COP.3.1 Clinical Alarm System Management • ผ ู ้ น าเร ิ่มต ้ น ด ้ วยการระบ ุ ว่าสัญญาณเต ื อนทส ี่า คัญทส ีุ่ ดทจะต้องจัดการคือ ี่ อะไร โดย • รับฟังจากบุคลากรทางการแพทย์และหน่วยงานทางคลีนิก • อาศัยข ้ อม ู ลจากเคร ื่องม ื อ/อ ุ ปกรณท ์ างการแพทย ์ ทร ี่ะบ ุ ว่าอะไรเป็ น สาเหตุของ false alarm หรือ nonactionable alarms ทอ ี่าจจะส่งผลต่อ ผ ู ้ป่วยบางกล ุ่ม • ความเส ี่ยงทจ ี่ะเก ิ ดกับผ ู ้ป่วยถ ้ าเส ี ยงร ้ องเต ื อนนั้นไม่ได ้รับการสนใจ หรือไม่ท างาน • ไม่ว่า alarm นั้นจะจา เป็ นหร ื อไม่จา เป็ น เส ี ยงนั้นสามารถทา ให้เกิด alarm fatigue • แนวโน ้ มทจ ี่ะเก ิ ดอันตรายต่อผ ู ้ป่วยจากประวัต ิ การเก ิ ดอ ุ บติการณ์ ั ภายในองค์กร • Best practices และ guidelines ทไี่ด ้ รับการต ี พม ิ พเ ์ ผยแพร่เป็ นท ี่ ยอมรับ New!! P By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
กลยุทธ์ต้องประกอบไปด้วย • a) การต ั ง ้ ค่าการเตอ ื นทเ ี่หมาะสม • b) สถานการณใ์ ดทก ี่ารต ั ง ้ ค่าเตอ ื นสามารถปิ ดการใช ้ งานได ้ • c) สถานการณใ์ ดท ี่พารามเ ิ ตอรก ์ ารเตอ ื นสามารถเปลย ี่นแปลงได ้ • d) การระบ ุ ว่าใครคอ ื ผ ู ้ ทส ี่ามารถต ั ง ้ ค่าพารามเ ิ ตอรก ์ ารเตอ ื นได ้ • e) การกา หนดผ ู ้ ทส ี่ามารถเปลย ี่นพารามเ ิ ตอรก ์ ารเตอ ื นได ้ New!! • 72% to 99% ของ clinical alarms เป็ น false alarm • ม ี อ ุ บตัิ การณผ ์ ู ้ป่วยเส ี ยชี ว ิ ตจาก alarm fatigue • ทร ี่พ. John Hopkins Hospital พบว่ามี 59,000 alarm ในช่วง 12 วัน หรือ 350 alarms ต่อคนต่อวัน By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
COP.3.1 Clinical Alarm System Management New!! ME 1. ผู้น า โ ร ง พ ย า บ า ล จัด ท า แ ล ะใ ช้โ ป ร แ ก ร ม ก า ร จัด ก า ร Alarm system ส าหรับ Alarm ท ม ี่คี ว า ม เ ส ย ี่ง ต่อ ค ว า ม ป ล อ ด ภ ยั ข อ ง ผู้ป่ว ย ME 2. โปรแกรมจะต้องระบุAlarm ท ส ี่า คัญ ท ส ีุ่ ด ท จ ี่ะ จัด ก า ร ต า มความ เ ส ย ี่ง ต่อ ค ว า ม ป ล อ ด ภ ยั ข อ ง ผู้ป่ว ย ME 3. ผู้น า โ ร ง พ ย า บ า ล พัฒ น า ก ล ยุ ท ธ ส์ า ห รับ ก า ร จัด ก า ร สัญ ญ า ณ เตือน โดยพิจารณาจากข้อ a) ถึง e) ในเจตจ านงของมาตรฐาน ME 4. ผู้ป ฏ บ ิ ตั ง ิ า น ด้า น ก า ร ดู แ ล สุ ข ภ า พ แ ล ะ บุ ค ล า ก ร อ น ื่ๆ ท ม ี่คุณสมบัติ ี เ ห ม า ะ ส ม ไ ด้รับ ก า ร ฝึ ก อ บ ร ม เ ก ย ี่ว กับ จุ ด ป ร ะ ส ง ค แ ์ ล ะ ก า รใ ช้ง า น alarm system ท เ ี่ห ม า ะ ส ม ต า ม ท ต ี่น เ อ ง รับ ผิ ด ช อ บ ME 5. บุ ค ล า ก ร ท ร ี่ับ ผิ ด ช อ บ ใ น ก า ร จัด ก า ร clinical alarm ได้รับการฝึ กฝน และมีความสามารถในการปฏิบัติ By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
Care of Patients • COP.3.2 ปรับมาจาก COP.3.1 (6 th edition) บุคลากรทาง คลีนิกได้รับการฝึกอบรมให้รู้จักและตอบสนองต่อการ เปลี่ยนแปลงสภาวะของผู้ป่ วย • COP.3.3 ปรับมาจาก COP.3.2 (6 th edition) Resuscitation services are available throughout the hospital. บริการช่วย ฟื้นคืนชีพมีความพร้อมทั่วทั้งโรงพยาบาล • เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการช่วยฟื้นคืนชีพด าเนินไปได้ในเวลาที่ เหมาะสม โรงพยาบาลจะท าการทบทวนข้อมูลภายในจาก สถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เพื่อก าหนดเวลา ตอบสนองและความพร้อมใช้งานของอุปกรณ์ที่เหมาะสมและ ค้นหาโอกาสพัฒนา By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
COP.3.3 Resuscitation service ME 1. บริการช่วยฟื้นคืนชีพมีความพร้อมส าหรับผู้ป่ วยทุกคนตลอด 24ชม. ทุกวัน ทุกพื้นที่ในโรงพยาบาล ME 2. เครื่องมือแพทย์ที่ใช้ในการช่วยฟื้นคืนชีพและยาที่ใช้ใน BLS และ ACLS เป็นมาตรฐานเดียวกันและมีพร้อมใช้ สอดคล้องตามความจ าเป็นและ กลุ่มผู้ป่ วยที่ให้บริการ Medical equipment for resuscitation and medications for basic and advanced life support are standardized and available for use based on the needs of the population served. ME 3. ในทุกพื้นที่ของโรงพยาบาลการช่วยเหลือชีวิตขั้นพื้นฐานจะด าเนินการ ทันทีเมื่อรู้ได้ว่าเป็น cardiac or respiratory arrest และการช่วยชีวิตขั้นสูงจะ ด าเนินการภายในเวลาไม่เกิน 5 นาที New ME 4. โรงพยาบาลทบทวนข้อมูลภายในองค์กร จากสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เพื่อค้นหาโอกาสพัฒนา New!! By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
