่ องตนไดอ ยา งถกู ตอ ง กอ ใหเ กดิ ประโยชนต อ สงั คม และ
ประเทศชาตติ อไป

õ. ¡¨Ô ¡ÃÃÁá¹Ð¹Ó

ใหน กั เรยี นคน หาการจบั กมุ ตามกฎหมายทเ่ี กย่ี วขอ งกบั ยาเสพตดิ และนาํ ขอ มลู มาวเิ คราะห
อภิปรายรวมกันในชนั้ เรียน

ö. ÃÒ¡ÒÃÍÒŒ §ÍÔ§ ËÃ×ͺÃóҹءÃÁ

สุจิต ปญญาพฤกษ, คดียาเสพติด (แกไขเพ่ิมเติม พ.ศ.๒๕๖๐), กรุงสยาม พับลิชช่ิง :
กรงุ เทพฯ,

๑๗๕

¤ÇÒÁÃÙŒ·ÇÑè ä»à¡èÂÕ Ç¡Ñº¡®ËÁÒ·àÕè ¡ÕèÂǢ͌ §¡ºÑ ÂÒàʾμ´Ô

กฎหมายท่ีเกีย่ วของกับยาเสพตดิ ประกอบดวยกฎหมาย จํานวน ๕ ฉบับ คือ
พระราชบญั ญตั ิปองกันปราบปรามยาเสพตดิ พ.ศ.๒๕๑๙
พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผูกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
พ.ศ.๒๕๓๔
พระราชบญั ญตั ยิ าเสพติดใหโทษ พ.ศ.๒๕๒๒
พระราชกําหนดปองกันการใชสารระเหย พ.ศ.๒๕๓๓
พระราชบญั ญตั ิวตั ถุทีอ่ อกฤทธิต์ อจิตและประสาท พ.ศ.๒๕๕๙
วตั ถุประสงคของกฎหมายท้งั ๕ ฉบบั จะแตกตางกนั กลาวคอื พระราชบญั ญัติยาเสพตดิ
ใหโทษ พ.ศ.๒๕๒๒, พระราชกําหนดปอ งกันการใชส ารระเหย พ.ศ.๒๕๓๓ และพระราชบญั ญัตวิ ัตถุ
ที่ออกฤทธ์ิตอจิตและประสาท พ.ศ.๒๕๕๙ เปนกฎหมายที่ควบคุม และคุมครองการใชยาเสพติด
อาจจะเกิดขอ สงสยั วา สารระเหย และวัตถอุ อกฤทธ์ิตอจิตประสาทเปนยาเสพติดดวยหรอื ในเรือ่ งนี้
ก็คงตองยอนกลับไปดูพระราชบัญญัติปองกันปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.๒๕๑๙ มาตรา ๓
ซง่ึ บัญญตั วิ า
“ยาเสพติด” หมายความวา ยาเสพติดใหโทษตามกฎหมายวาดวยยาเสพติดใหโทษ
วัตถุออกฤทธ์ิตามกฎหมายวาดวยวัตถุท่ีออกฤทธ์ิตอจิตและประสาทและสารระเหยตามกฎหมาย
วา ดวยการปอ งกนั การใชส ารระเหย
“กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด” หมายความวา กฎหมายวาดวยยาเสพติดใหโทษ
กฎหมายวาดวยวัตถุที่ออกฤทธ์ิตอจิตและประสาท กฎหมายวาดวยการปองกันการใชสารระเหย
และกฎหมายวาดว ยมาตรการในการปราบปรามผกู ระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
“ความผิดเก่ียวกับยาเสพติด” หมายความวา ความผิดตามท่ีบัญญัติไวในกฎหมาย
เกีย่ วกบั ยาเสพตดิ ซงึ่ ทัง้ พระราชบัญญตั ิ และพระราชกาํ หนดทกี่ ลาวขา งตน เปน กฎหมายท่ีคมุ ครอง
การใชยาเสพตดิ สารระเหย และวตั ถอุ อกฤทธ์ติ อ จติ ประสาท ใหอ ยใู นขอบเขตทกี่ ฎหมายยอมรบั ได
คือ การใชใหเกิดประโยชน แตถานําสิ่งที่กลาวขางตนไปใชในการมอมเมาประชาชน หรือใชเปน
ยาเสพติด การกระทําเหลาน้ันก็จะถูกดําเนินการตามพระราชบัญญัติปองกันปราบปรามยาเสพติด
พ.ศ.๒๕๑๙ ทันที ซ่ึงมาตรการตามพระราชบัญญัติปองกันปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.๒๕๑๙
ก็จะเปนเรื่องที่มุงไปสูการปองกันและปราบปรามเปนหลัก โดยเนนจับกุมดําเนินคดีกับผูกระทํา
ความผิดเปน สาํ คัญ
แมจะมีการตราพระราชบัญญัติปองกันปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.๒๕๑๙ ไปแลว
แตการดําเนินการในการปองกันปราบปรามยาเสพติดก็ยังมีปญหา เน่ืองจากการกระทําความผิด
ท่ีเก่ียวของกับยาเสพติด มีผลประโยชนมหาศาล มีการกระทําในรูปของกระบวนการ การใช
กฎหมายปกติดําเนินการยอมไมสามารถบรรลุผลไดอยางแทจริง จึงตองตรากฎหมายเฉพาะ คือ

๑๗๖

พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผูกระทําความผิดเก่ียวกับยาเสพติด พ.ศ.๒๕๓๔
ความพเิ ศษของพระราชบญั ญตั มิ าตรการในการปราบปรามผกู ระทาํ ความผดิ เกยี่ วกบั ยาเสพตดิ ฉบบั น้ี
คอื

มาตรา ๖ และมาตรา ๘ ซึง่ บัญญัตวิ า
“ÁÒμÃÒ ö ในความผิดเก่ียวกับยาเสพติดผูใดกระทําการอยางใดอยางหนึ่งดังตอไปน้ี
ตอ งระวางโทษเชนเดยี วกับตัวการในความผิดนัน้
(๑) สนับสนุนหรือชว ยเหลอื ผูกระทําความผดิ กอ นหรือขณะกระทําความผดิ
(๒) จัดหาหรอื ใหเงินหรอื ทรพั ยสิน ยานพาหนะ สถานทหี่ รอื วัตถุใดๆ เพื่อประโยชน
หรอื ใหความสะดวกแกก ารกระทาํ ความผดิ หรอื เพื่อมิใหผ กู ระทาํ ความผิดถกู ลงโทษ
(๓) จัดหาหรือใหเงินหรือทรัพยสิน ท่ีประชุม ท่ีพํานักหรือที่ซอนเรน หรือชวยเหลือ
หรอื ใหความสะดวกแกผ กู ระทําความผิดหรือเพ่อื ชว ยใหผ กู ระทําความผดิ พน จากการถูกจบั กมุ
(๔) รับเงิน ทรัพยสินหรือประโยชนอื่นใดจากผูกระทําความผิดเพื่อประโยชนหรือ
ใหความสะดวกแกก ารกระทาํ ความผดิ หรือเพอ่ื มใิ หผกู ระทําความผดิ ถกู ลงโทษ
(๕) ปกปด ซอนเรน หรือเอาไปเสียซึ่งยาเสพติดหรือวัตถุใดๆ ที่ใชในการกระทํา
ความผดิ เพือ่ ชว ยเหลือผกู ระทําความผิด
(๖) ช้แี นะหรือตดิ ตอบุคคลอืน่ เพอ่ื ประโยชนใ นการกระทาํ ความผิด
ผใู ดจดั หาหรือใหเ งินหรือทรัพยสนิ ท่ีพาํ นกั หรอื ทซี่ อ นเรนเพ่ือชวยบดิ ามารดา บตุ ร สามี
หรือภริยาของตนใหพนจากการถูกจับกุม ศาลจะไมลงโทษผูนั้นหรือลงโทษผูน้ันนอยกวาที่กฎหมาย
กาํ หนดไวส าํ หรับความผดิ นั้นเพียงใดกไ็ ด ประมวลกฎหมายอาญา
ÁÒμÃÒ ÷ ผูใดพยายามกระทําความผิดเก่ียวกับยาเสพติดตองระวางโทษตามที่
กาํ หนดไว สาํ หรับความผดิ น้นั เชน เดยี วกบั ผกู ระทาํ ความผิดสาํ เรจ็
ÁÒμÃÒ ø ผใู ดสมคบโดยการตกลงกนั ตงั้ แตส องคนขน้ึ ไป เพอื่ กระทาํ ความผดิ เกย่ี วกบั
ยาเสพติด ผูน้ันสมคบกันกระทําความผิดเก่ียวกับยาเสพติดตองระวางโทษจําคุกไมเกินหาป
หรือปรับไมเกินหาหมน่ื บาทหรอื ทง้ั จําทัง้ ปรับ
ถา ไดม กี ารกระทาํ ความผดิ เกย่ี วกบั ยาเสพตดิ เพราะเหตทุ ไี่ ดม กี ารสมคบกนั ตามวรรคหนงึ่
ผูส มคบกนั น้นั ตอ งระวางโทษตามท่กี าํ หนดไวสาํ หรับความผิดนั้น”
เปนการยกเลิกฐานะของผูกระทําผิดท่ีจะตองไดรับโทษลดหล่ันกันไป เชน ตัวการ
ผูสนับสนุน หรือการพยายามกระทําความผิด ใหไดรับโทษฐานเดียวกันหมด คือ ในฐานะผูกระทํา
ความผิดสําเร็จ
แตใ นพระราชบญั ญตั นิ ี้ ไดก าํ หนดขอบอาํ นาจเอาไวว า ความผดิ ตามกฎหมายยาเสพตดิ ใด
ที่จะใชมาตรการตามพระราชบัญญัตินี้บังคับ มิใชใชบังคับในทุกกรณี ซึ่งฐานความผิดที่จะใช
บงั คบั ตามพระราชบญั ญตั ิฉบบั น้ี ตอ งพิจารณาจากมาตรา ๓ ดงั นี้

๑๗๗

“ยาเสพติด” หมายความวา ยาเสพติดใหโทษตามกฎหมายวาดวยยาเสพติดใหโทษ
และยาเสพติดตามกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปรามยาเสพติด ท้ังนี้ ตามท่ีรัฐมนตรี
กําหนดในกฎกระทรวง

“กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด” หมายความวา กฎหมายวาดวยยาเสพติดใหโทษ
และกฎหมายวา ดว ยวตั ถทุ ่อี อกฤทธ์ิตอ จติ และประสาท

“ความผดิ เก่ยี วกับยาเสพตดิ ” หมายความวา การผลิต นาํ เขา สง ออก จําหนา ย หรือมี
ไวในครอบครองเพ่ือจําหนายซึ่งยาเสพติดและใหหมายความรวมถึงการสมคบ สนับสนุน ชวยเหลือ
หรือพยายามกระทําความผิดดังกลาวดว ย”

ดงั นัน้ การใชมาตรการตามพระราชบญั ญัตินี้ ก็คือ ความผิดฐาน ผลติ นําเขา สง ออก
จําหนาย หรือมีไวในครอบครองเพื่อจําหนายซึ่งยาเสพติดและใหหมายความรวมถึงการสมคบ
สนบั สนนุ ชวยเหลือหรือพยายามกระทาํ ความผิดดังกลา วดว ย

¤ÇÒÁ¼Ô´μÒÁ¡®ËÁÒ·àèÕ ¡ÂÕè Ǣ͌ §¡ºÑ ÂÒàʾμ´Ô
กฎหมายท่ีเก่ียวของกับยาเสพติดเปนกฎหมายที่มีการใหอํานาจเจาหนาท่ีในหลาย
หนวยงาน มิใชเฉพาะแตพนักงานฝายปกครองหรือตํารวจเทานั้น แตยังใหอํานาจกับเจาพนักงาน
ท่ีมีอํานาจเฉพาะ ดังนั้น หากขาราชการตํารวจไดรับการแตงต้ังใหเปนเจาพนักงานตามกฎหมาย
ยาเสพตดิ ฉบบั ใด กจ็ ะมอี าํ นาจเชน เดยี วกบั เจา พนกั งานตามกฎหมายนน้ั ๆ แตห ากไมไ ดร บั การแตง ตง้ั
ก็จะมีอํานาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเทาน้ัน ไมมีอํานาจตามกฎหมายเฉพาะ
นั้นๆ เชน อํานาจตามมาตรา ๕๘/๑ ของ พ.ร.บ.ยาเสพติดใหโทษ พ.ศ.๒๕๒๒ ซ่ึงเปนอํานาจ
ตรวจวาผูตองสงสัยน้ันมียาเสพติดในรางกายหรือปกติ กรณีน้ีตรวจเพราะมีเหตุอันควรสงสัยเทาน้ัน
ซึ่งเปนอํานาจพิเศษที่ พ.ร.บ.ยาเสพติดใหโทษ พ.ศ.๒๕๒๒ ใหไว แตถามีการกระทําความผิด เชน
เห็นกําลังเสพยาเสพติด จึงเขาจับกุมในฐานการกระทําความผิดซึ่งหนา และสงตัวผูตองหา
ตรวจพิสูจนกรณีน้ีเปนเรื่องของ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพราะเปนเรื่องของการ
รวบรวมพยานหลักฐาน สําหรับความผิดในกฎหมายแตละฉบับมีอยางไรจะแยกพิจารณาแตละฉบับ
ดังนี้
ñ. ¾.Ã.º.»Í‡ §¡¹Ñ áÅлÃÒº»ÃÒÁÂÒàʾμÔ´ ¾.È.òõñù

โดยเหตุผลท่ียาเสพติดเปนภัยอยางรายแรงตอการดําเนินการพัฒนาเศรษฐกิจ
และสงั คมของประเทศ และรฐั บาลมนี โยบายทจี่ ะปอ งกนั และปราบปรามการคา และการเสพยาเสพตดิ
อยา งเขม งวดกวดขนั จงึ จาํ เปน ตอ งตรากฎหมายเพอ่ื กาํ หนดมาตรการและใหอ าํ นาจดาํ เนนิ การปอ งกนั
และปราบปรามใหไดผลเด็ดขาด และมีประสิทธิภาพจึงไดตราพระราชบัญญัติน้ีข้ึนมา สาระสําคัญ
ของ พ.ร.บ.นี้ คอื

