44
สว่ นตนประดบั ประดาร่างกายดว้ ยเคร่อื งประดับทกุ อยา่ ง เสร็จแล้วทูน
ถาดนัน้ บนศรี ษะของตนไปยงั โคนตน้ ไทร เหน็ พระโพธสิ ตั ว์แล้วเกดิ ความโสมนสั เปน็ กาลงั คดิ
วา่ เปน็ รกุ ขเทวดา จงึ โน้มตวั เดนิ ไปต้ังแตท่ ่ีท่ไี ด้เห็น ปลงถาดลงจากศรี ษะแลว้ เปดิ ผา้ คลุม
ออก เอาสวุ รรณภงิ คารคนโทนา้ ทองคา ตักนา้ ทอี่ บดว้ ยดอกไมห้ อมแลว้ ไดเ้ ข้าไปหาพระ
โพธสิ ตั ว์ยืนอยู่ บาตรดนิ ที่ฆฏกิ ารมหาพรหมถวาย ไม่ไดห้ ่างพระโพธิสัตว์มาตลอดกาล
ขณะนั้นได้หายไป พระโพธิสตั วไ์ มท่ รงเหน็ บาตรจึงเหยียดพระหัตถ์ขวาออกรับน้า นาง
สชุ าดาจงึ วางขา้ วปายาสพรอ้ มท้งั ถาดลงบนพระหตั ถข์ องพระมหาบุรุษ
วนั ทน่ี างนามาถวาย คือข้างขนึ้ 15 คา่ เดือน 6 อนั เปน็ วันครบรอบพระชันษา 35
พรรษาของพระบรมโพธิสตั ว์มหาบรุ ษุ พระโพธิสตั ว์รบั ฉันท์ข้าวนั้นแลว้ ก็ทรงอธิษฐานลอย
ภาชนะทองที่ใส่ข้าวมธุปายาสนน้ั ใจความวา่ ถ้าจะทรงบรรลพุ ระโพธญิ าณแล้วไซรข้ อให้
ภาชนะนีจ้ งลอยทวนนา้ เนรัญชรา กเ็ ป็นไปดังประสงค์ ภาชนะน้ันลอยทวนน้าขึ้นไป ได้ระยะ
หนึง่ ก็จมลงโดยปาฏหิ าริย์ ไปปรากฏซ้อนเป็นใบท่ี 4 บนพระแท่นทอง ใต้เบือ้ งบาดาล ท่ี
พญานาคราชเฝ้าอยมู่ านานชา้ นบั แตส่ มัยพระพุทธเจ้าองคท์ ่ี 1 (พระกกุสนั โธ) องค์ท่ี 2 (พระ
โกนาคมโน) องคท์ ่ี 3 (พระกัสสโป) องค์ท่ี 4 (พระสมณโคดม) เมอ่ื ภาชนะทองกระทบกันเสยี ง
ดงั ข้นึ หน่อยหนึง่ นัน้ พญานาค ก็จะลืมตาตนื่ ขึ้นมาและพดู ว่า "มพี ระพทุ ธเจา้ เกิดข้ึนอีกองค์
หนงึ่ แล้ว" แลว้ ก็หลบั ตาต่อ
ฝงั่ ใต้ (ขวามือขององค์พระประธาน)
ภาพที่ 6 อยบู่ ริเวณฝา่ ผนังฝัง่ ใตห้ อ้ งแรก
• ผจญมาร
เปน็ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเม่ือก่อน
พระพทุ ธองคจ์ ะตรัสรู้ ในคืนน้ันพระองค์
ประทับน่งั บนบลั ลังก์หญ้าคา ท่ีโสตถิยะ
พราหมณ์ถวายใตต้ น้ มหาโพธิน์ ้นั ได้ทรงตั้ง
ปณธิ านแนว่ แนว่ ่า "แม้เลือดเนื้อในสรีระ
ทง้ั ส้นิ จะเหือดแห้งไปเหลือแต่เอ็นกระดูก
เท่านนั้ กต็ ามท่ี เรายังไมบ่ รรลุสมั โพธิญาณ ก็
จะไม่ลกุ ข้ึนจากทนี่ ่งั น้ี" ดังน้ี ตอ่ จากนน้ั จึงได้
ประทบั นง่ั และทรงเริ่มบาเพญ็ เพยี รทางจิต
45
ก่อนทีพ่ ระพทุ ธองคจ์ ะตรัสรู้ ได้มเี หตุการณเ์ กิดขึ้นคือ ขณะนั้นเป็นเวลาพระ
อาทิตย์ตกดนิ จอมมารที่ชอื่ วา่ วสวัตตี ท่ีคอยขัดขวางการทาความดขี องพระองคต์ ลอดมา
เมอ่ื ทราบวา่ พระดารปิ ณิธานอนั แนว่ แนข่ องพระองค์เชน่ นนั้ กเ็ กดิ หว่นั เกรงวา่ หากปลอ่ ยให้
บรรลุความสาเร็จตามปณิธานแล้ว พระองคก์ จ็ ะพนั อานาจของตนไป จงึ ไดร้ ะดมพลเสนามาร
ทัง้ หลายมาผจญเพอื่ ขับไลด่ ว้ ยวธิ ที น่ี ่ากลัวตา่ งๆ เช่น บันดาลใหพ้ ายพุ ดั รุนแรง บนั ดาลฝนให้
ตกหนกั บนั ดาลใหป้ รากฏเป็นอาวธุ ตา่ งระดมยงิ เข้าไปเพ่อื ใหต้ กต้องพระองค์ แตว่ ่าพระองค์
ไดท้ รงระลกึ ถงึ ความดีท่ีไดท้ รงบาเพญ็ มา ทเี่ รยี กว่า พระบารมี 10 ประการ จึงทรงมีพระทยั
ม่ันคง ไมห่ วาดกลัวต่ออานาจมารท่มี าแสดงด้วยประการต่างน้ันและยิ่งกว่าน้ัน กลับ
กลายเปน็ เคร่อื งสกั การบชู าพระองคไ์ ปหมดสิ้นพญามารไดแ้ สดงทรุ วาจาใหพ้ ระองคล์ กุ หนี
ออกไปเสยี โดยแสดงวา่ บลั ลงั กท์ ีป่ ระทบั น้นั เป็นของพญามารเอง เพราะพญามารกไ็ ดบ้ าเพญ็
บารมตี ่างๆมามากมายโดยอา้ งเสนามารท้งั หลายเปน็ พยาน เสนามารเหลา่ นัน้ กร็ อ้ งกึกกอ้ ง
สนบั สนุนเปน็ เสียงเดียวกันในเวลานั้นพระโพธสิ ัตวไ์ ม่มเี สนาหรือใครอนื่ ที่จะอ้างมาเป็น
พยาน จึงได้ทรงเหยียดพระหตั ถเ์ บือ้ งขวาชล้ี งไปท่แี มพ่ ระธรณเี ป็นพยานเพราะได้ทรง
บาเพญ็ ทานตา่ ง ๆ เป็นอันมาก และในการให้ทานทกุ คร้ังกไ็ ดท้ รงหลงั่ ทกั ษโิ ณทก (หยาดน้า
ลงบนที่แผ่นดิน ซ่งึ โดยบคุ ลาธฏิ ฐานกเ็ หมอื นดังตนลงไปบนมวยผมของแม่พระธรณี
เพราะฉะนั้นแมพ่ ระธรณีจงึ เทา่ กบั เปน็ พยานในการทรงบริจาคทาน จงึ ไดป้ รากฎเป็นนาง
ธรณีบีบมวยผม ซงึ่ ชุ่มดว้ ยนา้ หลง่ั ออกมามากมายกลายเป็นทะเลหลวง ท่วมพญามารและ
เสนาทง้ั หลาย ช้างครี เี มขลาซงึ่ พญามารบญั ชาการอยนู่ ้ันก็ฟุบเทา้ หนา้ ทั้งสองลงเป็นการ
ถวายนมัสการพระพทุ ธองค์ พญามารพร้อมทัง้ เสนามารจึงแตกพ่ายถกู น้าพดั พาไปหมดสนิ้ จงึ
เป็นอันได้ทรงชนะมารกอ่ นพระอาทิตย์อสั ดง และก็พอดีเป็นเวลาพบคา่ จึงไดเ้ ร่ิมบาเพ็ญ
ความเพียรตอ่ ไป
ในสวรรค์ช้นั ปรนมิ ติ วสวตั ดีเป็นสวรรค์ชั้นท่ี : ชั้นสูงสุด ปรนิมมติ วสวัตดี แปลว่า
เทวดาผเู้ ปน็ อิสระ เปน็ ผู้ควบคมุ การเนรมิตรของผอู้ ืน่ หรอื จะเนรมติ รเองกไ็ ด้ สวรรคช์ น้ั น้ี
ประเสรฐิ สขุ กว่าทกุ ชั้น ทสี่ าคัญสวรรคช์ ้ันน้ีมผี เู้ ป็นใหญ่ 2 องค์ คือ ท้าวปรนิมิตวสวัตตี
เทวราช เปน็ ใหญ่ฝ่ายเทพยดา และพระยามาราธริ าช เป็นใหญฝ่ า่ ยมารเปน็ สวรรค์ชน้ั เดยี วที่
เป็นทอ่ี ย่ขู องเทวบุตรและเทวมาร
46
พระยามารเทพบดีฝา่ ยเทวมารคือพระยามาราธริ าช มขี ้อมลู เบอ้ื งตน้ ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. พระยามาร เป็นเทพบดีฝา่ ยเทวมาร อยบู่ นสวรรค์ชนั้ ท่ี 6 ซง่ึ เป็นชั้นสูงสดุ ชอื่
วา่ ปรนิมมติ วสวัตดี มีชือ่ วา่ พระสหสั พาห หรือ พระวสวตั ตมี าร หรือ พระยามาราธิราช ท่ี
เรียกกนั ทว่ั ไปว่า พระยามาร บนสวรรค์เรยี กทา่ นว่า ท้าวมาลัย
2. เคยห้ามเจ้าชายสิทธัตถะออกบวช
3. เคยสง่ ธดิ าพระยามารมาขดั ขวางพระพุทธเจา้ เมือ่ ครั้นอดีต
4. ตัวเองไดย้ กพลเต็มอตั ราศึกเพือ่ มาขดั ขวางการบาเพญ็ เพียรของพระพทุ ธเจ้า
การมาครงั้ นัน้ เป็นศกึ ท่ีต้องจารึก ในประวัติศาสตร์ จนได้เกิดพระปางมารวิชัย หรือ ปาง
สะดุง้ มาร ทีเ่ ป็นรปู พระพุทธเจ้านั่งสมาธิมีมอื ขา้ งขวาวางอยทู่ เ่ี ข่าขวาในทส่ี ดุ พระยามารก็ขอ
ยอมแพ้ และได้กล่าวคาว่า "นโม" เปน็ ครงั้ แรก ซึง่ แปลวา่ "ขอนอบนอ้ ม" หรอื "ยอมแลว้ "
พระยามารยอมรับการมากอ่ นของพระพุทธเจา้ อยา่ งแทจ้ ริง และตอ่ มาเม่ือไดส้ นทนาธรรมยง่ิ
เกดิ ความเล่อื มใส จนไดข้ ออนญุ าตเพ่อื บาเพญ็ เพียรเป็นพระพุทธเจา้ ต่อไปในอนาคต
คาวา่ "มาร" ในพระพทุ ธศาสนา หมายถึง สง่ิ ทฆี่ ่าบุคคลให้ตายจากคณุ ความดี สงิ่
ทีข่ ัดขวางไมใ่ หบ้ ุคคลบรรลุถงึ ความดีงาม ประกอบดว้ ย
กิเลสมาร ได้แก่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ซง่ึ เป็นตัวขดั ขวางความดที งั้ ปวง
ขันธมาร ไดแ้ ก่ รูป เวทนา สังขาร สญั ญา สังขาร เปน็ ความหลงในสภาพทมี่ กี ารปรงุ แตง่ ข้นึ
อภสิ งั ขารมาร หมายถงึ มารที่ขดั ขวางมิใหห้ ลุดพ้นจากสงั สารวฏั คือ การเวยี นวา่ ยตายเกดิ
เช่น การทาบุญแล้วยังยึดตดิ อยู่ในผลแหง่ บญุ นนั้
เทวปุตตมาร หมายถึง มารที่คอยขัดขวางเหน่ยี วรงั้ บคุ คลให้ห่วงพะวงอย่ใู นกามสขุ จนไม่
อาจเสยี สละออกไปบาเพญ็ คณุ ความดีท่ีย่ิงใหญไ่ ด้
มัจจมุ าร หมายถงึ มารคือ ความตาย เพราะความตายเปน็ ตวั การตดั โอกาสท่จี ะไดท้ าความดี
ทัง้ หลาย
• โปรดพุทธบดิ าและนางพมิ พา
ขณะท่ีพระบรมศาสด าเ ส ด็ จพุ ท ธ ด าเ นิ นเ ที่ ย ว ไ ป บิ ณ ฑ บ าต โ ป รด ช าว เ มื อ ง
กบิลพัสดุ์ พระเจ้าสทุ โธทนะทรงหวงั ไวว้ า่ พระราชโอรสจะทรงพาพระภิกษุสงฆส์ าวกเขา้
มารบั อาหารบิณฑบาตในพระราชวัง เม่อื ได้ทราบเชน่ น้นั ก็ตกพระทัยเสด็จออกไปประทับ
ยนื ขวางตรงพระพักตร์กลางทาง พระพุทธองคท์ รงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพระบิดา
เม่อื จบพระธรรมเทศนา พระพุทธบดิ าดารงอยูใ่ นพระโสดาปัตตผิ ล
47
ภาพที่ 7 อยบู่ รเิ วณฝ่าผนังฝั่งใต้ห้องทีส่ อง
ครัน้ วันร่งุ ขึน้ วนั ท่ี 2 หลังจากพระพุทธ
อ ง ค์ พ ร้ อ ม เ ห ล่ าภิ ก ษุ ส ง ฆ์ เ ส ด็ จไ ป รั บ
ภตั ตาหาร บณิ ฑบาตในพระราชนิเวศน์
และกระทาภตั กจิ แล้ว จึงทรงแสดงธรรม
เทศนาโปรดพระเจา้ สุทโธทนะใหไ้ ด้บรรลุ
พระสกทาคามิผล ส่วนพระนางมหาปชา
บดไี ดบ้ รรลุพระโสดาปตั ติผลในวันที่ 3
พระพทุ ธองคท์ รงแสดงพระธรรมเทศน
โป รด พระพุท ธบิดาก็ไ ด้สาเร็จพ ระ
อนาคามิผล ฝ่ายพระนางพมิ พารสู้ กึ เศร้า
เสียใจมากทพ่ี ระพทุ ธองค์ทรงตัดสินใจ
ออกบวชโดยไม่บอกลา
แมว้ า่ พระพุทธองคจ์ ะเสด็จเข้าไปรับอาหารบิณฑบาตในพระราชนเิ วศถึงสามวนั แล้วกต็ าม
แต่พระนางพิมพาราชเทวีกม็ ไิ ดเ้ สด็จออกมาเฝา้ พระพุทธองค์เลยพระพทุ ธองคท์ รงพาอคั ร
สาวก พระสารบี ุตรและพระโมคคลั ลานะไปยังปราสาทของพระนางพมิ พาประทับน่ังบน
อาสนะ เมอ่ื พระนางไดเ้ ห็นดังน้นั จงึ เสด็จลกุ ขน้ึ จูงพระหตั ถข์ องพระราหลุ กมุ ารเสดจ็ ตรงเขา้
กอดพระบาทของพระบรมศาสดา พลางทรงพลิ าปกราบทูลสารวา่ “โทษกระหม่อมฉนั นม้ี ี
มาก เพราะเป็นหญงิ กาลกณิ ี พระองคจ์ ึงเสดจ็ หนใี หอ้ าดูรด้วยเสนห่ า แต่เวลายังดรณุ ภาพ
พระองค์มิไดต้ รัสบอกให้ทราบ แสรง้ ทรงสละข้าพระบาทไว้ไมม่ ีอาลัย ดจุ กอ้ นเขฬะบนปลาย
พระชิวหาอนั ถ่มออกจากพระโอฐมไิ ด้โปรดปรานเสด็จบาราศร้างจากนิวาสน์สถานไป
บรรพชา ถงึ มาตรว่า ข้าพระบาทพิมพาน้ีมโี ทษแล้ว ส่วนลูกแก้วราลราชกมุ าร เพง่ิ ประสตู ิ
จากพระครรภใ์ นวันนั้น ยงั มิทันไดร้ ู้ผดิ ชอบประการใด นน้ั มีโทษสิ่งไรด้วยเล่า พระผ่าน
เกล้าจึงแกล้งทอดท้ิงไวใ้ ห้ร้างพระปติ ุรงค์”
48
"ประการหนึง่ ขา้ พระบาทของพระองคน์ ี้ โหราจารยญ์ าณเมธีได้ทานาย
ไวแ้ ต่ยังเยาวว์ ยั วา่ ยโสธราพิมพาราชกมุ ารี มีบญุ ญาธกิ ารใหญ่ย่ิง ควรเป็นม่ิงมเหสีอดุล
กษตั ริยจ์ ักรพรรดริ าช คาทานายนัน้ ก็เคล่ือนคลาดเพยี้ นผิดพิมพากลับวิปริตเป็นหญิง
หมา้ ยชายรา้ งสิ้นราคา"สว่ นตนนั่งโศกาดูรทรงสยายผมมาเชด็ พระบาทใหพ้ ระพุทธองค์ นบั
แตว่ นั ทรงลาจากออกผนวชพระนางกม็ นุ่ เกลา้ มวยผมไม่เคยสยาย เพิง่ เปน็ คร้ังแรกวันนี้
ทรงกอดพระราลกุมารอยู่แนบข้าง พระอานนท์เอย่ ปากห้ามแตะต้องพระวรกาย แต่
พระองคท์ รงตรัสวา่ ให้นางทาเถดิ นางไดพ้ ไิ รราพนั ตัดพอ้ ต่อว่าพระพุทธองคไ์ ด้ทรงแสดง
"จันทกนิ รชี าดก" โดยพสิ ดาร กาจัดความเศร้าโศกปริเวทนาของพระนางพิมพาให้บรรเทา
เบาบางลง จากนนั้ ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรด ครน้ั จบพระธรรมเทศนา พระนางก็ได้
ดวงตาเหน็ ธรรม ทรงทาลายเสยี ซ่ึงกเิ ลสโทษท้ัง 3 ประการ คอื สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา
สีลพั พตปรามาส ประดิษฐานอยใู่ นพระโสดาปตั ติผลเป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา
ภาพท่ี 8 อยู่บรเิ วณฝาผนงั ดา้ นใต้
ห้องที่ 3 เม่อื เขา้ ทางประตูซ้าย
• เสด็จจากดาวดึงส์ เมือ่ พระบรมศาสดาเสด็จขึ้นไปประทับ
พรรษาบนดาวดึงส์สวรรค์ ชน้ั ที่ 2 แสดง
ธรรมโปรดพระพุทธ มารด าได้บรรลุ
อรยิ มรรคผลสมด่ังพระกมลท่ีทรงพระ
อุตสาหะ และในตอนนั้นพระธรรมเทศนา
ของพระบรมศ าส ด ายั ง มี ป ระ โ ย ช น์ แ ก่
บรรดาทวยเทพทวั่ ทกุ ทศิ ทเ่ี ขา้ เฝา้ สถิตแห่
แหนเปน็ จานวนมาก คร้ันใกล้ครบเวลา
สามเดอื นคร้นั จวนใกลจ้ ะออกพรรษา ชาว
ประชามหาชนกทงั้ หลายทตี่ ั้งตาคอยจะ
เผ้าพระบรมศาสดาสุดทจ่ี ะทนทานการรอ
คอย จงึ พากนั เข้าไปหาพระมหาโมคคลั ลา
นะ อคั รสาวกเบอ้ื งซ้ายของพระพุทธเจ้า
49
เนื่องจากเมือ่ คร้ันการเสดจ็ สวรรคช์ นั้ ดาวดึงส์ของพระบรมศาสดาในเวลาเสรจ็ การ
แสดงยมกปาฏหิ ารยิ ์โดยฉบั พลนั ซ่ึงมหาชนท่ัวทุกทศิ กาลงั ใสใจแลดูอยดู่ ้วยความเล่ือมใส จงึ
เป็นเหมอื นเดอื นตกหรอื ตะวนั ตกหายวบั ลับไปจากโลกเป็นที่น่าเสียดายย่ิงนกั เพราะฉะนัน้
มหาชนท้ังหลายจงึ พากันคร่าครวญวา่ พระศาสดาผ้เู ลิศในโลกเสด็จไปแห่งหนใดกนั หนอ ชน
เหลา่ นน้ั ไดพ้ ากันเข้าไปถามพระมหาโมคคลั ลานะเถระว่า พระศาสดาเสด็จไปทไ่ี หนเสยี เลา่
พระคุณเจา้ พระมหาโมคคลั ลานะแมจ้ ะรู้ดอี ยแู่ ต่เพอ่ื ถวายความเคารพแกพ่ ระอนุรทุ ธะ จงึ ได้
บอกแก่ชนเหล่านัน้ ไปวา่ พวกทา่ นจงไปถามพระอนุรุทธะเถระดูเถดิ คนเหลา่ นน้ั จึงพากันไป
ถามพระอนุรุทธะเถระ ทา่ นตอบว่าพระศาสดาเสด็จขนึ้ ไปจาพรรษาในสรวงสวรรคด์ าวดึงส์
เพอ่ื แสดงพระอภิธรรมโปรดพระพทุ ธมารดาคนเหลา่ น้ันปรกึ ษากนั วา่ พวกเราจกั รอเฝา้ พระ
บรมศาสดาอยทู่ น่ี ี่ หากไมไ่ ดเ้ หน็ พระบรมศาสดาแล้วก็จกั ไมไ่ ป แลว้ จดั แจงทาที่พกั อยใู่ นที่
นั้นเอง ทา่ นจุลละอนาถบณิ ฑิกเศรษฐี ผูม้ กี าลงั ทรัพยม์ ากได้กรณุ าใหค้ วามอนเุ คราะห์แกค่ น
เหลา่ นั้นพอสมควร แม้พระมหาโมคคัลลานะก็ไดก้ รณุ า แสดงธรรมใหก้ าลังใจ เจริญความ
เส่ือมใสแก้ความข้องใจของมหาชนที่ตดิ ตามมาเพอื่ ชมปาฏหิ ริยใ์ นภายหลังอกี
ครนั้ เวลาเนิน่ นานมหาชนจงึ เจ้าไปหาพระมหาโมคศลั ลานะเรยี นถามวา่ พระพทุ ธเจ้า
จะเสด็จลงจากสวรรคเ์ มอ่ื ใด และจะเสดจ็ ลงทไ่ี หน เม่อื ขา้ พเจา้ ทงั้ หลายจะได้พากันไปเฝา้
พระองค์ ณ ท่ีน้ันพระมหาโคคลั ลานะเถระตอบวา่ จะตอ้ งขึ้นไปเฝ้าทลู ถามพระบรมศาสดา
ดกู อ่ นไดค้ วามอยา่ งไรจากพระองค์แลว้ จึงจะแจง้ ใหท้ ราบ แล้วพระเถระก็สาแดงอานภุ าพ
แหง่ สมาบตั ขิ นึ้ ไปสดู่ าวดงึ ส์เทวภพ สาแดงกายให้ปรากฏแกม่ หาชนในขณะขึน้ ไปเฝา้ พระ
บรมศาสดาดว้ ยฤทธแ์ิ ห่งอภญิ ญา ครัน้ พระเถระเจา้ เขา้ ไปเฝา้ พระบรมศาสดาแลว้ กก็ ราบทูล
ตามเร่ืองที่มหาชนมีความประสงค์ พระบรมศาสดารบั สงั่ ว่า โมคคัลลานะ บดั นี้ สารีบุตร
พ่ชี ายเธออยู่ ณ ที่ ใด พระมหาโมคคลั ลานะกก็ ราบทูลว่า เวลานส้ี ารบี ตุ รเถระเจา้ จาพรรษา
อยทู่ ่เี มอื งสังกัสสนคร พระเจา้ ขา้ ถา้ เชน่ นน้ั ตถาคตกจ็ ะลงทีป่ ระตเู มอื งสงั กะสะนครในวัน
มหาปวรณา โมคคลั ลานะจงแจง้ ใหม้ หาชนทราบตามนี้ ผู้ใดประสงคจ์ ะเห็นตถาคต กจ็ งพา
กนั ไปยงั ท่นี ้ันเถดิ พระมหาโมคคลั ลานะรบั พระพุทธบัญชาแลว้ กล็ งมาแจง้ ขอ้ ความน้นั แก
มหาชนทั้งหลายผูต้ ้องการทราบเรอ่ื งน้อี ยู่ฝา่ ยมหาชนทง้ั หลายทตี่ งั้ ใจคอยเฝ้าพระบรม
ศาสดาสด็จลงจากดาวดงึ สส์ วรรค์ เมือ่ ไดท้ ราบข่าวจากพระมหาโมคคัลลานะเถระเจา้ กด็ ใี จ
พร้อมกับออกเดนิ ทางไปยงั เมอื งสังกัสสนคร ร่วมประชุมกันอย่างคบั คงั่
50
ตลอดพระภิกษสุ งฆ์ทัง้ หลายอนั มีพระสารีบตุ รเถระ อคั รสาวกเบอื้ งขวาเป็นประธาน มา
ประชุมต้อนรับพระบรมศาสดาอยู่ ณ ท่นี ้นั อยา่ งพร้อมเพรียง คร้นั ถงึ วันปุรณมแี ห่งอสั สยุ
ชมาส เพ็ญเดอื น 11 พระพทุ ธเจ้าทรงปวารณาพระวัสสาแล้ว ทรงรบั สง่ั แก่ท้าวสักกเทวราช
ว่า ตถาคตจะลงไปสู่มนุษยโลกในวันน้ี เมอื่ ท้าวโกสยี ท์ ราบพุทธประสงคแ์ ล้วจึงทรงนิรมิต
บนั ไดทพิ ย์ 3 บันได สาหรับพระพทุ รดาเนนิ เสดจ็ ลงสู่มนษุ ยโลก บันไดผลกึ แก้วอยกู่ ลาง
บนั ไดทองอยู่ขา้ งขวา บนั ไดเงินอยขู่ ้างซา้ ย เชงิ บนั ไดทง้ั 3 น้นั ประดิษฐานอย่ภู าคพืน้ ปฐพที ี่
ใกลัประตูเมอื งสังกัสสนครศรี ษะบันไดเบอ้ื งบนจนยอดภเู ขาสิเนรุ บันไดแก้วน้ันเป็นที่
