The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายละเอียดเกี่ยวกับ จิตรกรรมฝาหนังวัดเตย ที่ได้ได้สำรวจจากการไปลงพื้นที่ในตำบลบางตะไนย์ จังหวัดนนทบุรี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by izekengrabbit, 2021-11-27 15:41:44

รายงานการวิจัย องค์ความรู้ด้านจิตรกรรมฝาผนังวัดเตย ต.บางตะไนย์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

รายละเอียดเกี่ยวกับ จิตรกรรมฝาหนังวัดเตย ที่ได้ได้สำรวจจากการไปลงพื้นที่ในตำบลบางตะไนย์ จังหวัดนนทบุรี

รายงานการวิจัย

องคค์ วามรูด้ ้านจติ รกรรมฝาผนงั วัดเตย
ต.บางตะไนย์ อ.ปากเกรด็ จ.นนทบุรี

โดย
นางสาวขวญั ฤทัย เวณโุ กเศศ

รายงานการวิจยั น้เี ปน็ ส่วนหนงึ่ ของการศกึ ษา
วชิ าสหกิจศกึ ษา (HI401) คณะมนุษยศาสตร์
สาขาสหวิทยาการ มหาวิทยาลยั หอการคา้ ไทย

ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2563





ชื่อเร่อื ง องคค์ วามรูด้ า้ นจิตรกรรมฝาผนงั วัดเตย ต.บางตะไนย์ อ.ปากเกรด็ จ.นนทบรุ ี
ผวู้ จิ ัย ขวัญฤทัย เวณโุ กเศศ
อาจารย์ท่ีปรึกษา รองศาสตราจารย์ ดร.อสุ า สทุ ธสิ าคร
ปกี ารศึกษา 2563

งานวจิ ัยเรื่ององค์ความรู้ดา้ นจิตรกรรมฝาผนังวัดเตย ต.บางตะไนย์ อ.ปากเกร็ด
จ.นนทบรุ ี เป็นการศกึ ษาโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitativeresearch)
ทาการศกึ ษาจติ รกรรมฝาผนงั ภายในอุโบสถวัดเตย ต.บางตะไนย์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
มวี ตั ถุประสงคเ์ พ่ือศกึ ษารายละเอยี ดประวัตคิ วามเปน็ มาของจิตรกรรมฝาผนังวดั เตย เพ่ือ
รวบรวมและเผยแพรอ่ งค์ความรดู้ ้านจิตรกรรมฝาผนงั วดั เตยอยา่ งเปน็ ระบบในรูปแบบสอื่
ส่งิ พิมพ์ และเพอื่ เป็นแนวทางศกึ ษาคันควา้ เพ่ิมเตมิ แก่ผทู้ ส่ี นใจดา้ นจิตรกรรมฝาผนังของวดั
อื่นๆ โดยศึกษาจากเอกสาร(Documentarystudy)และศกึ ษาภาคสนาม (Fieldstudy ดว้ ย
การเกบ็ ข้อมูลในพื้นทด่ี ว้ ยการสัมภาษณเ์ ชิงลกึ (In-depthinterview) การสนทนาอยา่ งไม่
เปน็ ทางการ (Informal interview) และ การสนทนากลมุ่ (Focus group)ระยะเวลาในการ
ดาเนินงานตัง้ แตเ่ ดือนกมุ ภาพันธ์ - เมษายน 2564

ผลการศกึ ษาพบวา่ วัดเตยมกี ารสร้างสรรคง์ านจติ รกรรมฝาผนงั ของอาจารยเ์ ทพ
เนรมติ จิตรกรรมไทย ช่างชัน้ ครจู ากกรมศลิ ปากร งานจติ รกรรมภายในอโุ บสถเป็นแบบ
จิตรกรรมไทยประเพณี ซ่งึ ผสมผสานระหว่างไทยกบั มอญโดยเน้นของไทยเปน็ หลกั สขี อง
งานจติ รกรรมคอ่ นขา้ งสดใส จัดจ้าน ไมซ่ ีด เนอ่ื งจากท่านเจ้าอาวาสต้องการใหส้ คี งความสด
ไว้นานที่สุดก่อนจะเลือนหายไปตามกาลเวลา ประกอบไปด้วยพทุ ธประวตั ิตง้ั แตท่ า้ วสกั กะ
เทวราชกราบทลู เชิญทา้ วสนั นดุสิตเทวราชลงมาจตุ ิยงั โลกมนษุ ยเ์ พ่ือตรัสรูเ้ ปน็ พระพุทธเจา้
จนถงึ ปรินพิ พาน และชาดกสิบชาตติ ั้งแต่เตมยี ชาดกถงึ เวสสนั ดรชาดกอยา่ งครบถว้ น มกี าร
จดั วางตาแหนง่ ใหเ้ ร่อื งชาดกหรือพทุ ธประวตั อิ ย่ใู นระยะสายตาที่มองเหน็ ไดช้ ดั เจนท่ีสุด
จุดเด่นความเปน็ มอญในอุโบสถ คอื มกี ารเขยี นบทสวดนะโมตสั สะจนถึงธมั มจกั กัปวัตน
สตู รเปน็ อักขระมอญเวยี นรอบอโุ บสถพอดี ซ่ึงเปน็ หน่งึ เดยี วในประเทศไทย เดิมชาวมอญ
มักวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังเพื่อตกแต่งอาคารเสนาสนะตา่ งๆ เพ่อื ใช้สงั่ สอนพุทธศาสนา
หรอื บอกเลา่ เรื่องราวของผคู้ นในสมยั นน้ั อตั ลักษณ์ท่สี าคญั ทางดา้ นศลิ ปกรรมมอญคอื การ
นาคติความเชือ่ เกยี่ วกับพระพุทธศาสนาทีเ่ ป็นนามธรรมมาถา่ ยทอดเปน็ งานศิลปกรรม



กิตตกิ รรมประกาศ
รายงานการวิจัย"องคค์ วามรู้ดา้ นจิตรกรรมฝาผนังวดั เตยต.บางตะไนย์อ.ปากเกรด็
จ.นนทบุรี" สาเรจ็ ลุล่วงด้วยดี ดว้ ยความอนเุ คราะห์อยา่ งสูงจากบคุ คลหลายทา่ น ซ่งึ ผู้วจิ ยั
ใครข่ อกลา่ วขอบพระคุณไว้ ณ ที่น้ี
ขอขอบพระคณุ ทา่ นนายกองคก์ ารบริหารสว่ นตาบลบางตะไนย์ นายธนิต สุขทอง,
พระครูนนทธรรมาภรณ์ เจ้าอาวาสวดั เตย,อาจารย์เทพเนรมติ จิตรกรรมไทย และผเู้ กย่ี วขอ้ ง
อื่นๆจากทางตาบลบางตะไนย์ทกุ ทา่ นที่ให้ความอนคุ ราะห์ด้านขอ้ มูลซ่ึงเป็นประโยชน์
สาหรับใชป้ ระกอบงานวจิ ยั และชว่ ยเหลอื ด้านการประสานงานให้ผ้วู จิ ยั ได้ลงพื้นทส่ี งั เกต
จิตรกรรมฝาผนงั อโุ บสถวัดเตย ต.บางตะไนย์ อ.ปากเกรด็ จ.นนทบรุ ี
ขอขอบพระคุณมหาวทิ ยาลยั หอการคา้ ไทย และรองศาสตราจารย์ ดร.อุสา สุทธิ
สาคร อาจารย์ทีป่ รึกษาวิจยั ท่ไี ดช้ ่วยตรวจทานพรอ้ มท้งั ใหค้ าแนะนาในการปรบั ปรุงแก้ไข
จนสาเรจ็ ลลุ ่วง และมอบโอกาสในการจดั ทาวิจัยฉบบั นี้ รวมถงึ ใหค้ วามรู้ดา้ นการศกึ ษาวจิ ัย
อย่างมีประสทิ ธภิ าพตลอดมา
ขอขอบคุณเจ้าของงานวิจยั เอกสาร หนงั สอื บทความตา่ ง ๆ ท่เี ปน็ แหล่งข้อมลู
สาคญั ให้วิจัยฉบับนี้สาเร็จลลุ ว่ งดว้ ยดี
ขอขอบคุณคณุ พอ่ คณุ แมท่ ไี่ ดใ้ ห้ชีวติ โอกาสทางการศกึ ษา และมอบสง่ิ ที่ดีงาม
แกผ่ ู้วิจัยเสมอมา และครูบาอาจารยท์ กุ ทา่ นท่ไี ด้ประสทิ ธ์ิประศาสน์ความรู้ รวมท้งั เพ่ือน
ๆ ทค่ี อยช่วยเหลือ ให้กาลงั ใจ ใหก้ ารสนับสนนุ ในตัวผวู้ ิจัย
ท้ายสดุ น้ผี วู้ ิจยั ขอขอบคณุ ศิลปนิ เกาหลีวง NCT 2020 ท่ีเป็นตัวอยา่ งทดี่ ีในเรื่อง
ของความขยัน อดทน มุมานะ รับผิดชอบในส่ิงทไ่ี ดร้ ับมอบหมายจนสาเร็จลุล่วง ทั้งยัง
เปน็ แรงใจสาคญั เสมอมา

ขวัญฤทัย เวณุโกเศศ
ผวู้ ิจัย

เมษายน 2564



สารบญั
หน้า

บทคดั ยอ่ ...................................................................................................................ก
กติ ตกิ รรมประกาศ.....................................................................................................ข
สารบญั .....................................................................................................................ค

บทท่ี 1 บทนา...........................................................................................................1
ความเป็นมาและความสาคัญของปญั หา............................................................1
วัตถุประสงค์......................................................................................................2
ขอบเขตในการศกึ ษา.........................................................................................2
ประโยชนท์ ค่ี าดว่าจะได้รับ................................................................................2
นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ...............................................................................................3

บทท่ี 2 วรรณกรรมทเ่ี กีย่ วขอ้ ง..................................................................................4
แนวคิดเก่ียวกับจิตรกรรมฝาผนัง ......................... ... .... ... .... .... ... .... ... .... ... .... ... .... 4
แนวคิดเกีย่ วกบั อุโบสถ......................................................................................5
แนวคดิ เกี่ยวกับมอญ.........................................................................................6

บทท่ี 3 ระเบยี บวิธีวจิ ัย.............................................................................................7
การเลอื กพนื้ ทีใ่ นการศึกษา................................................................................7
กลมุ่ ตัวอยา่ งท่ีใช้ในการศึกษา............................................................................7
วิธีการศึกษา......................................................................................................8
เครือ่ งมือในการวิจัย..........................................................................................8
วิธีเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล.........................................................................................8
การวิเคราะหข์ ้อมูล............................................................................................8
การนาเสนอ.......................................................................................................8



บทที่ 4 ผลการวิจยั ...................................................................................................9
รายละเอยี ดของตาบลบางตะไนย์และวดั เตย......................................................9
ประวัตอิ าจารย์เทพเนรมิต จิตรกรรมไทย.........................................................15
แนวคดิ ของจิตรกรรมฝาผนังวัดเตย..................................................................17
แผนผังและรายละเอียดจติ รกรรมภายในอโุ บสถวัดเตย....................................19
การจดั ทาสือ่ สงิ่ พมิ พ์.........................................................................................86

บทท่ี 5 สรุป อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ.............................................................88
สรปุ ผลการวจิ ัย................................................................................................88
อภิปรายผลการวจิ ัย.........................................................................................93
ปญั หาและอุปสรรค..........................................................................................93
ข้อเสนอแนะ....................................................................................................94

บรรณานกุ รม..........................................................................................................95
ภาคผนวก..............................................................................................................98
คณะผู้จดั ทา........................................................................................................ 100



1

บทท่ี 1
บทนา
ความเป็นมาและความสาคัญของปญั หา
งานวจิ ยั ฉบับน้ี ผ้วู จิ ยั ไดท้ าการศกึ ษาเกย่ี วกบั จติ รกรรมฝาผนังของวดั เตย ตาบล
บางตะไนย์ อาเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบรุ ี ซ่งึ เป็นตาบลทม่ี ีคนมอญเข้ามาอยู่อาศัยกนั
อย่างหนาแนน่ ตง้ั แตส่ มยั กรงุ ศรอี ยุธยาตอนปลาย โดยสมเด็จพระเจา้ ตากสนิ มหาราชได้
โปรดเกลา้ ฯ ใหค้ นมอญมาอาศยั ท่ีบ้านปากเกรด็ เมอ่ื ปี พ.ศ.2317 และในปี
พ.ศ.2365 พระบาทสมเด็จพระน่งั เกล้าเจา้ อยู่หัวก็โปรดเกลา้ ฯ ใหค้ นมอญมาอาศยั ที่บา้ น
บางตะไนย์ บางพูด คลองบ้านแหลมใหญ่ จนกลายเป็นชมุ ชนมอญตอ่ เนื่องกนั มาจน
ปัจจบุ ัน (องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตาบลบางตะไนย์ อาเภอปากเกร็ด จงั หวัดนนทบรุ ี, ม.ป.ป)
วัดเตยถือเปน็ วดั หน่ึงที่มีการสรา้ งสรรค์งานจิตรกรรมฝาผนงั ท่นี ่าสนใจภายในตาบลบาง
ตะไนยโ์ ดยฝมี ือของอาจารย์เทพเนรมติ จิตรกรรมไทย ช่างชั้นครจู ากกรมศลิ ปากร ต้ังแต่
ปี พ.ศ.2547 เนื่องจากวดั เตยเปน็ วัดมอญและอาจารยเ์ ทพเนรมติ ผู้เขยี นภาพจติ รกรรม
ฝาผนงั ก็เปน็ คนไทยเชื้อสายมอญ ทาใหม้ ีอัตลักษณม์ อญหลายอยา่ งปรากฎภายในอโุ บสถ
ทเ่ี ห็นได้ชัดที่สดุ คอื บทสวดมนตซ์ ง่ึ ถกู เขยี นด้วยอกั ขระมอญบริเวณลายขอบเหนอื
หนา้ ตา่ ง นบั ตง้ั แต่นะโมตสั สะถงึ ธรรมจกั รกปั ปวัตนสูตรเวียนรอบอโุ บสถพอดี ชาวมอญ
อพยพมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยตง้ั แต่สมยั อยธุ ยาและเขา้ มามากในสมัยรัตนโกสินทร์
และดว้ ยเปน็ ผ้ทู ่เี ครง่ ครดั ในพระพุทธศาสนาจึงได้สรา้ งวัดวาอารามไวใ้ นชมุ ชนของตนเอง
และมักวาดภาพจติ รกรรมฝาผนงั เพือ่ ตกแต่งอาคาร เสนาสนะตา่ ง ๆ และเพือ่ ใช้ส่ังสอน
พทุ ธศาสนา หรือบอกเล่าเร่อื งราวของผู้คนในสมัยนัน้ อตั ลักษณ์ทีส่ าคญั ทางด้าน
ศลิ ปกรรมมอญคอื การนาคติความเช่ือเกีย่ วกับพระพทุ ธศาสนาท่เี ป็นนามธรรมมา
ถา่ ยทอดเปน็ งานศลิ ปกรรม เช่น การถา่ ยทอดเรื่องราวพุทธประวตั แิ ละชาดกในตอน
สาคัญเช่นตอนที่พระพทุ ธเจา้ ตรัสรู้และตอนมหาปรนิ พิ พานออกมาเป็นรปู ธรรม เชน่
ภาพจิตรกรรมฝาผนัง การสร้างเจดยี ์ งานจิตรกรรมฝาผนังในวดั ของชมุ ชนมอญแบ่ง
ออกเป็น 2 กลุ่ม ไดแ้ ก่ ลักษณะภาพจิตรกรรมแบบไทยประเพณี และจิตรกรรมรูปแบบ
ชา่ งพืน้ บา้ น (วารดา พมุ่ ผกา, 2560)

2

ปัจจบุ ันแม้คนไทยจะมีความผกู พันกบั วัด แตใ่ นสว่ นของงานจติ รกรรมตา่ ง ๆ เช่น
ภาพเขียนฝาผนงั อุโบสถกลบั ไมไ่ ด้รบั ความสนใจเท่าทคี่ วร ผคู้ นสว่ นมากมกั ไม่ทราบเกยี่ วกับ
รายละเอยี ด ประวัติความเป็นมา หรอื เล็งเหน็ ความสาคญั ของสง่ิ เหล่าน้นี ัก ได้แต่ช่ืนชม
ความสวยงามเพยี งอยา่ งเดียว เชน่ เดยี วกบั วดั เตยซง่ึ ตวั ชาวบ้านภายในชุมชนเองหรือ
นักท่องเทยี่ วจากภายนอกกไ็ ม่คอ่ ยทราบเกยี่ วกบั เรือ่ งราว เน้อื หา รูปแบบทางทัศนศลิ ป์ ฯลฯ
ของจิตรกรรมฝาผนังภายในวดั ซ่ึงใช้เวลาสรา้ งสรรค์อย่างยาวนาน อีกทง้ั ยังมีคุณค่าทาง
ศลิ ปะ สามารถนาไปสู่การเรียนรเู้ กีย่ วกับพุทธประวตั ิ การรักและหวงแหนศิลปะวฒั นธรรม
ของชาติ เป็นมรดกให้คนรุน่ หลังได้ศกึ ษาสบื ตอ่ ไปจากปญั หาดังกล่าวผวู้ จิ ยั จึงสนใจรวบรวม
องคค์ วามรดู้ า้ นจิตรกรรมฝาผนงั วัดเตย ต.บางตะไนย์อ.ปากเกร็ด จ.นนทบรุ ี และเผยแพรใ่ น
รูปแบบสอ่ื สงิ่ พิมพ์ เพอื่ ศึกษารายละเอียดตา่ งๆ ของภาพจิตรกรรมฝาผนงั ภายในอุโบสถวัด
เตย รวมถึงเทคนิควธิ ี ความเปน็ มาในการสร้างสรรคง์ าน เพื่อประชาสมั พันธว์ ดั และใหค้ วามรู้
แก่บุคคลทั่วไป รวมถึงช่วยกระตุ้นให้ผู้คนเกิด ความสนใจ มอ งเห็นคุณค่าขอ ง
ศลิ ปะวฒั นธรรมไทยมากยิง่ ขน้ึ
วตั ถุประสงค์
1. เพอื่ ศกึ ษารายละเอยี ดและประวัตคิ วามเป็นมาของจิตรกรรมฝาผนงั วดั เตย
2. เพ่ือรวบรวมและเผยแพร่อย่างเป็นระบบในรปู แบบส่อื สงิ่ พมิ พ์
3. เพอื่ เปน็ แนวทางศึกษาคน้ คว้าเพ่มิ เติมแกผ่ ทู้ ีส่ นใจดา้ นจติ รกรรมฝาผนังของวดั อ่ืนๆ ต่อไป
ขอบเขตในการศึกษา

