แผนการจัดการเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ี่ ๑ เรอ่ื ง กาพยเ หเรอื หนา 1
แผนการจดั การเรยี นรทู ี่ ๑
เรอ่ื ง การอา นออกเสยี งบทรอยกรอง จำนวน ๑ คาบ
หนวยการเรยี นรูท ่ี ๑ เรือ่ ง กาพยเหเรือ ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปท ี่ ๖
กลมุ สาระการเรียนรูภาษาไทย วิชาภาษาไทย ๕ รหสั วชิ า ท ๓๓๑๐๑
ครูผสู อน นางสาวทิพมาศ ดนตรพี งษ
1. สาระท่ี ๑ การอาน
2. มาตรฐานการเรียนรู/ตัวชี้วดั
มาตรฐาน ท ๑.๑ ใชก ระบวนการอา นสรางความรแู ละความคิดเพ่อื นำไปใชต ัดสินใจ แกป ญ หาในการ
ดำเนินชีวติ และมีนสิ ยั รักการอา น
ม.4-6/1 อา นออกเสียงบทรอ ยแกวและบทรอยกรองไดอยางถกู ตอง ไพเราะ และเหมาะสม
กบั เร่ืองทอ่ี าน
3. สาระสำคัญ
การอานออกเสยี งเรอื่ ง กาพยเหเ รือ ตองอานออกเสียงใหถูกตองไพเราะและเหมาะสม นอกจากนั้นยัง
ตอ งสามารถทองบทอาขยานตามที่กำหนด เหน็ คณุ คา และนำไปใชอางอิงได
4. จดุ ประสงคการเรียนรู
ดานความรู (K)
1. นกั เรียนสามารถอานออกเสยี งบทรอยกรองเร่ือง กาพยเหเรอื ได
2. นกั เรยี นสามารถทองจำและบอกคุณคาบทอาขยานได
ดา นทกั ษะ / กระบวนการ(P)
๑. ทกั ษะการเปรียบเทยี บ ๓. ทกั ษะการสรางความรู
๒. ทักษะการวิเคราะห ๔. ทกั ษะการประเมิน
ดา นคุณลักษณะอนั พึงประสงค (A)
๑. มีวนิ ยั 3. มงุ ม่ันในการทำงาน
๒. ใฝเรียนรู 4. รักความเปน ไทย
5. สาระการเรียนรู
สาระการเรยี นรแู กนกลาง
๑. การอานออกเสียง ประกอบดวย บทรอ ยกรอง เชน โคลง ฉนั ท กาพย กลอน
๒. บทอาขยานและบทรอ ยกรองท่มี คี ุณคา
(บทอาขยานตามที่กำหนด และบทรอ ยกรองตามความสนใจ)
6. กจิ กรรมการเรยี นรู
วธิ ีสอนโดยเนน กระบวนการ : กระบวนการปฏบิ ตั ิ
ข้นั ที่ 1 สงั เกต รบั รู
๑. ครแู บง นักเรียนเปนกลุม กลมุ ละ 4 คน คละกันตามความสามารถ คอื เกง ปานกลางคอ นขา งเกง
ปานกลางคอนขางออน และออน แลวใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันทบทวนความรูเก่ียวกับ
หลกั การอา นออกเสยี งบทรอ ยกรอง ตามทีเ่ คยไดเรียนมา
แผนการจัดการเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๑ เรอ่ื ง กาพยเหเ รือ หนา 2
คำถามกระตุนความคดิ นกั เรยี นคิดวา การอา นทำนองเสนาะ มีความจำเปนอยางไรบางตอ
การเรยี นวรรณคดีไทย อธบิ ายเหตผุ ล
๒. ครูสุมเรียกนักเรียน 2-3 คน ออกมาอานทำนองเสนาะเรื่อง กาพยเหเรือ ใหเพื่อนฟงที่หนาชั้น
แลวครูใหนักเรียนฟงซีดีการอานทำนองเสนาะ จากนั้นรวมกันสังเกตและวิเคราะหวา เพ่ือนอาน
ไดถ ูกตอ งหรือไม อยางไร
๓. นกั เรียนตอบคำถามกระตนุ ความคิด
ข้ันที่ 2 ทำตามแบบ
๑. ครูใหนักเรียนฟงซีดีการอานทำนองเสนาะ พรอมอธิบายประกอบ เพ่ือใหนักเรียนมีความเขาใจ
มากยิ่งข้ึน และปฏบิ ตั ิไดอ ยางถกู ตอง
๒. นักเรียนแตละคนฝกอานเร่ือง กาพยเหเรือ ตามแบบที่ไดฟงจากซีดีการอานทำนองเสนาะโดย
เพื่อนในกลุมชว ยกนั ตรวจสอบความ ถูกตอ งและใหข อ เสนอแนะ
ข้นั ที่ 3 ทำเองโดยไมมแี บบ
๑. นักเรียนจับสลากเลือกบทอานเร่ือง กาพยเหเรือ คนละ 2 บท แลวใหนักเรียนแตละคนฝกอาน
ดว ยตนเอง
๒. นักเรียนแตละคนจับคูกับเพ่ือนในกลุม ผลัดกันอานบทรอยกรองใหเพื่อนฟง และผลัดกันวิจารณ
แสดงความคิดเหน็ ใหคำแนะนำแกไขในกรณีทย่ี งั อานไมถ ูกตอง
ขน้ั ท่ี 4 ฝก ทำใหชำนาญ
๑. นักเรยี นแตละคูฝกอานออกเสียงเร่ือง กาพยเ หเ รือ จนเกิดความชำนาญ แลวครูนัดหมายการอา น
ออกเสยี งเปนรายบุคคล (นอกเวลาเรยี น)
๒. ครูประเมินการอานของนักเรียนแตละคน พรอมท้ังใหขอเสนอแนะในการปรับปรุงในกรณีที่ยังมี
ขอ บกพรอ ง
๓. นกั เรยี นตอบคำถามกระตนุ ความคิด
คำถามกระตุนความคิด ถานักเรียนมีขอบกพรองในการอาน ทำนองเสนาะ นักเรียนจะ
ปรบั ปรงุ อยา งไร
หมายเหตุ ครูมอบหมายใหนักเรียนแตละกลุมฝกทองบทอาขยานเรื่อง กาพยเหเรือ แลวมา
ประเมินผลนอกเวลาเรียนเปนรายบุคคล โดยใหค รอบคลมุ ประเด็นตามที่กำหนด ดงั นี้
1) การอา นออกเสียง
2) การใชน ้ำเสียง
3) การเวน วรรค/จังหวะในการอาน
4) ทวงทำนองการอาน
5) ความถูกตอ งของบทอาขยาน
6) การบอกประโยชนของการทอ งบทอาขยาน
แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๑ เร่ือง กาพยเหเรอื หนา 3
๗. การวดั ผลและประเมินผลการเรยี นรู
ผลการเรยี นรู วธิ กี ารวดั การวดั และการประเมนิ ผล เกณฑ
ท่คี าดหวัง เคร่อื งมอื วดั
1. ดา นความรู ตรวจแบบทดสอบกอนเรยี น แบบทดสอบกอ นเรยี น ระดับคณุ ภาพ 2
/ความเขาใจ หนวยการเรียนรทู ี่ ๑ หนวยการเรยี นรทู ี่ ๑ ผานเกณฑ
แบบประเมนิ การทองบทอาขยานเรอื่ ง
2. ทกั ษะ / ตรวจการทองบทอาขยานเร่ือง ระดบั คณุ ภาพ 2
กระบวนการ กาพยเ หเ รอื กาพยเหเ รือ ผานเกณฑ
3. เจตคติ /
คุณลักษณะ วิธกี ารวดั เครอ่ื งมือวัด เกณฑ
ที่พงึ ประสงค
สังเกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ แบบประเมินการทอ งบทอาขยานเรื่อง ระดับคณุ ภาพ 2
สงั เกตความมีวนิ ัย ใฝเรยี นรู มงุ มนั่ ในการ กาพยเ หเ รอื ผานเกณฑ
ทำงาน และรักความเปนไทย แบบประเมนิ คุณลักษณะอนั พงึ ระดับคณุ ภาพ 2
ประสงค ผา นเกณฑ
๘. สอ่ื การเรียนรหู รือแหลงการเรยี นรู
๑. หนงั สือเรียน ภาษาไทย : วรรณคดีและวรรณกรรม ม.6
๒. ซดี ีการอานทำนองเสนาะ
๓. สลาก
แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๑ เรอ่ื ง กาพยเหเ รือ หนา 4
แผนการจดั การเรียนรูท่ี ๒
เรือ่ ง ความเปนมาและประวัตผิ แู ตง จำนวน ๑ คาบ ( ๕๕ นาท)ี
หนว ยการเรียนรทู ่ี ๑ เร่อื ง กาพยเ หเ รอื ช้นั มัธยมศึกษาปท ่ี ๖
กลุมสาระการเรียนรภู าษาไทย วิชาภาษาไทย ๕ รหัสวชิ า ท ๓๓๑๐๑
ครูผสู อน นางสาวทิพมาศ ดนตรีพงษ
1. สาระที่ ๕ วรรณคดแี ละวรรณกรรม
2. มาตรฐานการเรยี นรู/ตัวช้วี ัด
ท 5.1 ม.4-6/1 วเิ คราะหแ ละวจิ ารณว รรณคดีและวรรณกรรมตามหลักการวจิ ารณเ บอ้ื งตน
สาระสำคัญ
3. สาระสำคญั
การอานและศกึ ษาวรรณคดีเรื่อง กาพยเหเรือ ตองวิเคราะหวิจารณตามหลักการเบ้ืองตน และยังตอง
รจู ักความเปนมา และประวัตผิ ูแ ตง
4. จุดประสงคก ารเรียนรู
ดา นความรู (K)
๑. อธิบายความเปน มาของเร่อื ง กาพยเ หเ รือได
๒. บอกประวัติผูแตง เร่ือง กาพยเ หเ รอื ได
๓. วิเคราะหจดุ มงุ หมายในการแตง เรื่อง กาพยเหเรือได
ดา นทกั ษะ / กระบวนการ(P)
๑. ทักษะการตีความ ๓. ทกั ษะกระบวนการคดิ อยางมีวจิ ารณญาณ
๒. ทกั ษะการวเิ คราะห
ดา นคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค (A)
๑. มีวินัย 3. มุง มน่ั ในการทำงาน
๒. ใฝเรียนรู 4. รักความเปน ไทย
5. สาระการเรียนรู
สาระการเรียนรแู กนกลาง
๑. หลกั การวเิ คราะหแ ละวิจารณวรรณคดแี ละวรรณกรรมเบ้ืองตน
(จดุ มุงหมายการแตงวรรณคดีและวรรณกรรม)
แผนการจดั การเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ี่ ๑ เรอื่ ง กาพยเหเรือ หนา 5
6. กิจกรรมการเรยี นรู (วิธสี อนแบบสบื เสาะหาความรู (Inquiry Method : 5E)
ข้ันที่ 1 กระตนุ ความสนใจ (Engage)
1. ครูใหนักเรียนดูวีดิทัศนเก่ียวกับกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค หรือภาพริ้วกระบวนเรือ
พระน่ังแลวครูถามคำถามเพ่ือกระตุนความสนใจของนักเรียน เชน กระบวนพยุหยาตราทาง
ชลมารคมีความเปนมาอยางไร? กระบวนเรือพระท่ีนั่ง มีความสำคัญ อยางไร?
ในการเหเรือสามารถใชบทรอยกรองบทอ่ืนไดหรือไมเพราะเหตุใด? หากกลาวถึงบทเหเรือ
นักเรียนจะนึกถึงใคร เพราะเหตุใด? โดยครูคอยกระตุนใหนักเรียนทุกคนมีสวนรวมในการ
แสดงความคดิ เหน็
2. นักเรียนตอบคำถามกระตุนความคิด
คำถามกระตุนความคิด นักเรียนคิดวา กระบวนพยุหยาตรา ทางชลมารค มีการใชบทเห
เชนเดียวกับกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคหรอื ไม เพราะเหตใุ ด
ข้ันที่ 2 สำรวจคน หา (Explore)
นักเรียนแตละกลุม (กลุมเดิมจากเร่ืองที่ 1) จับคูกันเปน 2 คู ใหแตละคูรวมกันศึกษาความรูเรื่อง
กาพยเหเรือ จากหนังสือเรียน แลวบันทึกความรูที่ไดจากการศึกษาลงในแบบบันทึกการอาน ในหัวขอท่ี
กำหนดให ดงั น้ี คูท ่ี 1 ศกึ ษาความรูเรื่อง ความเปน มา คูท ่ี 2 ศึกษาความรูเร่อื ง ประวตั ผิ แู ตง
ข้นั ที่ 3 อธิบายความรู (Explain)
๑. นักเรียนแตละคูนำความรูที่ไดจากการศึกษามาอธิบายใหเพื่อนอีกคูหนึ่งฟง ผลัดกันซักถาม
หากมีขอ สงสยั และรว มกนั อธบิ ายจนทกุ คน มีความเขา ใจชดั เจนตรงกัน
๒. นักเรียนแตล ะกลมุ รว มกันสรปุ ความรเู ปน องคความรูของกลุม
๓. นกั เรียนตอบคำถามกระตุนความคิด
ขน้ั ท่ี 4 ขยายความเขา ใจ (Expand)
นักเรียนแตละคนทำ ใบงาน เรื่อง สรรพสารนารูจากเร่ือง กาพยเหเรือ เม่ือทำเสร็จแลวผลัดกัน
อภปิ รายคำตอบในใบงานแลว รวมกันสรุปเปนคำตอบของกลมุ
ขนั้ ท่ี 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. นักเรียนแตละกลุมสงตัวแทนออกมานำเสนอผลงานในใบงานหนาชั้นเรียน โดยครูและเพื่อน
กลุม อ่นื รว มกันแสดงความคิดเหน็ และใหข อ เสนอแนะ
2. นกั เรยี นตอบคำถามกระตุนความคิด
คำถามกระตนุ ความคิด กระบวนพยุหยาตราทางชลมารค และการเหเรือในปจจุบันมีความ
เหมือนหรือแตกตางจากในสมัยโบราณอยา งไรบาง
แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ี่ ๑ เรื่อง กาพยเหเ รือ หนา 6
7. การวดั ผลและประเมินผลการเรียนรู
ผลการเรยี นรู วธิ กี ารวดั การวัดและการประเมินผล เกณฑ
ทีค่ าดหวงั เครื่องมือวดั
ตรวจใบงาน รอ ยละ 60
1. ดา นความรู / ใบงาน ผา นเกณฑ
ความเขา ใจ ระดบั คณุ ภาพ 2
ตรวจแบบบนั ทกึ การอา น แบบบนั ทึกการอา น ผานเกณฑ
ระดบั คณุ ภาพ 2
ประเมนิ การนำเสนอผลงาน แบบประเมนิ การนำเสนอผลงาน ผา นเกณฑ
ระดับคณุ ภาพ 2
2. ทกั ษะ / สังเกตพฤติกรรมการทำงานรายบคุ คล แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงาน ผา นเกณฑ
กระบวนการ สงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุม รายบคุ คล ระดบั คณุ ภาพ 2
3. เจตคติ / ผานเกณฑ
คุณลกั ษณะ สงั เกตความมวี ินยั ใฝเรียนรู มุงมนั่ ใน แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงาน ระดบั คณุ ภาพ 2
ทพ่ี งึ ประสงค การทำงาน และรักความเปนไทย กลุม ผานเกณฑ
แบบประเมนิ คุณลักษณะอันพึง
ประสงค
8. สือ่ การเรยี นรูหรือแหลงการเรยี นรู
สอ่ื การเรียนรู
1. หนงั สอื เรียน ภาษาไทย : วรรณคดีและวรรณกรรม ม.6
2. หนงั สือคน ควา เพ่มิ เติม
- กองแกว วรี ะประจกั ษ. (2531). กระบวนพยุหยาตรา : ประวัติและพระราชพิธ.ี กรุงเทพฯ : หอสมุด
แหง ชาติ กรมศลิ ปากร.
- ส.พลายนอ ย. (2545). เรอื พระราชพิธี กระบวนพยุหยาตราทางชลมารค. กรุงเทพฯ : ดอกหญา .
