The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 62040113115, 2022-10-19 14:06:46

หน่วยการเรียนรู้ที่ 3

ilovepdf_merged_5

แผนการจัดการเรียนรู้
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1/2565
หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 แรงและกฎการเคลื่อนที่

นางสาวกวิสรา สุวรรณไตร
ตำแหน่ง นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู

โรงเรียนบ้านดุงวิทยา
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี

แผนการจดั การเรยี นรู้
วชิ าฟิสกิ ส์ 1 ว30201
กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 3 แรงและกฎการเคลอ่ื นท่ี
ระดบั ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 โรงเรยี นบา้ นดงุ วิทยา

นางสาวกวสิ รา สวุ รรณไตร
รหสั ประจาตวั นกั ศกึ ษา 62040113115

สาขาวทิ ยาศาสตร์ท่ัวไปและฟิสกิ ส์

การปฏิบตั กิ ารสอนในสถานศกึ ษาในการศกึ ษา 1
รหสั วิชา ED16401 (INTERNSHI IN SHOOL 1)
คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อดุ รธานี

ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565

คานา

แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชา ฟิสิกส์ 1 รหัสวิชา ว30201 ขั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เล่ม 3 นี้ จัดทาขึ้น
เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ และให้นักเรียน บรรลุตามผลการเรียนรู้ท่ี
กาหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) ผู้จัดทาจึงได้
ศึกษาสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม เทคนิค วิธีการสอน การวัดและประเมินผล มาจัดทาแผนการจัดการเรียนรู้ใน
ครงั้ นี้

แผนการจัดการเรียนรู้ในเล่ม 3 นี้ ประกอบไปด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่ 3
เรื่อง แรงและกฎการเคลื่อนที่ เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุตามผลการเรียนรู้ได้เต็มศักยภาพอย่างแท้จริงจึงหวังเป็น
อย่างยิ่งว่า แผนการเรียนรู้ฉบับนี้ จะสามารถนาไปใช้ประกอบการจดั การเรียนการสอนรายวชิ าฟิสิกส์ นาไปสู่
การพฒั นาทีถ่ ูกต้องและเกิดผลแกผ่ ูเ้ รียนเป็นอยา่ งดี

กวสิ รา สวุ รรณไตร
19 ตุลาคม 2565

สารบญั

เรื่อง หนา้
คานา……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ก
สารบัญ………………………………………………………………………………………………………………………………………..... ข
หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 3 เร่อื ง แรงและกฎการเคล่อื นท่ี

แผนการเรียนรทู้ ี่ 7 เรือ่ ง แรงและการหาแรงลัพธ์............................................................................... 1
แผนการเรียนรทู้ ่ี 8 เร่ือง กฎการเคลอ่ื นที่ของนวิ ตนั ........................................................................... 37
แผนการเรยี นรทู้ ี่ 9 เร่ือง แรงเสยี ดทาน............................................................................................... 59
แผนการเรียนรทู้ ี่ 10 เร่ือง แรงดงึ ดูดระหว่างมวล............................................................................... 87
แผนการเรยี นรู้ที่ 11 เร่ือง การประยกุ ตใ์ ช้กฎการเคล่ือนที่............................................................... 109

1

แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 7

รายวชิ าฟิสกิ ส์ 1 รหัสวชิ า ว30201 กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 3 แรงและกฎการเคลื่อนท่ีของนวิ ตนั เวลาเรยี น 21 ชว่ั โมง

เรือ่ ง แรงและการหาแรงลพั ธ์ เวลาเรียน 4 ชวั่ โมง

ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 4 ภาคเรยี นท่ี 1

ช่ือผู้สอน นางสาวกวิสรา สุวรรณไตร

สาระฟสิ กิ ส์
1. เข้าใจธรรมชาติทางฟิสิกส์ ปริมาณและกระบวนการวัด การเคลื่อนที่แนวตรง แรงและกฎ

การเคลื่อนที่ของนิวตัน กฎความโน้มถ่วงสากล แรงเสียดทานสมดุลกล ของวัตถุ งานและกฎการอนุรักษ์
พลงั งานกล โมเมนตมั และกฎการอนุรักษ์ โมเมนตัม การเคล่ือนทีแ่ นวโค้ง รวมทัง้ นาความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์

1. เปา้ หมายการเรียนรู้
1.1 ผลการเรยี นรู้
ทดลอง และอธบิ ายการหาแรงลัพธข์ องแรง สองแรงที่ทามุมต่อกนั
1.2 จดุ เนน้ ที่ต้องการพฒั นาผ้เู รยี นตามช่วงวัย
1.2.1 สมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น
1. ความสามารถในการส่อื สาร
2. ความสามารถในการแกป้ ญั หา (เข้าใจความสัมพนั ธ์)
3. ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ (ทกั ษะการทดลองและกระบวนการทางานกลุ่ม)
1.2.2 คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
1. ซื่อสตั ย์
2. ใฝ่เรยี นรู้
3. มุ่งมน่ั ในการทางาน
1.3 สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด
แรง คือ ความพยายามที่จะทาให้วัตถุเกิดการเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ (state of motion)
แรงเป็นปริมาณเวกเตอร์ มีหน่วยเป็นนิวตัน ( N ) การหาแรงลัพธ์มี 2 วิธี ได้แก่ โดยวิธีวาดรูป และวิธี
คานวณ

2

1.4 สาระการเรยี นรู้
1. แรง
2. การรวมแรงแบบต่างๆ

1.5 จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. หาขนาดและทศิ ทางของแรงลพั ธ์ (เวกเตอรล์ ัพธ)์ โดยการเขียนรปู ได้
2. หาขนาดและทิศทางของแรงลพั ธ์ (เวกเตอร์ลพั ธ์) โดยการใชส้ ตู รได้

2. หลกั ฐานการเรียนรู้
2.1 ภาระงาน
1. การสบื คน้ ขอ้ มูล
2. การทากิจกรรมตามกิจกรรมการเรยี นรู้
2.2 ชิน้ งาน
1. สรปุ สาระสาคัญ
2. ภาพวาดจากแนวความคิด
3. ทดสอบหลังเรียน

3. กจิ กรรมการเรียนรู้
3.1 ข้ันสร้างความสนใจ (Engagement)
3.1.1 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับ เรื่อง “การเปลี่ยนสภาพของวัตถุ มีสิ่งใด

เกี่ยวข้อง” เพื่อนาไปสู่คาถามทีว่ า่ “การที่วัตถุจะเคลือ่ นที่หรือไม่เคลื่อนที่ แรงต้องมีส่วนเกี่ยวขอ้ งทุกคร้งั
หรอื ไม่ อย่างไร”

3.1.2 นกั เรียนดูภาพและตอบข้อซักถามของครวู า่ การทว่ี ตั ถจุ ะเคลื่อนที่หรือไมเ่ คล่อื นที่ แรง
ต้องมีส่วนเกยี่ วข้องทกุ ครงั้ หรอื ไม่ อยา่ งไร” ( ทง้ิ ช่วงให้นักเรยี นคิด )

3

3.1.3 นักเรียนร่วมกันอภิปรายในแต่ละกลุ่ม พร้อมทั้งบันทึกความเห็นของกลุ่ม (เปิดโอกาส
ให้นกั เรยี นได้แสดงความคิดเห็นโดยยังไมเ่ นน้ ถูกผดิ )

3.1.4 ตัวแทนนกั เรยี นแตล่ ะกลุ่มนาเสนอความเหน็ ของกล่มุ

3.1.5 แจ้งให้นักเรียนทราบว่า จะได้ศึกษาเกี่ยวกับ แรง และการหาแรงลัพธ์แบบต่าง ๆ
โดยเนน้ คณุ ลักษณะอนั พึงประสงคท์ ่นี ักเรียนควรมี คือ ความซ่ือสตั ย์ ใฝเ่ รียนรู้ ม่งุ ม่นั ในการทางาน

3.2 ขั้นสารวจและค้นหา (Exploration)
3.2.1 นักเรียนแบ่งกลุ่ม 9 กลุ่ม กลุ่มละ 3 - 5 โดยคละเพศและความสามารถของนักเรียน

และแบ่งหน้าที่รับผิดชอบภายในกลุ่ม โดยเลือกหัวหน้าและเลขานุการกลุ่ม ครูชี้แจงบทบาทหน้าที่ของ
หัวหน้า เลขานกุ าร และสมาชกิ ในกลุม่ ใหน้ กั เรียนทราบ

3.2.2 หัวหน้ากลุ่มแบ่งหน้าสมาชิกในกลุ่มช่วยกันสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับ แรง และการหาแรง
ลัพธ์แบบตา่ ง ๆ จากใบความรู้ที่ 7 แล้วสรุปสาระสาคญั บันทกึ ลงในสมุดจดบันทกึ

3.2.3 อภิปรายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซ่ึงกันและกันภายในกลุ่ม หลังจากนั้นนักเรียนเขียนบนั ทึก
ข้อสรปุ ของกลุม่ ไว้ในสมดุ บนั ทึกของตัวเอง

3.2.4 นักเรยี นร่วมกันปฏบิ ัติกิจกรรมในใบกจิ กรรมที่ 7 เร่ือง แรงและการหาแรงลัพธ์
3.3 ขั้นอธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation)

3.3.1 นักเรียนแต่ละกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยครูสุ่มให้นักเรียนนาเสนอข้อสรุปของกลุ่ม
ตวั เองและรว่ มกันอภิปรายผลการทาใบกิจกรรมที่ 7