๑.๑ นยิ าม (มาตรา ๓)
“ยาเสพติด” หมายความวา ยาเสพติดใหโทษตามกฎหมายวาดวยยาเสพติด

ใหโทษ วัตถุออกฤทธ์ิตามกฎหมายวาดวยวัตถุท่ีออกฤทธิ์ตอจิตและประสาทและสารระเหยตาม
กฎหมายวา ดว ยการปอ งกันการใชส ารระเหย

๑๗๘

“กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด” หมายความวา กฎหมายวาดวยยาเสพติด
ใหโทษ กฎหมายวาดวยวัตถุที่ออกฤทธ์ิตอจิตและประสาท กฎหมายวาดวยการปองกันการใช
สารระเหยและกฎหมายวา ดว ยมาตรการในการปราบปรามผูกระทาํ ความผดิ เกยี่ วกับยาเสพติด

“ความผิดเก่ียวกับยาเสพติด” หมายความวา ความผิดตามท่ีบัญญัติไวใน
กฎหมายเก่ียวกับยาเสพตดิ

“เจาพนักงาน” หมายความวา ผูซ่ึงเลขาธิการแตงต้ังใหปฏิบัติการตาม
พระราชบัญญัตินี้

ดังนั้น กฎหมายที่จะอยูในบังคับของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ คือ กฎหมายยาเสพติด
วัตถุออกฤทธิ์ตอจิตประสาท และสารระเหย และเลขาธิการมีอํานาจแตงตั้งเจาพนักงาน
ตามพระราชบญั ญตั ิน้ี

พระราชบัญญัติน้ีไมกระทบกระเทือนถึงอํานาจหนาที่ของสวนราชการ
หรอื ของเจา หนา ท่ขี องสว นราชการใดตามกฎหมายเกยี่ วกบั ยาเสพติด (มาตรา ๔)

๑.๒ มีคณะกรรมการปองกันและปราบปรามยาเสพติด เรียกยอวา ป.ป.ส. และ
มีสํานักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปรามยาเสพติด เรียกยอวา สํานักงาน ป.ป.ส. สังกัด
กระทรวงยุติธรรม และรัฐมนตรวี าการกระทรวงยุติธรรมเปนผรู กั ษาการตาม พ.ร.บ.นี้ (มาตรา ๑๘)

มีเลขาธิการคณะกรรมการปองกันและปราบปรามยาเสพติดมีหนาที่ควบคุม
ดูแลโดยทั่วไป ซึ่งราชการของสํานักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปรามยาเสพติดข้ึนตรงตอ
รัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรมและเปนผูบังคับบัญชาขาราชการในสํานักงานและใหมี
รองเลขาธิการเปน ผูชวยปฏิบัตริ าชการ (มาตรา ๑๒)

๑.๓ อาํ นาจของเจาพนกั งานตาม พ.ร.บ. นี้คอื
ÁÒμÃÒ ñô เพื่อดําเนินการปองกันและปราบปรามการกระทําความผิดเก่ียวกับ
ยาเสพตดิ ใหก รรมการเลขาธกิ าร รองเลขาธกิ ารและเจา พนกั งานมีอํานาจดงั ตอ ไปนี้
(๑) เขาไปในเคหสถานหรือสถานท่ีเพื่อตรวจคน เม่ือมีเหตุอันควรสงสัยตามสมควรวา
มบี คุ คลทม่ี เี หตอุ นั ควรสงสยั วา กระทาํ ความผดิ เกยี่ วกบั ยาเสพตดิ หลบซอ นอยหู รอื มที รพั ยส นิ ซงึ่ มไี วเ ปน
ความผิดหรือไดมาโดยการกระทําความผิดหรือไดใชหรือจะใชการกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
หรือซ่ึงอาจใชเปนพยานหลักฐานได ประกอบกับมีเหตุอันควรเชื่อวาเน่ืองจากการเนิ่นชากวาจะเอา
หมายคนมาไดบุคคลนั้นจะหลบหนีไปหรือทรัพยสินนั้นจะถูกโยกยาย ซุกซอน ทําลาย หรือทําให
เปลี่ยนสภาพไปจากเดิม
(๒) คนบุคคลหรือยานพาหนะใดๆ ท่ีมีเหตุอันควรสงสัยตามสมควรวามียาเสพติด
ซุกซอ นอยโู ดยไมชอบดวยกฎหมาย
(๓) จับกมุ บุคคลใดๆ ท่กี ระทําความผดิ เกีย่ วกบั ยาเสพตดิ
(๔) ยึดหรืออายัดยาเสพติดที่มีไวโดยไมชอบดวยกฎหมายหรือทรัพยสินอ่ืนใดที่ไดใช
หรือจะใชใ นการกระทาํ ความผดิ เก่ียวกับยาเสพติดหรอื ทอ่ี าจใชเ ปน พยานหลักฐานได

๑๗๙

(๕) คนตามบทบญั ญัติแหง ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา
(๖) สอบสวนผูต อ งหาในคดีความผดิ เกย่ี วกบั ยาเสพติด
(๗) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลใดๆ หรือเจาหนาท่ีของหนวยราชการใดๆ มา
ใหถอ ยคําหรอื ใหสงบัญชีเอกสารหรอื วัตถใุ ดๆ มาเพอื่ ตรวจสอบหรอื ประกอบการพจิ ารณา
การใชอํานาจตามวรรคหน่ึง (๑) ใหเจาพนักงานผูคนปฏิบัติตามระเบียบท่ี
คณะกรรมการกําหนดและแสดงความบริสุทธิ์กอนการเขาคน รายงานเหตุผลและการตรวจคนเปน
หนังสือตอผูบังคับบัญชาเหนือขึ้นไปและบันทึกเหตุอันควรสงสัยตามสมควรและเหตุอันควรเชื่อ
ที่ทําใหสามารถเขาคนไดเปนหนังสือใหไวแกผูครอบครองเคหสถานหรือสถานท่ีคน แตถาไมมี
ผูครอบครองอยู ณ ที่น้ันใหเจาพนักงานผูคนสงมอบสําเนาหนังสือน้ันใหแกผูครอบครองดังกลาว
ในทันทีท่ีกระทําไดและหากเปนการเขาคนในเวลากลางคืนภายหลังพระอาทิตยตก เจาพนักงาน
ผูเปนหัวหนาในการเขาคนตองเปนขาราชการพลเรือนตําแหนงต้ังแตระดับ ๗ ข้ึนไปหรือขาราชการ
ตํารวจตาํ แหนงต้ังแตสารวัตรหรอื เทียบเทาข้ึนไป หรอื ขา ราชการทหารตาํ แหนงตัง้ แตผ บู งั คบั กองรอ ย
หรือเทยี บเทาข้นึ ไป
เจาพนักงานตําแหนงใดหรือระดับใดจะมีอํานาจหนาที่ตามท่ีไดกําหนดไวตามวรรคหน่ึง
ท้ังหมดหรือแตบางสวนหรือจะตองไดรับอนุมัติจากบุคคลใดกอนดําเนินการใหเปนไปตามท่ี
เลขาธิการกําหนดดวยความเห็นชอบของคณะกรรมการโดยทําเอกสารมอบหมายใหไวประจําตัว
เจาพนกั งานผูไ ดรับมอบหมายน้ัน
เจาพนักงานผูไดรับมอบหมายตามวรรคหนึ่งตองแสดงเอกสารมอบหมายนั้นตอบุคคล
ทีเ่ กยี่ วขอ งทุกคร้ัง
ในการปฏิบัติการตามมาตรานี้ใหกรรมการเลขาธิการ รองเลขาธิการและเจาพนักงาน
เปนเจาพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
ใหเลขาธิการจัดทํารายงานผลการปฏิบัติตามมาตรา ๑๔ เสนอตอคณะรัฐมนตรี
เพอื่ รายงานผลการปฏบิ ตั งิ านประจาํ ปโ ดยใหร ายงานขอ เทจ็ จรงิ ปญ หาอปุ สรรค ปรมิ าณการปฏบิ ตั งิ าน
และผลสําเร็จของการปฏิบัติงานโดยละเอียด เพ่ือใหคณะรัฐมนตรีเสนอรายงานดังกลาวพรอม
ขอ สังเกตของคณะรฐั มนตรตี อสภาผูแ ทนราษฎรและวฒุ สิ ภา
ÁÒμÃÒ ñô ·ÇÔ ในกรณีท่ีจําเปนและมีเหตุอันควรเช่ือไดวามีบุคคลหรือกลุมบุคคลใด
เสพยาเสพติดในเคหสถานท่ีใดๆ หรือยานพาหนะใหกรรมการ เลขาธิการ รองเลขาธิการและ
เจาพนักงานมีอํานาจตรวจหรือทดสอบหรือส่ังใหรับการตรวจหรือทดสอบวาบุคคลหรือกลุมบุคคล
นน้ั มีสารเสพติดอยูในรา งกายหรอื ไม
วิธีการตรวจหรือทดสอบตามวรรคหน่ึงใหเปนไปตามหลักเกณฑ วิธีการและเงื่อนไข
ทค่ี ณะกรรมการกาํ หนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

๑๘๐

͸ºÔ ÒÂ
อํานาจตามมาตรา ๑๔ หรอื ๑๔ ทวิ เปน อํานาจเฉพาะของเจาพนักงานตาม พ.ร.บ.น้ี
มิใชอํานาจของพนกั งานฝายปกครองหรือตํารวจทว่ั ๆ ไปทจ่ี ะกระทําได
ซ่ึงโดยปกติการแตงต้ังใหเปนเจาพนักงาน สํานักงาน ป.ป.ส. จะออกบัตรประจําตัวให
เพ่อื จะไดส ามารถปฏิบัติตามมาตรา ๑๔ ดงั กลาวมาแลว ขา งตน
ò. ¾ÃÐÃÒª¡íÒ˹´»‡Í§¡Ñ¹¡ÒÃãªÊŒ ÒÃÃÐàË ¾.È.òõóó

เนื่องจากสภาพปญหาการใชสารระเหยบําบัดความตองการของรางกายหรือจิตใจ
ไดทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในกลุมเด็กและเยาวชนสมควรปรับปรุงพระราชกําหนดปองกัน
การใชสารระเหย พ.ศ.๒๕๓๓ ใหเหมาะสมกับสภาวการณปจจุบันโดยใหโอกาสแกผูใชสารระเหย
บําบัดความตองการของรางกายหรือจิตใจไดสมัครใจเขารับการบําบัดรักษาในสถานพยาบาล
และยกเลิกบทบัญญัติในสวนที่เกี่ยวกับการบังคับรักษาเพื่อใหผูใชสารระเหยดังกลาวเขาสู
กระบวนการบําบัดรักษาและฟนฟูสมรรถภาพรางกายและจิตใจตามกฎหมายวาดวยการฟนฟู
สมรรถภาพผูติดยาเสพติดและเมื่อไดรับการบําบัดรักษาหรือฟนฟูสมรรถภาพแลวมีโอกาสกลับเขาสู
สงั คมไดอยางปกตสิ ขุ โดยใหถือวาผเู สพเปนผูปวยและโดยทกี่ ฎหมายวาดว ยการคุมครองเดก็ กาํ หนด
วาเด็กคือบุคคลที่มีอายุตํ่ากวาสิบแปดปบริบูรณ ดังนั้น เพื่อเปนการคุมครองเด็กมากย่ิงขึ้น จึงหาม
ขายสารระเหยแกผูซ่ึงมีอายุต่ํากวาสิบแปดปบริบูรณและเพื่อใหเกิดประสิทธิภาพและความคลองตัว
ในการดําเนินการจึงปรับปรุงองคประกอบของคณะกรรมการปองกันการใชสารระเหยรวมท้ัง
ใหอํานาจรัฐมนตรีวางระเบียบเก่ียวกับการรับเขาบําบัดรักษา การบําบัดรักษาและการดูแลผูติด
สารระเหยในสถานพยาบาลและประกาศกําหนดแบบบัตรประจําตัวพนักงานเจาหนาท่ีกับ
ไดป รบั ปรุงบทกําหนดโทษใหเหมาะสมยิง่ ขึ้น

ò.ñ ¹ÔÂÒÁ (ÁÒμÃÒ ó)
“สารระเหย” หมายความวา สารเคมี หรือผลิตภัณฑที่รัฐมนตรีประกาศวา

เปน สารระเหย
“ผูติดสารระเหย” หมายความวา ผูซ่ึงตองใชสารระเหยบําบัดความตองการ

ของรางกายหรือจิตใจเปน ประจํา โดยสามารถตรวจพบสภาพเชน วา น้นั ไดต ามหลกั วิชาการ
“ผลิต” หมายความวา ทํา ผสม ปรุง หรือแปรสภาพ และใหหมายความ

รวมถึงเปล่ียนรปู แบง บรรจุ หรือรวมบรรจดุ วย
“ขาย” หมายความรวมถึงจําหนาย จาย แจก หรือแลกเปลี่ยน ทั้งนี้

เพ่อื ประโยชนใ นทางการคา หรือมีไวเพ่ือขายดวย
“นาํ เขา” หมายความวา นาํ หรือส่งั เขา มาในราชอาณาจักร
“พนักงานเจาหนาที่” หมายความวา ผูซ่ึงรัฐมนตรีแตงต้ังใหปฏิบัติการตาม

