The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมแนวตรวจครั้งที่1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Wannawat, 2022-02-16 23:28:01

ทดสอบ 02

รวมแนวตรวจครั้งที่1



๑. แนวทางปฏบิ ตั ิราชการที่ไดจ้ ากคดปี ระเภทสัญญาทางปกครอง

๑.๑ แนวปฏิบัติเกีย่ วกบั อำนาจหน้าทแี่ ละการควบคุมงานจา้ งของคณะกรรมการ
ตรวจการจ้าง (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสดุ ท่ี อ. ๗๒/๒๕๖๔)

เมื่อตลอดระยะเวลาการดำเนินงานของผู้รับจ้าง องค์การบริหารส่วนตำบลยางค้อม
ผู้ว่าจ้างหรือคณะกรรมการตรวจการจ้างหรือช่างผู้ควบคุมงานไม่ได้แจ้งความบกพร่อง
หรือความไม่ถูกต้องตามสัญญาให้ผู้รับจ้างทราบ ทั้งไม่ปรากฏข้อทักท้วงของผู้ควบคุมงาน
หรือของคณะกรรมการตรวจการจ้างว่าผู้รับจ้างใช้วัสดุใช้ในการปูพื้นผิวถนนแอสฟัลท์ติก
ที่ไม่ได้มาตรฐานหรือทำงานไม่เป็นไปตามขั้นตอนการก่อสร้าง และช่างผู้ควบคุมงานซึ่งเป็น
ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมและติดตามตรวจสอบการดำเนินงานตามสัญญาจ้างได้รายงาน
ผลการก่อสร้างต่อคณะกรรมการตรวจการจ้าง โดยได้รับรองว่าผู้รับจ้างได้ทำงานจ้าง
แล้วเสร็จสมบูรณ์ถูกต้องตามสัญญา กรณีจึงรับฟังได้ว่า ผู้รับจ้างได้ดำเนินงานตามสัญญาจ้าง
มิไดเ้ ป็นผู้ปฏบิ ัตผิ ิดสญั ญาจ้างแตอ่ ยา่ งใด ผู้วา่ จา้ งจึงต้องจา่ ยคา่ จ้างให้แก่ผู้รบั จา้ ง

สรุปคดี : องค์การบริหารส่วนตำบลยางค้อมได้ทำสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีให้ทำการ
ปรับปรุงซ่อมแซมถนนสายบ้านลุ่มยูง – ถนน รพช. หมู่ที่ ๘ ตำบลยางค้อม อำเภอพิปูน จังหวัด
นครศรีธรรมราช พร้อมป้ายประชาสัมพันธ์โครงการ จำนวน ๑ ป้าย โดยกำหนดให้ผู้ฟ้องคดีต้องเร่ิม
ทำงานที่รับจ้างภายในวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๕ และต้องทำงานให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในวันที่ ๘
มกราคม ๒๕๕๖ ต่อมา ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๖ เพื่อส่งมอบงานจ้างต่อ
ประธานคณะกรรมการตรวจการจา้ ง แตค่ ณะกรรมการตรวจการจา้ งได้มคี วามเหน็ ว่า วัสดทุ ใ่ี ช้ในการ
ปูพื้นผิวถนนแอสฟัลท์ติก ใช้หินที่ไม่ได้มาตรฐาน และงานจ้างไม่เป็นไปตามขั้นตอน จึงให้ผู้รับจ้าง
ทำการแก้ไขให้ถูกต้องตามหลักวิชาการช่าง ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ในขณะที่ผู้ฟ้องคดีดำเนินงานตามสัญญาจ้าง
คณะผู้บริหารขององค์การบริหารส่วนตำบลยางค้อมไม่ได้ออกตรวจ ณ สถานที่ก่อสร้าง และตลอด
ระยะเวลาดำเนินการคณะกรรมการตรวจการจ้างและองค์การบริหารส่วนตำบลยางค้อมไม่เคยมี
ข้อทักท้วงแต่อย่างใด การที่องค์การบริหารส่วนตำบลยางค้อมมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีแก้ไขงานจ้าง
โดยไมไ่ ด้ระบุรายละเอียดของเนื้องานว่าสว่ นใดไม่เป็นไปตามรปู แบบรายละเอียดของสญั ญาจ้าง และ
ไม่แจ้งว่าจะให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการแก้ไขอย่างไร ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถแก้ไขงานจ้างดังกล่าวได้
อันเปน็ กรณีทไี่ มโ่ ปรง่ ใส ไมเ่ ป็นธรรมตอ่ ผู้ฟ้องคดี ทำใหผ้ ฟู้ ้องคดไี ด้รบั ความเดือดร้อนเสยี หายและเสีย
โอกาสในการดำเนินธุรกิจ และผู้ฟอ้ งคดยี งั ไม่ได้รับเงนิ ค่าจา้ งตามสัญญาแต่อย่างใด ผ้ฟู ้องคดีจึงนำคดี
มาฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้องค์การบริหารส่วนตำบลยางค้อมจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่
ผู้ฟ้องคดี เป็นเงิน ๘๑๗,๐๐๐ บาท และค่าเสียโอกาสทางธุรกิจ เป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน



ทั้งสิ้น ๘๖๗,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๘๖๗,๐๐๐ บาท นับแต่
วันฟ้องเป็นตน้ ไปจนกว่าจะชำระให้แกผ่ ู้ฟ้องคดเี สร็จสนิ้ ศาลปกครองสงู สุดวนิ ิจฉัยว่า เม่ือพิจารณา
ข้อกำหนดในสัญญาประกอบกับรายละเอียดงานตามใบประมาณการแนบท้ายสัญญาแล้วเห็นได้ว่า
งานจ้างดังกล่าวมิได้ระบุวสั ดทุ ี่ใช้ในการปูพื้นผิวถนนแอสฟัลท์ติกว่าจะต้องใช้หินท่ีมีขนาด ๓/๘ และ
ในขณะที่ผฟู้ ้องคดดี ำเนนิ การก่อสรา้ ง และในบนั ทกึ การกอ่ สร้างประจำวัน ผคู้ วบคุมงานได้ทำเคร่อื งหมาย
ถูกว่าผู้ฟ้องคดีใช้วัสดุก่อสร้าง ใช้เครื่องมือจำเป็น และใช้แรงงานที่เพียงพอต่อการปฏิบัติงานพร้อมลง
ลายมือชอ่ื รบั รองไว้ นอกจากนี้ ไมป่ รากฏข้อทกั ทว้ งของผ้คู วบคุมงานหรือขอคณะกรรมการตรวจการ
จ้างว่าผู้ฟ้องคดีใช้วัสดุใช้ในการปูพื้นผิวถนนแอสฟัลท์ติกที่ไม่ได้มาตรฐานหรือทำงานไม่เป็นไปตาม
ขั้นตอนการก่อสร้างแต่อย่างใด อีกทั้ง เมื่อพิจารณาตามข้อ ๖๕ และข้อ ๖๖ ของระเบียบ
กระทรวงมหาดไทย วา่ ด้วยการพัสดุของหน่วยบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๓๕๑ จะเห็นได้ว่า

๑ ระเบยี บกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพสั ดุของหนว่ ยบรหิ ารราชการสว่ นท้องถนิ่ พ.ศ. ๒๕๓๕
ขอ้ ๖๕ คณะกรรมการตรวจการจา้ งมหี นา้ ทดี่ ังนี้
(๑) ตรวจสอบรายงานการปฏิบัติงานของผู้รับจ้าง และเหตุการณ์แวดล้อมที่ผู้ควบคุมงาน

รายงาน โดยตรวจสอบกบั แบบรปู รายการละเอียด และขอ้ กำหนในสัญญาทกุ สัปดาห์ รวมทงั้ รบั ทราบหรือพจิ ารณา
การสั่งหยุดงาน หรือพักงานของผู้ควบคุมงานแล้วรายงานหัวหน้าฝ่ายบริหารของหน่วยการบริหารราชการส่วน
ท้องถ่ิน เพ่อื พิจารณาสั่งการต่อไป

(๒) การดำเนินการตาม (๑) ในกรณีมีขอ้ สงสยั หรอื มกี รณที ี่เหน็ ว่าตามหลกั วชิ าการช่างไม่น่าจะ
เป็นไปได้ ให้ออกตรวจงานจ้าง ณ สถานที่ที่กำหนดไว้ในสัญญาหรือที่ตกลงให้ทำงานจ้างนั้นๆ โดยให้มีอำนาจสั่ง
เปลี่ยนแปลงแกไ้ ขเพ่มิ เตมิ หรือตดั ทอนงานจ้างได้ตามท่เี ห็นสมควรและตามหลกั วิชาการชา่ ง เพือ่ ให้เปน็ ไปตามแบบ
รูป รายการละเอยี ดและข้อกำหนดในสญั ญา

(๓) โดยปกตใิ ห้ตรวจผลงานท่ผี ้รู ับจา้ งสง่ มอบภายใน ๓ วนั ทำการ นบั แต่วันทีป่ ระธานกรรมการ
ได้รบั ทราบการส่งมอบงาน และใหท้ ำการตรวจรับใหเ้ สรจ็ สนิ้ ไปโดยเรว็ ทีส่ ุด

(๔) เมื่อตรวจเห็นว่าเป็นการถกู ตอ้ งครบถ้วนเปน็ ไปตามแบบรูป รายการละเอยี ด และขอ้ กำหนด
ในสัญญาแล้วให้ถือว่าผู้รับจ้างส่งมอบงานครบถ้วนตั้งแต่วันที่ผู้รับจ้างส่งงานจ้างนั้น และให้ทำใบรับรองผลการ
ปฏิบัติงานทั้งหมดหรือเฉพาะงวด แล้วแต่กรณีโดยลงชื่อไว้เป็นหลักฐาน อย่างน้อย ๒ ฉบับ มอบให้แก่
ผู้รับจ้าง ๑ ฉบับ และเจ้าหน้าทีพ่ สั ดุ ๑ ฉบับ เพื่อทำการเบิกจ่ายเงิน ตามระเบียบวา่ ด้วยการเบิกจ่ายเงินของหนว่ ย
การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น และรายงานให้หัวหน้าฝ่ายบริหารของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นทราบ
ในกรณีที่เห็นว่าผลงานที่ส่งมอบทั้งหมดหรืองวดใดก็ตามไม่เป็นไปตามแบบรูปรายการละเอียดและข้อกำหนด
ในสัญญา ให้รายงานหัวหน้าฝ่ายบริหารของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ
เพือ่ ทราบหรือสั่งการแล้วแตก่ รณี

(๕) ในกรณีที่กรรมการตรวจการจ้างบางคนไม่ยอมรับงานโดยทำความเห็นแย้งไว้ให้เสนอ
หัวหน้าฝ่ายบริหารของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเพื่อพิจารณาสั่งการ ถ้าหัวหน้าฝ่ายบริหารของ
หน่วยการบรหิ ารราชการส่วนทอ้ งถ่นิ สง่ั การให้ตรวจรับงานจ้างน้นั ไว้ จึงจะดำเนนิ การตาม (๔)



คณะกรรมการตรวจการจ้างมีอำนาจหน้าที่ตรวจและควบคุมงานจ้างในขณะที่งานจ้างกำลังอยู่
ระหว่างดำเนินการหรือดำเนินการยังไม่แล้วเสร็จ มิใช่มีหน้าที่เฉพาะตรวจรับงานจ้างหลังจากที่
ผู้รับจ้างส่งมอบงานจ้างแล้วเท่านั้น เมื่อกรณีนี้ปรากฏว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานของ
ผู้ฟ้องคดี องค์การบริหารส่วนตำบลยางค้อมหรือคณะกรรมการตรวจการจ้างหรือช่างผู้ควบคุมงาน
ไม่ได้แจ้งความบกพร่อง หรือความไม่ถูกต้องตามสัญญาให้ผู้ฟ้องคดีทราบ อีกทั้ง เมื่อช่างผู้ควบคุมงาน
ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมและติดตามตรวจสอบการดำเนนิ งานตามสัญญาจ้างได้รายงาน
ผลการก่อสร้างต่อคณะกรรมการตรวจการจ้าง โดยได้รับรองว่าผู้ฟ้องคดีได้ทำงานจ้างแล้วเสร็จ
สมบูรณ์ถูกต้องตามสัญญาจ้าง กรณีจึงรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดีได้ดำเนินงานตามสัญญาจ้าง มิได้เป็น
ผู้ปฏิบัติผิดสัญญาจ้างแตอ่ ย่างใด องค์การบริหารส่วนตำบลยางค้อมจึงต้องจา่ ยค่าจ้างให้แก่ผู้ฟ้องคดี
ตามสัญญา โดยเมื่อสัญญากำหนดให้งานจ้างแล้วเสร็จภายในวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๖ แต่ผู้ฟ้องคดี
ทำงานแล้วเสร็จในวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๖ ล่าช้ากว่าระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามสัญญาเป็นเวลา
๑๗ วนั ผู้ฟ้องคดีจงึ ต้องชำระค่าปรบั ตามสัญญาให้แก่องค์การบรหิ ารสว่ นตำบลยางค้อมในอัตราวันละ
๘๑๗ บาท ตามข้อ ๑๕ ของสัญญา คิดเป็นเงิน ๑๓,๘๘๙ บาท ดังนั้น องค์การบริหารส่วนตำบล
ยางค้อมต้องชำระค่าจ้างตามสัญญาให้แก่ผู้ฟ้องคดี เป็นเงิน ๘๐๓,๑๑๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา
ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันส่งมอบงานไปจนกว่าจะชำระเงินให้ครบถ้วน แต่เมื่อศาลปกครองชั้นต้น

ข้อ ๖๖ กำหนดวา่ ผ้คู วบคุมงานมีหน้าที่ ดังนี้
(๑) ตรวจและควบคมุ งาน ณ สถานทีท่ ก่ี ำหนดไวใ้ นสัญญา หรอื ทตี่ กลงใหท้ ำงานจา้ งนั้นๆ ทกุ วัน
ให้เป็นไปตามแบบรูป รายละเอียดและขอ้ กำหนดไว้ในสญั ญาทุกประการ โดยสัง่ เปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมหรือตัด
ทอนงานจ้างได้ตามที่เห็นสมควร และตามหลักวิชาช่าง เพื่อให้เป็นไปตามแบบรูปรายละเอียดและข้อกำหนดใน
สัญญา ถ้าผู้รับจ้างขัดขืนไม่ปฏิบัติตาม ก็สั่งให้หยุดงานนั้นเฉพาะส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดแล้วแต่กรณีไว้ก่อน
จนกว่าผ้รู ับจ้างจะยอมปฏบิ ัตใิ หถ้ ูกต้องตามคำส่งั และให้รายงานคณะกรรมการตรวจการจ้างทันที
(๒) ในกรณีที่ปรากฏว่าแบบรูป รายการละเอียดหรือข้อกำหนดในสัญญามีข้อความขัดกันหรือ
เป็นที่คาดหมายได้ว่า ถึงแม้ว่างงานนั้นจะได้เป็นไปตามแบบรูปรายการละเอียดและข้อกำหนดในสัญญา แต่เมื่อ
สำเร็จแล้วจะไม่มั่นคงแข็งแรง หรือไม่เป็นไปตามหลักวิชาช่างที่ดี หรือไม่ปลอดภัย ให้สั่งพักงานนั้นไว้ก่อน
แลว้ รายงานคณะกรรมการตรวจการจา้ งโดยเรว็
(๓) จดบันทึกสภาพการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างและเหตุการณ์แวดล้อมเป็นรายวันพร้อมทั้งผล
การปฏิบัติงาน หรือการหยุดงานและสาเหตุที่มีการหยุดงานอย่างน้อย ๒ ฉบับ เพื่อรายงานให้คณะกรรมการ
ตรวจการจา้ งทุกสัปดาห์ และเกบ็ รกั ษาไวเ้ พื่อมอบให้แกเ่ จา้ หนา้ ทพ่ี สั ดุ เมอ่ื เสรจ็ งานแต่ละงวด โดยถือวา่ เป็นเอกสาร
สำคญั ของทางราชการเพ่ือประกอบการพจิ ารณาตรวจสอบของผู้มหี น้าที่
การบนั ทึกการปฏบิ ัตงิ านของผูร้ บั จ้างใหร้ ะบุรายละเอยี ดข้นั ตอนการปฏบิ ัติงานและวสั ดุท่ใี ชด้ ว้ ย
(๔) ในวันกำหนดลงมอื ทำการของผรู้ บั จ้างตามสญั ญา และในวนั ถงึ กำหนดส่งมอบงานแต่ละงวด
ให้รายงานผลการปฏบิ ัติงานของผู้รบั จ้างว่าเป็นไปตามสัญญาหรอื ไม่ ใหค้ ณะกรรมการตรวจการจา้ งทราบภายใน ๓
วัน ทำการนบั แต่วันถึงกำหนดนนั้ ๆ



พิพากษาให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง คือ วันที่ ๒๐
กันยายน ๒๕๕๖ จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ตามมาตรา ๒๐๔ ประกอบมาตรา ๒๒๔ แห่งประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และผู้ฟ้องคดีมิได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด คำพิพากษาของ
ศาลปกครองชั้นต้นในส่วนของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นอันถึงที่สุดแล้ว ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้
องค์การบริหารส่วนตำบลยางค้อมจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ผู้ฟ้องคดี เป็นเงินจำนวน ๘๐๓,๙๒๘ บาท
พร้อมดอกเบย้ี ของตน้ เงนิ จำนวนดงั กลา่ ว ในอัตรารอ้ ยละ ๗.๕ ต่อปี นบั แตว่ นั ที่ ๒๐ กนั ยายน ๒๕๕๖
จนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ ภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด กับให้คืนค่าธรรมเนียมศาล
ตามส่วนแห่งการชนะคดีให้แก่ผู้ฟ้องคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นั้นพิพากษาแก้ เป็นให้
องค์การบริหารส่วนตำบลยางค้อมจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ผู้ฟ้องคดี เป็นเงินจำนวน ๘๐๓,๑๑๑ บาท
พร้อมดอกเบ้ยี ของตน้ เงนิ จำนวนดงั กลา่ ว ในอตั รารอ้ ยละ ๗.๕ ต่อปี นบั แตว่ นั ท่ี ๒๐ กันยายน ๒๕๕๖
จนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ ภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด และให้คืนค่าธรรมเนียมศาล
ในชั้นอุทธรณ์บางส่วนของการชนะคดีให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลยางค้อม นอกจากนี้ให้เป็นไป
ตามคำพิพากษาของศาลปกครองชนั้ ต้น

แนวทางปฏบิ ตั ิราชการจากคำวนิ ิจฉยั :

ศาลปกครองสูงสุดได้วางบรรทัดฐานการปฏิบัติราชการเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่และ
การควบคุมงานจ้างของคณะกรรมการตรวจว่า คณะกรรมการตรวจการจ้างมีอำนาจหน้าทีต่ รวจและ
ควบคุมงานจ้างในขณะที่งานจ้างกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการหรือดำเนินการยังไม่แล้วเสร็จ
มใิ ชม่ หี นา้ ทเี่ ฉพาะตรวจรบั งานจ้างหลังจากทีผ่ รู้ บั จ้างส่งมอบงานจ้างแลว้ เทา่ นนั้ เม่ือตลอดระยะเวลา
การดำเนินงานของผู้ฟ้องคดี องค์การบริหารส่วนตำบลยางค้อมหรือคณะกรรมการตรวจการจ้างหรอื
ช่างผู้ควบคุมงานไม่ได้แจ้งความบกพร่อง หรอื ความไม่ถกู ต้องตามสญั ญาให้ผ้ฟู ้องคดีทราบ ปรากฏแต่
เพียงหนังสือขององค์การบริหารส่วนตำบลยางค้อม ลงวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๕ แจ้งสงวนสิทธิ
ค่าปรับตามสัญญา และหนังสือ ลงวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๖ ขอเชิญปรึกษาหารือเกี่ยวกับ
การปฏิบัติงานระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างเพื่อให้เป็นไปด้วยความเข้าใจตรงกันเท่านั้น ซึ่งหนังสือ
ทั้งสองฉบับดังกล่าวก็มิได้แจง้ วา่ ผู้ฟ้องคดีทำงานจ้างไม่ถูกต้องอย่างไร เมื่อช่างผู้ควบคุมงาน ซึ่งเป็น
ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมและติดตามตรวจสอบการดำเนินงานตามสัญญาจ้าง ได้รายงานผลการ
กอ่ สร้างต่อคณะกรรมการตรวจการจา้ ง โดยได้รับรองวา่ การดำเนนิ งานตามโครงการผ้ฟู ้องคดีได้ทำงานจ้าง
แล้วเสร็จสมบูรณ์ถูกต้องตามสัญญาจ้าง กรณีจึงรับฟังได้ว่าผู้ฟ้องคดีได้ดำเนินงานตามสัญญาจ้าง



มิได้เป็นผู้ปฏิบัติผิดสัญญาจ้างแต่อย่างใด องค์การบริหารส่วนตำบลยางค้อมจึงต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่
ผูฟ้ ้องคดีตามสัญญา

๑.๒ แนวทางปฏิบัติราชการเกี่ยวกับค่าแห่งการงานที่ได้รับจากการเลิกสัญญา
ทางปกครอง

การเลิกสัญญาทำให้คู่สัญญาจำต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามที่กำหนดไว้ใน
มาตรา ๓๙๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์๒ ซึ่งกรณีที่เป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์หรือเป็นการ
งานอันได้กระทำให้ โดยสภาพย่อมไม่อาจกลับคืนได้คู่สัญญาที่ได้ใช้ทรัพย์หรือรับเอาการงานนั้นไว้
จึงต้องชดใช้เป็นเงินตามควรค่าแห่งการงานนั้น ซึ่งในประเด็นเกี่ยวกับการชดใช้เงินตามค่าแห่งการงาน
ในคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง โดยส่วนใหญ่จะพบในกรณีการเลิกสัญญาที่หน่วยงาน
ทางปกครองจ้างเอกชนให้ดำเนินการก่อสร้างสิ่งสาธารณูปโภคอันมีวัตถุแห่งหนี้เป็นการกระทำการ
ซึ่งโดยสภาพไม่อาจคืนให้แก่กันได้ คู่สัญญาฝ่ายหน่วยงานทางปกครองจึงต้องมีการชดใช้เงินเป็น
ค่าแห่งการงานนั้นให้แก่คู่สัญญาฝ่ายเอกชน การกำหนดเงินที่ต้องชดใช้ตามควรค่าแห่งการงานน้ัน
ควรมีแนวทางในการปฏิบัติราชการเกี่ยวกับเงินที่ต้องชดใช้ตามควรค่าแห่งการงานที่ได้กระทำ
แล้วเสร็จกอ่ นมีการบอกเลิกสัญญาทางปกครอง เพอื่ ใหส้ อดคล้องกับหลักการของกฎหมาย ก่อให้เกิด
ความเป็นธรรมต่อคู่สัญญาฝ่ายเอกชน และไม่เป็นการกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งค่าแห่ง
การงานที่ศาลปกครองสูงสุดได้วางแนวปฏบิ ตั ิน้นั มี ๔ กรณี ดังนี้

๑.๒.๑ กรณีศาลได้กำหนดเงนิ ที่ต้องชดใช้ตามควรคา่ แหง่ การงานโดยมไิ ด้นำเงนิ
ค่าจ้างมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา แต่พิจารณาจากราคาค่าการงานและค่าวัสดุที่ใช้ในการ
ทำงานจริง (คำพพิ ากษาศาลปกครองสงู สดุ ท่ี อ. ๑๒๒/๒๕๖๔)

เมื่อภายหลังจากครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการส่งเสริม
การท่องเที่ยวทะเลบัวแดงและโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชงิ นิเวศน์หนองหานแล้ว ผู้รับจ้าง

๒ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์
มาตรา ๓๙๑ บญั ญัติวา่ เมื่อคสู่ ัญญาฝา่ ยหนึ่งไดใ้ ชส้ ทิ ธิเลิกสัญญาแลว้ คสู่ ัญญาแต่ละฝ่ายจำตอ้ ง

ใหอ้ กี ฝา่ ยหนง่ึ ไดก้ ลบั คนื สู่ฐานะดังทีเ่ ป็นอยู่เดมิ แตท่ ง้ั น้ีจะให้เป็นท่ีเส่ือมเสียแก่สทิ ธขิ องบุคคลภายนอกหาไดไ้ ม่
สว่ นเงนิ อนั จะต้องใช้คนื ในกรณดี งั กลา่ วมาในวรรคตน้ นั้น ทา่ นให้บวกดอกเบยี้ เข้าด้วย คิดต้ังแต่

เวลาท่ไี ดร้ ับไว้
ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้และเป็นการยอมให้ทรพั ย์น้ัน การที่จะชดใชค้ นื ท่านให้ทำได้

ด้วยใชเ้ งนิ ตามควรคา่ แห่งการงานนนั้ ๆ หรอื ถ้าในสญั ญามกี ำหนดวา่ ให้ใช้เงินตอบแทนก็ใหใ้ ชต้ ามนน้ั
การใช้สิทธเิ ลกิ สัญญาน้นั หากระทบกระทัง่ ถงึ สิทธเิ รยี กร้องค่าเสยี หายไม่



ก่อสร้างโครงการดังกล่าวไม่แล้วเสรจ็ อำเภอกุมภวาปีและจังหวัดอุดรธานี ผู้ว่าจ้าง จึงได้ใช้สิทธิ
บอกเลิกสัญญา อันเป็นกรณีที่คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องให้อีกฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม
โดยเมื่อผู้รับจ้างได้ดำเนินการก่อสร้างตามสัญญาและผู้ว่าจ้างได้ประโยชน์จากงานที่ผู้รับจ้าง
ได้ดำเนินการบางส่วน ผู้ว่าจ้างจะต้องชำระค่าแห่งการงานในส่วนดังกล่าวให้แก่ผู้รับจ้าง
ตามมาตรา ๓๙๑ วรรคหนึ่งและวรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์๓ โดยจำนวน
ค่าแห่งการงานที่ผู้รับจ้างมีสิทธิได้รับนั้น ต้องเป็นค่าแห่งการงานที่คำนวณได้จากการงานที่ได้
กระทำไป โดยไมอ่ าจใหร้ วมไปถึงคา่ กำไรทผ่ี ้รู ับจ้างคาดหมายว่าจะไดร้ บั

สรุปคดี : ผู้ฟ้องคดีได้เข้าทำสัญญารับจ้างก่อสร้างโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว
ทะเลบัวแดงและโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์หนองหานกับอำเภอกุมภวาปี ค่าจ้างเป็นเงิน
จำนวน ๒,๙๙๙,๐๐๐ บาท กำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ต่อมา ในระหว่าง
สัญญาจ้าง ผู้ฟอ้ งคดีประสบวิกฤตคา่ แรงและขาดแคลนแรงงาน และเทศบาลตำบลเชยี งแหวขอความร่วมมือ
ใหช้ ะลอการก่อสร้างตามโครงการในสว่ นของศาลากลางนำ้ ผ้ฟู อ้ งคดจี งึ ไม่สามารถกอ่ สร้างตามโครงการ
ไดอ้ ย่างต่อเน่ือง ทำใหไ้ ม่สามารถก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามท่กี ำหนด อำเภอกุมภวาปีจงึ ไดม้ หี นงั สือบอกเลิก
สัญญาและพิจารณาใหผ้ ฟู้ ้องคดเี ป็นผู้ทงิ้ งาน ผฟู้ อ้ งคดเี หน็ ว่า ตนเองสามารถทำงานให้แล้วเสรจ็ ได้ จึง
ไม่ใชฝ่ า่ ยผิดสญั ญา การบอกเลิกสัญญาดังกลา่ วจึงไมช่ อบด้วยกฎหมาย และทำให้ผฟู้ ้องคดไี ด้รับความ
เดือดร้อนเสียหายเป็นค่าจ้างที่ได้ดำเนินการก่อสร้างไปแล้วบางส่วน คือ อาคารศูนย์เรียนรู้ ๑ หลัง
เป็นเงิน ๗๔๐,๐๐๐ บาท ห้องน้ำ ๑ หลัง เป็นเงิน ๒๔๐,๐๐๐ บาท และเสาเข็มที่ผู้ฟ้องคดี
สั่งไว้ที่หน้างานเพื่อเตรียมตอกเสาเข็มศาลาพักผ่อน จำนวน ๓๕ ต้น เป็นเงินจำนวน ๒๒,๐๕๐ บาท
ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือการบอกเลิกสัญญาพร้อม
ยกเลิกประกาศให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ทิ้งงานและหนังสือเรียกค่าปรับให้จังหวัดอุดรธานีชดใช้ค่าก่อสร้างที่
ผฟู้ อ้ งคดไี ด้ดำเนนิ การกอ่ สรา้ งไปแล้วบางส่วน เปน็ เงินจำนวน ๑,๐๐๒,๐๕๐ บาท และเพิกถอนคำส่ัง
ยึดหลักประกันสัญญา ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า เมื่ออำเภอกุมภวาปีได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา
กับผู้ฟ้องคดีแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม กล่าวคือ
เมอ่ื ผฟู้ ้องคดไี ดด้ ำเนินการก่อสร้างตามสัญญาและจงั หวดั อดุ รธานีซึ่งเป็นเจ้าของโครงการไดป้ ระโยชน์จาก
งานที่ผู้ฟ้องคดีได้ดำเนินการบางส่วนในส่วนของงานก่อสร้างอาคารศูนย์เรียนรู้ ๑ หลัง และก่อสร้าง
อาคารห้องน้ำ ๑ หลัง และแม้ว่างานในส่วนดังกล่าวผู้ฟ้องคดีจะทำไม่แล้วเสร็จตามสัญญา จังหวัด
อุดรธานีตอ้ งชำระค่าแห่งการงานในสว่ นดังกล่าวให้แก่ผฟู้ ้องคดี โดยจำนวนค่าแห่งการงานท่ีผู้ฟ้องคดี
มีสิทธิได้รับจากการเลิกสัญญานั้น ต้องเป็นค่าแห่งการงานที่คำนวณได้จากการงานที่ได้กระทำไปน้ัน
โดยไมอ่ าจให้รวมไปถึงคา่ กำไรท่ีผรู้ ับจ้างคาดหมายว่าจะไดร้ ับ และเมื่อข้อเทจ็ จริงปรากฏตามผลสรุป

๓ อ้างแล้ว, เชงิ อรรถที่ ๒.