3.3.2 ครูคอยอานวยความสะดวกและอธิบายเพิ่มเตมิ ในส่วนทน่ี ักเรียนขาดหาย
3.3.3 ครแู ละนักเรยี นร่วมกนั อภปิ รายสรปุ แรงและการหาแรงลัพธ์เพ่ือให้ไดข้ ้อสรุปร่วมกันท่ี
ถูกตอ้ งและสมบรู ณ์
3.4 ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration)
3.4.1 นกั เรียนทาใบงานที่ 7 เรอื่ ง แรงและการหาแรงลพั ธ์
3.4.2 ศกึ ษาเพ่ิมเติม ความรจู้ ากหนังสอื รายวชิ าเพมิ่ เตมิ ฟสิ กิ ส์ เลม่ 1 ช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 4 -
6 ใบความรูท้ ่ี 13 และศกึ ษาจากแหล่ง เรียนรู้อื่นๆ นอกหอ้ งเรียน
3.4.3 นกั เรยี นทาใบงานที่ 7 เรอ่ื ง แรงและแรงและการหาแรงลัพธ์
3.5 ข้ันประเมนิ (Evaluation)
3.5.1 นักเรียนทุกคนกันเฉลย ใบกิจกรรมที่ 7 เรื่อง แรงและการหาแรงลัพธ์ และใบงานที่ 7
เรอ่ื ง แรงและการหาแรงลัพธ์
3.5.2 นักเรียนที่ได้คะแนนในใบกิจกรรมหรือใบงานใด ไม่ถึงเกณฑ์ร้อยละ 70 ให้กลับไป
ศึกษา และทาบัตรกิจกรรมนนั้ ใหม่เพอื่ ทบทวนอีกคร้งั
3.5.3 นกั เรียนเขยี น Concept mapping เกย่ี วกับ แรง และแรงและการหาแรงลัพธ์
3.5.4 นักเรียนทาแบบทดสอบหลงั เรียน จานวน 10 ข้อ โดยใชเ้ วลาไม่เกนิ 10 นาที

4

4. ส่ือ อุปกรณ์ และแหลง่ เรยี นรู้
1. หนังสือเรยี นสาระการเรยี นรพู้ ื้นฐานและเพม่ิ เติม ฟสิ กิ ส์ เล่ม 1 ของ สสวท.
2. อปุ กรณ์ท่ีใช้ในใบกจิ กรรมท่ี 7 เรอื่ ง แรงและแรงและการหาแรงลพั ธ์
3. ใบความรู้ท่ี 7 เรอื่ ง แรงและแรงและการหาแรงลพั ธ์
4. แหล่งสบื ค้นขอ้ มูลจากอนิ เทอร์เนต็
1. http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/10/Force/Force/
Force1.htm
2. http://e-learning.e-tech.ac.th/learninghtml/somchai/unt11/un11.html
3. https://sites.google.com/site/phichitphysics/sutr
4. http://3.bp.blogspot.com/-q-
uFlZPpHOc/UgUSLwulg9I/AAAAAAAABxg/MuDJu1PitVI/s1600/Vector5.png
5. http://www.digitalschool.club/digitalschool/physics2_2_2/physics3/lesson4/mo
re/more5_4/item4_5.php
6. http://physicstool.blogspot.com/2013/08/force.html
7. http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/10/Force/Force/For
ce1.htm

5. การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้

สงิ่ ทต่ี ้องการวดั วธิ กี ารวดั เครื่องมือวดั เกณฑก์ ารผา่ น

ดา้ นความรู้ - การซักถาม - ขอ้ คาถาม ตอบคาถามและทาใบงาน
ความเขา้ ใจ - ตรวจใบงาน - ใบงานที่ 7 ถกู ต้องร้อยละ 70 ขึน้ ไป
- ตรวจใบกจิ กรรมที่ 7 - ใบกิจกรรมที่ 7

ดา้ นทกั ษะ/ - การปฏิบัติ - แบบสงั เกตการทา ได้คะแนนการประเมิน
กระบวนการ กิจกรรมกลุม่ กิจกรรมกลมุ่ ในระดับดีขึ้นไป

ด้านคุณลกั ษณะ - สงั เกต - แบบสังเกต ได้รับการประเมินในระดบั
ทพ่ี ึงประสงค์ พฤติกรรมการเรยี น
พฤติกรรมการเรียน ดีขนึ้ ไป

5

6. กจิ กรรมแนะ
1. ก่อนเรียนเรื่องนี้ควรแจ้งให้นักเรียนเตรียมอุปกรณ์เขียน เช่น ดินสอ ยางลบ ไม้บรรทัด

ครึง่ วงกลมมาด้วย เพ่อื จะได้สะดวกในการหาแรงลพั ธจ์ ากการวาดภาพ
2. นกั เรียนควรทบทวนความรเู้ รอ่ื งตรโี กณมติ มิ าล่วงหน้า
3. นักเรยี นควรทบทวนการหาการกระจัดโดยใชส้ ตู รของพธี ากอรัส

7. ความคดิ เหน็ ของผบู้ รหิ ารสถานศึกษาหรอื ผทู้ ี่ไดร้ บั มอบหมาย
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………..……….………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………..………….……
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………..……….………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงช่ือ
( นายจานง ศลิ ารนิ ทร์ )

ตาแหนง่ ผูอ้ านวยการโรงเรยี นบา้ นดงุ วทิ ยา

6

ใบความรทู้ ี่ 7
เร่อื ง แรงและแรงและการหาแรงลพั ธ์
รายวชิ า ฟสิ ิกส์ 1 รหสั วชิ า ว30201 ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 4

แรง คอื ความพยายามทีจ่ ะทาให้วตั ถเุ กิดการเปลี่ยนสภาพการเคลอ่ื นที่ (state of motion) แรง
เป็นปรมิ าณเวกเตอร์ มีหนว่ ยเป็นนวิ ตนั ( N )

การออกแรงตลี ูกเบสบอล
ทมี่ า : http://images.tutorvista.com/content/force-laws-motion/hitting-a-ball-apply-

of-force.jpeg

ดังนน้ั การเปลย่ี นแปลงของวตั ถุ เชน่ รูปรา่ ง ตาแหน่ง หรอื การหมนุ เกิดจากการกระทาของแรง
ในลักษณะตา่ งๆ และอาจจะมากกว่า 1 แรงที่มากระทาต่อวตั ถนุ น้ั ตวั อย่างของแรงต่างๆ ที่จะกล่าวถงึ ใน
ท่นี ้ี

การหาแรงลัพธ์
จากความรเู้ บื้องต้นเก่ียวกบั เวคเตอร์ โดยแรงเปน็ ปรมิ าณเวคเตอร์ และเราสามารถเขียน

สญั ลกั ษณเ์ วกเตอรแ์ ทนแรงได้ โดยให้ความยาวของเส้นตรงแทนขนาดของแรง(Magnitude) และหวั ลกู ศร
แสดงทศิ ทางของแรง(Direction)

7

วธิ กี ารหาแรงลพั ธ์
1. การเขียนรปู
1.1 โดยวธิ ีแบบหางต่อหวั (โดยแทนแรงด้วยลกู ศร ) ใชห้ างตอ่ หวั คือเอาหางของลกู ศรท่แี ทน
แรงท่ี 2 มาต่อหัวลกู ศรที่แทนแรงท่ี 1 แล้วเอาหางลกู ศรท่ีแทนแรงท่ี 3 มาตอ่ หัวลูกศรที่
แทนแรงที่ 2. ตอ่ กนั ไปจนหมดโดยทิศของลูกศรทแ่ี ทนแรงเดิมไม่เปลี่ยนแปลงขนาดของ
แรงลพั ธ์คือ แรงลพั ธ์ คือแรงทล่ี ากจากหางของแรงแรกไปยังหวั ของแรงสดุ ท้าย

1.2 การหาแรงลพั ธจ์ ากการสรา้ งรปู สเี่ หลย่ี มดา้ นขนาน
1. ลากเสน้ แทนแนวแรงทงั้ 3 แรง พบว่าตดั กนั ท่จี ุด A
2. กาหนดขนาดและทิศทางของเวกเตอรข์ องแรงท้ัง 3 แรง
3. สร้างรูปสเ่ี หลย่ี มด้านขนาน ABCD โดยให้ดา้ นของปรมิ าณแรงท่นี ้อยกวา่ คือ F2 กบั F3 เปน็ ดา้ น
ประกอบของสี่เหลี่ยมดา้ นขนาน 2 ดา้ น แลว้ ลากเส้นตอ่ กันทุกเสน้ เป็นรูปส่ีเหลย่ี มผนื ผ้า
4. ลากเส้นทแยงมมุ ออกจากจดุ ทแ่ี รงท้ัง 3 พบกนั ออกไปยงั จุดตรงขา้ มคือเสน้ AC พบว่าเสน้
ทแยงมุม AC มขี นาดเทา่ กับความยาวของเวกเตอร์
5. แรงลพั ธ์ของแรง F2 และ F3 มีปริมาณเท่ากับ แรง F1 หกั ล้างกัน ผลรวมของแรงลัพธเ์ ปน็
ศูนย์ ต๊กุ ตาจงึ ไมเ่ คล่ือนทผ่ี ลของแรงลพั ธร์ วมทีก่ ระทาต่อวัตถมุ ีคา่ เปน็ ศูนย์ วัตถจุ ะหยดุ น่ิง
ตวั อย่างท่ี 1 จงหาขนาดของแรงลัพธท์ ่กี ระทาต่อมวล m เม่ือแรง F1 และ F2 มีขนาด 3 และ 4 นวิ ตนั
ตามลาดบั โดยแรง แรง F1 และ F2 มีทิศทางที่ตั้งฉากซึง่ กันและกัน