พระพทุ ธเจา้ เสด็จลง บนั ไดทองเปน็ ทีเ่ ทพยดาทั้งหลายตามส่งเสด็จ บนั ไดเงนิ เปน็ ที่พรหม
ทง้ั หลายตามสง่ เสด็จ ขณะน้ันเทพยดาและพรหมทั้งหลายไดม้ าประพร้อมกนั บชู าพระบรม
ศาสดาเต็มทว่ั จกั รวาลเมอ่ื ไดเ้ วลาเสดจ็ พระพทุ ธเจ้าก็เสดจ็ มาประทบั ยนื ทฐี่ านศรี ษะบนั ได
ในท่ามกลางเทพพรหมบริษทั ซึ่งแวดล้อมเป็นบรวิ าร จึงได้ทรงทา "โลกวิวรรณปาฏิหาริย์"
เปดิ โลก โดยพระอาการทอดพระเนตรไปในทิศต่างๆรวมทงั้ เบ้ืองบนและเบื้องล่าง รวมเปน็
10 ทิศด้วยกันและดว้ ยพุทธานภุ าพ ในทันใดนัน้ ทกุ ทศิ ทกทางจะแลโลง่ ตลอดหมดไม่มีอันใด
กดี บงั เทวดาในสวรรคจ์ ะมองเหน็ มนุษย์เหน็ ยมโลก เหน็ นรกและนษุ ย์กม็ องเหน็ เทวดาเห็น
สัตว์นรก แม้สัตวน์ รกกม็ องเห็นมนษุ ยต์ ลอดเทวดาในสวรรค์ ไมม่ ีส่ิงใดปิดบัง พระพทุ ธเจา้
ทรงสาแดงปาฏหิ ารยิ เ์ ปิดโลก พรอ้ มกบั เปล่งฉพั พัณณรงั ษี พระรศั มี 6 ประการเป็นมหา
อศั จรรย์คร้ันนน้ั เทพยดาในหม่ืนจกั รวาลได้มาประชุมกันในจักรวาลนเ้ี พื่อชน่ื ชมพระบารมี
พระบรมศาสดาทรงทาปาฏหิ าริย์ พรอ้ มกนั ทาสกั การบูชาสมโภชพระพุทธเจ้าด้วยทพิ ย์บปุ
ผามาลยั เป็นอเนกประการ พระบรมศาสดาได้เย้ืองยา่ งลีลาเสดจ็ ลงจากดาวดึงส์ โดยบนั ได
แก้วมณีมัย ท่ามกลางเทพยดาในหม่ืนจักวารมที า้ วสักกะเปน็ ตน้ โดยบันไดทองสวุ รรณมยั ใน
เบอื้ งขวา ท้าวสหมั ดีพรหมกับหมพู่ รหมป็นอนั มากลงโดยบันไดเงนิ หิรญั ญมัยในเบื้องซา้ ย
ปัญจสิชรคนธรรมพ์เทพบุตรทรงพณิ มีสดี ังผลมะตมู สุก ดีดขบั ร้องดว้ ยมธุรเสยี งอันไพเราะมา
ในเบ้อื งหน้าพระบรมศาสดาท้าวสนั ตุสติ เทวราชกบั ท้ายสยุ ามเทวราชทรงทพิ ยจ์ ามรถวาย
พระบรมศาสดาทัง้ 2 ขา้ ง ท้าวมหาพรหมปชาบดี ทรงทิพยเ์ ศวตฉตั รกนั้ ถวายพระบรมศาสดา
ทา้ วโกสยี ์อมรินทราธิราชประคองบาตรเสลมัยของพระบรมศาสดา เสด็จเปน็ มคั คเุ ทศก็นา
พระบรมศาสดาลงมาทา่ มกลางทวยเทพยดาแลพรหมทง้ั หลาย เมื่อพระพทุ ธเจา้ เสดจ็ ลีลาลง
จากดาวดงึ สส์ วรรค์ โดยบันไดแก้วลงมาถงึ เชิงบนั ได มหาชนทง้ั หลายได้เหน็ พระรูปโฉมของ
พระบรมศาสดา ได้เหน็ การเสด็จลีลาลงจากสวรรคใ์ นทา่ มกลางเทพยดาและพรหม
51
ครน้ั นนั้ งามจับใจอย่างทไี่ มเ่ คยคดิ เคยเห็นมาแตก่ อ่ นก็พากนั ลงิ โลดแชซ่ ้องสาธกุ าร
เสียงสนนั่ หวัน่ ไหว แมแ้ ต่พระสารบี ุตรพุทธสาวกยงั ได้กล่าวคาถาสรรเสริญดว้ ยความยนิ ดี
ความว่าข้าพระองคไ์ ม่เคยไดเ้ ห็น ไม่เคยไดย้ นิ มากอ่ นเลยว่า พระผมู้ ีพระภาคเจ้าซ่ึงงามดว้ ย
สิรโิ สภาคยิ่งกวา่ เทพเจ้าทัง้ มวล มีพระสรุ เสยี งอนั ไพเราะอย่างน้ี เสดจ็ ลงมาจากสวรรค์
ขณะน้นั พระบรมศาสดาซึ่งมีพระทยั มากด้วยพระมหากรุณาจงึ ได้แสดงธรรมโปรด
พุทธบรษิ ัท ผูก้ าลงั มคี วามโสมนัสพงึ ตาพงึ ใจชมในพระรูปพระโฉม อยู่ในท่ามกลางเทพเจา้
และหมู่พรหมทพ่ี ร้อมกันถวายสกั การบชู าดว้ ยทพิ ยบปุ ผานาวรามิสใหเ้ กดิ กศุ ลจติ สัมประยุต
ด้วยปรชี าญาณ หย่งั รู้ในเทศนาบรรหารตามควรแก่อปุ นสิ ยั เมือ่ จบเทศนานยั ธรรมานสุ รธ์
ตา่ งกไ็ ดบ้ รรลุอริยมรรคอรยิ ผล ตง้ั แตเ่ บอ้ื งตน้ จนถงึ เบื้องปลาย ตามอริยอุปนสิ ัยได้ส่ังสมมา
• ยมกปาฏิหาริย์
ปรากฏอยทู่ ่สี ่วนล่างขวาของภาพ โดย "ยมก" แปลว่า สองหรือคู่ "ยมกปาฏิหาริย์"
จึงหมายถงึ ปาฏหิ าริยแ์ บบคู่ โดยผสู้ าเร็จเปน็ พระพทุ ธเจ้าเทา่ นนั้ ทแ่ี สดงยมกปาฏหิ ารยิ ไ์ ด้
สว่ นพระอรหันตสาวก ฤษชี ไี พร ผู้มีฤทธิ์เดชทว่ั ไป แสดงได้แต่ปาฏหิ าริย์ธรรมดาเช่นเดินบน
นา้ เหาะกลางอากาศ ดาดิน เหตกุ ารณท์ พี่ ระพทุ ธเจ้าทรงจาตอ้ งแสดงปาฏหิ ารยิ เ์ กิดขนึ้ ชว่ ง
ปลายพรรษาท่ี 6 นับแตต่ รัสรู้ คร้ังน้นั พระพทุ ธองคไ์ ด้เสด็จมาประทับทีพ่ ระเวฬวุ นั วิหาร
กรุงราชคฤห์ อกี วาระครงั้ น้ัน เศรษฐผี หู้ น่ึงต้องการร้วู ่าใครเปน็ พระอรหันต์ทีส่ มควรเคารพ
กราบไหว้ จะได้ยอมตนเปน็ สาวก จงึ นาบาตรไปแขวนทปี่ ลายไมไ้ ผส่ งู 15 วา พรอ้ มประกาศ
วา่ "ผู้ใดเปน็ พระอรหนั ต์ ขอเชิญเหาะมาในอากาศและถอื บาตรไมจ้ นั ทรแ์ ดงไป ข้าพเจ้า
พร้อมครอบครัวจะนบั ถอื บชู าตลอดชวี ติ แตห่ ากภายใน 7 วัน ไม่มผี ูใ้ ดทาได้ จะถอื วา่ ในโลก
นไี้ มม่ ีพระอรหนั ต์ดังทีม่ หาชนกลา่ วขวญั ถึงเลย“เขา้ สูว่ ันที่ 7 ยงั ไมม่ ีใครเหาะมาถอื บาตรตาม
ประกาศของทา่ นราชคฤหเ์ ศรษฐี ทา่ นมหโมคคัลลานะและพระปีณโฑลภาระทวาชะ เกรงวา่
ผู้คนจะดูหม่ินพระศาสนา เป็นการเสอ่ื มเสยี ถงึ พระบรมศาสดาดังนั้นพระปณี โฑลภาระทวา
ชะ ซง่ึ ได้รับโอกาสจากพระมหาโมคคลั ลานะผู้เป็นอัครสาวก จึงเข้าสู่จตุตถฌาน ทา
อิทธิปาฏิหาริย์เหาะขนึ้ ไปในอากาศขณะเหยยี บบนแผน่ หนิ ใหญ่ เวียนกรงุ ราชคฤห์ 7 รอบ
กอ่ นนาบาตรมาถอื ไว้ สร้างความปตี เิ ลื่อมใสสดุ ทปี่ ระมาณได้จากทา่ นราชคฤห์เศรษฐี ต่อมา
พระพทุ ธเจา้ ทรงทราบความ จึงทรงตาหนิว่าเป็นการไมส่ มควร และทรงบัญญตั หิ า้ มสาวกทา
ปาฏหิ าริยส์ ืบไป ซ่งึ เมื่อฝ่ายเดยี รถยี ์ทงั้ หลายไดท้ ราบเร่อื งพากันดีใจ คดิ เห็นชอ่ งทีไ่ ด้โอกาส
ยกตน จงึ เทีย่ วประกาศวา่ จะทาปาฏิหาริย์แขง่ ฤทธก์ิ ับพระสมณะโคดม
52
พระเจา้ อชาตศัตรทู รงสดับขา่ วเช่นน้ัน จึงกราบทูลถามว่า "บัดนีพ้ วกเดยี รถยี ก์ าลงั
เตรียมการทาปาฏหิ ารยิ ์ พระองคจ์ ะทาประการใด" พระพุทธเจ้าทรงตรสั ตอบวา่ "ถ้าเดียรถยี ์
ทาปาฏิหารยิ ์ ตถาคตก็จะทา" สว่ นขอ้ บญั ญตั ทิ ที่ รงประกาศนั้น พระพทุ ธเจา้ ทรงรับสง่ั ว่า
"ตถาคตหา้ มเฉพาะพระสาวกเทา่ นนั้ หาได้ห้ามการทาของตถาคตเองไม่"
พระพทุ ธเจา้ ทรงประกาศว่า จะทรงทายมกปาฏหิ ารยิ น์ ับแต่น้ไี ปอีก 4 เดือน ในวัน
เพญ็ อาสาฬหมาส เดอื น 8(หรือ วันข้นึ 15 คา่ เดอื น 8 ซึ่งตรงกับวันอาสาฬหบูชาใน
ปจั จบุ นั ) ณ ทีใ่ กลพ้ ระนครสาวัตถี สว่ นมมุ ซ้ายลา่ งคือพญานันโทปนันทภุชงค์มาถวาย
อภิวาทพระพุทธองคห์ ลงั แพ้ฤทธทิ์ ีพ่ ระโมคคลั ลานะปราบมา
• ต้นมะม่วงในพุทธประวตั ิ
ปรากฏอยทู่ ่สี ว่ นลา่ งขวาของภาพ ถงึ แมเ้ หตุการณ์ซงึ่ ทาให้พระพุทธเจ้าทรงตดั สิน
พระทัยทายมกปาฏิหาริยเ์ กดิ ขึ้นท่ีกรุงราชคฤห์ แต่สถานที่ที่พระองค์จะทรงทายมก
ปาฏหิ ารยิ ค์ ือ กรงุ สาวตั ถี ทางดา้ นเดยี รถยี ์พอทราบขา่ วกเ็ ดินทางออกจากกรุงราชคฤห์ หวงั
ไปทาปาฏิหารยิ แ์ ขง่ พระบรมศาสดาท่กี รุงสาวัตถบี า้ ง และเมอ่ื ถึงพระนคร กไ็ ด้สรา้ งมณฑป
พรอ้ มประกาศใหช้ าวเมอื งทราบว่า พวกตนจะทาปาฏิหาริย์ ณ มณฑปแห่งนี้ เมื่อ
พระพุทธเจา้ เสดจ็ มาถงึ สาวัตถแี ละประทับ ณ วดั พระเชตวันมหาวหิ าร พระเจ้าปสั เสนทิ
โกศล ทูลถามวา่ "พระองคจ์ ะทรงทาปาฏหิ าริย์ ณ สถานทใี่ ด" พระพทุ ธเจ้าตรัสวา่ "ตถาคต
จะทาปาฏิหาริย์ ณ ทีใ่ กลร้ ม่ ไม้คัณฑามพฤกษ์ (ต้นมะม่วง)“เดียรถยี ์ลว่ งร้ขู า่ ว ก็ได้มาทาลาย
ต้นมะม่วงบริเวณน้นั ไมเ่ หลอื แม้กระทง่ั เมล็ดพนั ธท์ุ เ่ี พงิ่ งอกขน้ึ มา เพื่อไม่ใหพ้ ระองค์ทรงทา
ดังพระวาจาที่ทรงรบั สง่ั แกพ่ ระเจ้าปเสนทีโกศล ครนั้ ถึงเชา้ วันเพญ็ เดือน 8 ผรู้ กั ษาสวนหลวง
ช่ือ นายคัณฑะเหน็ ผลมะมว่ งผลใหญ่สกุ อยบู่ นต้นในพระราชอทุ ยาน ซ่ึงเดยี รถียไ์ ม่สามารถ
รกุ ล้าเข้ามาจึงตง้ั ใจจะนาไปถวายพระเจา้ ปเสนทิโกศล แตร่ ะหวา่ งทางพบพระพทุ ธเจา้ นาย
คัณฑะมีศรัทธาเลอ่ื มใส จงึ น้อมผลมะมว่ งเขา้ ไปถวายพระบรมศาสดา เม่ือพระองคท์ รงรับ
แล้วประสงคจ์ ะประทบั นั่งเสวย ณ ท่ตี รงนน้ั พระอานนท์จงึ เอาผลมะม่วงมาคนั้ ทาเป็นน้า
ปานะถวายใหท้ รงเสวย ตอ่ จากนัน้ พระพทุ ธเจา้ รบั สงั่ ให้นายคัณฑะเอาเมลด็ มะมว่ งไปปลูก
บนพืน้ ดนิ ณ ท่ตี รงนัน้ ก่อนทรงอธิษฐานใช้นา้ ลา้ งพระหตั ถร์ ดเมล็ดมะมว่ ง และดว้ ยพทุ ธธา
นุภาพเมลด็ มะมว่ งกเ็ ร่ิมงอกในทนั ใด เกิดเปน็ ลาต้น แตกใบกิง่ กา้ นสาขา เป็นต้นมะมว่ งสูง
12 วา 2 ศอกเวลาเทย่ี ง ท้าวสกั กะอมรินทรธริ าช ไดบ้ นั ดาลใหเ้ กิดพายุใหญ่ ทาลายมณฑป
ของเดยี รถยี ์ และบนั ดาลใหเ้ กดิ ฝนลูกเห็บใหญ่ตกถกู เดียรถยี จ์ นทนเจ็บไม่ไหวตอ้ งหนจี ากไป
53
พอถงึ ชว่ งบา่ ย ประชาชนท้งั หลายมาประชุมกันณ บริเวณรอบตน้ คัณฑามพฤกษ์
เปน็ อันมาก พระพทุ ธเจ้าเสดจ็ ออกจากพระคนั ธกฎุ เี พื่อทรงทายมกปาฏหิ าริย์
พระบรมศาสดาทรงเขา้ จตุตถฌาณ อนั ปน็ ท่ตี ัง้ แหง่ อภญิ ญา ทรงทาปาฏิหาริยเ์ หาะ
ขึน้ ไปในอากาศทรงนริ มิตรพระพุทธนริ มิตรเหมือนพระองค์ขึน้ องค์หน่ึง แสดงอิรยิ าบถให้
ปรากฏสลบั กบั พระองค์ อาทิ พระองคป์ ระทบั ยนื พระพุทธนริ มติ รประทบั น่งั , พระองค์
ประทบั น่ัง พระพทุ ธนริ มติ รประทบั ยืน, พระองค์ตรัสถาม พระพทุ ธนิรมติ รตรสั ตอบ, พระ
พุทธนิรมิตรตรสั ถาม พระองค์ตรัสตอบ เป็นตน้ ในทสี่ ดุ กท็ รงทาปาฏิหารยิ ใ์ หเ้ กิดท่อน้าท่อ
ไฟพวยพุ่งออกจากพระกายเป็นคู่ ( รอบพระกายเปน็ สายๆไมร่ ะคนกัน สวา่ งงามจบั ทอ้ งฟา้
เป็นมหาอศั จรรย์ยงิ่ นกั กอ่ นทางแสดงธรรมโปรดพทุ ธบริษทั ทสี่ ันนบิ าตประชุมกนั อยู่ ณ ที่
น้นั เวลาต่อมา บรเิ วณทเ่ี ปน็ ตน้ มะม่วงของนายคัณฑะ สถานทท่ี พี่ ระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงยมก
ปาฏหิ าริย์นน้ั ได้มีการสรา้ งสถูปขึน้ แตป่ ัจจบุ ันสถูปดังกลา่ วเหลอื เพียงซากอิฐดิน
ภาพที่ 9 อยบู่ ริเวณฝาผนังดา้ นใต้ หอ้ งท่ี 4 เม่ือเข้าทางประตูซ้าย
• ปรนิ พิ พาน
เขียนตง้ั พระเมรทุ องไว้กลางภาพ
ตรงหีบทองกล็ ้อมดว้ ยกรอบเมฆพดั พนื้ ในสี
ม่วงแดง ต้ังกรอบสินเธาไลร่ ะดบั ทงั้ สองข้าง
ปราสาทเรือนยอดยกปลายยอดบรรจบ กั น
ถัดขนึ้ ไปจงึ เป็นเร่ืองปรินิพพานที่สุภัทธะ
ปรพิ าชกขอเขา้ เฝา้ ทลู ถามข้อธรรมอยู่หน้า
ม่าน ถือเป็นปจั ฉมิ สาวก มีพระอานนท์และ
พระอรหนั ตส์ าวกเฝา้ เนืองแนน่ รวมท้ังเทพ
ทุก 16 ช้นั ฟ้าทั้งซ้ายและขวา ด้านซ้าย,
ขวาส่วนล่างเปน็ อย่างมัลลกษัตริยเ์ ขา้ เฝ้า
มพี ระมหากัสสปเถระเจา้ มาถวายบงั คมคร้ังสดุ ทา้ ยและเปน็ องค์ทา้ ยสุดทม่ี า มพี ระ
พุทธบาทยนื่ ออกมาใหเ้ หน็ ทางดา้ นขวามือของพระเมรทุ องมีอลชั ชีถอื ดอกมณฑารพบังแดด
ผ่านมา และองคพ์ ระมหากัสสปทอ่ี อกธดุ งค์วัตรเหน็ เขา้ ทราบว่าเป็นดอกไมเ้ ฉพาะสวรรค์ จึง
ถามถึงทม่ี า และรวู้ ่าพระพุทธองคเ์ ขา้ สพู่ ระนพิ พานแลว้ จึงเรง่ รบี เดินทางมายังกรุงกุสินารา
54
พระสัมมาสมั พทุ ธเจา้ ไดเ้ สด็จโปรดสตั วแ์ ละแสดงพระธรรมเทศนา ตลอดระยะเวลา
45 พรรษา ทรงสดับวา่ อกี 3 เดอื นขา้ งหนา้ จะปรนิ พิ พาน จึงได้ทรงปลงอายสุ ังขาร ขณะน้ัน
พระองคไ์ ด้ประทบั จาพรรษาณ เวฬคุ ามใกลเ้ มืองเวลาสี แควน้ วชั ชี โดยกอ่ นเสด็จดับขันธ์
ปรนิ ิพพาน 1 วัน พระองคไ์ ด้เสวยสกุ รมัททวะท่ีนายจนุ ทะทาถวาย แตเ่ กดิ อาพาธลงทาให้
พระอานนท์โกรธ แตพ่ ระองค์ตรัสว่า "บณิ ฑบาตท่ีมอี านิสงสท์ ีส่ ุด มี 2 ประการ คือเมื่อ
ตถาคต (พทุ ธองค์ เสวยบิณฑบาตแลว้ ตรสั รู้ และปรินิพพาน" และมพี ระดารสั ว่า "โย โว
อานนทฺ ธมฺโม จวนิ โย จ เทสิโต ปญญตโต,โส โว มมจจเยน สตถา" อันแปลวา่ "ดูก่อนอานนท์
ธรรมและวนิ ัยอนั ท่เี ราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่เธอทงั้ หลาย ธรรมวินยั น้นั จกั เป็นศาสดา
ของเธอทง้ั หลาย เมื่อเราล่วงลบั ไปแลว้ “พระพุทธเจา้ ทรงประชวรหนัก แตท่ รงอดกล้ันมุ่ง
หน้าไปยงั เมอื งกุสนิ ารา ประทบั ณ ป่าสาละ เพือ่ เสด็จดบั ขันธป์ รนิ ิพพาน โดยกอ่ นทีจ่ ะเสดจ็
ดับขันธป์ รินิพพานนน้ั พระองค์ไดอ้ ปุ สมบทแกพ่ ระสภุ ัททะปรพิ าชก ซึ่งถอื ไดว้ ่า "พระสภุ ภทั
ทะ" คือสาวกองคส์ ุดทา้ ยท่พี ระพุทธองคท์ รงบวชให้ ในท่ามกลางคณะสงฆ์ทง้ั ท่เี ปน็ พระ
อรหนั ต์และปุถุชนจากแควน้ ตา่ งๆ รวมทั้งเทวดาท่มี ารวมตวั กนั ในวนั นี้
ในตอนนั้นพระองค์ทรงมีปจั ฉมิ โอวาทวา่ "ดูก่อนภกิ ษุทงั้ หลาย เราขอบอกเธอ
ท้งั หลาย สังขารทงั้ ปวงมีความเสือ่ มสลายไปเปน็ ธรรมดา พวกเธอจึงทาประโยชนต์ นเอง และ
ประโยชนข์ องผอู้ ่ืนให้สมบรู ณ์ด้วยความไมป่ ระมาทเถดิ " (อปปมาเทน สมปาเทต) จากน้นั ได้
เสดจ็ ดบั ขันธ์ปรินพิ พาน ใตต้ ้นสาละ ณ สาลวโนทยาน ของเหลา่ มัลลกษัตรยิ ์ เมืองกุสินารา
แควน้ มลั ละ ในวนั ขนึ้ 15 คา่ เดอื น 6 รวมพระชนม์ 80 พรรษา และวนั นี้ถอื เปน็ การเรม่ิ ตน้
ของพทุ ธศกั ราช และดว้ ยเหตุท่วี นั ประสตู ิ (วนั ศกุ ร์เชา้ ข้ึน 15 คา่ เดอื น 6 ปจี อ.) วันตรสั รู้
อายุ 35 ปี(เชา้ วันพธุ ขนึ้ 15 ค่าเดอื น 6 ปีระกา) และวนั ปรินิพพาน อายุ 80 ปี (วันองั คารขน้ึ
15 คา่ เดือน 6 ปีมะเส็ง) ของสมเด็จพระสมั มาสมั พทุ ธเจ้านั้นตรงกนั ทงั้ สามวาระ จงึ เรยี กเปน็
วันวิสาขบูชา
55
(ขอบคณุ ภาพจาก Facebook: เทพเนรมิต จติ รกรรมไทย)
ภาพทศชาติชาดก (ตัวอักษร ก-ฐ)
ภาพเขยี นหลังบานหนา้ ตา่ งจะแบ่งเป็นฝ่ัง
เหนือและฝ่ังใต้ เปน็ การเล่าถงึ ชาดก คือ
เรอื่ งราวหรอื ชวี ประวตั ใิ นอดตี ชาตขิ องพระ
โคตมพุทธเจ้า สมัยที่พระองค์เป็นพระ
โพธิสัตวบ์ าเพญ็ บารมอี ยมู่ ักนามาเล่าให้ฟงั
ในโอกาสตา่ งๆ เพ่ือแสดงหลกั ธรรมสภุ าษติ
ท่ีพระองคท์ รงประสงค์ บางครั้งเรียกว่า
นทิ านชาดก เนื่องจากเล่าในลกั ษณะคลา้ ย
นทิ าน ขาดกทท่ี รงเลา่ นนั้ มหี ลายร้อยเร่อื ง
เกดิ เปน็ มนุษยบ์ ้าง สตั ว์บ้าง แต่ทร่ี ู้จักกัน
โดยท่วั ไป คอื 10 ชาติสดุ ทา้ ยเรียกรวมว่า
"ทศชาติชาดก"
เตมิยราชกมุ าร หรอื พระเตมยี ์ ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจา้ กาสิกราชกับพระ
นางจนั ทาเทวี ในพระนครพาราณสี เมอ่ื ครงั้ ยังทรงพระเยาว์อย่นู น้ั วนั หนึง่ ได้ทรงเหน็ พระ
ราชบดิ าทรงสงั่ ใหล้ งโทษโจร 4 คนอยา่ งทารุณ คือ คนหนง่ึ ใหเ้ ฆย่ี นดว้ ยแสห้ นามหนง่ึ พนั ครงั้
คนหนึง่ ใหล้ ่ามโซ่ตรวนขงั ไวใ้ นเรอื นจา คนหนึง่ ใหเ้ อาหอกทม่ิ แทงใหท้ ่ัวตวั และอกี คนหนงึ่ ให้
เสียบดว้ ยหลาวแหลมจนตาย พระกุมารทรงเห็นแลว้ ทรงสะดงุ้ กลัวย่งิ นกั ทรงระลึกชาตใิ น
หนหลังไดว้ ่า เม่ือชาติกอ่ นนน้ั พระองคเ์ คยเป็นพระราชาแหง่ เมืองนเ้ี พราะบาปกรรมท่ที รง
กระทาในครัง้ นนั้ ทาใหต้ อ้ งตกนรกถงึ แปดหมนื่ ปี บดั น้ีกลับมาเกิดในเมอื งนอี้ ีก ต่อไปกค็ งจะ
ไดเ้ ป็นผ้คู รองเมืองนี้ และกระทาบาปกรรมเชน่ เดยี วกับพระบดิ า เม่อื ทรงดาริเชน่ นแี้ ล้วทรง
สงั เวชสลดพระทยั ไมท่ รงปรารถนาที่จะครองราชยส์ มบตั ิอีกตอ่ ไป ทรงนึกหาอุบายวิธีทีจ่ ะ
ปลีกตัวให้พ้นจากราชสมบตั ิจนพระมนัสหดหู่ ครง้ั นั้นเทพธิดาซึ่งเคยเป็นพระมารดาใน
อดตี ชาติไดแ้ นะอุบายให้พระกุมาร จงึ ทรงอธษิ ฐานจติ ให้มนั่ คง ไมห่ ว่นั ไหวที่จะปฏบิ ตั ิตาม
อุบายน้ัน คอื แสร้งทาเปน็ คนงอ่ ย หูหนวก และเปน็ ใบ้ แมจ้ ะถกู ทดสอบอย่างไรกไ็ มแ่ สดง
