The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการสอนวิชาภาษาไทย ม.6 เทอม1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tdontripong, 2021-08-07 08:37:00

แผนการสอนวิชาภาษาไทย ม.6 เทอม1

แผนการสอนวิชาภาษาไทย ม.6 เทอม1

แผนการจดั การเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรยี นรทู ่ี ๔ เร่อื งเสภาเร่อื ง ขนุ ชา งขุนแผน หนา 14

8. อาลัยเจาเทากบั ดวงชีวิตพ่ี คิดจะหนีไปตามเอาเจากลับ
เกรงจะพากนั ผดิ เขา ติดทับ แตขยับอยูจนไดไปเชยี งอนิ ทร
“เจา” หมายถึง วันทอง
“พ”่ี หมายถึง ขุนแผน

9. เรงเร็วเหวยพระยายมราช ไปฟนฟาดเสยี ใหมันเปน ผี
อกเอาขวานผาอยาปรานี อยา ใหมโี ลหิตตดิ ดินกู
“มนั ” หมายถึง วนั ทอง
“ก”ู หมายถงึ พระพนั วษา

10. เลยี้ งมงึ ไมไดอา ยใจราย ชอบแตเฆยี่ นสองหวายตลอดสนั
แลวกลับความถามขางวนั ทองพลนั เออเมอื่ มนั ฉุดคราพามงึ ไป
ก็ชานานไดประมาณสบิ แปดป ครงั้ นี้ทำไมมึงจึงมาได
นี่มึงหนีมนั มาวาไร วา ใครไปรบั เอามึงมา
“มนั ” หมายถงึ ขุนชาง

แผนการจดั การเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรียนรทู ี่ ๔ เร่อื งเสภาเรือ่ ง ขนุ ชา งขุนแผน หนา 15

ใบงาน เรือ่ ง คน คำไขความ ตอนขุนชางถวายฎีกา

คำช้แี จง ใหนกั เรยี นบอกความหมายของคำศพั ททข่ี ีดเสนใตใ นแตล ะขอ ตอไปน้ี

1. เงียบสตั วจตั บุ ททวิบาท ดาวดาษเดอื นสวา งกระจางไข
น้ำคางตกกระเซ็นเยน็ เยอื กใจ สงัดเสียงคนใครไมพ ดู จา

2. อะไรพอสวา งวางเขา มา เดก็ หวาจับถองใหจ งได
ลุกขนึ้ ถกเขมรรอ งเกนไป ทุดอายไพรข ้ีครอกหลอกผูดี

3. ไดยินเสียงฆอ งย่ำประจำวงั ลอยลมลอ งดังถงึ เคหา
คะเนนับยำ่ ยามไดส ามครา ดูเวลาปลอดหว งทกั ทิน

4. เขาตรงบโทนอน ตน กญั ญา เพ่อื นโขกลงดว ยกะลาวา ผีเสอื้
มหาดเล็กอยงู านพดั พลัดตกเรือ รอ งวา เสอื ตวั ใหญวา ยนำ้ มา

5. มานมลู ่มี ฉี ากประจำกั้น อัฒจันทรเ ครอ่ื งแกวก็หนกั หนา
ชมพลางยางเยื้องชำเลอื งมา เปด มุง เหน็ หนา แมว นั ทอง
ก็บนั ดาลฤกษแ รงเปนหนกั หนา
6. พิเคราะหด ทู ัง้ ยามอัฐกาล กอดเมียเมินหนา น้ำตากระเดน็
มริ ูท ่จี ะแถลงแจงกิจจา อายชางบงั อาจใจทำจูลู
ตะคอกขอู วี ันทองใหตกใจ
7. อวี นั ทองกูใหอายแผนไป คนเห็นคนทกั รักทกุ หนา
ฉดุ มนั ขนึ้ ชา งอางถึงกู เสรจ็ แลวกพ็ าวันทองไป

8. แลวทำผงอิทธิเจเขา เจิมพกั ตร
เสกกระแจะจวงจันทนน ำ้ มันทา

9. จะปรกึ ษาตราสินใหไ มไ ด จงึ ทำตามนำ้ ใจเอางายงา ย
ถาฉวยเกดิ ฆา ฟน กนั ลมตาย อันตรายไพรเ มืองก็เคอื งกู

10. คดิ คะนึงตะลงึ ตะลานอก ดงั ตัวตกพระสเุ มรุภผู า
ใหอุธัจอดั อ้นั ตันอรุ า เกรงผิดภายหนา กส็ ดุ คิด

แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท่ี ๔ เร่อื งเสภาเร่ือง ขนุ ชางขุนแผน หนา 16 เฉลย
ใบงาน เรือ่ ง คนคำไขความ ตอนขุนชางถวายฎกี า

คำชี้แจง ใหน กั เรียนบอกความหมายของคำศพั ทท่ขี ีดเสน ใตใ นแตละขอตอไปนี้

1. เงียบสตั วจัตุบททวิบาท ดาวดาษเดือนสวา งกระจางไข
นำ้ คางตกกระเซ็นเย็นเยือกใจ สงัดเสยี งคนใครไมพูดจา
จัตุบททวบิ าท หมายถึง สตั วส ี่เทา สองเทา

2. อะไรพอสวางวางเขามา เด็กหวาจบั ถองใหจ งได
ลุกขึ้นถกเขมรรอ งเกนไป ทดุ อา ยไพรขค้ี รอกหลอกผูด ี
ถกเขมร หมายถึง การนุงผาหยักรง้ั ขนึ้ ไปใหพนหวั เขา บางครัง้ เรยี กวา “ขัดเขมร”
รองเกน หมายถงึ รองตะโกนดังๆ
3. ไดยนิ เสียงฆองยำ่ ประจำวัง ลอยลมลอ งดังถงึ เคหา
คะเนนับย่ำยามไดสามครา ดูเวลาปลอดหว งทกั ทิน
ทักทิน หมายถงึ วันช่ัวรา ย

4. เขา ตรงบโทนอนตนกัญญา เพอื่ นโขกลงดว ยกะลาวาผีเส้ือ
มหาดเล็กอยูงานพัดพลดั ตกเรือ รองวา เสอื ตวั ใหญวายนำ้ มา
บโทน หมายถึง นายเรอื ผคู อยใหจงั หวะสญั ญาณใหพายชา พายเร็ว
ผเี สอื้ หมายถึง ผีเส้ือสมุทร
5. มา นมูล่มี ีฉากประจำกัน้ อัฒจนั ทรเคร่ืองแกวก็หนักหนา
ชมพลางยางเย้ืองชำเลอื งมา เปดมุงเห็นหนา แมวันทอง
อัฒจันทร หมายถึง ชนั้ ท่ีตั้งเคร่ืองแกวซงึ่ เปน ของประดบั บา น

6. พิเคราะหด ทู ง้ั ยามอัฐกาล กบ็ ันดาลฤกษแรงเปน หนักหนา
มิรทู ่ีจะแถลงแจงกิจจา กอดเมยี เมนิ หนา น้ำตากระเด็น
อัฐกาล หมายถงึ ยามแปด คอื เวลาตั้งแต 04.30 – 06.00 น.

7. อวี ันทองกูใหอา ยแผนไป อา ยชา งบังอาจใจทำจูลู
ฉดุ มันขน้ึ ชา งอา งถงึ กู ตะคอกขอู ีวนั ทองใหต กใจ
จูลู หมายถงึ ถลันเขา ไป รเี่ ขาไปตามทาง โดยปรยิ าย หมายถงึ ดูถูก

8. แลว ทำผงอิทธิเจเขาเจิมพักตร คนเห็นคนทักรกั ทุกหนา
เสกกระแจะจวงจนั ทนนำ้ มนั ทา เสร็จแลวก็พาวันทองไป
ผงอิทธิเจ หมายถึง ผงดินสอ ทำไดโดยการใชด ินสอพองเขียนลงบนกระดานดำ เมื่อจะเขียน
คำใดคำหนึ่ง ก็ตองวา การประสมตัวนนั้ ๆ พรอมกนั ไปใหถูกตอ งตามหลักไวยากรณของบาลี พอเขยี นเสรจ็ แลว
ก็ลบแลวเก็บผงดนิ สอนั้นไวเขียนตวั อน่ื ตอไป และลบเกบ็ ผงดินสอไวอ ีก ผงทไ่ี ดน ี้ เรยี กวา ผงอทิ ธเิ จ เปนผงลง
อาคมทีน่ ำมาผัดหนาสำหรับเปน เสนห ท ำใหคนรกั และเมตตา

แผนการจดั การเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรียนรทู ่ี ๔ เรื่องเสภาเร่อื ง ขุนชา งขุนแผน หนา 17

กระแจะ หมายถึง ผลเคร่อื งหอมตางๆ ท่ผี สมกันสำหรบั ทาหรอื เจิม โดยปกตมิ เี ครื่องประสม คอื ไมจันทน
ชะมดเชียง เปน ตน

จวงจนั ทน หมายถึง เครื่องหอมทเ่ี จือดวยไมจวงและไมจนั ทน

9. จะปรกึ ษาตราสินใหไ มได จงึ ทำตามน้ำใจเอางา ยงาย
ถา ฉวยเกดิ ฆา ฟนกันลม ตาย อนั ตรายไพรเมืองก็เคืองกู
ตราสิน หมายถงึ แจง ความไวเ พ่ือเปนหลกั ฐาน

10. คดิ คะนงึ ตะลึงตะลานอก ดงั ตวั ตกพระสุเมรุภูผา
ใหอ ุธจั อดั อนั้ ตันอรุ า เกรงผิดภายหนา ก็สุดคดิ
อธุ จั หมายถึง ความฟุงซา น ความประหมา ขวยเขิน

แผนการจัดการเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรียนรูท ่ี ๔ เร่อื งเสภาเรอื่ ง ขนุ ชางขุนแผน หนา 18
แผนการจดั การเรียนรทู ี่ ๓

เรือ่ ง วรรณศลิ ปและรสแหงวรรณคดี จำนวน ๒ คาบ
หนวยการเรยี นรทู ี่ ๔ เรื่อง เสภาเรื่อง ขนุ ชางขุนแผน ชั้นมัธยมศกึ ษาปที่ ๖
กลุมสาระการเรียนรภู าษาไทย วิชาภาษาไทย ๕ รหัสวิชา ท ๓๓๑๐๑

ครูผูสอน นางสาวทิพมาศ ดนตรีพงษ

1. สาระที่ ๕ วรรณคดแี ละวรรณกรรม

2. มาตรฐานการเรยี นร/ู ตวั ชวี้ ดั
ท 5.1 ม.4-6/1 วิเคราะหแ ละวจิ ารณวรรณคดแี ละวรรณกรรมตามหลกั การวิจารณเ บ้ืองตน
ม.4-6/3 วิเคราะหแ ละประเมนิ คุณคาดานวรรณศิลปของวรรณคดีและวรรณกรรมในฐานะ
ทเ่ี ปนมรดกทางวฒั นธรรมของชาติ

3. สาระสำคญั
การศึกษาเสภาเร่ือง ขุนชางขุนแผน ตอนขุนชางถวายฎีกา ตองอธิบายลักษณะและคุณคาดานวรรณศิลป

และรสวรรณคดีตามหลักการวจิ ารณเบ้ืองตน

4. จดุ ประสงคก ารเรยี นรู
ดานความรู (K)
๑. อธิบายลักษณะทางวรรณศลิ ปแ ละรสวรรณคดดี านตางๆ ได
๒. อธิบายคุณคา ดา นวรรณศิลปและรสวรรณคดจี ากเสภาเรอ่ื ง ขุนชางขนุ แผน ตอน ขนุ ชางถวาย
ฎีกาได
ดา นทักษะ / กระบวนการ(P)
1) ทกั ษะการคิดวเิ คราะห 2) ทกั ษะการตีความ
3) ทักษะการสังเคราะห 4) ทักษะการประเมนิ
5) ทกั ษะการประยุกตใ ชความรู
ดา นคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค (A)
๑. มวี นิ ยั 3. มุงม่นั ในการทำงาน
๒. ใฝเ รียนรู 4. รักความเปนไทย

5. สาระการเรยี นรู
สาระการเรียนรแู กนกลาง
1) หลกั การวิเคราะหและวจิ ารณวรรณคดแี ละวรรณกรรมเบ้ืองตน
- การวเิ คราะหและการวิจารณวรรณคดีและวรรณกรรม
2) การวเิ คราะหและประเมนิ คุณคาวรรณคดีและวรรณกรรม
- ดา นวรรณศิลป

แผนการจดั การเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรยี นรูท่ี ๔ เร่อื งเสภาเรื่อง ขนุ ชางขุนแผน หนา 19
6. กิจกรรมการเรยี นรู

ช่วั โมงท่ี 1
1. ครูใหน ักเรียนแตล ะกลุม (กลมุ เดิมจากแผนการจัดการเรยี นรูที่ 1) เลือกผูนำกลุม และเลขานกุ าร
กลมุ ครูเนนยำ้ ใหสมาชิกทกุ คนในกลุมรว มมือกันในการทำกิจกรรม
2. ครตู ดิ แผนภมู ิตัวอยา งบทประพันธเ สภาเรอ่ื ง ขนุ ชา งขนุ แผน ตอนขนุ ชางถวายฎีกา ใหน ักเรียนดู
แลวใหนักเรยี นชวยกนั วเิ คราะหว า บทประพันธดังกลาวใชภาษาอยางไร มีความไพเราะหรือไม และปรากฏรส
วรรณคดอี ะไรบาง
3. ครูสมุ เรียกนกั เรยี นตอบเปนรายกลุม ครูและเพ่ือนนกั เรียนชวยกนั ตรวจสอบความถกู ตอ ง และให
ขอ เสนอแนะ จากนนั้ ใหนักเรียนตอบคำถามกระตุนความคิด คำถามกระตนุ ความคิด การพิจารณาคุณคา ทาง
วรรณศิลป มคี วามสำคญั ในการศึกษาวรรณคดีอยางไร (การศึกษาคณุ คา ทางวรรณศลิ ปช ว ยใหเ ห็นและ
ตระหนกั ในคณุ คาของวรรณคดีเรื่องนั้นๆ มากยงิ่ ขึ้น และทำใหเ ห็นความสามารถดานการประพนั ธของกวีท่ี
สามารถนำเสียง คำ และความหมายในภาษาไทย มาใชส อื่ ความคดิ และอารมณความรูสึกไดอยางมีศิลปะ)
๔. ครูใหน กั เรยี นแตล ะกลุมชว ยกันวางแผนและกำหนดขอบเขต การศึกษาความรูในดา นวรรณศลิ ป
จากเสภาเรื่อง ขุนชางขนุ แผน ตอนขนุ ชา งถวายฎีกา
๕. นักเรียนแตล ะกลุมศึกษาความรตู ามแผนที่ไดว างไว จากหนงั สอื เรียน หนังสือคนควาเพมิ่ เติม และ
แหลงขอมูลสารสนเทศ
๖. ครูสุม นักเรยี นอธิบายคุณคาวรรณศิลปและรสวรรณคดีของเสภาเร่อื ง ขนุ ชา งขุนแผน ตอนขนุ ชาง
ถวายฎีกา ตามท่ีกำหนดเปนรายกลมุ ครูและนักเรยี นรว มกันตรวจสอบความถูกตองและใหข อ เสนอแนะ
๗. นกั เรียนแตละกลุม ชว ยกันทำใบงานท่ี 3.1 เรื่อง ศลิ ปและรสแหง ภาษา ตอนขุนชา งถวายฎกี า
เสรจ็ แลว ครแู ละนกั เรียนชว ยกันเฉลยคำตอบในใบงาน
๘. นักเรยี นตอบคำถามกระตุนความคดิ คำถามกระตนุ ความคดิ การพจิ ารณาคณุ คาดา น
วรรณศิลปนน้ั พจิ ารณาจากอะไรบา ง (พจิ ารณาการใชภ าษา เชน การใชถอ ยคำ โวหาร และภาพพจนตา งๆ วา
มคี วามไพเราะงดงามหรอื ไม ทง้ั เสยี งและการสอ่ื ความหมาย)
๙. นักเรยี นแตละกลุม รวมกันสรุปความรูเร่ือง วรรณศิลปและรสวรรณคดีของเสภาเร่อื ง ขนุ ชา ง
ขนุ แผน ตอนขนุ ชา งถวายฎีกา
๑๐. นกั เรียนตอบคำถามกระตุน ความคดิ คำถามกระตนุ ความคดิ เสภาเร่ืองขุนชา งขุนแผน ตอน
ขนุ ชา งถวายฎีกา มีรสวรรณคดีไทยประเภทใดโดดเดน ทสี่ ดุ (รสพิโรธวาทงั ดังจะเห็นไดจากบทแสดงอารมณ
โกรธของขนุ ชาง จม่นื ไวย และพระพนั วษา ซึ่งปรากฏหลายชวงในตอนดังกลาวน้ี)
ชวั่ โมงท่ี 2
๑. ครปู ระเมินผลนกั เรยี นจากการทำใบงาน
๒. นกั เรียนแตละกลมุ รว มกนั ปรับปรงุ และพัฒนาผลงานใน ใบงาน ใหถ ูกตองสมบูรณ
๓. นกั เรียนตอบคำถามกระตุนความคิด ขอ 1-2 คำถามกระตนุ ความคดิ จากการศึกษาคณุ คาดาน
วรรณศิลปแ ละรสวรรณคดีในเสภาขุนชา งขุนแผน ตอนขนุ ชา งถวายฎกี า นักเรยี นประทับใจบทประพันธบทใด
มากทีส่ ุด เพราะเหตใุ ด (พจิ ารณาตามคำตอบของนกั เรียน โดยใหอ ยใู นดุลยพินจิ ของครผู ูสอน)
๔. การเขา ใจคุณคา ทางวรรณศิลปแ ละรสวรรณคดีในเสภาเรอ่ื ง ขนุ ชางขุนแผน ทำใหนักเรยี นเกดิ
ความรสู ึกประทับใจวรรณคดีอยา งไรบาง (พิจารณาตามคำตอบของนักเรยี น โดยใหอยใู นดลุ ยพนิ ิจของ
ครูผูสอน)