8

วธิ ที า โดยวิธีการวาดรปู
กาหนดให้ FR คอื เวกเตอรล์ ัพธแ์ ละเวกเตอร์แตล่ ะตวั ยาว 1 เซนตเิ มตรตอ่ ขนาดของแรง 1 นิวตนั

จากรูปเมื่อวัดความยาวของ FR จะได้ประมาณ 5 cm หรือไดเ้ วกเตอรล์ พั ธป์ ระมาณ 5 นวิ ตัน
เนอ่ื งจาก F1 และ F2 ทามมุ ตอ่ กันเท่ากบั 90 องศา ดงั นน้ั เราใช้ทฤษฎบี ทพธี ากอรัสได้เลย

ตอบ เวกเตอร์ลัพธม์ ขี นาด 5 นวิ ตนั
2. โดยการคานวณ

2.1 เมื่อแรงทามุม 0 องศา (แรงไปทางเดยี วกนั ) แรงลัพธ์ = ขนาดแรง ท้ังสองบวกกัน และทศิ ของ
แรงลพั ธ์ มีทิศเดิม

 แรงสองแรงไปทางเดียวกัน แรงลพั ธ์ คือ การนาขนาดแรงทง้ั สองแรงมารวมกัน

9

2.2 เมอื่ แรงทามุมกัน 180 องศา (ทิศทางตรงข้าม)
แรงลัพธ์ = แรงมากลบด้วยแรงน้อย ทิศของแรงลัพธ์มีทิศเดยี วกับแรงมาก

แรงสองแรงสวนทางกนั แรงลพั ธ์ คือ ผลตา่ งขนาดของแรงทง้ั สอง ทิศทางของแรงลัพธ์ไปทางแรงที่
มขี นาดมากกว่า

2.3 เม่ือแรงทามุมกัน 90 องศา หาแรงลพั ธโ์ ดยใชท้ ฤษฎีบทของพธี ากอรสั

แรงสองแรงทามุมใดๆ ต่อกนั หาแรงลัพธจ์ าก การสร้างรปู ส่เี หลี่ยมด้านขนาน และการคานวณ

10

องคป์ ระกอบของแรง

การแตกแรงหรือแยกแรง คือการแยกแรง 1 แรงออกเป็นแรงองคP์ประกอบ 2 แรงซ่ึงตั้ง
ฉากกันอยู่ตามแนPวแกน x และแกน y

Fx เป็นขนาดของแรงตามแนวแกน x
Fy เป็นขนาดของแรงตามแนวแกน y

Q R

จากรปู มีแรง Pก และ แรง R ท่ีสามารถหาแรงองขคป์ ระกอบในแนวแกน x และ แนวคแกน y ได้
สว่ นแรง Q แรงท้ังหมดจะกระทาไปในแนวแกน x ไปทางขวามือทง้ั หมด องคป์ ระกอบของแรง
ในแนวแกน y ไม่มี ลองพิจารณาการหาองคป์ ระกอบของแรง P

จากรูป ก แรง P สามารถหาแยกแรงเปน็ องค์ประกอบของแรง P ในแนวราบ และในแนวดิ่งได้

ดังรูป P P เราจะไม่สามารถหาขนาดของแรง x และแรง y ไดถ้ ้าเรา
ไม่ทราบค่ามุมใดมุมหนึ่ง ทแี่ รงP ทากับแกน x และ แกน y
 
Py P เราเพียงแคบ่ อกไดว้ า่ มีแรง ในแนวแกน x เรยี กวา่ แรง x และมี
แรง ในแนวแกน y เรียกวา่ แรง y
y

P

x Px

เราหาขนาดของแรง P ในแนวแกน x และ แนวแกน y ไดเ้ ม่ือทราบคา่ มุม  ดังรปู ขา้ งล่าง

Psin P จะได้ขนาดของแรง P x = P cos
 และ P y = P sin

Pcos

11

ตวั อยา่ งท่ี 2 จงหาองคป์ ระกอบของแรงต่อไปน้ี จากรปู ในแนวขนานกบั พน้ื และตง้ั ฉากกบั พ้ืน

ก. y 60 x

60 10 10
N N

ให้แรงขนาด 10 N คอื ขนาดของแรง M (10)( 0.866) = 8.66 N
ดังนัน้ แรง M x เปน็ แรงต้ังฉากกับพ้ืน = M sin 60 = (10)( 0.50) = 5.0 N

แรง M y เปน็ แรงขนานกบั พ้นื = M cos 60 =

ข. 10 10 y
N30
N30
40
x 40

ให้แรงขนาด 10 N คือ ขนาดของแรง M
ดังนนั้ แรง M y เป็น แรงตัง้ ฉากกบั พื้น = M sin 30 = (10)( 0.50) = 5.0 N

แรง M x เปน็ แรงขนานกบั พืน้ = M cos 30 = (10)( 0.866) = 8.66 N

ส่ิงที่มีผลตอ่ การเคลอ่ื นทอี่ ีกอยา่ ง ก็คือขนาดของวตั ถุ ( เนือ้ สาร ) หรือท่เี รยี กว่า มวล ( m ) เช่น
เม่อื เราออกแรงกระทาต่อวตั ถเุ ท่ากัน วตั ถุที่มีขนาดใหญ่ ( มวลมาก ) จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไดน้ ้อย
ส่วนวัตถทุ ม่ี ีขนาดเลก็ ( มวลน้อย ) จะเกิดการเปลย่ี นแปลงได้มาก

ขั้นตอนการหาแรงลัพธ์มดี งั น้ี
1.เขียนแกนตง้ั ฉากอ้างอิง
2.แตกแรงเข้าสู่แกนต้ังฉาก (แรงตอ้ งแตกเขา้ แกนตั้งฉากท้ังสองแกนเสมอ )

12

5. หาขนาดของแรงลัพธ์โดยใช้พธี ากอรสั

ตัวอย่างการคานวณ 2. จงหาแรงยอ่ ยในแกนต้งั ฉาก
1.ชายคนหนึง่ ออกแรงลากลงั ไมด้ งั รปู ด้วยแรง 100 นิวตัน จงหา

1. แรงดึงในแนวด่งิ

2. แรงดึงในแนวระดบั

13

3. จงหาแรงย่อยในแกนต้งั ฉาก

ข้อสังเกต จากข้อ 2 และ 3 แรงประกอบย่อยถ้าอยู่ชิดมุม จะเท่ากับ แรง คูณด้วยค่า cos
ของมุมนั้นถ้าไม่ชดิ มมุ แรงประกอบย่อยจะเท่ากบั แรงคนู ด้วยค่า sin ของมุมน้นั

14

4. เมื่อออกแรง 3 และ 4 นิวตันกระทาตอ่ วตั ถุ ดังรูป จงหา ขนาดของแรงลัพธ์โดยการเขียน
รปู

เขียนรูป ใชห้ างต่อหวั วดั ขนาดแรงลพั ธไ์ ด้ 5 N

เขียนรปู ใช้หางตอ่ หัว วัดขนาดแรงลัพธ์ได้ 6.01 N

15

ใบกจิ กรรมท่ี 7
เรื่อง แรงและการหาแรงลพั ธ์
รายวชิ า ฟสิ ิกส์ 1 รหสั วชิ า ว30201 ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 4

1. ใหน้ ักเรยี นหาขนาด และทิศทางของแรงลัพธ์ โดยเขียนเวกเตอร์ของแรงลพั ธ์โดย วธิ กี ารสร้างรูป

2. เม่ือมีแรง A B และ C มากระทาตอ่ วตั ถุ ดังรปู

16

3. ชายคนหนึ่งออกแรงลากลังไม้ดังรูป ด้วยแรง 100 นิวตัน จงหาแรงดึงในแนวดิ่ง และแรง
ดึงในแนวราบ

4. เชือกเส้นหน่ึงผูกวัตถุมวล 6 กิโลกรัม ปลายอีกข้างหน่ึงตรึงติดกับฝาผนัง ออกแรงดึงวัตถุไป
ในแนวระดับด้วยแรง P ทาให้เส้นเชือกเอียงทามุม 60 ๐ กับฝาผนัง จงหาแรงตึงของเชือก
และแรง P ท่ีใช้ดึง

17

ใบงานที่ 7
เร่อื ง แรงและการหาแรงลัพธ์
รายวชิ า ฟสิ กิ ส์ 1 รหสั วชิ า ว30201 ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 4

คาชี้แจง ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันอภิปรายสรุปการหาแรงลัพธ์โดยการสร้างรูป และคานวณ แล้ว
นาเสนอหนา้ ช้นั เรยี น
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................ .................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................ .............
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................. ........
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................... ...
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
....................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
.....