ทาการศึกษาจากการสมั ภาษณผ์ รู้ ทู้ เ่ี กี่ยวขอ้ งในงานจติ รกรรมฝาผนงั วดั เตย ต.บาง
ตะไนย์ อ.ปากเกรด็ จ.นนทบรุ ี ท้งั ดา้ นเน้ือหา ประวตั คิ วามเป็นมา สง่ิ ทีป่ รากฏในจติ รกรรม
ฝาผนัง การสรา้ งสรรค์ผลงาน และอ่ืนๆทเี่ กีย่ วข้อง
ประโยชนท์ ี่คาดว่าจะได้รับ
1. ได้ทราบถึงรายละเอยี ดตา่ งๆ ของภาพจติ รกรรมฝาผนงั ภายในอโุ บสถวดั เตย รวมถึง
เทคนคิ วธิ แี ละความเป็นมาในการสรา้ งสรรคง์ าน
2. สามารถนาสิ่งที่ได้จากการศกึ ษาไปเผยแพรในรูปแบบสื่อส่งิ พมิ พ์ เพอ่ื ประชาสัมพนั ธ์วัด
และให้ความรูแ้ กบ่ คุ คลท่วั ไป
3. ช่วยกระตุ้นให้เกิดความสนใจและมองเห็นคุณคา่ ของศลิ ปะวฒั นธรรมไทยมากย่งิ ขึน้

3

นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ

อุโบสถ หมายถงึ สถานทที่ ี่พระภกิ ษุสงฆ์ใชท้ าสังฆกรรม มักประดษิ ฐานพระประธานท่ี
เป็นพระพุทธรูปองค์สาคัญ
เทคนคิ วธิ ี หมายถงึ เทคนคิ วธิ ีการเขียนภาพและการใช้สีในจิตรกรรมฝาผนัง
รูปแบบทางทัศนศลิ ป์ หมายถงึ รูปแบบ ขนาด สดั สว่ น รายละเอยี ด ความคมชัด
ลกั ษณะภาพ การจัดองคป์ ระกอบภาพ และการจดั วางภาพของจิตรกรรมฝาผนงั
พทุ ธประวัติ หมายถงึ เร่ืองราวต่าง ๆ ของพระพทุ ธเจ้า รวมถึงเรอื่ งราวต่างของบคุ คล
และสถานทีท่ ี่เกยี่ วขอ้ งกบั พระพุทธเจ้า
ชาดก หมายถึง เร่ืองราวในอดตี ชาตขิ องพระพุทธเจา้ สมัยทีพ่ ระองค์เปน็ พระโพธสิ ตั ว์
บาเพ็ญบารมี
ไตรภูมิ หมายถึง คติเกี่ยวกับโลกสณั ฐานตามความเชื่อในศาสนาฮนิ ดแู ละพทุ ธ
ประกอบด้วย กามภูมิ รปู ภมู ิ และอรูปภมู ิ
เทพชมุ นุม หมายถงึ ชือ่ ภาพเขียนรูปเทวดานั่งประนมมือเรียงกนั เป็นแถวตั้งแต่ 5 ตนขึน้
ไปตามฝาผนงั ในพระอโุ บสถหรอื หอพระ
ปรศิ นาธรรม หมายถึง ปรศิ นาในทางธรรม
นทิ านพืน้ บา้ น หมายถึง นิทานประเภทหนง่ึ ที่เลา่ สบื ต่อกนั มาซ่ึงอาจไม่มีบนั ทึกเปน็
หลกั ฐาน มักเป็นเรื่องราวจากจินตนาการแสดงความเชอ่ื ของชาวบา้ น
พระราชพิธี หมายถงึ งานทพ่ี ระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ
กาหนดไว้เป็นประจาตามราชประเพณี
นะโมตัสสะ หมายถึง บทสวดมนต์สาหรบั นมสั การพระพทุ ธเจ้า
ธรรมจกั รกปั ปวัตนสตู ร หมายถึง บทเทศนากณั ฑแ์ รกทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงแก่
พระปญั จวคั คยี ์
อักขระมอญ หมายถงึ ตวั อักษรของมอญ

4

บทที่ 2
วรรณกรรมท่เี ก่ียวข้อง
ในการวิจยั เร่ือง องค์ความรดู้ ้านจติ รกรรมฝาผนังวัดเตย ต.บางตะไนย์อ.ปากเกรด็
จ.นนทบุรี ผู้วิจยั ได้ทาการค้นควา้ ขอ้ มูลความรู้ แนวคดิ ตา่ งๆจากเอกสารวชิ าการ งานวิจัย
เพื่อนามาประกอบการศึกษาและนาเสนอดงั นี้
1. แนวคิดเกย่ี วกับจิตรกรรมฝาผนัง
2. แนวคิดเก่ียวกบั อุโบสถ
3. แนวคิดเกี่ยวกบั มอญ
1. แนวคดิ เกย่ี วกบั จติ รกรรมฝาผนงั
มนตผ์ กา วงษา (2543) กลา่ วว่า จิตรกรรมฝาผนงั เปน็ ศลิ ปะประเภทหน่ึงทเี่ ป็น
สัญลกั ษณ์ของแต่ละชาติและเปน็ รากฐานของวัฒนธรรม มีคณุ ค่าแหง่ มรดกสังคมทีบ่ รรพ
บรุ ษุ ได้สรา้ งสมไว้ใหด้ ้วยหยาดเหง่ือและแรงใจการศึกษาคน้ คว้าเกย่ี วกบั เรอื่ งราวจติ รกรรม
ไทย ส่วนใหญ่ทากนั เพียงแวดวงวชิ าการและยงั ไม่ใครแ่ พร่หลายออกสู่สาธารณชนมากนกั
จิตรกรรมฝาผนังในประเทศไทยเปน็ จิตรกรรมแบบประเพณที ส่ี ืบทอดกนั มาอยา่ งยาวนาน
เร่อื งราวที่ปรากฏส่วนใหญ่มกั จะเป็นเรอื่ งราวในพทุ ธศาสนา ซงึ่ สะท้อนถงึ ความเช่ือ ความ
ศรทั ธาของคนไทยทมี่ ีต่อพระพทุ ธศาสนา และอุบายสั่งสอนผ้คู นในเรอ่ื งคณุ ธรรมและการทา
ความดขี องคนในสมยั โบราณจิตรกรรมในแต่ละภมู ภิ าคกจ็ ะมีเอกลักษณ์ทแี่ ตกต่างกนั ไป มี
การสอดแทรกนทิ านพน้ื บา้ นเร่อื งราวทอ้ งถนิ่ ข้าวของเคร่อื งใช้ การแต่งกายชีวติ ความเปน็ อยู่
ลงไปบนภาพเขยี น ซงึ่ แสดงถงึ คุณค่ามรดกชน้ิ เอกของไทยทเ่ี ราเรยี กว่า จิตรกรรมไทย
โดยสรุปแล้ว จิตรกรรมไทยแบง่ เปน็ 2 รปู แบบหลกั ๆ ไดแ้ ก่ รูปแบบจติ รกรรมไทย
ประเพณี ซึง่ เป็นการวาดท่มี ีระเบยี บแบบแผน สะท้อนเอกลกั ษณ์ของช่าง สืบทอดกันจน
กลายเปน็ ประเพณี และรูปแบบชา่ งพื้นบา้ นที่มลี ักษณะเรียบงา่ ย ยุคสมยั ของจติ รกรรมฝา
ผนังประกอบด้วย ยุคกอ่ นประวัตศิ าสตร์ ยคุ ประวัตศิ าสตร์ และยุคปัจจุบัน (ร่วมสมัย)
เน้อื หาของภาพโดยมากมักแบง่ เปน็ 4 หมวด ไดแ้ ก่ เรอ่ื งอดีตพทุ ธ เร่ืองพุทธประวัติ เรื่อง
ชาดกเรอื่ งไตรภมู ิ มคี วามสาคัญในมูลเหตุของการสรา้ งทีเ่ ป็นเหตเุ ปน็ ผล ในเรอื่ งของความ
ศรัทธา ในกระบวนการการทางานทซี่ ับซอ้ น ในการบนั ทกึ เรอ่ื งราวร่องรอยในอดตี เป็นเครอื่ ง
กล่อมเกลาจิตใจ และเป็นเครอ่ื งหมายแสดงความเจริญของประเทศชาติ

5

2. แนวคิดเกี่ยวกบั อโุ บสถ
พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2525 ให้คานยิ ามไวว้ า่ อโุ บสถ 1 (อุโบ

สด) น. สถานท่ีทีพ่ ระสงฆป์ ระชุมกนั ทาสังฆกรรมต่างๆ, เรียกย่อวา่ โบสถ์ (ปาก) ดังนั้น
อุโบสถกค็ อื ศาสนสถานประเภทหน่งึ ทพี่ ระภกิ ษใุ ชเ้ ปน็ สถานทที่ ากจิ เกย่ี วกบั สงั ฆกรรมตา่ ง ๆ
ไดแ้ ก่ ทาอโุ บสถกรม อุปสมบทรบั กฐิน เป็นตน้ อุโบสถจะมีอยูต่ ามวัดทวั่ ๆ ไป และเร่ิมมี
ความสาคญั มากท่สี ุดตัง้ แตส่ มยั อยธุ ยาเป็นต้นมา อโุ บสถในเริม่ แรกมักทาเป็นรูปทรงอย่าง
โรง จึงคาสามญั เรียกอกี อยา่ งหนึ่งวา่ "โรงอุโบสถ" อุโบสถหรือโบสถ์ถา้ อยใู่ นพระอารามหลวง
กาหนดให้เรียกวา่ พระอโุ บสถ

จากการศกึ ษาพบว่า อุโบสถ หรือ พระอโุ บสถ หรอื โบสถ์ คือศาสนสถานประเภท
หนงึ่ มพี ระพทุ ธรปู เป็นพระประธาน ในสมยั รัตนโกสนิ ทรน์ ยิ มสร้างขน้ึ เป็นประธานของพระ
อารามแต่ละแห่ง ๆ เพอ่ื เปน็ สถานทสี่ าหรับพระภกิ ษุหรอื คณะสงฆไ์ ด้ใช้ประกอบสังฆกรรม
ตา่ ง ๆ ได้แก่ ทาอโุ บสถกรรม อปุ สมบท รับกฐนิ เปน็ ต้น อุโบสถจะมอี ยูต่ ามวดั ท่วั ไปและเรม่ิ
มคี วามสาคัญมากทีส่ ดุ ต้ังแต่สมยั อยุธยาเปน็ ตน้ มา อุโบสถในเร่ิมแรกมกั ทาเปน็ รปู ทรงอยา่ ง
โรง จงึ คาสามัญเรยี กอกี อยา่ งหนึ่งวา่ "โรงอโุ บสถ" อโุ บสถหรือโบสถถ์ า้ อยใู่ นพระอารามหลวง
กาหนดให้เรียกวา่ พระอโุ บสถ รอบโบสถม์ ใี บเสมาปกี ลอ้ มทัง้ แปดทิศ พ้ืนทบ่ี รเิ วณนตี้ ้องเปน็
ทีบ่ ริสทุ ธิ์ ไมเ่ คยเปน็ สสุ าน แดนประหาร หรอื ใชจ้ ดั งานอปั มงคลมาก่อน นอกจากน้นั ในบาง
พื้นทท่ี มี่ คี าเรียกพระอโุ บสถด้วยชื่ออ่ืนๆ เชน่ ภาคอีสาน เรียกวา่ "สมิ " ซงึ่ ที่จริงแล้วก็มี
ความหมายใกลเ้ คยี งกนั เพราะ "สมิ " กลายเสยี งมาจาก คาวา่ "สมี า" ท่ีหมายถึงพน้ื ท่ีท่ีใชท้ า
สังฆกรรมน่นั เอง

โดยสรุปแลว้ อุโบสถ หมายถงึ สถานทที่ าพิธขี องสงฆ์ อาจเรยี กยอ่ ๆ ว่าโบสถ์ มอี ยู่
ตามวดั ท่ัวไป ผงั พ้ืนมกั เปน็ รูปสเ่ี หลยี่ มผนื ผา้ กาหนดขนาดความกวา้ งยาวด้วยจานวนห้อง มี
คตนิ ิยมทาเป็นจานวนคู่ ขนาดเล็กสุดจะทายาว 5 ห้อง ขนาดกลางยาว 2 หอ้ ง และขนาด
ใหญ่จะมีต้ังแต่ 8 ถึง 11 ห้อง ขนาดของโบสถ์จะต้องสอดคล้องกับพุทธบัญญัติ มี
พระพุทธรปู เปน็ พระประธาน ในเร่ิมแรกมกั ทาเปน็ รูปทรงอย่างโรง จงึ คาสามัญเรียกอกี อยา่ ง
หนง่ึ ว่าโรงอุโบสถ ถ้าอยูใ่ นพระอารามหลวงกาหนดให้เรียกวา่ พระอุโบสถ

6

3. แนวคดิ เก่ียวกบั มอญ
ชาวมอญรียกประเทศตนเองว่า "รามญั ประเทศ"ดังปรากฏหลักฐานทจ่ี ารกึ กัลยาณี

(อยใู่ นราวพทุ ธศตวรรษท่ี 21) ในตอนขนึ้ ตน้ คาถาภาษาบาลี ความว่า "รามญั ์ญเทสปติภู รา
มาธิ ปตนิ า กตา ชนิ สาสนสส์ ุทธิต์ปวัตติกถยี เต" สาหรบั ฉบบั ภาษามอญกพ็ บคาวา่ "ระฮร์ มนั
(Rah Rman)" ท่ีหมายถึงอาณาเขตของ 3 จังหวดั ไดแ้ ก่ พะสมิ (Bassein) หงสาวดี (Pegu)
และเมาะตะมะ(Martaban)นอกจากน้ี นกั ภมู ศิ าสตร์ชาวอาหรับยงั กลา่ วถึงประเทศมอญ (ใน
ประเทศเมียนมาตอนลา่ ง โดยใช้ชอ่ื วา่ "Ramanhadesa (รามญั เทส)" ดังปรากฏหลักฐานใน
หนงั สอื ช่ือ Book of Routes and Provinces ของ Ibn Khordadzcbch ปีพ.ศ. 1387-
1391 อาจกลา่ วไดว้ ่าทง้ั ชาว มอญและชาวตา่ งประเทศเรียกชื่อประเทศของชาวมอญ
คล้ายคลงึ กนั ว่า "รามญั ประเทศ"

ชาวมอญเรยี กตนเองวา่ "มอญ (Mon)"และ"รามัญ (Ramam)"ชาวไทยนิยมเรียก
มอญและรามัญเชน่ เดยี วกัน ส่วนชาวพมา่ นยิ มเรียกวา่ มอญและ "ตะเลง (Talaing)"สาหรบั
ชาวตะวันตกโดยเฉพาะองั กฤษในอดตี นยิ มเรียกวา่ "เพกวน (Pesuan)"แตป่ จั จบุ ันเรยี ก"มอญ
(Mon)"เชน่ เดียวกนั จงึ กล่าวไดว้ ่านิยมเรียกกลุ่มชาตพิ นั ธ์มุ อญวา่ "มอญ" และ "รามญั "

คาวา่ "มอญ (Mon)"นักวิชาการดา้ นภาษาศาสตร์บางทา่ นกลา่ ววา่ เปน็ คาๆ เดียวกับ
รามญั (Raman)สว่ นนกั วชิ าการบางทา่ นสันนษิ ฐานวา่ มาจาก "Man"ซงึ่ เปน็ รูปเกา่ ทพี่ บใน
จดหมายเหตขุ องมอญเชน่ ใน PeguChronicles โดยคาว่า "Man"น่าจะเลื่อนมาจากรูป
"Rman" ทพ่ี บในจารกึ สมัยกลาง ซึง่ คงจะอา่ นออกเสียงเป็นRemin หรอื "รมนั " ท่เี นน้ พยางค์
สุดท้าย จนใน ทีส่ ดุ น่าจะเพ้ยี นเปน็ คาว่า "มอญ" ส่วนคาว่า "รามญั (Ramanna)“เป็นรปู ที่
บัญญัตขิ ้ึนจากรูป Rman เพือ่ ใช้ในภาษาบาลี(ในสมัยทยี่ ังนยิ มใช้ 1 ลงทา้ ยแทน n และดึง
ให้เข้าตามกฎภาษาบาลี โดยการซ้อน ก อกี ตวั หนงึ่ แล้วเติม 2 ข้างทา้ ย) อยา่ งไรก็ดี ใน
ปจั จบุ ันยงั ไม่อาจสรุปไดอ้ ยา่ งชัดเจนวา่ คาวา่ "มอญ (Mon)" มีทมี่ าอยา่ งไรและหมายถงึ อะไร