พิรุธให้ปรากฏจนพระกมุ ารมีพระชนมายุ16 พรรษา พวกพราหมณ์พากนั ทลู ทานายว่า พระ
กมุ ารเป็นคนกาลกณิ ี หากใหอ้ ยใู่ นพระราชวังจะมีภยั เกดิ ขนึ้ พระราชากาสกิ ราชจึงตรสั สั่งให้
นาพระกุมารไปฝงั เสียทป่ี ่าชา้
56
โดยมอบใหน้ ายสารถีขบั รถมา้ บรรทุกพระกมุ ารไปจดั การเพยี งผู้เดยี ว ขณะท่ีนาย
สารถีกาลงั ขดุ หลมุ นัน่ เองพระกมุ ารกเ็ สดจ็ ลงจากรถ ทรงทดลองพระกาลัง โดยเสดจ็ ดาเนนิ
ไปมาแล้วทรงจบั ทา้ ยรถตวัดแกว่ง เม่ือทรงเหน็ ว่ายังมีพระกาลัง เหมอื นเดิมจึงเสดจ็ มาหา
นายสารถี แลว้ ทรงเล่าเรื่องให้ฟงั จากนน้ั ทรงแสดงธรรมเป็นอนั มากแก่นายสารถีวา่ "ดูก่อน
นายสารถี ถา้ ท่านฝังเราเสยี ในปา่ ท่านก็ทาในสิง่ ไม่เปน็ ธรรม บุคคลนงั่ นอนใตร้ ม่ เงาของ
ต้นไมใ้ ด ไม่พึงหกั รานกิ่งของตน้ ไม้นนั้ ผูก้ ระทาเช่นน้ัน ช่ือว่า ประทุษร้ายมิตร และผู้
ประทุษร้ายมิตรน้ัน เปน็ คนเลวทราม พระราชาเป็นเสมือนต้นไม้ เราเปน็ เสมอื นกิ่งไม้ ตัว
ท่านเป็นเสมือนคนอาศัยรม่ เงา ถ้าทา่ นฝังเราเสยี ในปา่ ทา่ นกท็ าสง่ิ ทีไ่ มเ่ ปน็ ธรรม บคุ คลผไู้ ม่
ประทุษรา้ ยมิตร จะไปส่แู ห่งหนตาบลใด ย่อมพันภยั ในทีท่ งั้ ปวง ไดร้ ับการกราบไหว้บชู า จาก
ผคู้ นในท่นี ัน้ ๆ มีของกนิ ของใช้ไม่ขาดแคลน ตกน้าไม่ไหล ตกไฟไมไ่ หม้ จักอย่เู ย็นเป็นสขุ
ตลอดไป“พระเตมยิ กมุ ารทรงต้ังพระทยั เดด็ เดยี่ วท่ีจะทรงผนวชในปา่ คนเดยี ว แม้นายสารถี
จะทลู ออ้ นวอนหลายคร้ังเพอื่ ใหเ้ สด็จกลบั พระนครก็ไมท่ รงคล้อยตาม ตรัสแกน่ ายสารถวี ่า
พระบดิ าทรงสละพระองค์แลว้ พระมารดากท็ รงอนุญาตแลว้ ประชาชนกไ็ มม่ ีใครตอ้ งการ
พระองคแ์ ล้ว จะไม่เสด็จกลบั ไปอกี จะมีประโยชนอ์ ะไรในการบริโภคกาม พระองคบ์ วชยงั จะ
มีประโยชน์กวา่ จากนั้นทรงเลา่ เรื่องในอดตี ชาตซิ ึง่ พระองคท์ รงเปน็ พระราชาและเคยตกนรก
ถึงแปดหม่ืนปี ให้นายสารถฟี ัง จนนายสารถีมีความเลอ่ื มใสขอบวชตามพระองศ์ดว้ ย แต่พระ
กุมารไม่ทรงยินยอมตรสั ส่งั ให้นายสารถนี ารถและเครอ่ื งประดบั ไปคนื พระราชา และแจง้ ขา่ ว
การบวชของพระองคใ์ หพ้ ระราชบิดาทรงทราบนายสารถจึ ึงจาใจจายอมกลบั พระราชวงั ตามที่
พระกุมารตรสั สงั่ เมือ่ พระเจา้ กาสกิ ราชไดท้ รงทราบว่าพระกมุ ารมิได้เป็นใบ้ ทรงพูดได้
เหมอื นคนธรรมดา ท้งั มิได้เปน็ งอ่ ยและหหู นวกแตป่ ระการใด ทรงโสมนัสยินดเี ป็นอย่างย่ิง
จงึ ตรัสสั่งเสนาข้าราชบรพิ ารใหจ้ ัดเตรียมเคร่อื งอปุ กรณพ์ ิธีทจ่ี ะอภเิ ษกพระกุมารไว้ในราช
สมบัติ แล้วเสด็จขน้ึ ม้าทรงตรงไปหาพระกมุ ารทป่ี า่ ชา้ โดยมีเสนาขา้ ราชบรพิ ารเป็นจานวน
มากติดตามไป เม่อื เสดจ็ ไปถึงท่ีซงึ่ เคยเปน็ ปา่ ช้ามาก่อน บัดน้ีกลายเป็นสถานทีอ่ ันนา่ ร่ืนรมย์
มีอาศรมอยูห่ นงึ่ หลงั นง่ั ไวด้ ้วยพระฤๅษีองค์หนึ่ง ซึง่ ก็คอื พระเตมิยฤๅษี นัน่ เอง
พระเตมิยฤๅษที อดพระเนตรเหน็ พระราชากาลังเสด็จมาจึงทรงถวายการต้อนรับ
ทรงสนทนาไตถ่ ามทกุ ขส์ ุขตามธรรมเนยี ม พระราชาทรงอ้อนวอน ให้พระเตมิยฤๅษีเสด็จ
กลับไปครองราชสมบตั ิ มพี ระราชบตุ ร ราชธดิ าจึงค่อยทรงผนวช ตอนนีย้ ังทรงเป็นหนุ่ม
ประทับอยู่ในปา่ คนเดยี วจะมีประโยชนอ์ ะไร พระเตมิยฤๅษีทลู ตอบพระราชาวา่
57
"การบวชเป็นเรื่องของคนหนมุ่ คนหนุ่มนนั่ แหละควรประพฤติพรหมจรรย์ ข้อน้ี
บณั ฑิตทัง้ หลายสรรเสรญิ แลว้ อาตมภาพจกั ประพฤตพิ รหมจรรย์ ไมต่ ้องการราชสมบัติ อา
ตมภาพเคยเห็นพวกเด็กเปน็ อนั มาก เกดิ มาแล้วยงั ไมแ่ ก่กต็ าย ของท่ีน่ารักตอ้ งสัน้ ไปตาย
ไป บุคคลไมว่ ่าจะเปน็ ชายหนุ่มหรอื หญิงสาวกล็ ว้ นต้องตาย ใครจะประกนั ได้วา่ เรายังหนมุ่
สาว ยงั ไมต่ าย อายขุ องคนเราเป็นของนอ้ ย วนั คืนลว่ งไปกย็ อ่ มทาให้อายุของเราแก่มาก
ข้นึ ใกล้ความตายมากขนึ้ เหมือนปลาในนา้ น้อย ฉะนนั้ เมอื่ โลกถกู ครอบงา ห้อมลอ้ มด้วย
สิ่งอนั ไมเ่ ป็นประโยชน์ มหาบพติ รจะอภิเษกอาตมภาพในราชสมบัติทาไมกัน สตั ว์โลกถกู
ความตายครอบงาไว้ ถูกความแก่หอ้ มล้อมไว้ ส่งิ ไม่เปน็ ประโยชน์คือคนื และวนั อนั เป็นไป
อยมู่ หาบพติ ร เม่อื ดา้ ยทเี่ รากาลงั ทออยู่ ช่างถูกทอไปไดเ้ ทา่ ใด ส่วนท่จี ะต้องทอก็เหลือ
นอ้ ยเท่านน้ั ฉนั ใด ชีวติ ก็ฉันน้นั เหมือนกนั แม่นา้ ไม่ไหลกลับไปสู่ท่สี ูงฉันใด อายุของคนเรา
กไ็ ม่ถอยกลับไปส่คู วามเป็นเด็กอีกฉันน้นั แม่น้าท่เี ตม็ ฝงั่ ย่อมพดั พา เอาต้นไม้ทเี่ กดิ ริมฝ่ัง
ให้หกั โค่นลอยไปฉนั ใด ปวงชนก็ยอ่ มถกู ชราและมรณะพดั พาไปฉนั นัน้ “พระเจา้ กาสิกราช
ทรงออ้ นวอนอีก ใหเ้ สดจ็ กลับพระราชวงั แลว้ พระองค์จะทรงมอบกองทัพ ท้ังมวลให้
ตลอดจนถงึ ราชสมบตั ิ รวมทั้งพระสนม กานัลผูง้ ามสะคราญ ลว้ นแต่เป็นราชธิดา ผู้สูง
ศกั ดค์ิ อยหอ้ มล้อม ปรนนบิ ตั ิรบั ใช้ พระเตมิยฤๅษีจงึ ทลู ว่า "มหาบพิตรจะให้อาตมภาพ
เส่อื มเพราะทรพั ย์ทาไม บคุ คลจะพึงตายเพราะภรยิ าทาไมประโยชน์อะไร ด้วยความเป็น
หนมุ่ สาวทีต่ อ้ งแก่ ทาไมจะต้องใหค้ วามแก่ครอบงา จะมามวั เพลิดเพลนิ ทาไม ในโลกอันมี
ความแก่และความตายนี้ ประโยชนอ์ ะไร ดว้ ยการแสวงหาทรพั ย์ ด้วยบตุ รภริยา อาตม
ภาพเปน็ ผพู้ น้ แล้วจากเคร่ืองผกู จะไม่ยอมกลบั ไปหาเครอ่ื งผกู นั้นอีก ผลไมท้ ส่ี กุ แล้วย่อม
ถงึ ภัยคอื ร่วงหล่นไปฉันใด สตั ว์ทงั้ หลายท่ีเกดิ แล้ว ย่อมถึงภยั คือความตายฉันน้นั ชนเปน็
อนั มากเห็นกันอย่ใู นเวลาเช้า บางพวกพอตกเวลาเยน็ ก็ไมไ่ ด้เหน็ กันหรอื เหน็ กนั อยู่ในเวลา
เยน็ พอถงึ เวลาเชา้ กไ็ มเ่ ห็นกนั ในสงครามคอื ความตายนั้น ย่อมไม่มีการรบด้วยกาลัง
กองทพั ไม่อาจเอาชัยมฤตยูด้วยเวทมนตร์ หรอี ยทุ ธวธิ ี หรอื สนิ ทรพั ย์ได้ ความตายไม่มี
ยกเว้นให้ใคร ไมว่ า่ กษตั ริย์ พราหมณ์พ่อค้า ลูกจ้าง คนจณั ฑาล หรอื คนขนขยะใดๆย่อม
ย่ายที ง้ั หมดทเี ดยี ว บุคคลควรรบี ทาความเพยี รในวนั นี้ ใครจะพงึ รูไ้ ดว้ ่าความตาย อาจจะ
มาในวันพรุ่ง เพราะมัจจรุ าชจะไมผ่ ัดผ่อนให้ใครเลย เชิญเสด็จกลับเถิด อาตมภาพไม่
ต้องการราชสมบตั ิ"
58
พระราชากาสิกราชทรงสดบั คาสอนของพระเตมยิ ฤๅษแี ล้ว ทรงมศี รทั ธา
เลอื่ มใส ขอผนวชในสานักพระเตมิยฤๅษีดว้ ย แม้พวกเสนาขา้ ราชบริพาร และประชาชนทมี่ า
ประชมุ กนั ในทีน่ ั้นต่างกม็ คี วามเลอ่ื มใส ได้บวชตามพระราชาเป็นจานวนมาก นอกจากนไ้ี ดม้ ี
พระราชาอีกหลายพระองค์ ทรงผนวชตามพระเตมิยฤๅษี
ชาตทิ ่ี 2 (ข) ชนกชาดก
พระเจ้ามหาช นก พระมหาก ษัตริย์ผู้
ครองราชยอ์ ยยู่ งั นครมิถลิ า เมืองหลวงแห่ง
แคว้นวิเทหะ ทรงมีพระราชโอรสสอง
พระองคค์ อื พระอริฏฐชนกและพระโปล
ชนก หลังจากพระราชบิดาสวรรคต พระ
อริฏฐชนกผ้เู ป็นพระมหาอปุ ราช ก็เสด็จขน้ึ
ครองราชย์ตอ่ มา โดยทรงแต่งตงั้ พระโปล
ชนก ผอู้ นุซาเป็นพระมหาอุปราช
ในเวลาตอ่ ได้มีเหล่าอามาตย์ผทู้ ุจริตบางคนออกอุบายใหพ้ ระอรฏิ ฐชนกเกดิ ความระแวงพระ
อนชุ า โดยพากันเพ็ดทูลวา่ พระโปลชนกกาลังวางแผนคิดการเปน็ ขบถ พระราชาทรงหลงเชอื่
อามาตย์เหลา่ นนั้ จงึ ทรงให้ราชมลั จับกมุ พระโปลชนกไปขงั ไว้ ทวา่ ดว้ ยบุญบารมขี องพระ
โปลชนก พระองคจ์ งึ สามารถหลบออกจากทค่ี ุมขงั และเสดจ็ หนีไปยงั ชายแดนได้คร้นั เมอ่ื ไป
ถึงกม็ ีบรรดาราษฎรผทู้ ี่จงรักภกั ดีตอ่ พระองค์พากันมาเขา้ เปน็ พวกดว้ ยเป็นอันมาก และเมือ่
ถึงกาลที่เอ้ืออานวย พระโปลชนกก็ทรงตดั สินพระทัยยกกองทพั ไปยังนครมิถลิ า
ครัน้ อทพั ของพระองค์ไปถึงบรรดาทหารรักษาเมอื งจานวนมากได้พากนั แปรภักดิ์
มาเข้ากับพระโปลชนกเนอื่ งจากเหน็ ใจท่ีพระโปลชนกถกู จบั ไปขงั ไวโ้ ดยไมย่ ตุ ิธรรม เม่อื พระ
พระอรฏิ ฐชนกทรงทราบว่าพระอนชุ ายกทัพมาชิงราชสมบตั ิ และได้มเี หล่าไพรพ่ ลจานวน
มากไปเข้าด้วย พระองคต์ รัสสัง่ พระมเหสซี ่งึ กาลังทรงครรภแ์ กให้ทรงหลบหนีเอาตวั รอด
ส่วนพระองค์เองทรงยกทพั ออกทาสงครามกบั พระอนุชาจนสน้ิ พระชนม์ในสนามรบ พระโปล
ชนกจงึ ทรงได้เปน็ กษัตรยิ ค์ รองนครมิถลิ าสืบต่อมา
59
ฝา่ ยพระมเหสขี องพระพระอริฏฐชนกไดเ้ สดจ็ หนีไปยังเมอื งกาลจัมปากะ โดย
ระหว่างทางพระอนิ ทร์ เสดจ็ ลงมาชว่ ย โดยทรงแปลงกายเปน็ ชายชราขับเกวียนพาพระนาง
เสดจ็ ไปถงึ ยงั เมืองนัน้ และใหพ้ ระนางนัง่ พักอยูใ่ นศาลาแห่งหน่ึงภายในเมืองบังเอิญ
พราหมณท์ ิศาปราโมกข์เดนิ ผ่านมาเกดิ ความเอน็ ดสู งสาร จงึ รบั พระนางไปอยู่ด้วย และ
อปุ การะเลี้ยงดูดุจเป็นน้องสาว ไมน่ านนักพระมเหสขี องพระเจา้ อริฏฐชนกก็ประสตู ิพระโอรส
ทรงต้งั พระนามวา่ มหาชนกกมุ าร ตามพระนามของพระอัยกา วนั หน่ึงมหาชนกกมุ ารได้ชก
ตอ่ ยกบั เพือ่ นเน่อื งจากถกู ลอ้ เลียน วา่ เป็นลกู ไมม่ ีพอ่ มหาชนกกมุ ารพยายามถามความจรงิ
พระมารดาจงึ ตรัสเล่าเรอ่ื งทง้ั หมดให้ทราบ พระองคจ์ งึ ตงั้ พระทัยวา่ เมือ่ เติบใหญ่ก็จะเสด็จ
ไปเอาราชสมบัตเิ มืองมิถิลากลบั คนื มา
ครั้นเมอ่ื พระมหาชนกกมุ ารเจริญวัยเติบใหญ่ พระองค์กต็ รสั แกพ่ ระมารดาว่าจะไป
ล่องเรือสูด่ ินแดนสุวรรณภมู ิเพ่ือทาการคา้ สะสมทุนรอน และกาลงั คนเพื่อชิงเอาราชสมบตั ิ
นครมถิ ลิ ากลบั คืน พระมารดาจึงทรงนาเอาทรัพย์สนิ มคี ่ามาจากมถิ ลิ า 3 สงิ่ คอื แก้วมณี
แกว้ มุกดา และแก้ววเิ ชียร เพอ่ื เปน็ ทนุ ล่องเรือไปค้าขายที่สวุ รรณภูมิ ในระหว่างทางเกดิ พายุ
ใหญ่ โหมกระหนาอย่างรนุ แรงจนเรือจะลม่ บรรดาลกู เรอื ตา่ งหวาดกลัว และร้องครา่ ครวญ
หนตี ายจนเกิดโกลาหล ฝ่ายมหาชนกกมุ ารนน้ั เม่อื ทรงทราบวา่ เรอื จะจมแน่แล้วก็เสวย
อาหารจนอ่ิมหนา จากน้นั ทรงนาผา้ มาชบุ นา้ มันจนชมุ่ แลว้ นุ่งผา้ นัน้ อยา่ งแน่นหนา ครั้นเม่อื
เรอื จมลง เหลา่ พ่อค้าและกลาสเี รอื ท้ังปวงกจ็ มน้ากลายเป็นอาหารของปลาและเต่า พระ
มหาชนกทรงแหวกวา่ ย อย่ใู นทะเลถึง 7 วนั นางมณีเมขลาเทพธิดาผรู้ ักษามหาสมทุ ร เหน็
พระมหาชนก วา่ ยน้าอยู่เชน่ นั้น จงึ สนทนาแลกเปลย่ี นกัน จนนางมณีเมขลาเข้าใจในปรัชญา
ของการบาเพญ็ วริ ิยะบารมี นางมณีเมขลาจึงช่วยอมุ้ พามหาชนกกมุ าร ไปจนถงึ ฝงั่ เมอื งมถิ ลิ า
ยามน้นั ท่ีนครมิถลิ า ฝา่ ยพระเจ้าโปลชนกทรงประชวรหนกั พระองคไ์ มม่ พี ระโอรส
มีแต่พระธดิ าพระนามว่า สวิ ลีพระโปลชนกทรงรูว้ ่าพระองคใ์ กลส้ นิ้ พระชนม์แล้ว จงึ ตรสั ส่งั
อามาตยว์ า่ ผใู้ ดสามารถไขปรศิ นาขมุ ทรพั ยไ์ ดก้ ย็ กบา้ นเมอื งใหแ้ ก่ผนู้ ัน้ ในที่สุดหลงั จากพระ
โปลชนกสิ้นพระชนม์ลง บรรดาเสนาข้าราชบรพิ ารจึงตัง้ พธิ เี สี่ยงราชรถราชรถได้มาหยุดอยู่
หนา้ ศาลาทพี่ ระมหาชนกกมุ ารทรงประทบั อยู่พระองค์ทรงไขปริศนาได้ท้ังหมดผู้คนจึงพากนั
สรรเสรญิ ปัญญาของพระมหาชนก ก่อนจะอญั เชญิ พระองคอ์ ภิเษกสมรสกับเจา้ หญิงสิวลี
และขึน้ ครองราชย์สมบตั แิ ควน้ วเิ ทหะ พระมหาชนกทรงครองราชยด์ ว้ ยความผาสุกมาโดย
ตลอด เนอื่ งด้วยทรงอย่ใู นทศพิธราชธรรม
60
ตอ่ มาพระนางสิวลปี ระสูติพระโอรส ทรงนามวา่ ทีฆาวกุ มาร คร้นั เมือ่ เจริญวยั ข้ึน พระบิดา
ทรงโปรดใหด้ ารงตาแหนง่ มหาอุปราชอยู่มาวนั หน่งึ พระราชามหาชนกได้เสด็จอุทยาน
ทอดพระเนตร เห็นมะม่วงต้นหนึง่ มีผล ตน้ หนึง่ ไมม่ ผี ลโดยตน้ ที่มีผลนน้ั ผลมีรสชาตอิ ร่อย
พระองคไ์ ด้ทรงชิมและตรัสชม ทัง้ ทรงต้ังใจวา่ จะกลับมาเสวยอีกคร้ังในยามเยน็ ทวา่ เมื่อทรง
ออกจากพระราชอุทยานไปแลว้ มะม่วงตน้ ทม่ี ีผลรสชาติดกี เ็ สยี หายจนหมดเพราะผคู้ นพากนั
มาโค่นเพ่อื เอาผลมะมว่ ง ส่วนตนั ท่ไี มม่ ีผลยังอยรู่ อดได้ เม่อื พระมหาชนกทรงทราบเร่ือง จงึ
ทรงคิดไดว้ า่ ราชสมบตั เิ ปรยี บเหมอื นต้นไมม้ ีผลท่อี าจถูกทาลาย แมจ้ ะไมถ่ ูกทาลายกต็ ้อง
คอยระแวดระวงั รกั ษา ให้เกดิ ความกังวล พระองค์ประสงคจ์ ะทาตนเป็นผู้ไม่มีกังวลเหมอื น
ตน้ ไม้ไมม่ ผี ล แต่กไ็ มท่ รงทาเชน่ นัน้ เพราะคิดวา่ เป็นหน้าทข่ี องพระราชาท่ีจะทาให้สงั คมอยู่
รอดพนั ก่อน ท้ังนี้เนอื่ งด้วยเพราะผ้คู นในสงั คมยงั ขาดสตปิ ัญญาเหน็ แก่ประโยชนเ์ ฉพาะหนา้
ดุจดังผ้ทู ีท่ าลายตน้ มะม่วงเพยี งเพราะตอ้ งการผลมะม่วงโดยไม่คิดเก็บไวก้ ินในวนั หนา้ เม่ือ
พระมหาชนก ทรงคิดดงั นั้นแลว้ จึงให้ผู้ร้วู ิชามาทานบุ ารงุ ตน้ มะมว่ งดว้ ยหลกั วิชาการทาง
การเกษตร และจัดตง้ั สถานศึกษาชอ่ื ปทู ะเลย์มหาวิชชาลัย เพ่ือสร้างคนผู้เป็นคนดีมี
สติปัญญาใหแ้ กส่ งั คม เพ่ือสงั คมจะไดเ้ จรญิ รุ่งเรอื งและดารงอย่อู ยา่ งผาสกุ สบื ไป
ชาติท่ี 3 (ค) สวุ รรณสามชาดก
สุวรรณสามชาดกเปน็ เร่ืองราว
ในอดตี ของพระสมั มาสัมพุทธเจ้าท่ีทรง
บาเพ็ญเมตตาบารมี คอื การแผเ่ มตตาจิต
ให้สรรพสตั วท์ ัง้ ปวงเปน็ สุขโดยท่วั หน้า
กัน ซงึ่ เป็นเรอื่ งธรรมดาของพระโพธสิ ตั ว์
ท้งั หลายทมี่ ีความเมตตาต่อสรรพสัตว์
โดยไมเ่ ลือกชนชัน้ วรรณะ เพศ วยั หรอื
เผา่ พนั ธ์ใุ ด ๆ เพราะทา่ นคิดว่าสัตว์โลก
คอื เพอ่ื นร่วมทุกข์เกิด แก่ เจ็บ ตาย
ดังน้ันทา่ นจงึ มีความปรารถาจะนาพาหมู่
สัตว์ข้ามวัฏสงสารไปส่นู ิพพาน
61
ในพระชาติน้ี พระโพธิสตั ว์สวุ รรณสามไดบ้ าเพ็ญเมตตาบารมอี ย่างยิง่ ยวดแม้ว่าจะ
ถกู ประทษุ รา้ ยจนสิน้ ชีวิตกต็ ามการสร้างเมตตาบารมขี องพระโพธสิ ัตวใ์ นพระชาตินจ้ี ึงเขา้
ทานองวา่ "ยอมตาย ไมย่ อมไรน้ ้าใจ" นนั่ เองในอดีตกาล มีฤษชี ื่อทกุ ลู ฤษีและปาริกาฤๅษิณี
อาศยั อยใู่ นป่าหิมพานต์ วันหนงึ่ ทา้ วสกั กะทรงเลง็ เหน็ ว่าฤๅษที ัง้ สองจะมีภัยจึงเสด็จมา
แนะนาใหท้ ั้งคู่มีบตุ รไว้คอยชว่ ยดแู ลโดยให้ทกุ ลู ฤษใี ชม้ ือลบู ทอ้ งของปาริกาฤๅษิณี-จ ในช่วง
ทีม่ รี ะดู เพยี งแคน่ ี้นางกจ็ ะต้ังครรภ์ เมื่อเวลาผ่านไป 10 เดือน ฤๅษิณีก็คลอดบุตร ผู้มี
ผวิ พรรณเปล่งปลั่งดงั่ ทองคา ให้ชื่อวา่ สวุ รรณสาม วันหนึ่งขณะที่สวุ รรณสามอายุ 16 ปี
บิดาและมารดาถกู งูทอ่ี าศยั อยใู่ นจอมปลวกพน่ พษิ ใสจ่ นตาบอดสนทิ นับจากนนั้ สุวรรณสามก็
ไดป้ รนนิบตั ิดแู ลบดิ ามารดาเปน็ อยา่ งดเี รื่อยมา สุวรรณสามเปน็ ผู้ทแ่ี ผเ่ มตตาอยู่เป็นประจา
ด้วยเมตตาจิตจึงทาใหฝ้ งู สตั ว์ปา่ นานาชนดิ พากันเดนิ ตามสุวรรณ สามไปในที่ตา่ งๆ
วนั หนง่ึ สุวรรณสามไปตักน้าในแม่นา้ ขณะนั้นพระเจา้ ปิลยกั ขราชทรงดักชมุ่ รอลา่
เน้อื อยู่ ทรงเห็นสวุ รรณสามมผี วิ งามดั่งทอง แวดลอ้ มด้วยฝงู สตั ว์ กท็ รงสงสยั วา่ เปน็ นาคหรือ
เทวดากนั แน่ จงึ ทรงยงิ ลกู ศรอาบยาพษิ เขา้ ใส่ เพื่อยบั ย้ังไว้มิให้หนหี ายไป แมส้ วุ รรณสาม
ทราบวา่ พระราชาทรงยงิ ลกู ศรใสต่ น ก็มไิ ด้โกรธเคืองยงั คงมจี ติ มตตาอย่สู มอ และไดส้ นทนา
กับพระราชา ด้วยวาจาอนั ไพเราะ กอ่ นที่สุวรรณสามจะสิ้นสตไิ ป พระราชาทรงรับปากจะ
ดแู ลบดิ ามารดาของสวุ รรณสามไปตลอดชีวติ ตอ่ มา เมอ่ื ทกุ ลู ฤษีและปารกิ าฤๅษิณีทราบว่า