รายวชิ า ฟสิ กิ ส์ 1 แบบทดสอบ 18
รหสั วชิ า ว30201
ระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 ( กอ่ นเรยี น – หลังเรยี น ) ประกอบแผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 7
เวลา 10 นาที

คาชแ้ี จง
1. ขอ้ สอบเปน็ แบบปรนยั ชนดิ เลอื กตอบ 4 ตวั เลือก จานวน 10 ขอ้
2. นกั เรยี นตอ้ งเลอื ก คาตอบทถี่ กู ต้องทสี่ ุดเพียงขอเดยี ว โดยกากบาท (x) ลงในชองอักษร

ก ข ค หรือ ง ใน กระดาษคาตอบ
3. กาหนดเวลาใหน้ กั เรยี นไดป้ ฏบิ ตั ิ 10 นาที และมคี ะแนนเตม็ 10 คะแนน
4. หา้ มขีดเขยี นหรอื ทาเครื่องหมายใด ๆ ลงในแบบทดสอบ

19

20

เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี น 1. ก. 2. ข. 3. ก. 4. ค. 5. ง. 6. ก. 7. ง. 8. ค. 9. ก. 10. ค

21

แบบประเมินดา้ นคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์

เลขที่ ซ่อื สตั ย์ เกณฑร์ ะดบั คณุ ภาพ อยูอ่ ยา่ ง รวม ระดบั คณุ ภาพ
ใฝ่เรยี นรู้ มงุ่ มน่ั ในการ พอเพยี ง (12)
(3)
1 ทางาน (3)
2 (3) (3)
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25

22

แบบประเมินดา้ นคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ (ตอ่ )

เกณฑร์ ะดบั คณุ ภาพ

เลขที่ ซ่ือสตั ย์ ใฝ่เรยี นรู้ มุง่ มน่ั ในการ อยอู่ ยา่ ง รวม ระดบั คณุ ภาพ
(12)
ทางาน พอเพียง

(3) (3) (3) (3)

26

27

28

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

41

42

43

44

45

23

เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน เกณฑก์ ารประเมนิ คะแนนเตม็ 9 คะแนน

ระดับ 3 หมายถงึ มพี ฤติกรรมในระดบั ดีเยีย่ ม คะแนน 8 - 9 หมายถงึ ดีเยยี่ ม

ระดับ 2 หมายถงึ มีพฤติกรรมในระดับ ดี คะแนน 6 - 7 หมายถงึ ดี

ระดบั 1 หมายถงึ มีพฤติกรรมในระดบั ผ่าน คะแนน 4 - 5 หมายถงึ ผ่าน

ระดบั 0 หมายถงึ มพี ฤตกิ รรมในระดบั ปรบั ปรงุ คะแนน 0 - 3 หมายถงึ ปรับปรุง

เกณฑ์การผา่ น ผา่ นเกณฑร์ ะดับคุณภาพ 2

ลงชอ่ื ................................................................ผปู้ ระเมนิ

...................../..................../...................

24

บนั ทกึ ผลหลงั การสอน

1. ผลการเรยี นรู้
1.1 ด้านความรู้ (K)

………………………………………………………………………………………………………………………………..………….….........
.....………………………………………………………………………………………………………………………………..………….…....
..........………………………………………………………………………………………………………………………………..………….
…....................................................................................................... ...............................................................

1.2 ด้านทักษะกระบวนการ (P)
………………………………………………………………………………………………………………………………..………….….........
.....………………………………………………………………………………………………………………………………..………….…....
..........………………………………………………………………………………………………………………………………..………….
….................................................................................................................................................................. ....

1.3 ด้านคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ (A)
………………………………………………………………………………………………………………………………..………….….........
.....………………………………………………………………………………………………………………………………..………….…....
..........………………………………………………………………………………………………………………………………..………….
…........................................................................................................................................... ...........................

2. ปัญหาและอุปสรรค
………………………………………………………………………………………………………………………………..………….….........
.....………………………………………………………………………………………………………………………………..………….…....
..........………………………………………………………………………………………………………………………………..………….
…......................................................................................................................................................................

3. ข้อเสนอแนะและแนวทางการแก้ไขปญั หา
………………………………………………………………………………………………………………………………..………….….........
.....………………………………………………………………………………………………………………………………..………….…....
..........………………………………………………………………………………………………………………………………..………….
…........................................................................................................................................... ...........................

ลงชือ่ ผูส้ อน
(นางสาวกวสิ รา สวุ รรณไตร)

25

ความเหน็ ของครพู ่ีเลยี้ ง
............................................................................................................................. ............................................
............................................................................................................................. ............................................
.........................................................................................................................................................................

ลงชื่อ
(นางศรีนภา ขุลดี ี)

ความเหน็ ของหวั หนา้ กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
...................................................................................................... ...................................................................
............................................................................................................................. ............................................
................................................................................................................................................. ........................

ลงชือ่
(นางจนั เพ็ญ พนู สวุ รรณ)

ความเหน็ ของหวั หนา้ สถานศกึ ษาหรอื ผู้ทไี่ ดร้ บั มอบหมาย
............................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................. ............................................
........................................................................................................................................................ .................

ลงชือ่
(นายจานง ศิลารนิ ทร์)

26

แผนการจดั การเรียนรูท้ ่ี 8 (แผนการจดั การเรียนร้ตู ามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง)

รายวชิ าฟิสกิ ส์ 1 รหัสวิชา ว30201 กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 3 แรงและกฎการเคลื่อนที่ เวลาเรียน 21 ชัว่ โมง

เรอ่ื ง กฎการเคล่อื นทขี่ องนิวตัน เวลาเรยี น 4 ช่ัวโมง

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนท่ี 1

ชื่อผู้สอน นางสาวกวสิ รา สวุ รรณไตร

สาระฟิสิกส์
1. เข้าใจธรรมชาติทางฟิสิกส์ ปริมาณและกระบวนการวัด การเคลื่อนท่ีแนวตรง แรงและกฎ

การเคลื่อนที่ของนิวตัน กฎความโน้มถ่วงสากล แรงเสียดทานสมดุลกล ของวัตถุ งานและกฎการอนุรักษ์
พลงั งานกล โมเมนตัมและกฎการอนรุ กั ษ์ โมเมนตมั การเคลือ่ นท่แี นวโคง้ รวมทัง้ นาความรู้ไปใช้ประโยชน์

1. เปา้ หมายการเรียนรู้
1.1 ผลการเรียนรู้
เขียนแผนภาพของแรงที่กระทาต่อวัตถุอิสระ ทดลอง และอธิบายกฎการเคล่ือนท่ีของนิวตัน และ

การใช้กฎการเคลื่อนทขี่ องนวิ ตนั กบั สภาพการ เคลื่อนที่ของวัตถุรวมทัง้ คานวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ท่ีเกย่ี วข้อง
1.2 จดุ เนน้ ท่ีต้องการพฒั นาผู้เรยี นตามชว่ งวยั
1.2.1 สมรรถนะสาคัญของผ้เู รียน
4. ความสามารถในการสอ่ื สาร
5. ความสามารถในการแก้ปญั หา (เขา้ ใจความสัมพันธ์)
6. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ (ทักษะการทดลองและกระบวนการทางานกลมุ่ )
1.2.2 คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
4. ซอื่ สัตย์
5. ใฝ่เรียนรู้
6. มุง่ มน่ั ในการทางาน
7. อยู่อยา่ งพอเพยี ง
1.3 สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด
เซอร์ ไอแซค นิวตัน (Sir Isaac Newton) นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษถือกาเนิดใน ปี ค.ศ.1642
(พ.ศ.2185) นิวตัน นวิ ตันติดใจในปรศิ นาที่ว่า แรงอะไรทาให้ผลแอปเปิลตกสู่พน้ื ดนิ และตรึงดวงจันทร์ไว้
กบั โลก ส่งิ น้ีเองนาเขาไปสกู่ ารค้นพบกฎแรงโนม้ ถ่วง 3 ขอ้
กฎข้อที่ 1 กฎของความเฉ่อื ย (Inertia)
“An object at rest stays at rest and an object in motion stays in motion with the
same speed and in the same direction unless acted upon by an unbalanced force”

27

"วัตถุที่หยุดน่ิงจะพยายามหยุดน่ิงอยู่กับท่ีตราบท่ีไม่มีแรงภายนอกมากระทา ส่วนวัตถุที่เคล่ือนที่
จะเคล่ือนทเี่ ปน็ เส้นตรงดว้ ยความเร็วคงท่ตี ราบที่ไมม่ ีแรงภายนอกมากระทาเชน่ กนั "

กฎข้อที่ 2 กฎของแรง (Force)
“The time rate of change of linear momentum of an object is proportional to the
net external force acting on it and occurs in the direction of the resultant force”
“หากแรงลัพธ์ภายนอกไมเ่ ป็นศูนย์จะทาใหว้ ัตถุเกิดการเปล่ยี นแปลงสภาพการเคลื่อนท่ี”
กฎขอ้ ท่ี 3 กฎของแรงปฏกิ ิรยิ า (Action = Reaction)
“When two objects interact, the mutual forces of interaction on each object are
equal in magnitude and opposite direction”
"แรงที่วัตถทุ หี่ นงึ่ กระทาตอ่ วัตถุท่สี อง ย่อมเท่ากับ แรงทว่ี ัตถทุ ่สี องกระทาต่อวตั ถทุ ่ีหนึ่ง แตท่ ิศทาง
ตรงขา้ มกนั ” หรอื กลา่ วอย่างส้ันๆ วา่ แรงกริยาเทา่ กับแรงปฏิกริ ิยา (Action = Reaction)
1.4 สาระการเรยี นรู้
1. กฎข้อที่ 1 กฎของความเฉอ่ื ย (Inertia)
2. กฎข้อที่ 2 กฎของแรง (Force)
3. กฎข้อที่ 3 กฎของแรงปฏิกริ ยิ า (Action = Reaction)
1.5 จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. อธบิ ายความหมายของความเฉ่ือยได้
2. อธิบายกฎการเคลื่อนทข่ี ้อที่หนง่ึ ของนิวตนั ได้
3. อธิบายได้ว่าเมื่อมีแรงกระทาต่อวัตถุคงตัวจะได้ความเร่งของวัตถุแปรผันตรงกับแรงลัพธ์ที่มา
กระทา
4. อธิบายได้ว่าความเร่งของการเคล่ือนที่ของวัตถุที่มีทิศทางเดียวกับทิศทางของแรงลัพธ์ท่ีมา
กระทาต่อวัตถุ
5. สรุปหาความสัมพนั ธ์ของแรง มวล และความเร่งตามกฎการเคลือ่ นท่ขี ้อที่ 2 ของนวิ ตนั
6. อธิบายกฎการเคลือ่ นท่ขี ้อที่ 3 ของนวิ ตันได้
7. วิเคราะห์และแกโ้ จทย์ปัญหาจากสถานการณท์ ่กี าหนดให้
2. หลักฐานการเรยี นรู้
2.1 ภาระงาน
3. การสบื คน้ ข้อมูล
4. การทากิจกรรมตามกจิ กรรมการเรียนรู้
2.3 ช้นิ งาน
2. สรุปสาระสาคญั
3. ใบกิจกรรมท่ี 8
4. ใบงานที่ 8

