• ข้อมูลด้านสุขภาพของผู้ป่ วยอาจมีหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น ผู้ป่ วยใน ข้อมูลการดูแลจะอยู่ในเวชระเบียน อย่างไรก็ตามข้อมูลด้านสุขภาพบางอย่างอาจจะพร้อมใช้งานอยู่ใน patient portal บนเว็ปไซต์ที่ ปลอดภัย โรงพยาบาลมีกระบวนการที่จะผู้ป่ วยเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพของตนเองภายใต้กฎหมาย ข้อบังคับและวัฒนธรรมที่มีอยู่ • ME 1 บุคลากรในทีมตอบสนองความคาดหวังของผู้ป่ วยและความต้องการความเป็นส่วนตัวในระหว่างการ ดูแลรักษา • ME 2. เคารพในความต้องการความเป็นส่วนตัวที่ผู้ป่ วยแสดงออกในทุกขั้นตอนตั้งแต่การซักประวัติ ตรวจ ร่างกาย การท าหัตถการ/การรักษาและ การเคลื่อนย้ายผู้ป่ วย • ME 3. การรักษาข้อมูลความลับของผู้ป่ วยให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับ PCC.1.3 มีเนื้อหาของ PFR 1.3 New !! P By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
• ME 4 โรงพยาบาลมีกระบวนการให้ผู้ป่ วยยินยอมให้เผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ครอบคลุมตามกฎหมายและ ข้อบังคับ • ME 5. โรงพยาบาลมีกระบวนการให้ผู้ป่ วยสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพของตนเองภายใต้ บริบทของ กฎหมาย ระเบียบข้อบังคับและวัฒนธรรมที่มีอยู่ • ME 6 การเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพนั้นทันเวลา โดยค่าใช้จ่ายไม่สามารถป้องกันการเข้าถึงข้อมูลเพื่อความ ต่อเนื่องในการดูแลรักษาได้ PCC.1.3 มีเนื้อหาของ PFR 1.3 New !! New !! By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
PCC.1.4 & PCC.1.5 มีเนื้อหาของ PFR 1.4 และ 1.5 • PCC.1.4 โรงพยาบาลใช้มาตรการเพื่อปกป้องทรัพย์สินของ ผู้ป่ วยจากการถูกขโมยหรือสูญหาย • PCC.1.5 ผู้ป่ วยได้รับการปกป้องจากการถูกท าร้ายร่างกาย และผู้ป่ วยกลุ่มเสี่ยงที่ระบุไว้จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง จากความบกพร่องอื่นๆ By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
PCC 2 : ส่งเสริมใหผู้้ป่วยและ ครอบครัวมีส่วนร่วมในกระบวนกำร ดูแลรักษำ และสำมำรถหำ Second Opinion ได้ PCC 2.2 : ประเมินและจัดกำรควำมเจ็บปวด, ประเมนิและจัดกำรดูแลในผู้ป่วยระยะสุดทำ้ย ผู้ป่วยต้องได้รับกำรบอกกล่ำวถึง อำกำร แผนกำรดูแล ผลลัพธ์หรือ ผล ทไี่ม่คำดคิดทอี่ำจจะเกิดขึน้ได้ PCC 2.1 : ผู้ป่วยมสีิทธิปฏเิสธกำร รักษำ และ กำรช่วยชีวิต ซงึ่รพ.ต้อง บอกถึงผลทจี่ะตำมมำ ตลอดจน ทำงเลือกอื่นๆ By Sunanta Pakdeechayakul B.N.S., MBA
PCC.2, 2.1, 2.2 มี เน ื อ ้ หาของ PFR.2, 2.1, 2.2 PCC.2 ผ ู ้ป่วยและครอบครัวม ี ส่วนร่วมในท ุ กด้าน ของการด ู แลรักษาผ่านการได ้ รับส ุ ขศ ึ กษาและมี ส่วนร่วมในกระบวนการด ู แลผ ู ้ป่วย การตัดส ินใจ ในการรักษาและ care processes PCC.2.1 โรงพยาบาลแจง ้ ผ ู ้ป่วยและครอบครัว เก ี่ยวกับส ิ ทธ ิ และความรับผ ิ ดชอบของเขาในการ ปฏิเสธหรือยุติการรักษา การปฏิเสธการช่วยฟื้น คืนชีพ หรือยุติการรักษาแบบพยุงชีวิต PCC.2.2 โรงพยาบาลสนับสน ุ นส ิ ทธ ิ ของผ ู ้ป่วย ด้วยการประเมินและจัดการความเจ็บปวดและ ใหก ้ ารด ู แลด ้ วยความเหน ็ อกเหน ็ใจใหเ ้ ก ี ยรต ิ เม ื่อ เข ้ าส ู่การด ู แลระยะส ุ ดทา ้ ยของชี ว ิ ต P P By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
PCC. 3-4 By Sunanta Pakdeechayakul B.N.S., MBA PCC. 3: รพ.มีกระบวนการในการเก็บ ข้อมูลวิเคราะห์และพัฒนาประสบการณ์ ผู้ป่ วย PCC.3.1 รพ.แจ้งผู้ป่ วยและ ครอบครัวถึงกระบวนการของรพ.ใน การรับและจัดการกับร้องเรียน ข้อ ขัดแย้ง New!! PCC.4 : General Consent ทา เมอื่ลงทะเบยีนเป็ น ผู้ป่วยครั้งแรก / รับเป็ นผู้ป่วยใน
• การวัดความพึงพอใจของผู้ป่ วย ที่มีผลกระทบถึงการดูแลผู้ป่ วย สามารถใช้เป็นข้อมูลเริ่มต้นของการวัด ประสบการณ์ผู้ป่ วยได้และสอดคล้องตามความคาดหวังของข้อก าหนดมาตรฐานนี้ เมื่อวัดความพึงพอใจ ของผู้ป่ วยแล้วผู้น าโรงพยาบาล ควรปรับปรุงการรวบรวมข้อมูลอย่างต่อเนื่องเพื่อค้นหาข้อมูลประสบการณ์ ของผู้ป่ วยและน าไปสู่การพัฒนาปรับปรุงที่ส าคัญ PCC.3 โรงพยาบาลท าการวัดวิเคราะห์และปรับปรุง ประสบการณข ์ องผ ู ้ป่ วยเพอ ื ่ พฒ ั นาค ุ ณภาพการด ู แล P New!! By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