อยา่ งไรกต็ าม ในปัจจบุ นั ชาวมอญในภาคกลางประเทศไทยยังคงเรียกตัวเองว่า
"มอญ" หรือ "รามัญ" ดงั เหน็ ได้จากการต้ังชือ่ "สมาคมไทยรามัญ" ขึ้นอยา่ งเป็นทางการ เพื่อ
เปน็ ศูนยก์ ลางการธารงรกั ษาความเปน็ คนมอญในประเทศไทย

7

บทที่ 3

ระเบยี บวิธวี ิจัย

งานวิจัยเรอ่ื ง องคค์ วามรู้ด้านจติ รกรรมฝาผนงั วดั เตย ต.บางตะไนย์ อ.ปากเกร็ด

จ.นนทบุรี เป็นการศึกษาโดยใช้ระเบยี บวธิ วี จิ ยั เชงิ คณุ ภาพ (Qualitative research) เปน็ การ

เกบ็ ขอ้ มูลจากผู้รูใ้ นตาบลบางตะไนยแ์ ละผสู้ รา้ งงานจิตรกรรมฝาผนัง เพื่อศกึ ษารายละเอียด

และประวตั ิความเปน็ มาของจิตรกรรมฝาผนังวดั เตย เพอ่ื รวบรวมและเผยแพรอ่ งค์ความรู้

ด้านจติ รกรรมฝาผนังวดั เตยอยา่ งเป็นระบบในรปู แบบส่ือสิ่งพมิ พ์ และเพอื่ เปน็ แนวทางศกึ ษา

คน้ ควา้ เพม่ิ เติมแกผ่ ทู้ ี่สนใจดา้ นจิตรกรรมฝาผนงั ของวัดอน่ื ๆ ต่อไป แบ่งเปน็

- การเลือกพ้ืนที่ในการศึกษา - การรวบรวมขอ้ มลู

- กลุ่มตัวอย่างที่ใชใ้ นการศึกษา - การวิเคราะห์ข้อมูล

- เครื่องมือในการวิจยั - การนาเสนอ

การเลือกพนื้ ที่ในการศกึ ษา

ในการศกึ ษาวิจัยคร้งั น้ี ผูว้ จิ ยั ไดร้ บั โอกาสในการลงพน้ื ที่ศกึ ษาวัดเตย ต.บางตะไนย์

อ.ปากเกร็ด จ.นนทบรุ เี น่อื งจากเปน็ วดั มอญทม่ี ีจติ รกรรมฝาผนังน่าสนใจและนา่ ศึกษาโดย

ฝีมือช่างชนั้ ครูจากกรมศลิ ปากรอยา่ งอาจารยเ์ ทพเนรมติ จติ รกรรมไทย ทงั้ ภาพเขียนพุทธ

ประวตั ิ ทศชาตชิ าดก เจดยี ช์ เวดากอง พระปฐมเจดยี ์ ขบวนเรอื พระราชพธิ ี พระธาตุประจา

12 นักษัตร อักขระบทสวดภาษามอญ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมงี านศิลปะในสว่ นอน่ื ทท่ี รงคุณค่า

เชน่ บานประตแู กะสลัก แตน่ ่าเสียดายทช่ี าวบ้านในตาบลหรอื นกั ท่องเทยี่ วทว่ั ไปไมค่ อ่ ย

ทราบวา่ อโุ บสถวดั เตยมงี านจติ รกรรมสาคญั เหลา่ นอ้ี ยู่ หรอื บางคนกเ็ คยแวะเวียนมาแต่ไม่

ทราบถงึ รายละเอียดของงานในสว่ นต่างๆ เนอ่ื งจากไมม่ ีข้อมูลประกอบการรบั ชม โดยลง

พน้ื ท่เี กบ็ ข้อมูลชว่ งเดือนกมุ ภาพันธ์-เมษายน 2564

กลุม่ ตวั อย่างทใี่ ชใ้ นการศกึ ษา

กล่มุ ตวั อย่างทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั คร้ังนี้ คอื ผรู้ ้ใู นตาบลบางตะไนย์และผู้สร้างงาน

จิตรกรรม ได้แก่ เจ้าอาวาสวดั เตย พระลกู วดั อาจารยเ์ ทพเนรมติ จติ รกรรมไทย นายก

องค์การบริหารสว่ นตาบลบางตะไนย์ และเจา้ หน้าท่ีภายในองคก์ ารบริหารสว่ นตาบลบางตะ

ไนย์ รวมท้งั หมด 5 คน โดยใช้วธิ เี กบ็ ขอ้ มลู จากการสัมภาษณ์เพ่อื ศกึ ษารายละเอยี ดของงาน

จิตรกรรมภายในอุโบสถวดั เตย ต.บางตะไนย์ อ.ปากเกรด็ จ.นนทบุรี

8

วิธีการศกึ ษา
1.ศึกษาจากเอกสารโดยรวบรวมแนวคดิ และวิเคราะห์จากเอกสาร วิทยานิพนธ์บทความ ฯลฯ
ที่มคี วามครอบคลมุ เกยี่ วกบั แนวคิดเกีย่ วกบั จติ รกรรมฝาผนัง แนวคิดเก่ียวกับอุโบสถ แนวคิด
เกย่ี วกับมอญ แนวคิดเกย่ี วกบั ส่อื สงิ่ พิมพ์ และงานวิจัยท่เี ก่ยี วขอ้ ง
2. ศึกษาภาคสนาม เก็บข้อมูลในพ้ืนที่ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview)
การสนทนาอยา่ งไม่เปน็ ทางการ (Informal interview) และการสนทนากลุ่ม (Focus group)
เครอ่ื งมือในการวจิ ัย
1. แนวคาถามการสัมภาษณ์นายกองค์การบรหิ ารสว่ นตาบลและเจ้าอาวาสวัดเตย
2. แบบฟอรม์ การสงั เกต

2.1 ชอื่ ผลงาน
2.2 ตาแหน่งท่พี บผลงาน
2.3 รายละเอียดของผลงาน
วธิ เี ก็บรวบรวมข้อมลู
1.ตดิ ตอ่ ทางองคก์ ารบรหิ ารส่วนตาบลบางตะไนย์และวัดเตยเพ่ือขอลงพ้ืนที่เก็บข้อมูลและ
ถ่ายภาพ โดยมีขัน้ ตอนไดแ้ ก่ สงั เกตภาพจิตรกรรมฝาผนัง บันทึกภาพจิตรกรรมฝาผนัง และ
บนั ทกึ ขอ้ มูลจิตรกรรมฝาผนัง
2.รวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชงิ ลกึ และพดู คุยเจ้าอาวาสวัดเตย พระลูกวัด อาจารย์เทพ
เนรมิตจิตรกรรมไทย นายกองค์การบริหารส่วนตาบลบางตะไนย์ และเจ้าหน้าท่ีภายในองค์การ
บรหิ ารส่วนตาบลบางตะไนย์ รวมทั้งหมด 5 คน
3.สบื คันขอ้ มูลจากเอกสารตารางานวจิ ัยท่ีเก่ียวข้อง ส่ืออินเตอร์เน็ต อาทิ แฟนเพจเฟซบุ๊ค
ของอาจารย์เทพเนรมิต จิตรกรรมไทย
4. เมื่อเกบ็ รวบรวมข้อมูลไดค้ รบและตรวจสอบความถูกตอ้ งจงึ นามาวิเคราะห์ข้อมูลตอ่ ไป
การวเิ คราะห์ขอ้ มูล
เป็นการเก็บรวบรวมขอ้ มลู จากการสงั เกตและการสัมภาษณ์หลังลงพ้ืนที่ แล้วนามา
วเิ คราะหข์ ้อมูลเชงิ พรรณนาตามวตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั ท่วี างไว้
การนาเสนอผลการวิจยั
1. นาขอ้ มูลท้ังหมดมารวบรวมและเผยแพรใ่ นรูปแบบสอ่ื ส่งิ พิมพ์
2. นาเสนองานวจิ ยั ด้วยวาจา (Oral presentation) และpower point ประกอบการนาเสนอ

9

บทที่ 4
ผลการวจิ ัย
การวิจัยเรอ่ื ง องค์ความรูด้ ้านจิตรกรรมฝาผนังวดั เตย ต.บางตะไนย์ อ.ปากเกรด็
จ.นนทบุรี เปน็ การศึกษาโดย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (QualitativeResearch) เป็นการ
เก็บขอ้ มลู จากผู้รู้ในตาบลบางตะไนยแ์ ละผสู้ ร้างงานจิตรกรรมฝาผนัง เพ่ือศึกษารายละเอียด
และประวตั คิ วามเป็นมาของจติ รกรรมฝาผนังวัดเตย เพื่อรวบรวมและเผยแพร่องค์ความรู้ด้าน
จติ รกรรมฝาผนังวดั เตยอย่างเป็นระบบในรูปแบบส่ือสิ่งพิมพ์ และเพื่อเป็นแนวทางศึกษา
ค้นคว้าเพมิ่ เติมแก่ผู้ท่ีสนใจด้านจิตรกรรมฝาผนังของวัดอ่ืน ๆ ต่อไป แบ่งการนาเสนอผล
การศกึ ษาดงั นี้
1. รายละเอียดของตาบลบางตะไนย์และวดั เตย
2. ประวัตอิ าจารย์เทพเนรมติ จิตรกรรมไทย
3. แนวคิดของจิตรกรรมฝาผนังวัดเตย
4. แผนผงั และรายละเอยี ดจิตรกรรมภายในอุโบสถวัดเตย
5. การจดั ทาสอื่ สิ่งพมิ พ์
1. รายละเอียดของตาบลบางตะไนย์และวดั เตย
1.1 ตาบลบางตะไนย์
จากเอกสารหลกั ฐานและคาบอกเล่าของชาวบา้ นเท่าท่ีองค์การบริหารส่วนตาบลบาง
ตะไนย์ อาเภอปากเกร็ด จงั หวดั นนทบุรี (ม.ป.ป.) พบว่า เดิมตาบลบางตะไนย์ เป็นบ้านเรือน
คนไทยกลุม่ นอ้ ยท่ตี ัง้ ถนิ่ ฐานอาศยั อยู่ริมแมน่ ้าเจ้าพระยาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาชาว
มอญหรือชาวรามญั ได้อพยพมาพ่งึ พระบรมโพธิสมภารในสมัยธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสิน
มหาราชทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้าเจ้าพระยาในเขตอาเภอปากเกร็ดและ
อาเภอสามโคกจงั หวดั ปทมุ ธานี โดยการนาของพญาเจ่งผู้นาชาวมอญในยุคน้ัน ต่อมาได้รับ
ตาแหน่งเปน็ พระยามหาโยธา(เจง่ ) ตน้ ตระกูล "คชเสนี" ใน พ.ศ.2365 ชาวมอญที่อพยพในรุ่นน้ี
ถูกเรยี กว่า"มอญเกา่ "(ส่วนชาวมอญทเี่ รยี กว่า"มอญใหม่"คือมอญท่ีอพยพในสมัยสมเด็จพระ
พุทธเลศิ หลา้ นภาลัย รัชกาลท่ี 2ซ่ึงตั้งถิ่นฐานที่เกาะเกร็ด และพระประแดง) ส่วนใหญ่เป็น
ระดบั แม่ทัพนายกองทีพ่ าครอบครวั หนีสงครามเข้ามาต่อมามีถนนตัดผ่านเข้ามายังชุมชน ทา
ให้มคี นมาอาศยั เพมิ่ มากขนึ้ จึงเป็นจุดเรม่ิ ต้นของการก่อตัง้

10

สาหรับชอื่ ของตาบลบางตะไนยน์ ัน้ มาจากแต่เดิมทีม่ ตี น้ ช่อยข้ึนหนาแน่น ติดกันมาก
เป็นบริเวณกวา้ งจนถงึ ตาบลคลองข่อย อาเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี และบ้านเกาะเกรียง
ตาบลบางควู ดั อาเภอเมือง จงั หวดั ปทุมธานี มอญเรียกต้นช่อยว่า "คะนาย" เรียกหมู่บ้านว่า
"กวา่ นคะนาย"เมอ่ื มกี ารจัดต้ังเป็นตาบลขึ้น จึงเรียกตามชื่อของหมู่บ้านท่ีคนมอญเรียกว่า
"บางคะนาย" ต่อมาเพ้ียนจนกลายเป็น "บางตะไนย์“ ปัจจุบันมีการสร้างบ้านแปลงเมือง
เรอ่ื ยมาสภาพของหมูบ่ ้านเจรญิ ขึ้นตามลาดับ มีกลุ่มชนหลายชาติเข้ามาตั้งถ่ินอาศัยภายใน
ตาบล จนมกี ารผสมผสานหลากหลายระหว่างชนชาติไทย มอญ จีน และชาติอ่ืนๆสาหรับ
ประชาชนทสี่ บื เชอื้ สายมอญซ่งึ ยงั รกั ษาขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวมอญเดิมก็ยังมีอยู่
บา้ ง แต่ลดน้อยลง

ตาบลบางตะไนยม์ ีเน้อื ที่ประมาณ 4.12 ตารางกิโลเมตร หรือ 2,5 /5 ไร่ พ้ืนท่ีส่วน
ใหญเ่ ป็นทร่ี าบล่มุ ริมฝ่งั แม่น้าโดยมีแม่น้าเจ้าพระยาไหลผ่านใจกลางจังหวัด นอกจากวัดเตย
แล้วก็ยังมีวัดท่นี า่ สนใจได้แก่ วดั ตาล และวัดตาหนกั เหนือ ทิศเหนือติดตอ่ กับตาบลคลองช่อย
และตาบลบางควู ดั (อาเภอเมืองปทมุ ธานี จงั หวดั ปทุมธานี) ทิศตะวันออกติดต่อกับตาบลบาง
พูด ทิศใต้ติดต่อกบั ตาบลปากเกรด็ ตาบลเกาะเกร็ด และตาบลคลองพระอุดม ทิศตะวันตก
ติดตอ่ กบั ตาบลคลองพระอุดมแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 5 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านตาล บ้าน
น้อย บา้ นเตยหรอื บ้านตาหนกั บา้ นแหลมและบา้ นแหลมเหนอื มีองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
คอื องค์การบรหิ ารสว่ นตาบลบางตะไนย์ ครอบคลมุ พืน้ ทต่ี าบลบางตะไนย์ทั้งตาบล ต้ังอยู่บน
เลขที่ 43/8หมู่ 5ตาบลบางตะไนย์ อาเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โดยห่างจากอาเภอปาก
เกรด็ ไปทางทศิ ตะวนั ออกประมาณ 3 กโิ ลเมตร

ลกั ษณะภมู ิประเทศสว่ นใหญเ่ ปน็ พื้นที่ราบลุ่ม ในฤดูน้าหลากประชาชนมัก

ประสบกบั ปัญหานา้ ทว่ มเสมอมแี มน่ า้ ลาคลองในพื้นทีห่ ลายสายซ่ึงสาคัญต่อประชาชน
เนอื่ งจากใช้ประโยชนใ์ นการทาเกษตรกรรม ในอดตี ลาคลองต่างๆก็เปน็ เสน้ ทางสัญจรไป
มาของประชาชน แตป่ จั จุบันถกู ใช้ประโยชน์ทางการสัญจรน้อยลงเพราะประชาชนหันไป
ใชถ้ นนแทน ภมู ิอากาศเชน่ เดียวกบั จังหวดั นนทบรุ ี คอื เปน็ แบบรอ้ นช้ืนภายใต้อิทธิพล
ของลมมรสุมตะวันตกเฉยี งใต้ เนือ่ งจากพ้นื ทีเ่ ปน็ ที่ราบลมุ่ มีความแตกต่างของระดับ
พ้ืนดินเพียงเล็กน้อย ภูมิอากาศจึงค่อนข้างสม่าเสมอ อุณหภูมิเฉลี่ยตามที่กรม
อุตุนยิ มวิทยารายงานเฉลย่ี ต่าสุด 25 องศา และสูงสุด 33 องศา

11

องค์การบริหารสว่ นตาบลบางตะไนย์ ต้ังอยูใ่ นเขตบางตะไนยท์ งั้ ตาบล แบง่ การ
ปกครองตามลักษณะปกครองท้องทเี่ ปน็ 5 หมู่บ้าน ไดแ้ ต่ หมูท่ ่ี 1 บา้ นตาล หมทู่ ่ี 2 บ้าน
นอ้ ย หมู่ที่ 3 บ้านเตย หม่ทู ่ี 4 บ้านแหลม และหมู่ที่ 5 บา้ นแหลมเหนอื มีประชากรตาม
หลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ เดือนตุลาคม 2559 รวมทั้งสิ้น 4,821 คน 2,070
ครวั เรอื น ไม่รวมประชากรแฝงในพ้ืนทต่ี าบลบางตะไนยม์ ีผู้นบั ถอื ศาสนาพทุ ธรอ้ ยละ 98
ผู้นับถือศาสนาอสิ ลามร้อยละ 2 มวี ดั จานวน 4 แหง่ ศาลเจา้ 5 แหง่ ไดแ้ ก่
1. วดั ตาล ตัง้ อยหู่ มูท่ ี่ 1
2. วัดเตย (วัดเจ้าคณะอาเภอปากเกรด็ ) ต้ังอยูห่ ม่ทู ี่ 3
3. วัดตาหนกั เหนือ ตัง้ อยู่หมู่ท่ี 3
4. วดั ป่าเลไลยก์ ต้งั อย่หู มู่ที่ 5
5. ศาลเจ้าพ่อรว่ั ตั้งอยู่หมู่ท่ี 1
6. ศาลเจ้าพ่อปากคลองบางตะไนย์ ต้ังอยู่หมทู่ ี่ 1
7. ศาลเจา้ พ่อหนุ่ม ตัง้ อยู่หมทู่ ่ี 3
8. ศาลเจ้าพอ่ มาลัย ตงั้ อยูห่ ม่ทู ี่ 4
9. ศาลเจา้ บ้านแหลมเหนอื ตงั้ อยหู่ มทู่ ี่ 5