Care of Patients • COP.3.4 มาจาก COP.3.3 (6 th edition) Administration of Blood and Blood products • COP.3.5 Management of Patients at Risk of Suicide or Self-Harm การจัดการ ผ ้ ู ป่วยเส ี่ยงต่อการฆ่าตัวตายหร ื อทา ร ้ ายตนเอง • The hospital has a process to identify patients at risk for suicide and self-harm. โรงพยาบาลมีกระบวนการระบุผู้ป่ วยที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายและท าร้ายตนเอง • การฆ่าตัวตายจัดเป็น Sentinel event • รพ.จะต้องมีการคัดกรองและประเมินเพื่อระบุได้ว่าผู้ป่ วยมีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายและท า ร้ายตนเอง เพื่อที่จะลดโอกาสที่ผู้ป่ วยจะพยายามฆ่าตัวตายหรือท าร้ายตนเอง • โรงพยาบาลระบุกลุ่มผู้ป่ วย และ/หรือ ก าหนดเกณฑ์ ที่จะก าหนดว่าผู้ป่ วยรายใดจ าเป็นต้องได้รับ การคัดกรองความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายและท าร้ายตัวเอง New!! P By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
COP.3.5 Management of Patients at Risk of Suicide or Self-Harm • โรงพยาบาลอาจเลือกที่จะคัดกรองผู้ป่ วย • ทุกคนที่เข้ารับการรักษาที่หน่วยงานที่ดูแลผู้ป่ วยด้านจิตเวชและพฤติกรรม • หน่วยดูแลหลังคลอด • ผู้ป่ วยใน Acute care • แผนกฉุกเฉิน • ไม่ว่าการรักษาจะเกิดขึ้นที่พื้นที่ใดในรพ. สิ่งส าคัญคือ บุคลากรจะต้องตระหนักว่า ผู้ป่ วย ที่มารับการรักษาอาการเจ็บป่ วยเบื้องต้นอาจจะมีปัญหาด้านพฤติกรรม อาการที่ เปลี่ยนแปลงจนน าไปสู่การพยากรณ์โรคที่ไม่ดี หรือ ปัญหาด้านจิตสังคม By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
COP.3.5 Management of Patients at Risk of Suicide or Self-Harm • โรงพยาบาลใช้Protocols เพ ื่อลดความเส ี่ยงของการฆา่ตัวตายและทา ร ้ าย ตนเองในผู้ป่วยทปี่ระเมินแล ้ วพบว่าม ี ความเส ี่ยงต่อการฆา่ตัวตายและ / หรือท าร้ายตนเอง • Protocols ทใี่ช ้ อาจจะแตกต่างกันไปตามประเภทของหน่วยงานเช่น วอรด ์ หน่วยงานฉุกเฉินและอาจจะแตกต่างไปตามกลุ่มผู้ป่วย เช่น • วอรด ์ ท่วัไป อาจจะใช ้ มาตรการติดตามเฝ้ าอาการผู้ป่วยทเ ี่ส ี่ยงต่อ การฆา่ตัวตายแบบ หน ึ่งต่อหน ึ่ง ในขณะทห ี่น่วยงานดูแลผู้ป่ วยจิต เวชอาจจะใช ้ มาตรการเดินตรวจติดตามอาการผู้ป่วยทุกหน ึ่งช่ัวโมง • ความแตกต่างของมาตรการต่างๆนั้นมาจากความแตกต่างของ สิ่งแวดล ้ อมทางกายภาพในการดูแลผู้ป่วย อัตรากา ลัง การฝึ กอบรม และอ ื่นๆ • สิ่งสา คัญของ Protocol เหล่าน ี ค้ื อการทา ใหผ ู้้ป่วยปลอดภยโดยไม่ ั คา น ึ งว่าผู้ป่วยจะได ้ รับการดูแลในส่วนใดของรพ. • หวัหน ้ าแผนกประเมินความเส ี่ยงและทา งานร่วมกับบุคลากรทาง คลินิกเพ ื่อกา หนดและใช ้โปรโตคอลทส ี่ามารถปฏบิตัิได ้ และ เหมาะสมกับแต่ละพ ื น้ทท ี่ด ีู่แลผู้ป่วย By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
COP.3.5 Management of Patients at Risk of Suicide or Self-Harm • รพ.ทดีู่แลผู้ป่วยทมี่ีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายและทา ร้ายตนเองเช่น รพ.ทมี่ี หน่วยงานจิตเวช หรือ รพ.จติเวช จา เป็ นจะต้องมีการประเมินความเสี่ยงด้าน สิ่งแวดล้อมทางกายภาพเพอื่ค้นหาสิ่งทจี่ะทา ให้ผู้ป่วยสามารถนา ไปใชในการฆ่าตัว ้ ตายได้ห้องพักผู้ป่วย ห้องนา ้ระเบียงและพนื้ทอี่ื่นๆควรจะถูกนา ไปประเมินสิ่งทเี่ป็ น อันตรายต่อการฆ่าตัวตายทพี่บบ่อยทสีุ่ด คือจุดยดึทสี่ามารถใช้สา หรบการแขวนได้ ั อย่างไรก ็ ตามยังมีอันตรายอื่น ๆ อีกมากมาย และสิ่งสา คัญคอืต้องทา การประเมิน สภาพแวดล้อมอย่างละเอียด • การประเมินความเสี่ยงครอบคลุมเรื่องการเข้าถงึของมีคม ยา สารเคมีทา ความ สะอาดและอื่นๆ หน่วยงาน Nonpsychiatric ควรประเมินในพนื้ทเี่พอื่ค้นหาว่ามี วัตถุทสี่ามารถนา ใช้ในการทา ร้ายตนเองหรือไม่เพอื่ทจี่ะได้นา ออกไปหาก จา เป็ นต้องใช้เป็ นพนื้ทใี่นการดูแลผู้ป่วยทมี่ีความเสี่ยงสูงต่อการฆ่าตัวตาย เช่น จัดการไม่ให้มีจุดส าหรับยึด บานพับประตูหรือ ตะขอ ทจี่ะสามารถใช้เป็ นที่ แขวนคอได้ • โรงพยาบาลใช้เครื่องมือทเี่ป็ น evidence-based ในการประเมินผู้ป่วยถงึความคิด ฆ่าตัวตายด้วยเกณฑท ์ จี่ัดทา ขึน้ผู้ป่วยทคี่ัดกรองและผลเป็ นบวกจะถูกระบุว่า“ เสี่ยง” ต่อการฆ่าตัวตายและ / หรือทา ร้ายตนเองตามเกณฑท ์ กี่า หนด By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA The Joint Commission Journal on Quality and Patient Safety 2018; 44:643–650
The Joint Commission Journal on Quality and Patient Safety 2018; 44:643–650 The location and ligature fixation point for hangings • 50.8% in the bathroom • 33.8% in the bedroom • 4.1% in the closet • 3.6% in the shower, and • 7.7% in another location. Within the SE Database, of the 137 inpatient hanging events, a ligature fixture point was identified in 106 cases— a door, door handle, or door hinge was the most commonly used fixture point (53.8%). By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