PCC.3 โรงพยาบาลท าการวัดวิเคราะห์และปรับปรุง ประสบการณข ์ องผ ู ้ป่ วยเพอ ื ่ พฒ ั นาค ุ ณภาพการด ู แล ประสบการณ์ของผู้ป่ วยประกอบด้วยการปฏิสัมพันธ์ที่หลากหลาย กับเจ้าหน้าที่ทุกประเภท รวมถึง แพทย์ พยาบาล ผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆ และเจ้าหน้าที่สนับสนุน – ความเข้าใจใน ประสบการณ์ของผู้ป่ วยที่ได้รับระหว่างการดูแล ก็เป็นองค์ประกอบที่ส าคัญของการดูแลแบบ ผู้ป่ วยเป็นศูนย์กลาง เช่นกัน การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์ของผู้ป่ วยสามารถน ามาใช้เพื่อช่วย ตรวจสอบว่าการดูแลผู้ป่ วยตอบสนองต่อความต้องการและคุณค่าของผู้ป่ วยแต่ละรายหรือไม่ การประเมินประสบการณ์ผู้ป่ วยพร้อมกับองค์ประกอบอื่น ๆ เช่นความปลอดภัยและ ประสิทธิภาพ จะท าให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับคุณภาพของการดูแลผู้ป่ วยที่สมบูรณ์ขึ้น โรงพยาบาลได้จัดท ากระบวนการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลประสบการณ์ผู้ป่ วย ให้เป็นส่วน หนึ่งของการวัดวิเคราะห์คุณภาพของการดูแลผู้ป่ วยและอาจน าไปสู่การปรับปรุงผลลัพธ์ของ การรักษา New!! P By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
• การวัดความพึงพอใจของผู้ป่ วยเป็นวิธีหนึ่งในการรวบรวมข้อมูลประสบการณ์ ผู้ป่ วย อย่างไรก็ตามผู้น าโรงพยาบาลจ าเป็นต้องตระหนักว่า ความพึงพอใจของ ผู้ป่ วยเป็นการวัดโดยการสอบถามจากผู้ป่ วย ในขณะที่ประสบการณ์ผู้ป่ วยเป็น การวัดเชิงวัตถุวิสัย(objective) (Also see GLD.5) ยกตัวอย่างเช่น การ สอบถามผู้ป่ วยว่าพึงพอใจกับรูปแบบห้องหรือไม่ จัดเป็น patient satisfaction เพราะความพึงพอใจในเลย์เอาต์ของห้องพักเป็นเรื่องส่วนตัวเชิง subjective การสอบถามผู้ป่ วยว่าพวกเขามีการเข้าถึงบันทึกการดูแลสุขภาพของตนเอง หรือไม่เป็นการวัดประสบการณ์ผู้ป่ วยเพราะการเข้าถึงข้อมูลผู้ป่วยเป็น objective measure, ในฐานะที่ประสบการณ์ผู้ป่ วยเป็นองค์ประกอบหนึ่งด้าน คุณภาพการดูแล เป็นการบูรณาการความหลากหลายมุมมองของการส่งมอบ การดูแล ที่ผู้ป่ วยให้ความส าคัญอย่างยิ่งเมื่อเขาเข้ามาเพื่อรับการดูแล เช่น การ นัดหมายที่ทันเวลา การเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและการสื่อสารที่ดีกับผู้ให้บริการ ด้านการดูแลสุขภาพ PCC.3 โรงพยาบาลท าการวัดวิเคราะห์และปรับปรุง ประสบการณข ์ องผ ู ้ป่ วยเพอ ื ่ พฒ ั นาค ุ ณภาพการด ู แล New!! P By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA • New chapter : เป็นการรวมมาตรฐาน PFE, PFR และ ประสบการณ์ผู้ป่ วยเมื่อเข้ารับการรักษา ในองค์กร • Patient experience >> ไม่ใช่เพียงแค่ความรู้สึกชอบไม่ชอบ ได้รับหรือไม่ได้รับแต่เป็นส่วนหนึ่ง ของ outcome measure related to the care from both pt. experience perspective as well as family members. • Tools : ไม่ควรสอบถามว่า พอใจแพทย์?, พอใจพยาบาล? แต่ควรสอบถามว่า • Did your physicians do something that they were suppose to do? • Did your staff do something that they were suppose to do? • สิ่งที่ก าหนดว่าต้องปฏิบัติแล้วได้ปฏิบัติหรือไม่ • Specific care : ผป.ที่มีปัญหาด้านหัวใจและหลอดเลือด =>ได้รับการสอนสุขศึกษา? ได้รับการ วัดความดัน? เจาะ cholesterol? • PCC : ipsg 1 ถามว่าพยาบาลถาม iden., มีส่วนร่วมในการระบุต าแหน่ง, พ.พยาบาลล้างมือ ก่อนหรือไม่? => Safety culture ผู้น าให้ผป.ตอบค าถามแบบ comfort • PCC : เก็บข้อมูลแล้วอยากรู้ว่าได้เรียนรู้และพัฒนาอะไรจากข้อมูลที่ได้มา New!! PCC.1 ME 4 สิทธิในการก าหนดผู้มี ส่วนร่วมในการตัดสินใจในการรักษา PCC.1.3 ME 5,6 การเข้าถึงข้อมูล สุขภาพของตนเอง(ผู้ป่ วย) PCC.3 Patient experience
ME 1 ผู้น าพัฒนาและด าเนินการการประเมินประสบการณ์ผู้ป่ วยและผลกระทบที่มีต่อการดูแลผู้ป่ วย ME 2 ข้อมูลจากประสบการณ์ผู้ป่ วยถูกรวบรวมวิเคราะห์และแปรเป็นสารสนเทศเพื่อค้นหากลยุทธ์ในการปรับปรุง ประสบการณ์ผู้ป่ วย ME 3 ผู้น าก าหนดประเด็นส าคัญ(priority area) ส าหรับการปรับปรุงประสบการณ์ผู้ป่ วยที่จะส่งผลต่อการดูแลใน เชิงบวก ME 4 มีการใช้กลยุทธ์ที่ก าหนดเพื่อปรับปรุงประสบการณ์ผู้ป่ วย ME 5 การปรับปรุงประสบการณ์ผู้ป่ วยจะได้รับการวิเคราะห์และแก้ไขเพื่อให้ได้ผลสูงสุดต่อคุณภาพการดูแลผู้ป่ วย PCC.3 โรงพยาบาลท าการวัดวิเคราะห์และปรับปรุง ประสบการณข ์ องผ ู ้ป่ วยเพอ ื ่ พฒ ั นาค ุ ณภาพการด ู แล P New!! By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