3. วีดิทศั นเกย่ี วกับกระบวนพยหุ ยาตราทางชลมารค
4. ภาพรว้ิ กระบวนเรือพระนงั่
5. ใบงาน เร่อื ง สรรพสารนา รู จากเรอื่ งกาพยเ หเรอื
แหลงการเรียนรู
1) หองสมุด
2) แหลง ขอมูลสารสนเทศ
http://guru.sanook.com/encyclopedia/กระบวนพยุหยาตราชลมารค
http://kanchanapisek.or.th/kp6/BOOK21/chapter1/chap1.htm
แผนการจัดการเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูที่ ๑ เร่อื ง กาพยเ หเรือ หนา 7
ใบงานท่ี เรือ่ ง สรรพสารนา รจู ากเร่อื ง กาพยเ หเรือ
คำชีแ้ จง ใหนกั เรยี นตอบคำถามตอไปน้ีใหถกู ตอง
1. กวีผูท รงพระนพิ นธกาพยเหเ รือฉบบั ที่นำมาใหน ักเรียนศึกษานคี้ ือใคร
2. วรรณคดีเรอื่ ง กาพยเหเ รือ เปนวรรณคดีในสมยั ใด
3. พระอิสรยิ ยศสงู สุดของกวีผทู รงพระนิพนธก าพยเหเรือฉบบั นี้ คือพระอิสริยยศใด
4. กวีผูทรงพระนิพนธเ ร่ืองกาพยเหเ รือน้ี ทรงบรู ณะซอ มสรา งวหิ ารของวดั ใด
5. วรรณคดเี รื่องกาพยเหเรอื นี้ กวที รงพระนิพนธข้นึ เพ่ือจดุ ประสงคใ ด และแตงขึ้นเพอ่ื ใชในการเดินทางไป
ท่ีใด
6. วรรณคดเี รื่องกาพยเหเรือนี้ ไดเ ปนตน แบบใหกวรี นุ หลังแตงกาพยเหอ ีกหลายสำนวน ไดแกกาพยเ หเร่ือง
อะไรบาง
7. เน้ือหาของกาพยเหเ รอื ฉบับน้ีมกี ตี่ อน แตละตอนประกอบดวยเนื้อหาอะไรบาง
8. กาพยเหเ รือ เปน วรรณคดีรอยกรองประเภทใด และแตงดวยคำประพันธประเภทใดบาง
แผนการจัดการเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูที่ ๑ เร่อื ง กาพยเ หเรือ หนา 8
ใบงาน เรื่อง สรรพสารนา รจู ากเร่อื ง กาพยเ หเรือ (เฉลย)
คำช้ีแจง ใหน ักเรียนตอบคำถามตอไปน้ีใหถ กู ตอง
1. กวีผูท รงพระนิพนธกาพยเ หเรอื ฉบับที่นำมาใหน ักเรียนศึกษานี้คือใคร
เจาฟา ธรรมธิเบศรไชยเชษฐสุรยิ วงศ หรอื เจาฟา กุง
2. วรรณคดเี รอ่ื ง กาพยเ หเ รือ เปน วรรณคดีในสมยั ใด
สมยั อยธุ ยาตอนปลาย ในรชั กาลสมเด็จพระเจา อยหู วั บรมโกศ
3. พระอสิ ริยยศสงู สดุ ของกวีผทู รงพระนิพนธก าพยเ หเ รือฉบบั นี้ คือพระอสิ ริยยศใด
เจา ฟา กรมขนุ เสนาพิทกั ษ พระมหาอุปราชเสวยบวรราชสมบัติ ในรัชกาลสมเดจ็ พระเจาอยหู ัวบรมโกศ
4. กวผี ทู รงพระนพิ นธเร่ืองกาพยเหเ รอื น้ี ทรงบรู ณะซอมสรา งวิหารของวดั ใด
วัดมงคลบพติ ร ซง่ึ ถกู ฟา ผาตรงยอดมณฑป
5. วรรณคดเี ร่ืองกาพยเ หเรือนี้ กวที รงพระนิพนธข ้นึ เพื่อจดุ ประสงคใด และแตงข้ึนเพอ่ื ใชใ นการเดินทางไป
ที่ใด
เจาฟาธรรมธิเบศรทรงพระนิพนธกาพยเหเรือน้ีข้ึน เพื่อใชเหเรือเลนในคราวที่พระองคตามเสด็จพระราช
บิดา (สมเด็จพระเจา อยูห ัวบรมโกศ) ทางชลมารคไปนมัสการพระพุทธบาท ท่ีจังหวดั สระบรุ ี
6. วรรณคดเี รอ่ื งกาพยเ หเ รือน้ี ไดเปน ตน แบบใหกวีรนุ หลังแตง กาพยเ หอ ีกหลายสำนวน ไดแ กกาพยเหเ รื่อง
อะไรบา ง
กาพยเ หช มเคร่ืองคาวหวานพระราชนิพนธในรชั กาลที่ 2 บทเหพระราชนพิ นธใ นรัชกาลที่ 5 และกาพย
เหเรอื พระราชนพิ นธ ในรชั กาลท่ี 6
7. เนื้อหาของกาพยเหเรอื ฉบับนม้ี ีกตี่ อน แตล ะตอนประกอบดวยเน้อื หาอะไรบาง
กาพยเ หเรอื พระนิพนธเจาฟาธรรมธเิ บศร มี 2 ตอน ดังน้ี
- ตอนที่ 1 กลา วชมกระบวนเรือ ชมปลา ชมไม ชมนก และบทครวญถึงนางอนั เปนทร่ี กั
- ตอนท่ี 2 ประกอบดว ย บทเหก ากี และบทเหสังวาส (เนอื้ หาที่ตัดมาใหเ รยี นในแบบเรยี นมเี ฉพาะตอน
แรก)
8. กาพยเหเ รอื เปน วรรณคดีรอ ยกรองประเภทใด และแตงดวยคำประพันธป ระเภทใดบาง
กาพยเ หเรือ เปนวรรณคดปี ระเภทกาพยเหแ ตงดวยคำประพันธป ระเภท โคลงส่ีสภุ าพ กบั กาพยย านี 11
เนื้อหาแตละตอนจะ ขึ้นตน ดวยโคลงสี่สุภาพ 1 บท ตามดว ยกาพยย านี 11 ไมจ ำกัดจำนวน โดยกาพยย านี
บทแรกจะมเี น้ือความตรงกบั เนื้อความในโคลงสีส่ ภุ าพ
แผนการจดั การเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท ่ี ๑ เรอ่ื ง กาพยเหเรือ หนา 9
แผนการจดั การเรียนรทู ี่ ๓
เรอื่ ง สรปุ เนอ้ื หาและคำศพั ท จำนวน ๒ คาบ ( ๑ ช่ัวโมง ๑๐ นาท)ี
หนวยการเรยี นรทู ี่ ๑ เรือ่ ง กาพยเ หเรอื ชั้นมธั ยมศึกษาปท ่ี ๖
กลุม สาระการเรียนรูภาษาไทย วิชาภาษาไทย ๕ รหัสวิชา ท ๓๓๑๐๑
ครผู สู อน นางสาวทิพมาศ ดนตรีพงษ
1. สาระท่ี ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม
2. มาตรฐานการเรียนร/ู ตวั ช้ีวดั
ท 5.1 ม.4-6/1 วเิ คราะหและวจิ ารณว รรณคดแี ละวรรณกรรมตามหลกั การวิจารณเบอื้ งตน
3. สาระสำคญั
กาพยเหเรือ เปนบทประพันธที่มีคุณคาทั้งดานเนื้อหา ดานวรรณศิลป และดานสังคม การที่จะเขาใจ
เนื้อหาของเรื่องไดน้ัน จำเปนตองรูคำศัพทตางๆ ที่ปรากฏอยูในเรื่อง เพ่ือจะไดเขาใจเนื้อหาของเรื่องได
อยางถูกตอง
4. จุดประสงคก ารเรยี นรู
ดานความรู (K)
๑. สรุปเน้อื หาเรื่อง กาพยเ หเรือได
๒. อธิบายความหมายของคำศพั ทในวรรณคดีเร่ือง กาพยเ หเ รือได
๓. วิเคราะหค ุณคาดา นเนื้อหาของเรื่อง กาพยเ หเรือได
ดานทกั ษะ / กระบวนการ(P)
๑. ทักษะการตีความ ๓. ทกั ษะกระบวนการคดิ อยางมวี ิจารณญาณ
๒. ทักษะการวิเคราะห
ดานคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค (A)
๑. มวี ินยั 3. มุง มั่นในการทำงาน
๒. ใฝเรียนรู 4. รกั ความเปน ไทย
5. สาระการเรยี นรู
สาระการเรยี นรูแ กนกลาง
- หลักการวเิ คราะหแ ละวจิ ารณวรรณคดีและวรรณกรรมเบ้ืองตน
(การพจิ ารณาเนื้อหาและกลวธิ ใี นวรรณคดีและวรรณกรรม)
สาระการเรยี นรูท องถนิ่
- เนื้อหา และคำศัพทจากเรื่อง กาพยเหเ รือ
แผนการจัดการเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ี่ ๑ เรอ่ื ง กาพยเหเ รอื หนา 10
6. กจิ กรรมการเรยี นรู (วิธีสอนแบบกระบวนการกลุ่มสมั พนั ธ)์
ช่ัวโมงท่ี 1
ขัน้ ที่ 1 นำเขา สบู ทเรยี น
๑. นกั เรยี นตอบคำถามกระตุนความคิด
๒. ครนู ำแถบบนั ทกึ เสียงกาพยเหเ รือของครูแจง คลา ยสีทอง หรอื ของอาจารยว ัฒนะ บญุ จับ มาเปด
ใหนกั เรยี นฟง แลว ใหนกั เรยี นตอบคำถามตอไปนี้
- กาพยเ หเรือ ในปจ จบุ ันเหมือน หรอื แตกตางจากกาพยเ หเ รือในอดีตอยา งไร อธบิ ายเหตผุ ล
- กาพยเ หเรือของเจา ฟา ธรรมธเิ บศร เปนตน แบบในการแตง กาพยเ หเ รือของกวีในยุคตอมาหรือไม
อธบิ ายเหตผุ ล
คำถามกระตุน ความคดิ นกั เรียนคดิ วา กาพยเหเรือมีลักษณะเหมือนหรือแตกตางจากกาพยชนดิ
อนื่ ๆ อยา งไร
ข้ันท่ี 2 จัดการเรียนรู
๑. ครูติดแผนภูมิตัวอยางคำประพันธเรื่อง กาพยแหเรือ ใหนักเรียนดูบนกระดาน แลวใหนักเรียน
ชวยกันถอดความบทประพนั ธด ังกลาว ตามความเขา ใจของนกั เรียน
๒. ครูใหนักเรยี นแตละกลุมอานเรื่อง กาพยเหเรือ จากหนังสือเรยี นและถอดความบทประพันธตาม
ความเขาใจของนักเรียน พรอมทั้งศึกษาความหมายของคำศัพทท่ีปรากฏอยู จากหนังสือคนควา
เพิ่มเตมิ หอ งสมดุ และแหลงขอ มูลสารสนเทศ
๓. ครูสุมนักเรียนแตละกลุมออกมาถอดความบทประพันธ พรอมบอกความหมายของคำศัพทในบท
ทกี่ ำหนด โดยครแู ละเพื่อนกลุมอ่ืนชว ยกันตรวจสอบความถูกตอ ง
๔. นักเรียนแตละคนทำใบงาน เรื่อง รูคำถอดความจากเร่ืองกาพยเหเรือ เมื่อทำเสร็จแลวให
นักเรียนผลัดกันอธิบายคำตอบในใบงานใหเพื่อนในกลุมฟง ผลัดกันซักถามขอสงสัยและสรุปเปน
คำตอบของกลมุ
๕. นกั เรียนตอบคำถามกระตุนความคิด
คำถามกระตุน ความคดิ เพราะเหตุใด กวีจึงนำกิริยาอาการของสัตวท่ีใชเปนรูปเรือมาใช
บรรยายการเคลื่อนไหวของเรือน้ัน พรอมอธิบายประกอบ (เพื่อทำใหภาพการแลนของเรือดูมี
ชีวิตชวี ามากย่ิงข้นึ ดังบทประพนั ธต อนหน่ึงที่วา
คชสีหท ผี าดเผน ดดู ังเปน เห็นขบขนั
ราชสหี ทีย่ ืนยัน คั่นสองคดู ยู ่ิงยง
เรือมาหนามงุ น้ำ แลน เฉือ่ ยฉำ่ ลำระหง
เพยี งมาอาชาทรง องคพ ระพายผายผนั ผยอง)
แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูที่ ๑ เรอื่ ง กาพยเ หเ รอื หนา 11
ช่วั โมงท่ี 2
ขั้นที่ 3 สรปุ และนำหลกั การไปประยกุ ตใ ช
๑. นกั เรยี นแตละกลมุ รวมกันสรุปเน้ือหา และความหมายของคำศัพท ในเรื่อง กาพยเหเรอื เปนองค
ความรขู องกลมุ แลว บันทึกความรู ที่ไดล งในแบบบันทกึ การอา น เพอ่ื ไวใ ชท บทวนความรู
๒. ครแู นะนำใหนักเรียนนำความรูทีไ่ ดจ ากการศึกษาไปประยุกตใชใ นการศึกษาความรเู รื่อง กาพยเห
เรือ ในดานตา งๆ ตอ ไป
๓. นกั เรยี นตอบคำถามกระตุนความคิด
คำถามกระตนุ ความคดิ
เนื้อหาในแตล ะตอนของเรอื่ ง กาพยเ หเ รอื มคี วามเกี่ยวของกนั อยางไรบาง
ข้นั ท่ี 4 วัดและประเมนิ ผล
1. นกั เรยี นแตละกลุมสงตัวแทนออกมานำเสนอผลงานในใบงาน หนาชัน้ เรยี น โดยครูและเพ่ือนกลุม
อืน่ ชวยกันตรวจสอบความถูกตองและใหขอเสนอแนะ
2. นกั เรียนตอบคำถามกระตุน ความคดิ
คำถามกระตนุ ความคดิ
นักเรยี นชน่ื ชอบเน้ือหาของเรอื่ ง กาพยเหเ รือ ตอนใดมากท่สี ดุ อธิบายเหตผุ ล
7. ส่ือการเรยี นรหู รือแหลงการเรียนรู
สื่อการเรียนรู
1. หนงั สือเรียน ภาษาไทย : วรรณคดแี ละวรรณกรรม ม.6
2. หนังสอื คนควาเพิม่ เติม
- ราชบณั ฑิตยสถาน. (2546). พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ :
นานมีบุคสพบั ลเิ คชนั่ ส.
- ราชบณั ฑติ ยสถาน. (2550). พจนานกุ รมศัพทว รรณคดีไทย ภาคฉันทลักษณ. กรุงเทพฯ :
ราชบัณฑติ ยสถาน.