การประมาณราคาคา่ ก่อสร้างของเทศบาลตำบลเชียงแหว ว่า ผู้ฟ้องคดไี ด้ดำเนินการก่อสร้างมีจำนวน
๒ รายการ คอื ผ้ฟู ้องคดีไดก้ ่อสร้างอาคารศนู ยเ์ รียนรู้ คดิ เปน็ เงิน ๑๘๑,๑๙๑ บาท หรือคดิ เป็นร้อยละ
๒๔.๔๘ ของวงเงินค่าก่อสร้าง ๗๔๐,๐๐๐ บาท และก่อสร้างอาคารห้องน้ำ คิดเป็นเงิน ๑๕๙,๖๖๔ บาท
หรือคิดเป็นร้อยละ ๕๕.๐๕ ของวงเงินค่าก่อสร้าง ๒๙๐,๐๐๐ บาท ซึ่งการคิดคำนวณเงินทั้งสองส่วน
ดงั กล่าว น้นั ไดค้ ิดจากค่าการงานและค่าวัสดุที่ผู้ฟ้องคดไี ด้ดำเนินการจรงิ ตามสัญญา และยังมีงานใน
ส่วนอื่นของสัญญาที่ผู้ฟ้องคดียังไม่ดำเนินการ จึงไม่อาจคิดคำนวณในอัตราร้อยละ ๓๐ ของวงเงิน
ค่าจ้างตามสัญญาได้ ดังนั้น การที่ศาลปกครองช้ันต้นกำหนดคา่ การงาน กรณีค่าก่อสร้างอาคารศูนย์
เรียนรู้ เป็นเงินจำนวน ๑๘๑,๑๙๑ บาท และค่าก่อสร้างอาคารห้องน้ำ เป็นเงินจำนวน ๑๕๙,๖๖๔
บาท รวมเป็นเงินจำนวน ๓๔๐,๘๕๕ บาท นั้น สอดคล้องกับข้อเท็จจริงแล้ว ท่ีศาลปกครองชั้นต้น
พิพากษาให้จังหวัดอุดรธานีจ่ายเงินค่าแห่งการงานจำนวน ๑๐๙,๙๓๒ บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดี
ทั้งนี้ ภายใน ๖๐ วันนับแต่คดีถึงที่สุด และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลตามส่วนของการชนะคดีแก่
ผู้ฟ้องคดี คำขออนื่ นอกจากน้ีใหย้ ก น้นั พพิ ากษายืน

แนวทางปฏบิ ัตริ าชการจากคำวินจิ ฉัย :

ศาลปกครองสูงสุดได้วางบรรทัดฐานการปฏิบัติราชการเกี่ยวกับค่าแห่งการงาน
ที่ได้รับจากการเลิกสัญญาทางปกครอง โดยเมื่อผู้ว่าจ้างได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญากับผู้รับจ้างแล้ว
คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายไดก้ ลบั คืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม เมื่อผู้ว่าจ้างไดร้ บั ประโยชนจ์ าก
งานที่ผู้รับจ้างได้ดำเนินการบางส่วนและแม้ว่างานในบางส่วนผู้รับจ้างจะทำไม่แล้วเสร็จตามสัญญาก็ตาม
แต่ผู้ว่าจ้างต้องจ่ายค่าการงานที่ผู้รับจ้างได้ทำสำเร็จไปแล้ว โดยให้คิดจากค่าการงานและค่าวัสดุ
ทผี่ ูร้ ับจ้างได้ดำเนนิ การแลว้ เสร็จจรงิ ตามสัญญา

๑.๒.๒ กรณีศาลได้กำหนดเงินที่ต้องชดใช้ตามควรค่าแห่งการงานโดยพิจารณา
จากปริมาณงานในอตั รารอ้ ยละของงานที่แล้วเสรจ็ (คำพิพากษาศาลปกครองสงู สดุ ที่ อ. ๑๑๒๔/๒๕๖๓)

ผู้ฟ้องคดีดำเนินการขุดลอกลำห้วยฆ้องได้จำนวน ๓๒,๓๑๘.๔๐ ลูกบาศก์เมตร
หรือร้อยละ ๖๗.๓๓ ของปรมิ าณงาน แตถ่ ูกตอ้ งครบถว้ นตามแบบแปลนทก่ี ำหนดในสญั ญาพิพาท
จำนวน ๒๓,๗๖๔.๘๐ ลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ ๔๙.๕๑ ของปริมาณงาน คิดเป็นเงินค่าจ้าง
๒๔๕,๐๗๔.๕๐ บาท ประกอบกับผู้ฟ้องคดีสามารถขุดลอกเป็นไปตามแบบแปลนตามสัญญา
เพิ่มเติม ในส่วนของความยาวได้ ๒,๐๐๐ เมตร และความกว้างได้ ๑๘ เมตร โดยเทศบาลตำบล
แสงสว่างยังสามารถใช้ประโยชน์จากการขุดลอกลำห้วยในส่วนที่ไม่เป็นไปตามแบบแปลนในการ
กักเก็บน้ำได้ เทศบาลตำบลแสงสว่างจึงต้องชำระค่างานในส่วนนี้ให้แก่ผู้ฟ้องคดี เป็นเงิน



จำนวน ๔๔,๑๐๔.๕๐ บาท เมื่อรวมค่าการงานที่ผู้ฟ้องคดไี ด้กระทำให้แก่เทศบาลตำบลแสงสว่าง
ทัง้ หมดแลว้ รวมเป็นเงินจำนวน ๒๘๙,๑๗๙ บาท (๒๔๕,๐๗๔.๕๐+ ๔๔,๑๐๔.๕๐)

สรุปคดี : ผูฟ้ อ้ งคดไี ดเ้ ข้าทำสญั ญาจา้ งขุดลอกลำห้วยฆ้อง บ้านแสงสว่าง หมู่ที่ ๗ ตำบลแสง
สว่าง อำเภอหนองแสง จังหวัดอุดรธานี กับเทศบาลตำบลแสงสว่างตามสัญญาจ้างลงวันที่ ๑๙
มกราคม ๒๕๕๘ วงเงินค่าจ้างทั้งสิ้น ๔๙๕,๐๐๐ บาท กำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม
๒๕๕๘ โดยผู้ฟ้องคดีมีหนังสือลงวนั ที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๘ ขอเข้าปฏิบัติงานตามสัญญาจ้างดังกล่าว แต่ผู้
ฟ้องคดีไม่ได้เข้ามาปฏิบัติงานตามที่แจ้ง ซึ่งเทศบาลตำบลแสงสว่างมีหนังสือเร่งรัดให้
ผู้ฟ้องคดีดำเนินการตามสัญญาจ้างหลายฉบับ และมีหนังสือลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๘ แจ้ง
สงวนสิทธิค่าปรับตามสัญญาตั้งแต่วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๘ เป็นเงินวันละ ๔๙๕ บาท
หลังจากนั้น ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๙ ส่งมอบงาน แต่คณะกรรมการตรวจ
การจ้างเห็นว่าไม่สามารถตรวจรับงานจ้างได้ เนื่องจากการขุดลอกลำห้วยฆ้องไม่แล้วเสร็จถูกต้องตามแบบ
แปลนและสัญญา โดยมีปริมาณงานประมาณร้อยละ ๔๙.๕๑ คิดเป็นราคางวดงาน ๒๔๕,๗๖๐ บาท
เมื่อหักค่าปรับตั้งแต่วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ถึงวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๙ เป็นเวลา ๒๔๕ วัน
ค่าปรับวันละ ๔๙๕ บาท เป็นเงินค่าปรับจำนวน ๑๒๑,๒๗๕ บาท คงเหลือจำนวน ๑๒๔,๔๘๕ บาท
นายกเทศมนตรีตำบลแสงสว่างจึงมีหนังสือลงวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ แจ้งบอกเลิกสัญญาจ้าง
ดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องขอให้เทศบาลตำบลแสงสว่างและนายกเทศมนตรีตำบลแสงสว่าง
ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน ๔๙๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับ
จากวนั ส้ินสดุ โครงการ (ตัง้ แต่วันสง่ มอบงาน) ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉยั ว่า เม่ือเทศบาลตำบลแสงสว่างได้
ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาพิพาทแล้ว คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายย่อมต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม
มาตรา ๓๙๑ วรรคหนึง่ แห่งประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์๔ เทศบาลตำบลแสงสว่างจึงมีหน้าที่ท่ี
จะต้องชดใช้ค่าการงานอันผู้ฟ้องคดีได้กระทำให้ตามมาตรา ๓๙๑ วรรคสาม แห่งประมวลกฎหมาย
เดียวกนั ๕ โดยผู้ฟอ้ งคดดี ำเนินการขุดลอกลำห้วยฆอ้ งได้จำนวน ๓๒,๓๑๘.๔๐ ลูกบาศกเ์ มตร หรือร้อย
ละ ๖๗.๓๓ ของปริมาณงาน แต่ถูกต้องครบถ้วนตามแบบแปลนที่กำหนดในสัญญาพิพาทจำนวน
๒๓,๗๖๔.๘๐ ลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ ๔๙.๕๑ ของปริมาณงาน คิดเป็นเงินค่าจ้าง ๒๔๕,๐๗๔.๕๐ บาท
สำหรับงานที่ผู้ฟ้องคดีดำเนินการขุดลอกลำห้วยแล้ว แต่ไม่ถูกต้องครบถ้วนตามแบบแปลน จำนวน
๘,๕๕๓.๖๐ ลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ ๑๗.๘๒ ของปริมาณงานเป็นเงิน ๘๘,๒๐๙ บาท ไม่สามารถ
ดำเนินการตกแต่งลาดเอียงฝั่งคันคูดินด้านขวาได้ เนื่องจากราษฎรเจ้าของที่ดินไม่ยินยอม ทำให้การ
ดำเนินงานขดุ ลอกดังกล่าวในส่วนของความลึกและการตกแต่งลาดเอียงฝั่งคันคูดนิ ไม่เป็นไปตามแบบ

๔ อ้างแล้ว, เชิงอรรถที่ ๒.
๕ อ้างแล้ว, เชงิ อรรถที่ ๒.

๑๐

แปลนที่กำหนด แต่เมื่อผู้ฟ้องคดีสามารถขุดลอกเป็นไปตามแบบแปลนตามสัญญา ในส่วนของความ
ยาวได้ ๒,๐๐๐ เมตร และความกว้างได้ ๑๘ เมตร ประกอบกับเทศบาลตำบลแสงสว่างยังสามารถใช้
ประโยชน์จากการขุดลอกลำห้วยในส่วนที่ไม่เป็นไปตามแบบแปลนในการกักเก็บน้ำได้ เทศบาลตำบลแสงสว่าง
จึงต้องชำระค่างานในส่วนนี้ให้แก่ผู้ฟ้องคดีร้อยละ ๕๐ เป็นเงิน ๔๔,๑๐๔.๕๐ บาท เมื่อรวม
ค่าการงานที่ผู้ฟ้องคดีได้กระทำให้แก่เทศบาลตำบลแสงสว่างทั้งหมดแล้วรวมเป็นเงินจำนวน
๒๘๙,๑๗๙ บาท (๒๔๕,๐๗๔.๕๐+ ๔๔,๑๐๔.๕๐) ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ผูถ้ ูกฟ้องคดที ี่ ๑
ชำระค่าจ้างตามสัญญาจ้าง เลขที่ ๑/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๘ เป็นเงิน ๒๓๙,๖๗๙ บาท
โดยชำระให้แลว้ เสร็จภายใน ๙๐ วนั นบั แต่วันทคี่ ดถี งึ ท่ีสุด กบั คนื ค่าธรรมเนยี มศาลตามส่วนของการ
ชนะคดใี หแ้ ก่ผู้ฟอ้ งคดี คำขออื่นนอกจากน้ี ให้ยก นน้ั พิพากษายนื

แนวทางปฏิบัตริ าชการจากคำวนิ จิ ฉยั :

ศาลปกครองสูงสุดได้วางบรรทัดฐานการปฏิบัติราชการเกี่ยวกับค่าแห่งการงาน
ที่ได้รับจากการเลิกสัญญาทางปกครอง กรณีศาลได้กำหนดเงินที่ต้องชดใช้ตามควรค่าแห่งการงาน
โดยพิจารณาจากปริมาณงานในอัตราร้อยละของงานที่แล้วเสร็จ โดยศาลพิจารณากำหนดเงินที่ต้อง
ชดใช้ตามควรคา่ แห่งการงานโดยพิจารณาจากมลู คา่ งานทีแ่ ล้วเสร็จทั้งหมดไม่ได้แยกเปน็ รายงวดงาน
ซึ่งศาลได้กำหนดมูลค่างานจากร้อยละของเนื้องานที่ทำแล้วเสร็จทั้งหมด และนำมาเทียบราคากับ
เงินค่าจ้างตามสญั ญาแล้วจา่ ยเปน็ ค่าการงานท่ีไดท้ ำไปแล้วใหก้ บั ผ้รู ับจา้ ง

๑.๒.๓ กรณศี าลไดก้ ำหนดเงินท่ตี อ้ งชดใชต้ ามคา่ แหง่ การงานเฉพาะงวดงานท่ียัง
สง่ มอบไมค่ รบถว้ น (คำพพิ ากษาศาลปกครองสูงสดุ ท่ี อ. ๑๐๙๒/๒๕๖๓)

เมื่อผู้รับจ้างเป็นฝ่ายผิดสัญญาและผู้ว่าจ้างได้บอกเลิกสัญญากับผู้รับจ้าง
โดยชอบแล้ว ผู้รับจ้างจึงไม่อาจใช้สิทธิตามสัญญาเรียกร้องค่าจ้างได้ แต่เมื่อผู้รับจ้างได้ทำการ
ก่อสร้างงานงวดที่ ๔ แล้วเสร็จบางส่วนไว้ก่อนท่ีผู้ว่าจ้างจะบอกเลิกสัญญา ผู้รับจ้างจึงมีสิทธิ
ไดร้ ับค่าแหง่ การงานท่ีได้ทำไว้ให้แก่ผู้วา่ จา้ ง ตามนัยมาตรา ๓๙๑ แหง่ ประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์๖ เมื่อพิจารณางานงวดที่ ๔ มีวงเงินค่าจ้างเดิมจำนวน ๖๖๖,๕๐๐ บาท และผู้ว่าจ้าง
ได้นำงานที่เหลือที่ยังไม่แล้วเสร็จไปว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดอื่นมาทำการก่อสร้างแทนผู้รับจ้าง
โดยกำหนดราคากลางเป็นเงินจำนวน ๕๐๑,๐๐๐ บาท ดังนั้น ผู้รับจ้างจึงสมควรได้รับค่าแห่ง
การงานที่ได้ทำไว้ให้ผู้ว่าจ้างในงานงวดที่ ๔ โดยคำนวณจากเงินค่าจ้างของงานงวดที่ ๔
ตามสญั ญาเดิม ลบด้วยราคากลางของงานที่เหลือทยี่ ังไมแ่ ล้วเสร็จทต่ี ้องวา่ จ้างบุคคลอนื่ มาทำการ

๖ อา้ งแลว้ , เชิงอรรถที่ ๒.

๑๑

ก่อสร้างแทนผู้รับจ้าง คิดเป็นค่างานท่ีผู้ว่าจ้างจะต้องชำระให้ผู้รับจ้างเป็นเงินจำนวน ๑๖๕,๕๐๐ บาท
(๖๖๖,๕๐๐ - ๕๐๑,๐๐๐)

สรุปคดี : เมอ่ื วันท่ี ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๓ โรงเรียนวดั ทา่ เสา (อาทรราษฎรอ์ ุปถัมภ์)
ได้ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ดำเนินการก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ วงเงินค่าจ้างจำนวน
๒,๖๔๖,๕๐๐ บาท โดยผู้ฟ้องคดีต้องเริ่มทำงานที่รบั จา้ งภายในวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๓ และจะต้อง
ทำงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๓ กำหนดจ่ายเงินค่าจ้างเป็น ๔ งวด ผู้ฟ้องคดีได้
ทำงานแล้วเสร็จและรับเงินค่าจ้างไปแล้ว ๓ งวด โดยงานงวดที่ ๔ ผู้ฟ้องคดีทำงานใกล้จะแล้วเสร็จ
คิดเป็นผลงานรวมร้อยละ ๙๕ คงเหลือเพียงการก่อสร้างเสาธง แต่โรงเรียนวัดท่าเสาไม่นำแบบรูป
รายการก่อสร้างเสาธงมาให้ผู้ฟ้องคดี โดยโรงเรียนวัดท่าเสาพยายามกลั่นแกล้งมิให้ผู้ฟ้องคดีทำงาน
แล้วเสร็จตามกำหนดเวลา อีกทั้ง ไม่พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญา และไม่แจ้งผลการพิจารณาให้
ขยายระยะเวลาการปฏิบัติงานตามสัญญา เนื่องจากรัฐบาลได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและ
เกิดน้ำท่วม การกระทำของโรงเรยี นวดั ท่าเสาเป็นเหตุใหผ้ ู้ฟ้องคดไี ม่สามารถทำการก่อสร้างแล้วเสร็จ
ภายในเวลาที่กำหนด ต่อมา โรงเรียนวัดท่าเสาได้มีหนังสือลงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๔ บอกเลิก
สัญญากับผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้อง คดี
ได้รับความเสียหาย จึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนการบอกเลิกสัญญาตาม
หนังสือลงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ให้โรงเรียนวัดท่าเสางดเว้นการเรียกค่าปรับ ตั้งแต่วันที่ ๓๐
ธนั วาคม ๒๕๕๓ เปน็ ตน้ ไป และให้โรงเรยี นวัดท่าเสาชดใช้เงนิ ค่ากอ่ สรา้ ง และค่าวสั ดอุ ปุ กรณก์ ่อสร้าง
ของงานงวดที่ ๔ เป็นเงินจำนวน ๖๖๖,๕๐๐ บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดี ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า
เมื่อถึงวันสิ้นสุดอายุสัญญาผู้ฟ้องคดีทำงานไม่แล้วเสร็จ โดยส่งมอบงานงวดที่ ๑ ถึงงวดที่ ๓ เท่านั้น
ส่วนงานงวดที่ ๔ ยังไม่แล้วเสร็จ เมื่อผู้ฟ้องคดีเป็นฝ่ายผิดสัญญาและโรงเรียนวัดท่าเสาได้บอกเลิก
สัญญากับผู้ฟ้องคดีโดยชอบแล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจใช้สิทธิตามสัญญาเรียกร้องค่าจ้างได้ แต่เม่ือ
ผู้ฟ้องคดีได้ทำการก่อสร้างงานงวดที่ ๔ แล้วเสร็จบางส่วนไว้ก่อนที่โรงเรียนวัดท่าเสาจะบอกเลิก
สัญญา ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิได้รับค่าแห่งการงานที่ได้ทำไว้ให้แก่โรงเรียนวัดท่าเสาเพื่อกลับคืนสู่ฐานะดังท่ี
เป็นอยู่เดิมหลังจากมีการบอกเลิกสัญญาตามมาตรา ๓๙๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์๗ เม่ือ
พิจารณางานงวดที่ ๔ ประกอบด้วย งานทาสีอาคาร งานติดตั้งระบบไฟฟ้า งานเก็บงานที่เหลือ
ทั้งหมดแล้วเสร็จตามสัญญาร้อยละ ๑๐๐ มีวงเงินค่าจ้างเดิมจำนวน ๖๖๖,๕๐๐ บาท ผู้ฟ้องคดีทำงาน
งวดที่ ๔ ไม่แล้วเสร็จตามสัญญา โรงเรียนวัดท่าเสาจึงบอกเลิกสัญญากับผู้ฟ้องคดี และโรงเรียนวัดท่าเสา
ได้นำงานที่เหลือที่ยังไม่แล้วเสร็จไปว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด น. มาทำการก่อสร้างแทนผู้ฟ้องคดี
โดยกำหนดราคากลางเป็นเงินจำนวน ๕๐๑,๐๐๐ บาท ดังนัน้ ผู้ฟอ้ งคดจี ึงสมควรได้รับค่าแห่งการงานท่ี

๗ อา้ งแล้ว, เชิงอรรถที่ ๒.

๑๒

ได้ทำไว้ให้โรงเรียนวัดท่าเสา ในงานงวดที่ ๔ โดยคำนวณจากเงินค่าจ้างของงานงวดที่ ๔ ตาม
สญั ญาเดิม ลบดว้ ยราคากลางของงานท่ีเหลือทยี่ ังไม่แล้วเสรจ็ ที่ต้องว่าจา้ งบุคคลอ่นื มาทำการก่อสร้าง
แทนผู้ฟ้องคดี คิดเป็นค่างานท่ีโรงเรียนวัดท่าเสาจะต้องชำระให้ผู้ฟ้องคดีเป็นเงินจำนวน ๑๖๕,๕๐๐ บาท
(๖๖๖,๕๐๐ – ๕๐๑,๐๐๐) น้นั พิพากษากลับ เป็นให้โรงเรียนวดั ท่าเสาจ่ายเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดีจำนวน
๑๖๕,๕๐๐ บาท ทั้งนี้ ให้ชำระให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา และให้คืน
คา่ ธรรมเนยี มศาลทง้ั สองช้ันศาลบางส่วนตามส่วนของการชนะคดีให้แกผ่ ้ฟู ้องคดี

แนวทางปฏบิ ตั ิราชการจากคำวนิ จิ ฉยั :

ศาลปกครองสูงสุดได้วางบรรทัดฐานการปฏิบัติราชการเกี่ยวกับค่าแห่งการงาน
ที่ได้รับจากการเลิกสัญญาทางปกครอง กรณีศาลได้กำหนดเงินที่ต้องชดใช้ตามค่าแห่งการงานเฉพาะ
งวดงานที่ยังส่งมอบไม่ครบถ้วน โดยศาลคิดค่าแห่งการงานเฉพาะงวดงานที่ทำไม่แล้วเสร็จเท่านั้น
ส่วนงวดงานท่ีทำแล้วเสร็จตรงตามที่กำหนดในสัญญาและมีการรับเงินไปแล้วน้ันศาลจะไม่นำกลับมา
คิดคำนวณเป็นค่าแห่งการงานอีก เมื่อผู้รับจ้างได้ทำงานงวดที่เหลือแล้วเสร็จบางส่วนก่อนที่ผู้ว่าจ้าง
จะบอกเลิกสัญญา ผู้รบั จา้ งมีสทิ ธไิ ดร้ บั ค่าแห่งการงานท่ีได้ทำไวใ้ ห้แก่ผวู้ า่ จ้าง เพ่ือกลับคืนสู่ฐานะดังท่ี
เป็นอยู่เดิมหลังจากมีการบอกเลิกสัญญา โดยค่าการงานจากงานงวดที่ผู้รับจ้างยังทำไม่แล้วเสร็จนั้น
ศาลจะนำมาหักลบด้วยราคากลางของงานที่เหลือที่ยังไม่แล้วเสร็จที่ต้องว่าจ้างบุคคลอื่นมาทำ
การกอ่ สร้างแทน สว่ นท่เี หลือจงึ ถอื เป็นคา่ การงานทีผ่ ู้รับจ้างจะได้รบั

๑.๒.๔ กรณีศาลได้กำหนดเงินที่ต้องชดใช้ตามควรค่าแห่งการงานโดยพิจารณา
จากเงนิ คา่ จ้างตามสญั ญา (คำพพิ ากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๕๐๓/๒๕๕๗)

เมื่อผู้รับจ้างได้ดำเนินการในงานงวดสุดท้ายไปแล้วบางส่วนซึ่งยังไม่ครบถ้วน
บรบิ รู ณ์ ผ้วู ่าจา้ งรับวา่ เนอื้ งานที่ผู้รบั จ้างยงั ทำไมแ่ ล้วเสร็จตามสัญญา ได้แก่ งานติดตัง้ บัวเชงิ ผนัง
บริเวณราวบันได คดิ เป็นเงินจำนวน ๑,๘๙๘.๖๘ บาท จากค่าจ้างงวดสุดท้าย ๑,๖๗๖,๗๐๐ บาท
ผู้ว่าจ้างจึงต้องชดใช้คืนด้วยการใช้เงินตามควรค่าแห่งการงานที่ได้ทำแล้วเสร็จนั้น เป็นเงิน
จำนวน ๑,๖๗๔,๘๐๑.๓๒ บาท (๑,๖๗๖,๗๐๐ - ๑,๘๙๘.๖๘)

สรุปคดี : เทศบาลเมืองตากโดยนาย ส. ไดท้ ำสญั ญาว่าจา้ งผู้ฟ้องคดี กอ่ สร้างอาคาร
เรยี น โรงเรียนเทศบาล ๑ อำเภอเมอื งตาก จงั หวดั ตาก หลังละ ๔ ชน้ั จำนวน ๒ หลัง กอ่ สร้างห้องน้ำ
จำนวน ๑ หลัง พร้อมครุภัณฑ์ จำนวน ๓ รายการ เป็นเงินค่าจ้าง ๑๖,๕๖๗,๐๐๐ บาท แบ่งจ่าย
๗ งวด ผู้ฟ้องคดีได้ทำงานก่อสร้างตามสัญญาและได้รับเงินค่าจ้างแล้ว ๕ งวด แต่ในระหว่างก่อสร้างงาน
งวดที่ ๖ เทศบาลเมืองตากแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีก่อสร้างทางเดินเชื่อมอาคารพร้อมทั้งหลังคาเชื่อมต่อกัน

