แผนการจัดการเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูที่ ๒ เรื่อง ไตรภมู พิ ระรวง หนา 18
6. ตามความเช่อื ท่ปี รากฏในตอน มนสุ สภูมิ ทารกทีม่ าจากนรกและสวรรค เมื่อคลอดออกมาจากครรภม ารดา
แลวจะแสดงลักษณะตา งกันอยางไร
ทารกที่มาจากนรก เม่ือคลอดออกมา ตวั ของทารกจะรอน ดงั ทบ่ี ทประพันธกลา ววา “คนผใู ดจากแต
นรกมาเกิดจั้น เมือ่ คลอด ออกตนกมุ ารนน้ั รอน” ทารกที่มาจากสวรรค เมอ่ื คลอดออกมา ตัวของทารกจะเย็น
ดงั ท่บี ทประพนั ธกลา ววา “คนผจู ากแตส วรรคล งมาเกิดน้นั เมื่อจะคลอดออก ตนกุมารน้ันเยน็ เย็นเนอื้ เยน็ ใจ”
7. ชว งทที่ ารกกำลังจะคลอดออกจากครรภมารดา แตไมสามารถคลอดออกมาได ทารกมีความรูสกึ อยางไร
เจ็บปวดทรมาน ดังท่บี ทประพนั ธก ลาววา “เม่อื กุมารนัน้ คลอดออกจากทองแม ออกแลไปบม พิ น ตน
ตนเยน็ นั้นแลเจบ็ เน้ือเจ็บตนนักหนา”
8. ทารกท่มี าเกิดเปนพระปจ เจกพทุ ธเจา พระอรหนั ตห รือพระอัครสาวกของพระพทุ ธเจา มลี ักษณะพเิ ศษ
อยา งไรบาง
......มลี กั ษณะพิเศษคือ ขณะทปี่ ฏิสนธแิ ละอยูในครรภม ารดา จะมสี ตริ ตู ัวอยูตลอดและไมเ กิดความหลง ดังท่ี
บทประพันธกลาววา “เมือ่ ธ แรกมาเอาปฏสิ นธิน้นั กด็ ี เมื่อ ธ อยูในทองแมนั้นก็ดี แลสองสง่ิ น้ีเมื่ออยูในทองแม
นน้ั บหอนจะรหู ลงแลยังคำนึงรูอยทู ุกอัน”
9. ทารกที่อยูในครรภม ารดาเพียง 7 เดือน แลว ก็คลอดออกมา จะมีลกั ษณะอยา งไร
ออ นแอ ไมแข็งแรง ดังทบ่ี ทประพนั ธก ลาววา “คนผใู ดอยูในทอ งแม 7 เดอื นแลคลอดนั้น แมเ ลีย้ ง
เปน คนกด็ ี บม ิไดกลาแข็ง บมทิ นแดดทนฝนไดแ ล”
10. จากเรอื่ ง ไตรภมู ิพระรว ง ตอนมนสุ สภูมิ ความตอนหนึ่งวา “บเ รม่ิ ดงั่ ทา นผจู ะออกมาเปนพระปจ เจกโพธิเจาก็
ดผี จู ะมาเกิดเปนลกู พระพุทธเจา กด็ ี คำนึงรูสึกตนแลบม ิหลงแตส องสง่ิ น้ีคือ เมื่อจะเอาปฏิสนธแิ ลอยูในทอ งแม
น้ันไดแ ล เมือ่ จะออกจากทองแมน ้ันยอ มหลงดจุ คนทัง้ หลายนแ้ี ล สว นวา คนท้งั หลายน้ีไสรย อ มหลงท้ัง 3 เม่ือ
ควรอ่มิ สงสารแล” คำวา “ท้ัง 3 เม่อื ” ในขอความขา งตน หมายถงึ เม่ือใดบาง
คำวา “ท้งั 3 เม่ือ” หมายถงึ เม่ือปฏิสนธิ เมอื่ อยูในทองแม และเม่ือคลอดออกจากทองแม
แผนการจดั การเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๒ เร่อื ง ไตรภมู ิพระรวง หนา 19
แผนการจัดการเรียนรทู ี่ ๓
เรื่อง คณุ คา ดา นวรรณศลิ ปแ ละการใชโ วหาร จำนวน ๒ คาบ
หนวยการเรียนรูท่ี ๒ เรื่อง ไตรภูมพิ ระรวง ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที่ ๖
กลุมสาระการเรยี นรภู าษาไทย วิชาภาษาไทย ๕ รหัสวิชา ท ๓๓๑๐๑
ครผู ูส อน นางสาวทิพมาศ ดนตรพี งษ
1. สาระที่ ๕ วรรณคดแี ละวรรณกรรม
2. มาตรฐานการเรียนรู/ตัวชวี้ ัด
ท ๕.๑ เขา ใจและแสดงความคดิ เหน็ วิจารณวรรณคดแี ละวรรณกรรมไทยอยางเห็นคณุ คา และนำมา
ประยกุ ตใ ชในชวี ติ จรงิ
ม.4-6/1 วเิ คราะหและวิจารณว รรณคดีและวรรณกรรมตามหลกั การวิจารณเบื้องตน
ม.4-6/3 วเิ คราะหแ ละประเมินคณุ คา ดานวรรณศลิ ปของวรรณคดีและวรรณกรรมในฐานะทเี่ ปน มรดก
ทางวฒั นธรรมของชาติ
3. สาระสำคัญ
การศึกษาเรื่อง ไตรภูมิพระรวง ตอนมนสุ สภมู ิ ตองอธบิ ายลักษณะและคณุ คา ดานวรรณศิลปและ
โวหารตามหลกั การวิจารณเ บ้ืองตน
4. จุดประสงคการเรียนรู
ดา นความรู (K)
1. อธิบายลักษณะทางวรรณศิลปแ ละโวหารชนิดตางๆ ได
2. วิเคราะหและประเมนิ คณุ คาดานวรรณศลิ ปจ ากเร่ือง ไตรภูมิพระรว ง ตอนมนุสสภูมิได
ดา นทักษะ / กระบวนการ(P)
1. ทักษะการเปรียบเทยี บ ๓. ทักษะการสรา งความรู
2. ทักษะการวิเคราะห ๔. ทักษะการประเมิน
ดา นคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค (A)
1. มีวนิ ัย 3. มงุ ม่นั ในการทำงาน
2. ใฝเรยี นรู 4. รักความเปนไทย
๕. สาระการเรยี นรู
สาระการเรยี นรูแกนกลาง
1. หลักการวเิ คราะหแ ละวจิ ารณวรรณคดแี ละวรรณกรรมเบื้องตน
- การวเิ คราะหแ ละการวิจารณว รรณคดีและวรรณกรรม
2. การวเิ คราะหและประเมนิ คุณคาวรรณคดีและวรรณกรรม
- ดานวรรณศิลป
แผนการจดั การเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท่ี ๒ เรือ่ ง ไตรภูมพิ ระรวง หนา 20
๖. กิจกรรมการเรียนรู
วิธีสอนโดยเนนกระบวนการ : กระบวนการกลุมช่ัวโมงท่ี 1
ข้นั ท่ี 1 มีผนู ำและมีการแบง หนาที่รบั ผดิ ชอบ
๑. ครใู หนักเรียนแตล ะกลุม (กลุมเดิมจากแผนการจดั การเรียนรูท่ี 1) เลือกผูนำกลุม และเลขานกุ ารกลมุ
ครูเนนย้ำใหส มาชกิ ทกุ คนในกลุม รว มมือกันในการทำกิจกรรม
ครูใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันอภิปรายความรูเกี่ยวกับลักษณะทางวรรณศิลปและโวหารชนิดตางๆ
ทเ่ี คยไดเรียนมา เพอื่ ทบทวนความรูเดิมของนักเรียน แลว ครูสุมนกั เรียนแตละกลุมออกมานำเสนอผล
การอภิปราย โดยครูและเพ่อื นกลมุ อน่ื รวมกันแสดงความคดิ เห็นเพิ่มเติม
๒. นกั เรยี นตอบคำถามกระตุนความคิด
คำถามกระตุน ความคิด การวิจารณคุณคา ดา นวรรณศลิ ปในงานเขยี นประเภทรอยกรองกับประเภท
รอยแกวมีความแตกตางกันหรือไม อธิบายเหตุผล (ไมแตกตางกัน โดยจะพิจารณาจากการใชภาษา
เชน การใชถอ ยคำ โวหารตา งๆ วา มคี วามไพเราะหรือไม ทง้ั เสยี งและการสอ่ื ความหมาย)
ขั้นที่ 2 วางแผน
๖. ครูใหนักเรียนแตละกลุมชวยกันวางแผนและกำหนดขอบเขตในการศึกษาความรูเรื่อง คุณคาดาน
วรรณศิลปและการใชโวหารชนิดตางๆ ในเรื่อง ไตรภูมิพระรวง ตอน มนุสสภูมิ จากหนังสือเรียน
หนังสือคน ควาเพมิ่ เติม หอ งสมดุ และแหลงขอ มลู สารสนเทศ
ข้ันท่ี 3 ปฏิบัตติ ามแผน
๑. นักเรียนแตละกลุมรวมกันศึกษาความรูตามแผนที่ไดวางไว จากหนังสือเรียน หนังสือคนควาเพิ่มเตมิ
หองสมุด และแหลงขอ มลู สารสนเทศ แลว บันทกึ ความรทู ไี่ ดล งในแบบบนั ทกึ การอา น
๒. ครูสุมนักเรียนอธิบายลักษณะและคุณคาดานวรรณศิลป และการใชโวหารชนิดตางๆ ในเรื่อง ไตรภูมิ
พระรวง ตอนมนุสสภูมิ เปน รายกลุม โดยครแู ละเพ่ือนกลุมอ่ืนรว มกันแสดงความคดิ เหน็ เพ่มิ เติม
๓. นักเรียนแตละกลุมชวยกันทำใบงาน เรื่อง ศิลปโวหารและภาษากวี ตอนมนุสสภูมิ แลวชวยกัน
ตรวจสอบความถูกตอง
๔. นกั เรียนตอบคำถามกระตนุ ความคิด
คำถามกระตุนความคิด เร่อื ง ไตรภูมพิ ระรวง ตอนมนสุ สภูมิ ปรากฏการใชโวหารประเภทใดเดนชัด
ทส่ี ุด (การใชบ รรยายโวหารทใ่ี ชอ ุปมาโวหารประกอบเพอื่ บรรยายภาพและยกตัวอยา งใหเห็นชัดเจน)
ชวั่ โมงท่ี 2
ขั้นที่ 4 ประเมนิ ผลการปฏบิ ัตงิ าน
๑. นักเรียนแตละกลุมสงตัวแทนออกมานำเสนอผลงานในใบงาน หนาชั้นเรียน โดยครูและเพือ่ นกลุมอนื่
ชว ยกันตรวจสอบความ ถกู ตอ ง และใหขอเสนอแนะ
๒. นกั เรียนตอบคำถามกระตุน ความคดิ
คำถามกระตุนความคิด เพราะเหตุใด กวีผูประพันธเรื่อง ไตรภูมิ- พระรวง จึงนิยมใชการย้ำคำ
ซ้ำความในการแตง (เพอื่ สรา งเสียงและจังหวะอันไพเราะ และเพือ่ ยำ้ ความหมายใหชัดเจน ทำใหผูฟง
เขาใจความหมายไดช ัดเจน เนอ่ื งจากสมัยกอ นคนเสพวรรณคดีผานการฟงไมใ ชการอา น)
แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๒ เรอื่ ง ไตรภมู ิพระรว ง หนา 21
ข้นั ท่ี 5 ปรับปรุงและพฒั นา
๑. นักเรยี นแตละกลมุ รวมกันปรับปรุงและพฒั นาผลงานในใบงานที่ 3.1ใหถกู ตอ งสมบูรณ
๒. ครูและนักเรียนรวมกันสรุปความรูเรื่อง คุณคาดานวรรณศิลปและการใชโวหารชนิดตางๆ ในเรื่อง
ไตรภมู พิ ระรวง ตอนมนุสสภมู ิ
๓. นกั เรียนตอบคำถามกระตุนความคดิ
คำถามกระตุนความคิด นักเรียนประทับใจบทประพันธตอนใดของเรื่อง ไตรภูมิพระรวง
ตอน มนุสสภมู ิ มากท่ีสดุ จงอธิบาย
๗. การวดั ผลและประเมินผลการเรยี นรู เคร่อื งมือ เกณฑ
ใบงาน รอยละ 60 ผานเกณฑ
วธิ กี าร แบบบนั ทึกการอาน ระดับคณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
ตรวจใบงาน แบบประเมนิ การนำเสนอผลงาน ระดับคณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ตรวจแบบบนั ทกึ การอา น แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงาน ระดับคณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ประเมนิ การนำเสนอผลงาน รายบุคคล ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบคุ คล แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุม ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานกลุม แบบประเมนิ คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค
สงั เกตความมวี นิ ัย ใฝเ รียนรู มงุ มนั่ ในการ
ทำงาน และรกั ความเปนไทย
๘. สอื่ การเรียนรหู รอื แหลงการเรียนรู
สอื่ การเรียนรู
- หนังสอื เรียน ภาษาไทย : วรรณคดแี ละวรรณกรรม ม.6
- หนงั สอื คน ควาเพม่ิ เติม
- เสฐียรโกเศศ. (2542). เลา เรอื่ งในไตรภมู ิ. กรงุ เทพฯ : มหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมมาธริ าช.