12

1.2 วัดเตย

วดั เตย ตงั้ อยูท่ ห่ี มู่ 3 ต.บางตะไนย์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบรุ ี ตรงขา้ มตลาดปากเกร็ด

เป็นวดั มอญทีม่ ีความสาคัญมากและเป็นสถานทส่ี าหรบั จดั งานประเพณที อ้ งถ่ินต่างๆใน

ตาบลบางตะไนย์ สร้างขนึ้ เมื่อ พ.ศ.2317 ทีต่ ้งั วัดเดมิ หา่ งจากทตี่ งั้ ปจั จุบันประมาณ 100

เมตร เน่ืองจากชาวบ้านเหน็ วา่ เหนือจากทเี่ ดมิ ขน้ึ มามลี กั ษณะดพี ื้นทีก่ วา้ ง เปน็ ดงเตยขนาด

ใหญ่ จึงได้ถากกอเตยและปรบั พื้นทีใ่ หมเ่ พ่อื สรา้ งวัด ให้ชือ่ ว่า "วดั เตย" มกี ารนิมนต์พระจาก

มอญมาเปน็ เจา้ อาวาส เดิมชาวมอญมีถิน่ อาศยั อยูใ่ นเมอื งมอญหรอื พมา่ ตอนใตใ้ นปัจจุบนั

ถอื เป็นชนชาตเิ ก่าแก่ทสี่ ุดชนชาติหนึง่ ในภูมิภาคเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต้ เปน็ ชาตหิ นง่ึ ท่ีส่งั

สมอารยธรรมดา้ นศาสนา วัฒนธรรมประเพณี อกั ษรศาสตรส์ ถาปตั ยกรรม กฎหมาย ดนตรี

และนาฎศลิ ป์ เป็นมรดกตกทอดมายงั ภูมิภาคเอเชียอาคเนย์

วดั เตยไดร้ ับพระราชทานวิสุงคามสีมาเม่ือ พ.ศ.2493 มีพระประธานประจาอุโบสถ

ปางสมาธิ ขนาดหน้าตักกว้าง 60 น้ิว สูง 96 น้ิว สร้างเมื่อ ร.ศ.11 7 พระประจาศาลาการ

เปรียญปางสมาธิขนาดหน้าตักกวา้ ง27นิ้ว สูง81 นิ้ว สร้างเมื่อ พ.ศ.2475 และมีเจดีย์ 2 องค์

เปน็ ศลิ ปะสมัยอยธุ ยามีโรงเรยี นพระปรยิ ัตธิ รรมแผนกธรรม เปิดสอนเมื่อ พ.ศ.2520 รายนาม

เจา้ อาวาสเทา่ ท่ที ราบ คอื

1. พระกอง พ.ศ.2400-2434 4. พระครูสงั ฆรกั ษ์สมจติ ร พ.ศ.2499-2505

2. พระสมหุ ม์ ติ ร พ.ศ.2436-2464 5. พระอธกิ ารทองสุข พ.ศ.2515-2517

3. พระครูวนิ ัยธรฟกั พ.ศ.2465-2498 6. พระครนู นทธรรมาภรณ์ พ.ศ.2519-ปัจจุบนั

13

สาหรบั เจา้ อาวาสวัดเตยคนปัจจบุ ันคือ พระครูนนทธรรมาภรณ์ หรือช่ือเดิม
สมนึก กาวหุ่น เกดิ เม่ือวนั ท่ี 8 ตลุ าคม พ.ศ.2489 มภี มู ิลาเนาที่อาเภอปากเกร็ด จังหวัด
นนทบรุ ี บรรพบุรษุ ของท่านเจา้ อาวาสอยทู่ น่ี ม่ี าแต่เดิม โดยพืน้ เพ ทา่ นจาพรรษาทีว่ ัดเตย
ตั้งแต่ปี พ.ศ.2506 โดยบวชเณรก่อนแลว้ จึงบวชพระเมือ่ วนั ท่ี 24 กรกฎาคม พ.ศ.2509
สาเร็จการศกึ ษาระดบั มัธยมศึกษาปีท่ี 3 และจบนักธรรมชั้นเอก ปัจจุบันอยู่สังกัด
มหานกิ าย ข้นึ เป็นเจ้าอาวาสวดั เตยเม่อื ปี พ.ศ.2519 และไดเ้ ปน็ เจา้ คณะอาเภอปากเกร็ด
เมอ่ื ปี พ.ศ.2547

วดั เตยมโี บราณสถานภายในวดั ไดแ้ ก่ พระอโุ บสถ หนา้ บนั พระอุโบสถประดับ
กระจกสีสันสวยงาม มีมุขหน้าหลัง เสาดา้ นหน้าและดา้ นหลงั พระอโุ บสถด้านละ 2 ต้น
และมบี วั หัวเสาด้วย นอกจากนนั้ ยังมีหอระฆังรวมถงึ ศาลาริมน้า 3 หลงั ซงึ่ หลงั หน่งึ เป็น
ทา่ เรอื ข้ามฟากไปยังตลาดปากเกร็ด ปจั จบุ ันวดั เตยมอี ุโบสถท้งั สิน้ 2 หลัง หลงั เก่าสร้าง
ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2440 และหลังใหม่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2538 ภายในประดิษฐานพระ
ประธานเป็นพระอโุ บสถปางสมาธิ สร้างเมอื่ ร.ศ.117

"..วัดน้มี มี าเป็นรอ้ ยปตี ้ังแต่สมัยอยุธยา เปน็ กลมุ่ ของคนมอญทีต่ ิดตอ่ ช่วยเหลือ
วัดในด้านต่าง ๆ มาตลอดโดยคนมอญเปน็ คนนาศลิ ปะวฒั นธรรมต่าง ๆ เข้ามาแล้วก็มี
การค้าขายดว้ ย ทง้ั ปัน้ โอ่ง ทาโอง่ ทาเสื่อ ฯลฯ ส่วนมากอาศยั กนั รมิ น้า ทยอยกันมาทลี ะ
รุ่นหลาย ๆ รุ่นชุดเดียวกับทางปากเกร็ด แตช่ าวมอญทางวดั ปรมัยยกิ าวาสจะเป็นแบบ
ขุนน้าขุนนาง ทางเราเป็นชาวบ้าน ศิลปะการกอ่ สร้างต่าง ๆ กจ็ ะแบ่งเป็นช่างหลวงกับ
ชา่ งราษฎร์ ถา้ ชา่ งหลวงจะดหี น่อย ของเราโดยมากเปน็ ชาวบ้าน ช่างพื้นบ้านธรรมดา
ศิลปะหลวงกับราษฎรร์ ะหวา่ งวัดเรากับวดั ปรมยั ก็ไม่ตา่ งกนั เทา่ ไหร่ แต่ที่น่ีจะมคี วามเป็น
ระเบียบ เรอื่ งการจดั ระเบยี บของเราจะดีกวา่ บทบาทของคนในชุมชนกับวัดคือพึ่งพา
อาศยั กนั ชาวบา้ นกเ็ หมอื นเป็นรว้ั วดั ช่วยเหลอื เกอ้ื กูลกันมาตลอด ทุกวันน้พี ื้นเพยงั เป็น
มอญแตท่ กุ อย่างคอ่ ย ๆ เปลย่ี นไปตามยคุ สมัย." (พระครนู นทธรรมาภรณ์ เจ้าอาวาสวัด
เตย, สมั ภาษณ์, 8 มีนาคม 2564)

14

15
2. ประวตั ิอาจารย์เทพเนรมติ จิตรกรรมไทย

จิตรกรรมภายในวดั เตยสร้างข้ึนโดยอาจารย์เทพเนรมติ จิตรกรรมไทย เปน็ หลัก
โดยอาจารยเ์ ทพหรอื ชา่ งเทพคอื ชา่ งช้ันครูจากมหาวิทยาลยั ศิลปากร เปน็ คนไทยเช้ือสาย
มอญ ระยะเวลาการสรา้ งผลงานเริม่ ตั้งแตป่ พี .ศ.2547-2552 รวมทั้งหมด 5 ปี แม้จะชา้ ไป
บา้ งเพราะช่างเขยี นมีน้อย แตพ่ ระครนู นทธรรมาภรณ์หรือพระอาจารย์สมนึก เจ้าอาวาสวดั
เตยและเจา้ คณะอาเภอปากเกร็ดไม่ไดเ้ ร่งรบี จงึ แจ้งให้ช่างทาไปตามกาลงั และศรัทธาของ
ผู้คนท่มี ตี ่อศาสนาโดยมีความตอ้ งการเพียงใหค้ นรนุ่ หลงั มองเหน็ คุณค่าของศลิ ปะทีบ่ รรพ
บรุ ษุ สร้างเอาไว้และสง่ ตอ่ จนิ ตนาการอันบรรเจิดเหล่านนั้ ผ่านไปยงั รนุ่ ส่รู นุ่

อาจารย์เทพมชี อ่ื จริงวา่ วรวิทย์ ชูสทุ ธิ์ เกิดทจี่ ังหวดั ราชบรุ ีเม่อื วนั ท่ี 26 พฤษภาคม
พ.ศ.2494 จบการศกึ ษาระดบั มัธยมศกึ ษาจากโรงเรียนโพธาวฒั นาเสนี ระดบั อาชวี ศึกษาจาก
โรงเรยี นชา่ งศลิ ปะกรมศลิ ปากรระดบั อดุ มศกึ ษาจากคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพ
พิมพ์ มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร บวชเรียนอกี 3 พรรษาทส่ี านกั วัดคงคาราม โพธาราม ราชบรุ ี
จนไดน้ กั ธรรมช้นั เอก ทา่ นมผี ลงานปรากฎอยใู่ นพระอุโบสถ วหิ ารและมณฑปวดั ตา่ ง ๆ เป็น
จานวนมาก ท้งั ในทอ้ งถนิ่ บา้ นเกิดคอื จงั หวัดราชบุรีและอกี หลายจงั หวดั เช่น ปัตตานี ลพบุรี
กาญจนบรุ ี นนทบรุ ี กรุงเทพมหานคร

16

อาจารย์เทพเนรมติ ได้ทาการออกแบบงานจติ รกรรมท้ังหมดโดยไม่คิดค่าแรง
และกล่าววา่ ท่านถอื ว่าวัดทกุ วดั มพี ระพุทธเจา้ องคเ์ ดยี วกนั หากวัดนี้ให้เงินมาทางาน
เช่นใหม้ า 5 หม่ืน ทง้ั คา่ สี ค่าทอง ค่าแรงคนอ่ืนท่มี าช่วย หากยังมีเงินเหลือแล้วอีกวัด
ตดิ ต่อให้ไปทางานอกี ก็จะเอาเงินทเ่ี หลือไปชว่ ยเขา ทาแบบนีก้ อ็ ยไู่ ด้เพราะทา่ นกินน้อย
กินอะไรก็ได้ ยอมรบั วา่ คนอื่นท่ีต้องดแู ลเขาอาจจะเดอื ดรอ้ นบา้ ง แตง่ านท่ีครูบาอาจารย์
ให้มาตอ้ งยังคงอยูท่ ่านบอกเดก็ ๆ ที่มาช่วยงานเสมอว่าตอนเรียนมานง่ั สเก็ตชภาพหรือ
มาหดั วาดภาพในวัดไมเ่ หน็ เก็บเงนิ ถึงเวลานห้ี ากชว่ ยวดั ไดค้ วรชว่ ยบ้าง

นอกจากนีอ้ าจารย์เทพเนรมติ จติ รกรรมไทยยังเปน็ ผ้คู ดั ค้านการร้ือทาลายโบสถ์
วัดคงคารามจนประสบความสาเร็จ ตอ่ มากรมศิลปากรได้ข้นึ ทะเบียนเป็นโบราณสถาน
ของชาติ และเปน็ ผูค้ ดั คา้ นการซือ้ ขายหนังใหญว่ ดั ขนอน ซ่ึงต่อมาได้ขึ้นทะเบียนเป็น
โบราณวัตถุของชาตแิ ละได้จดั นทิ รรศการโบราณวัตถขุ องวัดคงคาราม ทัง้ ยงั ได้รับเสด็จ
สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬา
ภรณว์ ลัยลกั ษณ์ อคั รราชกุมารี ทรงยกช่อฟ้าพระอโุ บสถวัดคงคาราม ปัจจุบันอาจารยม์ กั
บันทกึ เรื่องราวเก่ยี วกบั จติ รกรรมของวดั ต่าง ๆ ภายในประเทศไทยลงเพจเฟซบ๊คุ สว่ นตัว
ชื่อ "เทพเนรมติ จติ รกรรมไทย" เปน็ ประจา

...เร่ืองช่างเขียนเปน็ ความบงั เอิญท่อี ยูด่ ี ๆ ท่านกม็ าโดยไม่ไดน้ ดั หมาย ตอนแรก
มกี ารพดู คยุ กันมาบ้างวา่ วดั จะทาอะไรแบบน้ี ช่างเขยี นมาจากไหน ท่านเคยเขียนวัดตะ
ครั้เอนกไ็ ปดผู ลงาน ไม่ได้ต้งั ใจวา่ ตอ้ งไปเทยี บเชิญขนาดนน้ั แต่เขามาเอง อาจารย์เทพ
ท่านจะมคี วามผูกพันกบั ศลิ ปะ โชคดีเรามีบคุ คลสาคัญในตาบลคอื คณุ ลงุ ธรรม พกิ ลุ ทอง
ที่รบั เหมาสร้างวัดสรา้ งศาลาในยา่ นนี้ ทอดกฐนิ ที ผ้าป่าทีค่อยมาจ่ายท่าน ท่านจะไม่
คดิ เงนิ กอ่ นแล้วทาหลายๆวัดพร้อมกัน โบสถก์ ับจิตรกรรมเลยสร้างมาได้ ฐานชุกชีก็
เกดิ ข้ึนได้ ตรงน้จี ะเปน็ มรดกสอู่ นุชนรนุ่ หลังตราบนานแสนนาน.." (นายธนิต สุขทอง
นายกองคก์ รบริหารส่วนตาบลบางตะไนย,์ สมั ภาษณ์, 8 มนี าคม 2564)

17

3. แนวคิดของจติ รกรรมฝาผนงั วดั เตย
สาหรบั จดุ เริม่ ตน้ ในการสรา้ งจิตรกรรมฝาผนังวดั เตย พระครูนนทธรรมาภรณ์

เจา้ อาวาสวัดเตยใช้เวลาถึง12 ปใี นการหาชา่ งฝมี ือ เปน็ ชา่ งชดุ แรกและชุดเดยี วไม่มีการ
เปล่ียนแปลงอีก มกี ารไปดผู ลงานของช่างก่อนจึงเรียกมาพูดคยุ ซ่งึ ทา่ นเจ้าอาวาสเป็นผู้
มอบโจทยแ์ ละแนวคิดตา่ งๆ ให้กับชา่ ง โดยท่านอยากใหร้ ักษาของเดิมเอาไว้ เพียงแต่
เปล่ียนแปลงภาพพจนใ์ ห้ดูดีขึน้ โจทยท์ ีใ่ ห้กเ็ หมือนกับวัดอื่นคือพุทธประวัติ ทศชาติ
ชาดก ฯลฯ แตก่ าหนดให้จดั รูปแบบใหเ้ รียบรอ้ ย ดดู ขี นึ้ หรือแปลกกว่าวัดอ่ืน

เร่ืองสีท่านต้องการแบบสดใสมชี วี ิตชีวา เพราะมองว่ามนุษย์เรามชี ีวติ แลว้ ต้องมี
วญิ ญาณ มคี วามรสู้ ึก จงึ ใหช้ า่ งใช้สีแบบจดั จ้านเนือ่ งจากในอนาคตมนั กจ็ ะเลือนหรือซีด
ลงตามธรมชาติอยู่แล้ว แต่ก็มกี ารใชก้ ระจกกนั ไม่ให้โดนลม นา้ ควัน ฯลฯ เพราะอาจมี
ผลกระทบกบั สี ในส่วนของธปู ก็ใช้เป็นธปู ไฟฟ้า ทาเพอ่ื ให้สีสามารถคงความสดใสนาน
ทีส่ ดุ โดยมที างวัดเปน็ ผดู้ ูแลงบประมาณ และท่านเจ้าอาวาสก็มีการประสานงานกับ
อาจารย์เทพ
ตลอดในเรื่องของความคืบหนา้ ต่าง ๆ จนกระท่งั เสร็จสมบรู ณ์ และแง่มุมพิเศษสาหรับ
การทางานศิลปะภายในวดั ท่อี าจารยเ์ ทพปฏิบตั มิ าตลอดคือ การใช้น้ามนต์ผสมสกี ่อนจะ
บรรจงใชส้ นี น้ั วาดลงบนผนงั เพื่อยกยอ่ งวชิ าชา่ งครแู บบโบราญให้เกิดความงดงามสบื ไป

"..จิตรกรรมในวดั ผสมผสานกนั หมดระหวา่ งไทยกบั มอญ การดูว่าอันไหนไทยอัน
ไหนมอญก็ดคู อ่ นขา้ งยากจิตรกรรมพวกน้ีมันสอดแทรกวัฒนธรรมไป ส่วนใหญ่เน้นทาง
ไทย ทางมอญจะมีอยู่นดิ หนอ่ ยทางดา้ นหลังอยา่ งเจดียช์ เวดากอง อนั น้เี มืองมอญแท้ๆ.."
(พระครูนนทธรรมาภรณ์ เจ้าอาวาสวดั เตย, สัมภาษณ์, 8 มีนาคม 2564)