• PCC.3.1 (มีเนื้อหาจาก PFR.3 ในมาตรฐาน 6 th edition)โรงพยาบาลแจ้งผู้ป่ วยและครอบครัวเกี่ยวกับ กระบวนการในการรับและด าเนินการกับข้อร้องเรียน ความขัดแย้งและความเห็นที่แตกต่างเกี่ยวกับการดูแล ผู้ป่ วย และสิทธิของผู้ป่ วยในการเข้าร่วมในกระบวนการเหล่านี้ • PCC.4 เมื่อผู้ป่ วยเข้ารับการรักษาในฐานะผู้ป่ วยในหรือได้รับการลงทะเบียนผู้ป่ วยนอกครั้งแรก มีการขอ ความยินยอมในการรักษาแบบทั่วไปที่ชัดเจนถึงขอบเขตและข้อจ ากัด • PCC.4.1 ความขอความยินยอมจากผู้ป่ วยนั้นเกิดตามกระบวนการที่โรงพยาบาลก าหนดและด าเนินการ โดยเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการฝึกอบรม และให้ข้อมูลในลักษณะและภาษาที่ผู้ป่ วยสามารถเข้าใจได้ • PCC.4.2 มีการขอความยินยอมก่อนได้รับการผ่าตัด, การระงับความรู้สึก, การท าให้สงบเพื่อท าหัตถการ การใช้เลือดและผลิตภัณฑ์เลือด,และการรักษา/การท าหัตถการที่มีความเสี่ยงสูง PCC.3.1-4.4 มีเนื้อหาของ PFR.3-5.4 P P P P By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
• PCC.4.3 ผู้ป่ วยและครอบครัวได้รับข้อมูลที่เพียงพอเกี่ยวกับสภาพของผู้ป่ วย การรักษา/หัตถการ ที่วางแผน และผู้ที่จะท าการรักษา เพื่อให้ผู้ป่ วยสามารถให้ความยินยอมและท าการตัดสินใจได้ • PCC.4.4 โรงพยาบาลมีกระบวนการที่จะให้ผู้อื่นสามารถให้ความยินยอม(แทนผู้ป่ วย)ได้ ภายใต้บริบทของ กฎหมายและวัฒนธรรมที่มีอยู่ PCC.3.1-4.4 มีเนื้อหาของ PFR.3-5.4 By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
PCC.4 : Informed Consent PCC 4.1 : General Consent บอกกล่าวเรื่องการรักษา ตรวจ วิเคราะห์และกระบวนการขอ ความยินยอม PCC. 4.2 : Informed Consent ต้องให้ ก่อน -ท ำหัตถกำร/ invasive procedure -ระงบัควำมรู้สึกและ Procedural sedation -ก่อนให้เลือดและผลิตภัณฑ์ของ เลือด -ก่อนทำ หตัถกำรควำมเสี่ยงสูง PCC.4.3 : เนือ้หาประกอบด้วย a) สภาวะของผู้ป่วย b) การรักษาทจี่ะให้ c) ชื่อแพทยผ ์ู้รักษา d) ผลดีผลเสียทจี่ะเกิด e) ทางเลือกอื่นๆทเี่ป็ นไปได้ f) โอกาสประสบความส าเร็จ g) ปัญหาทอี่าจจะเกิดซึ่งส่งผลกับ การฟื้นตัวและ h) ผลลัพธท ์ จี่ะตามมาหากไม่รักษา ต้องใหข้้อมูลด้วยภำษำและ รูปแบบทที่ำ ใหผู้้ป่วยเข้ำใจได้ PFR 5.4: รพ.ต้องกำ หนดกระบวนกำรขอควำมยินยอมกรณีผู้ป่วยใหค้วำมยินยอมไม่ได้ PCC 4: General Consent ท า เมอื่ลงทะเบยีนเป็ นผู้ป่วยครั้ง แรก / รับเป็ นผู้ป่วยใน ผป.ได้รับข้อมูลว่าจะ ได้รับการดูแลจาก นักศึกษาฝึ กหัด(ไม่ว่า จะมีการขอความ ยินยอมท่วัไปหรือไม่ก็ ตาม) PCC 4.4 : มีการให้ความยินยอม แทนผู้ป่วยได้ภายใต้บริบทของ กฏหมายและวัฒนธรรม
• PCC 4 : มี 2 ประเดน ็ ทต ี่้ องบอกกล่าวแม ้ ว่าจะมก ี ารใหข ้้ อม ู ลขอความยน ิ ยอม หรือไม่ก็ตาม คือ 1. การตรวจวิเคราะห์/วน ิิ จฉ ั ยบางรายการอาจจต ้ องมก ี ารขอความยน ิ ยอมเพม ิ่เติม 2. ต ้ องใหข ้้ อม ู ลเร ื่อง น ั กเร ี ยน/น ั กศ ึ กษา ฝึ กงาน อย ู่ในกระบวนการด ู แลรักษาด้วย (ถ้ามี) 3. การให้General Consent ส าหรับผป. ICU อาจจะมเ ี น ื อ ้ หากว ้ างเกน ิไปและอาจจะ ขาดข ้ อม ู ลสา ค ั ญไป Tips By Sunanta Pakdeechayakul B.N.S., MBA
PCC.5 Patient and Family Education (PFE)
PCC.5 โรงพยำบำลจดัโปรแกรมกำรใหค ้ วำมร ู ้/สุข ศึกษำตำมพันธกิจ/บร ิ กำรทจ ี่ดัใหแ ้ ละผ ู ้ปฏ ิ บติงำนด้ำน ั กำรด ู แลส ุ ขภำพร่วมม ื อกันเพอ ื่ใหค ้ วำมร ู ้ แก่ผ ู ้ป่วยและ ครอบครัว PCC.5.1 ประเมินหำควำมเต็มใจและควำมพร้อมใน กำรเร ี ยนร ู ้ ของผ ู ้ป่วยและครอบครัว ได ้ แก่ อำรมณ ์ แรงจง ู ใจ ข ้ อจำ กัดทำงกำย/ทำงกำรรับร ู ้ PCC.5.2 มีกระบวนกำรทวนสอบหลังกำรให้สุข ศ ึ กษำ เพอ ื่ใหม ้่ันใจว่ำ ผ ู ้ป่วย/ครอบครัว เข้ำใจในส ิ่งท ี่ สอน เปิ ดโอกำสให้ซักถำม และแจกเอกสำรประกอบ กำรให้สุขศึกษำ ให้สุขศึกษำครอบคลุม : 1.กำรใช้ยำอย่ำงปลอดภัย (side effect, drug-drug inter-action, etc.) 2.กำรใช ้ เคร ื่องม ื อ/อุปกรณ์ทำง กำรแพทย์อย่ำงมีประสิทธิภำพ 3.อำหำรและโภชนกำร 4.กำรจัดกำรควำมเจ็บปวด 5.กำยภำพบ ำบัด ย้ายไป ACC By Sunanta Pakdeechayakul B.N.S., MBA
PCC.5 Patient and Family Education มีเนื้อหาของ PFE.1 และ 4 (6 th edition) PCC.5 โรงพยาบาลจัดให้มีโปรแกรมการให้ความรู้ที่สอดคล้องตามพันธกิจ บริการที่ให้และกลุ่มผู้ป่ วย และ ผู้ปฏิบัติงานด้านการดูแลสุขภาพร่วมมือกันเพื่อให้สุขศึกษา PCC.5.1 ความต้องการสุขศึกษาและความสามารถและความเต็มใจที่จะเรียนรู้ของผู้ป่ วยแต่ละรายได้รับการ ประเมินและบันทึกไว้ในเวชระเบียน (มีเนื้อหาจาก PFE.2 และ2.2 ใน 6 th edition) ME 3 การให้สุขศึกษาโดยบุคลากรของรพ. จะสอดคล้องกับความต้องการของผู้ป่ วยและครอบครัว ในลักษณะที่เหมาะสม PCC.5.2 วิธีการให้ความรู้ ให้ค านึงถึงคุณค่าและความพึงพอใจของผู้ป่ วยและครอบครัวและเปิดโอกาสให้มี ปฏิสัมพัน์ระหว่างผู้ป่ วย ครอบครัวและบุคลากรเพื่อการเรียนรู้ที่จะเกิดขึ้น (มีเนื้อหาจาก PFE.3 ใน 6 th edition) New!! By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