3. แถบบันทึกเสยี งกาพยเหเรือ
4. แผนภมู ิตวั อยา งคำประพันธเ รอื่ ง กาพยเ หเ รอื
5. ใบงาน เรื่อง รคู ำถอดความจากเรือ่ ง กาพยเหเรือ
แหลง การเรียนรู
1. หอ งสมุด
2. แหลงขอมูลสารสนเทศ
http://www.thaigoodview.com/library/.../2549/m6.../sec03p01.html
แผนการจัดการเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๑ เรือ่ ง กาพยเหเ รือ หนา 12
8. การวดั ผลและประเมินผลการเรยี นรู
ผลการเรียนรู วิธกี ารวดั การวดั และการประเมินผล เกณฑ
ท่ีคาดหวัง เครอื่ งมอื วดั
ตรวจใบงานท่ี 3.1 รอยละ 60 ผาน
1. ดานความรู ใบงาน เกณฑ
/ความเขา ใจ
ตรวจแบบบันทึกการอา น แบบบนั ทกึ การอาน ระดับคณุ ภาพ 2
2. ทกั ษะ / ผานเกณฑ
กระบวนการ ประเมนิ การนำเสนอผลงาน แบบประเมนิ การนำเสนอผลงาน
3. เจตคติ / ระดับคณุ ภาพ 2
คุณลักษณะ สังเกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุม ผา นเกณฑ
ท่พี ึงประสงค
สงั เกตความมีวนิ ัย ใฝเรียนรู มงุ มนั่ ในการ แบบประเมนิ คุณลกั ษณะอนั พงึ ระดบั คณุ ภาพ 2
ทำงาน และรกั ความเปนไทย ประสงค ผานเกณฑ
ระดับคณุ ภาพ 2
ผา นเกณฑ
แผนการจดั การเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๑ เร่อื ง กาพยเหเรือ หนา 13
ใบงาน เรอื่ ง รคู ำถอดความจากเรอ่ื ง กาพยเหเรือ
คำชแ้ี จง ใหนักเรียนบอกความหมายของคำศพั ทท ่ีกำหนด และสรปุ สาระสำคัญของบทประพนั ธใหถ ูกตอง
1. กรีธาหมนู าเวศ จากนคเรศโดยสาชล
เหมิ ห่ืนชนื่ กระมล ยลมัจฉาสารพนั มี
นาเวศ หมายถงึ
สาชล หมายถงึ
หื่น หมายถงึ
สาระสำคัญของบทประพนั ธ
2. ปกษมี ีหลายพรรณ บางชมกันขันเพรียกไพร
ยิ่งฟงวงั เวงใจ ลว นหลายหลากมากภาษา
ปก ษี หมายถึง
สาระสำคัญของบทประพนั ธ
3. เพรางายวายเสพรส แสนกำสรดอดโอชา
อิ่มทุกขอิ่มชลนา อ่มิ โศกาหนา นองชล
เพรางาย หมายถึง
กำสรด หมายถึง
สาระสำคญั ของบทประพนั ธ
4. สวุ รรณหงสท รงพหู อ ย งามชดชอ ยลอยหลงั สินธุ
เพียงหงสท รงพรหมนิ ทร ลนิ ลาศเลอ่ื นเตือนตาชม
สินธุ หมายถึง
พรหมนิ ทร หมายถึง
ลนิ ลาศ หมายถึง
สาระสำคัญของบทประพันธ
แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ี่ ๑ เร่ือง กาพยเหเ รือ หนา 14
5. รอนรอนสรุ ิยโอ อัสดง
เร่ือยเรอื่ ยลบั เมรลุ ง คำ่ แลว
รอนรอนจิตจำนง นุชพ่ี เพยี งแม
เร่ือยเร่ือยเรยี มคอยแกว คลับคลา ยเรยี มเหลียว
อัสดง หมายถงึ
เมรุ (อา นวา “เมน”) หมายถงึ
เรยี ม หมายถึง
สาระสำคัญของบทประพันธ
6. พิศพรรณปลาวายเคลา คิดถงึ เจาเศราอารมณ
มตั สยายังรชู ม สมสาใจไมพามา
มัตสยา หมายถึง
สาระสำคัญของบทประพนั ธ
7. โนรีสีปานชาด เหมอื นชา งฉลาดวาดแตมลาย
ไมเทาเจา โฉมฉาย หม ตาดพรายกรายกรมา
ชาด หมายถงึ
สาระสำคัญของบทประพนั ธ
8. นาวาแนนเปนขนดั ลวนรปู สตั วแ สนยากร
เรอื ร้ิวทิวธงสลอน สาครล่ันครั่นครื้นฟอง
นาวา หมายถึง
สาคร หมายถงึ
สาระสำคญั ของบทประพันธ
แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูที่ ๑ เรอ่ื ง กาพยเหเรอื หนา 15
ใบงาน เรื่อง รูคำถอดความจากเร่ือง กาพยเ หเรือ (เฉลย)
คำชี้แจง ใหนกั เรียนบอกความหมายของคำศพั ทท่กี ำหนด และสรุปสาระสำคญั ของบทประพนั ธใ หถ ูกตอง
1. กรธี าหมนู าเวศ จากนคเรศโดยสาชล
เหมิ ห่นื ช่นื กระมล ยลมัจฉาสารพันมี
นาเวศ หมายถงึ เรือ
สาชล หมายถงึ สายชล สายนำ้ แมน ้ำ
ห่นื หมายถงึ ทะยานใจ เหิมใจ มีความปรารถนาอยางแรงกลา
สาระสำคญั ของบทประพนั ธ กระบวนเรือไดแ ลน ออกจากพระนครโดยทางนำ้ (กวี) รูสึกยนิ ดีและชื่น
ใจเปนอยา งยิ่ง พลางช่นื ชมหมูปลาที่แหวกวา ยในลำน้ำ
2. ปกษีมหี ลายพรรณ บางชมกนั ขันเพรียกไพร
ยง่ิ ฟงวงั เวงใจ ลวนหลายหลากมากภาษา
ปกษี หมายถึง นก
สาระสำคัญของบทประพนั ธ นก (ทีก่ วเี หน็ ) มีหลากหลายชนิด นกเหลานตี้ า งพากนั ขันและสงเสียงรอ ง
ไปทัว่ ท้ังปา ฟงเสียงนกแลว (กวี) รสู ึกวังเวงใจ
3. เพรางายวายเสพรส แสนกำสรดอดโอชา
อิ่มทุกขอ่ิมชลนา อมิ่ โศกาหนา นองชล
เพรางาย หมายถึง เวลาเชา ม้ือเชา
กำสรด หมายถงึ โศกเศรา ครำ่ ครวญ รองไห
สาระสำคญั ของบทประพนั ธ ในเวลาเชา (หรอื ม้ือเชา ) กวไี มอาจเสวยอาหารได เพราะกวีอิ่มจากความทุกข
อม่ิ จากน้ำตา และอิ่มจากความโศกเศรา
4. สุวรรณหงสทรงพหู อ ย งามชดชอยลอยหลังสินธุ
เพียงหงสท รงพรหมนิ ทร ลนิ ลาศเลอ่ื นเตือนตาชม
สนิ ธุ หมายถึง ลำน้ำ สายนำ้
พรหมนิ ทร หมายถึง พระพรหม
ลนิ ลาศ หมายถึง การเย้อื งกราย ทา ทางอันสงา
สาระสำคญั ของบทประพนั ธ เรอื สุพรรณหงสท ่แี ลนมาอยางชาๆ มคี วามงดงามมาก ประดุจหงสข อง
พระพรหม ความสงา งามของเรือสุพรรณหงสน ตี้ รึงตาอยา งย่ิง
แผนการจัดการเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๑ เรือ่ ง กาพยเหเ รอื หนา 16
5. รอนรอนสุริยโอ อัสดง
เรือ่ ยเรอื่ ยลับเมรลุ ง ค่ำแลว
รอนรอนจติ จำนง นชุ พ่ี เพียงแม
เรอื่ ยเรอื่ ยเรียมคอยแกว คลับคลา ยเรียมเหลยี ว
อัสดง หมายถึง ตกไป (ใชก ับพระอาทติ ย)
เมรุ (อานวา “เมน”) หมายถึง ภูเขา
เรยี ม หมายถงึ คำใชแ ทนตัวผพู ูด เปนสรรพนามบุรษุ ท่ี 1 ใชส ำหรบั ผูชายพูดกับผูหญิงทร่ี ัก
สาระสำคญั ของบทประพันธ เม่ือพระอาทติ ยตกลบั เหล่ยี มเขา เขาสูเวลาคำ่ พ่ี (หมายถึงตัวกวี) กเ็ ฝาคะนงึ หา
แตนาง อันเปน ทีร่ กั เมอื่ เหน็ ใครที่คลับคลา ยวาจะเปนนาง กร็ บี เหลียวหันมองไปทันที
6. พศิ พรรณปลาวายเคลา คิดถึงเจาเศราอารมณ
มัตสยายงั รูช ม สมสาใจไมพามา
มัตสยา หมายถงึ ปลา
สาระสำคัญของบทประพันธ (กวี) มองดูฝูงปลาแหวกวายในน้ำ ก็รูสึกคิดถึงนางอันเปนท่ีรัก หมูปลา
ยงั รจู กั แหวกวา ย คลอเคลียกัน แตตัวกวกี ลับไมม ีนางอยเู คยี งขาง
7. โนรสี ปี านชาด เหมือนชา งฉลาดวาดแตมลาย
ไมเทา เจา โฉมฉาย หม ตาดพรายกรายกรมา
ชาด หมายถงึ วตั ถสุ แี ดงสดชนดิ หน่งึ เปนผงก็มี ใชทำยาไทยหรือประสมกับน้ำมนั สำหรับประทับตราหรือทา
สิ่งของ มักเรียกสีท่ีแดงสดวา สแี ดงชาด
สาระสำคญั ของบทประพันธ นกโนรีมีแดงสดเหมือนสีชาด สวยงามราวกบั มีจิตรกรมาวาดแตมสีไว
แตถึงกระนั้น นกโนรี กย็ งั งดงามไมเทากับนางอนั เปนที่รัก (ของกวี) ทหี่ ม ตาดพรายเดินอยา งแชม ชอย
8. นาวาแนน เปนขนดั ลวนรูปสัตวแสนยากร
เรือร้วิ ทิวธงสลอน สาครลน่ั ครนั่ ครนื้ ฟอง
นาวา หมายถงึ เรอื
สาคร หมายถงึ ลำน้ำ สายนำ้
สาระสำคญั ของบทประพนั ธ เรอื ในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคนีม้ ีมากจนแนน เต็มลำน้ำ ทงั้ เรือ
รูปสัตวตา งๆ และบรรดาเรือริ้วซ่งึ มีทวิ ธงสะบดั เรอื เหลาน้ีแลนเรยี งกนั ทำใหน้ำในลำน้ำกระฉอกเปน ฟองตาม
การแลนของเรือ
แผนการจดั การเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท่ี ๑ เรอื่ ง กาพยเ หเ รอื หนา 17
แผนการจดั การเรยี นรทู ี่ ๔
เรือ่ ง คณุ คาดา นวรรณศลิ ป จำนวน ๒ คาบ ( ๑ ชั่วโมง ๑๐ นาท)ี
หนวยการเรยี นรทู ี่ ๑ เร่ือง กาพยเ หเ รือ ช้นั มัธยมศกึ ษาปท ี่ ๖
กลุมสาระการเรยี นรภู าษาไทย วิชาภาษาไทย ๕ รหสั วิชา ท ๓๓๑๐๑
ครผู ูส อน นางสาวทิพมาศ ดนตรีพงษ
1. สาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม
2. มาตรฐานการเรียนร/ู ตวั ชีว้ ัด
ท 5.1 ม.4-6/1 วเิ คราะหแ ละวิจารณว รรณคดแี ละวรรณกรรมตามหลักการวิจารณเ บอื้ งตน
ม.4-6/3 วเิ คราะหและประเมนิ คุณคาดา นวรรณศลิ ปของวรรณคดแี ละวรรณกรรมในฐานะที่
เปนมรดกทางวฒั นธรรมของชาติ
3. สาระสำคัญ
การศึกษาเรื่อง กาพยเ หเ รือ จะตองอธบิ ายลักษณะและคณุ คา ดา นวรรณศิลปและรสวรรณคดีตามหลกั การ
วจิ ารณเ บอ้ื งตน
4. จดุ ประสงคก ารเรยี นรู
ดา นความรู (K)
๑. วิเคราะหแ ละวจิ ารณเ รอ่ื ง กาพยเ หเรอื ตามหลกั การวจิ ารณเ บอ้ื งตนได
๒. วิเคราะหและประเมนิ คุณคา ดานวรรณศิลปและรสวรรณคดีจากเร่ือง กาพยเหเรือได
ดา นทกั ษะ / กระบวนการ(P)
1. ทักษะการตีความ 4. ทักษะการประเมิน
2. ทกั ษะการวิเคราะห ๕. ทักษะการประยุกตใชค วามรู
3. ทกั ษะการสงั เคราะห
ดานคุณลักษณะอันพึงประสงค (A)
๑. มวี นิ ยั 3. มุง ม่นั ในการทำงาน
๒. ใฝเ รียนรู 4. รักความเปนไทย
๕. สาระการเรียนรู
สาระการเรียนรูแ กนกลาง
- หลกั การวเิ คราะหและวิจารณวรรณคดแี ละวรรณกรรมเบื้องตน
(การวิเคราะหแ ละการวจิ ารณวรรณคดแี ละวรรณกรรม)
- การวเิ คราะหและประเมินคุณคาวรรณคดแี ละวรรณกรรม (ดา นวรรณศลิ ป)
แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๑ เรือ่ ง กาพยเหเรือ หนา 18
๖. กจิ กรรมการเรยี นรู (วิธีสอนโดยเน้นกระบวนการ : กระบวนการกลุ่ม )
ชั่วโมงที่ 1
ขัน้ ท่ี 1 มผี ูนำและมีการแบงหนา ทร่ี บั ผดิ ชอบ
๑. นักเรยี นตอบคำถามกระตุนความคิด
๒. ครใู หน ักเรียนแตละกลุม (กลุมเดิมจากแผนการจดั การเรยี นรูที่ 1) เลือกผูน ำกลุม และเลขานุการ
กลมุ ครเู นนย้ำใหส มาชิกทกุ คนในกลมุ รวมมือกนั ในการทำกิจกรรม
๓. ครตู ิดแผนภมู ิตัวอยา งคำประพนั ธเ ร่ือง กาพยเ หเรือ ใหนกั เรียนดู
๔. บนกระดาน แลวใหนักเรียนชวยกันวิเคราะหวา บทประพันธดังกลาวใชภาษาอยางไร
มคี วามไพเราะหรอื ไม พรอมยกตัวอยา งประกอบ
คำถามกระตุน ความคดิ กาพยห อ โคลงมลี ักษณะอยา งไร อธิบายพรอ มยกตวั อยา งประกอบ
ขนั้ ที่ 2 วางแผน
ครูใหนักเรียนแตละกลุมชวยกันวางแผนและกำหนดขอบเขตในการศึกษาความรูเรื่อง ลักษณะ
คำประพันธ และคุณคาดานวรรณศิลปของเรื่อง กาพย เหเรือ จากหนังสือเรียน หนังสือคนควาเพิ่มเติม
หอ งสมุด และแหลงขอ มูลสารสนเทศ
ขนั้ ที่ 3 ปฏิบตั ิตามแผน
๑. นกั เรียนแตละกลมุ รวมกันศึกษาความรเู ร่ือง ลักษณะคำประพันธ และคุณคาดานวรรณศิลปของ
เร่ือง กาพยเหเรือ จากหนังสือเรียน หนังสือคนควาเพิ่มเติม หองสมุด และแหลงขอมูล
สารสนเทศ ตามแผนท่ีไดวางไว แลว บันทกึ ความรทู ี่ไดจ ากการศกึ ษาลงในแบบบนั ทึกการอาน
๒. นักเรียนแตละกลุมออกมานำเสนอผลการศึกษาที่หนาชั้นเรียน โดยครูและเพื่อนกลุมอ่ืนรวมกัน
แสดงความคดิ เหน็ เพิ่มเตมิ แลว ใหน ักเรียนรว มกนั สรปุ ผลการศกึ ษา
๓. นักเรียนแตละคนนำความรูท่ีไดจากการศึกษามาเปนพื้นฐานในการทำใบงาน เร่อื ง คุณคาภาษา
ศิลปจากเรื่อง กาพยเหเรือ เมื่อทำใบงานเสร็จแลวใหนักเรียนแตละคนผลัดกันอภิปรายความรทู ่ี
ไดจ ากการทำใบงานใหเพือ่ นในกลมุ ฟง และรว มกนั สรปุ เปนคำตอบของกลุม
๔. นกั เรียนตอบคำถามกระตุนความคิด
คำถามกระตนุ ความคิด เรือ่ ง กาพยเหเรอื มคี ณุ คา ดา นวรรณศลิ ป โดดเดน อยางไรบาง
แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูที่ ๑ เรอ่ื ง กาพยเ หเ รอื หนา 19
ชวั่ โมงท่ี 2
ข้นั ที่ 4 ประเมนิ ผลการปฏบิ ัติงาน
๑. นักเรียนแตละกลุมสงตัวแทนออกมานำเสนอผลงานในใบงาน หนาชั้นเรียน โดยครูและเพื่อน
นกั เรียนชวยกนั ตรวจสอบความถกู ตอ งและใหข อเสนอแนะ
๒. นักเรียนตอบคำถามกระตนุ ความคดิ
คำถามกระตุนความคิด จากการท่ีนักเรยี นไดอานเร่ืองกาพยเหเรือ นักเรยี นคิดวา บทประพันธ
บทใดสะทอนความรสู ึกทุกขต รมใจของกวีอยา งเดน ชดั ท่สี ุด เพราะเหตุใด
(“แตเ ชา เทาถึงเย็น กล้ำกลนื เข็ญเปนอาจณิ
ชายใดในแผน ดนิ ไมเหมอื นพี่ท่ตี รอมใจ”
เพราะบทดังกลาวสะทอนใหเห็นวา กวีมีความทุกขใจตลอดเวลา จนกวีถึงกับกลาววาไมมี ชายใดใน
โลกน้ีจะทุกขเ ทากับตนเองอีกแลว หรอื นกั เรยี นอาจตอบเปนอยางอน่ื )
ข้ันที่ 5 ปรบั ปรงุ และพัฒนา
๑. นกั เรยี นแตละกลมุ รว มกนั ปรับปรงุ และพัฒนาผลงานในใบงานใหถ กู ตองสมบูรณ
๒. นักเรยี นตอบคำถามกระตุน ความคิด ขอ 1-2
คำถามกระตนุ ความคิด
1. จากการศึกษาคณุ คา ดานวรรณศิลปใ นเร่ือง กาพยเ หเรอื นักเรยี นประทับใจบทประพันธ
บทใดมากทีส่ ดุ อธบิ ายเหตุผล
2. นกั เรยี นคดิ วา เพราะเหตใุ ด กาพยเ หเรือ จึงไดรบั การยกยองจากวรรณคดสี โมสรวา เปนยอด
ของกาพยเ หเรือ
๗. การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู
ผลการเรียนรู วธิ ีการวัด การวดั และการประเมนิ ผล เกณฑ
ที่คาดหวงั เครื่องมอื วดั
ตรวจใบงานที่ 3.1 รอยละ 60 ผาน
1. ดานความรู ใบงานท่ี 3.1 เกณฑ
/ความเขา ใจ
ตรวจแบบบันทึกการอาน แบบบันทกึ การอาน ระดบั คณุ ภาพ 2
2. ทักษะ / ผา นเกณฑ
กระบวนการ ประเมินการนำเสนอผลงาน แบบประเมนิ การนำเสนอผลงาน
3. เจตคติ / ระดับคณุ ภาพ 2
คณุ ลกั ษณะ สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานกลมุ แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ ผา นเกณฑ
ท่ีพึงประสงค
สังเกตความมวี นิ ยั ใฝเ รยี นรู มงุ มนั่ ในการ แบบประเมนิ คุณลักษณะอันพึง ระดับคณุ ภาพ 2
ทำงาน และรักความเปนไทย ประสงค ผานเกณฑ
ระดบั คณุ ภาพ 2
ผา นเกณฑ
แผนการจัดการเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูที่ ๑ เรอ่ื ง กาพยเหเ รอื หนา 20
๘. สือ่ การเรยี นรูห รอื แหลง การเรียนรู
ส่ือการเรียนรู
- หนงั สือเรยี น ภาษาไทย : วรรณคดีและวรรณกรรม ม.6
- หนังสือคนควา เพิม่ เติม
- ธเนศ เวศรภาดา. (2549). หอมโลกวรรณศิลป : การสรา งรสสุนทรยี แหงวรรณคดไี ทย.