Ligature-Resistant Without points where a cord, rope, bedsheet, or other fabric/material can be looped or tied to create a sustainable point of attachment that may result in self-harm or loss of life. The following areas must be ligature-resistant: • Patient rooms • Patient bathrooms • Corridors • Common patient care areas THE JOINT COMMISSION ISSUES NEW GUIDANCE ON SUICIDE PREVENTION IN HEALTH CARE SETTINGS NOV 17, 2017 BY SCOTT HOLMES, RA, ACHA, LEED® AP All patient rooms and bathrooms must have a solid ceiling Drop (or lay-in) ceilings can be used in hallways and common patient care areas as long as all aspects of the corridor are fully visible to staff and there are no objects that patients could easily use to climb up to the drop ceiling, remove a panel, and gain access to ligature risk points in the space above the drop ceiling. Mitigation strategies for existing drop ceilings in these areas might include • using tile retention clips, installing motion sensors above the ceiling to sense tampering, or • using another comparable harm-resistive arrangement. By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
• The transition zone between patient rooms and patient bathrooms must be ligature-free or ligature-resistant. • Patient rooms and bathrooms must have a solid ceiling. Standard toilet seats with a hinged seat and lid are not a significant risk for suicide attempts or self-harm; they should not be cited during survey event and do not need to be noted on a risk assessment. By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
Patient-Bed Type The medical needs and a patients’ risk for suicide should be carefully assessed and balanced to determine the optimal type of patient bed required to meet both medical and psychiatric needs THE JOINT COMMISSION ISSUES NEW GUIDANCE ON SUICIDE PREVENTION IN HEALTH CARE SETTINGS NOV 17, 2017 BY SCOTT HOLMES, RA, ACHA, LEED® AP By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
Ligature Attachment and Suicide Risk Assessment on Behavioral Health Inpatient Units James M. Hunt, AIA Kimberly N. McMurray, AIA, EDAC, MBA By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
Inpatient psychiatric units, in both psychiatric hospitals and general/acute care settings must be ligature resistant in the following areas: • Patient rooms • Patient bathrooms • Patient Corridors* • Common patient care areas* *In an inpatient psychiatric unit, nursing stations within an unobstructed view (so that a patient attempt at self-harm at nursing station would be easily seen and interrupted) and areas behind self-locking doors will not be cited for ligature risks. THE JOINT COMMISSION ISSUES NEW GUIDANCE ON SUICIDE PREVENTION IN HEALTH CARE SETTINGS NOV 17, 2017 BY SCOTT HOLMES, RA, ACHA, LEED® AP All patient rooms and bathrooms must have a solid ceiling Drop (or lay-in) ceilings can be used in hallways and common patient care areas as long as all aspects of the corridor are fully visible to staff and there are no objects that patients could easily use to climb up to the drop ceiling, remove a panel, and gain access to ligature risk points in the space above the drop ceiling. Mitigation strategies for existing drop ceilings in these areas might include • using tile retention clips, installing motion sensors above the ceiling to sense tampering, or • using another comparable harm-resistive arrangement. By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
Dropped Ceiling คือท าเป็นฝ้าต ่าลงมาจากเพดานจริงด้านบน Drop ceilings in areas that are not fully visible to staff (for example, a right-angle curve of a corridor) or for which it is possible that patients could easily move objects to access the area above the drop ceiling should be noted on the risk assessment and have an appropriate mitigation plan. • using tile retention clips, • installing motion sensors above the ceiling to sense tampering, or • using another comparable harm-resistive arrangement. By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