PCC. 6 :Organ and Tissue Donation PCC 6 : รพ.บอกผู้ป่วยถึงกระบวนการ บริจาคและจัดหาอวัยวะ/เนือ้เยื่อ และไม่ท า ใหผู้้ป่วยรู้สึกว่าถูกกดดันใหบ้ริจาค PCC. 6.1 ME 1: กระบวนการบริจาค เป็ นไปอย่างถูกกฏหมาย สอดคล้องตาม ศาสนา วัฒนธรรมของทอ้งถิ่น PCC.6.1 ME 2: รพ.ก าหนดกรบวน การขอความยินยอมในการบริจาค อวัยวะ/เนือ้เยื่อ และปฏบิัตติามสิ่งที่ กา หนดนั้น PCC.6.1 ME 3: บุคลำกรได้รับกำรฝึ กอบรม เกี่ยวกับกระบวนกำรบริจำคและปลูกถ่ำย อวัยวะ PCC.6.1 ME 4: รพ.ประสานความ ร่วมมือกับรพ.อื่น หรือ agency ใน ชุมชน ส าหรับกระบวนการ จัดหา จัดเก็บ ขนส่ง หรือ กระบวนการ ปลูกถ่ายอวัยวะ/เนือ้เยื่อ By Sunanta Pakdeechayakul B.N.S., MBA
PCC.6 Organ and Tissue Donation Information PCC.6 โรงพยาบาลใหข ้้ อม ู ลแก่ผ ู ้ป่วยและครอบคร ั วว่าจะเลอ ื กบร ิ จาคอว ั ยวะและเน ื อ ้ เยออย่างไร ื่ (มเ ี น ื อ ้ หาจาก PFR.6 ใน 6 th edition) PCC.6.1 โรงพยาบาลกา ก ั บด ู แลกระบวนการจ ั ดหาอว ั ยวะและเน ื อ ้ เยอ ื่ (มเ ี น ื อ ้ หาจาก PFR.6.1 ใน 6 th edition) P By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
Assessment of Patients (AOP) By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
AOP.1.1 Initial Assessment • การประเมินเบื้องต้นหมายถึง การประเมินสภาวะความเจ็บป่ วย ผ่านการตรวจร่างกายและการซักประวัติ สุขภาพที่รวมถึงรายการยาปัจจุบันของผู้ป่ วย ตลอดจนประวัติการแพ้ • นอกเหนือจากนั้น อาจจะต้องมีการประเมินตามความเหมาะสมกับความจ าเป็นของผู้ป่ วยดังต่อไปนี้ a) การประเมินทางจิตวิทยาเบื้องต้นหากบ่งชี้โดยอาการผู้ป่ วย b) การประเมินทางสังคมและเศรษฐกิจเบื้องต้น หากผู้ป่ วยมีข้อบ่งชี้ว่าจ าเป็นต้องได้รับการประเมิน c) การประเมินทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรมเบื้องต้น หากผู้ป่ วยมีข้อบ่งชี้ว่าจ าเป็นต้องได้รับการประเมิน New!! By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
ME 1. ผู้ป่ วยในและผู้ป่ วยนอกทั้งหมดมีการประเมินเบื้องต้นที่รวมถึง ประวัติ สุขภาพและการตรวจร่างกายที่สอดคล้องตามนโยบายที่โรงพยาบาลก าหนด ME 2. การประเมินหมายความรวมถึง รายการยาปัจจุบันของผู้ป่ วยและประวัติ การแพ้ ME 3. การประเมินครอบคลุมตาม a) ถึง c) ในเจตจ านง , และตามความจ าเป็น ของผู้ป่ วยที่บ่งชี้ ME 4. การประเมินเบื้องต้น เป็นผลให้เกิดข้อวินิจฉัยเบื้องต้น New!! AOP.1.1 Initial Assessment By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
AOP.1.5 Pain assessment • ผู้ป่ วยในทั้งหมดและผู้ป่ วยนอกที่มีสภาพ, หรือข้อวินิจฉัยหรือสถานการณ์ ที่อาจบ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงต่อ ความเจ็บปวด ได้รับการคัดกรองความเจ็บปวดและมีการประเมินเมื่อพบว่ามีอาการปวด ME 1. ผู้ป่ วยในทุกรายได้รับการคัดกรองความเจ็บปวดและบันทึก ME 2. ผู้ป่ วยนอกที่มีสภาพ, ข้อวินิจฉัย หรือ สถานการณ์ ที่อาจบ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงต่อความเจ็บปวด ได้รับ การคัดกรองความเจ็บปวด. ME 3. เมื่อผู้ป่ วยในได้รับการระบุว่ามีความเจ็บปวด ผู้ป่ วยจะต้องได้รับการประเมินความเจ็บปวดเชิงลึก ME 4 การประเมินความเจ็บปวดถูกบันทึกในลักษณะที่เอื้อต่อการประเมินซ ้าได้อย่างสม ่าเสมอ และ ติดตาม ได้ตามเกณฑ์ที่องค์กรก าหนด และ ตามความจ าเป็นของผู้ป่ วย ME 5. เมื่อผู้ป่ วยนอกได้รับการระบุว่ามีความเจ็บปวด ผู้ป่ วยจะต้องได้รับการประเมินอย่างละเอียดและได้รับ การรักษาในแผนกผู่ปวยนอกหรือได้รับการส่งต่อไปเพื่อประเมินเชิงลึกและรักษาต่อไป New!! New!! By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
AOP.1.7 เน ้ ื อหำบำงส ่ วนมำจำก AOP.1.8 (6 th edition) AOP.1.7 การประเมินเบื้องต้นรวมถึงการก าหนดความต้องการการ วางแผนจ าหน่าย ME 1 รพ.เริ่มต้นกระบวนการเตรียมจ าหน่ายตั้งแต่การประเมินเบื้องต้น เพื่อค้นหาว่าผู้ป่ วยรายใดที่การวางแผนจ าหน่ายเป็นสิ่งส าคัญที่ต้อง ด าเนินการ ME 2 การวางแผนการจ าหน่ายมีการระบุความต้องการพิเศษและมีการ จัดท าแผนและการด าเนินการตามแผนเพื่อตอบสนองความต้องการ เหล่านั้น ME 3 ผู้ป่ วยและครอบครัว ตลอดจนบุคลากรที่เกี่ยวข้องในการดูแล ผู้ป่ วยมีส่วนร่วมในกระบวนการวางแผนจ าหน่ายตามความเหมาะสม P By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