กรงุ เทพฯ :
- ศภุ ร บุนนาค และสุรยิ า รัตนกลุ . (2548). สนุ ทรยี ภาพจากเจา ฟา กุง. พิมพค รั้งท่ี 2. กรุงเทพฯ :
สถาพรบคุ ส.
- แผนภมู ติ วั อยางคำประพันธเรอ่ื ง กาพยเ หเรือ
- ใบงานที่ 4.1 เรอ่ื ง คุณคา ภาษาศิลปจ ากเร่ือง กาพยเหเ รือ
แหลงการเรียนรู
- หองสมุด
- สารสนเทศ http://www.thaigoodview.com/library/.../2549/m6.../sec05p01.html
แผนการจดั การเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท่ี ๑ เรอื่ ง กาพยเหเรือ หนา 21
ใบงาน เรือ่ ง รคู ำถอดความจากเรื่อง กาพยเหเ รือ
คำชแ้ี จง ใหนักเรียนบอกความหมายของคำศพั ทท ่ีกำหนด และสรปุ สาระสำคัญของบทประพนั ธใหถ ูกตอง
1. กรีธาหมนู าเวศ จากนคเรศโดยสาชล
เหมิ ห่ืนชนื่ กระมล ยลมจั ฉาสารพนั มี
นาเวศ หมายถงึ
สาชล หมายถงึ
หื่น หมายถงึ
สาระสำคัญของบทประพนั ธ
2. ปกษมี ีหลายพรรณ บางชมกนั ขันเพรยี กไพร
ยิ่งฟงวงั เวงใจ ลว นหลายหลากมากภาษา
ปก ษี หมายถึง
สาระสำคัญของบทประพนั ธ
3. เพรางายวายเสพรส แสนกำสรดอดโอชา
อิ่มทุกขอิ่มชลนา อิ่มโศกาหนา นองชล
เพรางาย หมายถึง
กำสรด หมายถึง
สาระสำคญั ของบทประพนั ธ
4. สวุ รรณหงสท รงพหู อ ย งามชดชอ ยลอยหลังสินธุ
เพียงหงสทรงพรหมนิ ทร ลนิ ลาศเล่ือนเตือนตาชม
สินธุ หมายถึง
พรหมนิ ทร หมายถึง
ลินลาศ หมายถึง
สาระสำคัญของบทประพันธ
แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ี่ ๑ เร่ือง กาพยเหเ รือ หนา 22
5. รอนรอนสรุ ิยโอ อัสดง
เร่ือยเรอื่ ยลบั เมรลุ ง คำ่ แลว
รอนรอนจิตจำนง นุชพ่ี เพยี งแม
เร่ือยเร่ือยเรยี มคอยแกว คลับคลา ยเรยี มเหลียว
อัสดง หมายถงึ
เมรุ (อา นวา “เมน”) หมายถงึ
เรยี ม หมายถึง
สาระสำคัญของบทประพนั ธ
6. พิศพรรณปลาวายเคลา คิดถงึ เจาเศราอารมณ
มตั สยายังรชู ม สมสาใจไมพามา
มัตสยา หมายถึง
สาระสำคัญของบทประพนั ธ
7. โนรีสีปานชาด เหมอื นชา งฉลาดวาดแตมลาย
ไมเทาเจา โฉมฉาย หม ตาดพรายกรายกรมา
ชาด หมายถงึ
สาระสำคัญของบทประพนั ธ
8. นาวาแนนเปนขนดั ลวนรปู สตั วแ สนยากร
เรอื ร้ิวทิวธงสลอน สาครล่ันครั่นครื้นฟอง
นาวา หมายถึง
สาคร หมายถงึ
สาระสำคัญของบทประพันธ
แผนการจดั การเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ี่ ๑ เรือ่ ง กาพยเ หเ รอื หนา 23
ใบงาน เร่ือง รคู ำถอดความจากเรอื่ ง กาพยเ หเรือ (เฉลย)
คำชี้แจง ใหนกั เรียนบอกความหมายของคำศัพทท ่ีกำหนด และสรุปสาระสำคัญของบทประพนั ธใ หถ ูกตอง
1. กรีธาหมูนาเวศ จากนคเรศโดยสาชล
เหมิ ห่ืนช่ืนกระมล ยลมัจฉาสารพันมี
นาเวศ หมายถงึ เรือ
สาชล หมายถงึ สายชล สายนำ้ แมน้ำ
ห่นื หมายถงึ ทะยานใจ เหิมใจ มีความปรารถนาอยางแรงกลา
สาระสำคญั ของบทประพนั ธ กระบวนเรอื ไดแลน ออกจากพระนครโดยทางน้ำ (กวี) รูสึกยนิ ดีและชื่น
ใจเปนอยา งยิ่ง พลางชืน่ ชมหมปู ลาท่แี หวกวายในลำน้ำ
2. ปก ษมี ีหลายพรรณ บางชมกนั ขันเพรียกไพร
ยง่ิ ฟงวงั เวงใจ ลว นหลายหลากมากภาษา
ปกษี หมายถึง นก
สาระสำคัญของบทประพันธ นก (ท่ีกวีเห็น) มหี ลากหลายชนดิ นกเหลาน้ตี า งพากนั ขันและสงเสียงรอ ง
ไปทัว่ ท้ังปา ฟงเสยี งนกแลว (กว)ี รูสึกวังเวงใจ
3. เพรางายวายเสพรส แสนกำสรดอดโอชา
อิ่มทุกขอ่มิ ชลนา อิ่มโศกาหนา นองชล
เพรางาย หมายถึง เวลาเชา มอ้ื เชา
กำสรด หมายถงึ โศกเศรา คร่ำครวญ รองไห
สาระสำคญั ของบทประพันธ ในเวลาเชา (หรอื มื้อเชา ) กวไี มอ าจเสวยอาหารได เพราะกวีอิ่มจากความทุกข
อม่ิ จากน้ำตา และอ่ิมจากความโศกเศรา
4. สุวรรณหงสท รงพหู อย งามชดชอ ยลอยหลงั สินธุ
เพียงหงสท รงพรหมินทร ลินลาศเล่ือนเตือนตาชม
สนิ ธุ หมายถึง ลำน้ำ สายนำ้
พรหมนิ ทร หมายถึง พระพรหม
ลนิ ลาศ หมายถึง การเยื้องกราย ทา ทางอันสงา
สาระสำคญั ของบทประพนั ธ เรอื สพุ รรณหงสทแ่ี ลน มาอยางชาๆ มคี วามงดงามมาก ประดุจหงสข อง
พระพรหม ความสงางามของเรอื สุพรรณหงสนต้ี รงึ ตาอยา งย่ิง
แผนการจัดการเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๑ เรือ่ ง กาพยเหเ รอื หนา 24
5. รอนรอนสุริยโอ อัสดง
เรือ่ ยเรอื่ ยลับเมรลุ ง ค่ำแลว
รอนรอนจติ จำนง นชุ พ่ี เพียงแม
เรอื่ ยเรอื่ ยเรียมคอยแกว คลับคลา ยเรียมเหลยี ว
อัสดง หมายถึง ตกไป (ใชก ับพระอาทติ ย)
เมรุ (อานวา “เมน”) หมายถึง ภูเขา
เรยี ม หมายถงึ คำใชแ ทนตัวผพู ูด เปนสรรพนามบุรษุ ท่ี 1 ใชส ำหรบั ผูชายพูดกับผูหญิงทร่ี ัก
สาระสำคญั ของบทประพันธ เม่ือพระอาทติ ยตกลบั เหล่ยี มเขา เขาสูเวลาคำ่ พ่ี (หมายถึงตัวกวี) กเ็ ฝาคะนงึ หา
แตนาง อันเปน ทีร่ กั เมอื่ เหน็ ใครที่คลับคลา ยวาจะเปนนาง กร็ บี เหลียวหันมองไปทันที
6. พศิ พรรณปลาวายเคลา คิดถึงเจาเศราอารมณ
มัตสยายงั รูช ม สมสาใจไมพามา
มัตสยา หมายถงึ ปลา
สาระสำคัญของบทประพันธ (กวี) มองดูฝูงปลาแหวกวายในน้ำ ก็รูสึกคิดถึงนางอันเปนท่ีรัก หมูปลา
ยงั รจู กั แหวกวา ย คลอเคลียกัน แตตัวกวกี ลับไมม ีนางอยเู คยี งขาง
7. โนรสี ปี านชาด เหมือนชา งฉลาดวาดแตมลาย
ไมเทา เจา โฉมฉาย หม ตาดพรายกรายกรมา
ชาด หมายถงึ วตั ถสุ แี ดงสดชนดิ หน่งึ เปนผงก็มี ใชทำยาไทยหรือประสมกับน้ำมนั สำหรับประทับตราหรือทา
สิ่งของ มักเรียกสีท่ีแดงสดวา สแี ดงชาด
สาระสำคญั ของบทประพันธ นกโนรีมีแดงสดเหมือนสีชาด สวยงามราวกบั มีจิตรกรมาวาดแตมสีไว
แตถึงกระนั้น นกโนรี กย็ งั งดงามไมเทากับนางอนั เปนที่รัก (ของกวี) ทหี่ ม ตาดพรายเดินอยา งแชม ชอย
8. นาวาแนน เปนขนดั ลวนรูปสัตวแสนยากร
เรือร้วิ ทิวธงสลอน สาครลน่ั ครนั่ ครนื้ ฟอง
นาวา หมายถงึ เรอื
สาคร หมายถงึ ลำน้ำ สายนำ้
สาระสำคญั ของบทประพนั ธ เรอื ในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคนีม้ ีมากจนแนน เต็มลำน้ำ ท้งั เรือ
รูปสัตวตา งๆ และบรรดาเรือริ้วซ่งึ มีทวิ ธงสะบดั เรอื เหลาน้ีแลนเรยี งกนั ทำใหน้ำในลำน้ำกระฉอกเปน ฟองตาม
การแลนของเรือ
แผนการจัดการเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ี่ ๑ เรือ่ ง กาพยเ หเ รือ หนา 25
แผนการจดั การเรยี นรูท่ี ๕
เรอื่ ง คณุ คาและขอ คดิ จำนวน ๒ คาบ ( ๑ ชั่วโมง ๑๐ นาที)
หนว ยการเรยี นรูท ี่ ๑ เรือ่ ง กาพยเหเ รอื ชั้นมัธยมศกึ ษาปท่ี ๖
กลุมสาระการเรียนรภู าษาไทย วิชาภาษาไทย ๕ รหัสวิชา ท ๓๓๑๐๑
ครูผสู อน นางสาวทิพมาศ ดนตรพี งษ
1. สาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม
2. มาตรฐานการเรียนรู/ ตวั ชี้วดั
ท 5.1 ม.4-6/1 วิเคราะหแ ละวิจารณวรรณคดีและวรรณกรรมตามหลักการวจิ ารณเบื้องตน
ม.4-6/2 วเิ คราะหลกั ษณะเดนของวรรณคดีเชือ่ มโยงกบั การเรยี นรูทาง
ประวตั ศิ าสตรแ ละวถิ ชี ีวิตของสงั คมในอดีต
ม.4-6/3 วิเคราะหแ ละประเมินคณุ คาดานวรรณศลิ ปของวรรณคดแี ละวรรณกรรมใน
ฐานะทเี่ ปน มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ
ม.4-6/4 สงั เคราะหขอ คิดจากวรรณคดแี ละวรรณกรรมเพื่อนำไปประยุกตใชใ นชวี ิต
3. สาระสำคัญ
กาพยเหเรือ สะทอนภาพสงั คมและวฒั นธรรมไทยสมยั อยุธยาและยังใหขอ คิดท่มี ีคณุ คา เพ่ือนำไป
ประยุกตใชใ นชวี ติ จรงิ
4. จดุ ประสงคก ารเรียนรู
ดา นความรู (K)
๑. อธิบายคุณคา ดา นสงั คมจากเรื่อง กาพยเ หเรอื ได
๒. วเิ คราะหและวิจารณเรอ่ื ง กาพยเหเรอื ตามหลักการวิจารณเ บื้องตนได
๓. สังเคราะหค วามรูเชิงสังคมและวัฒนธรรมจากเร่อื ง กาพยเหเรือ มาเทยี บเคยี งกับสังคมยุค
ปจจุบนั ได
๔. สงั เคราะหข อคิดจากเร่ือง กาพยเ หเ รอื เพ่อื นำไปประยกุ ตใชใ นชวี ิตจริงได
ดานทกั ษะ / กระบวนการ(P)
1. ทกั ษะการตีความ 4. ทักษะการประเมิน
2. ทกั ษะการวเิ คราะห ๕. ทกั ษะการประยุกตใชค วามรู
3. ทกั ษะการสงั เคราะห
ดา นคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค (A)
๑. มวี นิ ยั 3. มงุ มั่นในการทำงาน
๒. ใฝเรียนรู 4. รักความเปน ไทย
แผนการจัดการเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท ี่ ๑ เร่ือง กาพยเ หเ รือ หนา 26
๕. สาระการเรยี นรู
๑. หลกั การวิเคราะหแ ละวิจารณวรรณคดแี ละวรรณกรรมเบ้ืองตน
- การวิเคราะหแ ละการวจิ ารณว รรณคดีและวรรณกรรม
๒. การวเิ คราะหลักษณะเดนของวรรณคดีและวรรณกรรมเกย่ี วกับเหตุการณประวัตศิ าสตรและวถิ ชี วี ิต
ของสังคมในอดีต
๓. การวเิ คราะหและประเมนิ คุณคา วรรณคดแี ละวรรณกรรม
- ดา นสงั คมและวัฒนธรรม
๔. การสงั เคราะหว รรณคดแี ละวรรณกรรม
๖. กจิ กรรมการเรียนรู (วิธีสอนแบบกระบวนการกลุมสัมพนั ธ)
ช่ัวโมงที่ 1
ขน้ั ท่ี 1 นำเขา สบู ทเรียน
๑. ครูถามคำถามเก่ียวกบั เรอื่ ง กาพยเหเรือ ใหนกั เรียนชว ยกนั ตอบ
เชน
- กาพยเหเรอื เปน ผลงานของใคร และแตงขนึ้ ในสมัยใด
- กวแี ตง เรอื่ ง กาพยเหเ รือ เพ่อื วตั ถปุ ระสงคใ ด
- กาพยเหเรอื มีเน้ือหาเกย่ี วกบั เรื่องอะไรบา ง
๒. ครูใหนักเรียนชวยกันบอกหลักในการวิเคราะหคุณคาวรรณคดีตามท่ีเคยไดเรียนมา โดยครูคอย
กระตุนใหนกั เรยี นทุกคนมีสว นรวมในการตอบคำถาม เพอ่ื ทบทวนความรูเดิมของนักเรียน
ข้นั ที่ 2 จัดการเรียนรู
๑. นักเรียนรวมกลุมเดิม (จากแผนการจัดการเรียนรูท่ี 1) แลวให แตละกลุมรวมกันศึกษาเรื่อง
คุณคาและขอคิดของเรื่อง กาพยเหเรือ จากหนังสือเรียน หนังสือคนควาเพิ่มเติม หองสมุด และ
แหลงขอมูลสารสนเทศ แลวบันทึกความรูที่ไดลงในแบบบันทึกการอาน จากนั้นรวมกันสรุป
สาระสำคญั
คำถามกระตุนความคดิ
วิถไี ทยหรอื วัฒนธรรมไทยทป่ี รากฏในกาพยเ หเรอื ไดแ กอ ะไรบาง (- ประเพณเี หเ รอื