ส่วนวิธกี ารดภู าพพทุ ธประวตั แิ ละทศชาตชิ าดกโดยหลักของวัดเตยคือ ดูจาก
ดา้ นบนลงด้านลา่ ง เนื่องจากเหตุการณ์ในแต่ละภาพจะเรียงลาดับจากบนลงล่าง เช่น
ภาพประสตู จิ ะเริม่ จากเหตกุ ารณท์ พ่ี ระนางสิริมหามายาทรงพระสุบินนมิ ิตบริเวณด้านบน
ของภาพ จากนัน้ จงึ ทรงพระประสตู กิ าลในด้านล่าง ดงั ภาพตอ่ ไปน้ี

18

ลาดับการดูภาพ
จากภาพ หมายเลข 1 คอื เหตกุ ารณท์ รงพระสบุ ินนมิ ติ และ 2 คอื ทรงพระประสตู ิกาล

19
4. แผนผังและรายละเอยี ดของงานจิตรกรรมภายในอุโบสถวัดเตย

หมายเหตุ: ก-ฐ คือ ภาพเขยี นทศชาติชาดกบนบานหน้าตา่ ง
และ 1-9 คอื ภาพเขียนพุทธประวตั ิ

ก: เตมยี ชาดก ฉ: ภูริทัตชาดก
ข: ชนกชาดก ช: จนั ทชาดก
ค: สุวรรณสามชาดก ช: นารทชาดก
ง: เนมริ าชชาดก ญ: วิธูรชาดก
จ: มโหสถชาดก ฐ: มหาเวสสนั ดรชาดก

20

1: ภาพ ทลู เชิญสนั ดสุ ิตเทวราชโพธสิ ัตวจ์ ุติ, พระราชพิธีอภิเษกสมรสระหว่าง
พระเจ้าสทุ โทธนะและพระนางสิรมิ หามายา

2: ภาพ ทรงพระสุบินนมิ ติ , ทรงพระประสตู กิ าล
3: ภาพ เทวทตู ท้ัง 4, เสดจ็ ออกผนวช
4: ภาพ ทรงออกมหาภเิ นษกรมณ์, ทรงตัดโมลถี ือเพศบรรพชา
5: ภาพ นางสชุ าดาถวายข้าวมธปุ ายาส
6: ภาพ ผจญมาร
7: ภาพ โปรดพุทธบดิ าและนางพิมพา
8: ภาพ เสดจ็ จากดาวดึงส์, ยมกปาฏหิ ารยิ ์, ต้นมะมว่ งในพทุ ธประวตั ิ
9: ภาพ ปรินิพพาน

จากแผนผงั เรมิ่ ทบี่ รเิ วณทางเขา้ หลักซึ่งเปน็ ฝง่ั ตะวนั ออก จะพบประตู 2 บาน (ประตู 1,
ประตู 2) ดงั ภาพเป็นงานแกะสลักโดยช่างนพิ นธ์ แกว้ เรอื น เมอ่ื ปี พ.ศ.2547ทาจากไมส้ ักสูง
3 เมตร กว้าง 90 เซนตเิ มตร ต่อแผ่น ฝ่งั ตะวันออกเปน็ รปู ทวารบาลยนื แท่นถือชอ่ ดอกไม้
มอื ขวาถอื พระขรรค์ ใชว้ ธิ แี กะสว่ นไม้เพลาะ เพ่ือใหด้ นู ูนสงู แกะลายระดับ 2 ชั้น ใช้นิว้ สอด
ลอดลายเข้าไปได้ โดยประตดู า้ นนอกทงั้ บานซา้ ยและขวาของแต่ละฝง่ั จะเหมอื นกนั

ประตูฝั่งตะวนั ออก (ดา้ นนอก)

21

ประตู 1 - ประตูฝัง่ ตะวนั ออก บานขวา (ดา้ นใน)
ประตู 1 - สว่ นประตดู ้านในบานซ้ายและบานขวาจะมีลวดลายแตกตา่ งกนั บานดา้ นขวาของ
พระประธานคอื ภาพพญานาคราช เจา้ แห่งบาดาลและนาคท้งั หลาย โดยแผ่นซ้ายเหยยี บ
มงั กร แผ่นขวาเหยยี บนาค โดยพญานาคเปน็ เจ้าแหง่ งอู ยใู่ นบาดาล คือใต้พน้ื ดนิ ตัวยาวอยา่ ง
งู มีหงอนงามมาก ตามพงศาวดารจะมีเรือ่ งพญานาคและลกู สาวพญานาคเขา้ มาเก่ียวขอ้ งอยู่
เสมอ พญานาคเปน็ สัตวว์ ิเศษท่สี ามารถแปลงรา่ งเปน็ มนษุ ย์ได้อยา่ งสวยงาม สว่ นมังกรนัน้
เปน็ ความเช่อื ของชาวจนี ไมเ่ กยี่ วกบั ชาวไทย ความเชอ่ื ของชาติไหนๆตา่ งก็มีจุดเชอ่ื มโยงกัน
อยู่ เพราะสตั ว์ท้ัง 2 ขนดิ มลี ักษณะใกล้เคียงกัน อกี ทงั้ ในทางเทววทิ ยาต่างกย็ กให้พญานาค
และมังกรเปน็ สัตวท์ ม่ี ีฤทธ์ิดว้ ยกันทงั้ คสู่ ามารถอยู่ไดท้ งั้ ในนา้ และบนบก และดว้ ยความท่ปี ี
มะโรงตรงกับธาตุไฟ จึงทาใหส้ ัตวท์ ง้ั 2 ชนิดนพ้ี ่นไฟได้เชน่ เดียวกัน

22

ประตู 2 – ประตูฝง่ั ตะวันออก
บานซา้ ย (ดา้ นใน)

ประตู 2 - บานดา้ นซา้ ย (หากมองจากฝั่งพระประธาน) คอื พระอินทร์ทรงชา้ งเอราวัณ โดย
พระอนิ ทร์เป็นเทพผปู้ กปกั รักษาทศิ ตะวันออก ตานานทีเ่ กยี่ วกับชา้ งเอราวัณน้นั กม็ กี ลา่ วไว้
อยหู่ ลายสานวน หลายคมั ภีร์ บางตานานกว็ า่ พระอิศวรได้ประทานชา้ งเอราวัณห้เป็นช้าง
ทรงของพระอินทร์ บา้ งก็วา่ ชา้ งเอราวณั นน้ั เป็นเทพบตุ รอยู่บนสวรรค์ช้นั ดาวดึงส์เม่อื พระ
อนิ ทร์จะเสดจ็ ไปทใ่ี ด เทพบตุ รเอราวณั จะแปลงกายเป็นชา้ งเผือกสขี าวชอ่ื วา่ เอราวณั รูปรา่ ง
สงู ใหญ่เหมอื นภเู ขา ผวิ กายเผอื กผอ่ ง เป็นชา้ งที่มพี ลังมาก ถอื เป็นเจา้ แห่งช้างทัง้ หลาย ใน
คมั ภรี ไ์ ตรภมู กิ ถาได้พรรณนาความใหญ่โตโอฬารของชา้ งเอราวณั ไวอ้ ยา่ งละเอยี ดพสิ ดารมาก

สรุปได้วา่ ช้างเอราวัณเปน็ ช้างทม่ี ีขนาดใหญ่มาก ผิวกายสขี าว มหี วั 33 หัว แตล่ ะ
หัว มีงาเจด็ งา แต่ละอันยาวสี่ลา้ นวา แต่ละงามสี ระโบกขรณเี จ็ดสระ แตล่ ะสระมีกอบัวเจ็ด
กอ แต่ละกอมีดอกบวั เจด็ ดอก แต่ละดอกมีกลบี เจ็ดกลีบ แต่ละกลบี มธี ิดาฟอ้ นราอยเู่ จด็ องค์
แตล่ ะองคม์ ีบรวิ ารอย่อู กี เจด็ นาง ในคตโิ บราณเชื่อว่า บทบาทและหน้าที่อันสาคญั ยงิ่ ของช้าง
เอราวัณ คอื เป็นพาหนะทีน่ าเสด็จพระอนิ ทร์ไปยงั สถานท่ตี า่ ง ๆ ท้งั บนสวรรค์และมนษุ ย์
โลก เพอ่ื ดแู ลทุกขส์ ขุ ของชาวโลก เปน็ ชา้ งศกึ ใหพ้ ระอนิ ทร์ออกไปทาการรบกบั พวกอสรู ทา
หนา้ ทด่ี ูแลโลกทางด้านตะวนั ออกควบค่กู บั พระอินทร์ ถือวา่ เปน็ เจ้าแห่งชา้ งทงั้ ปวงในสากล
จกั รวาล เปน็ พาหนะคพู่ ระทยั ของพระอนิ ทร์ เป็นสัญลักษณส์ าคญั อยา่ งหน่งึ ของพระอินทร์
คือสญั ลกั ษณ์ของการกระทาความดี และสญั ลกั ษณข์ องความอดุ มสมบูรณ์

23

ประตฝู ั่งตะวนั ตกดา้ นนอกจะเป็นทวารบาลจีบน้วิ เขา้ ด้วยกัน
ประตูฝั่งตะวันตกด้านในเปน็ งานเขียนทา้ วจตุโลกบาลทง้ั สท่ี ศิ โดยทา้ วจตุโลกบาลหรือท้าวจาตุ
มหาราชเปน็ เทวดาท่รี ักษาทุกข์สุข ของมนุษยโ์ ลกและทาหน้าท่ีป้องกันอันตรายที่จะเกิดแก่
มนุษย์โลกทัง้ หลาย โดยตรวจดูทั้ง4 ทิศ วัน 8 ค่า อามาตย์ของท้าวมหาราชทั้ง 4 จะเป็นผู้
ตรวจดโู ลก วนั 14คา่ บุตรท้ังหลายของท้าวมหาราช จะเป็นผู้ตรวจดูโลก ส่วนในวัน 15 ค่า
ท้าวมหาราชทงั้ 4จะเป็นผตู้ รวจดูโลกเองว่าพวกมนุษย์รักษาอุโบสถศีลและทาบุญกุศลเป็น
จานวนมากหรือไม่ ครนั้ ตรวจดแู ลว้ กจ็ ะไปบอกพวกเทพช้ันดาวดึงส์ซึ่งมาประชุมกันในสุธรรมา
เทวสภา เรยี งจากซา้ ยไปขวา ได้แก่

24

ประตู 3
1. ท้าววิรุฬหก ผเู้ ปน็ ใหญด่ ้านทศิ ใต้ รปู กายสีขาวรปู ร่างสมสว่ นงดงาม มีหน้าแดง มือซ้ายมีงู
เลอ้ื ยพันฝา่ มือจบั คองไว้ มือขวาถอื พระขรรค์ มีมงกุฎประดบั ดว้ ยรปู นาค มีพวกอสรู เปน็ บริวาร
2. ท้าวกุเวร (ท้าวเวสสวุ รรณ) ผู้เป็นใหญด่ ้านทิศเหนือ เป็นยักษ์ 3 ขา มีฟัน 8 ซ่ี มี 4 กร
พระวรกายขาวกระจา่ งสวมอาภรณ์งดงามมีมงกฎุ เป็นน้าเต้าทรงอยู่บนพระเศียร แต่มีรูปกาย
พิการร่างกายกายาลาสันดูแข็งแรงรูปรา่ งสมส่วน มอื ขวาถอื กระบองยาว พวกยักษเ์ ปน็ บริวาร

25

ประตู 4
3. ท้าวธตรฏฐ์ ผูเ้ ป็นใหญด่ า้ นทิศตะวนั ออก รปู รา่ งสูงโปร่งและสูงกว่าทุก ๆ องค์ใน 4 ท้าว
จตุโลกบาลมผี ิวกายสเี ขยี ว มือซา้ ยถือพิณ มอื ขวาดีดพณิ พวกคนธรรพเ์ ปน็ บรวิ าร
4. ทา้ ววิรูปักษ์ ผเู้ ป็นใหญ่ด้านทศิ ตะวันตก มีรูปกายสขี าวรูปรา่ งอว้ นใหญ่เหมือนกระพ้อมใส่
ขา้ ว ทอ้ งปอ้ งพงุ่ ใหญ่ คอสั้นหวั โต ฟนั ขาวเขย้ี วโง้งออกจากปาก มีริมฝีปากนูน ๆ ตาใหญ่มาก
ขาสัน้ กายาล่าสัน มอื ซ้ายถือธนูทรงอาภรณส์ ีแดงเลอื ด มีฝูงนาคเปน็ บริวาร

26

พระประธาน
ตอ่ มาคอื จุดเดน่ ของอุโบสถ นน่ั คือพระประธาน (หลวงพอ่ โต) เปน็ พระปางมารวชิ ัย
ในโบสถใ์ หม่ของวัดเตย ซึ่งย้ายจากโบสถ์เก่าน้าท่วมมาประดิษฐานบนแท่นไม้สักแกะสลัก
ปิดทองล่องชาด เน้ือสมั ฤทธิ์หล่อขน้ึ ในช่วงตน้ ๆพ.ศ.2500สาหรบั แท่นซุกชี หรือฐานรองพระ
ประธานน้นั ทาจากไม้สกั แกะสลักแลว้ ปิดทอง มีผ้าทิพย์อยู่ด้านหน้า มีฐานเขียน ฐานบัทม์
แทน่ ยกชั้นแข้งสิงห์ ย่อมมุ 12มรี าชสีห์ คชสหี ์ประกอบ เป็นงานออกแบบเครื่องไม้ขนาดเท่า
จริง ตรึงเขา้ กบั งานกอ่ อิฐถอื ปนู โกลนรปู แทน่ พระภายใน

27
แท่นชุกชี

28
บริเวณฝาผนงั ดา้ นหลงั พระประธาน คอื พระเจดยี เ์ กศาธาตชุ เวดากอง เขียนไว้
บริเวณด้านหลงั พระประธาน (ฝงั่ ตะวนั ตก) โดยเจดีย์ชเวดากอง (Shwedagon Pagoda หรอื
ภาษาพมา่ เรียกว่า เฉวด่ ะโกง่ เสด่ ่ีดอ่ ) เป็น 1 ใน 5 ส่ิงศักดิ์สทิ ธิท์ ส่ี ดุ ของชาวพม่า เป็นเจดีย์สี
ทองขนาดใหญ่ท่บี รรจพุ ระเกศาธาตรุ วมทง้ั หมด 8 เสน้ ด้วยกัน คาว่า "ชเว"แปลวา่ ทอง สว่ น
คาวา่ "ดากอง" หรือ "ตะเกงิ "ก็คอื ชือ่ เดมิ ของเมอื งย่างก้งุ นนั่ เอง เจดยี ์ชเวดากองจึงหมายถึง
เจดยี ท์ องคาแห่งเมืองดากอง ปจั จุบนั อยู่ในเมอื งย่างกุ้งซึ่งเคยเปน็ อดีตเมอื งหลวงของพม่า
ในภาพจะมีเทพไทเ้ ทวาเหาะมาสกั การะบชู าทง้ั สองดา้ นด้วย ดา้ นล่างของภาพเขยี นเจดียช์ เว
ดากองคอื ภาพตานานเลา่ ตอ่ ๆ กันมาวา่ เจดียช์ เวดากองได้ถกู สร้างขนึ้ เมื่อราว 2,500 กวา่ ปี
กอ่ น โดยมีสองพ่นี อ้ งวานชิ ชอื่ วา่ ตปสุ สะ (ตะเป้า) และภัลลิกะ (ตะปอ) ไดม้ โี อกาสเข้าเฝ้า
พระพทุ ธเจา้ ด้วยความดีของสองพนี่ ้องทที่ าการถวายข้าวสตั ก้อน สัตตผู งรวม 49 ก้อน
พระองค์จึงได้ประทานพระเกศาให้ 8 เส้น ทัง้ สองพีน่ อ้ งจงึ ไดอ้ ญั เชญิ มายงั บนเนนิ เขาเสนคุต
ตระ จากน้นั พระเจ้าโอกะลัปจึงได้ทรงสรา้ งเจดยี ์ครอบพระเกศาทง้ั 8 เสน้ ต่อมาไดม้ ีกษตั รยิ ์
มอญและกษัตริยพ์ ม่าใหม้ กี ารต่อเตมิ บรู ณะเพ่ิมเตมิ อีกหลายครงั้ จนมขี นาดเท่าปัจจุบนั บน
ยอดของเจดยี ช์ เวดากองมีเครอื่ งประดบั มากมายทเ่ี รามองไม่เหน็ บนยอดเจดยี ์มกี ารประดบั
ด้วยเพชรจานวน 4,531 เมด็ ยงั มีทับทมิ ไพลนิ และบุษราคมั อีก 2,317 เม็ด รวมทั้งระฆัง
ทองอีกจานวน1,065 ใบ ส่วนบนยอดสุดทีม่ ีปลายแหลมมีเพชรเม็ดใหญ่เท่าฝา่ มอื หนกั 72
กะรตั 1 เมด็ ประดบั อยู่