พระราชาทรงยงิ ลูกศรใส่สวุ รรณสามกม็ ิได้โกรธเคอื ง แตท่ ลู ขอรอ้ งใหท้ รงนาพวกตนไปหาร่าง
ของสวุ รรณสามเมือ่ ไปถงึ ท้ังคู่ต่างครา่ ครวญอยกู่ บั ร่างของบตุ รอยา่ งนา่ เวทนา จากนนั้ ปา
ริกาฤๅษิณีและทุกลู ฤๅษไี ด้อธษิ ฐานเอ่ยอา้ งคุณความดขี องสุวรรณสาม รวมกับแรงอธษิ ฐาน
ของนาง เทพธิดาพสนุ ธรี ผเู้ ปน็ มารดาในอดตี ชาติของสุวรรณสามทาใหส้ วุ รรณสามฟน้ื ขน้ึ มา
และไม่มีบาดแผลใดๆ อกี ท้ังดวงตาของฤษีและฤๅษิณีก็กลับมองเห็นไดด้ งั เดมิ จากนนั้ สวุ รรณ
สามได้ถวายโอวาทแด่พระราชาให้ทรงปกครองบา้ นเมืองด้วยทศพิธราชธรรมสบื ไป
62
ชาติที่ 4 (ง) เนมิราชชาดก
พระเนมริ าชทรงครองราชสมบัติ สืบ
สนั ตติวงศใ์ นพระนครมิถิลา ทรงโปรดให้
สรา้ งโรงทาน 5 แหง่ คือ ท่ีประตูพระ
นคร 4 แหง่ ท่ามกลางพระนคร 1 แหง่
พระราชทานทรัพย์ท่ีโรงทานวันละ
500,000 กหาปณะทุกวันทรงบาเพ็ญ
เบญจศีลเปน็ นติ ย์ ทรงสมาทานอุโบสถ
ทกุ วนั อุโบสถ ทรงชักชวนมหาชนในการ
บาเพ็ญบญุ มใี ห้ทานรักษาศลี ทรงแสดง
ธรรมสอนประชาชน ให้ทราบทางสวรรค์
และทางนรก
ประชาชนประพฤติปฏบิ ัตติ ามพระราโชวาทนั้น เม่ือจุตจิ ากอตั ภาพน้ันแล้วไปบังเกิดใน
เทวโลกเปน็ จานวนมาก หมมู่ นษุ ย์และเทวดาพากันยกย่องสรรเสริญพระเนมิราช ตอ่ มาพระ
เนมิราชทรงฉงนพระทยั วา่ การใหท้ านกับการประพฤติพรหมจรรย์นนั้ อยา่ งไหนจะมอี านสิ งส์
มากกวา่ กัน ทรงพระดารสิ ักเท่าไรกไ็ มส่ ามารถขจัดความสงสัย ขณะนนั้ พภิ พทา้ วสกั กเทวราช
แสดงอาการร้อนขนึ้ มา ทา้ วมัฆวานเทพกุญชสหัสสเนตร (เปน็ ชอื่ ของท้าววาสวะ ทา้ วสักกะ
หรือพระอนิ ทร์) ทรงทราบพระดารขิ องพระเนมริ าช จงึ เสดจ็ ไปพระนครมถิ ลิ า ประทบั อยู่
เบอ้ื งพระพักตร์พระเนมริ าชในทันที ทรงเปล่งพระรัศมี อันรุ่งโรจนส์ ่องสว่างไปทัว่ พระเนมิ
ราชเมอื่ ทรงทราบวา่ ท้าวสกั กเทวราชเสดจ็ มา เพ่อื ทรงอนุเคราะห์พระองค์ จงึ ทลู ถามว่า
ทานและพรหมจรรยอ์ ยา่ งไหนมีผลานสิ งสม์ ากกว่ากัน ทา้ วสกั กเทวราชตรสั ตอบวา่ บคุ คล
ยอ่ มเกดิ ในขัตติยสกุล เพราะประพฤติพรหมจรรยอ์ ย่างต่า บุคคลไดเ้ ป็นเทพเจ้า เพราะ
ประพฤตพิ รหมจรรยป์ านกลาง และบคุ คลยอ่ มหมดจดวเิ ศษ เพราะประพฤตพิ รหมจรรย์อัน
สูงสดุ หมู่พรหมอนั ใครๆ จะพงึ ได้เปน็ เพียงวงิ วอนก็หาไม่ ตอ้ งเปน็ ผไู้ ม่มีเหย้าเรอื น บาเพญ็
ตบะธรรม จงึ จะได้บังเกดิ ในพรหมโลกน้ัน
63
ทา้ วสักกเทวราชเมอ่ื จะทรงชช้ี ดั วา่ การประพฤติพรหมจรรยเ์ ปน็ คณุ มีผลมากกวา่ ทานรอ้ ย
เทา่ พันเทา่ หรือแสนเทา่ จึงทรงแสดงเร่อื งพระราชาในอดตี 7 พระองค์ ผู้ทรงบรจิ าคมหาทาน
แล้ว กม็ ีผลเพียงไปสู่สวรรคช์ น้ั กามาพจรเทา่ นนั้ ไม่สามารถเขา้ ถงึ พรหมโลกได้ ส่วนพระฤษี
หรอื ดาบส ผ้บู าเพญ็ พรตพรหมจรรย์ เป็นผู้ไมม่ ีเหย้าเรอื น ไดก้ ้าวล่วงสวรรค์ชั้นกามาพจร
บงั เกิดในพหมโลก แม้พระองค์ผู้เป็นทา้ วสกั กะเองก็เคยทรงบริจาคมหาทานแกพ่ ระฤษีหมน่ื
องค์ ทีฝ่ ่ังแมน่ ้าสีทา ก็ยังไมส่ ามารถเข้าถงึ พรหมโลกได้ แต่พระฤษีผู้รับทานและประพฤติ
พรหมจรรย์ กลบั สามารถเขา้ ถงึ พรหมโลกได้จึงเหน็ ได้ชัดวา่ การประพฤตพิ รหมจรรย์ มผี ล
มากกวา่ การให้ทาน แตก่ ท็ รงโอวาทใหพ้ ระเจ้าเนมิราชทรงประพฤติในธรรมทงั้ 2 คอื บริจาค
ทานและรกั ษาศีลดว้ ย แลว้ ได้เสด็จสดู่ าวดงึ สพ์ ิภพเทพบตุ ร เทพธดิ า ประชมุ กันอย่ทู เี่ทพสภา
ช่อื สธุ รรมา มีความปรารถนาจะเห็นพระเนมิราชโพธิสตั ว์ จึงพากันทูลขอร้องท้าวสักก
เทวราช ให้ทรงอัญเชญิ เสดจ็ มา ทา้ วสกั กเทวราชทรงรบั คาแลว้ จึงมีเทวบญั ชามาตลเี ทพบตุ ร
ให้นาเวชยนั ตรถอันเทยี มดว้ ยสนิ ธพหนึ่งพนั ตวั ไปรบั พระเนมิราชแหง่ กรงุ มิถลิ ามายังเทพ
สภานี้ มาตลีเทพบตุ รรับเทพโองการแล้วเทยี มเทพรถขน้ึ ไปทันที ไดท้ ลู เรือ่ งราวให้ทรงทราบ
เมื่อพระเนมริ าชเสด็จข้ึนประทบั นั่ง บนเวชยันตรถเรยี บรอ้ ยแลว้ พระมาตลีเทพสารถึ จึงขับ
รถตระเวนชมนรกภูมิเรอ่ื ยไป พร้อมทัง้ กราบทลู ถงึ สาเหตุ แห่งการตกนรกนัน้ ๆดว้ ยคือ
ขุมท่ี 1 เวตรณนี รก เปน็ แม่น้าร้อนอนั เดือดพลา่ น ลุกโพลงดว้ ยเปลวเพลงิ สัตวน์ รก
ตอ้ งลอยคออยใู่ นน้านน้ั มนี ายนิรยบาลถอื ศาสตราวธุ มมี ีด หอก ดาบ เปน็ ตน้ คอยแทง ฟัน
สัตวน์ รกนน้ั พระเนมริ าชทอดพระเนตรแลว้ ได้ตรัสถามพระมาตลีวา่ สตั วเ์ หลา่ นท้ี าบาป
อะไรจงึ เป็นเช่นนี้ พระมาตลจี ึงกราบทูลวา่ สัตวเ์ หล่านีเ้ ม่ืออยใู่ นมนุษยโลก เป็นผ้มู ีกาลงั มีใจ
ช่ัว ชอบเบยี ดเบียน ด่าทอผไู้ ม่มีกาลงั เมอ่ื ส้ินชีพแล้ว จงึ มาอยู่ในเวตรณนี รกนี้
ขมุ ที่ 2 เป็นแดนท่ีพวกสตั ว์มสี ุนัข แรง้ กา ท่ีนา่ กลัว กาลังไลฟ่ ัดกัดกนิ สตั ว์นรก
อยา่ งนา่ สยดสยอง สตั วน์ รกพวกน้ีเม่ือเป็นมนษุ ยเ์ ปน็ ผู้ตระหน่ี มีบาป มักบริภาษ เบยี ดเบยี น
ดา่ กระทบ สมณพราหมณ์ เมอ่ื สนิ้ ชพี แล้ว จึงมาถกู ฝงู แรง้ กา เค้ยี วกนิ ในที่น้ี
ขุมท่ี 3 เป็นแดนท่ีสัตว์นรกเดนิ ยา่ เหยยี บอยู่บนแผน่ เหลก็ อันลกุ โชนรอ้ นแรง มนี าย
นริ ยบาลคอยตดี ้วยท่อนเหล็ก อันลุกโพลงใหจ้ มลงจนตาย กลายเปน็ ชิ้นเลก็ ชน้ิ นอ้ ย แลว้ ก็
เกดิ ข้นึ มาใหม่ ถูกทรมานเรอ่ื ยไปเช่นน้ี สตั ว์นรกพวกน้ี เม่ือครง้ั เปน็ มนุษย์เป็นผ้มู บี าป ชอบ
เบยี ดเบียนด่ากระทบผมู้ กี ศุ ลธรรม กระทากรรมหยาบชา้ จึงมาเกิดในที่น้ี
64
ขุมที่ 4 เปน็ แดนหลุมถา่ นเพลงิ พวกสตั วน์ รกถูกทมิ่ แทงทรมานอย่ใู นหลุมถ่าน
เพลิงนัน้ สตั ว์พวกนีเ้ มอื่ เป็นมนษุ ย์น้นั เป็นคนชอบโกง ชอบสร้างพยานเท็จ หลอกลวงเอา
ทรพั ย์ของผอู้ ่นื ทาใหผ้ ูอ้ นื่ มหี น้สี นิ ทกุ ขร์ ้อนจงึ มาเสวยทุกขใ์ นหลมุ น้ี
ขุมท่ี 5 เปน็ แดนหมอ้ โลหะใหญอ่ นั เดอื ดพลา่ นรอ้ นแรง สัตวน์ รกถกู จับโยนลงใน
หมอ้ น้ี สัตว์พวกนเ้ี มอ่ื เปน็ มนษุ ย์ ชอบเบียดเบยี นดา่ กระทบ สมณพราหมณ์ผมู้ ศี ลี จงึ ตกใน
โลหกมุ ภีนี้
ขมุ ที่ 6 เป็นแดนท่ีสตั ว์นรกถกู ผกู คอดว้ ยเชอื กเหล็กอนั รอ้ นลุกโพลง เอาหวั จมุ่ ใน
น้าร้อน แล้วโบยตีและตดั คอเสยี พวกนีเ้ มือ่ เปน็ มนุษยเ์ ป็นคนมีบาป จบั นก และสัตวอ์ ่ืน ๆ
มาฆา่ จงึ มาเสวยทกุ ขน์ ้ี
ขุมที่ 7 เป็นแดนน้าแกลบ สัตวน์ รกทกี่ ระหายน้า พอจะด่มื นา้ นนั้ ก็กลายเปน็ แกลบ
อันร้อน เมื่อด่มื เข้าไปก็ไหม้อวยั วะภายใน เจบ็ ปวดทรมาน สัตว์พวกน้เี ม่ือเปน็ มนษุ ย์ เปน็ คน
ใจไมส่ ะอาด ขายขา้ วเปลอื กแท้ ปนด้วยขา้ วลบี และแกลบ แก่คนทวั่ ไป ตายแล้วจึงมายงั ทน่ี ี้
ชาติท่ี 5 (จ) มโหสถชาดก
ในเมืองมถิ ิลา มเี ศรษฐีผู้หนึง่ มนี ามว่า สิริ
วัฒกะ ภรรยาชื่อ นางสุมนาเทวี นาง
สุมนาเทวีมีบตุ รชายคนหนึ่งซงึ่ เมือ่ คลอด
ออกมานัน้ มีแทง่ โอสถอยใู่ นมอื เศรษฐสี ริ ิ
วฒั กะเคยเป็นโรคปวดศีรษะมานาน จึง
เอาแทง่ ยาน้นั ฝนท่ีหนิ บดยาแล้วนามาทา
หนา้ ผาก อาการปวดศีรษะก็หายขาด ครน้ั
ผูอ้ น่ื ทีม่ ีโรคภยั ไข้เจ็บมาขอปันยานั้นไป
รักษาบา้ งก็พากนั หายจากโรค เป็นทเ่ี ลื่อง
ลือไปทว่ั เศรษฐีจึงต้ังชอ่ื บุตรวา่ "มโหสถ"
เมื่ อ มโห ส ถ เติบ โ ต ขึ้นป ราก ฎ ว่ามี
สตปิ ญั ญาเฉลียวฉลาด กว่าเด็กในวัย
เดยี วกัน
65
ครั้งหนึ่งมโหสถเหน็ ว่า ในเวลาฝนตกตนและเพ่ือนเลน่ ทง้ั หลายต้องหลบฝนลาบากลาบนเล่น
ไม่สนกุ จงึ ขอให้เพอื่ นเล่นทกุ คนนาเงินมารวมกนั เพอื่ สร้างสถานที่เล่น มโหสถจัดการ
ออกแบบอาคารนัน้ อยา่ งวิจติ รพิสดาร นอกจากท่เี ลน่ ที่กนิ และท่ีพกั สาหรบั คนที่ผ่านไป
มาแล้วยงั จัดสรา้ งหอ้ งวนิ จิ ฉัยคดีดว้ ย เพราะความทม่ี โหสถเป็นเด็กฉลาดเฉลยี วเกนิ วัย จึงมกั
มผี ู้คนมาขอใหต้ ัดสินปัญหาขอ้ พิพาท หรอื แกใ้ ขปัญหาขดั ขอ้ งตา่ ง ๆ อย่เู สมอ ชือ่ เสยี งขอ
งมโหสถเลอื่ งลือไปไกลทั่วมิถิลานคร ในขณะน้นั กษตั รยิ ์เมืองมถิ ลิ า ทรงพระนามว่า พระเจา้ วิ
เทหราช ทรงมีนักปราชญ์ราชบัณฑิตประจาราชสานกั 4คน คือ เสนกะ ปตุ กุสะ กามินท์
และ เทวนิ ทะ บัณฑติ ทงั้ 4 เคยกราบทูลว่าจะมีบัณฑติ คนทีห่ ้ามาสู่ราชสานกั พระเจ้าวิเทห
ราช พระองคจ์ ึงโปรดใหเ้ สนาออกสืบข่าววา่ มบี ณั ฑิตผู้มสี ติปัญญาปราดเปร่อื งอยู่ท่ีใดบ้าง
เสนาเดินทางมาถงึ บริเวณบ้านของสริ ิวฒั กะเศรษฐเี ห็นอาคารงดงามจัดแตง่ อยา่ งประณตี
บรรจงจึงถามผูค้ นว่าใครเปน็ ผูอ้ อกแบบ คนกต็ อบว่าผอู้ อกแบบคือมโหสถบณั ฑิตบตุ รชายวยั
7 ขวบของสริ วิ ัฒกะเศรษฐี เสนาจึงนาความไปกราบทลู พระเจา้ วเิ ทหราช พระองคต์ รสั เรยี ก
บณั ฑติ ทัง้ 4 มาปรึกษาว่าควรจะไปรับมโหสถมาสู่ราชสานักหรือไม่บัณฑิตทั้ง 4 เกรง
ว่ามโหสถจะไดด้ ีเกินหนา้ ตนจึงทดั ทาน ขอใหร้ อดูตอ่ ไปว่าจะมีสตปิ ัญญาเฉลยี วฉลาดจริง
หรือไม่ แตใ่ นท่สี ุดพระเจา้ วเิ ทหราชกโ็ ปรดใหร้ าชบรุ ุษไปพาตัวมโหสถกับบดิ ามาเข้าเฝ้า
พร้อมกับให้นามา้ อสั ดรมาถวายดว้ ยและไดม้ กี ารทดสอบอย่างหนง่ึ ซึ่งพระราชาทรงพอ
พระทยั ในปญั ญาของมโหสถจงึ ขอมโหสถไวเ้ ป็นราชบตุ ร มโหสถจึงได้เรม่ิ รบั ราชการกับพระ
เจ้าวิเทหราชนับตั้งแต่นนั้ มา ตลอดเวลาท่อี ยใู่ นราชสานกั มโหสถไดแ้ สดงสตปิ ญั ญา และ
ความสขุ ุมลึกซ้ึงในการพจิ ารณาแก้ไขปัญหาขอ้ ขัดขอ้ งท้งั ปวง แตบ่ ัณฑติ ทั้งส่ีกลับพยายาม
ทาใหพ้ ระราชาเขา้ พระทยั วา่ มโหสถด้อยปญั ญา พยายามหาหนทางใหพ้ ระราชาทรงรังเกียจ
มโหสถ เพอื่ ทตี่ นจะได้รุ่งเรืองในราชสานกั เหมอื นสมัยกอ่ น จนมโหสถมีอายไุ ด้ 16 ปี พระ
มเหสีของพระราชาทรงประสงคจ์ ะหาคคู่ รองให้แตม่ โหสถขอพระราชทานอนุญาตเดนิ ทางไป
เสาะหาคคู่ รองที่ตนพอใจดว้ ยตนเอง พระมเหสีก็ทรงอนญุ าต มโหสถเดนิ ทางไปถงึ หมู่บา้ น
แหง่ หนง่ึ ไดพ้ บหญิงสาวคนหนงึ่ เปน็ ลกู สาวเศรษฐีเกา่ แกแ่ ตไ่ ด้ยากจนลง หญิงสาวนนั้ ชือ่ วา่
อมร มโหสถได้ทดลองสติปญั ญาและความประพฤติตา่ ง ๆ ของนางอมรจนเปน็ ทพ่ี อใจ จงึ ขอ
พากลบั ไปกรงุ มิถลิ า นอกจากจะทาหนา้ ท่พี ิจารณาเรือ่ งราว แก้ไขปญั หาตา่ งๆ มโหสถยังได้
เตรยี มการปอ้ งกันพระนครในด้านตา่ งๆ ใหพ้ ร้อมเสมอด้วย และยงั จดั ผคู้ นไปอยูต่ ามเมือง
ต่างๆเพอ่ื คอยสบื ข่าวว่าจะมบี า้ นเมอื งใดมาโจมตเี มืองมิถิลาหรือไม่
66
มพี ระราชาองค์หนึง่ ทรงพระนามว่า จลุ นีพรหมทัต ครองเมืองอตุ รปญั จาล ประสงค์
จะทาสงครามแผ่เดชานุภาพ จงึ ทรงคิดการกับปุโรหิตชื่อเกวัฎพราหมณ์ หมายจะลวงเอา
กษัตรยิ ร์ อ้ ยเอด็ พระนครมากระทาสัตยส์ าบานแล้วเอาสรุ าเจือยาพิษให้กษตั ริยเ์ หลา่ นัน้ ดื่ม
จะได้รวบรวมพระนครไวใ้ นกามอื มโหสถไดท้ ราบความลบั จากนกแก้วทส่ี ง่ ออกไปสบื ขา่ ว จงึ
หาทางชว่ ยชวี ติ กษัตริย์ทงั้ ร้อยเอด็ ไว้ได้ โดยท่ี กษตั ริย์เหล่าน้นั หารู้ตวั ไม่ พระเจ้าจลุ นีทรง
เหน็ วา่ มิถลิ า เป็นเมืองเดียวทไ่ี มย่ อมทาสตั ยส์ าบาน จึงยกทัพใหญ่มุง่ ไปโจมตมี ถิ ิลา มเี กวัฎ
พราหมณ์ เป็นท่ีปรึกษาใหญ่ แต่ไม่วา่ จะโจมตีด้วยวิธใี ด มโหสถสามารถตอบโตแ้ ละแกไ้ ขได้
ทุกคร้งั ไป ในทสี่ ดุ พระเจา้ จุลนีทรงส่งเกวฏั พราหมณ์มาประลองปญั ญาทาสงครามธรรม
กบั มโหสถ มโหสถกช็ นะจนกองทัพพระเจา้ จลุ นกี แ็ ตกพา่ ยไป เกวฏั พราหมณค์ ิดพยาบาท
มโหสถอยูไ่ ม่รหู้ าย จึงวางอบุ ายใหพ้ ระเจา้ จุลนีส่งทูตไปทูลพระเจ้าวเิ ทหราชวา่ จะขอทา
สญั ญาไมตรี และขอถวายพระราชธิดาใหเ้ ปน็ ชายา พระเจ้าวเิ ทหราชทรงมคี วามยนิ ดี จึงทรง
ตอบรบั เป็นไมตรี พระเจ้าจลุ นกี ข็ อให้พระเจา้ วเิ ทหราชเสด็จมาอุตรปญั จาล มโหสถพยายาม
ทูลคัดค้านพระราชาก็มิไดฟ้ งั คามโหสถเสยี ใจวา่ พระราชาล่มุ หลงในสตรี แต่กระนั้นกย็ ังคดิ
จะแกอ้ บุ ายของพระเจา้ จุลนี จึงทลู ขออนญุ าตไปจดั เตรียมท่ปี ระทบั ให้พระราชอาคนั ตุกะใน
เมืองอุตรปัญจาล มโหสถจงึ ให้คนไปจัดสรา้ งวังอันงดงาม และท่สี าคัญคือจัดสรา้ งอโุ มงคใ์ ต้
ดินเปน็ ทางเดนิ ภายในอุโมงคป์ ระกอบดว้ ยกลไกและประตูลบั ซบั ซอ้ นมากมาย เม่ือเสรจ็ แล้ว
จงึ ทูลเชิญให้พระเจ้าวเิ ทหราชเสดจ็ ไปยงั อุตรปญั จาล ขณะท่ีพระเจา้ วเิ ทหราชประทับอยู่ใน
วัง รอท่ีจะอภเิ ษกกบั พระธดิ าพระเจ้าจลุ นีพระเจา้ จลุ นีทรงยกกองทหารมาลอ้ มวังไว้ มโหสถ
ซึ่งเตรียมการไวแ้ ลว้ ก็ลอบลงไปทางอโุ มงค์เขา้ ไปในปราสาทพระเจา้ จลุ นี ทาอบุ ายหลอกเอา
พระชนนี พระมเหสี พระราชบุตร และราชธดิ าพระเจา้ จุลนีมากกั ไว้ใตว้ ังท่สี ร้างขึ้น นน้ั แลว้
จึงกลงั ไปเฝ้าพระเจา้ วิเทหราช พระเจา้ วิเทหราชตกพระทัยวา่ กองทหารมาล้อมวัง ตรัส
ปรึกษามโหสถ มโหสถจงึ ทลู เตอื นพระราชาพระเจา้ วเิ ทหราชทรงเสียพระทัยทไ่ี ม่ทรงเชอื่ คา
ทัดทานของมโหสถแต่แรก มโหสถจัดการนาพระเจ้าวิเทหราชไปพบพระชนนี พระมเหสี และ
พระโอรสธดิ าของพระเจ้าจุลนีที่ตนนามาไว้ในอโุ มงคใ์ ต้ดนิ แล้วจดั การใหก้ องทพั ท่ีเตรียมไว้
นาเสดจ็ กษตั รยิ ์ทงั้ หลายกลบั ไปมิถลิ า สว่ นตัวมโหสถเองอยู่เผชิญหน้ากับพระเจา้ จุลนี
เมอื่ พระเจา้ จลุ นเี สดจ็ มา ประกาศวา่ จะจบั พระเจ้าวิเทหราช มโหสถจงึ บอกให้ทรง
ทราบว่า พระเจ้าวิเทหราชเสด็จกลับมิถิลาแลว้ พร้อมด้วยพระราชวงศ์ของพระเจ้าจุลนี
พระราชาก็ทรงตกพระทัย มโหสถจงึ ทลู วา่ ไม่มีผู้ใดจะทาอันตราย
67
แล้วจึงทูลเชิญพระเจา้ จุลนีทอดพระเนตรวงั และอุโมงคท์ ่จี ัดเตรยี มไว้อย่างวิจิตรงดงาม
ขณะทพี่ ระเจ้าจลุ นีกาลงั ทรงเพลิดเพลนิ มโหสถกป็ ดิ ประตกู ลทง้ั ปวงและหยบิ ดาบทีซ่ อ่ นไว้
ทาทวี า่ จะตดั พระเศียรพระราชา พระราชาตกพระทยั กลวั มหสถจึงทลู วา่ "ขา้ พระองคจ์ ะไม่
ทารา้ ยพระราชา แต่หากจะฆ่าขา้ พระองคเ์ พราะแคน้ พระทัย ข้าพระองคก์ จ็ ะถวายดาบนใี้ ห้"
พระราชาเหน็ มโหสถส่งดาบถวายกท็ รงไดส้ ติ จึงตรัสขออภัยทไี่ ด้เคยคิดรา้ ย มโหสถจงึ ทูลลา
กลบั ไปมิถลิ าจัดให้กองทหารนาเสด็จพระชนนี พระมเหสี และพระราชบุตรของพระเจ้าจุลนี
กลับมายังอตุ รปญั จาล ส่วนราชธดิ าน้ันคงประทับอยู่มถิ ลิ าในฐานะพระชายาพระเจ้าวิเทห
ราชต่อไป นอกจากจะมสี ติปญั ญาเฉลยี วฉลาดแลว้ ยงั ประกอบดว้ ยคุณธรรมอนั ประเสรฐิ มี
ความสขุ มุ รอบคอบ มิได้หลงใหลในลาภยศสรรเสรญิ ดงั นนั้ มโหสถจึงได้รับยกย่องสรรเสริญ
ว่าเปน็ บณั ฑติ ผูม้ คี วามรู้อนั ลึกซ้งึ มีสติ ปญั ญานัน้ ประกอบด้วยคณุ ธรรมอนั ประเสริฐ ท่ี
กากบั ใหผ้ ู้มสี ติปัญญาประพฤตปิ ฏบิ ตั ิในทางทถี่ กู ที่ควร
ฝ่ังใต้
ชาตทิ ่ี 6 (ช) ภรู ทิ ตั ชาดก
พระภรู ิทตั เปน็ โอรสองคท์ ่ี 2 ใน 4 พระองคข์ องทา้ วธตรฐ กับพระนางสมุททชา ใน
นาคบุรี พระภูริทตั โพธิสตั วน์ ้ัน ทรงมีพระปรชี าสามารถมากจนท้าวสกั กเทวราชทรงยกย่อง
ชื่นชมแล้วตรัสว่า "พ่อทตั ตะ เจ้าเปน็ ผปู้ ระกอบด้วยปัญญา อนั ไพบลู ยป์ ระดุจดังแผ่นดนิ
ตง้ั แตน่ ไ้ี ปเจ้าจงชือ่ ว่า ภูริทัต เถิด" พระภรู ิทตั ทรงปรารถนาเทพสมบัตใิ นพิภพดาวดึงส์ จึง