• AOP 5,5.1 :ใหบ้ริการถูกต้องตามกฏหมายและมีการบริหาร จัดการโดยคนทมี่ีคุณสมบัติเหมาะสม • AOP 5.1.1 : ผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมกา กับดูแล/ท า POCT, การรายงานค่าวิกฤต การควบคุมคุณภาพ ตลอดจนการ ติดตามประเมินผลเพื่อนา ไปสู่การพัฒนา • AOP 5.2 : บุคลากรห้องปฏิบัติการได้รับการฝึ กอบรมหรือมี ประสบการณ์ ในการตรวจวิเคราะห์/แปลผลได้ • AOP 5.3, 5.3.1: มีSafety Program ภายในห้องปฏิบัติการ (สอดคล้องกับ FMS) • การป้องกันการติดเชือ้จากการทา งาน การจัดการเพื่อ ควบคุมการได้รับเชือ้ TB • การใส่อุปกรณ์ป้องกัน (PPE) • ความปลอดภัยด้านสารเคมี • ความปลอดภัยจากอัคคีภัย • AOP 5.4 : มีการก าหนดระยะเวลารายงานผล • AOP 5.5 : มีการบริหารจัดการเครื่องมือในหอ้งปฏิบัติการ • AOP 5.6 : Reagent ได้รับการควบคุม/ตรวจสอบ และ เพียงพอ • AOP 5.7 : มีแนวทางและปฏิบัติตาม ในการเก็บ หยิบ สัมผัส ขนส่ง เคลื่อนย้าย ติดตาม specimen • AOP 5.8 : มีการก าหนดค่าปกติ (ผิดปกติ) • AOP 5.9, 5.9.1 : มีการควบคุมคุณภาพทาง ห้องปฏิบัติการ • AOP 5.10, 5.10.1 :มีการควบคุมคุณภาพ ห้องปฏิบัติการภายนอก และเก็บรวบรวมผลการ By Sunanta Pakdeechayakul B.N.S., MBA ปฏิบัติเพื่อใหผู้้บริหารใช้ในการประเมินผล AOP 5 in 6 th edition
AOP 5.11 : Blood Bank ดา เน ิ นการโดยผ ู ้ ม ี ค ุ ณสมบตัิ เหมาะสม • ม ี เอกสารการปฏ ิ บตัิ งานทเ ี่ก ี่ยวข ้ องกับ • การคัดเล ื อกผ ู ้ บร ิ จาคโลหต ิ • การรับบริจาคโลหิต • การเก็บโลหิต (Collection) • การจัดเก็บโลหิต • การทดสอบความเข ้ ากันได ้ ของหม ู่โลหต ิ • การแจกจ่ายโลหิต • มีการควบคุมคุณภาพ Blood Bank, Transfusion service และ มีการบันทึกเป็ นหลักฐาน • Blood Bank, Transfusion service ใหบ ้ ร ิ การอย่างถ ู กต ้ องตาม กฏหมาย และสอดคล ้ องตามมาตรฐานทก ี่า หนด By Sunanta Pakdeechayakul B.N.S., MBA AOP 5 in 6 th edition
• ม ี มาตรฐานเก ี่ยวกับ Point of Care Testing ซึ่งหวัหน ้ า/ผจก./ผอ.ห้องปฏิบัติการจะต้องเป็ นผ ู ้ กา กับด ู แล ใหม ้ี นโยบาย/ว ิ ธ ีปฏ ิ บตัิ ม ี การต ิ ดตามทบทวนค ุ ณภาพอย่างต่อเน ื่อง และมี หลักฐานบันทึก หรือ ปรากฏในรายงานการประชุม • บ ุ คลากรทเ ี่ก ี่ยวข ้ องกับ POCT ต ้ องม่ันใจว่าม ี เอกสารย ื นยันด ้ านค ุ ณสมบตัิปรากฏในแฟ้ม บุคลากร • บ ุ คลากรทเ ี่ก ี่ยวข ้ องกับ POCT ต้องรับทราบในนโยบาย มีการฝึ กอบรม แนวทางการปฏิบัติ การบันทึกผล และ การตอบสนองต่อผลการตรวจ (ต้องมีกระบวนการรายงานค่าวิกฤต เช่นเดียวกับ IPSG 2.1 ) • มีกระบวนการ QC POCT เช่นเดียวกัน • ม ี การบนัทก ึ และน าเข ้ าส ู่ QPS program (เก ็ บข ้ อม ู ล ว ิ เคราะหแ ์ ละพฒันา) Tips By Sunanta Pakdeechayakul B.N.S., MBA
AOP.5.1 in 7 th edition มาจาก AOP.5.2, AOP.5.2 มาจาก AOP.5.1.1 (6 th edition) • AOP.5.1 บุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเป็นผู้รับผิดชอบใน การบริหารจัดการห้องปฏิบัติการทางคลินิกหรือบริการพยาธิ วิทยาและ เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการทั้งหมดต้องมีการศึกษา ฝึกอบรม คุณสมบัติและประสบการณ์ในการจัดการและ ด าเนินการตรวจทดสอบและแปลผล • AOP.5.2 บุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเป็นผู้รับผิดชอบใน การก ากับดูแล point-of-care testing program By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
AOP.5.3 Laboratory Safety Program • AOP.5.3 มีโปรแกรมความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ ที่ได้รับการปฏิบัติและ บันทึก และสอดคล้องตามมาตรฐาน FMS, PCI ME 1 โปรแกรมความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการระบุถึงความเสี่ยงด้านความ ปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้นในห้องปฏิบัติการและพื้นที่อื่น ๆ นอกห้องปฏิบัติการที่ไป ให้บริการ ME 2 โปรแกรมความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมการ จัดการโครงสร้างอาคารสถานที่ และรายงานตามโครงสร้างด้านความปลอดภัยของ โรงพยาบาลอย่างน้อยปีละครั้งและเมื่อมีเหตุการด้านความปลอดภัยเกิดขึ้น แยก ME 2&3 P By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA New!!