แผนการจดั การเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรียนรูที่ ๔ เรอื่ งเสภาเร่อื ง ขนุ ชา งขุนแผน หนา 20

๗. การวดั ผลและประเมินผลการเรียนรู เคร่อื งมือ เกณฑ
วิธกี าร
ใบงาน รอยละ 60 ผา นเกณฑ
ตรวจใบงาน แบบประเมนิ การนำเสนอผลงาน ระดับคณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ประเมินการนำเสนอผลงาน แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานรายบคุ คล ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สงั เกตพฤติกรรมการทำงานรายบคุ คล แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ ระดับคณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุม แบบประเมินคุณลักษณะอันพงึ ประสงค ระดับคณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สงั เกตความมวี นิ ัย ใฝเ รียนรู มงุ มน่ั ในการ
ทำงาน และรักความเปนไทย ใบงาน รอยละ 60 ผานเกณฑ

ตรวจใบงาน

๘. สอ่ื การเรียนรูหรอื แหลงการเรยี นรู
8.1 ส่ือการเรยี นรู
1) หนังสอื เรียน ภาษาไทย : วรรณคดีและวรรณกรรม ม.6
2) หนังสือคนควา เพม่ิ เติม
- ธเนศ เวศรภ าดา. (2549). หอมโลกวรรณศิลป: การสรา งรสสุนทรียแหงวรรณคดีไทย. กรุงเทพฯ
: ปาเจรา.
3) แผนภมู ิตวั อยา งบทประพนั ธจ ากเสภาเรอื่ ง ขุนชางขุนแผน ตอนขนุ ชางถวายฎกี า
4) ใบงานที่ 3.1 เร่อื ง ศลิ ปแ ละรสแหงภาษา ตอนขุนชา งถวายฎกี า
8.2 แหลง การเรยี นรู
1) หองสมดุ
2) แหลง ขอมลู สารสนเทศ

- http://203.172.244.194/ictwork51/pranee/p2.html
- http://www.thaigoodview.com/library/contest2551/thai04/o4/suriyothai/index.htm

แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรียนรทู ี่ ๔ เร่ืองเสภาเรื่อง ขนุ ชางขุนแผน หนา 21

ใบงาน เร่อื ง ศิลปและรสแหงภาษา ตอนขุนชา งถวายฎกี า

ตอนที่ 1
คำชีแ้ จง ใหนกั เรยี นพจิ ารณาบทประพันธในแตล ะขอตอไปนวี้ า มคี วามงามทางวรรณศิลปโดดเดน ในดานใด

1. ท้งั ชายหญิงงว งงมลมหลับ นอนทบั คว่ำหงายกา ยกนั เปรอะ
จปี่ ลาคาไฟมันไหลเลอะ โงกเงอะงุยงมไมสมประดี

2. มาอยูไยกบั อายหินชาติ แสนอุบาทวใจจติ ริษยา
ดงั ทองคำทำเลย่ี มปากกะลา หนา ตาดำเหมือนมนิ หมอมอม
เหมอื นแมลงวนั วอ นเคลา ที่เนาชั่ว มาเกลอื กกลว้ั ปทุมมาลยทีห่ วานหอม
ดอกมะเด่ือจะเจือดอกพะยอม วานักแมจะตรอมระกำใจ

3. อาลยั เจา เทากับดวงชีวติ พี่ คิดจะหนีไปตามเอาเจากลับ
เกรงจะพากันผิดเขาติดทับ แตขยับอยจู นไดไปเชยี งอินทร

4. พลางเรียกหาขา ไทอยวู า วุน ออี ุน ออี ิ่มอีฉิมอีสอน
อมี ีอมี าอสี าคร น่งิ นอนไยหวามาหากู

5. ครานัน้ พระองคผทู รงภพ ฟง จบแคนคั่งดังเพลงิ ไหม
เหมือนดินประสวิ ปลิวตดิ กับเปลวไฟ ดูดเู ปน ไดอวี ันทอง

6. เจา พลายงามตามรบั เอากลับมา ทนี ห้ี นาจะดำเปนน้ำหมกึ
กำเรบิ ใจดว ยเจาไวยกำลังฮึก จะพาแมตกลึกใหจ ำตาย

แผนการจัดการเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูที่ ๔ เรื่องเสภาเร่ือง ขุนชา งขุนแผน หนา 22

7. บา วผหู ญงิ วิ่งไปอยูง กงัน เหน็ นายนนั้ แกผา กางขาอยู
ตา งคนทรุดนัง่ บงั ประตู ตกตะลงึ แลดูไมเ ขา มา
ขนุ ชางเหน็ ขา ไมม าใกล ขดั ใจลกุ ขึ้นทง้ั แกผา
แหงนเถอ เปอปง ยืนจังกา ยางเทากา วมาไมรูตวั

8. อวี นั ทองตัวมนั เหมือนรากแกว ถาตัดโคนขาดแลวกใ็ บเห่ยี ว
ใครจะควรสูสมอยกู ลมเกลยี ว ใหเ ดด็ เดี่ยวรูกนั แตว ันน้ี

9. พี่ผดิ พี่กม็ าลแุ กโทษ จะคมุ โกรธคุมแคน ไปถึงไหน
ความรักพี่ยงั รกั ระงมใจ อยา ตัดไมตรตี รึงใหตรอมตาย

10. นิจจาใจเจา จะใหพี่เจบ็ จติ ดังเอากรชิ แกระกรดี ในอกผวั
เกรงผดิ คดิ บาปจึงหลาบกลัว พนี่ ช้ี วั่ เพราะหมิ่นประมาทความ

แผนการจัดการเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท ่ี ๔ เร่ืองเสภาเรือ่ ง ขุนชา งขุนแผน หนา 23

ตอนที่ 2
คำช้แี จง ใหนกั เรียนพิจารณาบทประพันธที่กำหนดวา ปรากฏรสวรรณคดไี ทยขอใดบาง

1. ครน้ั เวลาดึกกำดัดสงดั เงยี บ ใบไมแหงแกรง เกรยี บระรุบรอ น
พระพายโชยเสาวรสขจายขจร พระจันทรแจมแจงกระจา งดวง
ดเุ หวาเรา เสียงสำเนียงกอง ระฆังฆองขานแขงในวังหลวง
วนั ทองนอ งนอนสนทิ ทรวง จิตงว งระงบั สูภวงั ค

2. รูปงามนามเพราะนอ ยไปหรือ ใจไมซ ื่อถือศักด์ิเทา เสน ผม
แตใ จสัตวม ันยังมีท่นี ยิ ม สมาคมก็แตถึงฤดมู ัน
มงึ น้ีถอยย่งิ กวาถอยอีทา ยเมอื ง จะเอาเรื่องไมไดส ักสง่ิ สรรพ
ละโมบมากตัณหาตาเปนมัน สกั รอ ยพนั ใหมึงไมถ ึงใจ
วาหญงิ ชว่ั ผวั ยงั คราวละคนเดยี ว หาตามตอมกันเกรียวเหมอื นมึงไม
หนักแผน ดนิ กูจะอยูไย อา ยไวยมึงอยานับวามารดา

3. พ่ผี ดิ พี่ก็มาลุแกโทษ จะคุมโกรธคุมแคนไปถึงไหน
ความรักพยี่ ังรกั ระงมใจ อยา ตัดไมตรีตรึงใหตรอมตาย
วา พลางทางแอบเขา แนบอก ประคองยกของสำคัญมัน่ หมาย
เจาเน้ือทิพยห ยิบชื่นอารมณชาย ขอสบายสกั หนอยอยาโกรธา

4. โอแ มเจาประคุณของลูกเอย ไมค วรเลยจะพรากจากคุณพอ
เวรกรรมนำไปไมร ั้งรอ มพิ อทจี่ ะตองพรากก็จากมา

5. วา พลางคลงึ เคลา เขา แนบขาง จูบพลางทางปลอบประโลมขวญั
กายกอดสอดเกี่ยวพลั วัน วนั ทองกัน้ กดี ไวไมตามใจ
พลกิ ผลกั ชกั ชวนใหช ่นื ชิด เบือนบิดแบงรักหารวมไม
สยดสยองพองเสียวแสยงใจ พระพายพัดมาลัยตลบลอย

แผนการจัดการเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรียนรูท ี่ ๔ เรอ่ื งเสภาเรื่อง ขนุ ชางขุนแผน หนา 24 เฉลย
ใบงานท่ี 3.1 เร่อื ง ศิลปและรสแหง ภาษา ตอนขนุ ชางถวายฎีกา

ตอนที่ 1
คำช้ีแจง ใหน กั เรียนพจิ ารณาบทประพันธในแตล ะขอตอไปน้วี า มีความงามทางวรรณศลิ ปโ ดดเดน ในดานใด

1. ทัง้ ชายหญิงงว งงมลม หลบั นอนทบั ควำ่ หงายกา ยกนั เปรอะ
จีป่ ลาคาไฟมันไหลเลอะ โงกเงอะงยุ งมไมส มประดี
ดานการใชคำทส่ี ่ือใหเห็นภาพชัดเจน

2. มาอยูไยกับอายหนิ ชาติ แสนอบุ าทวใ จจิตริษยา
ดงั ทองคำทำเลยี่ มปากกะลา หนาตาดำเหมือนมินหมอมอม
เหมอื นแมลงวันวอนเคลาทเ่ี นาชั่ว มาเกลอื กกลว้ั ปทุมมาลยทห่ี วานหอม
ดอกมะเด่ือจะเจือดอกพะยอม วานกั แมจ ะตรอมระกำใจ
ดานการใชอุปมา

3. อาลยั เจาเทา กับดวงชวี ิตพี่ คดิ จะหนีไปตามเอาเจา กลับ
เกรงจะพากันผดิ เขา ติดทบั แตข ยับอยจู นไดไปเชยี งอนิ ทร
ดา นการใชอ ติพจน

4. พลางเรียกหาขา ไทอยูว าวุน อีอุนอีอิ่มอีฉมิ อสี อน
อีมีอมี าอสี าคร นงิ่ นอนไยหวามาหากู
ดา นการซ้ำคำ

5. ครานน้ั พระองคผ ทู รงภพ ฟง จบแคนค่งั ดังเพลิงไหม
เหมอื นดินประสิวปลิวตดิ กบั เปลวไฟ ดดู เู ปนไดอีวนั ทอง
ดานการใชอปุ มา

6. เจา พลายงามตามรับเอากลบั มา ทนี ีห้ นาจะดำเปนน้ำหมึก
กำเริบใจดวยเจา ไวยกำลงั ฮึก จะพาแมต กลึกใหจำตาย
ดา นการใชอ ปุ ลักษณ

แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรยี นรูท ี่ ๔ เรื่องเสภาเรือ่ ง ขุนชา งขุนแผน หนา 25

7. บา วผูห ญิงวง่ิ ไปอยงู กงนั เห็นนายนัน้ แกผ า กางขาอยู
ตางคนทรดุ น่งั บังประตู ตกตะลงึ แลดไู มเ ขา มา
ขนุ ชา งเหน็ ขาไมมาใกล ขดั ใจลุกข้ึนทัง้ แกผ า
แหงนเถอเปอปงยืนจังกา ยางเทา กา วมาไมรูตัว
ดา นการใชค ำทีส่ อ่ื ใหเหน็ ภาพชัดเจน

8. อีวันทองตวั มันเหมือนรากแกว ถาตัดโคนขาดแลวก็ใบเหยี่ ว
ใครจะควรสูสมอยูกลมเกลียว ใหเดด็ เดย่ี วรูกนั แตวนั น้ี
ดานการใชอุปมา

9. พี่ผดิ พี่กม็ าลุแกโทษ จะคมุ โกรธคุมแคนไปถึงไหน
ความรักพีย่ ังรักระงมใจ อยาตดั ไมตรตี รึงใหตรอมตาย
ดานการใชคำถามทไี่ มต องการคำตอบ

10. นิจจาใจเจา จะใหพี่เจ็บจติ ดังเอากริชแกระกรดี ในอกผวั
เกรงผิดคดิ บาปจึงหลาบกลัว พีน่ ช้ี ว่ั เพราะหมิน่ ประมาทความ
ดา นการใชอ ุปมา

แผนการจัดการเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรียนรูท่ี ๔ เรอื่ งเสภาเร่อื ง ขนุ ชางขุนแผน หนา 26

ตอนที่ 2
คำชแี้ จง ใหน กั เรียนพิจารณาบทประพันธท่กี ำหนดวา ปรากฏรสวรรณคดไี ทยขอใดบา ง

1. คร้ันเวลาดกึ กำดัดสงัดเงียบ ใบไมแ หงแกรง เกรยี บระรุบรอน
พระพายโชยเสาวรสขจายขจร พระจันทรแจมแจงกระจางดวง
ดเุ หวา เรา เสยี งสำเนียงกอง ระฆงั ฆองขานแขงในวังหลวง
วันทองนอ งนอนสนทิ ทรวง จิตงวงระงบั สภู วังค
เสาวรจนี

2. รปู งามนามเพราะนอยไปหรอื ใจไมซ่ือถือศักด์ิเทา เสน ผม
แตใจสตั วม ันยังมีท่นี ิยม สมาคมก็แตถงึ ฤดมู ัน
มึงนีถ้ อยย่งิ กวา ถอยอที ายเมอื ง จะเอาเรื่องไมไดสักสงิ่ สรรพ
ละโมบมากตัณหาตาเปน มนั สักรอ ยพันใหม ึงไมถ ึงใจ
วา หญงิ ช่วั ผวั ยังคราวละคนเดียว หาตามตอมกันเกรียวเหมอื นมงึ ไม
หนกั แผน ดินกจู ะอยูไย อา ยไวยมงึ อยา นับวามารดา
พิโรธวาทงั

3. พ่ผี ิดพ่ีกม็ าลุแกโ ทษ จะคุมโกรธคุมแคน ไปถึงไหน
ความรกั พย่ี งั รักระงมใจ อยาตดั ไมตรตี รึงใหตรอมตาย
วาพลางทางแอบเขา แนบอก ประคองยกของสำคัญมัน่ หมาย
เจา เนอ้ื ทิพยห ยิบช่นื อารมณชาย ขอสบายสกั หนอยอยาโกรธา
นารปี ราโมทย

4. โอแ มเจา ประคุณของลูกเอย ไมควรเลยจะพรากจากคุณพอ
เวรกรรมนำไปไมรัง้ รอ มพิ อทจ่ี ะตอ งพรากกจ็ ากมา
สลั ลาปง คพิไสย

5. วา พลางคลึงเคลาเขาแนบขา ง จบู พลางทางปลอบประโลมขวัญ
กายกอดสอดเก่ียวพลั วัน วันทองกั้นกดี ไวไมต ามใจ
พลกิ ผลกั ชกั ชวนใหช ืน่ ชดิ เบือนบิดแบง รักหารวมไม
สยดสยองพองเสยี วแสยงใจ พระพายพัดมาลยั ตลบลอย
นารีปราโมทย

แผนการจัดการเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรยี นรูที่ ๔ เรอ่ื งเสภาเรอ่ื ง ขนุ ชา งขุนแผน หนา 27
แผนการจัดการเรียนรทู ี่ ๔

เรอื่ ง คุณคาและขอ คิด จำนวน ๒ คาบ
หนว ยการเรียนรูท ี่ ๔ เร่อื ง เสภาเรอื่ ง ขนุ ชา งขนุ แผน ช้ันมธั ยมศกึ ษาปท ี่ ๖
กลุมสาระการเรยี นรูภาษาไทย วิชาภาษาไทย ๕ รหัสวิชา ท ๓๓๑๐๑

ครผู ูส อน นางสาวทิพมาศ ดนตรีพงษ

1. สาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม

2. มาตรฐานการเรียนรู/ ตัวชว้ี ัด
ท 5.1 ม.4-6/1 วิเคราะหและวิจารณว รรณคดแี ละวรรณกรรมตามหลักการวิจารณเ บื้องตน
ม.4-6/2 วเิ คราะหล ักษณะเดน ของวรรณคดีเชื่อมโยงกับการเรียนรทู างประวัติศาสตรและ
วถิ ีชีวติ ของสงั คมในอดีต
ม.4-6/3 วิเคราะหและประเมนิ คุณคาดานวรรณศิลปของวรรณคดแี ละวรรณกรรมในฐานะที่
เปน มรดกทางวฒั นธรรมของชาติ
ม.4-6/4 สังเคราะหขอ คดิ จากวรรณคดแี ละวรรณกรรม เพอื่ นำไปประยกุ ตใ ชในชีวิตจรงิ

3. สาระสำคญั
เสภาเร่ืองขุนชางขุนแผน ตอนขุนชางถวายฎีกา สะทอนภาพสังคมและวัฒนธรรมไทยสมัยอยุธยาและ

รตั นโกสินทรตอนตน และยงั ใหข อคดิ ทีม่ ีคุณคา เพ่ือนำไปประยกุ ตใ ชใ นชีวติ จริง

4. จดุ ประสงคการเรยี นรู
ดานความรู (K)
1. อธิบายคุณคา ดา นสังคมจากเสภาเรื่อง ขุนชางขนุ แผน ตอนขุนชางถวายฎกี า ได
2. สังเคราะหความรูเ ชิงสงั คมและวฒั นธรรมจากเสภาเรอื่ ง ขนุ ชา งขนุ แผน ตอนขนุ ชางถวายฎีกา มา
เทยี บเคียงกบั สงั คมยุคปจ จุบันได
3. สงั เคราะหข อคิดจากเสภาเรื่อง ขนุ ชา งขุนแผน ตอนขนุ ชา งถวายฎกี า เพ่ือนำไปประยุกตใชใน
ชีวติ จริงได
ดา นทักษะ / กระบวนการ(P)
1) ทกั ษะการคิดวิเคราะห 2) ทกั ษะการตีความ
3) ทกั ษะการสังเคราะห 4) ทักษะการประเมิน
5) ทักษะการประยุกตใ ชค วามรู
ดานคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค (A)
๑. มีวนิ ัย 3. มงุ มั่นในการทำงาน
๒. ใฝเ รยี นรู 4. รักความเปน ไทย

แผนการจัดการเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรยี นรทู ่ี ๔ เรอ่ื งเสภาเร่ือง ขุนชา งขุนแผน หนา 28
5. สาระการเรียนรู