พระเจดียเ์ กศาธาตุชเวดากอง

29

ภาพตปสุ สะและภลั ลิกะขณะถวายข้าวสัตตก้อนสตั ตผง

ด้านข้างยอดเจเดี ย์ชเวดากอง
บรเิ วณผนังซีกซ้ายนับแนวงานจากค้ิวบัว
รอบลงมาจะมีวิมานใหญ่อยู่สามหลัง หรือ
อาจเรียกปราสาทเจด็ ยอด ยกดอกไม้ร่วงเต็ม
ชอ่ งด้านใน ด้านล่างเป็นฐานบัว มีลาดผ้า
ทพิ ยแ์ ทน่ ตรงกลางโดยนัยยะตรงน้ีอาจารย์
เทพเนรมิตตง้ั ใจเขียนรูปพรหม คือชั้นท่ีว่าง
เปลา่ ส่วนตวั องค์พรหมหมายถึงมีตัวมีตน
ถัดจากวิมานไปยอดกรอบสินเทา 1 องค์ ล่าง
ลงมาแนวใต้วมิ านมีทางซ้าย 2 องค์ ทางขวา
2องค์ ตรงกลางทาพระอาทิตย์ชักรถเทียม
ราชสีห์มีพ้ืนหลังสีแดง คณะทางานที่ร่วม
ด้วยช่วยทาผนงั สว่ นนม้ี ีหลายท่านที่สาคัญ
คือ จฬรรถาวรนกุ ูลพงศ์ ซ่ึงท่านมีเพื่อนจาก
เพาะช่างจบป.ตรี ศิลปะประจาชาติมา
ช่วยกันเขียนโดยไดอ้ อกแบบและวางตวั ภาพ
เท่าจริงไว้ให้ก่อนแล้ว เคร่ืองทรงก็เป็น
ทองคาเปลวแท้ ทายางมะเดอ่ื เรียบร้อยค่อย
ปดิ ทองตดั เส้น

30

วมิ านช้ันพรหม

นอกจากน้ีในอโุ บสถยังมภี าพเจดีย์อกี 1 องค์ บริเวณผนังฝ่ังตะวันออกตรงข้ามกับ
เจดยี ช์ เวดากอง (เหนอื ภาพพุทธประวตั ิภาพที่ 5) คอื ภาพวาดพระปฐมเจดีย์ หรือเดิมเรียกว่า
พระธมเจดยี ์ เป็นพระสถูปทีม่ ีขนาดใหญ่ทสี่ ุดในประเทศไทย ซ่งึ จะตั้งอยู่ในบริเวณวัดพระปฐม
เจดยี ร์ าชวรมหาวิหารจังหวดั นครปฐม อีกทั้งยังเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกพิเศษชนิดราช
วรมหาวหิ ารภายในเจดยี ์จะเป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธ
เจา้ พระปฐมเจดยี น์ ัน้ ไดถ้ ูกสร้างและปฏสิ ังขรณ์มาอยา่ งนอ้ ย 3 คร้ังแล้ว และไม่มีใครทราบว่า
พระปฐมเจดียถ์ ูกสร้างในยุคสมัยใด แต่มีข้อสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพระอโศกมหาราช
ทรงสง่ สมณทูต เผยแพรศ่ าสนานักโบราณคดตี ่างเหน็ พอ้ งกันวา่ พระโสณเถระและพระอุตตรเถ
ระเปน็ สมณทูต และมาต้งั หลักฐานประกาศหลักธรรมคาสอนที่นครปฐมเป็นครั้งแรก ในพุทธ
ศตวรรษท่ี 3 และได้สรา้ งพระเจดีย์ทรงบาตรควา่ แบบเจดยี ส์ าญจใิ นประเทศอนิ เดียไว้

31

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั รัชกาลที่ 4 ขณะทรงผนวช
ไดเ้ สด็จธุดงค์มานมัสการทรงเห็นพระเจดีย์ยอดปรางค์สูง 42 วา เม่ือทรงลาผนวชได้ข้ึน
ครองราชสมบัติ เมือ่ ปีพทุ ธศกั ราช 2396ทรงโปรดให้ก่อพระเจดีย์ใหม่ห่อหุ้มองค์เดิมไว้ สูง
120เมตรกับ 45เชตเิ มตรพรอ้ มสรา้ งวิหารคต 2ชั้นทั้ง 4 และระเบียงโดยรอบทิศ แต่งานไม่
ทนั เสรจ็ พระองคก์ ็เสดจ็ สวรรคต ตอ่ มาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาล
ที่ 5 โปรดปฏิสังขณ์จัดสร้างหอระฆังและประดับกระเบื้องจนสาเร็จ เมื่อถึงรัชกาลที่ 6
ปฏิสังขรณ์พระวิหารหลวง เขยี นภาพพระเจดียอ์ งค์เดมิ และภาพตา่ งๆไว้ที่ผนัง รื้อมุขวิหารด้าน
ทิศเหนือสรา้ งใหม่ เพ่ือประดษิ ฐานพระร่วงโรจนฤทธ์ิศรีอินทราทิตย์ธรรโมภาส มหาวชิราวุธ
ราชบูชนยี บพิตรและรัชกาลท่ี 7โปรดให้สร้างพระอุโบสถใหม่ นบั ตั้งแต่สมยั รัชกาลที่ 4 ได้ทรง
ทาการบรู ณปฏสิ ังขรณต์ อ่ เติมในคร้ังน้ันจนเวลารวมมาเปน็ ร้อยปีเศษ ก็ไม่ได้ทาการบูรณะอีก
เลย มแี ต่เพียงซ่อมแซมเลก็ นอ้ ยทีช่ ารุดบางสว่ นเทา่ น้ันจนกระทงั่ เมื่อปีพุทธศักราช 2509 ทาง
วดั พบวา่ ตัวองค์พระปฐมเจดยี ม์ ีรอยแตกรา้ วหลายแห่ง พระเบื้องที่ระดับหลุดร่วงลงมา จึงได้
แจ้งเรอ่ื งยงั ไปรฐั บาลสมัยนั้นเพอื่ ทาการบูรณะใหม่ ซึ่งใช้เวลาในการบูรณะร่วมถงึ 8 ปี

พระปฐมเจดีย์

32

ภาพพุทธประวัติ (หมายเลข 1-9)
ภาพพทุ ธประวัติจะเขยี นไวบ้ ริเวณระหวา่ งหนา้ ต่าง เปน็ การเล่าถึงประวัติต่างๆ

ของพระพุทธเจ้าตลอดจนเร่อื งราวต่างของบุคคลและสถานทท่ี ี่เกยี่ วข้องกับพระพุทธเจา้
ตง้ั แตป่ ระสตู ิจนถึงปรนิ พิ พาน แบง่ เปน็ ฝ่ังเหนือ ฝัง่ ตะวันออก และฝง่ั ใต้

ฝงั่ เหนือ (ซา้ ยมอื ขององคพ์ ระประธาน)
ภาพที่ 1 อยบู่ ริเวณฝาผนังฝ่ังเหนอื ห้องแรก

33

• ทูลเชิญสันดสุ ิตเทวราชโพธสิ ัตว์จตุ ิ
ปรากฏอยทู่ ่ีส่วนบนสุดของภาพ เปน็ เหตุการณ์เม่ือพระพุทธเจ้าเม่ือคร้ังท้าวสักกะ

เทวราชกราบทลู เชญิ ท้าวสนั นดสุ ติ เทวราชลงมาจุตยิ งั โลกมนุษย์เพอื่ ตรัสร้เู ป็นพระพุทธเจ้า โดย
เมื่อพระพทุ ธเจ้ายงั มไิ ดต้ รัสรู้ ไดท้ รงบาเพ็ญบารมอี ยู่ในชาติต่างๆ เรียกว่า "พระโพธิสัตว์" ใน
อดตี ภพบงั เกดิ เป็นสุเมธดาบส พบพระพุทธเจ้าพระองค์หน่ึงพระนามว่า พระพุทธท่ีปังกรเจ้า
จึงตง้ั ความปรารถนาไวข้ อให้ไดเ้ ป็นพระพุทธเจ้าเช่นพระองค์ท่าน จาเดิมแต่น้ัน ก็ทรงบาเพ็ญ
บารมี 10ประการเป็นเวลานับดว้ ยกัลป์ พระชาติสดุ ท้ายบังเกิดเป็นพระเวสสันดรโพธิสัตว์ ก็
ทรงสร้างทานบารมีอยา่ งยอดเย่ยี มสิน้ จากชาติน้ี กข็ น้ึ ไปอุบัติในสวรรค์ชั้นดุสิต เป็นเทพบุตร
ชื่อวา่ "สนั ดุสติ เทวราช"เทพยดาในหมน่ื จกั รวาฬจงึ มาประชุมกันในสวรรค์ชั้นดุสิตต่างยกหัตถ์
ทั้งคู่ ชูอญั ชลกี รทูลอาราธนาวา่ "ขา้ แตพ่ ระมหาวีระ กาลบัดนี้ สมควรที่พระองค์จะจุติลงไป
บังเกิดในมาตคุ พั โภทรเพอื่ ชนนิกรในมนุษยโ์ ลก กบั ท้ังเทวโลก ข้ามให้พ้นจากห้วงแห่งความ
เวยี นตายเวียนเกดิ อันมิรจู้ ักจบสนิ้ ให้รจู้ รงิ บรรลถุ งึ ทางปฏิบัติ ซ่ึงจะเข้าสู่อมตมหานิพพาน“
พระโพธสิ ัตว์ทรงพิจารณาดูปญั จมหาวิโลกนะทั้ง 5 คือ กาล 1 ทวีป 1 ประเทศ 1 ตระกูล 1
พระมารดา1แล้วจงึ ทรงรับปฏิญญาณ เสด็จแวดลอ้ มดว้ ยเทพยบรวิ ารไปสู่ทิพยนันทวันอุทยาน
ในดสุ ิตเทวโลก และจุตลิ งสู่ปฏิสนธิในพระครรภ์แห่งพระนางมหามายาราชเทวี ภายในภาพ
พระองค์จะน่ังอยู่ในปราสาท 7ยอด มพี ระอนิ ทรแ์ ละทวยเทพอื่นๆพนมมือสักการะอยู่ท้ังซ้าย
และขวา คัดพืน้ ดว้ ยสมี ว่ ง แซมดอกไม้ร่วงโปรยปราย

พระราชพธิ อี ภเิ ษกสมรสระหว่างพระเจ้าสทุ โธทนะและพระนางสิริมหามายาจะปรากฏ
อยูท่ ี่ส่วนลา่ งของภาพ โดยสมเด็จพระเจ้าสีหนุกษัตริย์ผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ ปรารถนาจะ
ราชาภเิ ษกพระเจา้ สทุ โธทนะมกฎุ ราชกมุ ารซ่ึงมวี ัฒนาการได้ 16 พรรษา เพ่ือสืบสิริราชสมบัติ
แทนพระองค์ จงึ ทรงสง่ ผรู้ อบร้ใู นสตรลี ักษณป์ สบื แสวงหานางรัตกัญญา จนได้ประสพพระนาง
สริ ิมหามายาราชกมุ ารี พระราชธิดาของสมเด็จพระเจ้าอัญชนา กษัตริย์แห่งกรุงเทวทหะ มีพระ
สิรวิ ิลาศต้องตามนารลี ักษณ์ ไม่มีผูเ้ ทียบเท่าภายหลงั พระนางสริ ิมหามายาจึงได้เป็นพระมารดา
ในพระพุทธเจ้าและมเหสขี องพระเจา้ สทุ โธทนะกษตั รยิ ์ผู้ครองกรุงกบิลพัสด์ุพระราชพิธีจัดข้ึน
ทกี่ รงุ กบิลพัสดุ์ ในปราสาท 5ยอด แวดลอ้ มด้วย พระเจ้าสีหหนุ พระเจ้าชนาธิราชพระราชบิดา
พระนางสนุ นั ทาเทวีพระราชชนนี และพระประยูรญาติอื่นๆของท้ังสองฝ่าย โดยมีแผงม่านก้ัน
ระหว่างชายและหญงิ ประชาชนพลเมืองก็มาห้อมล้อมมหาววิ าหมงคลมณฑปอยู่โดยรอบ

34

• ทรงพระสุบินนิมิต
ปรากฏอย่ทู สี่ ่วนบนสุดของภาพ เหตกุ ารณ์นเ้ี กิดขึ้นภายหลังพิธีอภิเษกสมรสไม่นาน

ในวนั ข้ึน15ค่าเดือน8 (วันอาสาฬหปุรณมี พระนางสิริมหามายาทรงบริจาคทานตามปกติ
แลว้ เสวยโภชนาหารอันวิจติ รอันประณีตตามธรรมดาของกษตั รยิ ์ท้งั หลาย จากน้ันทาวัตรถือศีล
เสร็จกเ็ ข้าบรรทมชว่ งเวลาใกล้รุ่ง พระนางได้ทรงสุบนิ (ฝัน) ว่าท้าวจตุมหาราชิกาซ่ึงเป็นใหญ่ท้ัง
4ทศิ ได้เขา้ มาทหี่ อ้ งบรรทมช้อนพระแทน่ ท่ีนาเสดจ็ ลดั นภาไปยงั ป่าหิมพานต่า วางพระนางลง
ข้างสระอโนดาตให้ไดผ้ ลัดผา้ ทิพยล์ งสรงในสระน้นั เพื่อชาระล้างมลทินแห่งมนุษย์ จากน้ันเชิญ
เสดจ็ ข้นึ พระแท่นในวมิ านทอง ภูเขาเงนิ กอ่ นมพี ญาช้างเผอื กชูงวงที่จับดอกบัวขาวซ่ึงเพ่ิงแย้ม
กลีบมาจากภเู ขาทองด้านทศิ ตะวนั ออกเดนิ เขา้ มาทาประทักษิณาวตั ร(เวียนขวา)รอบพระแท่น
สามรอบ ทาทา่ เหมอื นจะเขา้ สูพ่ ระอุทร(ทอ้ ง) หลงั ทรงตน่ื บรรทมพบว่าแสงอาทิตย์ได้แผ่รัศมี
แสงสีทองอรา่ มไปทัว่ ท้องฟา้ จงึ รีบเลา่ ใหพ้ ระเจ้าสุทโธทนะทราบ

ภาพที่ 2 อยู่บริเวณฝาผนงั ฝ่ังเหนอื หอ้ งท่สี อง

35

ฝา่ ยพระเจา้ สุทโธทนะเมอ่ื ได้สดบั รับฟังแล้วก็รับส่ังให้โหราจารย์เข้าเฝ้าทานายฝัน
โหราจารยถ์ วายคาทานายว่า"เปน็ สบุ นิ นิมิตทด่ี ี จะมีพระราชโอรสผ้ปู ระเสริฐอุบัติบังเกิด เป็นผู้
ที่มบี ญุ ญาธกิ ารยงิ่ ใหญน่ ัก มอี านุภาพมาก จักได้เป็นที่พึง่ ของสรรพสตั ว์ท้งั หลาย หาผู้มาเปรียบ
เสมอเหมือนมไิ ด้ หากสถิตอยูใ่ นเพศฆราวาสวิสัยจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ แต่ถ้า
หากออกบวชจะไดต้ รสั รเู้ ป็นองคส์ มเดจ็ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและศาสดาเอกในโลก" ท้ังนี้โกณ
ฑญั ญะผอู้ ายุน้อยที่สุดยนื ยันหนักแนน่ ว่า"พระราชกมุ ารสทิ ธตั ถะจะเสด็จออกบวชและได้ตรัส
รู้เป็นพระพทุ ธเจ้าแน่นอน“โดยคนื ทท่ี รงสบุ นิ นิมิตนีค้ อื เวลาท่ีสมเด็จพระโพธิสัตว์เจ้าทรงถือ
ปฏิสนธใิ นครรภ์ของพระนาง ซง่ึ พระวรกายของพระมารดาในขณะที่พระโพธิสัตว์ประทับอยู่ใน
พระครรภน์ ั้นไมไ่ ดร้ สู้ ึกวา่ อึดอดั หรือคบั ขอ้ งเลย อีกทัง้ ยงั เบาสบายเสมือนมิได้ทรงพระครรภ์
อยู่ และดว้ ยพระบารมีของพระมหาโพธิสตั วเ์ จ้า เม่ือพระนางใคร่ปรารถนาที่จะทอดพระเนตร
ราชโอรสในพระครรภก์ ็สามารถมองเห็นได้ทันที (พระมหาโพธิสตั ว์เจ้าในการเกิดชาติสุดท้ายจะ
ทรงนง่ั ขดั สมาธใิ นพระครรภข์ องพระมารดาเจ้า เป็นปกตอิ ย่างนที้ กุ พระองค์)
• ทรงพระประสตู กิ าล

ปรากฏอย่ทู ่ีสว่ นล่างสุดของภาพ เป็นเหตุการณ์เม่ือพระนางสิริมหามายาทรงพระ
ครรภ์แก่จวนจะประสูตไิ ดร้ ับพระบรมราชานุญาตจากพระสวามีให้แปรพระราชฐานไปประทับ
ณ กรุงเทวทหะซ่งึ เปน็ บ้านเกิดของพระนางเพ่ือประสูติพระราชกุมารในตระกูลของตนตาม
ประเพณีนยิ มในสมยั น้นั พระนางพร้อมด้วยขบวนได้เสด็จออกจากกรุงกบิลพัสด์ุในเวลาเช้า
เม่อื ถึงสวนลุมพินีวนั (ปัจจุบันอยู่ในประเทศเนปาล) ซ่ึงต้ังอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสด์ุและกรุง
เทวทหะก็ทรงหยดุ พักขบวนเสดจ็ และทรงประชวรพระครรภ์ใตต้ ้นสาละพฤกษ์ เหล่านางในรีบ
จัดเตรยี มสถานท่ีมีกั้นม่านทองและลาดผ้าอันงามวิจิตรรองรับ พระนางสิริมหามายาทรง
ประทบั ยนื พระหัตถ์ขวาเหน่ยี วจับกิ่งไม้ทโี่ น้มลงมาถวาย ก่อนทรงมีพระประสูติกาลพระราช
กุมารสิทธัตถะโดยบางตารากลา่ วไว้วา่ ทรงประสตู อิ อกมาทางพระปรัศว์ (สีข้าง)พระราชกุมาร
นั้นไมเ่ ป้ือนครรภ์มลทนิ ทรงมพี ระวรกายผอ่ งใสสะอาดดุจแก้วมณี แต่เท้ายังไม่ทันถึงพื้นปฐพี
ท้าวสทุ ธาวาสมหาพรหมทั้งสไี่ ดน้ าขายทองรองรับทอ่ อทุ กธาราอันเปน็ สีโตทกและอุณโหทก คือ
ท่อน้าร้อนนา้ เย็นทีไ่ หลหลง่ั ลงมาจากอากาศ เทพเทวาท่ีเสด็จมาเฝ้าโปรยปรายดอกบุปผชาติ
และของหอมตา่ ง ๆ ถวาย ผนื ดนิ สะเทือนเลือนล่ันไปในจักรวาล พระราชกุมารเสด็จพระราช
ดาเนินไปได้ 7ก้าว ก็มีปทมุ ชาติดอกบวั รองรับพระบาท ประทบั ยนื บนทพิ ยป์ ทุมบุปผชาติอันมี
กลีบถงึ ร้อยกลบี