- ธเนศ เวศรภ าดา. (2549). หอมโลกวรรณศลิ ป : การสรางรสสนุ ทรยี แหงวรรณคดีไทย.
กรงุ เทพฯ : ปาเจรา.
3) ตรวจใบงานที่ 3.1 เรื่อง ศลิ ปโวหารและภาษากวี ตอนมนสุ สภูมิ
แหลง การเรยี นรู
- หอ งสมุด
- แหลงขอมลู สารสนเทศ
- http://th.wikipedia.org/wiki/ไตรภมู พิ ระรวง
- http://gotoknow.org/blog/djpeekan1/408054
แผนการจัดการเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูที่ ๒ เร่อื ง ไตรภมู พิ ระรว ง หนา 22
ใบงาน เร่อื ง ศิลปโวหารและภาษากวี ตอนมนสุ สภมู ิ
ตอนท่ี 1
คำชแ้ี จง ใหน ักเรียนอา นบทประพันธท ี่กำหนด แลวบอกวา บทประพันธด ังกลา วใชโวหารประเภทใด
1. อัมพุทะนั้นโดยใหญไปทุกวารไสร ครั้นไดถึง 7 วาร ขนเปนดั่งตะกั่วอันเชื่อมอยูในหมอ เรียกช่ือวาเปสิ เปสินั้นคอย
ใหญไปทุกวัน ครน้ั ถึง 7 วัน แข็งเปนกอนด่งั ไขไก เรียกวาฆนะ ฆนะนนั้ คอยใหญไปทุกวนั คร้ันถึง 7 วัน เปนตุมออก
ได 5 แหง ดงั่ หดู นน้ั เรยี กวา เบญจสาขาหูด
2. คนผใู ดจากแตนรกมาเกดิ จนั้ เม่ือคลอดออกตนกุมารน้ันรอน เมอ่ื มนั อยใู นทอ งแมนั้นยอ มเดือดเนื้อรอนใจแลกระหน
กระหาย อีกเนื้อแมนั้นก็พลอยรอนดวยโสด คนผูจากแตสวรรคลงมาเกิดนั้น เมื่อจะคลอดออก ตนกุมารนั้นเยน็
เย็นเนือ้ เย็นใจ เมอ่ื ยังอยูใ นทองแมนั้น อยเู ยน็ เปนสุขสำราญบานใจ แลเน้ือแมน น้ั ก็เยน็ ดว ยโสด
3. อนั วา สายสะดือแหงกุมารนน้ั กลวงดัง่ สายกา นบวั อันมชี อื่ วา อบุ ล จะงอยไสด อื นนั้ กลวงขน้ึ ไปเบือ้ งบนติดหลงั ทอ งแม
แลขาวนำ้ อาหารอันใดแมกินไสร แลโอชารสน้ันก็เปนนำ้ ชมุ เขาไปในไสดอื นน้ั แลเขาไปในทองกุมารน้ันแลสะหนอยๆ
4. ดวยอำนาจแหง ไฟธาตุอันรอ นน้นั สว นตัวกุมารน้นั บมิไหม เพราะวาเปน ธรรมดาดวยบุญกมุ ารนัน้ จะเปนคนแลจึง
ใหบมไิ หมบมิตายเพ่อื ดง่ั นนั้ แลแตก ุมารนัน้ อยูในทอ งแม บหอนไดห ายใจเขาออกเสยี เลย
5. เมื่อกุมารน้ันคลอดออกจากทองแม ออกแลไปบม พิ น ตน ตนเยน็ นน้ั แลเจ็บเนื้อเจ็บตนนกั หนา ด่ังชา งสารอันทา นชกั
ทา นเข็นออกจากประตลู กั ษอนั นอยน้นั แลคบั ตัวออกยากลำบากน้นั ผบิ มดิ ่ังน้นั ด่งั คนผูอยูในนรกแล แลภเู ขาอนั
ช่อื คงั ไคยบรรพตหีบแลเหงแลบดบนี้ น้ั แล
6. เบอ้ื งหลังกุมารน้ันตอ หลงั ทอ งแมแ ลนัง่ ยองอยูในทอ งแม แลกำมือท้งั สองคูค อตอหวั เขาท้งั สอง เอาหัวไวเหนอื หัวเขา
เมอ่ื น่งั อยูนน้ั เลอื ดแลนำ้ เหลอื งยอยลงเต็มตนยะหยดทกุ เมอ่ื แล ดจุ ดง่ั ลงิ เม่ือฝนตก แลนงั่ กำมือเซาเจา อยใู นโพรงไม
นัน้ แล
7. ผแิ ลคนอนั มาแตน รกก็ดี แลมาแตเ ปรตกด็ ี มนั คำนงึ ถงึ ความอันลำบากนนั้ ครน้ั วา ออกมาก็รองไหแ ล ผแิ ลคนผูมา
แตสวรรค แลคำนงึ ถงึ ความสุขแตก อ นนั้น ครั้นวา ออกมาไสร กย็ อมหวั รอ กอ นแล
8. เมอื่ กุมารอยใู นทองแมนั้นลำบากนักหนา พงึ เกลยี ดพงึ หนา ยพนประมาณนกั ก็ชน้ื แลเหม็นกล่นิ ตืดและเอือนอนั ได
80 ครอก ซ่งึ อยูในทองแมอ ันเปนทเี่ หมน็ แลที่ออกลกู ออกเตา ทีเ่ ถา ท่ีตายที่เรว ฝงู ตดื แลเออื นทง้ั หลายนนั้ คนกนั อยู
ในทองแม ตืดแลเออื นฝูงนน้ั เริมตวั กมุ ารนนั้ ไสร ดุจดั่งหนอนอันอยูในปลาเนา แลหนอนอันอยใู นลามกอาจมนน้ั แล
แผนการจดั การเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๒ เร่ือง ไตรภมู พิ ระรว ง หนา 23
ตอนที่ 2
คำช้แี จง ใหนกั เรียนอานบทประพันธท ่ีกำหนด แลว บอกวา มคี วามงามทางวรรณศิลปโ ดดเดนในดานใด
1. ฝูงตดื แลเอือนทั้งหลายนั้นคนกันอยูในทองแม ตดื แลเอือนฝงู นั้นเริมตัวกุมารนนั้ ไสร ดุจดง่ั หนอนอนั อยใู นปลา
เนา แลหนอนอนั อยูในลามกอาจมนนั้ แล
2. เม่ือกมุ ารอยใู นทองแมน น้ั ลำบากนักหนา พงึ เกลียดพึงหนา ยพนประมาณนัก ก็ชน้ื แลเหมน็ กลน่ิ ตืดและเอือน
อนั ได 80 ครอก ซง่ึ อยใู นทองแมอันเปนทเี่ หม็นแลท่อี อกลูกออกเตา ทเ่ี ถา ที่ตายทเี่ รว
3. จะงอยไสด อื นัน้ กลวงข้นึ ไปเบ้อื งบนตดิ หลังทอ งแมแลขาวน้ำอาหารอันใดแมกินไสร แลโอชารสน้นั ก็เปน นำ้ ชุม
เขา ไปในไสดือนัน้
4. สวนตวั กุมารนน้ั บม ิไหม เพราะวาเปนธรรมดาดว ยบญุ กุมารนัน้ จะเปนคนแล จงึ ใหบ มิไหมบ มิตายเพ่ือด่งั น้ัน
แลแตก ุมารนน้ั อยูในทองแม บห อนไดหายใจเขาออกเสียเลย บหอนไดเ หยยี ดตนี มอื ออกด่งั เราทา นท้ังหลายนี้
สกั คาบหนงึ่ เลย
5. เบ้อื งหลงั กุมารน้นั ตอหลงั ทองแม แลนัง่ ยองอยูในทอ งแม แลกำมือทัง้ สองคูคอตอหัวเขา ทัง้ สอง เอาหวั ไวเ หนือ
หัวเขา เมอื่ น่ังอยนู นั้ เลอื ดแลนำ้ เหลืองยอยลงเต็มตนยะหยดทกุ เมื่อแล
6. ในทองแมน น้ั รอนนกั หนาดุจดั่งเราเอาใบตองเขา จอตน แลตม ในหมอในหมอนน้ั ไสร
7. แลกมุ ารน้ันเจบ็ เนอ้ื เจบ็ ตนดัง่ คนอนั ทา นขังไวใ นไหอันคับแคบนักหนา แคน เนื้อแคน ใจ แลเดอื ดเนอ้ื เดอื ดใจ
นกั หนา เหยยี ดตนี มือบมไิ ด ดง่ั ทา นเอาใสไวในทีค่ บั
8. เม่อื กุมารนน้ั คลอดออกจากทองแม ออกแลไปบมิพน ตน ตนเย็นนัน้ แลเจบ็ เนอ้ื เจบ็ ตนนกั หนา ดง่ั ชา งสารอนั
ทา นชักทานเข็นออกจากประตลู ักษอนั นอยนนั้ แลคับตวั ออกยากลำบากนั้น ผิบม ดิ ่ังนั้น ดัง่ คนผอู ยใู นนรกแล
แลภเู ขาอันช่อื คงั ไคยบรรพตหีบแลเหงแลบดบ้ีนัน้ แล
แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท่ี ๒ เรื่อง ไตรภูมพิ ระรวง หนา 24
ใบงานท่ี 3.1 เรื่อง ศลิ ปโ วหารและภาษากวี ตอนมนุสสภมู ิ
เฉลย
ตอนท่ี 1 คำช้แี จง ใหน ักเรียนอา นบทประพันธที่กำหนด แลวบอกวา บทประพันธดงั กลา วใชโ วหาร
ประเภทใด
1. อัมพุทะนั้นโดยใหญไปทุกวารไสร ครั้นไดถึง 7 วาร ขนเปนดั่งตะกั่วอันเชื่อมอยูในหมอเรียกชื่อวาเปสิ เปสินั้นคอย
ใหญไ ปทกุ วนั ครัน้ ถึง 7 วัน แขง็ เปน กอ นด่ังไขไ ก เรยี กวา ฆนะ ฆนะนัน้ คอยใหญไ ปทุกวัน ครัน้ ถึง 7 วัน เปนตุมออก
ได 5 แหง ดง่ั หดู น้ัน เรียกวา เบญจสาขาหูด
บรรยายโวหาร และอปุ มาโวหาร (เปนบรรยายโวหารที่กวใี ชอ ปุ มาโวหารประกอบดวย)
2. คนผูใดจากแตน รกมาเกดิ จน้ั เม่ือคลอดออกตนกุมารน้นั รอ น เม่อื มันอยใู นทอ งแมน้ันยอ มเดือดเน้ือรอนใจแลกระหน
กระหาย อีกเนื้อแมนั้นก็พลอยรอนดวยโสด คนผูจากแตสวรรคลงมาเกิดนั้น เมื่อจะคลอดออก ตนกุมารนั้นเย็น
เยน็ เน้อื เย็นใจ เมอ่ื ยังอยใู นทองแมน้ัน อยูเยน็ เปนสุขสำราญบานใจ แลเน้อื แมน นั้ ก็เยน็ ดวยโสด
พรรณนาโวหาร
3. อันวาสายสะดือแหงกุมารนั้นกลวงดั่งสายกา นบัวอันมีชื่อวา อุบล จะงอยไสดือนั้นกลวงขึ้นไปเบื้องบนติดหลังทอ งแม
แลขาวน้ำอาหารอันใดแมกินไสร แลโอชารสนั้นก็เปนน้ำชุมเขาไปในไสดือนั้น แลเขาไปในทองกุมารนั้นแล สะ
หนอ ยๆ
พรรณนาโวหาร และอปุ มาโวหาร (เปน พรรณนาโวหารทีก่ วใี ชอ ปุ มาโวหารประกอบดว ย)
4. ดวยอำนาจแหง ไฟธาตุอนั รอ นน้นั สว นตัวกมุ ารน้นั บม ไิ หม เพราะวาเปน ธรรมดาดวยบุญกุมารนัน้ จะเปน คนแลจงึ
ใหบ มไิ หมบ มติ ายเพือ่ ดงั่ นน้ั แลแตก มุ ารนัน้ อยูใ นทอ งแม บห อนไดหายใจเขาออกเสยี เลย
บรรยายโวหาร
5. เม่ือกมุ ารน้นั คลอดออกจากทอ งแม ออกแลไปบมพิ น ตน ตนเย็นนัน้ แลเจบ็ เนอื้ เจ็บตนนกั หนา ดงั่ ชางสารอันทานชัก
ทานเข็นออกจากประตูลกั ษอันนอยนัน้ แลคับตัวออกยากลำบากนั้น ผบิ มดิ ัง่ นั้น ดัง่ คนผอู ยูในนรกแล แลภูเขาอัน
