๕๑
เมืองนครพนมไม่เห็นด้วยและได้มีหนังสือลงวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๗ เสนอขอให้จังหวัด
นครพนมพิจารณาสั่งเพิ่มโทษผู้ฟ้องคดี เป็นให้ลงโทษตัดเงินเดือนผู้ฟ้องคดีร้อยละ ๕ เป็นเวลา
๓ เดือน หลังจากน้ัน ก็ไมม่ ีการเสนอเร่อื งการขอประเมนิ เพ่ือเล่ือนระดับให้ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นของ
ผู้ฟ้องคดีให้คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครพนมพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่อย่างใด
ต่อมา เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ ขณะที่ผู้ฟ้องคดีช่วยราชการสำนักงานเลขานุการ ก.อบต.
จังหวัดนครพนม ผู้ฟ้องคดีได้ขอให้ส่งแบบประเมินผลงานเพื่อบรรจุเข้าวาระการประชุมของ
คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครพนมแต่เลขานุการของคณะกรรมการดังกล่าวไม่ได้
เสนอเรื่องดังกล่าวบรรจุเข้าสู่วาระการประชุม ผู้ฟ้องคดีจึงได้ร้องทุกข์ขอให้คณะกรรมการพนักงาน
สว่ นตำบลจังหวดั นครพนมแก้ไขความคบั ข้องใจดังกล่าว ตอ่ มา ประธานของคณะกรรมการพนักงาน
ส่วนตำบลจังหวดั นครพนมได้เสนอเร่ืองการพิจารณาดำเนนิ การทางวนิ ัยผู้ฟ้องคดีและการเลื่อนระดับ
ผู้ฟ้องคดีให้ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นให้คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครพนมพิจารณาใน
การประชุมเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ซึ่งในประชุมดังกล่าวคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบล
จังหวัดนครพนมได้มีมติเห็นชอบให้ลงโทษตัดเงินเดือนผู้ฟ้องคดีร้อยละ ๕ เป็นเวลา
๓ เดือน ส่วนเรื่องการเล่ือนระดับผู้ฟ้องคดให้ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นนั้น คณะกรรมการพนักงานส่วน
ตำบลจังหวัดนครพนมพิจารณาเห็นว่า เนื่องจากคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครพนม
ได้มีมติให้ลงโทษตัดเงินเดือนผู้ฟ้องคดีร้อยละ ๕ เป็นเวลา ๓ เดือน ซึ่งหากต้นสังกัดของผู้ฟ้องคดีมีคำส่ัง
ลงโทษผู้ฟ้องคดใี นช่วงระหว่างวันท่ี ๑ เมษายน ๒๕๕๙ ถงึ วันท่ี ๓๐ กนั ยายน ๒๕๔๙ ผฟู้ อ้ งคดีจะต้อง
ถูกงดเลื่อนขั้นเงินเดือนตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๙ ถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๐ ซึ่งผู้ฟ้องคดีจะ
สามารถเลื่อนขั้นเงินเดือนได้อีกครั้งตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๐ และสิทธิในการขอประเมินเพ่ือ
เลื่อนเป็นระดับ ๖ ของผู้ฟ้องคดีก็จะได้รับคืนมาตั้งแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีสามารถเลื่อนขั้นเงินเดือนได้
ดังกล่าว คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครพนมจึงมีมติไม่พิจารณาการเลื่อนระดับ
ผู้ฟ้องคดีให้เป็นระดับ ๖ จนกว่าจะได้สิทธิคืนมา หลังจากนั้น นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหาด
แพงได้มีคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลหาดแพง ลงวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๙ ให้เพิ่มโทษผู้ฟ้องคดี
เป็นลงโทษตัดเงินเดือนร้อยละ ๕ เป็นระยะเวลา ๓ เดือน ตงั้ แต่วนั ที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๔๙ เป็นต้นไป
ผ้ฟู ้องคดีจงึ ไมไ่ ด้รับการเลื่อนขั้นเงนิ เดือนประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙ คร้งั ที่ ๒ วนั ที่ ๑ ตุลาคม
๒๕๔๙ ถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๐ เมื่อผู้ฟ้องคดีรับโทษตัดเงินเดือนครบถ้วนแล้ว ต่อมา ในคราว
การเลื่อนขั้นเงินเดือน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๐ ครั้งที่ ๑ (๑ เมษายน ๒๕๕๐) ผู้ฟ้องคดีก็
ได้รับการเลอื่ นขั้นตามปกติ ผฟู้ อ้ งคดีเห็นว่า ตนไดผ้ ่านการประเมนิ เพ่ือเล่ือนระดบั มาแล้ว เมอื่ วันที่ ๒
ตุลาคม ๒๕๔๗ แต่คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครพนมได้มีมติในการประชุมเมื่อวันที่
๒๓ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ไม่พิจารณาการประเมินเลื่อนระดับให้กับผู้ฟ้องคดีจนกว่าผู้ฟ้องคดีจะได้รับ
สิทธิคืนมา เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีเสียสิทธิประโยชน์อันพึงมีพึงได้ในเวลาอันสมควร จึงยื่นฟ้องคดีนี้ต่อ
๕๒
ศาลปกครองชั้นต้นเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๐ ในระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองชั้นต้น
องค์การบริหารส่วนตำบลหาดแพงได้ส่งแบบประเมินผลงานของผู้ฟ้ องคดีฉบับใหม่ไปให้
คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครพนมอีกครั้งในวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๑
ซึ่งคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครพนมพิจารณาแล้วมีมติในการประชุม เมื่อวันท่ี
๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๑ เห็นชอบให้เลื่อนระดับและแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีให้ดำรงตำแหน่งนักบริหารงาน
องค์การบริหารส่วนตำบล ระดับ ๖ ทั้งนี้ ไม่ก่อนวันที่ผ่านการประเมินผลงาน คือ วันที่ ๒ เมษายน
๒๕๕๐ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหาดแพงจึงได้มีคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลหาดแพง
ลงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ แต่งตั้งผู้ฟ้องคดีให้ดำรงตำแหน่งตามมติของคณะกรรมการพนักงาน
ส่วนตำบลจังหวัดนครพนมโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๐ ผู้ฟ้องคดียังเห็นว่าการที่
คณะกรรมการพนักงานสว่ นตำบลจงั หวดั นครพนมไม่ไดเ้ หน็ ชอบให้ผฟู้ อ้ งคดเี ลื่อนระดบั ต้ังแตว่ นั ที่ ๒ ตลุ าคม
๒๕๔๗ ตามผลการประเมินบุคคลและผลงานในครั้งแรก ทำให้ผู้ฟ้องคดีเสียสิทธิจึงนำคดีมาฟ้อง
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ขณะที่ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ระดับ ๕
(ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล) สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลวังตามัว ผู้ฟ้องคดีมีคุณสมบัติที่ จะ
ได้รับการเลื่อนระดับ ๖ ตามหนังสือสำนักงาน ก.อบต. ลงวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ ซึ่งคณะกรรมการ
พนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครพนมชอบที่จะต้องพิจารณาเลื่อนระดับแก่ผู้ฟ้องคดี แต่คณะกรรมการ
พนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครพนมได้มีมติในการประชุมเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๔๙ กรณี
ผู้ฟ้องคดีถูกลงโทษทางวินัยเพียงตักเตือน คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครพนม
ไม่เห็นด้วย จึงมีมติให้ลงโทษตัดเงินเดือน ซึ่งเป็นการพิจารณารายงานการลงโทษขององค์การบรหิ าร
ส่วนตำบลวังตามัวทเี่ สนอมาต้งั แต่ปลายปี พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยนายกองคก์ ารบริหารส่วนตำบลวังตามัวมี
คำสั่งตักเตือน อันเป็นการลงโทษทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง แต่คำสั่งดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด
คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครพนมมีอำนาจโดยชอบที่จะตรวจสอบความชอบ
ด้วยกฎหมาย ตามความเหมาะสม ตามข้อ ๘๑ วรรคหก๔๑ ของประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบล
จังหวัดนครพนม เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย การให้ออกจาก
ราชการ การอทุ ธรณ์ และการร้องทุกข์ ลงวันท่ี ๒๔ ตลุ าคม ๒๕๔๕ แต่มตขิ องคณะกรรมการพนักงาน
ส่วนตำบลจังหวัดนครพนมดังกล่าวยังเป็นขั้นตอนภายในของฝ่ายปกครอง ยังไม่มีผลเป็นคำสั่งทาง
๔๑ ประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดน่าน เรื่อง หลักเกณฑ์วิธีการจ่ายเงินเดือนพนักงาน
ส่วนตำบลผู้ถูกสั่งพักราชการ ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ผู้ร้องทุกข์คำสั่งให้ออกจากราชการ
ผู้อุทธรณค์ ำสั่งลงโทษปลดออกหรอื ไล่ออกจากราชการ ฉบบั ลงวันท่ี ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖
ข้อ ๘๑ วรรคหก ในกรณีที่คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบล ได้รับรายงานตามวรรคห้า เห็นว่าการ
ดำเนินการทางวินัยเป็นการไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม และมีมติเป็นประการใด ให้ประธาน
กรรมการบรหิ ารองคก์ ารบริหารส่วนตำบลสัง่ หรอื ปฏิบตั ิใหเ้ ป็นไปตามนนั้
๕๓
ปกครองตามมาตรา ๕๔๒ แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ อย่างไรก็ตาม
มติดงั กล่าว นายกองคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำบลหาดแพง ซงึ่ เปน็ สงั กดั ใหม่ของผู้ฟ้องคดียังไม่ได้ออกคำส่ัง
ลงโทษเพิ่มเติมตามที่คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครพนมมีมติ ดังนั้น ในวาระการ
ประชุมของคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจงั หวัดนครพนมทจ่ี ะเลื่อนระดับของผู้ฟ้องคดีตามท่ีผ่าน
การประเมินผลงานแล้วเมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๗ การที่คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัด
นครพนมได้มีมตวิ ่า เนอื่ งจากผู้ฟ้องคดีถูกตดั เงินเดือน ทป่ี ระชุมจึงไม่พจิ ารณาการเลื่อนระดับ ให้เป็น
ระดบั ๖ จนกว่าจะได้รับสิทธคิ ืนมา ตามแนวหนงั สือสำนักงาน ก.จ., ก.ท. และ ก.อบต. ลงวันที่ ๒๒ มกราคม
๒๕๔๖ นั้น เมื่อพิเคราะห์หนังสือดังกล่าวแล้วปรากฏข้อเท็จจริงว่า แนวทางการเลื่อนข้ันเงินเดือน
พนกั งานส่วนท้องถ่ินกรณีเกย่ี วกบั การดำเนนิ การทางวินัย กรณที ว่ั ไป ในครง่ึ ปที ี่แล้วมา จนถึงวันออก
คำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือน หากถูกลงโทษทางวินัยที่ไม่หนักกว่าโทษภาคทัณฑ์ (ทำทัณฑ์บน/ว่ากล่าว
ตักเตือน/ภาคทัณฑ์) เลื่อนได้ตามปกติ แต่ถ้าถูกลงโทษทางวินัยที่หนักกว่าโทษภาคทัณฑ์
(ตัดเงินเดือน/ลดขั้นเงินเดือน) เลื่อนไม่ได้ งดการเลื่อนขั้น ซึ่งสอดคล้องกับข้อ ๑๙๗๔๓ ของประกาศ
คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครพนม เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับการ
บริหารงานบุคคลขององค์การบริหารส่วนตำบล ลงวันท่ี ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ เมื่อข้อเท็จจริงรับ
ฟังยุติว่า ขณะที่ผู้ฟ้องคดีขอเลื่อนระดับปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล ระดับ ๕ เป็นระดับ ๖
ผู้ฟ้องคดีถูกลงโทษทางวินัยเพียงว่ากล่าวตักเตือนเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๔๗ และนายกองค์การ
บริหารส่วนตำบลวังตามัวเสนอขอให้มีการเล่ือนระดับผู้ฟ้องคดีจากระดับ ๕ เป็นระดับ ๖ นับแต่
ปลายปี พ.ศ. ๒๕๔๗ แตผ่ ู้ถกู ฟอ้ งคดีกลับนำเร่ืองการลงโทษทางวนิ ยั เพิ่มเตมิ ซึง่ นายกองค์การบริหาร
ส่วนตำบลหาดแพง ซึ่งเป็นสังกัดใหม่ของผู้ฟ้องคดียังไม่ได้ทราบมติและยังไม่ได้ออกคำสั่งมาใช้เป็น
ข้อเท็จจริงที่สั่งไม่เลื่อนระดับแก่ผู้ฟ้องคดี อันไม่เป็นไปตามแนวการเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงาน
๔๒ พระราชบญั ญัติวธิ ีปฏิบตั ิราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙
มาตรา ๕ “คำส่งั ทางปกครอง” หมายความวา่
(๑) การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจา้ หน้าทที่ ม่ี ีผลเปน็ การสรา้ งนติ สิ มั พันธข์ ึ้นระหว่างบคุ คลในอนั ทจ่ี ะ
ก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการ
ถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉยั อุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบยี น
แต่ไม่หมายความรวมถงึ การออกกฎ
(๒) การอืน่ ทก่ี ำหนดในกฎกระทรวง
๔๓ ประกาศคณะกรรมการพนักงานสว่ นตำบลจังหวดั นครพนม เรอื่ ง หลกั เกณฑ์และเงือ่ นไขเกีย่ วกับการบริหารงาน
บุคคลขององคก์ ารบริหารส่วนตำบล ลงวันท่ี ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๕
ข้อ ๑๙๗ การเล่อื นพนกั งานสว่ นตำบลทีม่ คี ำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนว่ากระทำผิดวินัย
อย่างร้ายแรง หรือมีคำสัง่ ลงโทษทางวินัยหรือถกู ฟ้องร้องคดีอาญาขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น ให้เลื่อนและ
แตง่ ต้งั ไดต้ ้งั แต่วนั ที่ผู้บงั คบั บญั ชาอาจเลือ่ นข้ันเงนิ เดือนให้แก่พนักงานส่วนตำบลผู้น้นั ได้เป็นต้นไป
๕๔
ส่วนท้องถิ่น กรณีเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย ประกอบข้อ ๑๙๗ ของประกาศดังกล่าว เมื่อผู้ฟ้องคดี
ผ่านการประเมินบุคคลและผลงานเพื่อเลื่อนระดับให้ดำรงตำแหน่งนักบริหารงานองค์การบริหาร
ส่วนตำบล ระดับ ๖ เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๗ สิทธิของผู้ฟ้องคดีในการเลื่อนระดับจึงเกิดขึ้นตั้งแต่
วันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๗ การท่ีคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครพนมมีมติในการประชุม
เมอ่ื วันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ไมพ่ จิ ารณาเร่ืองการเลื่อนระดบั ใหผ้ ู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งนักบริหาร
องค์การบริหารส่วนตำบล ระดับ ๖ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๗ จึงเป็นการกระทำ
โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อมติดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีผลทำให้สิทธิในการเลื่อนระดบั
ของผ้ฟู ้องคดีทบ่ี ริบรู ณม์ าแล้วต้ังแตว่ นั ที่ ๒ ตลุ าคม ๒๕๔๗ ต้องระงบั ไปแต่ประการใด การทผ่ี ู้ฟ้องคดี
เสนอผลงานใหม่ฉบับลงวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๐ ให้คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัด
นครพนมพิจารณาก็เป็นเพียงการทำตามขั้นตอนเพื่อให้คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัด
นครพนมพิจารณาเลื่อนระดับแก่ผู้ฟ้องคดี ขณะเดียวกันผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับการต้องยื่นผลงานใหม่
จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๔๗ ย่อมแสดงให้เห็นว่า ผู้ฟ้องคดี
มิไดย้ อมรบั ว่า ผลงานเดมิ ท่ีมีผลการประเมนิ ผ่านแลว้ เม่ือวนั ท่ี ๒ ตลุ าคม ๒๕๔๗ สิน้ ผลไปแต่อย่างใด
ดังนั้น คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครพนมจึงต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามข้อ ๑๙๗ ตาม
ประกาศข้างต้น และหนังสือเวียนของสำนักงานงาน ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้
เมื่อการที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีมติในการประชุมเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ไม่พิจารณาเรื่องการเลื่อน
ระดบั เป็นการกระทำที่ไม่ชอบดว้ ยกฎหมาย ดงั นนั้ การกระทำของคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบล
จังหวัดนครพนมจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓)๔๔ แห่ง พ.ร.บ.
จัดตั้งศาลปกครองฯ ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัด
นครพนมมีมติคนื สทิ ธิในการเล่ือนเป็นระดับ ๖ ของผ้ฟู ้องคดโี ดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๗
เป็นต้นไป แล้วแจ้งมติการคืนสิทธิดังกล่าวต่อนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังตามัว เพื่อมีคำส่ัง
เลื่อนระดับแก่ผู้ฟ้องคดีโดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๗ ทั้งนี้ ให้ คณะกรรมการ
พนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครพนมดำเนินการตามคำสั่งศาลให้เสร็จสิ้นภายใน ๖๐ วัน นับแต่คดีถึง
ที่สุด โดยกำหนดเงื่อนไขให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังตามัวและนายกองค์การบริหารส่วน
ตำบลหาดแพง แก้ไขคำสั่งอนุมตั ิให้โอนและคำสั่งอนุมัตใิ ห้รับโอนผู้ฟ้องคดีไปดำรงตำแหน่งที่องค์การ
๔๔ พระราชบัญญัตจิ ดั ต้งั ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดปี กครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
มาตรา ๙ ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพพิ ากษาหรอื มคี ำสัง่ ในเรือ่ งดังต่อไปน้ี ...
(๓) คดพี ิพาทเก่ียวกับการกระทำละเมิดหรือความรบั ผิดอย่างอ่ืนของหน่วยงานทางปกครองหรือ
เจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการ
ละเลยต่อหน้าท่ตี ามทีก่ ฎหมายกำหนดให้ตอ้ งปฏิบตั ิหรือปฏิบัตหิ นา้ ที่ดงั กล่าวล่าช้าเกนิ สมควร
๕๕
บริหารส่วนตำบลหาดแพงเสียให้ถูกต้อง เมื่อนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังตามัวได้ออกคำสั่ง
เลอ่ื นระดับและแต่งตง้ั ใหผ้ ฟู้ ้องคดดี ำรงตำแหน่งท่สี งู ขึ้นตามมติดังกลา่ ว พิพากษายนื
แนวทางการปฏบิ ัติราชการจากคำวินิจฉยั :
คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดได้วางบรรทัดฐานการเลื่อนระดับกรณีถูกลงโทษทางวินัย
อย่างไมร่ า้ ยแรง วา่ ตามแนวหนังสือสำนักงาน ก.จ., ก.ท. และ ก.อบต. ลงวนั ที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๖
ได้กำหนดแนวทางการเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานส่วนท้องถิ่นกรณีเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย
กรณีทั่วไป ในครึ่งปีที่แล้วมา จนถึงวันออกคำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือน หากถูกลงโทษทางวินัยที่ไม่หนักกว่า
โทษภาคทัณฑ์ (ทำทัณฑ์บน/ว่ากล่าวตักเตือน/ภาคทัณฑ์) เลื่อนได้ตามปกติ แต่ถ้าถูกลงโทษทางวนิ ัย
ที่หนักกว่าโทษภาคทัณฑ์ (ตัดเงินเดือน/ลดขัน้ เงินเดือน) เลื่อนไม่ได้ งดการเลื่อนขั้น ซึ่งสอดคล้องกับ
ข้อ ๑๙๗๔๕ ของประกาศผู้ถูกฟ้องคดี เรื่อง หลักเกณฑ์และเงือ่ นไขเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของ
องคก์ ารบรหิ ารส่วนตำบล ลงวันท่ี ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ ดงั นัน้ มติเห็นชอบให้ลงโทษตดั เงินเดือน
ถือเป็นการลงโทษทางวินัยที่หนักกว่าโทษภาคทัณฑ์จึงไม่สามารถเล่ือนขั้นได้นับแต่วันหน่วยงานทาง
ปกครองมีคำสั่งลงโทษตัดเงินเดือน แต่หาได้มีผลย้อนหลังทำให้การเลื่อนระดับที่บริบูรณ์มาแล้วต้อง
ระงับไปแต่ประการใด คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครพนมจะต้องมีมติคืนสิทธิในการ
เลื่อนเป็นระดับ ๖ ของผู้ฟ้องคดีโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๗ เป็นต้นไป แล้วแจ้งมติการ
คืนสทิ ธิดงั กล่าวต่อนายกองค์การบริหารสว่ นตำบลวังตามัว เพ่ือมคี ำสั่งเลื่อนระดับแก่ผู้ฟ้องคดีโดยให้
มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๗ เพื่อให้การใช้กฎหมายเป็นไปอย่างชัดเจน ถูกต้อง และ
เป็นธรรม
๒.๕ แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการพิจารณาโทษทางวินัยตามฐานความผิดท่ี
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติโดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอีก (คำพิพากษา
ศาลปกครองสูงสุดท่ี อบ. ๒๙/๒๕๖๔)
หากมิใช่ความผิดทางวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่แล้ว กรณีไม่อาจถือได้ว่ารายงาน
เอกสารและความเห็นของ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวน
ทางวินัยตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของผู้ถูกกล่าวหานั้นได้ หน่วยงานของ
ผถู้ กู กล่าวหาจงึ ตอ้ งดำเนนิ การทางวนิ ยั แก่ผถู้ กู กล่าวหาตามขน้ั ตอนและวธิ กี ารทก่ี ฎหมายกำหนด
สรุปคดี : เมื่อครั้งผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งปลัดกรุงเทพมหานครได้กระทำผิดวนิ ัยใน
กรณีเกี่ยวกับการจัดซื้อรถดับเพลิงและเรือดับเพลิงพร้อมอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยของกรุงเทพมหานคร
๔๕ อา้ งแล้ว, เชงิ อรรถที่ ๓๕.
๕๖
โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ส่งสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษมายัง ป.ป.ช. และป.ป.ช.ได้มีมติในการ
ประชุมเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ และแก้ไขเพิ่มเติมในการประชุมเมื่อวันที่ ๒๐
พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ชี้มูลความผดิ ผู้ฟ้องคดีว่า ผู้ฟ้องคดีในฐานะปลัดกรงุ เทพมหานคร ได้ร่วมกระทำ
ความผิดในขนั้ ตอนการริเร่ิมโครงการ ขั้นตอนการเสนอโครงการและอนุมตั ิโครงการ ตลอดจนข้ันตอน
การลงนามในข้อตกลงของความเข้าใจ (A.O.U) โดยมีเจตนาที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท S.
แต่ผู้ฟอ้ งคดใี นฐานะปลัดกรงุ เทพมหานคร ได้ทราบถึงขอ้ มลู การดำเนินโครงการมาโดยตลอด แต่กลับ
ละเว้นไม่ดำเนินการตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับการจัดซื้อให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยหากพบว่า
เอกสารใดปรากฏข้อพิรุธหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือพบว่าเอกสารที่ผู้ใต้บังคับบัญชาเสนอมา
โดยไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงก็มีหน้าที่แก้ไขให้ถูกต้อง หรือตั้งข้อสังเกตเพื่อให้ดำเนินการแก้ไข
ใหถ้ ูกต้อง ข้อเทจ็ จริงปรากฏวา่ ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ดำเนินการดังกลา่ วตามหนา้ ที่แต่อยา่ งใด แตก่ ลบั ลงนาม
ในเอกสารที่มีการเสนอโดยไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ทำให้การกระทำของ
ผู้ว่าร่าชการกรุงเทพมหานคร (นาย ส.) และผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
(พล.ต.ต. อ.) บรรลุวัตถุประสงค์ของการกระทำความผิด ในการลงนามซื้อขายพัสดุระหว่างกรุงเทพมหานคร
กับบริษัท S. เป็นเหตุให้กรุงเทพมหานครได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง การกระทำของผู้ฟ้องคดี
จึงมีมูลความผดิ ทางวนิ ัยอย่างร้ายแรงฐานประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่
ราชการอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๘๔ วรรคสอง๔๖
ประกอบพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๘๔๗ จากน้ัน
ผู้ร้องสอดได้มีหนังสือลงวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ส่งเรื่องให้กรุงเทพมหานครพิจารณาโทษ
ทางวินัยแก่ผู้ฟ้องคดีตามการชี้มูลความผิดของผู้ร้องสอดต่อไป ซึ่ง อ.ก.ก. สามัญในการประชุม
เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๑ ได้มีมติให้ปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ ต่อมา ผู้ว่าราชการ
กรุงเทพมหานครได้มีคำสั่งกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ ให้ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดี
ออกจากราชการ ทงั้ นี้ ตัง้ แต่วนั ท่ี ๓๐ กนั ยายน ๒๕๔๙ ผู้ฟอ้ งคดีไดม้ ีหนงั สือ ลงวันท่ี ๑๑ กุมภาพันธ์
๒๕๕๒ อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) ซึ่ง อ.ก.ก.
๔๖ พระราชบัญญัติระเบยี บขา้ ราชการพลเรอื น พ.ศ. ๒๕๓๕
มาตรา ๘๔ วรรคสอง การประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่
ราชการอยา่ งร้ายแรง เป็นความผดิ วนิ ัยอย่างรา้ ยแรง
๔๗ พระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘
มาตรา ๘ ให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนมาใช้บังคับแก่ข้าราชการ
กรุงเทพมหานครสามัญ และกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูมาใช้บังคับแก่ข้าราชการครูกรุงเทพมหานคร
โดยอนุโลม เว้นแต่ในพระราชบัญญัตินี้จะได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นหรือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ทำความตกลงกับ
คณะกรรมการขา้ ราชการกรงุ เทพมหานครกำหนดเป็นอยา่ งอน่ื โดยตราเป็นพระราชกฤษฎกี า
๕๗
วิสามัญเกี่ยวกับกฎหมายและพิทักษ์ระบบคุณธรรม ได้พิจารณาอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีแล้วมีมติให้
ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำส่ัง
ของกรุงเทพมหานครที่ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ และคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงมหาดไทย ที่ให้ยกอุทธรณ์ ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ป.ป.ช. ได้มีหนังสือลงวันท่ี
๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ แจ้งมติของ ป.ป.ช. ให้กรุงเทพมหานครทราบว่า ในกรณีของผู้ฟ้องคดีนั้น
เป็นกรณีที่มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงฐานประมาทเ ลินเล่อในหน้าที่ราชการ อันเป็นเหตุให้
เสียหายแกร่ าชการอยา่ งร้ายแรง ตามมาตรา ๘๔ วรรคสอง๔๘ แห่งพระราชบัญญตั ิระเบียบข้าราชการ
พลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ ประกอบมาตรา ๘๔๙ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานคร
พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่ง อ.ก.ก. สามัญในการประชุม เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๑ ได้มีมติให้ปลดผู้ฟ้องคดีออก
จากราชการ และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้มีคำสั่งกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ ๒๙ ธันวาคม
๒๕๕๑ ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๙ ซึ่งเป็นวันส้ิน
ปงี บประมาณท่ผี ฟู้ ้องคดีได้พ้นจากราชการตามกฎหมายวา่ ดว้ ยบำเหน็จบำนาญข้าราชการเปน็ ตน้ ไป อันเป็น
การลงโทษผู้ฟ้องคดีในความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง โดยมิได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทาง
วินัยขึ้นทำการสอบสวนทางวินัย ตามมาตรา ๑๐๒ วรรคสอง๕๐ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบ
ข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ เมื่อ ป.ป.ช. มีหนังสือแจ้งให้กรุงเทพมหานครลงโทษทางวินัยใน
ความผิดทางวินัยฐานประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการ
อย่างร้ายแรง อันมิใช่ในความผิดทางวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ หนังสือฉบับดังกล่าวของ ป.ป.ช.