๑๓

ทั้ง ๒ หลัง ซึ่งเป็นการก่อสร้างเพิ่มเติมเนื่องจากการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของสัญญาของ
เทศบาลเมืองตากผู้ฟ้องคดีจึงขอให้เทศบาลเมืองตากขยายเวลาการก่อสร้างออกไปอีก ๔๕ วัน
แตเ่ ทศบาลเมอื งตากพจิ ารณาโดยคำนวณงานที่เพมิ่ ขน้ึ และงานที่ลดลงแล้วใหข้ ยายเวลาก่อสร้างเพียง
๑๕ วัน ในวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๙ ผู้ฟ้องคดีได้ส่งมอบงานงวดที่ ๖ และขอเบิกเงินค่าจ้างจำนวน
๒,๔๘๕,๐๕๐ บาท และในวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ ผู้ฟ้องคดีได้ส่งมอบงานงวดที่ ๗
(งวดสุดท้าย) และขอเบิกเงินค่าจ้าง จำนวน ๑,๖๕๖,๗๐๐ บาท แต่ปรากฏว่าเทศบาลเมืองตาก
เบิกจ่ายเงินงวดที่ ๖ ให้ผู้ฟ้องคดีเมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๔๙ โดยหักค่าปรับจำนวน ๔๔ วัน คือ
ตัง้ แต่วันที่ ๓๑ ตลุ าคม ๒๕๔๙ ถงึ วนั ที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๔๙ วนั ละ ๑๖,๕๖๗ บาท รวมเปน็ เงิน ๗๒๘,๙๔๘
บาท ส่วนค่าจ้างงวดที่ ๗ นั้น เทศบาลเมืองตากยังมิได้ชำระให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่ายังไม่สามารถรับ
งานของผู้ฟ้องคดีได้ ทั้งที่อาคารที่ก่อสร้างได้เปิดใช้งานไปแล้ว ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นส่วนที่นอกเหนือจาก
สญั ญา และผู้ฟ้องคดีได้ดำเนินการให้แล้วเสร็จไปแล้ว ต่อมา นาย ส. ได้มีหนังสอื ลงวันที่ ๑๔ มีนาคม
๒๕๕๐ แจง้ บอกเลกิ สญั ญาจ้างกบั ผู้ฟ้องคดี ผ้ฟู อ้ งคดเี หน็ ว่าการก่อสรา้ งไมแ่ ลว้ เสร็จภายในกำหนดน้ัน
ไม่ได้เกิดจากความผิดของผู้ฟ้องคดี แต่เกิดจากการท่ีเทศบาลเมืองตากแก้ไขเปลี่ยนแปลงรปู แบบการ
ก่อสร้างทำให้งานล่าช้าออกไป จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ผลแห่งการ
บอกเลิกสญั ญาจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสฐู่ านะดังทเ่ี ป็นอยู่เดิม ตามมาตรา ๓๙๑ แห่งประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์๘ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้ดำเนินการในงานงวดที่ ๗ (งวดสุดท้าย)
ไปแล้วบางส่วนซึ่งยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ เทศบาลเมืองตากรับว่าเนื้องานที่ผู้ฟ้องคดียังทำไม่แล้วเสร็จ
ตามสัญญา ได้แก่ งานติดต้ังบัวเชงิ ผนังบริเวณราวบนั ไดคิดเปน็ เงนิ ๑,๘๙๘.๖๘ บาท จากค่าจ้างงวดสุดทา้ ย
๑,๖๗๖,๗๐๐ บาท โดยคำรับราคางานตดิ ตงั้ บวั เชิงผนังบรเิ วณราวบนั ไดน้ีเป็นคำรับพอฟังไดเ้ มอื่ เทียบ
กับปรมิ าณงานดงั กลา่ ว เมอื่ นำค่างานทไี่ มแ่ ลว้ เสรจ็ ไปหักค่าเงินค่าจ้างงวดสุดทา้ ยตามสัญญาแล้วคิดเป็น
มูลค่างานที่แล้วเสร็จเป็นเงิน ๑,๖๗๔,๘๐๑.๓๒ บาท และงานที่ทำไปแล้วเป็นสิ่งก่อสร้างจึงไม่สามารถ
กลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ทั้งบัดน้ีเทศบาลเมืองตากใช้ประโยชน์ในการงานที่ผูฟ้ ้องคดีทำไปแลว้ เทศบาล
เมืองตากจึงต้องชดใช้คืนดว้ ยการใช้เงนิ ตามควรแห่งค่างานที่ได้ทำแล้วเสร็จน้ัน ตามมาตรา ๓๙๑ วรรค
สาม แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์๙ เทศบาลเมืองตากจึงต้องชำระเงินตามราคาแห่งงานดังกล่าว
เปน็ เงิน ๑,๖๗๔,๘๐๑.๓๒ บาท (๑,๖๗๖,๗๐๐ - ๑,๘๙๘.๖๘) ท่ศี าลปกครองช้ันต้นพิพากษาให้เทศบาล
เมืองตากชำระเงินค่าจ้างให้ผูฟ้ ้องคดี จำนวน ๗๒๗,๓๐๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จาก
ต้นเงินจำนวน ๗๒๗,๓๐๒ บาท นับถัดจากวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๐ เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ
และให้คืนหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาตาก ที่ ตก.
๗๘/๒๕๔๘ ลงวันท่ี ๕ กันยายน ๒๕๔๘ ท้ังน้ี ภายใน ๖๐ วัน นบั แต่วันท่ีคำพพิ ากษาถึงท่ีสุด กับให้คืน

๘ อ้างแลว้ เชงิ อรรถที่ ๒.
๙ อา้ งแลว้ , เชงิ อรรถท่ี ๒.

๑๔

ค่าธรรมเนียมศาลตามส่วนแห่งการชนะคดีให้แก่ผู้ฟ้องคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก พิพากษาแก้
เป็นให้เทศบาลเมอื งตากชำระหนี้ค่าแห่งงานให้แก่ผูฟ้ ้องคดีเปน็ เงิน ๑,๕๐๙,๑๓๑.๓๒ บาท พร้อมท้ัง
ให้คืนเงินงวดที่ ๖ จำนวน ๗๒๘,๙๔๘ บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดีภายใน ๓๐ วัน นับแต่คดีถึงที่สุด พร้อม
ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่พ้นระยะเวลาตามที่ศาลกำหนด
เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น
พรอ้ มทั้งใหค้ ืนค่าธรรมเนียมศาลในช้ันศาลนต้ี ามสว่ นแห่งการชนะคดใี ห้แก่ผฟู้ ้องคดี

แนวทางปฏบิ ัตริ าชการจากคำวินิจฉยั :

ศาลปกครองสูงสุดได้วางบรรทัดฐานการปฏิบัติราชการเกี่ยวกับค่าแห่งการงาน
ที่ได้รับจากการเลิกสัญญาทางปกครอง กรณีศาลได้กำหนดเงินที่ต้องชดใช้ตามควรค่าแห่งการงาน
โดยพิจารณาจากเงินค่าจ้างตามสัญญา เมื่อผู้รับจ้างได้ดำเนินการในงานงวดสุดท้ายไปแล้วบางส่วน
ซึ่งยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ และผู้ว่าจ้างได้ใช้ประโยชน์ในการงานที่ผู้รับจ้างทำไปแล้ว ผู้ว่าจ้างจึงต้อง
ชดใช้คืนด้วยการใช้เงินตามควรแห่งค่างานที่ได้ทำแล้วเสร็จให้แก่ผู้รับจ้าง โดยให้นำค่างานที่ไม่แล้วเสร็จ
ไปหักค่าจา้ งงวดสดุ ท้ายตามสัญญาสว่ นท่ีเหลือถือเป็นค่าการแห่งการงานท่ีผู้รับจ้างได้รับ

บทสรปุ

เมื่อผู้ว่าจ้างได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาพิพาทแล้ว คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายย่อมต้อง
กลับคืนสู่ฐานะดังทีเ่ ป็นอยู่เดิมตามมาตรา ๓๙๑ วรรคหน่ึง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์๑๐
ผ้วู ่าจา้ งจึงมหี น้าที่ท่ีจะต้องชดใชค้ ่าการงานอันผู้ฟ้องคดีได้กระทำให้ตามมาตรา ๓๙๑ วรรคสาม แห่ง
ประมวลกฎหมายเดียวกัน๑๑ การให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมโดยการชดใช้เงินตามควร
ค่าแห่งการงานในคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง โดยส่วนใหญ่มักจะพบในสัญญาที่หน่วยงาน
ทางปกครองจ้างให้เอกชนก่อสร้างสิ่งสาธารณูปโภค อันมีวัตถุแห่งหนี้เป็นการกระทำการ
ซึ่งโดยสภาพไม่อาจคืนให้แกก่ ันได้ จึงต้องมีการชดใช้เงินเป็นค่าแห่งการงาน ซึ่งหลักการที่สำคัญของ
การพิจารณาเงินที่ต้องชดใช้ตามควรค่าแห่งการงาน คือ ค่าแห่งการงานนั้นจะต้องเป็นมูลค่าตาม
ความเปน็ จรงิ เนื่องจากเป็นผลของการใหค้ ่สู ัญญาได้กลบั คืนสู่ฐานะดังท่เี ป็นอยู่เดิมให้มคี วามใกล้เคียง
มากที่สุด โดยไม่ควรยึดโยงกับค่าจ้างตามสัญญา เพราะเมื่อสัญญาเลิกกัน ค่าจ้างที่กำหนดไว้
ตามสัญญานั้น จะไมม่ อี ยู่ต่อไป หากแตไ่ ดแ้ ปรเปลี่ยนกลายเป็นเงินที่ต้องชดใช้คืนตามค่าแห่งการงาน
ที่ได้ทำให้แก่กัน จึงไม่ควรนำเงินค่าจ้างตามสัญญามาเป็นเกณฑ์ในการกำหนดค่าแห่ งการงาน

๑๐ อา้ งแล้ว, เชงิ อรรถที่ ๒.
๑๑ อ้างแล้ว, เชงิ อรรถที่ ๒.

๑๕

และกรณีที่เป็นสัญญาจ้างแบบสัญญาราคาเหมารวมซึ่งมีการกำหนดการจ่ายค่าจ้างเป็นรายงวดไว้
โดยพิจารณาจากเนื้องานที่ส่งมอบเป็นรายงวดนั้น เมื่อการกำหนดเนื้องานและแบ่งจ่ายค่าจ้างตาม
รายงวดงานเป็นการกำหนดเพื่อประโยชน์ของหน่วยงานทางปกครองในการติดตามงาน และเป็นการ
แบ่งเบาภาระของคู่สัญญาฝ่ายเอกชนที่ต้องออกค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างไปก่อนเท่านั้น แต่ผลสำเร็จ
ของงานจะต้องพิจารณาจากงานที่รับจ้างตามสัญญาทั้งหมด เพื่อเปรียบเทียบกับงานที่ผู้รับจ้างทำ
สำเร็จและผู้ว่าจ้างได้รับประโยชน์จากงานที่ทำสำเร็จนั้น ซึ่งจะถือเป็นค่าการงานที่ผู้รับจ้างจะได้รับ
โดยศาลปกครองสูงสุดได้วางแนวปฏิบัติเกี่ยวกับค่าแห่งการงานที่ได้รับจากการเลิกสัญญาทาง
ปกครองไว้ ๔ กรณี ได้แก่ ๑. กรณีศาลได้กำหนดเงินที่ตอ้ งชดใช้ตามควรค่าแห่งการงานโดยมิได้
นำเงินค่าจ้างมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา แต่พิจารณาจากราคาค่าการงานและค่าวัสดุที่ใช้ใน
การทำงานจริง ๒. กรณศี าลไดก้ ำหนดเงนิ ทต่ี ้องชดใชต้ ามควรค่าแหง่ การงานโดยพจิ ารณาจากปริมาณ
งานในอัตรารอ้ ยละของงานท่แี ล้วเสรจ็ ๓. กรณีศาลได้กำหนดเงินที่ต้องชดใชต้ ามค่าแห่งการงาน
เฉพาะงวดงานที่ยังส่งมอบไม่ครบถ้วน และ ๔. กรณีศาลได้กำหนดเงินที่ต้องชดใช้ตามควร
ค่าแห่งการงานโดยพิจารณาจากเงินค่าจา้ งตามสัญญา ดังนั้น การกำหนดค่าแห่งการงานที่จะต้อง
ชดใช้ให้แก่ผู้รับจ้าง จึงไม่ใช่เป็นค่าจ้างหรือค่าตอบแทนตามสัญญาจ้าง แต่เป็นหนทางที่ให้คู่สัญญา
กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ซึ่งการพิจารณากำหนดเงินที่ต้องชดใช้ตามควรค่าแห่งการงานอาจ
พิจารณาจากเอกสารรายงานการประชุมของคณะกรรมการตรวจการจ้างประกอบกับรายการแสดง
ค่างานที่ผู้รับจ้างเสนอต่อศาล หรือจากคำรับราคาที่ฟังได้เมื่อเทียบกับปริมาณงาน เป็นต้น ทั้งน้ี
การกำหนดเงินที่ต้องชดใช้ตามควรค่าแห่งการงานควรพิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการงานท่ี
ผ้รู บั จ้างได้ทำไปท้ังหมดและพฤติการณ์แวดล้อมอื่นๆ ประกอบกบั ความเปน็ ธรรมและความเหมาะสม
ในแต่ละกรณี

๑.๓ แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการกำหนดค่าปรับตามสัญญาก่อสร้างสะพาน ค.ส.ล.
ข้ามคลองลำเจดีย์ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสดุ ท่ี อ. ๙๕๓/๒๕๖๔)

มติของคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ กำหนดค่าปรับรายวันอัตราร้อยละ ๐.๕๐
ของราคางานจ้าง เป็นเวลาก่อนที่จะมีการประกาศบังคับใช้ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง
การพัสดุ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๘ ที่ให้อำนาจคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุกำหนดหลักเกณฑ์
การกำหนดค่าปรับรายวันเกินกว่าอัตราร้อยละ ๐.๒๕ ของราคางานจ้างได้ มติดังกล่าวจึงไม่ชอบ
ด้วยกฎหมาย

สรุปคดี : กรงุ เทพมหานครไดต้ กลงว่าจา้ งให้ผ้ฟู ้องคดีทำงานก่อสร้างสะพาน ค.ส.ล.
ข้ามคลองลำเจดีย์ เปน็ เงินคา่ จ้าง ๒,๗๔๔,๖๔๐ บาท ตามสัญญาจ้างผฟู้ ้องคดีต้องเริ่มทำงานที่รับจ้าง

๑๖

ภายในวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๔ และจะต้องทำงานให้แล้วเสร็จบริบูรณ์ภายในวันท่ี
๖ มกราคม ๒๕๕๕ หากผู้ฟ้องคดีไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จตามเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา และ
กรุงเทพมหานครยังมิได้บอกเลิกสัญญา ผู้ฟ้องคดีจะต้องชำระค่าปรับให้แก่กรุงเทพมหานครเป็น
จำนวนเงินวันละ ๑๓,๗๒๓.๒๐ บาท นับถัดจากวันที่กำหนดแล้วเสร็จตามสัญญาหรือวันท่ี
กรุงเทพมหานครได้ขยายให้จนถึงวันที่ทำงานแล้วเสร็จจริง ผู้ฟ้องคดีได้นำหนังสือค้ำประกันของ
ธนาคารกสิกรไทย จำนวนเงิน ๑๓๗,๒๓๒ บาท มามอบให้แก่กรุงเทพมหานคร หลังจากผู้ฟ้องคดีได้
ดำเนินการก่อสร้าง และกรุงเทพมหานครได้เร่งรัดให้ดำเนินการถึง ๖ ครั้ง แต่ผู้ฟ้องคดีก็ไม่อาจ
ก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในกำหนด กรุงเทพมหานครจึงแจ้งผู้ฟ้องคดีว่าหากยินยอมเสียค่าปรับตาม
เงื่อนไขก็จะไม่ยกเลิกสัญญา ต่อมา กรุงเทพมหานครอนุมัติให้ต่ออายุสัญญาออกไปอีก ๑๘๐ วัน
ผู้ฟ้องคดีทำงานถูกต้องตามสัญญาตั้งแต่วันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๕ คิดค่าปรับ ๑๐๓ วัน เป็นเงินจำนวน
๑,๔๑๓,๔๘๙.๖๐ บาท กรุงเทพมหานครได้เบิกจ่ายเงินค่าจ้างโดยหักค่าปรับให้แก่ผู้ฟ้องคดีจำนวน
๑,๓๓๑,๑๕๐.๔๐ บาท ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การที่กรุงเทพมหานครขยายระยะเวลาก่อสร้างให้แก่ผู้ฟ้องคดี
ตามมติคณะรัฐมนตรีเพียง ๑๘๐ วัน โดยไม่พิจารณาขยายระยะเวลาในกรณีที่มีเหตุน้ำท่วมและ
มีเสาและสายไฟฟ้าแรงสูงขวางแนวก่อสร้างให้แก่ผู้ฟ้องคดีด้วย และการที่กำหนดค่าปรับรายวัน
ในอัตราร้อยละ ๐.๕๐ ของราคางานจ้าง เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้มีคำพิพากษาหรือคำส่ัง
ให้กรุงเทพมหานครคืนเงินค่าปรับให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งหมดจำนวน ๑,๔๑๓,๔๘๙.๖๐ บาท พร้อม
ดอกเบยี้ ในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของตน้ เงินดังกล่าว นบั ถัดจากวนั สง่ มอบงานจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน
๒๘๘,๔๐๗.๙๗ บาท และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๑,๔๑๓,๔๘๙.๖๐ บาท
นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การมีมติของ
คณะกรรมการว่าด้วยการพสั ดุในวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๕ เป็นเวลากอ่ นทีจ่ ะมกี ารประกาศบังคับใช้
ขอ้ บญั ญัตกิ รงุ เทพมหานคร เรอ่ื ง การพัสดุ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๘ ท่ใี ห้อำนาจคณะกรรมการว่าด้วย
การพัสดกุ ำหนดหลกั เกณฑ์การกำหนดคา่ ปรบั รายวันเกินกว่าอตั ราร้อยละ ๐.๒๕ ของราคางานจ้างได้
ดังนั้น คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุจึงยังไม่มีอำนาจในการมีมติให้กรุงเทพมหานครกำหนดค่าปรับ
รายวนั สำหรับการก่อสร้างถนนและระบบสาธารณปู โภคท่ีมีผลกระทบต่อการจราจรเปน็ อัตราร้อยละ ๐.๕๐
ของราคางานจา้ ง และภายหลังขอ้ บัญญตั ิกรงุ เทพมหานคร เรื่อง การพัสดุ (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๔๘ ใช้
บังคับแล้ว คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุก็ไม่ได้มีมติกำหนดหลักเกณฑ์ให้กรุงเทพมหานครสามารถ
กำหนดค่าปรับรายวันสำหรับการก่อสร้างถนนและระบบสาธารณูปโภค ท่ีมีผลกระทบต่อการจราจร
เกนิ กว่าอตั ราร้อยละ ๐.๒๕ ของราคางานจ้างได้แตอ่ ยา่ งใด กรุงเทพมหานครจึงไม่อาจกำหนดค่าปรับ
ในสญั ญาจ้างพพิ าททท่ี ำกบั ผฟู้ อ้ งคดใี นอัตราร้อยละ ๐.๕๐ ของราคางานจา้ งได้ คงกำหนดคา่ ปรับเป็น
รายวนั ไดเ้ พยี งอัตราร้อยละ ๐.๒๕ ของราคางานจ้างเท่านั้น การท่ีกรงุ เทพมหานครกำหนดค่าปรับวัน
ละ ๑๓,๗๒๓.๒๐ บาท คดิ เป็นรอ้ ยละ ๐.๕๐ ของราคางานจ้างจำนวน ๒,๗๔๔,๖๔๐ บาท จึงไม่ชอบ

๑๗

ด้วยกฎหมายและเมื่อหักค่าจ้างไว้เป็นค่าปรับโดยมิชอบ กรุงเทพมหานครจึงต้องชำระดอกเบี้ยใน
อัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันท่ีกรุงเทพมหานครได้หักค่าจ้างไว้เป็น
ค่าปรับ คือ วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๕ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นให้แก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนการขอ
ขยายอายุสัญญานั้นผู้ฟ้องคดีได้รับแจ้งผลการพิจารณาขอขยายอายุสัญญาจ้างเมื่อวันที่ ๗
พฤศจิกายน ๒๕๕๕ แล้วผู้ฟ้องคดีไม่ได้อุทธรณ์กรณีการขอต่อสัญญาไปยังผู้ว่าราชการ
กรุงเทพมหานครภายใน ๑๕ วันนับแต่วันดังกล่าว จึงถือว่าผู้ฟอ้ งคดสี ละสิทธิ์ในการขอตอ่ อายุสญั ญา
ดว้ ยเหตุมปี ญั หาอุปสรรคเกยี่ วกบั เสาและสายไฟฟ้าแรงสูงขวางแนวก่อสร้าง และประสบภาวะน้ำท่วม
ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครจึงไม่มีหน้าที่ที่จะต้องขยายระยะเวลาก่อสร้างตามสัญญาจ้างเพราะเหตุ
ดังกล่าวให้แกผ่ ู้ฟ้องคดี กรณีเบี้ยปรับนั้นศาลมีอำนาจทีจ่ ะพิจารณาลดคา่ ปรับลงตามสมควรได้ ตาม
มาตรา ๓๘๓ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สมควรลดค่าปรับเหลือร้อยละ ๒๐
ของวงเงินค่าจา้ งตามสัญญา และการทก่ี รุงเทพมหานครต้องคืนคา่ ปรับให้แก่ผ้ฟู อ้ งคดีเปน็ การคืนเน่ืองจาก
ศาลใช้อำนาจพิจารณาลดค่าปรับให้ไม่ใช่การผิดนัดชำระหนี้ ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจาก
เงินค่าปรับที่ได้รับคืนดังกล่าว ที่ศาลปกครองชั้นต้นให้กรุงเทพมหานครคืนค่าปรับให้แก่ผู้ฟ้องคดี
จำนวน ๗๐๖,๗๔๔.๘๐ บาท โดยให้กรงุ เทพมหานครชำระให้เสรจ็ ภายในกำหนด ๖๐ วันนบั แตว่ ันที่คดถี ึง
ท่ีสดุ ใหค้ ืนคา่ ธรรมเนียมศาลบางส่วนตามส่วนแห่งการชนะคดีแก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนคำขออ่ืนนอกจากนี้ให้
ยก นั้น พิพากษาแก้ เป็นให้กรุงเทพมหานครคืนเงินค่าปรับที่ได้หักไว้โดยไม่ชอบจำนวน
๗๐๖,๗๔๔.๘๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่หักเงินค่าจ้างไว้จนถึงวันที่
๑๐ เมษายน ๒๕๖๔ และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๔ เป็นต้น
ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และเงินค่าปรับที่สูงเกินส่วนอีกจำนวน ๑๕๗,๘๑๖.๘๐ บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดี
คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ตามส่วนของการชนะคดีให้แก่ผู้ฟ้องคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไป
ตามคำพพิ ากษาของศาลปกครองชัน้ ต้น

แนวทางปฏบิ ตั ริ าชการจากคำวนิ ิจฉยั :

คดีนี้ศาลปกครองปกครองสูงสุดได้วางหลักการใช้อำนาจของฝ่ายปกครองว่า การกระทำ
ของฝ่ายปกครองจะต้องมีกฎหมายให้อำนาจ กล่าวคือ คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุไม่อาจมีมติกำหนด
หลักเกณฑ์การกำหนดค่าปรับรายวันเกินกว่าอัตราร้อยละ ๐.๒๕ ของราคางานจ้าง ก่อนที่จะมีการบังคับใช้
ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การพัสดุ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๘ ที่ให้อำนาจคณะกรรมการว่าด้วย
การพสั ดุกำหนดหลกั เกณฑก์ ารกำหนดคา่ ปรบั รายวนั เกินกวา่ อตั รารอ้ ยละ ๐.๒๕ ของราคางานจ้างได้

๑๘

๑.๔ แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการพิจารณาว่าการดำเนินงานใดท่ีผู้ว่าจ้างให้ทำ
โดยไม่อยู่ในขอบเขตงานจ้างตามสัญญาก่อสร้างโครงการปรับปรุงถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก
(คำพิพากษาศาลปกครองสงู สุดที่ อ. ๙๔๗/๒๕๖๔)

สญั ญาทีร่ ฐั ทำกบั เอกชนน้นั รฐั เขา้ ทำสญั ญาโดยไมไ่ ด้มเี จตนาหรือความประสงค์
ที่จะเอารัดเอาเปรียบคู่สัญญาฝ่ายเอกชน แต่มุ่งหมายที่จะให้คู่สัญญาสามารถปฏิบัติงานให้เกิด
ประโยชน์ตอ่ การบริการสาธารณะให้สำเร็จลุลว่ ง และงานใดทส่ี ่ังใหเ้ อกชนทำโดยท่ีไมไ่ ด้กำหนดไว้
ในสญั ญาจ้าง รัฐหรือหน่วยงานของรัฐจะต้องรบั ผิดชอบชำระค่าใช้จา่ ยในสว่ นทเ่ี พ่ิมขึน้ ดังกล่าว

สรุปคดี : เทศบาลเมอื งอุตรดิตถ์โดยนายกเทศมนตรีเมืองอตุ รดติ ถ์ประกาศประกวด
ราคาจ้างโครงการปรับปรุงถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ถนนทางเข้าบ่อขยะ ปรับปรุงผิวจราจร ขนาด
ความกว้าง ๖.๐๐ เมตร ความยาว ๑,๖๒๕ เมตร ความหนา ๐.๒๐ เมตร หรือมีพื้นที่เทคอนกรีตไม่
น้อยกว่า ๙,๗๕๐ ตารางเมตร และงานอื่นๆ เทศบาลเมืองอุตรดิตถ์กำหนดงบประมาณในการจ้าง
จำนวน ๕,๙๔๕,๐๐๐ บาท ผู้ฟ้องคดไี ดเ้ สนอราคา เปน็ เงนิ จำนวน ๓,๕๕๐,๐๐๐ บาท และได้รับเลอื ก
ให้เข้าทำสัญญาจ้างแบบปรับราคา ผู้ฟ้องคดีได้แจ้งขอเข้าดำเนินงาน หลังจากนั้นผู้ฟ้องคดีได้แจ้งให้
นายกเทศมนตรีเมืองอุตรดิตถ์ทราบว่า ปริมาณคอนกรีตกับแบบแปลนโครงการแตกต่างกันเป็น
จำนวนมาก จึงขอให้เทศบาลเมืองอุตรดิตถ์แก้ไขแบบความหนาของถนนเป็น ๐.๑๕ เมตร
ให้ตรงกับปรมิ าณคอนกรีต ๑,๔๖๒.๕๐ ลูกบาศก์เมตร และได้มีหนังสือแจ้งขอหยุดงานชัว่ คราวไปยัง
ประธานกรรมการตรวจการจ้างและนายกเทศมนตรีเมืองอุตรดิตถ์เพื่อขอแก้ไขแบบความหนา
ของถนนและขอนัดประชมุ ปรกึ ษาหารือเก่ียวกับโครงการดังกล่าว ซึ่งนายกเทศมนตรีเมืองอุตรดิตถ์ได้
แจ้งว่าไม่สามารถอนุญาตใหผ้ ู้ฟ้องคดีหยุดงานชั่วคราวเพื่อขอใช้สิทธิขยายเวลาการก่อสรา้ งออกไปได้
ซึ่งผู้ฟ้องคดีจะต้องดำเนินการก่อสร้างตามรูปแบบรายการที่เทศบาลเมืองอุตรดิตถ์กำหนดโดยมี
ความหนาของถนนคอนกรีต ๐.๒๐ เมตร ให้แลว้ เสรจ็ โดยเรว็ และหากระยะเวลาก่อสร้างเกินกำหนด
ตามสัญญาจ้าง เทศบาลเมืองอุตรดิตถ์จะใช้สิทธิในการเรียกค่าปรับกับผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีได้ส่งมอบ
งานให้แก่นายกเทศมนตรีเมืองอุตรดิตถ์เพื่อให้ดำเนินการตรวจรับงานจ้าง และผู้ฟ้องคดีได้ชำระ
ค่าปรับฐานผดิ สญั ญาใหแ้ ก่เทศบาลเมืองอุตรดติ ถ์เปน็ เงินจำนวน ๕๖๘,๐๐๐ บาท แตผ่ ู้ฟอ้ งคดีเห็นว่า
การกระทำของเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์และนายกเทศมนตรีเมืองอุตรดิตถ์ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับ
ความเสียหาย ดังนี้ (๑) รายการคอนกรีต ๑,๔๖๒.๕๐ ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเท่ากับถนนคอนกรีตขนาด
ความหนา ๐.๑๕ เมตร เป็นปริมาณงานที่ผู้ฟ้องคดีประมูลได้ตามปริมาณงาน แต่ผู้ฟ้องคดีได้
ดำเนินการก่อสร้างตามสัญญาจ้างตามแบบแปลนคอนกรีตหนา ๐.๒๐ เมตร ซึ่งเท่ากับรายการ
คอนกรีต ๑,๙๕๐ ลูกบาศก์เมตร ต้องเทคอนกรีตเพิม่ ขึน้ ๔๘๗.๕๐ ลูกบาศก์เมตร คิดเป็นเงินจำนวน
๙๐๑,๘๗๕ บาท (๒) การสง่ มอบงานล่าชา้ น้นั ผฟู้ ้องคดีไดแ้ จง้ ตอ่ คณะกรรมการตรวจการจา้ งให้ทราบ