ช่ือคังไคยบรรพตหีบแลเหงแลบดบีน้ ัน้ แล
บรรยายโวหาร และอุปมาโวหาร (เปน บรรยายโวหารที่กวใี ชอ ปุ มาโวหารประกอบดวย)
6. เบอ้ื งหลงั กมุ ารน้นั ตอ หลงั ทอ งแมแ ลนง่ั ยองอยใู นทอ งแม แลกำมือทง้ั สองคูค อตอ หวั เขาทงั้ สอง เอาหัวไวเ หนือหัวเขา
เมื่อน่งั อยนู ้ัน เลอื ดแลนำ้ เหลืองยอ ยลงเต็มตนยะหยดทกุ เม่อื แล ดจุ ดั่งลงิ เมอ่ื ฝนตก แลนง่ั กำมือเซาเจาอยูในโพรงไม
น้ันแล
พรรณนาโวหาร และอปุ มาโวหาร (เปน พรรณนาโวหารทีก่ วใี ชอ ปุ มาโวหารประกอบดวย)
7. ผแิ ลคนอันมาแตน รกก็ดี แลมาแตเปรตก็ดี มันคำนงึ ถึงความอนั ลำบากนัน้ คร้ันวา ออกมากร็ อ งไหแ ล ผิแลคนผมู า
แตส วรรค แลคำนงึ ถงึ ความสขุ แตก อ นนนั้ ครน้ั วา ออกมาไสร ก็ยอมหัวรอ กอ นแล
บรรยายโวหาร
8. เมื่อกุมารอยูในทองแมนั้นลำบากนักหนา พึงเกลียดพึงหนายพนประมาณนัก ก็ชื้นแลเหม็นกลิ่นตืดและเอือนอันได
80 ครอก ซึ่งอยูในทอ งแมอันเปนทีเ่ หม็นแลท่ีออกลูกออกเตา ที่เถา ที่ตายที่เรว ฝูงตืดแลเออื นทั้งหลายนั้นคนกนั อยู
ในทอ งแม ตืดแลเออื นฝูงนั้นเรมิ ตัวกมุ ารนัน้ ไสร ดจุ ดง่ั หนอนอนั อยใู นปลาเนา แลหนอนอนั อยใู นลามกอาจมน้ันแล
พรรณนาโวหาร และอปุ มาโวหาร (เปนพรรณนาโวหารท่กี วใี ชอ ุปมาโวหารประกอบดว ย)
แผนการจัดการเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๒ เรอื่ ง ไตรภูมิพระรว ง หนา 25
ตอนท่ี 2 คำชแ้ี จง ใหนักเรยี นอา นบทประพนั ธท่ีกำหนด แลวบอกวามีความงามทางวรรณศิลปโดดเดน ใน
ดานใด
1. ฝงู ตืดแลเอือนทง้ั หลายน้ันคนกันอยูในทองแม ตืดแลเอือนฝงู นั้นเริมตัวกมุ ารนั้นไสร ดจุ ด่ังหนอนอันอยใู นปลา
เนา แลหนอนอนั อยูในลามกอาจมน้ันแล
การใชอ ุปมา
2. เมือ่ กุมารอยใู นทองแมน ้นั ลำบากนกั หนา พงึ เกลยี ดพึงหนา ยพน ประมาณนัก กช็ นื้ แลเหมน็ กล่ินตดื และเอือน
อันได 80 ครอก ซึง่ อยูใ นทองแมอันเปน ทเ่ี หมน็ แลทีอ่ อกลูกออกเตา ทเ่ี ถา ที่ตายทเ่ี รว
การซำ้ คำเพื่อยำ้ ความหมายและสรา งจงั หวะไพเราะ ไดแ ก คำวา พึงเกลยี ดพึงหนาย ออกลูกออกเตา ท่ี
เถา ทตี่ ายที่เรว
3. จะงอยไสด ือนน้ั กลวงขึน้ ไปเบอ้ื งบนตดิ หลงั ทองแมแลขาวนำ้ อาหารอนั ใดแมกนิ ไสร แลโอชารสนนั้ กเ็ ปน นำ้ ชมุ
เขา ไปในไสด ือนน้ั
การหลากคำท่ีมีความหมายเหมือนกันหรอื คลายกนั ไดแ ก คำวา ขา วน้ำอาหาร
4. สวนตวั กมุ ารน้นั บม ิไหม เพราะวาเปน ธรรมดาดว ยบญุ กมุ ารนน้ั จะเปนคนแล จึงใหบมิไหมบมติ ายเพ่ือด่งั นน้ั
แลแตก มุ ารนนั้ อยูในทองแม บหอ นไดหายใจเขา ออกเสียเลย บหอนไดเ หยียดตีนมือออกด่งั เราทานทงั้ หลายน้ี
สกั คาบหนึง่ เลย
การซ้ำคำเพื่อยำ้ ความหมายและสรางจังหวะไพเราะ ไดแก คำวา บมิไหมบมิตาย และการซำ้ คำวา บหอน
5. เบื้องหลงั กุมารนนั้ ตอหลังทองแม แลน่งั ยองอยูในทองแม แลกำมือท้งั สองคูคอตอหวั เขาทงั้ สอง เอาหวั ไวเ หนือ
หัวเขา เม่ือนั่งอยนู ้นั เลือดแลนำ้ เหลืองยอ ยลงเตม็ ตนยะหยดทกุ เมื่อแล
การใชคำอพั ภาส ไดแก คำวา ยะหยด
6. ในทองแมนนั้ รอนนกั หนาดจุ ดงั่ เราเอาใบตองเขา จอตน แลตม ในหมอในหมอนั้นไสร
การใชอุปมา
7. แลกมุ ารน้นั เจบ็ เนอื้ เจบ็ ตนดงั่ คนอันทานขังไวใ นไหอันคับแคบนกั หนา แคน เน้ือแคน ใจ แลเดือดเนือ้ เดือดใจ
นักหนา เหยียดตนี มอื บมิได ดัง่ ทา นเอาใสไ วในทค่ี ับ
มลี กั ษณะเดนดานวรรณศิลป 2 ลักษณะ คือ
1) การซำ้ คำเพ่ือย้ำความหมายและสรา งจงั หวะไพเราะ ไดแก คำวา เจบ็ เนื้อเจ็บตน แคน เนอื้ แคน ใจ เดอื ด
เนอ้ื เดือดใจ 2) การใชอปุ มา
8. เมื่อกุมารนน้ั คลอดออกจากทองแม ออกแลไปบมิพน ตน ตนเยน็ นน้ั แลเจบ็ เนือ้ เจ็บตนนกั หนา ด่ังชางสารอนั
ทานชักทานเข็นออกจากประตลู กั ษอนั นอยนัน้ แลคับตวั ออกยากลำบากนน้ั ผิบม ดิ ั่งนั้น ด่ังคนผอู ยใู นนรกแล
แลภูเขาอันชื่อคงั ไคยบรรพตหีบแลเหงแลบดบน้ี นั้ แล
มีลักษณะเดนดานวรรณศลิ ป 3 ลักษณะ คอื
1) การซ้ำคำเพื่อย้ำความหมายและสรางจังหวะไพเราะ ไดแก คำวา เจ็บเน้อื เจ็บตน ทานชักทานเขน็
2) การหลากคำทีม่ ีความหมายเหมอื นกนั หรือคลา ยกัน ไดแก คำวา ภูเขา และ บรรพต ซึ่งหมายถึง ภูเขา
และคำวา หีบ เหง บดบี้
ซง่ึ มีความหมายทำนองเดียวกนั คอื หมายถงึ หนีบ ทบั บดบ้ี
3) การใชอปุ มา
แผนการจัดการเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๒ เร่ือง ไตรภูมพิ ระรวง หนา 26
แผนการจัดการเรียนรูท่ี ๔
เร่อื ง แงง ามความคิด จำนวน ๒ คาบ
หนวยการเรียนรูท่ี ๒ เร่อื ง ไตรภูมพิ ระรว ง ช้นั มัธยมศึกษาปท ี่ ๖
กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย วิชาภาษาไทย ๕ รหสั วิชา ท ๓๓๑๐๑
ครผู สู อน นางสาวทิพมาศ ดนตรีพงษ
๑. สาระท่ี ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม
๒. มาตรฐานการเรยี นรู/ตัวชวี้ ดั
ท ๕.๑ เขา ใจและแสดงความคดิ เห็น วจิ ารณวรรณคดแี ละวรรณกรรมไทยอยางเห็นคุณคา และนำมา
ประยกุ ตใชในชวี ติ จริง
ม.4-6/1 วเิ คราะหและวิจารณวรรณคดีและวรรณกรรมตามหลกั การวิจารณเบือ้ งตน
ม.4-6/2 วเิ คราะหลกั ษณะเดน ของวรรณคดีเช่ือมโยงกับการเรยี นรทู างประวัตศิ าสตรแ ละวิถชี วี ติ
ของสงั คมในอดีต
ม.4-6/3 วิเคราะหและประเมินคุณคาดานวรรณศิลปของวรรณคดแี ละวรรณกรรมในฐานะทเ่ี ปน
มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ
ม.4-6/4 สังเคราะหขอคิดจากวรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อนำไปประยกุ ตใ ชในชีวิตจรงิ
๓. สาระสำคญั
การศกึ ษาเรื่อง ไตรภูมิพระรว ง ตอนมนสุ สภมู ิ สะทอนใหเขาใจความคดิ ความเช่อื ของคนไทยในอดีต
และใหแ นวคิดทางพระพทุ ธศาสนา เพ่ือนำไปปรับใชใ หเ กิดประโยชนในชวี ิตประจำวัน
๔. จุดประสงคการเรยี นรู
ดา นความรู (K)
๑. วิเคราะหและวจิ ารณเ รื่อง ไตรภมู ิพระรว ง ตอนมนสุ สภูมิ ตามหลกั การวจิ ารณเ บ้ืองตนได
๒. วิเคราะหลักษณะเดนของเรอ่ื ง ไตรภมู พิ ระรว ง ตอนมนุสสภูมิ เช่ือมโยงกบั การเรียนรูทาง
ประวตั ิศาสตรแ ละวิถชี วี ิตของสังคมในอดตี ได
๓. วิเคราะหและประเมนิ คณุ คาดานสังคมและวัฒนธรรมของเรื่อง ไตรภูมิพระรวง ตอนมนสุ ส
ภมู ิได
๔. สังเคราะหขอคิดจากเรื่อง ไตรภูมิพระรวง ตอนมนุสสภมู ิ เพือ่ นำไปประยุกตใ ชใ นชวี ติ จริงได
ดา นทักษะ / กระบวนการ(P)
๑. ทกั ษะการเปรยี บเทียบ ๓. ทักษะการสรา งความรู
๒. ทักษะการวิเคราะห ๔. ทกั ษะการประเมนิ
ดา นคุณลักษณะอันพงึ ประสงค (A)
๑. มีวนิ ัย 3. มงุ มัน่ ในการทำงาน
๒. ใฝเรียนรู 4. รกั ความเปน ไทย
แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ี่ ๒ เร่ือง ไตรภูมิพระรว ง หนา 27
๕. สาระการเรียนรู
สาระการเรียนรูแ กนกลาง
๑. หลกั การวเิ คราะหและวิจารณวรรณคดแี ละวรรณกรรมเบ้ืองตน
- การวเิ คราะหและการวจิ ารณวรรณคดีและวรรณกรรม
๒. การวิเคราะหล ักษณะเดนของวรรณคดแี ละวรรณกรรมเกีย่ วกับเหตกุ ารณประวัติศาสตรและวถิ ี
ชวี ติ ของสังคมในอดีต
๓. การวเิ คราะหและประเมินคุณคาวรรณคดีและวรรณกรรม
- ดา นสังคมและวัฒนธรรม
๔. การสงั เคราะหว รรณคดแี ละวรรณกรรม
๖. กิจกรรมการเรียนรู
วิธสี อนแบบกระบวนการกลุมสมั พันธ
ขัน้ ท่ี 1 นำเขา สูบทเรยี น