สาระการเรียนรแู กนกลาง
1) หลกั การวเิ คราะหแ ละวิจารณว รรณคดแี ละวรรณกรรมเบือ้ งตน
- การวิเคราะหแ ละการวิจารณว รรณคดีและวรรณกรรม
2) การวิเคราะหลักษณะเดน ของวรรณคดแี ละวรรณกรรมเกยี่ วกบั เหตุการณป ระวัติศาสตรและ
วถิ ชี ีวิตของสงั คมในอดีต
3) การวิเคราะหและประเมินคณุ คาวรรณคดีและวรรณกรรม
- ดา นสงั คมและวัฒนธรรม
4) การสงั เคราะหว รรณคดแี ละวรรณกรรม
- การวิเคราะหและการวิจารณวรรณคดแี ละวรรณกรรม

2) การวิเคราะหและประเมินคุณคาวรรณคดแี ละวรรณกรรม
- ดา นวรรณศิลป

6. กจิ กรรมการเรยี นรู
ช่วั โมงที่ 1
1. ครูและนักเรียนรวมกนั สนทนาเกี่ยวกบั เสภาเรื่อง ขนุ ชา งขนุ แผน ตอนขนุ ชา งถวายฎีกา เพื่อ

ทบทวนความรเู ดมิ ของนกั เรียน
2. นกั เรียนแตล ะกลมุ (กลุมเดิมจากแผนการจัดการเรยี นรูท่ี 1) รวมกนั แสดงความคิดเห็นใน
ประเด็นตอไปนี้ โดยครคู อยกระตุนใหนกั เรียนทกุ คนมีสว นรวมในการตอบคำถาม
- นกั เรียนประทับใจตัวละครตวั ใดในเสภาเร่ือง ขนุ ชา งขุนแผน ตอนขนุ ชางถวายฎีกา
- นักเรียนคิดวา การกระทำของตัวละครใดในเสภาเร่ือง ขุนชางขนุ แผน สามารถนำไปเปนแบบอยา ง
ในการดำเนินชีวิตได เพราะเหตใุ ด
3. นักเรยี นตอบคำถามกระตุนความคดิ ขอ 1-2 คำถามกระตุนความคดิ
1. การศึกษาสภาพสงั คมและวัฒนธรรมในวรรณคดีมีความสำคัญอยางไร (มคี วามสำคญั ใน

แงที่ชวยใหผูศึกษาตระหนักในคุณคาของวรรณคดีมากย่ิงข้ึนวา วรรณคดีไมเพียงแตมีคุณคาดานวรรณศิลป
เทาน้ัน แตยังมีคุณคาดานสังคมและวัฒนธรรมอีกดวย นอกจากนี้การศึกษาดังกลาวยังชวยใหผูศึกษาไดรับ
ความรูเกี่ยวกับสภาพสังคมวัฒนธรรมในสมัยอดีตดวย ซึ่งรายละเอียดบางอยางอาจไมมีบันทึกไวในเอกสาร
ประวัติศาสตรอ ยา งชัดเจน แตก วไี ดส ะทอนและบนั ทกึ ไวในวรรณคดี)

2. การวิเคราะหและสังเคราะหขอ คดิ จากวรรณคดี สามารถศึกษาไดอยา งไร
(ศึกษาไดจากการพิจารณาพฤตกิ รรมและบทบาทของตัวละครวา ใหข อ คิดหรือใหค ตสิ อนใจเรอื่ งอะไรแกผูอาน
ตวั ละครน้นั เปน แบบอยางหรือใหอุทาหรณเ ร่ืองใดแกผูอา น และศกึ ษาไดจากการวเิ คราะหส าระสำคัญของเรื่อง
วา กวตี องการสื่อความคดิ หรือคติสำคัญขอใดแกผ ูอาน)

๔. นักเรียนแตล ะกลมุ จบั คูกนั เปน 2 คู ใหแตล ะคูรว มกนั ศึกษาความรูเ รื่อง คุณคา และขอคิดจาก
เสภาเรอ่ื ง ขุนชางขนุ แผน ตอนขุนชา งถวายฎกี า จากหนงั สือเรยี น หนังสอื คน ควา เพ่ิมเติม หอ งสมดุ และ
แหลง ขอ มลู สารสนเทศ แลวรวมกันสรปุ สาระสำคญั

๕. นกั เรียนแตละคนทำใบงาน เรื่อง วถิ ไี ทย ตอนขุนชา งถวายฎกี า เสรจ็ แลว รวมกันอภิปรายคำตอบ
ในใบงาน ผลัดกนั ซักถามขอสงสัย และผลดั กนั อธิบายจนมีความเขา ใจชดั เจน

แผนการจัดการเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูที่ ๔ เรอ่ื งเสภาเรอ่ื ง ขนุ ชา งขุนแผน หนา 29
ชวั่ โมงที่ 2
๑. นักเรยี นแตล ะครู วมกลุมเดิมผลดั กันอภปิ รายคำตอบในใบงาน เพื่อนอีกคูหนง่ึ ฟง ผลัดกนั ซกั ถาม

ขอ สงสยั แลวสรปุ เปน คำตอบของกลุม
๒. นกั เรียนแตละกลุมสง ตวั แทนออกมานำเสนอผลงานในใบงาน ท่หี นาชั้นเรยี น โดยครแู ละเพื่อน

กลมุ อื่นรวมกันตรวจสอบความถูกตองและใหข อเสนอแนะ
๓. ครูใหน ักเรียนแตล ะกลุมชว ยกันทำใบงาน แงงามความคดิ ตอนขุนชา งถวายฎกี า เมื่อทำเสรจ็

ชว ยกนั ตรวจสอบความถกู ตอ ง เสร็จแลว นำสง ครูผสู อน
๔. นักเรียนตอบคำถามกระตุนความคดิ ขอ 1-2 คำถามกระตุนความคิด
1. วรรณคดีเร่ืองเสภาขนุ ชา งขุนแผนสะทอนสภาพสงั คมวฒั นธรรมไทยยคุ สมัยใด
(ชว งอยุธยาถงึ รัตนโกสนิ ทรต อนตน)
2. พฤติกรรมและบทบาทของตัวละครตางๆ ในเสภาเร่อื ง ขนุ ชางขุนแผน ตอนขนุ ชา ง

ถวายฎกี า ใหขอ คิดนักเรียนเร่ืองใดบา ง (พิจารณาตามคำตอบของนกั เรียน โดยใหอยใู นดลุ ยพนิ จิ ของครูผสู อน
เชน ตัวละคร จมื่นไวย (พลายงาม) เปนตัวละครท่ีใจรอน ตัดสินใจลักพาตัวนางวันทองผูเปนมารดาโดยใช
อารมณม ากกวา ใชเหตุผลพิจารณา ทำใหเกิดความเดือดรอนแกตนเองและนางวันทองภายหลัง พฤติกรรมของ
ตัวละครน้ีสอนใจผูอานวา อยาตัดสินใจทำส่ิงใดดวยอารมณเพียงอยางเดียว แตตองพิจารณาดวยสติอยาง
รอบคอบเสยี กอ น เพราะการตัดสินใจดวยอารมณอาจทำใหเ กิดความเดือดรอนแกตนเองและคนใกลช ิดได)ฃ

๖. นักเรียนรว มกนั สรุปความรูเ ร่ือง คุณคาและขอคิดจากเสภาเรื่อง ขนุ ชางขนุ แผน ตอนขุนชางถวาย
ฎกี า นกั เรียนตอบคำถามกระตุนความคิด ขอ 1-2 คำถามกระตนุ ความคิด

- นกั เรยี นคดิ วา สภาพสังคมวฒั นธรรมไทยดานตางๆ ทสี่ ะทอนอยใู นเรื่องขุนชา งขุนแผน ตอนขุนชา ง
ถวายฎีกา มีความเหมือนหรือตางจากสภาพสังคมไทยในปจจุบันอยางไรบาง (พิจารณาตามคำตอบของ
นักเรยี น โดยใหอ ยูใ นดุลยพินิจของครูผูส อน)

- นกั เรยี นเห็นดวยหรอื ไมท่ีมผี กู ลาววา สาเหตหุ น่ึงท่คี นไทยประทับใจและนยิ มฟง เสภาเรือ่ งขุนชา ง
ขุนแผน เปนเพราะเนือ้ หาวรรณคดเี ร่ืองนีม้ ีความสนกุ สนาน หลากรส สะเทือนอารมณ และเปนเรือ่ งที่มิไดเปน
ดงั ใจหวงั เสียทง้ั หมด (พจิ ารณาตามคำตอบของนกั เรยี น โดยใหอ ยูใ นดลุ ยพินิจของครผู สู อน)

๗. ครูมอบหมายใหนักเรียนแตละกลุมเขียนบท และแสดงบทบาทสมมติ เร่ือง ขุนชางขุนแผน ตอน
ขุนชางถวายฎีกา โดยใหค รอบคลุมประเด็นตามทีก่ ำหนด ดงั น้ี

1) การวิเคราะหแ ละวจิ ารณวรรณคดีและวรรณกรรมตามหลกั การวจิ ารณเ บื้องตน
2) การวิเคราะหลักษณะเดนของวรรณคดีเช่ือมโยงกับการเรียนรูทางประวัติศาสตรและ
วถิ ีชวี ติ ของสงั คมในอดีต
3) การวิเคราะหและประเมินคุณคาดานวรรณศิลปของวรรณคดีและวรรณกรรมในฐานะ
ทเ่ี ปนมรดกทางวฒั นธรรมของชาติ
4) การสังเคราะหขอ คดิ จากวรรณคดแี ละวรรณกรรมเมอื่ นำไปประยุกตใชในชวี ิตจริง
5) การแสดงบทบาทสมมติ
๘. นักเรียนทำแบบทดสอบหลงั เรียน หนว ยการเรยี นรูท่ี 1 เรื่อง เสภาเรือ่ ง ขนุ ชางขุนแผน ตอน
ขนุ ชางถวายฎกี า

แผนการจัดการเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูที่ ๔ เรื่องเสภาเร่ือง ขนุ ชา งขุนแผน หนา 30

๗. การวดั ผลและประเมนิ ผลการเรียนรู
วิธกี าร เครือ่ งมือ เกณฑ
ตรวจใบงาน ใบงาน
ตรวจใบงาน ใบงาน รอยละ 60 ผานเกณฑ
ประเมินการนำเสนอผลงาน แบบประเมนิ การนำเสนอผลงาน รอ ยละ 60 ผา นเกณฑ
สังเกตพฤติกรรมการทำงานรายบคุ คล แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบุคคล ระดับคณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุม แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สงั เกตความมีวินยั ใฝเ รยี นรู มงุ มนั่ ในการ แบบประเมนิ คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค ระดับคณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ทำงาน และรกั ความเปน ไทย ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ตรวจแบบทดสอบหลังเรยี น หนวยการเรยี นรู แบบทดสอบหลังเรียน หนว ยการเรยี นรู รอ ยละ 60 ผานเกณฑ
สงั เกตการแสดงบทบาทสมมติ เรอื่ ง ขุนชาง แบบประเมินการแสดงบทบาทสมมติ เร่ือง ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
ขุนแผน ตอนขุนชางถวายฎีกา ขุนชางขนุ แผน ตอนขุนชางถวายฎกี า รอยละ 60 ผา นเกณฑ
ตรวจใบงาน ใบงาน

๘. ส่ือการเรียนรหู รอื แหลงการเรียนรู
8.1 สือ่ การเรยี นรู

1) หนงั สือเรยี น ภาษาไทย : วรรณคดแี ละวรรณกรรม ม.6
2) หนงั สอื คน ควา เพิม่ เติม
(1) ประจกั ษ ประภาพิทยากร. (2508). นามานุกรม ขนุ ชา ง-ขนุ แผน. กรงุ เทพฯ : ไทยวัฒนา

พานชิ .
(2) ประจกั ษ ประภาพิทยากร. (2525). ประเพณแี ละไสยเวทวิทยาในขนุ ชา งขุนแผน. กรุงเทพฯ :

องคก ารคา ของคุรสุ ภา.
(3) รน่ื ฤทัย สจั จพนั ธุ. (2544). เลาเรอื่ งขนุ ชา งขุนแผน จากเสภาเรือ่ งขุนชา งขุนแผน. เชยี งใหม :

ธารปญญา.
3) ใบงาน เรอ่ื ง วิถีไทย ตอนขนุ ชา งถวายฎกี า
4) ใบงาน เรือ่ ง แงง ามความคดิ ตอนขนุ ชา งถวายฎีกา
8.2 แหลง การเรยี นรู
1) หอ งสมุด
2) แหลงขอ มูลสารสนเทศ
- http://203.172.244.194/ictwork51/pranee/p2.html
- http://www.thaigoodview.com/library/contest2551/thai04/o4/suriyothai/index.htm

แผนการจัดการเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรยี นรทู ี่ ๔ เรอ่ื งเสภาเรอื่ ง ขุนชา งขุนแผน หนา 31

ใบงาน เรอื่ ง วิถีไทย ตอนขนุ ชางถวายฎีกา

คำชีแ้ จง ใหน ักเรยี นพจิ ารณาบทประพันธท ่ีกำหนด แลว วิเคราะหวา สะทอนสังคมและวฒั นธรรมไทยสมัย
อยธุ ยาและรัตนโกสนิ ทรตอนตน ในดา นใดบาง จากตวั เลอื กทกี่ ำหนดให

ก. สะทอนสภาพบานเรอื นของคนสมัยกอน
ข. สะทอนความเชอ่ื เรื่องไสยศาสตรของคนในสังคม
ค. สะทอนความเชอ่ื เร่ืองความฝนของคนในสงั คม
ง. สะทอ นความเชือ่ เรื่องกรรมของคนในสังคม
จ. สะทอนคา นยิ มเร่ืองผูหญิงตอ งมีสามีคนเดียว
ฉ. สะทอนคานิยมความจงรักภกั ดตี อพระมหากษตั ริย
ช. สะทอนประเพณีทีก่ ษัตริยเสด็จประพาสทอ งทุงในฤดูน้ำหลาก
ซ. สะทอ นภาพวิธกี ารถวายฎกี าเพอ่ื รอ งทกุ ข
ญ. สะทอนความเช่ือเร่ืองลางบอกเหตรุ า ย

1. ฟา ขาวดาวเดนดวงสวาง จนั ทรก ระจา งทรงกลดหมดเมฆส้ิน
จงึ เซน เหลา ขา วปลาใหพ รายกิน เสกขมน้ิ วา นยาเขาทาตวั
ลงยันตร าชะเอาปะอก หยบิ ยกมงคลขนึ้ ใสห วั
เปา มนตรเ บอ้ื งบนชอุม มวั พรายยั่วยวนใจใหไ คลคลา

2. ชอบผิดพอจงคดิ คะนึงตรอง อันตวั นองมลทนิ หาส้นิ ไม
ประหนึ่งวา วนั ทองน้ีสองใจ พบไหนกเ็ ปน แตเ ชนนน้ั

3. ขาไทนอนหลบั ลงทบั กัน สะเดาะกลอนถอนลั่นถึงชนั้ สาม
กระจกฉากหลากสลับวบั แวววาม อรามแสงโคมแกวแววจับตา
มานมลู ี่มีฉากประจำกนั อฒั จนั ทรเครื่องแกว กห็ นักหนา
ชมพลางยา งเย้ืองชำเลืองมา เปด มงุ เหน็ หนาแมว ันทอง

4. วนั น้นั พอพระปน นรนิ ทรร าช เสดจ็ ประพาสบัวยังหากลบั ไม
ขนุ ชางมาถึงซ่ึงวังใน ก็คอยจองท่ีใตต ำหนักน้ำ

แผนการจัดการเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรยี นรูที่ ๔ เรือ่ งเสภาเร่ือง ขุนชา งขุนแผน หนา 32

5. ใชท่ีใชท างวางเขามา อา ยชางเปน บากระมังน่ี
เฮยใครรับฟอ งของมันที ตเี สยี สามสบิ จึงปลอ ยไป
มหาดเล็กก็รับเอาฟอ งมา ตำรวจควาขนุ ชา งหาวางไม
ลงพระราชอาญาตามวาไว พระจึงใหต งั้ กฤษฎีกา

6. ใตเตยี งเสยี งหนูก็กุกกก แมลงมมุ ทุมอกทีร่ ิมฝา
ยง่ิ หวาดหวน่ั พรน่ั กลวั มรณา ดังวิญญานางจะพรากไปจากกาย

7 ทุกวนั น้ีใชแ มจ ะผาสุก มีแตทุกขใจเจบ็ ดังเหนบ็ หนาม
ตอ งจำจนทนกรรมท่ตี ิดตาม จะขนื ความคิดไปก็ใชท ี

8. พรุงน้พี ่ีจะแกเ สนียดฝน แลว ทำมิ่งส่ิงขวัญใหเปนสุข
มใิ หเ กดิ ราคกี ลียคุ อยา เปน ทุกขเ ลยเจา จงเบาใจ

9. คร้นั อยมู าขุนแผนตองจำจอง กระหมอมฉนั มที องนัน้ เติบใหญ
อยูท เี่ คหาหนาวดั ตะไกร ขนุ ชางไปบอกวาพระโองการ
มีรับส่ังโปรดปรานประทานให กระหมอมฉนั ไมไปก็หักหาญ
ยอ้ื ยุดฉดุ คราทำสามานย เพ่ือนบานจะชว ยกส็ ดุ คิด
ดว ยขนุ ชางอางวา รับสงั่ ให ใครจะขัดขนื ไวก ็กลวั ผิด
จนใจจะมิไปก็สุดฤทธิ์ ชวี ิตอยใู ตพระบาทา

10. สขี ้ีผง้ึ สปี ากกนิ หมากเวทย ซ่ึงวิเศษสารพัดแกขัดสน
น้ำมันพรายน้ำมันจันทนสรรเสกปน เคยคมุ ขังบงั ตนแตไ รมา

แผนการจดั การเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรยี นรทู ี่ ๔ เรอื่ งเสภาเรื่อง ขนุ ชางขุนแผน หนา 33 เฉลย
ใบงาน เร่ือง วิถไี ทย ตอนขุนชางถวายฎีกา