๑๙

ถึงปัญหาเหตุขัดขอ้ งที่ไม่สามารถดำเนินงานตามสัญญาจ้างได้ เพราะรายการคอนกรีตไม่ตรงกบั แบบ
แปลนโครงการ และได้มีหนังสือแจ้งให้นายกเทศมนตรีเมืองอุตรดิตถ์ทราบแล้ว จึงเป็นเหตุ
ให้ผู้ฟ้องคดีส่งมอบงานล่าช้า ซึ่งไม่ใช่ความผิดของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีต้องเสียค่าปรับเป็นเงิน
จำนวน ๕๖๘,๐๐๐ บาท และ (๓) เทศบาลเมืองอุตรดิตถ์และนายกเทศมนตรีเมืองอุตรดิตถ์ได้มีการ
ปรับปรุงพื้นที่นอกเหนือไปจากแบบแปลน โดยได้เพิ่มเติมงานเทคอนกรีตหักศอกทางเข้า “เทหูช้าง”
โดยมีปรมิ าณคอนกรีต ๑๖ ลกู บาศก์เมตร ๘๐ ตารางเมตร และมคี า่ ใช้จา่ ยเพ่ิมขนึ้ คดิ เป็นเงินจำนวน
๓๒,๒๔๐ บาท รวมค่าเสียหายทั้งหมดคิดเป็นเงินจำนวน ๑,๕๐๒,๑๑๕ บาท ความเสียหายดังกล่าว
เกิดจากการทเี่ ทศบาลเมืองอตุ รดติ ถ์และนายกเทศมนตรเี มืองอุตรดิตถ์ปฏบิ ัติหนา้ ทโี่ ดยมชิ อบ มีคำสั่ง
โดยมิชอบและไม่แก้ไขแบบแปลน ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ตามสัญญาจ้างระบุขนาด
ความกว้าง ความยาว และความหนาของถนน แต่ไม่ได้ระบุปริมาณของคอนกรีตที่ใช้ ซึ่งตามสัญญา
จ้างปริมาณคอนกรีตที่ใช้ถือเป็นเนื้องานที่เป็นสาระสำคัญของการก่อสร้าง ในขณะที่ ข้อ ๔ ของ
เอกสารประกวดราคาจ้าง กำหนดว่า ผู้ประสงค์เสนอราคาจะต้องกรอกปริมาณวัสดุในบัญชีรายการ
ก่อสร้างให้ครบถ้วน (หากเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์กำหนดให้แล้วผู้เสนอราคาไม่ต้องกรอกใดๆ) และ
ตามข้อ ๖.๓ (๒) ของเอกสารดังกล่าวกำหนดว่า หากมีการเสนอราคาโดยมีรายละเอียดแตกต่างไป
จากเงื่อนไขท่ีเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์กำหนดในเอกสารประกวดราคาจ้าง หรือมีผลทำให้เกิดการ
ได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างผู้ประสงค์จะเสนอราคารายอื่น เทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ สงวนสิทธิไม่
พิจารณาราคาของผู้ประสงค์จะเสนอราคารายนั้น เมื่อปริมาณงานตามบัญชีรายการก่อสร้าง
(หรือใบแจ้งปริมาณงาน) เป็นส่วนที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว ในการเสนอราคาผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจ
เปลย่ี นแปลงปริมาณงานตามดลุ ยพนิ ิจของตนได้ คงเสนอไดเ้ พียงค่าวสั ดสุ ่ิงของและค่าแรงงานเท่านั้น
เมื่อเกิดปัญหาขึ้นจึงต้องตีความสัญญาไปตามเจตนาโดยสุจริตของคู่สัญญา ซึ่งในส่วนของผู้ฟ้องคดีนั้น
ปริมาณคอนกรีตที่ใช้ในการดำเนินการปรับปรุงถนนเป็นค่าใช้จ่ายหลักของโครงการ การเสนอราคา
จึงอ้างอิงจากปริมาณคอนกรีตเป็นสำคัญ และในกรณีนี้ได้อ้างอิงจากบัญชีรายการก่อสร้างท่ี
คณะกรรมการกำหนดราคากลางเป็นผู้จัดทำ ดังนั้น จึงมิใช่กรณีที่เป็นการคำนวณปริมาณงาน
ผิดพลาดโดยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้ฟ้องคดี และถึงแม้ว่าในบัญชีรายการก่อสร้าง
(หรือใบแจ้งปริมาณงาน) ได้กำหนดหมายเหตุไว้โดยชัดเจนว่ารายการประมาณการวัสดุต่างๆ อาจ
คลาดเคลื่อนหรือตกหลน่ ได้ หากมีการคิดผิดพลาดขาดหายผ้เู สนอราคาจะนำมาเปน็ ข้ออ้างในการลด
จำนวนงานหรือเรียกร้องค่าจ้างเพิ่มไม่ได้ก็ตาม แต่การกำหนดหมายเหตุเช่นนั้นก็เป็นการกำหนด
โดยฝ่ายเทศบาลเมืองอตุ รดิตถ์เพียงฝ่ายเดยี วและกำหนดขึน้ เพื่อประโยชนข์ องเทศบาลเมืองอุตรดติ ถ์
เท่านัน้ โดยไม่ได้คำนงึ ความเป็นธรรมระหว่างคสู่ ญั ญา ขณะทใี่ นสญั ญาท่ีรัฐทำกับเอกชนน้ัน รัฐเข้าทำ
สัญญาโดยไม่ได้มเี จตนาหรือความประสงค์ท่ีจะเอารัดเอาเปรียบคู่สัญญาฝ่ายเอกชน แต่มุ่งหมายที่จะ
ให้คู่สัญญาสามารถปฏิบัติงานให้เกิดประโยชน์ต่อการบริการสาธารณะให้สำเร็จลุล่วง ดังนั้น ถึงแม้

๒๐

การปฏิบตั ติ ามสัญญาต้องยึดถือถ้อยคำหรือข้อความของสญั ญาเป็นหลัก แตใ่ นกรณนี ี้มีปริมาณงานเท
คอนกรีตที่เพิ่มขึน้ ๔๘๗.๕๐ ลูกบาศก์เมตร ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนทีเ่ พิม่ ขึ้นกว่าร้อยละ ๓๐ เทศบาลเมือง
อุตรดิตถ์จึงมีหน้าที่ต้องชำระค่างานในส่วนที่เป็นงานคอนกรีตที่เพิ่มขึ้นให้แก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนกรณีงาน
เทพ้ืนคอนกรตี หกั ศอกทางเขา้ “เทหูช้าง” ตามสัญญาจ้างไมไ่ ด้กำหนดให้มีการเทพืน้ คอนกรีตหักศอก
ทางเขา้ ไว้แตอ่ ย่างใด กรณจี ึงไมอ่ าจอ้างไดว้ ่า เป็นงานท่อี ยใู่ นขอบเขตงานจา้ งตามสญั ญา จึงถอื วา่ เป็น
งานพิเศษที่ผู้ฟ้องคดีได้ดำเนินการก่อสร้างตามคำสั่งของเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ซึ่งไม่ได้แสดงไว้หรือ
รวมอยู่ในเอกสารสัญญาจ้าง เทศบาลเมืองอุตรดิตถ์จึงต้องรับผิดชำระค่าใช้จ่ายในส่วนที่เพิ่มขึ้น
ดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดี ท่ีศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้เทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ชำระเงินค่าใช้จ่ายใน
ส่วนของงานที่เพิ่มขึ้นเป็นเงินจำนวน ๙๐๙,๗๔๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี
ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องคดีเป็นต้นไปจนกว่าจะได้ชำระเสร็จสิ้นให้แก่ผู้ฟ้อง คดี
ทั้งนี้ ให้ดำเนินการชำระให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด และให้คืนค่าธรรมเนียม
ศาลบางส่วนตามส่วนของการชนะคดีให้แก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้อง
นายกเทศมนตรีเมืองอุตรดิตถ์ นั้น พิพากษาแก้ เป็นให้เทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ชำระเงินค่าใช้จ่ายใน
ส่วนของงานที่เพิ่มขึ้นเป็นเงินจำนวน ๙๐๙,๗๔๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี
นับถัดจากวันฟ้องคดีเป็นต้นไปจนถึงวันท่ี ๑๐ เมษายน ๒๕๖๔ และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๕ ต่อปี
ของต้นเงิน ๙๐๙,๗๔๐ บาท นับตั้งแต่วันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๔ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่
ผู้ฟ้องคดี และให้เทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ชำระเงินที่ได้รับไว้เป็นค่าปรับจำนวน ๒๑๓,๐๐๐ บาท
คนื ให้แกผ่ ู้ฟอ้ งคดี พรอ้ มดอกเบ้ยี ในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถดั จากวันฟอ้ งคดเี ป็นตน้ ไปจนถึงวันท่ี
๑๐ เมษายน ๒๕๖๔ และดอกเบีย้ ในอัตราร้อยละ ๕ ตอ่ ปี ของต้นเงิน ๒๑๓,๐๐๐ บาท นบั ตงั้ แตว่ ันที่
๑๑ เมษายน ๒๕๖๔ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ฟ้องคดีและคืนค่าธรรมเนียมศาลให้แก่
ผ้ฟู ้องคดตี ามสัดส่วนแหง่ การชนะคดี นอกจากทแี่ ก้ให้เปน็ ไปตามคำพพิ ากษาของศาลปกครองชัน้ ต้น

แนวทางปฏิบัตริ าชการจากคำวนิ ิจฉยั :

คดีนี้ศาลปกครองปกครองสูงสุดได้วางแนวทางปฏิบัติราชการเกี่ยวกับการสัญญาท่ี
รัฐทำกบั เอกชน ว่า รัฐเข้าทำสญั ญาโดยไมไ่ ดม้ ีเจตนาหรอื ความประสงค์ท่จี ะเอารดั เอาเปรียบคู่สัญญา
ฝ่ายเอกชน แตม่ ุ่งหมายทจี่ ะให้คู่สัญญาสามารถปฏิบตั ิงานให้เกิดประโยชน์ต่อการบริการสาธารณะให้
สำเร็จลุล่วง ดังนั้น ความผิดพลาดของการคำนวณปริมาณคอนกรีตไม่ได้เกิดจากความประมาท
เลนิ เล่ออย่างร้ายแรงของเอกชนคูส่ ัญญา รัฐหรอื หนว่ ยงานของรฐั จึงมหี น้าท่ีต้องชำระค่างานในส่วนท่ี
เป็นงานคอนกรีตที่เพิ่มขึ้นให้แก่เอกชน และหากงานใดท่ีหน่วยงานของรัฐสั่งให้เอกชนดำเนินการ
แตไ่ มไ่ ด้แสดงไว้หรือรวมอยู่ในเอกสารสญั ญาจ้างหนว่ ยงานของรฐั จะต้องรับผิดชอบชำระค่าใช้จ่ายใน
ส่วนท่เี พ่มิ ขึ้นดังกลา่ ว

๒๑

๑.๕ แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเรียกร้องค่าเสียหายตามสัญญาก่อสร้าง
สิ่งสาธารณูปโภค โครงการเจาะน้ำบาดาลพร้อมก่อสร้างหอถังเหล็กจ่ายน้ำ (ทรงแชมเปญ)
และขยายเขตทอ่ เมนระบบทอ่ จา่ ยนำ้ ประปา (คำพิพากษาศาลปกครองสงู สดุ ที่ อ. ๙๐๓/๒๕๖๔)

ผู้ฟ้องคดีในฐานะคู่สัญญามีพฤติการณ์เอาใจใส่กับงานที่รับจ้างและได้พยายามที่จะ
แกไ้ ขปัญหาในงานสว่ นของตนแล้ว องค์การบรหิ ารสว่ นตำบลบ้านชุ้งที่มีส่วนผิดอยู่ด้วยในการปฏิบัติให้
เป็นไปตามสัญญาจึงไม่อาจกล่าวอ้างความล่าช้าจากการส่งผลวิเคราะห์คุณภาพน้ำและการขออนุญาต
ใชน้ ้ำบาดาลใหเ้ ปน็ โทษกับผู้ฟอ้ งคดีได้

สรุปคดี : องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านชุ้งได้ตกลงว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ทำงาน
โครงการเจาะบ่อบาดาลพร้อมก่อสร้างหอถังเหล็กจ่ายนำ้ (ทรงแชมเปญ) และขยายเขตท่อเมนระบบ
จ่ายน้ำประปา ในวงเงินค่าจ้าง ๑,๐๙๐,๐๐๐ บาท ผู้ฟ้องคดีต้องเริ่มทำงานที่รับจ้างภายในวันที่ ๒๘
กรกฎาคม ๒๕๖๐ และตอ้ งทำงานใหแ้ ลว้ เสร็จสมบูรณ์ภายในวนั ที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ ผู้ฟ้องคดี
ได้ปฏิบัติงานตามสัญญา ซึ่งในส่วนการก่อสร้างหอถังเก็บรูปทรงถ้วยแชมเปญนั้น ผู้ฟ้องคดีได้
เทคอนกรีตเสร็จเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ และมีหนังสือลงวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๐
ขอส่งมอบงาน แตผ่ ู้อำนวยการกองช่างขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านชุ้งไมร่ ับหนังสือส่งมอบงาน
โดยให้เหตุผลว่า ยังไม่มีหนังสือรับรองผลการทดสอบคอนกรีตจากหน่วยงานที่ทำการทดสอบ ถือว่า
งานยังไมเ่ สร็จ ผู้ฟ้องคดไี ม่เหน็ ด้วยจึงมีหนังสือชี้แจงและหารือการสง่ มอบงาน โดยเห็นว่า ข้อกำหนด
รายละเอียดหอถังเก็บน้ำรูปแชมเปญตามสัญญาจ้างมิได้ระบุชัดเจนว่าต้องนำส่งเอกสารผลการ
ทดสอบคอนกรีตภายในระยะเวลาของสัญญาด้วย และไม่ใช่ข้อกำหนดว่าต้องบ่มคอนกรีตให้ครบ
๒๘ วัน จึงส่งมอบงานได้ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านชุ้งได้มีหนังสือแจ้งผู้ฟ้องคดีว่า ผลการทดสอบ
คอนกรตี เป็นสว่ นหนง่ึ ของสัญญาจา้ งตามข้อกำหนดรายละเอยี ดหอถงั เกบ็ น้ำรปู แชมเปญ สัญญาจ้างได้
เผอ่ื เวลาในเรื่องการพัฒนากำลงั อัดคอนกรีตท่ีอายุ ๒๘ วนั แล้ว ซ่ึงผู้ฟอ้ งคดียังไม่ได้สง่ ผลการวิเคราะห์
คุณภาพน้ำให้องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านชุ้งทราบและไม่ได้จัดส่งเอกสารการขออนุญาตใช้
น้ำบาดาล ตามข้อกำหนดคุณลักษณะการจ้างเหมาเจาะบ่อน้ำบาดาลโครงการแก้ไขปัญหาการ
ขาดแคลนน้ำอปุ โภคบริโภคฯ ของสญั ญาจ้าง สำหรับข้อเทจ็ จรงิ เก่ียวกับการตรวจสอบผลการทดสอบ
คอนกรีตนั้น ภายหลังจากผู้ฟ้องคดีเทคอนกรีตเสร็จแล้ว องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านชุ้งมีหนังสือ
ถึงวิทยาลัยเทคนคิ สระบุรี เพื่อให้ช่วยดำเนินการทดสอบวัสดุ (แท่งคอนกรีต) และออกหนังสือรบั รอง
ผลทดสอบให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านชุ้ง ซึ่งวิทยาลัยเทคนิคสระบุรีส่งผลการทดสอบกำลัง
อัดของตัวอย่างคอนกรีตให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านชุ้ง และผู้ฟ้องคดีมีหนังสือส่งผลการ
ทดสอบกำลังอัดของตัวอย่างคอนกรีตให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านชุ้งในส่วนการวิเคราะห์
คุณภาพน้ำและการขออนุญาตใชน้ ำ้ บาดาล นั้น องค์การบริหารสว่ นตำบลบ้านชุ้งมีหนังสือถงึ หวั หน้า

๒๒

ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลองคณะเกษตร กำแพงแสน ขอให้วิเคราะห์คุณภาพ
นำ้ บาดาลโดยไดม้ อบใหผ้ ู้ฟ้องคดเี ป็นผู้ประสานงานและรับผดิ ชอบคา่ ใชจ้ ่ายในการดำเนินการท้ังหมด
และศูนย์วิจัยและบริการวิชาการ คณะเกษตร กำแพงแสนได้มีหนังสือลงวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๐
ส่งผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำซงึ่ มผี ลการวิเคราะห์ จำนวน ๙ พารามเิ ตอร์ให้แก่องค์การบริหาร
ส่วนตำบลบ้านชุง้ ผู้ฟ้องคดีโดยรับมอบอำนาจจากองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านชุ้งจึงยื่นขออนุญาต
ใช้น้ำบาดาล ตามหนังสือลงวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ แต่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจังหวัด
พระนครศรีอยุธยามีการปรับเปลี่ยนมาตรฐานการวิเคราะห์คุณภาพน้ำบาดาลเป็นจำนวน
๑๔ พารามิเตอร์ เมื่อวันท่ี ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีหนังสือนำส่งตัวอย่างน้ำไปตรวจ
ที่กองวิเคราะห์น้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาลพญาไท แต่ปรากฏว่าไม่มีความคืบหนา้ ในการดำเนินการ
องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านชุ้งจึงมีหนังสือลงวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๖๐ ถึงหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการ
วิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง คณะเกษตร กำแพงแสน ขอให้ช่วยดำเนินการวิเคราะห์คุณภาพน้ำ
บาดาลอีกคร้ัง และได้รบั ผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำเม่ือวนั ท่ี ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๐ ผู้ฟ้องคดีจึง
ดำเนินการขออนุญาตใช้น้ำบาดาลต่อกรมทรัพยากรน้ำบาดาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
โดยกรมทรพั ยากรนำ้ บาดาล จงั หวดั พระนครศรอี ยุธยาไดล้ งรบั เอกสารเมื่อวันท่ี ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๐
และผู้ฟ้องคดีมีหนังสือลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๐ ขอส่งมอบงานอีกครั้ง คณะกรรมการตรวจรับ
พัสดุได้ตรวจรับงานแล้ว เห็นว่า ถูกต้องครบถ้วนตามสัญญา แต่เนื่องจากมีการส่งมอบงานล่าช้า
๑๙ วัน จึงคิดค่าปรับวันละ ๒,๗๒๕ บาท เป็นเงินจำนวน ๕๑,๗๗๕ บาท และผู้ฟ้องคดี
ได้รับค่าจ้างตามสัญญาแล้ว เป็นเงินจำนวน ๑,๐๒๘,๐๓๘.๐๘ บาท และหักภาษี ณ ที่จ่าย
เป็นเงินจำนวน ๑๐,๑๘๖.๙๒ บาท เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๖๐ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า องค์การบริหาร
ส่วนตำบลบ้านชุ้งหักเงินค่าจ้างไว้เป็นค่าปรับโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม เนื่องจาก
ผู้ฟ้องคดีสามารถส่งมอบงานได้โดยไม่จำต้องรอรายงานผลทดสอบคอนกรีต และความล่าช้าในการ
ส่งผลวิเคราะห์คุณภาพน้ำและการขออนุญาตใช้น้ำบาดาลเกิดจากความผิดของ องค์การบริหารส่วน
ตำบลบา้ นชุ้ง ผฟู้ ้องคดจี ึงมหี นังสือแจ้งให้องคก์ ารบรหิ ารส่วนตำบลบ้านช้งุ ชำระเงนิ ค่าจ้างให้ครบถ้วน
ตามสัญญา แต่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านชุง้ มีหนังสือแจ้งไม่สามารถชำระเงินดังกล่าวเพิ่มเติมได้
เนื่องจากจำนวนเงินท่ีองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านชุ้งชำระไป จำนวน ๑,๐๒๘,๐๓๘.๐๘ บาท เป็น
จำนวนเงินครบถ้วนถูกต้องแล้วตามสัญญา ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้องค์การบริหารส่วนตำบลบ้าน
ชุ้งชำระเงนิ ค่าจ้างส่วนที่หักไว้เป็นค่าปรบั และค่าเสยี หายจากการเสียภาพลกั ษณ์พร้อมดอกเบี้ยใหแ้ ก่
ผู้ฟ้องคดี ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า แม้ข้อสัญญาจะมิได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าให้ต้องรอการบ่ม
คอนกรีตให้ครบ ๒๘ วัน ก่อนการส่งมอบและมิได้กำหนดให้ผู้ฟ้องคดีส่งมอบหนังสือรับรองผลการ
ทดสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาถึงข้อกำหนดดังกล่าวเป็นการกำหนด
คุณสมบัติหรือคุณลักษณะเพื่อความแข็งแรงของคอนกรีตผสมเสร็จซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างว่า

๒๓

ต้องมีกำลังอัดประลัยที่อายุ ๒๘ วัน รูปลูกบาศก์ขนาด ๒๔๐ กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร ดังน้ัน
ในการปฏิบัติงานผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่ต้องทำงานให้ได้มาตรฐานตามข้อกำหนดของสัญญาจ้าง และ
องค์การบริหารสว่ นตำบลบ้านชงุ้ จะตรวจรบั มอบงานดังกล่าวได้นัน้ ในขณะทรี่ ับมอบงานจะต้องมีผล
การทดสอบคุณสมบตั ิหรือคุณลักษณะของคอนกรตี ผสมเสร็จว่าเป็นไปตามข้อกำหนดหรือไม่ จึงจะถือ
ได้ว่าเป็นการส่งมอบงานตามข้อกำหนดแล้ว เมื่อปรากฏว่า ภายหลังจากผู้ฟ้องคดีส่งมอบงานจ้าง
ทั้งหมดตามสญั ญาเมื่อวนั ท่ี ๒๔ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๐ ผ้ฟู อ้ งคดีไดม้ ีหนังสือลงวนั ท่ี ๗ ธนั วาคม ๒๕๖๐
สง่ ผลการทดสอบกำลงั อดั ของตวั อย่างคอนกรีตให้แก่องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำบลบ้านชุง้ ผลการทดสอบ
เป็นไปตามขอ้ กำหนดในสญั ญา จงึ ถอื วา่ ผฟู้ อ้ งคดไี ด้ส่งมอบงานในสว่ นน้คี รบถว้ นเมื่อวนั ท่ี ๗ ธันวาคม
๒๕๖๐ สำหรบั การส่งผลวเิ คราะหค์ ุณภาพน้ำและการขออนุญาตใช้นำ้ บาดาล น้นั จากขอ้ กำหนดตาม
เอกสารแนบท้ายสัญญาได้กำหนดให้ผู้ฟ้องคดีรับมอบอำนาจจากองคก์ ารบรหิ ารส่วนตำบลบ้านชุ้งเพ่ือ
ดำเนินการส่งตัวอย่างน้ำไปตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำ และดำเนินการขออนุญาตใช้น้ำบาดาล
เมื่อปรากฏว่า กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้เปลี่ยนมาตรฐานคุณภาพน้ำบาดาลเป็นจำนวน
๑๔ พารามิเตอร์ และเมื่อองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านชุ้งในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดหาน้ำ
บาดาลเพ่ือการบริโภคใหป้ ระชาชนและเป็นหนว่ ยงานทางปกครองย่อมต้องรถู้ งึ มาตรฐานของคุณภาพ
นำ้ บาดาลและหลักเกณฑ์ในการขออนุญาตใช้น้ำบาดาล ซึ่งเปน็ ผู้ออกหนังสือเพ่ือให้ผู้ฟ้องคดีนำไปยื่น
ขออนุญาตใช้น้ำบาดาล จึงมีหน้าที่ต้องตรวจสอบความถูกต้องก่อนส่งให้ผู้ฟ้องคดีไปดำเนินการ
ขออนุญาตใช้น้ำบาดาลเพื่อให้เป็นไปตามสัญญาจ้าง แต่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านชุง้ กลับนำเอา
ตัวอยา่ งผลการวเิ คราะห์คุณภาพน้ำซึง่ เป็นงานเก่าใหแ้ ก่ผู้ฟ้องคดีเพอ่ื ใช้เปน็ แนวทางในการดำเนินการ
ตามสัญญา เป็นเหตุให้เกิดความผิดพลาดในการส่งตัวอย่างน้ำไปตรวจสอบ ๙ พารามิเตอร์
ความผิดพลาดดังกล่าวจึงเกิดจากความผดิ ของคูส่ ัญญาทัง้ สองฝ่าย แต่องค์การบริหารส่วนตำบลบ้าน
ชุ้งในฐานะที่เป็นหน่วยงานของรัฐย่อมถือเป็นความบกพร่องมากกว่าผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนในฐานะ
คู่สัญญา เมื่อผู้ฟอ้ งคดีในฐานะคู่สญั ญามีพฤติการณเ์ อาใจใส่กับงานทร่ี ับจา้ งและได้พยายามที่จะแก้ไข
ปัญหาในงานสว่ นของตนแลว้ องค์การบริหารส่วนตำบลบา้ นชุ้งจึงไม่อาจกล่าวอ้างความล่าช้าจากการ
ส่งผลวิเคราะห์คุณภาพน้ำและการขออนุญาตใช้น้ำบาดาลให้เป็นโทษกับผู้ฟ้องคดีได้ ดังนั้น
เมื่อผู้ฟ้องคดีต้องทำงานให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ ตามสัญญาจ้างให้
ทำงานโครงการเจาะบ่อบาดาลพร้อมกอ่ สร้างหอถังเหล็กจ่ายน้ำ (ทรงแชมเปญ) และขยายเขตท่อเมน
ระบบจา่ ยน้ำประปา การทผ่ี ฟู้ อ้ งคดีสง่ มอบงานเม่ือวันที่ ๗ ธนั วาคม ๒๕๖๐ จึงล่าช้ากว่ากำหนดเป็น
เวลา ๑๓ วัน ผฟู้ อ้ งคดีจึงตอ้ งชำระคา่ ปรับวันละ ๒,๗๒๕ บาท ให้แก่องค์การบรหิ ารส่วนตำบลบ้านชุ้ง
รวมเป็นเงินค่าปรับทั้งสิ้น ๓๕,๔๒๕ บาท การท่ีองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านชุ้งหักเงินค่าจ้างเป็น
ค่าปรับไว้เป็นเงินจำนวน ๕๑,๗๗๕ บาท ซึ่งเกินจำนวนค่าปรับท่ีองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านชุ้งมี
สิทธไิ ด้รับจากผู้ฟ้องคดี องคก์ ารบรหิ ารส่วนตำบลบ้านชุ้งจึงต้องชำระเงนิ คา่ จา้ งในส่วนหักเงินค่าปรับ