๑. นักเรียนรวมกลุมเดิม (จากแผนการจัดการเรียนรูที่ 1) แลวใหนักเรียนรวมกันสนทนาเกี่ยวกับ
ความเช่ือทางพระพุทธศาสนา ที่ปรากฏในเรอ่ื ง ไตรภมู ิพระรว ง ตอนมนุสสภูมิ โดยครคู อยกระตุน
ใหน กั เรยี นทกุ คนมีสว นรวมในการแสดงความคิดเหน็ เพื่อนำเขา สูบ ทเรียน
๒. ครูสมุ นกั เรยี นแสดงความคดิ เห็นเปน รายกลุม โดยครแู ละเพอ่ื นกลุมอ่นื รวมกนั แสดงความคิดเห็น
เพมิ่ เตมิ
๓. นักเรียนตอบคำถามกระตนุ ความคิด
คำถามกระตุนความคิด นักเรียนคดิ วา ความเชื่อเรือ่ งบุญ-บาป นรก-สวรรค และภพภูมิตา งๆ
ตามความเชื่อทางพระพุทธศาสนายังมีปรากฏ ในสังคมยุคปจจุบันหรือไม อธิบายเหตุผล
(พจิ ารณาตามคำตอบของนกั เรียน โดยใหอยูในดลุ ยพินิจของครผู ูสอน)
ขน้ั ท่ี 2 จดั การเรียนรู
๑. ครูใหนักเรียนแตละกลุมจับคูกันเปน 2 คู ใหแตละคูรวมกันศึกษา ความรูเรื่อง คุณคาและ
ขอ คิดจากเรอื่ ง ไตรภูมิพระรวง ตอนมนุสสภมู ิ จากหนงั สอื เรียน หนงั สอื คนควา เพิ่มเตมิ หอ งสมุด
และแหลง ขอมลู สารสนเทศ แลวรวมกนั สรปุ สาระสำคญั
๒. นักเรียนแตละคนทำใบงาน เรื่อง อานคิดพินิจสาร ตอนมนุสสภูมิ เสร็จแลวรวมกันอภิปราย
คำตอบในใบงาน ผลดั กนั ซักถามขอ สงสยั และผลัดกนั อธิบายจนมคี วามเขาใจชดั เจน
๓. นักเรียนแตละคูรวมกลุมเดิม ผลัดกันอภิปรายคำตอบในใบงาน ใหเพื่อนอีกคูหนึ่งฟง ผลัดกัน
ซกั ถามขอ สงสยั แลว สรุปเปน คำตอบของกลมุ
๔. นักเรยี นแตละกลมุ สง ตัวแทนออกมานำเสนอผลงานในใบงาน หนา ชน้ั เรยี น โดยครูและเพ่ือนกลุม
อนื่ รวมกนั แสดงความคิดเหน็ และใหข อ เสนอแนะ
๕. นักเรยี นตอบคำถามกระตุนความคิด
แผนการจดั การเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ี่ ๒ เรอ่ื ง ไตรภมู ิพระรว ง หนา 28
คำถามกระตนุ ความคิด ลักษณะของทารกในครรภม ารดา และการคลอดทารก ท่ีปรากฏในเรื่อง
ไตรภูมิพระรวง ตอนมนุสสภูมิ มีความสอดคลองสัมพันธกับความรูทางการแพทยในปจจุบัน
หรอื ไม อธิบายเหตผุ ล (สอดคลอ งสัมพนั ธก บั ความรูท างการแพทย ในปจจุบัน เหน็ ไดจ ากตอน
ที่กวีกลาวถึงสายสะดือของทารกที่เชื่อมตอกับครรภมารดา และเปนอวัยวะท่ีนำพาอาหารจาก
มารดามาสูท ารก หรอื นกั เรียนอาจตอบเปน อยา งอ่นื โดยใหอยูใน ดุลยพินิจของครผู ูสอน)
ข้ันที่ 3 สรปุ และนำหลกั การมาประยุกตใช
๑. นักเรียนรวมกันสรุปความรเู ร่อื ง คุณคาและขอคิดจากเร่อื ง ไตรภมู พิ ระรวง ตอนมนุสสภูมิ
๒. นักเรยี นตอบคำถามกระตนุ ความคดิ
คำถามกระตุนความคิด เพราะเหตุใด เรื่อง ไตรภูมิพระรว ง ตอน มนุสสภูมิ จึงเนนใหเหน็ วาการ
เกิดของมนุษยเปนทุกข (เพื่อแสดงใหเห็นวา การเวียนวายตายเกิด ในสังสารวัฏเปนความทุกข
ไมเ ทย่ี งแท เปล่ียนแปรตลอดเวลา และไมนาพึงปรารถนา สิง่ ท่พี งึ ปรารถนา และควรแสวงหามาก
ที่สุด คือ ทางหลุดพนจากความทกุ ขและสงั สารวฏั เหลานี้ นั่นคือ การบรรลุนิพพาน อันเปนอุดม
คตสิ งู สุดของพระพทุ ธศาสนา)
ข้นั ที่ 4 วดั และประเมนิ ผล
๑. ครวู ดั และประเมินผลนกั เรยี นจากการทำใบงานท่ี 4.1
๒. นักเรยี นตอบคำถามกระตนุ ความคิด
คำถามกระตุนความคิด นักเรียนคิดวา เรื่อง ไตรภูมิพระรวง ตอนมนุสสภูมิ มีขอคิดใดบางท่ี
นักเรียนสามารถนำไปใชประโยชนในการดำเนินชีวิต (พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยให
อยูในดลุ ยพินิจของครผู ูสอน)
**ครูมอบหมายใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันเขียนบทความเชิงวิเคราะห เรื่อง ไตรภูมิพระรวง ตอนมนุสสภูมิ
โดยใหครอบคลุมประเดน็ ตามทก่ี ำหนด ดังน้ี
๑. การวเิ คราะหแ ละวจิ ารณเ รอื่ ง ไตรภมู ิพระรว ง ตอนมนุสสภูมิ ตามหลกั การวจิ ารณเบื้องตน
๒. การวิเคราะหลักษณะเดนของเรื่อง ไตรภูมิพระรวง ตอนมนุสสภูมิ เชื่อมโยงกับการเรียนรูทาง
ประวัติศาสตรและวิถีชีวติ ของสงั คมในอดตี
๓. การวิเคราะหและประเมนิ คุณคาดานตา งๆ ของเร่อื ง ไตรภมู ิพระรว ง ตอนมนุสสภมู ิ
๔. การสังเคราะหขอคิดที่ไดจากเรื่อง ไตรภูมิพระรวง ตอนมนุสสภูมิ เพื่อนำไปประยุกตใชในการ
ดำเนินชีวติ
**นกั เรยี นทำแบบทดสอบหลงั เรยี น หนวยการเรยี นรทู ่ี ๒ เรือ่ ง ไตรภมู ิพระรว ง ตอนมนสุ สภมู ิ
แผนการจดั การเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ี่ ๒ เร่อื ง ไตรภมู พิ ระรว ง หนา 29
๗. การวัดผลและประเมนิ ผลการเรียนรู เครอ่ื งมือ เกณฑ
ใบงาน รอยละ 60 ผานเกณฑ
วธิ ีการ แบบประเมนิ การนำเสนอผลงาน ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
ตรวจใบงาน แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงาน ระดับคณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ประเมินการนำเสนอผลงาน รายบคุ คล ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบคุ คล แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ ระดับคณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุม แบบประเมินคณุ ลกั ษณะอันพึง รอ ยละ 60 ผา นเกณฑ
สงั เกตความมวี นิ ัย ใฝเรียนรู มงุ มน่ั ในการ ประสงค ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ทำงาน และรกั ความเปนไทย แบบทดสอบหลังเรยี น หนว ยการ
ตรวจแบบทดสอบหลงั เรยี น เรยี นรทู ี่ 5
หนว ยการเรียนรทู ี่ ๒ แบบประเมินบทความเชงิ วิเคราะห
ตรวจบทความเชิงวเิ คราะหเ รอื่ ง ไตรภมู ิพระรว ง เร่ือง ไตรภมู ิพระรวง ตอนมนสุ สภมู ิ
ตอนมนุสสภมู ิ
๘. สื่อการเรยี นรูห รือแหลงการเรียนรู
สอ่ื การเรียนรู
- หนังสือเรียน ภาษาไทย : วรรณคดีและวรรณกรรม ม.6
- หนังสือคน ควา เพม่ิ เติม
- ราชบัณฑติ ยสถาน. (2546). พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542. กรงุ เทพฯ : นาน
มบี ุค สพ บั ลิเคชน่ั ส.
- สมพงษ เชาวแหลม. (มปป.). ไตรภมู ิกถาฉบับคอยยังช่ัว. กรุงเทพฯ : รงุ เรอื งสาสน .
- เสถยี รโกเศศ. (2542). เลา เร่ืองในไตรภูม.ิ กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมมาธิราช
- ใบงาน เร่ือง อานคิดพินิจสาร ตอนมนุสสภมู ิ
แหลง การเรียนรู
- หอ งสมุด
- แหลง ขอ มูลสารสนเทศ
- http://th.wikipedia.org/wiki/ไตรภูมิพระรวง
- http://www.youtube.com/watch?v=ao0d3iv1i54
แผนการจัดการเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท ี่ ๒ เรอื่ ง ไตรภมู พิ ระรวง หนา 30
แบบทดสอบกอนเรียน-หลังเรียน หนวยการเรียนรูที่ 5
คำชี้แจง ใหนักเรียนเลือกคำตอบท่ีถูกตองท่ีสุดเพียงขอเดียว
1. ขอใดกลาวไมถ ูกตองเกี่ยวกบั วรรณคดีเร่อื งไตรภมู ิพระรว ง 5. จากเร่ืองไตรภมู ิพระรวง ตอน มนุสสภูมิ ขอใดกลาวถึง
ก. เรียกอีกชอ่ื หนึ่งวา เตภมู ิกถา ววิ ัฒนาการขนั้ สดุ ทา ยของกอ นเนื้อในครรภม ารดากอนทจ่ี ะ
ข. เปนผลงานพระราชนิพนธของพญาเลอไทย เจริญกลายเปนตัวคน
ค. กวีทรงพระราชนิพนธข้ึนเพ่อื ใชเทศนาโปรด ก. เบญจสาขาหดู ข. เปสิ
พระราชมารดา ค. ฆนะ ง. เปสิ
ง. เปนวรรณคดีทีม่ ีอทิ ธิพลตอความคิดความเชื่อเร่ือง 6. “...ซง่ึ อยูในทองแมอนั เปนทเี่ หม็นแลที่ออกลกู ออกเตา ทเ่ี ถา
โลกและจกั รวาลของคนไทย ที่ตายท่เี รว ฝงู ตดื และเอือนทัง้ หลายน้นั คนกนั อยูใ นทองแม
...”