พระราชกาํ หนดนี้

๑๘๑

“รฐั มนตร”ี หมายความวา รฐั มนตรผี ูรกั ษาการตามพระราชกําหนดน้ี
ในพระราชกําหนดฉบับนีก้ ําหนดใหรฐั มนตรีวา การกระทรวงสาธารณสุข และ
รฐั มนตรีวาการกระทรวงอตุ สาหกรรม รักษาการตามพระราชกําหนดน้ี (มาตรา ๓๑)
ò.ò °Ò¹¤ÇÒÁ¼Ô´·ÁÕè ¡Õ ÒèºÑ ¡ÁØ ´íÒà¹Ô¹¤´Õ
ÁÒμÃÒ ñõ หา มมใิ หผ ใู ดขายสารระเหยแกผ ทู มี่ อี ายตุ าํ่ กวา สบิ แปดปบ รบิ รู ณ
เวน แตเ ปนการขายโดยสถานศกึ ษาเพือ่ ใชในการเรียนการสอน
ÁÒμÃÒ ñö หามมิใหผูใดขาย จัดหา หรือใหสารระเหยแกผูซึ่งตนรูหรือ
ควรรูว าเปน ผูต ดิ สารระเหย
ÁÒμÃÒ ñ÷ หามมิใหผูใดใชสารระเหยบําบัดความตองการของรางกาย
หรอื จติ ใจ ไมว าโดยวธิ ีสดู ดม หรอื วธิ อี ่นื ใด
ÁÒμÃÒ ñø หามมิใหผูใดจูงใจ ชักนํา ยุยงสงเสริม หรือใชอุบายหลอกลวง
ใหบ คุ คลอื่นใชส ารระเหยบําบัดความตองการของรา งกายหรอื จิตใจ ไมวาโดยวธิ สี ูด ดม หรือวธิ ีอื่นใด
͸ºÔ ÒÂ
ฐานความผิดท่ีกลาวถึงนี้เปนฐานความผิดที่สามารถพบเจอได และมีการ
จบั กุมบอ ยครง้ั โดยผจู บั กมุ อาจเปน เพียงพนกั งานฝา ยปกครองหรือตาํ รวจ ซง่ึ ไมใชพนักงานเจาหนา ที่
ตามกฎหมายนจี้ ึงไมตอ งใชอํานาจพเิ ศษตามที่ พ.ร.ก.ฉบับนี้ใหอาํ นาจแตป ระการใด
ò.ó ÍíÒ¹Ò¨¢Í§¾¹Ñ¡§Ò¹à¨ŒÒ˹ŒÒ·èÕ ¤×Í ÍíÒ¹Ò¨·èÕ¡®ËÁÒÂÁͺãˌ੾ÒÐ
¾¹Ñ¡§Ò¹à¨ÒŒ ˹ŒÒ·μÕè ÒÁ ¾.Ã.¡.¹àÕé ·Ò‹ ¹Ñ¹é ä´áŒ ¡‹ ÍíÒ¹Ò¨μÒÁÁÒμÃÒ ñù «Ö觺ÑÞÞÑμÔÇÒ‹
“ÁÒμÃÒ ñù ในการปฏิบัติหนาท่ีใหพนักงานเจาหนาที่มีอํานาจเขาไปใน
สถานทผ่ี ลติ สถานทน่ี าํ เขา สถานทข่ี ายหรอื สถานทเ่ี กบ็ สารระเหยในระหวา งเวลาทาํ การ เพอื่ ตรวจสอบ
การปฏิบัติตามพระราชกําหนดน้ีและในกรณีมีเหตุอันควรสงสัยวามีการกระทําความผิดตาม
พระราชกาํ หนดน้ี อาจยดึ สารระเหย ภาชนะบรรจหุ รอื หบี หอ ทบ่ี รรจสุ ารระเหยหรอื เอกสารทเี่ กยี่ วขอ ง
เพอื่ ประโยชนใ นการดาํ เนนิ คดีได
ในการปฏิบัติหนาที่ของพนักงานเจาหนาที่ตามวรรคหนึ่ง ใหผูผลิต ผูนําเขา
หรอื ผขู ายสารระเหย และบรรดาผทู มี่ หี นา ทเี่ กย่ี วขอ งกบั การผลติ การนาํ เขา หรอื การขาย ในสถานทผี่ ลติ
สถานท่ีนําเขา สถานท่ขี าย หรอื สถานทเ่ี ก็บสารระเหย อํานวยความสะดวกตามสมควร”
ซึ่งในการปฏิบัติหนาท่ีตามมาตรา ๑๙ เจาพนักงานจะตองแสดงบัตร
ประจําตัวเม่ือบุคคลที่เกี่ยวของรองขอโดยบัตรประจําตัวพนักงานเจาหนาท่ีจะตองเปนไปตามแบบท่ี
รฐั มนตรีประกาศกาํ หนด (มาตรา ๒๐)
ò.ô â·ÉμÒÁ ¾.Ã.¡.»‡Í§¡Ñ¹¡ÒÃ㪌ÊÒÃÃÐàË ¾.È.òõóó
ÁÒμÃÒ òó ผูใดฝาฝนมาตรา ๑๕ ตองระวางโทษจําคุกไมเกินสองป หรือ
ปรบั ไมเกนิ สีห่ มื่นบาท หรอื ทง้ั จําทง้ั ปรบั

๑๘๒

ÁÒμÃÒ òó/ñ ผใู ดฝา ฝน มาตรา ๑๖ ตอ งระวางโทษจาํ คกุ ไมเ กนิ สามป หรอื
ปรบั ไมเ กนิ หกหมน่ื บาท หรอื ทงั้ จาํ ทั้งปรบั

ÁÒμÃÒ òô ผูใดฝาฝนมาตรา ๑๗ ตองระวางโทษจําคุกไมเกินสองป หรือ
ปรับไมเกินสี่หมนื่ บาท หรือทง้ั จําทั้งปรบั

ÁÒμÃÒ òô/ñ ผใู ดฝา ฝน มาตรา ๑๘ ตอ งระวางโทษจาํ คกุ ไมเ กนิ สองป หรอื
ปรบั ไมเกินสหี่ มืน่ บาท หรือท้งั จาํ ทั้งปรบั

ถาการกระทําตามวรรคหนึ่งเปนการกระทําตอผูซ่ึงมีอายุต่ํากวาสิบแปดป
บริบรู ณต องระวางโทษจําคกุ ไมเกินสามป หรือปรบั ไมเกินหกหมื่นบาท หรอื ท้ังจําทัง้ ปรบั

ó. ¾ÃÐÃÒªºÑÞÞÑμÂÔ Òàʾμ´Ô ãË⌠·É ¾.È.òõòò
ยาเสพติดใหโทษ แมยาเสพติดจะเปนสิ่งที่มีอันตราย แตก็ยังมีการนํามาใช

ประโยชนในทางการแพทยอยูเปนจํานวนมาก เพราะโดยสภาพของยาเสพติดแทจริงก็คือ ยา
เพยี งแตห ากมกี ารใชท ไี่ มถ กู ตอ งกจ็ ะเกดิ โทษแกผ ใู ช ดงั นนั้ พระราชบญั ญตั ยิ าเสพตดิ ใหโ ทษ พ.ศ.๒๕๒๒
จึงเปนบทบัญญัติที่มุงควบคุมการใชยาเสพติดใหเปนไปอยางเหมาะสม และใหเกิดประโยชนแกผูใช
ในฐานะทีเ่ ปนยา มิใชใ หเปนโทษกับผูใชใ นฐานะของยาเสพตดิ

ó.ñ º··ÑèÇä»
¹ÂÔ ÒÁ (ÁÒμÃÒ ô)
“ยาเสพติดใหโทษ” หมายความวา สารเคมีหรือวัตถุชนิดใดๆ ซ่ึงเมื่อเสพ

เขา สรู างกายไมว า จะโดยรบั ประทาน ดม สูบ ฉีด หรอื ดว ยประการใดๆ แลวทาํ ใหเกดิ ผลตอ รางกาย
และจิตใจในลักษณะสําคัญ เชน ตองเพ่ิมขนาดการเสพเรื่อยๆ มีอาการถอนยาเมื่อขาดยา มีความ
ตองการเสพท้ังทางรางกายและจิตใจอยางรุนแรงอยูตลอดเวลา โดยทั่วไปจะทรุดโทรมลงกับใหรวม
ตลอดถึงพืชหรือสวนของพืชท่ีเปนหรือใหผลผลิตเปนยาเสพติดใหโทษหรืออาจใชผลิตเปนยาเสพติด
ใหโทษและสารเคมีท่ีใชในการผลิตยาเสพติดใหโทษดังกลาวดวย ท้ังน้ี ตามที่รัฐมนตรีประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษา แตไมหมายความถึงยาสามัญประจําบานบางตํารับตามกฎหมายวาดวยยาท่ีมี
ยาเสพติดใหโ ทษผสมอยู

“ผลิต” หมายความวา เพาะ ปลูก ทํา ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป
สงั เคราะหทางวทิ ยาศาสตร และใหห มายความรวมตลอดถึงการแบง บรรจุ หรือรวมบรรจุดว ย

“จําหนา ย” หมายความวา ขาย จาย แจก แลกเปลี่ยน ให
“นาํ เขา” หมายความวา นําหรอื สงั่ เขามาในราชอาณาจักร
“สง ออก” หมายความวา นําหรือสง ออกนอกราชอาณาจักร
“เสพ” หมายความวา การรบั ยาเสพติดใหโ ทษเขาสรู า งกายไมว าดว ยวิธใี ด
“หนวยการใช” หมายความวา เม็ด ซอง ขวด หรือหนวยอยางอื่นที่ทําขึ้น
ซึง่ โดยปกติสําหรบั การใชเสพหนึง่ คร้งั

๑๘๓

“พนักงานเจาหนาที่” หมายความวา ผูซ่ึงรัฐมนตรีแตงตั้งใหปฏิบัติการตาม
พระราชบัญญตั นิ ้ี

“รัฐมนตร”ี หมายความวา รัฐมนตรีผูรักษาการตามพระราชบญั ญัตนิ ้ี
ÁÒμÃÒ ÷ ยาเสพติดใหโทษแบงออกเปน ๕ ประเภท คอื
(๑) ประเภท ๑ ยาเสพติดใหโทษชนิดรายแรง เชน เฮโรอนี (Heroin)
(๒) ประเภท ๒ ยาเสพตดิ ใหโ ทษทั่วไป เชน มอรฟน (Morphine) โคคาอนี
(Cocaine) โคเดอนี (Codeine) ฝน ยา (Medicinal Opium)
(๓) ประเภท ๓ ยาเสพตดิ ใหโทษที่มีลักษณะเปนตํารับยา และมียาเสพตดิ
ใหโ ทษในประเภท ๒ ผสมอยูดวย ตามหลกั เกณฑทีร่ ัฐมนตรีประกาศกาํ หนดในราชกจิ จานุเบกษา
(๔) ประเภท ๔ สารเคมีที่ใชในการผลิตยาเสพติดใหโทษประเภท ๑ หรือ
ประเภท ๒ เชน อาเซตคิ แอนไฮไดรด (Acetic Anhydride) อาเซตลิ คลอไรด (Acetyl Chloride)
(๕) ประเภท ๕ ยาเสพตดิ ใหโ ทษท่ีมิไดเ ขาอยใู นประเภท ๑ ถงึ ประเภท ๔
ทัง้ นี้ ตามทีร่ ฐั มนตรีประกาศระบุชอื่ ยาเสพติดใหโ ทษตามมาตรา ๘ (๑)
เพื่อประโยชนแหงมาตรานี้ คําวา ฝนยา (Medicinal Opium) หมายถึง
ฝนทไ่ี ดผ านกรรมวธิ ีปรงุ แตง โดยมีความมุงหมายเพื่อใชใ นทางยา
͸ºÔ ÒÂ
ในหัวขอนี้จะเปนเรื่องของนิยามท่ีจําเปนและบทมาตราท่ีจําเปนที่มีโอกาส
ที่พนกั งานฝายปกครองหรือตาํ รวจธรรมดาท่ัวๆ ไปก็สามารถจับกุมดาํ เนนิ คดไี ดโ ดยไมตองใชอาํ นาจ
พิเศษในฐานะเจา พนกั งานตาม พ.ร.บ.นแี้ ตประการใด
ó.ò °Ò¹¤ÇÒÁ¼Ô´·ÕèÁ¡Õ ÒèѺ¡ØÁดําà¹Ô¹¤´Õ
ÁÒμÃÒ ñõ หา มมใิ หผ ใู ดผลติ นาํ เขา สง ออก จาํ หนา ยหรอื มไี วใ นครอบครอง
ซ่ึงยาเสพติดใหโทษในประเภท ๑ เวนแตรัฐมนตรีไดอนุญาตเฉพาะในกรณีจําเปนเพื่อประโยชนของ
ทางราชการ
การขออนุญาตและการอนุญาตใหเปนไปตามหลักเกณฑ วิธีการ และ
เงอื่ นไขท่กี าํ หนดในกฎกระทรวง
การผลิต นําเขา สงออก หรือมีไวในครอบครองซึ่งยาเสพติดใหโทษใน
ประเภท ๑ ตามปริมาณดังตอ ไปนี้ สนั นษิ ฐานวาเปนการผลติ นาํ เขา สงออก หรือมไี วใ นครอบครอง
เพ่ือจําหนา ย
(๑) เดก็ ซโตรไลเซอรไ ยด หรอื แอลเอสดี มปี ริมาณคาํ นวณเปนสารบรสิ ทุ ธิ์
ตั้งแตศูนยจุดเจ็ดหามิลลิกรัมข้ึนไป หรือมียาเสพติดท่ีมีสารดังกลาวผสมอยูจํานวนสิบหา
หนวยการใชข ้ึนไปหรือมนี ้ําหนักสุทธติ ้งั แตสามรอยมลิ ลกิ รมั ข้นึ ไป

๑๘๔

(๒) แอมเฟตามีนหรืออนุพันธแอมเฟตามีนมีปริมาณคํานวณเปนสาร
บริสุทธิ์ต้ังแตสามรอยเจ็ดสิบหามิลลิกรัมข้ึนไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกลาวผสมอยูจาํ นวนสิบหา
หนวยการใชข ้ึนไป หรอื มีนํา้ หนกั สุทธิตงั้ แตห นึง่ จดุ หากรมั ขนึ้ ไป