๒๔

ไว้เกินจำนวนให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๖,๓๕๐ บาท พิพากษาแก้ เป็นให้องค์การบริหาร
สว่ นตำบลบา้ นชุ้งชำระเงนิ จำนวน ๑๖,๓๕๐ บาท พรอ้ มดอกเบย้ี ในอัตรารอ้ ยละ ๗.๕ ตอ่ ปขี องต้นเงิน
ดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๔ และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๕ ต่อ
ปีของต้นเงินจำนวน ๑๖,๓๕๐ บาท นับแต่วันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๔ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
แก่ผู้ฟอ้ งคดี

แนวทางปฏบิ ัติราชการจากคำวินิจฉัย :

คดีนี้ศาลปกครองปกครองสูงสุดได้วางแนวทางเกี่ยวกับการกระทำของหน่วยงานของรฐั
กับคู่สัญญาที่เปน็ เอกชน ว่า หากเอกชนคู่สญั ญามีพฤติการณ์เอาใจใส่กับงานที่รับจ้างและได้พยายามที่จะ
แก้ไขปัญหาในงานส่วนของตนแล้ว ประกอบกับหน่วยงานของรัฐที่เป็นคูส่ ัญญามีส่วนผิดในการดำเนินการ
ของเอกชนดังกล่าวอยู่ด้วย หน่วยงานของรัฐไม่อาจกลา่ วอ้างความล่าช้าจากการดำเนินการดังกลา่ วให้เปน็
โทษกับเอกชนคู่สญั ญาได้

๑.๖ แนวทางปฏิบัติราชการเกี่ยวกับความรับผิดของผู้ค้ำประกันตาม
สัญญาทางปกครอง ก่อนและหลังจากการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่ง (ฉบับที่ ๒๐)
พ.ศ. ๒๕๕๗

สัญญาคำ้ ประกันที่ทำข้ึนเพื่อประกนั การชำระหน้ีของลูกหนต้ี ามสัญญาทางปกครอง
ถือเป็นสัญญาทางปกครอง๑๒ ประเภทหนึ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองและถือ
ว่าเป็นสัญญาอุปกรณ์ โดยความรับผิดของผู้ค้ำประกันจะอยู่ในลำดับหลังเนื่องจากลูกหนี้ที่แท้จริง
คือลูกหนี้ตามสัญญาประธาน ซึ่งปัจจุบันคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองกับสัญญาค้ำประกัน
ยังคงเป็นประเด็นหนึ่งในการพิจารณาพิพากษาของศาล โดยเฉพาะเรื่องดอกเบี้ยผิดนัดเมื่อลูกหนี้
ไม่ชำระหนี้และเจ้าหน้าทวงถามใหผ้ ู้ค้ำประกันชำระหนี้ตามสญั ญาคำ้ ประกัน แต่ผู้ค้ำประกันไม่ชำระ
ทำใหม้ กี ารผิดนัดชำระหน้เี กิดขนึ้ จงึ เกดิ การพจิ ารณาความรับผิดของผู้ค้ำประกันในส่วนของดอกเบี้ย
ผิดนัดว่าผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดหรือไม่ อย่างไร โดยปัจจุบันคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดในเรื่อง
ความรับผิดของผู้ค้ำประกันในส่วนดอกเบี้ยผิดนัดนั้นยังคงให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดในส่ วนดอกเบี้ย
ผิดนัดอยู่ แต่หากพิจารณาในเรื่องของความเป็นธรรมแล้ว การให้เจ้าหนี้ได้รับดอกเบี้ยผิดนัดจาก
ลูกหนี้และผู้ค้ำประกันด้วยย่อมทำให้เจ้าหนี้ได้รับดอกเบี้ยสองทางจากการผิดนั ดชำระหนี้หลักเพียง

๑๒ พระราชบัญญตั ิจดั ต้งั ศาลปกครองและวิธพี จิ ารณาคดปี กครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
มาตรา ๙ ศาลปกครองมอี ำนาจพจิ ารณาพิพากษาหรือมคี ำสั่งในเร่อื งดังต่อไปนี้
ฯลฯ
(๔) คดีพิพาทเก่ียวกบั สัญญาทางปกครอง

๒๕

มูลหนี้เดียว เพราะสัญญาค้ำประกันเป็นเพียงการประกันการชำระหนี้ของลูกหนี้ตามสัญญาประธาน
เท่านั้น ไม่ใช่การก่อหนี้ของตนขึ้นมาใหม่ ประกอบกับการให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดในส่วนดอกเบ้ีย
ผิดนัดตามสัญญาค้ำประกันในลักษณะเช่นเดียวกับลกู หนี้ชั้นตน้ กฎหมายเรื่องค้ำประกันที่แก้ไขใหม่
ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗
คงมิได้มีเจตนารมณ์ให้เป็นเช่นนั้น ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ในเรื่องการกำหนด
ระยะเวลาในการมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังผู้ค้ำประกันตามมาตรา ๖๘๖ แห่งประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์๑๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗ และการไม่ให้ผู้ค้ำประกันที่เป็นบุคคลธรรมดาสามารถตกลง
รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมได้อีกต่อไปตามมาตรา ๖๘๑/๑ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว๑๔
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐)
พ.ศ. ๒๕๕๗

๑.๖.๑ กรณีความรับผิดของผู้ค้ำประกันตามสัญญาปกครองก่อนมี
พระราชบัญญตั แิ ก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗

(๑) คำพิพากษาศาลปกครองสงู สดุ ท่ี อ. ๒๙๔/๒๕๖๔

๑๓ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์
มาตรา ๖๘๖ เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวนั

นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดเจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอก
กล่าวจะไปถงึ ผู้คำ้ ประกันมไิ ด้ แต่ไมต่ ัดสทิ ธิผคู้ ้ำประกนั ทจี่ ะชำระหนีเ้ มื่อหนี้ถงึ กำหนดชำระ

ในกรณีที่เจ้าหนี้มิได้มีหนังสือบอกกล่าวภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ค้ำประกันหลุด
พ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและคา่ สินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระตดิ พันอันเป็นอุปกรณแ์ ห่งหนี้รายน้ันบรรดา
ท่ีเกิดขนึ้ ภายหลังจากพน้ กำหนดเวลาตามวรรคหน่งึ

เม่ือเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้หรือผู้คำประกันมีสิทธิชำระหนี้ได้ตามวรรคหนึ่ง
ผู้ค้ำประกันอาจชำระหนี้ทั้งหมดหรือใช้สิทธิชำระหนี้ตามเงื่อนไขและวธิ ีการในการชำระหน้ีที่ลูกหนี้มีอยู่กับเจ้าหน้ี
ก่อนการผิดนัดชำระหนี้ ทั้งนี้ เฉพาะในส่วนที่ตนต้องรับผิดก็ได้ และให้นำความในมาตรา ๗๐๑ วรรคสองมาใช้
บงั คบั โดยอนโุ ลม

ในระหวา่ งทผี่ ู้ค้ำประกันชำระหน้ตี ามเงื่อนไขและวิธกี ารในการชำระหนีข้ องลูกหนี้ตามวรรคสาม
เจ้าหนจี้ ะเรียกดอกเบี้ยเพิ่มขน้ึ เพราะเหตทุ ีล่ กู หนีผ้ ิดนัดในระหว่างนนั้ มไิ ด้

การชำระหน้ีของผูค้ ำ้ ประกนั ตามมาตรานี้ ไม่กระทบกระเทอื นสทิ ธิของผคู้ ำ้ ประกันตามมาตรา ๖๙๓
๑๔ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์

มาตรา ๖๘๑/๑ ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือใน
ฐานะเปน็ ลูกหน้ีรว่ ม ข้อตกลงนัน้ เป็นโมฆะ

๒๖

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันได้ตกลงยอมผูกพันตนเข้าเป็นผู้ค้ำประกัน
ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๑ ต่อสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๒ จึงต้องรับผิด
ร่วมกับหรือแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชดใช้เงินคืนพร้อมเบี้ยปรับและดอกเบี้ยตามข้อ ๑ ของสัญญา
ค้ำประกัน ที่กำหนดว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ตกลงร่วมรับผิดในฐานะลูกหน้ีร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑
ถ้าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ปฏิบัติผิดสัญญาไม่ว่าข้อใดข้อหนึ่ง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยินยอมรับผิดชำระหนี้
ตามที่ระบุไว้ในสัญญาทั้งสิ้นทุกประการให้แก่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานทันที
โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมิจำต้องเรียกให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชำระก่อน
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องร่วมกันหรือแทนกันรับผิดชดใช้เงินให้แก่สำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วย ตามมาตรา ๖๘๐ วรรคหนึ่ง มาตรา ๖๘๓ และ
มาตรา ๖๘๖ แห่งประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์๑๕

สรุปคดี : ขณะที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นข้าราชการครู ตำแหน่ง ครู คศ. ๑ โรงเรียน พ.
สำนักงานเขตพ้นื ท่กี ารศึกษามัธยมศึกษา เขต ๒๒ สังกัดสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พื้นฐาน
เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ลาไปศึกษาต่อภายในประเทศ ภาคปกติ ระดับปริญญาโท วิชาเอกคณิตศาสตร์
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัย ข. เปน็ เวลา ๒ ปี นบั แตว่ นั ท่ี ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๐ จนถงึ วันที่ ๑๔
พฤษภาคม ๒๕๕๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ทำสัญญาอนุญาตให้ข้าราชการ (ครู) ไปศึกษาต่อ
ภายในประเทศ ภาคปกติ สัญญาเลขที่ ๑/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๐ ให้ไว้แก่สำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ทำสัญญาค้ำประกันลงวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๐
ให้ไว้กับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อเปน็ ประกันการปฏบิ ัติและความรับผดิ ของ
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามสัญญาดังกล่าวข้างต้น เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ สำเร็จการศึกษาตามที่ขออนุญาต
ลาศึกษาต่อแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้กลับเข้าปฏิบัติราชการในสังกัดเดิมตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๒
จนถึงวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากราชการตั้งแต่วันที่ ๑๓
กรกฎาคม ๒๕๕๒ ต่อมา โรงเรียน พ. มีคำสั่ง ลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๒ อนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑

๑๕ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์
มาตรา ๖๘๐ อันว่าค้ำประกัน คือสัญญาซ่ึงบุคคลภายนอกคนหนึ่ง เรียกว่า ผู้ค้ำประกัน ผูกพัน

ตนตอ่ เจ้าหนีค้ นหน่งึ เพือ่ ชำระหนี้ในเมื่อลูกหนไี้ ม่ชำระหนี้นนั้
อนึ่ง สัญญาค้ำประกันนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือช่ือ

ผูค้ ้ำประกันเปน็ สำคญั ทา่ นว่าจะฟอ้ งร้องให้บงั คับคดหี าได้ไม่
มาตรา ๖๘๓ อันคำ้ ประกนั อยา่ งไม่มีจำกดั น้ันย่อมค้มุ ถึงดอกเบ้ียและค่าสนิ ไหมทดแทนซงึ่ ลกู หนี้

ค้างชำระ ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเปน็ อปุ กรณ์แหง่ หนรี้ ายนั้นดว้ ย

มาตรา ๖๘๖ ลูกหนผ้ี ดิ นัดลงเมือ่ ใด ท่านวา่ เจ้าหนี้ชอบทีจ่ ะเรียกให้ผคู้ ำ้ ประกนั ชำระหน้ไี ดแ้ ตน่ ัน้

๒๗

ลาออกจากราชการตั้งแต่วันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๒ รวมเวลาที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กลับเข้าปฏิบัติราชการ
ชดใช้ทุนเป็นเวลา ๗๗ วัน หลังจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ชดใช้เงินตามสัญญา สำนักงานเขตพื้นที่
การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๒๒ ไดม้ ีหนงั สอื ลงวันท่ี ๒๐ ธนั วาคม ๒๕๕๕ แจ้งรายละเอียดการคำนวณ
จำนวนวนั ลาศึกษาต่อและจำนวนเงนิ ทผี่ ู้ถกู ฟ้องคดีท่ี ๑ ต้องชดใช้เพ่ือใหโ้ รงเรยี น พ. มีหนังสือแจ้งให้
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองทราบว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยังรับราชการชดใช้ไม่ครบตามสัญญา ซึ่งคงเหลือ
ระยะเวลาปฏิบัติราชการชดใช้อีก ๑,๓๘๕ วัน คิดเป็นเงินที่ต้องชดใช้จำนวน ๒๔๐,๖๗๗.๓๘ บาท
รวมเบี้ยปรับอีกสองเท่า จำนวน ๔๘๑,๓๕๔.๗๖ บาท จึงเป็นเงินที่ต้องชดใช้ทั้งสิ้น ๗๒๒,๐๓๒.๑๔ บาท
โรงเรียน พ. จึงมีหนังสือลงวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๕ แจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒
ตามลำดบั ชดใชเ้ งนิ จำนวน ๗๒๒,๐๓๒.๑๔ บาท ให้แกส่ ำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ ๒๔
ธันวาคม ๒๕๕๕ เมื่อครบกำหนดผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกเฉยไม่ยอมชดใช้เงินให้แก่สำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พ้ืนฐานจึงย่ืนฟ้องเป็นคดีนี้
ต่อศาล ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ใช้เวลาในการศึกษาตามสัญญาอนุญาต
ลาศึกษาตั้งแต่วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ถึงวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๒ รวมระยะเวลาที่ใช้เวลา
ศึกษาท้ังส้ิน ๗๓๑ วนั และได้รับเงนิ เดอื นไปทัง้ สิน้ ๒๕๔,๐๕๘ บาท ผถู้ ูกฟ้องคดที ี่ ๑ จงึ ต้องปฏบิ ตั ิราชการ
ชดใช้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษา คือ ๗๓๑ วัน ตามนัยข้อ ๑๗ วรรคหนึ่ง
ของระเบียบกระทรวงศึกษาธิการซึง่ แก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการให้ข้าราชการ
ไปศึกษาต่อ และฝึกอบรมในประเทศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๗๑๖ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้กลับเข้าปฏิบัติ
ราชการในสังกัดเดิมเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๒ และได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการตั้งแต่วันท่ี
๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๒ รวมระยะเวลาทีผ่ ถู้ ูกฟ้องคดที ่ี ๑ ปฏบิ ัตริ าชการชดใช้ทนุ จำนวน ๗๗ วนั จึงยัง
คงเหลือระยะเวลาที่ต้องปฏิบัติราชการชดใช้ทุนอีกจำนวน ๖๕๔ วัน การท่ีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กลับเข้า
ปฏิบัติราชการบ้าง แต่ไม่ครบกำหนดเวลาดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะต้องชดใช้เงินและเบี้ยปรับ
โดยลดลงตามส่วนของระยะเวลาที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กลับเข้าปฏิบัติราชการ ซึ่งวิธีการคำนวณเงิน
เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการคิดคำนวณตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการทำสญั ญาและ
การชดใช้เงิน กรณีรับทุน ลาศึกษา ฝึกอบรม ปฏิบัติการวิจัย และปฏิบัติงานในองค์การระหว่าง

๑๖ ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการให้ข้าราชการไปศึกษาต่อและฝึกอบรมในประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๘
แกไ้ ขเพิ่มเติม (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๗

ข้อ ๑๗ ขา้ ราชการท่ีได้รบั อนญุ าตให้ไปศกึ ษาตอ่ เมื่อสำเรจ็ การศึกษาแลว้ หรอื สอบตกตอ้ งออกจาก
สถานศึกษาหรือต้องหยุดการศึกษาก่อนสำเร็จด้วยประการใดๆ ก็ตาม ต้องกลับมาปฏิบัติราชการตามแผนงานหรือ
โครงการที่ทางราชการกำหนดต่อไปในสถานศึกษาหรือสำนักงานที่ตนปฏิบัติอยู่ก่อนเข้ารับการศึกษาหรือในกระทรวง
ทบวง กรม ตามทีท่ างราชการเห็นสมควร เปน็ เวลาไม่นอ้ ยกว่าหนง่ึ เทา่ ของระยะเวลาทไ่ี ปศึกษา

๒๘

ประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๘ ข้อ ๑๔ ที่กำหนดว่า การคิดคำนวณเงินท่ีผู้ผิดสัญญาพึงต้องชดใช้ ให้นำเงินท่ี
ได้รับไปตลอดเวลาการรับทุน ลาศึกษา ฝึกอบรม และปฏิบัติการวิจัยทั้งหมด คูณจำนวนวันที่
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะต้องรับราชการชดใช้ หารด้วยจำนวนวันที่ต้องรับราชการชดใช้ทั้งหมดตามที่
กำหนดไว้ในสัญญา ผลลพั ธ์ท่ีได้ให้คูณดว้ ยเบ้ยี ปรับตามที่กำหนดในสัญญา กลา่ วคอื ผถู้ ูกฟ้องคดีที่ ๑
ตอ้ งชดใช้เงินจำนวน ๒๒๗,๒๙๖.๗๕ บาท พรอ้ มหนงึ่ เท่าของเงินจำนวนดังกล่าว จึงเป็นเงินที่จะต้อง
ชดใช้คืนทั้งสิ้น ๔๕๔,๕๙๓.๕๐ บาท เมื่อสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยโรงเรียน พ.
ได้มีหนังสือลงวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๒ แจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชดใช้ทุนตามสัญญาดังกล่าว
ภายในกำหนด ๓๐ วัน นับถัดจากวันที่ได้รับหนังสือทวงถาม ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับทราบหนังสือ
ดังกล่าวเมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงต้องชำระเงินดังกล่าวภายในวันที่ ๒๖
สิงหาคม ๒๕๕๒ ตามนัยข้อ ๘ ของสัญญาเลขที่ ๑/๒๕๕๐ ทก่ี ำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๑ ต้องชำระเงิน
และเบย้ี ปรับภายใน ๓๐ วนั นบั แตว่ ันที่ไดร้ ับแจง้ หากไมช่ ำระภายในกำหนด ผถู้ กู ฟ้องคดีท่ี ๑ จะต้อง
ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับถัดจากวันที่ครบกำหนดดังกล่าวจนกว่าจะชำระครบถ้วน
อีกด้วย ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อครบกำหนดดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ชำระเงินให้แก่สำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน จึงตกเปน็ ผผู้ ิดนัดและต้องชำระดอกเบ้ียในระหว่างท่ีผิดนัดต้ังแต่
วันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๒ เป็นต้นไป ตามข้อ ๘ ของสัญญา เมื่อคำนวณเงินทีผ่ ู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต้องชดใช้
เงินคนื เป็นจำนวน ๔๕๔,๕๙๓.๕๐ บาท ผถู้ ูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงตอ้ งรบั ผดิ ชำระดอกเบยี้ ในอัตราร้อยละ ๑๕
ต่อปีของต้นเงิน ๔๕๔,๕๙๓.๕๐ บาท ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานตั้งแต่วันท่ี
๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๒ ถึงวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๖ ซึ่งเป็นวันฟ้องคดี คิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน
๒๗๘,๗๓๔.๓๐ บาท รวมเป็นเงินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต้องชดใช้เงินคืนพร้อมเบี้ยปรับและดอกเบี้ย
ใหแ้ ก่สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พน้ื ฐานเป็นเงินท้งั ส้ิน ๗๓๓,๓๒๗.๘๐ บาท พรอ้ มดอกเบ้ีย
ในอัตราร้อยละ ๑๕ ตอ่ ปีของต้นเงนิ ๔๕๔,๕๙๓.๕๐ บาท นบั ถัดจากวันฟอ้ งเปน็ ต้นไปจนกว่าจะชำระ
เสรจ็ สำหรับกรณีผถู้ ูกฟ้องคดที ่ี ๒ จะตอ้ งร่วมรบั ผดิ กับผถู้ กู ฟ้องคดีที่ ๑ ตามสญั ญาค้ำประกนั หรือไม่
เพียงใด เห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันได้ตกลงยอมผูกพันตนเข้าเป็น
ผู้ค้ำประกันผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต่อสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึง
ตอ้ งรับผดิ ร่วมกบั หรอื แทนผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๑ ชดใช้เงนิ จำนวนดงั กล่าว ตามขอ้ ๑ ของสัญญาค้ำประกัน
ลงวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๐ ที่กำหนดว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ตกลงร่วมรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วมกับ
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถ้าผู้ถูกฟ้องคดที ่ี ๑ ปฏิบัตผิ ิดสัญญาไมว่ า่ ข้อใดข้อหนึ่ง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยินยอมรับผดิ
ชำระหนี้ตามที่ระบุไว้ในสัญญาทั้งสิ้นทุกประการให้แก่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ทันทีโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมิจำต้องเรียกให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชำระก่อน
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องร่วมกันหรือแทนกันรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้แก่
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วย ตามมาตรา ๖๘๐ วรรคหนึ่ง มาตรา ๖๘๓ และ

๒๙

มาตรา ๖๘๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์๑๗ พิพากษาแก้ เป็นให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกัน
หรือแทนกนั ชดใช้เงนิ ใหแ้ ก่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้นื ฐานจำนวน ๗๓๓,๓๒๗.๘๐ บาท
พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๔๕๔,๕๙๓.๕๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป
จนกวา่ จะชำระเสร็จ ท้ังนี้ ใหแ้ ล้วเสร็จภายใน ๖๐ วนั นับแตว่ ันท่ีศาลมคี ำพพิ ากษา และให้คืนคา่ ธรรมเนียม
ศาลในศาลปกครองชั้นต้นตามส่วนของการชนะคดีให้แก่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
และคนื ค่าธรรมเนยี มศาลในชั้นอุทธรณ์ตามส่วนของการชนะคดีให้แก่ผู้ถูกฟอ้ งคดที ั้งสอง

หมายเหตุ แม้ว่าคำพิพากษาดังกล่าวจะได้พิพากษาในปี พ.ศ. ๒๕๖๔ ก็ตาม
แต่เมื่อพิจารณาถึงวันฟ้องคดีผู้ฟ้องคดีได้นำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นในปี พ.ศ. ๒๕๕๖
ซึ่งก่อนที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗
ที่มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ ดังนั้น จึงต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ก่อนการแก้ไข คือ เม่อื ลกู หนผี้ ิดนัดลงเมอื่ ใด เจา้ หน้ชี อบทเี่ รียกให้ผูค้ ้ำประกนั ชำระหน้ไี ดเ้ ม่ือน้นั

๑.๖.๒ กรณีความรับผิดของผู้ค้ำประกันตามสัญญาปกครองหลังจากมี
พระราชบัญญัติแก้ไขเพ่มิ เติมประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ (ฉบบั ที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗

(๑) คำพพิ ากษาศาลปกครองสูงสดุ ท่ี อ. ๑๑๗๐/๒๕๖๓

แม้ผู้ว่าจ้างได้มีหนังสือลงวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๘ ถึงผู้รับจ้างและผูค้ ้ำประกัน แจ้งให้
ชำระค่าปรับและค่าเสียหายจากการผิดสัญญา โดยให้ชำระภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับ
หนังสือแล้วก็ตาม แต่การจะให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้นั้น ต้องปรากฏก่อนว่าลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้
ดังนั้น เมื่อผู้รับจ้างได้รับหนังสือดังกล่าววันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๘ ครบกำหนดชำระเงินในวันท่ี
๒๖ มีนาคม ๒๕๕๘ และเมอื่ ครบกำหนดเวลาดงั กลา่ วผู้รับจ้างไม่ชำระจึงตกเป็นผผู้ ิดนัด ผู้ว่าจ้าง
จะตอ้ งมหี นงั สือบอกกล่าวไปถึงผูค้ ้ำประกัน ภายในหกสิบวนั นบั แต่วนั ท่ผี ูร้ บั จ้างผดิ นดั ผู้วา่ จา้ งจงึ
จะมสี ิทธเิ รยี กใหผ้ คู้ ้ำประกนั ชำระเงนิ ตามสัญญาคำ้ ประกนั ได้

สรปุ คดี : สำนกั งานตำรวจแห่งชาติได้ทำสัญญา ลงวันท่ี ๒๕ มนี าคม ๒๕๕๓ ว่าจ้าง
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย (แฟลต) สูง ๕ ชั้น ๒๒ ครอบครัว วงเงินค่าก่อสร้างจำนวน
๑๕,๓๒๐,๐๐๐ บาท ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต้องเริ่มทำงานภายในวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๓ และจะต้อง
ทำงานให้แล้วเสร็จบริบูรณ์ภายในวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๔ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้นำหนังสือ
ค้ำประกันสัญญาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ตามหนังสือค้ำประกัน (หลักประกันสัญญา) ลงวันที่ ๒๙
มีนาคม ๒๕๕๓ ในจำนวนวงเงินไม่เกิน ๗๖๖,๐๐๐ บาท มอบให้ไว้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเพ่ือ

๑๗ อ้างแลว้ , เชงิ อรรถที่ ๑๕.