2. ขอ ใดกลา วไมถ ูกตองเก่ยี วกับกวีผทู รงพระราชนิพนธเ รอ่ื ง คำวา “ท่เี รว” ในบทประพนั ธข า งตนหมายถึงอะไร
ไตรภมู ิพระรวง ก. เร็ว ข. ที่วาง
ก. ผนวชเปน พระภิกษขุ ณะครองราชย ค. ปาชา ง. เกิด กำเนิด
ข. เปน พระมหากษัตริยองคท่ี 5 แหงราชวงศส ุโขทยั 7. ขอ ใดไมม ีการใชภ าพพจนอ ุปมา
ค. เมื่อครงั้ ทรงดำรงตำแหนงพระมหาอุปราช ทรงครอง ก. คนผูใ ดจากแตนรกมาเกิดน้นั เมื่อคลอดออกตนกุมารนน้ั
เมืองศรสี ัชนาลยั อยู 6 ป รอน
ง. เม่ือทรงครองราชยแลว มีพระนามเรยี กอกี ช่ือหนึ่งวา ข. อนั วา สายสะดอื แหง กุมารนนั้ กลวงดง่ั สายกานบัวอนั มีช่อื
พระมหาธรรมราชาธริ าชที่ 1 วา อบุ ล
ค. ในทอ งแมน ้ันรอนนักหนาดุจดั่งเราเอาใบตองเขา จอตน
3. “ไตรภูมิ” ซงึ่ หมายถึง ภูมิทงั้ สาม นี้ หมายถึงภูมใิ ดบาง แลตม ในหมอน้ันไสร
ก. สวรรค มนษุ ย นรก ง. เลอื ดแลนำ้ เหลืองยอยลงเต็มตนยะหยดทุกเมอ่ื แล ดจุ ดั่ง
ข. สวรรค มนษุ ย บาดาล ลิงเมอ่ื ฝนตก แลน่งั กำมอื เซาเจาอยใู นโพรงไมน ้ันแล
ค. กามภูมิ รปู ภมู ิ อรปู ภูมิ 8. ขอ ใดกลาวถึงพยาธิในทอง
ง. กามภมู ิ อกามภมู ิ นพิ พาน ก. อัมพทุ ะน้นั โดยใหญไ ปทุกวารไสร ครน้ั ไดถึง 7 วาร
ขน เปน ด่งั ตะกั่วอันเชื่อมอยใู นหมอเรียกช่อื วา เปสิ
4. ขอใดใชอ ปุ มาโวหาร ข. เมื่อกุมารอยูในทองแมนั้นลำบากนกั หนา พึงเกลียด
ก. เมื่อกุมารนั้นคลอดออกจากทองแม ออกแลไปบมิพน พงึ หนายพนประมาณนัก ก็ชน้ื แลเหมน็ กล่นิ ตืดและ
เอือนอันได 80 ครอก
ตน ตนเยน็ น้ันแลเจบ็ เน้อื เจบ็ ตนนกั หนา ค. จะงอยไสดือน้ันกลวงขนึ้ ไปเบอื้ งบนตดิ หลังทองแมแลขาว
ข. ส่งิ อาหารอันแมก นิ เขา ไปในทอ งนัน้ ไหมแ ละยอยลง น้ำอาหารอนั ใดแมกินไสร แลโอชารสนนั้ กเ็ ปนนำ้ ชุม เขา ไป
ดว ยอำนาจแหงไฟธาตอุ ันรอ นนัน้ สวนตวั กมุ ารนนั้ ในไสด ือนนั้
บม ิไหม ง. ผิรปู อนั จะเกิดเปนชายกด็ ีเปนหญิงก็ดี เกิดมีอาทแิ ตเกิด
ค. เม่ือกุมารอยูในทองแมน้ันลำบากนักหนา พึงเกลียด เปน กลละนน้ั โดยใหญแตละวันแลนอย ครัน้ ถึง 7 วนั
พงึ หนา ยพนประมาณนกั กช็ ื้นแลเหมน็ กลิน่ ตดื และ เปนด่งั นำ้ ลางเนอื้ นนั้ เรียกวา อมั พุทะ
เอือนอนั ได 80 ครอก
ง. แลกุมารนั้นเจบ็ เน้ือเจบ็ ตนดัง่ คนอนั ทานขังไวใ นไหอัน
คบั แคบนกั หนา แคนเน้อื แคนใจ แลเดือดเนื้อเดือดใจ
นักหนา เหยียดตีนมอื บม ิได ดง่ั ทานเอาใสไวในท่คี ับ
แผนการจัดการเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท ี่ ๒ เรื่อง ไตรภูมพิ ระรว ง หนา 31
9. ขอ ใดมีลกั ษณะเปน พรรณนาโวหาร 12. ขอใดสะทอนความเชื่อเรอ่ื งบุญ-กรรมชดั เจนที่สุด
ก. ผิแลคนอันมาแตนรกก็ดี แลมาแตเ ปรตก็ดี มัน ก. ดว ยอำนาจแหง ไฟธาตุอนั รอนนนั้ สวนตวั กุมารนน้ั บม ไิ หม
คำนงึ ถงึ ความอันลำบากนั้น คร้ันวา ออกมากร็ อ งไหแล เพราะวา เปน ธรรมดาดวยบญุ กมุ ารนน้ั จะเปนคนแล
ข. เบ้ืองหลงั กุมารน้ันตอหลงั ทอ งแม แลนง่ั ยองอยูในทอ ง จงึ ใหบ มิไหมบมติ ายเพือ่ ด่ังนั้นแลแตกุมารนนั้ อยูใ นทองแม
แม แลกำมือท้ังสองคูคอตอหัวเขาท้ังสอง เอาหัวไวเ หนือ ข. ตนเย็นน้นั แลเจ็บเนื้อเจ็บตนนกั หนา ดงั่ ชา งสารอันทาน
หวั เขาเม่ือน่ังอยนู ัน้ ชกั ทานเขน็ ออกจากประตูลักษอันนอยน้ัน แลคบั ตัวออก
ยากลำบากนัน้ ผิบม ิด่งั นนั้ ดัง่ คนผูอ ยใู นนรกแล
ค. เมื่อแรกมาเกดิ ในทองแมกด็ ี เมื่ออยูในทองแมก็ดี
เมอื่ ออกจากทองแมก ็ดี ในกาลทัง้ 3 น้ันยอ มหลงบม ิไดค ำนงึ รู ค. เมื่อแรกมาเกดิ ในทองแมกด็ ี เม่ืออยใู นทองแมก ็ดี เม่ือ
อันใดสักสิง่ ออกจากทองแมก็ดี ในกาลท้ัง 3 นั้นยอมหลงบม ิไดคำนงึ รูอัน
ใดสกั ส่งิ
ง. ดวยอำนาจแหงไฟธาตอุ ันรอ นน้นั สว นตัวกมุ ารนัน้ บมิ
ไหม เพราะวา เปน ธรรมดาดวยบญุ กุมารนัน้ จะเปน คนแลจึง ง. แลกุมารน้ันเจ็บเนือ้ เจบ็ ตนดั่งคนอนั ทานขังไวใ นไหอนั
ใหบมไิ หมบ มิตายเพือ่ ด่ังน้ันแลแตก มุ ารนนั้ อยูในทองแม คบั แคบนกั หนา แคนเน้ือแคนใจ แลเดือดเน้ือเดือดใจนกั หนา
10. ขอใดมใิ ชลกั ษณะของทารกในครรภม ารดาตามท่ีกลา วไว 13.ขอ ใดเปนลักษณะพิเศษของทารกผเู ปน พระปจเจกพทุ ธเจา
ในตอนมนุสสภูมิ พระอรหันต และพระอัครสาวก ลงมาเกิด
ก. แตน ้ันไปเมือหนากมุ ารน้ันจึงรหู ายใจเขาออกแล ก. คร้ันวาออกมาไสร กย็ อ มหัวรอกอนแล
ข. จะงอยไสด ือนั้นกลวงขึน้ ไปเบื้องบนติดหลังทอ งแม ข. พดั ใหต วั กุมารนั้นขึน้ หนบน ใหหัวลงมาสูท ่ีจะออกน้ัน
ค. แคนเนอ้ื แคนใจ แลเดือดเน้ือเดอื ดใจนกั หนา ค. เม่ืออยใู นทองแมน ้ันบห อนจะรหู ลงแลยังคำนึงรูอยูทุกอนั
เหยียดตีมอื บมิได ง. คร้นั ออกจากทองแมไสร ลมอนั มีในทอ งผนู อยคอยพัด
ง. เลือดแลนำ้ เหลอื งยอยลงเตม็ ตนยะหยดทกุ เมอื่ แล ดุจ ออกกอน
14.“ผแิ ลวาเมอื่ แมเดินไปก็ดี นอนกด็ ี ฟน ตนกด็ ี กุมารอยูในทอง
ด่งั ลงิ เม่อื ฝนตก แลนัง่ กำมือเซาเจาอยูในโพรงไมน้ันแล แมน้นั ใหเจ็บเพียงจะตายแลดุจดั่งลูกทรายอันพ่ึงออกแล
11. ขอใดมีลกั ษณะเดน ดา นการซ้ำคำเพ่ือเนนความหมาย อยูธรหอยผบิ ม ิดจุ ดั่งคนอันเมาเหลา...” คำวา “อยูธรหอย”
ในบทประพันธข างตนหมายถึงอะไร
ก. ลมอันมใี นทองผูนอยคอยพัดออกกอ น ลมอนั มี ก. ไมม แี รง ข. หอยหัว กลับหวั
ภายนอกนนั้ จงึ พดั เขานนั้ นกั หนา ค. เหยี่ วแหง ไมส ดชื่น ง. โคลงเคลง ทรงตัวไมได
ข. ผริ ปู อันจะเกิดเปนชายก็ดีเปน หญิงก็ดี เกดิ มีอาทิแต 15. ขอใดมีลักษณะเดนดา นการหลากคำที่มคี วามเหมอื นกนั
เกดิ หรอื คลายกัน
ก. เลอื ดแลน้ำเหลอื งยอยลงเตม็ ตนยะหยดทุกเม่อื แล
เปน กลละนน้ั โดยใหญแ ตละวนั แลนอย ข. เมื่อจะคลอดออก ตนกุมารนัน้ เย็น เย็นเนื้อเย็นใจ
ค. ผิแลคนอนั มาแตน รกกด็ ี แลมาแตเ ปรตก็ดี มนั ค. แลภูเขาอันช่อื คงั ไคยบรรพตหีบแลเหงแลบดบ้ี นัน้ แล
คำนึงถงึ ง. คนผใู ดจากแตน รกมาเกิดจั้น เมอ่ื คลอดออกตนกุมารนั้น
รอ น
ความอนั ลำบากนนั้ คร้นั วา ออกมาก็รองไหแล
ง. แลกุมารน้นั เจบ็ เนื้อเจ็บตนดง่ั คนอนั ทานขงั ไวใ นไหอัน
คบั แคบนกั หนา แคน เน้อื แคน ใจ แลเดือดเน้ือเดือดใจ
นักหนา
เฉลย
1. ข 2. ง 3. ค 4. ง 5. ก
6. ค 7. ก 8. ค 9. ข 10. ก
11. ง 12. ก 13. ค 14. ง 15. ค
แผนการจดั การเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูที่ ๓ เร่อื ง การอาน หนา 1
แผนการจดั การเรียนรทู ่ี ๑
เรื่อง การอานเพื่อสังเคราะหความรู จำนวน ๑ คาบ
หนวยการเรียนรทู ่ี ๓ เร่ือง การอา น ชั้นมัธยมศกึ ษาปท ี่ ๖
กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย วิชาภาษาไทย ๕ รหสั วิชา ท ๓๓๑๐๑
ครผู ูสอน นางสาวทิพมาศ ดนตรีพงษ
1. สาระที่ ๑ การอา น
2. มาตรฐานการเรยี นรู/ตวั ชี้วัด
ท ๑.๑ ใชกระบวนการอานสรา งความรแู ละความคิดเพอื่ นำไปใชต ัดสนิ ใจ แกปญ หาในการ
ดำเนนิ ชีวติ และมนี ิสยั รกั การอาน
ม.4-6/8 สงั เคราะหความรจู ากการอา นส่ือส่ิงพมิ พ สอื่ อเิ ล็กทรอนกิ ส และแหลง เรียนรูต างๆ
มาพัฒนาตนพัฒนาการเรียน และพัฒนาความรูทางอาชีพ
3. สาระสำคัญ
การอานจับใจความเพื่อสงั เคราะหค วามรูจากส่ือตา งๆ จะตอ งปฏบิ ัตติ ามวิธกี ารอา นอยา งถูกตอ ง
4. จุดประสงคการเรียนรู
ดานความรู (K)
1. อธบิ ายวิธีการอา นเพ่ือสังเคราะหค วามรูได
2. สงั เคราะหค วามรจู ากการอา นไดถูกตอ ง
ดา นทักษะ / กระบวนการ(P)
๑. ทักษะการเปรยี บเทียบ ๓. ทักษะการสรางความรู
๒. ทกั ษะการวเิ คราะห ๔. ทกั ษะการประเมิน
ดา นคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค (A)
๑. มีวนิ ยั 3. มุงมัน่ ในการทำงาน
๒. ใฝเ รยี นรู 4. รักความเปน ไทย
5. สาระการเรยี นรู
สาระการเรียนรแู กนกลาง
การอานจับใจความจากส่ือตางๆ เชน ขาวสารจากสื่อส่ิงพิมพ สื่ออิเล็กทรอนิกส และแหลงเรียนรู
ตางๆ ในชุมชน บทความ นิทาน เรื่องส้ัน นวนิยาย วรรณกรรมพ้ืนบาน วรรณคดีในบทเรียน บทโฆษณา
สารคดี บันเทิงคดี ปาฐกถา พระบรมราโชวาท เทศนา คำบรรยาย คำสอน บทรอยกรอง รวมสมัย บทเพลง
บทอาเศียรวาท คำขวญั
แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๓ เร่อื ง การอา น หนา 2
6. กจิ กรรมการเรียนรู
วิธสี อนแบบกระบวนการกลุมสมั พนั ธ