- การจัดกระบวนพยหุ ยาตราทางชลมารค- ความสำคญั ของการเดนิ ทางทางน้ำ
- การเทยี บเวลาในสมัยกอ น- การแตงกายและการไวทรงผมของสตรี
- งานฝม ือดา นตา งๆ ของสตรีชาววัง เปน ตน )
๒. นักเรียนแตละคนทำใบงาน เรื่อง คุณคาและขอคิด จากเรื่อง กาพยเหเรือ เม่ือทำเสร็จแลวผลัด
กันอภิปรายคำตอบในใบงานใหเพ่ือนในกลุมฟง ผลัดกันซักถามขอสงสัยและรวมกันสรุปเปน
คำตอบของกลุม
๓. นักเรยี นตอบคำถามกระตุนความคิด
แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท่ี ๑ เรอื่ ง กาพยเ หเรอื หนา 27
ชว่ั โมงที่ 2
ขน้ั ท่ี 3 สรปุ และนำหลกั การไปประยุกตใ ช
๑. นักเรยี นแตล ะกลมุ รวมกนั สรุปความรูเ ร่อื ง คณุ คาและขอคิดจากเร่อื ง กาพยเหเรอื
๒. นกั เรียนตอบคำถามกระตุนความคดิ
คำถามกระตนุ ความคิด
นักเรียนคดิ วา วิถไี ทย หรอื วัฒนธรรมไทย ที่ปรากฏในกาพยเหเ รอื ยังคงปรากฏอยูในสังคมไทยยุค
ปจจบุ ันหรือไม อยางไร
ขนั้ ท่ี 4 วัดและประเมนิ ผล
๑. นกั เรียนแตล ะกลุม ออกมานำเสนอผลงานในใบงานที่ 5.1 โดยครแู ละเพ่อื นกลมุ อนื่ ชว ยกัน
ตรวจสอบความถูกตอ ง และใหข อ เสนอแนะ
๒. นักเรยี นตอบคำถามกระตนุ ความคิด
คำถามกระตุนความคิด
จากการศึกษาเรือ่ ง กาพยเหเรอื นักเรยี นรสู ึกประทบั ใจความเปน ไทย หรือวฒั นธรรมไทยอยา งไรบาง
ครูมอบหมายใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันศึกษาคนควา เร่ือง กาพยเหเรือ แลวจัดทำเปนรายงาน โดยให
ครอบคลมุ ประเดน็ ตามท่กี ำหนด ดงั น้ี
๑. การบอกประวตั คิ วามเปน มาและประวัตผิ แู ตง
๒. การวเิ คราะหคณุ คาดานตางๆ ของเรื่อง กาพยเ หเรือ
๓. การนำคณุ คาหรือขอคดิ ที่ไดจ ากเรอ่ื ง กาพยเหเ รือ มาประยุกตใชใ นชวี ิตประจำวัน
๔. การเขยี นรายงาน
๕. นักเรียนทำแบบทดสอบหลงั เรยี น หนวยการเรยี นรทู ่ี 3 เรอ่ื ง กาพยเ หเ รอื
๗. การวดั ผลและประเมนิ ผลการเรียนรู
วิธกี าร เคร่ืองมอื เกณฑ
ตรวจใบงานท่ี 5.1 ใบงานท่ี 5.1 รอยละ 60 ผานเกณฑ
ตรวจแบบบนั ทกึ การอา น แบบบนั ทกึ การอาน ระดับคณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ประเมนิ การนำเสนอผลงาน แบบประเมนิ การนำเสนอผลงาน ระดับคณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สังเกตพฤติกรรมการทำงานรายบคุ คล แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานรายบุคคล ระดับคณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุม แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุม ระดับคณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
สงั เกตความมีวนิ ัย ใฝเ รยี นรู มงุ มนั่ ในการ แบบประเมนิ คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค ระดับคณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ทำงาน และรักความเปน ไทย แบบทดสอบหลงั เรียน หนวยการเรยี นรูที่ 3 รอยละ 60 ผา นเกณฑ
ตรวจแบบทดสอบหลังเรียน หนวยการ แบบประเมนิ รายงานการศกึ ษาคน ควา เรื่อง ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
เรียนรูท่ี 3 กาพยเ หเรอื
ตรวจรายงานการศกึ ษาคน ควา เรอื่ ง กาพย
เหเ รือ
แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท่ี ๑ เรือ่ ง กาพยเหเ รอื หนา 28
๘. สื่อการเรียนรูหรอื แหลง การเรียนรู
8.1 สือ่ การเรยี นรู
- หนังสอื เรยี น ภาษาไทย : วรรณคดีและวรรณกรรม ม.6
- หนังสือคน ควา เพมิ่ เติม
- ศุภร บนุ นาค และสุริยา รตั นกลุ . (2548). สุนทรียภาพจากเจาฟากุง . พมิ พคร้ังที่ 2. กรงุ เทพฯ
: สถาพรบคุ ส.
- ใบงาน คุณคา และขอคดิ จากเรื่อง กาพยเ หเ รอื
8.2 แหลงการเรียนรู
- หอ งสมุด
- แหลงขอ มูลสารสนเทศ
- http://www.thaigoodview.com/node/18113
- http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/...4/.../sec05p01.html
แผนการจดั การเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท ่ี ๑ เร่ือง กาพยเ หเรอื หนา 29
ใบงาน เรือ่ ง คณุ คาและขอคดิ จากเรื่อง กาพยเ หเรือ
คำช้แี จง ใหนกั เรยี นตอบคำถามตอไปนี้
1. กาพยเหเ รือ พระนิพนธของเจาฟาธรรมธิเบศร สะทอนภาพสงั คมและวัฒนธรรมของคนไทยในอดตี อยา งไร
2. กาพยเ หเรอื พระนิพนธของเจาฟาธรรมธิเบศร ใหความรูเกี่ยวกับประเพณีการเหเรือ อยา งไรบาง
แผนการจดั การเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท่ี ๑ เรื่อง กาพยเ หเ รอื หนา 30
ใบงาน เรอื่ ง คุณคา และขอคดิ จากเร่อื ง กาพยเหเรอื (เฉลย)
คำชแ้ี จง ใหนักเรยี นตอบคำถามตอไปนี้
(ตัวอยาง)
1. กาพยเ หเ รือ พระนพิ นธของเจาฟา ธรรมธิเบศร สะทอนภาพสงั คมและวัฒนธรรมของคนไทยในอดีตอยางไร
1) สะทอนภาพวถิ ีชวี ติ ความเปน อยูของคนในสงั คม เชน ความสำคญั ของการคมนาคมทางน้ำ และการ
เทียบเวลาในสมยั กอน
2) สะทอนขนบธรรมเนียมประเพณีของคนไทย เชน
- ประเพณีการเหเ รือ
- การแตง กายของสตรีไทยในอดตี ท่ีนิยมใชผ า สไบหมคลมุ ไหล
- การไวทรงผมของสตรีไทยในอดตี ทน่ี ิยมไวผ มยาวประบา และเกบ็ ไรผมหรือผมออนทลี่ อ มกรอบหนา
- การทำเครอ่ื งหอมอบร่ำทีเ่ รียกวา “บุหงารำไป”
- การรอ ยดอกไม
2. กาพยเ หเรอื พระนิพนธข องเจาฟา ธรรมธิเบศร ใหความรูเก่ยี วกับประเพณีการเหเ รือ อยางไรบาง
1) แสดงใหเ หน็ ภาพการจัดกระบวนพยหุ ยาตราทางชลมารค ซงึ่ ประกอบไปดวยเรอื 4 กลมุ หลักๆ คอื เรือ
ตน เรือชยั เรอื รูปสตั วและเรือริ้ว
2) กลา วถงึ ชอื่ เรือตางๆ และรูปลกั ษณข องเรือ เชน เรอื ครุฑ เรือสพุ รรณหงส เรือศรีสมรรถชยั เรอื
ไกรสรมุข (4 ลำนี้ เปนเรือตน)
และเรือรปู สตั วต างๆ เชน คชสหี ราชสีห นาค มงั กร เลียงผา อินทรี
(พจิ ารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยใหอยใู นดลุ ยพินจิ ของครผู สู อน)
แผนการจดั การเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ี่ ๑ เร่อื ง กาพยเหเ รือ หนา 31
แบบทดสอบกอนเรียน-หลังเรียน หนวยการเรียนรูที่ 3
คำชี้แจง ใหนักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงขอเดียว
1. ขอใดกลาวไมถูกตองเก่ยี วกบั กวผี แู ตงเรอ่ื งกาพยเ หเ รือ 4. ขอใดไมม กี ารเลน คำพองเสยี ง
ก. เปนกวสี มยั อยุธยาตอนปลาย ก. เรือชายชมม่งิ ไม ริมทา ไสวหลากหลายพรรณ
ข. เคยรับหนา ที่ซอมสรางวิหารวดั มงคลบพติ ร เพลด็ ดอกออกแกมกัน สง กลนิ่ เกล้ยี งเพียงกลิน่ สมร
ค. ไดรบั การสถาปนาเปนเจา ฟากรมขนุ สุเรนทรพทิ กั ษ ข. นำ้ เงนิ คือเงนิ ยวง ขาวพรายชวงสีสำอาง
ง. ไดรับการแตงตั้งใหเปนพระมหาอุปราช ในรชั กาล ไมเ ทียบเปรียบโฉมนาง งามเรอื งเรือ่ เนื้อสองสี
สมเด็จพระเจา อยหู วั บรมโกศ ค. แกมชำ้ ช้ำใครตอ ง อนั แกมนองชำ้ เพราะชม
ปลาทุกทุกขอกกรม เหมือนทกุ ขพีท่ จ่ี ากนาง
2. ขอใดกลา วถกู ตองเก่ียวกบั วรรณคดเี รื่องกาพยเหเ รือ ง. ชมดวงพวงนางแยม บานแสลม แยมเกสร
พระนพิ นธเจาฟาธรรมธเิ บศร คิดความยามบงั อร แยม โอษฐยิม้ พริม้ พรายงาม
ก. กวที รงพระนิพนธว รรณคดเี รอ่ื งน้ีระหวา งเสดจ็ ไปอยุธยา
โดยทางเรือ 5. เรยี มทนทุกขแตเ ชา ถงึ เย็น
ข. ลักษณะคำประพันธประกอบดว ย โคลงส่สี ภุ าพ มาสสู ขุ คนื เข็ญ หมน ไหม
กาพยยานี 11 และรา ยยาว ชายใดจากสมรเปน ทุกขเ ทา เรยี มเลย
ค. เนื้อหาประกอบดว ยบทพรรณนาชมเรอื และชมธรรมชาติ จากคูวนั เดียวได ทกุ ขปม ปานป
โดยไมม กี ารรำพึงรำพันถงึ นางอันเปน ทีร่ กั บทประพันธขางตน ใชภ าพพจนชนิดใด
ง. กวีทรงพระนพิ นธเ พ่อื ใชเหเรือพระทน่ี ัง่ ของพระองคเ อง ก. อปุ มา ข. อตพิ จน
แตในยคุ ตอมา วรรณคดเี รอ่ื งนใี้ ชในการเหเรอื หลวง ค. อปุ ลกั ษณ ง. บุคลาธษิ ฐาน
3. ขอใดไมปรากฏชอื่ เรอื 6. ขอใดไมไดใ ชภาพพจนอ ุปมา
ก. สรมขุ มขุ สดี่ า น เพียงพมิ านผา นเมฆา ก. สุวรรณหงสท รงพูห อ ย งามชดชอ ยลอยหลงั สินธุ
มา นกรองทองรจนา หลงั คาแดงแยง มังกร เพียงหงสทรงพรหมนิ ทร ลนิ ลาศเลอ่ื นเตือนตาชม
ข. สุวรรณหงสท รงพูหอย งามชดชอยลอยหลังสินธุ ข. น้ำเงนิ คอื เงินยวง ขาวพรายชวงสสี ำอาง
เพยี งหงสทรงพรหมนิ ทร ลนิ ลาศเลือ่ นเตอื นตาชม ไมเทยี บเปรียบโฉมนาง งามเรืองเรอื่ เน้อื สองสี
ค. สมรรถชัยไกรกาบแกว แสงแวววบั จับสาคร ค. งามทรงวงดง่ั วาด งามมารยาทนาดกรกราย
เรียบเรยี งเคยี งคูจร ดัง่ รอ นฟามาแดนดนิ งามพร้มิ ย้มิ แยมพราย งามคำหวานลานใจถวลิ
ง. กรีธาหมูน าเวศ จากนคเรศโดยสาชล ง. ดเุ หวา เจาจับรอง สนัน่ กองซอ งเสียงหวาน
เหิมหืน่ ชนื่ กระมล ยลมัจฉาสารพนั มี ไพเราะเพราะกังวาน ปานเสยี งนอ งรองสง่ั ชาย
7. ขอ ใดไมม คี ำท่ีหมายถึง “ผูหญิง” 11. ขอใดสะทอนภาพการแตงกายของสตรไี ทยในอดีตอยาง
ก. ชะแวงแฝงฝงแนบ ชะวาดแอบแปบปนปลอม ชดั เจน
เหมือนพีแ่ อบแนบถนอม จอมสวาทนาฏบงั อร ก. เตง็ แตวแกวกาหลง บานบุษบงสงกล่นิ อาย
ข. หางไกวายแหวกวา ย หางไกค ลายไมมหี งอน หอมอยูไมร หู าย คลา ยกลน่ิ ผาเจาตาตรู
คิดอนงคองคเอวอร ผมประบา อาเอ่ยี มไร ข. งามทรงวงดัง่ วาด งามมารยาทนาดกรกราย
ค. เพรางายวายเสพรส แสนกำสรดอดโอชา งามพรมิ้ ย้ิมแยมพราย งามคำหวานลานใจถวลิ
อ่มิ ทุกขอมิ่ ชลนา อิม่ โศกาหนานองชล ค. เพียนทองงามดัง่ ทอง ไมเหมือนนอ งหม ตาดพราย
ง. ประยงคทรงพวงหอ ย ระยา ยอ ยหอยพวงกรอง กระแหแหหา งชาย ดัง่ สายสวาทคลาดจากสม
เหมอื นอบุ ะนวลละออง เจา แขวนไวใ หเ รยี มชม ง. ปลาสรอ ยลอยลอ งชล วายเวยี นวนปนกนั ไป
เหมือนสรอยทรงทรามวยั ไมเ ห็นเจา เศรา บว าย
แผนการจัดการเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท่ี ๑ เร่อื ง กาพยเ หเรือ หนา 32