จึงเป็นเพียงการชี้มูลความผิดทางวินัยนอกเหนืออำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. กรุงเทพมหานคร
จึงไม่อาจถือเอารายงานเอกสารและความเห็นของป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยของ
คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยได้ เมื่อมิได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ตามนัย
มาตรา ๑๐๒ วรรคสอง๕๑ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ การที่
๔๘ อ้างแลว้ , เชิงอรรถท่ี ๓๘.
๔๙ อา้ งแล้ว, เชงิ อรรถท่ี ๓๙.
๕๐ พระราชบัญญตั ริ ะเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘
มาตรา ๑๐๒ วรรคสอง การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นกรณีกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย
อย่างไม่ร้ายแรง ให้ดำเนินการตามวิธีการที่ผู้บังคับบัญชาเห็นสมควร ถ้าเป็นกรณีกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย
อย่างร้ายแรง ให้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวน และในการสอบสวนนี้ต้องแจ้งข้อกล่าวหา และ
สรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มีให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ โดยจะระบุหรือไม่ระบุชื่อพยานก็ได้ ทั้งน้ี
เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงและนำสืบแก้ข้อกล่าวหา เมื่อดำเนินการแล้วถ้าฟังได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดวินัย
ก็ให้ดำเนินการตามมาตรา ๑๐๓ หรือมาตรา ๑๐๔ แล้วแต่กรณี ถ้ายังฟังไม่ได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัย
จงึ จะยุติเร่ืองได้
๕๑ อา้ งแลว้ , เชงิ อรรถท่ี ๔๒.
๕๘
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครออกคำสั่งกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ ลงโทษปลด
ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการในความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงฐานประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการอัน
เปน็ เหตใุ ห้เสยี หายแกร่ าชการอยา่ งรา้ ยแรง ตามมาตรา ๘๔ วรรคสอง๕๒ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบ
ข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ จงึ เป็นการกระทำโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบข้ันตอน หรือวิธีการอัน
เป็นสาระสำคัญที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น คำสั่งลงโทษทางวินัยแก่ผู้ฟ้องคดีจึงเป็น
คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อคำสั่งดังกล่าวของกรุงเทพมหานครไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่ให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคำส่งั ที่
ไม่ชอบด้วยกฎหมายเชน่ เดยี วกัน พพิ ากษาแก้ เป็นให้เพิกถอนคำส่ังของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
ตามคำส่ังกรงุ เทพมหานคร ที่ ๕๓๑๓/๒๕๕๑ ลงวันท่ี ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ ทใี่ หล้ งโทษปลดผู้ฟ้องคดี
ออกจากราชการ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่ให้
ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ทง้ั นี้ ให้มผี ลยอ้ นหลงั นบั แต่วันทม่ี คี ำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าว ส่วนคำขออื่น
นอกจากน้ีใหย้ ก
แนวทางปฏิบัติราชการจากคำวินจิ ฉยั :
คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดได้วางบรรทัดฐานการพิจารณาโทษทางวินัยตามฐาน
ความผิดที่ ป.ป.ช. ได้มีมติไว้ว่า กฎหมายได้บัญญัติให้ ป.ป.ช. มีอำนาจวินิจฉัยชี้มูลความผิดทางวินยั
กรณีเจ้าหนา้ ที่ของรฐั กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่เทา่ นนั้ สว่ นการกระทำความผิดวินัยฐานอ่ืน
ของเจ้าหนา้ ท่ขี องรฐั หาก ป.ป.ช. เห็นว่าเปน็ การกระทำความผดิ วินยั ป.ป.ช. ย่อมมีสิทธสิ ่งเรื่องไปยัง
ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนผู้ถูกกล่าวหา แต่กรณีที่จะถือได้ว่ารายงานเอกสารและ
ความเห็นของ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยตาม
กฎหมายวา่ ด้วยการบริหารงานบุคคลของผถู้ ูกกล่าวหา น้นั จะต้องเปน็ กรณที ี่ ป.ป.ช. ใช้อำนาจหน้าที่
ของตนในการชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดฐานทุจริตต่อ
หน้าที่ ตามมาตรา ๑๙ (๓)๕๓ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและ
ปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ หากมิใช่ความผิดทางวนิ ัยฐานทจุ ริตต่อหน้าทแี่ ล้ว กรณีไม่อาจถอื
๕๒ อา้ งแลว้ , เชิงอรรถท่ี ๓๘.
๕๓ พระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนูญว่าดว้ ยการป้องกันและปราบปรามการทุจรติ พ.ศ. ๒๕๔๒
มาตรา ๑๙ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจหนา้ ทดี่ งั ต่อไปนี้ ...
(๓) ไต่สวนและวินิจฉัยว่าผ้ดู ำรงตำแหน่งทางการเมืองอ่ืนซึ่งมใิ ช่บุคคลตาม (๒) และเจา้ หนา้ ท่ีของรัฐร่ำรวย
ผิดปกติเพื่อร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการท่ีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบ
รฐั ธรรมนูญน้ี
๕๙
ได้ว่ารายงานเอกสารและความเห็นของ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการ
สอบสวนทางวินยั ตามกฎหมายว่าด้วยการบรหิ ารงานบคุ คลของผถู้ กู กล่าวหานน้ั ได้
๒.๖ แนวปฏิบัติราชการเกี่ยวกับการใช้สิทธิของบุคคลที่อยู่ในภาคส่วนราชการ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ในการรับบริการสาธารณสุข
ตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
ท่ี อร. ๘๕/๒๕๖๔)
การใช้สิทธิของบุคคลที่อยู่ในภาคส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ในการรับบริการสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติ
หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ เมื่อได้ลงทะเบียนแลว้ จะมีสทิ ธิได้รบั บริการสาธารณสุข
จากหน่วยบริการประจำของตนหรือหน่วยบริการปฐมภูมิในเครือข่ายหน่วยบริการที่เกี่ยวข้อง หรือจาก
หน่วยบริการอน่ื ที่หน่วยบริการประจำของตนหรือเครือข่ายหนว่ ยบริการท่ีเก่ียวข้องส่งต่อ เว้นแต่
ในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินเร่งด่วน เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ หรือกรณีที่มีเหตุสมควรให้มีสิทธิเข้ารับ
บริการจากสถานบริการอื่นที่อยู่ใกล้หรือเข้ารับบริการได้อย่างรวดเร็ว โดยสถานบริการอ่ืน
ดังกล่าวมีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่เกินราคากลางหรือ
ตามหลกั เกณฑแ์ ละวธิ กี ารที่กรมบญั ชกี ลางกำหนด
ดังนั้น การประชาสัมพันธ์นโยบายของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
ทวี่ ่า “เจบ็ ปว่ ยฉกุ เฉนิ ใกลท้ ีไ่ หนไปทน่ี นั่ ท้ังโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ไม่ต้องถกู ถามสทิ ธิ ไม่ต้อง
สำรองจ่าย” ก็สมควรระบุรายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิของผู้เข้ารับบริการตามที่กฎหมายกำหนดให้
ชดั เจน ทง้ั นี้เพ่ือเป็นการป้องกันมิใหผ้ ู้เข้ารับบรกิ ารเข้าใจผิดได้อีก
สรุปคดี : นาง ส. ภรรยาของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นข้าราชการ ประสบอุบัติเหตุได้รับ
บาดเจ็บสาหัส และถูกนำตัวเข้ารับการรักษาพยาบาลโดยการผ่าตัดสมองที่สถานพยาบาลของ
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ (บริษัท ส.) ซึ่งเป็นสถานพยาบาลเอกชน และผู้ฟ้องคดีได้ชำระค่าใช้จ่ายในการ
รกั ษาพยาบาลให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเงนิ จำนวน ๔๕๙,๙๐๕ บาท ตอ่ มา ผู้ฟ้องคดีได้ย้ายภรรยา
ไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ทำบันทึกและส่งข้อมูลของผู้ป่วยเพื่อขอรับ
ค่าใช้จ่ายจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งทำหน้าท่ีสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่สถานพยาบาลท่ี
ให้บริการกรณีฉุกเฉิน ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้ผู้ป่วยฉุกเฉินสามารถเข้ารับบริการในหน่วยบริการ
ได้ทุกแห่งตามหลักเกณฑ์และอัตราที่แต่ละกองทุนหรือหน่วยงานต้นสังกัดกำหนด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑
๖๐
(สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) ได้พิจารณาอนุมัติเบิกค่ารักษาพยาบาลคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดี
เป็นเงนิ จำนวน ๗๖,๘๓๕.๖๐ บาท ซง่ึ ผถู้ กู ฟ้องคดที ี่ ๒ ไดม้ อบเงินจำนวนดังกลา่ วคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีแล้ว
ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อนุมัติเบิกค่ารักษาพยาบาลคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีไม่ถูกต้องตาม
ขอ้ มูลข่าวสารทมี่ ีการเผยแพร่และไมเ่ ป็นไปตามนโยบายของรฐั บาล จึงได้มีหนังสือถึงผู้ถูกฟอ้ งคดีท่ี ๑
เพื่อให้พิจารณาคืนเงินค่ารักษาพยาบาลเต็มจำนวน แต่ได้รับการปฏเิ สธ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดี
ทั้งสองไม่ดำเนินการตามนโยบายบูรณาการ ๓ กองทุน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑
และผู้ถูกฟอ้ งคดีที่ ๒ ร่วมกันหรือแทนกันชดใชค้ า่ รักษาพยาบาล เป็นเงินจำนวน ๓๓๓,๐๖๙.๔๐ บาท
คนื ให้แก่ผูฟ้ ้องคดี ศาลปกครองสูงสุดวินจิ ฉยั ว่า สทิ ธิของบคุ คลท่ีอยู่ในภาคสว่ นราชการ องค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ในการรับบริการสาธารณสุขนั้น จะต้อง
เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ มติคณะรัฐมนตรี หรือคำสั่งใดๆ ที่กำหนดขึ้น สำหรับ
สว่ นราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน รฐั วสิ าหกจิ หรอื หน่วยงานอ่นื ของรฐั และใหใ้ ช้สทิ ธิดังกล่าว
ตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ กล่าวคือ เมื่อบุคคลดังกล่าวได้
ลงทะเบียนแล้วจะมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขจากหน่วยบริการประจำของตนหรือหน่วยบริการ
ปฐมภูมิในเครือข่ายหน่วยบริการที่เกี่ยวข้อง หรือจากหน่วยบริการอื่นที่หน่วยบริการประจำของตน
หรือเครือข่ายหน่วยบริการที่เกี่ยวข้องส่งต่อ เว้นแต่ในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินเร่งด่วน เจ็บป่วยฉุกเฉิน
วิกฤติ หรือกรณีที่มเี หตุสมควร ให้มีสิทธเิ ขา้ รบั บริการจากสถานบริการอื่นท่ีอยู่ใกล้หรือเข้ารับบริการ
ได้อย่างรวดเร็ว โดยสถานบริการอื่นดังกล่าวมีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพ
แห่งชาติตามข้อ ๖๕๔ หรือข้อ ๘๕๕ ของข้อบังคับคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติว่าด้วย
๕๔ ข้อบงั คบั คณะกรรมการหลักประกันสขุ ภาพแห่งชาตวิ ่าด้วยการใชส้ ิทธิรบั บริการสาธารณสุข กรณีท่ีมีเหตุสมควร
กรณีอุบัตเิ หตุ หรือกรณเี จ็บป่วยฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๕๕
ข้อ ๖ สถานบริการอน่ื ทีใ่ หบ้ ริการสาธารณสุข กรณเี จ็บปว่ ยฉุกเฉินวิกฤติ กรณเี จ็บป่วยฉุกเฉิน
เร่งด่วน แก่ผู้มีสิทธิตามข้อ ๕ (๒) มีสิทธิได้รับค่าใช้จ่าย หรือยา หรืออุปกรณ์และอวัยวะเทียม (Instrument) จาก
สำนกั งาน ดังนี้ ฯลฯ
๕๕ ข้อบงั คบั คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติว่าด้วยการใชส้ ทิ ธริ บั บรกิ ารสาธารณสุข กรณีที่มีเหตุสมควร
กรณีอบุ ัติเหตุ หรอื กรณเี จ็บปว่ ยฉกุ เฉิน พ.ศ. ๒๕๕๕
ข้อ ๘ ผู้มีสิทธิที่ได้รับการส่งต่อจากหน่วยบริการหรือจากสํานักงาน ให้เข้ารับบริการ
สาธารณสุข ในสถานบริการอื่น ถือเป็นกรณีที่มีเหตุสมควรตามข้อ ๕ (๒) และให้สถานบริการอื่นที่ให้บริการน้ัน
ไดร้ ับคา่ ใชจ้ า่ ยจากหน่วยบริการท่ีสง่ ต่อหรอื จากสาํ นกั งาน แลว้ แต่กรณี หรอื ตามทีส่ าํ นักงานประกาศกาํ หนด
๖๑
การใช้สิทธิรับบริการสาธารณสุข กรณีที่มีเหตุสมควร กรณีอุบัติเหตุ หรือกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน พ.ศ.
๒๕๕๕ ซึ่งสถานบริการอื่นดังกล่าวมีสิทธิได้รับค่าใช้จ่าย หรือยา หรืออุปกรณ์และอวัยวะเทียมจาก
สำนักงานไม่เกินราคากลางหรือตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กรมบัญชีกลางกำหนด โดยสถานบริการ
อื่นจะส่งข้อมูลและเรียกเก็บค่าใช้จ่ายไปให้สำนักงาน หลังจากนั้น สำนักงานจะทดรองจ่ายเงินจาก
กองทุนหลักประกันสขุ ภาพแห่งชาติ หรือยา หรืออุปกรณ์และอวยั วะเทียมให้แก่สถานบรกิ ารอื่นตาม
จำนวนหรือหลักเกณฑ์ที่ได้ตกลงกับหน่วยงานหรือกองทุนอื่นที่เกี่ยวข้องกับผู้มีสิทธิได้รับบริการ
สาธารณสุขตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ และจากนั้นสำนักงานจะ
เรียกเก็บค่าใช้จ่ายตามจำนวนและมูลค่าเท่ากับที่ทดลองจ่ายจริงจากหน่วยงานหรือกองทุนอื่นดังกล่าว
ดังนน้ั การทผี่ ู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไดเ้ บิกเงนิ จากกองทนุ หลักประกนั สุขภาพแห่งชาติจำนวน ๗๖,๘๓๕.๖๐
บาท ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีแล้ว
โดยผ้ฟู อ้ งคดีมิได้โตแ้ ย้งว่าเงินค่ารักษาพยาบาลจำนวนดังกล่าวไม่ถูกต้องตามสิทธิหรือตามหลักเกณฑ์
ทสี่ ว่ นราชการต้นสงั กดั ของผู้ฟ้องคดีกำหนด กรณจี ึงถอื ไดว้ ่าผถู้ ูกฟ้องคดีท่ี ๑ ไดป้ ฏบิ ัติหน้าท่ีไปตามที่
กฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับกำหนดไว้แล้ว สำหรับกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีการ
ประชาสัมพันธ์นโยบายของรฐั บาลว่า เจ็บป่วยฉุกเฉินเร่งด่วน หรือฉุกเฉินวิกฤติ ใกล้ที่ไหนให้ไปที่นั่น
ท้งั โรงพยาบาลของรัฐและเอกชน โดยไมต่ ้องถูกถามสิทธิ และไมต่ อ้ งสำรองจ่าย ทำให้ผู้ฟ้องคดีเชื่อว่า
มีสิทธิที่จะได้รบั การรักษาพยาบาลตามนโยบายดงั กลา่ วโดยไม่ต้องเสียค่าใชจ้ ่ายใดๆ แต่กลับถูกเรียกเก็บ
คา่ รกั ษาพยาบาลเป็นจำนวนมาก ผ้ถู กู ฟ้องคดที ่ี ๑ จงึ ต้องรบั ผิดชดใช้คา่ เสียหายใหแ้ กผ่ ูฟ้ อ้ งคดี น้นั เหน็
วา่ นโยบายของรฐั บาลเป็นเพยี งแนวทางที่กำหนดขึ้นเพื่อใหส้ ่วนราชการต่างๆ รบั ไปดำเนินการต่อไป
เท่านั้นมใิ ชก่ ฎหมาย และข้อเท็จจริงปรากฏวา่ ในระยะเร่ิมตน้ ในการดำเนนิ การตามนโยบายดังกลา่ ว
กรมบญั ชกี ลาง สำนักงานประกนั สังคม และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้ร่วมกันกำหนด
แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการขอรับค่าใช้จ่ายเพื่อการบริการสาธารณสุขตามนโยบายบูรณาการ ๓
กองทุน กรณีอุบัติเหตุฉุกเฉิน ให้ประชาชนทุกสิทธิสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ โดยมิได้
กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต้องสำรองจ่ายค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลให้แก่สถานบริการอื่นเต็ม
จำนวน อีกทั้งไม่ปรากฏว่าได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับใดๆ ให้ผู้ป่วย
เหตุสมควรอื่นนอกจากวรรคหนึ่งและการมีสิทธิได้รับค่าใช้จ่าย ให้เป็นไปตามที่สํานักงาน
ประกาศกําหนด โดยความเหน็ ชอบของคณะกรรมการหลักประกนั สขุ ภาพแห่งชาติ
๖๒
ฉุกเฉินเร่งด่วนหรือผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
ดังนัน้ ผ้ฟู อ้ งคดจี งึ ไม่อาจอ้างวา่ มีสทิ ธริ กั ษาพยาบาลตามนโยบายดังกล่าวโดยไม่ตอ้ งเสียคา่ ใช้จ่ายใดๆ
ส่วนกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นผู้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีชำระค่ารักษาพยาบาลนาง ส.
เต็มจำนวนก่อนและจะเบิกค่ารักษาพยาบาลคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีในภายหลัง นั้น เห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี
๒ เป็นโรงพยาบาลเอกชนที่ให้บริการรักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วยโดยมีวัตถุประสงค์ในการแสวงหากำไร
ทางเศรษฐกิจรวมอยู่ด้วย จึงอาจใช้สิทธิเรียกค่ารักษาพยาบาลจากผู้ป่วยเต็มจำนวนที่ได้มีการ
รักษาพยาบาลตามหลักสัญญาต่างตอบแทน การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เรียกเอาค่ารักษาพยาบาลเต็ม
จำนวนก่อนที่จะย้ายผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาลอื่น จึงเป็นการเรียกร้องค่าใช้จ่ายในการ
รักษาพยาบาลนาง ส. ไปโดยชอบ และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๒ แจ้งว่าจะเบกิ เงินค่ารักษาพยาบาลจาก
กองทุนหลักประกันสุขภาพคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีก็เป็น การปฏิบัติไปตามพระราชบัญญัติหลักประกัน
สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ และข้อบังคับคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติว่าด้วยการใช้
สิทธิรับบริการสาธารณสุข กรณีที่มีเหตุสมควร กรณีอุบัติเหตุ หรือกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๕๕
เท่านั้น มิได้เป็นการฉ้อฉลให้ผู้ฟ้องคดีต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลมากเกินกว่าจำนวนเงิน
ค่ารักษาพยาบาลจริง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดต่อผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ตาม
เม่อื ผ้ถู ูกฟ้องคดีท่ี ๑ ได้มกี ารประชาสัมพนั ธ์ว่า “เจบ็ ป่วยฉุกเฉิน ใกลท้ ีไ่ หนไปที่น่นั ท้งั โรงพยาบาลรัฐ
และเอกชน ไม่ต้องถูกถามสิทธิ ไม่ต้องสำรองจ่าย” ซึ่งแม้ข้อความดงั กล่าวจะถือไม่ได้วา่ เปน็ ขอ้ ความ
เท็จอันจะเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีหลงเชื่อว่ากรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินจะได้รับการรักษาพยาบาลฟรีไม่ว่าจะ
รักษาที่โรงพยาบาลใดดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วก็ตาม แต่ในการประชาสัมพันธ์ดังกล่าวผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑
ก็สมควรระบุรายละเอียดเกีย่ วกบั สิทธิของผเู้ ขา้ รับบรกิ ารตามที่กฎหมายกำหนดใหช้ ัดเจน ทงั้ น้ี เพือ่ เป็น
การป้องกนั มิให้ผเู้ ข้ารับบริการเข้าใจผิดอยา่ งเช่นในคดนี ี้
แนวทางปฏิบตั ิราชการจากคำวินิจฉยั :
คดีนี้ศาลปกครองปกครองสูงสุดได้วางแนวทางการใช้สิทธิของบุคคลที่อยู่ในภาคส่วน
ราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ในการรับบริการ
สาธารณสุขตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ เมอ่ื ได้ลงทะเบียนแล้วจะมี
สิทธิได้รับบริการสาธารณสุขจากหน่วยบริการประจำของตนหรือหน่วยบริการปฐมภูมิในเครือข่ายหน่วย
บริการท่ีเกี่ยวข้อง หรือจากหน่วยบริการอื่นที่หน่วยบริการประจำของตนหรือเครือข่ายหน่วยบริการท่ี
เกี่ยวข้องส่งต่อ เว้นแต่ในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินเร่งด่วน เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ หรือกรณีที่มีเหตุสมควร
๖๓
ให้มีสทิ ธเิ ข้ารับบริการจากสถานบรกิ ารอื่นท่อี ยู่ใกลห้ รือเข้ารับบริการได้อย่างรวดเรว็ โดยสถานบรกิ าร
อน่ื ดังกล่าวมีสิทธิได้รบั ค่าใช้จา่ ยจากสำนักงานหลักประกนั สุขภาพแห่งชาติไม่เกินราคากลางหรือตาม
หลกั เกณฑแ์ ละวิธีการที่กรมบัญชีกลางกำหนด โดยสถานบริการอ่นื จะส่งข้อมลู และเรียกเก็บค่าใช้จ่าย
ไปให้สำนักงาน ซึ่งค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนที่ให้บริการรักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วยโดยมี
วัตถุประสงค์ในการแสวงหากำไรทางเศรษฐกิจรวมอยู่ด้วย จึงอาจใช้สิทธิเรียกค่ารักษาพยาบาลจาก
ผู้ป่วยเต็มจำนวนที่ได้มีการรักษาพยาบาลตามหลักสัญญาต่างตอบแทน ส่วนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มี
การประชาสัมพนั ธ์นโยบายของรัฐบาลว่า “เจ็บป่วยฉกุ เฉินเรง่ ดว่ น หรือฉุกเฉินวิกฤติ ใกล้ที่ไหนให้ไป
ทน่ี น่ั ท้งั โรงพยาบาลของรัฐและเอกชน โดยไม่ตอ้ งถูกถามสิทธิ และไมต่ อ้ งสำรองจ่าย” ทำให้มีผู้ที่เชื่อ
ว่ามีสิทธิที่จะได้รับการรักษาพยาบาลตามนโยบายดังกล่าวโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ แต่กลับถูก
เรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลเป็นจำนวนมาก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ควรประชาสัมพันธ์ให้เกิดความเข้าใจใน
รายละเอยี ดเก่ียวกับสิทธิของผู้เขา้ รบั บริการตามที่กฎหมายกำหนดตามนโยบายดังกล่าว อีกท้ัง ควรมี
การแก้ไขเพิม่ เติมกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรอื ขอ้ บงั คบั ท่เี ก่ยี วข้องเพื่อใหน้ โยบายดังกล่าวสมั ฤทธผิ์ ล
๒.๗ แนวปฏิบัติราชการเกี่ยวกับการใช้หลักฐานสัญญากู้ซื้อบ้านของคู่สมรสก่อน
สมรสในการขอเบกิ ค่าเชา่ บา้ นขา้ ราชการ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท่ี อร. ๙๐/๒๕๖๔)
ความหมายของคำวา่ เคหสถานอนั เปน็ กรรมสิทธ์ขิ องคู่สมรส ตามมาตรา ๗ วรรคหนงึ่
(๒) แห่ง พระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๔๗ ถือว่ากรรมสิทธิ์ในเคหสถานของคู่
สมรสนั้นไม่ว่าจะได้มาในระหว่างสมรสหรือก่อนสมรส ก็อยู่ในความหมายเป็นเคหสถานอันเป็น
กรรมสทิ ธขิ์ องค่สู มรสตามกฎหมายดังกลา่ ว
สรุปคดี : ผู้ฟ้องคดีได้จดทะเบยี นสมรสกบั นางสาว ณ. เมอ่ื วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๐ ต่อมา
ผฟู้ ้องคดีไดใ้ ชส้ ิทธิในการเบิกเงินคา่ กู้ยืมเงนิ เพื่อซ้ือบา้ น โดยได้นำสญั ญากเู้ งินของนางสาว ณ. กับ ธนาคาร
ก. เพื่อซื้อท่ีดินพร้อมบ้าน เมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ ซึ่งเป็นสัญญากู้เงินก่อนจดทะเบียนสมรสมา
ใชส้ ิทธเิ บกิ คา่ เชา่ บ้าน ตงั้ แต่วนั ที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๔ ในอัตราเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท เป็นต้นมาจนถึงเดือน
กันยายน ๒๕๕๔ และได้ขอเบิกเพิ่มเป็นเดือนละ ๓,๕๐๐ บาท ตัง้ แต่เดือนตุลาคม ๒๕๕๔ ซง่ึ ไดร้ บั อนมุ ัตใิ ห้
เบิกเงนิ ดงั กลา่ วตลอดมา ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดไี ดม้ ีหนงั สือลงวนั ที่ ๑๖ มนี าคม ๒๕๕๙ ให้ผู้ฟ้องคดีคืนเงินค่า
เช่าบ้านที่ได้เบิกจ่ายไปตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๕๕๔ ถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๘ รวมเป็นเงิน ๑๙๓,๐๐๐
บาท เนื่องกรมบญั ชีกลางได้ตอบขอ้ หารอื ว่า กรรมสทิ ธใิ์ นที่ดินและบ้านท่ีนางสาว ณ. ได้ทำสัญญาซื้อขายไว้
๖๔
ก่อนสมรส ถือว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของนางสาว ณ. เพียงผู้เดียว ผู้ฟ้องคดีจึงไม่สามารถนำ
หลักฐานการผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านหลังดังกล่าวที่มีชื่อนางสาว ณ. มาเบิกค่าเช่าบ้านจาก
ราชการได้ การที่ผู้ฟ้องคดีได้รับอนุมัติให้นำหลักฐานการผ่อนชำระเงินกู้ฯ มาเบิกค่าเช่าบ้านจึงเป็นการ
อนุมัติให้เบกิ จ่ายค่าเช่าบ้านโดยไม่ถูกตอ้ งตามกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดจี ะตอ้ งระงับการเบิกจา่ ยและเรียกเงิน
ค่าเช่าบา้ นคืน ผู้ฟ้องคดีอทุ ธรณ์คำสัง่ ดังกล่าวตอ่ ผู้ถูกฟอ้ งคดี ซึ่งผูถ้ ูกฟอ้ งคดพี จิ ารณาแล้วยืนตามคำส่งั เดิม
ขอให้ศาลพพิ ากษาหรือมีคำสงั่ ใหผ้ ู้ถูกฟอ้ งคดยี กเลิกการเพกิ ถอนสิทธิการเบกิ ค่าเชา่ บา้ นของผูฟ้ ้องคดี และ
ให้ผู้ถูกฟ้องคดีเบิกจ่ายค่าเช่าบ้านตั้งแต่เดือนธันวาคม ๒๕๕๘ แก่ผู้ฟ้องคดีตามสิทธิ ศาลปกครองสูงสดุ
วินิจฉัยว่า แม้บ้านพร้อมที่ดินดังกล่าวจะเป็นเคหสถานอันเป็นกรรมสิทธิ์ของนางสาว ณ. ซึ่งได้มาก่อนจด
ทะเบียนสมรสกับผฟู้ อ้ งคดกี ็ตาม แต่เมอ่ื ผฟู้ อ้ งคดีจดทะเบยี นสมรสกบั นางสาว ณ. ในวนั ที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๐
แล้ว นางสาว ณ. ย่อมอยู่ในความหมายเป็นคู่สมรสของผู้ฟ้องคดีนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นมา ดังนั้น
บ้านพร้อมที่ดินซึ่งเป็นเคหสถานอันเป็นกรรมสิทธิ์ของนางสาว ณ. ยังมีหนี้ค้างชำระที่ยังต้องผ่อนชำระหน้ี
เงินกู้ท่ีกับธนาคาร ก กรณีจึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะทำให้ผู้ฟ้องคดีกลายเป็นผู้ไม่มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้าน
ข้าราชการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗ วรรคหนึ่ง (๒)๕๖ แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ
พ.ศ. ๒๕๔๗ ผู้ฟ้องคดีย่อมมีสิทธินำหลักฐานการชำระค่าผ่อนชำระเงินกู้ของนางสาว ณ. มาเบิกค่าเช่าบ้าน
ข้าราชการตามที่กำหนดไวใ้ นมาตรา ๑๗ วรรคหนงึ่ (๑)๕๗ แหง่ พระราชกฤษฎีกาดังกลา่ ว ได้ แมต้ ่อมานาง ณ.