(๓) ยาเสพติดใหโทษในประเภท ๑ นอกจาก (๑) และ (๒) มีปริมาณ
คํานวณเปนสารบรสิ ทุ ธิ์ต้งั แตส ามกรัมขนึ้ ไป

ÁÒμÃÒ ñö หามมิใหผูใดผลิต นําเขา หรือสงออก ซึ่งยาเสพติดใหโทษใน
ประเภท ๒ เวนแตไดรับใบอนญุ าตจากผอู นญุ าตเฉพาะในกรณีจาํ เปนเพ่ือประโยชนของทางราชการ

การขอรบั ใบอนญุ าตและการออกใบอนญุ าต ใหเ ปน ไปตามหลกั เกณฑ วธิ กี าร
และเง่ือนไขท่กี ําหนดในกฎกระทรวง

การพิจารณาอนุญาตตามวรรคหน่ึง ใหผูขออนุญาตเปนผูรับผิดชอบชําระ
คาใชจายในการตรวจวิเคราะห หรือประเมินเอกสารทางวิชาการตามหลักเกณฑและวิธีการท่ี
คณะกรรมการกําหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ÁÒμÃÒ ñ÷ หามมิใหผูใดจําหนายหรือมีไวในครอบครองซ่ึงยาเสพติด
ใหโทษในประเภท ๒ เวน แตไ ดร บั ใบอนุญาต

การมยี าเสพตดิ ใหโ ทษในประเภท ๒ ไวใ นครอบครองคาํ นวณเปน สารบรสิ ทุ ธ์ิ
ไดต ้ังแตห นึง่ รอยกรัมขึน้ ไปใหถอื วามีไวในครอบครองเพือ่ จําหนาย

การขอรบั ใบอนญุ าตและการออกใบอนญุ าต ใหเ ปน ไปตามหลกั เกณฑ วธิ กี าร
และเง่ือนไขทีก่ าํ หนดในกฎกระทรวง

ÁÒμÃÒ òö หามมิใหผูใดผลิต จําหนาย นําเขา สงออก หรือมีไวใน
ครอบครองซึ่งยาเสพติดใหโทษในประเภท ๔ หรือในประเภท ๕ เวนแตรัฐมนตรีจะไดอนุญาต
โดยความเหน็ ชอบของคณะกรรมการเปนราย ๆ ไป

การมียาเสพติดใหโทษในประเภท ๔ หรือในประเภท ๕ ไวในครอบครอง
มปี รมิ าณต้งั แตสิบกิโลกรัมขน้ึ ไป ใหถ อื วา มไี วใ นครอบครองเพอื่ จําหนาย

การขออนุญาตใหเปนไปตามหลักเกณฑ วิธีการ และเง่ือนไขท่ีกําหนด
ในกฎกระทรวง

ÁÒμÃÒ õ÷ หา มมใิ หผ ใู ดเสพยาเสพตดิ ใหโ ทษในประเภท ๑ หรอื ประเภท ๕
ÁÒμÃÒ õø หามมิใหผูใดเสพยาเสพติดใหโทษในประเภท ๒ เวนแตการ
เสพนั้นเปนการเสพเพื่อการรักษาโรคตามคําส่ังของผูประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือผูประกอบโรค
ศิลปะแผนปจ จบุ ันช้ันหนึ่งในสาขาทันตกรรมท่ีไดรบั ใบอนญุ าตตามมาตรา ๑๗

๑๘๕

ó.ó อํา¹Ò¨¢Í§¾¹Ñ¡§Ò¹à¨ŒÒ˹ŒÒ·èÕμÒÁ¾ÃÐÃÒªºÑÞÞÑμÔÂÒàʾμÔ´ãËŒâ·É
¾.È.òõòò

ÁÒμÃÒ ôù ในการปฏิบัตกิ ารตามพระราชบญั ญตั นิ ้ี ใหพ นกั งานเจา หนาท่ี
มีอาํ นาจดงั ตอไปนี้

(๑) เขา ไปในสถานทท่ี าํ การของผรู บั อนญุ าตนาํ เขา หรอื สง ออก สถานทผี่ ลติ
สถานทจ่ี าํ หนาย สถานที่เกบ็ ยาเสพติดใหโ ทษ หรอื สถานทท่ี ่ีตอ งไดร ับอนญุ าตตามพระราชบญั ญตั นิ ี้
เพ่ือตรวจสอบการปฏิบัตติ ามพระราชบัญญตั ิน้ี

(๒) เขาไปในเคหสถาน หรือสถานท่ีใด ๆ เพ่ือตรวจคนเม่ือมีเหตุอันควร
เชื่อไดตามสมควรวามีทรัพยสินซึ่งมีไวเปนความผิดหรือไดมาโดยการกระทําความผิด หรือไดใชหรือ
จะใชในการกระทําความผิดตามพระราชบัญญัติน้ี หรือซ่ึงอาจใชเปนพยานหลักฐานได ประกอบกับ
มเี หตุอนั ควรเชือ่ วาเน่อื งจากการเนิ่นชา กวาจะเอาหมายคน มาได ทรัพยส ินนั้นจะถกู โยกยาย ซกุ ซอน
ทาํ ลาย หรอื ทําใหเ ปลีย่ นสภาพไปจากเดมิ

(๓) คนบุคคลหรือยานพาหนะใด ๆ ท่ีมีเหตุอันควรสงสัยตามสมควรวามี
ยาเสพติดใหโทษซุกซอ นอยโู ดยไมชอบดว ยกฎหมาย

(๔) คน ตามบทบญั ญัติแหง ประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญา
(๕) ยึดหรืออายัดยาเสพติดใหโทษท่ีมีไวโดยไมชอบดวยกฎหมาย หรือ
ทรพั ยสินอนื่ ใดทไ่ี ดใชห รือจะใชในการกระทาํ ความผิดตามพระราชบัญญัติน้ี
การใชอํานาจตามวรรคหนึ่ง (๒) ใหพนักงานเจาหนาที่ผูคนปฏิบัติตาม
ระเบยี บทคี่ ณะกรรมการกาํ หนดแสดงความบรสิ ทุ ธกิ์ อ นการเขา คน รายงานเหตผุ ลและผลการตรวจคน
ตอผูบังคับบัญชาเหนือขึ้นไป บันทึกเหตุอันควรเชื่อตามสมควรและใหพนักงานเจาหนาที่แสดง
เอกสารเพ่ือแสดงตนและเอกสารท่ีแสดงอํานาจในการตรวจคน รวมทั้งเหตุอันควรเชื่อที่ทําให
สามารถเขาคนไดเปนหนังสือใหไวแกผูครอบครองเคหสถาน สถานท่ีคน เวนแตไมมีผูครอบครองอยู
ณ ท่ีน้ัน ใหพนักงานเจาหนาท่ีผูคนสงมอบสําเนาเอกสารและหนังสือนั้นใหแกผูครอบครองดังกลาว
ทันทีที่กระทําได และหากเปนการเขาคนในเวลากลางคืนพนักงานเจาหนาท่ีผูเปนหัวหนาในการ
เขาคนตองเปนขาราชการพลเรือนตําแหนงต้ังแตระดับ ๗ ขึ้นไป หรือขาราชการตํารวจตําแหนง
ต้ังแตสารวตั รหรือเทียบเทาซึง่ มียศต้ังแตพันตาํ รวจโทขนึ้ ไป
พนักงานเจาหนาที่ตําแหนงใดหรือระดับใดจะมีอํานาจหนาท่ีตามท่ีได
กําหนดไวตามวรรคหนึง่ ทงั้ หมดหรอื แตบ างสว น หรือจะตอ งไดร ับอนมุ ตั จิ ากบคุ คลใดกอนดาํ เนินการ
ใหเปนไปตามที่รัฐมนตรีกําหนดดวยความเห็นชอบของคณะกรรมการ โดยทําเอกสารมอบหมาย
ใหไ วป ระจาํ ตัวพนักงานเจาหนาทผ่ี ูไ ดรับมอบหมายนั้น
ในการปฏิบัติการของพนักงานเจาหนาที่ตามวรรคหน่ึง ใหบุคคลที่เก่ียวของ
อาํ นวยความสะดวกตามสมควร

๑๘๖

ใหรัฐมนตรีจัดทาํ รายงานผลการปฏิบัติตามมาตรานี้ เสนอตอคณะรัฐมนตรี
เพอ่ื รายงานผลการปฏบิ ตั งิ านประจําป โดยใหร ายงานขอ เทจ็ จรงิ ปญ หาอปุ สรรค ปรมิ าณการปฏบิ ตั งิ าน
และผลสาํ เร็จของการปฏิบัติงานโดยละเอียด เพื่อใหคณะรัฐมนตรีเสนอรายงานดังกลาว
พรอ มขอ สังเกตของคณะรัฐมนตรีตอสภาผแู ทนราษฎรและวฒุ ิสภา

ÁÒμÃÒ õø/ñ ในกรณีจาํ เปนและมีเหตุอันควรเช่ือไดวามีบุคคลหรือ
กลุมบุคคลใดเสพยาเสพติดใหโทษในประเภท ๑ ประเภท ๒ หรือประเภท ๕ อันเปนความผิดตาม
พระราชบัญญัตนิ ใ้ี นเคหสถาน สถานทใ่ี ด ๆ หรือยานพาหนะ ใหพ นกั งานฝา ยปกครอง หรือตาํ รวจ
หรือพนักงานเจาหนาที่ตามพระราชบัญญัติน้ี มีอาํ นาจตรวจ หรือทดสอบ หรือส่ังใหรับการตรวจ
หรือทดสอบวา บุคคลหรอื กลุมบคุ คลนั้นมียาเสพตดิ ใหโทษดังกลาวอยูในรา งกายหรอื ไม

พนกั งานฝา ยปกครอง หรอื ตาํ รวจ หรอื พนกั งานเจา หนา ทต่ี ามพระราชบญั ญตั นิ ี้
ตําแหนงใด ระดับใด หรือช้ันยศใดจะมีอาํ นาจหนาที่ตามท่ีไดกําหนดไวตามวรรคหน่ึงทั้งหมด
หรือแตบางสวน หรือจะตองไดรับอนุมัติจากบุคคลใดกอนดาํ เนินการ ใหเปนไปตามท่ีรัฐมนตรี
ประกาศกําหนดดวยความเห็นชอบของคณะกรรมการ โดยทําเอกสารมอบหมายใหไวประจาํ ตัว
พนกั งานฝายปกครอง หรือตาํ รวจ หรอื พนักงานเจา หนาที่ผูไ ดร บั มอบหมายน้นั

วิธีการตรวจหรือการทดสอบตามวรรคหน่ึงใหเปนไปตามหลักเกณฑ วิธีการ
และเง่ือนไขที่คณะกรรมการกําหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทั้งน้ี ในประกาศดังกลาว
อยางนอยตองมีมาตรการเกี่ยวกับการแสดงความบริสุทธิ์ของพนักงานฝายปกครอง หรือตาํ รวจ
หรือพนักงานเจาหนาที่ในการปฏิบัติหนาที่ และมาตรการเก่ียวกับการหามเปดเผยผลการตรวจ
หรือทดสอบแกผูท่ีไมมีหนาท่ีเก่ียวของในกรณีที่ปรากฏผลเบ้ืองตนเปนที่สงสัยวามียาเสพติดใหโทษ
อยใู นรางกาย จนกวา จะไดมีการตรวจยืนยันผลเปนท่แี นน อนแลว

ó.ô â·ÉμÒÁ¾ÃÐÃÒªºÞÑ ÞÑμÂÔ Òàʾμ´Ô ãËŒâ·É ¾.È.òõòò
ÁÒμÃÒ öõ ผใู ดผลติ นําเขา หรอื สง ออกซง่ึ ยาเสพติดใหโ ทษในประเภท ๑

อันเปนการฝาฝนมาตรา ๑๕ ตองระวางโทษสิบปถึงจาํ คุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแตหน่ึงลานบาท
ถึงหา ลา นบาท

ถาการกระทําความผิดตามวรรคหนึ่งเปนการกระทําเพ่ือจําหนาย ตอง
ระวางโทษจําคกุ ตลอดชีวิตและปรบั ตงั้ แตหนึ่งลา นบาทถงึ หา ลา นบาทหรอื ประหารชีวติ

ถาการกระทําความผิดตามวรรคหนึ่งเปนการผลิตโดยการแบงบรรจุ หรือ
รวมบรรจุ ตอ งระวางโทษจําคกุ ตงั้ แตส ป่ี ถ งึ สบิ หา ป หรอื ปรบั ตง้ั แตแ ปดหมน่ื บาทถงึ สามแสนบาท หรอื
ทั้งจาํ ทั้งปรับ

ถาการกระทําความผิดตามวรรคสาม เปนการกระทําเพ่ือจาํ หนาย ตอง
ระวางโทษจาํ คุกตง้ั แตสปี่ ถ งึ จําคกุ ตลอดชีวิตและปรับต้งั แตส แ่ี สนบาทถึงหาลานบาท

ÁÒμÃÒ öö ผูใดจาํ หนายหรือมีไวในครอบครองเพ่ือจําหนายซ่ึงยาเสพติด
ใหโ ทษในประเภท ๑ โดยไมไ ดร บั อนญุ าตและมปี รมิ าณคํานวณเปน สารบรสิ ทุ ธิ์ หรอื มจี าํ นวนหนว ยการใช
หรือมีนา้ํ หนักสุทธิไมถึงปริมาณที่กาํ หนดตามมาตรา ๑๕ วรรคสาม ตองระวางโทษจําคุกต้ังแตสี่ป
ถึงสิบหา ป หรอื ปรับตง้ั แตแ ปดหมืน่ บาทถึงสามแสนบาท หรือทั้งจําทง้ั ปรบั