36

ทรงเปลง่ พระวาจาเป็นบพุ นิมติ แห่งพระสมั มาสมั โพธิญาณด้วยอัศจรรย์วา่
"อคฺโคหมสมฺ ิโลกสฺสมึเชฎโฐ เสฏโฐ อนตุ ฺตโร อยมนฺ เม ชาตนิ ตฺถทิ านิปุนพฺภโว “
(ในโลกนี้เราเป็นยอด เป็นผเู้ จริญทสี่ ุด เป็นผู้ประเสรฐิ ทีส่ ุด การเกิดของเราจักมีเป็นครั้งสุดท้าย
ภพใหม่ต่อไปไมม่ )ี
วันที่ทรงประสตู นิ น้ั ตรงกบั วนั เพ็ญขึ้น 15 ค่า เดือน 6 หรือเพ็ญวิสาขะ ในเวลาใกล้
เทีย่ ง กอ่ นพทุ ธศกั ราช 80ปี คร้ันพระกมุ ารประสตู ไิ ด้ 5วนั กไ็ ดร้ บั การถวายพระนามว่า "สิทธัต
ถะ"แปลว่า"ผู้ท่ีความสาเรจ็ มุ่งหมายแลว้ "หรอื "ปรารถนาสิ่งใดย่อมได้สิ่งน้ัน" ฝ่ายพระนางสิริ
มหามายาเม่ือประสูตพิ ระราชกมุ ารได้ 7วนั กเ็ สดจ็ ทิวงคต ไปบงั เกดิ เป็นเทพบุตรในสวรรค์ชั้นที่
4คอื ช้ันดุสติ พระเจ้าสทุ โธทนะพระราชบดิ าไดอ้ ภิเษกพระนางมหาปชาบดีโคตมี อันเป็นพระ
กนิษฐภคนิ ีของพระนางสริ ิมหามายาเป็นพระอคั รมเหสี ต่อมามีพระราชบุตรและพระราชบุตรี
คือเจ้าชายนันทะหรอื พระนันทะและเจ้าหญิงรูปนันทา หรือภิกษุณี พระรูปนันทาเถรีจะเห็น
วา่ พระโพธสิ ตั ว์ทรงอยู่ในพระครรภ์เปน็ เวลา 10 เดือน กับ 7 วัน

ภาพที่ 3 อยู่บริเวณฝาผนังฝงั่ เหนือหอ้ งทสี่ าม

37

• เทวทตู ทง้ั 4
เปน็ เหตุการณ์เมอ่ื เจ้าชายสิทธัตถะเสดจ็ มพี ระชนมายุ 29 พรรษา พระเจ้าสุทโธทนะ

ได้พยายามหาส่งิ ทเี่ พลิดเพลินสนกุ สนานมาบารุงบาเรอพระโอรสของพระองค์อีกหลายอย่าง แต่
ทุกๆอยา่ งกไ็ รผ้ ลด่ังทเ่ี คยเป็นมาเจา้ ชายสิทธตั ถะไม่ได้หลงใหลต่อส่ิงเหล่าน้ัน กลับทรงอ้อน
วอนขอให้พระบิดาอนุญาตใหพ้ ระองคเ์ สดจ็ ออกประพาสพระนครอีกคร้ังตามลาพังโดยไม่ให้มี
ผใู้ ดรู้ เพอ่ื พระองคจ์ ะได้ทอดพระเนตรเห็นสิ่งต่าง 1 ตามที่เป็นอยู่ทุกวันตามปรกติ เจ้าชาย
สิทธตั ถะทรงอยากรแู้ หล่งทมี่ าของความเปน็ จรงิ จึงไดต้ ดั สินใจประพาสตามลาพังกับนายฉันนะ
มหาดเลก็ คนสนิทของเจา้ ชายสิทธตั ถะ

พระราชาไมท่ รงปรารถนาทีจ่ ะอนุญาต ด้วยทรงหวนั่ วิตกว่าเจ้าชายเสด็จออกไปครั้งน้ี
จะได้ทอดพระเนตรเหน็ ความเป็นอยู่ปกตขิ องประชาราษฎรซง่ึ ไมไ่ ด้มีโอกาสเกิดเป็นลูกกษัตริย์
หรอื ลกู เศรษฐี ตอ้ งทามาหากนิ เลี้ยงชพี อาบเหงอื่ ตา่ งน้าหาเช้ากินค่าพร้อมทั้งจะได้เห็นชีวิตที่
แท้จริงของมนุษย์ ซง่ึ มีเกิดแก่เจ็บตายเป็นของธรรมดาตลอดเวลาพระองค์ดาริเก่ียวกับคา
ทานายของพระฤษสี งู อายุว่าตอ้ งเป็นความจริงโดยแน่นอน แต่ด้วยพระทัยท่ีรักและสงสาร
พระโอรสกจ็ าต้องอนญุ าตใหเ้ สดจ็ ประพาสพระนครได้ตามความประสงค์ ดังนั้นเจ้าชายสิทธัต
ถะจงึ มโี อกาสไดเ้ สด็จออกนอกกาแพงวังซงึ่ พระบิดาม่งุ หมายกีดก้ันไม่ให้พระองค์ได้ประสบพบ
พานกบั สิง่ ทไ่ี ม่พึงปรารถนานั้นอีกในครัง้ หน้าแตพ่ ระเจ้าศรีสทุ โธทนะหารู้ไม่ว่าย่ิงกีดกั้นเท่าไร
ย่งิ ทาใหเ้ จา้ ชายสทิ ธัตถะมคี วามทุกขม์ ากขึน้ เท่านัน้

ในครัง้ น้ี เจ้าชายสทิ ธัตถะได้เสด็จดาเนนิ ด้วยพระบาทแทนที่จะเป็นราชรถ ทรงแต่ง
กายพระองค์เองดว้ ยเคร่อื งแต่งกายอย่างคนหนุ่มทม่ี ีเชอื้ สายตระกูลผู้ดี และไม่มีผู้ใดตามเสด็จ
นอกจากนายฉนั นะมหาดเล็กคนสนิทและกไ็ ด้แตง่ กายให้ผิดแปลกไปจากที่เคยเพื่อให้คนอ่ืนๆ
ไมร่ วู้ ่าเป็นเจา้ ซาย จะไดท้ อดพระเนตรเห็นทุกส่ิงทุกอย่างตามที่มีจุดประสงค์อยากเห็นชีวิต
ความเป็นอยู่จริงของประชาราษฎรตามทางทีผ่ า่ นขา้ งถนนหลวงอันเป็นที่ต้ังบ้านเรือนของคน
มัง่ มี ในขณะนนั้ พระทยั ของเจ้าชายสิทธัตถะจึงมีความปิติยินดีและทรงสนุกสนานไปด้วย
ภาพพจนข์ องฝงู ชนท้งั หลายท่กี าลงั ประกอบกิจการทเ่ี จรญิ รงุ่ เรอื งอย่างขยันขันแข็ง ไม่มีวี่แวว
แห่งความอ่อนเพลียเมอ่ื ยลา้ พระองค์จงึ ทรงเบกิ บานพระทยั ไปตลอดเวลา แต่ความสุขเหล่าน้ัน
ยงั ไมใ่ ชแ่ นวทางทพี่ ระองค์ออกแสวงหาและปรารถนาอย่างแทจ้ รงิ ในท่สี ุดความเบิกบานพระทัย
อนั เกดิ จากภาพทไ่ี ด้ประสบพบเห็นส่ิงท่ีน่าสนใจต่างๆ ในวันน้ันกห็ มดสิน้ ไป

38

ในขณะที่พระองค์เสดจ็ พระดาเนนิ ไปตามถนนหลวงทรงไดย้ ินเสยี งคนรอ้ งขอความ
ชว่ ยเหลือของใครคนหนึ่ง ในระยะท่ีห่างไกลจากพระองค์พอสมควร พระองค์ได้
ทอดพระเนตรเหน็ ชายคนหนึ่งกาลงั นอนกลง้ิ ไปมาตามพ้นื ดินด้วยทา่ ทางอันประหลาด ตาม
หน้าเต็มไปด้วยจุดสมี ว่ งและตาเหลอื กไปมาเมื่อพยายามจะอดกลั้นใจใชก้ าลงั ท้งั หมดพยงุ ตัว
ขึ้น แตท่ กุ ครง้ั ทเี่ ขาลกุ ข้ึนก็ลม้ ลงไปอีกอย่างแรง ความเจ็บปวดเป็นของไมเ่ ที่ยง อันเป็น
อนิจจังทท่ี กุ ๆคนมอี ยู่เป็นประจาและหนมี ันไมพ่ ้น พระองค์ไดท้ รงว่งิ ตรงไปยังชายคนนั้น
ในทันที และช้อนเอาชายคนนน้ั ใหล้ ุกนัง่ เอาหวั ของชายคนนั้นพาดใสก่ ับเขาของพระองค์
เมอ่ื ช่วยทาใหช้ ายคนนน้ั ร้สู ึกดขี ้ึนแล้วพระองค์กต็ รสั ถามวา่ ทา่ นเปน็ อะไรไป ชายคนนั้น
พยายามท่ีจะตอบแตไ่ ม่สามารถจะพูดออกมาได้ เขาไมม่ ีกาลังพอที่จะพูดเป็นเสียงได้
พระองคจ์ ึงตรสั ถามนายฉนั นะวา่ คนนเ้ี ขาเป็นอะไร ทาไมเขาถงึ มานอนอยู่ที่น่ี ทาไมการ
หายใจของเขาจงึ มีเสียงดงั เปน็ อะไร ทาไมเวลาเราถาม เขาถึงไมต่ อบ ความเกดิ ความแก่
ความเจบ็ เปน็ ธรรมชาติของสังขาร มาจากการปรงุ แตง่ ของชวี ติ ไมว่ ่าสัตวห์ รอื มนุษยก์ ็มี
ชะตากรรมอนั เดียวกนั หมด นายฉันนะได้รอ้ งขึน้ อย่างตกใจวา่ พระองคอ์ ยา่ ไปจับต้องบุคคล
เช่นนนั้ เขาเป็นพยาธิตดิ ต่อ โลหิตของเขาเปน็ พิษ โรครา้ ยกาลงั ผา่ นเข้าสภู่ ายใน แม้แตก่ าร
หายใจก็หายใจด้วยความลาบาก และในท่ีสดุ ลมหายใจของเขาก็จะตอ้ งหมดไปและตายไปใน
ทสี่ ดุ คนอ่ืนๆก็เป็นอยา่ งนเ้ี หมือนกนั หรอื ไม?่ เราเองกอ็ าจจะเปน็ อย่างนีใ้ ช่ไหม? นายฉันนะ
ตอบอยา่ งรวดเร็ววา่ ทูลขา้ พระบาท พระองคก์ อ็ าจจะเปน็ ได้เหมือนกัน ถา้ หากไปแตะตอ้ ง
คนเชน่ นนั้ อยา่ งใกลช้ ิด ขอพระองค์จงวางเขาลงเสียเถิด อยา่ ไดจ้ ับต้องคนประเภทน้ีอีก
เพราะโรคร้ายจะตดิ ตอ่ มายงั พระองคแ์ ตค่ วามเมตตาทเี่ จา้ ชายสทิ ธตั ถะที่มีต่อสตั ว์โลก กฎ
แห่งธรรมชาตไิ ม่มผี ใู้ ดหนไี ด้ เรากต็ อ้ งไดร้ ับผลของมันต่อๆไป นายฉนั นะตอบตามความเปน็
จรงิ วา่ ยังมโี รคร้ายทล่ี ว้ นแตส่ ร้างความทกุ ขท์ รมานและใหโ้ ทษเชน่ เดยี วกัน พระองคย์ ังถาม
ตอ่ อกี วา่ แลว้ ไมม่ ีผู้ใดแกไ้ ขได้หรือ ความเจบ็ ไข้เช่นนีม้ มี าสู่มนุษยพ์ วกเรา โดยทม่ี นุษย์ไม่
สามารถเอาชนะไดเ้ ลยหรอื น่าอศั จรรย์จรงิ แทเ้ ปน็ ธรรมดาอย่างน้นั เอง ไมม่ ใี ครร้ไู ด้ว่าวันใด
เขาจะเกดิ เจ็บไขไ้ ด้เพราะความเจ็บไขเ้ ปน็ ส่งิ ทเี่ กดิ ขนึ้ แกท่ กุ คนและทุกเวลา พระองค์ยงั ถาม
ยา้ อกี วา่ เปน็ ไดท้ ุกคนจริงหรือ ไมเ่ ลือกกษตั ริย์ หรือคนสามญั ไม่เลอื กม่งั มีหรอื ยากจนใช่
ไหม นายฉนั นะตอบว่า เป็นความจริงข้าพระบาท พระองค์กส็ ามารถเจบ็ ไขแ้ ละลม้ ตายได้
เหมอื นกนั คอื กรรม เรามคี วามแก่ชราเปน็ ธรรมดา เราไมส่ ามารถหลุดพน้ จากความแกช่ รา
ความตายเปน็ ของเทย่ี งแท้ ทุกๆคนหนมี ันไม่พน้ จะต้องตายแต่มันจะเรว็ หรอื จะมาชา้

39

เจ้าชายทรงทอดพระเนตรไปทางทน่ี ายฉันนะบอก และได้ทรงเห็นหมู่คนกลุ่มหน่ึงท่ี
กาลงั เดนิ ร้องไห้ไปตามถนนและเบือ้ งหน้าคนเหลา่ นนั้ มีสีค่ นหามคนคนหนึ่งซ่ึงนอนเหยียดยาว
อยู่บนแคร่หามน้นั ปากอา้ อยา่ งน่าเกลียด ไม่พดู ไมจ่ าอันใด เจ้าชายได้ทอดพระเนตรคนหมู่นั้น
ขณะที่เขากาลังผา่ นหน้าพระองคไ์ ป พระองค์ไม่รวู้ า่ พวกเขาเป็นอะไรจึงพากันร้องไห้ และทาไม
คนที่นอนอยู่บนแครห่ ามน้นั จงึ ไมร่ อ้ งไหห้ รือรอ้ งขอให้คนหามพากันระมัดระวังด้วย เจ้าชาย
สิทธตั ถะทรงประหลาดพระทัยอย่างย่ิง ในเมอ่ื คนกลุ่มนั้นเดินไปอีกนิดเดียวก็พากันวางคนท่ี
หามลงบนกองฟื้นแลว้ จุดไฟจนลกุ เป็นกองไฟใหญ่นา่ สยองขวัญแตถ่ ึงอย่างน้ันคนท่ีถูกเผาก็ยัง
นอนเฉยอยู่แม้นว่าไฟจะลามไปถงึ หวั และเท้าของเขาแล้วก็ตาม เจ้าชายได้ตรัสถามนายฉันนะ
ดว้ ยเสยี งอนั ส่นั เครอื วา่ นค่ี ืออะไรกนั ฉันนะทาไมคนคนนั้นถึงนอนให้เขาเผาอยู่อย่างไม่สนใจ
เลย? นายฉนั นะตอบว่านั้นละคือคนตาย เขาไม่มีความรู้สึกอันใดเลย ถึงว่าจะร้อนหรือหนาว
เขากไ็ มม่ คี วามรูส้ ึก เพราะวา่ เขาตายแลว้ ซง่ึ หมายความว่าไมม่ ชี ีวติ

ชีวิตเปน็ ของสูญเปล่าหาตัวตนไม่เหน็ ยังเหลอื ไว้แต่ ความดี และความชั่วของผู้ท่ีตาย
ไปแล้วนัน้ ไดท้ าเอาไวแ้ ต่เมอ่ื ยงั มชี ีวิตอยู่เจ้าชายสทิ ธตั ถะไดเ้ สด็จกลับพระราชวังอย่างเงียบๆ
พระองค์ไปส่หู ้องประทับอย่บู นหอปราสาท ประทบั นง่ั สงบอยตู่ ามลาพังคนเดียว ทรงตรึกตรอง
ถึงสง่ิ ทพ่ี ระองค์ได้ประสบพบเหน็ มาในที่สดุ พระองค์ได้ทรงราพึงเองว่าเป็นส่ิงท่ีน่าหวาดกลัว
อยา่ งย่ิงทท่ี ุกคนในโลกจะตอ้ งตายลงไมว่ ันใดก็วันหนง่ึ โดยไม่มีทางเลือกและป้องกันได้เลย แต่
อาจมีทางใดทางหนึ่งเป็นหนทางรอดจากความตายได้ เราพระองค์จะต้องค้นหาเส้นทางดังกล่าว
นั้นมาดว้ ยตนเองเพ่ือตัวเราเอง พรอ้ มพระบดิ าพระชายาและคณาญาติรวมไปถึงปวงชนทั้งโลก
อีกด้วย หนทางดังกลา่ วจะต้องเปน็ หนทางซึ่งคนท้ังโลกจะไม่ต้องตกอยู่ในอานาจของส่ิงท่ีน่า
หวาดกลัว คือ ความแก่ ความเจบ็ และความตายเหลา่ นี้ เราต้องค้นให้เห็นว่าแหล่งเป็นมาของ
ความจรงิ นั้นมนั อยทู่ ใ่ี ด และเราจะต้องคน้ หาไดด้ ว้ ยวธิ ีใด สุดท้ายในการเสด็จประพาสพระราช
อุทยานคร้ังที่ 4ไดท้ อดพระเนตรเหน็ บรรพชติ รูปหนึ่งมีอากัปกิริยาสงบเสงี่ยมเรียบร้อย ทรง
เกดิ ศรัทธา ทรงเห็นว่าเพศบรรพชิตน้ีเป็นอดุ มเพศ จึงมพี ระทยั ยนิ ดีในการบรรพชาเปน็ อยา่ งยงิ่