๕๖ พระราชกฤษฎกี าคา่ เช่าบา้ นข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๔๗
มาตรา ๗ ข้าราชการผใู้ ดไดร้ บั คําสั่งใหเ้ ดินทางไปประจาํ สาํ นกั งานในต่างทอ้ งทม่ี ี สทิ ธไิ ดร้ บั คา่ เช่า
บ้านขา้ ราชการเทา่ ที่ตอ้ งจา่ ยจริงตามทีส่ มควรแกส่ ภาพแห่งบา้ น แตอ่ ยา่ งสูงไมเ่ กินจาํ นวนเงนิ ท่กี าํ หนดไวต้ ามบญั ชีอัตราค่า
เชา่ บา้ นข้าราชการทา้ ยพระราชกฤษฎกี าน้ี ทัง้ นเี้ วน้ แตผ่ นู้ น้ั
ฯลฯ
(๒) มีเคหสถานอนั เปน็ กรรมสิทธ์ิของตนเองหรือคูส่ มรสในท้องทที่ ี่ไปประจําสาํ นักงานใหม่ โดยไมม่ ีหน้คี า้ ง
ชําระกับสถาบนั การเงนิ
๕๗ พระราชกฤษฎีกาคา่ เชา่ บ้านข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๔๗
มาตรา ๑๗ วรรคหนึ่ง ในกรณที ีข่ ้าราชการซึ่งมีสทิ ธิไดร้ ับค่าเช่าบา้ นข้าราชการตามพระราชกฤษฎีกานี้
ไดเ้ ชา่ ซ้อื หรือผอ่ นชําระเงินกู้เพื่อชําระราคาบ้านที่ค้างชาํ ระอยใู่ นท้องที่ท่ีไปประจาํ สาํ นกั งานใหม่ เพ่ือใช้เป็นที่อยู่อาศัยและได้
อาศัยอยู่จริงในบ้านนั้น ให้ข้าราชการผู้นั้นมีสิทธินําหลักฐานการชําระค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชําระเงินกู้ดังกล่าวมาเบิกค่าเช่า
บ้านข้าราชการได้ไม่เกินจํานวนเงินที่กําหนดไว้ตามบัญชีอัตราค่าเช่าบ้านข้าราชการท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ตาม
เงื่อนไขดังตอ่ ไปนี้
๖๕
จะมีการเปลี่ยนแปลงสญั ญากู้เงนิ เพ่อื ชำระราคาบ้านก็ตาม ผ้ฟู อ้ งคดกี ย็ งั คงมีสทิ ธเิ บิกค่าเชา่ บา้ นในลักษณะ
ดังกล่าวได้ ตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๒๓ วรรคหนึ่ง๕๘ ของระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยหลักเกณฑ์และ
วิธีการเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๔๙ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งให้ระงับ
การเบิกจ่ายค่าเช่าบ้านข้าราชการ ตั้งแต่เดือนธันวาคม ๒๕๕๘ ของผู้ฟ้องคดีไว้ก่อน จึงเป็นการไม่ชอบ
ท่ีศาลปกครองชนั้ ตน้ พิพากษายกฟ้องนน้ั พิพากษากลับเป็นให้เพกิ ถอนคำสงั่ ของผู้ถกู ฟอ้ งคดีที่ให้ระงับการ
เบกิ จา่ ยค่าเช่าบ้านข้าราชการ เดอื นธันวาคม ๒๕๕๘ ของผฟู้ อ้ งคดีไวก้ ่อน
แนวทางปฏิบตั ริ าชการจากคำวนิ จิ ฉยั :
คดนี ้ีศาลปกครองปกครองสงู สุดได้วางแนวทางปฏิบัตเิ กยี่ วกับหลักฐานการยื่นขอเบิกค่าเช่า
บ้านซึ่งเป็นเคหสถานอนั เปน็ กรรมสิทธ์ิของคู่สมรสว่า ไม่ว่าจะได้มาในระหว่างสมรสหรือก่อนสมรส ก็อยู่ใน
ความหมายเป็นเคหสถานอันเป็นกรรมสิทธิ์ของคู่สมรสตามมาตรา ๗ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชกฤษฎีกา
ค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๔๗ ด้วยกันทั้งสิ้น ย่อมมีสิทธินำหลักฐานการชำระค่าผ่อนชำระเงินกู้ของ
นางสาว ณ. มาเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๗ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชกฤษฎีกา
ดังกลา่ ว ได้
๒.๘ แนวปฏิบัติราชการเกี่ยวกับการขอเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการส่วนท้องถิ่น
ของคู่สมรสที่ไม่มีการจดทะเบียนสมรสการแต่งตั้งผู้อยู่เวรรักษาสถานที่ราชการ และการปรับ
ขยายระดับตำแหนง่ เจา้ พนักงานปอ้ งกนั และบรรเทาสาธารณภยั ๖ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสดุ
ท่ี อ. ๕๐๙/๒๕๖๔)
ระเบยี บกระทรวงมหาดไทย ว่าดว้ ยค่าเชา่ บา้ นของข้าราชการสว่ นท้องถนิ่ พ.ศ. ๒๕๔๘
มีเจตนารมณ์เพื่อช่วยเหลือข้าราชการให้มีที่อยู่ในการปฏิบัติหน้าที่ เป็นการบรรเทาความ
เดือดร้อนดา้ นที่อยู่อาศัยของข้าราชการ โดยประสงค์จะให้คสู่ มรสท่ีรับราชการในท้องที่เดียวกันมี
สิทธิเบิกแตเ่ พียงคนเดียว คู่สมรสตามระเบยี บดังกล่าวจึงรวมไปถึงคูส่ มรสที่อยู่กนิ กนั ฉนั สามีภริยา
(๑) ตนเอง หรือคู่สมรส ได้ทําการผ่อนชําระค่าเช่าซื้อหรือผ่อนชําระเงินกู้เพือ่ ชาํ ระราคาบ้านใน
ทอ้ งทีน่ นั้ จะเบิกจ่ายได้เฉพาะบา้ นหลังแรกเท่าน้ัน เวน้ แต่บ้านหลังที่เคยใช้สิทธถิ ูกทําลายหรือเสียหายเนื่องจากภัย
พบิ ัติจนไมส่ ามารถพักอาศยั อยู่ได้
๕๘ ระเบยี บกระทรวงการคลัง วา่ ด้วยหลกั เกณฑแ์ ละวิธกี ารเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงนิ คา่ เชา่ บ้านข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๔๙
ข้อ ๒๓ วรรคหนึ่ง กรณที ่มี กี ารขยายวงเงินกู้ หรือขยายระยะเวลาผ่อนชำระเงนิ กเู้ พื่อชําระราคาบา้ นให้
นําหลักฐานการผ่อนชาํ ระมาเบิกค่าเชา่ บ้านได้ ตามจาํ นวนเงินกู้ และระยะเวลาการผ่อนชาํ ระท่ีเหลืออยู่ ของสัญญา
เงินกฉู้ บบั แรกท่ีได้ยน่ื ไวแ้ ละได้รบั อนมุ ตั ิให้เบิกค่าเชา่ บา้ นตามสิทธิแล้วเทา่ น้ัน
๖๖
โดยมไิ ดจ้ ดทะเบียนสมรสด้วย สิทธิในเบิกจ่ายคา่ เช่าซอื้ หรือคา่ ผ่อนชำระเงินกู้จงึ มไี ดแ้ ต่เพียงรายเดียว
ส่วนการกำหนดให้มีการอยู่เวรรักษาสถานที่ราชการ นายกเทศบาลตำบลมีอำนาจตามมติ
คณะรัฐมนตรีที่ให้นำระเบียบสำนักนายรัฐมนตรี ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ.
๒๕๕๒ มาใช้โดยอนุโลม และการปรับขยายระดับตำแหน่งเจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสา
ธารณภัย ๖ จะต้องมีลักษณะหน้าที่ ความรับผิดชอบ และปริมาณงานและคุณภาพของงาน
เปล่ยี นไปจากเดมิ ในสาระสำคญั ถึงขนาดทจ่ี ะตอ้ งปรับระดับตำแหน่ง
สรุปคดี : ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าพนักงานป้องกนั และบรรเทาสาธารณภยั ๕ และนางสาว
อ. เป็นนักวิชาการเงินและบัญชี ๕ เทศบาลตำบล โดยผู้ฟ้องคดีและนางสาว อ. ขออนุมัติใช้สิทธิเบิก
ค่าเช่าซื้อบ้านพักอาศัย ซึ่งเป็นบ้านหลังเดียวกัน และใช้เอกสารสัญญาชุดเดียวกัน ในการยื่นคำขอ
เบิกค่าเช่าซื้อบ้าน และทั้งสองคนได้แนบสัญญากู้เงินระหว่างนางสาว อ. และผู้ฟ้องคดีเป็นผู้กู้ร่วม
และธนาคาร ก ผู้ให้กู้ โดยในสัญญาเช่าชื้อที่ยื่นขอใชส้ ิทธิครัง้ แรกระบุในช่องสถานภาพว่าสมรส และ
มีหนังสือให้ความยินยอมประกอบท้ายสัญญาว่าบุคคลทั้งสองในฐานะสามีภรรยายินยอมให้มีการทำ
นิติกรรม ผู้ถูกฟ้องคดี (นายกเทศมนตรีตำบล) ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีและ
นางสาว อ. มีพฤติการณ์ที่แสดงให้สาธารณชนทั่วไปเชื่อโดยสุจริตว่าเป็นสามีภรรยากันโดยเปิดเผย
แม้ไม่ปรากฏว่ามีการจดทะเบียนสมรส โดยมีบุตรด้วยกัน ๒ คน สูติบัตรระบุบุคคลทั้งสองเป็น
บิดาและมารดา และรับราชการ เบิกจ่ายเงินเดือน เงินค่าเช่าบ้าน และเงินสวัสดิการอื่นๆ ของบุตร
จากเทศบาลเดียวกัน ผู้ถูกฟ้องคดีจึงเห็นว่ากรณีของผู้ฟ้องคดีนั้นสามารถใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านได้
เพยี งคนใดคนหน่ึง แต่ผ้ฟู อ้ งคดีเหน็ วา่ เป็นการประวงิ เวลาการเบิกจ่ายจงึ นำคดีมาฟ้องต่อศาล ต่อมา
ในระหว่างการพิจารณาคดขี องศาล ผู้ถูกฟอ้ งคดไี ดด้ ำเนนิ การเบกิ จ่ายคา่ เช่าซ้ือบา้ นให้แก่นาง อ. แล้ว
เป็นเงิน ๗๕,๖๐๐ บาท ในส่วนของผู้ฟ้องคดียังมีการชะลอการเบิกจ่ายไว้ และผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการที่ผู้ถูก
ฟ้องคดีมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่เวรสำนักงานจากเดิมเป็นผู้มีหน้าที่ตรวจเวร โดยให้เป็น
เจ้าหน้าที่อยู่เวรสำนักงาน นั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้ง ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ดำเนินการประเมินผลงาน
และแตง่ ตัง้ ให้ดำรงตำแหนง่ ทีส่ ูงขึน้ และไมด่ ำเนนิ การขอความเห็นชอบในการปรบั ขยายระดับตำแหน่งของผู้
ฟ้องคดี ศาลปกครองสูงสุดวินจิ ฉัยวา่ แม้วา่ ผู้ฟ้องคดีกับนางสาว อ. ยังไมไ่ ดจ้ ดทะเบียนสมรสกันจึงถือ
ไม่ได้ว่าบุคคลทั้งสองเป็นคู่สมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่
ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยค่าเช่าบ้านของข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๘ มีเจตนารมณ์เพ่ือ
ช่วยเหลือข้าราชการให้มีที่อยู่ในการปฏิบัติหน้าที่ เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยของ
๖๗
ข้าราชการ โดยประสงค์จะให้คู่สมรสที่รับราชการในท้องที่เดียวกันมีสิทธิเบิกแต่เพียงคนเดียว ดังนั้น
ข้าราชการก็ต้องใช้สิทธิเบิกจ่ายตามสิทธิที่กฎหมายหรือระเบียบที่มีอยู่ให้เป็นไปตามหลักสุจริตอย่าง
เคร่งครัด และเมื่อผู้ฟ้องคดีและนางสาว อ. มีพฤติการณ์ที่แสดงให้สาธารณชนทั่วไปเชื่อโดยสุจริตว่าเป็น
สามีภรรยากันโดยเปิดเผย แม้ไม่ปรากฏว่ามีการจดทะเบียนสมรสโดยมีบุตรด้วยกัน ๒ คน สูติบัตรระบุ
บุคคลทั้งสองเป็นบดิ าและมารดา และรับราชการ เบิกจ่ายเงินเดอื น เงินค่าเช่าบ้าน และเงินสวัสดิการอื่นๆ
ของบุตรจากเทศบาลเดียวกัน จงึ มีพฤติการณ์อยู่กินกันฉนั สามภี รรยาโดยชดั แจ้ง ประกอบกับในสัญญาเช่า
ชื้อที่ยื่นขอใช้สิทธิครั้งแรกระบุในช่องสถานภาพว่าสมรส และมีหนังสือให้ความยินยอมประกอบท้ายสัญญาว่า
บุคคลทั้งสองในฐานะสามีภริยายินยอมให้มีการทำนิติกรรมเป็นการแสดงเจตนาให้บุคคลภายนอกเห็นว่า
บุคคลทัง้ สองเปน็ สามีภรรยากัน ดงั นนั้ กรณีจึงเห็นได้ว่าการเปน็ คู่สมรสตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่า
ด้วยค่าเช่าบ้านของข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๘ จึงรวมไปถึงคู่สมรสที่อยู่กินกันฉันสามีภริยาโดย
มิได้จดทะเบียนสมรสด้วย บุคคลทั้งสองย่อมมีสิทธเิ บิกจ่ายคา่ เช่าซือ้ หรือค่าผ่อนชำระเงินกู้ได้แต่เพียงราย
เดียว ดังนั้น เมื่อนางสาว อ. ได้ยื่นขอเบิกค่าเช่าบ้านและผู้ถูกฟ้องคดีได้ดำเนินการเบิกจ่ายค่าเช่าบ้านให้
นางสาว อ. แล้ว ผ้ฟู อ้ งคดจี ึงไม่อาจใช้สทิ ธเิ บิกค่าเช่าบ้านตามข้อ ๘ ของระเบยี บกระทรวงมหาดไทย วา่ ด้วย
ค่าเช่าบ้านของข้าราชส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๘ ส่วนคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่เวรสำนักงานจากเดมิ
เป็นผู้มีหน้าที่ตรวจเวร เปลี่ยนเป็นเจ้าหน้าที่อยู่เวรสำนักงาน นั้น เห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจในการ
กำหนดให้มีการอยู่เวรรักษาสถานที่ราชการตามความเหมาะสมในการรักษาความปลอดภัยสถานที่ราชการ
ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถนำหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยตามระเบียบสำนัก
นายกรฐั มนตรี ว่าดว้ ยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ และหลักเกณฑ์การอย่เู วรรักษาการณ์
ตามมติคณะรัฐมนตรี การท่ีผูถ้ ูกฟ้องคดีแตง่ ตั้งให้ผู้ฟ้องคดีทำหน้าที่ผู้อยูเ่ วรรักษาสถานที่ราชการ เป็นการ
ใช้ดุลพินิจในฐานะผู้บังคับบัญชาที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว สำหรับการที่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ดำเนินการ
ประเมินผลงานและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นและไม่ดำเนินการขอความเห็นชอบในการปรับขยาย
ระดับตำแหน่งของผู้ฟ้องคดี นั้น เห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีจะได้รับเลื่อนและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้า
พนกั งานปอ้ งกันและบรรเทาสาธารณภัย ๖ ว นั้น ผฟู้ อ้ งคดตี ้องมีผลงานและคุณสมบตั ิครบถว้ นท่ีจะแต่งต้ัง
ให้ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น แต่ปรากฏว่าลักษณะหน้าที่และความรับผิดชอบของงานป้องกันและบรรเทาสา
ธารณภัยรวมทั้งปริมาณงานและคุณภาพของงานดังกล่าวยังไม่เปลี่ยนไปจากเดิมในสาระสำคัญถึงขนาดที่
จะต้องปรับระดับตำแหน่งจากตำแหน่งเจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ๕ ไปเป็นตำแหน่งเจา้
พนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ๖ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีเห็นว่าแม้ผู้ฟ้องคดีจะมีผลงานดีเยี่ยม แต่
๖๘
ปริมาณงานไมไ่ ด้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จึงไม่เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัด ท้ัง
ยังไม่ดำเนินการประเมินผลงานและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นและไม่ดำเนินการขอความเห็นชอบใน
การปรับขยายระดับตำแหน่งของผู้ฟ้องคดีจึงไม่เป็นการละเลยต่อหน้าที่ ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้
เพกิ ถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีท่ีมีคำสัง่ ชะลอการเบิกคา่ เช่าซื้อบ้านกรณขี องผู้ฟ้องคดี และให้เพกิ ถอนคำสั่ง
ของผู้ถูกฟ้องคดีที่มีคำสั่งให้ชะลอการประเมินผลงานและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นและการขอความ
เห็นชอบในการปรับขยายระดบั ตำแหน่งของผฟู้ ้องคดีไว้กอ่ น คำขออืน่ ให้ยก พพิ ากษากลบั เป็นให้ยกฟอ้ ง
แนวทางปฏิบตั ริ าชการจากคำวินิจฉัย :
คดีน้ีศาลปกครองปกครองสงู สดุ ได้วางแนวทางปฏบิ ตั ใิ นการใชส้ ิทธเิ บิกค่าเช่าบ้านกรณี
ทผี่ ู้ใชส้ ทิ ธิเป็นคสู่ ามภี รรยาทไ่ี มไ่ ด้จดทะเบียนสมรส โดยเห็นวา่ ระเบยี บกระทรวงมหาดไทย วา่ ดว้ ยคา่ เช่าบ้าน
ของข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๘ มเี จตนารมณเ์ พอ่ื ชว่ ยเหลอื ขา้ ราชการให้มที ่ีอยใู่ นการปฏิบตั ิหน้าที่
เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยของข้าราชการ โดยประสงค์จะให้คู่สมรสที่รับราชการใน
ท้องที่เดียวกันมีสิทธิเบิกแต่เพียงคนเดียว คู่สมรสตามระเบียบดังกล่าวจึงรวมไปถึงคู่สมรสที่อยู่กินกันฉัน
สามีภริยาโดยมิไดจ้ ดทะเบียนสมรสด้วย สิทธิในเบิกจ่ายคา่ เช่าซื้อหรือค่าผอ่ นชำระเงินกู้จงึ มีได้แต่เพยี งรายเดียว
และผู้มีอำนาจอนุมัติการเบิกค่าเชา่ บา้ นจะต้องตรวจสอบการใช้สทิ ธิเบิกค่าเช่าบา้ นโดยพิจารณาจากสภาพ
ความเปน็ จริงของผู้ขอใชส้ ิทธดิ ว้ ยว่าอยกู่ ินกันฉนั สามภี รยิ า หรอื ไม่ และนายกเทศบาลตำบลมีอำนาจหน้าท่ี
ตามมาตรา ๔๘ เตรส แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ และมีอำนาจตามมติคณะรัฐมนตรีทีใ่ ห้นำ
ระเบียบสำนักนายรฐั มนตรี วา่ ด้วยการรักษาความปลอดภัยแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ มาใช้โดยอนโุ ลม
ในการกำหนดให้มกี ารอยเู่ วรรักษาสถานทรี่ าชการตามความเหมาะสมในการรักษาความ
ปลอดภัยสถานที่ราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการปรับขยายระดับตำแหน่ง จะต้องมี
ลักษณะหนา้ ทีแ่ ละความรบั ผิดชอบของงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภยั รวมทงั้ ปริมาณงานและคุณภาพ
ของงานเปลย่ี นไปจากเดมิ ในสาระสำคัญถงึ ขนาดทีจ่ ะตอ้ งปรบั ระดบั ตำแหนง่
๓. แนวทางการปฏิบัติราชการที่ได้จากคดีประเภทวินัยการคลังและ
การงบประมาณ
๖๙
๓.๑ แนวปฏิบัติราชการเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ควบคุมงานหรอื
ตรวจการจ้างโครงการปรับปรุงถนน และขุดลอกคลองระบายน้ำ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท่ี
ฟง. ๔/๒๕๖๔)
แม้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินจะอ้างคำวินิจฉัยชี้ขาดความผิดวินัยทาง
งบประมาณและการคลังซึง่ ใช้อำนาจวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
๒๕๔๐ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบ
ระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ว่าด้วยวินัยทางงบประมาณและการคลัง พ.ศ. ๒๕๔๔
แต่บทเฉพาะกาล มาตรา ๑๑๕ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงิน
แผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๖๑ บัญญัติรับรองให้การดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับวินัยทางงบประมาณและ
การคลังที่ได้กระทำตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้ว ยการตรวจเงินแผ่นดิน
พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นการชอบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน
พ.ศ. ๒๕๖๑ แม้ผู้ฟ้องคดีจะฟ้องคดีนี้ภายหลังที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
๒๕๖๐ ใช้บังคับแล้ว คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดตามมาตรา ๑๑
(๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ประกอบ
มาตรา ๒๔๐ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐
การกระทำของผู้ฟ้องคดีในฐานะคณะกรรมการตรวจการจ้างที่ไม่ได้ออกไป
ตรวจสอบสถานที่ปฏิบัติงานของผู้รับจ้างในโครงการปรับปรุงถนน และขุดลอกคลองระบายน้ำ
แต่พิจารณาเพียงรายงานผลการควบคุมงาน ใบรับรองตรวจการจ้าง เป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตาม
ข้อ ๖๕ ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วน
ท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นเหตใุ ห้เกิดความเสียหายแกร่ ฐั ที่ต้องจา่ ยค่าจ้างแก่ผู้รับจ้าง แม้ภายหลงั
ผู้รับจ้างจะส่งมอบงานแล้วเสร็จก็เป็นเพียงการบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วเท่านั้นไม่อาจอ้าง
เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีไม่ต้องรับผิด และผู้ฟ้องคดีมิใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายที่จะฟ้อง
ขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยชี้ขาดความผิดวินัยทางงบประมาณและการคลังของ
คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดนิ
สรุปคดี : ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ขณะผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหนง่ นักบริหารการคลัง ระดับ ๖
สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบล ส. องค์การบริหารส่วนตำบล ส. ได้ดำเนินโครงการขุดลอกคลอง
ระบายนำ้ วงเงนิ คา่ จ้าง ๑๐๐,๐๐๐ บาท กำหนดแลว้ เสรจ็ ในวันท่ี ๑๘ มกราคม ๒๕๕๕ และโครงการ
ปรับปรุงถนนหินคลุก วงเงินค่าจ้าง ๑๐๐,๐๐๐ บาท กำหนดแล้วเสร็จในวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๕
เช่นกัน นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ส. มีคำสั่งแต่งตั้งให้ผู้ฟ้องคดีเป็นคณะกรรมการตรวจรบั การ
จ้างทั้งสองโครงการ ผู้รับจ้างได้ส่งมอบงานทั้งสองโครงการเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๔
๗๐
ผู้ฟ้องคดีและคณะกรรมการจ้างรายอื่นไม่เคยออกไปตรวจงานจ้าง ณ สถานที่ดำเนินโครงการ
ทั้งสองแห่ง แต่ได้ลงลายมือชื่อในใบรับรองผลการตรวจงานจ้าง ลงวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๔ ว่า
ผู้รับจ้างส่งมอบงานทั้งสองโครงการถูกต้องครบถ้วนตามแบบรูปและรายการละเอียด และองค์การ
บริหารส่วนตำบล ส. ได้เบิกจ่ายเงินค่าจ้าง จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่ผู้รับจ้างในวันเดียวกัน
ต่อมา สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาค ได้เข้าตรวจสอบเรื่องร้องเรียนการเบิกจ่ายเงินของ
องค์การบริหารสว่ นตำบล ส. โครงการขุดลอกคลองระบายน้ำ ปรากฏว่า ผู้รับจ้างกำลังขดุ ลอกคลอง
ได้ความยาวประมาณ ๒๐๐ เมตร ยังไม่แล้วเสร็จตามสัญญา ส่วนโครงการปรับปรุงถนนหินคลุก
ผู้รับจ้างยังมิได้ดำเนินการลงหินคลุกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคโดยอนุมัติของผู้ว่าการ
ตรวจเงินแผ่นดิน จึงเสนอต่อคณะกรรมการวินัยทางงบประมาณและการคลัง เพื่อพิจารณา และ
ประธานคณะกรรมการวินัยทางงบประมาณและการคลังได้ มีหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาและแจ้งให้
ผฟู้ อ้ งคดีจัดทำบันทึกชี้แจงพร้อมแสดงพยานหลักฐานของตนแลว้ คณะกรรมการวนิ ยั ทางงบประมาณ
และการคลังได้เสนอความเห็นต่อคณะกรรรมการตรวจเงินแผ่นดิน โดยคณะกรรรมการตรวจเงิน
แผ่นดินเห็นว่าการกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็นการรับรองข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จและเอื้อประโยชน์ให้แก่
ผู้รับจ้าง จึงเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามข้อ ๖๕ ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย
ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๓๕๕๙ โดยมิชอบ เป็นเหตุให้เกิด
๕๙ ระเบยี บกระทรวงมหาดไทย ว่าดว้ ยการพัสดขุ องหนว่ ยการบรหิ ารราชการสว่ นทอ้ งถ่นิ พ.ศ. ๒๕๓๕
ขอ้ ๖๕ คณะกรรมการตรวจการจ้างมี หนา้ ทีด่ งั น้ี
(๑) ตรวจสอบรายงานการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างและเหตุการณ์แวดล้อมที่ผู้ควบคุมงาน
รายงาน โดยตรวจสอบกับแบบรูป รายการละเอียด และข้อกำหนดในสัญญาทุกสัปดาห์ รวมทั้งรับทราบหรือ
พิจารณาการสัง่ หยุดงาน หรือพักงานของผคู้ วบคมุ งานแล้วรายงานหัวหน้าฝา่ ยบรหิ ารของหน่วยการบริหารราชการ
ส่วนท้องถ่นิ เพ่อื พิจารณาสงั่ การต่อไป
(๒) การดำเนินการตาม (๑) ในกรณมี ขี ้อสงสยั หรอื มีกรณีที่เหน็ ว่าตามหลกั วชิ าการช่างไม่น่าจะ
เป็นไปได้ ให้ออกตรวจงานจ้าง ณ สถานที่ที่กำหนดไว้ในสัญญาหรือที่ตกลงให้ทำงานจ้างนั้น ๆ โดยให้มีอำนาจสั่ง
เปล่ยี นแปลงแก้ไขเพ่ิมเตมิ หรือตดั ทอนงานจ้างได้ตามท่ีเห็นสมควรและตามหลักวิชาการช่างเพ่ือให้เป็นไปตามแบบ
รูป รายการละเอยี ดและข้อกำหนดในสัญญา
(๓) โดยปกตใิ ห้ตรวจผลงานทผ่ี ้รู ับจ้างส่งมอบภายใน ๓ วนั ทำการ นบั แตว่ นั ที่ประธานกรรมการ
ได้รบั ทราบการส่งมอบงาน และให้ทำการตรวจรับให้เสรจ็ สิ้นไปโดยเรว็ ท่สี ดุ
(๔) เมอ่ื ตรวจเห็นวา่ เป็นการถกู ต้องครบถว้ นเปน็ ไปตามแบบรูป รายการละเอยี ด และข้อกำหนด
ในสัญญาแล้วให้ถือว่าผู้รับจ้างส่งมอบงานครบถ้วนตั้งแต่วันที่ผู้รับจ้างส่งงานจ้างนั้น และให้ทำใบรับรองผลการ
ปฏิบัติงานทั้งหมดหรือเฉพาะงวด แล้วแต่กรณีโดยลงชื่อไว้เป็นหลักฐาน อย่างน้อย ๒ ฉบับ มอบให้แก่ผู้รับจ้าง ๑
๗๑
ความเสียหายแก่รัฐเป็นความผิดตามข้อ ๔๔ วรรคสอง ของระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
วา่ ดว้ ยวินัยทางงบประมาณและการคลัง พ.ศ. ๒๕๔๔๖๐ ต้องรบั โทษปรับทางปกครอง ผู้ฟ้องคดีจึงนำ
คดมี าฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินจิ ฉยั ชี้ขาดความผิดวนิ ัยทางงบประมาณและการคลัง และเพิกถอนหรือ
ยกเลิกหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยดังกล่าว ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ประเด็นที่หนึ่ง คดีนี้อยู่ใน
อำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดหรือไม่ เห็นว่า แม้คำชี้แจงของคณะกรรมการตรวจ
เงินแผน่ ดินจะอา้ งคำวนิ จิ ฉัยทางงบประมาณและการคลัง ลงวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ซงึ่ เปน็ กรณีที่
คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินใชอ้ ำนาจวินิจฉัยตามรฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
๒๕๔๐ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบ
ระเบยี บคณะกรรมการตรวจเงนิ แผ่นดิน ว่าดว้ ยวินยั ทางงบประมาณและการคลงั พ.ศ. ๒๕๔๔ ซ่งึ มิใช่
กรณีเป็นการลงโทษทางปกครองกรณีมีการกระทำความผิดกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของ
รัฐตามมาตรา ๒๔๐ วรรคหนึ่ง (๕) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐๖๑
และมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง (๕) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน
พ.ศ. ๒๕๖๑๖๒ เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยการเงินการคลัง ปัจจุบันได้ตราเป็นพระราชบัญญัติ
ฉบับ และเจา้ หน้าที่พัสดุ ๑ ฉบับ เพื่อทำการเบิกจ่ายเงิน ตามระเบียบว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินของหน่วยการบริหาร
ราชการสว่ นท้องถนิ่ และรายงานให้หัวหนา้ ฝ่ายบริหารของหนว่ ยการบริหารราชการสว่ นทอ้ งถน่ิ ทราบ
ในกรณีที่เหน็ ว่าผลงานท่ีส่งมอบทั้งหมดหรืองวดใดก็ตามไม่เป็นไปตามแบบรูปรายการละเอียด
และข้อกำหนดในสัญญา ให้รายงานหัวหน้าฝ่ายบริหารของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นผ่านหัวหน้า
เจา้ หนา้ ท่พี ัสดุ เพื่อทราบหรือส่งั การแล้วแต่กรณี
(๕) ในกรณีที่กรรมการตรวจการจ้างบางคนไม่ยอมรับงานโดยทำความเห็นแย้งไว้ให้เสนอ
หัวหน้าฝ่ายบริหารของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเพื่อพิจารณาสั่งการ ถ้าหัวหน้าฝ่ายบริหารของหน่วย
การบรหิ ารราชการส่วนทอ้ งถน่ิ ส่งั การใหต้ รวจรบั งานจา้ งนน้ั ไว้ จงึ จะดำเนนิ การตาม (๔)
๖๐ ระเบียบคณะกรรมการตรวจเงนิ แผ่นดนิ ว่าดว้ ยวนิ ัยทางงบประมาณและการคลัง พ.ศ. ๒๕๔๔
ข้อ ๔๔ วรรคสอง ถ้ากรณเี จ้าหน้าท่ีซึ่งมหี น้าทีค่ วบคุมงานหรือตรวจการจ้าง ปฏิบัติหรือละเวน้
การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายหรือระเบียบที่ใช้บังคับกับหน่วยรับตรวจโดยมิชอบ เป็นเหตุให้เกิด
ความเสียหายแกร่ ฐั ต้องรบั โทษปรบั ทางปกครองช้นั ท่ี ๔
๖๑ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐
มาตรา ๒๔๐ คณะกรรมการตรวจเงนิ แผน่ ดนิ มหี น้าทีแ่ ละอำนาจ ดังต่อไปนี้
(๕) สัง่ ลงโทษทางปกครองกรณีมีการกระทำผิดกฎหมายว่าดว้ ยวนิ ยั การเงนิ การคลังของรฐั
วรรคสอง บัญญัติว่า การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงนิ แผ่นดนิ
๖๒ พระราชบญั ญัติประกอบรัฐธรรมนญู วา่ ด้วยการตรวจเงินแผน่ ดิน พ.ศ.๒๕๖๑
มาตรา ๒๗ ใหค้ ณะกรรมการมีหน้าท่ีและอำนาจ ดังต่อไปน้ี …
๗๒
วนิ ยั การเงนิ การคลังของรฐั พ.ศ. ๒๕๖๑ ซ่ึงมีผลใชบ้ งั คบั ตัง้ แต่วนั ท่ี ๒๐ เมษายน ๒๕๖๑ เป็นต้นไปก็
ตาม แต่บทเฉพาะกาลตามมาตรา ๑๑๕ แห่งพระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญวา่ ดว้ ยการตรวจเงิน
แผน่ ดิน พ.ศ. ๒๕๖๑๖๓ ไดบ้ ัญญตั ิรบั รองใหก้ ารดำเนินการทีเ่ กี่ยวข้องกบั วินัยทางงบประมาณและการ
คลังที่ได้กระทำตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒
ไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นการชอบด้วยพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญนี้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่
๑๒ ธนั วาคม ๒๕๖๐ ภายหลงั จากทมี่ ีการตรารัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐
ขึ้นใช้บงั คับแล้ว คดีนีจ้ งึ เปน็ คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดขี องศาลปกครองสูงสุดตามมาตรา ๑๑ (๓)
แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒๖๔ ประเด็นที่สอง
คำวินิจฉัยชี้ขาดความผิดวินัยทางงบประมาณและการคลังของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ที่ให้
ผู้ฟ้องคดีรับโทษปรับ ชั้นที่ ๔ โดยกำหนดโทษปรับทางปกครองเท่ากับเงินเดือน ๑๐ เดือน ชอบด้วยกฎหมาย
หรือไม่ เห็นว่า การกระทำของผู้ฟ้องคดีในฐานะกรรมการตรวจรับการจ้างที่พิจารณาเพียงรายงาน
ผลการควบคุมงาน ใบรับรองการตรวจการจ้าง ที่ระบุว่าผู้รับจ้างส่งมอบงานถูกต้องครบถ้วนแล้ว
โดยผู้ฟ้องคดีไมไ่ ด้ออกไปตรวจสอบยงั สถานท่ีปฏบิ ัติงานของผูร้ ับจ้างท้ังโครงการปรบั ปรงุ ถนนหินคลุก
และโครงการขุดลอกคลองระบายน้ำ ซึ่งหากได้ตรวจสอบย่อมจะทราบได้ว่า โครงการปรับปรุงถนน
หินคลุก ยังไม่ได้ดำเนินการก่อสร้าง ส่วนโครงการขุดลอกทางระบายน้ำยังดำเนินการก่อสร้างไม่แลว้
เสร็จ จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีจงใจไม่ปฏิบัติตามข้อ ๖๕ ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วย
การพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งเป็นระเบียบที่ใช้กับหน่วยงานรับ
ตรวจโดยมิชอบเปน็ เหตุโดยตรงใหเ้ กิดความเสยี หายแก่รฐั ที่จะต้องนำเงินงบประมาณไปเบิกจ่ายให้แก่
ผรู้ บั จา้ งที่ยงั ไม่มีสทิ ธไิ ดร้ ับเงนิ คา่ จ้างตามกระบวนการตรวจรับงานและกระบวนการเบิกจา่ ยเงินตามท่ี
กฎหมายกำหนดไว้ เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ราชการหรือการจัดทำบริการสาธารณะให้แก่
(๕) ส่ังลงโทษทางปกครองกรณีมกี ารกระทำผดิ กฎหมายว่าดว้ ยวินยั การเงนิ การคลังของรัฐ
๖๓ พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ยการตรวจเงนิ แผ่นดิน พ.ศ.๒๕๖๑
มาตรา ๑๑๕ การดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับวินัยทางงบประมาณและการคลังที่ได้กระทำตาม
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.๒๕๔๒ ไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับให้ถือว่าเป็นการชอบด้วยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
สว่ นการดำเนนิ การต่อไป ใหผ้ ้วู า่ การตรวจเงินแผน่ ดนิ หรือคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน แล้วแต่กรณี ดำเนินการ
ตามหมวด ๗ วินัยการเงินการคลัง โดยให้ถือว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวินัยการเงินการคลังตาม
พระราชบัญญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญน้ี
๖๔ พระราชบญั ญตั ิจดั ต้งั ศาลปกครองและวธิ ีพจิ ารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
มาตรา ๑๑ ศาลปกครองสูงสดุ มีอำนาจพิจารณาพพิ ากษาคดีดังตอ่ ไปน้ี …
(๓) คดที ่มี ีกฎหมายกำหนดใหอ้ ยใู่ นอำนาจศาลปกครองสูงสุด
๗๓
ประชาชนแล้ว การที่ผู้รับจ้างได้ส่งมอบงานแล้วเสร็จในภายหลัง จึงถือเป็นเพียงการบรรเทาความ
เสียหายที่เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น ไม่อาจยกขึ้นอ้างเพื่อเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีไม่ต้องรับผิด และในการ
สอบสวนข้อเท็จจริง คณะกรรมการได้เปิดโอกาสใหผ้ ู้ฟ้องคดไี ด้ชี้แจงและแสดงพยานหลักฐานเพ่ือแก้
ข้อกล่าวหา ทั้งการให้ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร และการไต่สวนด้วยวาจาต่อหน้ากรรมการไต่สวน
การพิจารณาเพื่อมีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน จึงไม่มีเหตุบกพร่องเกี่ยวกับ
กระบวนการพจิ ารณาท่ีจะเปน็ เหตุทำใหค้ ำวินิจฉัยช้ขี าดเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สำหรบั
การใช้ดลุ พินจิ กำหนดโทษปรบั ทางปกครองน้นั เปน็ โทษปรับทางปกครอง ช้นั ที่ ๔ ตามข้อ ๙ (๔) ของ
ระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ว่าด้วยวินัยทางงบประมาณและการคลัง พ.ศ. ๒๕๔๔ ๖๕
ทีก่ ำหนดโทษปรับเทา่ กับเงินเดือนต้ังแต่ ๙ เดือน ถงึ ๑๒ เดือน ประกอบกับเมื่อผู้ฟ้องคดีไม่ได้โต้แย้ง
ดุลพินิจของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน การที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินใช้ดุลพินิจกำหนด
โทษปรับทางปกครองแก่ผู้ฟ้องคดีเท่ากับเงินเดือน ๑๐ เดือน จึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบแล้ว
ดังนั้น คำวินิจฉัยชี้ขาดความผิดวินัยทางงบประมาณและการคลังของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
ท่ีให้ผฟู้ อ้ งคดรี ับโทษปรับชนั้ ที่ ๔ โดยกำหนดโทษปรบั ทางปกครองเทา่ กับเงนิ เดอื น ๑๐ เดอื น จึงชอบ
ด้วยกฎหมายแล้ว สำหรับหนงั สือของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นเพยี งหนงั สือแจ้งคำวินิจฉัยช้ี
ขาดความผดิ วนิ ยั ทางงบประมาณและการคลังของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดนิ เท่านั้น ผฟู้ ้องคดีจึง
ไม่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้จากหนังสือแจ้งดังกล่าวตามมาตรา ๔๒
วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
พิพากษายกฟอ้ ง
แนวทางการปฏิบัตริ าชการจากคำวินิจฉัย :
คดีนี้ศาลปกครองได้วางบรรทัดฐานการปฏิบัติราชการเกี่ยวกับการพิ จารณาและ
มีคำวินิจฉัยความผดิ วนิ ยั ทางงบประมาณและการคลงั ว่า ในกรณีที่ขณะดำเนินการพิจารณาสอบสวน
ความผิดวินัย ทางงบประมาณและการคลังเป็นการดำเนนิ การตามรฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช ๒๕๔๐ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒
ประกอบระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ว่าด้วยวินัยทางงบประมาณและการคลัง
พ.ศ. ๒๕๔๔ และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินได้นำคำวินิจฉัยชี้ขาดที่ดำเนินการตามกฎหมาย
ดังกล่าวซึ่งมีผลใช้บังคับในขณะนั้นมาใช้บังคับแก่กรณี บทบัญญัติมาตรา ๑๑๕ แห่งพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๖๑ ได้บัญญัติรับรองให้การดำเนินการท่ี
๖๕ ระเบยี บคณะกรรมการตรวจเงินแผน่ ดนิ ว่าด้วยวินยั ทางงบประมาณและการคลัง พ.ศ.๒๕๔๔
ข้อ ๙ ความผิดวนิ ัยทางงบประมาณและการคลัง มีอตั ราโทษปรบั ทางปกครอง ๔ ช้นั ดังตอ่ ไปน้ี …
(๔) โทษชนั้ ที่ ๔ โทษปรบั เทา่ กบั เงนิ เดือนตั้งแต่ ๙ เดือน ถงึ ๑๒ เดอื น
๗๔
เกี่ยวข้องกับวินยั ทางงบประมาณและการคลังทีไ่ ด้กระทำตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวา่
ด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นการชอบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าดว้ ย
การตรวจเงนิ แผ่นดนิ พ.ศ. ๒๕๖๑ ดังนั้น จงึ นำคำวินจิ ฉัยชข้ี าดความผิดวินัยทางงบประมาณและการ
คลังดังกลา่ วมาใช้บังคบั แก่กรณไี ด้ และถือวา่ คดีอยใู่ นอำนาจพจิ ารณาพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด
ตามมาตรา ๒๔๐ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐๖๖ ประกอบ
มาตรา ๑๑ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตัง้ ศาลปกครองและวธิ ีพิจารณาคดปี กครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กฎหมาย
กำหนดองค์ประกอบความผิดวินัยทางงบประมาณและการคลังตามข้อ ๔๔ วรรคสอง
ของระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ว่าด้วยวินัยทางงบประมาณและการคลัง พ.ศ. ๒๕๔๔
ไว้ ๖ ประการ คือ ๑. ผูก้ ระทำต้องเป็นเจ้าหน้าท่ี ๒. ผูก้ ระทำเปน็ เจา้ หน้าที่ที่มหี น้าท่ีควบคุมงานหรือ
ตรวจการจ้าง ๓. ผู้กระทำปฏิบัติหรือละเวน้ การปฏิบตั ิหน้าที่ตามกฎหมายหรือระเบียบที่ใชบ้ ังคับกบั
หนว่ ยรับตรวจ ๔. การไม่ปฏบิ ตั หิ นา้ ที่หรอื ปฏิบตั ิหนา้ ที่ไมถ่ กู ต้องดงั กลา่ วเปน็ เหตุใหเ้ กิดความเสียหาย
แก่รัฐ ๕. ผู้กระทำได้กระทำโดยมีเจตนากระทำโดยมิชอบ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ การกระทำที่จะ
เป็นความผิดตามข้อ ๔๔ วรรคสอง ของระเบียบดังกล่าว ต้องมีองค์ประกอบตามข้อ ๔๔ วรรคหน่ึง
ของระเบียบเดียวกัน๖๗ และมีองค์ประกอบเพิ่ม คือ จะต้องกระทำโดยมีเจตนาพิเศษที่กระทำ
โดยมิชอบ เมื่อหน่วยงานทางปกครองได้เบิกจ่ายเงินคา่ จ้างใหแ้ ก่ผู้รบั จ้างทั้งที่งานยงั ไม่แลว้ เสร็จตาม
สัญญา ถือว่าได้มีความเสียหายเกิดขึ้นแก่รัฐแล้ว แม้ภายหลังงานจะแล้วเสร็จตามสัญญาก็เป็นเพียง
การบรรเทาความเสยี หายทีเ่ กิดขึ้นแลว้ เทา่ น้ัน
๓.๒ แนวปฏิบัติราชการเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ควบคุมงานหรือ
ตรวจการจ้างโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหลง่ น้ำ (คำพพิ ากษาศาลปกครองสงู สดุ ท่ี อง. ๖/๒๕๖๔)
๖๖ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐
มาตรา ๒๔๐ วรรคสาม ผู้ถูกสั่งลงโทษตาม (๕) อาจอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้ภายใน
เก้าสบิ วันนับแต่วนั ท่ีไดร้ ับคำสง่ั ในการพจิ ารณาของศาลปกครองสูงสุดตอ้ งคำนงึ ถึงนโยบายการตรวจเงินแผ่นดินและ
หลกั เกณฑม์ าตรฐานเกีย่ วกบั การตรวจเงนิ แผ่นดนิ ตาม (๑) และ (๒) ประกอบด้วย
๖๗ ระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผน่ ดนิ ว่าด้วยวินยั ทางงบประมาณและการคลัง พ.ศ. ๒๕๔๔
ข้อ ๔๔ เจ้าหน้าทผ่ี ู้ใดมีหนา้ ที่ควบคุมงานหรอื ตรวจการจ้าง ไม่ปฏบิ ตั ิหรอื ปฏิบัตหิ น้าท่ีไม่ถกู ตอ้ ง
ตามกฎหมายหรือระเบียบที่ใช้บังคับกับหน่วยรับตรวจ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ต้องรับโทษปรับทาง
ปกครองชั้นที่ ๓
ถ้ากรณีเจ้าหน้าที่ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมงานหรือตรวจการจ้าง ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าท่ี
ตามกฎหมายหรือระเบียบทใี่ ช้บงั คบั กับหนว่ ยรบั ตรวจโดยมชิ อบ เป็นเหตใุ ห้เกิดความเสยี หายแก่รฐั ต้องรับโทษปรับ
ทางปกครองช้ันที่ ๔
๗๕
ผู้ฟ้องคดีได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการกำหนดราคากลาง และกรรมการ
ตรวจการจ้างในโครงการจ้างเดียวกัน การกระทำของผู้ฟ้องคดีในฐานะกรรมการตรวจการจ้างที่
มิได้เข้าตรวจสอบการปฏิบตั ิงานของผ้รู ับจ้างตามสัญญาจ้าง แต่กลบั ตรวจรบั การจ้างงานเปน็ การ
จงใจไม่ปฏิบัติหน้าที่เป็นเหตุให้รัฐได้รับความเสียหายจากการที่ต้องจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ผู้รับจ้าง
ตามข้อ ๔๔ วรรคหนึ่ง ของระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ว่าด้วยวินัยทางงบประมาณ
และการคลัง พ.ศ. ๒๕๔๔ แต่การที่ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่สองหน้าที่ในโครงการจ้างเดียวกันนั้น
มิได้หมายความว่าเมื่อได้กระทำความผิดฐานไม่ปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
แล้วจะเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายโดยมีเจตนาพิเศษกระทำโดยมิ
ชอบตามข้อ ๔๔ วรรคสอง ของระเบียบดังกลา่ วด้วย
สรุปคดี : ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ขณะผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งวิศวกรโยธาชำนาญการ
สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค ๗ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการกำหนดราคากลางงานก่อสร้างโครงการ
อนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำและได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจการจ้างตามโครงการดังกล่าว ซึ่งห้าง
หุ้นส่วนจำกัด ส. เป็นผู้ชนะการประกวดราคาและได้เข้าทำสัญญาเม่ือวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๔ ตาม
สัญญาเลขที่ ๕๕/๒๕๕๔ และเลขที่ ๕๖/๒๕๕๔ ระหว่างการปฏิบัติงานตามโครงการยังไม่แล้วเสร็จ
องค์การบริหารส่วนตำบล ห. ได้มีหนังสือถึงผู้รับจ้าง แจ้งความประสงค์ขอใช้มูลดินของทั้งสอง
โครงการไปใช้พัฒนาทส่ี าธารณะ และคณะกรรมการตรวจการจ้างและผู้ควบคุมงานพจิ ารณาแล้วมีมติ
ใหอ้ งคก์ ารบริหารสว่ นตำบล ห. นำมูลดนิ ไปใช้ประโยชน์ได้ ต่อมาผู้รบั จ้างได้ส่งมอบงานเมื่อวันท่ี ๑๔
มิถุนายน ๒๕๕๔ คณะกรรมการตรวจการจ้างได้ทำการตรวจรับงานจ้างและรับรองผลการตรวจงาน
จา้ งในวันท่ี ๑๕ มถิ นุ ายน ๒๕๕๔ สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค ๗ จงึ ได้ทำการเบิกจ่ายเงนิ ค่าจ้างให้แก่
ผู้รับจ้างในวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๔ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้รับเรื่องร้องเรียนว่า
การกอ่ สรา้ งและขดุ ลอกแมน่ ้ำท้ังสองโครงการไม่ถูกต้องตามระเบยี บและแบบราชการตามที่กำหนดใน
สัญญา จากการตรวจสอบพบว่าผู้ควบคุมงานทำบันทึกรายงานผลการควบคุมงานเป็นเท็จ และ
ผู้รับจ้างยังนำมวลดินจากทั้งสองโครงการขายให้กับบุคคลอื่นเป็นจำนวนมาก ผู้ฟ้องคดีได้รับแจ้ง
ข้อกล่าวหาแล้วมีหนังสือปฏิเสธข้อกล่าวหา คณะกรรมการวินัยทางงบประมาณและการคลังได้
ประชมุ พจิ ารณาแลว้ มีมติวา่ การกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็นความผดิ ตามข้อ ๔๔ วรรคสอง ของระเบียบ
คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ว่าด้วยวินัยทางงบประมาณและการคลัง พ.ศ. ๒๕๔๔๖๘ ฐานเป็น
เจ้าหน้าที่มีหน้าที่ตรวจการจ้างปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายหรือระเบียบที่ใช้
บังคบั กับหน่วยงานรบั ตรวจโดยมชิ อบเป็นเหตุใหเ้ กดิ ความเสยี หายแก่รัฐ ต้องรับโทษปรับทางปกครอง
ชั้นที่ ๔ และเมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์ทุจริตที่มีความเสียหายเป็นจำนวนเงินสูง แต่ผู้ฟ้องคดีได้ให้
๖๘ เพิง่ อา้ ง, เชงิ อรรถท่ี ๕๔.