๑๘๗

ถายาเสพติดใหโทษตามวรรคหน่ึงมีปริมาณคํานวณเปนสารบริสุทธ์ิต้ังแต
ปริมาณที่กาํ หนดตามมาตรา ๑๕ วรรคสาม แตไมเกินยี่สิบกรัม ตองระวางโทษจําคุกต้ังแตสี่ป
ถงึ จาํ คกุ ตลอดชวี ติ และปรับตง้ั แตส่ีแสนบาทถงึ หา ลา นบาท

ถายาเสพติดใหโทษตามวรรคหน่ึงมีปริมาณคํานวณเปนสารบริสุทธิ์เกิน
ย่ีสิบกรัมขึ้นไปตองระวางโทษจําคุกตลอดชีวิตและปรับต้ังแตหนึ่งลานบาทถึงหาลานบาท
หรอื ประหารชวี ติ

ÁÒμÃÒ ö÷ ผูใดมีไวในครอบครองซึ่งยาเสพติดใหโทษในประเภท ๑ โดย
ไมไดรับอนุญาตและมีปริมาณคํานวณเปนสารบริสุทธิ์หรือมีจํานวนหนวยการใช หรือมีนํ้าหนักสุทธิ
ไมถ ึงปรมิ าณทก่ี ําหนดตามมาตรา ๑๕ วรรคสาม ตองระวางโทษจําคกุ ตั้งแตหน่ึงปถ ึงสบิ ป หรือปรับ
ตง้ั แตสองหมนื่ บาทถงึ สองแสนบาท หรือทงั้ จาํ ทั้งปรบั

ÁÒμÃÒ öø ผใู ดผลิต นาํ เขา หรอื สง ออกซงึ่ ยาเสพตดิ ใหโทษในประเภท ๒
อันเปนการฝาฝนมาตรา ๑๖ ตองระวางโทษจําคุกตั้งแตหนึ่งปถึงสิบป และปรับตั้งแตหนึ่งแสนบาท
ถงึ หนึง่ ลานบาท

ถายาเสพติดใหโทษซึ่งเปนวัตถุแหงการกระทําความผิดเปนมอรฟน ฝน
หรือโคคาอีน ผูน้ันตองระวางโทษจําคุกตั้งแตยี่สิบปถึงจําคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแตสองลานบาท
ถงึ หาลา นบาท

ÁÒμÃÒ öù ผูใดมีไวในครอบครองซึ่งยาเสพติดใหโทษในประเภท ๒
อันเปนการฝาฝนมาตรา ๑๗ ตองระวางโทษจําคุกไมเกินหาปหรือปรับไมเกินหน่ึงแสนบาท
หรือทั้งจาํ ทง้ั ปรบั

ผูใดจําหนายหรือมีไวในครอบครองเพ่ือจําหนายซ่ึงยาเสพติดใหโทษ
ในประเภท ๒ อันเปนการฝาฝนมาตรา ๑๗ ตองระวางโทษจําคุกตั้งแตหนึ่งปถึงสิบป หรือปรับ
ตงั้ แตส องหม่นื บาทถึงสองแสนบาท หรือทัง้ จําทง้ั ปรับ

ถา ยาเสพตดิ ใหโ ทษซงึ่ เปน วตั ถแุ หง การกระทาํ ความผดิ วรรคสองเปน มอรฟ น
ฝน หรือโคคาอีนมีปริมาณคํานวณเปนสารบริสุทธ์ิไมถึงหน่ึงรอยกรัม ผูน้ันตองระวางโทษจําคุก
ต้ังแตส ามปถ งึ ย่ีสิบป หรือปรับต้ังแตห กหม่นื บาทถึงสี่แสนบาท หรอื ทัง้ จําทงั้ ปรับ แตถามอรฟ น ฝน
หรือโคคาอีนน้ันมีปริมาณคํานวณเปนสารบริสุทธิ์ตั้งแตหน่ึงรอยกรัมข้ึนไป ตองระวางโทษจําคุก
ต้งั แตหา ปถงึ จาํ คุกตลอดชีวติ และปรับตัง้ แตหา แสนบาทถงึ หา ลา นบาท

ถา ผไู ดร บั ใบอนญุ าตตามมาตรา ๑๗ กระทาํ การฝา ฝน ตามวรรคหนง่ึ วรรคสอง
หรือวรรคสาม ตอ งระวางโทษจําคกุ ไมเกนิ หาปแ ละปรบั ไมเ กินหนงึ่ แสนบาท

ÁÒμÃÒ ÷õ ผูใ ดผลติ นาํ เขา หรอื สงออกซึง่ ยาเสพตดิ ใหโ ทษในประเภท ๕
อนั เปน การฝาฝนมาตรา ๒๖ ตอ งระวางโทษจําคุกต้งั แตส องปถ ึงสิบหาป และปรับต้ังแตสองแสนบาท
ถงึ หนึ่งลานหาแสนบาท

๑๘๘

ถายาเสพติดใหโทษซ่ึงเปนวัตถุแหงการกระทําความผิดดังกลาวมานั้นเปน
พชื กระทอม ผูน ัน้ ตอ งระวางโทษจําคุกไมเกินสองป และปรบั ไมเ กินสองแสนบาท

ÁÒμÃÒ ÷ö ผูใดมีไวในครอบครองซ่ึงยาเสพติดใหโทษในประเภท ๕
อันเปนการฝาฝนมาตรา ๒๖/๓ ตองระวางโทษจาํ คุกไมเกินหาป หรือปรับไมเกินหน่ึงแสนบาท
หรอื ทั้งจาํ ท้งั ปรับ

ถายาเสพติดใหโทษซ่ึงเปนวัตถุแหงการกระทําความผิดดังกลาวมาใน
วรรคหนง่ึ น้นั เปนพชื กระทอ ม ผนู นั้ ตอ งระวางโทษจาํ คุกไมเ กินหนึง่ ป หรอื ปรบั ไมเกนิ สองหมืน่ บาท

ÁÒμÃÒ ÷ö/ñ ผูใดจาํ หนายหรือมีไวในครอบครองเพ่ือจาํ หนายซ่ึง
ยาเสพติดใหโทษในประเภท ๕ อันเปนการฝาฝนมาตรา ๒๖ โดยมีปริมาณยาเสพติดใหโทษไมถึง
สิบกิโลกรมั ตอ งระวางโทษจาํ คุกไมเกิน ๕ ป หรอื ปรับไมเ กนิ หนง่ึ แสนบาท หรือท้ังจําท้ังปรบั

กรณตี ามวรรคหนง่ึ ถา มยี าเสพตดิ ใหโ ทษในประเภท ๕ ตง้ั แตส บิ กโิ ลกรมั ขน้ึ ไป
ตองระวางโทษจําคกุ ตัง้ แตส องปถ ึงสิบหาป และปรบั ตงั้ แตส องแสนบาทถงึ หน่ึงลา นหา แสนบาท

ถายาเสพติดใหโทษซึ่งเปนวัตถุแหงการกระทําความผิดดังกลาวมาใน
วรรคหนึ่งนั้นเปนพืชกระทอม ผูนั้นตองระวางโทษจําคุกไมเกินสองป หรือปรับไมเกินสี่หม่ืนบาท
หรือท้งั จําทัง้ ปรับ

ถายาเสพติดใหโทษซ่ึงเปนวัตถุแหงการกระทําความผิดดังกลาวมาใน
วรรคสองน้นั เปน พืชกระทอม ผนู ั้นตอ งระวางโทษจําคุกไมเ กินสองป และปรบั ไมเกนิ สองแสนบาท

ÁÒμÃÒ ùñ ผูใดเสพยาเสพติดใหโทษในประเภท ๑ อันเปนการฝาฝน
มาตรา ๕๗ หรือยาเสพตดิ ใหโทษในประเภท ๒ อันเปน การฝา ฝน มาตรา ๕๘ ตอ งระวางโทษจําคุก
ตง้ั แตหกเดอื นถึงสามป หรอื ปรับตง้ั แตหนึ่งหมนื่ บาทถึงหกหมน่ื บาท หรือทั้งจําท้ังปรับ

ÁÒμÃÒ ùò ผูใดเสพยาเสพติดใหโทษในประเภท ๕ อันเปนการฝาฝน
มาตรา ๕๗ ตอ งระวางโทษจําคกุ ไมเ กินหน่ึงป หรอื ปรบั ไมเกนิ สองหม่ืนบาท หรอื ท้งั จําทงั้ ปรับ

ô. ¾ÃÐÃÒªºÞÑ ÞÑμÇÔ Ñμ¶·Ø ÕèÍ͡ķ¸ìÔμ‹Í¨μÔ áÅлÃÐÊÒ· ¾.È.òõõù
วัตถอุ อกฤทธติ์ อ จติ และประสาท เปนกฎหมายท่มี ีวัตถปุ ระสงคเชน เดยี วกับ พ.ร.บ.

ยาเสพติด เพราะวัตถุออกฤทธ์ิตอจิตและประสาทจะถูกนํามาใชทางการแพทย ซ่ึงหากมีการควบคุม
อยางมีประสิทธิภาพก็จะเกิดประโยชนแกผูใชอยางมาก แตหากปลอยปละละเลยไมมีการควบคุม
ก็อาจจะถูกนําไปใช ซึ่งจะกอ ใหเกิดประโยชน และโทษกับผูใชเ ชน เดยี วกบั ยาเสพตดิ

ô.ñ º··èÑÇä»
¹ÔÂÒÁ (ÁÒμÃÒ ô)
“วัตถุออกฤทธ์ิ” หมายความวา วัตถุท่ีออกฤทธิ์ตอจิตและประสาทท่ีเปน

ส่ิงธรรมชาติหรือที่ไดจากส่ิงธรรมชาติ หรือวัตถุท่ีออกฤทธิ์ตอจิตและประสาทที่เปนวัตถุสังเคราะห
ทัง้ นี้ ตามท่ีรัฐมนตรปี ระกาศกาํ หนด

๑๘๙

“วัตถุตํารับ” หมายความวา สิ่งปรุงไมวาจะมีรูปลักษณะใดท่ีมีวัตถุออกฤทธ์ิ
รวมอยูดวย ท้ังน้ี รวมทั้งวัตถุออกฤทธิ์ท่ีมีลักษณะเปนวัตถุสําเร็จรูปทางเภสัชกรรมซ่ึงพรอมท่ีจะนํา
ไปใชแ กคนหรือสัตวไ ด

“วัตถุตํารับยกเวน” หมายความวา วัตถุตํารับท่ีรัฐมนตรีประกาศกําหนด
ใหไ ดรบั การยกเวนจากมาตรการควบคุมบางประการสาํ หรบั วัตถอุ อกฤทธ์ทิ มี่ ีอยใู นวตั ถุตาํ รบั นัน้

“ผลติ ” หมายความวา ทาํ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลีย่ นรปู สงั เคราะหท าง
วิทยาศาสตร เพาะ หรือปลูกเฉพาะพืชท่ีเปนวัตถุออกฤทธิ์ และใหหมายความรวมถึงการแบงบรรจุ
หรอื รวมบรรจดุ วย

“ขาย” หมายความวา จําหนาย จาย แจก แลกเปล่ียน ให สงมอบหรือ
มีไวเ พือ่ ขาย

“นําเขา ” หมายความวา นําหรือสงั่ เขา มาในราชอาณาจักร
“สง ออก” หมายความวา นําหรือสง ออกไปนอกราชอาณาจักร
“นําผาน” หมายความวา นําหรือสงผานราชอาณาจักร แตไมรวมถึง
การนําหรือสงวัตถุออกฤทธ์ิผานราชอาณาจักรโดยมิไดมีการขนถายออกจากอากาศยานที่ใชในการ
ขนสงสาธารณะระหวา งประเทศ
“เสพ” หมายความวา การรับวัตถุออกฤทธ์ิเขาสูรางกายโดยรูอยูวาเปน
วัตถุออกฤทธ์ไิ มว าดว ยวธิ ีใด
“ติดวัตถุออกฤทธ์ิ” หมายความวา เสพวัตถุออกฤทธิ์เปนประจําติดตอกัน
จนตกอยูในสภาพที่จําเปนตองพ่ึงวัตถุออกฤทธ์ินั้น โดยสามารถตรวจพบสภาพเชนวาน้ันไดตาม
หลักวชิ าการ
“พนักงานเจาหนาท่ี” หมายความวา ผูซึ่งรัฐมนตรีแตงตั้งใหปฏิบัติการตาม
พระราชบญั ญัติน้ี
“รัฐมนตรี” หมายความวา รัฐมนตรีผูรกั ษาการตามพระราชบญั ญตั ิน้ี
ใหรัฐมนตรีวาการกระทรวงสาธารณสุขรักษาการตามพระราชบัญญัติน้ี
(มาตรา ๖) และใหรัฐมนตรปี ระกาศกําหนด ดงั นี้
ระบุช่ือและจัดแบงประเภทวัตถุออกฤทธิ์วาวัตถุออกฤทธ์ิอยูในประเภทใด
ประเภทหนึง่ ดังตอไปน้ี
(ก) ประเภท ๑ วัตถุออกฤทธิ์ที่ไมใชในทางการแพทย และอาจกอใหเกิด
การนําไปใช หรอื มีแนวโนม ในการนาํ ไปใชในทางท่ผี ิดสูง
(ข) ประเภท ๒ วัตถุออกฤทธิ์ท่ีใชในทางการแพทย และอาจกอใหเกิด
การนําไปใช หรอื มีแนวโนมในการนําไปใชในทางทผี่ ิดสูง

๑๙๐

(ค) ประเภท ๓ วัตถุออกฤทธิ์ท่ีใชในทางการแพทย และอาจกอใหเกิด
การนําไปใช หรือมแี นวโนมในการนาํ ไปใชในทางท่ีผิด

(ง) ประเภท ๔ วัตถุออกฤทธิ์ท่ีใชในทางการแพทย และอาจกอใหเกิด
การนําไปใช หรือมีแนวโนม ในการนําไปใชในทางท่ผี ิดนอ ยกวา ประเภท ๓