Ligature Attachment and Suicide Risk Assessment on Behavioral Health Inpatient Units James M. Hunt, AIA Kimberly N. McMurray, AIA, EDAC, MBA By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
Ligature Attachment and Suicide Risk Assessment on Behavioral Health Inpatient Units James M. Hunt, AIA Kimberly N. McMurray, AIA, EDAC, MBA By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
Ligature Attachment and Suicide Risk Assessment on Behavioral Health Inpatient Units James M. Hunt, AIA Kimberly N. McMurray, AIA, EDAC, MBA By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
Yale New Haven Psychiatric hospital By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA • จะมองหา Formal screening process ใน high risk area, patients ว่าปฏิบัติอย่างไร • Training ของ staff in this area ว่าสามารถใช้การคัดกรองและดูแลผู้ป่ วยได้หรือไม่ • Emergency D, OPD, IPD, OBG, Stroke unit , Rehab.unit • P&P set up ว่าจะดูแลผป.กลุ่มนี้หรือไม่ ถ้ารับ หน่วยงานใดจะต้องเป็นผู้ดูแล ถ้าจะไม่รับจะส่งต่อ อย่างไรให้ปลอดภัย (มีกระบวนการที่ชัดเจน) • ER ต้องก าหนดให้มีคนดูแลผู้ป่ วยที่ชัดเจน อย่าให้ออกนอกแผนก แม้จะมีเจ้าหน้าที่หรือครอบครัว ไปด้วย และต้องมั่นใจว่าผู้ป่ วยอยู่ในสายตาตลอดเวลา • IPD มีหน่วยงานใดรับผิดชอบเฉพาะ หน่วยงานต้องมั่นใจว่า จะไม่มีสิ่งที่ท าให้ผป.น าไปท าร้าย ตัวเองได้ เช่น บริเวณห้องน ้า ส่วนที่เป็นขื่อ คา (ใช้แขวนได้) ของมีคม แก้ว ถุงพลาสติกในถังขยะ อย่าให้ญาติเป็นผู้ดูแลและคิดว่าญาติจะให้การดูแลผู้ป่ วยได้
COP.3.5 Management of Patients at Risk of Suicide or Self-Harm ME 1. รพ.จดัทา เกณฑท ์ ก ี่า หนดว่าผ ู ้ป่วยรายใดทม ี่ี ข ้ อบง่ชี ว้่าต ้ องได ้รับการคัดกรองการ ฆ่าตัวตายหรือท าร้ายตนเอง ME 2. รพ.ใช ้ เคร ื่องม ื อทเ ี่ป็ น evidence-based ในการประเม ิ นผ ู ้ป่วยทม ี่ี ความคิดในการ ฆ่าตัวตายตามเกณฑท ์ ก ี่า หนด ผ ู ้ป่วยทไี่ด ้ รับการคัดกรองแล ้ วผลเป็ นบวก (positive)จะต ้ องถ ู กระบ ุ ว่า “ม ี ความเส ี่ยง” ต่อการฆ่าตัวตาย/ท าร้ายตนเอง ตามเกณฑท ์ ี่ ก าหนด ME 3. รพ.ดา เน ิ นการจดัทา การประเม ิ นความเส ี่ยงด ้ านส ิ่งแวดล ้ อมเพอ ื่ระบ ุ ว่าส ิ่งใดท ี่ สามารถน าไปใช้ในการฆ่าตัวตายหรือท าร้ายตนเองได้ รพ.ต ้ องจดัการเพอ ื่ลดความเส ี่ยง นั้นๆ ME 4. รพ.น าแนวทางและว ิ ธ ีปฏ ิ บตัิ งานไปปฏ ิ บตัิ เพอ ื่กา จดัความเส ี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย และ/หร ื อทา ร ้ ายตนเอง ของผ ู ้ป่วย ME 5. รพ.ต ิ ดตามการปฏ ิ บตัิ และประส ิ ทธ ิ ภาพของแนวทางและว ิ ธ ีปฏ ิ บตัิ งานเพอ ื่ ป้องกันการฆ่าตัวตายและ/หร ื อการทา ร ้ ายตนเองของผ ู ้ป่วย ด ้ วยการว ิ เคราะหข ์ ้ อม ู ลท ี่ เก ี่ยวข ้ องกับการทา ร ้ ายตนอง อ ุ บตัิ การณไ์ ม่พง ึประสงค ์ หร ื อ ทบทวนการเสยชีวิต ี ME 6. บ ุ คลากรได ้ รับการอบรมเกณฑใ์ นการคัดกรอง การใช ้ เคร ื่องม ื อในการคัดกรอง ตลอดจนแนวทางและว ิ ธ ีปฏ ิ บตัิ งานเพอ ื่ป้ องกันการฆ่าตัวตาย By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
COP.4 Management of Lasers COP.4 : โรงพยาบาลจัดท าและด าเนินการ โปรแกรมความ ปลอดภย ัในการใช ้ เคร ื่องมอ ื laser และ optical radiation เพอ ื่ ท าหัตถการและให้การรักษา COP.4.1 เมอ ื่เกด ิ อ ุ บต ั ก ิ ำรณท ์ เ ี่ป็ นผลมำจำกกำรใช ้ เคร ื่องเลเซอรแ ์ ละอ ุ ปกรณ ์ optical radiation จะต้องมีกำร รำยงำนและมแ ี ผนปฏบ ิ ต ั ก ิ ำรทจ ี่ะนำ ไปปฏบ ิ ต ั เ ิ พอป้องกัน ื่ กำรเกด ิซำ ้ และมก ี ำรตด ิ ตำมผล By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA New!!
COP.4 Management of Lasers รังสีแสง(optical radiation) เป็ นส่วนหน ึ่งของสเปกตรัมแม่เหล ็ กไฟฟ้ า แบง่ออกเป็ นรังส ี อัลตราไวโอเลต (UV) แสงทม ี่องเหน ็ได ้ สา หรับมน ุ ษย ์(high-intensity visible light ,VIS) และรังสีอินฟราเรด (IR) มีช่วง ระหว่างความยาวคล ื่น 100 นาโนเมตรถึง 1 มม. คล ื่นแม่เหล ็ กไฟฟ้ าในช่วงน ี้สามารถโฟกัสและหกเหได้ ั ด้วยเลนส์ การใช้เลเซอร์ในการรักษา/หตัถการ เป็ นทน ี่ิ ยม เน ื่องจาก แผลม ี ขนาดเล ็ ก เส ี ยเล ื อดน ้ อย ฟื้นตัวเร็ว นอกจากนั้นการใช ้ เลเซอรส ์ า หรับการรักษาแบบnon-invasiveเป็ นทน ี่ิ ยมมากข ึ น้รวมถึงการใช้พลังงาน แสงความเข ้ มส ู งintense pulsed light therapy ทม ี่ี การใช ้ อย่างแพร่หลายในคล ี น ิ กผ ิ วหนังเพอ ื่รักษาสิว การใช้UV ในการรักษา psoriasis, เลเซอร์ฟอกฟันขาว, VIS ใช้ในทางทันตกรรม, การให้แสงบ าบัด อาการเจ็บปวด/การอักเสบ การใช ้ แสงอ ิ นฟราเรดในการรักษากล ้ ามเน ื้อ/เน ื้อเย ื่อทต ี่ึ งตัว By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA New!!