คำชีแ้ จง ใหน ักเรียนพิจารณาบทประพันธทก่ี ำหนด แลว วิเคราะหวา สะทอ นสงั คมและวฒั นธรรมไทยสมยั
อยธุ ยาและรัตนโกสินทรต อนตน ในดานใดบาง จากตัวเลือกท่ีกำหนดให

ก. สะทอนสภาพบา นเรอื นของคนสมัยกอน
ข. สะทอนความเช่อื เรือ่ งไสยศาสตรข องคนในสังคม
ค. สะทอ นความเชือ่ เร่ืองความฝนของคนในสงั คม
ง. สะทอ นความเชอื่ เร่อื งกรรมของคนในสงั คม
จ. สะทอนคานิยมเรื่องผหู ญิงตอ งมสี ามีคนเดียว
ฉ. สะทอนคา นิยมความจงรักภักดตี อ พระมหากษตั ริย
ช. สะทอนประเพณีทก่ี ษัตริยเ สดจ็ ประพาสทองทุง ในฤดูน้ำหลาก
ซ. สะทอ นภาพวธิ ีการถวายฎีกาเพอ่ื รอ งทกุ ข
ญ. สะทอนความเชือ่ เร่อื งลางบอกเหตรุ าย

1. ฟา ขา วดาวเดนดวงสวาง จันทรกระจา งทรงกลดหมดเมฆสิน้
จึงเซน เหลา ขา วปลาใหพรายกิน เสกขมิน้ วา นยาเขาทาตวั
ลงยันตราชะเอาปะอก หยิบยกมงคลขนึ้ ใสห ัว
เปา มนตรเบอื้ งบนชอุม มัว พรายยวั่ ยวนใจใหไ คลคลา
ข. สะทอนความเชอ่ื เร่ืองไสยศาสตรของคนในสงั คม

2. ชอบผิดพอจงคิดคะนึงตรอง อนั ตัวนอ งมลทนิ หาส้นิ ไม
ประหน่ึงวา วนั ทองนี้สองใจ พบไหนก็เปน แตเ ชนน้ัน

จ. สะทอ นคานยิ มเรอ่ื งผูหญิงตองมสี ามีคนเดยี ว

3. ขาไทนอนหลบั ลงทบั กัน สะเดาะกลอนถอนล่นั ถึงช้นั สาม
กระจกฉากหลากสลบั วบั แวววาม อรามแสงโคมแกว แววจับตา
มา นมลู มี่ ีฉากประจำกนั อัฒจันทรเ ครื่องแกว กห็ นกั หนา
ชมพลางยางเย้ืองชำเลอื งมา เปด มงุ เห็นหนาแมวันทอง

ก. สะทอนสภาพบานเรอื นของคนสมัยกอน

4. วันนั้นพอพระปนนรนิ ทรร าช เสด็จประพาสบวั ยังหากลบั ไม
ขุนชา งมาถึงซึ่งวังใน ก็คอยจองท่ีใตตำหนักน้ำ
ช. สะทอนประเพณีที่กษัตรยิ เสด็จประพาสทองทงุ ในฤดูนำ้ หลาก

แผนการจัดการเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรียนรทู ่ี ๔ เรื่องเสภาเรอื่ ง ขุนชา งขุนแผน หนา 34

5. ใชท ใ่ี ชทางวางเขามา อา ยชางเปนบา กระมงั นี่
เฮย ใครรบั ฟองของมนั ที ตีเสียสามสบิ จงึ ปลอ ยไป
มหาดเล็กก็รับเอาฟองมา ตำรวจควา ขนุ ชางหาวางไม
ลงพระราชอาญาตามวาไว พระจงึ ใหต ง้ั กฤษฎีกา

ซ. สะทอ นภาพวิธกี ารถวายฎีกาเพื่อรอ งทกุ ข

6. ใตเตยี งเสยี งหนกู ็กกุ กก แมลงมุมทมุ อกทร่ี ิมฝา
ยิง่ หวาดหว่นั พร่นั กลัวมรณา ดังวญิ ญานางจะพรากไปจากกาย

ญ. สะทอนความเชอื่ เร่อื งลางบอกเหตรุ า ย

7 ทุกวันนใ้ี ชแมจ ะผาสกุ มีแตท ุกขใ จเจบ็ ดังเหน็บหนาม
ตอ งจำจนทนกรรมท่ีติดตาม จะขนื ความคิดไปกใ็ ชที

ง. สะทอ นความเช่ือเรือ่ งกรรมของคนในสังคม

8. พรุงนพี้ ่ีจะแกเ สนยี ดฝน แลว ทำมงิ่ สิง่ ขวัญใหเปน สุข
มใิ หเ กิดราคีกลยี คุ อยา เปนทุกขเ ลยเจาจงเบาใจ

ค. สะทอ นความเชอ่ื เร่ืองความฝนของคนในสงั คม

9. ครั้นอยูมาขนุ แผนตองจำจอง กระหมอมฉนั มที องน้ันเตบิ ใหญ
อยูท เี่ คหาหนาวัดตะไกร ขุนชางไปบอกวาพระโองการ
มรี บั สงั่ โปรดปรานประทานให กระหมอมฉนั ไมไปก็หักหาญ
ยอ้ื ยุดฉดุ คราทำสามานย เพอื่ นบานจะชวยกส็ ดุ คดิ
ดวยขุนชางอา งวา รบั สง่ั ให ใครจะขัดขนื ไวก็กลวั ผิด
จนใจจะมิไปกส็ ดุ ฤทธ์ิ ชีวิตอยูใ ตพระบาทา
ฉ. สะทอนคานิยมความจงรักภกั ดตี อพระมหากษตั รยิ 

10. สีขผี้ ง้ึ สปี ากกินหมากเวทย ซ่งึ วเิ ศษสารพัดแกขัดสน
นำ้ มนั พรายนำ้ มนั จนั ทนส รรเสกปน เคยคุมขงั บงั ตนแตไรมา

ข. สะทอ นความเช่อื เรื่องไสยศาสตรข องคนในสงั คม

แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรียนรทู ี่ ๔ เร่ืองเสภาเร่ือง ขุนชางขุนแผน หนา 35

ใบงาน เรือ่ ง แงงามความคิด ตอนขุนชา งถวายฎกี า

คำชีแ้ จง ใหนกั เรียนพิจารณาบทประพันธท่ีกำหนดวา ตัวละครใดเปนคนพูด และคำพูดดงั กลา วสะทอน
คณุ ธรรมขอใดของตัวละคร โดยพจิ ารณาจากตัวเลือกท่ีกำหนดให

ก. ความกตัญตู อบดิ ามารดา ข. ความมสี ติรอบคอบ
ค. ความจงรกั ภักดตี อ พระมหากษตั รยิ ง. ความรักลูก

1. จงึ ปลอบวาพลายงามพอทรามรกั อยา งฮกึ ฮักวา วนุ ทำหุนหัน
จงครวญใครใหเห็นขอ สำคญั แมนพ้ี รนั่ กลวั แตจะเกดิ ความ
ดวยเปน ขาลักไปไทลักมา เห็นเบ้ืองหนาจะองึ แมจ งึ หา ม
ถาเจา เหน็ เปนสุขไมล ุกลาม กต็ ามเถิดมารดาจะคลาไคล

ผพู ดู คือ
สะทอ นคณุ ธรรม ขอ

2. ใชจ ะอ่มิ เอิบอาบดว ยเงนิ ทอง มิใชของตัวทำมาแตไหน
ท้งั ผูคนชา งมาแลขาไท ไมร กั ใครเหมือนกับพอพลายงาม
ทกุ วันนีใ้ ชแมจ ะผาสกุ มแี ตทุกขใ จเจ็บดังเหน็บหนาม
ตอ งจำจนทนกรรมทตี่ ิดตาม จะขืนความคิดไปกใ็ ชที

ผูพดู คอื
สะทอนคุณธรรม ขอ

3. ขอเดชะละอองธลุ ีบาท องคห ริรกั ษราชรงั สรรค
เมื่อกระหมอมฉันมาแตอารญั ครั้งนัน้ โปรดประทานขุนแผนไป
ครั้นอยูมาขุนแผนตองจำจอง หมอ มฉันมที องน้ันเติบใหญ
อยทู ่เี คหาหนาวดั ตะไกร ขุนชา งไปบอกวา พระโองการ
มีรับส่งั โปรดปรานประทานให กระหมอมฉันไมไปก็หักหาญ
ยอ้ื ยุดฉดุ คราทำสามานย เพื่อนบา นจะชวยกส็ ดุ คดิ
ดว ยขนุ ชางอางวารับสัง่ ให ใครจะขัดขนื ไวก ็กลวั ผดิ
จนใจจะมิไปก็สดุ ฤทธ์ิ ชีวิตอยใู ตพ ระบาทา

ผูพดู คือ
สะทอ นคุณธรรม ขอ

แผนการจัดการเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรียนรทู ่ี ๔ เร่อื งเสภาเรื่อง ขุนชา งขุนแผน หนา 36

4. ทกุ วันน้ีลูกชายสบายยศ พรอ มหมดเมยี ม่ิงก็มีสอง
มีบา วไพรใชส อยท้ังเงินทอง พน่ี อ งขา งพอ กบ็ รบิ รู ณ
ยังขาดแตแมค ุณไมแลเห็น เปนอยูกเ็ หมอื นตายไปหายสูญ
ขอนี้ที่ทกุ ขยังเพิ่มพูน ถา พรอมมลู แมด วยจะสำราญ

ผูพดู คอื
สะทอนคณุ ธรรม ขอ

5. ขนุ ชางตืน่ ขนึ้ มิเปนการ เขาจะรุกรานพาลขมเหง
จะเกดิ ผิดแมคดิ คะนึงเกรง ฉวยสบเพลงพลาดพลำ้ มเิ ปน การ
มธี รุ ะส่ิงไรในใจเจา พอ จงเลา แกแ มแ ลว กลบั บา น
มิควรทำเจา อยาทำใหรำคาญ อยา หาญเหมือนพอ นักคะนองใจ

ผพู ูด คือ
สะทอนคุณธรรม ขอ

6. แมเลี้ยงลูกมาถึงเจด็ ขวบ เคราะหป ระจวบจากแมหาเห็นไม
จะคดิ ถึงลกู บา งอยา งไร หาไมใ จแมไมคิดเลย
ถา คดิ เหน็ เอ็นดูวา ลูกเตา แมทูนเกลาไปเรือนอยาเชือนเฉย
ใหล ูกคลายอารมณไดชมเชย เหมอื นเมื่อครั้งแมเ คยเลย้ี งลกู มา

ผพู ูด คอื
สะทอนคุณธรรม ขอ

แผนการจัดการเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท่ี ๔ เรอ่ื งเสภาเรอ่ื ง ขนุ ชางขุนแผน หนา 37

ใบงาน เรอ่ื ง แงง ามความคิด ตอนขนุ ชางถวายฎกี า เฉลย

คำช้ีแจง ใหน ักเรียนพิจารณาบทประพันธทีก่ ำหนดวา ตวั ละครใดเปนคนพูด และคำพูดดงั กลาวสะทอน
คุณธรรมขอใด ของตวั ละคร โดยพิจารณาจากตวั เลอื กที่กำหนดให

ก. ความกตัญตู อบดิ ามารดา ข. ความมีสตริ อบคอบ
ค. ความจงรักภักดตี อ พระมหากษตั รยิ ง. ความรักลกู

1. จึงปลอบวาพลายงามพอทรามรัก อยางฮกึ ฮักวา วุน ทำหุนหนั
จงครวญใครใ หเห็นขอ สำคัญ แมนี้พรั่นกลัวแตจะเกดิ ความ
ดว ยเปนขาลกั ไปไทลักมา เห็นเบอ้ื งหนา จะองึ แมจงึ หา ม
ถา เจาเหน็ เปนสุขไมล กุ ลาม ก็ตามเถดิ มารดาจะคลาไคล

ผูพดู คอื นางวนั ทอง
สะทอ นคุณธรรม ขอ ข. ความมสี ตริ อบคอบ

2. ใชจะอมิ่ เอบิ อาบดว ยเงนิ ทอง มใิ ชข องตวั ทำมาแตไ หน
ทัง้ ผคู นชา งมา แลขา ไท ไมรักใครเ หมือนกับพอพลายงาม
ทุกวันน้ีใชแมจ ะผาสุก มแี ตท ุกขใ จเจ็บดังเหน็บหนาม
ตองจำจนทนกรรมทีต่ ิดตาม จะขนื ความคิดไปก็ใชที

ผพู ดู คอื นางวนั ทอง
สะทอ นคณุ ธรรม ขอ ง. ความรักลูก

3. ขอเดชะละอองธุลีบาท องคห ริรกั ษร าชรังสรรค
เมื่อกระหมอมฉันมาแตอารัญ ครัง้ นนั้ โปรดประทานขุนแผนไป
คร้นั อยูม าขุนแผนตองจำจอง หมอมฉันมที องนน้ั เติบใหญ
อยูทเ่ี คหาหนาวัดตะไกร ขุนชางไปบอกวาพระโองการ
มรี บั ส่งั โปรดปรานประทานให กระหมอมฉันไมไปก็หักหาญ
ยือ้ ยุดฉดุ คราทำสามานย เพ่อื นบา นจะชว ยก็สดุ คิด
ดว ยขุนชา งอา งวา รบั ส่งั ให ใครจะขัดขนื ไวก ็กลวั ผิด
จนใจจะมิไปก็สดุ ฤทธิ์ ชวี ิตอยใู ตพระบาทา
ผพู ดู คอื นางวนั ทอง
สะทอ นคณุ ธรรม ขอ ค. ความจงรักภกั ดตี อพระมหากษัตรยิ 

แผนการจัดการเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรียนรูท่ี ๔ เรือ่ งเสภาเร่ือง ขุนชางขุนแผน หนา 38

4. ทุกวันนล้ี ูกชายสบายยศ พรอมหมดเมียมิ่งก็มีสอง
มีบาวไพรใชสอยทัง้ เงนิ ทอง พีน่ อ งขา งพอ ก็บรบิ รู ณ
ยงั ขาดแตแมคุณไมแลเห็น เปนอยกู ็เหมือนตายไปหายสูญ
ขอนีท้ ่ีทุกขยังเพิ่มพูน ถา พรอมมูลแมด ว ยจะสำราญ
ผพู ดู คือ จมนื่ ไวยวรนาถ
สะทอนคณุ ธรรม ขอ ก. ความกตญั ูตอ บิดามารดา

5. ขนุ ชางต่นื ข้นึ มิเปนการ เขาจะรุกรานพาลขมเหง
จะเกิดผิดแมค ดิ คะนึงเกรง ฉวยสบเพลงพลาดพล้ำมิเปนการ
มธี ุระสง่ิ ไรในใจเจา
มิควรทำเจา อยา ทำใหร ำคาญ พอจงเลา แกแ มแ ลวกลบั บาน
อยา หาญเหมือนพอ นักคะนองใจ
ผูพ ดู คือ นางวนั ทอง
สะทอนคณุ ธรรม ขอ ง. ความรกั ลกู

6. แมเล้ียงลกู มาถึงเจ็ดขวบ เคราะหป ระจวบจากแมหาเห็นไม
จะคดิ ถึงลกู บางอยา งไร หาไมใ จแมไมคิดเลย
ถา คดิ เห็นเอน็ ดวู าลกู เตา แมท นู เกลา ไปเรือนอยา เชือนเฉย
ใหลกู คลายอารมณไดชมเชย เหมอื นเม่ือครงั้ แมเ คยเล้ียงลกู มา
ผพู ดู คือ จม่ืนไวยวรนาถ
สะทอนคุณธรรม ขอ ก. ความกตญั ูตอบิดามารดา

แผนการจัดการเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรียนรทู ่ี ๔ เรอ่ื งเสภาเรอ่ื ง ขนุ ชา งขุนแผน หนา 39

แบบทดสอบกอนเรียน-หลังเรียน หนวยการเรียนรู

คำชี้แจง ใหนักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงขอเดียว

1. ขอใดกลาวไมถูกตองเกี่ยวกับเรื่อง เสภาขุนชา งขุนแผน 5. ขอใดเปนการกระทำตามกฎมณเฑียรบาลในการถวายฎีกา
ก. มเี คา เรื่องมาจากเรือ่ งจริงทีเ่ กิดข้ึนในสมยั อยุธยา ของประชาชนในสมยั โบราณ
ข. ไดรบั ยกยองจากวรรณคดีสโมสรวา เปน สดุ ยอดของ ก. เฮย ใครรับฟองของมนั ที ตเี สียสามสบิ จงึ ปลอ ยไป
กลอนนทิ าน ข. ระวางโทษเบ็ดเสร็จเจด็ สถาน ถงึ ประหารชวี ติ เปน ผุยผง
ค. มีผูแตงหลายคน บางตอนปรากฏชอื่ ผแู ตง แตบ าง ตอน ค. ดำริพลางทางเสดจ็ ยาตรา ออกมาพระที่น่งั จกั รพรรดิ
ไมปรากฏชอื่ ผแู ตง ง. พระสูตรรูดกรา งกระจา งองค ขุนนางกราบราบลง
ง. เปนเรือ่ งท่สี ะทอ นสภาพสงั คมและวฒั นธรรมสมยั อยธุ ยา เปน ขนดั
และรตั นโกสนิ ทรต อนตน
6. กกู ช็ ่ัวมวั รกั แตส องนาง ละวางใหวนั ทองนองโศกศัลย
2. ขอใดกลา วถูกตอ งเก่ยี วกับเสภาเรอ่ื ง ขุนขา งขุนแผน เม่ือตีไดเชยี งใหมก โ็ ปรดครนั จะเพ็ดทลู คราวนนั้ กค็ ลองใจ
ตอน ขุนชางถวายฎีกา คำวา “สองนาง” ในบทประพนั ธข างตนหมายถงึ ใคร
ก. เปน ตอนที่นิยมนำไปใชแ สดง “เสภารำ” มากทสี่ ดุ ก. นางลาวทอง กับ นางสายทอง
ข. เนอื้ หาตอนนีม้ ที ่ีมาจากพงศาวดารคำใหก ารชาวกรงุ เกา ข. นางศรีมาลา กบั นางสรอยฟา
ค. เปน หนึ่งใน 8 ตอนท่ไี ดรบั ยกยองจากสมาคมวรรณคดี ค. นางลาวทอง กับ นางสรอ ยฟา
วาแตง ไดด ีเยี่ยม ง. นางลาวทอง กบั นางแกวกริ ยิ า
ง. เปนบทพระราชนพิ นธใ นพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธ-
เลิศหลานภาลยั 7. ไดยนิ เสยี งฆองย่ำประจำวงั ลอยลมลอ งดังถึงเคหา
คะเนนบั ยำ่ ยามไดส ามครา ดเู วลาปลอดหว งทักทิน
3. คำวา “ถวายฎกี า” หมายความวา อะไร คำวา “ทกั ทนิ ” ในบทประพันธข า งตน มคี วามหมายตรงกับ
ก. ย่นื คำรอ งทกุ ขตอ หนวยงานรฐั ขอ ใด
ข. ราษฎรยืน่ คำรองทุกขถ วายพระเจาแผน ดนิ ก. ฤกษม หาโจร
ค. ย่ืนคำรองทุกขตอศาลเพ่อื เรียกรองความเปนธรรม ข. วันดีตามหลักโหราศาสตร
ง. แจงความแกห นว ยงานรัฐใหดำเนนิ คดีกับบคุ คลใด ค. วันชั่วรา ยตามหลกั โหราศาสตร
บคุ คลหนง่ึ เปน กรณีพเิ ศษ ง. เวลาที่เหมาะสำหรบั การประกอบพิธีไสยศาสตร