***นกั เรยี นทำแบบทดสอบกอนเรียน หนว ยการเรียนรูท่ี ๓ เรื่อง การอาน
ขนั้ ท่ี 1 นำเขา สบู ทเรียน
1. นกั เรียนตอบคำถามกระตุน ความคิด
คำถามกระตุนความคิด นักเรียนมีวิธีการคนควาแหลงขอมูลตางๆ เพื่อทำรายงานอยางไรบาง
(พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยใหอยใู นดุลยพินิจของครูผูส อน)
2. ครูแบงนักเรียนเปนกลุม กลุมละ 4 คน คละกันตามความสามารถ คือ เกง ปานกลางคอนขาง
เกง ปานกลางคอนขางออน และออน แลวครูใหนักเรียนแตละกลุมสงตัวแทนออกมารับตัวอยาง
บทความท่ีหนาชั้นเรียน
3. นักเรียนแตละกลุมรวมกันอานตัวอยางบทความที่ไดรับ แลวรวมกันแสดงความคิดเห็น ในประเด็น
ตอไปน้ี โดยครูคอยกระตุนใหนักเรียนทุกคนมีสวนรวมในการตอบคำถาม เพ่ือประเมินความรูของ
นกั เรียน
- บทความดงั กลาว เปนเร่ืองเก่ียวกบั อะไร
- ผูเขยี นบทความดังกลา ว ตอ งการนำเสนออะไร
ขัน้ ท่ี 2 จดั การเรยี นรู
1. ครูใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันศึกษาความรูเรื่อง การอานเพ่ือสังเคราะหความรู จากหนังสือเรียน
หนงั สอื คนควา เพ่ิมเตมิ และแหลงขอมูลสารสนเทศ ในประเดน็ ทก่ี ำหนดให ดังนี้
- ความสำคัญของการอานเพอื่ สงั เคราะหความรู
- แนวทางการอา นเพื่อสังเคราะหความรู
แลว บันทกึ ความรูที่ไดจากการศึกษาลงในแบบบันทึกการอาน
2. ครูอธิบายเพ่ิมเติมเก่ียวกับความหมายการสังเคราะห ความสำคัญของการอานเพ่ือสังเคราะหความรู
และแนวทางการอานเพื่อสังเคราะหความรู เพ่ือใหนักเรียนมีความเขาใจชัดเจนมากย่ิงข้ึน โดยเปด
โอกาสใหน ักเรียนซกั ถามหากมีขอ สงสัย
3. นักเรียนแตละกลุมชวยกันเลือกขอมูลที่กลุมสนใจ มา 1 ประเด็น แลวรวมกันวางแผนสืบคนขอมูล
เก่ียวกับเรื่องดังกลาว จากน้ัน อานขอมูลที่ไดจากการสืบคนแลวรวมกันสังเคราะหขอมูลที่ได
และเขียนสรปุ สาระสำคญั ลงในใบงาน เรือ่ ง อานเพื่อสังเคราะหความรู
4. นักเรียนแตล ะกลมุ ชวยกันตรวจสอบความถูกตองในใบงาน หากมีขอบกพรองใหชว ยกันแกไขเติมเต็ม
ใหสมบูรณ แลวสงตัวแทนออกมานำเสนอผลงานที่หนาช้ันเรียน โดยครูและเพื่อนนักเรียนรวมกัน
แสดงความคดิ เห็นและใหขอเสนอแนะ
5. นกั เรยี นตอบคำถามกระตุนความคดิ ขอ 1-2
แผนการจัดการเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท ี่ ๓ เรอื่ ง การอาน หนา 3
คำถามกระตนุ ความคดิ
- การอานขอมูลจากแหลงขอ มูลท่ี หลากหลายมีแนวทางการสังเคราะหสารอยางไร
(พจิ ารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยใหอ ยูในดลุ ยพนิ จิ ของครูผสู อน)
- นักเรียนคิดวาการอานเพ่ือสังเคราะหความรูมีความสำคัญอยางไร (ไดรับความรูและพัฒนา
ความคิดมากขึน้ โดยนำสิง่ ทไ่ี ดจ ากการอานมาพัฒนางานของตน)
ขัน้ ท่ี 3 สรปุ และนำหลักการไปประยกุ ตใ ช
1. นักเรียนแตละกลุมรวมกันสรุปความรูเร่ือง การอานเพ่ือสังเคราะหความรู โดยใหสอดคลองและ
สอดแทรกขอ สอบ O-NET ในประเด็นทีก่ ำหนดให ดงั นี้
- ความสำคญั ของการอา นเพ่ือสังเคราะหความรู
- แนวทางการอา นเพ่อื สงั เคราะหค วามรู
2. ครูแนะนำใหนักเรียนนำความรูที่ไดจากการศึกษาไปประยุกตใชในการศึกษาความรเู รือ่ ง การอานเพ่ือ
สงั เคราะหความรู ในประเด็นอ่นื ๆ ตอไป
3. นกั เรียนตอบคำถามกระตนุ ความคดิ ขอ 1-2 โดยใหสอดคลองและสอดแทรกขอ สอบ O-NET
คำถามกระตุน ความคดิ
- การสรุปสาระสำคัญจากการอานเปนการสังเคราะหสารหรือไม (ไมเปนการสังเคราะหสาร
แตเปน เพยี ง กระบวนการอยา งหนึ่งท่ใี ชในการสังเคราะหความรูจ ากเรือ่ งท่ีอา น)
- นักเรียนสามารถใชวิธีการอานเพื่อสังเคราะหความรูไปประยุกตใชในการเรียนอยางไรบาง
(พิจารณาตามคำตอบของนักเรยี น โดยใหอยใู นดุลยพินิจของครูผสู อน)
ข้นั ที่ 4 วัดและประเมนิ ผล
1. ครูวดั และประเมินผลนักเรียนจากการทำใบงาน
2. นักเรียนตอบคำถามกระตนุ ความคิด
คำถามกระตนุ ความคิด การอา นเพ่อื สังเคราะหค วามรมู ีประโยชนตอนกั เรียนมากนอยเพยี งไร
๗. การวัดผลและประเมินผลการเรยี นรู เครื่องมือ เกณฑ
วธิ กี าร แบบทดสอบกอ นเรียน (ประเมินตามสภาพจริง)
หนวยการเรยี นรทู ่ี ๓ รอยละ 60 ผานเกณฑ
ตรวจแบบทดสอบกอ นเรยี น
หนว ยการเรยี นรูที่ ๓ ใบงาน ระดบั คุณภาพ 2
ตรวจใบงาน แบบบนั ทึกการอาน ผานเกณฑ
แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ
ตรวจแบบบันทึกการอา น แบบประเมินคุณลักษณะอนั พึง ระดบั คุณภาพ 2
สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานกลมุ ผานเกณฑ
สงั เกตความมวี ินัย ใฝเรยี นรู และมงุ ม่นั ประสงค
ระดับคุณภาพ 2
ในการทำงาน ผา นเกณฑ
แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท ่ี ๓ เร่ือง การอาน หนา 4
๘. สื่อการเรียนรูหรือแหลงการเรียนรู
สอื่ การเรียนรู
1. หนงั สอื เรยี น ภาษาไทย : หลกั ภาษาและการใชภาษา ม.6
2. หนังสือคนควา เพ่มิ เติม
3. แววมยุรา เหมอื นนลิ . (2541). การอา นจบั ใจความ. กรงุ เทพฯ : ชมรมเดก็ .
4. ศวิ กานท ปทุมสตู ิ. (2542). การอา นเพื่อชวี ิต. กรงุ เทพฯ : ตน ออ 1999.
5. สมบตั ิ จำปาเงิน. (2548). กลเม็ดการอานใหเกง. กรงุ เทพฯ : สถาพรบุคส.
6. มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. (2545). เอกสารการสอนชุดวชิ าการอา นภาษาไทย หนวยที่
1-15. นนทบรุ ี : สำนกั พิมพมหาวทิ ยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธิราช.
7. มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราช. (2549). ประมวลสาระชุดวิชา 10161 ภาษาไทยเพื่อการ
สอ่ื สาร. พิมพครง้ั ที่ 5. นนทบุรี : มหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช.
8. สพุ รรณี วราทร. (2545). การอา นอยา งมปี ระสิทธิภาพ. กรงุ เทพฯ : โครงการเผยแพรผลงาน
วิชาการ คณะอกั ษรศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.
9. ตวั อยางบทความ
10.ใบงาน เรอื่ ง อานเพ่ือสังเคราะหความรู
แหลงการเรยี นรู
1. หองสมุด
2. แหลงขอ มลู สารสนเทศ
- http://www.nrct.go.th
- http://www.royin.go.th
- http://www.tkpark.or.th
- http://www.manager.com
- http://www.matichon.co.th
- http://www.sarakadee.com
- http://www.thaiwriterassociation.org
- http://www.sirindhorn.net/index.th.html
แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๓ เร่ือง การอา น หนา 5
ใบงาน เร่อื ง อานเพอ่ื สงั เคราะหค วามรู
คำชแ้ี จง ใหนกั เรียนสรุปสาระสำคัญจากขอ มูลท่ีนกั เรียนสนใจ กลุมละ 1 ประเด็น
แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท ่ี ๓ เร่อื ง การอาน หนา 6
แผนการจัดการเรียนรูท ่ี ๒
เร่ือง การสังเคราะหความรูจากส่ือ จำนวน ๒ คาบ
หนวยการเรยี นรทู ่ี ๓ เรอ่ื ง การอาน ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที่ ๖
กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย วิชาภาษาไทย ๕ รหสั วชิ า ท ๓๓๑๐๑
ครผู ูสอน นางสาวทิพมาศ ดนตรีพงษ
๑. สาระที่ ๑ การอา น และ สาระที่ ๔ หลักการใชภ าษาไทย
๒. มาตรฐานการเรยี นรู/ ตวั ชี้วดั
ท ๑.๑ ใชก ระบวนการอา นสรา งความรแู ละความคิดเพอ่ื นำไปใชต ัดสนิ ใจ แกปญ หาในการ
ดำเนนิ ชวี ิต และมีนสิ ัยรักการอา น
ม.4-6/8 สงั เคราะหค วามรจู ากการอา นสือ่ สิง่ พมิ พ สือ่ อเิ ล็กทรอนิกส และแหลงเรียนรูตา งๆ
มาพฒั นาตน พัฒนาการเรยี น และพัฒนาความรูทางอาชีพ
ท 4.1 ธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของ
ภาษา ภูมปิ ญ ญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไวเ ปน สมบตั ิของชาติ
ม.4-6/7 วเิ คราะหและประเมนิ การใชภาษาจากส่ือส่ิงพิมพและส่ืออิเล็กทรอนิกส
๓. สาระสำคัญ
การสังเคราะหขอมูลจากการอานส่ือตางๆ จะทำใหไดความรู ซึ่งสามารถนำมาประยุกตใชในการ
พฒั นาตนเอง
๔. จดุ ประสงคก ารเรียนรู
ดานความรู (K)
1. สงั เคราะหค วามรจู ากการอา นไดถ ูกตอ ง
2. นำความรทู ไี่ ดจ ากการสังเคราะหมาประยกุ ตใชในการพฒั นาตนเอง
ดา นทกั ษะ / กระบวนการ(P)
๑. ทกั ษะการเปรียบเทียบ ๓. ทกั ษะการสรา งความรู
๒. ทกั ษะการวิเคราะห ๔. ทักษะการประเมิน
ดานคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค (A)