Management of Laser • เครื่องมือเลเซอรแ ์ ละ Optical radiation ทใี่ช้ทางคลีนิกเกือบทัง้หมด อาจจะทา ให้เกิดอันตรายต่อ ผู้ป่วยและบุคลากรได้หากไม่ปฏิบัตติามขั้นตอนและแนวทางด้านความปลอดภัย โดยไม่มีการ ป้องกันทดี่พีอ ก ็ จะทา ให้เกิดอันตรายเช่นเกิดการบาดเจบ ็ ทดี่วงตา เลนสก ์ ระจกตา ผิวหนังไหม้ ซึ่งอาจจะมาจากการสัมผัสกับลา แสงโดยตรง หรือ แสงสะท้อน • อุปกรณ์เลเซอร์และ Optical radiation สามารถทา ให้เกิดความร้อน แสง และแสงสะท้อนทเี่ข้มขึน้ ได้ • Laser plumes เป็ นอีกหนึ่งอันตราย ทเี่ป็ นควัน ไอ และละอองทเี่กิดขึน้ระหว่างการทา หัตถการ Laser plumes ทา ให้เกิดอันตรายต่อระบบหายใจของผู้ป่วยและบุคลากร By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA New!!
Safe use of lasers and other optical radiation devices • บ ุ คลากรทม ี่ี ค ุ ณสมบตัิ เหมาะสมและได ้ รับการฝึ กอบรมมาเป็ นผ ู ้ กา กับด ู แล โปรแกรมความปลอดภัยของ laser and optical radiation • พนักงานท ุ กคนทเ ี่ก ี่ยวข ้ องกับการใช ้ เลเซอรแ ์ ละอ ุ ปกรณฉ ์ ายรังสี ได้รับ การฝึ กอบรมเก ี่ยวกับว ิ ธ ีปฏ ิ บตัิ และขั้นตอนทปี่ลอดภยันอกจากน ี้ยังจดัให ้ ม ี การศ ึ กษาและฝึ กอบรมอย่างต่อเน ื่องเม ื่อม ี ขั้นตอนและว ิ ธ ีปฏิบัติงาน เคร ื่องม ื อและอ ุ ปกรณใ์ หม่และม ี การบนัทก ึ การฝึ กอบรม/การศึกษา ต่อเน ื่อง (Also see SQE.3 and SQE.8) By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA New!!
Safe use of lasers and other optical radiation devices •การควบค ุ มโดยการจัดการและการควบค ุ มทางวศ ิ วกรรมเพอ ื่ส่งเสร ิ มให ้ เกิด ความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บ ยกตัวอย่าง เช่น • จัดทา เกณฑแ ์ ละกระบวนการให ้ ส ิ ทธ ิในการเข ้ าหร ื อทา งานในพน ื ้ ท ี่ อันตราย ซึ่งมก ี ารใช ้ lasers and other optical radiation นอกเหน ื อจากบ ุ คลากรทางการแพทยผ ์ ู ้ ทท ี่า หัตถการlaser แล้ว บ ุ คลากรทด ีู่ แลเคร ื่อง ตลอดจนบ ุ คลากรอ ื่นๆทอ ี่ยร ู่ ่วมในทมท า ี หัตถการอาจจะได ้ รับการกา หนดส ิ ทธ ิในการเข ้ าถง ึ พน ื ้ ทน ี่ี ้ • มปี้ ายเต ื อนหน ้ าห ้ องทา หตัถการเพอ ื่เตอ ื นบ ุ คลากร ผ ู ้ป่วยและ ครอบครัว ตลอดจน visitors เมอ ื่มก ี ารทา การรักษาหร ื อหัตถการอย ู่ • มร ี ะบบระบายอากาศทเ ี่หมาะสมเพอ ื่ช่วยเร ื่องควันทเ ี่กด ิ ขน ึ ้ • ใช ้ เคร ื่องมอ ื ทไี่ม่สะท ้ อนแสงเพอ ื่ป้ องกันการสะท ้ อนของแสงไฟและ • ใช ้ ม่านหร ื อเคร ื่องป้ องกันอ ื่นๆเพอ ื่ป้ องกันบ ุ คลากร ผ ู ้ป่ วย ครอบครัว และ visitors จากการถ ู กแสงโดยตรง หร ื อ แสงสะท ้ อน By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA New!!
By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA New!!
Safe use of lasers and other optical radiation devices • PPE ม ี ความพร ้ อมใหบ ้ ุ คลากรและผ ู ้ป่วยใช ้ งาน และต้องมีความเหมาะสมกับ ประเภทของเครื่อง lasers & optical radiation ที่ใช้ ตลอดจนชนิดของหัตถการที่ท า (เช่น, แว่นตาป้องกัน, corneal shields, masks, gloves, and gowns, as applicable) (Also see SQE.8.2) • โปรแกรมการบา ร ุ งรักษา เคร ื่องม ื อ lasers and optical radiation devices และกระบวนการตรวจสอบประส ิ ทธ ิ ภาพเคร ื่องอย่างสม่า เสมอเช่น การสอบ เทียบ และ alignment (>> แปลเป็น ความแม่นย าหรือความเบี่ยงเบน) (Also see FMS.9 and FMS.9.1) • เพื่อประสานเชื่อมโยงกับ FMS, PCI program ; อุบัติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความ ปลอดภัยในอาคารสถานที่และอุบัติการณ์ด้านการติดเชื้อจะต้องได้รับการรายงาน (Also see PCI.4 and FMS.5) • มีการตรวจจับและการรายงานอุบัติการณ์ที่เป็นผลกระทบต่อสุขภาพที่ไม่พึง ประสงค์ และด าเนินการปรับปรุงเพื่อป้องกันการเกิดซ ้า (Also see QPS.7.1) By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA New!!