๓๐

เป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา หลังจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้เข้าดำเนินงานตามสัญญา
และส่งมอบงานงวดที่ ๔ ได้มีการทำบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาจ้าง ลงวันท่ี ๘ มิถุนายน
๒๕๕๔ ขยายระยะเวลาการก่อสร้างและงดเวน้ เงินคา่ ปรับออกไปอีกจำนวน ๑๒๐ วัน เป็นกำหนดให้แล้ว
เสร็จภายในวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๔ ต่อมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีหนังสือตำรวจภูธรจังหวัด
นราธิวาส ลงวันท่ี ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๔ แจ้งเตือนและเร่งรดั การดำเนนิ การก่อสรา้ งให้แลว้ เสร็จตาม
ระยะเวลาที่ขยายให้ หากการก่อสร้างไม่แลว้ เสร็จสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะพิจารณายกเลิกสญั ญา
จ้างและดำเนินการตามระเบียบพสั ดุ เมื่อครบกำหนดตามสัญญาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำงานไม่แล้วเสร็จ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงมีหนังสือศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ลงวันที่ ๑๓
ตุลาคม ๒๕๕๔ บอกเลิกสัญญา และขอริบหลักประกันสัญญาตามหนังสือค้ำประกัน ลงวันที่ ๒๙
มีนาคม ๒๕๕๓ พร้อมทั้งสงวนสิทธิเรียกค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากราคาที่กำหนดไว้ในสัญญา และมี
หนังสือตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ลงวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ แจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ชำระ
เงนิ ตามหนังสือคำ้ ประกันสัญญา แตผ่ ้ถู กู ฟอ้ งคดีท่ี ๑ เพกิ เฉย หลงั จากน้ัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ได้ทำสัญญาลงวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๕ ว่าจ้างบริษัท ม. ก่อสร้างอาคารพิพาทส่วนที่เหลือต่อ
โดยปรับลดงานบางส่วนลงเพื่อให้เพียงพอกับงบที่เหลืออยู่จำนวน ๙,๑๙๒,๐๐๐ บาท จากน้ัน
สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มหี นังสือศูนย์ปฏบิ ัติการตำรวจจังหวดั ชายแดนภาคใต้ ลงวนั ที่ ๕ มีนาคม
๒๕๕๘ ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และมีหนังสือลงวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๘ ถึง
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้รับผิดชดใช้เงินค่าปรับ ค่าเสียหายจากการจ้างก่อสร้างงานส่วนที่เหลือและ
ค่าเสียหายที่เกิดจากการขาดประโยชน์ในการเข้าพักอาศัยในอาคารที่ก่อสร้างให้แก่สำนักงานตำรวจ
แห่งชาติภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รบั หนังสือ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้รับหนังสือ
ทวงถามเมื่อวนั ท่ี ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๘ ส่วนผถู้ กู ฟอ้ งคดีที่ ๓ ได้รบั หนังสอื ทวงถามเมือ่ วันท่ี ๘ มีนาคม
๒๕๕๘ แต่เพิกเฉย สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๓,๙๘๕,๐๖๒.๘๘ บาท แต่เฉพาะผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ให้
ชำระหนี้จำนวน ๗๙๖,๒๒๐.๒๗ บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของเงินค้ำประกันจำนวน
๗๖๖,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ
ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ปี ของต้นเงิน
จำนวน ๓,๘๓๖,๐๘๖.๑๑ บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้มอบหนังสือค้ำประกัน
จำนวน ๗๖๖,๐๐๐ บาท ไว้ให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา
กอ่ สร้างอาคารที่พกั ในคดีพพิ าท โดยขอ้ ๑ วรรคสอง ของหนงั สอื ค้ำประกันกำหนดวา่ ผถู้ กู ฟอ้ งคดีท่ี ๓
ยอมผูกพันตนโดยไม่มีเงื่อนไขที่จะค้ำประกันชนิดเพิกถอนไม่ได้เช่นเดียวกับลูกหน้ีชั้นต้นในการชำระ
เงินตามสิทธิเรียกร้องของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวนไม่เกิน ๗๖๖,๐๐๐ บาท ในกรณีที่

๓๑

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ หรือต้องชำระค่าปรับ หรือค่าใช้จ่ายใดๆ หรือ
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มิไดป้ ฏบิ ัติตามภาระหน้าท่ีใดๆ ทก่ี ำหนดในสัญญา ทัง้ นี้ โดยผ้ถู กู ฟอ้ งคดีท่ี ๓ จะไม่
อ้างสิทธิใดๆ เพื่อโต้แย้ง และสำนักงานตำรวจแห่งชาตไิ ม่จำเป็นต้องเรียกร้องให้ผูถ้ ูกฟ้องคดีที่ ๑ ชำระหน้ี
น้ันก่อน ผู้ถกู ฟอ้ งคดีท่ี ๓ จงึ ต้องผกู พนั ตามข้อสัญญาดังกล่าวเช่นเดียวกับผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๑ โดยจะต้อง
รับผิดในวงเงินไม่เกิน ๗๖๖,๐๐๐ บาท เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ประพฤติผิดสัญญาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓
จงึ ต้องรว่ มรับผิดตอ่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติในฐานะผคู้ ำ้ ประกัน และเมอ่ื สำนกั งานตำรวจแห่งชาติมี
หนังสือลงวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๘ ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แจ้งให้ชำระค่าปรับและ
คา่ เสยี หายจากการผิดสญั ญาเปน็ เงินจำนวน ๓,๘๓๕,๐๘๖.๑๑ บาท โดยให้ชำระภายใน ๑๕ วัน นบั แต่วนั ที่
ไดร้ ับหนงั สอื ผูถ้ กู ฟอ้ งคดที ่ี ๑ ได้รับหนงั สือดังกลา่ วเมอื่ วนั ที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๘ ครบกำหนดชำระเงิน
ในวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๘ เมื่อครบกำหนดเวลาดังกล่าวผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ชำระหน้ี
จึงตกเป็นผู้ผิดนัด สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ภายใน
หกสิบวันนับแต่วันท่ีผู้ถูกฟ้องคดที ี่ ๑ ผิดนัด สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงจะมีสิทธิเรียกให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓
ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันได้ ต่อมา เมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีหนังสือลงวันที่ ๔
พฤษภาคม ๒๕๕๘ ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ชำระเงิน ครั้งที่ ๒ กรณีจึงถือได้ว่า
หนังสือดังกล่าวเป็นการบอกกล่าวให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน และสำนักงานตำรวจ
แห่งชาติได้กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ชำระเงินจำนวน ๗๖๖,๐๐๐ บาท ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รบั
หนังสือดังกลา่ ว อันเปน็ การใช้สทิ ธเิ รียกให้ผ้ถู ูกฟอ้ งคดีที่ ๓ ชำระเงนิ ตามความนัยมาตรา ๖๘๖ วรรคหน่ึง๑๘
แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม
๒๕๕๘ จงึ ครบกำหนดเวลาชำระเงนิ ในวันท่ี ๔ มิถุนายน ๒๕๕๘ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่ชำระเงินภายใน
วันดังกล่าว จึงตกเป็นผู้ผิดนัดในหนี้เงิน ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ ๗.๕
ต่อปี ของวงเงินค้ำประกันจำนวน ๗๖๖,๐๐๐ บาท ตามมาตรา ๒๒๔๑๙ แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์ นับแต่วันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๘ ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๘ ซึ่งเป็นวันฟ้องคดี
เป็นเวลา ๑๑๘ วัน คิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน ๑๘,๕๗๒.๘๗ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๗๘๔,๕๗๒.๘๗ บาท
และต้องรบั ผดิ ชำระดอกเบ้ียผดิ นดั ในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๗๖๖,๐๐๐ บาท นับถัดจาก

๑๘ อา้ งแลว้ , เชงิ อรรถท่ี ๑๓.
๑๙ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา ๒๒๔ หนี้เงินนั้น ท่านให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี
ถา้ เจา้ หน้ีอาจจะเรยี กดอกเบี้ยได้สงู กวา่ นั้นโดยอาศยั เหตุอยา่ งอนื่ อนั ชอบดว้ ยกฎหมาย ก็ให้คงสง่ ดอกเบีย้ ตอ่ ไปตามนั้น

ทา่ นหา้ มมใิ ห้คิดดอกเบยี้ ซ้อนดอกเบี้ยในระหวา่ งผดิ นัด
การพิสูจนค์ ่ำเสียหายอยา่ งอ่ืนนอกกว่าน้ัน ทา่ นอนุญาตใหพ้ ิสจู น์ได้

๓๒

วันฟ้องคดีเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม
ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจำนวน ๓,๒๖๘,๒๔๓.๐๒ บาท
โดยในส่วนของผูถ้ ูกฟ้องคดที ี่ ๓ ให้รับผิดร่วมกับผู้ถูกฟอ้ งคดีท่ี ๑ ไม่เกินจำนวนเงนิ ๗๖๖,๐๐๐ บาท
และให้ผู้ถูกฟ้องคดที ่ี ๑ และผู้ถกู ฟอ้ งคดที ี่ ๒ รว่ มกันหรอื แทนกันชำระดอกเบ้ียให้แกส่ ำนักงานตำรวจ
แห่งชาติในอัตรารอ้ ยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๓,๑๔๖,๖๘๖.๑๑ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็น
ต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ ให้ชำระเงินให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด คำขออื่น
นอกจากนี้ให้ยก และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลบางส่วนตามส่วนของการชนะคดีให้แก่สำนักงานตำรวจ
แห่งชาตินั้น พิพากษาแก้ เป็นให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ รับผิดชดใช้เงินให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
จำนวน ๗๘๔,๕๗๒.๘๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๗๖๖,๐๐๐ บาท
นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งสองชั้นศาลบางส่วน
ตามส่วนของการชนะคดีให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาตินอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของ
ศาลปกครองชน้ั ต้น

(๒) คำพพิ ากษาศาลปกครองสงู สดุ ที่ อ. ๑๑๖๕/๒๕๖๓

เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ประพฤติผิดข้อ ๘ ของสัญญาการรับทุน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒
ในฐานะผู้ค้ำประกัน จึงต้องร่วมกันรับผิดกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ด้วย และเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑
ตกเป็นผู้ผดิ นดั ชำระหนี้แล้วนับแต่วนั ที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๘ เป็นต้นไป ซึ่งเป็นการผิดนัดชำระหนี้
ภายหลังจากวันที่ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐)
พ.ศ. ๒๕๕๗ มีผลใช้บังคับ (วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘) องค์การบริหารส่วนตำบลไผ่เขียว
ในฐานะเจ้าหน้ี จงึ มหี น้าทท่ี ี่จะต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ถกู ฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกัน
ให้ทราบถึงการผิดนัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด คือ ภายใน
วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๘ ตามมาตรา ๖๘๖ วรรคหนึ่ง๒๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐)
พ.ศ. ๒๕๕๗ เมื่อองค์การบริหารส่วนตำบลไผ่เขียวได้มีหนังสือลงวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๙
แจ้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผิดนัดตามสัญญาการรับทุนการศึกษาเป็นเงินจำนวน
๑๕๐,๕๙๐ บาท ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแก่องค์การบริหารส่วนตำบลไผ่เขียว
ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้รับหนังสือในวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๙
จึงเป็นกรณีที่องค์การบริหารส่วนตำบลไผ่เขียวมิได้มีหนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันภายใน
กำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ลูกหนี้ผิดนัด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงหลุดพ้นจาก

๒๐ อ้างแลว้ , เชิงอรรถท่ี ๑๓.

๓๓

ความรับผิดในสว่ นดอกเบี้ยและค่าสนิ ไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระตดิ พนั อันเปน็ อุปกรณ์แห่งหนี้
ที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดดังกล่าว แต่เมื่อองค์การบริหารส่วนตำบลไผ่เขียวได้หักเงินจ่าย
ประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษค้างจ่ายปี พ.ศ. ๒๕๕๖ และเงินค่าตอบแทนรวมเงินค่าครองชีพ
ชั่วคราวซึ่งเป็นเงินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ พึงได้รับจากองค์การบริหารส่วนตำบลไผ่เขียว ชดใช้
ดอกเบี้ยค้างชำระของผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๑ ที่เกิดขึน้ นับแตว่ ันที่ผิดนัดจนถึงวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ แล้ว
โดยคงเหลือต้นเงินที่ค้างชำระจำนวน ๑๕๔,๐๓๐.๕๑ บาท ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะ
ผู้ค้ำประกัน จึงต้องร่วมรับผิดกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชดใช้เงินให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลไผ่เขียว
ตามจำนวนท่ผี ู้ถกู ฟอ้ งคดที ่ี ๑ ตอ้ งชดใชเ้ ฉพาะในสว่ นของต้นเงนิ จำนวน ๑๕๔,๐๓๐.๕๑ บาท

สรุปคดี : ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เปน็ พนกั งานจา้ งตามภารกจิ ตำแหนง่ ผู้ช่วยครูผู้ดูแลเด็ก
สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลไผ่เขียว ได้ทำสัญญาการรับทุน ลงวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๒ กับ
องค์การบริหารส่วนตำบลไผ่เขียว โดยมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันการรับทุนตามสัญญา
ค้ำประกัน ลงวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๒ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้เข้าศึกษาตามสัญญาการรับทุนใน
มหาวิทยาลัยราชภัฏ ส. ตั้งแต่วันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๒ สำเร็จการศึกษาเมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๕
และได้ขอเบิกจ่ายเงินค่าลงทะเบียนเรียนไป รวมเป็นเงิน ๙๐,๐๐๐ บาท โดยได้เริ่มปฏิบัติราชการ
ชดใช้ทุนตั้งแต่วันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๕ หลังจากนั้น องค์การบริหารส่วนตำบลไผ่เขียวกับ
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ทำบันทึกแนบท้ายสัญญาการรับทุน ลงวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๗ แก้ไข
เปล่ียนแปลงข้อ ๘ ของสัญญาการรับทุน ที่กำหนดระยะเวลาการปฏิบัติราชการชดใช้ทุน จากเดิม
“สองปีของระยะเวลาที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับทุนตามสัญญา” แก้ไขเป็น “สองเท่าของระยะเวลาที่
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับทุนตามสัญญา” แต่เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๗ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ย่ืน
หนังสือขอลาออกจากการเปน็ พนักงานจ้าง และองค์การบรหิ ารสว่ นตำบลไผ่เขยี วได้อนญุ าตใหล้ าออก
จากการเปน็ พนักงานจ้างโดยให้มผี ลตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๘ ผ้ถู กู ฟอ้ งคดที ี่ ๑ จึงปฏบิ ัตริ าชการ
ชดใช้ทนุ ไม่ครบกำหนดตามสัญญา องค์การบรหิ ารสว่ นตำบลไผเ่ ขียวมหี นังสือลงวันที่ ๑๒ พฤษภาคม
๒๕๕๘ แจ้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้ชดใช้เงินจำนวน ๑๗๕,๘๔๔ บาท ให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลไผ่เขียว
ภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว แต่เพิกเฉย
องค์การบรหิ ารส่วนตำบลไผเ่ ขยี วจงึ มีหนงั สือแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๑ ชดใชเ้ งนิ ให้แกอ่ งค์การบริหารส่วน
ตำบลไผ่เขียวอีกหลายฉบับ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยังคงเพิกเฉย ต่อมา องค์การบริหารส่วนตำบลไผ่เขียว
ได้ตรวจสอบพบว่า จำนวนเงินท่ีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต้องชดใช้ไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้อง คือ ต้องชดใช้เป็นเงิน
จำนวน ๑๗๕,๙๗๓.๐๔ บาท องค์การบริหารส่วนตำบลไผ่เขียวได้นำเงินจ่ายประโยชน์ตอบแทนอ่ืน
เปน็ กรณพี ิเศษทค่ี ้างจ่ายปี พ.ศ. ๒๕๕๖ ซง่ึ เปน็ เงินท่ผี ู้ถกู ฟ้องคดที ี่ ๑ พึงไดร้ ับไปหักออกจากดอกเบี้ย
และต้นเงินที่ค้างชำระ และได้มีหนังสือลงวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๙ และลงวันท่ี ๑๐ กุมภาพันธ์
๒๕๕๙ ทวงถามให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รับผิดชดใช้เงินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ค้างชำระ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒

๓๔

ได้รับหนังสือทั้งสองฉบับแล้ว แต่เพิกเฉย หลังจากนั้น องค์การบริหารส่วนตำบลไผ่เขียวได้นำเงิน
ค่าตอบแทนรวมเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวซึ่งเป็นเงินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ พึงได้รับไปหักออกจาก
ดอกเบี้ยและต้นเงินที่ค้างชำระอีก โดยคงเหลือเงินต้นที่ค้างชำระจำนวน ๑๕๔ ,๑๐๙ บาท
แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ชำระหนี้ที่ค้างชำระให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลไผ่เขียว องค์การบริหาร
ส่วนตำบลไผ่เขียวจึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลมคี ำพิพากษาหรือคำสั่งใหผ้ ู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรว่ มกันหรอื
แทนกันชดใช้เงินที่ค้างชำระจำนวน ๑๕๔,๑๐๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี
ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ จนถึงวันฟ้อง รวมเป็นเงิน ๑๕๙,๒๘๘.๐๗ บาท
และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๑๕๔,๑๐๙ บาท นับถัดจากวันฟ้อง
เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า เมื่อปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑
กลับมาปฏิบัติราชการชดใช้ทุนไม่ครบกำหนดตามสัญญา โดยคงเหลือระยะเวลาปฏิบัตริ าชการชดใช้
ทนุ จำนวน ๑,๕๔๒ วนั ผถู้ กู ฟ้องคดที ่ี ๑ จงึ ตอ้ งชดใช้ทุนคืนจำนวน ๕๘,๖๕๕.๙๖ บาท และเบี้ยปรับ
อีกสองเท่าของจำนวนทุนที่ต้องชดใช้เป็นจำนวน ๑๑๗,๓๑๑.๙๒ บาท รวมเป็นเงินทั้งส้ิน
๑๗๕,๙๖๗.๘๘ บาท ตามสัญญา ข้อ ๙ วรรคสอง องค์การบริหารส่วนตำบลไผ่เขียวได้มีหนังสือลงวันท่ี
๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๘ แจ้งใหผ้ ูถ้ ูกฟอ้ งคดีท่ี ๑ ชดใช้เงนิ ใหแ้ กอ่ งค์การบริหารส่วนตำบลไผ่เขียว ภายใน
๗ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๘ แล้ว
แต่เพิกเฉยไม่ยอมชดใชเ้ งนิ ให้แก่องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำบลไผ่เขยี ว ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๑ จงึ ตกเป็นผู้ผิดนัด
ชำระหนี้ และต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๘
ตามมาตรา ๒๐๔๒๑ และมาตรา ๒๒๔๒๒ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่เมื่อในวันท่ี
๓๐ กันยายน ๒๕๕๘ องค์การบริหารส่วนตำบลไผ่เขียวได้นำเงินจ่ายประโยชน์ตอบแทนอืน่ เปน็ กรณี
พิเศษค้างจ่ายปี พ.ศ. ๒๕๕๖ ซึ่งเป็นเงินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ พึงได้รับไปชดใช้ดอกเบี้ยและต้นเงินท่ี
ค้างชำระ และในวนั ที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ องคก์ ารบริหารสว่ นตำบลไผ่เขียวไดน้ ำเงินค่าตอบแทน
รวมเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวซึ่งเป็นเงินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ พึงได้รับไปชดใช้ดอกเบี้ยและต้นเงิน
ค้างชำระ โดยคงเหลือต้นเงินที่ค้างชำระจำนวน ๑๕๔,๐๓๐.๕๑ บาท องค์การบริหารส่วนตำบลไผ่
เขียวจงึ มสี ิทธิเรียกดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นบั แต่วนั ที่ ๑๖ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๙

๒๑ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์
มาตรา ๒๐๔ ถ้ำหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว และภายหลังแต่นั้นเจ้าหนี้ได้ให้คำเตือนลูกหนี้แล้ว

ลกู หนย้ี ังไม่ชำระหน้ีไซร้ ลูกหน้ไี ดช้ อ่ื ว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว
ถ้าไดก้ ำหนดเวลาชำระหนไ้ี ว้ตามวนั แห่งปฏิทิน และลูกหน้มี ิได้ชำระหนต้ี ามกำหนดไซร้ ท่านว่า

ลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักตอ้ งเตือนเลย วิธีเดียวกันนี้ท่านให้ใช้บังคับแก่กรณีท่ีต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนการ
ชำระหน้ี ซ่งึ ได้กำหนดเวลาลงไวอ้ าจคำนวณนบั ไดโ้ ดยปฏทิ ินนบั แต่วนั ที่ไดบ้ อกกล่าว
๒๒ อ้างแลว้ , เชงิ อรรถท่ี ๑๙.

๓๕

เป็นต้นไป คิดเป็นดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันดังกล่าวจนถึงวันฟ้องคดี เป็นเงินจำนวน ๕,๑๗๖.๔๔ บาท
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงต้องชดใช้เงินให้แก่องค์การบรหิ ารส่วนตำบลไผ่เขยี วจำนวน ๑๕๙,๒๐๖.๙๕ บาท
พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๕๔,๐๓๐.๕๑ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้น
ไปจนกว่าจะชำระเสรจ็ สำหรับผูถ้ กู ฟอ้ งคดที ี่ ๒ ในฐานะผคู้ ้ำประกนั นัน้ แม้ผถู้ ูกฟ้องคดีท่ี ๒ จะมิได้
ตกลงยินยอมในการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เข้าแก้ไขสัญญาการรับทุนหรือได้เข้าทำสัญญาค้ำประกัน
ฉบับใหม่ที่มีการแก้ไขในส่วนของระยะเวลาการเข้ารับราชการในองค์ การบริหารส่วนตำบลไผ่เขียว
ก็ตาม แต่เมื่อตามสัญญาค้ำประกันที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ทำไว้กับองค์การบริหารส่วนตำบลไผ่เขียว
ในข้อ ๑ กำหนดว่า ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ทำสัญญาการรับทุนเพื่อศึกษาวิชาในประเทศให้ไว้แก่
องค์การบริหารส่วนตำบลไผ่เขียวตามหนังสือสัญญาลงวนั ที่ - เดอื น สงิ หาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ นนั้ ผถู้ ูกฟ้องคดีที่ ๒
ทราบและเข้าใจข้อความในสัญญาดังกล่าวนี้แล้ว จึงทำสัญญาค้ำประกันไว้ต่อองค์การบริหาร
ส่วนตำบลไผ่เขียวว่า ถ้าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผิดสัญญาดังกล่าวไม่ว่าข้อหนึ่งข้อใดด้วยประการใดๆ ก็ดี
ผ้ถู กู ฟ้องคดีท่ี ๒ ยินยอมชดใช้เงนิ ใหแ้ ก่องค์การบริหารสว่ นตำบลไผเ่ ขยี วตามความรับผิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑
ที่ระบุไว้ในสัญญาดังกล่าวนี้ทั้งสิ้นทุกประการทันที โดยองค์การบริหารส่วนตำบลไผ่เขียวมิจำต้อง
เรียกรอ้ งให้ผ้ถู กู ฟ้องคดีที่ ๑ ชำระหนี้กอ่ น ดงั นั้น เม่อื ผู้ถกู ฟ้องคดีท่ี ๑ ประพฤติผิดข้อ ๘ ของสัญญา
การรับทุน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องร่วมกันรับผิดกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ด้วย
และเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้แล้วนับแต่วันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๘ เป็นต้นไป
ซึ่งเป็นการผิดนัดชำระหนี้ภายหลังจากวนั ที่ พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
(ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗ มีผลใช้บังคับ (วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘) องค์การบริหารส่วนตำบลไผ่เขียว
ในฐานะเจ้าหนี้จึงมีหน้าที่ที่จะต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกัน
ใหท้ ราบถึงการผิดนดั ของผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๑ ภายในหกสิบวันนับแตว่ ันท่ีลกู หนีผ้ ิดนดั คอื ภายในวันท่ี ๑
สิงหาคม ๒๕๕๘ ตามมาตรา ๖๘๖ วรรคหนึ่ง๒๓ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งแก้ไข
เพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗
เมื่อองค์การบริหารส่วนตำบลไผ่เขียวได้มีหนังสือลงวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๙ แจ้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ว่า
ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๑ ผิดนัดตามสัญญาการรับทุนการศกึ ษาเป็นเงินจำนวน ๑๕๐,๕๙๐ บาท ให้ผู้ถกู ฟ้องคดที ่ี ๒
ชำระหนี้จำนวนดงั กล่าวแก่องค์การบริหารส่วนตำบลไผ่เขียวภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ไดร้ บั หนงั สอื
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้รับหนังสือในวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๙ จึงเป็นกรณีที่องค์การบรหิ ารส่วนตำบลไผเ่ ขียว
มไิ ด้มหี นงั สือบอกกล่าวผู้คำ้ ประกันภายในกำหนดเวลาหกสิบวันนับแต่วันทผี่ ู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ลูกหน้ีผิดนัด
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงหลุดพ้นจากความรับผิดในส่วนดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระ
ติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดดังกล่าว โดยคงรับผิดดอกเบี้ยเฉพาะ
ภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ผิดนัด แต่เมื่อองค์การบริหารส่วนตำบลไผ่เขียว

๒๓ อ้างแลว้ , เชิงอรรถท่ี ๑๓.

๓๖

ได้หักเงินจ่ายประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษค้างจ่ายปี พ.ศ. ๒๕๕๖ และเงินค่าตอบแทน
รวมเงินค่าครองชีพชั่วคราวซึ่งเป็นเงินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ พึงได้รับจากองค์การบริหารส่วนตำบลไผ่เขียว
ชดใช้ดอกเบี้ยค้างชำระของผูถ้ ูกฟ้องคดีที่ ๑ ท่ีเกดิ ขึ้นนับแตว่ ันทผี่ ิดนัดจนถึงวนั ท่ี ๑๕ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๙ แล้ว
โดยคงเหลือต้นเงินที่ค้างชำระจำนวน ๑๕๔,๐๓๐.๕๑ บาท ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะ
ผู้ค้ำประกัน จึงต้องร่วมรับผิดกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชดใช้เงินให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลไผ่เขียว
ตามจำนวนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต้องชดใช้เฉพาะในส่วนของต้นเงินจำนวน ๑๕๔,๐๓๐.๕๑ บาท
ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่องค์การบริหาร
ส่วนตำบลไผ่เขียวจำนวน ๑๕๙,๒๐๖.๙๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน
จำนวน ๑๕๔,๐๓๐.๕๑ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแล้วเสร็จ แต่ในส่วน
ผูถ้ กู ฟอ้ งคดีที่ ๒ ให้ชำระไมเ่ กนิ จำนวน ๑๕๔,๐๓๐.๕๑ บาท โดยใหช้ ำระใหแ้ ล้วเสรจ็ ภายในหกสิบวัน
นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลแก่องค์การบริหารส่วนตำบลไผ่เขียวตามส่วนของ
การชนะคดี นั้น พิพากษาแก้ เป็นให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชำระเงินแก่องค์การบริหารส่วนตำบลไผ่เขียว
จำนวน ๑๕๙,๒๐๖.๙๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน
๑๕๔,๐๓๐.๕๑ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแล้วเสร็จ สำหรับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒
ให้ร่วมรับผิดกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชำระเงินให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลไผ่เขียวในต้นเงินจำนวน
๑๕๔,๐๓๐.๕๑ บาท นอกจากที่แกใ้ หเ้ ปน็ ไปตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น

(๓) คำพพิ ากษาศาลปกครองสงู สดุ ที่ อ. ๑๒๔๓/๒๕๖๓

จากบทบญั ญตั ติ ามมาตรา ๖๘๖๒๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แกไ้ ข
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐)
พ.ศ. ๒๕๕๗ ได้กำหนดเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของเจ้าหนีแ้ ละผู้ค้ำประกัน และหลักเกณฑ์ในการ
เรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ และหากมิได้มีการบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในกำหนด
ระยะเวลา ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ก็มีผลในส่วนของการคุ้มครองผู้ค้ำประกนั ไมใ่ ห้ตอ้ ง
รับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายน้ัน
บรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาที่ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าว แต่กรณีหาใช่
บทบัญญตั ทิ ี่ให้หน้คี ้ำประกันเป็นอันระงับหรือสนิ้ สุดลงไปแต่อย่างใดไม่ เมือ่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า
หลังจากที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดชำระหนี้ในวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๘ แล้ว
สำนักงานศาลปกครองมไิ ด้มหี นังสือบอกกล่าวไปยังผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ในฐานะผู้คำ้ ประกันให้ทราบ
ถงึ การผดิ นัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ หลงั จากนนั้ สำนักงานศาลปกครองได้ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง

๒๔ อ้างแลว้ , เชิงอรรถท่ี ๑๓.