ทูลลาพระบิดาและพระมารดา เสดจ็ ไปทรงรกั ษาศลี อโุ บสถเป็นประจาในนาคพภิ พน้นั ต่อมา
ไดเ้ สดจ็ ไปรักษาศลี อุโบสถบนจอมปลวกใกล้ต้นไทรใหญต่ น้ หนงึ่ ณ ริมฝั่งแม่นา้ ยมุนาใน
มนษุ ยโลก โดยมนี างนาคกัญญา 10 นาง มาขบั กลอ่ มแลว้ บูชาดว้ ยของหอม และดอกไมท้ ุก
เช้า ทรงอธษิ ฐานศลี อโุ บสถอนั ประกอบดว้ ยองค์ 4 คือ “ผ้ใู ดปรารถนา หนงั เอน็ กระดกู
หรอื เลอื ด ผู้นนั้ จงมานาเอาไป” ตอนนัน้ มพี ราหมณผ์ ู้มีอาชีพเปน็ นายพรานคนหนึง่ ได้เขา้ ปา่
หาเนื้อพร้อมกับบุตรชายชอ่ื โสมทตั พากันเดนิ มาทางจอมปลวกทีพ่ ระโพธิสตั วน์ อนอยู่ ตก
ตอนเยน็ เน้อื ตวั หน่ึงมาเพื่อดืม่ นา้ พราหมณจ์ ึงยงิ ดว้ ยธนู ครัน้ มดื คา่ จงึ พากันจึงพากนั ขึน้ ไป
นอนบนตน้ ไทรน้นั เวลาใกลร้ งุ่ พราหมณ์ตน่ื ข้ึน ไดเ้ หน็ นางนาคกญั ญาพากันขบั ร้องประโคม
ดนตรีแวดล้อมชายหนุ่มรปู งามผู้หน่ึง มีความสงสัยจะใคร่รู้จึงเขา้ ไปไตถ่ าม พระโพธิสตั ว์ทรง
ตอบวา่ พระองค์คอื นาคผมู้ ฤี ทธ์ิ มาจากนาคพภิ พ พระโพธสิ ัตว์เกรงวา่ พราหมณ์ผู้นั้นจะ
ทาลายการรักษาอุโบสถศีลของพระองค์
68
จึงทรงพาพราหมณ์ และบตุ รไ่ ปเสวยสุขสมบตั ิในนาคพภิ พ ทรงมอบนางนาคกญั ญาให้คอย
ปรนนบิ ตั ริ บั ใช้คนละ 400 นาง พราหมณ์น้ันอยูใ่ นนาคพิภพเป็นเวลาหนง่ึ ปกี ็มีความเบ่ือ
หน่าย จงึ ลาพระโพธิสตั ว์พาบตุ รกลบั บา้ น พราหมณ์น้ันเป็นคนไม่รู้จักบุญคุณ จึงพา
พราหมณ์อาลัมพายนผ์ ู้เป็นหมองมู าจับพระโพธสิ ัตว์เพือ่ แลกกับแกว้ มณี แต่ในท่ีสุดแกว้ มณี
น้นั ก็หลุดมือหล่น หายไปสนู่ าคพิภพตามเดมิ พราหมณน์ ั้นนอกจากไมไ่ ด้แกว้ มณีแลว้ ยงั เชอ่ื
วา่ ประทุษรา้ ยมิตร แมแ้ ตโ่ สมทตั บตุ รชายกต็ ีจากไป พราหมณ์ได้จบั พระภูริทัตโพธสิ ตั วไ์ ป
บงั คับใหแ้ สดงอทิ ธฤิ ทธใ์ิ ห้คนดูแลกกบั เงิน พระโพธิสตั ว์เป็นผูร้ ักษาอโุ บสถศลี ย่อมไม่ทรง
เบียดเบยี นทาร้ายใคร พราหมณ์ส่งั ให้ทาอะไรก็ตอ้ งทา ฝ่ายพระนางสมุททชาผู้เป็นพระ
มารดาของพระภูริทัตโพธิสตั ว์ ไดท้ รงพระสบุ นิ ว่า มีคนดุร้ายมาตดั พระพาหาข้างขวาไป
ต้งั แต่นนั้ มากโ็ ศกเศร้าเสยี พระทัย คิดถึงพระโพธสิ ตั วท์ ีห่ ายไป เมอื่ พระโอรสทง้ั 3 มาเฝ้า
ทราบเรอ่ื งจงึ รับอาสาออกตดิ ตาม พระสทุ สั สนะไดป้ ลอมพระองคเ์ ปน็ ดาบส โดยมีนางอัจจิ
มขุ พี ระน้องนางต่างพระมารดา แปลงเปน็ เขียดนอ้ ยนอนไปในชฎา ไดเ้ สดจ็ ไปทรงตรวจดู
สถานที่ซึ่งพระโพธสิ ตั ว์ทรงรักษาอโุ บสถศีล กท็ รงทราบวา่ พระภูริทตั โพธิสัตวถ์ มู นษุ ย์จบั ไป
จงึ ทรงตดิ ตามไปจนถงึ เมืองพาราณสี ทอดพระเนตรเห็นพราหมณก์ บั หมองูกาลงั เปดิ รายการ
นาคราชแสดงฤทธิ์อยู่ทา่ มกลางฝูงชน จึงเสด็จเขา้ ไปดูด้วย ภรู ิทัตนาคราชเลอ้ื ยออกมาจากท่ี
คุมขงั แลดโู ดยรอบเมอ่ื เหน็ สทุ สั สนดาบส ผพู้ ี่ชายกด็ ใี จจึงรบี เลือ้ ยเขา้ ไปหา พอไปถึงก็ฟุบ
หนา้ รอ้ งไห้บนหลงั เทา้ ดาบส เมอ่ื สรา่ งโศกบา้ งแลว้ ภูริทัตนาคราชจึงเล้ือยกลับไปในท่ีอยู่
พราหมณอ์ าลมั พายนเ์ ข้าใจวา่ นาคของตนกดั ดาบสกต็ กใจ รบี เดินเข้าไปปลอบวา่ "ทา่ นดาบส
นาคของเรากัดเทา้ ท่านกระมัง เอาเถอะ ทา่ นไม่ตอ้ งกลัวหรอกเราจะเยียวยารักษาใหท้ ่าน
เอง" สุทัสสนดาบสจงึ บอกพราหมณว์ า่ นาคตัวนที้ าอะไรตนไม่ได้แน่ เพราะในบรรดาหมองทู ่ี
มีในโลก ไมม่ ีใครเก่งกลา้ ยิ่งไปกวา่ ตน พราหมณ์ไดฟ้ งั กโ็ กรธดา่ วา่ ดาบส กท็ า้ ทายพนนั กันวา่
ระหวา่ งงหู งอนแดงกบั ลกู เขียดน้อยนน้ั ใครจะมีพษิ ร้ายแรงยงิ่ กว่ากนั ผแู้ พ้จะตอ้ งจา่ ยทรัพย์
1,000 กหาปณะ แลว้ สทุ สั สนดาบสกเ็ ข้าเฝา้ พระเจ้าสาครพรหมทตั พระเจ้ากรงุ พาราณสผี ู้
ทรงเป็นพระเจา้ ลุง ขอให้ทรงเปน็ นายประกนั ในทรพั ย์1,000 กหาปณะนั้นสุทัสสนดาบส
เรียกลกู เขียดน้อยในชฎาออกมา ลกู เขียดนอ้ ยอจั จิมขุ ผี ูม้ ฤี ทธิ์กก็ ระโดดลงมานงั่ ทีฝ่ ่ามือ
ดาบส คายพษิ ไว้ 3 หยด แล้วจึงกลบั เขา้ ไปในชฎาตามเดมิ สทุ สั สนดาบส ไดก้ ราบทูลพระ
เจ้าสาครพรหมทตั ให้ทรงทราบว่า พษิ นรี้ ้ายแรงยง่ิ หากหยดลงบนแผน่ ดิน ต้นไม้ใบหญา้ ก็จะ
เห่ียวแหง้ ตาย หากซดั ขวา้ งไปในอากาศฝนและนา้ ค้างจะไม่ตกตลอด 7 ปี หากทง้ิ ลงในแมน่ า้
69
บรรดาสตั ว์ในนา้ จะพงึ ตายหมดไม่มีเหลือ จึงให้คนขดุ บอ่ ขึ้น 3บ่อ บอ่ ท่ี 1 ใสย่ าตา่ ง ๆ จน
เต็ม บ่อที่ 2 ใสโ่ คมัย (ข้ีวัว ให้เตม็ บ่อท่ี 3 ใส่ยาทพิ ยจ์ นเตม็ แล้วจึงหยดพิษลงในบอ่ ท่ี1
ขณะนน้ั นนั่ เอง กเ็ กิดเปลวเพลิงลกุ โพลงข้ึน แลว้ ลุกลามไหมไ้ ปบ่อที่ 2 และบ่อท่ี 3 จนหมด
เชอ้ื จึงดบั ไอควันพิษได้ฉาบผิวกายของพราหมณ์อาลมั พายนผ์ ยู้ ืนอยู่ใกลจ้ นไหม้เกรียม
พราหมณอ์ าลมั พายนน์ ้ันร้องดว้ ยความตกใจและยอมแพ้ ภูริทตั นาคราชได้ฟงั จงึ รีบออกมา
จากกรง เนรมติ รา่ งเปน็ มานพเดินเขา้ ไปหาสทุ สั สนดาบส จากน้นั ไดก้ ราบทลู เรื่องราวใหพ้ ระ
เจ้าพาราณสีทรงทราบทกุ อย่าง
ชาติท่ี 7 (ซ) จนั ทกุมารชาดก
คร้ังโบราณเมอื งพาราณสมี ชี อื่ วา่ บุปผวดีมกี ษตั ริยท์ รงพระนามวา่ พระเจา้ เอกราชา
พระราชบตุ รองค์ใหญ่ พระนามวา่ จนั ทกมุ าร ดารงตาแหน่งเปน็ อปุ ราช และพราหมณ์ชื่อ
กณั ฑหาล เปน็ ปโุ รหติ ในราชสานัก กัณฑหาล มีหน้าท่ีตดั สินคดีความอกี ตาแหน่ง แตก่ ัณฑ
หาลเปน็ คนไมย่ ตุ ิธรรม ไมซ่ ่ือสัตย์รับสนิ บน จนกระทงั่ วันหนง่ึ ผู้ทไี่ ดร้ บั ความอยุติธรรมร้อง
โพนทนา พระจนั ทกุมารทรงพจิ ารณาความอกี ครง้ั ฝงู ชนจึงแซ่ซ้องสดุดีความยตุ ธิ รรมของ
พระจนั ทกุมาร พระเจ้าเอกราชาทรงไดย้ นิ เสียงแซซ่ ้องจึงตรัสถาม ครัน้ ทรงทราบจงึ มโี องการ
วา่ "ตอ่ ไปน้ี ใหจ้ นั ทกมุ าร แต่ผเู้ ดยี วทาหนา้ ทตี่ ัดสินคดีความทง้ั ปวงใหย้ ตุ ิธรรม" กณั ฑหาล
เม่ือถกู ถอดออกจากตาแหนง่ หนา้ ท่กี เ็ กดิ ความเคยี ดแคน้ เพราะขาดผลประโยชน์ และได้รับ
ความอบั อายขายหน้าประชาชน จงึ ผูกใจพยาบาทแต่น้นั มาอย่มู าวันหนึง่ พระเจา้ เอกราชทรง
ฝนั เหน็ สวรรค์ ความผาสกุ สวยงาม ความรนื่ รมย์ตา่ งๆในสรวงสวรรค์เมอื่ ตน่ื จากฝันยังทรง
อาลัยอาวรณ์อยู่ และปรารถนาจะไดไ้ ปสู่ดนิ แดนอนั เป็นสุขน้ัน จึงตรัสถามบรรดาผู้ที่
พระองคค์ ดิ ว่าจะสามารถบอกทางไปสู่เทวโลกให้แกพ่ ระองคไ์ ด้ กณั ฑหาลไดโ้ อกาสจึงกราบ
ทลู วา่ ต้องการกระทาการบูชายญั ด้วยพระราชบุตร พระมเหสี ประชาชนหญิงชาย เศรษฐี
และชา้ งแกว้ มา้ แกว้ จานวนอยา่ งละส่ีจึงจะไปสสู่ วรรค์ได้ พระเจ้าเอกราชากท็ รงเห็นดที ีจ่ ะ
ทาบูชายัญตามทกี่ ัณฑหาลแนะพระจนั ทกมุ ารผู้เปน็ โอรสองคใ์ หญ่ ทรงอยใู่ นจานวนชอ่ื ท่ี
พระเจา้ เอกราชาโปรดให้นามาทาพิธีดว้ ย จงึ สมเจตนาของกัณฑหาล เม่อื วนั พิธกี เ็ กดิ ความ
โกลาหล มแี ต่เสยี งผู้คนรอ้ งไห้คร่าครวญไปท่วั พระจนั ทกมุ ารน้นั ซักถามจนทรงทราบว่าเป็น
เพราะความรษิ ยาพยาบาทที่กัณฑหาลมตี อ่ พระองค์เป็นสาเหตุ ในเวลาที่ราชบุรุษไปจับ
เศรษฐที ัง้ ส่ีมาเข้าพิธีนัน้ บรรดาญาตพิ ่นี อ้ งตา่ งพยายามทลู วงิ วอนขอชวี ิต
70
แตพ่ ระราชากไ็ ม่ทรงยนิ ยอม เม่ือพระบิดาพระ
มารดาของพระราชาเองทรงทราบกร็ ีบเสดจ็ มา
ทรงหา้ มปรามวา่ การใหท้ านตา่ งหากคือหนทาง
สสู่ วรรค์ พระราชากม็ ไิ ดท้ รงฟงั พระจนั ทกมุ าร
ทรงเห็นวา่ เป็นเพราะพระองคเ์ องทไ่ี ปขัดขวาง
หนทางของคนพาลจงึ ทรงออ้ นวอนพระบดิ าว่า
"ขอพระองค์โปรดประทานชีวิตข้าพเจา้ ทงั้ ปวง
เถดิ แม้จะจองจาเอาไวก้ ย็ งั ไดใ้ ชป้ ระโยชน์ จะ
ให้เปน็ ทาส เลีย้ งช้าง เล้ียงม้า หรือขับไล่ไป
เสียจากเมอื งก็ยอ่ มได้ ขอประทานชวี ิตไวเ้ ถิด"
พระราชาไดฟ้ ังพระราชบตุ รกท็ รงสังเวชพระทยั
จนนา้ พระเนตรไหล ปลอ่ ยทุกคนทจ่ี บั มาทาพธิ ี
ครั้นกัณฑหาลทราบเขา้ ขณะเตรยี มพธิ กี ็รบี มาคัดค้านและลอ่ ลวงใหพ้ ระราชาคล้อยตามด้วย
ความหลงใหลในสวรรคอ์ กี ครั้งพระราชากท็ รงเห็นดี เปน็ อยา่ งนี้หลายคร้ัง แต่สุดท้าย
พระราชาก็ไม่ยอมเช่ือพระจันทกุมารอีกตอ่ ไป ฝ่ายกัณฑหาลเกรงวา่ จะมีคนมาทูลชักจูง
พระราชาอกี จึงสง่ั ให้ปดิ ประตูวงั และทูลเชิญพระราชาให้ไปอยใู่ นที่อนั คนอื่นเข้าไปเฝ้ามิได้
เม่ือถึงเวลาทาพธิ มี ีแตเ่ สียงครา่ ครวญของราชตระกลู และฝูงชนที่ญาตพิ ่นี อ้ งถกู นามาเข้าพิธี
ในที่สดุ นางจนั ทาเทวผี เู้ ปน็ ชายาของพระจันกุมารก็ไดต้ ิดตามพระจนั ทกมุ ารไปสหู่ ลมุ บชู ายญั
พระนางจนั ทาเทวีกเ็ สดจ็ ไปสูห่ ลมุ ประนมหัตถบ์ ูชา และกลา่ วสจั จวาจาข้ึนว่า "กัณฑหาลพ
ราหมณเ์ ป็นคนชว่ั เปน็ ผมู้ ปี ัญญาทราม มีจิตมงุ่ ร้ายพยาบาท ด้วยเหตแุ หง่ วาจาสัตยน์ ี้ เทวดา
ยักษ์ และสตั วท์ งั้ ปวง จงช่วยเหลือเรา ผ้ไู ร้ที่พ่ึง ผแู้ สวงหาที่พึ่ง ขอให้เราได้อยู่รว่ มกบั สามี
ด้วยความสวัสดีเถิด ขอให้พระเป็นเจ้าทั้งหลายจงชว่ ยสามเี ราใหเ้ ปน็ ผทู้ ศ่ี ตั รูทารา้ ยมไิ ด้เถดิ “
เมอื่ พระอนิ ทรไ์ ด้ฟังจึงเสดจ็ มาจากเทวโลก ทรงถอื ค้อนเหล็กมฟี ลกุ โชติชว่ งตรง
มายังพระราชา กล่าววา่ “มีใครทไ่ี หนบ้างที่ฆา่ บตุ ร ภรรยา และเศรษฐีคหบดีผู้ไม่มคี วามผดิ
เพื่อทต่ี นเองจะไดไ้ ปสวรรค์ จงปลอ่ ยบคุ คลผปู้ ราศจากความผดิ ท้งั ปวงเสยี เดยี๋ วนี้” พระราชา
ตกพระทยั สดุ ขดี ส่งั ใหป้ ลดปลอ่ ยคนทง้ั หมดจากเครือ่ งจองจา ในทันใดนัน้ ประชาชนท่ีรุม
ล้อมอยู่กช็ ว่ ยกนั ทบุ ตีกณั ฑหาลพราหมณ์จนสนิ้ ชวี ติ อยู่ ณ ท่นี น้ั แล้วหนั มาจะฆ่าพระราชา
71
แต่พระจนั ทกมุ ารตรงเขา้ กอดพระบดิ าไว้ ผ้คู นท้ังหลายกไ็ ม่กล้าทารา้ ย ในท่สี ดุ จงึ ประกาศวา่
"เราจะไว้ชวี ิตแกพ่ ระราชาผโู้ ฉดเขลา แต่จะให้ครองแผ่นดนิ มิได"้ เราถอดพระยศพระราชา
สียให้เป็นคนจณั ฑล แลว้ ไล่ออกจากพระนครไป จากน้ันมหาชนกก็ ระทาพธิ อี ภเิ ษกพระจันท
กมุ ารขน้ึ เป็นพระราชาเมือ่ งทรงทราบวา่ พระบดิ าตกระกาลาบากอยนู่ อกเมอื ง กท็ รงใหค้ วาม
ชว่ ยเหลือพอที่พระบดิ าจะดารงชพี อยดู่ ้ ตลอดมาจนถงึ ทส่ี ดุ แห่งพระชนม์ชีพ กไ็ ดเ้ สดจ็ ไป
เสวยสุขในเทวโลก
ชาติที่ 8 (ญ) นารทชาดก
พระราชาองค์หนึ่งพระนามว่า อังคติราช ครอง
เมืองมิถลิ าพระธดิ าของพระเจ้าอังคติราชมีพระ
นามว่ารุจาราชกุมารี มีรูปโฉมงดงาม คืนวันหน่ึง
เป็นเทศกาลมหรสพ ประชาชนพากันตกแต่ง
เคหสถานอย่างงดงาม พระเจ้าอังคติราชประทับ
อยู่ท่ ามกล าง เห ล่าอ ามาตย์ ในปราส าท ให ญ่
พระราชาทรงปรารภกับหมู่อามาตย์ว่าจะทาอะไร
ดี อลาตอามาตย์ทูลวา่ ควรจะเตรียมกองทัพใหญ่
ยกออกไปกวาดต้อนดินแดนน้อยใหญ่ ให้เข้ามา
อยู่ในพระราชอานาจ สุนามอามาตย์ทูลว่าทุก
ประเทศใหญน่ อ้ ยก็มาสวามภิ ักด์ิกันหมดแล้ว
ควรท่ีจะจัดการเล้ยี งดื่มอวยชยั ใหส้ าราญและหาความเพลดิ เพลนิ จากระบาราฟ้อน วิชัย
อามาตย์ทลู วา่ เร่อื งการระบา ดนตรฟี ้อนรอ้ งนน้ั เป็นสงิ่ ทพ่ี ระองคไ์ ดท้ รงทอดพระเนตรอยู่
แลว้ เป็นนิตย์ ในราตรอี ันผดุ ผอ่ งเช่นนี้ ควรไปหาสมณพราหมณ์ผู้รู้ธรรม แล้วนิมนต์ท่าน
แสดงธรรมะจะเปน็ การควรกวา่ พระราชาพอพระทยั คาทลู ของวชิ ัยอามาตย์ จึงตรัสถามวา่
แล้วเราจะไปหาใคร ลาตอามาตยแ์ นะขน้ึ ว่ามีชเี ปลือยรูปหน่งึ อยใู่ นมิคทายวัน เปน็ พหูสตู ร
พดู จาน่าฟงั ท่านคงจะช่วยขจดั ข้อสงสัยของเราทงั้ หลายได้ ทา่ นมีชอ่ื วา่ คุณาชวี ก พระเจา้
อังคตริ าชไดท้ รงฟังกใ็ ห้เตรยี มกระบวนเสด็จไปหาชเี ปลือยช่อื คุณาชวี ก พระองคไ์ ดท้ รงตรสั
ถามปัญหาธรรมที่พระองคส์ งสยั เปน็ ปญั หาธรรมขั้นสงู อนั ยากจะตอบได้ ย่ิงคุณาชีวกเปน็
มิจฉาทิฏฐิผโู้ งเ่ ขลาเบาปญั ญาด้วยแลว้ จงึ แกล้งทูลไปเสยี ทางอนื่ ว่าจะสนพระทัยเรือ่ งเหลา่ นี้
ไปทาไม สตั ว์ทัง้ หลายเกิดมาเสมอกันหมด จะไดด้ ไี ดช้ วั่ กไ็ ด้เอง ทานไมม่ ี ผลแห่งทานกไ็ มม่ ี
72
เม่ือเกดิ มาครบ 84 กปั ก็จะบริสุทธิ์พ้นทกุ ข์ไปเอง ถ้ายังไมค่ รบ ถึงจะทาบญุ ทากศุ ลเทา่ ไร ก็
ไมอ่ าจบรสิ ุทธ์ไิ ปได้ แตถ่ ้าถงึ กาหนด 84 กัปป์ แมจ้ ะทาบาปมากมายก็จะบริสุทธิ์ไปเอง
พระราชาไดฟ้ ังดังนั้นจงึ ลากลบั เม่ือเสดจ็ กลับมาถงึ พระราชวงั พระเจ้าอังคติราชก็มพี ระราช
โองการวา่ ตอ่ ไปนีจ้ ะไม่ปฏบิ ตั ริ าชกิจใดๆท้ังสน้ิ เพราะไมม่ ีประโยชน์ ไมม่ ีผลอนั ใด พระองค์
จะแสวงหาความเพลดิ เพลินในชวี ติ แตเ่ พียงอย่างเดียว จากนั้นกเ็ กดิ เสยี งเล่าลือไปทั้งพระ
นครว่าพระราชากลายเปน็ มิจฉาทิฐิ หลงผดิ เชอื่ คาของชเี ปลอื ยคณุ าชวี ก บ้านเมืองย่อมจะถงึ
ความเสอื่ ม ความนีท้ ราบไปถึงเจ้าหญงิ รุจาราชกมุ ารี ทรงรอ้ นพระทัยเมื่อทราบวา่ พระบดิ า
ใหร้ ้อื โรงทานทงั้ สมี่ มุ เมือง จะไม่บริจาคทานอกี ตอ่ ไป ท้งั ยังได้กระทาการข่มเหงน้าใจ
ชาวเมืองมากมายหลายประการ จึงเข้าเฝ้าพระบดิ า ทูลขอพระราชทานทรพั ยห์ นึง่ พนั เพือ่ จะ
เอาไปทรงทาทาน พระบิดาเตอื นวา่ ไม่มปี ระโยชน์ รจุ าราชกุมารพี ยายามกราบทูลเตือนสติ
พระบิดา พระราชามไิ ด้เชอ่ื ยังคงยดึ ม่ันตามทไี่ ดฟ้ งั มาจากคณุ าชีวก เจ้าหญิงทรงเปน็ ทุกข์ถงึ
ผลท่พี ระบิดาจะไดร้ ับเม่อื ส้ินพระชนม์ จงึ ทรงตัง้ จติ อธิษฐานว่า “หากเทพยดาฟ้าดินมอี ยู่ ขอ
ได้โปรดมาชว่ ยเปลอื้ งความเห็นผิดของ พระบิดาด้วยเถิด จะได้บังเกิดสุขแก่ปวงชน”
ขณะนั้นมพี รหมเทพองคห์ นึง่ ชอ่ื นารท เปน็ ผูม้ ีความกรณุ าในสรรพสตั ว์ มกั อุปการะเกอ้ื กลู
ผ้อู ืน่ นารทพรหมเลง็ เหน็ ความทกุ ข์ของรจุ าราชกมุ ารี และเลง็ เหน็ ความเดอื ดรอ้ นอันจะเกิด
แกป่ ระชาชน จงึ เสด็จจากเทวโลกแปลงเปน็ บรรพชิต เอาภาชนะทองใส่สาแหรกขา้ งหนึ่ง
คนโทแก้วใสส่ าแหรกอกี ข้างหน่ึง ใสค่ านทานวางบนบ่าเหาะมาสูป่ ราสาทพระเจ้าองิ คตริ าช
มาลอยอยตู่ รงหน้าพระพกั ตร์ พระราชาทรงตกตะลงึ นารทพรหมแนะนาตวั วา่ มาจากเทวโลก
พระราชาตรัสถามวา่ ทาไมจงึ มีฤทธล์ิ อยอย่ใู นอากาศได้ ไดค้ าตอบว่า อาตมาภาพบาเพ็ญ
คณุ ธรรม 4 ประการ ในชาติ กอ่ นคอื สจั จะ ธรรมะ ทมะ และจาคะ จึงมีฤทธิเ์ ดช พระราชา
ได้ถามถึงผลบุญว่ามจี รงิ หรือ พระนารทพรหมจึงอธบิ ายวา่ มจี ริง ผลบาปก็มีจรงิ มเี ทวดา มี
บดิ ามารดา มปี รโลก มีทุกสงิ่ ทุกอยา่ ง แตเ่ หลา่ ผูง้ มงายหาไดร้ ไู้ ม่ หากพระองค์ยังทรงมี
มจิ ฉาทิฏฐิอยู่ เมื่อสิน้ พระชนม์กต็ อ้ งไปส่นู รก ในโลกหน้าพระองคก์ ็จะตอ้ งชดใชผ้ ลบาปที่ได้
กอ่ ไว้ พระนารไดโ้ อกาสพรรณนาความทกุ ข์ ทรมานตา่ งๆ ในนรกใหพ้ ระราชาเกิดความ
สะพรงึ กลวั เกดิ ความสยดสยองตอ่ บาปพระนารทพรหมฤษจี งึ ไดโ้ อกาสตรสั สอนธรรมะแก่
พระราชาอังคติราช ทรงสอนใหพ้ ระราชต้ังมน่ั ในทาน ในศลี ในระหวา่ งนนั้ พระนารทพรหม
ฤษีได้อนั ตรธานหายไป เม่อื พระราชาทรงตั้งอยใู่ นทศพธิ ราชธรรม ประชาชนกม็ คี วามสุข
บา้ นเมอื งสงบร่มเยน็
73
ชาติที่ 2 (ฐ) วธิ ุรชาดก
พระเจ้าธนญชัยโกรพ ไดค้ รองราช