28

5. ทดสอบหลังเรยี น

3. กิจกรรมการเรยี นรู้
3.1 ขน้ั สร้างความสนใจ (Engagement)
3.1.1 นกั เรยี นและครรู ว่ มกันทบทวนความรูเ้ ดิม เกยี่ วกับ เรื่อง แรง

3.1.2 ยกตวั อยา่ งเรื่องการ วา่ ถ้าเราขีด่ ้วยความเรว็ สม่าเสมอไปเรื่อยๆๆ ประมาณ 50 กิโลเมตร
ตอ่ ช่ัวโมงจากนน้ั ถามนกั เรียนว่า รถมคี วามเรง่ หรือไม่ อยา่ งไร (ท้งิ ชว่ งใหน้ ักเรียนคิด) (มีภูมคิ ุม้ กนั ใน ตัวท่ดี ี
: การเตรียมตัวรับการเปล่ยี นแปลงด้านการเรยี นทีจ่ ะเกดิ ข้ึน)

3.1.3 .ใหน้ ักเรียนดภู าพแลว้ บอกวา่ นกั เรยี นเหน็ อะไรจากรูปนี้ พร้อมทั้งจนิ ตนาการต่อว่าถ้า
เราขับรถมาดว้ ยความเรว็ ปรากฏวา่ มสี นุ ขั วง่ิ ตดั หนา้ รถตัวเราจะเคล่ือนทอ่ี ย่างไร

3.1.4 จากคาตอบที่ได้ลองถามนกั เรียนวา่ กฎแหง่ ความเฉ่ือย คืออะไร ลองยกตัวอย่าง (ท้งิ ช่วง
ให้นกั เรียนคิด โดย ไม่เน้นถูกหรอื ผิด) (มภี มู ิคมุ้ กันในตวั ทด่ี ี: การเตรยี มตวั ให้พร้อมรับกบั ส่งิ ทีก่ าลงั จะเรียน)

3.1.5 นกั เรียนลองอธบิ าย ถา้ วัตถุเคลือ่ นทโี่ ดยมีแรงลัพธ์มากระทาท่มี ีค่ามากวา่ ศนู ยม์ ากระทา
วตั ถุ จะเคลอ่ื นท่ีอย่างไร และจะมีปริมาณใดบา้ งเกดิ ขน้ึ ขณะวตั ถุเคล่ือนท่ี (ทิ้งช่วงใหน้ กั เรียนคิด) แลว้ ให้
นกั เรียนได้ดูภาพลองถามนักเรียนอกี ครั้งว่า นกั เรียนคิดวา่ จะมที ิศทางการเคลื่อนที่อยา่ งไร (พอประมาณ :
พอประมาณกบั ความร้แู ละความสามารถของนักเรยี น)

3.1.6 นักเรียนเอามือเราทุบลงโตะ๊ จะเกิดอะไรขน้ึ (ทิง้ ช่วงใหน้ กั เรยี นคดิ )
3.1.7 ใหน้ ักเรียนอธิบายว่ามีแรงอะไรท่ีเกิดข้นึ กบั มือเรา โดยให้นกั เรยี นแสดงความคิดเหน็ (ไม่
เน้นถกู ผดิ ) (พอประมาณ : พอประมาณกับความร้แู ละความสามารถของนักเรียน)

29

3.1.8 แจ้งให้นักเรียนทราบว่า จะได้ศึกษาเกี่ยวกับ กฎการเคลื่อนท่ีของนิวตัน โดยเน้น
คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ที่นักเรยี นควรมี คอื ความซื่อสัตย์ ใฝเ่ รยี นรู้ มุ่งม่ันในการทางาน(มี ภมู คิ มุ้ กันใน
ตวั ทด่ี :ี การเตรยี มตัวให้พร้อมรบั กบั ส่ิงทกี่ าลงั จะเรยี น)

3.2 ขน้ั สารวจและคน้ หา (Exploration)
3.2.1 นักเรียนแบ่งกลุ่ม 9 กลุ่ม กลุ่มละ 3 - 5 โดยคละเพศและความสามารถของนักเรียน

และแบ่งหน้าที่รับผิดชอบภายในกลุ่ม โดยเลือกหัวหน้าและเลขานุการกลุ่ม ครูชี้แจงบทบาทหน้าท่ีของ
หัวหน้า เลขานุการ และสมาชิกในกลมุ่ ใหน้ ักเรยี นทราบ

3.2.2 นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับกฎการเคลื่อนท่ีของนิวตัน จากใบความรู้ที่ 8 หนังสือ
เรียนรายวิชาเพ่ิมเติม ฟิสิกส์ เล่ม 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4-6 และดูจากสื่อมัลติมิเดีย เร่ืองกฎการ เคลื่อนท่ี
ของนวิ ตนั แล้วสรุปสาระสาคญั บันทกึ ลงในสมดุ จดบนั ทึก (นกั เรียนใช้คณุ ธรรมค่านยิ ม 12 ประการ : ใฝ่หา
ความรู้ หมน่ั ศึกษาเลา่ เรียนทงั้ ทางตรง และทางอ้อม)

3.2.3 อภิปรายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซ่ึงกันและกันภายในกลุ่ม หลังจากน้ันนักเรียนเขียนบันทึก
ขอ้ สรปุ ของกลุ่มไว้ในสมุดบันทึกของตวั เอง

3.2.4 นักเรียนร่วมกันปฏิบัติกิจกรรมในใบกิจกรรมท่ี 8 เร่ือง กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
(เง่อื นไขความรู้ : นกั เรยี นนาความรมู้ าเช่อื มโยงเพอื่ ประกอบการวางแผนต่องานท่ี ได้รบั มอบหมาย)

3.3 ขนั้ อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
3.3.1 นักเรียนนาข้อมูลจากข้ันการสารวจและค้นหา มาอภิปรายร่วมกันเพ่ือแลกเปล่ียน

เรียนรู้ (นักเรียนใช้คุณธรรมคา่ นยิ ม 12 ประการ : เขา้ ใจเรียนรกู้ ารเป็นประชาธิปไตย)
3.3.2 ครคู อยอานวยความสะดวกและอธิบายเพิ่มเตมิ ในส่วนท่นี กั เรียนขาดหาย
3.3.3 นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายสรุปกฎการเคลื่อนท่ีของนิวตันเพื่อให้ได้ข้อสรุป

ร่วมกนั ท่ีถูกต้องและสมบูรณ์ (นักเรียนใช้คุณธรรมคา่ นยิ ม 12 ประการ : มีสติรู้ตวั รู้คดิ รูท้ า)
3.4 ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration)
3.4.1 นกั เรียนทาใบงานที่ 8 เร่ือง กฎการเคลือ่ นท่ีของนิวตัน
3.4.2 นักเรียนสนทนาซักถามครู เก่ียวกับกฎการเคล่ือนท่ีของนิวตัน ศึกษาเพิ่มเติม ความรู้

จากหนังสือรายวิชาเพิ่มเติม ฟิสิกส์ เล่ม 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 - 6 ใบความรู้ที่ 8 และศึกษาจากแหล่ง
เรยี นรู้อ่ืนๆ นอกห้องเรยี น

3.4.3 นักเรียนทาใบงานท่ี 8 เร่ือง กฎการเคล่ือนท่ีของนิวตัน (มีเหตุผล : นักเรียนสามารถ
ตดั สินใจโดยพิจารณาอยา่ งรอบคอบตลอดจนคานึงถึงผลท่ีคาดว่าจะ เกดิ ข้นึ จากการกระทานั้นๆ)

3.5 ขนั้ ประเมิน (Evaluation)
3.5.1 นักเรียนทุกคนร่วมกันเฉลย ประเมินจากการทาใบงานท่ี 8 และใบกิจกรรมท่ี 8 เร่ือง

กฎการเคล่ือนท่ีของนิวตัน (เง่ือนไขความรู้ : นักเรียนมีความรอบรู้ รอบคอบ สามารถนาความรู้มา
ประยกุ ต์ใชไ้ ด้)

30

3.5.2 นักเรียนทไี่ ด้คะแนนในใบกิจกรรมหรือใบงานใด ไม่ถึงเกณฑร์ ้อยละ 70 ใหก้ ลบั ไป
ศกึ ษา และทาบัตรกิจกรรมน้ันใหมเ่ พ่ือทบทวนอีกครัง้