ÁÒμÃÒ ñô หามผูใดผลิต ขาย นําเขาหรือสงออกซ่ึงวัตถุออกฤทธิ์ใน
ประเภท ๑ เวนแตไ ดรับใบอนุญาตจากผูอนญุ าตเฉพาะในกรณจี ําเปนเพอ่ื ประโยชนของทางราชการ

การขออนุญาตและการออกใบอนุญาต ใหเปนไปตามหลักเกณฑ วิธีการ
และเงือ่ นไขทกี่ ําหนดในกฎกระทรวง

การผลิต นําเขาหรือสงออกซ่ึงวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑ คํานวณเปน
สารบรสิ ทุ ธเิ์ กินปรมิ าณท่ีกาํ หนดในกฎกระทรวง ใหสนั นษิ ฐานวาผลติ นําเขา หรอื สง ออกเพอ่ื ขาย

ÁÒμÃÒ ñõ หามผูใ ดผลติ นาํ เขา หรอื สง ออกซึ่งวตั ถุออกฤทธิ์ในประเภท ๒
เวน แตไดรับใบอนญุ าตจากผอู นุญาตเฉพาะกรณีดังตอไปนี้

(๑) มีความจาํ เปนเพ่ือประโยชนของทางราชการ
(๒) เปนผูไดรับมอบหมายจากกระทรวงสาธารณสุขโดยความเห็นชอบ
ของคณะกรรมการ หรอื
(๓) เปนการผลิตเพื่อสงออกและสงออกซึ่งวัตถุออกฤทธ์ิในประเภท ๒
บางชนดิ ทร่ี ัฐมนตรีประกาศระบชุ ่อื ตามมาตรา ๗ (๕)
การขออนุญาตและการออกใบอนุญาต ใหเปนไปตามหลักเกณฑ วิธีการ
และเง่อื นไขทก่ี าํ หนดในกฎกระทรวง
การพิจารณาอนุญาตตามวรรคหน่ึง ใหผูขออนุญาตเปนผูรับผิดชอบชําระ
คา ใชจ า ยในการตรวจวเิ คราะห หรอื ประเมนิ เอกสารทางวชิ าการ ตามหลกั เกณฑ วิธกี ารและเง่อื นไขท่ี
คณะกรรมการกาํ หนดโดยประกาศในราชกจิ จานุเบกษา
การผลิต นําเขาหรือสงออกซึ่งวัตถุออกฤทธ์ิในประเภท ๒ คํานวณเปน
สารบรสิ ทุ ธเ์ิ กนิ ปริมาณทกี่ าํ หนดในกฎกระทรวง ใหส นั นิษฐานวา ผลิต นาํ เขา หรือสงออกเพอื่ ขาย
ÁÒμÃÒ ñö หามผูใดขายวัตถุออกฤทธ์ิในประเภท ๒ เวนแตไดรับ
ใบอนุญาตจากผูอนุญาต การขออนุญาตและการออกใบอนุญาต ใหเปนไปตามหลักเกณฑ วิธีการ
และเงอ่ื นไขท่ีกาํ หนดในกฎกระทรวง
ÁÒμÃÒ òð หามผูใดผลิต ขาย นําเขาหรือสงออกซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ใน
ประเภท ๓ หรอื ประเภท ๔ หรอื นาํ ผา นซง่ึ วตั ถอุ อกฤทธทิ์ กุ ประเภท เวน แตไ ดร บั ใบอนญุ าตจากผอู นญุ าต
การขออนุญาตและการออกใบอนุญาต ใหเปนไปตามหลักเกณฑ วิธีการ
และเงือ่ นไขทกี่ ําหนดในกฎกระทรวง

๑๙๑

การผลิต นําเขาหรือสงออกซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๓ หรือประเภท ๔
หรือนําผานซ่ึงวัตถุออกฤทธิ์ทุกประเภท คํานวณเปนสารบริสุทธ์ิเกินปริมาณท่ีกําหนดในกฎกระทรวง
ใหส นั นษิ ฐานวา ผลิต นาํ เขา สงออก หรอื นาํ ผานเพื่อขาย

ÁÒμÃÒ øø หามผูใดมีไวในครอบครองหรือใชประโยชนซ่ึงวัตถุออกฤทธ์ิ
ทกุ ประเภท เวนแตไ ดรบั ใบอนุญาตจากผูอ นญุ าต

การขออนุญาตและการออกใบอนุญาต ใหเปนไปตามหลักเกณฑ วิธีการ
และเง่อื นไขท่กี าํ หนดในกฎกระทรวง

การมีวัตถุออกฤทธ์ิชื่อและประเภทใดไวในครอบครองซึ่งคํานวณเปน
สารบริสทุ ธ์เิ กนิ ปรมิ าณที่กําหนดในกฎกระทรวง ใหสันนษิ ฐานวา มไี วในครอบครองเพื่อขาย

ÁÒμÃÒ ùò หามผูใดเสพวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๒ เวนแตเปนการเสพ
ตามคําสั่งของผูประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือผูประกอบวิชาชีพทันตกรรม เพ่ือประโยชนในการ
รกั ษาพยาบาลผูน้นั

ÁÒμÃÒ ùó หามผใู ดจงู ใจ ชักนํา ยุยง สง เสริม ใชอุบายหลอกลวง ขูเข็ญ
ใชอํานาจครอบงําผิดคลองธรรมหรือใชวิธีขมขืนใจดวยประการอ่ืนใดใหผูอ่ืนเสพวัตถุออกฤทธิ์
ผูประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือผูประกอบวิชาชีพทันตกรรมอาจแนะนําหรือส่ังใหผูอื่นเสพวัตถุ
ออกฤทธิเ์ พ่ือประโยชนในการรกั ษาพยาบาลผูน ั้นได

ÁÒμÃÒ ùö หามผูใดซ่ึงมิใชเภสัชกรท่ีอยูประจําควบคุมกิจการของ
สถานท่ีผลิต สถานที่ขาย หรือสถานที่นําเขาซึ่งวัตถุออกฤทธ์ิขายวัตถุออกฤทธ์ิใหแกผูอ่ืน
ในสถานทน่ี น้ั เวนแตอยูในความควบคุมดูแลอยางใกลชิดของเภสชั กรประจาํ สถานท่ีน้นั

ô.ò อํา¹Ò¨¢Í§¾¹¡Ñ §Ò¹à¨ŒÒ˹ŒÒ·èÕ
ÁÒμÃÒ ôù ในการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ใหพนักงานเจาหนาท่ี

มีอํานาจหนา ท่ี ดังตอไปน้ี
(๑) เขา ไปในสถานทท่ี าํ การของผรู บั อนญุ าตนาํ เขา หรอื สง ออก สถานทผ่ี ลติ

สถานท่ีขาย สถานที่เก็บวัตถุออกฤทธิ์หรือสถานที่ท่ีตองไดรับอนุญาตตามพระราชบัญญัติน้ี ในเวลา
ทําการของสถานทีน่ ั้น เพือ่ ตรวจสอบการปฏบิ ตั ิตามพระราชบัญญตั ินี้

(๒) เขาไปในเคหสถานหรือสถานท่ีใดๆ เพ่ือตรวจคนเมื่อมีเหตุเช่ือไดตาม
สมควรวามีทรัพยสิน ซึ่งมีไวเปนความผิดหรือไดมาโดยการกระทําความผิด หรือไดใชหรือจะใชใน
การกระทําความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือซ่ึงอาจใชเปนพยานหลักฐานได ประกอบกับมีเหตุ
อันควรเช่ือวาเนื่องจากการเน่ินชากวาจะเอาหมายคนมาได ทรัพยสินนั้นจะถูกโยกยาย ซุกซอน
ทําลายหรอื ทําใหเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม

(๓) คนบุคคลหรือยานพาหนะใดๆ ท่ีมีเหตุอันควรสงสัยวามีวัตถุ
ออกฤทธิซ์ ุกซอนอยูโดยไมช อบดว ยกฎหมาย

(๔) ยดึ หรอื อายดั วตั ถอุ อกฤทธทิ์ ม่ี ไี วโ ดยไมช อบดว ยกฎหมาย หรอื ทรพั ยส นิ
อื่นใดทไ่ี ดใ ช หรือจะใชใ นการกระทําความผดิ ตามพระราชบญั ญตั ินี้

๑๙๒

(๕) มีหนังสือเรียกบุคคลใดมาใหถอยคําหรือใหสงเอกสารหรือวัตถุใดมา
เพ่ือประกอบการพิจารณาการดําเนินการตามวรรคหน่ึง (๒) ใหพนักงานเจาหนาที่ผูคนปฏิบัติตาม
ระเบียบท่ีคณะกรรมการกําหนดและแสดงความบริสุทธิ์กอนการเขาคน รายงานเหตุผลและผลการ
ตรวจคนตอผูบังคับบัญชา และผูอนุมัติตามวรรคสาม บันทึกเหตุอันควรเชื่อตามสมควร และให
พนกั งานเจาหนาทแี่ สดงเอกสาร เพอ่ื แสดงตนและเอกสารทแ่ี สดงอํานาจในการตรวจคน รวมทง้ั เหตุ
อันควรเชื่อที่ทําใหสามารถเขาคนได เปนหนังสือใหไวแกผูครอบครองเคหสถาน สถานท่ีคน เวนแต
ไมมีผูครอบครองอยู ณ ท่ีนั้น ใหพนักงานเจาหนาท่ีผูคนสงมอบสําเนาเอกสารและหนังสือนั้นใหแก
ผูครอบครองดังกลาวทันทีท่ีกระทําได และหากเปนการเขาคนในเวลากลางคืนพนักงานเจาหนาท่ี
ผูเปนหัวหนาในการเขาคนตองเปนขาราชการพลเรือนต้ังแตระดับชํานาญการข้ึนไป หรือขาราชการ
ตาํ รวจตาํ แหนงตง้ั แตสารวัตรหรอื เทยี บเทา ซ่งึ มียศตัง้ แตพนั ตํารวจโท ข้นึ ไป

พนักงานเจาหนาที่ตําแหนงใดหรือระดับใดจะมีอํานาจหนาที่ตามที่ได
กาํ หนดไวต ามวรรคหนง่ึ ทงั้ หมด หรอื แตบ างสว น หรอื จะตอ งไดร บั อนมุ ตั จิ ากบคุ คลใดกอ นดาํ เนนิ การ
ใหเปนไปตามที่รัฐมนตรีกําหนด โดยคําแนะนําของคณะกรรมการ โดยมีเอกสารมอบหมายใหไว
ประจําตัวพนกั งานเจา หนา ที่ผไู ดร บั มอบหมายน้นั

ô.ó ÍμÑ ÃÒâ·É
ÁÒμÃÒ ññõ ผูใดผลิต นําเขาหรือสงออกซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑

อันเปนการฝาฝน มาตรา ๑๔ วรรคหน่ึง ตองระวางโทษจําคุกต้ังแตหาปถึงยี่สิบป และปรับต้ังแต
หา แสนบาทถงึ สองลา นบาท

ถา การกระทาํ ความผดิ ตามวรรคหนงึ่ เปน การกระทาํ เพอื่ ขาย ตอ งระวางโทษ
จาํ คุกตัง้ แตเ จด็ ปถึงยสี่ ิบป และปรับตงั้ แตเ จ็ดแสนบาทถงึ สองลา นบาท

ถาการกระทําความผิดตามวรรคหน่ึงเปนการผลิตโดยการแบงบรรจุหรือ
รวมบรรจุและมีปริมาณคํานวณเปนสารบริสุทธ์ิไมถึงปริมาณท่ีกําหนดตามมาตรา ๑๔ วรรคสาม
ตองระวางโทษจําคุกตั้งแตสี่ปถึงเจ็ดป หรือปรับต้ังแตแปดหม่ืนบาทถึงหนึ่งแสนส่ีหมื่นบาท
หรือทั้งจําทัง้ ปรบั

ถา การกระทาํ ความผดิ ตามวรรคสามเปน การกระทาํ เพอื่ ขาย ตอ งระวางโทษ
จาํ คุกตั้งแตส่ีปถ งึ ยสี่ บิ ป และปรับตงั้ แตส ี่แสนบาทถึงสองลา นบาท

ÁÒμÃÒ ññö ผใู ดขายวตั ถอุ อกฤทธใิ์ นประเภท๑อนั เปน การฝา ฝน มาตรา๑๔
วรรคหนึ่ง ตอ งระวางโทษจําคุกตง้ั แตส ป่ี ถึงยี่สบิ ป และปรบั ตง้ั แตส ีแ่ สนบาทถงึ สองลา นบาท

ÁÒμÃÒ ññ÷ ผูใดผลิต นําเขาหรือสงออกซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๒
อันเปนการฝาฝน มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง ตองระวางโทษจําคุกตั้งแตหาปถึงยี่สิบป และปรับต้ังแต
หาแสนบาทถึงสองลา นบาท

๑๙๓

ถา การกระทาํ ความผิดตามวรรคหน่ึงเปน การกระทําเพื่อขาย ตองระวางโทษ
จําคุกตง้ั แตเ จ็ดปถึงย่ีสิบป และปรบั ตั้งแตเ จด็ แสนบาทถึงสองลา นบาท

ถาการกระทําความผิดตามวรรคหน่ึงเปนการผลิตโดยการแบงบรรจุหรือ
รวมบรรจุและมีปริมาณคํานวณเปนสารบริสุทธ์ิไมถึงปริมาณที่กําหนดตามมาตรา ๑๕ วรรคส่ี
ตองระวางโทษจําคุกตั้งแตส่ีปถึงเจ็ดป หรือปรับตั้งแตแปดหม่ืนบาทถึงหนึ่งแสนส่ีหม่ืนบาท
หรอื ทง้ั จาํ ทั้งปรับ

ถา การกระทาํ ความผดิ ตามวรรคสามเปนการกระทาํ เพ่ือขาย ตองระวางโทษ
จําคุกตั้งแตส ปี่ ถงึ ยี่สบิ ป และปรับตัง้ แตส ่แี สนบาทถึงสองลานบาท