8. ขอ ใดกลาวถึงช่อื พรรณไมมากทส่ี ดุ 12. ขอใดไมไ ดก ลา วถึงงานฝม อื ของสตรีในราชสำนกั
ก. สาวหยุดพุทธชาด บานเกล่ือนกลาดดาษดาไป ก. ลำดวนหวนหอมตรลบ กล่ินอายอบสบนาสา
นกึ นอ งกรองมาลัย วางใหพ่ขี างทนี่ อน นึกถวลิ กลนิ่ บุหงา รำไปเจา เศราถงึ นาง
ข. เตง็ แตวแกวกาหลง บานบษุ บงสงกล่ินอาย ข. ประยงคทรงพวงหอย ระยายอ ยหอ ยพวงกรอง
หอมอยไู มร ูห าย คลายกลิน่ ผาเจา ตาตรู เหมอื นอบุ ะนวลละออง เจา แขวนไวใ หเ รยี มชม
ค. พกิ ลุ บุนนาคบาน กล่นิ หอมหวานซา นขจร ค. สาวหยดุ พทุ ธชาด บานเกลือ่ นกลาดดาษดาไป
แมนนชุ สดุ สายสมร เห็นจะวอนออนพีช่ าย นึกนอ งกรองมาลัย วางใหพขี่ างทนี่ อน
ง. พุดจีบกลีบแสลม พกิ ลุ แกมแซมสุกรม ง. ปลาสรอยลอยลอ งชล วายเวยี นวนปนกนั ไป
หอมชวยรวยตามลม เหมือนกล่ินนอ งตองติดใจ เหมือนสรอ ยทรงทรามวยั ไมเหน็ เจา เศรา บวาย
9. ขอ ใดมีการใชค ำเลยี นเสยี งธรรมชาติ 13. ขอใดไมม กี ารพรรณนาแบบนริ าศ
ก. เรอื ครฑุ ยดุ นาคหว้ิ ลวิ่ ลอยมาพาผนั ผยอง ก. เรอ่ื ยเรื่อยมารอนรอน ทพิ ากรจะตกตำ่
พลพายกรายพายทอง รองโหเ หโ อเหม า สนธยาจะใกลคำ่ คำนึงหนา เจาตาตรู
ข. เร่อื ยเร่อื ยมาเรยี งเรียง นกบนิ เฉยี งไปทงั้ หมู ข. ปลายกรายวายเคยี งคู เคลา กันอยดู งู ามดี
ตัวเดียวมาพลัดคู เหมือนพี่อยผู ูเ ดียวดาย แตน างหา งเหนิ พ่ี เห็นปลาเคลา เศรา ใจจร
ค. ดเุ หวาเจา จบั รอ ง สนน่ั กอ งซอ งเสยี งหวาน ค. มะลิวลั ยพ ันจิกจวง ดอกเปน พวงรวงเรณู
ไพเราะเพราะกังวาน ปานเสียงนองรองสง่ั ชาย หอมมานา เอ็นดู ชูชื่นจิตคิดวนดิ า
ง. ยามสองฆอ งยามย่ำ ทกุ คืนคำ่ ย่ำอกเอง ง. กรีธาหมูนาเวศ จากนคเรศโดยสาชล
เสยี งปม ค่ี รวญเครง เหมอื นเรียมรำ่ ครำ่ ครวญนาน เหิมหืน่ ชน่ื กระมล ยลมัจฉาสารพันมี
10. ขอ ใดโดดเดนดานการใชคำบรรยายใหเกิดภาพเคลือ่ นไหว 14. ขอใดกลา วถงึ การใหจงั หวะประกอบการพายเรอื อยางชัดเจน
ก. แมลงภูค เู คยี งวา ย เหน็ คลายคลายนาเชยชม ก. เรอื ชยั ไววอ งวง่ิ รวดเร็วจรงิ ยงิ่ อยา งลม
คิดความยามเม่ือสม สนทิ เคลา เจา เอวบาง เสยี งเสาเรา ระดม หมทายเย่ินเดินคกู ัน
ข. เรือสิงหว ง่ิ เผน โผน โจนตามคลื่นฝนฝาฟอง ข. คชสหี ทผี าดเผน ดดู งั เปนเหน็ ขบขนั
ดยู ่ิงสงิ หล ำพอง เปนแถวทอ งลอ งตามกนั ราชสหี ท่ียนื ยนั คน่ั สองคดู ูยิ่งยง
ค. นกแกว แจว แจม เสียง จบั ไมเ รียงเคียงคสู อง ค. ยามสองฆอ งยามย่ำ ทุกคืนคำ่ ยำ่ อกเอง
เหมอื นพ่ีนป้ี ระคอง รบั ขวัญนองตอ งมือเบา เสียงปมค่ี รวญเครง เหมอื นเรยี มครำ่ ร่ำครวญนาน
ง. หางไกว า ยแหวกวาย หางไกค ลายไมมหี งอน ง. เลยี งผางาเทาโผน เพียงโจนไปในวารี
คดิ อนงคอ งคเอวอร ผมประบาอาเอี่ยมไร นาวาหนา อินทรี มปี ก เหมอื นเลื่อนลอยโพยม
15. ขอใดกลา วถึงเวลาเชา เฉลย
ก. เพรางายวายเสพรส แสนกำสรดอดโอชา 1. ค 2. ค 3. ง 4. ก 5. ข
อ่ิมทกุ ขอม่ิ ชลนา อ่ิมโศกาหนานองชล 6. ข 7. ค 8. ข 9. ก 10. ข
ข. รอนรอนสรุ ยิ โอ อัสดง 11. ค 12. ง 13. ง 14. ก 15. ก
เรื่อยเรอ่ื ยลับเมรลุ ง ค่ำแลว
ค. ยามสองฆอ งยามยำ่ ทุกคนื ค่ำยำ่ อกเอง
เสยี งปม ค่ี รวญเครง เหมอื นเรียมครำ่ รำ่ ครวญนาน
ง. เร่อื ยเรอ่ื ยมารอนรอน ทิพากรจะตกต่ำ
สนธยาจะใกลค ่ำ คำนงึ หนา เจาตาตรู
แผนการจดั การเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๒ เรอื่ ง ไตรภมู ิพระรวง หนา 1
แผนการจดั การเรยี นรูท่ี ๑
เร่ือง ความเปนมาและประวตั ผิ ูแตง จำนวน ๒ คาบ
หนวยการเรียนรูท่ี ๒ เรอื่ ง ไตรภูมิพระรวง ช้นั มธั ยมศึกษาปท ่ี ๖
กลุม สาระการเรียนรูภาษาไทย วิชาภาษาไทย ๕ รหัสวิชา ท ๓๓๑๐๑
ครผู สู อน นางสาวทิพมาศ ดนตรพี งษ
1. สาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม
2. มาตรฐานการเรียนร/ู ตัวชีว้ ัด
ท ๕.๑ เขาใจและแสดงความคดิ เห็น วิจารณว รรณคดแี ละวรรณกรรมไทยอยางเห็นคุณคา และนำมา
ประยุกตใ ชในชีวิตจริง
ม.4-6/1 วเิ คราะหและวิจารณวรรณคดีและวรรณกรรมตามหลักการวิจารณเ บื้องตน
3. สาระสำคัญ
การศึกษาเร่ือง ไตรภมู พิ ระรว ง ตอนมนสุ สภูมิ จะตอ งวิเคราะหตามหลักการเบือ้ งตนได นอกจากนี้
ยงั ตองรูจกั ความเปน มา และประวัตผิ แู ตงอีกดว ย
4. จดุ ประสงคก ารเรียนรู
ดานความรู (K)
1. อธบิ ายความเปน มาของเร่ือง ไตรภูมพิ ระรว ง ตอนมนุสสภูมิได
2. บอกประวัติผแู ตง เร่ือง ไตรภูมิพระรวง ตอนมนสุ สภูมไิ ด
3. วิเคราะหจุดมงุ หมายในการแตง เรอ่ื ง ไตรภมู พิ ระรว ง ตอนมนุสสภูมิได
4. วเิ คราะหร ปู แบบของคำประพันธใ นเรือ่ ง ไตรภูมิพระรว ง ตอนมนุสสภูมไิ ด
ดานทกั ษะ / กระบวนการ(P)
1. ทักษะการเปรยี บเทียบ ๓. ทกั ษะการสรางความรู
2. ทักษะการวเิ คราะห ๔. ทักษะการประเมิน
ดานคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค (A)
1. มวี นิ ยั 3. มุง ม่ันในการทำงาน
2. ใฝเรียนรู 4. รักความเปนไทย
5. สาระการเรยี นรู
สาระการเรยี นรูแกนกลาง
หลักการวเิ คราะหและวจิ ารณวรรณคดแี ละวรรณกรรมเบื้องตน
- จุดมงุ หมายการแตง วรรณคดีและวรรณกรรม
- การพจิ ารณารปู แบบของวรรณคดแี ละวรรณกรรม
สาระการเรียนรูทองถิ่น
- ความเปน มาและประวตั ิผแู ตงเรือ่ ง ไตรภมู ิพระรว ง ตอนมนุสสภมู ิ
แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๒ เรอ่ื ง ไตรภูมิพระรวง หนา 2
6. กจิ กรรมการเรยี นรู
วิธสี อนโดยการจัดการเรยี นรแู บบรวมมือ : เทคนคิ การตอ เรอ่ื งราว (Jigsaw)
นักเรยี นทำแบบทดสอบกอ นเรียน หนวยการเรียนรูที่ 5 เรือ่ ง ไตรภมู ิพระรว ง ตอนมนสุ สภูมิ
ข้นั นำเขาสบู ทเรยี น
1. ครูใหนักเรียนดูละครชุดบันทึกกรรม (ครูเลือกตอนที่แสดงใหเห็นผลจากการกระทำความชั่วอยาง
ชัดเจน) แลวใหนักเรียนรวมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความเชื่อเรื่อง บุญ-บาป
ในพระพทุ ธศาสนา และความเช่ือเร่ือง ภพภมู ติ างๆ โดยครคู อยกระตนุ ใหนักเรียนทุกคนมีสวนรวมใน
การแสดงความคิดเหน็
ข้นั สอน
1. ครูแบงนักเรียนเปนกลุม กลุมละ 4 คน คละกันตามความสามารถ คือ เกง ปานกลางคอนขางเกง
ปานกลางคอนขางออน และออน แลวใหนกั เรยี นแตล ะกลมุ กำหนดหมายเลขประจำตัว ใหสมาชิกแต
ละคนในกลมุ เปน หมายเลข 1-4 ตามลำดับ เรยี กกลุม นี้วา กลมุ บาน
2. นักเรียนที่มีหมายเลขเดียวกันมารวมกันเปนกลุมใหม เรียกกลุมนี้วา กลุมผูเชี่ยวชาญ แลวใหแตละ
กลุมศึกษาความรูเรื่อง ไตรภูมิพระรวง ตอนมนุสสภูมิ จากหนังสือเรียน หนังสือคนควาเพิ่มเติม
หองสมดุ และแหลง ขอมูลสารสนเทศ ตามประเด็นทก่ี ำหนดให ดังน้ี
- หมายเลข 1 ศึกษาความรเู รอื่ ง ความเปนมา
- หมายเลข 2 ศึกษาความรเู รอ่ื ง ประวตั ผิ แู ตง
- หมายเลข 3 ศกึ ษาความรเู รื่อง ลักษณะคำประพันธ
- หมายเลข 4 ศกึ ษาความรูเ ร่ือง เรอื่ งยอ
แลวบนั ทึกความรูทไ่ี ดจากการศึกษาลงในแบบบันทึกการอา น จากน้ันรวมกนั สรปุ สาระสำคญั
3. นักเรยี นกลมุ ผูเช่ียวชาญแยกยายกันกลับเขาสูกลุมบาน นำความรูทไี่ ดจากการศึกษามาเลาใหเพ่ือนใน
กลุมบานฟงเรียงตามลำดับหมายเลข 1-4 ผลัดกันซักถามขอสงสัยและอธิบายจนทุกคนมีความเขาใจ
ชดั เจนตรงกนั จากนน้ั ครอู ธบิ ายเพิม่ เติมเพอื่ ใหนกั เรยี นมีความรูความเขา ใจมากยง่ิ ขึ้น
4. นักเรียนแตละคนทำใบงานที่ 1.1 เร่อื ง รรู อบเรือ่ ง ไตรภมู ิ เมื่อทำเสรจ็ แลวรวมกันอภปิ รายคำตอบใน
ใบงาน แลวสรุปเปนคำตอบของกลุม จากนั้นสงตัวแทนกลุมออกมานำเสนอผลงานที่หนาชั้นเรยี น โดยครู
และเพื่อนกลุมอืน่ รว มกนั แสดงความคดิ เห็นและใหขอเสนอแนะ
5. นักเรยี นตอบคำถามกระตนุ ความคดิ
คำถามกระตนุ ความคิด วตั ถุประสงคห ลกั ในการแตง ไตรภมู พิ ระรวงของพญาลไิ ทย คืออะไร
(พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยใหอยใู นดุลยพินิจของครผู สู อน)
ขน้ั สรุป
1. ครแู ละนักเรยี นรว มกันสรปุ ความรเู รอื่ ง ไตรภูมิพระรว ง ตอนมนสุ สภูมิ ในประเด็นตอ ไปน้ี
- ความเปนมา 2) ประวตั ิผแู ตง
- ลกั ษณะคำประพันธ
- เรือ่ งยอ
แผนการจดั การเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท่ี ๒ เร่อื ง ไตรภูมิพระรวง หนา 3
2. นกั เรยี นตอบคำถามกระตนุ ความคิด
คำถามกระตุนความคิด รูปแบบที่ใชในเรื่อง ไตรภูมิพระรวง มีความคลายคลึงหรือแตกตางจาก
วรรณคดไี ทยสวนใหญในสมัยสโุ ขทยั อยางไรบาง (พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยใหอยูในดุลย
พินิจของครผู สู อน)
๗. การวดั ผลและประเมนิ ผลการเรยี นรู
วิธีการ เคร่อื งมือ เกณฑ
ตรวจแบบทดสอบกอนเรยี น แบบทดสอบกอนเรยี น (ประเมนิ ตามสภาพจรงิ )
หนวยการเรยี นรูท่ี ๒ รอยละ 60 ผา นเกณฑ
หนว ยการเรยี นรทู ี่ ๒
ตรวจใบงาน ใบงาน ระดบั คณุ ภาพ 2
แบบบนั ทกึ การอาน ผา นเกณฑ
ตรวจแบบบนั ทกึ การอาน แบบประเมนิ การนำเสนอผลงาน
ประเมนิ การนำเสนอผลงาน แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุม ระดบั คณุ ภาพ 2
สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานกลุม แบบประเมินคุณลกั ษณะอันพึงประสงค ผานเกณฑ
สงั เกตความมวี นิ ัย ใฝเ รียนรู และมงุ ม่นั ในการ
ระดบั คณุ ภาพ 2
ทำงาน ผานเกณฑ
ระดับคณุ ภาพ 2
ผา นเกณฑ
๘. ส่อื การเรยี นรูหรือแหลงการเรียนรู
ส่ือการเรยี นรู
- หนังสอื เรยี น ภาษาไทย : วรรณคดีและวรรณกรรม ม.6
- หนังสอื คน ควาเพิ่มเติม
- นยิ ะดา เหลา สุนทร. (2543). ไตรภูมิพระรว ง การศึกษาท่ีมา. กรงุ เทพฯ : แมค ำผาง.