4. คำท่ขี ดี เสนใตใ นขอใด หมายถึง จมน่ื ไวย 8. ขอใดใชภาพพจนต างจากขอ อ่ืน
ก. วันนน้ั แพกเู มอื่ ดำน้ำ กก็ ร้วิ ซ้ำจะฆาใหเปน ผี ก. ครานั้นพระองคผทู รงภพ ฟง จบแคนค่ังดงั เพลิงไหม
เหมือนดินประสิวปลิวตดิ กับเปลวไฟ ดดู ูเปน ไดอ ีวนั ทอง
ข. เอาเถิดเปนไรกเ็ ปน ไป ไมเ อากลับมาไดมิใชก ู ข. อีแสนถอยจัญไรใจทมิฬ ดงั เพชรนลิ เกดิ ขน้ึ ในอาจม
ค. แลวกลบั ความถามขางวันทองพลัน เออเมอื่ มนั ฉดุ รปู งามนามเพราะนอ ยไปหรือ ใจไมซอื่ สมศักดิ์เทาเสนผม
ค. คดิ คะนงึ ถึงมติ รแตกอ นเกา นิจจาเจา เหนิ หางรา งพสิ มยั
คราพามึงไป ถงึ สองครั้งตั้งแตพรากจากพี่ไป ดังเดด็ ใจจากรางก็ราวกัน
ง. ฉุดมนั ขึ้นชา งอา งถึงกู ตะคอกขอู วี นั ทองใหต กใจ ง. เจา พลายงามตามรบั เอากลับมา ทนี ห้ี นา จะดำเปนน้ำหมึก
กำเรบิ ใจดวยเจาไวยกำลงั ฮึก จะพาแมตกลึกใหจำตาย

แผนการจัดการเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๔ เร่ืองเสภาเร่ือง ขุนชา งขุนแผน หนา 40

9. อวี ันทองกูใหอ ายแผนไป อา ยชา งบังอาจใจทำจลู ู 12. ขอใดเปน เหตผุ ลสำคัญทน่ี างวนั ทองไมย อมไปกบั พลายงาม
ฉดุ มันข้ึนชา งอางถึงกู ตะคอกขูอ วี ันทองใหตกใจ บุตรชาย
คำวา “จลู ู” ในบทประพันธข างตน หมายถึงขอใด ก. ขนุ ชางตนื่ ขนึ้ มเิ ปน การ เขาจะรุกรานพาลขมเหง
ก. สูรู ข. โกรธ ข. ตองจำจนทนกรรมทต่ี ิดตาม จะขืนความคิดไปก็ใชท่ี
ค. ชวั่ รา ย ง. ถลนั เขาไป ค. คดิ บา ยเบย่ี งเลย่ี งเลยี้ วเบ้ียวบิดไป เพราะรกั อา ยขนุ ชาง
กวา บดิ า
10. คำท่ขี ดี เสน ใตใ นขอ ใด ไมไดหมายถงึ ขุนชา ง ง. ดว ยเปนขาลกั ไปไทลกั มา เหน็ เบอ้ื งหนาจะอึงแมจึงหาม
ก. แสนถอยใครจะถอ ยเหมือนมันบาง
ทุกอยางทจี่ ะช่ัวอา ยหวั ลื่น 13. ขอใดไมไ ดก ลา วถงึ ความเชอ่ื ทางไสยศาสตรและคาถาอาคม
เวยี นแตเปน ถอยความไมข า มคนื ก. ถอื ดาบฟา ฟน ยนื แกวงไกว ตกใจกลวั วา จะฆา ฟน
นำ้ ยนื หยั่งไมถ งึ ยังดึงมา ข. แลว ทำผงอทิ ธิเจเขาเจมิ พกั ตร คนเหน็ คนทกั รกั ทุกหนา
ข. นจิ จาใจเจาจะใหพเี่ จบ็ จิต ค. เปามนตรเ บอ้ื งบนชอมุ มวั พรายย่วั ยวนใจใหไคลคลา
ดงั เอากริชแกระกรดี ในอกผัว ง. สขี ี้ผึ้งสปี ากกินหมากเวทย ซึง่ วเิ ศษสารพัดแกขดั สน
เกรงผิดคดิ บาปจงึ หลาบกลวั
พีน่ ้ีชัว่ เพราะหม่นิ ประมาทความ 14. ขอ ใดกลา วถงึ ความไมคคู วรกนั ระหวา งขุนชา งกบั นางวนั ทอง
ค. สำคญั คิดวา ผูร า ยใหน ึกกลวั ก. อสนีครืน้ ครนั่ สนนั่ กอง นำ้ ฟา หาตองดอกไมไ ม
กอดผัวรองด้ินจนสนิ้ เสยี ง ข. ดอกมะเดอ่ื จะเจือดอกพะยอม วานักแมจะตรอม
ซวนซบหลบลงมาหมอบเมียง ระกำใจ
พระหมน่ื ไวยเขา เคยี งหา มมารดา ค. ดังทองคำทำเลยี่ มปากกะลา หนา ตาดำเหมือนมิน
ง. เลีย้ งมึงไมไดอ า ยใจราย หมอมอม
ชอบแตเฆ่ียนสองหวายตลอดสัน ง. นิง่ นอนอยบู นเตียงเคียงขนุ ชาง มันแนบขา งกอดกลม
แลว กลับความถามขา งวนั ทองพลนั ประสมสอง
เออเมอ่ื มนั ฉดุ คราพามงึ ไป
15. พี่ผิดพี่ก็มาลแุ กโทษ จะคมุ โกรธคมุ แคนไปถงึ ไหน
11. ข้นึ ไปบนเรอื นพระหมน่ื ไวย ความรักพีย่ ังรกั ระงมใจ อยาตดั ไมตรตี รึงใหตรอมตาย
แจง ขอ รบั ส่ังไปขมขี มัน วา พลางทางแอบเขาแนบอก ประคองยกของสำคญั มนั่ หมาย
ขุนชางฟอ งรอ งฎกี าพระทรงธรรม เจา เน้ือทพิ ยห ยบิ ชน่ื อารมณชาย ขอสบายสักหนอ ยอยา
ใหหาทง้ั สามทา นนัน้ เขาไป โกรธา บทประพันธข า งตน เดนดา นใชรสวรรณคดีใด
คำวา “สามทาน” ในบทประพันธข างตน หมายถงึ ใครบา ง ก. เสาวรจนี
ก. ขนุ ชา ง ขนุ แผน นางวนั ทอง ข. พโิ รธวาทงั
ข. ขนุ แผน จม่ืนไวย พระหม่นื ศรี ค. นารปี ราโมทย
ค. ขนุ แผน จม่นื ไวย นางวนั ทอง ง. สัลลาปงคพิสยั
ง. ขนุ แผน นางวนั ทอง นางลาวทอง

1.ข 2. ค 3. ข 4. ก 5. ก
6.ง 7. ค 8. ง 9. ง 10. ข
11.ค 12. ง 13. ก 14. ข 15. ค

แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ี่ ๕ เรอ่ื ง การเขียน หนา 1

แผนการจดั การเรยี นรทู ่ี ๑
เร่อื ง การใชโวหารและโวหารภาพพจน จำนวน ๒ คาบ
หนว ยการเรยี นรูท ่ี ๕ เรอื่ ง การเขียนเพื่อส่อื สาร ช้นั มัธยมศึกษาปท่ี ๖
กลมุ สาระการเรียนรูภาษาไทย วิชาภาษาไทย ๕ รหัสวิชา ท ๓๓๑๐๑

ครผู ูสอน นางสาวทิพมาศ ดนตรีพงษ

1. สาระท่ี ๑ การเขยี น

2. มาตรฐานการเรยี นร/ู ตัวชวี้ ดั
ท 2.1 ม.4-6/1 เขยี นส่ือสารในรปู แบบตา งๆ ไดตรงตามวตั ถปุ ระสงค โดยใชภาษาเรยี บเรยี งถูกตอ ง
มขี อมูล และสาระสำคัญชัดเจน

3. สาระสำคัญ
การเขียนเปนเครื่องมือท่ีใชในการสื่อสารชวยแพรกระจายความรู ความคิดใหกวางไกล ซึ่งการเขียน

บรรยายและการเขียนพรรณนาผูเขียนจะตองอธิบายวิธีการเขียนและเขียนใหตรงตามวัตถุประสงค จึงจะ
สามารถเขียนบรรยายโวหารและพรรณนาโวหารไดอยางถกู ตอ ง

4. จุดประสงคการเรยี นรู
ดา นความรู (K)
1. อธบิ ายวิธีการเขยี นโวหารประเภทตา งๆ ได
2. เขียนบรรยายโดยใชโ วหารประเภทตา งๆ ได
3. อธิบายโวหารภาพพจนต า งๆ ได
ดา นทักษะ / กระบวนการ(P)
๑. ทักษะการเปรียบเทยี บ ๓. ทักษะการสรางความรู
๒. ทักษะการวเิ คราะห ๔. ทักษะการประเมิน
ดา นคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค (A)
๑. มวี นิ ยั 3. มุงมัน่ ในการทำงาน
๒. ใฝเ รยี นรู 4. รกั ความเปน ไทย

5. สาระการเรียนรู
สาระการเรยี นรแู กนกลาง
การเขยี นเปนเคร่ืองมือทีใ่ ชใ นการสอื่ สารชวยแพรกระจายความรู ความคดิ ใหกวางไกล ซึ่งการเขียน

บรรยายและการเขียนพรรณนาผูเขียนจะตองอธิบายวิธีการเขียนและเขียนใหตรงตามวัตถุประสงค
จึงจะสามารถเขียนบรรยายโวหารและพรรณนาโวหารไดอ ยา งถกู ตอ ง

แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท่ี ๕ เร่ือง การเขียน หนา 2

6. กิจกรรมการเรียนรู
ช่ัวโมงที่ 1
๑. ครูสุมเรียกนักเรียน 2-3 คน ออกมาเลาถึงวิธีการเดินทางจากบานมาโรงเรียน และพบเห็นสิ่งใด

ระหวางการเดินทางบาง เม่ือนักเรียนเลาจบ ครูถามนักเรียนวาเพื่อนแตละคนมีวิธีการเลาอยางไร และเห็น
ภาพตามทเ่ี พ่ือนเลามากนอ ยเพยี งใด

๒. ครนู ำบัตรภาพมาใหนกั เรยี นดู แลวสมุ เรยี กนกั เรยี น 2 คน ออกมาบรรยายภาพทีด่ ูใหเ พ่อื นฟง ตาม
ความเขาใจของตนเอง เมื่อนักเรียนบรรยายเสร็จแลวใหเปรียบเทียบวิธีการบรรยายวาเหมือนหรือตางกัน
อยางไร นักเรียนตอบคำถามกระตุนความคิด คำถามกระตุนความคิด การเขียนบรรยายกับการเขียน
พรรณนา มีความเหมือนหรือแตกตางกันหรือไมอยางไร (พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยใหอยูใน
ดลุ ยพนิ จิ ของครผู ูสอน)

๓. ครูแบง นกั เรียนเปนกลมุ กลมุ ละ 8 คน คละกนั ตามความสามารถ คอื เกง ปานกลางคอนขา งเกง
ปานกลางคอนขางออน และออน แลวใหแตละกลุมชวยกันศึกษาความรูเกี่ยวกับการใชโวหารและโวหาร
ภาพพจน จากหนังสอื เรียน โดยจับคูกันศึกษาคูละ 1 หัวขอ ดังน้ี แลวบนั ทึกความรูที่ไดจากการศกึ ษาลงใน
แบบบันทกึ การอาน แลว บนั ทึกความรทู ีไ่ ดจ ากการศกึ ษาลงในแบบบนั ทกึ การอาน

- คูท่ี 1 ศึกษาความรูเ ร่ือง การเขยี นบรรยายโวหารและการเขยี นพรรณนาโวหาร
- คูท่ี 2 ศึกษาความรูเรอ่ื ง การเขยี นเทศนาโวหารและการเขียนอปุ มาโวหาร
- คูที่ 3 ศกึ ษาความรูเร่ือง การเขียนสาธกโวหาร
- คทู ่ี 4 ศึกษาความรูเ รอื่ ง โวหารภาพพจน
๔. นักเรยี นตอบคำถามกระตนุ ความคดิ ขอ 1-2 คำถามกระตุน ความคิด
1. เมอ่ื นักเรียนอา นงานเขียนแลว สามารถ จำแนกไดหรือไมวา งานเขียนนั้นใชโ วหารใด (พจิ ารณา
ตามคำตอบของนกั เรยี น โดยใหอยใู นดลุ ยพินจิ ของครูผูส อน)
2. การเขียนงานเขยี นสามารถใชวธิ กี ารเขยี นทั้งบรรยายและพรรณนา เพือ่ เขยี นในสิ่งท่ี ตองการ
นำเสนอไดหรือไม เพราะเหตุใด (ได เพราะงานเขียนไมจำเปนตองใชการเขียนแบบใดแบบหนึ่งเทานั้น ท้ังนี้
ขนึ้ อยูกบั ประเดน็ หรอื ส่งิ ที่ตองการนำเสนอวา ตองการจะถา ยทอดและมจี ดุ มุงหมายอยางไร)

ชวั่ โมงที่ 2
๑. นกั เรียนแตละคูผลดั กนั อธิบายความรูที่คูของตนไดศึกษามา ใหเพอ่ื นคูอนื่ ภายในกลุม ฟง แลวผลัด

กันซกั ถามความรูจ นมคี วามเขา ใจชดั เจน
๒. สมาชิกแตละคนนำความรูท่ีไดศึกษาคนความาเปนพื้นฐานในการทำ ใบงานที่ 1.1 เรอ่ื ง จาก

ภาพสตู วั อกั ษร
๓. ครูสุมเรียกนักเรียนออกมานำเสนอผลงานในใบงานท่ี 1.1 หนาชั้นเรียน โดยครูตรวจสอบความ

ถูกตองและใหขอเสนอแนะเพ่ิมเติม ในสวนที่บกพรอง นักเรียนตอบคำถามกระตุนความคิด คำถามกระตุน
ความคดิ นกั เรียนสามารถนำการเขียนโดยใชโ วหาร แบบตางๆ มาปรับใชกับงานเขียน ของนักเรียนไดหรือไม
อยางไร (พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยใหอยูในดลุ ยพินิจของครูผสู อน)

แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๕ เร่อื ง การเขยี น หนา 3

๗. การวดั ผลและประเมินผลการเรียนรู

วธิ กี าร เครื่องมือ เกณฑ
ตรวจแบบทดสอบกอ นเรยี น หนวยการเรยี นรู แบบทดสอบกอนเรยี น หนว ยการ (ประเมนิ ตามสภาพจริง)
เรียนรู
ตรวจใบงาน ใบงาน รอ ยละ 60 ผา นเกณฑ
ตรวจแบบบนั ทกึ การอาน แบบบันทกึ การอาน ระดับคุณภาพ 2 ผานเกณฑ
ประเมินการนำเสนอผลงาน แบบประเมินการนำเสนอผลงาน ระดบั คุณภาพ 2 ผา นเกณฑ
สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบคุ คล แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงาน ระดบั คุณภาพ 2 ผา นเกณฑ
รายบคุ คล
สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานกลุม แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ ระดบั คุณภาพ 2 ผา นเกณฑ

๘. สือ่ การเรยี นรหู รือแหลงการเรียนรู
ส่ือการเรยี นรู
1) หนังสอื เรยี น ภาษาไทย : หลักภาษาและการใชภาษา ม.6
2) บัตรภาพ
3) ใบงาน เรือ่ ง จากภาพสตู ัวอักษร

แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท่ี ๕ เร่อื ง การเขยี น หนา 4
ใบงาน เร่ือง จากภาพสูตัวอักษร

คำชีแ้ จง ใหน ักเรยี นเขียนถายทอดเรอื่ งราวจากภาพ โดยเลือกใชโ วหารทีไ่ ดศ ึกษา

 โวหารทใ่ี ชในการเขียน คือ

แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๕ เรอื่ ง การเขียน หนา 5
ใบงาน เรื่อง จากภาพสูต ัวอักษร
เฉลย
คำช้แี จง ใหนกั เรยี นเขยี นถายทอดเรื่องราวจากภาพ โดยเลอื กใชโ วหารท่ไี ดศึกษา