๓๗

ต่อศาลปกครองชั้นต้นในวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ เมื่อการฟ้องคดีเป็นการใช้สิทธิเรียกร้อง
อย่างหนึ่ง ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงต้องร่วมรับผิดกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชำระเงินตามหนังสือ
ค้ำประกันลงวนั ที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

สรุปคดี : สำนักงานศาลปกครองและผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตกลงทำสัญญาจ้างพัฒนา
เว็บไซต์ศาลปกครองเพื่อบรกิ ารให้แกป่ ระชาชนในการเข้าถงึ ข้อมูลคดีและข้อมูลต่างๆ ตามสญั ญาลงวันที่ ๑
ธันวาคม ๒๕๕๔ เป็นเงินจำนวน ๖,๑๕๐,๐๐๐ บาท และผู้ถกู ฟอ้ งคดที ี่ ๑ ได้นำหลักประกนั เปน็ หนงั สือ
ค้ำประกันของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ลงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ เป็นเงินจำนวน ๓๐๗,๕๐๐ บาท
มามอบให้แก่สำนักงานศาลปกครองไว้เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา หลังจากนั้น
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ส่งมอบและติดตั้งระบบงาน งวดที่ ๔ จนแล้วเสร็จ และคณะกรรมการตรวจรับ
พัสดุมีมติรับมอบงานจ้างแล้ว เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๖ ต่อมา ประมาณกลางเดือนกรกฎาคม
๒๕๕๖ สำนักงานศาลปกครองพบวา่ ระบบเวบ็ ไซตศ์ าลปกครองที่ดำเนนิ การโดยผ้ถู ูกฟ้องคดีท่ี ๑ เกดิ
ปัญหาขัดข้องและความชำรุดบกพร่องจำนวนหลายรายการซึ่งไม่สามารถเปิดให้บริการได้ สำนักงาน
ศาลปกครองจึงมีหนังสือ ลงวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๖ แจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดำเนินการซ่อมแซม
แก้ไขความชำรุดบกพร่องภายใน ๒ วันทำการและต้องแก้ไขให้ถูกต้องเรียบร้อยภายใน ๑๕ วัน
นับแต่ได้รับหนังสือ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ส่งเจ้าหน้าที่มาดำเนินการ สำนักงานศาลปกครองจึงมี
หนังสือลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๗ แจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ รีบดำเนินการซ่อมแซมแก้ไขความชำรุด
บกพร่องโดยด่วน หากยังคงเพิกเฉยต่อไป สำนักงานศาลปกครองขอสงวนสิทธิดำเนินการตามสัญญา
หรือจ้างผู้อื่นให้ดำเนินการ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยังไม่ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง สำนักงานศาลปกครอง
จงึ มีหนังสอื ลงวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๗ บอกเลิกสัญญาจา้ งพฒั นาเว็บไซต์ศาลปกครองกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑
ต่อมา วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ สำนักงานศาลปกครองได้ทำสัญญาจ้างซ่อมแซมแก้ไขปัญหา
ความชำรุดบกพร่องของระบบเว็บไซต์ศาลปกครองกับบริษัท พ. เพื่อดำเนินการซ่อมแซมแก้ไข
ความชำรุดบกพร่องรวมเป็นจำนวนเงิน ๑,๒๙๔,๗๐๐ บาท สำนักงานศาลปกครองจึงได้มีหนังสือ
ลงวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๘ เรียกให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชำระเงินค่าเสียหายดังกล่าว และให้
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ส่งมอบเงินตามหนังสือค้ำประกันจำนวน ๓๐๗,๕๐๐ บาท ให้กับสำนักงานศาลปกครอง
ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนงั สือดงั กล่าว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ดำเนินการ สำนักงานศาลปกครอง
จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน
๑,๒๙๔,๗๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของยอดเงินดังกล่าวนับแต่วันผิดนัด
วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๙ จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ร่วมจ่ายเงินตามสัญญาค้ำประกัน
จำนวน ๓๐๗,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของยอดเงินต้นดังกล่าว นับแต่วันผิดนดั
วนั ที่ ๑ สงิ หาคม ๒๕๕๘ จนกวา่ จะชำระเสรจ็ แก่สำนกั งานศาลปกครอง ศาลปกครองสูงสดุ วินจิ ฉัยว่า
ผู้ถูกฟ้องคดที ี่ ๑ ปฏิบัติผดิ สัญญาและสำนักงานศาลปกครองได้มีหนงั สือ ลงวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๗

๓๘

บอกเลิกสัญญากับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ แล้ว จากนั้นสำนักงานศาลปกครองได้มีหนังสือ ลงวันที่ ๑๕
กรกฎาคม ๒๕๕๘ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชำระหนี้ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ
โดยผู้ถกู ฟอ้ งคดีที่ ๑ ไดร้ บั หนังสือเมอ่ื วนั ที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๘ และผู้ถูกฟ้องคดที ี่ ๒ ไดร้ ับหนังสือเมื่อวันท่ี
๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๘ เมื่อสำนักงานศาลปกครองได้มีหนังสือทวงถามให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นจะผิดนัดชำระหนี้ และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า สำนักงาน
ศาลปกครองมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ภายหลังจากที่ลูกหนี้ชั้นต้นตกเป็นผู้ผิดนัดแล้ว
เมื่อการผิดนัดชำระหนี้ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเกิดขึ้นหลังจากพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗ ใช้บังคับแล้ว จะเห็นได้ว่า บทบัญญัติ
มาตรา ๖๘๖ วรรคหนง่ึ ๒๕ แห่งประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์กำหนดเกยี่ วกับสิทธแิ ละหน้าที่ของ
เจ้าหนี้และผู้ค้ำประกัน และหลักเกณฑ์ในการเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ และหากมิได้มีการบอก
กล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในกำหนดระยะเวลา ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ก็มีผลในส่วนของ
การคุ้มครองผู้ค้ำประกันไม่ให้ต้องรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพัน
อันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้น บรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาท่ีให้เจ้าหนี้มีหนังสือ
บอกกล่าว แต่กรณีหาใช่บทบัญญัติที่ให้หนี้ค้ำประกันเป็นอันระงับหรือสิ้นสุดลงไปแต่อย่างใดไม่
เมื่อข้อเทจ็ จริงปรากฏว่า หลังจากที่ผู้ถกู ฟ้องคดีท่ี ๑ ลูกหนี้ชัน้ ตน้ ผิดนัดชำระหนี้ในวนั ที่ ๑๘ ธันวาคม
๒๕๕๘ แล้ว สำนกั งานศาลปกครองมไิ ดม้ หี นงั สือบอกกล่าวไปยงั ผู้ถูกฟอ้ งคดีที่ ๒ ในฐานะผู้คำ้ ประกัน
ให้ทราบถึงการผิดนัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ หลังจากนั้น สำนักงานศาลปกครองได้ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทัง้ สอง
ต่อศาลปกครองชั้นต้นในวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ เมื่อการฟ้องคดีเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องอย่างหนึ่ง
ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงต้องร่วมรับผิดกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกัน ลงวันที่
๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ จำนวน ๓๐๗,๕๐๐ บาท ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง
รว่ มกนั หรือแทนกันชดใชเ้ งินจำนวน ๑,๓๐๖,๙๐๔.๑๔ บาท พรอ้ มดอกเบีย้ ในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี
ของต้นเงินจำนวน ๑,๒๙๔,๗๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็ จ
โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ รับผิดไม่เกิน ๓๑๐,๓๙๘.๕๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี
ของต้นเงินจำนวน ๓๐๗,๕๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ ให้ชำระให้
แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด และคืนค่าธรรมเนียมศาลบางส่วนตามส่วนของการ
ชนะคดีให้แก่สำนักงานศาลปกครอง นัน้ พพิ ากษายืน

แนวทางปฏิบัตริ าชการจากคำวินิจฉัย :

๒๕ อ้างแลว้ , เชงิ อรรถท่ี ๑๓.

๓๙

เดิมก่อนที่จะมีการแก้ไขมาตรา ๖๘๖ ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗ นั้น ศาลปกครองสูงสุดได้วางบรรทัดฐาน
ความรับผิดของผู้ค้ำประกันตามสัญญาทางปกครองโดยถือเอาเรื่องผิดนัดของลูกหนี้เป็นข้อสำคัญ
ถ้าลูกหนี้ผิดนัดเจ้าหนี้สามารถฟ้องลูกหนี้และผู้ค้ำประกันได้ทันที (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
ที่ อ. ๒๙๔/๒๕๖๔) โดยมาตรา ๖๘๖ บัญญัติไว้ว่า “ลูกหนี้ผิดนัดลงเมื่อใด ท่านว่าเจ้าหนี้ชอบที่จะ
เรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้แต่นั้น” ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เดิมกฎหมายถือเอาเรื่องผิดนัดของลูกหนี้
เป็นข้อสำคัญมาก ถ้าลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้สามารถฟ้องลูกหนี้และผู้ค้ำประกันได้ทันที โดยไม่ต้อง
คำนึงถึงว่าผู้ค้ำประกันจะผิดนัดหรือไม่ หรือได้มีการบอกกล่าวทวงถามไปยังผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้
ก่อนหรือไม่ และในทางปฏิบัติเจ้าหนี้จะไม่เรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ทันที แต่จะทอดเวลาออกไป
เพื่อให้ได้ดอกเบี้ยจากการผิดนัดของลูกหนี้ ทำให้ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดในหนี้ที่เป็นอุปกรณ์
มากเกินสมควร ทั้งที่อาจมีความสามารถที่จะชำระหนี้เพื่อปลดเปลื้องความรับผิดดังกล่าวได้ แต่ไม่มี
การแจ้งจึงไม่อาจดำเนินการได้ จึงนำมาสู่การกำหนดหลักการใหม่ โดยได้มีพระราชบัญญัติ
แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗ ที่มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑๑
กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ แก้ไขมาตรา ๖๘๖๒๖ ใหม่ ศาลปกครองสูงสุดจงึ ไดว้ างบรรทัดฐานความรับผิดของ
ผู้ค้ำประกันตามสัญญาทางปกครองโดยกำหนดให้เจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวแก่ผู้ค้ำประกันก่อน
จึงจะบังคับให้ผู้ค้ำประกันชำระหน้ีได้ ซึง่ การบอกกลา่ วนี้กฎหมายบัญญัติใหต้ ้องทำเปน็ หนังสือเท่านั้น
และถือเอาเรื่องการไปถึงของหนังสือบอกกล่าวเป็นข้อสำคัญ หากไม่มีหนังสือบอกกล่าวไปยัง
ผู้ค้ำประกันภายในกำหนดระยะเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ผู้ค้ำประกันก็จะหลุดพ้นความรับผิด
ในบางประการ กล่าวคอื หากเจา้ หนไ้ี ม่มีหนังสือบอกกลา่ วไปยังผูค้ ้ำประกนั ภายใน ๖๐ วัน นับแต่
วันที่ลูกหนี้ผิดนัด ผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นความรับผิดในส่วนดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน และ
ค่าภาระติดพันในหนี้รายนั้น ที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้น ๖๐ วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด แต่ไม่ใช่ว่า
ผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นความรับผิดทั้งหมดหากเจ้าหนี้ไม่มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกัน
ภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัดเพราะผู้ค้ำประกันยังคงต้องรับผิดในส่วนดอกเบี้ย
ค่าสินไหมทดแทน และค่าภาระติดพันในหนีร้ ายนัน้ ที่เกิดขึ้นภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ผดิ
ซึง่ เปน็ ไปตามความในวรรคสองของมาตรา ๖๘๖๒๗ แห่งประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ท่ีแก้ไขใหม่

๒๖ อา้ งแลว้ , เชิงอรรถท่ี ๑๓.
๒๗ อ้างแลว้ , เชงิ อรรถที่ ๑๓.

๔๐

๒. แนวทางปฏิบัติราชการเกี่ยวกับคดีประเภทบริหารงานบุคคล วินัย สิทธิ
ประโยชน์ และ สวสั ดิการ

๒.๑ แนวปฏิบัติราชการเกี่ยวกบั การออกคำส่ังให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบล
และรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลพ้นจากตำแหน่ง (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท่ี
อร.๕๒/๒๕๖๔)

การให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลและรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล
พ้นจากตำแหน่งในกรณีที่มีพฤติกรรมในทางทุจริตอันเป็นลักษณะต้องห้ามที่เป็นเหตุให้พ้นจาก
ตำแหน่ง เป็นอำนาจของนายอำเภอที่จะสั่งให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลและรองนายก
องค์การบริหารสว่ นตำบลพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งต้องดำเนินการสอบสวนและวินิจฉัยโดยเร็วและถือ
ว่าคำวินิจฉยั ของนายอำเภอเป็นที่สุด ส่วนกรณีที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลและรองนายก
องค์การบริหารส่วนตำบลกระทำการฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน
หรือละเลยไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ เมื่อนายอำเภอได้ดำเนินการ
สอบสวนแล้วปรากฏว่าบุคคลนั้นมีพฤติการณ์ตามที่ถูกกล่าวหาจริง เป็นอำนาจของผู้ว่าราชการ
จังหวัดที่จะสั่งให้นายกองค์การบรหิ ารส่วนตำบลและรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลพ้นจาก
ตำแหนง่

สรุปคดี : ผ้ฟู ้องคดที ั้งสองฟ้องว่า ผถู้ ูกฟอ้ งคดี (นายอำเภอ) มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง
สองพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากมีหนงั สือร้องเรียนขอความเป็นธรรมเน่ืองจากองค์การบรหิ ารส่วนตำบล
เลิกจ้างพนักงานจ้างทั่วไปและพนักงานจ้างตามภารกจิ ในขณะทส่ี ัญญาจ้างยังไม่ส้ินสุด ผู้ว่าราชการ
จังหวัดตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วพบว่ากรณีมีมูล ให้ดำเนินการตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่า
ด้วยการสอบสวนผู้บริหารท้องถนิ่ รองผูบ้ รหิ ารท้องถิน่ ประธานสภาทอ้ งถน่ิ รองประธานสภาท้องถ่ิน
สมาชิกสภาทอ้ งถิ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถ่ิน และที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๔ ผู้ถูกฟ้อง
คดี จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนผู้ฟ้องคดีทั้งสอง คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า
ผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีพฤติการณ์ในการแสวงหาประโยชน์ท่ีมคิ วรไดโ้ ดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อตนเองหรอื
ผู้อื่น มีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามมาตรา ๑๕๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ๒๘

๒๘ ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๑๕๗ บัญญัติว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิด

ความเสยี หายแก่ผู้หน่ึงผใู้ ด หรอื ปฏิบัตหิ รือละเว้นการปฏิบตั หิ น้าทโ่ี ดยทจุ ริต ตอ้ งระวางโทษจำคกุ ต้ังแต่หนึ่งปีถึงสิบ
ปี หรือปรับต้ังแต่สองหมน่ื บาทถงึ สองแสนบาท หรอื ท้งั จำท้ังปรบั

๔๑

ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์พิจารณารายงานการสอบสวนแล้ว จึงแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดี ดำเนินการตาม
มาตรา ๖๔ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๖๔ วรรคหนึ่ง (๔) มาตรา ๖๔/๑ และมาตรา ๕๘/๑ แห่ง
พ.ร.บ. สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.๒๕๓๗ ผู้ถูกฟ้องคดี จึงมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีท้ัง
สองพ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล และตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วน
ตำบล ผฟู้ อ้ งคดที ง้ั สองเห็นวา่ คำสั่งดังกล่าวไม่ชอบดว้ ยกฎหมาย จึงฟ้องขอใหศ้ าลมีคำพิพากษาหรือ
คำสั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า มูลเหตุความผิดในคดีนี้เป็นกรณีที่
นายอำเภอมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองพ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล และตำแหน่ง
รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล เนื่องจากมีผู้ร้องเรียนวา่ ผู้ฟ้องคดที ั้งสองมพี ฤติการณก์ ดดันหรือ
บีบบังคับให้พนักงานจ้างลาออกในระหว่างที่สัญญาจ้างยังไม่สิ้นสุด และพนักงานจ้างไม่มีความผิด
โดยประสงค์จะจัดจ้างพวกของตนเข้าทำงานในตำแหน่งที่ว่าง กรณีจึงถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสองมี
พฤตกิ ารณ์ในทางทจุ ริต อนั มลี ักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๕๘/๑ แหง่ พ.ร.บ. สภาตำบลและองค์การ
บริหารสว่ นตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗๒๙ ซึง่ ผ้ถู ูกฟ้องคดี จะต้องดำเนนิ การสอบสวนและวนิ จิ ฉยั โดยเร็ว และ
คำวินิจฉัยของนายอำเภอเปน็ ที่สุด ผู้ถูกฟ้องคดี จึงมีอำนาจสอบสวนและวินจิ ฉัยให้ผู้ฟ้องคดที ี่ ๑ พ้น
จากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลตามมาตรา ๖๔ วรรคสอง และมีอำนาจสอบสวนและ
วินิจฉยั ใหผ้ ู้ฟ้องคดีที่ ๒ พน้ จากตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารสว่ นตำบลตามมาตรา ๖๔/๑ วรรค
สาม แห่ง พ.ร.บ. สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗๓๐ การที่ผู้ถูกฟ้องคดี

๒๙ พระราชบัญญัติสภาตำบลและองคก์ ารบรหิ ารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗
มาตรา ๕๘/๑ บัญญัติว่า บุคคลผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลต้องมี

คุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นห รือผู้บริหารท้องถ่ิน
และตอ้ งมีคุณสมบตั แิ ละไมม่ ลี กั ษณะต้องหา้ ม ดงั ต่อไปน้ดี ้วย

(๓) ไม่เป็นผู้มีพฤติกรรมในทางทุจริต หรือพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาตำบล สมาชิกสภาท้องถ่ิน
คณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่นหรือเลขานุการหรือที่ปรึกษาของผู้บริหารท้องถิ่น
เพราะเหตทุ ่มี ีสว่ นไดเ้ สยี ไมว่ า่ โดยทางตรงหรือทางอ้อมในสัญญาหรือกจิ การทก่ี ระทำกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ยังไม่ถึงห้าปีนับถึงวันรับสมคั รเลอื กตั้ง
๓๐พระราชบญั ญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.๒๕๓๗

มาตรา ๖๔ วรรคสอง บัญญัติว่า เมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบล
สน้ิ สดุ ลงตาม (๔) หรือ (๕) ให้นายอำเภอสอบสวนและวนิ ิจฉยั โดยเร็ว คำวินจิ ฉยั ของนายอำเภอใหเ้ ปน็ ทีส่ ุด

มาตรา ๖๔/๑ วรรคสาม บัญญัตวิ า่ ใหน้ ำความในวรรคสองของมาตรา ๖๔ มาใช้บังคับกับกรณี
รองนายกองคก์ ารบริหารสว่ นตำบลและเลขานกุ ารนายกองคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำบลดว้ ยโดยอนโุ ลม

๔๒

อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติดังกล่าวมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองพ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหาร
ส่วนตำบล และตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ตามลำดับ จึงชอบด้วยกฎหมาย แต่
อย่างไรก็ตาม เมื่อคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองพ้นจากตำแหน่งเปน็ คำสัง่ ทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่ง
พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙๓๑ และคำสั่งทางปกครองใช้ยันต่อบุคคลตั้งแต่
ขณะที่ผู้นั้นได้รับแจ้งเป็นต้นไปตามมาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. เดียวกัน๓๒ เมื่อฟังได้ว่าผู้ฟ้อง
คดีทั้งสองได้รับแจ้งคำสั่งในวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๙ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงต้องพ้นจากตำแหน่งในวัน
ดังกล่าว คำสั่งอำเภอ ลงวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๙ เฉพาะส่วนที่ใหผ้ ู้ฟ้องคดีทั้งสองพ้นจากตำแหน่ง
ย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๕๖ จนถึงกอ่ นวันที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้รับแจ้งคำส่ังดังกล่าว จึง
ไมช่ อบด้วยกฎหมาย

แนวทางปฏิบัตริ าชการจากคำวนิ ิจฉัย :

คดนี ้ีศาลปกครองไดว้ างบรรทัดฐานการปฏิบัตริ าชการกรณเี ก่ยี วกับผู้มีอำนาจในการ
ออกคำสั่งให้ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลพ้นจากตำแหน่ง ในกรณีที่ผู้บริหารองค์การบริหาร
ส่วนตำบลต้องพ้นจากตำแหน่งอันเนื่องมาจากการตรวจสอบคุณสมบัติหรือการมีคุณสมบัติต้องห้าม
มิให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลตามมาตรา ๖๔ วรรคหนึ่ง (๔) มาตรา ๖๔/๑
วรรคหนง่ึ (๕) มาตรา ๕๘/๑ และมาตรา ๕๘/๔ แหง่ พ.ร.บ. สภาตำบลและองค์การบรหิ ารสว่ นตำบล
พ.ศ. ๒๕๓๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.
๒๕๔๖ ทีใ่ ชบ้ งั คับในขณะนั้น โดยกฎหมายบญั ญัติให้เปน็ อำนาจของนายอำเภอเปน็ ผู้มีอำนาจวินิจฉัย
ในการสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง ส่วนกรณีที่ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลต้องพ้นจากตำแหน่งอัน
เนื่องมาจากกระทำการฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน หรือละเลยไม่

๓๑ พระราชบัญญตั ิวิธีปฏบิ ตั ริ าชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙
มาตรา ๕ บัญญตั ิว่า “คำส่งั ทางปกครอง” หมายความวา่
(๑) การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจา้ หนา้ ที่ทมี่ ผี ลเป็นการสรา้ งนติ ิสัมพนั ธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่

จะก่อ เปลย่ี นแปลง โอน สงวน ระงบั หรอื มผี ลกระทบตอ่ สถานภาพของสิทธิหรอื หนา้ ท่ีของบคุ คล ไมว่ ่าจะเป็นการ
ถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉยั อุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบยี น
แตไ่ มห่ มายความรวมถงึ การออกกฎ

(๒) การอน่ื ท่ีกำหนดในกฎกระทรวง
๓๒ พระราชบัญญตั วิ ธิ ีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙

มาตรา ๔๒ วรรคหนง่ึ บัญญัติวา่ คำส่ังทางปกครองให้มีผลใช้ยนั ต่อบคุ คลต้ังแตข่ ณะท่ีผนู้ นั้ ไดร้ บั
แจ้งเป็นตน้ ไป

๔๓

ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ อันเป็นการตรวจสอบการปฏิบัติงานตามอำนาจ
หน้าที่ของผู้บริหารท้องถิ่นตามมาตรา ๙๒ แห่ง พ.ร.บ. สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล
พ.ศ. ๒๕๓๗๓๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ๕)
พ.ศ. ๒๕๔๖ ที่ใช้บังคับในขณะนั้น ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้เป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้มี
อำนาจออกคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง และเนื่องจากคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่งผู้บริหารองค์การบริหาร
ส่วนตำบลดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครอง เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะบัญญัติไว้
เป็นอย่างอื่น กรณีจึงต้องนำหลักกฎหมายตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙
มาใช้บังคับแก่กรณี ซึ่งตามกฎหมายดังกล่าว บัญญัติว่าคำสั่งทางปกครองมีผลใช้ยันบุคคลตั้งแต่
ขณะทไี่ ด้รับแจง้ เป็นตน้ ไป นายอำเภอผู้ออกคำสั่งจึงไม่อาจออกคำสงั่ ใหม้ ผี ลบังคับก่อนท่ีผนู้ น้ั จะไดร้ บั คำส่งั

๒.๒ แนวปฏิบัติราชการเกี่ยวกับการบรรจุและแต่งตั้งพนักงานจ้างของเทศบาล
(คำพพิ ากษาศาลปกครองสูงสดุ ที่ อบ.๒๕๕/๒๕๖๔)

นายกเทศมนตรีสามารถใช้ดุลพินิจที่จะไม่ดำเนินการทำสัญญาจ้างบุคคลที่
เทศบาลไดเ้ คยประกาศวา่ เปน็ ผู้ผา่ นการสรรหาและเลือกสรรเปน็ พนักงานจ้าง และ ก.ท.จ.ได้มีมติ
เห็นชอบแล้วเนื่องจากเป็นดุลพินิจที่อยู่ในขอบเขตแห่งอำนาจตามมาตรา ๔๘ เตรส แห่ง พ.ร.บ.
เทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ประกอบมาตรา ๓๕ แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถ่ิน
พ.ศ. ๒๕๔๒ การกระทำของนายกเทศมนตรีที่ไม่เรียกบุคคลดังกล่าวเข้าทำสัญญาจ้างเป็น
พนักงานเทศบาล จึงไม่เป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติและไม่เป็น
การกระทำละเมดิ ต่อผฟู้ อ้ งคดี

สรุปคดี : ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ผ่านการสรรหาและเลือกสรรเป็นพนักงานจ้างตามภารกจิ
ในตำแหนง่ ผชู้ ่วยเจ้าหนา้ ที่พัฒนาชมุ ชน สงั กดั สำนักปลัด ตามประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ (เทศบาล

๓๓ พระราชบญั ญตั สิ ภาตำบลและองคก์ ารบรหิ ารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗
มาตรา ๙๒ บัญญัติว่า หากปรากฏว่านายกองค์การบริหารส่วนตำบล รองนายกองค์การบรหิ าร

ส่วนตำบล ประธานสภาองคก์ ารบรหิ ารส่วนตำบล หรอื รองประธานสภาองค์การบริหารสว่ นตำบล กระทำการฝ่าฝืน
ต่อความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน หรือละเลยไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจ
หนา้ ท่ี ใหน้ ายอำเภอดำเนนิ การสอบสวนโดยเร็ว

ในกรณีที่ผลการสอบสวนปรากฏว่านายกองค์การบริหารส่วนตำบล รองนายกองค์การบริหาร
ส่วนตำบล ประธานสภาองคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำบล หรอื รองประธานสภาองคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำบล มพี ฤติการณต์ าม
วรรคหนึ่งจริง ให้นายอำเภอเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากตำแหน่ง ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการ
จงั หวดั อาจดำเนนิ การสอบสวนเพม่ิ เตมิ ด้วยก็ได้ คำสงั่ ของผู้วา่ ราชการจงั หวัดใหเ้ ปน็ ที่สดุ

๔๔

ตำบล) และ ก.ท.จ. ได้มีมติ เห็นชอบให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำสัญญาจัดจ้างผู้ผ่านการสรรหาและ
เลอื กสรร จำนวน ๑๕ อตั รา รวมถึงผ้ฟู ้องคดดี ้วย แตโ่ ดยท่ใี นระหว่างนัน้ ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ถูกฟ้องคดี
ที่ ๒ (นายกเทศมนตรีตำบล) ว่างลง และอยู่ในระหว่างการคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว
ปลัดเทศบาลตำบล ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรีตำบล ได้มีคำสั่งอนุมัติให้ทำสัญญาจ้าง
ผู้ผ่านการสรรหาและเลือกสรรเป็นพนักงานจ้างในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ (เทศบาลตำบล) จำนวน
๕ อัตรา ตอ่ มา มกี ารรอ้ งเรียนขอความเป็นธรรม กรณีมีบุคคลผ่านการสอบคัดเลือกเป็นพนักงานจ้าง
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ และ ก.ท.จ. มีมติให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ทำสัญญาจัดจ้างผู้ผ่านการ
สรรหาและเลือกสรรดังกล่าว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ได้ทำสัญญาจ้างบุคคลดังกล่าว ก.ท.จ. ได้
พิจารณาและมีมติเรื่องร้องเรียนกรณีดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้เรียกผู้ฟ้องคดีเข้าทำสัญญา
จ้างเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นพนักงานจ้าง ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย จึงฟ้อง
ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้รับผู้ฟ้องคดีเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานจ้าง และให้ชดใช้
ค่าเสียหายเป็นเงินเดือนพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี ศาลปกครองสูงสุดโดยมติที่ประชุมใหญ่
วินิจฉัยว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๒ (นายกเทศมนตรีตำบล) มีดุลพินิจที่จะยังไม่ดำเนินการตามที่ไดร้ บั
ความเห็นชอบจาก ก.ท.จ. เรียกผู้ที่ผ่านการสรรหาและเลือกสรรเข้าบรรจุและแต่งตั้งเป็นพนักงาน
จ้างของผถู้ กู ฟอ้ งคดที ่ี ๑ (เทศบาลตำบล) เน่อื งจากเหน็ ว่าพนกั งานจ้างในสว่ นต่างๆ มีจำนวนเพียงพอ
กับปริมาณงานแลว้ ประกอบกับค่าใช้จ่ายเงินเดือนค่าจ้างตาม พ.ร.บ. ระเบียบบรหิ ารงานบคุ คลส่วน
ท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ได้กำหนดไว้ เป็นจำนวนร้อยละ ๓๗.๑๓ ของ
งบประมาณรายจ่ายประจำปี หากมีการจ้างผู้ฟ้องคดีกบั พวกเข้าทำงานจะทำให้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวเกิน
กว่าร้อยละ ๔๐ ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี และผูกพันไปตามสัญญาจ้าง ซึ่งจะเป็นการขัดต่อ
มาตรา ๓๕ แห่งพ.ร.บ. ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ๓๔ และจะ
กระทบกระเทือนต่องบประมาณรายจ่ายในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๘ นั้น เป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี
๒ (นายกเทศมนตรีตำบล) สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากเป็นการใช้ดุลพินิจที่อยู่ในขอบเขตแห่ง