๗๖
ความร่วมมือในการพิจารณา จึงเห็นควรกำหนดโทษปรับเป็น ๑๑ เดือน คิดเป็นเงินค่าปรับ
ทางปกครอง ๒๖๕,๓๒๐ บาท คณะกรรมการตรวจเงนิ แผน่ ดนิ พิจารณาแลว้ มีคำวนิ ิจฉัยวา่ ผ้ฟู อ้ งคดีมี
ความผิดตามท่ีคณะกรรมการวินัยทางงบประมาณและการคลงั มีมติ และได้มหี นังสือแจ้งคำวินิจฉัยให้
ผู้ฟ้องคดีทราบแล้ว ผู้ฟ้องคดีจงึ ฟ้องขอใหเ้ พิกถอนคำวนิ ิจฉัยดงั กล่าว ศาลปกครองสงู สุดวินจิ ฉัยว่า
เมื่อผู้ฟ้องคดีไดร้ ับแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจการจา้ ง มีหน้าที่ตรวจการจ้างงานโครงการอนุรักษ์ฟ้นื ฟู
แหล่งนำ้ อำเภอกุยบุรี จงั หวดั ประจวบคีรขี นั ธต์ ามสญั ญาเลขที่ ๕๕/๒๕๕๔ และเลขท่ี ๕๖/๒๕๕๔ ลง
วันท่ี ๓๑ มนี าคม ๒๕๕๔ ผูฟ้ อ้ งคดไี ด้ตรวจการจา้ งงานของผูร้ ับจ้างท้ัง ๒ โครงการ โดยพิจารณาจาก
บันทึกประจำวัน งานก่อสร้างโครงการและรายงานผลงานการก่อสร้างประจำสัปดาห์ของ
ผู้ควบคุมงานและได้ลงลายมือชื่อตรวจรับงานจ้างว่า ผู้รับจ้างทำงานถูกต้องครบถ้วนเป็นไปตามแบบ
รูปรายการละเอียด และขอ้ กำหนดในสัญญาทุกประการ ท้ังท่ีรายงานดงั กลา่ วเปน็ รายงานที่มิได้มีการ
แสดงรายละเอียดการทำงานของผู้รับจ้าง ขั้นตอนการปฏิบัติงานหรือความคืบหน้าของการทำงาน
หรือมีสภาพปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับการทำงานอย่างไร แต่มีลักษณะเป็นการรายงานซ้ำๆ
เหมือนกันทุกวัน โดยผู้ฟ้องคดีมิได้เข้าตรวจสอบการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างตามสัญญาดังกล่าวแต่
อย่างใด การกระทำของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามข้อ ๗๒ ของระเบียบสำนัก
นายกรัฐมนตรี ว่าดว้ ยการพสั ดุ พ.ศ.๒๕๓๕๖๙ เป็นเหตุให้รฐั หรือกรมทรัพยากรน้ำได้รับความเสียหาย
๖๙ ระเบยี บสำนกั นายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพสั ดุ พ.ศ. ๒๕๓๕
ข้อ ๗๒ คณะกรรมการตรวจการจา้ งมีหนา้ ทีด่ งั นี้
(๑) ตรวจสอบรายงานการปฏิบัติงานของผู้รับจ้าง และเหตุการณ์แวดล้อมที่ผู้ควบคุมงาน
รายงาน โดยตรวจสอบกบั แบบรูปรายการละเอยี ด และขอ้ กำหนดในสัญญาทกุ สปั ดาห์ รวมทงั้ รบั ทราบหรอื พจิ ารณา
การสง่ั หยุดงาน หรอื พักงานของผ้คู วบคมุ งานแล้วรายงานหวั หน้าส่วนราชการเพ่อื พจิ ารณาสั่งการต่อไป
(๒) การดำเนินการตาม (๑) ในกรณมี ขี ้อสงสัยหรอื มีกรณที ีเ่ ห็นวา่ ตามหลักวิชาการช่างไม่นา่ จะ
เป็นไปได้ ให้ออกตรวจงานจ้าง ณ สถานที่ที่กำหนดไว้ในสัญญาหรือที่ตกลงให้ทำงานจ้างนั้น ๆ โดยให้มีอำนาจส่ัง
เปลย่ี นแปลงแก้ไขเพ่มิ เติม หรอื ตัดทอนงานจ้างไดต้ ามที่เห็นสมควร และตามหลกั วชิ าการชา่ งเพอื่ ใหเ้ ป็นไปตามแบบ
รูปรายการละเอียดและข้อกำหนดในสัญญา
(๓) โดยปกติให้ตรวจผลงานทผ่ี รู้ ับจ้างสง่ มอบภายใน ๓ วันทำการ นับแตว่ ันท่ีประธานกรรมการ
ไดร้ บั ทราบการสง่ มอบงาน และให้ทำการตรวจรับให้เสรจ็ สิน้ ไปโดยเร็วทีส่ ุด
(๔) เมื่อตรวจเห็นว่าเป็นการถกู ต้องครบถ้วนเป็นไปตามแบบรปู รายการละเอียดและขอ้ กำหนด
ในสัญญาแล้ว ให้ถือว่าผู้รับจ้างส่งมอบงานครบถ้วนตั้งแต่วันที่ผู้รับจ้างส่งงานจ้างนั้นและให้ทำใบรับรองผลการ
ปฏิบัติงานทั้งหมดหรือเฉพาะงวด แล้วแต่กรณี โดยลงชื่อไว้เป็นหลักฐานอย่างน้อย ๒ ฉบับ มอบให้แก่ผู้รับจ้าง ๑
ฉบบั และเจา้ หน้าท่พี สั ดุ ๑ ฉบับ เพอ่ื ทำการเบิกจา่ ยเงินตามระเบียบวา่ ด้วยการเบกิ จา่ ยเงนิ จากคลงั และรายงานให้
หวั หนา้ สว่ นราชการทราบ
๗๗
จากการที่ต้องจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ผู้รับจ้างในสว่ นของงานปรบั แตง่ ดินขดุ ให้แก่ผู้รับจา้ งไปเต็มจำนวน
ตามสัญญาทงั้ ๒ สัญญาดังกล่าว อนั เปน็ การเข้าองคป์ ระกอบความผิดฐานเปน็ เจา้ หน้าท่ีปฏิบัติหน้าที่
ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือระเบียบที่ใช้บังคับกับหน่วยรับตรวจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ
ตามข้อ ๔๔ วรรคหนึ่ง ของระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ว่าด้วยวินัยทางงบประมาณและ
การคลัง พ.ศ. ๒๕๔๔๗๐ ส่วนปัญหาที่ว่าการกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็นความผิดตามข้อ ๔๔ วรรคสอง
ของระเบียบดังกล่าว๗๑หรือไม่นั้น เห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่เป็นประธานกรรมการกำหนดราคา
กลางตามสัญญาจ้างท้ัง ๒ โครงการ เป็นการได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาในการปฏิบัติหน้าท่ี
เป็นประธานกรรมการกำหนดราคากลางของงานก่อสร้างให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์การคำนวณราคา
กลาง เพื่อใช้เป็นฐานสำหรับเปรียบเทียบราคากลางที่ผู้ยื่นข้อเสนอได้ยื่นข้อเสนอไว้ในกระบวนการ
จัดหาผรู้ ับจ้างตามสัญญาท้ังสองสัญญาดังกลา่ วเทา่ นนั้ ส่วนการท่ีผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการ
ตรวจการจ้างอีกฐานะหนึ่ง การปฏิบัติหน้าที่สองหน้าที่ไม่ใช่เหตุโดยตรงที่จะแสดงว่า การปฏิบัติ
หน้าท่ีนนั้ ไดก้ ระทำโดยเจตนามชิ อบหรือไม่อย่างไร อีกทง้ั คณะกรรมการตรวจเงนิ แผ่นดินก็ไม่ได้แสดง
พยานหลักฐานอื่นใดอันเป็นการแสดงให้ศาลเห็นไดว้ า่ ผู้ฟ้องคดีได้กระทำผดิ โดยมีเจตนากระทำโดยมิ
ชอบ กรณยี ังไม่เพียงพอทจ่ี ะนำมาวินิจฉยั เป็นองค์ประกอบความผิดว่าผู้ฟ้องคดีได้กระทำโดยมีเจตนา
กระทำโดยมิชอบอันเป็นความผิดตามข้อ ๔๔ วรรคสอง ของระเบียบคณะกรรมการตรวจเงนิ แผ่นดิน
ว่าดว้ ยวนิ ยั ทางงบประมาณและการคลงั พ.ศ. ๒๕๔๔
ข้อเท็จจริงคดีนี้ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินได้วินิจฉัยชี้ขาดความผิดวินัยทาง
งบประมาณและการคลัง ลงโทษผู้ควบคุมงาน ๒ ราย และคณะกรรมการตรวจการจา้ ง ๓ ราย โดยใน
ส่วนของผู้ควบคุมงานนั้น คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินวินิจฉัยว่า เป็นความผิดตามข้อ ๔๔ วรรคสอง
ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายหรือระเบียบที่ใช้บังคับกับหน่วยรับตรวจโดยมิ
ชอบ เป็นเหตุให้เกดิ ความเสยี หายแก่รัฐ ใหร้ บั โทษปรับทางปกครอง ชน้ั ที่ ๔ สว่ นคณะกรรมการตรวจ
การจ้าง คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินวินิจฉัยชี้ขาดว่าเป็นความผิดตามข้อ ๔๔ วรรคหนึ่ง ฐานไม่
ปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือระเบียบของหน่วยรับตรวจเป็นเหตุให้เกิดความ
เสียหายแก่รัฐ ให้รับโทษปรับทางปกครอง ชั้นที่ ๓ ยกเว้นผู้ฟ้องคดีให้รับผิดตามข้อ ๔๔ วรรคสอง
ของระเบียบดังกล่าว ใหร้ ับโทษปรับทางปกครอง ชนั้ ที่ ๔ ซ่ึงศาลปกครองชน้ั ต้นได้วินิจฉัยในส่วนของ
ในกรณีที่เห็นว่าผลงานที่ส่งมอบทั้งหมดหรอื งวดใดก็ตามไม่เป็นไปตามแบบรูปรายการละเอียด
และขอ้ กำหนดในสญั ญา ให้รายงานหวั หน้าส่วนราชการผา่ นหัวหนา้ เจา้ หน้าทพ่ี สั ดเุ พือ่ ทราบหรอื สง่ั การ แลว้ แต่กรณี
(๕) ในกรณีที่กรรมการตรวจการจ้างบางคนไม่ยอมรับงาน โดยทำความเห็นแย้งไว้ให้เสนอ
หวั หนา้ ส่วนราชการเพ่ือพิจารณาสงั่ การ ถา้ หวั หนา้ สว่ นราชการสงั่ การใหต้ รวจรับงานจ้างน้ันไว้จึงจะดำเนนิ การตาม (๔)
๗๐ อา้ งแล้ว, เชิงอรรถที่ ๕๔.
๗๑ อา้ งแลว้ , เชิงอรรถที่ ๕๔.
๗๘
ผู้ควบคุมงานว่า เป็นความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายหรือระเบียบที่ใช้
บังคับกับหน่วยรับตรวจโดยมิชอบตามข้อ ๔๔ วรรคสอง ส่วนกรรมการตรวจการจ้าง วินิจฉัยว่าเป็น
ความผิดฐานไม่ปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือระเบียบที่ใช้บังคับกับ
หนว่ ยรบั ตรวจตามข้อ ๔๔ วรรคหนึ่งเทา่ นน้ั ซึ่งการจะวินิจฉยั ความผดิ ของบคุ คลใด ยอ่ มต้องพิจารณา
จากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่างๆ เป็นกรณีไป ไม่เป็นเหตุให้ศาลปกครองสูงสุดต้องรับฟังตามน้ัน
อย่างไรก็ดี การที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดนิ มีคำวินจิ ฉัยชี้ขาดความผิดวินัยทางงบประมาณและ
การคลังว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้กระทำความผิดวินัยทางงบประมาณและการคลัง และลงโทษปรับทาง
ปกครอง ชั้นที่ ๔ โดยปรับผู้ฟ้องคดีเท่ากับเงินเดือน ๑๑ เดือน นั้น ไม่ได้หมายความว่าคำวินิจฉัย
ดงั กล่าวเปน็ คำวินจิ ฉัยทไ่ี ม่ชอบด้วยกฎหมายท้ังหมด เพราะเป็นการวนิ ิจฉัยจากองค์ประกอบความผิด
ตามข้อ ๔๔ ของระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ว่าด้วยวินัยทางงบประมาณและการคลัง
พ.ศ. ๒๕๔๔ เพียงแต่การที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินปรับความผิดว่าเป็นความผิดตามข้อ ๔๔
วรรคสอง ก็เนื่องจากเห็นว่าผู้ฟ้องคดีมีความผิดระดับที่รุนแรงกว่าความผิดตามข้อ ๔๔ วรรคหนึ่ง
เ ท ่ า น ั ้ น ห า ใ ช ่ ห ม า ย ค ว า ม ว ่ า ห า ก ไ ม ่ เ ป ็ น ค ว า ม ผ ิ ด ต า ม ข ้ อ ๔ ๔ ว ร ร ค ส อ ง แ ล้ ว
ผู้ฟ้องคดีก็ไม่มีความผิดแต่อย่างใดไม่ เพราะการกระทำของผู้ฟ้องคดียังคงเป็นความผิดตามข้อ ๔๔
วรรคหนึ่ง และเมื่อพิจารณาถึงเหตุที่นำมาประกอบการกำหนดโทษก็ยังคงเป็นเหตุอย่างเดียวกัน
ผ้ฟู อ้ งคดีตอ้ งรับโทษปรับทางปกครอง ชั้นที่ ๓ เทา่ กับเงินเดือน ๗ เดือน คำวินจิ ฉัยของคณะกรรมการ
ตรวจเงินแผ่นดินดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษากลับ เป็นให้เพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาด
ความผิดวินัยทางงบประมาณและการคลังของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินในส่วนที่วินิจฉัยการ
กระทำความผิดและลงโทษผู้ฟ้องคดี เกินไปกว่าความผิดตามข้อ ๔๔ วรรคหนึ่ง และเกินไปกว่าโทษ
ปรบั ทางปกครองช้ันท่ี ๓ เทา่ กับเงินเดือน ๗ เดือน
แนวทางการปฏิบตั ริ าชการจากคำวนิ จิ ฉยั :
คดีนศ้ี าลปกครองสงู สุดวางหลักกฎหมายเกย่ี วกบั การกระทำผิดวนิ ัยทางงบประมาณ
และการคลังตามข้อ ๔๔ ของระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ว่าด้วยวินัยทางงบประมาณ
และการคลัง พ.ศ. ๒๕๔๔ ว่า การกระทำความผิดตามข้อ ๔๔ วรรคหนึ่ง ฐานเป็นเจ้าหน้าที่มีหน้าท่ี
ตรวจการจ้างไม่ปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือระเบียบของหน่วยรับตรวจเป็น
เหตุให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ให้รับโทษปรับทางปกครอง ชั้นที่ ๓ ส่วนการกระทำผิดฐานเป็น
เจ้าหน้าที่มีหน้าที่ตรวจการจ้างปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามกฎหมายหรือระเบียบที่ใช้
๗๙
บงั คับกบั หนว่ ยงานรับตรวจโดยมิชอบเปน็ เหตุให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ต้องรับโทษปรับทางปกครอง
ชั้นที่ ๔ เม่อื การกระทำของผู้ฟ้องคดเี ป็นการกระทำผดิ ตามข้อ ๔๔ วรรคหนง่ึ จงึ ต้องรับโทษปรับทาง
ปกครอง ชัน้ ที่ ๓ แม้ผ้ฟู ้องคดีจะปฏบิ ัติหนา้ ทใ่ี นโครงการน้ี ท้ังในฐานะประธานกรรมการกำหนดราคา
กลางของงานและฐานะคณะกรรมการตรวจการจ้าง คณะกรรมการตรวจเงนิ แผน่ ดนิ พิจารณาแล้วเห็น
วา่ การกระทำของผู้ฟอ้ งคดีมีระดับความผดิ ทรี่ ุนแรงกว่าการกระทำความผิดตามข้อ ๔๔ วรรคหนง่ึ แต่
เมื่อการไม่ปฏิบัติหน้าท่ีหรือปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องในฐานะเป็นกรรมการตรวจการจ้าง กฎหมาย
กำหนดให้ลงโทษปรับทางปกครองชัน้ ท่ี ๓ แม้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดนิ จะเห็นว่าผู้ฟ้องคดีควร
ได้รับโทษปรับมากกว่ากรรมการตรวจการจ้างอื่น จึงใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษปรับทางปกครองผู้
ฟ้องคดีเป็นชั้นที่ ๔ ตามความผิดข้อ ๔๔ วรรคสอง ของระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ว่า
ด้วยวินยั ทางงบประมาณและการคลงั พ.ศ. ๒๕๔๔ นน้ั เป็นการใช้ดลุ พินจิ โดยมชิ อบ
๓.๓ แนวปฏิบัติราชการเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่จ่ายเงิน
และผมู้ หี นา้ ท่ีเบกิ เงิน (คำพิพากษาศาลปกครองสงู สุดที่ อง. ๑/๒๕๖๔)
กรณีที่มีการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ผู้กระทำต้องรับโทษปรับ
ทางปกครองตามระเบียบข้อทีก่ ำหนดว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดทุกข้อ โดยในการกำหนดโทษ
ปรับทางปกครองให้คำนึงถึงระดับความรับผิดชอบของตำแหนง่ ของผู้กระทำผดิ วินัย ความสำคัญ
ของมาตรการควบคุมการเงินของรัฐที่มีการละเมิด ความเสียหายที่เกดิ ขึน้ กบั ราชการ และเจตนา
ของผู้กระทำผดิ วนิ ัยประกอบดว้ ย
สรุปคดี : ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ขณะที่ผู้ฟ้องคดีปฏบิ ตั ิหน้าที่เป็นหัวหน้าสวนรกุ ขชาติเพ
จังหวัดระยอง ผู้ฟ้องคดีได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการจ่ายเงินค่าจ้างลูกจ้างชั่วคราวรายวัน ต่อมา
สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาค ได้รับแจ้งเรื่องร้องเรียนว่ามีการทุจริตเบิกจ่ายเงินค่าจ้าง
ลูกจ้างชั่วคราวรายวันสูงกว่าจำนวนเงินที่ลูกจ้างทำงานจริง กรณีกล่าวหาว่าผู้ฟ้องคดีได้จัดทำ
หลักฐานการมาทำงานของลูกจ้างชั่วคราวรายวัน ประจำเดือนตุลาคม ๒๕๔๕ ถึงเดือนมิถุนายน
๒๕๔๖ เป็นเท็จ ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือยอมรับข้อเท็จจริงตามข้อกล่าวหา ส่วนจำนวนเงินที่จ่ายในแต่
ละเดือนนั้น ในการเบิกค่าจ้างประจำเดือนตุลาคม ๒๕๔๕ ถึงเดือนมกราคม ๒๕๔๖ ผู้ฟ้องคดีได้ใช้
หลักฐานการมาทำงานของลูกจ้าง ในแต่ละเดือนรวม ๓ เดือน ไปขอเบิกเงินค่าจ้างย้อนหลังในคราว
เดียวกัน และผู้ฟ้องคดีลงลายมือชื่อในฐานะผู้ควบคุม และในฐานะผู้เบิกในหน้างบใบสำคัญที่มี
ยอดรวมการเบิกค่าจ้างประจำเดือน และในแบบค่าจ้างจริงที่แสดงรายละเอียดค่าจ้างตามรายช่ือ
ลกู จา้ ง อัตราคา่ จ้าง จำนวนเงินทีจ่ า่ ยจรงิ และจำนวนวันทำงานของลูกจ้างชั่วคราวแตล่ ะคน ส่วนการ
เบิกค่าจ้างประจำเดือนมกราคม ๒๕๔๖ ถึงเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๖ ผู้ฟ้องคดีทำสัญญาการยืมเงิน
๘๐
และเมือ่ จา่ ยค่าจ้างเสร็จแล้ว ผ้ฟู อ้ งคดีนำใบสำคัญท่เี ปน็ เอกสารหลักฐานไปส่งใช้เงินยืมในเดือนถัดไป
ประกอบกับลูกจ้างส่วนใหญ่ให้ถ้อยคำว่า บัญชีการลงนามมาทำงานของลูกจ้างชั่วคราวรายวันในแต่
ละเดือนมีลายมือชื่อที่ไม่ใช่ลายมือชื่อตน ทำให้จำนวนลูกจ้างที่มาทำงานมากกว่าจำนวนวันทำงาน
จรงิ รวม ๑,๓๗๖.๕ วนั คดิ เปน็ เงนิ ๒๒๒,๑๐๐ บาท คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดนิ ได้มีคำวินิจฉัยชี้
ขาดว่า การกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็นความผิดตามข้อ ๒๖ ประกอบข้อ ๒๗ วรรคหนึ่ง ของระเบียบ
คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ว่าด้วยวินัยทางงบประมาณและการคลัง พ.ศ. ๒๕๔๔ ต้องรับโทษ
ปรับทางปกครองเท่ากับเงินเดือน ๑๒ เดือน และการกระทำตามข้อ ๒๕ ประกอบข้อ ๒๗ วรรคหน่งึ
ของระเบียบดังกล่าว ต้องรับโทษปรับทางปกครองเท่ากับเงินเดือน ๑๒ เดือน รวมเป็น ๒๔ เดือน
คิดเป็นค่าปรับทางปกครอง ๓๗๐,๐๘๐ บาท ผู้ฟ้องคดีจึงฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่ งลงโทษปรับ
ทางปกครองดังกล่าว ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า กรณีที่จะถือเป็นความผิดตามข้อ ๒๕ ข้อ ๒๖
และข้อ ๒๗ วรรคหนึ่ง ของระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ว่าด้วยวนิ ัยทางงบประมาณและ
การคลัง พ.ศ. ๒๕๔๔ ๗๒นัน้ กฎหมายกำหนดองค์ประกอบความผิดวินัยทางงบประมาณและการคลัง
ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่จ่ายเงินและฐานเป็นเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่เบิกเงิน ดังนี้ ผู้กระทำเป็น
เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าท่ีจา่ ยเงิน หรือผู้มีหน้าทีเ่ บิกเงินกระทำการตามที่กำหนดไว้ว่าเป็นความผิดตามฐาน
ความผิด ข้อ ๒๕ คือ จ่ายเงินโดยไม่มีหลักฐานการจ่ายเงินตามกฎหมายหรือระเบียบที่ใช้บังคับกับ
หนว่ ยรบั ตรวจ หรอื ทำหลกั ฐานการจ่ายเงนิ เป็นเท็จ และในฐานความผิดตามข้อ ๒๖ คอื ทำหลักฐาน
การจ่ายเงินเป็นเท็จ และผู้กระทำได้กระทำการดังกล่าวโดยจงใจ ทำให้การปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติ
หน้าที่ไม่ถูกต้องดังกล่าวเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่รัฐตามข้อ ๒๗ เมื่อการกระทำของผู้ฟ้องคดี
เป็นการจงใจไม่ปฏิบัติหน้าที่ในการเบิกจ่ายเงินค่าจ้างลูกจ้างชั่วคราวรายวันให้เป็นไปตามข้อ ๘ ทวิ
ของระเบียบว่าดว้ ยการจา่ ยค่าจา้ งลกู จา้ งของสว่ นราชการ พ.ศ. ๒๕๒๖๗๓ ถงึ ขนาดเปน็ กรณีที่ถือได้ว่า
เปน็ การเบกิ จ่ายเงินโดยจัดทำเอกสารข้ึนเองอนั เป็นข้อความเท็จอันถือเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าท่ี
๗๒ ระเบยี บคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดนิ วา่ ดว้ ยวนิ ัยทางงบประมาณและการคลัง พ.ศ. ๒๕๔๔
ข้อ ๒๕ เจา้ หน้าที่ผ้ใู ดมหี น้าที่จ่ายเงนิ จา่ ยเงนิ น้ันโดยไม่มีหลักฐานการจา่ ยเงนิ ตามกฎหมายหรอื
ระเบยี บทใ่ี ชบ้ งั คบั กับหน่วยรับตรวจ หรอื ทำหลกั ฐานการจา่ ยเงนิ เปน็ เทจ็ ต้องรบั โทษปรับทางปกครองชนั้ ท่ี ๓
ข้อ ๒๖ เจ้าหน้าที่ผู้ใดมีหน้าที่เบิกเงิน ทำหลักฐานการเบิกเงินเป็นเท็จ ต้องรับโทษปรับทาง
ปกครองชัน้ ที่ ๓
ขอ้ ๒๗ ถา้ การกระทำความผิดตามข้อ ๒๔ ขอ้ ๒๕ หรือขอ้ ๒๖ เปน็ เหตุให้เกดิ ความเสยี หายแก่
รัฐ เจา้ หนา้ ทผ่ี กู้ ระทำตอ้ งรบั โทษปรับทางปกครองชัน้ ท่ี ๔
๗๓ ระเบียบวา่ ด้วยการจ่ายคา่ จา้ งลกู จา้ งของส่วนราชการ พ.ศ. ๒๕๒๖
ข้อ ๘ ทวิ การเบกิ และการจ่ายคา่ จ้างลูกจ้างให้ปฏบิ ตั ิตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการ
เบกิ และการจ่ายเงินเดือน เงินปี และเงินอ่นื ในลักษณะเดยี วกันโดยอนุโลม
๘๑
ผู้มหี นา้ ที่จา่ ยเงิน ทำหลักฐานการจ่ายเงินเป็นเท็จเปน็ เหตุให้เกิดความเสยี หายแก่รัฐ ต้องรับโทษปรับ
ทางปกครองชั้นที่ ๔ ตามข้อ ๒๕ ประกอบข้อ ๒๗ ของระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ว่า
ด้วยวินัยทางงบประมาณและการคลัง พ.ศ. ๒๕๔๔ รวมทั้งเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่
เบิกเงิน ทำหลักฐานการเบิกเงินเป็นเท็จเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ต้องรับโทษปรับทาง
ปกครองชั้นที่ ๔ ตามข้อ ๒๖ ประกอบข้อ ๒๗ ของระเบียบดังกล่าว อันเป็นความผิดหลายกรรม
ต่างกัน จึงต้องรับโทษปรับทางปกครองตามข้อ ๒๕ ข้อ ๒๖ ประกอบข้อ ๒๗ วรรคหนึ่ง ทุกข้อ ตาม
ข้อ ๑๓ วรรคสอง ของระเบียบเดียวกัน๗๔ ที่กำหนดให้กรณีที่มีการกระทำใดอันเป็นความผิดหลาย
กรรมต่างกัน ให้ผู้กระทำความผิดรับโทษปรับทางปกครองตามระเบียบข้อที่กำหนดว่าการกระทำน้ัน
เป็นความผิดทุกข้อ เมื่อการกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็นการกระทำที่จงใจฝ่าฝืนต่อระเบียบที่เกี่ยวกับ
มาตรการเกี่ยวกับควบคุมการเงินของรัฐ โดยจัดทำหลักฐานการมาทำงานของลูกจ้างรายวันและ
หลกั ฐานการจา่ ยเงนิ ค่าจา้ งลกู จ้างช่ัวคราวรายวันเป็นเท็จ แมก้ ารกระทำดงั กลา่ วมิได้เป็นการเบียดบัง
เงินของราชการไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่นำไปใช้ก่อสร้างห้องสุขา ห้องอาบน้ำ อ่างเก็บน้ำ
บ้านพักรับรอง ฯลฯ ก็ตาม แต่เมื่อพฤติการณ์ของผู้ฟ้องคดีมีการกระทำถึงขั้นปลอมแปลงเอกสาร
ราชการอันเป็นเท็จ เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายอย่างชัดแจ้ง ย่อมไม่ใช่วิธีปฏิบัติราชการ
ที่สามารถยอมรับได้ ทั้งผู้ฟ้องคดีได้กระทำการปลอมแปลงเอกสารราชการหลายครั้ง เมื่อคำนึงถึง
ระดับความรับผิดชอบของผู้ฟ้องคดี ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าสวนรุกขชาติ ความสำคัญของ
มาตรการเกี่ยวกับการควบคุมเงินของรัฐที่มีการฝ่าฝืน ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่รัฐ เจตนาของ
ผู้ฟ้องคดีและพฤติการณ์แห่งกรณีแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะนำมาพิจารณาในทางที่เป็นคุณโดยการ
ลดโทษปรับทางปกครองให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามมาตรา ๑๙ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒๗๕ และข้อ ๑๒ ของระเบียบคณะกรรมการ
การตรวจเงินแผ่นดิน ว่าด้วยวินัยทางงบประมาณและการคลัง พ.ศ. ๒๕๔๔๗๖ ดังนั้น การท่ี
๗๔ ระเบียบคณะกรรมการตรวจเงนิ แผ่นดนิ วา่ ด้วยวนิ ัยทางงบประมาณและการคลงั พ.ศ. ๒๕๔๔
ข้อ ๑๓ วรรคสอง กรณีมีการกระทำใดอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ผู้กระทำความผิด
รบั โทษปรับทางปกครองตามระเบยี บข้อที่กำหนดว่าการกระทำนนั้ เป็นความผิดทุกขอ้
๗๕ พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนญู ว่าด้วยการตรวจเงินแผน่ ดิน พ.ศ. ๒๕๔๒
มาตรา ๑๙ วรรคสาม ในการกำหนดโทษปรับทางปกครองเบื้องต้นนั้น ให้คณะกรรมการวินัย
ทางงบประมาณและการคลังคำนึงถึงระดับความรับผิดชอบของตำแหน่งของผู้กระทำผิดวินัย ความสำคัญของ
มาตรการควบคุมการเงินของรัฐท่ีมีการละเมิด ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับราชการ เจตนาของผู้กระทำผิดวินัยและ
หลกั เกณฑ์หรือเงือ่ นไขอ่นื ที่คณะกรรมการกำหนด
๗๖ ระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดนิ ว่าดว้ ยวนิ ัยทางงบประมาณและการคลัง พ.ศ. ๒๕๔๔
๘๒
คณะกรรมการตรวจเงนิ แผ่นดินลงโทษปรับทางปกครองผู้ฟ้องคดี ชน้ั ที่ ๔ เทา่ กับเงินเดือน ๑๒ เดือน
ซ่ึงเป็นโทษสูงสุด จึงเป็นการใช้ดุลพินิจกำหนดโทษปรับทางปกครองโดยพิจารณาถึงระดับ
ความรับผดิ ชอบโดยชอบแลว้ พิพากษากลบั เป็นใหย้ กฟ้อง
แนวทางการปฏบิ ตั ิราชการจากคำวินิจฉัย :
คดีนี้ศาลปกครองได้วางบรรทัดฐานการปฏิบัติราชการเกี่ยวกับการกำหนดโทษปรับ
ทางปกครองในกรณีที่ผู้กระทำความผิดได้กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ซึ่งคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็น
หัวหน้าหน่วยงาน โดยเป็นเจ้าหน้าทีผ่ ู้มีหน้าที่จ่ายเงินทำหลักฐานการจ่ายเงินเป็นเท็จเป็นเหตุให้เกิด
ความเสียหายแก่รฐั และเปน็ เจา้ หนา้ ทผี่ มู้ หี นา้ ท่ีเบกิ เงินทำหลักฐานการเบิกเงินเปน็ เท็จเป็นเหตุให้เกิด
ความเสียหายแก่รัฐตามข้อ ๒๕ ข้อ ๒๖ ประกอบขอ้ ๒๗ ของระเบยี บคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
ว่าด้วยวินัยทางงบประมาณและการคลัง พ.ศ. ๒๕๔๔ อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงต้องรับ
โทษปรับทางปกครองตามระเบียบข้อที่กำหนดว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดทุกข้อตามข้อ ๒๗
วรรคหนึ่ง ประกอบข้อ ๑๓ วรรคสอง ของระเบียบดังกล่าว กรณีจึงไม่ถือว่าเป็นการลงโทษซ้ำ และ
การใชด้ ลุ พนิ จิ ในการกำหนดโทษปรบั ทางปกครองว่า แมก้ ารกระทำความผิดของผู้ฟ้องคดีมิได้กระทำ
เพือ่ ประโยชนส์ ่วนตวั แต่เม่อื พจิ ารณาถงึ ระดับความรับผิดชอบของตำแหน่งของผู้กระทำผิดวนิ ัยที่เป็น
หัวหน้าหน่วยงานทางปกครองนั้น ความสำคัญของมาตรการควบคุมการเงินของรัฐที่มีการละเมิด
ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับราชการ เจตนาของผู้กระทำผิดวินัยที่กระทำการขัดต่อกฎหมายอย่างชัด
แจ้งแล้ว กรณีจึงไม่มีเหตทุ จี่ ะลดโทษปรบั ทางปกครองใหแ้ กผ่ ฟู้ ้องคดี
๔. แนวปฏิบัตริ าชการขององคก์ รปกครองส่วนท้องถิน่ เก่ยี วกับการควบคุมอาคาร
๔.๑ แนวปฏิบัติราชการเกี่ยวกับการพิจารณาคำขอต่ออายุใบอนุญาตก่อสร้าง
อาคาร (คำพิพากษาศาลปกครองสงู สุดท่ี อ. ๓๕๖/๒๕๖๔)
การที่จะถือได้ว่าได้มีการก่อสร้างอาคารอย่างน้อยจะต้องมีการเริ่มก่อสร้าง
ฐานรากหรือมีการก่อสร้างอาคารไปบา้ งแล้ว การสร้างรั้วชั่วคราวประมาณ ๑๐๐ เมตร ซ่ึงร้ัวเป็น
เพียงการแสดงอาณาเขตพื้นที่ของตนเท่านั้น ยังมิอาจถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเริ่มก่อสร้าง
ข้อ ๑๒ โทษปรบั ทางปกครองโดยการหักเงนิ เดอื นหรือการเรยี กให้ชำระเงนิ จะเปน็ จำนวนเท่าใด
เพียงใด หรืออยา่ งไรนั้น ให้คำนึงถึงระดบั ความรับผิดชอบของตำแหน่งของเจา้ หน้าที่ผูก้ ระทำความผิด ความสำคัญ
ของมาตรการเก่ยี วกบั การควบคมุ การเงนิ ของรัฐทมี่ ีการฝ่าฝืน ความเสียหายทเ่ี กิดขนึ้ แกร่ ฐั และเจตนาของเจ้าหน้าท่ี
ผู้กระทำความผิด ตลอดจนรายได้ ฐานะ ครอบครัวของเจ้าหน้าที่ผู้กระทำความผิดและพฤติการณ์แห่งกรณี
ประกอบดว้ ย
๘๓
อาคาร และการถมดินในพื้นที่ที่จะทำการก่อสร้างเพียง ๔ ไร่ จากทั้งหมด ๒๐.๑๔ ไร่ ยังมิอาจ
ถือได้ว่ามีการปรับพื้นที่ให้มีสภาพพร้อมที่จะก่อสร้างอาคารและไม่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของ
การก่อสร้างอาคาร ส่วนการตอกเสาเขม็ จำนวนประมาณ ๑๖ ต้น โดยที่จุดที่ตอกเสาเข็มไม่ไดอ้ ยู่
ในพื้นที่ ๔ ไร่ ที่มีการถมดินไว้และจุดที่ตอกเสาเข็มก็ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่จะทำการก่อสร้าง
อาคารหลัก กรณจี งึ ยังไม่อาจถือไดว้ ่าเป็นการเรม่ิ ดำเนนิ การก่อสร้างอาคารห้างสรรพสินคา้
สรปุ คดี : เมอ่ื วันท่ี ๓๐ เมษายน ๒๕๔๖ ผรู้ ้องสอดไดม้ ีหนงั สอื แจง้ ความประสงค์จะ
กอ่ สร้างอาคารโดยไม่ย่นื คำขอรับใบอนุญาตตามมาตรา ๓๙ ทวิ๗๗ แหง่ พระราชบัญญตั ิควบคุมอาคาร
พ.ศ. ๒๕๒๒ เพือ่ กอ่ สร้างอาคารพาณชิ ย์ขนาด ๑ ช้ัน ช้ันลอย ๑ ช้ัน จำนวน ๑ หลงั และป้ายโฆษณา
จำนวน ๓ ป้าย โดยจะเริ่มก่อสร้างในวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๖ แล้วเสร็จเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน
๒๕๔๘ เพื่อใช้เป็นห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาแพร่ ซึ่งอยู่ติดกับป่าช้าจีน นายกองค์การบริหารส่วน
ตำบลนาจักรไดอ้ อกใบรบั แจ้งเพ่ือก่อสรา้ งอาคาร ให้แกผ่ ูร้ ้องสอด ตอ่ มา ผ้รู อ้ งสอดได้มหี นังสือลงวันท่ี
๒๖ เมษายน ๒๕๔๘ ขอต่ออายุใบรับแจ้งเพื่อก่อสร้างอาคารดังกล่าว ซึ่งนายกองค์การบริหารส่วน
ตำบลนาจักรได้พิจารณาต่ออายุใบรับแจ้งเพื่อก่อสร้างอาคารออกไปอีก ๑ ปี ต่อมา ผู้ร้องสอดได้ยื่น
หนังสือไม่ลงวันที่เดือน สิงหาคม ๒๕๔๘ ขออนุญาตก่อสร้างอาคารพาณิชย์จำนวน ๘ หลัง
มีขนาดพื้นที่รวม ๕๗๖ ตารางเมตร ในพื้นที่บริเวณเดียวกันกับห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาแพร่
นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาจักรได้ออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ลงวันท่ี ๙ สิงหาคม ๒๕๔๘
ให้แก่ผู้ร้องสอด แต่เนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงการ
ขออนุญาตในกรณีดังกล่าว ซึ่งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงรายงานว่า ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาแพร่
น่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างประมาณเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๘ หลังจากที่กฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๒๑
(พ.ศ. ๒๕๔๒) ออกตามความในพระราชบญั ญตั ิการผงั เมือง พ.ศ. ๒๕๑๘ ให้ใช้บงั คับผงั เมอื งรวมเมือง
แพร่ จังหวัดแพร่ มีผลใช้บังคับ ๕ ปี ตั้งแต่วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๔๒ ถึงวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๔๗
และขยายเวลาบังคับใช้ต่อไปอีก ๒ ปี จนถึงวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๔๙ จึงไม่น่าจะเข้าหลักเกณฑ์ใน
การได้รับการผ่อนผันตามข้อ ๕ ของกฎกระทรวงกำหนดบริเวณห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยน
การใช้อาคารบางชนิดหรือบางประเภท ในพื้นที่บางส่วนในท้องที่ตำบลทุ่งโฮ้ง ตำบลแม่ยม
ตำบลร่องฟอง ตำบลทุ่งกวาว ตำบลป่าแมต ตำบลเหมืองหม้อ ตำบลในเวียง ตำบลกาญจนา และ
ตำบลนาจักร อำเภอเมอื งแพร่ และตำบลเวียงทอง และตำบลร่องกาศ อำเภอสงู เม่น จงั หวดั แพร่ พ.ศ.