ÁÒμÃÒ ññø ผใู ดขายวตั ถอุ อกฤทธใิ์ นประเภท๒อนั เปน การฝา ฝน มาตรา๑๖
วรรคหนง่ึ ตองระวางโทษจาํ คุกต้งั แตสี่ปถ ึงยส่ี ิบป และปรับตง้ั แตส แี่ สนบาทถึงสองลา นบาท

ÁÒμÃÒ ññù ผูใดผลิต นําเขาหรือสงออกซึ่งวัตถุออกฤทธ์ิในประเภท ๓
หรือประเภท ๔ หรือนําผานซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ทุกประเภทอันเปนการฝาฝนมาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง
ตองระวางโทษจําคกุ ตั้งแตสองปถ งึ สบิ ป และปรบั ตง้ั แตสองแสนบาทถงึ หน่ึงลา นบาท

ถา การกระทําความผิดตามวรรคหน่งึ เปนการกระทําเพอ่ื ขาย ตองระวางโทษ
จําคกุ ต้งั แตสามปถงึ สบิ หาป และปรบั ตั้งแตสามแสนบาทถึงหนง่ึ ลานหาแสนบาท

ÁÒμÃÒ ñòð ผูใดขายวัตถุออกฤทธ์ิในประเภท ๓ หรือประเภท ๔
อันเปนการฝาฝนมาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง ตองระวางโทษจําคุกตั้งแตสองปถึงสิบป และปรับตั้งแต
สองแสนบาทถงึ หนึง่ ลานบาท

ÁÒμÃÒ ñôð ผูใดมีไวในครอบครองหรือใชประโยชนซ่ึงวัตถุออกฤทธ์ิ
ในประเภท ๑ หรือประเภท ๒ อันเปนการฝาฝนมาตรา ๘๘ วรรคหน่ึง ตองระวางโทษจําคุกตั้งแต
หนึง่ ปถงึ หาป หรือปรบั ต้ังแตสองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทงั้ ปรบั

ผูใดมีไวในครอบครองหรือใชประโยชนซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๓ หรือ
ประเภท ๔ อันเปนการฝา ฝน มาตรา ๘๘ วรรคหน่งึ ตอ งระวางโทษจาํ คกุ ไมเ กินสามป หรือปรับไมเกนิ
หกหมื่นบาท หรือทงั้ จาํ ท้ังปรบั

ÁÒμÃÒ ñôñ ผใู ดเสพวตั ถอุ อกฤทธใิ์ นประเภท๑อนั เปน การฝา ฝน มาตรา๙๑
หรอื ผใู ดเสพวตั ถอุ อกฤทธใิ์ นประเภท ๒ อนั เปน การฝา ฝน มาตรา ๙๒ ตอ งระวางโทษจาํ คกุ ไมเ กนิ สามป
หรอื ปรับไมเ กินหกหมนื่ บาท หรือท้งั จําทัง้ ปรับ

ÁÒμÃÒ ñôò ผูใดใหผูอ่ืนเสพวัตถุออกฤทธ์ิอันเปนการฝาฝนมาตรา ๙๓
ตอ งระวางโทษจาํ คกุ ตงั้ แตห นง่ึ ปถ งึ หา ป หรอื ปรบั ตง้ั แตส องหมน่ื บาทถงึ หนง่ึ แสนบาท หรอื ทง้ั จาํ ทง้ั ปรบั

ถาการกระทําตามวรรคหนึ่งเปนการกระทําโดยใชกําลังประทุษรายหรือโดยใชอาวุธ
ผูก ระทําตอ งระวางโทษจําคุกตั้งแตหนงึ่ ปถ งึ สิบปและปรับต้ังแตห นึ่งแสนบาทถงึ หน่งึ ลา นบาท

๑๙๔

ถาการกระทําตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองเปนการกระทําตอหญิงหรือตอบุคคล
ซึ่งยังไมบรรลุนิติภาวะหรือเปนการกระทําเพ่ือจูงใจใหผูอื่นกระทําความผิดทางอาญาหรือ
เพ่ือประโยชนแกตนเอง หรือผูอ่ืนในการกระทําความผิดทางอาญา ผูกระทําตองระวางโทษจําคุก
ตง้ั แตส ามปถงึ จาํ คุกตลอดชวี ติ และปรบั ตั้งแตส ามแสนบาทถึงหา ลานบาท

ÁÒμÃÒ ñôõ ผูใดฝาฝนมาตรา ๙๖ ตองระวางโทษปรับต้ังแตหน่ึงหม่ืนบาท
ถงึ หา หมน่ื บาท

õ. ¾ÃÐÃÒªºÑÞÞÑμÔÁÒμáÒÃ㹡ÒûÃÒº»ÃÒÁ¼ÙŒ¡ÃзÒí ¤ÇÒÁ¼Ô´à¡èÕÂǡѺÂÒàʾμÔ´
¾.È.òõóô

พระราชบัญญัตินี้ตราข้ึนเพื่อมีวัตถุประสงคในการปราบปรามผูกระทําความผิด
เกย่ี วกบั ยาเสพติด โดยมสี มมุติฐานวา ความผิดเก่ียวกบั ยาเสพติดจะกระทํากันในรปู ของกระบวนการ
และมีผลประโยชนมหาศาล ดังนั้น หากกฎหมายไมสามารถลงโทษผูกระทําความผิดไดอยางท่ัวถึง
หรือไมส ามารถดําเนินการใดๆ กับทรัพยส นิ ที่ได หรือเก่ยี วของกับยาเสพตดิ ก็จะทําใหการปราบปราม
ผกู ระทาํ ความผดิ ไมส ามารถบรรลผุ ลได โดยเฉพาะความผดิ ทเี่ กยี่ วกบั การผลติ นําเขา สง ออก จาํ หนา ย
หรือมีไวในครอบครองเพื่อจําหนายซ่ึงยาเสพติดและใหรวมทั้งการสมคบ สนับสนุน ชวยเหลือ หรือ
พยายามกระทาํ ความผดิ ดงั นน้ั ความผดิ ทน่ี อกเหนอื จากนี้ เชน เสพยาเสพตดิ หรอื มไี วใ นครอบครอง
ธรรมดา จึงไมอ ยใู นบันทึกของ พ.ร.บ.ฉบับน้ี

õ.ñ º··ÑÇè ä»
¹ÔÂÒÁ (ÁÒμÃÒ ó)
“ยาเสพติด” หมายความวา ยาเสพติดใหโทษตามกฎหมายวาดวย

ยาเสพติดใหโทษและยาเสพติดตามกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปรามยาเสพติด ท้ังนี้
ตามทร่ี ัฐมนตรีกําหนดในกฎกระทรวง

“กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด” หมายความวา กฎหมายวาดวยยาเสพติด
ใหโทษและกฎหมายวาดว ยวตั ถทุ อี่ อกฤทธติ์ อ จิตและประสาท

“ความผิดเก่ียวกับยาเสพติด” หมายความวา การผลิต นําเขา สงออก
จําหนา ยหรอื มไี วใ นครอบครองเพอ่ื จําหนา ยซง่ึ ยาเสพตดิ และใหห มายความรวมถงึ การสมคบ สนบั สนนุ
ชวยเหลือหรอื พยายามกระทาํ ความผิดดังกลา วดว ย

“ทรัพยสินที่เก่ียวเนื่องกับการกระทําความผิด” หมายความวา เงินหรือ
ทรัพยสินที่ไดรับมาเนื่องจากการกระทําความผิดเก่ียวกับยาเสพติดและใหหมายความรวมถึงเงินหรือ
ทรัพยสินที่ไดมาโดยการใชเงินหรือทรัพยสินดังกลาวซื้อหรือกระทําไมวาดวยประการใดๆ ใหเงิน
หรือทรัพยสินน้ันเปล่ียนสภาพไปจากเดิม ไมวาจะมีการเปลี่ยนแปลงสภาพกี่ครั้งและไมวาเงิน
หรือทรัพยสินน้ันจะอยูในความครอบครองของบุคคลอ่ืนโอนไปเปนของบุคคลอ่ืนหรือปรากฏตาม
หลักฐานทางทะเบยี นวาเปนของบุคคลอ่ืนกต็ าม

๑๙๕

“พนักงานเจาหนาที่” หมายความวา ผูซึ่งรัฐมนตรีแตงต้ังใหปฏิบัติการตาม
พระราชบัญญัตินี้

“รัฐมนตร”ี หมายความวา รฐั มนตรผี ูรกั ษาการตามพระราชบัญญตั ินี้
ใหร ัฐมนตรีวา การกระทรวงยุตธิ รรมรกั ษาการตามพระราชบัญญตั ิน้ี
õ.ò °Ò¹¤ÇÒÁ¼´Ô
ÁÒμÃÒ õ ผูใดกระทาํ ความผิดเก่ียวกับยาเสพติดแมจะกระทํานอก
ราชอาณาจกั รผนู น้ั จะตองรับโทษในราชอาณาจักรถา ปรากฏ
(๑) ผูกระทาํ ความผิดหรือผูรวมกระทาํ ความผิดคนใดคนหนึ่งเปนคนไทย
หรอื มีถนิ่ ท่ีอยูใ นประเทศไทย หรอื
(๒) ผูกระทําความผิดเปนคนตางดาวและไดกระทําโดยประสงคใ หค วามผดิ
เกดิ ขน้ึ ในราชอาณาจกั รหรอื รัฐบาลไทยเปนผเู สียหาย หรือ
(๓) ผูกระทาํ ความผิดเปนคนตางดาวและการกระทํานั้นเปนความผิดตาม
กฎหมายของรฐั ทกี่ ารกระทาํ เกดิ ขน้ึ ในเขตอาํ นาจของรฐั นน้ั หากผนู นั้ ไดป รากฏตวั อยใู นราชอาณาจกั ร
และมิไดม ีการสง ตัวผูน ้นั ออกไปตามกฎหมายวา ดว ยการสงผรู า ยขา มแดน
ทั้งนี้ ใหน าํ มาตรา ๑๐ แหงประมวลกฎหมายอาญามาใชบ งั คบั โดยอนโุ ลม
ÁÒμÃÒ ö ในความผิดเก่ียวกับยาเสพติดผูใดกระทาํ การอยางใดอยางหนึ่ง
ดังตอ ไปน้ี ตองระวางโทษเชน เดยี วกับตวั การในความผิดน้นั
(๑) สนบั สนนุ หรอื ชว ยเหลอื ผกู ระทาํ ความผดิ กอ นหรอื ขณะกระทําความผดิ
(๒) จัดหาหรือใหเงินหรือทรัพยสิน ยานพาหนะ สถานท่ีหรือวัตถุใดๆ
เพอ่ื ประโยชนห รือใหค วามสะดวกแกการกระทําความผิดหรือเพื่อมิใหผ ูก ระทําความผดิ ถกู ลงโทษ
(๓) จัดหาหรือใหเงินหรือทรัพยสินท่ีประชุม ที่พํานักหรือท่ีซอนเรน หรือ
ชวยเหลือหรือใหความสะดวกแกผูกระทาํ ความผิดหรือเพื่อชวยใหผูกระทําความผิดพนจากการถูก
จับกุม
(๔) รบั เงนิ ทรพั ยส นิ หรอื ประโยชนอ นื่ ใดจากผกู ระทาํ ความผดิ เพอื่ ประโยชน
หรอื ใหค วามสะดวกแกการกระทําความผดิ หรือเพ่อื มิใหผูก ระทาํ ความผิดถกู ลงโทษ
(๕) ปกปด ซอนเรน หรือเอาไปเสียซ่ึงยาเสพติดหรือวัตถุใดๆ ที่ใชในการ
กระทําความผดิ เพ่ือชว ยเหลือผูก ระทาํ ความผดิ
(๖) ชีแ้ นะหรอื ตดิ ตอบุคคลอืน่ เพอ่ื ประโยชนในการกระทําความผดิ
ผใู ดจดั หาหรอื ใหเ งนิ หรอื ทรพั ยส นิ ทพี่ าํ นกั หรอื ทซี่ อ นเรน เพอื่ ชว ยบดิ ามารดา
บุตร สามี หรือภริยาของตนใหพนจากการถูกจับกุม ศาลจะไมลงโทษผูนั้นหรือลงโทษผูนั้นนอยกวา
ทีก่ ฎหมายกาํ หนดไวส าํ หรับความผิดนัน้ เพียงใดก็ได
ÁÒμÃÒ ÷ ผูใดพยายามกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตองระวางโทษ
ตามที่กําหนดไวสําหรบั ความผดิ นั้นเชน เดยี วกบั ผูกระทําความผิดสําเรจ็

๑๙๖

ÁÒμÃÒ ø ผใู ดสมคบโดยการตกลงกนั ตง้ั แตส องคนขน้ึ ไปเพอ่ื กระทาํ ความผดิ
เก่ียวกับยาเสพติด ผูน้ันสมคบกันกระทาํ ความผิดเก่ียวกับยาเสพติดตองระวางโทษจําคุกไมเกินหาป
หรือปรับไมเ กินหาหมน่ื บาทหรือท้งั จาํ ทง้ั ปรบั

ถาไดมีการกระทําความผิดเก่ียวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ไดมีการสมคบกัน
ตามวรรคหนง่ึ ผสู มคบกันน้ัน ตองระวางโทษตามท่ีกาํ หนดไวส าํ หรับความผดิ นน้ั

ÁÒμÃÒ ù ผูใดกระทําความผิดเก่ียวกับยาเสพติดโดยแตงเครื่องแบบหรือ
โดยแตงกายใหเขาใจวาเปนเจาพนักงานขาราชการ พนักงานสวนทองถิ่น พนักงานองคการหรือ
หนวยงานของรัฐ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจตองระวางโทษหนักกวาโทษตามที่กําหนดไวสําหรับ
ความผิดนน้ั อีกก่งึ หน่งึ