COP.4 ME 1. โปรแกรมความปลอดภัยในการใช้เครื่อง laser และ optical radiation ของโรงพยาบาล สอดคล้องตามมาตรฐานทาง อุตสาหกรรมและแนวทางการปฏิบัติทางวิชาชีพ อีกทั้งต้องสอดคล้องตามกฏหมายและข้อบังคับ ME 2 บ ุ คคลทม ี่ี ค ุ ณสมบตัิ พร ้ อมการฝึ กอบรมและประสบการณท ์ เ ี่หมาะสม เป็ นผ ู ้ กา กับด ู แลและควบค ุ มดูแลโปรแกรมความ ปลอดภัยของ laser and optical radiation safety program ME 3. พนักงานท ุ กคนทเ ี่ก ี่ยวข ้ องกับการใช้เครื่องเลเซอร์และOptical radiation ได้รับ การฝึกอบรมเกี่ยวกับความปลอดภัย และมี การฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง และประวัติการฝึกอบรมได้รับการบนทึก ME 4. โรงพยาบาลจัดท าและด าเนินการควบคุมโดยการบริหารจัดการและการควบคุมทางวิศวกรรม ส าหรับ laser and optical radiation safety program เพื่อส่งเสริมให้เกิดความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บ ของผู้ป่ วยและบุคลากร ME 5. PPE ม ี ความพร ้ อมใหบ ้ ุ คลากรและผ ู ้ป่วยใช ้ งาน และต้องมีความเหมาะสมกับประเภทของเครื่อง lasers & optical radiation ที่ใช้ ตลอดจนชนิดของหัตถการที่ท า และบุคลากรสามารถใช้ได้อย่างถูกต้องและมั่นใจว่าผู้ป่ วยได้รับการป้องกันตลอดการท าหัตถการ ME 6. โรงพยาบาลมีกระบวนการตรวจสอบ ทดสอบและบ ารุงรักษาอุปกรณ์ รวมถึงการสอบเทียบตามปกติ (routine calibration) และการตรวจสอบความแม่นย า โดยบุคคลที่มีคุณสมบัติและผ่านการฝึกอบรมมา By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA New!!
COP.4.1 • ME1. Laser safety and optical radiation program เป็ นส ่ วนหน ึ่งของการจ ั ดการความ ปลอดภ ั ยด ้ านโครงสร ้ างอาคารสถานทแ ี่ละมก ี ารรายงานเข ้ าส ู ่ ระบบตามโครงสร ้ าง FMS อย่างน้อยปี ละ 1 คร ั ้ งและเม ื่อม ี เหต ุ การณด ์ ้ านความปลอดภ ั ยเกด ิ ข ึ น ้ • ME 2. Laser safety and optical radiation program เป็ นส ่ วนหน ึ่งของโปรแกรมการ ป้ องก ั นและควบค ุ มการตด ิ เชื อ ้ ของรพ. และม ี การรายงานเข ้ าส ู ่โปรแกรม IC อย่างน้อย ปี ละ 1 คร ั ้ ง และเม ื่อเกด ิ การตด ิ เชื อ ้ • ME 3. เม ื่อเกด ิ อ ุ บ ั ตก ิ ารณท ์ เ ี่ป็ นผลมาจากการใช ้ เคร ื่องเลเซอรแ ์ ละอ ุ ปกรณ์optical radiation จะต ้ องม ี การรายงานและม ี แผนปฏบ ิั ตก ิ ารทจ ี่ะนา ไปปฏบ ิั ตเ ิ พอ ื่ป้องกันการ เกด ิซา ้ By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA New!!
By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA • ควรมีผู้รับผิดชอบในการก ากับดูแลการใช้laser ในองค์กร ไม่ควรให้เป็นความรับผิดชอบของ หน่วยงานเพียงอย่างเดียว • ป้ายเตือนขณะท าหัตถการอยู่, ความปลอดภัยของผู้ป่ วยและบุคลากร, ท าตามกม.และ ข้อแนะน าผู้ผลิต • ในห้องที่ท าหัตถการ พื้นผิวที่สะท้อนได้ควรน าออก และ ถอดจิวเวลรี่ของ staffและ ผู้ป่ วยออก กระจก ถาด ที่สามารถสะท้อนแสง laser ได้ควรน าออก • แว่นตาป้องกันเลเซอร์ ต้องมีครบถ้วนทั้งบุคลากรและผู้ป่ วย และเหมาะสม • การป้องกันควันจากเลเซอร์ ควรมีการใส่ PPE • แฟ้มบุคลากร แพทย์ พยาบาล และ อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ laser ต้องได้รับการอบรมการใช้ อย่างปลอดภัย และมีบันทึก
COP.5 Food and Nutrition Therapy • COP.5 มาจาก COP.4 ใน 6 th edition มีอาหารให้เลือกหลากหลาย เหมาะสมตามสภาวะทางโภชนาการและการด ู แลทางการแพทย ์ • COP.5.1 มาจาก COP.5 ใน 6 th edition ผ ู ้ป่วยทม ี่ค ี วามเสย ี่งทาง โภชนาการได้รับโภชนบ าบัด By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