๗๗ พระราชบญั ญตั คิ วบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๓๙ ทวิ ผู้ใดจะก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคาร โดยไม่ยื่นคำขอรับ
ใบอนุญาตจากเจา้ พนกั งานท้องถิ่นกไ็ ด้ โดยการแจง้ ตอ่ เจ้าพนกั งานท้องถนิ่ และดำเนนิ การดังตอ่ ไปน้ี
ฯลฯ
๘๔
๒๕๔๗๗๘ การที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาจักรออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ลงวันที่
๔ พฤษภาคม ๒๕๔๘ จึงไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดตามกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าและ
ผู้ใช้ประโยชน์ป่าช้าจีน รวม ๓๔ ราย จึงได้มีหนังสือลงวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๔๙ ร้องเรียนต่อนายก
องค์การบริหารส่วนตำบลนาจักรขอให้ระงับการก่อสร้างและเพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างอาคารของ
ผู้ร้องสอด แต่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาจักรไม่ดำเนินการใดๆ และเมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน
๒๕๔๙ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาจักรได้ออกใบอนุญาตให้ใช้อาคารห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี
สาขาแพร่ ตามใบรับรองการก่อสร้างอาคารฯ ลงวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๔๙ ที่ก่อสร้างตามใบอนุญาต
ก่อสรา้ งอาคาร ลงวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๔๘ และออกใบอนุญาตใหใ้ ช้อาคารพาณชิ ย์จำนวน ๘ หลัง
ตามใบรับรองการก่อสร้างอาคาร ดัดแปลงอาคาร หรือเคลื่อนย้ายอาคาร ลงวันที่ ๒๘ เมษายน
๒๕๔๙ ที่ก่อสร้างตามใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ลงวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๔๘ และห้างสรรพสินค้า
บิ๊กซี สาขาแพร่ ได้เปิดดำเนินกิจการแล้วเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๔๙ โยธาธิการและผังเมือง
จังหวัดแพร่ ในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญด้านการโยธาธิการและผังเมือง รายงานผลการตรวจสอบว่า
ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาแพร่ มีพื้นที่ประกอบกิจการตามหลักการผังเมืองจำนวน ๒๐.๑๔ ไร่
เป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินเกินจำนวนการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อกิจการอื่นที่กฎหมายกำหนด สำหรับ
การก่อสร้างอาคารพาณิชย์จำนวน ๘ หลัง ขนาดพื้นที่ ๕๗๖ ตารางเมตร ตามใบอนุญาตก่อสร้าง
อาคาร เลขที่ ๕๘/๒๕๔๘ ลงวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๔๘ นั้น เมื่อการก่อสร้างอาคารห้างสรรพสินค้า
บิ๊กซี สาขาแพร่ เป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินเกินจำนวนการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อกิจการอื่นท่ี
กฎกระทรวงเดียวกันกำหนดไว้แล้ว การก่อสร้างอาคารพาณิชย์จำนวน ๘ หลัง จึงเป็นการใช้
ประโยชน์ที่ดินเกินจำนวนการใช้ประโยชนท์ ี่ดนิ เพื่อกิจการอื่นที่กฎหมายกำหนดเช่นเดียวกัน แต่การ
ก่อสร้างอาคารพาณิชย์จำนวน ๘ ดังกล่าว เป็นอาคารเพื่อการพาณิชย์ เช่น ธนาคาร ร้านจำหน่ายของใช้
เบ็ดเตล็ด ร้านจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ ฯลฯ ไม่เข้าข่ายเป็นอาคารที่ควบคุมตามกฎกระทรวงกำหนด
๗๘ กฎกระทรวงกำหนดบริเวณห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคารบางชนิดหรือบางประเภท ในพื้นท่ี
บางส่วนในท้องที่ตำบลทุง่ โฮ้ง ตำบลแม่ยม ตำบลรอ่ งฟอง ตำบลทุ่งกวาว ตำบลป่าแมต ตำบลเหมอื งหม้อ ตำบลใน
เวียง ตำบลกาญจนา และตำบลนาจักร อำเภอเมืองแพร่ และตำบลเวียงทอง และตำบลร่องกาศ อำเภอสูงเม่น
จงั หวดั แพร่ พ.ศ. ๒๕๔๗
ข้อ ๕ อาคารที่ได้รับใบอนุญาตหรือใบรับแจ้งการก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้ตาม
กฎหมายวา่ ดว้ ยการควบคุมอาคาร หรือท่ไี ดร้ บั อนุญาตตามกฎหมายเฉพาะวา่ ดว้ ยกิจการนน้ั กอ่ นวนั ที่กฎกระทรวงน้ี
ใชบ้ งั คบั และยังก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปล่ียนการใชไ้ ม่แลว้ เสร็จ ใหไ้ ด้รบั การยกเวน้ ไมต่ ้องปฏบิ ัติตามกฎกระทรวง
นี้ แตจ่ ะขอเปล่ยี นแปลงการอนญุ าตหรอื การแจง้ ใหเ้ ปน็ การขดั ต่อกฎกระทรวงน้ีไม่ได้
๘๕
บริเวณหา้ มก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปล่ยี นการใช้อาคารบางชนดิ หรือบางประเภท ในพื้นที่บางส่วนใน
ท้องที่ตำบลทุ่งโฮ้ง ตำบลแม่ยม ตำบลร่องฟอง ตำบลทุ่งกวาว ตำบลป่าแมต ตำบลเหมืองหม้อ
ตำบลในเวียง ตำบลกาญจนา และตำบลนาจักร อำเภอเมืองแพร่ และตำบลเวียงทอง และตำบล
ร่องกาศ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ พ.ศ. ๒๕๔๗ ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร
พ.ศ. ๒๕๒๒ ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ในขณะที่ผู้ร้องสอดขอต่ออายุใบอนุญาตก่อสร้าง และ
นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาจกั รต่ออายุใบอนุญาตให้กอ่ สร้างออกไปอีก ๑ ปี นั้น กฎกระทรวง
กำหนดบริเวณห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคารบางชนิดหรือบางประเภท ในพื้นที่
บางส่วนในท้องที่ตำบลทุ่งโฮ้ง ตำบลแม่ยม ตำบลร่องฟอง ตำบลทุ่งกวาว ตำบลป่าแมต ตำบลเหมืองหม้อ
ตำบลในเวียง ตำบลกาญจนา และตำบลนาจักร อำเภอเมืองแพร่ และตำบลเวียงทอง และตำบลร่องกาศ
อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ พ.ศ. ๒๕๔๗ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๔๗
มผี ลใชบ้ งั คับ การดำเนนิ การกอ่ สร้างอาคารของผูร้ ้องสอดจึงอยู่ในบังคับของกฎกระทรวงดังกล่าว คือ
ไมส่ ามารถก่อสร้างอาคารห้างสรรพสินค้าบ๊ิกซี สาขาแพร่ ทมี่ พี น้ื ทเ่ี กนิ ๑,๐๐๐ ตารางเมตร อีกต่อไป
เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า ผู้ร้องสอดได้มีการเริ่มดำเนินการก่อสร้างอาคารแล้ว แต่การก่อสร้างยังไม่แล้ว
เสร็จ ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นับตั้งแต่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาจักรออกใบรับแจ้งเพ่ือ
ก่อสร้างอาคาร ลงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๖ ให้แก่ผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดได้มีการจัดทำรั้วชั่วคราว
ระยะทาง ๑๐๐ เมตร มีการถมดินประมาณ ๔ ไร่ และมีการตอกเสาเขม็ ประมาณ ๑๖ ต้น นอกพื้นท่ี
ท่จี ะทำการก่อสร้างอาคารหลักและไม่อยู่ในพ้ืนที่ที่ถมดินไวป้ ระมาณ ๔ ไร่ ในระหวา่ งเดอื นกรกฎาคมถึง
เดือนสิงหาคม ๒๕๔๖ หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ อีก ซึ่งการที่จะถือได้ว่าได้มีการก่อสร้าง
อาคารอย่างน้อยจะต้องมีการเริ่มก่อสร้างฐานรากหรือมกี ารก่อสร้างอาคารไปบ้างแล้ว แต่ในส่วนของ
ผู้ร้องสอด มีการสร้างรั้วชัว่ คราวประมาณ ๑๐๐ เมตร ซึ่งในการสร้างร้ัวเป็นเพยี งการแสดงอาณาเขต
พื้นที่ของตนเท่านั้น ยังมิอาจถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเริ่มก่อสร้างอาคาร ส่วนการถมดินที่ได้มี
การถมดินในพื้นที่ที่จะทำการก่อสร้างเพียง ๔ ไร่ จากทั้งหมด ๒๐.๑๔ ไร่ จึงยังมิอาจถือได้ว่ามีการ
ปรับพื้นที่ให้มีสภาพพร้อมที่จะก่อสร้างอาคาร และไม่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการก่อสร้างอาคาร
ส่วนการตอกเสาเข็มจำนวนประมาณ ๑๖ ต้น โดยที่จุดที่ตอกเสาเข็มไม่ได้อยู่ในพื้นที่ ๔ ไร่ ที่มีการ
ถมดนิ ไว้และจดุ ทตี่ อกเสาเขม็ ก็ไม่ได้อย่ใู นพื้นที่ที่จะทำการก่อสร้างอาคารหลัก กรณจี ึงยังไม่อาจถือได้
วา่ เป็นการเรม่ิ ดำเนนิ การกอ่ สร้างอาคารหา้ งสรรพสนิ ค้าบ๊ิกซี สาขาแพร่ เชน่ เดียวกัน ประกอบกับการ
ก่อสร้างรั้วชั่วคราว การถมดินและการตอกเสาเข็มดังกล่าว ได้มีการดำเนินการเมื่อเดือนกรกฎาคม
และสิงหาคม ๒๕๔๖ ก่อนที่ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดบริเวณห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง
หรือเปลยี่ นการใช้อาคารบางชนิดหรือบางประเภทในพื้นทีบ่ างสว่ น ในท้องทตี่ ำบลทุ่งโฮ้ง ตำบลแม่ยม
ตำบลร่องฟอง ตำบลทุ่งกวาว ตำบลป่าแมต ตำบลเหมืองหม้อ ตำบลในเวียง ตำบลกาญจนา ตำบลนาจักร
อำเภอเมืองแพร่ และตำบลเวียงทอง ตำบลร่องกาศ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ลงวันที่ ๒ กันยายน
๘๖
๒๕๔๖ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๔๖ ซึ่งข้อ ๒ (ข)๗๙ ของประกาศ
กระทรวงมหาดไทยดังกล่าว กำหนดให้ภายในบริเวณที่ ๒ (พื้นที่ที่จะก่อสร้างอาคารห้างสรรพสินค้า
บิ๊กซี สาขาแพร่ ของผู้ร้องสอด) ห้ามบุคคลใดก่อสร้างอาคารพาณิชยกรรมประเภทค้าปลีกค้าส่ง
เว้นแต่อาคารพาณิชยกรรมประเภทค้าปลีกค้าส่งที่มีพื้นที่ใช้สอยอาคารรวมกันเพื่ อประกอบกิจการ
ขายปลีกขายสง่ สินค้าอปุ โภคและบรโิ ภคหลายประเภทที่ใช้ในชวี ิตประจำวนั ตัง้ แต่ ๓๐๐ ตารางเมตร
แต่ไม่เกิน ๑,๐๐๐ ตารางเมตร แต่ทั้งนี้จะต้องเป็นไปตามข้อกำหนดดังต่อไปนี้... และข้อ ๕๘๐ ของ
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรอื่ ง กำหนดบริเวณหา้ มกอ่ สร้างฯ กำหนดใหป้ ระกากระทรวงมหาดไทย
นี้มิให้ใช้บังคับแก่อาคารที่ได้รับอนุญาตหรือใบรับแจ้งการก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้
ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร หรือที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายเฉพาะว่าด้วยกิจการน้ัน
ก่อนวันที่ประกาศกระทรวงมหาดไทยนี้ใช้บังคับและยังก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้ไม่แล้ว
เสร็จ แต่จะขอเปลี่ยนแปลงการอนุญาตหรือการแจ้งให้เป็นการขัดต่อประกาศกระทรวงมหาดไทยน้ี
ไม่ได้ ซึ่งข้อกำหนดของประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับนี้มีเนื้อหาสาระเช่นเดียวกับกฎกระทรวง
กำหนดบริเวณห้ามก่อสร้างฯ พ.ศ. ๒๕๔๗ อีกทั้ง สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทและสัญญาซื้อขาย
๗๙ ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดบริเวณหา้ มก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปล่ียนการใช้อาคารบางชนิดหรือ
บางประเภทในพื้นที่บางส่วน ในท้องที่ตำบลทุง่ โฮง้ ตำบลแม่ยม ตำบลร่องฟอง ตำบลทุง่ กวาว ตำบลป่าแมต ตำบล
เหมืองหมอ้ ตำบลในเวยี ง ตำบลกาญจนา ตำบลนาจกั ร อำเภอเมืองแพร่ และตำบลเวยี งทอง ตำบลร่องกาศ อำเภอ
สูงเมน่ จังหวัดแพร่ ลงวันท่ี ๒ กันยายน ๒๕๔๖
ขอ้ ๒ ใหก้ ำหนดพ้ืนท่ีบางส่วนในทอ้ งทตี่ ำบลทุ่นโฮ้ง ตำบลแมย่ ม ตำบลรอ่ งฟอง ตำบลทุ่งกวาว
ตำบลป่าแมต ตำบลเหมืองหม้อ ตำบลในเวียง ตำบลกาญจนา ตำบลจักร อำเภอเมืองแพร่ และตำบลเวียงทอง
ตำบลร่องกาศ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ภายในบริเวณแนวเขตตามแผนที่ท้ายประกาศกระทรวงมหาดไทยนี้เป็น
บรเิ วณห้ามกอ่ สรา้ งอาคารชนิดและบางประเภท ดังต่อไปนี้ …
(ข) ภายในบริเวณที่ ๒ ห้ามบุคคลใดก่อสร้างอาคารพาณิชยกรรมประเภทค้าปลีกค้าสง่ เว้นแต่
อาคารพาณิชยกรรมประเภทค้าปลีกค้าส่งที่มีพื้นที่ใช้สอยอาคารรวมกันเพื่อประกอบกิจการขายปลีกขายส่งสินคา้
อุปโภคและบริโภคหลายประเภทที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ ๓๐๐ ตารางเมตร แต่ไม่เกิน ๑๐๐๐ ตารางเมตร
แต่ท้ังน้จี ะต้องเป็นไปตามข้อกำหนด ดังต่อไปน้ี
๘๐ ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดบริเวณห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลีย่ นการใชอ้ าคารบางชนิดหรอื
บางประเภทในพื้นที่บางส่วน ในท้องที่ตำบลทุง่ โฮง้ ตำบลแม่ยม ตำบลร่องฟอง ตำบลทุง่ กวาว ตำบลป่าแมต ตำบล
เหมอื งหมอ้ ตำบลในเวียง ตำบลกาญจนา ตำบลนาจกั ร อำเภอเมืองแพร่ และตำบลเวยี งทอง ตำบลรอ่ งกาศ อำเภอ
สูงเม่น จังหวัดแพร่ ลงวนั ท่ี ๒ กนั ยายน ๒๕๔๖
ข้อ ๕ ประกาศกระทรวงมหาดไทยนี้มิให้ใช้บังคับแก่อาคารที่ได้รับอนุญาตหรือใบรับแจ้งการ
ก่อสรา้ ง ดดั แปลง หรือเปล่ียนการใช้ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคมุ อาคาร หรอื ท่ไี ด้รบั อนุญาตตามกฎหมายเฉพาะ
วา่ ด้วยกจิ การน้นั ก่อนวันทป่ี ระกาศกระทรวงมหาดไทยน้ีใชบ้ ังคบั และยังกอ่ สรา้ ง ดดั แปลง หรือเปลย่ี นการใชไ้ มแ่ ลว้
เสรจ็ แต่จะขอเปลีย่ นแปลงการอนญุ าตหรือการแจ้งให้เปน็ การขัดตอ่ ประกาศกระทรวงมหาดไทยน้ไี ม่ได้
๘๗
ที่ดินพิพาทได้ จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๔๘ และวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ภายหลัง
จากที่ประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวมีผลใช้บังคับ (มีผลใช้บังคับ ๕ กันยายน ๒๕๔๖) กรณีจึง
เห็นได้ว่า การที่ผู้ร้องสอดได้มีการล้อมรัว้ ถมดิน และตอกเสาเข็มดังกล่าว มีเจตนาที่จะรักษาสิทธิใน
การก่อสร้างอาคารตามข้อ ๕ ของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดบริเวณห้ามก่อสร้างฯ
ลงวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๔๖ และกฎกระทรวงกำหนดบริเวณห้ามก่อสร้างฯ พ.ศ. ๒๕๔๗ กรณีจึงไม่อาจ
ถือได้วา่ เปน็ การเริ่มดำเนินการกอ่ สรา้ งอาคารห้างสรรพสินค้าบ๊ิกซี สาขาแพร่ และยังก่อสร้างไมแ่ ล้วเสร็จ
ที่จะได้รับการยกเว้นไม่อยู่ในบังคับของข้อ ๕ ของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดบริเวณ
หา้ มก่อสรา้ ง ฯ ลงวันท่ี ๒ กันยายน ๒๕๔๖ และกฎกระทรวงกำหนดบริเวณหา้ มกอ่ สร้างฯ พ.ศ. ๒๕๔๗ ท่ี
จะสามารถดำเนินก่อสร้างอาคารพาณิชยกรรมประเภทค้าปลีกค้าส่งที่มีพื้นที่ใช้สอยอาคารรวมกันเพื่อ
ประกอบกิจการในอาคารหลังเดียวกันหรือหลายหลังเกิน ๑,๐๐๐ ตารางเมตร ซึ่งเป็นกฎกระทรวงที่
ใช้บังคับในขณะที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาจักรต่ออายุใบอนุญาตก่อสร้างให้แก่ผู้ร้องสอด
แต่อย่างใด ดังนั้น การนายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาจักร ได้ต่ออายุใบอนุญาตก่อสร้างให้แก่
ผู้ร้องสอดออกไปอีก ๑ ปี จนถึงวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ตามใบอนุญาตก่อสร้าง ลงวันที่
๔ พฤษภาคม ๒๕๔๘ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นเหตุให้การดำเนินการก่อสร้างอาคาร
ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาแพร่ ของผู้ร้องสอดจนแล้วเสร็จเป็นการก่อสร้างอาคาร โดยไม่ได้รับ
อนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ แก้ไข
เพ่ิมเตมิ โดยพระราชบัญญัตคิ วบคมุ อาคาร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ และเป็นเหตุใหใ้ บรบั รองการก่อสร้าง
อาคาร ดัดแปลงอาคารหรือเคลื่อนย้ายอาคาร เลขที่ ๐๐๑/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๔๙
ท่ีนายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาจักรออกให้แก่ผู้ร้องสอดเพื่อใช้เป็นอาคารห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี
สาขาแพร่ ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย ซึ่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาจักร จะต้องดำเนินการ
ตามมาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ และมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ แก้ไข
เพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ กับการก่อสร้าง
อาคารห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาแพร่ แล้วแต่กรณีต่อไป พิพากษาแก้ เป็นให้เพิกถอนใบอนุญาต
ก่อสร้างอาคาร ดัดแปลงอาคาร หรือรื้อถอน เลขที่ ๔๗/๒๕๔๘ ลงวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๔๘
ที่อนุญาตให้ผู้ร้องสอดก่อสร้างอาคารห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาแพร่ โดยให้มีผลนับแต่วันที่ออก
ใบอนญุ าตเป็นตน้ ไป คำขออน่ื นอกจากนใี้ ห้ยก
แนวทางปฏิบัติราชการจากคำวนิ จิ ฉัย :
คดีนี้ศาลปกครองปกครองสูงสุดได้วางแนวทางการพิจารณาเกี่ยวกับการก่อสร้าง
อาคารที่ยังไม่แล้วเสร็จและไม่ได้รับการผ่อนผัน โดยไม่ถือเป็นการเริ่มก่อสร้างฐานรากหรือมีการ
ก่อสร้างอาคารไปบ้างแล้ว กล่าวคือ การสร้างรั้วชั่วคราวประมาณ ๑๐๐ เมตร รั้วเป็นเพียงการแสดง
๘๘
อาณาเขตพื้นที่ของตนเท่านั้น ยังมิอาจถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเริ่มก่อสร้างอาคาร การถมดินใน
พื้นที่ที่จะทำการก่อสร้างเพียง ๔ ไร่ จากทั้งหมด ๒๐.๑๔ ไร่ ก็ยังไม่อาจถือได้ว่ามีการปรับพื้นที่ให้มี
สภาพพร้อมท่ีจะก่อสร้างอาคารและไมถ่ ือวา่ เป็นสว่ นหนง่ึ ของการก่อสร้างอาคาร และการตอกเสาเข็ม
จำนวนประมาณ ๑๖ ต้น โดยที่จุดที่ตอกเสาเข็มไม่ได้อยู่ในพื้นที่ ๔ ไร่ ที่มีการถมดินไว้และจุดที่ตอก
เสาเข็มก็ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ท่ีจะทำการกอ่ สร้างอาคารหลัก การดำเนินดังกล่าวจงึ ยังไม่อาจถือได้วา่ เปน็
การเริ่มดำเนินการก่อสร้างอาคารที่จะได้รับการผ่อนผันตามข้อ ๕ ของกฎกระทรวงกำหนดบริเวณ
ห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคารบางชนิดหรือบางประเภท ในพื้นที่บางส่วนในท้องท่ี
ตำบลทุ่งโฮ้ง ตำบลแม่ยม ตำบลร่องฟอง ตำบลทุ่งกวาว ตำบลป่าแมต ตำบลเหมืองหม้อ
ตำบลในเวียง ตำบลกาญจนา และตำบลนาจักร อำเภอเมืองแพร่ และตำบลเวียงทอง และตำบลร่องกาศ
อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ พ.ศ. ๒๕๔๗ เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะต้องบังคับให้เป็นไปตาม
กฎกระทรวงดังกลา่ ว
๔.๒ แนวปฏิบัติราชการเกี่ยวกับผู้มีอำนาจในการออกคำสั่งตามพระราชบัญญัติ
ควบคมุ อาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๗๖๘/๒๕๖๔)
การที่รองนายกเทศมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกเทศมนตรีในฐานะ
เจ้าพนักงานท้องถิ่น ออกคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างอาคาร ห้ามใช้อาคาร และยื่นคำขอรับ
ใบอนุญาตส่วนที่ต่อเติมด้านหลังอาคาร ในขณะท่ีรองนายกเทศมนตรีพ้นจากตำแหน่งไปพร้อม
นายกเทศมนตรีแลว้ ตามมาตรา ๔๘ โสฬส แห่งพระราชบัญญตั ิเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ จึงเป็นการ
ลงนามในคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่มีอำนาจกระทำการดังกล่าวตั้งแต่พ้นจาก
ตำแหน่ง ทำใหค้ ำสั่งท้ังสามฉบับดังกล่าวเปน็ คำส่ังทีไ่ ม่ชอบด้วยกฎหมาย
สรุปคดี : ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของอาคาร (๒ คูหา) เลขที่ ๑๐/๙๑ – ๙๒ ถนนเพชรเกษม
ซอยหัวหิน ๑๐๔/๒ ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยซื้อมาจากเจ้าของเดิม
เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๔ ต่อมา นายตรวจเขตเทศบาลเมืองหัวหินตรวจสอบอาคารดังกล่าว
พบว่า ผู้ฟ้องคดีทำการก่อสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น ขนาด ๘ x ๑๖.๕๐ เมตร จำนวน
๒ คูหา และบันได ขนาด ๑ x ๖.๑๐ เมตร จำนวน ๑ บันได โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน
ท้องถิ่น นายกเทศมนตรีเมืองหัวหินจึงออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีระงับการก่อสร้าง ห้ามใช้หรือเข้าไปใน
ส่วนใดๆ ของอาคาร และให้ดำเนินการแก้ไขส่วนที่ต่อเติมด้านหลังอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ช้ัน
โดยรื้อถอนอาคารส่วนที่เกิน ขนาด ๐.๕๐ x ๘ เมตร พร้อมบันไดเหล็ก ๑ บันไดออกและให้ยื่น
คำขอรับใบอนุญาตดัดแปลงอาคาร ต่อมา เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕ นายกเทศมนตรีเมือง
หัวหินมีคำสั่ง ลงวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคารส่วนที่ต่อเติมดา้ นหลงั อาคาร
๘๙
คอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น ขนาด ๔.๕๐ x ๘ เมตร จำนวน ๑ หลัง และบันไดเหล็กขนาด
๑ x ๖.๑๐ เมตร จำนวน ๑ บันได เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ผู้ฟ้องคดีมี
หนังสือลงวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๕๕ อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขต
เทศบาลและเขตราชการส่วนท้องถิ่นอื่นในจังหวดั ประจวบคีรีขันธ์ตามพระราชบัญญัตคิ วบคุมอาคาร
พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้มีคำวินิจฉัย ลงวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๖ ให้ยกอุทธรณ์คำส่งั ให้
ระงับการก่อสร้างอาคาร คำสั่งห้ามใช้อาคาร และคำสั่งให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงและยื่นคำขอรับ
ใบอนุญาต และให้เพิกถอนคำสงั่ ลงวนั ที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ทีใ่ หร้ อื้ ถอนอาคารส่วนท่ีต่อเติมออก
ทั้งหมด เน่อื งจากคำส่ังดังกลา่ วไม่ได้ระบุข้อเทจ็ จรงิ ว่าสภาพอาคารเดิมเป็นอยา่ งไร ขดั ต่อกฎหมายใด
อันเป็นการขัดต่อมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และ
ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วออกคำสั่งใหม่ให้ถูกต้องตามขั้ นตอนของกฎหมาย
ตอ่ ไป ศาลปกครองชั้นตน้ วนิ ิจฉัยวา่ นายกเทศมนตรีเมอื งหวั หนิ ในฐานะเจา้ พนกั งานท้องถิ่นครบวาระ
การดำรงตำแหน่งในวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ และมีประกาศผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำ
เทศบาลเมอื งหวั หิน อำเภอหวั หิน จังหวดั ประจวบคีรีขันธ์ เรอื่ ง ใหม้ ีการเลอื กต้ังนายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน
ลงวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ประกาศวันเลอื กตั้งในวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๕ ซึ่งตามมาตรา ๔๘
ปัญจทศ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ
เทศบาล (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๔๖ บัญญัติให้ปลัดเทศบาลปฏิบัติหน้าที่ของนายกเทศมนตรีเท่าที่จำ
เป็นได้เป็นการชั่วคราวจนถึงวันประกาศผลการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี ดังนั้น การที่นาย ส.
รองนายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน ปฏิบัติราชการแทนนายกเทศมนตรีเมืองหัวหินในฐานะเจ้าพนักงาน
ท้องถ่ิน ออกคำส่ังใหร้ ะงบั การก่อสร้างอาคาร หา้ มใช้อาคาร และย่ืนคำขอรบั ใบอนญุ าตส่วนท่ีต่อเติม
ดา้ นหลงั อาคาร ในขณะท่ีนาย ส. พ้นจากตำแหนง่ ไปพร้อมนายกเทศมนตรีแล้วตามมาตรา ๔๘ โสฬส
แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ จึงเป็นการลงนามในคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
เนื่องจากไม่มีอำนาจกระทำการดังกล่าวตั้งแต่พ้นจากตำแหน่ง ทำให้คำสั่งทั้งสามฉบับดังกล่าวเป็น
คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ระหว่างการพิจารณาคดีของศาล นายกเทศมนตรีเมืองหัวหินมี
คำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่ให้ระงับการก่อสร้างอาคาร ห้ามใช้อาคาร และยื่นคำขอรับใบอนุญาต
ส่วนที่ต่อเติมด้านหลังอาคาร พร้อมทั้งแจ้งคำสั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวให้ผู้ฟ้องคดีทราบ
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า แม้จะไม่มีแบบแปลนอาคารเดิม แต่การรื้อผนังที่แบ่งกลางระหว่าง
อาคาร ๒ คหู า ให้เป็น ๑ คูหา โดยรื้อพนื้ และคานคอดนิ เทพื้นคอนกรีตเสริมเหลก็ และคานคอดินใหม่
ขนาด ๘ x ๑๒ เมตร ร้ือบนั ไดออกท้งั ๒ คูหา เพอ่ื กอ่ สรา้ งบนั ไดเหล็กดา้ นหลังอาคาร ตอ่ เติมด้านหลัง
อาคาร ขนาด ๔.๕๐ x ๘ เมตร และต่อเติมโครงเหล็กบริเวณบนหลังคาดาดฟ้า ขนาด
๘ x ๑๒ เมตร จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงและต่อเติมซึ่งลักษณะโครงสร้างอาคารหรือส่วนต่างๆ ของ
อาคารซึ่งได้ก่อสร้างไว้แล้วให้ผิดไปจากเดิม และมิใช่การกระทำในลักษณะการดัดแปลงที่กำหนดใน
๙๐
ขอ้ ๑ วรรคหนึง่ (๑) (๒) (๓) (๔) และ (๕) ของกฎกระทรวง ฉบับท่ี ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๘) ออกตามความ
ในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ กรณีจึงเป็นการดัดแปลงอาคารตามนิยามคำว่า
ดัดแปลงอาคารตามมาตรา ๔๘๑ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งก่อนจะ
ดำเนินการดังกล่าวต้องได้รับใบอนญุ าตจากเจ้าพนักงานท้องถ่ิน หรือแจ้งต่อเจ้าพนกั งานท้องถิ่นและ
ดำเนินการตามมาตรา ๓๙ ทวิ ตามมาตรา ๒๑๘๒ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒
เม่อื ไมป่ รากฏข้อเท็จจริงวา่ การดัดแปลงอาคารพิพาทไดร้ ับอนุญาตจากเจา้ พนักงานท้องถ่ิน หรือมีการ
แจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นและดำเนินการตามมาตรา ๓๙ ทวิ จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา ๒๑
แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว นายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นย่อมมีอำนาจ
ออกคำสงั่ แก่ผฟู้ ้องคดีซง่ึ เป็นเจ้าของอาคารให้ระงับการกระทำดังกล่าว และออกคำสั่งห้ามมิให้บุคคล
ใดใช้หรือเข้าไปในส่วนใดๆ ของอาคารได้ตามมาตรา ๔๐ (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติควบคุม
อาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒๘๓ และโดยทก่ี ารดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถ่ินนี้ เป็น
กรณีท่ีสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ นายกเทศมนตรีเมืองหัวหินย่อมมีอำนาจออกคำสั่งให้ผู้
ฟ้องคดียื่นคำขอรับใบอนุญาต หรือดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องภายในระยะเวลาท่ีกำหนดได้
ตามมาตรา ๔ การทน่ี ายกเทศมนตรีเมอื งหวั หินในฐานะเจา้ พนักงานท้องถิ่นมีคำส่ังใหผ้ ู้ฟอ้ งคดีระงับการ
ก่อสร้างอาคาร ห้ามใช้หรือเข้าไปในส่วนใดของอาคาร และ ให้ดำเนินการแก้ไขและให้ยื่นคำขอรับ
๘๑ พระราชบัญญัตคิ วบคมุ อาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตนิ ี้ …
“ดัดแปลง” หมายความว่า เปลี่ยนแปลง ต่อเติม เพิ่ม ลด หรือขยายซึ่งลักษณะขอบเขต แบบ รูปทรง
สัดส่วน น้ำหนัก เนื้อที่ของโครงสร้างของอาคารหรือส่วนต่าง ๆ ของอาคารซึ่งได้ก่อสร้างไว้แล้วให้ผิดไปจากเดิม และมิใช่การ
ซอ่ มแซมหรอื การดัดแปลงทกี่ ำหนดในกฎกระทรวง
๘๒ พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๒๑ ผู้ใดจะก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคารต้องได้รับใบอนุญาตจาก
เจ้าพนักงานท้องถนิ่ หรอื แจง้ ตอ่ เจ้าพนักงานท้องถ่นิ และดำเนนิ การตามมาตรา ๓๙ ทวิ
๘๓ พระราชบัญญตั คิ วบคมุ อาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๔๐ ในกรณีที่มีการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารโดยฝ่าฝืน
บทบัญญัตแิ หง่ พระราชบัญญัติน้ี กฎกระทรวง หรือขอ้ บญั ญัติทอ้ งถิ่นท่ีออกตามพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎหมายอื่นท่ี
เกยี่ วข้อง ใหเ้ จา้ พนักงานท้องถนิ่ มอี ำนาจดำเนินการดงั น้ี
(๑) มีคำสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร ผู้ควบคุมงาน ผู้ดำเนินการ ลูกจ้าง หรือบริวาร
ของบคุ คลดงั กลา่ ว ระงับการกระทำดังกล่าว
(๒) มีคำสั่งห้ามมิให้บุคคลใดใช้หรือเข้าไปในส่วนใด ๆ ของอาคาร หรือบริเวณที่มีการกระทำ
ดังกล่าว และจัดให้มเี คร่อื งหมายแสดงการหา้ มนนั้ ไวใ้ นทเี่ ปิดเผยและเหน็ ได้งา่ ย ณ อาคารหรอื บรเิ วณดงั กล่าว และ
(๓) พิจารณามีคำสัง่ ตามมาตรา ๔๑ หรือมาตรา ๔๒ แล้วแต่กรณี ภายในสามสิบวันนบั แตว่ นั ที่
ได้มีคำสง่ั ตาม (๑)
๙๑
ใบอนุญาตดัดแปลงอาคาร จึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าพนักงานท้องถ่ินตามมาตรา ๔๐
และมาตรา ๔๑ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ แม้ว่าคำสั่งดังกล่าวจะเป็นคำสั่งท่ี
ออกโดยผู้ไม่มีอำนาจลงนามและคำสั่งถูกเพิกถอนแล้วตามคำสั่ง ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๖
แต่ผู้มีอำนาจตามพระราชบัญญัติดังกล่าวสามารถออกคำสั่งใหม่ได้ การที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าได้รับ
ความเสียหายจากคำสั่งดังกล่าว เนื่องจากผู้ฟ้องคดีไม่สามารถใช้ประโยชน์ในอาคารได้ ทำให้รายได้
ของผู้ฟ้องคดีลดน้อยลง นั้น เมื่อการออกคำสั่งของนายกเทศมนตรีเมืองหัวหินดังกล่าวเกิดจาก
ผฟู้ อ้ งคดีได้ดำเนนิ การดัดแปลงอาคารโดยไม่ไดร้ ับอนญุ าตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นซงึ่ เป็นการกระทำท่ี
ฝ่าฝืนต่อมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ความเสียหายตามที่ผู้ฟ้องคดี
กล่าวอ้าง จึงมิได้เป็นผลโดยตรงจากคำสั่งของนายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน การออกคำสั่งของ
นายกเทศมนตรเี มอื งหัวหนิ จงึ ไมเ่ ป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟอ้ งคดี ทศี่ าลปกครองช้ันต้นพิพากษาให้
เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ ตามคำวินิจฉัย ลงวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๖
เฉพาะในส่วนที่ยกอุทธรณ์ คำสั่งท่ีให้ผู้ฟ้องคดีระงับการก่อสร้างอาคาร ห้ามใช้หรือเข้าไปในส่วนใด
ของอาคาร และ ให้ดำเนนิ การแก้ไขและให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตดัดแปลงอาคารคำขออื่นนอกจากน้ี
ให้ยก น้นั พพิ ากษายนื
แนวทางปฏิบตั ิราชการจากคำวินจิ ฉยั :
คดนี ้ศี าลปกครองปกครองสูงสุดได้วางแนวการปฏิบัตริ าชการโดยผู้ทมี่ ีอำนาจในการ
ออกคำสั่งทางปกครองจะต้องมีอำนาจหน้าที่อยู่ในขณะที่ออกคำสั่งทางปกครองด้วย หากพ้นจาก
หน้าที่ไปแล้วจะทำให้คำสั่งทางปกครองที่ออกมาภายหลังการพ้นจากตำแหน่งเป็นคำสั่งที่ออกโดย
ผู้ทไี่ มม่ ีอำนาจ ทำให้คำส่ังทางปกครองนน้ั ไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย แต่ความไมช่ อบด้วยกฎหมายดังกล่าว
จะเปน็ เหตลุ ะเมดิ หรอื ไม่นัน้ กจ็ ะต้องพจิ ารณาเป็นอีกประเดน็ หนึ่ง
๔.๓ แนวปฏิบัติราชการเกี่ยวกับการดำเนินการตามคำสั่งให้รื้อถอนอาคารตาม
พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงตัวเจ้าของอาคาร
(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสดุ ที่ อ. ๙๑๕/๒๕๖๔)
การขายที่ดินซึ่งเปน็ ท่ีตง้ั ของอาคารที่ไดร้ ับคำสั่งให้รื้อถอนอาคาร มิได้มีผลทำให้
คำสั่งรื้อถอนอาคารที่ดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาตเสียไปแต่อย่างใด เจ้าพนักงานท้องถิ่นตาม
พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร จึงไม่จำต้องดำเนินการมีคำสั่งให้ผู้ซื้อที่ดินระงับการดัดแปลง
อาคาร ห้ามใช้หรือเข้าไปในส่วนใดๆ ของอาคาร และให้ดำเนินการแก้ไขและยื่นคำขอรับ
ใบอนุญาตดัดแปลงอาคาร เพื่อดำเนินการมีคำสั่งให้รื้อถอนอาคารในส่วนที่ดัดแปลง
๙๒
และใช้อำนาจตามมาตรา ๔๓ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒
ในการดำเนินการจดั ให้มกี ารรอ้ื ถอนอาคารดงั กล่าวอีกแตอ่ ย่างใด
สรุปคดี : ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้ซื้อบ้านเลขที่ ๑๒๓/๒๗
ที่ปลูกสร้างบนที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๒๙๘๖๓ และโฉนดเลขที่ ๒๙๘๖๒ และที่ดินดังกล่าวมีที่ว่างอยู่ติด
แนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยในปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้มีการตอก
เสาเข็มและตั้งเหล็กแกนเสาบริเวณพื้นที่ว่างของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๙๘๖๒ ผู้ฟ้องคดีจึงได้มี
หนงั สือร้องเรียนต่อผู้อำนวยการเขตบางกอกน้อย ตอ่ มา ผอู้ ำนวยการเขตบางกอกน้อยปฏิบัติราชการแทน
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ระงับการดัดแปลงอาคารโดยการตอก
เสาเข็มฐานรากและตั้งเหล็กแกนเสา และให้ดำเนินการแก้ไขดัดแปลงอาคารโดยมิได้รับอนุญาตและ
ยื่นคำขอรับใบอนุญาตภายใน ๓๑ วัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ จึงหยุดการดำเนินการ
ดังกล่าว แต่ไม่ได้ดำเนินการแก้ไขและยื่นขออนุญาตแต่อย่างใด จนเมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๔๗
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตซ่อมแซมอาคารเลขที่ ๑๒๓/๒๗ เพื่อซ่อมแซมอาคาร
ประกอบด้วยบันได กระเบื้องมุงหลังคา ห้องน้ำ ฯลฯผู้อำนวยการเขตบางกอกน้อยพิจารณาแล้ว
อนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซ่อมแซมอาคารตามรายการดังกล่าว แต่ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และ
ผู้ถกู ฟอ้ งคดีที่ ๔ ไดท้ ำการก่อสร้างอาคารจากที่ได้ลงเสาเข็มและต้งั เหล็กแกนเสาไว้ในปี พ.ศ. ๒๕๔๑
ผู้ฟ้องคดีจึงได้ร้องเรียนต่อผู้อำนวยการเขตบางกอกนอ้ ยอีกครั้ง ผู้อำนวยการเขตบางกอกน้อยจึงได้มี
คำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ระงับการดัดแปลงอาคาร ค.ส.ล. ชั้นเดียวหลังคามุงกระเบื้องเชื่อมกับ
อาคารแถว ๒ ช้นั เดิมด้านหน้าอาคาร ขนาดประมาณ ๕ x ๗ เมตร สูงประมาณ ๓ เมตร และตอ่ มาได้
มีคำส่งั ให้ดำเนนิ การแกไ้ ขอาคาร พรอ้ มกบั ใหย้ น่ื ขอรบั ใบอนญุ าตภายในกำหนด ๓๐ วนั แตป่ รากฏว่า
เม่ือครบกำหนดระยะเวลาดังกลา่ ว ผถู้ ูกฟอ้ งคดีที่ ๓ ไมด่ ำเนินการตามคำสงั่ ผู้อำนวยการเขตบางกอก
น้อยจึงได้มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ รื้อถอนอาคาร ค.ส.ล. ชั้นเดียวหลังคามุงกระเบื้อง
ขนาดประมาณ ๕ x ๗ เมตร สูงประมาณ ๓ เมตร ที่เชื่อมต่อกับอาคารตึกแถว ๒ ชั้นเดิมที่ด้านหน้า
อาคารและอาคาร ค.ส.ล. ช้นั เดยี วหลงั คามุงกระเบื้องขนาดประมาณ ๐.๘๐ x ๒๑ เมตร สูงประมาณ
๓ เมตร ที่ด้านข้างของอาคารด้านทิศเหนือภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง แต่เมื่อครบกำหนด
ระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่ดำเนินการรื้อถอน ผู้อำนวยการเขตบางกอกน้อยจึงได้
ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนนิ คดกี ับผูถ้ ูกฟ้องคดที ี่ ๓ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ต่อผู้กำกับการสถานีตำรวจ
นครบาลบางขุนนนท์ และได้มีหนังสอื แจ้งให้ผูฟ้ ้องคดีทราบว่าได้ร้องทุกข์กลา่ วโทษเพื่อดำเนินคดีกับ
ผู้ถูกฟอ้ งคดที ่ี ๓ และผู้ถูกฟ้องคดที ่ี ๔ แลว้ และได้แตง่ ตง้ั เจ้าหน้าท่ีดำเนินการประเมินการค่าร้ือถอน
อาคาร ขออนุมัติงบประมาณและหาผ้รู ับจ้างทำการรือ้ ถอนอาคาร แตป่ รากฏวา่ ผูถ้ ูกฟ้องคดีที่ ๓ และ
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้ขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๙๘๖๒ และโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๙๘๖๓ ให้กับ
นาย ม. พี่ชายของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ผู้อำนวยการเขตบางกอกน้อยจึงได้มีคำสั่งให้นาย ม. ระงับการ
๙๓
ดัดแปลงอาคาร หา้ มใชห้ รอื เข้าไปในสว่ นใดๆ ของอาคาร และให้แกไ้ ขและขออนุญาตดัดแปลงอาคาร
ภายในกำหนด ๓๐ วัน นาย ม. ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ซึ่งต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์
ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ลงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน
๒๕๕๓ ยกอุทธรณ์ของนาย ม. ผู้อำนวยการเขตบางกอกน้อยปฏิบัติราชการแทน
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จึงได้มีคำสั่ง ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๓ ให้นาย ม. รื้อถอนอาคาร
ค.ส.ล. ส่วนที่ดัดแปลง ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสัง่ แต่ไม่ปรากฏว่าได้มีการดำเนินการรื้อถอน
อาคารส่วนที่ต่อเติม ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้อำนวยการ
เขตบางกอกน้อย ดำเนินการโดยสุจริตในการรื้อถอนอาคารที่ได้มีการกระทำผิดไว้โดยมีกำหนด
ระยะเวลา ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การท่ีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้มีการตอกเสาเข็มฐานรากและ
ตั้งเหล็กแกนเสาลงในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๙๘๖๒ ตำบลบางเสาธง อำเภอบางกอกน้อย
กรงุ เทพมหานคร ซึ่งเป็นทดี่ ินท่อี ยูต่ ิดเขตท่ีดนิ ของผ้ฟู ้องคดี โดยในการดำเนินการตอกเสาเขม็ ฐานราก
และตั้งเหล็กแกนเสาดังกล่าว มีวัตถุประสงค์จะทำการก่อสร้างอาคารในบริเวณนี้ แต่การดำเนินการ
ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่ได้ขออนุญาตจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น
ตามมาตรา ๒๑๘๔ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจึงมี
อำนาจตามมาตรา ๔๐ (๑)๘๕ และมาตรา ๔๑๘๖ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒
มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ระงับการดำเนินการ และให้ยื่นขออนุญาตและดำเนินการแก้ไข
เปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งในคดีน้ีผู้อำนวยการเขตบางกอกน้อยปฏิบัติ
ราชการแทนผูว้ า่ ราชการกรงุ เทพมหานครไดม้ ีคำสั่ง ใหผ้ ถู้ ูกฟ้องคดีท่ี ๓ ระงับการตอกเสาเขม็ ฐานราก
และตั้งเหล็กแกนเสาดังกล่าว รวมทั้งให้ดำเนินการแก้ไขและยื่นคำขอรับใบอนุญาตหรือดำเนินการ
แจ้งเจ้าพนักงานท้องถิ่นและดำเนินการตามมาตรา ๓๙ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร
พ.ศ. ๒๕๒๒ ภายในกำหนด ๓๑ วัน กรณีจึงถือได้ว่า ผู้อำนวยการเขตบางกอกน้อยได้ปฏิบัติตาม
อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดแล้ว และเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้รับทราบคำสั่งทั้งสองฉบับแล้ว
ได้ระงับการดำเนินการและไม่ดำเนินการก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารในบริเวณดังกล่าวอีก จึงเป็น
กรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่ประสงค์ที่จะดำเนินการก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคาร จึงไม่มีเหตุที่จะต้อง
๘๔ อา้ งแลว้ , เชงิ อรรถท่ี ๖๙.
๘๕ อา้ งแล้ว, เชงิ อรรถที่ ๗๐.