ÁÒμÃÒ ñð กรรมการหรืออนุกรรมการตามพระราชบัญญัติน้ีหรือตาม
กฎหมายเก่ียวกับยาเสพติด เจาพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแหงรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด สมาชิก
สภาเทศบาลหรือสภาทองถิ่นอ่ืน ขาราชการ พนักงานสวนทองถ่ิน พนักงานองคการหรือหนวยงาน
ของรัฐหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ ผูใดกระทําความผิดเก่ียวกับยาเสพติดหรือกระทําความผิด
ตามมาตรา ๔๒ ตองระวางโทษเปน สามเทา ของโทษทีก่ ําหนดไวส าํ หรบั ความผิดนัน้

ÁÒμÃÒ ññ กรรมการหรืออนุกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมาย
เกี่ยวกับยาเสพติด เจาพนักงานหรือขาราชการผูใดกระทําความผิดตอตําแหนงหนาที่ราชการหรือ
กระทําความผิดตอตําแหนงหนาท่ีในการยุติธรรมตามท่ีบัญญัติไวในประมวลกฎหมายอาญา
อันเกี่ยวเน่ืองกับการกระทําความผิดเก่ียวกับยาเสพติด ตองระวางโทษสามเทาของโทษท่ีกําหนดไว
สําหรับความผิดน้นั

õ.ó อํา¹Ò¨¢Í§¾¹Ñ¡§Ò¹à¨ŒÒ˹Ҍ ·Õè
ÁÒμÃÒ òõ เพ่ือประโยชนในการพิจารณาและตรวจสอบทรัพยสิน ยึด

หรอื อายดั ทรพั ยส นิ ตามพระราชบญั ญตั นิ ี้ ใหก รรมการ อนกุ รรมการและเลขาธกิ ารมอี าํ นาจดงั ตอ ไปน้ี
(๑) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกเจาหนาท่ีของสวนราชการ องคการหรือ

หนวยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ มาเพ่ือใหถอยคําสงคําช้ีแจงเปนหนังสือหรือสงบัญชีเอกสาร
หรอื หลักฐานใดมาเพ่ือตรวจสอบหรือเพอ่ื ประกอบการพจิ ารณา

(๒) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลใดท่ีเกี่ยวของมาเพื่อใหถอยคําสง
คาํ ชแี้ จงเปน หนงั สอื หรอื สง บญั ชเี อกสารหรอื หลกั ฐานใดมาเพอื่ ตรวจสอบหรอื เพอื่ ประกอบการพจิ ารณา
ท้งั น้ี รวมถงึ การตรวจสอบจากธนาคารตลาดหลกั ทรพั ยแ ละสถาบันการเงินดวย

(๓) เขาไปในเคหสถาน สถานท่ีหรือยานพาหนะใดที่มีเหตุอันควรสงสัยวา
มีการกระทําความผิดหรือมีทรัพยสินตามมาตรา ๒๒ ซุกซอนอยู เพื่อทําการตรวจคนหรือ
เพ่ือประโยชนในการตรวจสอบ ยึดหรืออายัดทรัพยสินในเวลากลางวันระหวางพระอาทิตยขึ้นถึง
พระอาทิตยตก ในกรณที ่มี เี หตุอันควรเชื่อไดวา หากไมด าํ เนินการในทนั ที ทรพั ยส นิ นัน้ จะถกู ยกั ยา ย
ก็ใหมีอาํ นาจเขาไปในเวลากลางคืน

๑๙๗

ในกรณีตาม (๑) ประธานกรรมการหรือเลขาธิการจะมอบหมายให
พนักงานเจาหนา ทีป่ ฏบิ ตั กิ ารแทน แลวรายงานใหท ราบก็ได

ในการปฏิบัติหนาที่ของพนักงานเจาหนาท่ีผูไดรับมอบหมายตามวรรคสอง
ตองแสดงเอกสารมอบหมายตอบุคคลทเ่ี ก่ยี วขอ งทกุ คร้ัง

õ.ô ÍÑμÃÒâ·É
ÁÒμÃÒ ôñ ผูใดรูหรืออาจรูความลับในราชการเก่ียวกับการดําเนินการ

ตามพระราชบัญญัติน้ี กระทําดวยประการใดๆ ใหผูอ่ืนรูหรืออาจรูความลับดังกลาว เวนแตเปนการ
ปฏบิ ตั กิ ารตามหนา ทห่ี รอื ตามกฎหมาย ตอ งระวางโทษจาํ คกุ ไมเ กนิ หกเดอื น หรอื ปรบั ไมเ กนิ หนงึ่ หมนื่ บาท
หรอื ท้งั จาํ ทั้งปรบั

ÁÒμÃÒ ôò ผใู ดยกั ยา ย ซอ นเรน เอาไปเสยี ทาํ ใหเ สียหาย ทาํ ลาย ทําให
สูญหายหรือไรประโยชนหรือรับไว โดยมิชอบดวยประการใด ซ่ึงทรัพยสินท่ีมีคําส่ังหรืออายัด หรือท่ี
ตนรูวาจะถูกยึดหรืออายัดตามพระราชบัญญัตินี้ ตองระวางโทษจําคุกไมเกินสามปหรือปรับไมเกิน
หกหมน่ื บาท หรอื ท้งั จําทัง้ ปรบั

คาํ ¾Ô¾Ò¡ÉÒ®Õ¡ÒμÑÇÍ‹ҧ
®Õ¡Ò·èÕ ôôöñ/òõôð จา สิบตาํ รวจ ส. และรอยตาํ รวจเอก ป.จับจาํ เลยได
ขณะท่ีจําเลยกําลังขายวัตถุออกฤทธิ์ใหแกจาสิบตํารวจ ส. ผูลอซ้ือ ถือวาเปนความผิดซึ่งหนา
ขณะน้ันธนบัตรที่ใชลอซ้ืออยูท่ีจําเลยและจําเลยดิ้นรนตอสู ถาปลอยใหเน่ินชากวาจะนําหมายจับ
และหมายคนมาได จําเลยอาจหลบหนีและพยานหลักฐานอาจสูญหายจึงเปนกรณีฉุกเฉินอยางย่ิง
จาสิบตาํ รวจ ส. และรอยตาํ รวจเอก ป. จึงมีอาํ นาจเขาไปในบริเวณบานท่ีเกิดเหตุอันเปนที่รโหฐาน
ในเวลากลางคนื โดยไมต อ งมีหมายคน และมีอาํ นาจจับจาํ เลยซึง่ เปนผูก ระทําความผดิ ไดโ ดยไมตองมี
หมายจับ มาตรา ๘๐, ๘๑ ประกอบมาตรา ๙๒(๒) และมาตรา ๙๖(๒) ผลของการคนจับไมชอบ
เปน คนละขั้นตอนกบั การสอบถาม ไมมผี ลกระทบไปถึงการสอบสวน
®Õ¡Ò·Õè öóù÷/òõôñ ความผิดท่ีจําเลยกระทําเปนความผิดซ่ึงหนา
แมจ าํ เลยจะไดก ระทาํ ในทรี่ โหฐาน เจา พนกั งานตาํ รวจซง่ึ มอี าํ นาจสบื สวนและจบั กมุ ผกู ระทาํ ความผดิ
ตอ กฎหมาย ยอมมอี ํานาจจับจําเลยไดโ ดยไมตองมหี มายจบั หรือหมายคน การจับจาํ เลยจึงชอบดวย
กฎหมาย สวนการที่เจาพนักงานตํารวจเปนผูจัดหาธนบัตรใหแกสายลับไปลอซ้ือเมทแอมเฟตามีน
จากจําเลย ถือเปนการแสวงหาขอเท็จจริงและหลักฐานซึ่งเจาพนักงานตํารวจผูมีอํานาจสืบสวนและ
จับกุมผูกระทําความผิดปฏิบัติไปตามอํานาจ และหนาท่ีเพื่อรักษาความสงบเรียบรอยของประชาชน
และเพื่อที่จะทราบรายละเอียดแหงความผิด ไมถือวาเปนการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ
และที่พนักงานสอบสวนปกปดช่ือและตัวตนของสายลับไมไดสอบปากคําของสายลับไวเปนหลักฐาน
ก็เปนอํานาจและหนาท่ีของพนักงานสอบสวนที่จะสืบหาพยานหลักฐานมาประกอบดําเนินคดี และ
เปนดุลพินิจของพนักงานสอบสวนที่จะสอบสวนบุคคลใดเปนพยานได การท่ีพนักงานสอบสวน
เหน็ วาไมจําเปนตอ งสอบปากคําสายลับไวเ ปน หลกั ฐานไมถ อื วาการสอบสวนไมชอบ

๑๙๘

กรณเี จาพนักงานตํารวจลอซอ้ื เมทแอมเฟตามีนไดแลว ไปจับกุมผูกระทําผิด
อกี คนหน่ึง เปนการตอ เนื่องทันที ยอ มเปน ความผิดซงึ่ หนา

®Õ¡Ò·èÕ òöñò/òõôó ในชน้ั อทุ ธรณจ าํ เลยอทุ ธรณว า พนั ตาํ รวจโทเอกสฤษดิ์
ไมไดไปรวมจับกุมจําเลย แตไดลงลายมือชื่อเปนผูรวมจับกุมดวย การจับกุมจึงไมชอบ แตปญหานี้
ศาลอุทธรณไ มรับวินจิ ฉัยใหเปน การไมชอบนน้ั เห็นวา รอยตาํ รวจเอกจกั รกรชิ กับพวกซุม ดกู ารลอ ซอื้
อยูในซอยโชคชัยรวมมิตร แยก ๑๖ ซ่ึงมิใชท่ีรโหฐาน และจับกุมจําเลยในเวลาตอเน่ืองกับเวลาที่
จําเลยจําหนายเมทแอมเฟตามีนใหแกสายลับ โดยมีเมทแอมเฟตามีนจํานวน ๑๐ เม็ด ธนบัตรท่ีใช
ในการลอ ซอ้ื จาํ นวน ๑,๒๐๐ บาท ทค่ี น ไดจ ากกระเปา กางเกงของจาํ เลยเปน หลกั ฐานยนื ยนั การกระทาํ ผดิ
ของจําเลย ในชั้นจับกุมรอยตํารวจเอกจักรกริชแจงขอหาแกจําเลย จําเลยใหการรับสารภาพดวย
ความสมัครใจ และลงลายมือช่ือในบันทึกการจับกุมไวเปนหลักฐาน การจับกุมดังกลาวจึงเปน
การจับกุมโดยชอบ แมพันตํารวจโทเอกสฤษด์ิไดมาลงลายมือช่ือในบันทึกการจับกุมโดยตนเองไมได
รวมจับกุมจําเลยดวย ก็เปนเพียงการกระทําโดยไมชอบของพันตํารวจโทเอกสฤษดิ์เทาน้ัน หามีผล
ทําใหการจับกุมที่กระทําโดยรอยตํารวจเอกจักรกริชกับพวก ซ่ึงกระทําโดยชอบกลับกลายเปนการ
จับกมุ โดยไมช อบ

®Õ¡Ò·èÕ ôõóö/òõôó เจาพนักงานตํารวจไดสืบทราบมากอนวา จําเลย
ลกั ลอบจาํ หนา ยเมทแอมเฟตามนี วนั เกดิ เหตุ ตาํ รวจไดว างแผนจบั กมุ โดยไปซมุ ดพู ฤตกิ ารณข องจาํ เลย
เห็นรถบรรทุกสิบลอประมาณ ๓ ถึง ๔ คัน ขับมาจอดที่หนารานจําเลยโดยไมไดเติมนํ้ามัน
แลวคนขับรถบรรทุกสิบลอเขาไปสงธนบัตรใหจําเลย จําเลยเอี้ยวตัวไปหยิบส่ิงของจากช้ันวางของ
ดานหลังสงให เชื่อวาจําเลยจําหนายเมทแอมเฟตามีนใหคนขับรถบรรทุกสิบลอ รอยตํารวจเอก ศ.
จงึ เขาไปแสดงตัวเปน เจา พนักงานตาํ รวจ และไดแสดงบัตรประจาํ ตัวเจา พนักงาน ป.ป.ส. ขอตรวจคน
ช้นั ท่ีวางของเปนจดุ แรก พบเมทแอมเฟตามีน ๒ เม็ด อยใู ตกลองยากันยุงบนช้ันวางของใกลกับท่นี ่งั
ของจําเลย กรณีมีเหตุอันควรสงสัยวามียาเสพติดซุกซอนอยูในหองพักอันเปนท่ีรโหฐาน ประกอบมี
เหตุอันควรเช่ือวา หากไมดําเนินการทันทียาเสพติดอาจถูกโยกยาย รอยตํารวจเอก ศ. จึงมีอํานาจ
ตรวจคนเคหสถานและจับกุมผูกระทําความผิดเก่ียวกับยาเสพติดในเวลากลางคืนหลังจาก
พระอาทติ ยต กดนิ ได โดยไมต อ งมหี มายจบั หรอื หมายคน ตามพระราชบญั ญตั ปิ อ งกนั และปราบปราม
ยาเสพติด พ.ศ.๒๕๑๙ มาตรา ๑๔ ท้ังจําเลยก็ยินยอมใหเจาพนักงานตํารวจตรวจคนแตโดยดี
สิ่งของที่คนไดท้ังหมดรวมทั้งที่คนไดจากในหองพักของจําเลย จึงใชเปนพยานหลักฐานได กรณี
ไมตองพิจารณาวามเี หตทุ ีค่ นไดโ ดยไมตองมีหมายคน ตามมาตรา ๙๒(๑) ถงึ (๕) หรอื ไม

®¡Õ Ò·Õè ÷óø÷/òõôó กอนการคนบานผูตองหาครั้งนี้ เจาพนักงาน
ตํารวจไดจ บั กมุ ท. พรอมเมทแอมเฟตามนี จาํ นวน ๙๕ เม็ด ในเวลา ๑๖ นาฬกาเศษ การคน ในท่ี
รโหฐานตามปกติจะตองกระทําในเวลากลางวันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๙๖ ขณะน้ันเปนเวลาเย็นใกลจะมืดแลวประกอบกับยาเสพติดเปนส่ิงของที่ขนยายหลบหนี


Click to View FlipBook Version