AOP.5.3 Laboratory Safety Program ME 3โปรแกรมความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อของโรงพยาบาลและมีรายงานเข้าสู่ โครงสร้างโปรแรมการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในรพ.อย่างน้อยปีละ ครั้งและเมื่อมีเหตุการณ์ด้านการติดเชื้อเกิดขึ้น ME 4 มีการระบุความเสี่ยงในกระบวนเฉพาะ และ/หรือ เครื่องมือเฉพาะ เพื่อลดความเสี่ยง ME 5 บุคลากรห้องปฏิบัติการได้รับการปฐมนิเทศการปฏิบัติงานที่ปลอดภัย และฝึกปฏิบัติตลอดจนได้รับการศึกษาฝึกอบรมเมื่อมีแนวทางและการ ปฏิบัติงานใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA New!!
• AOP 6, 6.1 :ใหบ ้ ร ิ การถ ู กต ้ องตามกฏหมายและม ี การ บร ิ หารจดัการโดยคนทม ี่ี ค ุ ณสมบตัิ เหมาะสม • AOP 6.2 : บุคลากรทางรังสีวิทยาได้รับการฝึ กอบรมหรือมี ประสบการณ์ ในการตรวจแปลผลและรายงานได้ • AOP 6.3 มีSafety Program ภายในแผนกรังสี • ความปลอดภัยด้านรังสี • การใส่อุปกรณ์ป้องกัน (PPE) • การป้ องกันการต ิ ดเชื อ้ • ความปลอดภัยด้านสารเคมี • ความปลอดภัยจากอัคคีภัย • AOP 6.4 : มีการก าหนดระยะเวลารายงานผล • AOP 6.5 : ม ี การบร ิ หารจดัการเคร ื่องม ื อในแผนกรังส ี วิทยา • AOP 6.6 : ม ีฟิ ลม ์ และเวชภณัฑท ์ จ ี่า เป็ นเพย ี งพอพร้อมใช้ (ถ้ารพ.ใช้ x-ray ชนิด film) • AOP 6.7 : มีการควบคุมคุณภาพทางรังสี • AOP 6.8 : ม ี การควบค ุ มค ุ ณภาพทางรังส ี ท ี่ ด าเนินการโดยองค์กรภายนอก และเก็บ รวบรวมผลการปฏ ิ บตัิ เพอ ื่ใหผ ้ ุ ้ บร ิ หารใช้ใน การประเมินผล Radiology and Diagnostic Imaging Services AOP 6.3 : New! ความปลอดภัยครอบคลุมทงั้ผู้ป่วย/staff , มีการใหค้วามรู้เรื่อง dosing แก่บุคลากร และมีการ ก าหนด Maximum dose ของการตรวจแต่ละประเภท AOP 6 in 6 th edition
AOP.6.1 รวมกบ ั มำตรฐำน AOP.6.2 (6 th edition) AOP.6.2 มำจำก AOP.6.3 (6 th edition) • AOP.6.1 บุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารจัดการด้านรังสีวิทยาและบริการรังสี วินิจฉัย และ บุคลากรที่มี คุณสมบัติและประสบการณ์ เป็นผู้ถ่ายภาพวินิจฉัย แปลผลและรายงานผล • AOP.6.2 มีเนื้อหาจาก AOP.6.3 ที่ขยายไปครอบคลุมเรื่องความปลอดภัยของ MRI • ปฏิบัติตามหลักการ ALARA (As Low As Reasonably Achievable). • บ่งชี้อันตรายจาก MRI >> พื้นที่สนามแม่เหล็กแรงสูง, cryogenic gases, และ เสียงดัง >> มีการติด ป้ายเตือนอันตรายอย่างชัดเจนในพื้นที่ MRI , มีระบบระบายอากาศอย่างเหมาะสม และ มีการฝึกอบรม ให้แก่บุคลากร ควรใช้มาตรการเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่ วยและเจ้าหน้าที่ได้รับความสะดวกสบายและปลอดภัย จากเสียงรบกวนระหว่างท า MRI • จ ากัด การเข้าถึงพื้นที่สนามแม่เหล็ก • ติดป้ายเตือนในพื้นที่และพื้นที่รอบๆ • ตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีเพียงอุปกรณ์พิเศษที่ไม่ใช่เหล็กเท่านั้นที่เข้าสู่พื้นที่ MRI • อื่นๆ • ME 5 มีการระบุอันตรายจาก MRI โดยใช้มาตรฐานทางอุตสาหกรรม และ evidence-based guidelines (เช่น, ก าหนด safety zones, จ ากัดการเข้าถึง, ป้ายเตือน, มีอุปกรณ์ที่เป็น non-ferromagnetic พร้อมใช้ และอื่นๆ). New!! By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
AOP.6.3-AOP.6.6 • AOP.6.3 มาจาก AOP.6.4 ใน 6 th edition • AOP.6.4 มาจาก AOP.6.5 ใน 6 th edition • AOP.6.5 มาจาก AOP.6.7 ใน 6 th edition • AOP.6.6 มาจาก AOP.6.8 ใน 6 th edition By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA เนื้อหาคงเดิม ปรับเปลี่ยนข้อ มาตรฐานเท่านั้น
• Radiation Safety Program ครอบคล ุ มทงั้บ ุ คลากรและผ ู ้ป่วย • ต ้ องม ี การฝึ กอบรมในแผนกรังส ี เร ื่อง dosing และต้องมีหลักฐานการ อบรม • มีการติดตามผลการได้รับปริมาณรังสี • มีprotocol ทร ี่ะบ ุ ถ ึ ง maximum dose ของการตรวจแต่ละชนิด • Radiation Safety program สอดคล้องกับ FMS, PCI และมีการ รายงานเข ้ าส ู่ โครงสร ้ างการกา กับด ู แลด ้ านความปลอดภยัอย่างน้อย ปี ละครั้ง หร ื อ เม ื่อม ี อ ุ บตัิ การณ ์ Tips By Sunanta Pakdeechayakul B.N.S., MBA
Care of Patients (COP) By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
Care of Patients • ภาพรวม : มก ี ารทบทวนเพอ ื่ระบ ุ ปั จจ ั ยเสย ี่งทอ ี่าจจะส่งผลกระทบต่อ การด ู แลผ ู ้ป่วยและต ั วอย่างของการสน ั บสน ุ นการด ู แลผ ู ้ป่วย • COP.2 รวมก ั บเน ื อ ้ หา COP.2.2 ใน 6 th edition • COP.2.1 ปร ั บเน ื อ ้ หาจาก COP.2.3 • COP.2.2 ปร ั บเน ื อ ้ หาจาก COP.2.1 >> Multidisciplinary patient care conferences for patients who are receiving complex care from multiple services >> • patients receiving rehabilitative services • patients with multiple diagnoses in intensive care units, or • patients with complex discharge planning need By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
COP 1: องคก ์ รจัดใหม้ีการดูแลทเป็ น ี่ รูปแบบเดียวกันและถูกกฏหมาย COP 2: มีการวางแผนและประสาน การดูแลกันระหว่างหน่วยงาน, บริการ COP 2.1 : ผู้ป่วยได้รับการวางแผนการดูแลจาก แพทย์ พยาบาลและวิชาชีพต่างๆภายใน 24 ชม.หลัง รับเป็ นผู้ป่วยใน • แผนการดูแลมีความเฉพาะตามข้อมูลทไีด้จาก การประเมิน • แผนการดูแลได้รับการปรับปรุงและทบทวนโดย ทมีสหสาขาวิชาชีพ ตามข้อมูลทไี่ด้จากการ ประเมินซา ้ • หากผู้ป่วยมีอาการเปลี่ยนแปลงไป แผนก ็ ต้อง ได้รับการทบทวนและปรับตามความจ าเป็ น COP 2.2 : คา ส่ังการรักษา : • แผนการดูแลต้องบันทกึในเวชระเบียน • คา ส่ังใดทจี่ะต้องเป็ นลายลักษณอ ์ ักษร หา้มส่ังด้วยวาจา • การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ/ทางรังสีใด ทต้อง ี่ ระบุเหตุผลในการส่งตรวจ • ข้อยกเว้นในบางหน่วยงานเช่น ห้องฉุกเฉิน หรือ ICU • ใครสามารถเป็ นผู้มีคา ส่ังการรักษาได้ • คา ส่ังการรักษาอยู่ตรงตา แหน่งใดบ้างของเวชระเบียน COP 2.3 : เหตุผลและผลลัพธ์ของการรักษา/หัตถการ ต้อง ได้รับการบันทึกในเวชระเบียน By Sunanta Pakdeechayakul B.N.S., MBA COP in 6 th edition
COP2.2 ME 5 : หากรพ.ยินยอมให้มีการ text order จะต้องสอดคล้องตาม a-g คือ a) มีระบบการเข้าใช้(ส่ั ง)ทปี่ลอดภัย b) การเข้าอ่านข้อความEncrypted messaging(เช่นต้องใส่รหัส) c) ห้ามใช้SMS d) การได้รับ การอ่านข้อความ (ร ู ้ สถานะ) e) การลงว ั นทเ ี่วลา f) ระยะเวลาการเก็บข้อความ g) การยน ื ย ั นต ั วตนของแพทยผ ์ ู ้ สง่ั COP 2.2 ME 6 : ถ้ารพ.ยินยอมให้มีการ text order ได ้ ต ้ องมก ี ารเกบ ็ ข ้ อม ู ลและ ติดตามการปฏิบัติ By Sunanta Pakdeechayakul B.N.S., MBA • ถ้ารพ.ยินยอมให้มีการ text order จะได้รับการ ตรวจตาม intent ของ Standard • จะด ูP&P, staff training , เวชระเบียน • ไม่ควรยินยอม/อน ุ โลมใหใ้ ช ้ ถ ้ าเป็ นไปเพอ ื่ ความสะดวก (หรือแอบปฏิบัติ) Tips COP in 6 th edition
COP.2.2 : 6MEs >> 5MEs • ME1. แผนการดูแลผู้ป่วยจะต้องเริ่มภายใน 24 ชม.หลังรับไว้เป็ นผู้ป่วยใน โดย แพทย ์ พยาบาลและวิชาชีพอื่นๆทรี่ับผิดขอบผู้ป่วย • ME 2. แผนการดูแลมีความเฉพาะบุคคลตัวขึน้อยู่กับผลการประเมิน ผู้ป่วยเบือ้งต้น และระบุความต้องการในการดูแลลงในเวชระเบียนผู้ป่วย • ME 3. แผนการดูแลได้รับการปรับปรุงและทบทวนโดยทมีสหสาขาวิชาชีพ ตามสภาวะของผู้ป่วยทเี่ปลี่ยนแปลงทไี่ด้จากการประเมินซา ้โดย ผู้ประกอบการดูแลสุขภาพ และบันทกึในเวชระเบียนผู้ป่วย • New ME 4. ผลลัพธห ์ รือข้อสรุปในการประชุมของทมีดูแลผู้ป่วยหรือผล การอภิปรายร่วมกันได้รับการบันทกึในเวชระเบียนของผู้ป่วย • ME 5. แผนการดูแลผู้ป่วยได้ถูกนา ไปปฏิบัติใหก้ับผู้ป่วยแต่ละรายและ มี หลักฐานการบันทกึในเวชระเบียน โดยผู้ประกอบการดูแลสุขภาพทให้ ี่ การดูแล New!! By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
COP 3 : Care of High-Risk Patients and Provision of High-Risk Services • รพ.กา หนดว่าผู้ป่วย/บริการกลุ่มใดมีความเสี่ยงสงู • หากรพ.ให้บริการ/มีผู้ป่วยกลุ่มต่อไปนี้ต้องมีแนวทางปฏิบัติ ทางคลินิกในการดูแลผู้ป่วย a)ผู้ป่วยทอี่ยู่ในภาวะฉุกเฉิน b) ผู้ป่วยทอี่ยู่สภาวะไม่รู้สึกตัว (Comatose) c) ผู้ป่วยทใี่ช้เครื่องพยุงชีวิต d) ผู้ป่วยทเี่ป็ นโรคติดต่อ e) ผู้ป่วยทมี่ีภาวะภูมิต้านทานต่า f) ผู้ป่วยทไี่ด้รับการฟอกเลือด g) ผู้ป่วยผูกยึด h) ผู้ป่วยทไี่ด้รับเคมีบา บัด i) ผู้ป่วยกลุ่มอ่อนแอช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วยทมี่ีความเสี่ยงต่อการถูกล่วงละเมิด หรือ ละเลยการดูแล j) ผู้ป่วยทมี่ีความเสี่ยงต่อการฆา่ตัวตาย By Sunanta Pakdeechayakul B.N.S., MBA COP 3 : 6 th edition เพิ่มใน Intent ว่า มีการก าหนดการ ติดตามอาการผู้ป่วย โดยเฉพาะ การใช้alarm อย่าง เหมาะสม COP in 6 th edition
Intent : j) high-risk services from patients at risk for suicide (6 th edition) >> COP.3.5 7 th edition : j) patient receiving palliative care. New!! COP.3 : high risk services & high risk patients By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
COP.3.1 Clinical Alarm System Management New!! P • ลดความเสี่ยงจากอันตรายที่เกี่ยวข้องกับระบบการเตือนทางคลีนิก (clinical alarms) โดยจัดท ากลยุทธ์ในการลดความเสี่ยงและน าไปสู่ การปฏิบัติ • False Alarm >> Alarm Fatigue • Alarm management solutions ควรเหมาะสมและเฉพาะตาม ลักษณะหน่วยงาน, กลุ่มผู้ป่ วย หรือ เฉพาะตามผู้ป่ วยแต่ละราย • Adult cardiac population >> Cardiac Monitoring • Labor & Delivery >> Fetal monitoring • ผู้น าเริ่มต้นโดยระบุว่าสัญญาณเตือนที่ส าคัญที่สุดที่จะต้องจัดการ คืออะไร โดย By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA • บุคลากรได้รับการอบรมเรื่อง การใช้alarm ความหมายของ alarm , parameter, เมื่อไรปิดได้ปิด ไม่ได้ , alarm ได้ยิน? ในเวชระเบียนมีค าสั่งเกี่ยวกับ alarm? , med. Dispensing • RCA >> สาเหตุส่วนใหญ่มาจาก มีการ turning off เสียง alarm • Risk assessment ในทุกพท.ที่มีการใช้clinical alarm เช่น ICU, step down unit ที่มีalarm การ ปฏิบัติตาม P&P เช่น มีการสังเกตการปฏิบัติงาน (เหมือนการล้างมือที่มีการสังเกตการปฏิบัติ) • ใช้ข้อมูลอะไรมาประกอบการประเมินความเสี่ยงเรื่อง alarm ในพื้นที่ต่างๆของรพ. (อาจจะขอดู risk assessment) • ใช้กลยุทธ์อะไรในการลดความเสี่ยง • สัมภาษณ์: alarm นี้มีไว้เพื่ออะไร , มีวิธีการใช้งาน alarm อย่างไร มีกลไกอย่างไรในการติดตาม การปฏิบัติของบุคลากร
Alarm Fatigue! •72% -99% เป็ น False alarm. •59,000 alarms sounded within 12 days, an average of 350 alarms per patient per day. Alarm Fatigue A Patient Safety Concern, AACN 2013 By Sunanta Pakdeechayakul B.N.S., MBA
By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA
By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA Alarm system ไม่มี/ไม่เพียงพอ การตั้งค่า Alarm ไม่เหมาะสม เสียง Alarm ได้ยินไม่ทั่วถึงทุกพื้นที่ Alarm ถูกปิดอย่างไม่เหมาะสม Alarm fatigue การตั้งค่า Alarm แบบไม่เฉพาะเจาะจงตามอาการผู้ป่ วย การอบรมการใช้งานและการท างานของเครื่องมือไม่เหมาะสม อัตราก าลังไม่เพียงพอที่จะตอบสนองต่อการ Alarm เครื่องมือช ารุด หรือ มีการท างานที่ผิดปกติ
By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA กำ หนดว่ำใครสำมำรถปรับเปล ี่ยนพำรำม ิ เตอรไ์ ด ้บ้ำง ตั้งค่ำพำรำมเิตอร์ ให้เหมำะสมกับ ผู้ป่วยแต่ละรำย Alarm จะต้องมองเห็นและได้ยิน เสียงเตือนอันตรำยต้องแตกต่ำงจำกเสียง Alarm อื่นๆ
By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA การลด false alarm • ท าให้บุคลากรแยกความแตกต่าง alarm ที่ต้อง ให้ความส าคัญได้ • แก้ไขปัญหาเมื่อเกิด false alarm • อย่าละเลยเสียงร้องเตือน • กดหยุดเสียงโดยไม่หาสาเหตุ
By Sunanta Pakdeechayakul BNS., MBA • อย่ำใช ้ เคร ื่องต ิ ดตำมอำกำรมำกเก ิ นจำ เป็ น/หรือ เป็ นระยะเวลำนำน • อย่ำปิ ดเสียง ยกเว้น • ขณะแก้ปัญหำ • ค้นหำสำเหตุของกำรร้อง • ปฏิบัติกำรตำมควำมเหมำะสม