3.5.3 นกั เรยี นเขยี น Concept mapping เก่ียวกบั กฎการเคล่อื นท่ีของนวิ ตนั
3.5.4 นกั เรียนทาแบบทดสอบหลงั เรียน จานวน 10 ขอ้ โดยใช้เวลาไม่เกนิ 10 นาที
4. สอ่ื อุปกรณ์ และแหล่งเรยี นรู้
5. หนังสอื เรยี นสาระการเรยี นร้พู ้นื ฐานและเพิม่ เตมิ ฟิสกิ ส์ เลม่ 1 ของ สสวท.
6. อปุ กรณท์ ่ีใชใ้ นใบกิจกรรมท่ี 8 เรื่อง กฎการเคลอ่ื นที่ของนวิ ตนั
7. ใบความรู้ที่ 8 เร่อื ง กฎการเคลอ่ื นทีข่ องนวิ ตัน
8. แหลง่ สืบค้นขอ้ มูลจากอนิ เทอร์เนต็
8. http://www.lesa.biz/astronomy/cosmos/newton
9. https://medium.com/@sikarinyookong/
10. https://www.thaiphysicsteacher.com/physics/contentclassmech/newtons-

motion-law/
11. http://portal.edu.chula.ac.th/lesa_cd/assets/document/lesa212/2/law_orbit/ne

wtontest/newtontest.html
12. http://www.walter-fendt.de/html5/phth/newtonlaw2_th.htm การทดลองเสมือน

จริง

31

5. การวดั และประเมินผลการเรยี นรู้

สิ่งที่ต้องการวดั วิธกี ารวดั เคร่อื งมือวดั เกณฑ์การผา่ น

ดา้ นความรู้ - การซักถาม - ข้อคาถาม ตอบคาถามและทาใบงาน
ความเข้าใจ - ตรวจใบงาน - ใบงานที่ 8 ถกู ต้องร้อยละ 70 ขึ้นไป
- ตรวจใบกจิ กรรมท่ี 8 - ใบกิจกรรมท่ี 8

ด้านทกั ษะ/ - การปฏบิ ตั ิ - แบบสงั เกตการทา ไดค้ ะแนนการประเมนิ
กระบวนการ กิจกรรมกลุม่ กจิ กรรมกล่มุ ในระดับดีข้ึนไป

ดา้ นคณุ ลักษณะ - สงั เกต - แบบสังเกต ได้รบั การประเมนิ ในระดบั
ทีพ่ งึ ประสงค์ พฤติกรรมการเรียน
พฤติกรรมการเรียน ดีข้นึ ไป

6. กจิ กรรมแนะ
1. นกั เรียนทบทวนเร่ืองสตู รการเคลอ่ื นที่ในแนวระดับ แนวด่ิงมาก่อน

7. ความคดิ เหน็ ของผู้บรหิ ารสถานศกึ ษาหรือผู้ท่ีไดร้ ับมอบหมาย
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………..……….………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………..………….……
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………..……….………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………..……….………
ลงชอื่
( นายจานง ศิลารินทร์ )
ตาแหนง่ ผู้อานวยการโรงเรียนบ้านดุงวทิ ยา

32

ใบความรูท้ ่ี 8
เร่อื ง กฎการเคลอ่ื นทขี่ องนิวตัน
รายวิชา ฟิสิกส์ 1 รหัสวชิ า ว30201 ระดบั ชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 4

กฎการเคลื่อนทข่ี องนิวตนั
กฎการเคลอ่ื นทข่ี อ้ 1. ของนิวตัน กลา่ ววา่ “วตั ถจุ ะรกั ษาสภาพอยนู่ ง่ิ หรือสภาพการเคลื่อนที่
อยา่ งสมา่ เสมอเปน็ เส้นตรง นอกจากจะมีแรงลัพธท์ ี่มคี า่ เป็นศูนยม์ ากระทา” สรปุ เก่ยี วกับแรงได้วา่
ผลรวมของแรงทก่ี ระทาต่อวัตถุทัง้ หมดมคี า่ เป็นศนู ย์ (  F = 0 )
ตัวอย่างที่ 1 : ขณะทรี่ ถตดิ สัญญาณไฟแดง ตวั เราหยุดน่งิ อยู่กับที่

 เมอื่ สญั ญาณไฟแดงเปล่ียนเป็นไฟเขยี ว คนขบั เหยียบคันเร่งทาใหร้ ถเคลอื่ นท่ีไปข้างหน้า แตต่ ัวของ
เราจะพยายามคงสภาพหยุดนิ่งไว้ ผลคือ หลังของเราจะถกู ผลกั ตดิ กับเบาะ ขณะที่รถเกิดความเร่ง
ไปข้างหน้า

 ในทานองกลบั กนั เมอื่ สญั ญาณไฟเขยี วเปลี่ยนเปน็ ไฟแดง คนขับรถเหยยี บเบรคเพื่อหยุดรถ ตวั เรา
ซ่ึงเคยเคล่ือนที่ดว้ ยความเรว็ พร้อมกับรถ ทันทีท่ีรถหยดุ ตัวเราจะถูกผลักมาข้างหนา้

ความเฉอ่ื ย

33

กฎการเคลอ่ื นที่ขอ้ 2. ของนิวตัน กลา่ ววา่ “ เมอ่ื มีแรงลัพธ์ทมี่ คี า่ ไม่เป็นศูนย์มากระทาต่อวตั ถุ จะ
ทาให้วตั ถเุ กิดความเรง่ ในทิศเดยี วกบั แรงลัพธท์ ่ีมากระทา โดยขนาดของความเร่งน้จี ะแปรผันตรงกบั ขนาด
ของแรงลัพธ์ แตจ่ ะแปรผกผนั กบั มวลของวตั ถุ” สรุปเกีย่ วกบั แรงไดว้ า่ ผลรวมของแรงทก่ี ระทาต่อวัตถุ
ทง้ั หมดมีคา่ ไม่เป็นศนู ย์ ( เมือ่  F  0 แลว้  F = m a )

“The time rate of change of linear momentum of an object is proportional to the
net external force acting on it and occurs in the direction of the resultant force”

“หากแรงลัพธภ์ ายนอกไมเ่ ปน็ ศูนย์จะทาให้วตั ถุเกดิ การเปลย่ี นแปลงสภาพการเคลือ่ นที่”

34

ตวั อย่างท่ี 2: เมือ่ เราออกแรงเทา่ กนั เพือ่ ผลกั รถใหเ้ คล่ือนที่ไปข้างหน้า รถท่ีไมบ่ รรทกุ ของมีมวลนอ้ ยกว่าจงึ
เคลอ่ื นทีด่ ว้ ยความเร่งมากกว่ารถท่ีบรรทุกของ

กฎการเคลือ่ นทข่ี ้อ 3. ของนิวตนั กล่าววา่ “ ทุกแรงกิรยิ าย่อมมีแรงปฏิกิริยาขนาดเทา่ กันกระทา
ในทศิ ตรงกันข้ามเสมอ หรือแรงกระทาซงึ่ กันและกันของวัตถสุ องกอ้ นย่อมมีขนาดเทา่ กัน แตม่ ที ศิ ตรงกนั
ขา้ ม” สรปุ เก่ยี วกับแรงได้ว่า จะมแี รงเกดิ ขึ้นตรงตาแหน่งทก่ี ระทาสองแรงขนาดเท่ากันแต่มีทศิ ตรงขา้ ม

“When two objects interact, the mutual forces of interaction on each object are
equal in magnitude and opposite direction”

"แรงทวี่ ัตถทุ ี่หน่ึงกระทาตอ่ วัตถุทส่ี อง ย่อมเท่ากับ แรงที่วัตถุที่สองกระทาต่อวัตถุที่หนงึ่ แต่ทิศทาง
ตรงข้ามกัน” หรือกล่าวอย่างส้ันๆ วา่ แรงกริยาเท่ากบั แรงปฏิกริ ิยา (Action = Reaction)การใช้กฎ
การเคลื่อนที่ของนวิ ตนั

35

ตัวอยา่ ง 1. วตั ถุ A หนกั 10 นิวตันวางนิ่งอยู่บนพื้น จงหาแรงทีพ่ ้ืนกระทาต่อวตั ถุนี้ แรงคู่กริ ยิ า

ของน้าหนักวตั ถุ A คอื แรงใด และมขี นาดเทา่ ใด

วิธที า ตัวอย่างนเ้ี ก่ียวข้องกับ กฎการเคลือ่ นทีข่ องนิวตนั ข้อ 1 และ ขอ้ 3

เกีย่ วข้องกบั กฎการเคลอ่ื นท่ีของนวิ ตนั ข้อ 1 คือ วัตถุA ยังคงรักษาสภาพอยูน่ ิ่งได้

แสดงวา่ พนื้ จะต้องออกแรงต้านวัตถุ A ไวด้ ้วยขนาดเท่ากนั คอื 10 นวิ ตนั ตอบ แรงทพ่ี ้นื กระทาต่อวัตถุ

A = 10 นวิ ตนั

แสดงให้เห็นไดจ้ ากข้อสรุปเก่ียวกบั แรงดังน้ี
WF+ N
จาก = 0
= 0

หาขนาด- W + N = 0

- 10 + N = 0

N = 10 N

ตอบ แรงท่ีพืน้ กระทาต่อวัตถุ A = 10 นวิ ตัน

เกีย่ วข้องกับ กฎการเคลือ่ นท่ีของนิวตนั ข้อ 3
แรงคกู่ ิริยาของนา้ หนัก( W )วตั ถุ A ไมใ่ ช่ แรง ( N ) เพราะ
น้าหนกั ( W ) คือ แรงทีโ่ ลกกระทาตอ่ วตั ถุ A

แรงคกู่ ริ ิยาคอื แรงท่ีวัตถกุ ระทาต่อโลก ( ขนาด 10 นวิ ตนั )