- ละครชุดบนั ทกึ กรรม
- ใบงาน เร่อื ง รูร อบเรอื่ ง ไตรภูมิ
แหลง การเรยี นรู
- หองสมดุ
- แหลง ขอ มลู สารสนเทศ
- http://th.wikipedia.org/wiki/ไตรภมู ิพระรวง
แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท ี่ ๒ เรื่อง ไตรภูมพิ ระรวง หนา 4
ใบงานท่ี 1.1 เรื่อง รรู อบเรื่อง ไตรภูมิ
ตอนท่ี 1
คำช้ีแจง ใหนกั เรยี นตอบคำถามตอไปน้ี
1. เรือ่ ง ไตรภมู ิพระรวง เรียกอกี ชอ่ื หนง่ึ วา อะไร
2. เรอ่ื ง ไตรภมู พิ ระรวง แตง ขึ้นในสมยั ใด
3. กวผี ูประพันธเรอื่ ง ไตรภูมิพระรว ง คือใคร
4. เร่ือง ไตรภมู พิ ระรวง แตงข้ึนเพ่ือจุดประสงคใ ด
5. เรือ่ ง ไตรภูมิพระรว ง แตงดว ยคำประพนั ธป ระเภทใด
6. ไตรภมู ิ หมายถึงอะไร
7. มนสุ สภมู ิ อยูในภมู ิใด
8. เรอ่ื ง ไตรภมู พิ ระรวง บรรยายวา “มนุสสภูมิ” ประกอบดว ยกที่ วปี ทวีปใดบาง
9. กวีผปู ระพนั ธเ รื่องทรงคนควา ขอ มลู จากแหลงใดบาง เพื่อนำมาทรงพระราชนิพนธเรอื่ ง ไตรภูมิพระรว ง
10. ใครเปนผูคัดลอกเรื่อง ไตรภมู ิพระรวง จากตนฉบบั เดิมเปนอักษรขอม และคัดลอกในสมัยใด
แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ี่ ๒ เรื่อง ไตรภมู ิพระรว ง หนา 5
ตอนท่ี 2
คำช้ีแจง ใหน ักเรียนสรปุ และอธิบายความรูในประเดน็ ทก่ี ำหนด
ความเป็นมาและประวตั ิผแู้ ต่งเร่อื ง ไตรภมู ิพระรว่ ง
รปู แบบของลกั ษณะคาํ ประพนั ธเ์ ร่ือง ไตรภมู ิพระรว่ ง
แผนการจัดการเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๒ เร่ือง ไตรภมู พิ ระรว ง หนา 6
ใบงาน เรือ่ ง รูรอบเรอ่ื ง ไตรภมู ิ
ตอนท่ี 1
คำช้แี จง ใหน ักเรียนตอบคำถามตอไปน้ี
1. เรอ่ื ง ไตรภมู ิพระรวง เรยี กอกี ชื่อหน่ึงวา อะไร
เตภูมกิ ถา
2. เรอ่ื ง ไตรภูมิพระรวง แตงข้ึนในสมยั ใด
สมยั สโุ ขทยั
3. กวผี ูประพนั ธเร่ือง ไตรภูมิพระรว ง คือใคร
พญาลิไทย
4. เรื่อง ไตรภูมิพระรว ง แตง ข้นึ เพ่ือจุดประสงคใ ด
เพือ่ เทศนาโปรดพระราชมารดาและเปน ธรรมทานแกคนท่ัวไป
5. เรือ่ ง ไตรภมู ิพระรวง แตงดว ยคำประพันธประเภทใด
รอยแกว
6. ไตรภมู ิ หมายถงึ อะไร
ไตรภูมิ หมายถึง ภมู ิทง้ั สาม ไดแ ก กามภูมิ รูปภมู ิ และอรปู ภูมิ
7. มนสุ สภูมิ อยใู นภมู ิใด
รูปภูมิ
8. เรอ่ื ง ไตรภมู ิพระรว ง บรรยายวา “มนุสสภูมิ” ประกอบดว ยกี่ทวีป ทวีปใดบา ง
4 ทวีป ไดแ ก บพุ พวเิ ทหทวปี อมรโคยานทวีป ชมพทู วปี และ อตุ ตรกุรทุ วปี
9. กวผี ูป ระพนั ธเรือ่ งทรงคนควาขอมลู จากแหลงใดบาง เพ่ือนำมาทรงพระราชนิพนธเ ร่อื ง ไตรภมู พิ ระรวง
คมั ภีรต า งๆ ของพระพทุ ธศาสนา เชน พระไตรปฎก อรรถกถา ฎีกา ฯลฯ
10. ใครเปน ผคู ดั ลอกเรื่อง ไตรภูมพิ ระรว ง จากตนฉบบั เดิมเปนอักษรขอม และคัดลอกในสมยั ใด
พระมหาชวย (วัดกลาง) คัดลอกในสมัยธนบรุ ี
แผนการจดั การเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท ่ี ๒ เรือ่ ง ไตรภมู ิพระรวง หนา 7
ตอนท่ี 2
คำชี้แจง ใหนักเรียนสรปุ และอธิบายความรูในประเด็นทีก่ ำหนด
ความเป็นมาและประวตั ิผ้แู ต่งเรือ่ ง ไตรภมู ิพระร่วง
ไตรภมู พิ ระรว่ ง หรอื ไตรภมู กิ ถา หรอื เตภมู กิ ถา เป็นพระราชนิพนธใ์ นพญาลไิ ทย พระมหากษตั รยิ อ์ งคท์ ี่5 แห่งราชวงศส์ โุ ขทยั
เมอื่ ก่อนเสวยราชสมบตั ไิ ดด้ าํ รงตําแหน่งพระมหาอุปราช ครองเมอื งศรสี ชั นาลยั ไดพ้ ระนามวา่ พญาฤๅไทยาราช และทรงแต่งเรอื่ ง
ไตรภมู พิ ระร่วง ข้นึ เพอื่ เทศนาแก่พระมารดา และสงั ่ สอนประชาชนทวั่ ไป
พญาลไิ ทยครองราชย์ เมอื่ พ.ศ. 2190 ไดม้ พี ระนามเรยี กอกี ชอื่ หนึง่ วา่ พระมหาธรรมราชาที่1 ทรงเชยี่ วชาญในพระพทุ ธศาสนา
มพี ระปรชี ารอบรู้ แตกฉานในพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎกี า เชยี่ วชาญทงั้ โหราศาสตรแ์ ละไสยศาสตร์ และทรงเป็นพระมหากษตั รยิ ไ์ ทย
พระองคแ์ รกทไี่ ดท้ รงผนวชเป็นพระภกิ ษุ ตลอดระยะเวลาแห่งการครองราชย์ พระองคท์ รงบําเพญ็ พระราชกรณียกจิ และมี
พระราชจรยิ วตั รอนั เป็นประโยชน์ทงั้ ฝ่ายอาณาจกั รและพุทธจกั ร
รปู แบบของลกั ษณะคาํ ประพนั ธเ์ ร่ือง ไตรภมู ิพระร่วง
รปู แบบของลกั ษณะคาํ ประพนั ธท์ ใี่ ชใ้ นเรอื่ ง ไตรภมู พิ ระรว่ ง คอื รอ้ ยแกว้ โดยใชโ้ วหารทงั้ เทศนาโวหาร พรรณนาโวหาร
และบรรยายโวหารโดยเฉพาะการพรรณนานัน้ จะใชถ้ อ้ ยคาํ ทสี่ ามารถโนม้ น้าวใจผอู้ า่ นใหค้ ลอ้ ยตามได้ แมจ้ ะใชภ้ าษาทคี่ ่อนขา้ งเขา้ ใจ
ยากกต็ าม
แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๒ เรือ่ ง ไตรภมู ิพระรวง หนา 8
แผนการจัดการเรยี นรทู ่ี ๒
เร่ือง ความเปนมาและประวตั ผิ แู ตง จำนวน ๒ คาบ
หนว ยการเรียนรทู ี่ ๒ เรื่อง ไตรภมู พิ ระรว ง ช้นั มัธยมศกึ ษาปที่ ๖
กลมุ สาระการเรียนรภู าษาไทย วิชาภาษาไทย ๕ รหัสวชิ า ท ๓๓๑๐๑
ครูผสู อน นางสาวทิพมาศ ดนตรีพงษ
1. สาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม
2. มาตรฐานการเรยี นรู/ ตวั ช้ีวัด
ท ๕.๑ เขา ใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณวรรณคดแี ละวรรณกรรมไทยอยางเหน็ คุณคา และนำมา
ประยกุ ตใชใ นชวี ิตจริง
ม.4-6/1 วเิ คราะหและวิจารณว รรณคดีและวรรณกรรมตามหลักการวจิ ารณเ บื้องตน
3. สาระสำคญั
ไตรภูมิพระรวง เปนวรรณคดีที่มีคุณคาทั้งดานเนื้อหา ดานวรรณศิลป และดานสังคม การที่จะ
เขาใจเนื้อหาของเรื่องไดนั้น เราจำเปนที่จะตองรูและเขาใจความหมายของคำศัพทตางๆ ที่ปรากฏอยูใน
เรือ่ ง จึงสามารถถอดความบทประพนั ธและเขา ใจเนือ้ หาของเร่อื งไดอยา งถกู ตองชัดเจน
4. จุดประสงคก ารเรียนรู
ดานความรู (K)
1. วิเคราะหเ น้ือหาของเรือ่ ง ไตรภูมพิ ระรวง ตอนมนสุ สภูมไิ ด
2. อธิบายความหมายของคำศพั ทต างๆ ที่ปรากฏในเรื่อง ไตรภมู ิพระรว ง ตอนมนุสสภมู ไิ ด
3. ถอดความคำประพันธเ รื่อง ไตรภมู ิพระรวง ตอนมนุสสภูมไิ ด
ดานทกั ษะ / กระบวนการ(P)
1. ทักษะการเปรียบเทยี บ ๓. ทกั ษะการสรา งความรู
2. ทกั ษะการวิเคราะห ๔. ทกั ษะการประเมนิ
ดา นคุณลักษณะอนั พึงประสงค (A)
1. มีวินยั 3. มงุ ม่นั ในการทำงาน
2. ใฝเรียนรู 4. รักความเปนไทย
5. สาระการเรยี นรู
สาระการเรยี นรูแกนกลาง
หลกั การวเิ คราะหและวิจารณวรรณคดแี ละวรรณกรรมเบื้องตน
- การพจิ ารณาเนื้อหาและกลวธิ ใี นวรรณคดแี ละวรรณกรรม
สาระการเรียนรูท อ งถิ่น
เนอ้ื หาและคำศัพทจากเร่อื ง ไตรภูมิพระรวง ตอนมนุสสภูมิ
แผนการจัดการเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท ี่ ๒ เร่ือง ไตรภูมิพระรวง หนา 9
6. กิจกรรมการเรียนรู
วิธสี อนแบบกระบวนการกลุม สมั พนั ธ
ขัน้ ที่ 1 นำเขา สบู ทเรียน
ครูใหนักเรียนดูคลิปแอนิเมชั่นกำเนิดมนุษย ตามเนื้อหาตอนมนุสสภูมิ แลวใหนักเรียนรวมกันแสดง
ความคดิ เห็นเกย่ี วกบั คลปิ ท่ีไดดู
ข้ันท่ี 2 จัดการเรยี นรู
1. ครูติดแผนภูมิตัวอยางบทประพันธจ ากเรื่อง ไตรภูมิพระรวง ตอน มนุสสภูมิ ใหนักเรียนดูบนกระดาน
แลวครูใหน กั เรยี นชวยกันถอดความบทประพันธดังกลาว จากนั้นครูอธบิ ายเพิ่มเตมิ เพือ่ ใหน ักเรยี น มี
ความรูความเขาใจมากยง่ิ ขึน้
2. ครูใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันอานเรื่อง ไตรภูมิพระรวง ตอน มนุสสภูมิ จากหนังสือเรียน หนังสือ
คนควา เพ่ิมเติม หองสมุด และแหลง ขอ มูลสารสนเทศ
3. ครูสุมนกั เรยี นแตละกลุมออกมาอธบิ ายความบทประพันธ พรอมบอกความหมายของคำศัพทในตอนที่
กำหนด โดยครูและเพ่อื นกลมุ อน่ื รว มกนั ตรวจสอบความถูกตอ ง
4. นักเรียนแตละกลุมชวยกันทำใบงาน เรื่อง เนื้อหาและคำศัพท ตอนมนุสสภูมิ เสร็จแลวชวยกัน
ตรวจสอบความถูกตอง
5. นกั เรยี นตอบคำถามกระตุน ความคดิ ขอ 1-2
คำถามกระตนุ ความคิด
1. การแปลความหมายของคำศัพทตางๆ ที่ปรากฏในบทประพันธ หากไมมีพจนานุกรมเราสามารถ
สันนษิ ฐานความหมายของคำดังกลา วจากเนื้อความโดยรวมของบทประพันธน ั้นไดห รือไม อธิบาย
เหตุผล (พจิ ารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยใหอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน)
2. คำศัพทใดบางในเรื่อง ไตรภูมิพระรวง ที่มีการเปลี่ยนไปใชคำอื่นแทนในปจจุบันและคำที่ใชแทน
คือคำวา อะไร (มีหลายคำ เชน - ไสดอื ปจจบุ นั ใชค ำวา สะดือ
- ทกุ วาร ปจ จบุ นั ใชคำวา ทุกวัน
- คำรบ ปจ จุบนั ใชคำวา ครบ เปน ตน
หรอื นกั เรยี นอาจตอบเปนอยา งอ่ืน โดยใหอ ยใู นดลุ ยพินจิ ของครูผูสอน)
ขั้นท่ี 3 สรปุ และนำหลกั การไปประยุกตใ ช
1. ครูและนักเรียนรวมกันสรุปเนื้อหาและคำศัพทจากเรื่อง ไตรภูมิ พระรวง ตอนมนุสสภูมิ และ
นำความรูทไี่ ดไปประยุกตใชในการศึกษาความรูเร่ือง ไตรภมู ิพระรวง ตอนมนุสสภูมิ ในดานตางๆ
ตอไป
2. นักเรียนตอบคำถามกระตุน ความคดิ
คำถามกระตุนความคิด เรื่อง ไตรภูมิพระรวง ตอนมนุสสภูมิ มีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับอะไร
(พิจารณาตามคำตอบของนกั เรยี น โดยใหอยูใ นดลุ ยพินจิ ของครผู ูส อน)
แผนการจัดการเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท่ี ๒ เรอ่ื ง ไตรภูมพิ ระรว ง หนา 10
ข้ันที่ 4 วดั และประเมนิ ผล
1. นักเรียนแตละกลุมออกมานำเสนอผลงานในใบงานที่ 2.1 โดยครูและเพื่อนกลุมอื่นชวยกัน
ตรวจสอบความถูกตอง และใหข อเสนอแนะ
2. นักเรยี นตอบคำถามกระตนุ ความคิด
คำถามกระตนุ ความคิด
1. นักเรียนประทับใจเนื้อหาตอนใดในเรื่อง ไตรภูมิพระรวง ตอนมนุสสภูมิ มากที่สุด อธิบาย
เหตุผล (พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยใหอ ยูใ นดุลยพินจิ ของครูผสู อน)
2. เรอ่ื ง ไตรภูมพิ ระรวง ตอนมนุสสภมู ิ มีคณุ คาในดานเนอื้ หาอยา งไรบา ง (พิจารณาตามคำตอบ
ของนักเรยี น โดยใหอ ยูในดุลยพนิ ิจของครูผสู อน)
๗. การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู
วิธกี าร เครือ่ งมือ เกณฑ
ตรวจใบงาน ใบงาน รอยละ 60 ผา นเกณฑ
ประเมินการนำเสนอผลงาน แบบประเมนิ การนำเสนอผลงาน ระดับคณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
สงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุม แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุม ระดับคณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
สงั เกตความมวี ินัย ใฝเ รียนรู มุง มนั่ ในการ แบบประเมนิ คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ทำงาน และรักความเปน ไทย
๘. ส่อื การเรยี นรหู รือแหลงการเรยี นรู
สอื่ การเรยี นรู
- หนังสือเรียน ภาษาไทย : วรรณคดีและวรรณกรรม ม.6
- หนงั สอื คนควาเพ่ิมเติม
- ราชบัณฑิตยสถาน. (2546). พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542. กรงุ เทพฯ :
นานมบี คุ สพ บั ลเิ คชนั่ ส.
- สมพงษ เชาวแหลม. (มปป.). ไตรภมู กิ ถาฉบับคอยยังช่ัว. กรงุ เทพฯ : รงุ เรอื งสาสน.