(ตวั อยาง)
 โวหารท่ใี ชใ นการเขยี น คือ พรรณนาโวหาร

หลังจากชาวประมงลงไซหาปลาตามจุดตางๆ ในบึงน้ำแลว แสงแดดยามสายเร่ิมกระจายท่ัวทองฟา
ชาวประมงก็ขับเรือ และเริ่มเก็บและปลดไซออกจากไมที่ผูกทีละลูกที่ลงไวตามจุดตางๆ มาวางเรียงซอน
กนั สองแถวอยางเปนระเบยี บจนเต็มลำเรือ สว นไมท ี่ผูกไซก็วางยาวขนานกบั ตัวเรือและยาวออกมากวาตัว
เรือทั้งหัวเรือและทายเรือ ไซที่วางเรียงกันเต็มเรือน้ันสูงทวมหัว จนมองไมเห็นทางและไมสามารถนั่งขับ
เรือได ชาวประมงจึงยืนขับเรือ มือซายจับประคองไซไวเพ่ือไมใหไซนั้นตกน้ำไป ชาวประมงตองโนมกาย
มาดา นขวาเพ่ือบงั คับเรือ โดยใชมือขวาขบั และบังคับเรอื ใหแ ลน ไปตามรองน้ำเพ่อื ขับเรือกลบั เขา ฝง
อยา งชาๆ

(พจิ ารณาตามคำตอบของนักเรยี น โดยใหอยูในดุลยพนิ ิจของครผู สู อน)

แผนการจดั การเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ี่ ๕ เรื่อง การเขียน หนา 6

แผนการจดั การเรยี นรทู ่ี ๒
เร่อื ง การเขยี นโครงการและรายงานโครงการ จำนวน ๒ คาบ
หนวยการเรยี นรทู ี่ ๕ เรอ่ื ง การเขียนเพื่อส่อื สาร ช้ันมัธยมศึกษาปที่ ๖
กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย วิชาภาษาไทย ๕ รหัสวิชา ท ๓๓๑๐๑

ครูผสู อน นางสาวทิพมาศ ดนตรีพงษ

1. สาระท่ี ๑ การเขียน

2. มาตรฐานการเรียนรู/ตวั ช้วี ดั
ท 2.1 ม.4-6/1 เขียนสอื่ สารในรปู แบบตางๆ ไดตรงตามวัตถปุ ระสงค โดยใชภาษาเรียบเรยี ง ถกู ตอง
มขี อมลู และสาระสำคัญชดั เจน

3. สาระสำคัญ
การเขียนโครงการและรายงานโครงการเปนการเขียนเพื่อนำเสนอผลงานที่เรียบเรยี งตามลำดบั

ขนั้ ตอนใหเห็นเคาโครงการปฏิบัตงิ านอยางเปนระบบ ซึ่งผเู ขียนจะตองอธิบายวิธีการเขียนและเขยี นโดยใช
ภาษาเรียบเรียงถกู ตอง ตรงตามวตั ถุประสงค มีขอ มลู และสาระสำคัญชัดเจน

4. จุดประสงคก ารเรียนรู
ดา นความรู (K)
1. อธิบายวิธีการเขยี นโครงการและรายงานโครงการได
2. เขียนโครงการและรายงานโครงการได
ดานทกั ษะ / กระบวนการ(P)
๑. ทักษะการเปรียบเทียบ ๓. ทกั ษะการสรางความรู
๒. ทักษะการวเิ คราะห ๔. ทกั ษะการประเมิน
ดา นคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค (A)
๑. มีวนิ ยั 3. มุงมนั่ ในการทำงาน
๒. ใฝเ รยี นรู 4. รกั ความเปนไทย

5. สาระการเรียนรู
สาระการเรยี นรูแ กนกลาง
การเขียนสือ่ สารในรูปแบบตา งๆ เชน โครงการและรายงานการดำเนนิ โครงการ

แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๕ เรือ่ ง การเขยี น หนา 7

6. กจิ กรรมการเรียนรู
ชั่วโมงที่ 1
๑. นักเรยี นรวมกลุมเดิม (จากแผนการจดั การเรียนรูท่ี 1) จากนั้น ครูนำตัวอยางโครงการ มาแจกให

นกั เรยี นแตล ะกลมุ รวมกนั สงั เกตและตอบคำถามในประเด็นทคี่ รกู ำหนด ดังนี้
- การเขียนโครงการ ประกอบดวยอะไรบาง
- โครงการดงั กลา วใหขอ มูลเก่ียวกบั อะไร
- โครงการดังกลาวมลี ักษณะอยางไร

๒. ครูสุม เรียกตวั แทนนกั เรยี นแตล ะกลมุ ตอบคำถามตามประเดน็ ทก่ี ำหนด
๓. ครูอธิบายใหนักเรียนเขาใจวา โครงการเปนสวนหนึ่งในความสำเร็จขององคกร ถาหนวยงานใดให
ความสำคัญกับโครงการ จัดทำโครงการท่ีมีคุณภาพและพัฒนาไปตามโครงการ หลังจากปฏิบัติงานก็มีการ
รายงานผลใหทราบถึงความสำเร็จหรือความลมเหลวของโครงการ คำถามกระตุนความคิด นักเรียนคิดวา
การประชุมมีความสำคญั อยา งไร (พิจารณาตามคำตอบของนกั เรียน โดยใหอยูในดลุ ยพินจิ ของครผู ูส อน)
๔. ตัวแทนกลุมออกมาจับสลาก เพื่อรวบรวมขอมูลและศึกษาความรูเรื่อง การเขียนโครงการและ
รายงานโครงการ ตามประเดน็ ทกี่ ำหนด ดงั น้ี
- สลากหมายเลข 1 ศกึ ษาความรเู ร่อื ง การเขยี นโครงการ
- สลากหมายเลข 2 ศึกษาความรูเรอ่ื ง การเขยี นรายงานโครงการ

(หากนักเรียนมจี ำนวนมากอาจศกึ ษาหัวขอ ซ้ำกันได)
๕. นกั เรียนแตล ะกลุมรว มกนั วางแผนรวบรวมขอมลู และศกึ ษาความรตู ามประเดน็ ท่จี บั สลากได

ช่ัวโมงท่ี 2
1. นักเรียนแตละกลุมรวมกันคนควาและศึกษาความรูเรื่อง การเขียนโครงการและรายงานโครงการ

จากหนังสือเรียน หองสมุด และแหลงขอมลู สารสนเทศ ตามประเด็นท่ีจับสลากได โดยปฏิบตั ิตามแผนท่ีวางไว
จากน้ันเรียบเรียงขอ มูล ความรู แลว อภปิ รายและสรุปความรู

2.ตวั แทนกลมุ ออกมานำเสนอขอมูลทไ่ี ดจ ากการศกึ ษาคนควา หนาชน้ั เรียน โดยครเู ปนผูตรวจสอบ
ความถูกตอง จากน้ันครูอธิบายและสรุปการเขียนโครงการและรายงานโครงการอีกครั้ง เพื่อเพ่ิมเติมในสวนที่
บกพรอ ง

๓. นักเรียนแตละกลุมเขียนโครงการท่ีสนใจลงในใบงานท่ี 2.1 เร่ือง การเขียนโครงการ เมื่อนักเรียน
ทำใบงานเสรจ็ แลวใหเขยี นรายงานโครงการตามรูปแบบที่ถูกตอ ง

๔. นักเรยี นแตละกลมุ นำเสนอโครงการและรายงานโครงการของกลมุ ตนเองทหี่ นา ชัน้ เรียน ครูและ
เพ่ือนนักเรียนชว ยกนั แสดงความคิดเหน็ เกีย่ วกับการเขยี นโครงการและรายงานโครงการ

๕. นักเรียนรวมกันสรุปความรูเร่ือง การเขียนโครงการและรายงานโครงการ โดยครูเปนผูตรวจสอบ
ความถูกตอง และอธิบายเพ่ิมเติมในสวนที่บกพรอง นักเรียนตอบคำถามกระตุนความคิด คำถามกระตุน
ความคิด การทำโครงการมีประโยชนตอนักเรียนอยางไร (พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยใหอยูใน
ดุลยพินจิ ของครูผูสอน)

แผนการจัดการเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูที่ ๕ เรื่อง การเขยี น หนา 8

๗. การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู

วธิ ีการ เครอ่ื งมอื เกณฑ
ตรวจใบงาน ใบงาน รอ ยละ 60 ผา นเกณฑ
ประเมนิ การนำเสนอผลงาน แบบประเมินการนำเสนอผลงาน ระดบั คุณภาพ 2 ผานเกณฑ
สงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุม ระดบั คุณภาพ 2 ผานเกณฑ
ประเมินการนำเสนอผลงาน แบบประเมินการนำเสนอผลงาน ระดบั คุณภาพ 2 ผานเกณฑ

๘. ส่ือการเรยี นรูห รอื แหลงการเรียนรู
8.1ส่อื การเรยี นรู
1)หนังสอื เรยี น ภาษาไทย : หลักภาษาและการใชภาษา ม.6
2)ตัวอยา งโครงการ
3) สลาก
4) ใบงาน เรือ่ ง การเขยี นโครงการ
8.2 แหลง การเรียนรู
1) หอ งสมดุ
2) แหลง ขอมลู สารสนเทศ
- http://www.ki.ac.th/2552/stproject/stproject6.php
- http://www.pt.tsu.ac.th/planoffice/report/files.pdf
- http://library.uru.ac.th/article/htmlfile/technic_project.pdf

แผนการจัดการเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ี่ ๕ เรื่อง การเขยี น หนา 9
ใบงาน เรื่อง การเขยี นโครงการ

คำช้แี จง ใหนกั เรยี นเขียนโครงการตามแบบฟอรมที่กำหนดให

ชอื่ หนวยงาน
ชอื่ งาน/โครงการ
สนองนโยบาย
หนวยงานที่รบั ผิดชอบ
ผรู บั ผดิ ชอบ
ระยะเวลาดำเนินการ
1. หลักการและเหตุผล

2. วัตถุประสงค
3. เปาหมาย

4. งบประมาณท่ใี ช

แผนการจดั การเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๕ เรอื่ ง การเขยี น หนา 10

5. กจิ กรรมการดำเนินงาน เปา หมาย งบประมาณ กำหนดเวลา ผรู บั ผดิ ชอบ
ท่ี กจิ กรรม

6. ประเมินผล เปาหมายตัวชี้วัด เครื่องมอื ที่ใชป ระเมนิ กำหนดเวลาประเมนิ

ตวั ชีว้ ดั ความสำเร็จ
ผลผลิต

ผลลัพธ

ลงชื่อ ผูขออนมุ ตั ิโครงการ
ตำแหนง
ผูเ หน็ ชอบโครงการ
ลงชื่อ )
(
ตำแหนง ผอู นุมตั ิโครงการ
ลงชือ่ )
(
ตำแหนง

แผนการจดั การเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๕ เรือ่ ง การเขยี น หนา 11

แผนการจดั การเรียนรทู ่ี ๓
เร่ือง การเขียนรายงานการประชมุ จำนวน ๒ คาบ
หนวยการเรยี นรทู ่ี ๕ เร่ือง การเขยี นเพ่ือสือ่ สาร ช้ันมัธยมศกึ ษาปท ี่ ๖
กลุมสาระการเรยี นรูภาษาไทย วิชาภาษาไทย ๕ รหสั วิชา ท ๓๓๑๐๑

ครผู สู อน นางสาวทิพมาศ ดนตรีพงษ

1. สาระท่ี ๑ การเขียน

2. มาตรฐานการเรยี นรู/ ตวั ช้วี ัด
ท 2.1 ม.4-6/1 เขียนสือ่ สารในรปู แบบตา งๆ ไดต รงตามวัตถุประสงค โดยใชภ าษาเรยี บเรียงถกู ตอ ง
มขี อมลู และสาระสำคัญชดั เจน

3. สาระสำคญั
การเขียนรายงานการประชุมเปนการบันทึกสาระสำคัญที่ไดจากการประชุม ซึ่งจะตองอธิบายวิธีการ

เขยี นรายงานการประชมุ และเขียนใหถูกตองตามรปู แบบและตรงตามวัตถุประสงค

4. จดุ ประสงคก ารเรยี นรู
ดา นความรู (K)
๑. อธบิ ายวิธีการเขยี นรายงานการประชมุ ไดถูกตอง
๒. เขียนรายงานการประชมุ ไดถกู ตองตามรปู แบบ
ดานทักษะ / กระบวนการ(P)
๑. ทักษะการเปรียบเทยี บ ๓. ทักษะการสรา งความรู
๒. ทกั ษะการวิเคราะห ๔. ทักษะการประเมนิ
ดานคุณลกั ษณะอันพึงประสงค (A)
๑. มีวินัย 3. มุงมัน่ ในการทำงาน
๒. ใฝเรียนรู 4. รักความเปนไทย

5. สาระการเรยี นรู
สาระการเรยี นรแู กนกลาง
การเขียนส่ือสารในรูปแบบตางๆ เชน รายงานการประชมุ

6. กิจกรรมการเรียนรู
ชัว่ โมงที่ 1
1. นักเรยี นตอบคำถามกระตุนความคดิ
2. นักเรยี นรวมกลมุ เดิม (จากแผนการจดั การเรยี นรูที่ 1) จากน้ัน ครนู ำตวั อยางรายงานการประชมุ

มาแจกใหนักเรียนแตล ะกลุมรวมกันสงั เกต และตอบคำถามในประเดน็ ที่ครกู ำหนด เชน
- การเขยี นรายงานการประชุม ประกอบดวยอะไรบาง
- รายงานการประชมุ ดังกลา วใหขอ มูลเกย่ี วกบั อะไร
- รายงานการประชมุ มปี ระโยชนใ นการประชุมครั้งตอ ไปอยา งไร

แผนการจดั การเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท่ี ๕ เรื่อง การเขียน หนา 12

๓. ครูสมุ เรียกตวั แทนนักเรยี น 3 กลุม ตอบคำถาม กลุมละ 1 ขอ จากนน้ั ใหน กั เรียนแตล ะกลุมศึกษา
ความรเู ร่อื ง การเขยี นรายงานการประชุม จากหนังสือเรียน

4. สมาชิกแตละกลมุ ชวยกันอภปิ รายเก่ยี วกับคำตอบของกลุม ใน ประเด็นท่ี 1-3 แลวสรปุ แนวทางใน
การเขียนรายงานการประชมุ

5.ครูกำหนดสถานการณจำลองใหนักเรียนแตละกลุมจดั ประชุมเพื่อจดั โครงการคา ยอนุรักษ
วรรณกรรม และเขียนรายงานการประชุมตามรูปแบบ (ควรใหรายละเอียดเก่ียวกับโครงการอยางคราวๆ
เพื่อเปนแนวทาง และเปนการใหขอมูลเบื้องตน และนักเรียนจะสามารถกำหนดวาระการประชุมไดถูกตอง
เหมาะสม) โดยกำหนด รายละเอยี ดใหน ักเรยี นปฏิบัติกจิ กรรม ดงั นี้

1) กำหนดระเบยี บวาระในการประชุม 3 วาระ
2) เอกสารประกอบการประชุมโครงการคายอนุรักษวรรณกรรม (สมาชกิ แตละกลุมรว มกัน กำหนด

รายละเอยี ด เพ่มิ เติมจากขอมูลท่ีครกู ำหนด)
3) ระยะเวลาในการประชมุ 25 นาที
4) เขยี นรายงานการประชุม คำถามกระตุนความคดิ นักเรียนคดิ วา การประชุมมีความสำคญั

อยางไร (พจิ ารณาตามคำตอบของนักเรยี น โดยใหอยใู น ดุลยพินิจของครผู สู อน)
๖. นักเรียนแตล ะกลมุ รว มกนั วางแผนจัดประชมุ โครงการคายอนุรักษวรรณกรรม และเขียนรายงาน
การประชมุ ตามรปู แบบ โดยกำหนดรายละเอียดเพ่ือกำหนดหนาท่ีในการประชมุ และเตรียมปฏิบตั ิกิจกรรม
ดังนี้

1) กำหนดระเบยี บวาระในการประชุม 3 วาระ
2 )จัดเตรยี มเอกสารประกอบการประชุมโครงการคายอนรุ ักษว รรณกรรม
3) วางแผนการประชมุ ในระยะเวลา 25 นาที
4) สรปุ แนวทางการเขยี นรายงานการประชุม
๗. นักเรียนแตล ะกลมุ รวมกนั ประชุมโครงการคายอนุรักษว รรณกรรม และเขียนรายงาน
การประชุมตามรูปแบบ โดยปฏบิ ตั ิกิจกรรมตามทีไ่ ดวางแผนรวมกนั

ชัว่ โมงท่ี 2
1. สมาชกิ แตละกลมุ รวมกนั ตรวจสอบการเขียนรายงานการประชุมจากน้ันชวยกนั สรปุ แนวทางการ

แกไขเพ่ือใหมีความสมบูรณ
2. นักเรยี นแตล ะกลุมใหเลขานุการกลุม เขยี นรายงานการประชุมของกลุม ลงในใบงานท่ี 3.1 เรอ่ื ง

การเขียนรายงานการประชมุ โดยใหแ ตละกลุมแนบเอกสารการประชุมโครงการคา ยอนุรักษวรรณกรรมสง ครู
3. นักเรยี นตอบคำถามกระตุนความคิด ขอ 1-2 คำถามกระตุน ความคิด
1. การเขียนรายงานการประชมุ ควรมีทกั ษะใด เพื่อใหร ายงานการประชุมมีรายละเอียด
ครบถว น (การสรปุ ความและจบั ใจความสำคัญ)
2. การเขียนรายงานการประชมุ จำเปนตองมีรายละเอยี ดทุกอยา ง คำพูดทกุ คำพูดที่ประชมุ อยูใน
รายงานการประชุมหรือไม เพราะเหตุใด (ไม เพราะรายงานการประชมุ ควรสรปุ สาระสำคญั ของการ
ประชมุ คร้งั นนั้ ๆ )ฃ
๔. นกั เรยี นรว มกนั สรุปความรูเ กย่ี วกับแนวทางการเขยี นรายงาน การประชมุ และประโยชน

หรอื ความสำคัญของการเขียนรายงาน การประชมุ ครูมอบหมายใหนักเรียนแตล ะกลุม เขยี นโครงการและ
รายงานโครงการ ตามรปู แบบที่ถกู ตองในประเด็นทส่ี นใจ โดยใหค รอบคลมุ ประเดน็ ตามท่ีกำหนด ดงั นี้