สมบตั อิ ยใู่ นอินทปตั ถนั ครแคว้นกรุ รุ าฐ วิธรู
บัณฑติ เปน็ อามาตยท์ ใ่ี กลช้ ดิ สนทิ สนมและ
เป็นผสู้ ัง่ สอนอรรทธรรมด้วยคาโบราณท่ี
กล่าวไว้ว่า "ปากเป็นเอก เลขเป็นโ ท
หนงั สอื เป็นตรี ช่วั ดเี ปน็ ตรานัน้ " ไม่ผิดนัก
เพราะวฐิ รบัณฑติ ผนู้ ้ีมีปากเป็นเอกจริงๆใน
การสั่งสอนใหค้ นละชั่ว ประพฤติความดี
เวลาทเี่ ขาพูดชาวพระนครจะฟงั ดว้ ยความ
สงบและพอใจ
ความเดมิ คือ มีฤๅษี 4 องค์ เดิม
เปน็ ชาวบา้ นเพราะเบื่อบ้านเลยออกบวช
เป็นฤ ๅษี ส าเร็จโ ล กีฌานเห าะเหิน
เดินอากาศไดฤ้ ๅษที ้งั หมดเคยเป็นสหายกัน
ตั้งแต่ยงั ไม่ไดอ้ อกบวช ถึงบวชแล้วก็ยังเปน็ สหายกนั อยู่ ออกไปบาเพ็ญฌานอยูใ่ นป่าหมิ
พานต์ พอใกล้จะถึงหนา้ ฝน ฤๅษีเหลา่ นน้ั ก็พากนั เขา้ มาจาพรรษาในเมือง บังเอิญในเมืองนนั้
มคี นรา่ รวย 4 คนเป็นเพอ่ื นกนั เหน็ ฤๅษีเหล่านัน้ ก็เกดิ ความเลื่อมใส ใหค้ นนิมนต์ไปพักยัง
สถานของตนคนละองค์ แลง้ บารงุ ด้วยขา้ วนา้ เครอ่ื งน่งุ หม่ ตามสมควร ดาบสทง้ั 4 กลางวนั ก็
ไปพกั ยังสถานทต่ี า่ งๆ ตอนเยน็ จงึ กลับมารบั นมิ นตไ์ ว้ องค์หนึง่ กลางวันไปพกั ในดาวดงึ สเ์ ท
วโลก องคห์ นง่ึ กลางวันไปพักในเมืองบาดาล องค์หน่งึ กลางวนั ในพภิ พพญาครุฑ องค์หนึ่ง
กลางวันไปพักในราชอทุ ยานของพระเจา้ ธนญชัยโกรพ เมื่อกลบั มาแลว้ ก็พรรณนาสมบัตขิ อง
พระอินทร์ พญานาค พญาครฑุ และสมบตั ขิ องพระเจา้ ธนญชัยโกรพ ให้คนรวยเหลา่ น้ันฟัง
พวกเขาเหลา่ นน้ั ฟงั แลว้ ก็เกดิ อยากได้ ทาบุญแล้วกป็ รารถนาให้ไดส้ มบตั นิ ้นั ๆ คร้นั ส้ินชพี ก็
ได้ไปบังเกดิ ในสถานทเ่ี หลา่ นั้น คนหน่ึงไดไ้ ปบังเกดิ เปน็ พระอนิ ทรใ์ นดาวดงึ ส์คนหน่งึ ได้ไป
บังเกดิ เป็นพญานาคอยูน่ าคพิภพ คนหนง่ึ ไดไ้ ปบงั เกิดเป็นพญาครฑุ อยู่วมิ านฉิมพลี คนหนึง่
ไดไ้ ปบังเกดิ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าธนญชัยโกรพ มีนามว่าโกรพกุมาร
74
เมอื่ โกรพกมุ ารได้ครองราชสมบตั ิกป็ ฏบิ ัติตนอยใู่ นโอวาทของวธิ รู บัณฑติ กย็ ังปรากฎว่า
พระองค์ชอบเลน่ สกามากทเี ดียว การทอดสกาของพระเจา้ โกรพไมม่ ผี ู้ใดจะชนะไดเ้ ลย เพราะ
นางเทพธิดาตนหนึง่ ไดพ้ ิทกั ษร์ กั ษาทา้ วเธอ คอยกลับลูกสกาท่ที อดให้ได้แตม้ ดี โดยคนอืน่ ไม่
รู้ไมเ่ หน็ เลย เมอ่ื ถงึ วนั อุโบสถ ท้าวเธอก็สละราชสมบัติออกไปรักษาอุโบสถอย่ใู นพระราช
อทุ ยาน ถงึ พระอินทร์ พญานาค และพญาครฑุ ก็มารกั ษาพระอุโบสถอย่ดู ้วยกนั แตย่ งั มไิ ด้
พบกนั เพราะตา่ งคนตา่ งกน็ ั่งอยทู่ แ่ี ห่งหนงึ่ ตอนเย็นออกจากท่นี งั่ เจริญสมาบัติจึงได้พบกัน
พอพบกันดว้ ยวาสนาคบคา้ ชอบพอกันมาแต่ชาติปางก่อน จงึ เป็นเหตุใหช้ อบพอกนั ต่างก็
สนทนาปราศรัยกนั จงึ มปี ญั หาเกิดขน้ึ ในระหว่างทา้ วเธอทง้ั 4 ว่า เราตา่ งคนกต็ า่ งละเคหะ
สถานออกมาถอื อุโบสถอยา่ งน้ี ศีลของใครจะประเสรฐิ กว่ากัน พระพญาวรุณนาคราชกล่าว
ข้นึ ก่อนว่า "ของขา้ พเจ้าสิประเสริฐกว่าของใคร ข้าพเจา้ อดทน โทโส ได้ เพราะธรรมดานาค
ยอ่ มเปน็ ศัตรูทาลายล้างผลาญ เพราะฉะน้นั เม่ือขา้ พเจ้าเปน็ แทนท่จี ะโทโสขา้ พเจ้ากลบั ข่ม
ความโกรธ เสียได้ จึงเหน็ วา่ ศีลของข้าพเจ้านัน้ แหละประเสริฐกวา่ ท่านทงั้ สาม"พญาครุฑจงึ
วา่ "ศีลของขา้ พเจา้ สิจึงจะประเสรฐิ กว่าบองทา่ นทัง้ หลาย เพราะขา้ พเจ้าอดกลั้น ความอยาก
ไว้ไดต้ ามธรรมดาแลว้ นาคเปน็ อาหารอันโอชาของขา้ พเจา้ ถ้าพบทไี รหมายความว่านาคต้อง
จะต้องไปอยใู่ นทอ้ งข้าพเจ้าแต่เพราะขา้ พเจา้ รักษาศลี จงึ เป็นเหตใุ หอ้ ดกลนั้ ต่อความอดอยาก
ไมล่ ะเมิดองคศ์ ลี นแ่ี หละจงึ เห็นว่าศลี ของขา้ พเจา้ ดีกวา่ ศลี ของทา่ นทงั้ หลาย" สมเด็จท้าว
อมรินทรก์ ต็ รัสขน้ึ มาบา้ งวา่ "ขา้ พเจา้ ว่าศีลของข้าพเจา้ สปิ ระเสรฐิ กว่าทา่ นทงั้ หลาย เพราะ
ขา้ พเจา้ สละทรัพยส์ มบัติทิพย์ อนั ประกอบด้วย กามคุณ อันได้แก่ความสนุกสนาน
เพลิดเพลินเสียได้ ลงมารกั ษาอโุ บสถ จงึ เหน็ ไดว้ า่ ศลี ของข้าพเจา้ สปิ ระเสริฐกวา่ คนอ่ืน" พระ
เจ้าโกรพกต็ รัสบา้ ง"แตข่ า้ พเจ้าวา่ ศีลของขา้ พเจา้ ประเสริฐกว่าของพวกทา่ น เพราะขา้ พเจ้าได้
ตรองเห็นโทษของ กามคณุ จงึ ได้สละออกมารกั ษาอุโบสถศลี ฉะนน้ั ขา้ พเจ้ามารกั ษารักษา
อโุ บสถดว้ ยการพจิ ารณาเห็นคณุ และโทษแล้ว จึงเหน็ ว่าศลี ของขา้ พเจา้ ดีกว่าของคนอ่ืน
“ขณะน้ันท้าวเธออมรนิ ทราธริ าชตรัสถามพระเจา้ โกรพขนึ้ ว่า "พระราชสมภารในแว่นแคว้นน้ี
ไม่มผี ้เู ป็นนกั ปราชญบ์ า้ งหรือ""มีสทิ ่าน วิธรู บัณฑติ ของขา้ พเจ้าเอง" "ถ้าอยา่ งนน้ั พวกเราไป
บา้ นเจ้าวิธรู ใหเ้ ขาตัดสนิ ดกี ว่า“เมอื่ เหน็ พรอ้ มกนั อย่างนั้น พระเจ้าโกรพก็พาพระอินทร์
พญานาค พญาครุฑ ไปยงั สานักเจ้าวิธรู เชอื้ เชญิ ให้เจา้ วิฐรตัดสินโดยตบแต่งทีน่ ั่งใหด้ แี ล้ว
เชิญวธิ รู ขนึ้ นงั่ พลางพระโกรพกต็ รัสเลา่ เรอื่ งทง้ั หมดตา่ งรักษาอุโบสถ แตย่ งั ตกลงกนั ไมไ่ ด้วา่
ศีลของใครดีกวา่ กนั แนว่ ิธรู บณั ฑิตกใ็ หค้ นทง้ั 4 เล่าใหฟ้ ัง แล้วเห็นวา่ มไิ ดม้ ใี ครสงู ต่ากวา่ กัน
75
จงึ วินิจฉัยใหท้ ้ัง 4 พระองคท์ าความดสี นบั สนนุ ศีลใหส้ มบูรณ์เสมอกนั ถา้ มพี รอ้ มในบคุ คลใด
กเ็ ป็นเหมือนกาเกวียนทรี่ วมมัน่ อยใู่ นดุมเกวียน จะทาใหส้ งบระงับบาปได้ เม่อื พญานาคกลับ
ถึงนาคพิภพ ไดเ้ ลา่ ใหน้ างวิมลามเหสีฟัง นางมคี วามศรทั ธาใครไ่ ดฟ้ งั ธรรมจากวธิ ูรบัณฑติ
นางแสร้งป่วย และบอกพญานาควา่ ตอ้ งการหัวใจของวธิ ูรบณั ฑิต นางอิรนั ทตซี ึง่ เปน็ ธิดา
ของพญานาคกบั นางวิมลา มีรูปร่างสวยงาม ฉลาด เม่ือ ทราบถึงความตอ้ งการมารดา ก็รับ
อาสาและขนึ้ มาสโู่ ลกมนุษย์เหาะไปทภี่ เู ขากาลครี ี แลว้ ขบั ร้องเพลงซ่งึ มเี น้ือความว่า ผ้ใู ดนา
หัวใจวธิ รู บณั ฑิตมาไดจ้ ะยอมเป็นภรรยา ขณะนั้นปุณณกยกั ษค์ วบม้าเหาะผา่ นมาเห็นนางอิ
รันทตกี เ็ กิดหลงรกั จึงเข้ารับอาสา ปณุ ณกยักษ์แปลงเป็นหนุ่มน้อยไปทา้ เลน่ สกากับพระ
เจา้ ธนญั ชัยโกรัพยะ ซ่งึ กาลงั เปน็ ประธานในทปี่ ระชมุ กษตั ริย์ทวั่ ทั้งชมพูทวปี ในที่สุดปณุ ณก
ยักษ์'เป็นฝ่ายชนะ ขอสง่ิ พนันคือ วิธรู บณั ฑติ พระเจ้าธนญั ชัยโกรัพยะไม่ทรงยินยอม เมือ่ ทงั้
สองตกลงกนั ไมไ่ ด้กไ็ ปหาวธิ รู บัณฑิตตัดสิน วธิ ูรบณั ฑิตตัดสนิ ใหป้ ูณณกยักษ์เปน็ ฝ่ายถูกวธิ ูร
บัณฑิตแสดงธรรมถวายพระเจา้ ธนัญชยั และร่าลาบตุ รภรรยา สง่ั สอนใหบ้ ตุ รชายทง้ั สองรถู้ ึง
ข้อปฏิบตั ิท่ดี ขี องขา้ ราชการ ตอ่ จากนนั้ กเ็ ดนิ ทางไปกบั ปณุ ณกยกั ษ์ ระหวา่ งทางปุณณกยกั ษ์
พยายามฆ่าวิธูรบณั ฑิตครั้งแล้วคร้งั เล่า แตด่ ้วยบญุ บารมีของวิธูรบัณฑติ ทาใหแ้ คล้วคลาด
จากความตาย มาตลอด วิธรู บณั ฑิตไดแ้ สดงธรรมแก่ปุณณกยักษ์ ปุณณกยกั ษ์เกิดความ
เล่ือมใส จงึ พาไปนาคพภิ พ วิธูรบณั ฑิตได้แสดงธรรมแกพ่ ญานาคและนางวมิ ลา ใหท้ ั้งสองมี
เมตตาต่อบริวาร ปรารถนาใหเ้ ขาทงั้ หลายมคี วามสุข พญานาคกบั นางวมิ ลายกนางอนิ นั ทตี
ใหป้ ุณณกยัษ์ตามสญั ญา ปณุ ณกยักษ์ปล้ืมใจมากและนาวธิ ูรบัณฑิตกลบั เมืองอนิ ทปัตถ์
ชาตทิ ี่ 10 เวสสันดรชาดก
มหาเวสสันดรชาดก มีทงั้ หมด 13 กณั ฑ์ ประกอบด้วย 1,000 พระคาถา โดยสรปุ ยอ่ ไวด้ ังนี้
1. กณั ฑ์ทศพร เร่มิ ตง้ั แตพ่ ระพุทธเจา้ ตรัสรู้ แล้วเสดจ็ ไปเทศนาโปรดพระเจ้าพิมพิสาร
ต่อจากนน้ั เสดจ็ ไปโปรดพุทธบดิ าและพระประยรู ญาตทิ ี่กรงุ กบลิ พสั ดุ์ เกิดฝนโบกขรพรรษ
พระสงค์สาวกกราบทูลอาราธนาใหท้ รงแสดงเรื่องมหาเวสสนั ดรชาดก เร่ิมต้งั แต่เมือ่ กัปที่ 98
นับแต่ปัจจุบัน พระนางผสุ ดีซงึ่ จะทรงเปน็ พระมารดาของพระเวสสันดร ทรงอธิษฐานขอเป็น
มารดาของผูม้ ใี จบญุ จบลงตอนพระนางได้รับพร 10 ประการจากพระอนิ ทร์ อานิสงส์ของผู้
บชู ากัณฑน์ ้คี อื ผนู้ ั้นจะได้รับทรัพยส์ มบตั ิดงั ปรารถนา ถ้าเปน็ สตรีจะไดส้ ามีทีเ่ ปน็ ทช่ี อบเนอื้
เจรญิ ใจ บรุ ษุ จะได้ภรรยาเปน็ ที่ตอ้ งประสงคอ์ กี เช่นเดยี วกันจะได้บตุ รหญิงชายเปน็ คน วา่
นอนสอนงา่ ย มีรปู ร่างท่ีงดงาม มีความประพฤติดกี ริยาเรียบร้อย
76
2. กัณฑห์ ิมพานต์ พระเวสสันดรทรงเปน็
พระราชโอรสของพระเจา้ สัญชัยกับพระ
นางผสุ ดี แหง่ แควน้ สีวีราษฎรป์ ระสูติ ที่
ตรอกพ่อค้า เม่ือพระเวสสันดรได้รับเวน
ราชสมบัตจิ ากพระบิดา ไดพ้ ระราชทาน
ช้างปจั จัยนาเคนทรแ์ ก่กษตั ริยแ์ คว้นกลิง
คราชฎร์ ประชาชนไมพ่ อใจพระเวสสันดร
จึงถูกพระราชบดิ าเนรเทศไปอยู่ป่าหิม
พานต์ อานิสงส์ของผบู้ ชู ากณั ฑน์ ีค้ ือ ย่อม
ได้สิง่ ทป่ี รารถนาทกุ ประการ ครน้ั ตายแลว้
ได้บังเกิดในสคุ ตโิ ลกสวรรค์เสวยสมบัติ
อันมโหพาร มบี รวิ ารแวดล้อมบารงุ บาเรอ
อยูเ่ ปน็ นติ ยเ์ มื่อจุติจากสวรรคแ์ ลว้
จะลงมาเกดิ ในตระกลู ขตั ตยิ ะมหาศาลหรือตระกูลพราหมณ์มหาศาลอันบริบรู ณด์ ้วยทรพั ย์
ศฤงคารบริวารมากมายนานาประการจะประมาณมไิ ด้ ประกอบดว้ ยการสบายใจทกุ อิริยาบถ
3. กัณฑ์ทานกัณฑ์ ก่อนเสดจ็ ไปอยู่ป่า พระเวสสันดรไดพ้ ระราชทานสตั สดกมหาทาน คือ
ชา้ ง ม้า รถทาสชาย ทาสหญงิ โคนม และนางสนมอยา่ งละ 700 อานิสงสข์ องผ้บู ูชากัณฑ์นี้
คอื จะบรบิ ูรณ์ดว้ ยแกว้ แหวนเงินทอง ทาส ทาสีและสตั ว์ 2 เทา้ 4 เท้า ครัน้ ตายแลว้ จะได้
ไปเกดิ ในฉกาพจรสวรรคม์ ีนางเทพอัปสรแวดล้อมมากมายเสวยสุขในปราสาทแกว้ 7 ประการ
4. กัณฑ์วนปเวสน์ พระเวสสนั ดรทรงพาพระนางมทั รแี ละพระชาลี (โอรส) พระกณั หา (ธดิ า)
เสด็จจากเมืองผา่ นแควน้ เจตราษฎร์ จนเสดจ็ ถึงเขาวงกตในปา่ หิมพานต์ อานิสงสข์ องผูบ้ ูชา
กัณฑน์ ้ีคอื จะได้รับความสขุ ทงั้ โลกน้ีและโลกหนา้ จะได้เปน็ บรมกษัตริยใ์ นชมพทู วปี เป็นผู้
ทรงปรีชาเฉลยี วฉลาดสามารถปราบอรริ าชศตั รใู ห้ย่อยยับไป
5. กณั ฑช์ ชู ก ขอทานได้นางอมติ ตาบตุ รสาวของเพ่อื นเป็นภรรยา นางใช้ใหช้ ูชกไปขอสอง
กมุ าร ชชู กเดินทางไปสืบข่าวในแคว้นสวี ีราษฎร์ พบพรานเจตบุตรลวงพรานเจตบตุ รให้บอก
ทางไปยังเขาวงกต อานสิ งส์ของผู้บชู ากณั ฑ์นีค้ ือจะไดบ้ งั เกดิ ในตระกูลกษตั รยิ ์ ประกอบดว้ ย
สมบตั อิ นั งดงามกวา่ คนทง้ั หลาย เจรจาปราศรยั ไพเราะเสนาะโสต สามีภรรยา บุตรธดิ ากล็ ว้ น
แตม่ รี ปู ทรงงดงามสอนงา่ ย
77
6. กัณฑจ์ ลุ พน ชูชกเดนิ ทางผา่ นปา่ ตามเสน้ ทางทีเ่ จตบุตรแนะจนถึงทอ่ี ยขู่ องอัจจุตฤษี
อานสิ งส์ของผบู้ ูชากณั ฑน์ ีค้ ือ แมจ้ ะบงั เกดิ ในปรภพใดๆ จะเปน็ ผสู้ มบูรณ์ด้วยสมบตั ิบริวาร
จะมีอุทยานอนั ดารดาษด้วยไมห้ อมตรลบไป แลว้ จะมีสระโบกขรณอี ันเตม็ ไปดว้ ยประทมุ ชาติ
ครน้ั ตายไปแล้วกไ็ ด้เสวยทพิ ยสมบัติในโลกหนา้ สืบต่อไป
7. กัณฑ์มหาพน ชชู กลวงอจั จุตฤษี ใหบ้ อกทางผ่านป่าไม้ใหญ่ไปยงั ทปี่ ระทับของพระ
เวสสนั ดรอานสิ งสข์ องผบู้ ชู ากัณฑน์ ้ีคือ จะเสวยสมบัตใิ ดในดาวดึงส์เทวโลกนัน้ แลว้ จะได้ลง
มาเกิดเป็นกษัตรยิ ม์ หาศาล มที รพั ยศ์ ฤงคารบรวิ ารมากมี อทุ ยานและสระโบกขรณที ีเ่ ปน็
ประพาส เป็นผ้บู ริบรู ณ์ด้วยศกั ดานุภาพเฟอื่ งฟ้งุ ไปท่ัวชมพทู วปี อีกทัง้ จักไดเ้ สวยอาหารทพิ ย์
เป็นนติ ยน์ ิรนั ดร
8 กัณฑ์กมุ าร ชชู กทลู ขอสองกมุ าร ทุบตสี องกุมารเฉพาะพระพักตรพ์ ระเวสสนั ดร แลว้ พา
ออกเดนิ ทาง อานิสงส์ของผบู้ ูชากณั ฑน์ ค้ี ือ ย่อมประสบผลสาเร็จในสง่ิ ทป่ี รารถนา ตายไป
แลว้ ได้เกิดในฉกามาพจรสวรรคใ์ นสมัยที่พระศรอี ารยิ าเมตไตรมาอบุ ตั ิ ก็จะได้พบศาสนาของ
พระองค์ จะไดถ้ ือปฏสิ นธใิ นตระกลู กษตั รยิ ์ ตลอดจนได้สดบั ตรบั ฟังพระสัทธรรมเทศนาของ
พระองค์ แล้วบรรลพุ ระอรหตั ตผลพรอ้ มดว้ ยปฏสิ มั ภิทาทั้ง 4 ดว้ ยบญุ ราศที ไ่ี ด้อบรมไว้
9. กณั ฑ์มัทรี พระนางมทั รเี สดจ็ กลับจากหาผลไม้ในปา่ ออกตดิ ตามสองกมุ ารตลอดทง้ั คืน
จนถงึ ทรงวสิ ญั ญี (สลบ) เฉพาะพระพักตร์พระเวสสนั ดร เมอ่ื ทรงฟนื้ แลว้ พระเวสสนั ดรตรสั
เลา่ ความจรงิ เกยี่ วกับสองพระกมุ าร พระนางทรงอนโุ มทนาดว้ ย อานสิ งสข์ องผ้บู ูชากัณฑ์น้ี
คือ เกิดในโลกหนา้ จะเป็นผู้มั่งคั่งสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติเป็นผู้มีอายุยืนยาว ทั้ง
ประกอบดว้ ยรปู โฉมงดงามกวา่ คนท้งั หลายจะไปในท่ีใดๆ ก็จะมีแตค่ วามสุขทกุ แหง่ หน
10. กณั ฑส์ ักกบรรพ พระอินทรเ์ กรงวา่ จะมผี ู้มาขอพระนางมัทรี จงึ แปลงเป็นพราหมณช์ รา
มาทูลขอพระนางมัทรแี ล้วฝากไว้กับพระเวสสนั ดร อานิสงส์ของผู้บชู ากัณฑน์ ี้คือ จะเปน็ ผทู้ ี่
เจรญิ ด้วยลาภยศตลอดจนจตรุ พธิ พรทงั้ 4 คอื อายุ วรรณะ สุขะ พละ ตลอดกาล
11. กณั ฑ์มหาราช ชชู กเดนิ ทางเขา้ ไปแควน้ สวี รี าษฎร์ พระเจา้ กรุงสญชยั ทรงไถส่ องกมุ าร
ชูชกไดร้ บั พระราชทานเลย้ี ง และ ถงึ แกก่ รรมดว้ ยกนิ อาหารมากเกนิ ควร อานสิ งส์ของผู้บูชา
กัณฑ์นคี้ ือ จะได้มนุษยส์ มบัติสวรรค์สมบตั ิ และนพิ พานสมบตั เิ มอื่ เกดิ เปน็ มนษุ ย์จะได้เปน็
พระราชาเมอื่ จากโลกมนุษยไ์ ปก็ จะไปเสวยทพิ ยสมบตั ิ ในฉกามาพจรสวรรค์มนี างเทพอปั สร
เป็นบริวาร ครั้นบารมแี กก่ ล้ากจ็ ะได้นิพพานสมบตั ิอันตดั เสยี ซง่ึ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ พน้
จากโอฆะทัง้ สามมีกาโมฆะ เป็นต้น
78
12. กณั ฑจ์ กษัตรยิ ์ กษตั ริย์แควน้ ถลงิ ราชยท์ รงคนื ชา้ งปัจจัยนาเคนทร์ พระเจา้ กรงุ สญชัย
พระนางผสุ ดพี ระชาลี พระกัณหาเสด็จไปทูลเชญิ พระเวสสันดร พระนางมัทรีกลับพระนคร
เมอื่ กษัตรยิ ์ทัง้ หกพระองคท์ รงพบกันกท็ รงวิสัญญี ตอ่ มาฝนโบกขรพรรษตกจึงทรงฟ้นื ขึน้
อานิสงสข์ องผู้บชู ากัณฑน์ คี้ อื จะได้เป็นผูท้ ีเ่ จรญิ ดว้ ยพร 4 ประการ คอื อายุ วรรณะ สุขะ
พละ ทกุ ๆชาติ
13. กัณฑน์ ครกณั ฑ์ กษัตรยิ ์หกพะองค์เสดจ็ กลับพระนคร พระเวสสันดรได้ครองราชย์
ดังเดมิ บ้านเมอื งสมบูรณ์พูนสุข จนพระชนมายุได้ 120 พรรษา จึงเสด็จสวรรคนิคาลัย
อานิสงส์ของผบู้ ูชากณั ฑ์น้ีคือจะได้เปน็ ผ้บู รบิ รู ณ์ด้วยวงศาคณาญาตขิ า้ ทาสชาย-หญิง ธิดา
สามี หรอื บิดามารดา เป็นตน้ อยพู่ รอ้ มหนา้ กันดว้ ยความผาสกุ ปราศจากโรคาพาธทัง้ ปวง จะ
ทาการใดๆ กพ็ รอ้ มเพียงกันยงั การงานน้นั ๆ ให้สาเร็จลุล่วงไปดว้ ยดี
เหนือขน้ึ ไปจากภาพพุทธประวตั ิและบานหน้าตา่ ง จะพบกับอักขระมอญตัวทองบท
สวดบนลายขอบหน้าต่างเหนือหนา้ ต่าง ต้ังต้นทนี่ ะโมตัสสะ ไปจนจบบทสวดธรรมจักร
กัปปวัตนสตู ร เวียนรอบโบสถพ์ อดี ซ่ึงช่างเทพเนรมติ เคยกล่าววา่ เปน็ เพยี งหนง่ึ เดียวใน
ประเทศไทย
บนฝาผนังเหนือภาษามอญคือขบวนเรือพระราชพธิ ี มี 26 ลา จดั ขบวนเรือเป็น 5
สาย แบ่งเป็นฝงั่ เหนือและฝั่งใต้ หนั หวั เรอื ออกไปทางแมน่ า้ ทอ้ งนา้ ขยับเขียนแบบคลื่นตัง้
แนวซ้อนมีโคง้ ตัดหวั ทา้ ยในคลนื่ อกี ทแี บบแตกยอด ไม่เขยี นตัดขาวแตซ่ ้อนสีและตัดสี มีลาย