สว่ นแรง ( N ) คือ แรงท่ีพน้ื กระทาต่อวตั ถุ A
แรงคู่กิริยาคอื แรงที่วตั ถุ A กระทาต่อพนื้ ( ขนาด 10 นิวตนั )
กฎการเคลื่อนทขี่ องนวิ ตัน ข้อ 3 ( ใครทาใคร ) ( นาย ก. ทา นาย ข. นาย ค.ไมเ่ ป็นคกู่ ิริยา )

ตัวอย่าง 2. วตั ถุ B หนกั 50 นวิ ตัน มีมวล 5 กิโลกรัม ถูกปล่อยใหต้ กลงมาอยา่ งอิสระดว้ ย

ความเร่งขนาดเท่าใด

วธิ ีทา เกยี่ วขอ้ งกบั กฎการเคลือ่ นท่ีของนวิ ตนั ข้อ 2 เพราะเม่ือปล่อยวัตถุ B แลว้ วตั ถุ B จะ
ไม่อย่นู ่ิง จะถูกเร่งด้วยแรงดึงดูดของโลกคอื น้าหนกั ( W ) เราสามารถหาขนาดความเร่งได้จากสมการ
 F = m a
เกี่ยวกับแรงตามกฎข้อ 2 ดงั นี้ W จาก
จะได้ = m a

หาขนาดความเรง่ W = ma

แทนคา่ 50 N = ( 5 kg ) a

a = 10 m/s2

ตอบ วัตถุ B ตกลงมาอยา่ งอสิ ระดว้ ยความเรง่ ขนาดเทา่ กับ 10 เมตรต่อ(วินาที)2

36

ตัวอย่าง 3. วัตถุหนกั 60 นิวตนั ผกู ดว้ ยเชือกเบา ถูกเรง่ ให้เคลอื่ นท่ขี น้ึ ดว้ ยความเร่ง 1.5

เมตรตอ่ (วนิ าที)2 แรงตงึ ของเส้นเชอื กขณะน้ีมีคา่ กน่ี ิวตัน

วิธีทา เกย่ี วขอ้ งกบั กฎการเคลอื่ นท่ีของนวิ ตนั ข้อ 2 เพราะเม่ือวตั ถหุ นกั 60 นวิ ตนั ไม่

อยูน่ ง่ิ ถกู เร่งดว้ ยแรงดงึ ของเชือก เราสามารถหาขนาดแรงตึงเชอื ก ได้จากสมการเกยี่ วกับแรงตามกฎข้อ 2
จาก  F = m a T
ดังนี้ จะได้ T + W = m a

หาขนาดของแรงตึงเชือก

T - W = ma W

แทนค่า T - 60 N = ( 6 kg ) ( 1.5 m/s2 )

T = ( 9 N ) + ( 60 N )

T = 69 N

ตอบ แรงตงึ ของเสน้ เชอื กขณะนม้ี ีค่าเท่ากบั 69 นิวตัน

37

38

ใบกิจกรรมท่ี 8
เรอ่ื ง กฎการเคลอ่ื นท่ขี องนิวตนั
รายวิชา ฟสิ ิกส์ 1 รหสั วิชา ว30201 ระดับชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 4
กาหนดเวลา: 20-30 นาที
วัตถปุ ระสงค์ : ใหน้ กั เรยี นมีความเขา้ ใจพน้ื ฐานเกี่ยวกับ กฎการเคล่อื นท่ขี องนิวตัน

อุปกรณ์ :
1. รถของเลน่ 2 คัน
2. เชือกไนลอน 2 เสน้
3. ตุ้มถ่วงน้าหนัก 3 ก้อน
4. ไม้บรรทดั
5. เทปใส
6. ท่อร้อยสายไฟ ยาว 1 ฟตุ

การจดั เตรียมอุปกรณก์ ารทดลอง
1. วางท่อทีข่ อบโต๊ะ แล้วยึดดว้ ยเทปใสเพ่ือลดแรงเสียดทานระหว่างพืน้ กบั เชือก
2. นาเชือกท้ัง 2 เส้น ผกู เข้ากับดา้ นหน้าของรถทั้งสองคัน
3. นาสว่ นปลายเชือกอกี ดา้ นของทัง้ สองเสน้ ผกู เขา้ กบั ตมุ้ น้าหนัก
4. วางเชอื กใหค้ าดอยูบ่ นด้ามปากกาขอบโตะ๊ ดังรูป

หลักการ :
กฎข้อที่ 1 กฎแหง่ ความเฉื่อย “วตั ถทุ หี่ ยุดน่งิ จะพยายามหยุดนิง่ อยู่กบั ที่ ตราบที่ไมม่ แี รงภายนอก

มากระทา ส่วนวัตถุทเี่ คลื่อนที่จะเคลื่อนท่เี ป็นเส้นตรงด้วยความเรว็ คงท่ี ตราบที่ไมม่ ีแรงภายนอกมากระทา
เช่นกัน“

กฎขอ้ ที่ 2 กฎของแรง “ความเรง่ ของวัตถุจะแปรผันตามแรงท่ีกระทาต่อวัตถุ แต่จะแปรผกผนั
กบั มวลของวตั ถุ”

F = ma

กาหนดให้
F = แรงทมี่ ากระทากบั วตั ถุ
m = มวลของวัตถุ
a = ความเร่งของวัตถุ

การดาเนินกจิ กรรม:
แจกอปุ กรณ์ให้นักเรียนแต่ละกลมุ่ ช่วยกันจดั เตรียมอปุ กรณ์การทดลอง ดังต่อไปนี้

39

ตอนที่ 1 กฎแห่งความเฉ่ือย

วธิ กี ารทดลอง
1. นารถของเลน่ วางบนโต๊ะ นาต้มุ น้าหนกั วางบนรถ ดังรูป แล้วใช้ไม้บรรทดั ตีให้รถเคล่ือนท่ีด้วย

ความรวดเรว็ สงั เกตการเคลื่อนทขี่ องตุม้ น้าหนัก บนั ทกึ ผลการทดลอง
2. นารถของเล่นวางบนโตะ๊ วางต้มุ นา้ หนกั บนรถ ดังรปู แล้วผลักใหร้ ถวิง่ ไปพร้อมกับตมุ้ นา้ หนัก

โดยใช้ไมบ้ รรทัดกันให้รถหยดุ กระทันหัน สงั เกตการเคลอ่ื นท่ีของตมุ้ นา้ หนัก บันทึกผลการทดลอง
ตอนท่ี 2 กฎของแรง

วิธกี ารทดลอง
1. ผูกเชอื กกบั รถของเลน่ และตุม้ น้าหนักวางบนโตะ๊ แลว้ ใช้ไม้บรรทดั กันเอาไว้ ดังรปู
2. นาไมบ้ รรทดั ท่ีกันออก สังเกตการเคล่ือนท่ีของรถทดลองทั้ง 2 คัน บนั ทกึ ผลการทดลอง
3. ทาการทดลองซ้าข้อ 1 โดยเพิ่มตุ้มน้าหนัก ให้รถอกี คันหนึ่งดงั รูป
4. นาไมบ้ รรทดั ท่ีก้ันออก สังเกตการเปลยี่ นแปลงของการเคล่ือนท่ีของรถทัง้ สอง บันทกึ ผลการ

ทดลอง

40

ใบงานท่ี 8
เรอื่ ง กฎการเคลือ่ นท่ขี องนิวตนั
รายวิชา ฟสิ ิกส์ 1 รหัสวิชา ว30201 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 4
1. เมอื่ ใชแ้ รงขนาด 40 นวิ ตัน กระทาต่อมวล 12 กิโลกรัม ซ่ึงเดมิ วางอยู่นิ่งใหเ้ คลื่อนท่ีไปตาม
พ้นื ราบ ปรากฏวา่ วตั ถุเคล่ือนที่ไปได้ 5 เมตร ในเวลา 6 วนิ าที อยากทราบวา่
ก. ความเร่งของวตั ถเุ ป็นเท่าใด
ข. อัตราสว่ นระหวา่ งแรงท่ีใช้ตอ่ มวลเป็นเทา่ ใด
............................................................................................................................. ................
............................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................
............................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................
.......................................................................................................................................... ..

2. นกั กลา้ มคนหนงึ่ ลากรถมวล 10 กิโลกรมั จากหยดุ น่ิง บรรจขุ องมวล 30 กโิ ลกรมั ดว้ ยแรง
200 นิวตนั ถา้ คดิ วา่ พ้นื และรถไม่มีความฝดื ในเวลา 2 วินาทนี กั กลา้ มคนน้ีจะลากรถไปไดไ้ กล
เท่าใด
............................................................................................................................. ................
............................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................
............................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................
...................................................................................................................................... ......

3. วตั ถมุ วล 5 กโิ ลกรัม ถกู ลากด้วยแรง F นิวตนั ทามมุ 53 องศากับแนวระดบั ทาใหว้ ตั ถุเคล่อื นท่ี
ด้วยความเรง่ 10 เมตรต่อวินาที2 อยากแรงทใ่ี ชล้ ากวัตถุน้ีเป็นเทา่ ใด
............................................................................................................................. ................
.................................................................................. ..........................................................
............................................................................................................................. ................
............................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................
............................................................................................................................................