แผนการจดั การเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๕ เร่อื ง การเขยี น หนา 13

1) การเขียนโครงการ
2) การเขยี นรายงานโครงการ
3) วิธีการดำเนนิ การจัดโครงการ
4) การใชภาษาและการเรยี บเรียงเน้อื หา
๕. นกั เรียนทำแบบทดสอบหลงั เรยี น หนว ยการเรยี นรู เรอ่ื ง การเขียน

๗. การวัดผลและประเมินผลการเรยี นรู

วิธกี าร เครื่องมือ เกณฑ
ตรวจใบงาน ใบงาน รอ ยละ 60 ผานเกณฑ
ประเมนิ การนำเสนอผลงาน แบบประเมนิ การนำเสนอผลงาน ระดบั คุณภาพ 2 ผานเกณฑ
สงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุม แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ ระดับคุณภาพ 2 ผานเกณฑ
สังเกตความมีวนิ ัย ใฝเรียนรู และมงุ มัน่ ใน แบบประเมินคณุ ลักษณะอนั พึง ระดับคุณภาพ 2 ผา นเกณฑ
การทำงาน ประสงค
ตรวจแบบทดสอบหลังเรียน หนวยการเรยี นรู แบบทดสอบหลงั เรยี น หนว ยการ รอ ยละ 60 ผานเกณฑ
เรยี นรู
ตรวจการเขยี นโครงการและรายงานโครงการ แบบประเมนิ การเขียนโครงการและ ระดบั คุณภาพ 2 ผานเกณฑ
รายงานโครงการ

๘. ส่ือการเรียนรูหรือแหลงการเรียนรู
8.1สื่อการเรียนรู
1) หนังสอื เรยี น ภาษาไทย : หลกั ภาษาและการใชภาษา ม.6
2) ตวั อยางรายงานการประชุม
3) ใบงาน เร่ือง การเขียนรายงานการประชุม

แผนการจัดการเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูที่ ๕ เร่อื ง การเขยี น หนา 14
ใบงาน เร่อื ง การเขยี นรายงานการประชมุ

คำช้ีแจง ใหน กั เรียนเขยี นรายงานการประชุมลงในแบบฟอรมที่กำหนดให
รายงานการประชมุ

คร้ังที่ เดือน พ.ศ.
วัน

เวลา


ผูมาประชุม

ผไู มมาประชุม (ถา มี)
เร่ิมประชุมเวลา

วาระที่ 1 เร่ือง

วาระที่ 2 เร่อื ง

วาระที่ 3 เรอ่ื ง

วาระที่ 4 เรือ่ ง
เลิกประชุมเวลา

(.............................................................)
ผจู ดรายงานการประชุม

แผนการจัดการเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๕ เรอื่ ง การเขยี น หนา 15

แผนการจดั การเรียนรูที่ ๔
เรอ่ื ง การเขียนบันเทงิ คดี จำนวน ๒ คาบ
หนว ยการเรียนรทู ี่ ๕ เรื่อง การเขียนเพ่อื ส่ือสาร ช้ันมัธยมศกึ ษาปท่ี ๖
กลมุ สาระการเรยี นรูภาษาไทย วิชาภาษาไทย ๕ รหัสวิชา ท ๓๓๑๐๑
ครผู ูสอน นางสาวทิพมาศ ดนตรีพงษ

1. สาระท่ี ๑ การเขยี น

2. มาตรฐานการเรียนรู/ ตวั ช้วี ดั
ท 2.1 ม.4-6/4 ผลติ งานเขยี นของตนเองในรปู แบบตา งๆ

3. สาระสำคญั
บันเทิงคดีเปนงานเขียนที่แตงข้ึนโดยมุงใหความบันเทิงแกผูอานเปนสำคัญ ซ่ึงผูเขียนจะตองมีความรู

พื้นฐานเก่ยี วกบั บันเทงิ คดแี ละเขา ใจถงึ ลักษณะ ประเภท และองคประกอบของบันเทิงคดี

4. จดุ ประสงคก ารเรยี นรู
ดา นความรู (K)
๑. อธบิ ายลักษณะ ประเภท และองคประกอบของบนั เทิงคดีได
ดานทกั ษะ / กระบวนการ(P)
๑. ทักษะการเปรยี บเทยี บ ๓. ทักษะการสรางความรู
๒. ทักษะการวิเคราะห ๔. ทกั ษะการประเมิน
ดานคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค (A)
๑. มีวินยั 3. มงุ มัน่ ในการทำงาน
๒. ใฝเ รยี นรู 4. รักความเปนไทย

5. สาระการเรยี นรู
สาระการเรยี นรูแกนกลาง
การเขยี นส่อื สารในรูปแบบตา งๆ เชน บนั เทงิ คดี

6. กจิ กรรมการเรียนรู
ชว่ั โมงท่ี 1
๑. นกั เรยี นทำแบบทดสอบกอนเรยี น หนว ยการเรยี นรทู ่ี 4 เร่อื ง การเขยี นบนั เทงิ คดี
๒. นกั เรยี นตอบคำถามกระตนุ ความคดิ ขอ 1
๓. ครใู หนักเรยี นยกตวั อยา งบนั เทงิ คดที ่นี ักเรียนชน่ื ชอบ คนละ 1 เร่อื ง
๔. นกั เรียนตอบคำถามกระตนุ ความคิด ขอ 2
๕. ครูแบงนักเรียนเปนกลุม กลุมละ 3 คน คละกันตามความสามารถ คือ เกง ปานกลาง และ
ออน และกำหนดหมายเลขประจำตัวใหสมาชิกแตละคนในกลุมเปนหมายเลข 1-3

แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๕ เรอื่ ง การเขียน หนา 16

ตามลำดับ เรียกกลุมนี้วา กลุมบาน จากน้ันใหนักเรียนที่มีหมายเลขเดียวกันไปรวมกันเปน
กลุมใหม เรยี กวา กลุม ผูเชี่ยวชาญ
๖. นักเรียนตอบคำถามกระตนุ ความคดิ ขอ 3 คำถามกระตุนความคิด “บันเทิงคดี” นักเรียน
สามารถใหนิยามความหมายไดอยางไร(พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยใหอยูในดุลย
พินิจของครูผูสอน)นักเรียนคิดวาบันเทิงคดีมีลักษณะอยางไร (พิจารณาตามคำตอบของ
นักเรียน โดยใหอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน) การเขียนบันเทิงคดีแตละประเภทเหมือนหรือ
ตา งกันอยา งไร (พจิ ารณาตามคำตอบของนกั เรียน โดยใหอ ยใู นดุลยพนิ จิ ของครูผสู อน)
๗. ครูใหนักเรียนกลุมผูเชี่ยวชาญรวมกันศึกษาความรูพ้ืนฐานเกี่ยวกับบันเทิงคดี จากหนังสือ
เรยี น หนงั สอื คนควา เพ่มิ เติม และแหลงขอมลู สารสนเทศ ดงั น้ี
- กลมุ หมายเลข 1 ศึกษาความรูเ รือ่ ง ลกั ษณะและประเภทของบันเทงิ คดี
- กลุม หมายเลข 2 ศึกษาความรูเรื่อง องคป ระกอบของการเขียน บนั เทิงคดี
- กลมุ หมายเลข 3 ศึกษาความรเู รื่อง แนวทางการเขยี นบนั เทงิ คดี

แลวบนั ทกึ ความรทู ี่ไดจากการศกึ ษาลงในแบบบนั ทึกการอาน
๘. นกั เรียนกลมุ ผูเชย่ี วชาญรว มกันแสดงความคิดเหน็ เก่ียวกับเรอ่ื งทศี่ ึกษา โดยผลัดกนั ซักถาม

หากมขี อสงสัย และผลดั กนั อธบิ ายหรอื แลกเปล่ยี นความคิดเห็นจนสมาชกิ ในกลุม มคี วาม
เขา ใจชัดเจนตรงกัน
๙. นักเรียนกลุมผูเชี่ยวชาญแยกยายกันกลับเขาสูกลุมบาน แลวนำความรูที่ไดจากการศึกษามา
เลาใหเพ่ือนในกลุมบานฟง โดยผลัดกันซักถามหากมีขอสงสัยและผลัดกันอธิบายหรือ
แลกเปลี่ยนความคิดเหน็ จนสมาชิกในกลมุ มคี วามเขาใจชัดเจนตรงกัน
๑๐.ครูอธิบายความรูเพิ่มเติมและยกตัวอยางลักษณะและประเภทของบันเทิงคดี องคประกอบ
ของการเขียนบันเทิงคดี และแนวทางการเขียนบันเทิงคดีใหนักเรียนฟง โดยเปดโอกาสให
นักเรยี นซกั ถาม หากมขี อ สงสยั เพอ่ื ใหน ักเรียนมีความรูความเขา ใจมากย่ิงขนึ้
๑๑.นักเรียนตอบคำถามกระตนุ ความคิด คำถามกระตุนความคิดการเขียนบันเทิงคดีท่ีดี มีวิธีการ
อยางไร (ควรมีโครงเรื่องที่ชัดเจนและควรเขาใจถึงรายละเอียดอื่นๆ ที่เปนองคประกอบ
สำคัญใหอยางถองแท นอกจากนี้แลวควรอานบันเทิงคดีใหหลากหลายประเภท มีความคิด
ตางหรือนอกกรอบที่กำหนดไวเพื่อสรางสรรคผลงานท่ีแปลกใหม อานหนังสือ ติดตาม
ขา วสารและมีความรอบรใู นเร่ืองตางๆ เพอื่ ใชเ ปน ขอ มลู ในการเขยี นบนั เทงิ คดี )
๑๒.นกั เรยี นทำใบงาน เรอ่ื ง สรุปหลักการเขยี นบันเทิงคดี
๑๓.นักเรียนแตละกลุมยกตัวอยางบันเทิงคดีท่ีนักเรียนสนใจ กลุมละ เรื่อง แลววิเคราะหการ
เขียนบันเทิงคดีเร่ืองนั้นๆ วามีวิธีการเขียนอยางไร เพื่อเปนการแลกเปล่ียนความคิดเห็น
ภายในกลมุ เก่ยี วกับการเขยี นบนั เทิงคดี
๑๔.ครแู ละนักเรยี นรวมกันเฉลยคำตอบในใบงานที่ 1.1
๑๕.นักเรียนแตละกลุมนำเสนอผลการวเิ คราะหการเขยี นบันเทงิ คดีทหี่ นา ชนั้ เรยี น
๑๖.ครูและนักเรยี นรวมกนั สรปุ ความรูเ ร่ือง การเขียนบันเทงิ คดี
๑๗.นักเรียนตอบคำถามกระตุนความคิดคำถามกระตุนความคิดนักเรียนมีแนวทางหรือวิธีการ
เขียนบันเทิงคดีอยางไร(พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยใหอยูในดุลยพินิจของ
ครผู สู อน)

แผนการจดั การเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท่ี ๕ เรือ่ ง การเขียน หนา 17

ชวั่ โมงท่ี 2 เร่ืองที่ 2 การเขยี นเรือ่ งสั้น
๑. นักเรยี นรวมกลมุ เดิม (จากเรื่องที่ 1) แลวใหแตล ะคนอา นตัวอยางเรอื่ งสน้ั ในหนังสือเรียน
หรอื หนังสอื ท่ีไดร บั รางวัล และเขารอบเรือ่ งส้นั ซไี รต จากน้ันใหแ ตล ะกลุมรว มกนั แสดงความ
คดิ เห็นเกี่ยวกบั เรื่องสนั้ ท่ีอา น
๒. ครอู ธิบายลกั ษณะเร่ืองสั้น ประเภทเร่ืองสั้น ใหนักเรียนเขาใจ
๓. นกั เรียนศกึ ษาความรเู กี่ยวกบั ตวั อยางการเขียนบันเทงิ คดปี ระเภทเรอื่ งสนั้ เรื่องเพลงใบไม
จากหนงั สอื เรียน
๔. ครเู ปดโอกาสใหนักเรยี นสอบถามปญหาหรือขอสงสยั เกีย่ วกับการเขยี นเรื่องส้นั
๕. ครแู ละนักเรียนรว มกนั วเิ คราะหลักษณะเรื่องสนั้ และประเภทของเรื่องส้ัน จากตัวอยา งการ
เขียนบนั เทงิ คดีประเภทเร่ืองสัน้ แลว ทำใบงาน เร่อื ง วิเคราะหอ งคป ระกอบเรื่องสั้น
๖. ครใู หนกั เรยี นแตละคนเขียนเรอ่ื งส้ัน 1 เรอื่ ง ในประเดน็ ท่ีสนใจลงในใบงาน เรอ่ื ง เรื่องส้ันใน
ใจ เมอ่ื เขียนเสร็จแลวใหนำไปแลกกบั เพอ่ื นในชั้นเรียนเพ่ือใหว ิพากษวิจารณงานเขียน เสรจ็
แลว นำสง ครูตรวจ
๗. นักเรียนฝกเขยี นเร่ืองส้ัน 1 เรอ่ื ง ในประเด็นทีส่ นใจ จากนั้นนำงานเขยี นของตนเองไป
แลกเปลย่ี นกบั เพอื่ นในกลุม ผลัดกนั วิพากษวิจารณงานเขยี นของแตล ะคน
๘. ครูสมุ นักเรียนประมาณ 5-6 คน ออกมานำเสนอผลงานการเขยี นเรือ่ งสน้ั ใหเพื่อนและครูฟง
ครูตรวจสอบความถูกตอง
๙. ครมู อบหมายใหน ักเรียนแตละกลมุ นำเร่ืองส้นั ท่ีตนเองเขยี น มาจดั ทำหนังสอื รวมเร่ืองส้ันวัย
เรยี น โดยใหค รอบคลุมประเด็นตามที่กำหนด
๑๐.นกั เรียนทำแบบทดสอบหลงั เรียน หนว ยการเรียนรทู ี่ 4 เรอ่ื ง การเขยี นบันเทงิ คดี

๗. การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู

วิธกี าร เครื่องมือ เกณฑ
ใบงาน รอยละ 60 ผา นเกณฑ
ตรวจใบงาน ใบงาน รอยละ 60 ผานเกณฑ
ตรวจใบงาน แบบประเมินการนำเสนอผลงาน ระดับคณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
ประเมินการนำเสนอผลงาน แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบุคคล ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สังเกตพฤติกรรมการทำงานรายบคุ คล แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุม ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานกลมุ แบบประเมนิ คุณลกั ษณะอันพึงประสงค ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สังเกตความมีวินัย ใฝเรียนรู และมงุ มน่ั ใน
การทำงาน แบบทดสอบหลังเรยี น รอ ยละ 60 ผานเกณฑ
ตรวจแบบทดสอบหลังเรียน

แผนการจัดการเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท่ี ๕ เร่ือง การเขียน หนา 18

๘. สื่อการเรียนรูหรือแหลงการเรียนรู
สอื่ การเรยี นรู
1)หนงั สือเรียน ภาษาไทย : หลกั ภาษาและการใชภาษา ม.6
2)หนงั สอื คน ควา เพ่มิ เตมิ
(1) ดาวสิบดวง : เรอ่ื งสั้นชนะการประกวดรางวัล "สุภาว เทวกุล" ประจำป 2538.
(2540). กรุงเทพฯ : สมาคมนักเขียนแหง ประเทศไทย.
(2) ถวัลย มาศจรสั . (2545). เรื่องสัน้ และการเขียนเรื่องส้นั . กรงุ เทพฯ : ธารอกั ษร.
(3) พัฒจริ า จนั ทรดำ. (2547). การอานและการวิจารณเรื่องส้ัน. กรุงเทพฯ : สถาพรบุคส.
(4) วาณชิ จรุงกจิ อนนั ต. (2538). ศาสตรแหงเรอื่ งส้ันและนิยาย. กรงุ เทพฯ : รุงเรอื งสาสน
การพมิ พ.
3) หนังสอื ท่ไี ดร ับรางวลั และเขา รอบเรื่องสั้นซีไรต
4)ใบงาน
แหลง การเรียนรู
1)หอ งสมุด
2)แหลงขอมลู สารสนเทศ
- http:// www.thaiwriterassociation.org/
- http:// www.sakulthai.com/ruengson/ruengson2463.asp

แผนการจัดการเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท่ี ๕ เร่อื ง การเขียน หนา 19