กนกผกั กูดคน่ั ระหวา่ งทอ้ งน้ากับทอ้ งฟา้ ดา้ นบนสดุ เปน็ กรอบเมฆพัดลอยไปลอยมาระหว่าง
องคเ์ จดีย์ มีปลาวา่ ยแหวกไปมาอยู่ไหวๆโดยใช้ตน้ แบบปลาวัดคงคาบนกระดาษไขนาขึน้ ไป
ตดิ บนผนงั ชา่ งเทพเนรมติ เปน็ ผู้กาหนดดว้ ยตนเองว่าปลาตัวไหนควรอยู่ตรงไหน
79
หรือหนั ขา้ งหันหน้าหนั หลงั กระจายแทรกตามชอ่ งว่างระหว่างเรอื ที่วางสายไวต้ ามโบราณราช
พธิ ีสถลมารคแล้วให้ช่างที่รับทางานเขยี นตวั ปลาสว่ นคล่นื และสีทลี่ งช่างเทพเป็นผู้ทาเอง
รวมถงึ ตดั เสน้ พร้วิ พรายลายนา้ ในตวั คลน่ื ทกุ กอ้ น ผสมสีเขม้ ตดั บนสีออ่ นและผสมสอี ่อนตดั
บนสีเขม้ มีเม้มสีม่วงเข้าค้วิ คลน่ื ดว้ ย (ทฤษฎีสี)โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค หรือ
กระบวนพยหุ ยาตราทางชลมารค เปน็ กระบวนเสด็จพระราชดาเนินทางน้าที่เป็นราช
ประเพณีไทยที่มีมาแต่บราณ มหี ลกั ฐานชัดเจนตัง้ แตส่ มัยอยุธยา และในสมัยรัตนโกสนิ ทรจ์ ะ
เคลือ่ นขบวนตามแนวแมน่ ้าเจา้ พระยาเปน็ หลกั เรือในกระบวนมีการสลักโขนเรือเปน็ รปู สตั ว์
ในเทพนยิ าย มีการจดั กระบวนหลายแบบ หลังการเปล่ียนแปลงการปกครองในปี 2475
เนื่องจากพระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา้ เจา้ อยูห่ วั และพระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรมหา
อานนั ทมหดิ ล พระอฐั มรามาธิบดนิ ทรมิได้ประทบั อยู่ในประเทศ ประกอบกับในช่วง
สงครามโลกครง้ั ที่ 2 เรือพระราชพธิ ถี กู ระเบดิ จากสงครามเสยี หายไปมาก กระบวนพยหุ ยา
ตราทางชลมารคจงึ ขาดหายไปเป็นเวลากวา่ 30 ปี ถัดมาจากนนั้ พระบาทสมเดจ็ พระบรมชน
กาธิเบศร มหาภมู พิ ลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพติ ร ทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าโปรด
กระหม่อมใหจ้ ดั ขบวนพยหุ ยาตราทางชลมารคสาหรับเสดจ็ พระราชดาเนินไปถวายผ้าพระ
กฐนิ ณ วดั อรุณราชวรารามโดยไดบ้ รู ณะซอ่ มแชมเรือพระราชพธิ ีหลายลาทชี่ ารุดเสียหาย
เพื่อใหม้ สี ภาพบริบรู ณส์ ามารถใชง้ านได้ และได้ตอ่ เรือพระทนี่ ง่ั เพ่มิ ขึ้นดว้ ย (เรือพระที่นงั่
นารายณท์ รงสบุ รรณ รัชกาลท่ี 9)
เหนือขึน้ ไปจากขบวนเรอื พระราชพิธีจะเป็นพระธาตุประจาปีเกดิ 12 นักษตั ร แม้ว่าความ
เชอ่ื เร่อื งการไหวบ้ ชู าพระธาตุประจาปเี กิดจะไมใ่ ชห่ ลกั ปฏบิ ตั ใิ นหลกั ธรรมคาสอนทางพุทธ
ศาสนา หากเปน็ คตคิ วามเชอื่ ของชาวล้านนาหรอื ชาวไทยเหนือ แต่กม็ ีคนจานวนไม่นอ้ ยทห่ี า
โอกาสสกั ครง้ั หนึง่ ในชีวิตเพื่อเดนิ ทางไปนมัสการไหว้พระธาตุประจาปีเกดิ ของแตล่ ะคนให้
ไดร้ บั อานิสงสผ์ ลบญุ และเสรมิ สร้างความเป็นสริ ิมงคลใหก้ บั ตนเอง ซึง่ ในวัดเตยกไ็ ด้มีการวาด
ภาพพระธาตุตามนกั ษัตรบริเวณเหนือขบวนเรือพระราชพธิ ดี ว้ ย แบ่งเป็นฝง่ั เหนอื และฝ่งั ใต้
ฝั่งเหนอื 80
พระธาตุประจาปเี กดิ นักษัตรท่ี 1-6
1. พระธาตุประจาปชี วด (ปหี นู) : พระธาตุศรีจอมทอง จ.เชยี งใหม่ (ซ้าย)
วดั พระธาตศุ รจี อมทองวรวหิ าร ตงั้ อยถู่ นนเชียงใหม่-ฮอด หมู่ 2 ตาบลบ้านหลวง อาเภอ
จอมทองจงั หวัดเชยี งใหม่ ห่างจากตวั จงั หวัดเชียงใหม่ประมาณ 58 กิโลเมตร เป็นสถานท่ี
ประดิษฐานของพระทกั ษิณโมลธี าตุ พระธาตุส่วนทเ่ี ช่ือกันวา่ เปน็ พระเศียรเบอ้ื งขวาของ
สมเดจ็ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
2. พระธาตปุ ระจาปีฉลู (ปวี ัว) : พระธาตลุ าปางหลวง จ.ลาปาง (ขวา)
วัดพระธาตุลาปางหลวง ต้งั อยใู่ นเขตตาบลลาปางหลวง อาเภอเกาะคา จงั หวัดลาปาง อยู่
ห่างจากตวั เมอื งลาปางไปทางทิศตะวนั ตกเฉยี งใตป้ ระมาณ 18 กิโลเมตร ตัววดั ตงั้ อยู่บนเนนิ
สูง มกี ารจัดวางผัง และส่วนประกอบของวัดสมบูรณ์แบบท่ีสุด มีสิ่งก่อสร้างและ
สถาปัตยกรรมตา่ ง ๆ บรเิ วณพทุ ธาวาส ประกอบด้วย องคพ์ ระธาตุลาปางหลวง เป็นประธาน
มบี ันไดนาค นาขึ้นไปสู่ซุม้ ประตูโขง ถัดซ้มุ ประตูโขงขึน้ ไปเป็นวิหารหลวง
3. พระธาตปุ ระจาปขี าล (ปเี สือ) : วัดพระธาตุชอ่ แฮ จ. แพร่ (ซา้ ย)
วัดพระธาตุชอ่ แฮ พระอารามหลวง เป็นวัดศกั ดส์ิ ิทธ์ิ เช่ือกันวา่ ภายในเจดยี ์บรรจพุ ระเกศา
และพระบรมสารีรกิ ธาตุพระศอกซ้ายของสมเดจ็ พระสัมมาสัมพทุ ธเจา้ เปน็ ปชู นียสถาน
คู่บา้ นคูเ่ มืองของเมอื งแพร่มาแตโ่ บราณ ต้ังอยบู่ นถนนชอ่ แฮ ตาบลช่อแฮ อาเภอเมืองแพร่
จงั หวัดแพร่
81
4. พระธาตุประจาปีเถาะ (ปกี ระตา่ ย) : วดั พระธาตแุ ชแ่ ห้ง จ.นา่ น (ขวา)
วัดพระธาตแุ ชแ่ ห้ง ตง้ั อยู่ทบ่ี า้ นหนองเตา่ ตาบลมว่ งต๊ีด อาเภอภเู พียง จังหวดั น่าน องคพ์ ระ
ธาตุต้งั อยู่บนเนินเขาลูกเตี้ย ๆ เปน็ สที องสุกปลั่ง สามารถมองเห็นได้แตไ่ กล ตวั พระธาตุ
ตง้ั อยบู่ นเชงิ เนินปูดว้ ยอฐิ ลาดข้นึ ไปยงั ยอดเนิน มีบนั ไดนาคขนาบทัง้ สองขา้ ง องคพ์ ระเจดีย์
เปน็ แบบลา้ นนาไทย ฐานเป็นสเ่ี หลยี่ มซ้อนกนั ขน้ึ ไปจนสูงใชแ้ ผน่ ทองเหลืองบุรอบฐาน แล้ว
ลงรักปิดทอง
5. พระธาตปุ ระจาปีมะโรง (ปีงใู หญ)่ : วดั พระสิงหว์ รมหาวิหาร จ.เชยี งใหม่ (ซา้ ย)
วดั พระสงิ ห์วรมหาวิหาร พระอารามหลวงชน้ั เอก ตั้งอยใู่ นบรเิ วณคูเมอื งเชียงใหม่ ถนนสาม
ล้าน ตาบลพระสงิ ห์ อาเภอเมอื ง จงั หวดั เชยี งใหม่ วัดพระสิงหฯ์ เป็นวัดสาคญั ของเมือง
เชียงใหม่ ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขัดสมาธิเพชร
ประดิษฐานอยู่ในวิหารลายคา เมอื่ ถงึ เทศกาลสงกรานตช์ าวเมืองจะอญั เชิญพระพุทธรูปองค์
นแ้ี หไ่ ปตามถนนรอบเมอื งเพอื่ ให้ประชาชนสรงน้าโดยทั่วถึงกนั
82
6. พระธาตุประจาปมี ะเส็ง (ปีงเู ล็ก) : พระเจดยี ์ศรีมหาโพธิพทุ ธคยา วดั โพธารามมหา
วิหาร (วดั เจดยี ์เจด็ ยอด/วดั เจ็ดยอด) จ.เชียงใหม่ (ขวา)เจดียศ์ รมี หาโพธิพ์ ุทธคยา (เจดีย์
เจด็ ยอด) วัดโพธารามมหาวหิ าร เป็นวดั พระอารามหลวง ชั้นตรี ชนดิ สามัญ เดิมชอื่ วัดเจดยี ์
เจ็ดยอด หรอื วดั เจด็ ยอด ต้ังอยู่ทต่ี าบลช้างเผือก อาเภอเมืองเชยี งใหม่ จงั หวดั เชียงใหม่
สรา้ งด้วยศิลาแลงประดบั ลวดลายปนู ป้นั เป็นเจดีย์พุทธคยาแบบอินเดีย เป็นสถานท่ี
สงั คายนาพระไตรปฎิ กครั้งท่ี 8 ของโลก ปจั จบุ นั เจดยี เ์ จ็ดยอดหักพังไปเกอื บหมดแล้ว
ฝง่ั ใต้
พระธาตปุ ระจาปเี กดิ นกั ษัตรท่ี 7-12
7. พระธาตุประจาปีมะเมีย (ปีม้า) : วดั พระบรมธาตุ จ.ตาก (ซา้ ย)
สาหรบั ผ้ทู ่ีเกดิ ปีมะเมยี สามารถเดนิ ทางไปมนสั การพระบรมธาตุเมอื งตาก ทวี่ ดั พระบรมธาตุ
อ.บา้ นตาก แทนพระธาตุชเวดากอง ทีป่ ระเทศพม่ได้ เนื่องจากเป็นเจดียท์ ไ่ี ด้จาลองแบบมา
จากพระธาตุชเวดากอง โดยครอบพระธาตุเจดยี อ์ งคเ์ ดิมไว้ โดยเช่ือกนั วา่ พระบรมธาตเุ จดยี ์
เมืองตากเปน็ ทีบ่ รรจพุ ระเกศาธาตุ ของพระพุทธเจ้า
8. พระธาตุประจาปมี ะแม (ปแี พะ) : พระบรมธาตดุ อยสุเทพ จ.เชยี งใหม่ (ขวา)
วัดพระธาตุดอยสเุ ทพราชวรวหิ าร หรือ วัดพระบรมธาตุดอยสเุ ทพ เป็นพระอารามหลวงช้นั
โท ต้งั อยู่บนยอดดอยสุเทพ อาเภอเมอื ง จังหวัดเชยี งใหม่ พระบรมธาตุได้ถกู บรรจุไวใ้ ตพ้ ระ
ธาตเุ จดีย์ พระบรมธาตุได้แผค่ วามเป็นมงคลไปจนท่ัวทั้งเมือง ดังน้นั พระบรมธาตจุ งึ ถอื เปน็
ท่ีมาของความอุดมสมบรู ณข์ องบา้ นเมือง ทาใหต้ อ้ งมีการกราบไหว้บชู าและบูรณะพระธาตุ
ดอยสุเทพมาโดยตลอด
83
9. พระธาตปุ ระจาปวี อก (ปลี ิง) : พระธาตุพนม จ.นครพนม (ซ้าย)
พระธาตุพนม เป็นปูชนียสถานศักดส์ิ ทิ ธ์ิของภาคอสี าน ประดษิ ฐานบนเนินท่เี รยี กว่าภกู าพรา้
ปัจจบุ นั เป็นบรเิ วณวดั พระธาตพุ นมวรมหาวิหาร อยหู่ ่างจากตัวเมืองนครพนมราว 52
กโิ ลเมตร พระธาตุพนมสรา้ งขน้ึ แต่สมัยอาณาจกั รศรีโคตรบูรณ์ ประมาณ พ.ศ. 8 โดยเจ้า
เมอื ง 5 องค์คอื พระยาสุวรรณภงิ คารนะ พระยาคาแดง พระยาอินทปตั ถะนคร พระยาจลุ นี
พรหมทัต และพระยานนั ทเสน เพ่ือบรรจุพระอุงรังคราตุ (กระดูกส่วนหน้าอก) ของ
พระพุทธเจา้
10. พระธาตปุ ระจาปรี ะกา (ปไี ก่) : พระธาตุหรภิ ญุ ชัย จ.ลาพนู (ขวา)
พระบรมธาตุหรภิ ุญชัย ตง้ั อยใู่ นวดั พระธาตหุ รภิ ุญชยั เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิด
วรมหาวหิ ารตั้งอยใู่ จกลางเมอื งลาพูน เป็นปชู นยี สถานสาคัญย่ิงแหง่ หน่งึ ในภาคเหนือ และ
เป็นมิง่ ขวัญของชาวลาพูน เปน็ ท่ปี ระดษิ ฐานของพระบรมธาตซุ งึ่ แตเ่ ดิมถกู เก็บรักษาไว้ใน
กระบอกไมร้ วกและใสไ่ ว้ในโกศแกว้ อกี ชน้ั หน่ึง ตอ่ มากษัตรยิ ผ์ ู้ครองนครลาพูนทกุ พระองค์ ก็
ไดบ้ ูรณะและพฒั นาข้ึนตามลาดับ โดยเปลย่ี นจากโกศแก้วเปน็ โกศทอง และเปลยี่ นเป็น
มณฑป จนในทสี่ ุดเป็นเจดียแ์ ละไดข้ ยายขนาดของเจดยี ์ ใหใ้ หญ่ข้นึ เรอ่ื ยๆ
84
11 . พระธาตปุ ระจาปจี อ (ปสี นุ ขั / ปีหมา) : พระเจดยี ว์ ัดเกตการาม จ.เชยี งใหม่ (ซ้าย)
แรกเริม่ เดิมทีคนทเี่ กดิ ปนี จ้ี ะต้องไปสกั การะทพี่ ระธาตุอินทร์แขวน อาเภอสะเทิม เขตรัฐ
มอญ ประเทศพมา่ แต่ดว้ ยการทอี ยนู่ อกประเทศ จึงสามารถบชู าพระเจดียท์ วี่ ดั เกตการาม
เชยี งใหม่ แทนได้ วดั นีต้ งั้ อยรู่ ิมฝงั่ แม่น้าปงิ ต้งั อยทู่ ่บี า้ นวดั เกต ถนนเจรญิ ราษฎร์ ตาบลวดั
เกต อาเภอเมือง จงั หวดั เชยี งใหม่
12. พระธาตุประจาปีกนุ (หมู) : วัดพระธาตุดอยตุง จ.เชยี งราย (ขวา)
วัดพระธาตดุ อยตงุ ต้ังอยทู่ ตี่ าบลหว้ ยไคร้ อาเภอแมฟ่ า้ หลวง จังหวัดเชยี งราย ซงึ่ เปน็ ถ่ินที่
อยู่ของชาวเขา องคพ์ ระบรมธาตุเจดีย์มอี ยู่ 2 องค์ โดยมีเรอื่ งเล่าว่าได้มีการนาพระบรมธาตุ
มาบรรจทุ ่ดี อยตงุ ถึง 3 คร้งั แต่ละครั้ง กจ็ ะมีการก่อเจดีย์ขึ้นด้วย แตม่ เี พียง องค์เท่น้ันท่ี
ได้รับการบูรณะและอยมู่ าจนถงึ ปจั จบุ นั ซง่ึ พระเจดยี ท์ ั้ง 2 องคน์ เ้ี ปน็ ท่ี ประดิษฐานของพระ
บรมธาตสุ ่วนไหปลาร้าและพระธาตุยอ่ ย ส่วนสาเหตุที่ดอยตุงเป็นพระธาตุประจาปีกุน
เนอื่ งมาจาก ปูเ่ จ้าลาวจกและพระยามังราย ต้นวงศก์ ษตั ริย์ เชียงใหมต่ า่ งก็ประสูติในปกี ุน
นอกจากนี้ ดา้ นนอกอุโบสถยงั มจี ติ รกรรมที่น่าสนใจอกี 2 อยา่ งได้แก่
• หน้าบัน
เปน็ รปู พระนารายณ์ทรงครฑุ ตามตานานเลา่ วา่ พญานาค (พญาวาสกุ รีและบริวาร)
ตอ้ งการดม่ื น้าอมฤตเพอื่ จะได้ไมต่ าย จึงทาสญั ญากับพญาครฑุ (พญาสุบรรณ) วา่ หากนา
อมฤตมาใหไ้ ด้จะไถ่ความเปน็ ทาสแี กค่ รุทและมารดาให้ พญาครฑุ จึงไปขโมยอมฤตมาให้
พญานาคแต่ระหวา่ งทางเจอพระนารายณย์ นื ขวางอยู่ เกิดการสูร้ บกนั ข้ึนแลว้ ปรากฏว่าไม่
สามารถเอาชนะกนั ได้ เลยทาสัญญาเปน็ มิตรกนั โดยมขี ้อผูกมัดระหวา่ งพญาสุบรรณและพระ
นารายณ์ กลา่ วคอื ยามทพี่ ระนารายณจ์ ะไปไหนกใ็ หม้ ีพญาครุฑเป็นพาหนะ แต่หากยามใด
อยูด่ ้วยกนั ก็ใหพ้ ญาครุทอยู่เหนอื กว่าพระนารายณ์ คอื อยู่บนยอดเสาธงของพระนารายณ์
นอกจากนีย้ ังมีเรอ่ื งเล่ากนั มาวา่ องคก์ ษตั ริยช์ ยั วรมันแหง่ อาณาจกั รขอม ทรงสวมใสบ่ นนิ้วข้ี
ขา้ งขวา ยามเมื่อออกนง่ั บัลลังก์ประกาศราชโองการ ดว้ ยฤทธ์เิ ดชแหง่ องคน์ ารายณเ์ ลยมี
ความเช่ือวา่ หากนามาสรา้ งเครื่องรางจึงมีอานภุ าพสงู สง่ ทางด้านการค้มุ ครองปอ้ งกนั มีความ
รุ่งเรือง ดว้ ยเกียรตยิ ศ เปน็ สิรมิ งคล ทาให้เป็นเจา้ คนนายคน มีอานาจเหนอื ศัตรู เปน็ ทรี่ กั
ของคนรอบขา้ งและบรวิ าร
85
• หงส์มอญ
คนมอญเช่ือวา่ หงส์น้นั เก่ยี วขอ้ งกับตานานการเกดิ เมืองหงสาวดี อันเป็นเมืองหลวงที่
เจริญรงุ่ เรอื งยง่ิ ของอาณาจักรมอญ กอ่ นจะสนิ้ แผน่ ดินให้แก่พม่าในปี พ.ศ.2300 ตานานว่า
ในสมยั พุทธกาลครัง้ ทพ่ี ระสมเดจ็ พระสมั มาสัมพุทธเจ้าตรัสรไู้ ดแ้ ปดพรรษา ได้เสดจ็ เทยี่ ว
จาริกมาถึงภเู ขาสุทศั นมรงั สติ ครงั้ น้นั ประเทศตรงนีย้ งั เป็นทะเล เมอื่ พระองคเ์ สด็จมาถงึ ได้
ทอดพระเนตรเหน็ หงสท์ องสองตัวกาลังลงเล่นนา้ พระองค์จึงทรงทานายวา่ กาลภายหน้า
ประเทศท่หี งสล์ งเล่นน้าจะเปน็ มหานครขน้ึ ชอื่ ว่าเมอื งหงสาวดี และเป็นที่ต้งั พระธาตสุ ถูป
เจดีย์พระศรีมหาโพธิ์ ศาสนาของเราจะรุ่งเรอื งอยทู่ นี่ ่ี ครั้นพระองคน์ พิ พานลว่ งไป 1,116 ปี
ท้องทะเลตรงนน้ั ก็ตืน้ เขินกลายเปน็ แผน่ ดนิ แลว้ เกิดเมืองหงสาวดี คนมอญผูกพันกับเมืองน้ี
มาก จึงนา "หงส์" มาใช้เป็นสัญลักษณแ์ ทนเมอื งหงสาวดแี ละเชือ้ ชาตมิ อญ บนผนื ธงชาติ
มอญกเ็ ปน็ รูปหงส์ อยา่ งไรกต็ าม นอกจากความผูกพนั ในเชิงตานานแล้ว หงส์ในทางพทุ ธ
ศาสนายงั เปน็ สญั ลกั ษณ์แหง่ ความบริสทุ ธ์ิ และภมู ธิ รรมอนั สูง ดว้ ยชาวพุทธเช่ือว่าหงส์เป็น
ตวั แทนของพระพุทธเจ้าและพระอรหนั ต์ เน่ืองจากในอดตี พระพุทธเจ้าเคยเสวยพระชาตเิ ปน็
พญาหงส์และพระอานนท์กเ็ กดิ เปน็ หงสด์ ว้ ย ดังปรากฏในจุลหงสช์ าดกนอกจากนย้ี งั เชอ่ื วา่
หงสเ์ ป็นจ้าวแหง่ นกทง้ั ปวง เป็นผูพ้ ิทกั ษ์รักษาทอ้ งฟา้ และเป็นพาหนะท่นี าวิญญาณผู้ตายสู่
สวรรค์ การทาตงุ อทุ ิศใหผ้ ู้ตาย จึงมกั นิยมนาไปแขวนทเ่ี สาหงส์ หงส์จึงปรากฎในศาสนวตั ถุ
ทางพทุ ธศาสนามากมาย เชน่ ราวเทยี นรปู หงส์ ประติมากรรมประดบั ตามธรรมาสน์ โบสถ์
วิหาร ฯลฯ หรือแม้แตว่ ดั ท่ีมใิ ช่วัดมอญก็อาจทาเสาหงส์ไวไ้ ดเ้ ชน่ กัน
86
ในภาพเปน็ รูปปั้นหงส์มอญท่ีวัดเตยฝั่งตะวันออก
บริเวณข้างบนั ไดทางขน้ึ หงสม์ อญจะมีลกั ษณะอว้ นๆคอ
สัน้ ปากแบบเป็ดแบนๆ ขาสัน้ ปลายนิว้ เท้าแผบ่ างๆ และ
หางปอ้ มส้ันแท้จรงิ แล้วธรรมชาตขิ องหงส์ทั้งไทยและ
มอญกเ็ ปน็ หงสท์ ง้ั คแู่ มจ้ ะตา่ งทม่ี า บินได้ก็จริงแตบ่ นิ ได้
นดิ หนอ่ ยตา่ งตรงจดุ เร่มิ ต้น เมื่อมีการสร้างภาพแทน
สตั ว์หิมพานต์ (สัตวใ์ นเทพนิยาย) ศลิ ปินไทยได้แบบร่าง
พมิ พ์เขียวมาจากไก่ฟา้ พญาลอ (Phasianinae)ทพ่ี บมาก
ในประเทศไทย กัมพชู า ลาว และเวียดนาม ขณะที่
ศลิ ปินมอญได้เป็ดแมนดารนิ (Mandarin Duck) เป็น
ตน้ แบบ นกเปด็ น้าชนดิ นี้พบมากในประเทศจีน พม่า
และแถบภาคเหนอื ของไทย
5. การจัดทาสอื่ สิง่ พิมพ์
การจดั ทาส่อื สิง่ พมิ พ์ในคร้ังน้ี ผ้วู ิจัยไดจ้ ดั ทาในรูปแบบของคูม่ อื ความรู้และแผน่ พับ โดยผชู้ ม
สามารถเขา้ ถงึ ไดจ้ ากการสแกน QR Codeซ่ึงหมาะกบั โลกปัจจุบันทีท่ กุ คนนิยมศกึ ษาข้อมลู
ผ่านระบบออนไลนบ์ นสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต ทัง้ ยังมคี วามสะดวกมากกว่า
5.1 การจดั ทาคูม่ อื จดั ทาในขนาด A5 โดยใชโ้ ปรแกรมAdobe Photoshop และ
Microsoft Word ในรปู แบบไฟล์ PDF
87
5.2 การจดั ทาแผน่ พบั ทาแบบ 7 ส่วน จดั ทาโดยใช้โปรแกรม Microsoft Powerpoint
QR Code สาหรับคู่มอื QR Code สาหรับแผน่ พับ
88
บทท่ี 5
สรุป อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ
งานวจิ ยั เร่อื ง องค์ความรู้ดา้ นจิตรกรรมฝาผนังวัดเตย ต.บางตะไนย์ อ.ปากเกรด็ จ.