๓๔ พระราชบญั ญัตริ ะเบยี บบริหารงานบคุ คลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒
มาตรา ๓๕ บัญญตั ิว่า ในการจ่ายเงนิ เดอื น ประโยชนต์ อบแทนอื่น และเงินค่าจ้างของข้าราชการ

หรือพนักงานส่วนท้องถิน่ และลูกจ้าง ที่นำมาจากเงินรายได้ท่ีไม่รวมเงินอุดหนนุ และเงินกู้หรือเงินอื่นใดนั้น องค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นแตล่ ะแห่งจะกำหนดสงู กวา่ รอ้ ยละสสี่ บิ ของเงนิ งบประมาณรายจ่ายประจำปขี ององคก์ รปกครอง
สว่ นทอ้ งถ่ินนัน้ ไม่ได้

๔๕

อำนาจหนา้ ที่ของผถู้ ูกฟ้องคดีท่ี ๒ (นายกเทศมนตรตี ำบล) ตามมาตรา ๔๘ เตรส แหง่ พ.ร.บ. เทศบาล
พ.ศ. ๒๔๙๖๓๕ ประกอบมาตรา ๓๕ แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒
กรณีจึงไม่เป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติและไม่เป็นการกระทำละเมิด
ตอ่ ผูฟ้ ้องคดี ผูถ้ ูกฟ้องคดีท่ี ๑ (เทศบาลตำบล) จึงไม่จำตอ้ งชดใช้ค่าเสยี หายให้แก่ผฟู้ ้องคดแี ต่อย่างใด

แนวทางปฏบิ ตั ิราชการจากคำวนิ จิ ฉยั :

คดีนี้ศาลปกครองได้วางบรรทัดฐานการปฏิบัติราชการเกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจของ
นายกเทศมนตรีในการบริหารราชการของเทศบาลให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ
เทศบัญญัติ และนโยบาย กรณีการทำสัญญาจ้างบุคคลเข้ามาเป็นพนักงานจ้างเทศบาล
โดยศาลปกครองตีความบทบัญญัติกฎหมายว่าด้วยเทศบาลเกี่ยวกับการใช้อำนาจบริหารงานของ
นายกเทศมนตรีว่า ในการดำเนินการจ้างบุคคลเป็นพนักงานเทศบาลนั้น จะต้องให้คณะกรรมการ
พนักงานเทศบาล (ก.ท.จ) ให้ความเห็นชอบก่อน และมติ ก.ท.จ. ที่ให้ความเห็นชอบการจ้างพนักงาน
เป็นเพียงขั้นตอนที่จำเป็นในการพิจารณาทางปกครองก่อนที่จะออกคำสั่งทางปกครอง เพื่อไป
ดำเนินการจัดทำสัญญาจ้างต่อไป แต่นายกเทศมนตรียังคงมีดุลพินิจในขอบเขตแห่งอำนาจตาม
กฎหมายที่จะสามารถใช้ดุลพินิจเป็นอย่างอื่นในการบริหารราชการของเทศบาลให้เป็นไปตาม
กฎหมาย ระเบียบ ขอ้ บงั คบั เทศบัญญตั ิ นโยบายได้

๒.๓ แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการคืนสิทธิประโยชน์ของข้าราชการที่เคยถูกลงโทษ
ทางวินัยในคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัย (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่
อบ. ๑๕/๒๕๖๔)

ศาลปกครองเชียงใหม่ได้มีคำพพิ ากษาโดยคดีถึงท่ีสุดให้เพิกถอนคำสั่งลงวันที่ ๖
พฤศจิกายน ๒๕๔๔ ที่ลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ ต่อมา องค์การบริหารส่วนตำบลสวด
ไดม้ คี ำสง่ั ลงวนั ที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ให้ผฟู้ อ้ งคดีกลับเขา้ รบั ราชการ และผู้ฟอ้ งคดีได้กลับเข้า

๓๕ พระราชบญั ญตั เิ ทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖
มาตรา ๔๘ เตรส บญั ญัติว่า นายกเทศมนตรมี ีอำนาจหนา้ ที่ ดงั ตอ่ ไปนี้
(๑) กำหนดนโยบายโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย และรบั ผดิ ชอบในการบรหิ ารราชการของเทศบาลให้

เปน็ ไปตามกฎหมาย ระเบยี บ ขอ้ บังคับ เทศบญั ญตั ิ และนโยบาย
ฯลฯ

๔๖

รบั ราชการเป็นพนักงานส่วนตำบลในตำแหน่งเจา้ หน้าท่บี ริหารงานท่ัวไป ๓ โดยไดร้ บั เงินเดือนใน
ระหว่างท่ีกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งดังกล่าวมาแลว้ ตั้งแต่วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ จนถึง
วันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๔ อันเป็นวันที่ผู้ฟ้องคดีลาออกจากราชการ โดยหลังจากศาลปกครอง
เชียงใหม่เพิกถอนคำสั่งดงั กล่าวแล้วจะตอ้ งดำเนินการคืนสทิ ธิประโยชนข์ องผู้ฟ้องคดีที่ควรได้รบั
เสมือนว่าผู้ฟ้องคดีไม่เคยถูกคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการมาก่อน องค์การบริหารส่วนตำบลสวด
จึงต้องเบิกจ่ายเงินเดือนให้แก่ผู้ฟ้องคดีในช่วงระยะเวลาระหว่างที่ผู้ฟ้องคดีถูกไล่ออกจากราชการ
ตั้งแต่วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๔๔ จนถึงวันก่อนวันที่ผู้ฟ้องคดีกลับเข้ารับราชการ คือ
วนั ท่ี ๗ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๓

สรุปคดี : เดิมผู้ฟ้องคดีเป็นปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลสวด (เจ้าหน้าที่บริหารงาน
ทั่วไป ๓) ได้รับคำสั่งจากองค์การบริหารส่วนตำบลสวด ลงวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ ลงโทษ
ไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๔๔ เป็นต้นไป กรณีกล่าวหาว่า
ผู้ฟ้องคดีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเกิน ๑๕ วัน
ผู้ฟ้องคดีนำคดีมายื่นฟ้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่ และศาลปกครองเชียงใหม่มีคำพิพากษาตาม
คดีหมายเลขแดงที่ ๑๗๕/๒๕๕๐ เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๐ ให้เพิกถอนคำสั่งขององค์การบริหาร
ส่วนตำบลสวดข้างต้น คำพิพากษาของศาลปกครองเชียงใหม่ดังกล่าวถึงที่สุด เพราะไม่มีคู่กรณีฝ่ายใด
อุทธรณ์ ต่อมา องค์การบริหารส่วนตำบลสวดได้มคี ำสั่ง ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ให้ผู้ฟ้องคดี
กลบั เขา้ รับราชการในตำแหน่งดังกลา่ ว โดยใหม้ ีผลยอ้ นหลงั ไปต้ังแต่วันท่ี ๖ สิงหาคม ๒๕๔๔ อันเป็น
วันท่ีผู้ฟ้องคดีถูกไล่ออกจากราชการเป็นต้นไป เมื่อผู้ฟ้องคดีกลับเข้ารับราชการได้ระยะเวลาหนึ่งก็ขอ
ลาออกจากราชการในวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๔ และได้มีหนังสือ ลงวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๔ และ
ลงวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๕ เรียกร้องสิทธิเกี่ยวกับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งที่ผู้ฟ้องคดี
ควรได้รับ หากไม่ถูกไล่ออกจากราชการต่อผู้ถูกฟ้องคดี ต่อมา ก.อบต. จังหวัดน่าน ได้พิจารณาในการ
ประชมุ เม่อื วนั ท่ี ๒๖ ธนั วาคม ๒๕๕๕ ตอบข้อหารือของผู้ถูกฟ้องคดี ว่า เม่ือคำพิพากษาของศาลปกครอง
เชยี งใหม่ถึงที่สุด มีผลทำให้ผู้ฟ้องคดีกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมโดยถือเสมือนว่าไมเ่ คยมีคำสั่งลงโทษไล่ออก
จากราชการมาก่อน และมีผลทำให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิไดร้ ับเงินเดือนตามอัตราในระดับตำแหน่งเดิมก่อน
ออกจากราชการ สำหรับวิธีการจ่ายเงินภายหลังจากที่ผู้ฟ้องคดีกลับเข้ารับราชการ อาจพิจารณา
เทียบเคียงตามความในข้อ ๔๓๖ ของประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดน่าน เรื่อง

๓๖ ประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดน่าน เรื่อง หลักเกณฑ์วิธีการจ่ายเงินเดือนพนักงาน
ส่วนตำบลผู้ถูกสั่งพักราชการ ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ผู้ร้องทุกข์คำสั่งให้ออกจากราชการ
ผอู้ ุทธรณค์ ำส่ังลงโทษปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ ฉบับลงวนั ท่ี ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖

๔๗

หลักเกณฑ์วิธีการจ่ายเงินเดือนพนักงานส่วนตำบลผู้ถูกสั่งพักราชการ ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้
ก่อน ผู้ร้องทุกข์คำสั่งให้ออกจากราชการ ผู้อุทธรณ์คำสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ
ฉบับลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ ส่วนเงินประจำตำแหน่ง หากผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้รับก็อาจร้องขอ
ต่อผู้ถูกฟ้องคดี ในฐานะหน่วยงานของรัฐที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสวดสังกัดอยู่ ซึ่งได้ใช้อำนาจ
ทางปกครองก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตน ดำเนินการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามพระราชบัญญัติ
ความรบั ผิดทางละเมดิ ของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ อันพึงจะได้รบั ตามสิทธิ และได้มมี ติให้แจ้งองค์การบริหาร
ส่วนตำบลสวดทราบเพื่อดำเนินการต่อไป เมื่อองค์การบริหารส่วนตำบลสวดได้รับแจ้งผลการหารือ
ดังกล่าว ก็ได้มีหนังสือผู้ถูกฟ้องคดี ลงวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ แจ้งให้ผู้ฟ้องคดียืนยันการขอรับ
เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และสิทธิประโยชน์อื่นๆ เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางปฏิบัติตามมติของ
ก.อบต. จังหวดั น่านข้างต้น ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๗ แจ้งยืนยันการขอรับสิทธิ
ต่างๆ ดังกล่าวต่อองค์การบริหารส่วนตำบลสวดแล้ว แต่จนถึงวันฟ้องคดีนี้ องค์การบริหารส่วนตำบลสวด
ก็ยังมิได้ดำเนนิ การจา่ ยเงนิ เดือน เงนิ ประจำตำแหน่ง และสทิ ธปิ ระโยชน์อ่ืนๆ ใหแ้ ก่ผู้ฟ้องคดีแต่อย่าง
ใด ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ดำเนินการเบิกจ่ายเงินเดือน
เงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอื่นๆ ที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้รับตามระเบียบและกฎหมาย
ศาลปกครองสูงสุดวินจิ ฉยั ว่า ศาลปกครองเชยี งใหม่ได้มีคำพิพากษาโดยคดถี งึ ที่สุดใหเ้ พิกถอนคำส่ัง ลง
วันท่ี ๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ ท่ลี งโทษไลผ่ ูฟ้ ้องคดอี อกจากราชการ คำพิพากษาของศาลปกครองเชียงใหม่
ดังกล่าว จึงมีผลผูกพันให้องค์การบริหารส่วนตำบลสวดมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตาม
คำพิพากษาในการรับผู้ฟ้องคดีกลับเข้ามารับราชการเป็นพนักงานส่วนตำบลตามตำแหน่งเดิมคือ
ปลัดองคก์ ารบริหารส่วนตำบลสวด เสมอื นว่าไม่เคยมคี ำส่ังลงโทษไล่ออกจากราชการมาก่อน รวมท้ังมี
หน้าที่ที่จะต้องเบิกจ่ายเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งที่ผู้ฟ้องคดพี ึงมีพึงได้ตามสิทธิให้แกผ่ ู้ฟ้องคดี
ประกอบกับประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดน่าน เรื่อง หลักเกณฑ์วิธีการ
จ่ายเงินเดือนพนักงานส่วนตำบล ผู้ถูกสั่งพักราชการ ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ผู้ร้องทุกข์คำสั่งให้
ออกจากราชการ ผู้อุทธรณ์คำสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖
ข้อ ๔๓๗ และข้อ ๖๓๘ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ก.อบต. จังหวัดน่าน ได้พิจารณาข้อหารือกับ

ข้อ ๔ เงินเดือนระหว่างพักราชการ ให้ออกจากราชการไว้ ให้ออกจากราชการ
ปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ เมอ่ื คดหี รอื กรณถี ึงที่สดุ ... (๑) ถา้ ปรากฏวา่ พนักงานส่วนตำบล ผ้ถู ูกส่ังพกั ราชการ
ผู้ถูกส่งั ให้ออกจากราชการไว้ก่อนมไิ ด้กระทำผดิ และไม่มมี ลทนิ หรือมัวหมอง ใหจ้ ่ายใหเ้ ต็ม
๓๗ เพ่ิงอา้ ง, เชงิ อรรถท่ี ๒๘.
๓๘ ประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดน่าน เร่ือง หลักเกณฑ์วิธีการจ่ายเงินเดือนพนักงาน
ส่วนตำบลผู้ถูกสั่งพักราชการ ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ผู้ร้องทุกข์คำสั่งให้ออกจากราชการ
ผู้อุทธรณค์ ำส่งั ลงโทษปลดออกหรอื ไลอ่ อกจากราชการ ฉบับลงวนั ที่ ๒๘ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๔๖

๔๘

องค์การบรหิ ารส่วนตำบลสวดแล้วมคี ำวินิจฉยั ในการประชุมคร้ังท่ี ๑๓/๒๕๕๕ เมือ่ วันท่ี ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๕
วา่ ผฟู้ อ้ งคดีมสี ทิ ธไิ ดร้ ับเงนิ เดอื นตามอัตราในระดบั ตำแหนง่ เดิมก่อนออกจากราชการ คำวนิ ิจฉยั ของ ก.อบต.
จงั หวดั น่านดังกล่าว จงึ เปน็ การยืนยันคำวนิ ิจฉยั ของศาลปกครองเชียงใหม่ทอ่ี งคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำบลสวดมี
หน้าที่ที่จะตอ้ งเบิกจ่ายเงินเดอื นอันพึงมีพึงได้ตามสิทธิให้แก่ผู้ฟ้องคดตี ามที่ประกาศข้างต้นกำหนดไว้
แต่โดยที่องค์การบริหารส่วนตำบลสวดได้มีคำสั่งลงวนั ที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ให้ผู้ฟ้องคดีกลับเข้า
รับราชการ และผู้ฟ้องคดีได้กลับเข้ารับราชการเป็นพนักงานส่วนตำบลในตำแหน่งเจ้าหน้าท่ี
บริหารงานทั่วไป ๓ โดยได้รับเงินเดือนในระหว่างที่กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งดังกล่าวมาแล้ว
ตั้งแต่วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ จนถึงวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๔ อันเป็นวันที่ผู้ฟ้องคดีลาออกจาก
ราชการ ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงมีผลทำให้องค์การบริหารส่วนตำบลสวดต้องเบิกจ่ายเงินเดือน
ให้แก่ผู้ฟ้องคดีในช่วงระยะเวลาระหว่างที่ผู้ฟ้องคดีถูกไล่ออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ ๖ สิงหาคม
๒๕๔๔ จนถึงวันก่อนวันที่ผู้ฟ้องคดีกลับเข้ารับราชการ คือ วันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ และต้อง
ดำเนนิ การใหแ้ ล้วเสรจ็ ภายใน ๑ ปี นับแตว่ ันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๕ ซึง่ เป็นวนั ท่ี ก.อบต. จังหวดั น่าน
ได้มีคำวินิจฉัยให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินเดือนให้แก่ผู้ฟ้องคดี คือ ภายในวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๖
เมื่อองค์การบริหารส่วนตำบลสวดยังมิได้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันดังกล่าว จึงเป็นการละเลย
ต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติในการเบิกจ่ายเงินเดือนให้แก่ผู้ฟ้องคดี สำหรับกรณีเงิน
ประจำตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลสวด นั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามคำชี้แจงของ
องค์การบรหิ ารสว่ นตำบลสวดซง่ึ ผูฟ้ ้องคดมี ไิ ดโ้ ตแ้ ย้งคัดค้านวา่ ผฟู้ อ้ งคดีรับราชการเปน็ พนกั งานส่วนตำบล
ตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลสวด ตั้งแต่วันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๔๓ จึงถึงวันที่ ๖ สิงหาคม
๒๕๔๔ อันเป็นวันที่ถูกไล่ออกจากราชการ ผู้ฟ้องคดีได้รับเงินเดือนอัตราเดือนละ ๖,๓๖๐ บาท โดย
ไม่ได้รบั เงินประจำตำแหน่ง โดยก่อนที่ผูฟ้ ้องคดีจะถูกไล่ออกจากราชการเมื่อวนั ที่ ๖ สงิ หาคม ๒๕๔๔
ในขณะนั้น พ.ร.บ. เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ. ๒๕๓๘ ที่ใช้บังคับกับข้าราชการพลเรือน
และข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการประเภทต่างๆ รวมทั้งอนุโลมใช้บังคับกับ
พนักงานส่วนตำบลตามประกาศคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบลลงวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน
๒๕๔๔ ประกอบกับประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดน่าน ลงวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน
๒๕๔๕ ไม่ได้กำหนดอัตราเงินเดือนประจำตำแหน่งสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วน
ตำบล และถึงแม้ว่าต่อมา อ.อบต. จังหวัดน่าน จะได้มีประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบล
จงั หวัดน่าน เรื่อง หลกั เกณฑก์ ารกำหนดอตั ราเงนิ ประจำตำแหน่ง และการรบั เงินประจำตำแหน่งของ
ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล ระดบั ๖ และระดับ ๗ ลงวนั ท่ี ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๔๗ โดยกำหนดให้

ข้อ ๖ การจ่ายเงินเดือนตามข้อ ๓ หรือข้อ ๔ ให้องค์การบริหารส่วนตำบลเจ้าสังกัดที่ส่ัง
พักราชการ สั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน สั่งให้ออกจากราชการ สั่งปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ พิจารณา
สั่งจ่ายใหภ้ ายใน ๑ ปี นับแต่วันท่คี ณะกรรมการพนกั งานสว่ นตำบลวนิ ิจฉยั วา่ ให้จา่ ยเงนิ เดอื น ...

๔๙

ตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลมีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งในอัตราเดอื นละ ๓,๕๐๐ บาท
ก็ตาม แต่ก็เฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล ระดับ ๖ และระดับ ๗ เท่านั้นที่มี
สิทธิไดร้ ับเงินดังกล่าว ฉะนั้น เม่ือทงั้ ก่อนและในขณะที่ผู้ฟ้องคดีถูกไล่ออกจากราชการ ผู้ฟ้องคดีมิใช้
ผู้ดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล ระดับ ๖ และระดับ ๗ จึงมิใช่เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงิน
ประจำตำแหน่งตามประกาศข้างต้น ดังนั้น องค์การบริหารส่วนตำบลสวดจึงไม่มีหน้าที่ที่จะต้อง
เบิกจ่ายเงินประจำตำแหน่งให้แก่ผู้ฟ้องคดี และไม่อาจจะถือได้ว่าเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามท่ี
กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรแต่อย่างใด พิพากษาแก้
เป็นให้องค์การบริหารส่วนตำบลสวดดำเนินการเบิกจ่ายเฉพาะเงินเดือนที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้รับตาม
ระเบียบ กฎหมาย นับแต่วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๔๔ ถึงวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ให้แก่ผู้ฟ้องคดี
โดยใหด้ ำเนนิ การให้แลว้ เสร็จภายในสามสิบวันนบั แต่วันท่ีศาลมีคำพิพากษา คำขออืน่ นอกจากนี้ใหย้ ก

แนวทางปฏบิ ตั ริ าชการจากคำวนิ จิ ฉยั :

ศาลปกครองสูงสดุ จงึ ได้วางบรรทดั ฐานการคนื สิทธปิ ระโยชน์ของขา้ ราชการที่เคยถูก
ลงโทษทางวินัยและต่อมาได้มีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยว่า หน่วยงานทางปกครอง
จะต้องดำเนินการคืนสิทธิประโยชน์ให้เจ้าหน้าท่ีของรัฐทีค่ วรได้รับเสมือนว่าเจ้าหน้าท่ีของรัฐดังกลา่ ว
ไม่เคยถูกคำสั่งลงโทษทางวินัยมาก่อน โดยให้หน่วยงานทางปกครองต้องเบิกจ่ายเงินเดือนให้แก่
เจ้าหน้าที่ของรัฐในช่วงระยะเวลาระหว่างที่เจ้าหน้าท่ีของรัฐถูกไล่ออกจากราชการจนถึงวันก่อนวันท่ี
เจ้าหน้าที่ของรัฐกลับเข้ารับราชการหรือลาออกจากราชการ และต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี
นับแต่วันที่คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลวินิจฉัยว่าให้จ่ายเงินเดือน ทั้งนี้ ตามข้อ ๔๓๙ และ
ข้อ ๖๔๐ ของประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดน่าน เรื่อง หลักเกณฑ์วิธีการจ่าย
เงนิ เดอื นพนกั งานสว่ นตำบล ผู้ถกู สง่ั พักราชการ ผู้ถูกสง่ั ใหอ้ อกจากราชการไว้ก่อน ผูร้ ้องทุกข์คำสั่งให้
ออกจากราชการ ผู้อุทธรณ์คำสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์
๒๕๔๖ สำหรบั กรณเี งินประจำตำแหนง่ นนั้ เมอื่ ทัง้ กอ่ นและในขณะที่เจ้าหน้าที่ของรฐั ถูกไล่ออกจาก
ราชการมิใช้ผู้ดำรงตำแหนง่ ทีก่ ำหนดให้มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่ง ดังนั้น เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้น
จึงมิใช่เปน็ ผู้มีสิทธิได้รบั เงินประจำตำแหน่ง หน่วยงานทางปกครองจึงไม่มหี น้าที่ทีจ่ ะต้องเบิกจ่ายเงนิ
ประจำตำแหน่งให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ การที่หน่วยงานทางปกครองไม่ดำเนินการคืนสิทธิประโยชน์
ของเจ้าหน้าที่ของรฐั จึงเป็นการละเลยตอ่ หนา้ ท่ีตามที่กฎหมายกำหนดใหต้ ้องปฏิบัติ

๓๙ อ้างแล้ว, เชิงอรรถที่ ๒๘.
๔๐ อา้ งแลว้ , เชิงอรรถที่ ๓๐.

๕๐

๒.๔ แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเลื่อนระดับกรณีเจ้าหน้าที่ถูกลงโทษทางวินัย
(คำพพิ ากษาศาลปกครองสูงสุด อ. ๔๐/๒๕๖๔)

ขณะที่ผู้ฟ้องคดีขอเลื่อนระดับปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล ระดับ ๕ เป็นระดับ ๖
ผู้ฟ้องคดีถูกลงโทษทางวินัยเพียงว่ากล่าวตักเตือนเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๔๗ และ
นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังตามัวเสนอขอให้มีการเลื่อนระดับผู้ฟ้องคดีจากระดับ ๕
เป็นระดับ ๖ นับแต่ปลายปี พ.ศ. ๒๕๔๗ แต่คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครพนม
กลับนำเรื่องการลงโทษทางวินัยเพิม่ เติม คือ การตัดเงินเดือน ซึ่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล
หาดแพงซึ่งเป็นสังกัดใหม่ของผู้ฟ้องคดียังไม่ได้ทราบมติและยังไม่ได้ออกคำสั่งมาใช้เป็น
ข้อเท็จจริงที่สั่งไม่เลื่อนระดับแก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งไม่เป็นไปตามแนวการเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงาน
ส่วนท้องถิ่น เมื่อผู้ฟ้องคดีผ่านการประเมินบุคคลและผลงานเพื่อเลื่อนระดับให้ดำรงตำแหน่ง
นักบริหารงานองค์การบริหารส่วนตำบล ระดับ ๖ เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๗ สิทธิของผู้ฟ้องคดี
ในการเลื่อนระดับจึงเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๗ การที่คณะกรรมการฯ มีมติในการ
ประชุมเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ไม่พิจารณาเรื่องการเลื่อนระดับให้ผู้ฟ้องคดีดำรง
ตำแหน่งนักบริหารองค์การบริหารส่วนตำบล ระดับ ๖ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๗
จึงเปน็ การกระทำโดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย และเปน็ การกระทำละเมดิ ตอ่ ผ้ฟู อ้ งคดี

สรุปคดี : ในขณะที่ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ระดับ ๕
(ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล) เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๗ องค์การบริหารส่วนตำบลวังตามัวได้มีคำสั่ง
แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยผู้ฟ้องคดี กรณีบกพร่องต่อหน้าที่ราชการ ประพฤติตัว
ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการ และมีพฤติกรรมกระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชา ต่อมา
เม่อื วนั ที่ ๑ ตลุ าคม ๒๕๔๗ ผฟู้ ้องคดไี ด้รับการเล่ือนขน้ั เงนิ เดือนประจำปงี บประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๗ คร้งั ที่ ๒
(๑ ตุลาคม ๒๕๔๗) ผู้ฟ้องคดีได้รับเงินเดือนไม่ต่ำกว่าขั้นตำ่ ของระดบั ๖ และวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๗
นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตามัวมีคำสั่งเห็นชอบให้ผู้ฟ้องคดีผ่านการประเมินบุคคลและผลงาน
เพื่อเลื่อนระดับให้ดำรงตำแหน่งนักบริหารงานองค์การบริหารส่วนตำบล ระดับ ๖ (ปลัดองค์การ
บริหารส่วนตำบล) และจัดส่งผลการประเมินดังกล่าวให้คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบล
จังหวัดนครพนมเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ หลังจากนั้น อำเภอเมืองนครพนมได้มีหนังสือลงวันที่ ๔
ตุลาคม ๒๕๔๗ เสนอให้จังหวัดนครพนมพิจารณาย้ายผู้ฟ้องคดี เนื่องจากสาเหตุขัดแย้งกับผู้บริหาร
และเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๔๗ คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยได้เสนอให้ลงโทษตัดเงินเดอื นร้อยละ ๕
เปน็ เวลา ๓ เดอื น แต่นายกองค์การบรหิ ารสว่ นตำบลวังตามัวเหน็ ว่า การกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็นเพียง
การกระทำความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ จึงได้มีคำสั่งองค์การ
บริหารส่วนตำบลวังตามัว ลงวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๔๗ ให้ว่ากล่าวตักเตือนผู้ฟ้องคดีแทน แต่อำเภอ


Click to View FlipBook Version