COP.7 End of Life Care • COP.7 บางส่วนมาจาก AOP.1.7 (การประเมิน Dying patient) โรงพยาบาลจดัใหม ้ี การด ู แลผ ู ้ป่วยระยะส ุ ดทา ้ ยในชี ว ิ ตเพอ ื่ตอบสนอง ความต ้ องการของผ ู ้ป่วยและครอบครัวโดยคา น ึ งถ ึ งความส ุ ขสบายและ ศักด ิ ศ์ร ี ของผ ู ้ป่วยอย่างเหมาะสม ME 1. บ ุ คลากรได ้ รับการอบรมเก ี่ยวกับความต ้ องการแบบเฉพาะของผ ู ้ป่วย และครอบครัว เม ื่อเข ้ าส ู่ระยะส ุ ดทา ้ ยของชี ว ิ ต New ME 2. ความต ้ องการในการด ู แลส ุ ขภาพของผ ู ้ป่วย และ ความต ้ องการ บร ิ การสนับสน ุ นทงั้ของผ ู ้ป่วยและครอบครัวม ี ความเหมาะสมสอดคล ้ องตาม ความเชื่อศาสนาและวัฒนธรรม ME 3. การด ู แลผ ู ้ป่วยระยะส ุ ดทา ้ ยจะระบ ุ อาการและความต ้ องการด ้ านการ ด ู แลส ุ ขภาพของผ ู ้ป่วยตามส ิ่งทไี่ด ้ จากการประเม ิ น ME 4. การด ู แลผ ู ้ป่วยระยะส ุ ดทา ้ ยครอบคล ุ มถ ึ งความเจบ ็ ปวดของผ ู ้ป่วยEndof-life care addresses the dying patient’s pain. ME 5. การด ู แลผ ู ้ป่วยระยะส ุ ดทา ้ ยคา น ึ งถ ึ งภาวะจต ิ สังคม อารมณ ์ วัฒนธรรม และความต ้ องการด ้ านจต ิ ว ิ ญญาณของผ ู ้ป่วยและครอบครัว อย่างเหมาะสม เม ื่อเก ี่ยวข ้ องกับการเส ี ยชี ว ิ ตและภาวะโศกเศร ้ า ME 6. ผ ู ้ป่วยและครอบครัวม ี ส่วนร่วมในการตัดส ิ นใจในการด ู แล New!! By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
By Sunanta Pakdeechayakul B.N.S., MBA Anesthesia and Surgical Care (ASC)
• ASC 1 : Sedation and anesthesia services เป็ นไปตามมาตรฐาน วิชาชีพและ สอดคล้องกับกฏหมาย • เปิ ดให้บริการได้ในกรณีฉุกเฉิน • กรณ ี ทใี่ช ้ แหล่งบร ิ การระงบั ความร ู ้ ส ึ กโดยองคก ์ รภายนอกต ้ องมี การท าสัญญาและประเมินผล • ASC 2: Sedation and anesthesia services เป็ นไปในร ู ปแบบเด ี ยวกัน ท่วัทงั้องคก ์ ร • บร ิ หารจดัการโดยผ ู ้ ทม ี่ี ค ุ ณสมบัติ เหมาะสม • ม ี หน ้ าทแ ี่นะน าหน่วยบร ิ การระงับ ความร ู ้ ส ึ กภายนอกใหผ ้ ู ้ บร ิ หาร • ติดตามและทบทวนผลงานหน่วย บร ิ การระงบัความร ู ้ ส ึ กภายนอก By Sunanta Pakdeechayakul B.N.S., MBA
Sedation Care • ASC 3 : Procedural sedation เป็ นมาตรฐานเดียวกัน ท่วัทงั้องคก ์ ร • อุปกรณ์ฉุกเฉินต้องมีเพียงพอ พร้อมใช้และเหมาะสม ตามประเภทของการระงบัความร ู ้ ส ึ ก และกล ุ่มผ ู ้ป่วย • ม ี บ ุ คลากรทส ี่ามารถปฏ ิ บตัิACLS ได ้ อย ู่ในขณะทท ี่า procedural sedation (An individual with advanced lifesupport training appropriate for the age and history of the patient, is immediately available when procedural sedation is being performed.) • พน ื้ทใี่ดทท ี่า procedural sedation • ค ุ ณสมบตัิ และทกัษะของบ ุ คลากรในพน ื้ทท ี่ท ี่า procedural sedation • ความแตกต่างระหว่างเด ็ ก ผ ู ้ใหญ่ผ ู ้ ส ู งอาย ุ และกล ุ่มอ ื่นๆ • ความพร้อมใช้และการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ • การใหข ้้ อม ู ลเพอ ื่ขอความย ิ นยอมทงั้ในส่วนของการทา หตัถการ และ การระงบัความร ู ้ ส ึ ก By Sunanta Pakdeechayakul B.N.S., MBA
ASC 3.1 : คุณสมบัติบุคลากร • ผ ู ้ ทา Procedural Sedation : a) techniques and various modes of sedation; b) pharmacology of sedation drugs and the use of reversal agents; c) monitoring requirements; and d) response to complications. • ผ ู ้ ตด ิ ตามอาการ : e) monitoring requirements; f) response to complications; g) use of reversal agents; and h) recovery criteria. ** ค ุ ณสมบตัิ ของบ ุ คลำกรต ้ องถ ู กระบุไว้ ในแฟ้มบุคลำกร By Sunanta Pakdeechayakul B.N.S., MBA
ASC 3.2:การบริหารยาและติดตามอาการ ผู้ป่วยทที่า Procedural sedation ต้อง สอดคล้องตามแนวทางปฏิบัติของวิชาชีพ มีการท า Pre-sedation assessment ตาม แนวทางการปฏิบัติของวิชาชีพ และก าหนด เป็ นนโยบายขององคก ์ ร เพอื่ • ระบุปัญหาทางเดนิหายใจของผู้ป่วยที่ อาจจะส่งผลต่อการระงับความรู้สึก • ประเมินผู้ป่วยทมี่ีความเสี่ยงเพอหาวิธีท า ื่ procedural sedation ทเี่หมาะสมกับผู้ป่วย • วางแผนถึงชนิดและประเภทของ sedation และระดับของ sedation ทผีู่้ป่วย จ าเป็ นต้องได้รับตามประเภทของหัตถการ ทที่า ระหว่างการท า sedation ผู้ป่วยได้รับการติดตามอาการและบันทกึโดยผู้ทมี่ีคุณสมบัติเหมาะสม หลังการท า Sedation ผู้ป่วยได้รับการติดตามอาการ(มีการกา หนดความถี่ใหช้ัดเจน) และมีเกณฑ์ใน การจา หน่ายออกจากหอ้งพักฟื้น (มีการบันทึกการติดตามอาการในเวชระเบียน) ASC3.3: มกีารใหข้้อมลู Risk, benefit and alternative ตลอดจนการ จัดการความเจ็บปวด หลังท าหัตถการ By Sunanta Pakdeechayakul B.N.S., MBA