นนทบุรี เปน็ การศึกษาโดยใชร้ ะเบยี บวธิ ีวจิ ยั เชงิ คุณภาพ (Qualitative research) เป็นการ
เกบ็ ข้อมูลจากผูร้ ู้ในตาบลบางตะไนย์และผสู้ รา้ งงานจิตรกรรมฝาผนงั เพอื่ ศึกษารายละเอียด
และประวตั คิ วามเปน็ มาของจติ รกรรมฝาผนังวัดเตย เพ่อื รวบรวมและเผยแพร่องค์ความรู้
ดา้ นจิตรกรรมฝาผนังวดั เตยอยา่ งเปน็ ระบบในรูปแบบส่ือสงิ่ พิมพ์ และเพ่อื เปน็ แนวทางศกึ ษา
ค้นคว้าเพ่มิ เตมิ แก่ผู้ทีส่ นใจด้านจติ รกรรมฝาผนังของวดั อนื่ ๆ ต่อไป
วธิ ีในการวจิ ยั ไดแ้ ก่ศกึ ษาจากเอกสาร (Documentary study)โดยรวบรวมแนวคดิ
และวเิ คราะหจ์ ากเอกสาร วิทยานพิ นธ์ บทความฯลฯ ทม่ี ีความครอบคลมุ เกีย่ วกับแนวคดิ
เกี่ยวกับจิตรกรรมฝาผนงั แนวคิดเกย่ี วกบั อโุ บสถ แนวคดิ เกยี่ วกบั มอญ แนวคิดเกี่ยวกบั สื่อ
สิ่งพิมพ์ และงานวจิ ัยทเ่ี กย่ี วขอ้ ง และการศึกษาภาคสนาม (Field study)เกบ็ ข้อมูลในพื้นท่ี
ด้วยการสมั ภาษณ์เชงิ ลึก (In-depth interview)การสนทนาอยา่ งไมเ่ ป็นทางการ (Informal
interviewและการสนทนากลุม่ (Focus group)เครื่องมือในการวจิ ัย ได้แก่ แนวคาถาม
ประกอบการสมั ภาษณ์นายกองค์การบริหารสว่ นตาบลและเจา้ อาวาสวดั เตย และแบบฟอรม์
การสังเกต แบง่ เปน็ ชื่อผลงานตาแหนง่ ที่พบผลงาน รายละเอยี ดของผลงาน
สรุปผลการวจิ ัย
1. ตาบลบางตะไนย์
ตาบลบางตะไนยแ์ ตเ่ ดิมเป็นบ้านเรือนคนไทยกลุ่มนอ้ ยทีต่ ง้ั ถ่นิ ฐานอาศัยอยู่ริม
แม่นา้ เจา้ พระยาต้งั แตส่ มัยกรุงศรีอยธุ ยา ต่อมาชาวมอญหรอื ชาวรามญั ได้อพยพมาพ่ึงพระ
บรมโพธสิ มภารในสมัยธนบรุ ี สมเด็จพระเจ้าตากสนิ มหาราชทรงโปรดเกลา้ ฯ ใหต้ ั้งบา้ นเรือน
อย่รู ิมแม่นา้ เจา้ พระยาในเขตอาเภอปากเกร็ดและอาเภอสามโคกจังหวดั ปทมุ ธานี โดยการนา
ของพญาเจง่ ผู้นาชาวมอญในยุคนน้ั ชาวมอญท่ีอพยพในรนุ่ น้ีถูกเรียกว่า "มอญเก่า"ตอ่ มามี
ถนนตัดผ่านเข้ามายงั ชมุ ชนทาให้มคี นมาอาศัยเพมิ่ มากขนึ้ จึงเป็นจดุ เริ่มตน้ ของการกอ่ ตงั้ ชอ่ื
ตาบลบางตะไนยน์ นั้ มาจากแต่เดิมทม่ี ตี น้ ช่อยข้ึนหนาแนน่ มอญเรยี กต้นข่อยว่า "คะนาย"
เรยี กหม่บู า้ นว่า "กว่านคะนาย" เม่อื มีการจัดตั้งเปน็ ตาบลขน้ึ จงึ เรยี กตามชอื่ ของหมู่บา้ นทคี่ น
มอญเรียกวา่ "บางคะนาย" ต่อมาเพี้ยนจนกลายเปน็ "บางตะไนย"์ ปัจจุบนั มกี ารสรา้ งบ้าน
แปลงเมืองเร่อื ยมา สภาพของหมบู่ า้ นเจรญิ ขน้ึ ตามลาดบั
89
มกี ลมุ่ ชนหลายชาติเขา้ มาต้งั ถิ่นอาศยั ภายในตาบล จนมีการผสมผสานหลากหลายระหวา่ ง
ชนชาตไิ ทย มอญ จีน สาหรบั ประชาชนทส่ี ืบเชื้อสายมอญซ่ึงยังรักษาขนบธรรมเนียม
ประเพณีของชาวมอญเดมิ ก็ยังมอี ย่บู า้ น แตล่ ดนอ้ ยลงตาบลบางตะไนย์ มเี นือ้ ที่ประมาณ
4.12 ตารางกโิ ลเมตร หรือ 2,575 ไร่ พื้นท่ีส่วนใหญเ่ ป็นทร่ี าบลมุ่ รมิ ฝ่ังแมน่ ้าโดยมีแม่น้า
เจ้าพระยาไหลผ่านใจกลางจงึ หวดั นอกจากวัดเตยแลว้ กย็ งั มีวดั ทนี่ ่าสนใจได้แก่ วัดตาล และ
วดั ตาหนกั เหนือ มีองคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่ินคือ องค์การบรหิ ารส่วนตาบลบางตะไน
ครอบคลุมพ้นื ที่ตาบลบางตะไนยท์ ั้งตาบล ต้งั อยบู่ นเลขท่ี 43/8 หมู่ 5 ตาบลบางตะไนย์
อาเภอปากเกรด็ จังหวัดนนทบรุ ี ห่างจากอาเภอปากเกรด็ ทศิ ตะวนั ออกประมาณ 3 กโิ ลเมตร
2. วดั เตย
วัดเตย ตง้ั อยู่ทห่ี มู่ 3 ต.บางตะไนย์ อ.ปากเกรด็ จ.นนทบรุ ี ตรงข้ามตลาดปากเกร็ด
เป็นวดั มอญทีม่ คี วามสาคัญมากและเป็นสถานท่ีสาหรับจัดงานประเพณีท้องถิน่ ต่างๆ ใน
ตาบลบางตะไนย์ สรา้ งขนึ้ เมอื่ พ.ศ.2317ท่ตี ัง้ วัดเดิมหา่ งจากทต่ี ง้ั ปัจจุบันประมาณ 100
เมตร เน่อื งจากชาวบ้านเหน็ ว่าเหนือจากทเ่ี ดิมขน้ึ มามีลกั ษณะดีพืน้ ท่กี ว้าง เปน็ ดงเตยขนาด
ใหญ่ จึงได้ถากกอเตยและปรบั พืน้ ทใี่ หมเ่ พอื่ สร้างวดั ให้ช่ือว่า "วดั เตย" มีการนมิ นตพ์ ระจาก
มอญมาเป็นเจ้าอาวาส เดิมชาวมอญมถี ่ินอาศัยอยใู่ นเมืองมอญหรอื พมา่ ตอนใตใ้ นปัจจบุ ัน
ถือเปน็ ชนชาติเกา่ แกท่ ส่ี ดุ ชนชาติหนึ่งในภมู ภิ าคเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ เป็นชาตหิ น่ึงท่สี ง่ั
สมอารยธรรมดา้ นศาสนา วัฒนธรรมประเพณี อักษรศาสตร์ สถาปตั ยกรรมกฎหมาย ดนตรี
และนาฏศลิ ป์ เป็นมรดกตกทอดมายังภูมภิ าคเอเชียอาคเนย์
เจา้ อาวาสวดั เตยคนปจั จบุ ันคือ พระครนู นทธรรมาภรณ์ หรือชือ่ เดมิ สมนึก กาวหนุ่
เกดิ เม่ือวันที่ 8ตลุ าคม พ.ศ.2489 มภี มู ลิ าเนาทอี่ าเภอปากเกร็ด จังหวดั นนทบุรี บรรพบรุ ษุ
ของทา่ นเจา้ อาวาสอยทู่ ่ีนีม่ าแต่เดิมโดยพนื้ เพ ท่านจาพรรษาทีว่ ัดเตยตง้ั แตป่ ี พ.ศ.2506 โดย
บวชเณรกอ่ นแล้วจงึ บวชพระเม่ือวนั ท่ี 24 กรกฎาคม พ.ศ.2509 สาเร็จการศึกษาระดับ
มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 และจบนกั ธรรมชน้ั เอก ปัจจบุ ันอยสู่ ังกัดมหานกิ าย ขึ้นเป็นเจา้ อาวาสวัด
เตยเมอื่ ปี พ.ศ.2519 และไดเ้ ป็นเจ้าคณะอาเภอปากเกร็ดเมื่อปี พ.ศ.2547
วัดเตยมโี บราณสถานภายในวดั ได้แก่ พระอุโบสถ หน้าบันพระอุโบสถประดับ
กระจกสสี ันสวยงาม มมี ขุ หน้าหลัง เสาดา้ นหนา้ และด้านหลังพระอโุ บสถดา้ นละ 2 ต้น และ
มีบัวหวั เสาดว้ ย นอกจากนัน้ ยงั มีหอระฆงั รวมถงึ ศาลารมิ นา้ 3 หลงั ซ่งึ หลงั หนง่ึ เป็นทา่ เรือ
ขา้ มฟากไปยงั ตลาดปากเกรด็ ปัจจบุ นั วดั เตยมอี ุโบสถท้ังส้ิน 2 หลงั
90
หลังเก่าสรา้ งขนึ้ เมอื่ ปี พ.ศ.2440 และหลงั ใหม่สรา้ งขึ้นเม่อื พ.ศ.2538 ภายในประดษิ ฐาน
พระประธานเปน็ พระอุโบสถปางสมาธิสร้างเมือ่ ร.ศ.117 จากการสัมภาษณ์ทา่ นเจา้ อาวาส
พบว่า บทบาทของคนในชมุ ชนกับวัดคือพง่ึ พาอาศัยกัน ชาวบ้านก็เหมือนเป็นร้ัววัด
ช่วยเหลือเกอื้ กลู กนั เสมอ ทกุ วันน้ีพ้ืนเพยงั เปน็ มอญแตท่ ุกอย่างค่อยๆเปลี่ยนไปตามยุคสมัย
3. อาจารย์เทพเนรมิต จติ รกรรมไทย
อาจารย์เทพหรอื ชา่ งเทพคอื ช่างชั้นครูจากมหาวิทยาลยั ศลิ ปากร เป็นคนไทยเช้ือสายมอญ
ระยะเวลาการสร้างผลงานเริม่ ตั้งแตป่ ี พ.ศ.2547 -2552 รวมทง้ั หมด 5 ปี แมจ้ ะช้าไปข้าง
เพราะชา่ งเขียนมีนอ้ ย แต่พระครนู นทธรรมาภรณ์หรือพระอาจารย์สมนกึ เจ้าอาวาสวัดเตย
และเจ้าคณะอาเภอปากเกร็ดไมไ่ ดเ้ ร่งรบี จงึ แจ้งให้ช่างทาไปตามกาลงั และศรทั ธาของผู้คนท่ี
มีต่อศาสน' โดยมคี วามตอ้ งการเพียงใหค้ นรุ่นหลังมองเหน็ คณุ ค่าของศิลปะทบี่ รรพบุรษุ สรา้ ง
เอาไวแ้ ละส่งตอ่ จินตนาการอันบรรเจดิ เหลา่ นัน้ ผ่านไปยงั รุน่ สู่รุ่น อาจารย์เทพมีชื่อจรงิ ว่า วร
วิทย์ ชสู ุทธิเ์ กดิ ท่จี ังหวดั ราชบุรีเมอ่ื วนั ท่ี 26 พฤษภาคม พ.ศ.2494 จบการศึกษาระดับ
มธั ยมศกึ ษาจากโรงเรียนโพธาวฒั นาเสนี ระดบั อาชวี ศกึ ษาจากโรงเรยี นช่างศิลปะ กรม
ศลิ ปากร ระดับอดุ มศึกษาจากคณะจติ รกรรมประตมิ ากรรมและภาพพมิ พ์ มหาวทิ ยาลัย
ศลิ ปากร บวชเรยี นอกี 3 พรรษาท่สี านักวดั คงคารามโพธาราม ราชบุรี จนไดน้ กั ธรรมชั้นเอก
การต้งั ปณิธานวา่ จะอทุ ศิ ตนทางานด้านนอี้ ยา่ งจรงิ จังทาใหท้ ่านมีผลงานปรากฎอยูใ่ นพระ
อุโบสถ วิหารและมณฑปวัดเปน็ จานวนมาก ท้งั ในทอ้ งถิ่นบา้ นเกิดคือจงั หวัดราชบุรีและอกี
หลายจังหวดั เช่น ปตั ตานี ลพบุรี กาญจนบุรี นนทบรุ ี กรุงเทพมหานคร ซึ่งอาจารย์เทพ
เนรมติ ไดท้ าการออกแบบงานจิตรกรรมท้ังหมดโดยไมค่ ดิ คา่ แรง นอกจากนีอ้ าจารย์เทพ
เนรมติ จิตรกรรมไทยยงั เปน็ ผ้คู ัดคา้ นการรอื้ ทาลายโบสถว์ ดั คงคารามจนประสบความสาเรจ็
ต่อมากรมศิลปากรได้ขึน้ ทะเบยี นเป็นโบราณสถานของชาติ และเป็นผคู้ ดั คา้ นการซอ้ื ขาย
หนังใหญว่ ัดขนอนซึ่งตอ่ มาไดข้ ึ้นทะเบยี นเป็นโบราณวตั ถขุ องชาตเิ ม่ือบวชได้จดั นิทรรศการ
โบราณวัตถขุ องวดั คงคาราม ทง้ั ยงั ไดร้ ับเสดจ็ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช
กุมารี และสมเด็จพระเจา้ ลูกเธอเจ้าฟ้าจฬุ าภรณ์วลยั ลกั ษณ์ อัครราชกุมารี ทรงยกชอ่ ฟา้ พระ
อโุ บสถวัดคงคาราม ปัจจบุ ันอาจารยม์ ักบนั ทกึ เรอ่ื งราวเกีย่ วกบั จิตรกรรมของวัดต่างๆ
ภายในประเทศไทยลงเพจเฟซบคุ๊ สว่ นตวั ชอ่ื "เทพเนรมติ จิตรกรรมไทย" เป็นประจา
91
4. แนวคดิ ของจติ รกรรมฝาผนงั วัดเตย
พระครนู นทธรรมาภรณ์เจา้ อาวาสวดั เตยใชเ้ วลา 12 ปีในการหาช่างฝีมือ เป็นช่างชุดแรกและ
ชดุ เดยี วไมม่ กี ารเปล่ียนแปลงอีก มีการไปดูผลงานของช่างก่อนจึงเรียกมาพูดคุย ซ่ึงท่านเจ้า
อาวาสเป็นผู้มอบโจทย์และแนวคิดต่างๆให้กับช่าง โดยท่านอยากให้รักษาของเดิมเอาไว้
เพียงแตเ่ ปลยี่ นแปลงภาพพจน์ให้ดดู ขี ึ้นโจทยท์ ใี่ หก้ ็เหมอื นกบั วัดอ่ืนคือพุทธประวัติ ทศชาติ
ชาดก ฯลฯ แต่กาหนดใหจ้ ัดรปู แบบให้เรยี บร้อย ดูดีขึ้นหรือแปลกกว่าวัดอ่ืน สีที่ใช้จะออก
แนวสดใส จัดจ้าน มีชีวิตชีวา เพราะท่านมองว่ามนุษย์เรามีชีวิตแล้วต้องมีวิญญาณ มี
ความรู้สกึ จงึ ให้ช่างใชส้ ีแบบจดั จา้ นเนื่องจากในอนาคตมันก็จะเลือนหรือขีดลงตามธรรมชาติ
อย่แู ล้ว แตก่ ็มีการใช้กระจกกันไมใ่ หโ้ ดนลมน้าควันฯลฯ เพราะอาจมีผลกระทบกับสี ในส่วน
ของธปู ก็ใช้เป็นธปู ไฟฟา้ ทาเพือ่ ใหส้ สี ามารถคงความสดใสนานที่สุด โดยมีทางวัดเป็นผู้ดูแล
งบประมาณ และท่านเจา้ อาวาสก็มีการประสานงานกับอาจารย์เทพตลอดในเรื่องของความ
คบื หน้าตา่ งๆ จนกระท่งั เสรจ็ สมบูรณ์ และแง่มุมพิเศษสาหรับการทางานศิลปะภายในวัดที่
อาจารย์เทพปฏิบัตมิ าตลอดคอื การใชน้ า้ มนต์ผสมสกี ่อนจะบรรจงใช้สีนั้นวาดลงบนผนัง เพื่อ
ยกยอ่ งวิชาช่างครูแบบโบราญให้เกดิ ความงดงามสบื ไป วิธีการดูภาพพุทธประวัติและทศชาติ
ชาดกโดยหลกั ของวดั เตยคือ ดูจากด้านบนลงด้านล่าง เนื่องจากเหตุการณ์ในแต่ละภาพจะ
เรียงลาดบั จากบนลงล่าง เช่น ภาพประสูติจะเริ่มจากเหตุการณ์ที่พระนางสิริมหามายาทรง
พระสุบนิ นมิ ิตบริเวณดา้ นบนของภาพ จากนัน้ จึงทรงพระประสตู กิ าลในด้านล่าง
5. จติ รกรรมฝาผนงั ในอุโบสถวัดเตย
งานจติ รกรรมฝาผนงั ในอโุ บสถหลงั ใหม่วัดเตยจะเรียงแบบเวียนตามเข็มนาฬิกานับ
จากทางซา้ ยของพระประธาน (ทศิ เหนอื > ทิศตะวันออก > ทศิ ใต้ > ทศิ ตะวนั ตก)
ประกอบไปด้วย พทุ ธประวตั ิ 9 ภาพ ไดแ้ ก่
1. ภาพ ทลู เชญิ สันดสุ ติ เทวราชโพธิสัตว์จุติ, พระราชพิธีอภิษกสมรสระหว่างพระเจ้าสุ
ทโธทนะและพระนางสริ ิมหามายา
2. ภาพ ทรงพระสุบนิ นิมติ , ทรงพระประสูติกาล
3. ภาพ เทวทูตท้งั 4, เสดจ็ ออกผนวช
4. ภาพ ทรงออกมหาภเิ นษกรมณ์, ทรงตดั โมลีถอื เพศบรรพชา
5. ภาพ นางสชุ าดาถวายข้าวมธุปายาส
92
6. ภาพ ผจญมาร
7. ภาพ โปรดพุทธบดิ าและนางพิมพา
8. ภาพ เสด็จจากดาวดึงส,์ ยมกปาฏหิ ารยิ ,์ ตน้ มะมว่ งในพทุ ธประวตั ิ
9. ภาพ ปรินพิ พาน
ทศชาติชาดกหลงั บานหนา้ ต่าง 10 บาน ได้แก่
1. เตมียชาดก
2. ชนกชาดก
3. สุวรรณสามชาดก
4. เนมริ าชชาดก
5. มโหสถชาดก
6. ภูรทิ ตั ชาดก
7. จันทชาดก
8. นารทชาดก
9. วธิ ูรชาดก
10. มหาเวสสันดรชาดก
อืน่ ๆ ไดแ้ ก่
− บานประตูลายพระอินทร์ทรงช้างเอราวณั
− บานประตูลายพญานาคราช
− บานประตูลายท้าวจตโุ ลกบาลทั้งส่ีทิศ
− พระเจดยี เ์ กศาธาตชุ เวดากอง
− ตปสุ สะและภลั ลิกะขณะถวายข้าวสตั ตูกอ้ นสัตตผง
− วมิ านชน้ั พรหม
− พระปฐมเจดีย์
− อกั ขระมอญ
− ขบวนเรือพระราชพิธี
− พระธาตุประจาปเี กิด 12 นกั ษัตร
93
อภิปรายผลการวจิ ยั
จากการลงพ้ืนทสี่ งั เกตภายในอุโบสถหลงั ใหมข่ องวัดเตย ต.บางตะไนย์ อ.ปากเกร็ด
จ.นนทบุรี พบวา่ งานจิตรกรรมภายในอุโบสถเปน็ แบบจิตรกรรมไทยประเพณี เปน็ ระเบยี บ
แบบแผนสะท้อนเอกลกั ษณ์ของชา่ ง มกี ารผสมผสานระหวา่ งไทยกบั มอญเนื่องจากวดั นเ้ี ปน็
วัดมอญและอาจารยเ์ ทพผู้สรา้ งสรรคผ์ ลงานกม็ เี ชอ้ื สายมอญ ทเ่ี หน็ ไดช้ ัดเจนที่สดุ คือ อักขระ
มอญเหนือขอบหนา้ ต่างทีเ่ ปน็ บทสวดมนต์ เริม่ ตั้งแต่นะโมตัสสะเวยี นรอบอุโบสถไปจบ
ท่ีธมั มจกั กัปปวัตนสตู ร และพระเจดียเ์ กศาธาตชุ เวดากองซ่งึ เป็นสถานทศี่ กั ด์สิ ิทธขิ์ องพมา่
แตส่ ว่ นใหญจ่ ะเน้นของไทยเป็นหลกั สขี องงานจิตรกรรมค่อนข้างสดใส จัดจ้าน ไม่ซีด
เนอ่ื งมาจากความตอ้ งการของทา่ นเจ้าอาวาสทต่ี ้องการให้สีคงความสดไว้นานท่ีสดุ กอ่ นจะ
เลอื นหายไปตามกาลเวลาองค์ประกอบของงานจติ รกรรมฝาผนังภายในอโุ บสถตรงตามอัต
ลักษณ์ทางดา้ นศลิ ปกรรมมอญ คอื มกี ารนาคตคิ วามเชอ่ื เกยี่ วกบั พระพทุ ธศาสนาที่เป็น
นามธรรมมาถา่ ยทอดเปน็ งานศิลปกรรมแบบรปู ธรรม ผลงานดา้ นจติ รกรรมทป่ี รากฎอยูต่ าม
วดั มอญในชุมชนมอญสว่ นใหญไ่ ดร้ ับอิทธิพลจากรูปแบบจติ รกรรมไทยประเพณีแบบช่าง
หลวง ซ่งึ ภาพวาดจะมแี บบแผนการจดั องคป์ ระกอบวางภาพ การใช้สี เน้นเรอ่ื งราวเก่ียวกับ
พุทธประวตั ิและชาดกตามทว่ี ารดา พุ่มผกา (2560) และบุณยกร วชิระเชยี รชยั (2552) ได้
กลา่ วไว้ พทุ ธประวตั ติ งั้ แต่ทา้ วสกั กะเทรราชกราบทลู เชิญท้าวสนั นดสุ ิตเทวราชลงมาจตุ ยิ ัง
โลกมนุษยเ์ พอ่ื ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าจนถึงปรนิ พิ พาน และชาดกสบิ ชาติตงั้ แต่เตมียชาดกถงึ
เวสสนั ดรชาดกอยา่ งครบถ้วน มกี ารจัดตาแหน่งใหจ้ ดุ ที่อยู่ในระยะสายตาทม่ี องเห็นไดช้ ัดเจน
ที่สุดเปน็ สว่ นท่เี ขยี นเรื่องชาดกหรือพุทธประวัติ โดยจดุ เดน่ ของภาพหรือตอนสาคัญที่เป็น
เสมือนหัวใจของเร่อื งมักจะเด่นชดั และอย่ใู นสายตาพอดี สอดคลอ้ งกบั รูปแบบงานจิตรกรรม
ฝาผนงั ในสมัยกรงุ รตั นโกสินทร์ที่ ปริญโญ ภกิ ขุ (2545) ได้นาเสนอไว้
ปัญหาและอปุ สรรค
1. การเดินทางไปวดั เตยค่อนขา้ งลาบากหากไม่มีรถยนตส์ ่วนตัว เน่ืองจากไม่มรี ถโดยสาร
ประจาทางผ่านมีเพยี งทา่ เรอื และรถแทก็ ซ่ี อีกทงั้ เส้นทางมีการจราจรติดขัดในบางเวลา
2. ไมม่ ขี ้อมลู เกยี่ วกบั จิตรกรรมฝาผนังวดั เตยปรากฎเปน็ ลายลกั ษณอ์ กั ษรมากนกั ตอ้ งอาศัย
ข้อมลู จากผ้ใู ห้สัมภาษณเ์ ปน็ หลกั ทาให้การรวบรวมข้อมูลคอ่ นข้างยากและใช้เวลานาน
3. ภายในวดั ค่อนขา้ งเปลยี่ ว และบางครัง้ อุโบสถไมเ่ ปดิ ให้เย่ียมชม ทาให้ไมส่ ามารถเข้าไป
เกบ็ ขอ้ มลู ได้