แบบทดสอบกอนเรียน-หลังเรียน

คำช้ีแจง ใหนักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงขอเดียว
1. งานเขียนประเภทบันเทิงคดีควรมีลักษณะตรงกับขอใด 5. เร่ืองส้ันเรื่องแรกของไทยคือเรื่องใด
ก. งานเขียนที่มุงใหความรูโดยสอดแทรกความบันเทิง จ. ศัตรูของเจาหลอน
ใหแกผูอาน ฉ. ความไมพยาบาท
ข. งานเขียนที่มุงสงเสริมสติปญญาและขอคิดคติ ช. ละครแหงชีวิต
เตือนใจใหแกผูอาน ซ. สนุกนิ์นึก
ค. งานเขียนที่มุงใหความบันเทิงและมีการใชถอยคำ 6. เร่ืองส้ันเรื่องใดท่ีไดรับรางวัลซีไรตประจำป 2554
เหมาะกับเนื้อเรื่อง ก. กระดูกของความลวง
ง. งานเขียนที่มุงเนนการเลือกสรรถอยคำใหสละสลวย ข. เราหลงลืมอะไรบางอยาง
เพ่ือสรางบรรยากาศ ค. ภาพยนตรที่ถายทำตลอดชีวิต
2. การเขียนบันเทิงคดีควรมีองคประกอบพื้นฐานสำคัญใน ง. แดดเชารอนเกินกวาจะน่ังจิบกาแฟ
เรื่องใด 7. ขอใดไมใชองคประกอบของเรื่องส้ัน
ก. มีการลำดับเรื่องโดยการเลายอนหลังเพื่อใหเรื่อง ก. การเปดเรื่อง แนวคิดสำคัญ
ชวนติดตาม ข. โครงเร่ือง บทสนทนา
ข. เวลาและสถานที่ควรสัมพันธกับเนื้อเรื่องเพื่อ ค. ชื่อเรื่อง แกนเรื่อง
ความสมจริง ง. ฉาก ตัวละคร
ค. ช่ือเรื่องและเนื้อเรื่องไมจำเปนตองสัมพันธกัน 8. การวางโครงเรื่อง (Plot) ที่ดีควรมีลักษณะอยางไร
ง. ภาษาเปนเพียงบทสนทนาที่สมมติขึ้นเทาน้ัน ก. บทสนทนาโตตอบและบทบรรยายท่ีชวนใหสงสัย
3. งานเขียนขอใดไมใชบันเทิงคดี ข. มีขอขัดแยงโดยผูกปมใหซอนกันกอนจะคลี่คลาย
ก. อนุทิน ค. ช่ือตัวละครมาสรางปมขัดแยงของเรื่อง
ข. นิทาน ง. ควรดำเนินเรื่องราบเรียบตลอดท้ังเรื่อง
ค. บทเพลง 9. ขอใดไมใชการปดเรื่องที่ดี
ง. หัสนิยาย ก. ปดเรื่องโดยทำใหผูอานประหลาดใจและ
4. ขอใดเปนลักษณะของเรื่องสั้น คาดไมถึง
ก. ความยาวของเร่ืองไมจำกัดขึ้นอยูกับการดำเนิน ข. ปดเรื่องดวยการส้ินหวังและโศกสลด
เรื่องเปนหลัก ค. ปดเรื่องโดยคลี่คลายเร่ืองกระจางชัด
ข. ตัวละครมีหลายตัวและแตละตัวมีพัฒนาการไป ง. ปดเรื่องดวยคำถามที่คางคาใจผูอาน
ตามลำดับเวลา
ค. การดำเนินเร่ืองรวดเร็ว กระชับ และมีปมขัดแยง 10. ขอใดเปนวิธีการสรางตัวละครในเรื่องส้ัน
ในเรื่อง ก. ตัวละครควรมาจากเรื่องจริงในสังคม
ง. มีบทพรรณนาและบรรยายใหรายละเอียดชัดเจน ข. ตัวละครสำคัญควรมีเพียง 1-2 ตัวเทานั้น
5. เร่ืองสั้นเร่ืองแรกของไทยคือเรื่องใด ค. ต้ังชื่อตัวละครใหมีนัยทางความหมาย
ก. ศัตรูของเจาหลอน ง. ลักษณะนิสัยหลากหลายปรับตามสถานการณ
ข. ความไมพยาบาท
ค. ละครแหงชีวิต
ง. สนุกนิ์นึก

1. ค 2. ข 3. ก 4. ค 5. ง

6. ง 7. ก 8. ข 9. ค 10. ข

แผนการจัดการเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๕ เรื่อง การเขยี น หนา 20

แผนการจดั การเรียนรูท ่ี ๕
เรอ่ื ง การประเมินคุณคา งานเขยี น จำนวน ๔ คาบ
หนวยการเรียนรูที่ ๕ เรอ่ื ง การเขยี นเพอ่ื สอื่ สาร ชนั้ มธั ยมศึกษาปท ี่ ๖
กลมุ สาระการเรยี นรูภ าษาไทย วิชาภาษาไทย ๕ รหสั วิชา ท ๓๓๑๐๑

ครผู ูสอน นางสาวทิพมาศ ดนตรพี งษ

1. สาระท่ี ๑ การเขยี น

2. มาตรฐานการเรยี นร/ู ตวั ชีว้ ัด
ท 2.1 ม.4-6/5 ประเมินงานเขยี นของผูอืน่ แลวนำมาพัฒนางานเขยี นของตนเอง

3. สาระสำคัญ
การประเมินคุณคาเรื่องสั้นและการประเมินคุณคากวีนิพนธ เปนการศึกษาวิเคราะหงานเขียนทั้งดาน

แนวคิด การใชภาษา กลวิธีการแตง รวมถึงคุณคาท่ีไดรับจากงานเขียน เพ่ือนำไปใชประเมินงานเขียนท่ีได
อาน และนำไปใชพ ัฒนางานของตนเอง

4. จดุ ประสงคก ารเรยี นรู
ดานความรู (K)
ประเมนิ คุณคา งานเขียนในดานตา งๆ เชน แนวคดิ ของผูเขียน การใชถอ ยคำ การเรียบเรียง
สำนวนโวหาร กลวิธใี นการเขยี น
ดานทักษะ / กระบวนการ(P)
๑. ทกั ษะการเปรยี บเทยี บ ๓. ทกั ษะการสรางความรู
๒. ทกั ษะการวเิ คราะห ๔. ทักษะการประเมนิ
ดานคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค (A)
๑. มวี นิ ยั 3. มุง มัน่ ในการทำงาน
๒. ใฝเ รยี นรู 4. รักความเปนไทย

5. สาระการเรียนรู
สาระการเรียนรแู กนกลาง
การประเมนิ คุณคา งานเขยี นในดา นตางๆ เชน แนวคดิ ของผเู ขียน การใชถอ ยคำ การเรียบเรยี ง
สำนวนโวหาร กลวธิ ีในการเขียน

6. กิจกรรมการเรียนรู
ชัว่ โมงที่ 1 – ๒ เรอ่ื งท่ี 1 การประเมินคุณคาเรื่องส้ัน
๑. ครูแบงนักเรียนเปนกลุม กลุมละ 4 คน คละกันตามความสามารถ จากนั้นใหแตละกลุมอาน
ตวั อยางเรอื่ งสน้ั จากเอกสารประกอบการสอน
๒. ครูสุมเรียกนักเรียน 2-3 กลุม ออกมานำเสนอแนวทางการประเมินคุณคาเรื่องส้ัน โดยเพื่อน
นักเรยี นรว มกนั แสดงความคิดเหน็ และครใู หขอเสนอแนะ

แผนการจดั การเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ี่ ๕ เรือ่ ง การเขียน หนา 21

๓. นักเรียนแตละกลุมจับคูกันเปน 2 คู ใหแตละคูรวมกันศึกษาความรูเรื่อง การประเมินคุณคาเร่ือง
ส้นั จากหนงั สือเรียน

๔. นักเรียนแตละคูนำความรูที่ไดจากการศึกษามาอธิบายใหเพื่อนอีกคูหนึ่งภายในกลุมฟง ผลัดกัน
ซักถามหากมีขอสงสัย และผลัดกันอธิบายจนทุกคนมีความเขาใจชัดเจนตรงกัน แลวรวมกันสรุป
ความรเู กย่ี วกบั การประเมินคุณคา เรือ่ งส้นั

๕. นักเรียนแตละกลุมชวยกันทำใบงานท่ี 1.1 เรื่อง สรุปความรูการประเมินคุณคาเรื่องสั้น แลวสง
ตัวแทนกลุมออกมานำเสนอใบงานท่ี 1.1 หนาชั้นเรียน โดยครูและเพื่อนรวมกันตรวจสอบความ
ถกู ตอ ง

๖. ครูใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันสืบคนขอมูลเกี่ยวกับเร่ืองส้ันตามความสนใจ แลวนำขอมูลมา
ประเมินคา เร่อื งสัน้ ลงในใบงาน เร่อื ง ประเมนิ คุณคาเร่อื งสัน้

๗. ครูสุมเรียกนักเรียนแตละกลุมออกมานำเสนอผลงานในใบงาน โดยครูและเพื่อนนักเรียนเปนผู
ตรวจสอบความถูกตองและใหขอเสนอแนะ จากน้ันครูและนักเรียนรวมกันสรุปความรูเรื่อง การ
ประเมนิ คณุ คาเรือ่ งสัน้

ชั่วโมงท่ี ๓-๔ เรอื่ งท่ี 2 การประเมินคณุ คากวีนิพนธ
๑. ครูสนทนากับนักเรียนเก่ียวกับกวีนิพนธหรือวรรณกรรมประเภทรอยกรองที่นักเรียนชื่นชอบ
หรือสนใจ จากนั้นครูสุมเรียกนักเรียน 4-5 คน ออกมาอธิบายเกี่ยวกับแนวทางการประเมิน
คุณคา กวีนิพนธห รือวรรณกรรมประเภทรอยกรอง ทต่ี นเองชน่ื ชอบหรอื สนใจ
๒. นักเรียนรวมกลุมเดิม (จากเร่ืองที่ 1) แลวรวมกันศึกษาคนควาเกี่ยวกับการประเมินคุณคากวี
นพิ นธ จากหนังสือเรียน หนังสือคน ควาเพม่ิ เตมิ หอ งสมุด และแหลง ขอ มลู สารสนเทศ
๓. นักเรยี นแตละกลุม ชวยกันสรปุ การประเมินคณุ คากวนี ิพนธ จัดทำเปนแผนผังความคิด
๔. นกั เรียนแตล ะกลมุ ชวยกันทำใบงาน เร่ือง สรุปความรกู ารประเมนิ คณุ คากวีนพิ นธ
๕. นกั เรยี นแตละคนนำผลงานในใบงาน มาสนทนาแลกเปลี่ยนความรูก นั ภายในกลมุ แลวชวยกัน
สรปุ เปนผลงานของกลุม
๖. ตัวแทนของแตละกลุมออกมานำเสนอผลงานท่ีหนาช้ันเรียน จากนั้นครูอภิปรายเกี่ยวกับการ
นำเสนอผลงานของแตล ะกลมุ แลว ชวยกันจดั ระเบยี บขอ มูล
๗. นักเรียนแตละกลุมเขียนสรปุ ขอมูลสงครูเพื่อคัดเลือกผลงานดเี ดน จากน้ันนำผลงานท่ีคัดเลือก
มาตดิ ปายนเิ ทศ เพื่อเปนตวั อยา ง
๘. นักเรียนแตละคนเลือกอานกวีนิพนธตามความสนใจ แลวทำใบงาน เรื่อง ประเมินคุณคากวี
นพิ นธ
๙. ครูมอบหมายใหนักเรียนแตละกลุมจัดทำบทความวิจารณเรื่องสั้นและกวีนิพนธ โดยให
ครอบคลมุ ประเดน็ ตามที่กำหนด
๑๐. นักเรียนทำแบบทดสอบหลงั เรยี น หนวยการเรยี นรทู ี่ 5 เรอ่ื ง การประเมนิ คณุ คางานเขยี น

แผนการจัดการเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ี่ ๕ เรอ่ื ง การเขียน หนา 22

๗. การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู

วิธกี าร เครื่องมอื เกณฑ
ใบงาน รอ ยละ 60 ผา นเกณฑ
ตรวจใบงาน ใบงาน รอยละ 60 ผานเกณฑ
ตรวจใบงาน แบบประเมินการนำเสนอผลงาน ระดับคณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ประเมินการนำเสนอผลงาน แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานรายบุคคล ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบคุ คล แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุม ระดับคณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานกลุม แบบประเมนิ คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สงั เกตความมวี นิ ยั ใฝเ รยี นรู และมงุ มนั่ ใน
การทำงาน แบบทดสอบหลังเรยี น รอ ยละ 60 ผานเกณฑ
ตรวจแบบทดสอบหลังเรยี น

๘. ส่ือการเรยี นรูหรือแหลงการเรียนรู
ส่อื การเรียนรู
1)หนงั สอื เรียน ภาษาไทย : หลกั ภาษาและการใชภ าษา ม.6
2)หนงั สือคน ควา เพิ่มเติม
(1) เจตนา นาควัชระ และคนอน่ื ๆ. (2546). กวีนพิ นธนานาชาติ : การศกึ ษาเชิงวจิ ารณ.
กรุงเทพฯ : คมบาง.
(2) ดาวสบิ ดวง : เรือ่ งสน้ั ชนะการประกวดรางวลั "สุภาว เทวกุล" ประจำป 2538.
(2540). กรงุ เทพฯ : สมาคมนักเขยี นแหง ประเทศไทย.
(3) บารต ส, โรลอ็ งด. (2551). มายาคติ. กรงุ เทพฯ : คบไฟ.
(4) พฒั จริ า จันทรด ำ. (2547). การอานและการวจิ ารณเ ร่อื งสัน้ . กรงุ เทพฯ : สถาพรบุคส.
(5) มองขา มบานักเขียน : เร่ืองสัน้ ไทยในทัศนะนักวิจารณ. (2547). กรงุ เทพฯ : ชมนาด.
(6) ร่นื ฤทัย สัจจพนั ธ.ุ (2547). พลงั การวจิ ารณ : วรรณศลิ ป. กรุงเทพฯ : ประพันธสาสน .
(7) รนื่ ฤทัย สจั จพนั ธ.ุ (2549). สนุ ทรยี รสแหงวรรณคด.ี กรงุ เทพฯ : ณ เพชรสำนกั พิมพ.
(8) สจุ ติ รา จงสถิตยว ฒั นา. (2549). เจมิ จันทนกงั สดาล : ภาษาวรรณศลิ ปใ นวรรณคดี
ไทย. กรุงเทพฯ : โครงการเผยแพรผลงานวชิ าการ คณะอกั ษรศาสตร จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย.
3) เอกสารประกอบการสอน
4)ใบงาน
แหลง การเรียนรู
1) หอ งสมดุ
2) แหลง ขอ มลู สารสนเทศ
- http://edltv.thai.net
- https://sites.google.com/site/reportofstudysubjects
- http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/เรอ่ื งส้ัน

แผนการจดั การเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ี่ ๕ เรือ่ ง การเขียน หนา 23

แบบทดสอบกอนเรียน-หลังเรียน

คำช้ีแจง ใหนักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงขอเดียว

1. ขอใดไมใชการประเมินคณุ คา งานเขียน 6. ขอใดไมใ ชรปู แบบของวธิ กี ารทีผ่ แู ตง ใชเพ่ือเลาเรื่อง
ก. เปน การตัดสินคุณคางานเขยี น เหตุการณ
ข. เปน การวิเคราะหแยกแยะรายละเอียดเรื่องท่ีอา น ก. การดำเนินเรอ่ื งแบบสลบั ไปมา
ค. เปน การพจิ ารณางานอยางมีวจิ ารณญาณและมีเหตผุ ล ข. การดำเนนิ เรอื่ งทวนเขม็ นาิกา
ง. เปนการใชความรูส กึ และความคดิ เหน็ สวนตวั วิจารณง าน ค. การดำเนนิ เรอื่ งตามเขม็ นาิกา
ง. การดำเนนิ เร่ืองโดยคำนงึ ถงึ แกน เร่ือง
2. การประเมินคณุ คา งานเขยี น ควรพจิ ารณาถึงประเดน็ ใด
เปนสำคญั 7. ขอใดไมใชประเดน็ ของการศึกษาความงามดานการประพันธ
ก. วธิ กี ารเปด และปด เรอ่ื ง ก. กลวธิ ี ข. เนื้อหา
ข. สาระสำคญั หรือแนวคิดของผเู ขียน ค. ภาพพจน ง. การจัดวางคำ
ค. ประสบการณและความรูของผูเ ขยี น
ง. วตั ถุดบิ ทใี่ ชเ ปนขอมูลในการเขยี นเร่ือง 8. ขอใดกลา วถงึ การประเมนิ คณุ คา เร่อื งส้นั ไมถูกตอง
ก. พิจารณาความสมเหตุสมผลในการนำเสนอ
3. แกน เรือ่ งเปรียบเสมือนหัวใจของเร่ืองเพราะเหตุใด ข. พจิ ารณาเฉพาะองคประกอบของเร่อื งสั้นใหค รบถวน
ก. เพราะแกนเรอื่ งชว ยกำหนดแนวคิดของผเู ขยี น ค. นำประวัติของผูเ ขยี นพิจารณาและประเมินงานเขียน
ข. เพราะแกนเรอ่ื งชว ยควบคุมเนอ้ื หาของแกนเรื่อง ง. พิจารณาภาษาที่ใชว ามีลลี าเฉพาะและเหมาะกับเน้ือเรอ่ื ง
ค. เพราะแกนเรอ่ื งชวยในการวางโครงเร่ืองและ
องคป ระกอบอ่ืนๆ 9. การประเมินคุณคากวีนิพนธค วรใชห ลกั เกณฑใ นขอ ใด
ง. เพราะแกน เรื่องชว ยใหผอู านทราบไดว า ผเู ขยี น ก. ความถูกตองดานฉันทลกั ษณเ ปน หลัก
ตองการส่อื ถงึ เรือ่ งใด ข. คณุ คา ของกวนี ิพนธและกลวิธีการประพันธ
ค. การนำเสนอทรรศนะและความงามของบทกวี
4. การใชถ อ ยคำท่ีมีช้นั เชงิ อยางมีศลิ ปะและมีนัยทาง ง. การสรางจินตนาการและการแสดงตัวตนของกวี
ความหมายแฝงอยูหมายถึงส่ิงใด
ก. โวหาร ข. จินตภาพ 10.วิธีการประเมนิ คุณคา กวนี ิพนธท ถี่ ูกตองคือขอใด
ค. อตั ลกั ษณ ง. ภาพพจน ก. น้ำเสียงและอารมณข องกวที ี่ซอ นอยูในกวนี พิ นธ
ข. การรอยเรียงเนื้อหาใหตอเน่ืองต้ังแตต นจนจบ
5. ขอ ใดเปนประเดน็ ของการประเมินคุณคา เร่ืองสน้ั ค. ปฏภิ าณของกวีที่ใชคำซำ้ หลายแหง ภายในบท
ก. แนวคดิ กลวธิ ีการนำเสนอ การใชภ าษา คุณคาของเร่อื ง ง. ความสรา งสรรคใ นการนำเสนอคำประพนั ธแบบใหมๆ
ข. การตัง้ ชือ่ เรอื่ ง แกนเรื่อง สำนวนภาษา การเลา เรื่อง
ค. โครงเรื่อง บทสนทนา ขอคิดของเรือ่ ง บรรยากาศ
ง. ลกั ษณะตัวละคร วธิ กี ารดำเนนิ เรอ่ื ง ฉาก เนือ้ หา

1. ง 2. ข 3. ค 4. ก 5. ก

6. ง 7. ข 8. ค 9. ข 10. ก


Click to View FlipBook Version