40

• เสด็จออกผนวช
ปรากฏอยู่ที่ส่วนลา่ งสุดของภาพ เป็นเหตุการณเ์ มอื่ พระนางพิมพาได้ประสูติพระโอรส

เจ้าชายสทิ ธัตถะได้ทราบเช่นน้นั กพ็ ดู ออกมาว่า "ราหุล ชาต" แปลว่า บ่วงเกิดแล้ว โอรสจึงได้
ช่ือวา่ ราหุลเนื่องจากอามาตย์ผ้หู น่ึงท่ีไดย้ ินเขา้ ใจผิด โดยพระองค์รู้สึกในใจว่ามนุษย์เรามีบ่วง
อยู่ 3บ่วง มบี ตุ รเรียกว่าบ่วงพันคอ มีภรรยาเรยี กว่าบว่ งผูกมอื มีทรพั ย์เรียกกวา่ บ่วงผูกเท้า ถ้า
ตัดไดก้ พ็ นั ทุกข์ แตถ่ ้ายังมอี ยูก่ ็ยงั จะตอ้ งวุ่นวายท้ังหญงิ และชาย บ่วงทั้ง 3 ในที่น้ีขยายความ
ออกให้ชดั ได้วา่ ถา้ คนมีบุตรมกั กลนื อะไรไม่ลงเพราะคิดถงึ ลกู ถา้ มโี อกาสได้กินผลไม้อร่อยต้อง
รีบเอาไปฝากลูก เทา่ กบั มบี ว่ งพนั อยทู่ ค่ี อ คอยรดั คอใหแ้ คบตลอดเวลา ส่วนภรรยาก็จูงมือไป
(ผูกมอื ) ทรัพย์กผ็ ูกเทา้ ไว้ไม่ให้ไปไหนได้ ทาใหเ้ ปน็ หว่ งบ้าน ห่วงนั่น ห่วงน่ี พระองค์จึงถือว่า
บว่ งเกิดแลว้ คอื เกิดจากบตุ รทเ่ี กิดขึ้นแลว้ น่นั เอง พระองค์จึงตัดสินใจแน่วแน่ในการออกบวช

กอ่ นที่พระองค์จะออกบวชได้เสด็จเข้าไปในหอ้ งพระนางพิมพา เห็นนางกอดลูกน้อย
ราหุลอยู่ นึกในใจว่าควรบอกสักหน่อยดีหรือว่าอุ้มลูกชายสักหนอ่ ย แลว้ จึงค่อยไปดี อีกใจหนึ่ง
บอกว่าขืนปลกุ กไ็ มไ่ ด้ไปเดด็ ขาด นางจะกอดแข้งกอดขาไวจ้ ะไปได้อยา่ งไรก็เลยไม่ปลุกไปยืนดู
ใกลๆ้ ดดู ว้ ยความรัก พระองคไ์ มใ่ ช่คนใจหนิ ยอ่ มมีอาลัยอาวรณ์เป็นธรรมดา ดูแล้วถอยออก
มาแลว้ กลับเข้าไปใหม่ ทาทา่ จะจับจะปลุกให้ลกุ ขนึ้ แต่ใจหนึง่ ก็ว่าไม่ไดๆ้ อย่ายงุ่ ให้เขานอนให้
สบายแล้วก็เลยถอยหลังมาทีป่ ระตู รบี ปิดประตแู ลว้ ผลนุ ผลันออกไป ในท่ีสุดพระองค์ตัดสิน
พระทัยทิง้ ลกู น้อยท่เี พง่ิ ประสตู ิออกบวชเม่ือพระชนม์พรรษา 29 ปี โดยเสด็จออกจากปราสาท
อยา่ งเงียบๆ จึงไมม่ ใี ครต่นื ข้ึนมาเห็นเหตกุ ารณ์และขัดขวาง ในท่ามกลางความเงียบสงัดของ
เท่ียงคนื น้ันพระองคเ์ สด็จขนึ้ ประทบั บนหลงั ม้ากณั ฐกะซึง่ เปน็ ม้าแสนรู้ และได้เสด็จไปสู่ประตู
พระนครมนี ายฉันนะตามเสดจ็ ออกไป เม่อื เสด็จไปได้ระยะหนึง่ พระองค์ก็ทรงชักบังเหียนม้าให้
เหลยี วกลับ ประทับหยุดอย่เู พือ่ ทอดพระเนตรพระนครเป็นคร้ังสดุ ทา้ ย

ท่ามกลางแสงจันทร์ แตพ่ ระทัยของพระองค์ทรงแนว่ แน่ในการเสด็จออกไป พระองค์
มน่ั ใจในพระทัยแล้วจึงได้เสด็จออกไปแสวงหาโมกขธรรม เพ่ือจะหาทางหลุดพ้นจากความ
สบั สนเป็นเหตุนามาซึง่ ความเส่อื มและความเศรา้ หมองอนั เป็นท่ีมาของความทุกข์ทั้งหลาย ท่ี
มนุษย์พากนั หลงวา่ เปน็ ยอดแห่งความสขุ

41

ภาพที่ 4 อยบู่ รเิ วณฝาผนังฝ่งั เหนอื ห้องท่ีสี่

• ทรงออกมหาภิเนษกรมณ์
"มหาภิเนษกรมณ์" หรือ

"การเสดจ็ ออกเพ่ือคุณอันยิ่งใหญ่"
ปรากฎอยูท่ สี่ ่วนบนของภาพ มีลาย
กนกล้อมรอบ คัดพื้นแดงมดี อกไมร้ ่วง
มีทวยเทพนาสง่ เสด็จเปน็ ขบวนยาว
ท้าวจตโุ ลกบาลก็นารับเท้าม้าทั้งสี่
มวี ัสสวดมี ารยนื หา้ มอย่รู มิ ขวาและมี
คนข่ีม้าตรง กลาง เห ตุการณ์เมื่ อ
เจา้ ชายสทิ ธตั ถะหลังตัดสินใจออก
ผนวช ดารสั เรยี กฉนั นะนายม้าตน้ ให้
เตรยี มผกู กณั ฐกะมา้ ทรงทพ่ี ระองคจ์ ะ
ทรงเสดจ็ ออกจากพระนครกบิลพัสดุ์
ในตอนเช้า ทรงดาริว่า
ครง้ั นเี้ ปน็ สดุ ท้ายทีก่ ณั ฐกะจะได้รบั ใช้เรา ช่วยพาเราข้ามหว้ งมหรรณพไปสู่ฝ่ังแห่งพระ
โพธิญาณ คร้งั นัน้ ประหนงึ่ ดังทา้ วจตุโลกบาลจะยกกบี เท้ามา้ ทงั้ สล่ี ่องลอยขนึ้ สู่ทอ้ งนภากาศ
ท้าวสกั กะเทวราชกท็ รงนาอยดู่ า้ นหน้าองค์พรหมก็อุ้มอฐั บริขารในพานแวน่ ฟา้ ตามเสด็จชดิ
ใกล้ อันวา่ นายฉนั นะกล็ อ่ งลอยดว้ ย เกาะหางกณั ฐกะไปด้วย สว่ นว่าท้าวพญาวัสสวดมี ารก็
เขา้ ขวางหน้า ยกมือหา้ มมใิ หไ้ ป ใหค้ ิดถึงราชสมบตั ิแลนานาความสขุ สบาย ก็มิอาจทานพระ
บารมพี ระองคท์ ่มี ่งุ หวงั ความหลดุ พ้นได้ ข้ามผา่ นอโนมามหานทีมายังอกี ฝ่ังไดโ้ ดยสวสั ดี ซง่ึ
เปน็ แดนนครของพระเจ้าพิมพสิ าร ฝ่ายมหาชนกรงุ กบิลพสั ดตุ์ ่างก็รา่ ไหแ้ ลสรรเสริญ
• ทรงตดั โมลถี อื เพศบรรพชา
ปรากฎอยทู่ ส่ี ว่ นล่างของภาพ เจ้าชายสทิ ธัตถะพร้อมด้วยนายฉันนะไดท้ รงม้าพระท่ี
นง่ั ไปตลอดคืน จนถงึ รุง่ สางท่ีฝงั่ แม่นา้ เนรญั ชราซึ่งเป็นเขตแดนคั่นเมืองทง้ั 3 คือ กบลิ พสั ด์ุ
สาวัตถี และไพศาลี ทรงพามา้ และมหาดเล็กขา้ มแมน่ ้าแลว้ เสด็จลงจากหลงั มา้ ไปประทับน่ัง
บนหาดทรายอันขาวดจุ แผ่นเงนิ พระหตั ถ์ขวาจับพระขรรค์แสงดาบพระหัตถ์ซ้ายจบั พระ
จฬุ า (ยอดปลายพระเกศา) กับพระโมพี (มนุ่ พระเกศา หรือผมทีม่ นุ่ เปน็ มวย)

42

แล้วทรงตัดด้วยพระขรรคแ์ สงดาบ เหลอื พระเกศาไว้ยาวประมาณ 2 นิ้ว เป็นวงกลมเวียนไป
ทางขวาเสร็จแล้วทรงเปล้อื งพระภษู าเคร่ืองทรงออก แล้วทรงครองผ้า (นุ่งห่มผ้า) เช่นนักบวช
ที่ฆฎิการพรหมนามาถวายพรอ้ มกบั เครื่องบรขิ ารอย่างอื่นจากนน้ั ทรงอธิษฐานเพศเป็นนักบวช
ที่ชายหาดริมฝงั่ แมน่ า้ เนรัญชราจากนัน้ ทรงมอบพระภูษาทรง และม้าพระท่ีน่ังให้นายฉันนะ
กลับไปกราบทลู แจ้งแกพ่ ระราชบิดาให้ทรงทราบ นายฉันนะมีความอาลัยยิ่งนัก ถึงกับร้องห้
กลง้ิ เกลอื กแทบพระบาทไมย่ อมกลับ แตข่ ัดรับส่ังไม่ได้ เจ้าชายสิทธัตถะ (นับจากนี้คือมหา
บรุ ษุ ) ทรงลูบหลังมา้ ทีก่ าลังจะกลบั สู่เมอื ง มา้ น้าตาไหลอาบหน้า แล้วแลบลิ้นออกเลียพ้ืนฝ่า
พระบาทของพระองคผ์ ทู้ รงเคยเปน็ เจ้าของ ท้งั ม้ากณั ฐกะและนายฉันนะต่างน้าตาอาบหน้าข้าม
นา้ กลบั มาเมอื ง แตพ่ อลบั พระเนตรของพระมหาบุรุษ ม้ากัณฐกะก็หัวใจแตกออกเป็น 7 พรรษา
หรอื หัวใจวายตาย สว่ นนายฉนั นะกร็ ้องใหก้ ลบั เมืองกบิลพสั ดุ์ตามลาพงั
• นางสชุ าดาถวายขา้ วมธปุ ายาส

ขา้ วมธปุ ายาสของนางสุชาดาถือเปน็ ภัตตาหารม้ือแรกหรือการถวายอันสาคัญก่อนที่
พระบรมโพธิสัตวจ์ ะได้ตรัสร้เู ป็นพระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ เมอ่ื นางสุชาดาทลู ลากลับไปแล้วจึงเสด็จ
จากรม่ นิโครธพฤกษ์ ทรงถอื ถาดมธุปายาสนั้นเสดจ็ สู่ฝงั่ แม่น้าเนรัญชรา สรงพระวรกายแล้วจึง
ประทบั นง่ั ริมฝัง่ แม่นา้ น้นั บ่ายพระพกั ตรส์ ถู่ ิน่ บรูพาคือตะวันออก ทรงปั้นข้าวมธุปายาสได้ 49
ปั้นแล้วเสวยจนหมด ซ่งึ ถอื เป็นอาหารทิพย์อันจะคมุ้ ได้ถงึ 7สัปดาห์ หรือ 49 วัน ในการเสวย
วิมุตตสิ ุขภายหลงั การตรัสรู้ ภาพแนวล่างจะเป็นกินนร กินนรี ยืนไหว้ ถวายสาธุการ แนวบน
เหนือภาพนีข้ น้ึ ไปเป็นองค์พระปฐมเจดยี ์ กับหมู่พระเถระ พระเถรี และเทพชุมนมุ เต็มผนัง

ภาพน้ผี กู เรื่องใหอ้ ยูใ่ นซ้มุ นาคสวาท บนเปน็ ปราสาท 7 ยอด ประกอบลายเปลวแบ่ง
เขตด้วยเมฆพัด มที ้าวสกั กะเหะอยู่มุมซ้ายบนดว้ ยว่าทา่ นมีส่วนปรุงรสให้โอชะ นับแต่เริ่มกวน
ขา้ ว มฉี ากหลังเปน็ พฤกษชาติ หงส์เหมราชเหินอยู่ บนขวา ตรงกลางล่าง ทาซุ้มเมฆพัด มี
พญานาคราชขดอยภู่ ายในลมื ตามองถาดทองท่ีพระองค์อธิษฐานจิตรเสี่ยงทาย มุมล่างซ้าย
เขยี นกินนรพนมมือวันทาอนโุ มทนาการมุมขวาเขียนกินนรี พนมมือวันทาสักการะเช่นกัน มี
กรอบลายทองล้อมหบั เผยช้ายมีซมุ้ เทพบุตรเทพธิดายกกรไหว้ 4องค์ หบั เผยขวามีเทพบุตรยก
กรไหว้ 4 องคเ์ ชน่ กัน

43

ฝั่งตะวนั ออก (ตรงขา้ มพระประธาน ก่ึงกลางระหวา่ งประตูทางเข้าสองบาน)
ภาพท่ี 5 อยูบ่ รเิ วณฝาผนงั ฝั่งตะวันออก

• เหตุการณ์การถวายข้าวมธปุ ายาสแด่
พระพทุ ธเจ้าของนางสุชาดา

โดยแนวบนคอื ปราสาทเรือนยอด มเี มฆพัดรับ
ไว้ ประกอบลายดอกดวง แนวข้างลา่ งลงมาจงึ
เปน็ องค์พระโพธิสัตว์ย่ืนพระหัตถ์รับข้าว
มธุปายาส ทอ่ี ยใู่ นภาชนะทองอนั มีลายวิจติ ร
ซึง่ นางสุขาดานอ้ มยื่นถวายด้วยความปตี ยิ ินดี
นางสซุ าดาเปน็ ธดิ าของเศรษฐีผ้หู นงึ่ ในตาบล
อุรเุ วลาเสนานคิ ม ในวัยสาวนางเคยอธษิ ฐาน
ต่อเทวดาอนั สงิ สถติ อยู่ ณ ตน้ ไทรใหญ่ต้นหน่ึง
ว่า "ถ้าข้าพเจ้าได้สามีอันมีฐานะและชาติ
ตระกูลเสมอกันกบั ได้บุตรคนแรกเปน็ ผ้ชู ายจะ
กระทาบวงสรวงต่อรุกขเทวดา"

เมือ่ นางไดส้ มความประสงคท์ กุ ประการในเวลาต่อมา จึงปรารถนาทจ่ี ะกระทาพลี
กรรม คอื บวงสรวงตามปฏญิ าณหรอื คาสตั ยท์ ตี่ ้งั ไว้ นางจึงได้สงั่ ใหบ้ ่าวไพรช่ ่วยกันจัดแจงหงุ
ขา้ วมธปุ ายาส คือหงุ ขา้ วดว้ ยนมโคจากแมโ่ คเรอื นร้อย ข้าวคดั สรรมาอยา่ งดีและเจือผสมกบั
น้าผ้งึ เปน็ สุดท้าย เม่อื นางกาลงั หงุ ขา้ วน้นั อยู่ฟองใหญๆ่ ผุดขน้ึ ไหลวนเปน็ ทกั ษณิ าวฏั น้านม
แมจ้ ะแตกออกจากกันแตไ่ มก่ ระเดน็ ออกไปขา้ งนอกสักหยดเดียว ควนั ไฟแมม้ ีประมาณนอ้ ยก็
ไมต่ งั้ ขึ้นจากเตาไฟ และทา้ วสกั กะเทวราชได้ทรงเสด็จมารว่ มปรุงรสทิพย์ในข้าวนนั้ ใหด้ ้วย
และกเ็ พราะเหตุปจั จยั ของพระองค์ทา่ นทใ่ี นวนั จะไดบ้ รรลคุ วามเป็นพระพุทธเจา้ ควรจะได้
ถาดทองใบหน่งึ ซง่ึ มีราคาหน่งึ แสน ทาใหน้ างสขุ าดาทาความคดิ ให้เกิดข้นึ วา่ จะใสข่ า้ วปายาส
ในถาดทอง ขา้ วปายาสท้งั หมดได้กล้งิ มาตง้ั อย่เู ฉพาะในถาดเหมอื นนา้ กลงิ้ มาจากใบบัว ได้
ปรมิ าณเต็มถาดหนง่ึ พอดี นางจงึ เอาถาดใบอื่นครอบถาดใบน้ันแลว้ เอาผ้าขาวพนั หอ่ ไว้


Click to View FlipBook Version