- เสถียรโกเศศ. (2542). เลา เร่อื งในไตรภูมิ. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมมาธิราช
- คลปิ แอนเิ มชน่ั กำเนิดมนุษย ตามเนือ้ หาตอนมนุสสภมู ิ
- แผนภูมติ วั อยา งบทประพันธ
- ใบงานท่ี 2.1 เรือ่ ง เนอื้ หาและคำศพั ท ตอนมนสุ สภมู ิ
แหลง การเรียนรู
- หอ งสมุด
- แหลงขอมูลสารสนเทศ
- http://th.wikipedia.org/wiki/ไตรภมู พิ ระรว ง
- http://www.youtube.com/watch?v=ao0d3iv1i54
- ใบงาน เรื่อง รูร อบเรื่อง ไตรภูมิ
แผนการจัดการเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๒ เร่ือง ไตรภูมิพระรวง หนา 11
ใบงาน เรื่อง เนอ้ื หาและคำศัพท ตอนมนสุ สภูมิ
ตอนที่ 1
คำชีแ้ จง ใหนักเรยี นบอกความหมายของคำท่ขี ดี เสน ใตใหถูกตอ ง
1. ผิรปู อันจะเกิดเปน ชายกด็ ีเปน หญิงก็ดี เกดิ มอี าทแิ ตเ กิดเปนกลละนั้นโดยใหญแตล ะวนั แลนอย
กลละ หมายถึง
2. เม่ือกมุ ารอยใู นทองแมน ้นั ลำบากนกั หนา พงึ เกลียดพึงหนายพน ประมาณนัก กช็ ้นื แลเหมน็ กลนิ่ ตืดและ
เออื นอันได
80 ครอก
ตืด หมายถงึ
เอือน หมายถึง
3. จะงอยไสดอื นน้ั กลวงข้ึนไปเบอื้ งบนติดหลังทอ งแมแ ลขาวนำ้ อาหารอันใดแมกินไสร แลโอชารสนั้นก็เปนน้ำชุม
เขา ไปในไสด ือน้นั
จะงอยไสดือ หมายถงึ
ไสด ือ หมายถึง
4. ผแิ ลวาเมอื่ แมเ ดนิ ไปกด็ ี นอนกด็ ี ฟน ตนก็ดี กุมารอยูในทองแมนั้นใหเจบ็ เพียงจะตายแลดจุ ดงั่ ลกู ทรายอนั พึ่ง
ออกแล อยธู รหอยผิบม ิดุจด่ังคนอันเมาเหลา
อยูธ รหอ ย หมายถึง
5. คนผูใดจากแตนรกมาเกดิ จ้นั เม่ือคลอดออกตนกุมารนั้นรอน เมอ่ื มันอยใู นทองแมน ้ันยอ มเดือดเน้ือรอ น
ใจแลกระหนกระหาย
กระหนกระหาย หมายถงึ
แผนการจัดการเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ี่ ๒ เร่อื ง ไตรภมู ิพระรว ง หนา 12
6. แลคับตัวออกยากลำบากนนั้ ผบิ ม ิด่งั นนั้ ด่ังคนผูอยูใ นนรกแล แลภเู ขาอันชื่อคังไคยบรรพตหบี แลเหงแล
บดบน้ี น้ั แล
บรรพต หมายถงึ
หบี หมายถงึ
เหง หมายถึง
7. ฝูงอนั มาเกดิ เปนพระปจ เจกโพธเิ จา กด็ ี แลเปนพระอรหันตาขีณาสพเจากด็ ี แลมาเปน พระองคอคั รสาวก
เจาก็ดี
พระปจ เจกโพธเิ จา หมายถึง
8. เมื่อจะออกจากทองแมวนั นน้ั ไสร จึงลมกรรมชวาตก็พัดใหห วั ผนู อ ยน้ันลงมาสทู จี่ ะออกแลคับแคบแอน ยนั
นกั หนา
ลมกรรมชวาต หมายถึง
แอน ยัน หมายถึง
9. เม่ือกมุ ารอยูใ นทองแมน้ันลำบากนักหนา พึงเกลียดพงึ หนายพน ประมาณนัก กช็ ้ืนแลเหม็นกล่ินตดื และเอือน
อันได 80 ครอก ซึ่งอยใู นทองแมอนั เปนทเ่ี หม็นแลท่ีออกลูกออกเตา ท่เี ถา ทต่ี ายที่เรว
ที่เรว หมายถงึ
10. ฆนะน้นั คอยใหญไ ปทุกวัน ครนั้ ถงึ 7 วนั เปนตุมออกได 5 แหงด่งั หดู นน้ั เรียกวา เบญจสาขาหดู
เบญจสาขาหดู หมายถึง
แผนการจัดการเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูที่ ๒ เรือ่ ง ไตรภมู ิพระรว ง หนา 13
ตอนท่ี 2
คำชีแ้ จง ใหนกั เรียนตอบคำถามตอไปนี้
1. ลำดบั พฒั นาการการเกิดเปน ทารกในครรภม ารดาสามารถเรยี งลำดบั ไดอยา งไร
2. จงยกตัวอยางบทประพนั ธที่กลาวถึง สายสะดือของทารกในครรภมารดาและการรบั อาหารจากมารดาผานทาง
สายสะดือ
3. จงยกตวั อยา งบทประพนั ธทพ่ี รรณนาทา ทางของทารกตอนอยูในครรภมารดา
4. จากเรอื่ ง ไตรภูมพิ ระรว ง ตอนมนุสสภมู ิ ความตอนหน่งึ กลาวถงึ ในครรภม ารดาวา มสี ภาพ “รอ นนักหนาดุจด่งั
เราเอาใบตองเขาจอตน แลตมในหมอนั้นไสร” แตเ พราะเหตใุ ดทารกในครรภจ งึ ไมตายเพราะความรอนนั้น
5. ตามความเช่อื ท่ปี รากฏในตอน มนสุ สภูมิ ทารกทีม่ าจากนรกและสวรรค เมือ่ อยใู นครรภม ารดามีลักษณะ
แตกตา งกนั อยางไร
แผนการจัดการเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูที่ ๒ เรอ่ื ง ไตรภมู ิพระรวง หนา 14
6. ตามความเช่ือท่ปี รากฏในตอน มนสุ สภูมิ ทารกทม่ี าจากนรกและสวรรค เมอ่ื คลอดออกมาจากครรภม ารดา
แลวจะแสดงลักษณะตา งกันอยางไร
7. ชว งทที่ ารกกำลังจะคลอดออกจากครรภม ารดา แตไมส ามารถคลอดออกมาได ทารกมคี วามรูสกึ อยา งไร
8. ทารกทีม่ าเกดิ เปน พระปจ เจกพุทธเจา พระอรหันตห รือพระอคั รสาวกของพระพุทธเจา มีลกั ษณะพิเศษ
อยา งไรบาง
9. ทารกท่ีอยใู นครรภมารดาเพียง 7 เดือน แลวก็คลอดออกมา จะมีลกั ษณะอยางไร
10. จากเรือ่ ง ไตรภูมิพระรว ง ตอนมนสุ สภูมิ ความตอนหน่ึงวา “บเรมิ่ ดงั่ ทา นผูจ ะออกมาเปนพระปจ เจกโพธเิ จาก็
ดี ผจู ะมาเกดิ เปนลูกพระพทุ ธเจาก็ดี คำนึงรูส ึกตนแลบม ิหลงแตส องสงิ่ นี้คอื เมอื่ จะเอาปฏิสนธแิ ลอยูใน
ทองแมน น้ั ไดแล เมอื่ จะออกจากทอ งแมนนั้ ยอมหลงดจุ คนทั้งหลายน้ีแล สวนวาคนท้งั หลายนีไ้ สรยอมหลงทง้ั
3 เมื่อ ควรอิ่มสงสารแล”
คำวา “ท้ัง 3 เมอื่ ” ในขอ ความขางตน หมายถงึ เม่ือใดบา ง
แผนการจดั การเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท ี่ ๒ เร่ือง ไตรภมู พิ ระรว ง หนา 15
ใบงาน เรอื่ ง เนอื้ หาและคำศัพท ตอนมนุสสภมู ิ
ตอนท1่ี
คำชแี้ จง ใหนักเรยี นบอกความหมายของคำทข่ี ีดเสน ใตใหถูกตอง
1. ผิรปู อันจะเกิดเปน ชายกด็ ีเปนหญงิ ก็ดี เกิดมอี าทแิ ตเกิดเปนกลละนั้นโดยใหญแตละวันแลนอ ย
กลละ หมายถงึ รูปแรกเริม่ ท่ีปฏสิ นธใิ นครรภม ารดาในชว งสัปดาหแรก เปรยี บไดก บั นำผมของคนมาผา 8
ครัง้ แลว จุมลงในน้ำมนั งาทใ่ี สมากและสลัด 7 ครง้ั แลวถอื ไว น้ำมนั ท่ีเหลือติดอยูที่ปลายผมนัน้ ยังมี
ขนาดใหญกวา กลละ
2. เมอื่ กมุ ารอยใู นทองแมนน้ั ลำบากนกั หนา พงึ เกลยี ดพงึ หนา ยพนประมาณนัก ก็ชืน้ แลเหม็นกลนิ่ ตืดและ
เออื นอนั ได
80 ครอก
ตดื หมายถึง พยาธิ
เออื น หมายถงึ พยาธิในทองชนดิ หน่งึ (ภาษาถนิ่ ใต เอือน แปลวา ตืด)
3. จะงอยไสด อื นนั้ กลวงขนึ้ ไปเบือ้ งบนติดหลังทองแมแลขาวนำ้ อาหารอันใดแมกินไสร แลโอชารสนั้นกเ็ ปนน้ำชุม
เขาไปในไสดือนั้น
จะงอยไสด อื หมายถงึ ปลายสายสะดือ
ไสด อื หมายถึง สะดือ
4. ผิแลวา เมอื่ แมเ ดนิ ไปกด็ ี นอนก็ดี ฟน ตนกด็ ี กุมารอยูในทอ งแมน้นั ใหเจ็บเพียงจะตายแลดจุ ดั่งลกู ทรายอนั พึ่ง
ออกแล อยธู รหอยผิบม ดิ ุจดั่งคนอันเมาเหลา
อยธู รหอย หมายถึง โคลงเคลงไปมา ทรงตัวไมได
5. คนผูใ ดจากแตน รกมาเกิดจ้นั เม่ือคลอดออกตนกมุ ารนั้นรอน เมื่อมันอยใู นทองแมน ั้นยอ มเดือดเน้ือรอน
ใจแลกระหนกระหาย
กระหนกระหาย หมายถงึ ทุรนทุราย กระสับกระสา ย
6. แลคบั ตัวออกยากลำบากนน้ั ผบิ ม ดิ ่งั นน้ั ด่งั คนผอู ยูในนรกแล แลภูเขาอันช่ือคงั ไคยบรรพตหีบแลเหงแล
บดบนี้ ้นั แล
บรรพต หมายถึง ภเู ขา
หีบ หมายถงึ หนีบ
เหง หมายถึง บด บ้ี ทับ
แผนการจัดการเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ี่ ๒ เรอ่ื ง ไตรภมู พิ ระรวง หนา 16
7. ฝูงอันมาเกดิ เปน พระปจเจกโพธิเจากด็ ี แลเปนพระอรหันตาขีณาสพเจา กด็ ี แลมาเปน พระองคอัครสาวก
เจาก็ดี
พระปจ เจกโพธเิ จา หมายถึง พระพทุ ธเจาทีต่ รสั รแู ลว มิไดส ่ังสอนเวไนยสัตว
8. เม่อื จะออกจากทองแมว ันนั้นไสร จงึ ลมกรรมชวาตก็พดั ใหหวั ผนู อ ยนน้ั ลงมาสทู จ่ี ะออกแลคบั แคบแอนยนั
นักหนา
ลมกรรมชวาต หมายถงึ ลมเกิดแตกรรม หมายถึง ลมทเ่ี กิดในเวลาทมี่ ารดาจะคลอดบุตร
แอนยนั หมายถงึ คดเพราะตัวถูกกดดันดวยลมกรรมชวาต
9. เมอื่ กมุ ารอยใู นทองแมน น้ั ลำบากนกั หนา พึงเกลยี ดพงึ หนา ยพน ประมาณนัก ก็ช้นื แลเหม็นกล่ินตดื และเอือน
อันได 80 ครอก ซ่ึงอยใู นทองแมอนั เปนท่เี หมน็ แลท่ีออกลูกออกเตา ทเ่ี ถา ทีต่ ายที่เรว
ท่เี รว หมายถึง ปาชา ท่ฝี ง ศพ ท่ีเผาศพ
10. ฆนะนั้นคอ ยใหญไ ปทกุ วัน ครน้ั ถงึ 7 วนั เปน ตุมออกได 5 แหง ดัง่ หูดนน้ั เรยี กวา เบญจสาขาหูด
เบญจสาขาหดู หมายถึง ปมุ ทเี่ ปน 5 กิง่ ในที่นห้ี มายถึงกอนเนื้อท่ีมีปมุ เกิด 5 ปมุ คือ หวั 1 ปุม แขน 2 ปุม
และขา 2 ปุม
แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท่ี ๒ เร่ือง ไตรภูมิพระรวง หนา 17
ตอนที่ 2 คำช้แี จง ใหนักเรยี นตอบคำถามตอไปนี้
1. ลำดับพฒั นาการการเกิดเปน ทารกในครรภม ารดาสามารถเรยี งลำดบั ไดอยา งไร
กลละ – อมั พุทะ – เปสิ – ฆนะ – เบญจสาขาหูด – เกิดเปน รางกายมนุษย
2. จงยกตัวอยางบทประพนั ธท ก่ี ลาวถงึ สายสะดือของทารกในครรภมารดาและการรบั อาหารจากมารดาผา นทาง
สายสะดอื
อนั วา สายสะดือแหง กุมารน้นั กลวงดง่ั สายกานบวั อันมชี ่อื วาอบุ ล จะงอยไสด ือนน้ั กลวงขึ้นไปเบอ้ื งบน
ตดิ หลงั ทอ งแมแ ลขาวนำ้ อาหารอนั ใดแมก นิ ไสร แลโอชารสนัน้ กเ็ ปนน้ำชมุ เขาไปในไสด ือน้นั แลเขาไปในทอง
กมุ ารนน้ั แล สะหนอยๆ แลผูน อ ยนนั้ ก็ได กินทกุ คำ่ เชา ทกุ วัน
3. จงยกตัวอยา งบทประพนั ธท ่พี รรณนาทา ทางของทารกตอนอยูในครรภม ารดา
บทประพนั ธท ี่พรรณนาทาทางของทารกตอนอยูในครรภมารดาปรากฏตวั อยา งหลายตอน เชน
- “แลกมุ ารน้ันนั่งกลางทอ งแม แลเอาหลงั มาตอหนังทองแม”
- “เบื้องหลังกมุ ารนัน้ ตอหลงั ทอ งแม แลนง่ั ยองอยใู นทอ งแม แลกำมือท้ังสองคูคอตอหัวเขา ทั้งสอง เอาหวั ไว
เหนือหัวเขา เมื่อนัง่ อยนู น้ั ”
- “บห อนไดเหยยี ดตีนมือออกดัง่ เราทานท้ังหลายน้สี กั คาบหน่ึงเลย”
4. จากเรอ่ื ง ไตรภูมพิ ระรวง ตอนมนุสสภูมิ ความตอนหนง่ึ กลา วถงึ ในครรภมารดาวามีสภาพ “รอนนักหนาดจุ ดง่ั
เรา เอาใบตองเขาจอตน แลตมในหมอนั้นไสร” แตเพราะเหตใุ ดทารกในครรภจ ึงไมตายเพราะความรอ นนนั้
ทารกไมต ายจากความรอนในทอ งมารดา เพราะวาทารกน้นั มีบุญที่จะไดเกดิ เปน มนุษย ดังที่บท
ประพันธก ลาววา “ดวยอำนาจแหงไฟธาตุอนั รอนนน้ั สวนตวั กมุ ารน้นั บม ิไหม เพราะวา เปน ธรรมดาดวยบุญ
กุมารนัน้ จะเปนคนแล จงึ ใหบมิไหมบมิตายเพื่อด่ังน้นั แลแตกุมารนั้นอยูในทองแม”
5. ตามความเช่อื ทปี่ รากฏในตอน มนสุ สภมู ิ ทารกทีม่ าจากนรกและสวรรค เมื่ออยใู นครรภม ารดามลี กั ษณะ
แตกตา งกนั อยางไร
ทารกท่ีมาจากนรก ตอนท่อี ยูใ นครรภม ารดา จะรูสึกทรุ นทรุ ายเดอื ดเนื้อรอ นใจ และตัวของมารดาก็
รูสึกรอนตามไปดวย ดังทบ่ี ทประพนั ธกลาววา “เม่ือมันอยูในทอ งแมนน้ั ยอมเดือดเน้ือรอ นใจแลกระหน
กระหาย อีกเน้ือแมน ั้นกพ็ ลอยรอนดว ยโสด” สวนทารกท่ีมาจากสวรรค ตอนที่อยูในครรภมารดา จะอยเู ย็น
เปน สุข และตัวของมารดากเ็ ย็นไปดวย ดงั ทีบ่ ทประพนั ธ กลาววา “เมือ่ ยังอยใู นทองแมน้ัน อยูเ ยน็ เปนสขุ
สำราญบานใจ แลเน้อื แมน้ันก็เยน็ ดว ยโสด”