๘๖ พระราชบญั ญตั ิควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๔๑ ถ้าการกระทำตามมาตรา ๔๐ เป็นกรณีที่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้
ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้เจ้าของอาคารยื่นคำขออนุญาต หรือดำเนินการแจ้งตามมาตรา ๓๙ ทวิ หรือ
ดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนดแต่ต้องไม่น้อยกว่าส ามสิบวัน ในกรณีที่มี
เหตุอนั สมควร เจ้าพนกั งานท้องถ่นิ จะขยายระยะเวลาดงั กล่าวออกไปอกี ก็ได้ และใหน้ ำมาตรา ๒๗ มาใชบ้ งั คับโดยอนุโลม
๙๔
ขอรับใบอนุญาตตามคำสั่งดังกล่าวแต่อย่างใด อีกทั้ง การตอกเสาเข็มฐานรากและตั้งเหล็กแกนเสา
ดังกล่าว ยังมิอาจถือได้ว่าเป็นอาคารตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒
และไม่ได้อยู่ในบริเวณที่จะต้องรื้อถอน ๓ ผู้อำนวยการเขตบางกอกน้อยจึงไม่จำต้องดำเนินการ
รื้อถอนเสาเข็มฐานรากและเหล็กแกนเสาดังกล่าว ผู้ว่าราชการกรงุ เทพมหานครและผู้อำนวยการเขต
บางกอกน้อยจึงมิได้ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติ หน้าที่ดังกล่าว
ล่าช้าเกินสมควรในกรณีนี้แต่อย่างใด ต่อมา เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๔๗ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓
ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตซ่อมแซมอาคารเลขที่ ๑๒๓/๒๗ ต่อผู้อำนวยการเขตบางกอกน้อยซ่ึง
ผู้อำนวยการเขตบางกอกน้อยพิจารณาแล้วอนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซ่อมแซมบันได กระเบื้องมุง
หลังคา พื้นห้องน้ำ ห้องครัว แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้มีการ
สร้างดัดแปลงอาคารบริเวณที่ได้ตอกเสาเข็มฐานรากและตั้งเหล็กแกนเสาไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๑ อีกครั้ง
ผู้อำนวยการเขตบางกอกน้อยจึงได้มีคำสั่ง ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ระงับการดัดแปลงอาคาร และ
ให้ดำเนินการแก้ไขและยื่นขอรับใบอนุญาตดัดแปลงอาคาร ภายในกำหนด ๓๐ วัน แต่เมื่อครบ
กำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ไม่ดำเนินการแก้ไขและขอรับใบอนุญาตตามคำสั่ง
ผู้อำนวยการเขตบางกอกนอ้ ยจงึ ไดม้ ีคำสั่ง ลงวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๘ ให้ผู้ถูกฟ้องคดที ี่ ๓ รื้อถอน
อาคาร ภายในกำหนด ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง แต่เมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว
ผ้ถู กู ฟอ้ งคดที ่ี ๓ ไม่ได้ดำเนนิ การรือ้ ถอนอาคารตามคำสง่ั ดงั กลา่ ว ผู้อำนวยการเขตบางกอกน้อยคดีจึง
ได้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ในกรณีฝ่าฝืนคำสั่งต่อพนักงานสอบสวน
สถานีตำรวจนครบาลบางขุนนนท์ หลังจากนั้น ผู้อำนวยการเขตบางกอกน้อยจึงได้มีคำสั่ง ลงวันท่ี
๑๑ กันยายน ๒๕๔๙ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ดำเนินการรื้อถอนให้เสร็จภายใน
๓๐ วนั ซึ่งไมป่ รากฏว่าผ้ถู กู ฟอ้ งคดีท่ี ๓ และผู้ถูกฟอ้ งคดีท่ี ๔ ไดใ้ ช้สทิ ธอิ ุทธรณค์ ำสัง่ ใหร้ อื้ ถอนอาคาร
แต่อย่างใด คำสั่งให้ร้ือถอนอาคารจึงเป็นที่สุดและมีสภาพบังคบั ใหผ้ ู้ถกู ฟ้องคดีที่ ๓ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔
จะต้องดำเนินการรื้อถอนอาคารที่ดัดแปลงทั้งสามแห่งภายในกำหนดระยะเวลาตามคำสั่ง
เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้อำนวยการเขตบางกอกน้อยมี
อำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๔๓๘๗ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒
๘๗ พระราชบัญญตั คิ วบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๔๓ ถ้าไม่มีการรื้อถอนอาคารตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา ๔๒
ใหเ้ จ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจ ดังตอ่ ไปนี้
(๑) ยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคำร้องต่อศาล นับแต่ระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามมาตรา ๔๒
ได้ล่วงพ้นไป ขอให้ศาลมีคำสั่งจับกุมและกักขังบุคคลซึ่งมิได้ปฏิบัติการตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา ๔๒
โดยใหน้ ำประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความแพ่งมาใช้บงั คบั โดยอนุโลม
๙๕
ในการดำเนนิ การหรือจดั ใหม้ ีการรื้อถอนอาคารท้งั สามแหง่ ได้เอง แม้ต่อมาภายหลงั จะได้มีการเปล่ียน
ผู้เป็นเจ้าของหรอื ผู้ครอบครองอาคารก็ตาม การท่ีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ได้ขายที่ดิน
ตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๙๘๖๒ และโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๙๘๖๓ ตำบลบางเสาธง อำเภอบางกอกน้อย
กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่ตั้งอาคารเลขที่ ๑๒๓/๒๗ และอาคารที่ทำการก่อสร้างดัดแปลงอาคาร
ให้กับนาย ม. พี่ชายของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ แล้วก็ตาม ก็มิได้มีผลทำให้คำสั่งของผู้อำนวยการเขต
บางกอกน้อยตามคำสั่ง ลงวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๙ ที่ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔
รื้อถอนอาคารที่ดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาตทั้งสามแห่งเสียไปแต่อย่างใด ผู้อำนวยการเขตบางกอก
น้อยจึงไม่จำตอ้ งดำเนนิ การมีคำสั่งให้นาย ม. ระงับการดัดแปลงอาคารทั้งสามแหง่ ห้ามใช้หรือเข้าไป
ในสว่ นใดๆ ของอาคารทั้งสามแหง่ ให้ดำเนินการแกไ้ ขและยื่นคำขอรบั ใบอนุญาตดัดแปลงอาคาร เพ่ือ
ดำเนินการมีคำสั่งให้รื้อถอนอาคารในส่วนที่ดัดแปลง และใช้อำนาจตามมาตรา ๔๓ วรรคหนึ่ง (๒)
แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ในการดำเนินการจัดให้มีการรื้อถอนอาคารดังกล่าว
อีกแต่อย่างใด ดังนั้น การที่ผู้อำนวยการเขตบางกอกน้อยปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการ
กรุงเทพมหานครยังมิได้มีการใช้อำนาจตามมาตรา ๔๓ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติควบคุม
อาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ เขา้ ดำเนนิ การร้ือถอนอาคารตามคำส่ัง ลงวนั ท่ี ๑๑ กนั ยายน ๒๕๔๙ จงึ เป็นการ
ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรแล้ว
ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้อำนวยการเขตบางกอกน้อย
ปฏิบัติหน้าที่ตามที่มาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ กำหนดด้วยการ
ดำเนินการรื้อถอนอาคาร ภายใต้หลักเกณฑ์และขั้นตอนตามที่พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร
พ.ศ. ๒๕๒๒ และพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ กำหนด ทั้งนี้ ให้
(๒) ดำเนินการหรือจัดให้มีการรื้อถอนอาคารดังกลา่ วได้เอง โดยจะต้องปิดประกาศกำหนดการ
รื้อถอนไว้ในบริเวณนั้นแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน และเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร ผู้รับผิดชอบงาน
ออกแบบอาคาร ผู้รับผิดชอบงานออกแบบและคำนวณอาคาร ผู้ควบคุมงาน และผู้ดำเนินการจะต้องร่วมกันเสีย
ค่าใช้จ่ายในการนั้น เว้นแต่บุคคลดังกล่าวจะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้เปน็ ผู้กระทำหรือมีส่วนร่วมในการกระทำทีเ่ ป็นการ
ฝา่ ฝืนกฎหมาย
ในการดำเนินการรอ้ื ถอนอาคารตามวรรคหน่ึง เมือ่ เจา้ พนกั งานท้องถิน่ หรือผูซ้ ่ึงดำเนินการแทน
เจา้ พนกั งานทอ้ งถิน่ ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่พฤติการณแ์ ลว้ บคุ คลตามวรรคหน่งึ จะเรยี กร้องค่าเสียหาย
จากเจ้าพนกั งานทอ้ งถิ่นหรือผูซ้ งึ่ ดำเนนิ การแทนเจา้ พนักงานทอ้ งถิน่ ไมไ่ ด้
วัสดุก่อสร้างที่ถูกรื้อถอนและสิ่งของที่ขนออกจากอาคารส่วนที่มีการรื้อถอน ให้เจ้าพนักงาน
ท้องถ่ินมีอำนาจยึดและเก็บรักษาไว้ หรือขายและถือเงินไว้แทนได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขท่ี
กำหนดในกฎกระทรวง และถ้าเจ้าของมิได้เรียกเอาทรัพย์สินหรือเงินนั้นคืนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการ
รื้อถอน ให้ทรัพย์สินหรือเงินนั้นตกเป็นของราชการส่วนท้องถิ่นนั้นเพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนอาคาร
ตามพระราชบัญญัตนิ ี้
๙๖
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้อำนวยการเขตบางกอกน้อยเริ่มปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวภายใน
๖๐ วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ และ
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ นั้น พิพากษาแก้ เป็นให้ผู้ว่าราชการกรงุ เทพมหานครและผู้อำนวยการเขตบางกอก
น้อยปฏิบัติหน้าที่ตามที่มาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ กำหนด โดยให้
ดำเนินการรื้อถอนอาคาร เฉพาะส่วนที่ดัดแปลงอาคารพิพาทให้แล้วเสร็จภายในกำหนด ๑๘๐ วัน
นบั แตว่ นั ทม่ี คี ำพพิ ากษา นอกจากที่แกใ้ หเ้ ป็นไปตามคำพพิ ากษาของศาลปกครองชั้นตน้
แนวทางปฏบิ ตั ริ าชการจากคำวินิจฉยั :
คดีนี้ศาลปกครองปกครองสูงสุดได้วางแนวการปฏิบัติราชการว่า เมื่อผู้ที่ได้รับคำส่งั
ให้ร้ือถอนอาคารได้ขายที่ดินซึ่งเปน็ ทต่ี งั้ ของอาคารท่ีได้รับคำสัง่ ให้ร้ือถอนอาคารดังกล่าว เจ้าพนักงาน
ท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร สามารถดำเนินการรื้อถอนอาคารได้โดยไม่จำต้อง
ดำเนินการมคี ำสั่งให้ผูซ้ ้อื ที่ดนิ ระงบั การดดั แปลงอาคาร ห้ามใช้หรือเขา้ ไปในสว่ นใดๆ ของอาคาร และ
ให้ดำเนินการแก้ไขและยื่นคำขอรับใบอนุญาตดดั แปลงอาคาร เพ่ือดำเนนิ การมีคำสั่งใหร้ ้ือถอนอาคาร
ในส่วนที่ดัดแปลง และใช้อำนาจตามมาตรา ๔๓ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร
พ.ศ. ๒๕๒๒ ในการดำเนินการจดั ใหม้ ีการร้ือถอนอาคารดังกลา่ วอีก
๔.๔ แนวปฏิบัติราชการกรณีมีผู้ร้องเรียนให้ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติ
ควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ (คำพิพากษาศาลปกครองสงู สดุ ท่ี อ. ๑๗/๒๕๖๔)
เมื่อมีผู้ร้องเรียนว่ามีการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร
นายกเทศมนตรีในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารย่อมมีหน้าที่
ในการตรวจสอบและดำเนินการออกคำสั่งให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติควบคุมอ าคาร
พ.ศ. ๒๕๒๒ แม้ว่าอาคารของผู้ร้องเรยี นและผู้กระทำความผิดจะก่อสร้างโดยไม่ได้ยืน่ ขออนุญาต
ปลูกสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำ พื้นที่พิพาทเป็นพื้นที่ก่อสร้างที่ไม่มีเอกสารสทิ ธิ และไม่สามารถระบุได้
ว่าการก่อสร้างอาคารอยู่บนพื้นที่ในความรับผิดชอบของกรมเจ้าท่าหรือไม่ การท่ีนายกเทศมนตรี
ไม่ได้ดำเนินการออกคำสั่งทางปกครองให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒
จงึ เปน็ การละเลยตอ่ หนา้ ท่ีตามทกี่ ฎหมายกำหนดให้ตอ้ งปฏิบตั ิ
สรุปคดี : ผู้ร้องสอดเป็นเจ้าของอาคาร เลขที่ ๑/๗ ซอยท่าเรือ ถนนชายน้ำ
ตำบลปากพนัง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๘ ผู้ร้องสอด
และนาง ก. ได้ยื่นคำร้องขอให้นายกเทศมนตรีเมืองปากพนังตรวจสอบอาคารของผู้ฟ้องคดี
๙๗
เลขท่ี ๑/๕ ซงึ่ ต้ังอยู่ติดกบั อาคารของผูร้ อ้ งสอด เน่อื งจากมเี ศษวสั ดจุ ากอาคารของผู้ฟ้องคดีตกหล่นใส่
อาคารของผู้ร้องสอด นายกเทศมนตรีเมืองปากพนังได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบอาคารดังกล่าว
พบว่าอาคารของผู้ฟ้องคดี เลขที่ ๑/๕ มีสภาพผุกร่อนชำรุด ทำให้มีเศษวัสดุตกหล่นใส่อาคารของ
ผู้รอ้ งสอดจริง นายกเทศมนตรเี มอื งปากพนงั จงึ มหี นงั สือแจ้งผู้ฟอ้ งคดีให้ดำเนินการแก้ไขกรณีดังกล่าว
โดยด่วน ต่อมา ผู้ฟ้องคดีได้ขอให้นายกเทศมนตรีเมืองปากพนังดำเนินการตรวจสอบอาคารของผู้ร้องสอด
นายกเทศมนตรีเมืองปากพนังได้ตรวจสอบพบวา่ อาคารบริเวณพืน้ ที่พิพาทไดม้ ีการก่อสร้างโดยไม่ได้
รับอนุญาตจากนายกเทศมนตรีเมืองปากพนัง ไม่มีเอกสารหลักฐานที่ดิน และไม่มีการเว้นระยะห่าง
ระหว่างอาคารเช่นเดียวกับอาคารของผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอด ต่อมา นายกเทศมนตรีเมืองปากพนัง
ได้ขอความร่วมมอื จากสำนักงานทีด่ ินจังหวัดนครศรธี รรมราช สาขาปากพนัง เพื่อตรวจสอบหลักฐาน
ที่ดินของผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอด โดยสำนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช สาขาปากพนัง ได้มี
หนังสือลงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๘ แจ้งว่า ในระวาง UTM ไม่มีการลงที่หมายแปลงที่ดิน จึงไม่
สามารถตรวจสอบเอกสารสทิ ธิในทด่ี ินได้ นอกจากน้ี นายกเทศมนตรีเมืองปากพนังได้ขอความร่วมมือ
จากสำนกั งานเจ้าท่าภูมิภาค สาขานครศรธี รรมราช เพอื่ ตรวจสอบการขออนุญาตก่อสรา้ งสิ่งล่วงล้ำลำ
น้ำที่ปลูกสร้างอาคารบริเวณดังกล่าวว่าอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขา
นครศรีธรรมราช หรือไม่ โดยสำนักงานเจ้าท่าภูมภิ าค สาขานครศรีธรรมราช ได้แจ้งวา่ ผู้ฟ้องคดีและ
ผู้ร้องสอดไม่ได้ยื่นขออนุญาตปลูกสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำ โดยพื้นที่ท่ีก่อสร้างอาคารไม่มีเอกสารแสดง
กรรมสิทธิในที่ดิน และไม่สามารถระบุได้ว่าการก่อสร้างอาคารทั้งสองหลังตั้งอยู่บนพื้นที่ใน
ความรับผิดชอบของกรมเจ้าท่าหรือไม่ ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้นายกเทศมนตรี
เมืองปากพนังดำเนินการให้ผู้ร้องสอดแก้ไขอาคารใหถ้ ูกต้องตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒
ศาลปกครองสูงสุดวนิ ิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีได้มีหนงั สือลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๘ ถึงนายกเทศมนตรี
เมืองปากพนังขอให้ดำเนินการตรวจสอบอาคารของผู้ร้องสอดเลขที่ ๑/๗ ซอยท่าเรือ ถนนชายน้ำ
ตำบลปากพนัง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งอยู่ติดกับอาคารของผู้ฟ้องคดี โดยผู้ฟ้องคดี
กล่าวอา้ งวา่ ผู้รอ้ งสอดก่อสร้างอาคารโดยไม่เว้นระยะหา่ งระหว่างอาคาร ไม่เสนอแบบแปลนก่อสร้าง
และไม่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างอาคาร แต่นายกเทศมนตรีเมืองปากพนังก็ไม่ได้ดำเนินการตามที่
ผู้ฟ้องคดีร้องเรียน เมื่อปรากฏว่านายกเทศมนตรีเมืองปากพนังได้มีหนังสือขอความร่วมมือจาก
สำนกั งานทดี่ นิ จังหวัดนครศรธี รรมราช สาขาปากพนงั เพอ่ื ตรวจสอบหลักฐานทดี่ ินของผู้ฟ้องคดีและผู้
ร้องสอด และขอความร่วมมือจากสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขานครศรีธรรมราช เพื่อตรวจสอบการ
ขออนุญาตก่อสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำและการปลูกสร้างอาคารบริเวณดังกล่าว ว่าอยู่ในความรับผิดชอบ
ของสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขานครศรีธรรมราช หรือไม่ โดยสำนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช
สาขาปากพนัง ได้ชี้แจงว่า ในระวาง UTM ไม่มีการลงที่หมายแปลงที่ดิน จึงไม่สามารถตรวจสอบ
เอกสารสิทธิในที่ดนิ ได้ ส่วนสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขานครศรีธรรมราช ได้ชี้แจงว่า ผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอด
๙๘
ไม่ได้ยื่นขออนุญาตปลูกสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำ พื้นที่พิพาทเป็นพื้นที่ก่อสร้างที่ไม่มีเอกสารสิทธิ และ
ไม่สามารถระบุได้ว่าการก่อสร้างอาคารทั้งสองหลังตั้งอยู่บนพื้นที่ในความรับผิดชอบของกรมเจ้าท่าหรือไม่
ประกอบกับนายกเทศมนตรีเมืองปากพนังได้สอบถามเจ้าของอาคารที่ปลูกสร้างริมคลองบางวัง
บริเวณพื้นที่พิพาทแล้วปรากฏว่า ประชาชนส่วนใหญ่ใช้คลองบางวังเป็นทางสัญจรทางน้ำ มีการจับ
จองที่ดินรมิ คลองกอ่ สรา้ งอาคารเพื่อประกอบอาชีพคา้ ขาย ประกอบกับนายกเทศมนตรีเมืองปากพนัง
ได้เชิญเจ้าของอาคารริมคลองบางวังเข้าร่วมประชุมจำนวน ๒๒ คน ปรากฏว่า เจ้าของอาคารเหล่านี้
ไม่มีหลักฐานที่ดนิ และก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รบั อนุญาตจากนายกเทศมนตรีเมืองปากพนังและไม่มี
การเว้นระยะห่างระหว่างอาคาร ซึ่งรวมทั้งอาคารของผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอดด้วย จึงรับฟังได้ว่าอาคารของ
ผรู้ อ้ งสอดก่อสรา้ งชิดเขตทดี่ ินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ไดเ้ วน้ ระยะห่างระหว่างอาคารตามข้อ ๕๐ วรรคสอง๘๘
ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๕๕ (พ.ศ. ๒๕๔๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒
ดังนั้น การก่อสร้างอาคารของผู้ร้องสอด จึงขัดกับข้อ ๕๐ วรรคสอง ของกฎกระทรวงดังกล่าว เมื่อไม่ปรากฏ
ว่านายกเทศมนตรีเมืองปากพนังได้ดำเนินการออกคำสั่งทางปกครองให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ
ควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ จึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ที่ศาลปกครอง
๘๘ กฎกระทรวง ฉบับท่ี ๕๕ (พ.ศ. ๒๕๔๓) ออกตามความในพระราชบัญญตั คิ วบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒
ข้อ ๕๐ ผนังของอาคารที่มีหน าต าง ประตู ช องระบายอากาศหรือช องแสง หรือ
ระเบียงของอาคารต องมีระยะห าง จากแนวเขตทด่ี นิ ดงั นี้
(๑) อาคารทีม่ คี วามสงู ไม เกนิ ๙ เมตร ผนังหรอื ระเบียงต องอยู ห างเขตที่ดินไม น
อยกว า ๒ เมตร
(๒) อาคารที่มีความสูงเกิน ๙ เมตร แต ไม ถึง ๒๓ เมตร ผนังหรือระเบยี งต องอยู ห
างเขตที่ดนิ ไม นอ้ ยกว่า ๓ เมตร
ผนังของอาคารที่อยู่ห่างเขตที่ดินน้อยกว่าตามที่กำหนดไว ใน (๑) หรือ (๒) ต้องอยู่ห่างจาก
เขตทด่ี นิ ไม น้อยกวา่ ๕๐ เซนตเิ มตร เวน้ แต่จะก่อสรา้ งชิดเขตที่ดินและอาคารดังกลา่ วจะก่อสรา้ งได สงู ไม เกนิ
๑๕ เมตร ผนังของอาคารทีอ่ ยู่ ชิดเขตท่ีดนิ หรือห างจากเขตท่ีดินน อยกว าทีร่ ะบุไว ใน (๑) หรอื (๒) ต
องก อสร างเปน็ ผนงั ทบึ และดาดฟ าของอาคารด านนั้นให ทาํ ผนังทบึ สงู จากดาดฟ าไม น อยกว
า ๑.๘๐ เมตร ในกรณีก อสร างชิดเขตที่ดินต องได รับความยินยอมเป นหนังสือจากเจ าของที่ดินข
างเคียงด านนั้นดว้ ย
๙๙
ชนั้ ตน้ พพิ ากษาใหน้ ายกเทศมนตรเี มอื งปากพนังปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๔๐๘๙ มาตรา ๔๒๙๐ และมาตรา ๔๓๙๑
แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ตามลำดับ กรณีการก่อสร้างอาคารของผู้ร้องสอด
เลขที่ ๑/๗ ซอยท่าเรือ ถนนชายน้ำ ตำบลปากพนัง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ฝ่าฝืน
ข้อ ๕๐ วรรคสอง ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๕๕ (พ.ศ. ๒๕๔๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติ
ควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ทั้งน้ี ภายใน ๑๒๐ วัน นับแตว่ ันท่คี ำพิพากษาถึงที่สดุ นั้น พพิ ากษายืน
แนวทางปฏบิ ัตริ าชการจากคำวินิจฉัย :
คดนี ศี้ าลปกครองปกครองสูงสดุ ไดว้ างแนวการปฏบิ ัติราชการของเจ้าพนกั งานท้องถ่ินตาม
กฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารว่า เมื่อมีผู้ร้องเรียนยื่นหนังสือขอให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นตาม
กฎหมายวา่ ด้วยการควบคมุ อาคารให้แกไ้ ขความเดือดร้อนหรอื เสียหาย กรณีมีผู้กอ่ สรา้ งอาคารชิดแนวเขตท่ีดิน
ของผู้ร้องเรียนโดยไม่เว้นระยะห่างระหว่างอาคารตามข้อ ๕๐ วรรคสอง ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๕๕
(พ.ศ. ๒๕๔๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ เจา้ พนกั งานท้องถิน่ ย่อมมีหน้าที่
ในการตรวจสอบและดำเนินการออกคำสั่งตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ แม้ว่า
ผู้ร้องเรยี นและผู้ทกี่ อ่ ความเดอื ดรอ้ นจะไมไ่ ด้ยน่ื ขออนุญาตก่อสรา้ งอาคารและไม่มหี ลักฐานท่ดี ินกต็ าม
๕. แนวปฏิบตั ิราชการเก่ยี วกับหนา้ ท่ีขององคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่ิน ในการจัด
ให้มีและบำรุงรักษาทางสาธารณะที่อยู่ในความรับผิดชอบ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท่ี
อ.๔๙๕/๒๕๖๔)
เทศบาลมหี นา้ ท่ีทำให้มี บำรุงรกั ษาทางบกและทางน้ำท่ีอยูใ่ นเขตเทศบาล ซงึ่ ทาง
ดังกล่าวหมายความรวมถึงทางที่มีผู้ยกให้เป็นสาธารณประโยชน์ด้วย การที่นายกเทศมนตรี
ไม่ดำเนินการซ่อมแซมทางที่อยู่ในความรับผิดชอบของเทศบาล ให้มั่นคงแข็งแรงปลอดภัย
๘๙ อา้ งแลว้ , เชิงอรรถท่ี ๗๐.
๙๐ พระราชบญั ญัตคิ วบคมุ อาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๔๒ ถา้ การกระทำตามมาตรา ๔๐ เปน็ กรณที ไ่ี มส่ ามารถแกไ้ ขเปลยี่ นแปลงให้ถูกต้องได้
หรอื เจา้ ของอาคารมิไดป้ ฏิบัตติ ามคำสง่ั ของเจา้ พนกั งานทอ้ งถนิ่ ตามมาตรา ๔๑ ใหเ้ จา้ พนักงานท้องถ่นิ มีอำนาจสัง่ ให้
เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร ผู้ควบคุมงาน หรือผู้ดำเนินการรื้อถอนอาคารนั้นทั้งหมดหรือบางส่วนได้ภายใน
ระยะเวลาที่กำหนดแต่ต้องไม่น้อยกว่าสามสิบวัน โดยให้ดำเนินการรื้อถอนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่
กำหนดในกฎกระทรวงทีอ่ อกตามมาตรา ๘ (๑๑) หรอื ขอ้ บญั ญัตทิ ้องถิ่นท่อี อกตามมาตรา ๙ หรอื มาตรา ๑๐
๙๑ อา้ งแลว้ , เชงิ อรรถท่ี ๗๔.
๑๐๐
จึงเปน็ การละเลยต่อหนา้ ท่ีตามทกี่ ฎหมายกำหนดให้ต้องปฏบิ ตั ิหรือปฏิบัตหิ นา้ ทีด่ ังกล่าวล่าช้าเกิน
สมควร และนายกเทศมนตรีไม่อาจยกเอาปัญหาเรอ่ื งงบประมาณ ปฏิเสธหน้าที่ดังกล่าวได้
ปัญหาเรื่องงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่องค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่นอ้างว่าเป็นเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด หรือปฏิบัติหน้าท่ี
ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร นั้น ถือเป็นปัญหาเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ ที่คู่กรณีสามารถยกข้ึน
กลา่ วอ้างในชัน้ อทุ ธรณ์ได้
สรุปคดี : ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบหกฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบหกมีบ้านพักอาศยั อยู่ในหมู่บา้ น
จัดสรรตัง้ อยตู่ ิดกับคลองหน้าเมือง ก่อสร้างโดยบรษิ ทั ฟ. จำกดั ทต่ี อ่ มา บริษทั ฟ. จำกัด ไดท้ ำบันทึก
แสดงเจตนาอุทิศที่ดินถนน เนื้อที่ ๑ ไร่ ๒ งาน ๖๔ ตารางวา เพื่อให้เป็นถนนสาธารณประโยชน์
ร่วมกนั โดยมีนายกเทศมนตรนี ครลงลายมือช่ือเป็นผู้รับมอบ ตอ่ มา ปรากฏวา่ เทศบาลนครได้ขุดลอก
คลองหน้าเมือง ซึ่งติดกับถนนซอยดังกล่าว ทำให้ถนนเกิดทรุดและพังลง โดยประชาชนได้ร้องขอให้
เทศบาลดำเนินการซ่อมแซมบำรุงรักษามาโดยตลอด และปรากฏว่าถนนได้ทรุดพังลงเพิ่มขึ้นอีก
ยาวประมาณ ๙๐ เมตร ลกึ ประมาณ ๑ ถงึ ๒ เมตร ในลักษณะชิดทางระบายนำ้ หา่ งอาคารพักอาศัย
๑ เมตร จนไม่สามารถใช้สัญจรไปมาได้ ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบหกเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ไม่
ซ่อมแซมบำรุงรักษาถนนสาธารณประโยชน์ ให้เป็นไปตามมาตรฐานการก่อสร้างทางในเขตเทศบาล
จึงฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการซ่อมแซมและบำรุงรักษาถนน
สาธารณประโยชนใ์ นหมบู่ ้าน ใหอ้ ย่ใู นสภาพท่มี น่ั คงแข็งแรงและถาวร ศาลปกครองสงู สุดวินิจฉัยว่า
เมื่อบริษัท ฟ. จำกัด ได้ทำบันทึกแสดงเจตนายกที่ดินถนนซอยพิพาทเป็นถนนสาธารณประโยชน์
ท่ีดินดังกล่าวจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตาม
มาตรา ๑๓๐๔ (๒) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์๙๒ ตั้งแต่วันที่แสดงเจตนาดังกล่าว
ซึ่งเป็นไปโดยผลของกฎหมาย และทำให้ที่ดินถนนดังกล่าวหลุดพ้นจากภาระจำยอมในสาธารณปู โภค
ที่ดินจัดสรรในวันที่แสดงเจตนาดังกล่าวด้วยเช่นกัน กรณีจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของเทศบาล
ที่จะต้องบำรุงรักษาถนนดังกล่าวต่อไปตามข้อ ๓๐ วรรคสอง ของประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับท่ี
๙๒ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์
มาตรา ๑๓๐๔ บญั ญตั วิ า่ สาธารณสมบตั ิของแผน่ ดนิ น้ัน รวมทรพั ยส์ นิ ทุกชนดิ ของแผน่ ดินซึ่งใช้
เพ่ือสาธารณประโยชน์ หรือสงวนไวเ้ พอ่ื ประโยชน์รว่ มกนั เชน่
(๒) ทรพั ย์สนิ สำหรบั พลเมอื งใชร้ ว่ มกนั เป็นต้นว่า ทีช่ ายตลิ่ง ทางน้ำ ทางหลวง ทะเลสาบ