Anesthesia Care ASC 4: ผู้มคีุณสมบัตเิหมาะสมเป็ นผู้ ปฏิบัติPreanesthesia and Preinduction assessment (แต่ต้องบันทึกแยกกัน) ASC 5: มีการบันทึก : แผนการระงับ ความรู้สึก ยา, dose, technique, วิสัญญี แพทย์, พยาบาล หรือผู้ช่วยวิสัญญีแพทย์ ในบันทกึการระงับความรู้สึก ASC 5.1 : มกีารใหข้้อมูล Risk, benefit and alternative ตลอดจนการจัดการความ เจ็บปวดหลังท าหัตถการ • ASC 6: ระหว่างการระงบัความรู้สึก ผู้ป่วยได้รับการติดตามอาการและบันทกึโดยผู้ทมี่ีคุณสมบัติเหมาะสม • ASC 6.1: หลังการระงบัความรู้สึก ผู้ป่วยได้รับการติดตามอาการ(มีการกา หนดความถี่ใหช้ัดเจน) และมีเกณฑ์ใน การจา หน่ายออกจากหอ้งพักฟื้น • มีการบันทึกการติดตามอาการ • มีบันทึกเวลา เข้า-ออก จากหอ้งพักฟื้น By Sunanta Pakdeechayakul B.N.S., MBA
ASC 7: Surgical Care • ASC 7.1 :มีการประเมินผู้ป่วยก่อนเพื่อนา ไปสู่การวางแผนผ่าตัด • Pre-operative diagnosis และ การวางแผนการผ่าตัดต้องบันทึกในเวช ระเบียนก่อนการผ่าตัด/หัตถการ • มีการใหข้้อมูล risk, benefit, alternative ของการท าผ่าตัด/หัตถการ ตลอดจนการให้เลือด ASC 7.2 : Operative note ประกอบด้วยหวัข้อต่อไปนี้ a) postoperative diagnosis; b) name of operative surgeon and assistants; c) procedures performed and description of each procedure findings; d) perioperative complications; e) surgical specimens sent for examination; f) amount of blood loss and amount of transfused blood;(อยู่ในใบดมยาก ็ได้) g) date, time, and signature of responsible physician. **Op.Note ต้องบันทึกเสร็จ ก่อนย้ายผู้ป่วย ASC 7.3 : แผนการดูแลผู้ป่วยหลังผ่าตัดต้องมีการบันทกึในเวชระเบียนภายใน 24 ชม. และมีการปรับเปลี่ยนไปตามสภาวะผู้ป่วย เมื่อได้รับการประเมินซา ้ By Sunanta Pakdeechayakul B.N.S., MBA
ASC 7.4 : Implant devices. • รพ.ก าหนด Implant devices ทจี่า เป็ นต้องมีเพอื่ให้ บริการทางศัลยกรรม • มีนโยบายและวิธีปฏิบัตทิคี่รอบคลุมเรื่อง • การคัดเลือก ขึน้อยู่กับวิทยาการและงานวิจัยทมี่ี • รวมเข้าไปในกระบวนการทวนสอบก่อนผ่าตัด รวมถึงการระบุต าแหน่ง • บุคลากรจากภายนอกทเี่ข้าร่วมในการผ่าตัดเพอื่ ใส่ implant มีคุณสมบัตแิละการฝึก อบรมที่ เหมาะสม • การรายงานกรณีเกิดอุบัติการณ์ไม่พึงประสงค์ จาก implant devices ไปยังหน่วยงานทรี่ับผิดชอบ (เช่น อย.) • การป้องกันการตดิเชือ้ • การให้ค าแนะน าในการปฏิบัติตัว • ME 4: การติดตามกรณีimplant devices มีการเรียกคืน By Sunanta Pakdeechayakul B.N.S., MBA เมื่อเกิดการ recall implantable medical device, รพ. กา หนดแนวทางในการแจ้งและติดตามผู้ป่วยทใส่ ี่ device ไป รวมถึงผู้ป่วยทอี่าจจะอยู่ต่างประเทศ ซึ่ง ควรมีกรอบเวลาในการติดตาม เช่น ภายใน 24 ชม. หลังจากได้รับการเตือน ในกลุ่มเครื่องมือช่วยชีวิต ซึ่งต้องไม่นานเกินกว่ากลุ่มเครื่องมือ non-life- saving device. จะดูกระบวนการ Recallและ สุ่มดูบันทึกการ ใช้implant จากเวชระเบียน Tips
Anesthesia and Sedation Care • ASC.3, เจตจ านงของมาตรฐาน : ขยายความ ว่า ผ ู ้ ทไี่ด ้ ร ั บอน ุญาตใหท ้ า ใหส ้ งบเพอ ื่ทา หัตถการทุกคน จะต้องเข้าใจของนโยบาย เร ื่องการทา ใหส ้ งบ • • ASC.3.1 ME 1: ขยายความว่าแพทย์ ผ ู ้ บร ิ หารยา sedationจะต้องมีหลักฐานแสดง ถึงคุณสมบัติ • แพทยผ ์ ู ้ ร ั บผ ิ ดชอบในการทา ใหส ้ งบเพอท า ื่ หัตถการ มีหลักฐานแสดงคุณสมบัติอย่างน้อย a) ถึง d) ทร ี่ะบ ุ ไว ้ใน intent ของมาตรฐาน • • ASC.5 เน ื อ ้ หารวมก ั บ ASC.5.1 ใน 6 th edition • • ASC.7.2, Intent: มีnew Note อ้างอิงไปยัง COP.2.1 มีบันทึกการท าหัตถการและการ รักษา By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA 7 th edition
ประเด ็ นเน ้ นยา ้ : • พน ื้ทท ี่ม ี่ี การทา Sedation นอก OR มีการท า Pre-sedation assessment หรือไม่ มีการ monitor ติดตามระหว่างการ sedate หรือไม่ และ Post-sedation มีการ monitor ติดตาม อาการอย่างไร (สอดคล้องตาม P&P หรือไม่) อุปกรณ์ ช่วยชีวิต/รถฉุกเฉินมีการเตรียมความพร้อม • การ Recall Implant devices จะด ู โดยทม ี 3 รวมกับ กระบวนการภาพรวมในรพ. By Sunanta Pakdeechayakul B.N.S., MBA
Medication Management and Use (MMU) By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA