39
ผูเรียนประเมินตนเอง วิธีการในการประเมินควรถูกตองเหมาะสมกับความรู ทักษะ และคุณลักษณะ
ของผเู รียน ทกี่ ำหนดไวใ นเปาหมายของการจัดกิจกรรมนน้ั ๆ
การประเมินผลการเรียนการสอนแบบ Active Learning ควรใชหลักการประเมิน
ตามสภาพจรงิ และนำผลการ ประเมนิ มาพฒั นาผูเรยี นอยางตอเนอื่ ง โดยมลี กั ษณะ ดงั น้ี
4.1 ใชผปู ระเมนิ จากหลายฝาย เชน ผูเรยี น เพอื่ น ผูส อน ผูเก่ียวขอ ง
4.2 ใชวิธกี ารหลากหลายวิธี/ชนดิ เชน การสังเกต การปฏิบตั ิ การทดสอบ การรายงาน
ตนเอง
4.3 ประเมินหลาย ๆ ครั้ง ในแตละชวงเวลาของการเรียนรู เชน กอนเรียน ระหวาง
เรียน สนิ้ สดุ การเรียน ติดตามผล
4.4 สะทอนผลการประเมินแกผเู รียนและผูเก่ียวขอ ง เพ่ือนำไปสูก ารพฒั นาผูเรียน
ภาพที่ 4 การประเมนิ ผลการจดั การเรียนการสอนแบบ Active Learning
จากภาพท่ี 4 การประเมินผลการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning
ผสู อนสามารถใชว ธิ กี ารประเมนิ ผล ดงั นี้
1. การประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment) เปนการประเมิน
ดวยวิธีการท่ีหลากหลาย เพื่อใหไดผลการประเมินท่ีสะทอนความสามารถท่ีแทจริงของผูเรียน
จึงควรใชการประเมิน การปฏิบัติ (Performance Assessment) รวมกับการประเมินดวยวิธีการอ่ืน
และกำหนดเกณฑในการประเมิน (Rubrics) ใหส อดคลอ งหรอื ใกลเคียงกับชวี ิตจริง
2. การประเมินการปฏิบัติ (Performance Assessment) เปนวิธีการประเมินงาน
หรือกิจกรรมท่ีผูสอนมอบหมายใหผูเรียนปฏิบัติงาน เพ่ือใหทราบถึงผลการพัฒนาของผูเรียน
การประเมินลักษณะน้ี ผูสอนตองเตรียมส่ิงสำคัญ 2 ประการ คือ ภาระงาน (Tasks) หรือเกณฑ
การประเมินกิจกรรมท่ีจะใหผูเรียนปฏิบัติ (Scoring Rubrics) การประเมินการปฏิบัติจะชวยตอบ
คำถามท่ีทำใหเรารูวา “ผูเรียนสามารถนำส่ิงที่เรียนรูไปใชไดดีเพียงใด” ดังน้ัน เพื่อใหการปฏิบัติ
40
ในระดับชั้นเรียนเปนไปอยางมีประสิทธิภาพ ผูสอนตองทำความเขาใจที่ชัดเจนเก่ียวกับประเด็น
ตอ ไปนี้
2.1 ส่ิงที่เราตองการจะวัด (พิจารณาจากมาตรฐาน/ตัวช้ีวัด หรือผลลัพธท่ีเรา
ตองการ)
2.2 การจัดการเรยี นรทู เ่ี อ้ือตอการประเมนิ การปฏิบตั ิ
2.3 รปู แบบหรอื วธิ ีการประเมินการปฏบิ ตั ิ
2.4 การสรา งเคร่ืองมือประเมนิ การปฏิบตั ิ
2.5 การกำหนดเกณฑในการประเมิน (Rubrics)
3. การประเมินโดยการใชคำถาม (Questioning) คำถามเปนวิธีหนึ่งในการกระตุน/
ชี้แนะใหผูเรียนแสดงออกถึงพัฒนาการการเรียนรูของตนเอง รวมถึงเปนเครื่องมือวัดและประเมิน
เพ่ือพัฒนาการเรียนรู ดังน้นั เทคนคิ การตั้งคำถามเพ่ือสงเสรมิ การเรียนรูของผูเรียนจงึ เปนเรื่องสำคัญ
ย่ิงที่ผูสอนตองเรียนรูและนำไปใชใหไดอยางมีประสิทธิภาพ การตั้งคำถามเพ่ือพัฒนาผูเรียนจึงเปน
กลวิธีสำคัญท่ีผูสอนใชประเมินการเรียนรูของผูเรียน รวมทั้งเปนเครื่องสะทอนใหผูสอนสามารถ
ชว ยเหลือผเู รียนใหบ รรลจุ ดุ มุง หมายของการเรียนรู
4. การประเมินโดยการการสนทนา (Communication) เปนการส่ือสาร 2 ทาง
อีกประเภทหนึ่งระหวางผูสอนกับผูเรียนสามารถดำเนินการเปนกลุมหรือรายบุคคลก็ได โดยทั่วไป
มักใชอยางไมเปนทางการ เพ่ือติดตามตรวจสอบวา ผูเรียนเกิดการเรียนรูเพียงใด เปนขอมูลสำหรับ
พัฒนา วิธีการน้ีอาจใชเวลาแตมีประโยชนตอการคนหา วินิจฉัยขอปญหา ตลอดจนเร่ืองอ่ืน ๆ ที่อาจ
เปนปญหาอปุ สรรคตอการเรียนรู เชน วธิ กี ารเรียนรทู ี่แตกตางกนั เปน ตน
5. การประเมินการสังเกตพฤติกรรม (Behavioral Observation) เปนการเก็บขอมูล
จากการดู การปฏิบตั กิ ิจกรรมของผเู รยี นโดยไมขัดจงั หวะการทำงานหรอื การคดิ ของผเู รยี น การสังเกต
พฤติกรรมเปนสง่ิ ที่ทำไดตลอดเวลา แตควรมีกระบวนการและจดุ ประสงคท ชี่ ดั เจนวาตอ งการประเมิน
อะไรโดยอาจใชเครื่องมือ เชน แบบมาตรประมาณคา แบบตรวจสอบรายการ สมุดจดบันทึก
เพื่อประเมินผูเรียนตามตัวช้ีวัด และควรสังเกตหลายคร้ัง หลายสถานการณ และหลายชวงเวลา
เพอ่ื ขจดั ความลำเอยี ง
6. การประเมินตนเองของผูเรียน (Student Self-assessment) การประเมินตนเอง
นับเปนทั้งเคร่ืองมือประเมินและเคร่ืองมือพัฒนาการเรียนรู เพราะทำใหผูเรียนไดคิดใครครวญวา
ไดเรียนรูอะไร เรียนรูอยางไร และผลงานท่ีทำน้ันดีแลวหรือยัง การประเมินตนเองจึงเปนวิธีหน่ึง
ท่ีจะชวยพัฒนาผูเ รียนใหเปน ผเู รยี นทสี่ ามารถเรียนรดู วยตนเอง
7. การประเมินโดยเพ่ือน (Peer Assessment) เปนเทคนิคการประเมินอีกรูปแบบ
หน่ึงที่นาจะนำมาใชเพ่ือพัฒนาผูเรียนใหเขาถึงคุณลักษณะของงานท่ีมีคุณภาพ เพราะการท่ีผูเรียน
41
จะบอกไดวา ชิ้นงานนั้นเปนเชนไร ผูเรียนตองมีความเขาใจอยางชัดเจนกอนวาเขากำลังตรวจสอบ
อะไรในงานของเพ่ือน ฉะนั้นผูสอนตองอธิบายผลท่ีคาดหวังใหผูเรียนทราบกอนท่ีจะลงมือประเมิน
การทจ่ี ะสรา งความมนั่ ใจวาผเู รยี นเขาใจการประเมนิ รปู แบบน้ี ควรมกี ารฝกผเู รียน
2.5 บทบาทครผู ูสอนในการจดั การเรยี นการสอนแบบ Active Learning
การทำใหนักเรียนเกิดการเรยี นรู ครูเปนผูท่ีมีบทบาทสำคัญ ซ่ึงบทบาทของครูในขณะ
จัดกิจกรรมการเรียนรูนั้น ครูจะตองแสดงบทบาทตาง ๆ เพ่ือสงเสริมใหเกิดกระบวนการเรียนรูแบบ
Active Learning ขึ้น คือครูจะตองเปนผูสังเกต โดยสังเกตการทำงานของนักเรียนและการเลน
ของนักเรียน ครูตองสรางแรงบันดาลใจในการเรียนรูโดยใชคำถามปลายเปดกระตุนการเรียนรู
แทนการบอกกลาว ครูตองศกึ ษาและรูจักขอมูลนักเรียนเปนรายบุคคลเพื่อแสดงบทบาทใหเหมาะสม
ในการทำใหเกิด Active Learning กบั นักเรยี นเปนรายบุคคล ซึ่งบทบาทหรอื ส่ิงท่คี รูแสดงออกเหลา น้ี
มีผลตอการเรียนรูของนักเรียนในการจัดกิจกรรมการเรียนรูแนวทาง Active Learning ครูผูสอน
ตองออกแบบกิจกรรมที่สะทอนการพัฒนาผูเรียนใหเกิดการเรียนรู และเนนการนำไปใชประโยชน
ในชีวติ จรงิ โดยดำเนินการ ดงั น้ี (ดุษฎี โยเหลา และคณะ, 2557)
1. สรางบรรยากาศการมีสวนรวม และการเจรจาโตตอบ สงเสริมใหผูเรียน
มปี ฏิสมั พันธท ดี่ ีกบั ผสู อนและเพือ่ นในชั้นเรียน
2. ลดบทบาทการสอนและการใหความรูโดยตรง เปดโอกาสใหผูเรียนมีสวนรวม
ในการจดั ระบบการเรยี นรู แสวงหาความรู และสรางองคค วามรูด วยตนเอง
3. ออกแบบกิจกรรมการเรียนรูใหเปนพลวัต (มีการเคล่ือนไหว/การขับเคล่ือน)
สงเสริมใหผูเรียนมีสวนรวมในทุกกิจกรรม กระตุนใหผูเรียนคนพบความสำเร็จในการเรียนรู สามารถ
นำความรู ความเขาใจไปประยุกตใช สามารถวิเคราะห สังเคราะห ประเมินคา และคิดสรางสรรค
สิ่งตา ง ๆ โดยเชอ่ื มโยงกบั สภาพแวดลอ มใกลต ัว ปญหาของชุมชน สังคม หรอื ประเทศชาติ
4. จัดการเรียนรูแบบรวมมือ สงเสริมใหเกิดความรวมมือในกลุมผูเรียน วางแผน
เกย่ี วกับเวลาในจดั การเรยี นรูอยางชัดเจน รวมถึงเน้ือหาและกจิ กรรม
5. จัดกิจกรรมการเรียนรูท่ีทาทาย เปดโอกาสใหผูเรียนไดเรียนรูจากวิธีการสอน
ที่หลากหลาย
6. เปดใจกวางยอมรับในความสามารถ การแสดงออกและการแสดงความคิดเห็น
ของผูเรียน
7. ผูสอนควรทราบวาผูเรียนมีความถนัดที่แตกตางกัน และทราบความรูพ้ืนฐาน
ของผูเรียน
8. ผูสอนควรสรางบรรยากาศในการเรียน ใหผูเรียนกลาพูด กลาตอบและมีความสุข
ในการเรียนรู
42
สำหรับ Shenker, Goss & Bernstein (1996) ไดกลาวถึงหลักการสอนเพื่อใชเปน
แนวทางในการจดั การเรียนการสอนแบบ Active Learning ไวด ังนี้
1. ครูควรส่ือสารกับนักเรียนใหชัดเจนในเรื่องของการเรียนการสอน เนื่องจาก
การเรียนรูเชิงรุกเปนการขยายทักษะการคิดวิเคราะหและคิดอยางมีวิจารณญาณ ตลอดจน
ความสามารถของการ ประยุกตเ นอ้ื หาของนักเรยี น
2. การจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ควรสงเสริมความรับผิดชอบ
ในการคนควา และสงเสริมการเรียนรูนอกเวลาของนักเรียน รวมทั้งการมีสวนรวมในกิจกรรมตาง ๆ
อีกท้ัง ตอ งมุงเนนใหนกั เรยี นคนควา หาคำตอบดว ยตนเองมากขน้ึ
3. การเรียนแบบบรรยายในชั้นเรียนอาจจะครอบคลมุ เนี้อหามากกวา แตเม่ือนักเรียน
ออกจากช้ันเรียน เน้ือหาท่ีมากจนไมชัดเจนจะทำใหนักเรียนลืมและไมเขาใจได ถึงแมวาการเรียน
การสอนแบบ Active Learning จะใชเวลาสอนมากกวาและเรียนรูมโนทัศนไดนอยกวา แตครู
สามารถปรับแกไ ดโดยสอนมโนทัศนท ่ีสำคัญและส่อื สารอยา งชดั เจนกบั นักเรียนวา นักเรียนตอ งเรียนรู
บางมโนทัศนดวยตนเอง ซง่ึ นักเรียนจะทำไดดี เพราะนกั เรยี นมีความเขาใจในมโนทัศนท ี่ไดเ รียนรูและ
สามารถนำไปใชกับการเรยี นมโนทัศนใ หมด วยตนเองได
4. ครูควรเลือกวิธีและกิจกรรมท่ีเหมาะสมกับนักเรียนและปรับวิธีการสอน เน่ืองจาก
การเรียนการสอนแบบ Active Learning วิธีหน่ึง ๆ ไมใชวิธีการที่ดีท่ีสุดสำหรับนักเรียนทุกคน
ซึ่งการเรียนการสอนแบบ Active Learning จะมีความยืดหยุนเลือกกลยุทธที่ชวยกระตนุ และสง เสริม
องคประกอบทั้ง 4 ดาน ของการเรียนการสอนแบบ Active Learning จึงไดประมวลขอมูล
มานำเสนอในตารางตอไปน้ี (คณะกรรมการอิสระเพ่ือการปฏิรูปการศึกษาและสำนักงานเลขาธิการ
สภาการศึกษา, ม.ป.ป. 12 – 18)
43
ตารางที่ 1 กลยุทธก ารจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ดา นรา งกาย
การเรียนการสอนแบบ กลยุทธก ารจดั การเรยี นการสอนแบบ Active Learning
Active Learning
การเรยี นการสอนแบบ • จัดกิจกรรมใหผูเรียนไดมีการเคล่ือนไหวทั้ง 4 ดาน (กาย
Active Learning ดา นรางกาย สติปญญา อารมณ สังคม) อยางสมดุลตามความเหมาะสม
(physically active learning) กับวัย และความสนใจ เชน สำหรับเด็กเล็กในคาบ 50 นาที
การเรียนรูอยา งต่ืนตัวทางรางกาย ครูอาจจะเริ่มตนดวยการเตรียมความพรอมในการเรียนรู โดยการ
ให รางก าย มี ก ารเค ล่ื อ น ไห ว รองเพลง และเตนประกอบเพลง 5 นาที ตอไป เปนกิจกรรม
อยา งเหมาะสม การเรียนรูตามบทเรียน 15 นาที สลับดวยการใหออกไปเลน
5 นาที กลับมา ทำงานทไ่ี ดรับมอบหมาย 15 นาที แลว จงึ ปลอ ยให
เลนเกมกับเพื่อน ๆ อีก 10 นาที สำหรับผูเรียนในวัยที่สูงข้ึน
มีสมาธิมากข้ึนจะสามารถใชเวลาในกิจกรรมการเรียนรูไดนานข้ึน
หรือหากเร่ืองที่เรียนเปนเรื่องท่ีผูเรียนสนใจ ก็จะมีสมาธิจดจอกับ
เรือ่ งทเี่ รยี นไดนานข้นึ และมากขึ้น
• กิจกรรมทช่ี วยใหเกิดความพรอ มทางรางกายที่จะรับรูและเรียนรู
ไดอยางดี มีตั้งแตกิจกรรมที่ตองใชกลามเนื้อมัดใหญ การออกแรง
การออกกำลังตั้งแตนอยไปมาก เชน การรองเพลงและเตน
ตามจังหวะ การออกกำลังกายดวยทาที่งาย ๆ ไปจนถึงการว่ิงเลน
ในสนาม การกระโดดไปจนถึงการทำงานที่ตองออกแรงมาก
กิจกรรมที่มีการลงมือทำ/ปฏิบัติ สวนใหญจะมีท้ังกิจกรรม
ท่ีไมตองใชแรงมาก และที่จำเปนตองออกแรงมากผสมผสาน
กจิ กรรมลักษณะเชน นีม้ ีความเหมาะสมทำใหรางกายมคี วามตื่นตัว
อยางตอเน่ือง นอกจากกิจกรรมท่ีใชกลามเน้ือมัดใหญแลว ยังมี
กิจกรรมที่ใช กลามเนื้อมัดเล็กอีกจำนวนมาก ซึ่งมีความเหมาะสม
กับผูเรียนท่ีอยูในวัยที่สูงขึ้นใหมีสมาธิมากขึ้น การสลับกิจกรรม
จากกิจกรรมที่ตองใชความคิดมาก ซึ่งอาจทำใหผูเรียนเกิด
ความเครียดมาสูกิจกรรมอื่น ๆ ที่เปนการผอนคลาย เชน การให
ผูเรียนชวยกันวาดภาพ จัดหอง เพ่ือเตรียมการแสดงทำงาน
ประดิษฐ เพื่อใชในการเสนอผลงานหรอื การแสดง เหลานี้ก็จะชวย
ใหผูเรียนมีความตน่ื ตวั (active) ตอ เนอ่ื งอยางเหมาะสม
44
ตารางที่ 2 กลยทุ ธก ารจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ดา นสติปญญา
การเรยี นการสอนแบบ กลยทุ ธก ารจดั การเรยี นการสอนแบบ Active Learning
Active Learning
การเรียนการสอนแบบ • การใชค ำถามกระตนุ การคิด (questioning)
Active Learning ดานสติปญญา • การใหผูเรียนใชกระบวนการสืบสอบ (inquiry) ในการหาคำตอบ
(Intellectually active learning) ในเรอ่ื งที่สงสยั /สนใจ
การเรียนรูอยางต่ืนตัวทางดาน • การวิเคราะหขอมูลใหไดคำตอบหรือขอสรุปในเร่ืองตาง ๆ
สติปญญาหรอื การคดิ และนำเสนอตอกลุม
• การสังเคราะหขอมูล และนำเสนอตอกลุมหรือสาธารณชน
โดยใชสอ่ื และเทคโนโลยี
• การใหผูเรยี นทำโครงการ/โครงงานทส่ี นใจโดยครูเปนท่ีปรกึ ษา
• การแกโจทยปญหาท้ังโจทยที่ครูเตรียมมา โจทยท่ีนักเรียนตั้งข้ึน
โจทยทมี่ าจากชีวิตประจำวัน รวมท้งั โจทยทมี่ าจากสังคมและโลก
• การใหผูเรียนเผชิญ ปญ หาและแกปญ หาดวยตนเองใน
สถานการณต า ง ๆ
• การใชเทคนิคการคิดแบบตาง ๆ เชน เทคนิคการคิดนอกกรอบ
ของกอรดอน (Gordon) เทคนิคหมวก 5 ใบของเดอโบโน
(De Bono) เทคนิคการระดมสมองแบบตาง ๆ เทคนิคการใชผัง
กราฟก เชน ผังมโนทัศน (Concept map) ผังความคิด (mind
map) ผังวัฏจักร (cyclical map) ผังเว็นน ไดอะแกรม (Venn
diagram) ผงั วี ไดอะแกรม (Vee diagram)
• การใชวิธีสอนแบบตาง ๆ เชน วิธีสอนแบบอุปนัย (inductive
method) วิธีสอนโดยใชกรณีตัวอยาง (case method) วิธีสอน
แบบทัศนศึกษา (fieldtrip method) วิธีสอนโดยใชสถานการณ
(simulation method) ฯลฯ
• การใชร ปู แบบการเรยี นการสอน เชน
- รูปแบบการเรียนการสอนมโนทัศน (Concept Attainment
Model) พั ฒ นาโดยจอยสและเวลล (Joyce & Weil, 1946)
โดยใชแนวคิดของบรูเนอร กูดนาวและออสติน (Bruner,
Goodnow & Austin)
45
การเรยี นการสอนแบบ กลยุทธก ารจดั การเรยี นการสอนแบบ Active Learning
Active Learning
- รูปแบบการเรียนการสอนกระบวนการคิดสรางสรรค (Synectic
Model) พัฒนาโดยจอยสและเวลล (Joyce & Wei 1946) โดยใช
แนวคดิ ของกอรดอน (Gordon)
- รูปแบบการเรียนการสอนกระบวนการคิดอุปนัย (Inductive
Thinking Model) พัฒนาโดยจอยสและ เวลล (Joyce & Weil,
1956) โดยใชแ นวคดิ ของทาบา (Taba)
- รูปแบบการเรียนการสอนกระบวนการคิดแกปญหาอนาคต
(Future Problem Solving Model) พัฒนาโดย ทอร แรนซ
(Torrance, 1962)
- รูปแบบการเรียนการสอนโดยใชผังกราฟก (Graphic Organizer
Model) พัฒ นาโดยจอยสและเวลล (Joyce & Well, 1992)
โดยใชแ นวคิดของโจนส และคณะ (Jones and others)
ตารางที่ 3 กลยุทธการจดั การเรยี นการสอนแบบ Active Learning ดานสงั คม
การเรียนการสอนแบบ กลยุทธก ารจัดการเรยี นการสอนแบบ Active Learning
Active Learning
Circular Response เทคนิค Brainstorm
การเรยี นการสอนแบบ • ใชวิธีสอนแบบตาง ๆ เชน วิธีสอนแบบอภิปรายกลุมยอย
Active Learning ดา นสงั คม วิธีสอนแบบโตวาที วิธีสอนแบบสถานการณจำลอง วิธีสอนแบบ
(Socially active learning) กรณตี ัวอยาง วธิ สี อน แบบเกม วิธีสอนแบบบทบาทสมมุติ
การเรยี นรูอยางตืน่ ตวั ทางสังคม • ใหผูเรียนผลัดเปล่ียนหมุนเวียนกันเปนผูนำกลุม ไดเรียนรู
บทบาทหนาที่ กระบวนการทำงานเปนทีม และทักษะการทำงาน
รวมกนั
• ใชรูปแบบการเรียนการสอนที่สงเสริมทักษะทางสังคม เชน
รปู แบบการเรยี นรแู บบรวมมือ (Cooperative Learning Model)
พัฒนาโดยจอหนสันและจอหนสัน (Johnson & Johnson,
1554) รูปแบบการเรียนรูแบบสืบสอบและแสวงหาความรูเปน
กลุม (Group Investigation Model) พัฒนาโดยจอยส และเวลล
46
(Joyce & Weil, 1956) โดยใชแนวคิดของเธเลน (Thelen)
รูปแบบการเรียนรูเปนทีม (Team Learning Model) พัฒนาโดย
ไมเคลิ เสน (Michaelsen, 2012)
ตารางท่ี 4 กลยุทธก ารจดั การเรียนการสอนแบบ Active Learning ดา นอารมณ
การเรียนการสอนแบบ กลยุทธการจดั การเรยี นการสอนแบบ Active Learning
Active Learning
การเรียนการสอนแบบ • เปดโอกาสใหผูเรียนแสดงความรูสึกที่แทจริงโดยการสราง
Active Learning ดานอารมณ บรรยากาศที่เปนมติ ร และปลอดภยั
(emotionally active learning) • แสดงความไวว างใจในตวั ผูเรียน และยอมรบั ในตัวผูเ รียน
การเรียนรูอยางต่ืนตัวทางอารมณ • รับฟงผูเรียนอยางลึกซ้ึง (deep listening) ฟงใหเขาใจความคิด
ความรสู ึก และจติ ใจ ความรูสึก ความตองการของผูเรียน และยอมรับความรูสึก
ของผูเ รยี น
• พัฒนาความตระหนักรูในอารมณ และความรูสึกของตนเอง
และผูอนื่ รวมท้งั ผลกระทบที่มตี อกัน
• ไมตดั สินผูเรียน สง เสริมผเู รียนใหส ะทอ นคดิ เพ่อื สรางความเขาใจ
ในตนเองและผอู ่ืน
• สงเสริมใหผูเรียนเชื่อมโยงส่ิงท่ีเรียนรูกับประสบการณของตน
และสรางความเขาใจตอยอดเพื่อการปฏิบัติตนที่ดีเหมาะสม
กวาเดิม
• เลือกใชวิธีสอนท่ีชวยใหผูเรียนเปดเผย สะทอน หรือแสดง
ความรูสึกและความคิดเห็นของตน เชน วิธีสอนโดยใชการแสดง
บทบาทสมมุติ วิธีสอนโดยใชสถานการณจำลอง วิธีสอนโดยใช
การแสดง วธิ ีสอนโดยใชเกม
• เลือกใชรูปแบบการสอน หรือกระบวนการสอนที่เอื้อใหผูเรียน
เกิดอารมณ ความรูสึกไปในทางที่พึงประสงค อันจะทำใหไดเกิด
ความเขาใจ ความคิดและพฤติกรรมท่ีตองการ เชน รูปแบบ
การเรียนการสอนดานจิตพิสัย (Instructional Model based on
Affective Domain) ข อ ง แ ค ร ท โว ล ท (Krathwohl, 1956)
กระบวนการกระจางคานิยม (Value Clarification Model)
ของ ราทส (Raths, 1466) กระบวนการกัลยาณมิตร โดยสุมน
47
การเรยี นการสอนแบบ กลยทุ ธการจดั การเรยี นการสอนแบบ Active Learning
Active Learning
อมรวิวัฒน (2533) กระบวนการสอนคานิยมและจริยธรรม
ของโกวิท ประวาลพฤกษ (2532) กระบวนการแกปญหาและ
พฒั นาตนเอง โดยใชระบบคสู ญั ญา ของทิศนา แขมมณี (2561)
สรุปไดวา การเรียนการสอนแบบ Active Learning คือ การเรียนรูท่ีผูเรียน
มคี วามตื่นตัวท้ังทางดานกาย สติปญญา อารมณ สังคม ซึ่งความตื่นตัวทั้ง 4 ดา นน้ี เปนองคประกอบ
หรือปจ จยั สำคัญที่ทำใหผ ูเรียนเกิดการเรยี นรไู ดด ี การจัดการเรียนรเู ชิงรกุ จึงหมายถึงการจดั กิจกรรม
ตาง ๆ ท่ีชวยใหผูเรียนไดใชความคิด สติปญญาของตนในเรื่องที่เรียน (ทำใหผูเรียนมีความต่ืนตัว
ทางสติปญญา) ไดมีปฏิสัมพันธ แลกเปล่ียนเรียนรูความคิดเห็นกับผูอื่น ทำใหผูเรียนมีความต่ืนตัว
ทางสังคม รวมทั้ง ไดเคล่ือนไหวรางกายผานทางกิจกรรมการปฏิบัติ การลงมือทำ การออกกำลัง
การใชแรงต้ังแตเบา ๆ ไปถึงหนักตามความเหมาะสมในแตละกรณี (ทำใหผูเรียนมีความต่ืนตัว
ทางรางกาย ทำใหประสาทสัมผัสและการรับรูทำงานไดดี) และที่สำคัญ คือ กิจกรรมที่จัดควรมี
ลักษณะที่สงผลกระทบตอความรูสึก อารมณของผูเรียนในทางที่เอื้อตอการเกิดการเรียนรูท่ีตองการ
ทำใหผูเรียนมีความตื่นตัวทางอารมณ ความรูสึกเกี่ยวกับเร่ืองที่เรียน จะสงผลใหส่ิงที่เรียน
มคี วามหมายตอ ตวั ผูเรียน และสงผลตอ การปรับเปลยี่ นพฤติกรรมของผูเ รียน
การจัดการเรียนรูเชิงรุกใหครอบคลุมทั้ง 4 ดาน เปนเร่ืองท่ีดีและเปนไปได เพียงแตสัดสวน
ของการมสี วนรว มใน 4 ดา นอาจไมเทากัน ขึน้ อยูกับจุดประสงคการเรียนรขู องบทเรียนและตัวผเู รียน
หลักโดยท่ัวไปก็คือครูควรกำหนดหลักกอน แลวจึงคิดกิจกรรมดานอื่น ๆ ท่ีจะสามารถสงเสริม
การเรียนรูดานหลักใหดีขึ้น โดยพิจารณาองคประกอบดานตัวผูเรียนและเรื่องที่เรียนประกอบ เชน
ถาผูเรียนมีความสนใจในเรื่องท่ีเรียน มีสมาธิดีในเร่ืองท่ีเรียน กิจกรรมการเคลื่อนไหวกาย อารมณ
ความรูสึกก็จะมีสัดสวนนอยลง หลักสำคัญสำหรับครูก็คือพยายามคิดและทำใหไดมากท่ีสุดเทาที่
จะคิดไดและทำได ประสบการณและการเรยี นรูทไ่ี ดร บั จากการสอนจะเปนบทเรยี นใหค รคู ิดและทำได
ดมี ากขน้ึ และดขี น้ึ ไปตามลำดับ
2.6 รปู แบบการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนแบบ Active Learning
การจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning สามารถสรางใหเกิดขึ้นได
ท้ังในหองเรียนและนอกหองเรียน รวมท้ังสามารถใชไดกับนักเรียน นักศึกษาทุกระดับ ท้ังการเรียนรู
เปนรายบุคคล การเรียนรูแบบกลุมเล็ก และการเรยี นรูแบบกลุมใหญ รูปแบบของกิจกรรมการเรียนรู
ท่ีนิยมมาใชในการจัดกิจกรรมการเรียนรูจะขึ้นอยูกับวัตถุประสงคของกิจกรรมการเรียนรู เนื้อหา
เวลา และจำนวนของผเู รยี น จากการสงั เคราะหต ัวอยา งรูปแบบหรอื เทคนคิ การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู
48
ท่ีจะชวยใหผูเรียนเกิดการเรียนรูแบบ Active Learning ไดดี McKinney (2008), วิทวัส ดวงภูมเมศ
และวารีรตั น แกว อไุ ร (2560) และเยาวเรศ ภกั ดจี ิตร (2557) สรปุ รูปแบบหรอื เทคนิคการจัดกิจกรรม
การเรยี นรแู บบ Active Learning ไดด งั นี้
1. การเรียนรูแบบแลกเปลี่ยนความคิดหรือเทคนิคคูคิด (Think-pair-share) คือ
การจัดกิจกรรมการเรียนรูท่ีใหผูเรียนคิดเก่ียวกับประเด็นท่ีกำหนดแตละคน ประมาณ 2 - 3 นาที
(Think) จากนั้นใหแลกเปล่ียนความคิดกับเพ่ือนอีกคน 3 - 5 นาที (Pair) และนำเสนอความคิดเห็น
ตอ ผูเ รยี นทัง้ หมด (Share)
2. การเรียนรูแบบรวมมือ (Collaborative Learning Group) คือ การจัดกิจกรรม
การเรียนรูที่ใหผูเรียนไดทำงานรวมกับผูอื่น โดยจัดเปนกลุม ๆ ละ 4 - 6 คน สมาชิกในกลุม
มีความสามารถแตกตางกัน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการชวยเหลือสนับสนุนซึ่งกันและกัน
และมีความรับผิดชอบรวมกันทั้งในสวนตนและสวนรวม เพ่ือใหกลุมไดรับความสำเร็จตามเปาหมาย
ท่ีกำหนด
3. การเรียนรูแบบทบทวนโดยผูเรียน (Student-led Review Sessions) คือ การจัด
กิจกรรมการเรียนรูท ี่เปดโอกาสใหผูเรยี นไดทบทวนความรูและพจิ ารณาขอสงสัยตาง ๆ ในการปฏิบัติ
กิจกรรมการเรยี นรู โดยครูจะคอยชว ยเหลือกรณที ี่มีปญ หา
4. การเรียนรแู บบใชเ กม (Games) คอื การจดั กิจกรรมการเรยี นรทู ี่ผสู อนนำเกมเขา มา
บูรณาการในการเรยี นการสอน ซึ่งใชไ ดทั้งในข้ันการนำเขาสูบทเรยี น ข้ันการสอน การมอบหมายงาน
และขนั้ การประเมนิ ผล
5. การเรียนรูแบบวิเคราะหวีดีโอ (Analysis or Reactions to Videos) คือ การจัด
กิจกรรมการเรียนรูท่ีใหผูเรียนไดดูวีดีโอ 5 - 20 นาที แลวใหผูเรียนแสดงความคิดเห็นหรือสะทอน
ความคดิ เก่ียวกบั ส่งิ ทไ่ี ดดู อาจโดยวธิ กี ารพูดโตต อบกนั การเขยี น หรือการรวมกนั สรุปเปนรายกลมุ
6. การเรียนรูแบบโตวาท่ี (Student Debates) คือ การจัดกิจกรรมการเรียนรูท่ีจัดให
ผูเรียนไดนำเสนอขอมูลท่ีไดจากประสบการณและการเรียนรู เพ่ือยืนยันแนวคิดของตนเองหรือกลุม
โดยผูสอนกำหนดหัวขอหรือประเด็น ฝกการทำงานเปนกลุม แบงกลุมเพื่อใหสมาชิกแตละกลุม
ไปคนควาหาขอมูล เพื่อใชสำหรับนำเสนอหนาช้ันเรียน ฝกซอมและเตรียมตัวดานการพูดนำเสนอ
เปนการฝกฝนดานความคิดและฝกทักษะการพูดใหผูอ่ืนเขาใจ การออกเสียง สำเนียงการพูดใหผูอ่ืน
สนใจ คลอยตาม และแฝงไปดวยความสนกุ สนาน
7. การเรียนรูแบบผูเรียนสรางแบบทดสอบ (Student Generated Exam Questions)
คือ การจัดกิจกรรมการเรียนรูที่ใหผูเรียนสรางแบบทดสอบจากสิ่งท่ีไดเรียนรู เชน ใหผูเรียน
เขียนคำถามและตวั เลอื กของคำตอบจากเร่อื งทเ่ี รียน และผลดั กันถามตอบกบั เพ่อื น
49
8. การเรียนรูแบบกระบวนการวิจัย (Mini-research Proposals or Project) คือ
การจัดกิจกรรมการเรียนรูท่ีอิงกระบวนการวิจัย โดยใหผูเรียนกำหนดหัวขอท่ีตองการเรียนรู
วางแผนการเรียน เรียนรูตามแผน สรุปความรูหรือสรา งผลงาน และสะทอนความคิดในส่ิงท่ีไดเรียนรู
หรืออาจเรียกวา การสอนแบบโครงงาน (Project-based Learning) หรือการสอนแบบใชปญหา
เปนฐาน (Problem based Learning)
9. การเรียนรูแบบกรณี ศึกษา (Analyze Case Studies) คือ การจัดกิจกรรม
การเรียนรูท่ีใหผูเรยี นไดอานกรณีตัวอยางที่ตองการศึกษา จากนั้นใหผูเรียนวิเคราะหและแลกเปล่ียน
ความคิดเห็น หรอื แนวทางแกปญหาภายในกลุม แลว นำเสนอความคดิ เห็นตอ ผเู รยี นทั้งหมด
10. การเรียนรูแบบการเขียนบันทึก (Keeping Journals or Logs) คือ การจัด
กิจกรรมการเรียนรูท่ีผูเรียนจดบันทึกเร่ืองราวตาง ๆ ท่ีไดพบเห็น หรือเหตุการณท่ีเกิดข้ึนในแตละวัน
รวมทั้งเสนอความคิดเพิม่ เติมเกย่ี วกับบันทึกทเ่ี ขียน
11. การเรียนรูแบบการเขียนจดหมายขา ว (Write and Produce a Newsletter) คือ
การจัดกิจกรรมการเรียนรูที่ใหผูเรียนรวมกันผลิตจดหมายขาว อันประกอบดวย บทความ ขอมูล
สารสนเทศ ขา วสาร และเหตุการณท่ีเกดิ ขน้ึ แลวแจกจายไปยังบุคคลอ่ืน ๆ
12. การเรียนรูแบบแผนผังความคิด (Concept Mapping) คือ การจัดกิจกรรม
การเรยี นรูท ่ีใหผูเรียนออกแบบแผนผงั ความคิด เพื่อนำเสนอความคิดรวบยอด และความเช่ือมโยงกัน
ของกรอบความคิด โดยการใชเ สน เปน ตัวเช่อื มโยง อาจจดั ทำเปน รายบุคคลหรืองานกลุม แลว นำเสนอ
ผลงานตอ ผูเรยี นอ่นื ๆ จากน้ันเปด โอกาสใหผูเรยี นคนอนื่ ไดซักถามและแสดงความคดิ เหน็ เพ่ิมเติม
13. การเรียนรูแบบแสดงบทบาทสมมติ (Anchored Instruction) คือ การจัด
กิจกรรมการเรียนรทู ่ีผูสอนไดแบงกลุมและกำหนดสถานการณให และใหสมาชิกในกลุมชวยกันแสดง
ความคิดเห็น หาขอมูลในสถานการณท่ีไดและออกมาแสดงทาทาง ใชบทสนทนา รวมถึงเปดโอกาส
ใหแสดงความคดิ ความรสู ึกตอ สถานการณนน้ั ๆ ดว ย
14. การสอนโดยใชคำถาม (Questioning Method) คือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู
ที่ผูสอน ตั้งคำถามในลักษณะตาง ๆ ที่เปนคำถามเชิงทาทาย มุงเนนพัฒนาความคิดของผูเรียน
ซึ่งลักษณะคำถามตามระดับช้ันของ Bloom คือ ถามความรู เปนคำถามที่ผูเรียนสามารถตอบ
ขอเท็จจริงได เชน ใคร (who) อะไร (what) เม่ือไหร (when) ท่ีไหน (where) ถามความเขาใจ
เปน คำถามทผ่ี ูเรียนสามารถอธบิ ายดว ยคำพดู มักใชค ำวา อยางไร (how) ถามการนำไปใชเปนคำถาม
ที่ผูเรียนสามารถนำความรูไปแกปญหาในสถานการณใหมได ถามการวิเคราะหเปนคำถามที่ผูเรียน
สามารถจำแนกแยกแยะเร่อื งราวตาง ๆ ได ถามการสังเคราะหเปนคำถามท่ีผูเรียนใชก ระบวนการคิด
สรุปเปนหลักการหรือแนวคิดใหม ถามการประเมินคาเปนคำถามท่ีใหผูเรียนมีคุณคาโดยใชความรู
ความรูสึก
50
15. การเรียนรูแ บบรวมมือเทคนิค STAD (Student Teams Achievement Division)
คือ การจัดกิจกรรมการเรียนรูที่เปนการรวมมือกันระหวางสมาชิกในกลุม โดยทุกคนจะตองพัฒนา
ความรูของตนเองในเรอื่ งที่ผูสอนกำหนด ซึ่งจะมีการชวยเหลือทบทวนความรูใหแกกัน มีการทดสอบ
เปนรายบุคคลแทนการแขงขัน และรวมคะแนนเปนกลุม กลุมที่ไดคะแนนมากที่สุดจะเปนฝายชนะ
เหมาะสำหรับใชในการเรยี นการสอนในบทเรยี นท่มี เี นอื้ หาไมย ากเกนิ ไป
สำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 35 (ม.ป.ป.5 - 8) ไดนำเสนอรูปแบบ
การจัดเรียนรูเชิงรกุ ไว ดงั นี้
1. การเรียนรูเชิงประสบการณ (Experiential Learning) เปนการสอนที่สงเสริม
ใหผูเรียนเกิดการเรียนรูจากประสบการณท่ีเปนรูปธรรม เพื่อนำไปสูความรูความเขาใจเชิงนามธรรม
เหมาะกับรายวิชาที่เนนปฏิบัติ หรือเนนการฝกทักษะสามารถใชจัดการเรียนการสอนไดท้ังเปนกลุม
และเปนรายบุคคล หลักการสอน คือ ผูสอนวางแผนจัดสถานการณใหผูเรียนมีประสบการณจำเปน
ตอการเรยี นรู กระตุนใหผูเรียนสะทอนความคิด อภิปราย ส่ิงท่ีไดรบั จากสถานการณ ตัวอยางเทคนิค
การสอนท่ีใชในการจัดการเรียนรูแบบเนนประสบการณ ไดแก เทคนิคการสาธิต และเทคนิคเนน
การฝก ปฏบิ ัติ มขี ้นั ตอนดงั นี้
ภาพที่ 5 เทคนคิ การสอนท่ใี ชในการจดั การเรยี นรแู บบเนนประสบการณ
1.1 เทคนิคการสอนแบบการสาธิต ผูสอนวางแผนการสอนและออกแบบกิจกรรม
การเรียนรูโดยแบงสัดสวนเวลาสำหรับการบรรยายเนื้อและการสาธิต พรอมกับคัดเลือกวิธีการ
ท่ีจะลงมอื ปฏิบัติใหผ ูเรียนไดเรยี นรู โดยถา เปนกจิ กรรมกลมุ จะตอ งมกี ารวางโครงสรา งการทำงานกลมุ
การแบงหนาที่ และมีการสลับหมุนเวียนกันทุกคร้ัง จากนั้นดำเนินการบรรยายเน้ือหาและสาธิต
โดยขณะสาธิตจะเปดโอกาสใหผูเรียนซักถามผูสอนแนะนำเทคนิคปลีกยอย จากนั้นใหผูเรียนลงมือ
51
ปฏิบัติและผูสอน ประเมินผูเรียนโดยการสังเกตพรอมกับใหคำแนะนำในจุดท่ีบกพรองเปนรายบุคคล
หรือเปนรายกลุม เม่ือเสร็จส้ินการปฏิบัติกิจกรรม ผูสอนและผูเรียนรวมกันอภิปราย สรุปผลส่ิงท่ีได
เรยี นรจู ากการลงมอื ปฏิบัติ
1.2 เทคนิคการสอนแบบเนนฝกปฏิบัติ ผูสอนวางแผนและออกแบบกิจกรรมที่เนน
การฝกทักษะ เชน การฝกทักษะทางภาษาโดยจัดกิจกรรมที่กระตุนใหผูเรียนไดฝกทักษะชา ๆ
อาจเปนในลักษณะใชโปรแกรมชวยสอนสำหรับการฝกโดยผูสอนมีบทบาทใหคำแนะนำ อำนวย
ความสะดวก กระตุนใหผ ูเรียนมสี วนรวมในชั้นเรียน
2. การสอนแบบโครงงาน (Project Based Learning) โดยการสอนแบบโครงงาน
สามารถ จัดเปนกิจกรรมกลุมหรือกิจกรรมเดียวก็ได ใหพิจารณาจากความยาก - งาย และความ
เหมาะสมของโจทยงาน และคุณลักษณะที่ตองการพัฒนา วางแผนและกำหนดเกณฑอยางกวาง ๆ
แลวใหผูเรียน วางแผนดำเนินการศึกษาคนควาขอมูลดวยตนเอง โดยผูสอนมีบทบาทเปนผูให
คำปรึกษา จากนั้นใหผูเรียนนำเสนอแนวคิด การออกแบบชิ้นงาน พรอมใหเหตุผลประกอบจากการ
คนควา ใหผูสอนพิจารณารวมกับการอภิปรายในช้ันเรียน จากน้ันผูเรียนลงมือปฏิบัติทำชิ้นงาน และ
สงความคืบหนาตามกำหนด การประเมินผลจะประเมินตามสภาพจริง โดยมีเกณฑการประเมิน
กำหนดไวลวงหนาและแจงใหผูเรียน ทราบกอนลงมือทำโครงการ และมีการเชิญผูทรงคุณวุฒิรวม
ประเมินผล
ภาพท่ี 6 รูปแบบการสอนแบบโครงงาน (Project Based Learning)
3. การสอนแบบใชปญหาเปนฐาน (Problem Based Learning) เปนการสอนที่
สง เสริมใหผูเรียนเกิดจากเรียนรูตามวตั ถุประสงคทกี่ ำหนด ดวยการศึกษาปญ หาท่ีสมมุติข้ึนจากความ
จริงแลวผูสอนกับผูเรียนรวมกันวิเคราะหปญหา เสนอวิธีแกปญหา หลักของการสอนแบบใชปญหา
เปนฐาน คอื การเลอื กปญหาทีส่ อดคลอ งกบั เน้อื หาการสอนและกระตนุ ใหผเู รียนเกิดคำถาม วเิ คราะห
52
วางแผน กำหนดวิธีแกปญหาดวยตนเอง โดยผูสอนมีบทบาทใหคำแนะนำแกผูเรียนขณะลงมือ
แกปญหา สุดทายเม่ือเสร็จส้ินกระบวนการแกปญหา ผูสอนและผูเรียนรวมกันสรุปผลการแกปญหา
และแลกเปล่ยี นเรียนรูถงึ ส่งิ ท่ีไดจากการลงมือแกปญหา
ภาพที่ 7 รูปแบบการสอนแบบใชปญหาเปนฐาน (Problem Based Learning)
4. ก ารส อ น ท่ี เน น ทั ก ษ ะก ระบ วน ก ารคิ ด (Thinking Based Learning) เป น
กระบวนการ สอนท่ีผูสอนใชเทคนิค วิธีการกระตุนใหผูเรียนคิดเปนลำดับข้ัน แลวขยายความคิด
ตอเนอื่ งจากความคดิ เดิม พิจารณาแยกแยะอยางรอบดา น ดว ยใหเหตุผลและเชอ่ื มโยงกบั ความรเู ดมิ ที่
มีจนสามารถสรางสิง่ ใหมห รือตดั สินประเมนิ หาขอสรุปแลวนำไปแกป ญ หาอยางมีหลกั การ
ภาพที่ 8 รูปแบบการสอนทเ่ี นนทกั ษะกระบวนการคดิ (Thinking Based Learning)
4.1 การคิดวเิ คราะห หมายถึง การพจิ ารณาส่ิงตา ง ๆ ในสว นยอย ๆ ซงึ่ ประกอบดว ย
การวิเคราะหเน้ือหาดานความสัมพันธและดานหลักการจัดการโครงสรางของการสื่อความหมาย
และสอดคลองกบั กระบวนการคดิ วเิ คราะหท างวทิ ยาศาสตร คือ การคิดจำแนก รวบรวมเปน หมวดหมู
และจับประเด็นตาง ๆ เช่ือมโยงความสัมพันธ ดังนั้น การคิดเชิงวิเคราะหเปนทักษะการคิดที่สามารถ
พฒั นาใหเกดิ กบั ผูเ รยี น
53
4.2 การคิดสังเคราะห หมายถึง ความสามารถในการคิดท่ีดึงองคประกอบตาง ๆ
มา หลอมรวมกันภายใตโครงรางใหมอยางเหมาะสม เพ่ือใหเกิดส่ิงใหมที่มีลักษณะเฉพาะแตกตาง
ไปจากเดิม การคิดสังเคราะหครอบคลุมถึงการคนควา รวบรวมขอมูลที่เกี่ยวของกับเร่ืองที่จะคิด
ซึ่งมีมากหรือกระจายกันอยูมาหลอมรวมกัน คนที่คิดสังเคราะหไดเร็วกวายอมไดเปรียบกวา
คนที่สังเคราะหไมได ซึ่งจะทำใหเขาใจและเห็นภาพรวมของส่ิงนั้นไดมากกวา การคิดสังเคราะห
แบงเปน 2 ลักษณะ คอื
4.2.1 การคิดสังเคราะหเพ่ือสรางสิ่งใหม เชน ประดิษฐสิ่งของเคร่ืองใช อุปกรณ
ตา ง ๆ ตามตองการ
4.2.2 การคิดสังเคราะหเพื่อสรางแนวคิดใหม เปนการพัฒนาและคิดคนแนวคิด
ใหม ถาเราสามารถคดิ สงั เคราะหไ ดด จี ะทำใหพ ฒั นาความคดิ หรือสิ่งใหม ๆ ท่เี ปนประโยชนตอสังคม
4.3 การคิดสรางสรรค หมายถึง ความคิดใหม ๆ แนวทางใหม ๆ ทัศนคติใหม ๆ
ความเขาใจและการมองปญหาในรูปแบบใหม ผลลัพธของความคิดสรางสรรคท่ีชัดเจน คือ ดนตรี
การแสดง วรรณกรรม ละคร สิ่งประดิษฐ นวัตกรรมทางเทคนิค แตบางคร้ังความคิดสรางสรรค
ก็มองไมเห็นชัดเจน เชน การต้ังคำถามบางอยางท่ีชวยขยายกรอบของแนวคิดซ่ึงใหคำตอบบางอยาง
หรือการมองโลกหรือปญ หาในแนวนอกกรอบ
ความคิดสรางสรรค คือ ความคิดเชื่อมโยงท่ีพยายามหาทางออกหลาย ๆ ทาง
ใชความคิดที่หลากหลายแสวงหาความเปนไปไดใหม ๆ และนอกกรอบ คัดสรรคหาทางเลือกใหม ๆ
และพยายามปรบั ปรงุ ใหดขี ึน้ เรอ่ื ย ๆ ซ่งึ มีวธิ ีการอยู 6 ขน้ั ตอน คือ
4.3.1 แสวงหาขอ บกพรอง (Mess Finding)
4.3.2 รวบรวมขอมลู (Data Finding)
4.3.3 มองปญหาทกุ ดาน (Problem Finding)
4.3.4 แสวงหาความคิดท่ีหลากหลาย (Idea Finding)
4.3.5 หาคำตอบทร่ี อบดาน (Solution Finding)
4.3.6 หาขอ สรุปทเ่ี หมาะสม (Acceptance Finding)
กระบวนการของความคิดสรางสรรคอาจเกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือโดยความต้ังใจ
ซ่ึงสามารถทำไดดวยการศึกษา การอบรมฝกฝน การระดมสมอง (brainstorming) มากกวาครึ่งหน่ึง
ของการคนพบที่ย่ิงใหญของโลกเกิดจากการคนพบโดยบังเอิญ (serenity) หรือการคนพบส่ิงหนึ่ง
ซึง่ ใหมในขณะทกี่ ำลงั ตองการคน พบส่ิงอ่ืนมากกวา
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน (2512) ไดนำเสนอรูปแบบวิธีการจัด
กจิ กรรมการเรียนรูท เ่ี นน บทบาทและการมสี วนรว มของผเู รยี น ดงั ตอ ไปนี้
54
1. รูปแบบการเรียนรูโดยใชกิจกรรมเปนฐาน (Activity-Based Learning) การเรียนรู
โดยใชกิจกรรมเปนฐาน เปนวิธีการจัดการเรียนรูท่ีพัฒนามาจากแนวคิดในการจัดการเรียนการสอน
ที่เผยแพรในปลายศตวรรษที่ 20 ที่เรียกวาการเรียนรูท่ีเนนบทบาทและการมีสวนรวมของผูเรียน
หรือการเรียนการสอนแบบ Active Learning ซ่ึงหมายถึง รูปแบบการเรียนการสอนทีม่ ุงเนนสง เสริม
ใหผ ูเรียนมสี วนรวมในการเรียนรู และบทบาทในการเรยี นรูของผเู รยี น "ใชกจิ กรรมเปน ฐาน" หมายถึง
นำกิจกรรมเปนท่ตี ้งั เพ่อื ทจี่ ะฝก หรอื พฒั นาผเู รยี นใหเกดิ การเรยี นรูใ หบ รรลวุ ตั ถุประสงคห รอื เปาหมาย
ทก่ี ำหนด
1.1 ลกั ษณะสำคญั ของการเรยี นรโู ดยใชกจิ กรรมเปนฐาน
1.1.1 สงเสรมิ ใหผ ูเรียนมีความตืน่ ตวั และกระตือรอื รนดานการรคู ิด
1.1.2 กระตุนใหเกิดการเรียนรูจากตัวผูเรียนเองมากกวาการฟงผูสอน
ในหอ งเรยี น และการทอ งจำ
1.1.3 พัฒนาทักษะการเรียนรูของผูเรียนใหสามารถเรียนรูไดดวยตัวเองทำให
เกิดการเรยี นรูอยา งตอเนื่องนอกหองเรียนดว ย
1.1.4 ไดผลลัพธในการถายทอดความรูใกลเคียงกับการเรียนรูรูปแบบอ่ืน
แตไดผลดกี วาในการพฒั นาทกั ษะดานการคิด และการเขยี นของผูเรียน
1.1.5 ผูเรียนมีความพึงพอใจกับการเรียนรูแบบน้ีมากกวารูปแบบที่ผูเรียนเปน
ฝายรับความรูซงึ่ เปน การเรียนรูแ บบต้งั รับ (Passive Learning)
1.1.6 มุงเนน ความรับผดิ ชอบของผูเรียนในการเรยี นรโู ดยผานการอา น เขยี น คิด
อภิปราย และเขารวมในการแกปญหา และยังสัมพันธกับการเรียนรูตามลำดับข้ันการเรียนรูของ
บลมู ท้ังในดานพุทธิพิสัย ทักษะพิสยั และจติ พิสยั
1.2 หลักการจดั การเรียนรโู ดยใชกิจกรรมเปน ฐาน
1.2.1 ใหความสนใจทีต่ ัวผเู รยี น
1.2.2 เรยี นรผู านกิจกรรมการปฏิบัตทิ ่นี าสนใจ
1.2.3 ครูผูส อนเปน เพียงผอู ำนวยความสะดวก
1.2.4 ใชประสาทสมั ผสั ทง้ั 5 ในการเรยี น
1.2.5 ไมม กี ารสอบแตประเมินผลจากพฤติกรรม ความเขา ใจ และผลงาน
1.2.6 เพ่อื นในชัน้ เรยี นชว ยสงเสรมิ การเรียน
1.27 มีการจัดสภาพแวดลอม และบรรยากาศท่ีเอ้ือตอการพัฒนาความคิดและ
เสรมิ สรา งความมน่ั ใจในตนเอง
55
1.3 ประเภทของกจิ กรรมในการเรียนรูโดยใชกิจกรรมเปน ฐาน
กิจกรรมการเรียนรูโดยใชกิจกรรมเปนฐาน มีหลากหลายกิจกรรมการเลือกใช
ขึ้นอยูกับความเหมาะสม สอดคลอ งกบั วัตถุประสงคข องการจดั กจิ กรรมน้นั ๆ วา มงุ ใหผเู รยี นไดเ รยี นรู
หรอื พฒั นาในเรอื่ งใด สามารถจำแนกออกเปน 3 ประเภทหลกั คือ
1.3.1 กิจกรรมเชิงสำรวจ เสาะหา คนควา (Exploratory) ซ่ึงเกี่ยวของกับ
การรวบรวม สัง่ สมความรู ความคดิ รวบยอด และทกั ษะ
1.3.2 กิจกรรมเชิงสรางสรรค (Constructive) ซ่ึงเกี่ยวของกับการรวบรวม
สง่ั สมประสบการณโ ดยผานการปฏบิ ตั ิหรือการทำงานทีร่ ิเรม่ิ สรางสรรค
1.3.3 กิจกรรมเชิงการแสดงออก (Expressional) ไดแก กิจกรรมท่ีเกี่ยวกับ
การนำเสนอ การเสนอผลงาน
ภาพท่ี 9 วงจรการเรยี นรเู ชงิ ประสบการณ (Experiential Learning Cycles)
2. การเรยี นรูเชิงประสบการณ
วงจรการเรียนรูเชิงประสบการณ ประกอบดวยองคประกอบสำคัญ 4 องคประกอบ
คอื ประสบการณรูปธรรม การสะทอนประสบการณจากกจิ กรรมและอภิปราย การสรุปความคิดรวบ
ยอด หลักการ องคความรู การทดลอง/ประยุกตใชความรู ซึ่งการเรียนรูที่มีประสิทธิภาพควรมีครบ
ท้งั 4 องคป ระกอบ แมบางคนจะชอบ/ถนัด หรอื มีบางองคประกอบมากกวา เชน ไมชอบหรือไมกลา
แสดงความคิดเห็น หรือไมนำประสบการณจากการปฏิบัติมารว มอภิปราย ผูเรยี นจะขาดการมีทักษะ
ในองคประกอบอื่น ฉะน้ัน ผูเรียนควรไดรับการกระตุนสงเสริมใหมีทักษะการเรียนรูครบทุกดาน
และควรมีพฒั นาการการเรยี นรใู หค รบท้ังวงจร หรอื ทั้ง 4 องคป ระกอบ ดังน้ี
2.1 ประสบการณรูปธรรม (Concrete Experience) เปนขั้นตอนแรกของการเรียนรู
ที่ผูเรียนจะไดรับประสบการณจากการลงมือปฏิบัติกิจกรรมท่ีผูสอนกำหนดไว การเรียนรูท่ีแทจริง
56
จะเร่ิมข้ึนเมื่อไดลงมือปฏิบัติ กิจกรรมอาจเปนการทดลอง การอาน การดูวีดิทัศน การฟงเรื่องราว
การพูดคุยสนทนา การทำงานกลุม เกม บทบาทสมมุติ สถานการณจำลอง และการนำเสนอผล
การปฏิบัติ เง่อื นไขสำคัญ คอื ผูเรียนมบี ทบาทหลกั ในการทำกจิ กรรม (Do, Act)
2.2 การสะทอนประสบการณจากกิจกรรมและอภิปราย (Reflective Observation
and Discussion) หรือ Reflect เปนข้ันท่ีผูเรียนจะมีการสะทอนคิด แสดงความคิดเห็น และ
ความรูสึกของตนเองจากประสบการณในการปฏิบัติกิจกรรม และแลกเปลี่ยนกับสมาชิกในกลุม
(Discussion) ผูเ รยี นจะไดเรียนรูถ ึงความคิด ความรูสึกของคนอนื่ ท่ีแตกตางหลากหลาย ซง่ึ จะชวยให
เกิดการเรียนรูท่ีกวางขวางขึ้น และผลของการสะทอนความคิดเห็นหรือการอภิปรายแลกเปล่ียน
หรือการยอนกลับ จะทำใหไดแนวคิดหรือขอสรุปที่มีน้ำหนักมากย่ิงขึ้น นอกจากนี้ผูเรียนจะรูสึกวา
ตัวเองไดมีสวนรวมในฐานะสมาชิกคนหนึ่ง มีคนฟงเรื่องราวของตนเอง และไดมีโอกาสรับรูเร่ือง
ของคนอนื่ ทำใหสมั พนั ธภาพในกลมุ ผเู รียนเปน ไปดวยดี
2.3 การสรปุ ความคิดรวบยอด หลักการ องคความรู (Abstract conceptualization)
เปนขั้นที่ผูเรียนรวมกันสรุปขอมูล ความคิดเห็น จับหลักขององคความรูที่ไดจากการสะทอน
ความคิดเห็น และอภิปรายในขั้นท่ี 2 ในขั้นนี้ครูอาจใชคำถามกระตุนผูเรียนใหชวยกันสรุปขอคิดเห็น
กรณีท่ีกิจกรรมนั้นเปนเร่ืองของขอมูลความรูใหม ครูอาจเสริมขอมูล ขอเท็จจริงในประเด็นน้ัน ๆ
เพิ่มเติม (Adding) โดยการอธิบาย บอกกลาว การใหอานเอกสาร การดูวีดิทัศน ฯลฯ เพ่ือเติมเต็ม
ประสบการณใหมใหผูเรียนสามารถสรุปเปนหลักการ ความคิดรวบยอด หรือองคความรูใหมได
อาจใหผูเรียนสรุปโดยการเขียนบันทึกสรุปผลการเรียนรู การเขียนแผนภาพมโนทัศน (Mind
Mapping) การเสนอแผนภาพ แผนภูมิโดยใช Graphic Organizers การสรุปเปนกรอบงาน
(Framework) ตวั แบบหรอื แบบจำลองความคดิ (Model)
2.4 การทดลอง/ประยุกตใชค วามรู (Active Experimentation/ application) ในขัน้
นี้ผูเรียนจะตองนำความคิดรวบยอด องคความรู หรือขอสรุปท่ีไดจากขั้นตอนที่ 3 ไปทดลอง
ประยุกตใช กิจกรรมการเรียนการสอนสวนมากมักจะขาดองคประกอบการทดลอง/ประยุกตใช
แนวคิด ซึ่งถือวาเปนขั้นตอนสำคัญที่ผูสอนจะไดเปดโอกาสใหผูเรียนไดรูจักการประยุกตใชความรู
และนำไปใชไดจริง กิจกรรมที่เกี่ยวกับการประยุกตใชความรู เชน การทำโครงงาน การจัดกิจกรรม
เผยแพรขอมูลความรู การจัดกิจกรรมรณรงค (Campaign) ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู
เชิงประสบการณ จำเปนตองจัดกิจกรรมใหครบวงจรทั้ง 4 องคประกอบ เพราะองคประกอบท้ัง 4
มีความสัมพันธเก่ียวของอยางล่ืนไหลตอเน่ืองสงผลถึงกัน การเรียนรูเชิงประสบการณใหไดผลดีนั้น
ควรจะฝก ผเู รยี นใหมที ักษะตอ ไปนี้
1) ผูเรียนตองมีความมุงมั่นท่ีจะมีสวนรวมกับการเรียน ไมใชตั้งใจจะมาเปนผูรับ
“ปอ น” ความรูอยา งเดียว
57
2) ผูเ รยี นตอ งไดร ับการฝก เร่อื งกระบวนการสะทอ นคิด (Reflection) มาพอสมควร
3) ผูเรียนควรไดฝกกระบวนการคิดวิเคราะห analytical และ conceptualization skill
มากอน โดยเฉพาะหากเปนการเรียนรูเชิงเทคนิคท่ีมีความซับซอน เชน การเรียน วิชาแพทย จำเปน
ท่ีระบบการศกึ ษาจะตอ งมีชว งเวลาทฝี่ กฝนนกั เรียนใหมที กั ษะนี้มาตงั้ แตเ รม่ิ แรก
4) ผูเรียนควรไดรับการฝก decision making และ problem solving skills
เพือ่ จะไดเ ปน กลไกสำคัญในการสรุป และเลอื กใชองคความรูท ่ไี ดใ หมน้ใี นอนาคต
สรุป การเรียนรูเชิงประสบการณ หรือ Experiential Learning Model (ELM)
เปนวงจรการเรียนรูท่ีมี 4 ข้ันตอน เร่ิมตน ต้ังแตการใหผูเรียนฝกปฏบิ ัติ ใหไดฝก การสะทอนคดิ ใหฝก
มีการสรุป หลักการเหตุผลจนเกิดเปนความรูใหมของตน และข้ันตอนสุดทาย คือ การฝกการนำเอา
ความรูใหมไปลองปฏิบัติอีกครั้ง การท่ีใหผูเรียนไดฝกฝนกระบวนการตาง ๆ เหลาน้ีบอยขึ้น และ
มคี วามชำนาญข้นึ จะเปน ประโยชนในการเรยี นรขู องผเู รียนตอไปในอนาคต
3. รปู แบบการเรยี นรโู ดยใชป ญหาเปนฐาน (Problem-Based Learning)
การเรียนรูโดยใชปญหาเปนฐาน (Problem-Based Learning) เปนกระบวนการ
เรียนรู โดยใชปญหาเปนตัวกระตุนใหผูเรียนตั้งสมมติฐาน สาเหตุและกลไกของการเกิดปญหาน้ัน
รวมถึงการคน ควาความรูพ ื้นฐานที่เก่ียวของกับปญ หา เพ่ือนำไปสูการแกปญหาตอไป โดยผูเรยี นอาจ
ไมมีความรูในเร่ืองน้ัน ๆ มากอน แตอาจใชความรูท่ีผูเรียนมีอยูเดิมหรือเคยเรียนมา นอกจากนี้ยังมุง
ใหผูเรียนใฝหาความรูเพ่ือแกไขปญหา ไดคิดเปน ทำเปน มีการตัดสินใจท่ีดี และสามารถเรียนรู
การทำงานเปนทีม โดยเนนใหผูเรียนไดเกิดการเรียนรูดวยตนเอง และสามารถนำทักษะจากการเรียน
มาชวยแกปญหาในชวี ติ การเรยี นรโู ดยใชป ญหาเปนฐานเปนการเรยี นรจู ากประสบการณ โดยเรม่ิ จาก
การไดประสบการณตรง จากโจทยปญหา ผานกระบวนการคิดและการสะทอนกลับ ไปสูความรูและ
ความคิดรวบยอด อันจะนำไปใชในสถานการณใหมตอไป การเรียนรูโดยใชปญหาเปนฐานยังเปน
การตอบสนองตอแนวคิด Constructivism โดยใหผูเรียนวิเคราะหหรือต้ังคำถามจากโจทยปญหา
ผานกระบวนการคิดและสะทอนกลับ เนนปฏิสัมพันธระหวางผูเรียนในกลุม เนนการเรียนรูที่มี
สว นรว ม นำไปสกู ารคนควาหาคำตอบหรอื สรา งความรูใหมบนฐานความรเู ดิมที่ผูเรยี นมีมากอนหนานี้
นอกจากนี้ การเรียนรูโดยใชปญหาเปนฐาน ยังเปนการสรางเง่ือนไขสำคัญท่ีสงเสริมการเรียนรู
กลาวคือ (1) การเรียนรูสิ่งใหมจะไดผลดีขึ้น ถาไดมีการเช่ือมโยงหรือกระตุนความรูเดิมที่ผูเรียนมีอยู
(2) การเรียนรูเนื้อหาท่ีใกลเคียงสถานการณจริงหรือมีประสบการณตรงจากโจทยปญหาจะทำให
ผูเรียนเรียนรูไดดีขึ้น (3) เนื่องจากการเรียนรูโดยใชปญหาเปนฐานเปนการเรียนกลุมยอย
การไดแสดงออก แสดงความคิดเห็นหรืออภิปรายถกเถียงกันจะทำให ผูเรียนเขาใจและเรียนรูส่ิงน้ัน
ไดดีขึ้น การเรียนรูโดยใชปญหาเปนฐานเปนรูปแบบการเรียนรูท่ีเกิดขึ้น จากแนวคิดตามทฤษฎี
การเรียนรูแบบสรางสรรคนิยม (Constructivism) โดยใหผูเรียนสรางความรูใหม จากการใชปญหา
58
ท่ีเกิดข้ึนจริงในโลก เปนบริบทของการเรียนรู เพ่ือใหผูเรียนเกิดทักษะในการคิด วิเคราะห
และคิดแกปญหา รวมท้ังไดความรูตามศาสตรในสาขาวิชาที่ตนศึกษาไปพรอมกันดวย การเรียนรู
โดยใชปญหาเปนฐานจึงเปนผลมาจากกระบวนการทำงานท่ีตองอาศัยความเขาใจและการแกไข
ปญ หาเปนหลกั
3.1 สิ่งสำคัญในการจัดการเรียนรูแบบใชปญหาเปนฐาน ส่ิงสำคัญในการจัด
การเรียนรูแบบใชป ญหาเปนฐาน คอื ปญหา เพราะปญหาท่ีดี จะเปนสิ่งกระตนุ ใหผูเรียนเกดิ แรงจงู ใจ
ใฝแสวงหาความรูในการเลือกศึกษาปญหาท่ีมีประสิทธิภาพ ผูสอนจะตองคำนึงถึงพ้ืนฐานความรู
ความสามารถของผูเรียน ประสบการณ ความสนใจ และภูมิหลังของผูเรียน เพราะคนเรามีแนวโนม
ท่ีจะสนใจเรื่องใกลตัวมากกวาเรื่องไกลตัว สนใจสิ่งท่ีมีความหมายและความสำคัญตอตนเองและ
เปนเร่ืองที่ตนเองสนใจใครรู ดังน้ัน การกำหนดปญหาจึงตองคำนึงถึงตัวผูเรียนเปนหลัก รวมถึง
สภาพแวดลอม และแหลงเรียนรูท้ังภายในและภายนอกโรงเรียนที่เอื้ออำนวยตอการแสวงหาความรู
ของผูเรียนดวยการจัดการเรียนรูในรูปแบบน้ีจะเนนการสงเสริมใหผูเรียนไดลงมือปฏิบัติดวยตนเอง
เผชิญหนากับปญหาดวยตนเองเพ่ือใหผูเรียนไดฝกทักษะในการคิดหลายรูปแบบ เชน การคิด
วิจารณญาณ คิดวเิ คราะห คดิ สังเคราะห คดิ สรางสรรค เปนตน
3.2 วัตถุประสงคหรือผลลัพธที่คาดหวังจากการเรียนรูโดยใชปญหาเปนฐาน
วัตถุประสงคห รือผลลพั ธที่คาดหวงั จากการเรียนรโู ดยใชปญหาเปน ฐาน ไดแก
3.2.1 ไดค วามรทู ส่ี อดคลอ งกบั บริบทจริงและสามารถนำไปใชได
3.2.2 พัฒนาทักษะการคิดอยางมีวิจารณญาณ การใหเหตุผลและนำไปสู
การแกป ญ หา
3.2.3 ผูเรียนสามารถเรยี นรูไดด ว ยตัวเองอยา งตอ เนอ่ื ง
3.2.4 ผเู รยี นสามารถทำงานและส่ือสารกับผอู ื่นไดอยางมีประสิทธภิ าพ
3.2.5 สรา งแรงจงู ใจในการเรยี นรใู หแ กผ เู รยี น
3.2.6 ความคงอยู (retention) ของความรจู ะนานข้ึน
3.3 ลักษณะสำคญั ของการเรียนรโู ดยใชปญหาเปน ฐาน
3.3.1 ใชปญหาที่สอดคลองกับสถานการณจริงเปนตัวกระตุนการแกปญหา
และเปนจุดเริ่มตนในการแสวงหาความรู ปญหาที่เหมาะสมกับการนำมาจัดกิจกรรมควรมีลักษณะ
ดงั นี้
1) เปนเรื่องจริงเก่ียวของกับชีวิตประจำวันที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงและ
เกดิ จากประสบการณของผเู รยี นหรอื ผเู รียนอาจมีโอกาสเผชญิ กับปญหานั้น
2) ทาทาย กระตุน ความสนใจ อาจตนื่ เตน บาง เปนปญหาท่ียังไมมีคำตอบ
ชดั เจนตายตวั เปน ปญ หาท่ีมคี วามซับซอน คลมุ เครือ หรือผูเรยี นเกิดความสบั สน
59
3) เปนปญหาที่พบบอย มีความสำคัญ มีขอมูลประกอบเพียงพอสำหรับ
การคน ควา ไดฝกทักษะการตดั สินใจโดยขอเทจ็ จรงิ ขอ มูลขา วสาร ตรรกะ เหตุผล และต้ังสมมตฐิ าน
4) เชื่อมโยงความรูเดิมกับขอมูลใหม สอดคลองกับเนื้อหา/แนวคิด
ของหลกั สูตร มีการสรางความรใู หม บูรณาการระหวางบทเรียน นำไปประยกุ ตใชได
5) ปญหาซับซอนที่กอใหเกิดการทำงานกลุมรวมกัน มีการแบงงานกันทำ
โดยเชื่อมโยงกันไมแยกสวน เหมาะสมกับเวลา เกดิ แรงจงู ใจในการแสวงหาความรูใหม
6) ชักจูงใหเกิดการอภิปรายไดกวางขวาง ปญหาที่เปนประเด็นขัดแยง
ขอ ถกเถยี งในสงั คมท่ยี ังไมมขี อ ยตุ ิ เปนปลายเปด ไมมีคำตอบทชี่ ดั เจน มหี ลายทางเลอื ก/หลายคำตอบ
สัมพันธกบั สง่ิ ทเี่ คยเรียนรูมาแลว มขี อ พิจารณาที่แตกตาง แสดงความคดิ เห็นไดห ลากหลาย
7) ปญหาท่ีสรางความเดือดรอน เสียหาย เกิดโทษภัยเปนส่ิงที่ไมดีหากใช
ขอมูลโดยลำพังคนเดียวอาจทำใหตอบปญหาผดิ พลาด
8) ปญ หาท่ีมีการยอมรับวา จริง ถกู ตอง แตผเู รียนไมเ ชื่อจรงิ ไมสอดคลอ ง
กบั ความคิดของผเู รยี น
9) ปญหาที่อาจมีคำตอบหรือแนวทางในการแสวงหาคำตอบไดหลายทาง
ครอบคลมุ การเรียนรูท่ีกวา งขวางหลากหลายเน้ือหา
10) ปญ หาที่มคี วามยากความงายเหมาะสมกับพื้นฐานของผูเรยี น
11) ปญหาท่ีไมสามารถหาคำตอบไดทันที ตองการการสำรวจ คนควา
และการรวบรวมขอมูลหรือทดลองดูกอน ไมสามารถท่ีจะคาดเดาหรือทำนายไดงาย ๆ วาตองใช
ความรอู ะไร
12) ปญหาที่สง เสรมิ ความรดู า นเนือ้ หาทกั ษะ สอดคลอ งกับหลักสตู ร การศึกษา
13) ใชสื่อหลากหลายรูปแบบในการระบุปญหา เชน ขอความบรรยาย
รูปภาพ วีดีทัศนส้ัน ๆ ขอมูลจากผลการทดลองในหองปฏิบัติการ ขาว บทความจากหนังสือพิมพ
วารสาร สง่ิ พิมพ
3.3.2 บรู ณาการเนอื้ หาความรูในสาขาตา ง ๆ ท่ีเก่ียวของกับปญ หานน้ั
3.3.3 เนนกระบวนการคดิ อยางมเี หตุผลและเปนระบบ
3.3.4 เรียนเปนกลุมยอย โดยมีครูหรือผูสอนเปนผูสนับสนุนและกระตุนให
ผูเรียนรวมกันสรา งบรรยากาศทส่ี งเสรมิ การเรยี นรูใ หเ กิดขึน้ ในกลุม
3.3.5 ผูเรียนมีบทบาทสำคัญในการเรียนรู และเรียนโดยการกำกับตนเอง
(Self-directed learning)
1) สามารถประเมนิ ตนเองและบงชค้ี วามตองการได
2) จดั ระบบประเด็นการเรยี นรูไ ดอ ยา งเท่ียงตรง
60
3) รูจ ักเลอื กและใชแ หลงเรียนรทู เ่ี หมาะสม
4) เลอื กกจิ กรรมการศกึ ษาคน ควา แกปญหาที่ตรงประเด็น มีประสทิ ธภิ าพ
5) บงชข้ี อ มูลทไ่ี มเ กย่ี วของได และคัดแยกออกไดอ ยางรวดเร็ว
6) ประยกุ ตใชค วามรใู หมเ ชงิ วเิ คราะหไ ด
7) รจู ักข้ันตอนการประเมิน
3.4 กระบวนการจัดกจิกรรมการรเรยี นรโู ดยใชป ญหาเปน ฐาน
ข้ันท่ี 1 กำหนดปญหา จัดสถานการณ กระตุนใหผูเรียนเกิดความสนใจ และ
มองเห็นปญหา สามารถกำหนดสิ่งท่ีเปนปญหาทผ่ี ูเรียนอยากรู อยากเรียน เกิดความสนใจที่จะคนหา
คำตอบ
1) จดั กลุม ผเู รยี นใหมีขนาดเล็ก (ประมาณ 3-5/8-10 คน)
2) ใชปญหาเปนตัวกระตุนใหเกิดการเรียนรู โดยลักษณะของปญหา
ที่นำมาใช ควรมีลักษณะคลุมเครือไมชัดเจน มีวิธีแกไขปญหาไดอยางหลากหลาย อาจมีคำตอบได
หลายคำตอบ โดยคำนึงถึงการเชือ่ มโยงความรูใหมเขา กับความรเู ดิม ความซับซอ นของปญ หาจากงาย
ไปสยู าก ระดบั และประสบการณผ เู รยี น เวลาทีก่ ำหนดใหผ เู รียนใชดำเนนิ การ และแหลงคนควาขอมูล
ขั้นท่ี 2 ทำความเขาใจกับปญหา ปญหาที่ตองการเรียนรูตองสามารถอธิบาย
ส่งิ ตาง ๆ ทีเ่ กี่ยวของกับปญหาได
3) ผูเรียนทำความเขาใจหรือทำความกระจางในคำศัพทท่ีอยูในโจทย
ปญหาเพ่ือใหเขา ใจตรงกนั
4) ผูเรียนจับประเด็นขอมูลท่ีสำคัญหรือระบุปญหาในโจทย วิเคราะห
หาขอมูลท่ีเปน ขอ เท็จจริง ความจริงทป่ี รากฏในโจทย แยกแยะขอ มลู ระหวา งขอเท็จจริงกับขอ คดิ เห็น
จับประเดน็ ปญหาออกเปน ประเดน็ ยอย
5) ผูเ รียนระดมสมองเพื่อวิเคราะหป ญหา อภิปรายแตละประเด็นปญหา
วา เปนอยางไร เกดิ ขนึ้ ไดอ ยางไร ความเปน มาอยา งไร โดยอาศยั พน้ื ความรเู ดิมเทา ท่ผี ูเรยี นมีอยู
6) ผูเรียนรวมกันตั้งสมมติฐานเพ่ือหาคำตอบปญหาประเด็นตาง ๆ
พรอมจดั ลำดบั ความสำคญั ของสมมติฐานทีเ่ ปนไปไดอ ยา งมเี หตุผล
7) จากสมมติฐานท่ีต้ังข้ึน ผูเรียนจะประเมินวามีความรูเรื่องอะไรบาง
มีเรื่องอะไรที่ยังไมรูหรือขาดความรู และความรูอะไรจำเปนที่จะตองใชเพื่อพิสูจนสมมติฐาน
ซ่ึงเช่ือมโยงกับโจทยปญหาท่ีได ขั้นตอนนี้กลุมจะกำหนดประเด็นการเรียนรูหรือวัตถุประสงคการ
เรียนรเู พื่อคนควาหาขอมลู ตอไป
ขั้นท่ี 3 ดำเนินการศึกษาคนควา ผูเรียนศึกษาคนควาดวยตนเองดวยวิธีการ
หลากหลาย
61
8) ผูเรียนคนควาหาขอมูลและศึกษาเพิ่มเติมจากทรัพยากรการเรียนรู
ตาง ๆ เชน หนังสือ ตำรา วารสาร ส่ือการเรียนการสอนตาง ๆ การศึกษาในหองปฏิบัติการ
คอมพิวเตอร ชวยสอน อินเทอรเน็ต หรือปรึกษาผูรูในเนื้อหาเฉพาะ เปนตน พรอมทั้งประเมิน
ความถกู ตองโดย
- ประเมนิ แหลงขอ มูล ความถูกตอ ง ความเชือ่ ถอื ไดข องขอมูล
- เลือกนำความรูท่ีเกี่ยวของมาเช่ือมโยงวาตรงประเด็นเพียงพอท่ีจะ
แกป ญ หาอยา งไร
- หาประเด็นความรูเพิม่ เติม ถาจำเปน
- สรุป เตรียมสื่อ เลือกวิธีนำเสนอผลงาน
ข้ันท่ี 4 สังเคราะหความรู ผูเรียนนำความรูท่ีไดคนความาแลกเปลี่ยนเรียนรู
รว มกัน
9) ผูเรียนนำขอมูลหรือความรูท่ีไดมาสังเคราะห อธิบาย พิสูจน สมมติฐาน
และประยุกตใ หเหมาะสมกับโจทยปญ หา พรอมสรุปเปนแนวคดิ หรือหลักการทว่ั ไปโดย
- นำเสนอผลงานกลมุ ดว ยสือ่ หลากหลาย
- สะทอ นความคดิ ใหขอมลู ยอนกลับ อภิปรายทำความเขาใจ แลกเปล่ยี น
ความคดิ เหน็ ระหวางกลมุ ถงึ กระบวนการเรยี นรู การแกปญ หา การเชอื่ มโยง การสรา งองคค วามรใู หม
- สรปุ ภาพรวมเปน ความรทู ัว่ ไป
ขั้นที่ 5 สรปุ และประเมินคาหาคำตอบ
10) ผูเรียนแตละกลุม สรุปผลงานของกลุมตนเอง และประเมินผลงาน
วาขอมูลท่ีศึกษาคนความีความเหมาะสมหรือไมเพียงใด โดยพยายามตรวจสอบแนวคิดภายในกลุม
ของตนเองอยา งอสิ ระ ทุกกลุมชว ยกันสรปุ องคค วามรูใ นภาพรวมของปญหาอกี ครงั้
11) ประเมินผลจากสภาพจรงิ โดยดจู ากความสามารถในการปฏิบัติ
3.5 บทบาทของครใู นการจดั กจิ กรรมการเรียนรูโดยใชป ญหาเปนฐาน
3.5.1 ทำหนา ท่เี ปน ผอู ำนวยความสะดวก หรอื ผูใหค ำปรึกษาแนะนำ
3.5.2 เปน ผูกระตุนใหเ กิดการเรียนรู มิไดเ ปน ผูถ ายทอดความรใู หแ กผ ูเรียนโดยตรง
3.5.3 ใชท กั ษะการตั้งคำถามท่ีเหมาะสม
3.5.4 กระตุนและสงเสริมกระบวนการกลุม ใหกลุมดำเนินการตามข้ันตอน
ของการเรียนรโู ดยใชป ญ หาเปน ฐาน
3.5.5 สนับสนุนการเรียนรูของผูเรียนและเนนใหผูเรียนตระหนักวาการเรียนรู
เปน ความรับผิดชอบของผเู รยี น
3.5.6 กระตนุ ใหผ ูเ รยี นเอาความรูเ ดมิ ทมี่ อี ยมู าใชอ ภิปรายหรือแสดงความคดิ เห็น
62
3.5.7 สนับสนุนใหกลุมสามารถตั้งประเด็นหรือวัตถุประสงคการเรียนรู/แกปญหา
ไดสอดคลอ งกบั วตั ถุประสงคข องกิจกรรมทคี่ รูกำหนด
3.5.8 หลกี เลีย่ งการแสดงความคิดเห็นหรอื ตดั สินวาถกู หรอื ผดิ
3.5.9 สงเสริมใหผูเรียนประเมินการเรียนรูของตนเอง รวมท้ังเปนผูประเมินทักษะ
ของผูเรยี นและกลุม พรอมการใหขอมลู ยอ นกลับ
ภาพที่ 10 ขนั้ ตอนการจดั การเรียนรแู บบใชป ญ หาเปน ฐาน
63
4. รปู แบบการเรยี นรูโดยใชโ ครงงานเปน ฐาน (Project-Based Learning)
การเรียนรโู ดยใชโครงงานเปน ฐาน (Project-Based Learning) หมายถึง การเรียนรู
ท่ีจัดประสบการณในการปฏิบัติงานใหแกผูเรียนเหมือนกับการทำงานในชีวิตจริงอยางมีระบบ
เพ่ือเปดโอกาสใหผูเรียนไดมีประสบการณตรง ไดเรียนรูวิธีการแกปญหา วิธีการหาความรูความจริง
อยางมีเหตุผล ไดทำการทดลอง ไดพิสูจนสิ่งตาง ๆ ดวยตนเอง รูจักการวางแผนการทำงาน
ฝกการเปนผูนำผูตาม ตลอดจนไดพัฒนากระบวนการคิด โดยเฉพาะการคิดข้ันสูง และการประเมิน
ตนเอง โดยมีครูเปนผูกระตุนเพ่ือนำความสนใจท่ีเกิดจากตัวผูเรียนมาใชในการทำกิจกรรมคนควา
หาความรูดวยตัวเอง นำไปสูการเพ่ิมความรูท่ีไดจากการลงมือปฏิบัติ การฟง และการสังเกตจากผูรู
โดยผูเรียนมีการเรียนรูผานกระบวนการทำงานเปนกลุมท่ีจะนำมาสูการสรุปความรูใหม มีการเขียน
กระบวนการจัดทำโครงงานและไดผลการจัดกิจกรรมเปนผลงานแบบรูปธรรม นอกจากน้ีการจัด
การเรียนรูโดยใชโครงงานเปนฐาน ยังเนนการเรียนรูที่ใหผูเรียนไดรับประสบการณชีวิตขณะท่ีเรียน
ไดพฒั นาทักษะตาง ๆ ซงึ่ สอดคลองกับหลักพฒั นาการตามลำดับข้ันความรูความคดิ ของบลูมทัง้ 5 ข้ัน
คือ ความรูความจำ ความเขาใจ การประยุกตใช การวิเคราะห การสังเคราะห การประเมินคาและ
การคิดสรางสรรค การจัดการเรียนรูโดยใชโครงงานเปนฐาน ถือไดวาเปนการจัดการเรียนรูที่เนน
ผเู รยี นเปน สำคญั เนื่องจากผูเ รยี นไดลงมือปฏิบตั ิ เพ่ือฝกทักษะตาง ๆ ดวยตนเองทุกข้นั ตอน โดยมีครู
เปน ผใู หการสงเสริมสนบั สนนุ
4.1 ลักษณะสำคญั ของการจัดการเรยี นรโู ดยใชโครงงานเปนฐาน
4.1.1 ยึดหลักการจัดการเรียนรูที่เนนผูเรียนเปนสำคัญ ท่ีเปดโอกาสใหผูเรียน
ไดทำงานตามระดบั ทักษะทต่ี นเองมอี ยู
4.1.2 เปนรูปแบบหน่ึงของการจัดกิจกรรมการเรียนรูท่ีเนนบทบาทและการมี
สวนรว มของผเู รียน
4.1.3 เปน เร่ืองที่ผูเรียนสนใจและรูส กึ สบายใจท่ีจะทำ
4.1.4 ผเู รียนไดร ับสทิ ธิในการเลือกวาจะตง้ั คำถามอะไร และตอ งการผลผลิตอะไร
จากการทำโครงงาน
4.1.5 ครูทำหนาที่เปนผูสนับสนุนอุปกรณและจัดประสบการณใหแกผูเรียน
สนบั สนุนการแกไขปญหาและสรางแรงจงู ใจใหแ กผ เู รียน
4.1.6 ผเู รยี นกำหนดการเรยี นรูข องตนเอง
4.1.7 เช่ือมโยงกับชีวิตจรงิ ส่ิงแวดลอ มจริง
4.1.8 มฐี านจากการวจิ ยั ศกึ ษา คน ควา หรือองคค วามรทู ีเ่ คยมี
4.1.9 ใชแหลง ขอมลู หลายแหลง
4.1.10 ฝง ตรึงดว ยความรแู ละทักษะตาง ๆ
64
4.1.11 สามารถใชเวลามากพอเพยี งในการสรางผลงาน
4.1.12 มีผลผลติ
4.2 ประเภทของโครงงาน
โครงงานทเ่ี ก่ียวของกับการจดั การเรียนรขู องผูเรียน อาจจำแนกไดเปน 2 ประเภท
หลัก ๆ คือ โครงงานที่แบงตามระดับการใหคำปรึกษาของครู และโครงงานท่ีแบงตามลักษณะ
กจิ กรรม ดังนี้
4.2.1 โครงงานท่ีแบงตามระดับการใหคำปรึกษาของครูหรือระดับการมีบทบาท
ของผูเ รยี น ดงั น้ี
1) โครงงานประเภทครนู ำทาง (Guided Project)
2) โครงงานประเภทครลู ดการนำทาง-เพมิ่ บทบาทผูเรยี น (Less -guided Project)
3) โครงงานประเภทผูเรียนนำเอง ครูไมตอ งนำทาง (Unguided Project)
65
1) โครงงานประเภทครูนำทาง (Guided Project)
ภาพท่ี 11 โครงงานประเภทครูนำทาง (Guided Project)
66
2) โครงงานประเภทครลู ดการนำทาง - เพม่ิ บทบาทผูเรยี น (Less -guided Project)
ภาพที่ 12 โครงงานประเภทครลู ดการนำทาง - เพม่ิ บทบาทผูเรียน (Less guided Project)
67
3) โครงงานประเภทผูเรยี นนำเอง ครูไมตองนำทาง (Unguided Project)
ภาพท่ี 13 โครงงานประเภทผเู รยี นนำเอง ครูไมต อ งนำทาง (Unguided Project)
4.2.2 โครงงานที่แบง ตามลักษณะกิจกรรม
1) โครงงานเชิงสำรวจ (Survey Project) ลักษณะกิจกรรม คือ ผูเรียน
สำรวจและรวบรวมขอมูลแลว นำขอมูลเหลาน้ันมาจำแนกเปน หมวดหมู และนำเสนอในรูปแบบตาง ๆ
เพอื่ ใหเ ห็นลักษณะหรอื ความสมั พนั ธใ นเรือ่ งท่ีตอ งการศกึ ษาไดช ัดเจนยง่ิ ข้ึน
2) โครงงานเชิงการทดลอง (Experiential Project) ข้ันตอนการดำเนนิ งาน
ของโครงงานประเภทนี้จะประกอบดวย การกำหนดปญหา การกำหนดจุดประสงค การตั้งสมมติฐาน
การออกแบบการทดลอง การดำเนินการทดลอง การรวบรวมขอมูล การตีความหมายขอมูล
และการสรุป
3) โครงงานเชงิ พัฒนาสรางสิ่งประดิษฐแบบจำลอง (Development Project)
เปนโครงงานเกี่ยวกับการประยุกตองคความรู ทฤษฎี หรือหลักการทางวิทยาศาสตรหรือศาสตร
68
ดานอ่ืน ๆ มาพัฒนา สรา งสงิ่ ประดิษฐ เครอ่ื งมือ เครอ่ื งใช อปุ กรณ แบบจำลอง เพื่อประโยชนใชสอย
ตาง ๆ ซึ่งอาจจะเปนส่ิงประดิษฐใหม หรือปรบั ปรุงเปล่ียนแปลงของเดิมท่ีมีอยูแลวใหมีประสิทธิภาพ
สูงขึ้นก็ได อาจจะเปนดานสังคม หรือดานวิทยาศาสตร หรือการสรางแบบจำลองเพื่ออธิบายแนวคิด
ตา ง ๆ
4) โครงงานเชิงแนวคิดทฤษฎี (Theoretical Project) เปนโครงงานนำเสนอ
ทฤษฎี หลักการ หรือแนวคิดใหม ๆ ซึ่งอาจจะอยูในรูปของสูตรสมการหรือคำอธิบายก็ได โดยผูเสนอ
ไดต้ังกติกาหรือขอตกลงขึ้นมาเอง แลวนำเสนอทฤษฎี หลักการ หรือแนวคิด หรือจินตนาการ
ของตนเองตามกติกาหรือขอตกลงนั้น หรืออาจจะใชกติกาหรือขอตกลงเดิมมาอธิบายก็ได
ผลการอธิบายอาจจะใหมยังไมมีใครคิดมากอน หรืออาจจะขัดแยงกับทฤษฎีเดิม หรืออาจจะเปน
การขยายทฤษฎีหรือแนวคิดเดมิ ก็ได การทำโครงงานประเภทนี้ตองมีการศกึ ษาคนควาพื้นฐานความรู
ในเรื่องนนั้ ๆ อยา งกวางขวาง
5) โครงงานดานบริการสังคมและสงเสริมความเปนธรรมในสังคม
(Community Service and Social Justice Project) เปนโครงงานท่ีมุงใหผูเรียนศึกษาคนควา
ประเด็นท่ีเปนปญหา ความตองการในชุมชนทองถ่ินและดำเนินกิจกรรมเพ่ือการใหบริการทางสังคม
หรอื รว มกบั ชุมชน องคกรอ่นื ๆ ในการแกปญหาหรอื พฒั นาในเร่อื งน้ัน ๆ
6) โครงงานดานศิลปะและการแสดง (Art and Performance Project)
เปนโครงงานทมี่ ุงสงเสรมิ ใหผูเรียนศึกษา คน ควา นำความรูที่ไดจากการเรยี นตามหลักสูตรโดยเฉพาะ
อยางยิ่งดานภาษาและสังคมมาตอยอด สรางผลงานดานศิลปะและการแสดง เชน งานศิลปกรรม
ประติมากรรม หนังสือการตูน การแตงเพลง ดนตรี แสดงคอนเสิรต การแสดงละคร การสราง
ภาพยนตรส นั้
7) โครงงานเชิงบูรณาการการเรยี นรู เปนโครงงานท่ีมงุ สงเสริมใหผเู รียนบูรณา
การเช่ือมโยงความรูจากตางสาระการเรียนรูตั้งแตสองสาขาวิชาขึ้นไปมาดำเนินการแกปญหาหรือ
สรางประเดน็ การศึกษาคนควา ทั้งในแงม ิติเชิงประวตั ิศาสตร ทักษะการประกอบอาชีพขามสาขาวิชา
การแกปญหาสิ่งแวดลอม สังคม ท่ีตองนำความรูตางสาขามาประยุกตใช การคิดคนสรางนวัตกรรม
จากการบรู ณาการความรู ฯลฯ
4.3 กระบวนการและขั้นตอนการจดั กจิ กรรมการเรียนรแู บบใชโ ครงงานเปนฐาน
การจัดการเรียนรูแบบใชโครงงานเปนฐาน มีกระบวนการและข้ันตอนแตกตางกัน
ไปตามแตละทฤษฎี ในทน่ี ้ีขอนำเสนอแนวคดิ การจัดการเรยี นรแู บบใชโครงงานเปนงานที่เหมาะสมกับ
บริบทการจัดการศึกษาของไทย คือ แนวคิดท่ี 1 การจัดการเรียนรูแบบใชโครงงานของสำนักงาน
เลขาธิการสภาการศึกษาและกระทรวงศึกษาธิการ (2550) แนวคิดท่ี 2 การจัดการเรียนรูตามโมเดล
จักรยานแหงการเรียนรูแบบ PBL ของนายแพทยวิจารณ พาณิช (2555) และแนวคิดท่ี 3 การจัด
69
การเรยี นรูแบบใชโครงงานเปนฐานทไ่ี ดจ ากโครงการสรางชุดความรูเพือ่ สรางเสรมิ ทักษะแหงศตวรรษ
ท่ี 21 ของเด็กและเยาวชน: จากประสบการณความสำเร็จของโรงเรียนไทยของดุษฎี โยเหลา
และคณะ (2557) มรี ายละเอียดดงั น้ี
แนวคิดท่ี 1 การจัดการเรียนรูแบบโครงงานของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
และกระทรวงศึกษาธิการ ซงึ่ ไดน ำเสนอข้นั ตอนการจัดการเรยี นรแู บบโครงงาน ไว 4 ขนั้ ตอน ดังนี้
ภาพที่ 14 ขนั้ ตอนการจดั การเรยี นรูแบบโครงงานของสำนกั งานเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษาและ
กระทรวงศึกษาธกิ าร
ข้ันตอนที่ 1 ขั้นนำเสนอ หมายถึง ข้ันท่ีผูสอนใหผูเรียนศึกษาใบความรู กำหนด
สถานการณศึกษา สถานการณเลนเกม ดูรูปภาพ หรือผูสอนใชเทคนิคการตั้งคำถามเกี่ยวกับสาระ
การเรียนรูท่ีกำหนดในแผนการจัดการเรียนรูแตละแผน เชน สาระการเรียนรูตามหลักสูตรและ
สาระการเรยี นรทู ี่เปน ขน้ั ตอนของโครงงานเพอื่ ใชเ ปน แนวทางในการวางแผนการเรยี นรู
ขั้นตอนที่ 2 ข้ันวางแผน หมายถึง ขั้นที่ผูเรียนรวมกันวางแผน โดยการระดม
ความคดิ อภิปรายหารอื ขอสรปุ ของกลุม เพื่อใชเ ปนแนวทางในการปฏบิ ตั ิ
ขนั้ ตอนที่ 3 ขั้นปฏบิ ัติ หมายถึง ขั้นท่ีผูเรียนปฏิบัติกิจกรรม เขียนสรปุ รายงานผล
ท่เี กิดขนึ้ จากการวางแผนรว มกัน
ข้ันตอนที่ 4 ข้ันประเมินผล หมายถึง ข้ันการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง
โดยใหบรรลจุ ุดประสงคก ารเรียนรูท ก่ี ำหนดไวใ นแผนการจดั การเรยี นรู โดยมผี สู อน ผูเรียน และเพอ่ื น
รวมกนั ประเมนิ
แนวคิดท่ี 2 การจัดการเรียนรูตามรูปแบบจักรยานแหงการเรียนรูแบบ PBL ของ
วจิ ารณ พาณิช (2555) ซึ่งแนวคิดน้ีมีความเชื่อวา หากตองการใหการเรียนรมู ีพลังและฝงในตัวผูเ รียน
ตองเปนการเรียนรูโดยการลงมือทำเปนโครงการ (Project) รวมมือกันทำเปนทีม และทำกับปญหา
ท่ีมีอยูในชีวิตจริง ซึ่งสวนของวงลอมี 5 สวน ประกอบดวย Define Plan Do Review และ
Presentation ดังรปู
70
ภาพที่ 15 โมเดลจกั รยานแหง การเรียนรแู บบ PBL
1. Define คือ ข้ันตอนการระบุปญหา ขอบขาย ประเด็นท่ีจะทำโครงงาน เปนการสราง
ความเขาใจระหวางสมาชิกของทีมงานรวมกับครู เกี่ยวกับคำถาม ปญหา ประเด็น ความทาทาย
ของโครงงานคืออะไร และเพื่อใหเ กดิ การเรยี นรอู ะไร
2. Plan คือ การวางแผนการทำโครงงาน ครูก็ตองวางแผนในการทำหนาท่ีโคช รวมท้ัง
เตรียมเคร่ืองอำนวยความสะดวกในการทำโครงงานของผูเรียน เตรียมคำถามเพื่อกระตุนใหคิดถึง
ประเด็นสำคัญบางประเด็นท่ีผูเรียนอาจมองขาม โดยถือหลักวา ครูตองไมเขาไปชวยเหลือจนทีมงาน
ขาดโอกาสคิดเอง แกปญ หาเอง ผูเรยี นทเ่ี ปนทีมงานตองวางแผนงานของตน แบงหนาท่ีกนั รับผิดชอบ
การประชุมพบปะระหวางทีมงาน การแลกเปล่ียนขอคนพบแลกเปลี่ยนคำถาม แลกเปล่ียนวิธีการ
ย่งิ ทำความเขาใจรว มกนั ไวชัดเจนเพียงใด งานในข้นั ตอไป (Do) ก็จะสะดวกเลอ่ื นไหลดีเพียงน้ัน
3. Do คือ การลงมือทำ ผูเรียนจะไดเรียนรูทักษะในการแกปญหา การประสานงาน
การทำงานรวมกันเปนทีม การจัดการความขัดแยง ทักษะในการทำงานภายใตทรัพยากรจำกัด
ทักษะในการคนหาความรูเพิ่มเติม ทักษะในการทำงานในสภาพที่ทีมงานมีความแตกตางหลากหลาย
ทักษะการทำงานในสภาพกดดัน ทักษะการบันทึกผลงาน ทักษะในการวิเคราะหผลและแลกเปล่ียน
ขอ วิเคราะหกบั เพื่อนรวมทีม เปนตน ในขั้นตอน DO น้ี ครจู ะไดม ีโอกาสสงั เกตทำความรจู กั และเขาใจ
ผูเรยี นเปนรายคน และเรียนรหู รือฝกทำหนาท่ีเปนผดู ูแล สนับสนนุ กำกบั และโคชดวย
4. Review คือ ผูเรียนจะทบทวนการเรียนรูวาโครงงานไดผลตามความมุงหมายหรือไม
รวมถึงทบทวนวางานหรือกิจกรรมหรือพฤติกรรมแตละข้ันตอนไดใหบทเรียนอะไรบาง ทั้งข้ันตอน
ท่ีเปนความสำเร็จและความลมเหลว เพ่ือนำมาทำความเขาใจ และกำหนดวิธีทำงานใหมที่ถูกตอง
เหมาะสม รวมทัง้ เอาเหตุการณร ะทกึ ใจหรอื เหตกุ ารณทีภ่ าคภมู ใิ จ ประทับใจ มาแลกเปลี่ยนเรียนรูก นั
ข้ันตอนน้ีเปนการเรียนรูแบบทบทวนไตรตรอง (reflection) หรือเรียกวา AAR (After Action
Review)
71
5. Presentation ผูเรยี นนำเสนอโครงงานตอช้ันเรียน เปนขั้นตอนที่ใหการเรียนรู ทักษะ
อีกชุดหน่ึงตอเน่ืองกับขั้นตอน Review เปนขั้นตอนท่ีทำใหเกิดการทบทวนข้ันตอนของงานและ
การเรียนรูที่เกิดข้ึนอยางเขมขน แลวเอามานำเสนอในรูปแบบท่ีเราใจ ใหอารมณและใหความรู
ทมี งานอาจสรางนวัตกรรมในการนำเสนอก็ได โดยอาจเขียนเปน รายงานและนำเสนอเปนการรายงาน
หนา ชน้ั มีสื่อประกอบ หรือจัดทำวดี ิทัศนหรือนำเสนอเปนละคร เปน ตน
แนวคดิ ที่ 3 การจดั การเรียนรูแบบใชโครงงานเปน ฐานทีไ่ ดจ ากโครงการสรางชุดความรู
เพื่อสรางเสริมทักษะแหงศตวรรษที่ 21 ของเด็กและเยาวชน: จากประสบการณความสำเร็จ
ของโรงเรยี นไทย ของดุษฎีโยเหลา และคณะ (2557) มี 5 ขั้นตอน ดงั น้ี
ภาพท่ี 16 ขน้ั ตอนการจดั การเรยี นรูแ บบใชโครงงานเปนฐาน
1. ขั้นใหความรูพ้ืนฐาน ครูใหความรูพื้นฐานเก่ียวกับการทำโครงงานกอนการเรียนรู
เน่ืองจากการทำโครงงานมีรูปแบบและข้ันตอนที่ชัดเจนและรัดกุม ดังนั้น ผูเรียนจึงมีความจำเปน
อยางยงิ่ ทจ่ี ะตองมีความรูเ ก่ยี วกบั โครงงานไวเปนพน้ื ฐาน เพอ่ื ใชใ นการปฏิบัตขิ ณะทำงานโครงงานจรงิ
ในขั้นแสวงหาความรู
2. ขั้นกระตุนความสนใจ ครูเตรยี มกิจกรรมที่จะกระตุนความสนใจของผูเรียน โดยตอง
คิดหรือเตรยี มกจิ กรรมทด่ี ึงดูดใหผูเรียนสนใจใครรู ถึงความสนกุ สนานในการทำโครงงานหรอื กิจกรรม
รวมกัน โดยกิจกรรมน้ันอาจเปนกิจกรรมที่ครูกำหนดข้ึน หรืออาจเปนกิจกรรมที่ผูเรียนมีความสนใจ
ตองการจะทำอยูแลว ท้ังน้ี ในการกระตุนของครูจะตองเปดโอกาสใหผูเรียนเสนอจากกิจกรรมท่ีได
เรียนรูผานการจัดการเรียนรูของครูท่ีเกี่ยวของกับชุมชนที่ผูเรียนอาศัยอยูหรือเปนเร่ืองใกลตัว
ทีส่ ามารถเรียนรไู ดด วยตนเอง
72
3. ขั้นจัดกลุมรวมมือ ครูใหผูเรียนแบงกลุมกันแสวงหาความรู ใชกระบวนการกลุม
ในการวางแผนดำเนินกิจกรรม โดยนักเรียนเปนผูรวมกันวางแผนกิจกรรมการเรียนของตนเอง
โดยระดมความคิดและหารือแบงหนาท่ีเพ่ือเปนแนวทางปฏิบัติรวมกัน หลังจากท่ีไดทราบหัวขอ
สิง่ ท่ตี นเองตองเรยี นรใู นภาคเรยี นนั้น ๆ เรยี บรอ ยแลว
4. ขั้นแสวงหาความรูในขั้นแสวงหาความรูมีแนวทางปฏิบัติสำหรับผูเรียนในการทำ
กจิ กรรม ดงั น้ี
4.1 นกั เรียนลงมือปฏบิ ัติกจิ กรรมโครงงานตามหัวขอที่กลุมสนใจผูเ รยี น ปฏบิ ัติหนา ท่ี
ของตนตามขอตกลงของกลุม พรอมทั้งรวมมือกันปฏิบัติกิจกรรม โดยขอคำปรึกษาจากครูเปนระยะ
เมือ่ มีขอสงสัยหรือปญ หาเกิดขึน้
4.2 ผเู รียนรวมกันเขียนรูปเลม สรปุ รายงานจากโครงงานทต่ี นปฏบิ ตั ิ
5. ขั้นสรุปส่ิงท่ีเรียนรู ครูใหผูเรียนสรุปสิ่งท่ีเรียนรูจากการทำกิจกรรม โดยครูใชคำถาม
ถามผูเรยี นนำไปสูก ารสรปุ สงิ่ ท่เี รยี นรู
6. ข้ันนำเสนอผลงาน ครูใหผูเรียนนำเสนอผลการเรียนรู โดยครูออกแบบกิจกรรมหรือ
จัดเวลาใหผูเรียนไดเสนอสิ่งท่ีตนเองไดเรียนรู เพื่อใหเพื่อนรวมชั้นและผูเรียนอื่น ๆ ในโรงเรียนไดชม
ผลงานและเรยี นรกู จิ กรรมทผ่ี ูเรียนปฏบิ ตั ิในการทำโครงงาน
การประเมนิ ผล
1. ประเมินตามสภาพจรงิ โดยผสู อนและผูเ รียนรวมกันประเมนิ ผลวากจิ กรรมที่ ทำไปนัน้
บรรลุตามจุดประสงคที่กำหนดไวหรือไม อยางไร ปญหาและอุปสรรคท่ีพบคืออะไรบาง ไดใชวิธีการ
แกไ ขอยางไร ผูเรียนไดเ รยี นรูอะไรบา งจากการทำโครงงานนน้ั ๆ
2. ประเมินโดยผูเกี่ยวขอ ง ไดแ ก ผูเรียนประเมินตนเอง เพื่อนชวยประเมิน ผูสอนหรือครู
ที่ปรกึ ษาประเมิน ผูป กครองประเมนิ บคุ คลอนื่ ๆ ที่สนใจและมสี วนเก่ียวของ
3. การตรวจราชการ ตดิ ตาม ตรวจสอบและประเมนิ ผลของผูต รวจราชการกระทรวงศกึ ษาธกิ าร
การตรวจราชการ ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลนโยบายดานการจัดการศึกษา
ของกระทรวงศึกษาธิการเปนสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาของหนวยงานทางการศึกษา
สถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการใหบรรลุเปาหมาย สามารถแกไขปญหาอุปสรรคและ
กอใหเกิดประโยชนสุงสุดตอนักเรียน และสอดคลองกับแผนการบริหารราชการแผนดิน พระราช
กฤษฎีกาวาดว ยหลกั เกณฑและวิธีการบริหารกิจการบานเมอื งท่ีดี โดยพระราชบัญญัติระเบียบบรหิ าร
ราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 มาตรา 20 บญั ญัตใิ หกระทรวงศึกษาธกิ ารมผี ูตรวจราชการ
ของกระทรวง เพ่ือทำหนา ที่ในการตรวจราชการ และติดตาม ประเมินผลระดับนโยบาย การนิเทศ
ใหค ำปรึกษาแนะนำ เพ่ือการปรับปรุงพัฒนาการบริหารจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการและ
73
ใหมีคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ
โดยมรี ัฐมนตรีวาการกระทรวงศึกษาธกิ าร เปนประธาน
3.1 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีวาดวยการตรวจราชการ พ.ศ. 2548 ขอ 12
กำหนดใหผตู รวจราชการมอี ำนาจและหนา ท่ี
1) สั่งเปนลายลักษณอักษรใหผูรับการตรวจปฏิบัติหรืองดเวนการปฏิบัติในเร่ืองใด
เรื่องหน่ึงใหถูกตองตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ขอบังคับ ประกาศ มติของคณะรัฐมนตรี หรือคำส่ัง
ของนายกรฐั มนตรี
2) ส่ังเปนลายลักษณอักษรใหผูรับการตรวจปฏิบัติหรืองดเวนการปฏิบัติในเร่ืองใด ๆ
ในระหวางกาตรวจราชการไวก อนหากเห็นวาจะกอใหเกิดความเสยี หายแกทางราชการหรือประโยชน
ของประชาชนอยางรายแรง และเมื่อไดส่ังการดังกลาวแลว ใหรายงานผูบังคับบัญชาเพ่ือทราบ
หรือพจิ ารณาโดยดว น
3) สั่งใหหนวยงานของรัฐและเจาหนา ที่ของรัฐช้ีแจงใหถอยคำ หรือสงเอกสารและ
หลกั ฐานเก่ียวกบั การปฏิบตั งิ านเพื่อประกอบการพจิ ารณา
4) สอบขอเท็จจริง สืบสวนสอบสวน หรือสดับตรับฟงเหตุการณ เม่ือไดรับการ
รอ งเรยี นหรือมีเหตอุ ันควร โดยประสานการดำเนินงานกับหนวยงานตรวจสอบอื่น ๆ เพื่อแกไขปญหา
ความเดอื นรอนของประชาชนหรอื ปญหาอุปสรรคของหนว ยงานของรัฐหรอื เจา หนา ทข่ี องรัฐ
5) ประเมินผลการปฏิบัติราชการของผูรับการตรวจ และรายงานผูบังคับบัญชา
เพ่อื ทราบ
6) เรียกประชมุ เจา หนาทขี่ องรัฐเพื่อชแ้ี จง แนะนำ หรือปรกึ ษาหารอื รวมกนั
3.2 ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการวาดวยการตรวจ ติดตาม ตรวจสอบ และ
ประเมินผลการจัดการศึกษา พ.ศ. 2560 ขอ 8 กำหนดวา การตรวจราชการ การติดตาม
ประเมินผลและนิเทศการศึกษาระดับกระทรวง เปนการตรวจราชการ ศึกษา วิเคราะห วิจัย ติดตาม
และประเมินผลระดับนโยบาย เพื่อนิเทศใหคำปรึกษา และแนะนำเพ่ือการปรับปรุงพัฒนาเกี่ยวกับ
การปฏิบัติราชการของหนวยงานและเจาหนาที่ในขอบเขตอำนาจหนาท่ีของกระทรวงศึกษาธิการ
ในฐานะผูสอดสอ งดูแลแทนรฐั มนตรีวาการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรชี วยวา การกระทรวงศึกษาธิการ
และปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ขอ 11 (6) และ (7) ผูชวยผูตรวจราชการมีหนาท่ีจัดทำรายงานผล
การตรวจราชการหลังการตรวจราชการ และจัดทำในภาพรวมและรายรอบรวมกับหนวยงาน
ท่ีเก่ียวของ เพ่ือรายงานตอผูบริหารระดับสูง (8) ติดตามผลการดำเนินงานตามขอเสนอแนะ
ขอ สัง่ การของผูต รวจราชการกระทรวงศกึ ษาธิการ และผูบรหิ ารระดบั สูงในระดับเขตตรวจราชการ
3.3 คำส่ังหัวหนาคณะรักษาความสงบแหงชาติ ท่ี 19/2560 เร่ือง การปฏิรูป
การศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ (ขอ 5 (4)) สำนักงานศึกษาธิการภาค มีอำนาจหนาที่
74
สนับสนุนการตรวจราชการการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายและ
ยุทธศาสตร ของกระทรวงศึกษาธิการในพื้นท่ีรับผิดชอบ (ขอ 11 (3)) ใหมีสำนักงานศึกษาจังหวัด
มอี ำนาจหนาที่ สั่งการ กำกับ ดูแล เรง รัดตดิ ตามและประเมินผลการปฏิบตั ิงานของสวนราชการหรือ
หนว ยงานและสถานศกึ ษาในสังกดั กระทรวงศกึ ษาธิการใหเ ปนไปตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธกิ าร
ขอ 8 (6) ให กศจ. มีอำนาจหนาที่ กำกับ เรงรัด ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของ
สวนราชการหรอื หนว ยงานและสถานศึกษาในสงั กัดกระทรวงศกึ ษาธกิ าร
3.4 ประกาศสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การแบงหนวยงานภายใน
สำนักงานศึกษาธกิ ารภาค และสำนักงานศึกษาธกิ ารจงั หวดั สังกดั สำนกั งานปลัดกระทรวงศกึ ษาธิการ
กำหนดให ขอ 2.5 (2), (3) และ (4) กำกับ ดูแล เรงรัด ติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน
ของสำนักงานศึกษาธิการจังหวดั ในพ้ืนทีร่ ับผดิ ชอบ รวมถงึ การบริหารการจัดการศกึ ษาของหนว ยงาน
การศึกษาในสังกดั กระทรวงศึกษาธกิ ารและตามนโยบายและยทุ ธศาสตรกระทรวงศึกษาธิการในพื้นท่ี
ทร่ี บั ผดิ ชอบ และขอ 4.5 หนา ที่ของสำนักงานศึกษาธิการจังหวดั (4) ประสานและสนับสนุนการตรวจ
ราชการกระทรวงศึกษาธิการ (5) ศึกษาวิเคราะหขอมูลสารสนเทศ เพ่ือสนับสนุนการตรวจราชการ
จัดทำแผนการรองรับการตรวจราชการ และดำเนินการเกี่ยวกับการตรวจราชการ และดำเนินการ
เกี่ยวกับการตรวจราชการของผูตรวจราชการกระทรวงในการตรวจติดตามและประเมินผล
ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ (7) ส่ังการ กำกับ ดูแล เรงรัด ติดตามและประเมินผล
การปฏบิ ัตงิ านของสว นราชการหรอื หนวยงานและสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการในจังหวัด
ใหเปนไปตามนโยบายของกระทรวงศกึ ษาธิการและยุทธศาสตรช าติ
3.5 อำนาจ หนา ท่ี
3.5.1 คณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการจัดการศึกษาของ
กระทรวงศึกษาธกิ าร มอี ำนาจหนาท่ดี ังตอ ไปนี้
1) กำหนดนโยบาย การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการจัดการศึกษา
ของกระทรวงศกึ ษาธิการ
2) กำกับ ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวง
ศึกษาธิการ
3) กำกับ ดูแล ติดตาม และเสนอแนะการบริหารงบประมาณโครงการพิเศษ
ในการบริหารจดั การศกึ ษาของสว นราชการสงั กดั กระทรวงศกึ ษาธิการ
4) พิจารณาใหค วามเห็นชอบ และใหขอ เสนอแนะ เก่ียวกับรายงานผล
การตดิ ตาม ตรวจสอบ และประเมนิ ผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศกึ ษาธิการ
5) สง เสริม สนับสนุน การพัฒนาระบบ และการศึกษา วิเคราะห วิจัย
เกีย่ วกับการตดิ ตาม ตรวจสอบ และประเมนิ ผลการจดั การศกึ ษาของกระทรวงศกึ ษาธิการ
75
6) แตงต้ังคณะอนุกรรมการ เพ่ือดำเนินการใด ๆ ตามอำนาจหนา ที่ของ
คณะกรรมการตดิ ตาม ตรวจสอบ และประเมนิ ผลการจดั การศกึ ษาของกระทรวงศกึ ษาธกิ าร
7) ดำเนินการอ่ืนใดท่ีเก่ียวของกับการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล
การจดั การศึกษา ของกระทรวงศึกษาธกิ าร
3.5.2 ผูตรวจราชการกระทรวง
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีวา ดวยการตรวจราชการ พ.ศ. 2548 ขอ 7
ใหผตู รวจราชการมี อำนาจ หนาท่ี ดงั ตอไปน้ี
1) ส่ังเปนลายลักษณอ ักษรใหผูรับการตรวจปฏิบัติในเรื่องใดเรื่องหนึ่งให
ถกู ตอ งตามกฎหมาย กฎ ระเบยี บ ขอ บงั คบั ประกาศ มติของคณะรฐั มนตรี หรือคำส่ังของนายกรฐั มนตรี
2) ส่ังเปนลายลักษณอักษรใหผูรับการตรวจปฏิบัติหรืองดเวนการปฏิบัติ
ในเรือ่ งใด ๆ ในระหวา งการตรวจราชการไวก อน หากเหน็ วา จะกอใหเ กิดความเสียหายแกทางราชการ
หรือประโยชนของประชาชนอยางรายแรง และเม่ือไดสั่งการดังกลาวแลว ใหร ายงานผูบังคับบัญชา
เพอ่ื ทราบหรอื พิจารณาโดยดว น
3) สั่งใหหนวยงานของรัฐและเจาหนา ที่ของรัฐชี้แจง ใหถ อยคำ หรือสง
เอกสารและหลักฐานเก่ยี วกบั การปฏิบัติงานเพอื่ ประกอบการพจิ ารณา
4) สอบขอเท็จจริง สืบสวนสอบสวน หรือสดับตรับฟง เหตุการณ เม่ือไดรับ
การรอ งเรียน หรือมีเหตุอันสมควร โดยประสานการดำเนินงานกับหนวยงานตรวจสอบอ่ืน ๆ เพ่ือแกไข
ปญ หาความเดือดรอ น ของประชาชนหรือปญ หาอุปสรรคของหนว ยงานของรฐั หรือเจา หนา ท่ขี องรัฐ
5) ประเมินผลการปฏิบัติราชการของผูรับการตรวจ และรายงาน
ผูบ งั คบั บัญชาเพือ่ ทราบ
6) เรยี กประชมุ เจา หนาท่ีของรฐั เพื่อช้แี จง แนะนำ หรือปรกึ ษาหารอื รว มกัน
และระเบียบกระทรวงศึกษาธิการวาดวยการตรวจราชการ การติดตาม
ตรวจสอบและประเมนิ ผลการจัดการศกึ ษา พ.ศ. 2560 หมวด 1 ระบวุ า
ขอ 7 การตรวจราชการ มวี ตั ถุประสงค ดงั นี้
(1) เพื่อช้ีแจงนโยบาย ประสานงานและเรงรัดใหผูรับการตรวจ
นำแผนการศึกษาแหงชาติ แผนการบริหารราชการแผนดิน นโยบายของรัฐบาล และนโยบายของ
กระทรวงศึกษาธกิ าร ไปจดั ทำแผนปฏบิ ัติราชการใหค รบถวน
(2) เพ่ือติดตาม ประเมินผล และเสนอแนะการบริหารงบประมาณ
การจัดการศึกษาใหสอดคลอง กับหลักการศึกษา แนวทางการจัดการศึกษา และคุณภาพมาตรฐาน
การศึกษา
76
(3) เพ่ือศึกษา วิเคราะห วิจัย ติดตามและประเมินผลระดับนโยบาย
เพอ่ื นิเทศใหคำปรึกษา เพอ่ื การปรับปรงุ พัฒนาแกสวนราชการและหนวยงานการศึกษา
(4) เพ่ือเรงรัดติดตามความกาวหนา ความสำเร็จ ปญหาอุปสรรค และ
เสนอแนะในการปฏบิ ตั ิงาน ตามแผนปฏิบตั ิราชการ
(5) เพื่อตรวจเย่ียม รับฟงหรือสดับตรับฟงทุกขสุข ความคิดเห็น นิเทศ
ชว ยเหลอื แนะนำ ช้แี จง เจาหนาทีม่ ีสมรรถนะและขวัญกำลงั ใจในการปฏิบัติงาน
ขอ 8 การตรวจราชการ การติดตาม ประเมินผลและนิเทศการศึกษาระดับ
กระทรวงเปนการตรวจราชการ ศึกษา วิเคราะห วิจัย ติดตามและประเมินผลระดับนโยบาย
เพ่ือนิเทศใหคำปรึกษา และแนะนำ เพ่ือการปรับปรุงพัฒนาเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการของหนวยงาน
แ ล ะ เจ า ห น า ที่ ใ น ข อ บ เข ต อ ำ น า จ ห น า ที่ ข อ ง ก ร ะ ท ร ว ง ศึ ก ษ า ธิ ก า ร ใ น ฐ า น ะ ผู ส อ ด ส อ ง ดู แ ล
แทนรัฐมนตรีวาการกระทรวงศึกษาธิการ การตรวจราชการจะตองไมกระทบกระเทือนตอสาระ
การบริหารและการจัดการศึกษาของสถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับปริญญาที่เปนนิติบุคคล
ท่ีสามารถดำเนินกิจการไดโดยอิสระ พัฒนาระบบบริหารและการจัดการที่เปนของตนเอง
มีความคลอ งตวั มีเสรีภาพทางวชิ าการ และอยูภายใตก ารกำกับดแู ลของสภาสถานศกึ ษาตามกฎหมาย
วาดวยการจดั ตัง้ สถานศกึ ษาน้ัน
ขอ 9 ใหปลัดกระทรวงศึกษาธิการแตงต้ังผูตรวจราชการคนหนึ่ง เปนหัวหนา
ผูตรวจราชการ มีหนาที่ ใหคำปรึกษาแนะนำแกผูตรวจราชการ เพ่ือใหการปฏิบัติงานของผูตรวจ
ราชการเปนไปตามระเบยี บน้ีและจะใหม รี องหวั หนา ผูตรวจราชการดวยกไ็ ด
ขอ 10 ใหนำระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีวาดวยการตรวจราชการใชบังคับ
การตรวจราชการของผูต รวจราชการโดยอนุโลม และใหผูตรวจราชการมอี ำนาจหนาที่ ดังนี้
(1) ส่ังเปน ลายลักษณอ กั ษร ใหผูร ับการตรวจปฏิบัติในเร่ืองใดเร่ืองหนึ่ง
ใหถูกตองตามกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ ประกาศ มติของคณะรัฐมนตรี หรือคำสั่งของ
นายกรัฐมนตรี
(2) สั่งเปนลายลักษณอักษรใหผูรับการตรวจ ปฏิบัติหรืองดเวน
การปฏิบัติงานใด ๆ ในระหวางการตรวจราชการไวกอน หากเห็นวาจะกอใหเกิดความเสียหายแก
ทางราชการและประชาชนอยางรายแรงและเมื่อผูตรวจราชการไดสั่งการดังกลาวแลวใหรายงาน
ผูบงั คบั บัญชาเพอ่ื ทราบหรือพจิ ารณาโดยดวน
(3) ส่ังใหผูรับการตรวจชี้แจง ใหถอยคำ หรือสงเอกสารและหลักฐาน
เกีย่ วกับการปฏบิ ตั งิ านเพื่อประกอบการพจิ ารณา
77
(4) สอบขอเท็จจริง สืบสวนขอเท็จจริง หรือสดับตรับฟงเหตุการณ
เม่ือไดรบั การรอ งเรียนหรือเม่ือมีเหตอุ นั ควร โดยประสานการดำเนินงานกับหนวยงานตรวจสอบอื่น ๆ
เพื่อแกไ ขปญหาความเดือดรอ นของประชาชนหรอื ปญ หาอุปสรรคของผรู บั การตรวจ
(5) ศึกษา วิเคราะห วิจัย ติดตามและประเมินผลระดับนโยบาย
เพ่ือนเิ ทศใหคำปรึกษาแนะนำ เพ่ือปรบั ปรุงพฒั นา
(6) แตงตั้งบุคคลหรือคณะทำงานเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน
ตามอำนาจหนาท่ีไดตามความเหมาะสม
(7) ปฏบิ ตั งิ านอน่ื ๆ ตามทผ่ี ูบ ังคบั บญั ชามอบหมาย
และหมวด 2 การตดิ ตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศกึ ษา กำหนด
ไว ดังนี้
ขอ 19 การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษา มี
วัตถุประสงค ดงั น้ี
(1) เพื่อใหการจัดการศึกษาเปนไปตามภารกิจและนโยบายการจัด
การศกึ ษาของกระทรวงศึกษาธิการ
(2) เพื่อใหคำปรึกษา แนะนำ และขอเสนอแนวทางเพื่อการปรับปรุง
พฒั นาเก่ยี วกับการปฏบิ ัติราชการของหนว ยงานและเจา หนา ที่
(4) เพื่อการบริหารงบประมาณในการบริหารจัดการศึกษาของ
สวนราชการและหนวยงานในสงั กดั กระทรวงศึกษาธิการใหม ปี ระสทิ ธิภาพ
(5) เพื่อใหความเห็นเก่ียวกับปญหาและขอเสนอแนวทางการจัด
การศกึ ษาของกระทรวงศึกษาธกิ าร
และหมวด 3 เบ็ดเตลด็ กำหนดไวดังน้ี
ขอ 28 ในกรณีที่บุคคลหรือหนวยงานในสังกัด หรือหนวยงานในกำกับดูแล
ของกระทรวงศึกษาธิการใด ไมปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการหรือไมดำเนินการใหเปนไป
ตามระเบยี บนี้ใหผ บู งั คับบัญชารายงานไปยงั คณะกรรมการ
ขอ 29 เพื่อประโยชนในการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัด
การศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ในสวนราชการ หนวยงานการศึกษา หรือผูตรวจราชการ
ขอความรวมมือหรือประสานขอมูลท่ีเก่ียวของกับการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัด
การศึกษาไปยังหนวยงานทีเ่ กย่ี วขอ งได
78
4. นโยบายการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ
ประจำปงบประมาณ พ.ศ. 2565
กระทรวงศึกษาธิการไดกำหนดนโยบายการตรวจการและติดตามประเมินผล
การจดั การศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปงบประมาณ พ.ศ. 2565 ไวดังนี้
ที่ นโยบายการตรวจราชการและติดตามประเมนิ ผลการจดั การศกึ ษา หนวยงาน
ของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปง บประมาณ พ.ศ. 2565 ทีเ่ กีย่ วขอ ง
1. ดา นการพฒั นาครแู ละการจัดการเรยี นการสอน
1.1 การจดั การเรียนการสอนท่มี ุง เนนใหผ เู รียนทกุ ระดบั มีสว นรวมสรางสรรค สพฐ./สอศ./
การเรยี นรู เพอื่ ใหเ กิดสมรรถนะหลักและการพฒั นาตนเองตามความถนดั กศน./สช.
และความสนใจ
1.2 การจดั การเรียนการสอนประวตั ิศาสตรแ ละหนา ทพี่ ลเมืองใหมคี วามทนั สมยั สพฐ./สอศ./
สอดรับกบั วถิ ใี หม เหมาะสมกบั วยั ของผูเรียน ควบคูไ ปกับการเรยี นรู กศน./สช.
ประวัตศิ าสตรข องทอ งถนิ่ และการเสริมสรา งวิถชี วี ิตของความเปน พลเมือง
ทเ่ี ขมแข็ง
1.3 การพัฒนาคุณภาพและประสทิ ธภิ าพครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษาทุกประเภท สพฐ./สอศ./
ใหม ีสมรรถนะทางภาษาและดิจิทลั รวมทัง้ การจดั การเรียนการสอน กศน./สช.
1.4 หลกั เกณฑและวธิ ีการประเมินตำแหนงและวิทยฐานะขาราชการครู สพฐ./สอศ./
และบคุ ลากรทางการศกึ ษา (หลักเกณฑ PA) กศน.
1.5 การขับเคลอ่ื นศนู ยความเปน เลศิ ทางการอาชีวศกึ ษา (Excellent Center) สอศ.
และศนู ยบริหารเครอื ขายการผลติ และพฒั นากำลังคนอาชีวศกึ ษา (Center of
Vocational Manpower Networking Management : CVM)
1.6 ความปลอดภัยของผเู รียน โดยการสรา งสถานศกึ ษาปลอดภัย และบริหาร สพฐ./สอศ./
จัดการเชงิ บูรณาการในสถานการณก ารแพรระบาดของโรคตเิ ชอื้ ไวรัสโคโรนา กศน./สช.
2019 (COVID-19)
2. ดา นการสรางโอกาส ความเสมอภาคและความเทาเทียมกนั ทางสังคม
2.1 การคน หาเดก็ วัยเรียนหลดุ จากระบบการศึกษา และตดิ ตามใหค วามชว ยเหลอื สพฐ./สอศ./
เขา สูร ะบบการศึกษา กศน./สช.
2.2 การดูแลเด็กปฐมวยั ดว ยการสง เสริมสนบั สนุนใหเด็กปฐมวัยทุกคนได สพฐ./สช.
พัฒนาการสมวยั ไดร บั โอกาสทางการศกึ ษาทั้งในและนอกระบบการศึกษา
79
ที่ นโยบายการตรวจราชการและตดิ ตามประเมนิ ผลการจดั การศกึ ษา หนวยงาน
ของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปงบประมาณ พ.ศ. 2565 ท่เี ก่ยี วของ
2.3 การสรา งโอกาสและการเขาถงึ การศึกษาท่มี คี ณุ ภาพสำหรับคนพกิ าร สพฐ./สอศ./
และผดู อ ยโอกาส และผเู รยี นทม่ี ีความตอ งการจำเปน พิเศษท้ังในและนอกระบบ กศน./สช.
การศกึ ษา
3. ดานความรวมมอื
3.1 การจัดการศึกษาแบบทวิภาคีสูคุณภาพมาตรฐาน ผานศนู ยอาชีวศกึ ษาทวิภาคี สอศ.
เขตพน้ื ที่
3.2 การพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ยท กุ ชว งวัย โดยการจัดการเรยี นรทู หี่ ลากหลาย และ สพฐ./สอศ./
สรางการเรยี นรตู ลอดชีวติ เพือ่ การพัฒนาทักษะอาชีพ โดยการเพิม่ พูนทกั ษะ กศน./สช.
(Re-skill) พฒั นาทักษะ (Up skill) และการเรยี นรทู ักษะใหม (New skills)
4. ดา นเทคโนโลยเี พ่อื การศกึ ษา
4.1 การนำนวตั กรรมและเทคโนโลยที ที่ ันสมัยมาใชใ นการจดั การศกึ ษา สพฐ./สอศ./
ทุกระดับการศึกษา ทเี่ นน การมสี ว นรวมและการสงเสริมการฝกทักษะดจิ ทิ ัล กศน./สช.
ในชีวิตประจำวัน
4.1 นโยบายการจัดการศึกษาของกระทรวงศกึ ษาธกิ าร
กระทรวงศึกษาธิการกำหนดนโยบานการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ
จำนวน 12 ขอ ดงั น้ี
1. การปรับปรงุ หลกั สูตรและกระบวนการเรียนรูใหทันสมัย และทันการเปล่ียนแปลง
ของโลกในศตวรรษท่ี 21 โดยมุงพัฒนาผูเรียนทุกระดับการศึกษาใหมีความรู ทักษะและคุณลักษณะ
ทีเ่ หมาะสมกับบริบทสงั คมไทย
2. การพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครูและอาจารยในระดับการศึกษา
ขัน้ พ้ืนฐานและอาชีวศึกษาใหมีสมรรถนะทางภาษาและดิจิทลั เพื่อใหครูและอาจารยไดรับการพัฒนา
ใหม ีสมรรถนะทงั้ ดานการจดั การเรยี นรูดวยภาษาและดจิ ทิ ัล สามารถปรับเปล่ยี นวิธีการเรยี นการสอน
และการใชส ือ่ ทันสมัย และมีความ รบั ผิดชอบตอ ผลลัพธทางการศกึ ษาท่ีเกิดกับผูเรยี น
3. การปฏิรูปการเรียนรูดวยดิจิทัลผานแพลตฟอรมการเรียนรูดวยดิจิทัลแหงชาติ
(NDLP) และการสงเสริมการฝกทักษะดิจิทัลในชีวิตประจำวัน เพื่อใหมีหนวยงานรับผิดชอบพัฒนา
แพลตฟอรมการเรียนรู ดวยดิจิทัลแหงชาติ ที่สามารถนำไปใชในกระบวนการจัดการเรียนรูที่ทันสมัย
และเขาถึงแหลงเรียนรูอยางกวางขวางผานระบบออนไลน และการนฐานขอมูลกลางทางการศึกษา
มาใชป ระโยชนในการพฒั นาประสทิ ธภิ าพการบริหาร และการจดั การศกึ ษา
80
4. การพัฒนาประสทิ ธิภาพการบริหารและการจดั การศึกษา โดยสง เสริมสนับสนุน
สถานศึกษาใหมีความเปนอิสระและคลองตัว การกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษา
โดยใชจังหวัดเปนฐาน โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายการศึกษาแหงชาติที่ไดรับการปรับปรุง
เพ่ือกำหนดใหมีระบบบริหารและการจัดการ รวมถึงการจัดโครงสรางหนวยงานใหเอื้อตอการจัด
การเรียนการสอนท่ีมีคุณภาพ สถานศึกษาใหมีความเปนอิสระและคลองตัว การบริหารและการจัด
การศึกษาโดยใชจังหวัดเปนฐาน มีระบบการบรหิ ารงานบคุ คล โดยยดึ หลกั ธรรมาภบิ าล
5. การปรับระบบประเมินผลการศึกษาและประกันคุณภาพ พรอมจัดทดสอบ
วัดความรู และทักษะท่ีจำเปน ในการศกึ ษาตอระดับอุดมศึกษาท้ังสายวิชาการและสายวิชาชีพ เพ่ือให
ระบบการประเมินผล การศึกษาทุกระดับและระบบการประกันคุณภาพการศึกษาไดรับการปรับปรุง
ใหท นั สมยั ตอบสนองตอผลลพั ธ ทางการศกึ ษาไดอยางเหมาะสม
6. การจัดสรรและการกระจายทรัพยากรใหท่ัวถึงทุกกลุมเปาหมาย รวมถึง
การระดมทรัพยากรทางการศึกษาจากความรวมมือทุกภาคสวน เพื่อใหการจัดสรรทรัพยากรทาง
การศึกษามีความเปนธรรม และสรางโอกาสใหกลุมเปาหมายไดเขาถึงการศึกษาที่มีคุณภาพทัดเทียม
กลุมอน่ื ๆ กระจายทรพั ยากร ทั้งบคุ ลากรทางการศึกษา งบประมาณและส่อื เทคโนโลยีไดอยา งท่ัวถึง
7. การนำกรอบคุณวุฒิแหงชาติ (NQF) และกรอบคุณวุฒิอางอิงอาเซียน (AQRF)
สูการปฏิบัติ เปนการผลิตและพัฒนากำลังคนเพื่อการพัฒนาประเทศโดยใชกรอบคุณวุฒิแหงชาติ
เชอ่ื มโยงระบบการศกึ ษา และการอาชีพโดยใชก ลไกการเทียบโอนประสบการณด วยธนาคารหนวยกิต
และจัดทำมาตรฐานอาชีพในสาขาท่ีสามารถอา งองิ อาเซยี นได
8. การพัฒนาเด็กปฐมวัยใหไดรับการดูแลและพัฒนากอนเขารับการศึกษาเพื่อ
พัฒนา รางกาย จิตใจ วินัย อารมณ สังคม และสติปญญาใหสมกับวัย เพ่ือเปนการขับเคลื่อนแผน
บูรณาการการพัฒนา เด็กปฐมวัยตามพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 สูการปฏิบัติ
อยางเปนรูปธรรม โดยหนวยงานที่เกี่ยวของนำไปใชเปนกรอบในการจดั ทำแผนปฏิบัติการเพื่อพัฒนา
เด็กปฐมวยั และมีการติดตามความกา วหนาเปน ระยะ
9. การศึกษาเพื่ออาชีพและสรางขีดความสามารถในการแขงขันของประเทศ
เพือ่ ใหผ ูจบการศกึ ษาระดบั ปรญิ ญาและอาชีวศึกษามีอาชีพและรายไดที่เหมาะสมกบั การดำรงชีพและ
คณุ ภาพชวี ติ ทดี่ ี มีสวนชว ยเพิม่ ขีดความสามารถในการแขงขนั ในเวทโี ลกได
10. การพลิกโฉมระบบการศึกษาไทยดวยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี
ที่ทันสมัยมาใชในการจัดการศึกษาทุกระดับการศึกษา เพ่ือใหสถาบันการศึกษาทุกแหงนำนวัตกรรม
และเทคโนโลยีท่ที ันสมยั มาใชใ นการจดั การศกึ ษาผา นระบบดจิ ิทลั
81
11. การเพิ่มโอกาสและการเขาถึงการศึกษาท่ีมีคุณภาพของกลุมผูดอยโอกาส
ทางการศึกษา และผูเรียนที่มีความจำเปนพิเศษ เพื่อเปนการเพิ่มโอกาสและการเขาถึงการศึกษา
ที่มีคุณภาพของกลมุ ผดู อยโอกาสทางการศกึ ษา และผเู รยี นทีม่ ีความตองการจำเปน พเิ ศษ
12. การจัดการศึกษาในระบบนอกระบบ และตามอัธยาศยั โดยยึดหลักการเรียนรู
ตลอดชีวิต และการมีสวนรวมของผูเก่ียวของ เพื่อเพ่ิมโอกาสและการเขาถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ
ของกลมุ ผดู อยโอกาสทางการศกึ ษา และผูเรยี นท่มี คี วามตองการจำเปนพิเศษ
4.2 นโยบายระยะเรงดว น (Quick Win)
กระทรวงศกึ ษาธกิ ารกำหนดนโยบายระยะเรงดว น (Quick Win) 7 เรอื่ ง ดังน้ี
1. ความปลอดภัยของผูเรียน โดยจัดใหมีรูปแบบ วิธีการ หรือกระบวนการ
ในการดูแลชวยเหลือนักเรียน เพื่อใหผูเรียนเกิดการเรียนรูอยางมีคุณภาพ มีความสุขและไดรับ
การปกปองคุมครองความปลอดภัยท้ังดานรางกายและจิตใจ รวมถึงการสรางทักษะใหผูเรียน
มีความสามารถในการดูแลตนเองจากภัยอันตรายตาง ๆ ทา มกลางสภาพแวดลอ มทางสงั คม
2. หลักสูตรฐานสมรรถนะ มุงเนนการจัดการเรียนรูที่หลากหลายโดยยึด
ความสามารถของผเู รยี นเปนหลัก และพฒั นาผูเรยี นใหเ กดิ สมรรถนะทต่ี องการ
3. ฐานขอมูล Big Data มุงพัฒนาการจัดเก็บขอมูลอยางเปนระบบและไมซ้ำซอน
เพ่ือใหไดขอมูลภาพรวมการศึกษาของประเทศท่ีมีความครบถวน สมบูรณ ถูกตองเปนปจจุบัน
และสามารถนามาใชประโยชนไ ดอ ยางแทจรงิ
4. ขับเคลื่อนศูนยความเปนเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center)
สนับสนุนการดำเนินงานของศูนยความเปนเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center) ตาม
ความเปนเลิศของแตละสถานศึกษาและตามบริบทของพ้ืนท่ี สอดคลองกับความตองการของประเทศ
ท้ังในปจจุบันและอนาคต ตลอดจนมีการจัดการเรียนการสอนดวยเคร่ืองมือที่ทันสมัย สอดคลองกับ
เทคโนโลยีปจ จุบัน
5. พัฒนาทักษะทางอาชีพ สงเสริมการจัดการศึกษาที่เนนพัฒนาทักษะอาชีพ
ของผูเรียน เพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวิต สรางอาชีพและรายไดที่เหมาะสม และเพ่ิมขีดความสามารถ
ในการแขงขันของประเทศ
6. การศึกษาตลอดชีวิต การจัดการเรียนรูตลอดชีวิตสำหรับประชาชนทุกชวงวัย
ใหมีคุณภาพและมาตรฐาน ประชาชนในแตละชวงวัยไดรับการศึกษาตามความตองการ
อยางมีมาตรฐาน เหมาะสมและเต็มตามศักยภาพตั้งแตวัยเด็กจนถึงวัยชรา และพัฒนาหลักสูตร
ท่เี หมาะสม เพื่อเตรยี มความพรอมในการเขาสูสังคมผูสงู วยั
7. การจัดการศึกษาสำหรับผูท่ีมีความตองการจำเปนพิเศษ สงเสริมการจัด
การศึกษาใหผูที่มีความตองการจำเปนพิเศษไดรับการพัฒนาอยางเต็มศักยภาพ สามารถดำรงชีวิต
82
ในสังคมอยางมีเกียรติศักด์ิศรีเทาเทียมกับผูอ่ืนในสังคม สามารถชวยเหลือตนเอง และมีสวนรวม
ในการพฒั นาประเทศ
4.3 นโยบายและจุดเนนของกระทรวงศกึ ษาธิการ ปงบประมาณ พ.ศ. 2565
กระทรวงศึกษาธิการกำหนดนโยบายและจุดเนนของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำ
ปง บประมาณ พ.ศ. 2565 ไว ดงั น้ี
1) การจดั การศึกษาเพ่ือความปลอดภยั
1.1 เรงสรางสถานศึกษาปลอดภัยเพ่ือเพิ่มความเชื่อมั่นของสังคม และปองกัน
จากภัยคุกคามในชีวิตรูปแบบใหม และภัยอ่ืน ๆ โดยมีการวางมาตรการดานความปลอดภัยใหแก
นักเรียน ครูและบุคลากรในสถานศึกษาในรูปแบบตาง ๆ เชน จัดโครงการโรงเรียน Sandbox :
Safety zone in school (SSS) ห รื อ ก า ร จั ด กิ จ ก ร ร ม Safety School Success จั ด ให มี
การฉีดวัคซีนเพอื่ ปอ งกนั โรคติดตอ การจดั การความรุนแรงเก่ยี วกบั รางกาย จิตใจ และเพศ เปน ตน
1.2 เรงพัฒนาบรรจุตัวช้ีวัดเรื่องความปลอดภัยใหอยูในเกณฑมาตรฐาน
ของสถานศกึ ษาและหนว ยงานทกุ ระดับ
1.3 เรงพัฒนาใหมีหนวยงานดานความปลอดภัยที่มีโครงสรางและกรอบ
อัตรากำลงั อยางชัดเจนในทุกสว นราชการของกระทรวงศึกษาธิการ
2) การยกระดับคณุ ภาพการศกึ ษา
2.1 เรงจัดทำและพัฒนากรอบหลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐาน (หลักสูตรฐาน
สมรรถนะ) โดยรับฟงความคิดเห็นจากผูมีสวนไดสวนเสีย ศึกษาวิเคราะห วิจัยความเหมาะสม
ความเปน ไปไดและทดลองใชก อ นการประกาศใชห ลักสตู รฯ ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2565
2.2 จัดการเรียนรูเพ่ือพัฒนาสมรรถนะแบบผูเรียนสรางความรูดวยตนเอง
มงุ เนนกระบวนการเรยี นรแู บบถกั ทอความรู ทักษะคุณลักษณะผูเรียนเขา ดวยกันดว ยการลงมือปฏิบัติ
จริง มุงเนนใหผูเรียนสามารถเขาใจและเรียนรูอยางมีความสุข และพัฒนาความเปนมนุษยที่สมบูรณ
รวมทัง้ การพัฒนาระบบการวดั และประเมินผลเชงิ สมรรถนะ
2.3 พัฒนาชองทางการเรียนรูผานดิจิทัลแพลตฟอรมที่หลากหลายและ
มีแพลตฟอรมการเรียนรูอัจฉริยะที่รวบรวมขอมูลเกี่ยวกับกระบวนการจัดการเรียนรู สื่อการสอน
คุณภาพสูง และการประเมินและพัฒนาผูเรียน เพ่ือสงเสริมการเรียนรูเปนรายบุคคล (Personalized
Learning) สำหรับผเู รียนทุกชว งวยั
2.4 มุงพัฒนาการจัดการเรียนการสอนประวัติศาสตร หนาท่ีพลเมืองและ
ศีลธรรมใหมีความทันสมัยสอดรับกับวิถีใหม เหมาะสมกับวัยของผูเรียน ควบคูไปกับการเรียนรู
ประวตั ศิ าสตรข องทองถิ่นและการเสริมสรา งวิถีชีวติ ของความเปน พลเมืองท่เี ขมแขง็
83
2.5 สงเสริมใหความรูดานการเงินและการออม (Financial Literacy) ใหกับ
ผูเรียนโดยบูรณาการการทำงานรวมกับหนวยงานท่ีเก่ียวของ เชน กองทุนการออมแหงชาติ (กอช.)
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารออมสิน ผานโครงการตาง ๆ เชน โครงการสถานศึกษาสงเสริมวินัย
การออมกบั กอช. โครงการธนาคารโรงเรยี น และการเผยแพรส ่อื แอนิเมชันรอบรเู ร่อื งเงนิ
2.6 พัฒนาหลักสูตรอาชีวศึกษา และหลักสูตรวิชาชีพระยะส้ัน แบบโมดูล
(Modular System) ที่มีการบูรณาการวิชาสามัญและวิชาชีพในชุดวิชาอาชีพเดียวกัน เชื่อมโยง
การจัดการอาชีวศึกษาท้ังในระบบ นอกระบบ และระบบทวิภาคี รวมท้ังการจัดการเรียนรู
แ บ บ ต อ เนื่ อ ง (Block Course) เพื่ อ ส ะ ส ม ห น ว ย ก ารเรีย น รู (Credit Bank) รว ม มื อ กั บ
สถานประกอบการในการจดั การอาชวี ศกึ ษาอยา งเขมขนเพอ่ื การมีงานทำ
2.7 ศึกษาวิจัย ถอดบทเรยี นความสำเร็จในการจัดและพัฒนาคุณภาพการศึกษา
ในสถานศึกษาของสถานศึกษาในพ้ืนที่นวัตกรรมการศึกษา ของพ้ืนที่นวัตกรรมการศึกษา เพ่ือเปน
แนวทางใหหนวยงาน สถานศึกษา และผเู ก่ยี วของนำไปประยกุ ตใชใ หเหมาะสม
3) การสรางโอกาส ความเสมอภาค และความเทาเทยี มทางการศกึ ษาทุกชวงวยั
3.1 ดำเนินการสำรวจและติดตามเด็กตกหลนและเดก็ ออกกลางคัน เพอ่ื นำเขา สู
ระบบการศกึ ษาโดยเฉพาะการศึกษาภาคบงั คบั
3.2 สงเสริมสนับสนุนใหเด็กปฐมวัยท่ีมีอายุต้ังแต 3 ปขึ้นไปทุกคน เขาสูระบบ
การศกึ ษาเพอื่ รบั การพัฒนาอยา งรอบดาน มคี ณุ ภาพตามศักยภาพตามวัยและตอ เนอ่ื งอยางเปน ระบบ
โดยบรู ณาการรวมงานกบั ทกุ หนว ยงานท่เี กี่ยวของ
3.3 มุงแกปญหาคนพิการในวัยเรียนท่ีไมไดรับการศึกษาเขาสูระบบการศึกษา
โดยกำหนดตำแหนง (ปกหมดุ ) บา นเดก็ พิการทว่ั ประเทศ
3.4 ใหความชวยเหลือโรงเรียนหางไกลกันดารไดมีโอกาสเรียนรูในยุคโควิด
โดยการสรา งความพรอ มในดานดจิ ทิ ลั และดา นอื่น ๆ
3.5 สงเสริมและสนับสนุนความรวมมือการจัดการศึกษารวมกับหนวยงาน
องคก รท้งั ภาครฐั เอกชน ชมุ ชน องคกรปกครองสวนทองถ่ินและสถาบนั สังคมอ่นื
4) การศกึ ษาเพื่อพฒั นาทกั ษะอาชีพและเพมิ่ ขดี ความสามารถในการแขง ขนั
4.1 ขับเคลื่อนศูนยความเปนเลิศทางการอาชวี ศึกษา (Excellent Center) และ
สง เสรมิ การผลิตกำลงั คนทีต่ อบโจทยการพฒั นาประเทศ
4.2 สงเสริม สนับสนุนใหมีการฝกอบรมอาชีพท่ีสอดคลองกับความถนัด
ความสนใจ โดยการ Re-skill, Up-skill, New skill เพ่ือใหทุกกลุมเปาหมายมีการศึกษาในระดับ
ที่สูงข้ึน พรอมท้ังสรางชองทางอาชีพในรูปแบบท่ีหลากหลายใหครอบคลุมผูเรียนทุกกลุมเปาหมาย
รวมท้ังผสู ูงอายุ ท่มี ีความสนใจ โดยมีการบูรณาการความรวมมือระหวา งหนวยงานท่ีเกยี่ วของ
84
4.3 จัดตั้งศูนยใหคำปรึกษาการจัดต้ังธุรกิจ (ศูนย Start up) ภายใตศูนยพัฒนา
อาชีพและการเปน ผูประกอบการ และพัฒนาศูนยบมเพาะผปู ระกอบการอาชวี ศึกษา เพอ่ื การสงเสริม
และพัฒนาผูประกอบการดานอาชีพท้ังผูเรียนอาชีวศึกษาและประชาชนทั่วไป โดยเชื่อมโยงกับ กศน.
และสถานประกอบการทง้ั ภาครฐั และเอกชนทส่ี อดคลอ งกับการประกอบอาชีพในวถิ ีชวี ติ รปู แบบใหม
4.4 พัฒนาแอปพลเิ คชัน เพอื่ สนับสนนุ ชางพันธุ R อาชีวะซอ มทั่วไทย โดยการนำ
รอ งผานการใหบริการของศูนยซอมสรางเพื่อชุมชน (Fix it Center) จำนวน 100 ศูนย ใหครอบคลุม
การใหบ รกิ ารแกประชาชน
5) การสงเสรมิ สนับสนนุ วชิ าชพี ครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา
5.1 พัฒ นาหลักเกณ ฑการประเมินวิทยฐานะแนวใหม Performance
Appraisal (PA) โดยใชระบบการประเมินตำแหนงและวิทยฐานะของขาราชการครูและบุคลากร
ทางการศกึ ษา ระบบ Digital Performance Appraisal (DPA)
5.2 พัฒนาสมรรถนะทางดานเทคโนโลยีดิจิทัล โดยการจัดทำกรอบระดับ
สมรรถนะดิจิทัล (Digital Competency) สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาระดับการศึกษา
ขน้ั พ้ืนฐาน และระดบั อาชวี ศึกษา
5.3 ดำเนินการแกไ ขปญหาหน้ีสินครแู ละบุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบ ควบคู
กบั การใหค วามรูดา นการวางแผนและการสรา งวนิ ัยดา นการเงินและการออม
6) การพฒั นาระบบราชการและการบริการภาครฐั ยคุ ดจิ ิทลั
6.1 พัฒ นาระบบสารสนเท ศโดยใชเท คโนโลยีสารสนเท ศท่ี ทันสมัย
ในการจดั ระบบทะเบยี นประวตั ขิ องขา ราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษาอเิ ล็กทรอนิกส
6.2 ปรับปรุงแนวทางการจดั สรรเงินคาเครอื่ งแบบนกั เรียนและอุปกรณการเรยี น
ผา นแอปพลิเคชัน “เปา ตงั ” ของกรมบญั ชีกลางไปยังผูปกครองโดยตรง
7) การขับเคล่ือนกฎหมายการศึกษาและแผนการศึกษาแหงชาติจัดทำกฎหมาย
ลำดับรองและแผนการศึกษาแหงชาติเพ่ือรองรับพระราชบัญญัติ การศึกษาแหงชาติควบคูกับ
การสรางการรบั รใู หกับประชาชนไดรบั ทราบอยางทั่วถึง
4.4. แนวทางการขับเคลือ่ นนโยบายสูการปฏิบัติ
กระทรวงศึกษาธกิ ารกำหนดแนวทางการขับเคล่ือนนโยบายสกู ารปฏิบัติ ไวด ังนี้
1) ใหสวนราชการ หนวยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ นำนโยบายและจุดเนน
ของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปงบประมาณ พ.ศ. 2565 ขางตน เปนกรอบแนวทางในการจัด
การศกึ ษา โดยดำเนนิ การจัดทำแผนและงบประมาณรายจา ยประจำปง บประมาณ พ.ศ. 2565
2) ใหมีคณะกรรมการติดตาม ประเมินผล และรายงานการขับเคล่ือนโยบาย
การจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ สูการปฏิบัติระดับพื้นท่ี ทำหนาท่ีตรวจราชการ ติดตาม
85
ประเมินผลในระดับนโยบายและจัดทำรายงานเสนอตอรัฐมนตรีวาการกระทรวงศึกษาธิการ
และคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ
ทราบตามลำดบั
3) กรณีมีปญหาในเชิงพ้ืนท่ีหรือขอขัดแยงในการปฏิบัติงานใหศึกษา วิเคราะห
ขอมูลและดำเนินการแกไขปญหาในระดับพื้นท่ีกอน โดยใชภาคีเครือขายในการแกไขขอขัดของ
พรอมทั้งรายงานตอ คณะกรรมการติดตามฯ ตามขอ 2 ปลดั กระทรวงศกึ ษาธิการ และรัฐมนตรีวา การ
กระทรวงศกึ ษาธิการ ตามลำดบั
4) สำหรับภารกิจของสวนราชการหลักและหนวยงานท่ีปฏิบัติในลักษณะงาน
ในเชิงหนาท่ี (Function) งานในเชิงยุทธศาสตร (Agenda) และงานในเชิงพ้ืนท่ี (Area) ซึ่งได
ดำเนินการอยกู อ นแลว หากมีความสอดคลองกับหลักการนโยบายและจุดเนน ของกระทรวงศกึ ษาธิการ
ประจำปงบประมาณ พ.ศ. 2565 ขางตน ใหถือเปนหนาท่ีของสวนราชการหลักและหนวยงาน
ที่เก่ียวของตองเรงรัด กำกับ ติดตาม ตรวจสอบใหการดำเนินการเกิดผลสำเร็จและมีประสิทธิภาพ
อยา งเปน รปู ธรรม
86
4.5 เขตพื้นทต่ี รวจราชการของผูตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ
ภาพท่ี 17 เขตพื้นท่ตี รวจราชการของผตู รวจราชการกระทรวงศกึ ษาธิการ
87
5. งานวิจัยทีเ่ กย่ี วของ
เดชดนัย จุยชุม, เกษรา บาวแชมชอย และศิริกัญญา แกนทอง (2559) ไดศึกษาเร่ือง
การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เรื่อง ทักษะการคิดของนักศึกษาในรายวิชาทักษะการคิด
(Thinking Skills) ดวยการเรียนรูแบบมีสวนรวม (Active Learning) รหัสวิชา 11-024-112
ภาค เรียนท่ี 1 ปการศึกษา 2558 โดยมีวัตถุประสงคเพ่ือ (1) ศึกษาพฤติกรรมทางการเรียน
(2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาในรายวิชาทักษะ
การคิด (Thinking Skills) รหัสวิชา 11-024-112 ภาคเรียนท่ี 1 ปการศึกษา 2558 ดวยการเรียนรู
แบบมีสวนรวม (Active Learning) ผลการวิจัย พบวา (1) พฤติกรรมทางการเรียนของนักศึกษา
หลังการเรียนรูแบบมีสวนรวมดีขึ้นทั้งในดานการทำงานเปนกลุม การแสดงความคิดเห็น
และการแสดงออกเพื่อสะทอนความคิดเห็นรวมกัน (2) คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน
ของนักศึกษาสูงกวากอนเรียน (3) นักศึกษามีความพึงพอใจตอการเรียนรูแบบมีสวนรวม (Active
Learning) โดยรวมอยรู ะดับมาก
จฑุ ามาศ เพิ่มพูนเจรญิ ยศ (2561) ไดศึกษาเร่ือง การพัฒนาการจัดการเรียนรูเ ชิงรุกผาน
หองเรียนอัจฉริยะสำหรับนักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปท่ี 5 โรงเรียนอนุบาลไทรโยค โดยมี
วัตถุประสงคเพ่ือ (1) พัฒนาการจัดการเรียนรูเชิงรุกผานหองเรียนอัจฉริยะสำหรับนักเรียน ระดับ
ชน้ั ประถมศกึ ษาปท่ี 5 โรงเรียนอนุบาลไทรโยค (1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียน
ระหวางการจดั การเรียนรูแบบเดิมกับการจัดการเรียนรูเชิงรุกผานหองเรียนอจั ฉริยะ (3) ศึกษาปจจัย
ที่สงผลตอ ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนท่ใี ชรปู แบบการจัดการเรียนรูเชิงรกุ ผา นหอ งเรียนอัจฉรยิ ะ และ (4)
เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีตอการจัดการเรียนรูเชิงรุกผานหองเรียนอัจฉริยะของนักเรียนระดับชั้น
มธั ยมศึกษาปท่ี 5 โรงเรียนอนบุ าลไทรโยค ผลการวิจัยพบวา (1) รูปแบบการจดั การเรียนรูเชิงรุกผา น
หอ งเรียนอัจฉริยะที่ไดพฒั นาขน้ึ มีความเหมาะสมมาก มีคณุ ภาพในเกณฑดี โดยประเด็นท่ีผูเ ชยี่ วชาญ
สว นใหญมีความเห็นวามีคุณภาพดมี าก คือ รูปแบบการจัดการเรียนรเู ชงิ รกุ ผานหองอจั ฉรยิ ะสามารถ
จูงใจในการเรียนรูของผูเรียน (2) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผูเรียนระหวางการ
จัดการเรียนรูแบบเดิมกับการจัดการเรียนรูเชิงรุกผานหองเรียนอัจฉริยะ พบวา ผูเรียนที่มีการใช
รูปแบบการจัดการเรียนรูเชิงรุกผานหองเรียนอัจฉริยะมีคะแนนผลสัมฤทธ์ิเฉล่ียสูงกวาผูเรียนท่ีมีการ
จัดการเรียนรูแบบเดิม อยางมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 (3) ปจจัยท่ีสงผลตอผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนท่ีใชรูปแบบการจัดการเรียนรูเชิงรุกผานหองเรียนอัจฉริยะในระดับช้ันประถมศึกษาปที่ 5
โรงเรยี นอนบุ าลไทรโยค พบวา มปี จจยั 3 ปจจยั คือ ดานผูเรียน ดานผูสอน และดานสอ่ื การเรียนการ
สอน เปนปจจัยที่สงผลตอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน อยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สามารถ
ทำนายการเปล่ียนแปลง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนได รอยละ 70.10 (4) ความพึงพอใจ
ของผูเรียนที่มีความคดิ เห็นตอการจัดการเรียนรูเชิงรุกผานหองเรียนอัจฉริยะ พบวา โดยรวมผูเรียนมี
88
ความคิดเห็นอยูในระดับนึง พอใจมาก สรุปไดวา การจัดการเรียนรูเชิงรุกผานหองเรียนอัจฉริยะชวย
กระตุนหรือเราความสนใจให เกิดกระบวนการเรียนรู ทักษะกระบวนการคิดวิเคราะหไดลงมือปฏิบัติ
ดวยตนเอง อิสระในการคนควา หาความรู มีเทคโนโลยีที่หลากหลายมาชวยสนับสนุนและสามารถ
นำไปประยุกตใ ชในชวี ิตประจำวนั ได
ชรินทร ชะเอมเทส (2561) ไดศึกษาเรื่อง การใชรูปแบบการสอน Active Learning
เพ่ือพฒั นาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการบัญชีบริหาร สำหรับผเู รียนระดับ ปวส. 2 สาขา การบัญชี
โดยมีวัตถุประสงคเพ่ือ (1) หาประสิทธิภาพของบทเรียนวิชาการบัญชีบริหารท่ีใชรูปแบบการสอน
Active Learning สำหรับผูเรียนระดับ ปวส. 2 สาขาการบัญชี (2) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
วิชาการบัญชีบรหิ ารโดยใชรูปแบบการสอน Active Learning (3) ศึกษาความพงึ พอใจของผูเรียนท่ีมี
ตอรูปแบบการสอน Active Learning ในรายวิชาการบัญชีบริหาร ผลการวิจัยพบวา (1) บทเรียน
วิชาการบัญชีบริหารท่ีใชรูปแบบการสอน Active Learning มีประสิทธิภาพตามเกณฑ 80/80 (2)
ผูเรียนมีผลสัมฤทธ์ิหลังการเรียนวิชาการบัญชีบริหารโดยใชรูปแบบการสอน Active Learning สูง
กวา กอ นเรยี น และ (3) ผูเรยี นมคี วามพึงพอใจตอการเรยี นการสอนวิชาการบัญชบี ริหารโดยใชรปู แบบ
การ สอน Active Learning อยใู นระดับมากทส่ี ุด
จนั ทรา แซลิ่ว (2561) ทำการวจิ ัยเร่ือง การจัดการเรียนรูแบบเชิงรุก (Active learning)
ในรายวิชาการพัฒนาทักษะการคิดสำหรับเด็กปฐมวัย โดยมีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู
แบบเชิงรุก Active learning ของนักศึกษาชั้นปท่ี 2 ในรายวิชาการพัฒนาทักษะการคิดสำหรับ
เด็กปฐมวัย ในประเด็น (1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในรายวิชาการพัฒนาทักษะการคิดสำหรับเด็ก
ปฐมวยั (2) ทักษะการเรยี นรใู นศตวรรษท่ี 21 และ (1) ความพึงพอใจตอการจดั การเรยี นรแู บบเชิงรุก
Active learning ผลการวิจัยพ บวา (1) ผลสัมฤท ธิ์ท างการเรียนของนักศึกษาชั้นปท่ี 2
ในรายวิชาการ พัฒนาทักษะการคิดสำหรับเด็กปฐมวัย ภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2560 จำนวน
50 คน นักศึกษามีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ในระดับ A จำนวน 13 คน คิดเปนรอยละ 28.33
ในระดับ B+ จำนวน 21 คน คิดเปนรอยละ 35 ในระดับ B จำนวน 16 คน คิดเปนรอยละ 26.67
ในระดับ C+ จำนวน 5 คน คิดเปนรอยละ 8.33 และอยูในระดับ C จำนวน 1 คน คิดเปนรอยละ
1.67 (2) การประเมินทักษะการเรียนรูในศตวรรษที่ 21 หลังการจัดการเรียนรูแบบเชิงรุก Active
Learning ทักษะท่ีมีคาเฉลี่ยมากที่สุด คือ ทักษะการเห็นอกเห็นใจและการเปนพลเมืองดี
(Compassion) มีคา เฉลยี่ 4.67 ในระดับมากท่สี ดุ คดิ เปนรอยละ 92.00 ทกั ษะการเรียนรูในศตวรรษ
ท่ี 21 ที่มีคาเฉลี่ยนอยที่สุดคือ ทักษะการคิดสรางสรรค (Creative Skills) มีคาเฉลี่ย 4.09 ในระดับ
มาก คิดเปนรอยละ 81.80 และทักษะที่มีคาเฉล่ียกอนและหลังการจัดการเรียนรูแบบ Active
Learning มีคาเฉลี่ยที่ตางกันมากที่สุด คือ ทักษะดานสื่อเทคโนโลยีและสารสนเทศ (ICT Literacy
skills) มีคาเฉล่ียท่ีแตกตางกัน คือ 0.73 และ (3) ความพึงพอใจของนักศึกษาตอการจัดการเรียนรู