รายวชิ า ฟสิ ิกส์ 1 แบบทดสอบ 41
รหสั วชิ า ว30201 ( ก่อนเรียน – หลังเรยี น )
ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 4 ประกอบแผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 8
เวลา 10 นาที

คาชี้แจง
1. ข้อสอบเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลอื ก จานวน 10 ข้อ
2. นักเรยี นต้องเลือกคาตอบทีถ่ ูกตอ้ งที่สุดเพียงขอเดยี ว โดยกากบาท (x) ลงในชองอกั ษร ก ข
ค หรอื ง ใน กระดาษคาตอบ

3. กาหนดเวลาใหน้ กั เรยี นได้ปฏิบัติ 10 นาที และมีคะแนนเต็ม 10 คะแนน
4. ห้ามขดี เขียนหรือทาเครอ่ื งหมายใด ๆ ลงในแบบทดสอบ

1. ประโยคใดตอ่ ไปนี้เปน็ การอธบิ ายกฎการเคลอื่ นที่ขอ้ ที่ 1 ของนิวตนั
ก. ถา้ F =0 ผลท่ีตามมา คือ v =0
ข. ถา้ F =0 ผลทีต่ ามมา คอื v คงตวั
ค. ถ้า F คงตัว จะได้วา่ a= F/m
ง. ตวั เลือก ก และ ข ถกู ต้อง

2. กราฟระหว่างความเรว็ กบั เวลาของการเคล่อื นทข่ี องมวล m เป็นดังรปู จะหาความเรง่ ของมวล m
เป็นเทา่ ใด

ก. 6.0 เมตรต่อวนิ าที2 ข. 4.0 เมตรต่อวินาที2 ค. 2.0 เมตรต่อวนิ าที2 ง. 0.5 เมตรต่อวินาที2

3. พิจารณาข้อความตอ่ ไปนี้

1. ขายคนหนึ่งพยายามดันวัตถุกัอนหน่ึงให้ยันไปบนพ้ืนตามแนวระดับ แต่วัตถุไม่ขยับแสดงว่ามี

แรงคปู่ ฏิกิริยาทีม่ ขี นาดเทา่ กันแตม่ ีทิศทางตรงกนั ขา้ ม

2. เม่อื มีแรงลัพธ์ทีไ่ มเ่ ป็นศนู ย์กระทาตอ่ อนภุ าค จะทาให้อัตราเร็วซองอนภุ าคเปล่ียนไปเสมอ

3. เมื่อมีแรงที่กระทาตอ่ วัตถุคงตัว จะได้ขนาดของความเร่งของวัตถุแปรผกผันกบั มวลของวัตถุ

ข้อความใดกล่าวถูกต้อง

ก. เฉพาะข้อ 2 ข. เฉพาะขอ้ 3 ค. ข้อ 1 และ 2 ง. ขอ้ 1 และ 3

42

4. เชือกเส้นหน่ึงทนแรงดึงได้มากที่สดุ 600 นิวตนั นาไปฉดุ วตั ถมุ วล 50 กิโลกรมั ซ่งึ วางบนพนื้ ระดบั ลืน่ ใน

แนวระดบั จะทาใหว้ ตั ถมุ ีความเร่งมากท่ีสุดเท่าใด

ก. 6 m/s2 ข. 8 m/s2

ค. 12 m/s2 ง. 16 m/s2

5. รถเขน็ มวล 100 กโิ ลกรัม เดิมอยูน่ ิง่ ถูกแรงในแนวระดบั ขนาด 500 นวิ ตนั ผลักใหเ้ คลื่อนทไ่ี ปบน

พน้ื ราบ (ไมค่ ิดแรงเสยี ดทาน) ถา้ แรงกระทาเปน็ เวลา 20 วินาที จะทาให้รถเขน็ มีความเร็วเท่าใด

ก. 200 เมตรตอ่ วนิ าที ข. 160 เมตรตอ่ วินาที

ค. 100 เมตรตอ่ วินาที ง. 80 เมตรต่อวนิ าที

6. รถบรรทกุ มวล 5000 กิโลกรัม เคลื่อนท่ีบนพืน้ ราบในแนวเสน้ ตรง ด้วยความเร็ว 20 เมตรตอ่ วนิ าที ถ้า

ตอ้ งการให้รถหยุดสนิทในระยะทาง 50 เมตร จะต้องใชแ้ รงต้านเท่าใด

ก. 1,5000 นิวตนั ข. 20,000 นิวตัน

ค. 30,000 นิวตนั ง. 40,000 นวิ ตนั

7. เดก็ ชายคนหนึง่ ตอ้ งการลากรถมวล 5 กโิ ลกรมั บรรจขุ องมวล 45 กโิ ลกรัม จากหยดุ นิ่ง ดว้ ยแรง 100

นิวตนั ถ้าคิดวา่ พน้ื และรถไมม่ ีความฝืด ในเวลา 2 นาที เดก็ คนน้ีจะลากรถไปได้ไกลเทา่ ใด

ก. 4 เมตร ข. 6 เมตร

ค. 8 เมตร ง. 10 เมตร

8. ออกแรง 10 นวิ ตัน กระทากบั วัตถุมวล 2 กโิ ลกรัม ซง่ึ กาลังเคล่ือนทด่ี ้วยความเรว็ 6 เมตรต่อ วนิ าที

จะต้องใชเ้ วลานานเท่าใดวตั ถุจึงจะมีความเรว็ เป็น 20 เมตรตอ่ วินาที

ก. 2.8 วินาที ข. 5.6 วินาที

ค. 7.0 วินาที ง. 14.0 วนิ าที

9. ชายคนหน่ึงลากกระเป๋ามวล 4 กิโลกรมั ให้เลื่อนไปตามพืน้ ราบไมม่ ีความฝดื ดว้ ยแรง 40 นวิ ตัน โดยแรง

น้ีทามุม 30 องศากบั แนวระดับ กระเป๋าจะเล่อื นไปตามพ้นื ราบดว้ ยความเร่งเท่าใด (กาหนดให้ Sin30o

=0.5 และ Cos30o =0.866)

ก. 14.14 m/s2 ข. 8.66 m/s2

ค. 7.07 m/s2 ง. 5.00 m/s2

10. ช้างลากท่อนซุงมวล 30 กิโลกรัม โดยเชือกทล่ี ากท่อนซุงทามุม 60 องศากับแนวระดับ ทาให้ท่อน ซุง

เคล่อื นทีด่ ว้ ยความเรง่ 10 เมตรตอ่ วนิ าที2 อยากทราบวา่ ช้างออกแรงดงึ ท่อนซุงเท่าใด

ก. 150 นิวตัน ข. 300 นิวตนั

ค. 450 นวิ ตัน ง. 600 นิวตัน

43

แบบประเมินดา้ นคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์

เลขที่ ซ่อื สตั ย์ เกณฑร์ ะดบั คณุ ภาพ อยูอ่ ยา่ ง รวม ระดบั คณุ ภาพ
ใฝ่เรยี นรู้ มงุ่ มน่ั ในการ พอเพยี ง (12)
(3)
1 ทางาน (3)
2 (3) (3)
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25

44

แบบประเมินดา้ นคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ (ตอ่ )

เกณฑร์ ะดบั คณุ ภาพ

เลขที่ ซ่ือสตั ย์ ใฝ่เรยี นรู้ มุง่ มน่ั ในการ อยอู่ ยา่ ง รวม ระดบั คณุ ภาพ
(12)
ทางาน พอเพียง

(3) (3) (3) (3)

26

27

28

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

41

42

43

44

45

45

เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน เกณฑก์ ารประเมนิ คะแนนเตม็ 9 คะแนน

ระดับ 3 หมายถงึ มพี ฤติกรรมในระดบั ดีเยีย่ ม คะแนน 8 - 9 หมายถงึ ดีเยยี่ ม

ระดับ 2 หมายถงึ มีพฤติกรรมในระดบั ดี คะแนน 6 - 7 หมายถงึ ดี

ระดบั 1 หมายถงึ มีพฤติกรรมในระดบั ผ่าน คะแนน 4 - 5 หมายถงึ ผ่าน

ระดบั 0 หมายถงึ มพี ฤตกิ รรมในระดบั ปรบั ปรงุ คะแนน 0 - 3 หมายถงึ ปรับปรุง

เกณฑ์การผา่ น ผา่ นเกณฑร์ ะดับคุณภาพ 2

ลงชอ่ื ................................................................ผปู้ ระเมนิ

...................../..................../...................

46

บนั ทกึ ผลหลงั การสอน

1. ผลการเรยี นรู้
1.2 ดา้ นความรู้ (K)

………………………………………………………………………………………………………………………………..………….….........
.....………………………………………………………………………………………………………………………………..………….…....
..........………………………………………………………………………………………………………………………………..………….
…............................................................................................................ ..........................................................

1.2 ด้านทักษะกระบวนการ (P)
………………………………………………………………………………………………………………………………..………….….........
.....………………………………………………………………………………………………………………………………..………….…....
..........………………………………………………………………………………………………………………………………..………….
…........................................................................................................................................... ...........................

1.3 ดา้ นคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ (A)
………………………………………………………………………………………………………………………………..………….….........
.....………………………………………………………………………………………………………………………………..………….…....
..........………………………………………………………………………………………………………………………………..………….
…......................................................................................................................................................................

2. ปญั หาและอปุ สรรค
………………………………………………………………………………………………………………………………..………….….........
.....………………………………………………………………………………………………………………………………..………….…....
..........………………………………………………………………………………………………………………………………..………….
…........................................................................................................................................... ...........................

3. ขอ้ เสนอแนะและแนวทางการแก้ไขปัญหา
………………………………………………………………………………………………………………………………..………….….........
.....………………………………………………………………………………………………………………………………..………….…....
..........………………………………………………………………………………………………………………………………..………….
…......................................................................................................................................................................

ลงชอื่ ผู้สอน
(นางสาวกวิสรา สวุ รรณไตร)


Click to View FlipBook Version