1. มวี ินัย 3. มุงมัน่ ในการทำงาน
2. ใฝเ รียนรู 4. รกั ความเปน ไทย
๕. สาระการเรยี นรู
สาระการเรียนรูแกนกลาง
๑. การอานจับใจความจากสือ่ ตา งๆ เชน ขาวสารจากส่ือสิ่งพิมพ สื่ออิเล็กทรอนิกส และแหลงเรยี นรู
ตางๆ ในชมุ ชน บทความ นทิ าน เรือ่ งส้ัน นวนยิ าย วรรณกรรมพนื้ บาน วรรณคดีในบทเรยี น บท
โฆษณา สารคดี บันเทิงคดี ปาฐกถา พระบรมราโชวาท เทศนา คำบรรยาย คำสอน บทรอกรอง
รวมสมยั บทเพลง บทอาเศยี รวาท คำขวัญ
๒. การประเมินการใชภาษาจากส่ือสิง่ พมิ พแ ละสื่ออิเล็กทรอนกิ ส
แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ี่ ๓ เร่อื ง การอา น หนา 7
๖. กิจกรรมการเรยี นรู วิธสี อนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) ชวั่ โมงที่ 1
ขั้นที่ 1 ทบทวนความรูเดมิ
๑. ครูถามนกั เรยี นเก่ียวกบั วธิ กี ารอา นเพอ่ื สงั เคราะหว า มวี ธิ ีการ อยางไรบาง เพ่ือทบทวนความรูเดิมของ
นกั เรียน
๒. นักเรียนแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับการอานเพื่อสังเคราะหความรู จากกิจกรรมที่นักเรียนไดทำเมื่อ
ช่ัวโมงที่ผา นมา เพอื่ ตรวจสอบ ความเขา ใจของนกั เรยี น
๓. นกั เรยี นตอบคำถามกระตุน ความคดิ
คำถามกระตนุ ความคดิ ในชวี ติ ประจำวันนกั เรียนไดส ังเคราะห ความรูจากการอานส่ือตางๆ
มากนอ ยเพียงใด (พจิ ารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยใหอยูในดุลยพนิ จิ ของครผู ูสอน)
ขน้ั ท่ี 2 แสวงหาความรใู หม
๑. นักเรียนรวมกลุมเดิม (จากแผนการจัดการเรียนรูท่ี 1) เพ่ือรวมกันศึกษาความรู เรื่อง การสังเคราะห
ความรจู ากสื่อส่งิ พิมพ และสือ่ อิเลก็ ทรอนิกส จากหนงั สือเรยี น และแหลง ขอ มลู สารสนเทศ
๒. นักเรียนแตล ะกลุมรว มกนั อภปิ รายและสรปุ ประเดน็ ความรู ดังน้ี
- หลักการสังเคราะหค วามรูจากสื่อสิ่งพมิ พและส่ืออเิ ล็กทรอนิกส
- หลกั การวิเคราะหและประเมินการใชภาษาจากสอ่ื ส่ิงพิมพและสือ่ อิเลก็ ทรอนิกส
๓. นกั เรยี นตอบคำถามกระตนุ ความคดิ
๔. นักเรียนแตละกลุมอานขอมูลในใบงาน เรื่อง สังเคราะหสารจากการอาน (ตอนท่ี 1 )
คำถามกระตุนความคิด นักเรียนคิดวา การอานจากส่ือประเภทใด ท่ีควรมีการตรวจสอบความ
นาเช่ือถือของขอมูลมากที่สุด (สื่ออิเล็กทรอนิกส เพราะส่ือประเภทนี้บางแหลงไมระบุวันท่ีหรือที่มา
ทำใหไมสามารถอางอิงได และเปนแหลงที่มีการเปลี่ยนแปลงไดรวดเร็ว ถาตองใชสื่อประเภทน้ีตองมี
การตรวจสอบมากกวาหนึ่งแหลงขอมูล และใชสื่อประเภทอื่นสนับสนุนเพ่ือเพ่ิมน้ำหนัก
ความนา เชอ่ื ถือของขอมลู )
ขั้นท่ี 3 ศึกษาทำความเขาใจขอมูล/ความรูใหม และเช่ือมโยงความรูใหมกับความรูเดิม : เทคนิคการเลา
เรื่องรอบวง
๑. นกั เรียนตอบคำถามกระตุนความคิด
๒. สมาชิกแตละกลุมผลัดกันอธิบายความรูท่ีตนไดคนความาใหเพื่อนในกลุมฟง ผลัดกันซักถาม และ
แลกเปลี่ยนความรูหรือขอมูลที่ได หากมีขอสงสัยควรอธิบายจนทุกคนมีความเขาใจชัดเจน จากนั้น
สมาชิกในกลุมรวมกันสรุปเนอ้ื หาที่คนความา
คำถามกระตุนความคิด นักเรียนมีวิธีในการสังเคราะหความรูจากขอมูลที่รวบรวมและคนควา
อยางไร (พิจารณาตามคำตอบของนกั เรยี น โดยใหอ ยใู นดลุ ยพนิ ิจของครูผสู อน)
ขั้นท่ี 4 แลกเปล่ยี นความรูค วามเขา ใจกบั กลุม
๑. นักเรียนแตละกลุมแลกเปล่ียนความคิดเห็นและตรวจสอบความเขาใจเกี่ยวกับเรื่องท่ีคนควาและ
ขอ มลู ทอี่ า นในใบงานอกี ครั้ง เพือ่ สงั เคราะหความรจู ากการอาน
๒. ครูใหนกั เรยี นแตล ะกลุมสง ตัวแทนออกมาแลกเปลี่ยนความคดิ เห็นและตรวจสอบความเขา ใจกับเพอื่ น
กลุมอ่นื
แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท่ี ๓ เร่ือง การอา น หนา 8
ช่ัวโมงที่ 2
ขัน้ ที่ 5 สรปุ และจดั ระเบียบความรู
๑. นักเรียนแตละกลุมสรุปความรูและสังเคราะหความรูท่ีไดจากขอมูลท่ีคนความาลงในแบบบันทึก
การอา น แลวทำใบงาน เร่อื ง การสงั เคราะหสารจากการอา น (ตอนที่ 2-3)
ขน้ั ที่ 6 ปฏิบัตแิ ละ/หรือแสดงผลงาน
๑. นักเรียนแตละกลุมนำเสนอผลงานท่ีหนาช้ันเรียน ครูและเพื่อน ในช้ันเรียนรวมกันตรวจสอบความ
ถูกตองและอภิปรายเพื่อแลกเปล่ียนความคิดเห็น
๒. ครูและนักเรียนรวมกันเฉลยคำตอบในใบงาน ครูอธิบายและซักถามนักเรียน เพ่ือตรวจสอบ
ความเขาใจของนกั เรยี น
๓. นกั เรียนตอบคำถามกระตนุ ความคิด
คำถามกระตุนความคิด นักเรียนคิดวา การสังเคราะหความรูจาก การอานนี้มีสวนชวยใหนักเรียน
เขา ใจเร่อื งที่อานมากข้นึ หรือไม อยา งไร (พจิ ารณาตามคำตอบของนกั เรียน โดยใหอยูใน ดุลยพินิจของ
ครูผูสอน)
ขั้นท่ี 7 ประยุกตใ ชความรู
๑. ครูเสนอแนะใหนักเรียนนำความรูและประสบการณท่ีไดรับจากการสังเคราะหความรูจากการอาน
ส่ือตางๆ ไปประยกุ ตป ฏบิ ัติในการพัฒนาตนเองในการดำเนนิ ชวี ติ
๒. นกั เรียนตอบคำถามกระตุน ความคิด
คำถามกระตุนความคิด นักเรียนสามารถนำวธิ กี ารสังเคราะหความรู จากสือ่ มาประยุกตใ ชใน
ชวี ติ ประจำวันได อยา งไรบา ง (พิจารณาตามคำตอบของนักเรยี น โดยใหอยใู นดุลยพนิ จิ ของครผู สู อน)
๗. การวดั ผลและประเมนิ ผลการเรยี นรู
วธิ ีการ เคร่ืองมอื เกณฑ
ตรวจใบงานที่ 2.1 ใบงานท่ี 2.1 รอ ยละ 60 ผา นเกณฑ
ตรวจแบบบันทกึ การอาน แบบบันทกึ การอาน ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
ประเมนิ การนำเสนอผลงาน แบบประเมนิ การนำเสนอผลงาน ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
สังเกตพฤติกรรมการทำงาน แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานรายบุคคล ระดับคณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
รายบุคคล แบบประเมนิ คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานกลมุ
สงั เกตความมวี ินยั ใฝเ รียนรู และ
มุงมน่ั ในการทำงาน
แผนการจัดการเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท ่ี ๓ เร่อื ง การอา น หนา 9
๘. สอ่ื การเรียนรูหรอื แหลงการเรยี นรู
สื่อการเรียนรู
๑. หนังสือเรียน ภาษาไทย : หลักภาษาและการใชภ าษา ม .6
๒. หนังสอื คนควา เพิม่ เติม
(1) แววมยรุ า เหมอื นนิล. (2541). การอานจบั ใจความ. กรงุ เทพฯ : ชมรมเดก็ .
(2) ศิวกานท ปทุมสตู ิ. (2542). การอา นเพอ่ื ชวี ติ . กรงุ เทพฯ : ตนออ 1999.
(3) สมบัติ จำปาเงิน. (2548). กลเมด็ การอา นใหเกง . กรงุ เทพฯ : สถาพรบุคส.
(4) มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช. (2545). เอกสารการสอนชดุ วชิ าการอา นภาษาไทย
หนวยที่ 1-15. นนทบรุ ี : สำนกั พิมพมหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช.
(5) มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราช. (2549). ประมวลสาระชดุ วิชา 10161 ภาษาไทยเพือ่
การสอ่ื สาร. พิมพค ร้ังที่ 5. นนทบุรี : มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธิราช.
(6) สุพรรณี วราทร. (2545). การอานอยางมีประสทิ ธิภาพ. กรงุ เทพฯ : โครงการเผยแพร
ผลงานวชิ าการ คณะอักษรศาสตร จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย.
3) ใบงาน เรื่อง สังเคราะหสารจากการอาน
แหลงการเรยี นรู
1) หอ งสมุด
2) แหลง ขอ มลู สารสนเทศ
- http://www.nrct.go.th
- http://www.royin.go.th
- http://www.tkpark.or.th
- http://www.sarakadee.com
- http://www.thaiwriterassociation.org
- http://www.sirindhorn.net/index.th.html
แผนการจัดการเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท่ี ๓ เรื่อง การอา น หนา 10
ใบงาน เรื่อง สังเคราะหส ารจากการอา น
คำชี้แจง ใหนกั เรยี นอานขอมลู ตอไปนใ้ี นเวบ็ ไซต
๑. ............................................................จากเว็บไซต. ..................................................................................
ตอนท่ี 2
คำชี้แจง ใหน ักเรยี นวเิ คราะหแ ละประเมินการใชภาษาจากการอา นขอมูลจากสื่อส่งิ พิมพและอิเล็กทรอนกิ ส
ทกี่ ำหนด
ตอนที่ 3
คำชีแ้ จง ใหน กั เรียนสงั เคราะหความรจู ากการอานขอมูลขางตน ในประเดน็ “............................................”
แผนการจัดการเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูที่ ๓ เรื่อง การอา น หนา 11
แผนการจัดการเรียนรูท ่ี ๓
เร่ือง การเขยี นกรอบแนวคิดจากการอา น จำนวน ๒ คาบ
หนว ยการเรียนรูที่ ๓ เร่อื ง การอา น ชั้นมัธยมศึกษาปท่ี ๖
กลุม สาระการเรยี นรภู าษาไทย วิชาภาษาไทย ๕ รหัสวิชา ท ๓๓๑๐๑
ครผู สู อน นางสาวทิพมาศ ดนตรีพงษ
๑. สาระที่ ๑ การอาน
๒. มาตรฐานการเรยี นร/ู ตัวชว้ี ัด
ท ๑.๑ ใชก ระบวนการอา นสรา งความรแู ละความคดิ เพ่อื นำไปใชตัดสนิ ใจ แกปญหาในการ
ดำเนินชวี ิต และมนี สิ ัยรกั การอาน
ม.4-6/7 อา นเรื่องตางๆ เขยี นกรอบแนวคดิ ผังความคิด บนั ทึก ยอ ความ และรายงาน
๓. สาระสำคัญ
การสังเคราะหขอมูลจากการอานสื่อตางๆ จะทำใหไดความรู ซ่ึงสามารถนำมาประยุกตใชในการ
พฒั นาตนเอง
๔. จุดประสงคการเรยี นรู
ดานความรู (K)
1. อธิบายวิธีการเขยี นกรอบแนวคิดจากการอา นได
2. เขยี นกรอบแนวคดิ หรือผังความคดิ จากเร่ืองท่ีอา นได
ดานทกั ษะ / กระบวนการ(P)
๑. ทกั ษะการเปรียบเทยี บ ๓. ทักษะการสรางความรู
๒. ทักษะการวเิ คราะห ๔. ทกั ษะการประเมนิ
ดานคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค (A)
1. มีวินัย 3. มุงมนั่ ในการทำงาน
2. ใฝเ รยี นรู 4. รกั ความเปนไทย
๕. สาระการเรยี นรู
สาระการเรียนรูแกนกลาง
การอานจับใจความจากสื่อตางๆ เชน ขาวสารจากส่ือส่ิงพิมพ ส่ืออิเล็กทรอนิกส และแหลงเรียนรู
ตางๆ ในชุมชน บทความ นิทาน เรื่องส้ัน นวนิยาย วรรณกรรมพื้นบาน วรรณคดีในบทเรียน บทโฆษณา
สารคดี บันเทิงคดี ปาฐกถา พระบรมราโชวาท เทศนา คำบรรยาย คำสอน บทรอยกรองรวมสมัย บทเพลง
บทอาเศยี รวาท คำขวัญ
แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท่ี ๓ เรื่อง การอา น หนา 12
๖. กจิ กรรมการเรยี นรู
วิธสี อนแบบสบื เสาะหาความรู (Inquiry Method : 5E) ชว่ั โมงที่ 1
ขน้ั ที่ 1 กระตนุ ความสนใจ
1. ครูติดแผนผังตัวละคร เสภาเร่ือง ขุนชางขุนแผน ใหนักเรียนดูบนกระดานแลวใหนักเรียนชวยกัน
อธิบายเชอ่ื มโยงความสัมพนั ธข องตัวละครแตละตวั
ข้ันที่ 2 สำรวจคน หา
1. ครูใหนักเรียนแตละกลุม (กลุมเดิมจากแผนการจัดการเรียนรูที่ 1) กำหนดหมายเลขประจำตัวให
สมาชิกแตละคนในกลุมเปนหมายเลข 1-4 ตามลำดับ แลวใหนักเรียนแตละหมายเลขศึกษาความรู
เร่ือง การเขียนกรอบแนวคิดจากการอาน จากหนังสือเรียน หนังสือคนควาเพิ่มเติม หองสมุด และ
แหลง ขอมลู สารสนเทศ ตามประเดน็ ที่กำหนดให ดังน้ี
- หมายเลข 1 ศกึ ษาความรเู รือ่ ง ความหมายและความสำคัญของการเขียนกรอบแนวคดิ
- หมายเลข 2 ศกึ ษาความรเู ร่ือง องคประกอบของการคดิ
- หมายเลข 3 ศึกษาความรูเรือ่ ง กระบวนการเขยี นกรอบ แนวคิดจากการอา น
- หมายเลข 4 ศกึ ษาความรูเรอ่ื ง ตวั อยางการสังเคราะหความรจู ากการอา นโดยใชก รอบแนวคดิ
แลวบันทึกความรทู ไี่ ดจ ากการศึกษาลงในแบบบันทึกการอาน
2. นักเรยี นตอบคำถามกระตุน ความคิด
คำถามกระตุนความคิด การเขียนกรอบแนวคิดจากการอา นสามารถใชแหลงขอมูลเพียงแหลงเดียว
ไดหรือไม เพราะเหตุใด (การอานจากแหลงขอมูลเดยี วอาจไมเพียงพอสำหรับการเขียนกรอบแนวคิด
ความรูบางเรื่องผูอานตองพิจารณาเน้ือหาสาระของแหลงขอมูลที่อานเปนหลักวามีขอมูลหรือ
สาระสำคัญครบถวนหรือไม แตเพื่อเปนการไดขอมูลครอบคลุมควรพิจารณาหรืออานขอมูลจาก
แหลงขอมูลที่หลากหลาย เพื่อจะไดความรู ความคิด ทำความเขาใจและเช่ือมโยงความรูจาก
แหลงขอ มูลไดค รอบคลุมและสมบูรณ )
ข้นั ท่ี 3 อธบิ ายความรู
1. นักเรียนแตละหมายเลขนำความรูที่ไดจากการศึกษามาอธิบายใหเพื่อนในกลุมฟง เรียงตามลำดับ
หมายเลข 1-4 ผลัดกันซักถามหากมีขอสงสัย และผลัดกันอธิบายจนทุกคนมีความรูความเขาใจ
ชดั เจน
2. นกั เรียนแตล ะกลุมรว มกันสรุปความรูเรือ่ ง การเขียนกรอบแนวคิดจากการอา น ในประเด็นตอ ไปนี้
- ความหมายและความสำคญั ของการเขยี นกรอบแนวคดิ
- องคประกอบของการคดิ
- กระบวนการเขยี นกรอบแนวคิดจากการอา น
- ตัวอยา งการสงั เคราะหค วามรจู ากการอานโดยใชกรอบแนวคิด
3. นักเรยี นตอบคำถามกระตนุ ความคดิ
คำถามกระตุนความคิด นักเรียนสามารถนำการเขียนกรอบแนวคิดมาประยุกตใชในการเรียนของ
นกั เรียนไดอ ยา งไรบา ง (พจิ ารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยใหอ ยูในดุลยพินจิ ของครูผสู อน)
แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๓ เร่ือง การอาน หนา 13
ช่ัวโมงที่ 2
ขัน้ ที่ 4 ขยายความเขา ใจ
1. นกั เรียนแตละกลุมชวยกันทำใบงาน เรื่อง เลาเรื่องเปนภาพ และใบงาน เร่ือง สรางกรอบแนวคิดจาก
ขอมูล โดยบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พอประมาณ มีเหตผุ ล มภี ูมิคุมกนั ในตวั ทีด่ ี
2. นักเรียนแตละกลุมชวยกันตรวจสอบความถูกตองของใบงาน หากมีขอบกพรองใหชวยกันแกไขเติม
เตม็ ใหส มบรู ณ
ขัน้ ท่ี 5 ตรวจสอบผล
1. นักเรียนแตละกลุมออกมานำเสนอผลงานในใบงาน หนาช้ันเรียน โดยครูและเพื่อนนักเรียนชวยกัน
ตรวจสอบความถูกตอ งและใหข อ เสนอแนะ
2. นกั เรียนตอบคำถามกระตุนความคดิ
คำถามกระตนุ ความคดิ การเขยี นกรอบแนวคิดจากการอาน มปี ระโยชนต อ นกั เรียนอยา งไร
** ครูมอบหมายใหนักเรียนแตละคนทำสมุดบันทึกการอานในชีวิตประจำวัน โดยใหครอบคลุมประเด็นตามที่
กำหนด ดงั นี้
1. การเขียนกรอบแนวคดิ เรยี งลำดบั ตามสาระสำคญั ของเรือ่ ง
2. การเขยี นสังเคราะหค วามรตู ามประเดน็ จากเรือ่ งท่อี าน
3. การวิเคราะหและประเมินการใชภ าษา
4. การใชภ าษาในการเรยี บเรยี งขอความ
5. การเสนอแนะในการนำไปใช
๗. การวัดผลและประเมินผลการเรยี นรู
วิธกี าร เครอ่ื งมอื เกณฑ
ตรวจใบงาน ใบงาน รอยละ 60 ผา นเกณฑ
ตรวจใบงาน ใบงาน รอยละ 60 ผานเกณฑ
ตรวจแบบบันทกึ การอา น แบบบนั ทึกการอาน ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ประเมนิ การนำเสนอผลงาน แบบประเมินการนำเสนอผลงาน ระดับคณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานกลมุ แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ ระดับคณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ตรวจแบบทดสอบหลังเรยี น หนวยการเรยี นรทู ี่ 2 แบบทดสอบหลงั เรยี น หนว ยการเรยี นรูท่ี 2 รอ ยละ 60 ผานเกณฑ
ตรวจสมดุ บนั ทกึ การอา นในชีวิตประจำวนั แบบประเมินสมุดบันทึกการอา นในชีวติ ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ประจำวัน
แผนการจดั การเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๓ เรอ่ื ง การอาน หนา 14
๘. สอ่ื การเรียนรูห รอื แหลงการเรียนรู
สอ่ื การเรียนรู
๑. หนังสอื เรียน ภาษาไทย: หลกั ภาษาและการใชภ าษา ม.6
๒. หนังสอื คนควา เพิ่มเติม
(1) แววมยรุ า เหมอื นนลิ . (2541). การอานจับใจความ. กรงุ เทพฯ : ชมรมเด็ก.
(2) ศิวกานท ปทุมสูต.ิ (2542). การอา นเพ่ือชีวติ . กรงุ เทพฯ : บริษัทตนออ 1999.
(3) สมบัติ จำปาเงิน. (2548). กลเมด็ การอา นใหเกง. กรงุ เทพฯ : สถาพรบุคส.
(4) มหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช. (2545). เอกสารการสอนชุดวชิ าการอา นภาษาไทย
หนว ยที่ 1-15. นนทบรุ ี : สำนักพมิ พมหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช.
(5) มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. (2549). ประมวลสาระชดุ วชิ า 10161 ภาษาไทย
เพอ่ื การสอื่ สาร. พิมพค รัง้ ท่ี 5. นนทบุรี : มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช.
(6) สุพรรณี วราทร. (2545). การอานอยางมีประสิทธิภาพ. กรุงเทพฯ : โครงการเผยแพร
ผลงานวิชาการ คณะอกั ษรศาสตร จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั .
๓. ผงั ตัวละคร เสภาเร่อื ง ขนุ ชาง-ขนุ แผน
๔. ใบงาน เรอ่ื ง เลา เรื่องเปนภาพ
๕. ใบงาน เรอื่ ง สรางกรอบแนวคิดจากขอมูล
แหลงการเรียนรู
๑. หอ งสมดุ
๒. แหลงขอ มูลสารสนเทศ
- http://www.trueplookpanya.com/true/blog_diary_detail.php?diary_id=1569&f
riend_blog_id=22419
- http://en.wikipedia.org/wiki/Mind_map
- http://www.mindmapping.com
แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูที่ ๓ เรื่อง การอาน หนา 15
ใบงาน เรอ่ื ง เลาเรื่องเปนภาพ
คำชแ้ี จง ใหน กั เรยี นเขยี นกรอบแนวคดิ จากขอมูลทน่ี ักเรียนคนควา
แผนการจดั การเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท ี่ ๓ เรือ่ ง การอาน หนา 16
ใบงานที่ 3.1 เร่ือง เลา เรอ่ื งเปน ภาพ เฉลย
คำชีแ้ จง ใหน กั เรยี นเขียนกรอบแนวคดิ จากขอมูลทีน่ กั เรยี นคนควา (ตวั อยา่ ง)
จบั หวั ขอ้ หรอื ประเดน็ รอง อ่านเน้อื เรอื่ งใหล้ ะเอยี ด คดิ หาหวั เรอื่ งทคี่ รอบคลมุ
เพอื่ มองหาประเดน็ ที่ ความสาํ คญั ของเน้อื เรอื่ ง
สาํ คญั ตา่ งๆ ของเรอื่ ง
้
พยายามให้ แนวทางการเขียน จดั แยกเน้อื หาสาระให้
รายละเอยี ดเพมิ่ เตมิ กรอบแนวคิด เป็นหมวดหมู่
ผงั ความคดิ ผงั มโนภาพ ทาํ ใหเ้ หน็ ความสาํ คญั ชว่ ยฝึกทกั ษะ
ระหว่างทุกสว่ นของความคดิ กระบวนการ
รปู แบบการเขียน รวบยอดหลกั และความคดิ คดิ แลการ
กรอบแนวคิด
รวบยอดรองลงไป จดจาํ
แผนภมู เิ วนน์ ผงั กา้ งปลา การเขียน ความสาํ คญั ของการ
กรอบ เขียนกรอบแนวคิด
แนวคิด
ช่วยในการสรปุ ชว่ ยพฒั นา
ผงั ใยแมงมมุ เน้ือหาจาก ความคดิ แบบมี
ตาํ รา วจิ ารณญาณ
รกั ษาความสะอาด มารยาทในการเขียน ไม่คดั ลอกบทความ
เรยี บรอ้ ย เขยี นดว้ ย กรอบแนวคิด หรอื เน้อื หาตอนใด
ลายมอื ทอี่ า่ นงา่ ย
ตอนหนงึ่ มาโดย
่ไ
ไมเ่ ขยี นเพอื่ มงุ่ เน้น ไมเ่ ขยี นโดยใชอ้ ารมณ์ ตอ้ งบอกแหลง่ ทมี่ า
ทาํ ลายผอู้ นื่ ต่อตนเอง ส่วนตวั เป็นบรรทดั ฐาน ของขอ้ มลู เดมิ เสมอ
และผอู้ นื่
(พจิ ารณาตามคาํ ตอบของนกั เรยี น โดยใหอ้ ยใู่ นดลุ ยพนิ ิจของครผู สู้ อน)
แผนการจดั การเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท ่ี ๓ เรอ่ื ง การอา น หนา 17
ใบงานท่ี 3.2 เรอื่ ง สรางกรอบแนวคิดจากขอมูล
คำชแ้ี จง ใหนกั เรยี นเขียนกรอบแนวคิดจากเรื่องที่นักเรยี นสนใจ
แผนการจัดการเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูที่ ๓ เรื่อง การอา น หนา 18
แผนการจัดการเรียนรูท ่ี ๓
เรื่อง การเขยี นกรอบแนวคิดจากการอา น จำนวน ๒ คาบ
หนว ยการเรียนรูที่ ๓ เร่อื ง การอา น ชั้นมัธยมศึกษาปท่ี ๖
กลุม สาระการเรยี นรภู าษาไทย วิชาภาษาไทย ๕ รหัสวิชา ท ๓๓๑๐๑
ครผู สู อน นางสาวทิพมาศ ดนตรีพงษ
๑. สาระที่ ๑ การอาน
๒. มาตรฐานการเรยี นร/ู ตัวชว้ี ัด
ท ๑.๑ ใชก ระบวนการอา นสรา งความรแู ละความคดิ เพ่อื นำไปใชตัดสนิ ใจ แกปญหาในการ
ดำเนินชวี ิต และมนี สิ ัยรกั การอาน
ม.4-6/7 อา นเรื่องตางๆ เขยี นกรอบแนวคดิ ผังความคิด บนั ทึก ยอ ความ และรายงาน
๓. สาระสำคัญ
การสังเคราะหขอมูลจากการอานสื่อตางๆ จะทำใหไดความรู ซ่ึงสามารถนำมาประยุกตใชในการ
พฒั นาตนเอง
๔. จุดประสงคการเรยี นรู
ดานความรู (K)
3. อธิบายวิธีการเขยี นกรอบแนวคิดจากการอา นได
4. เขยี นกรอบแนวคดิ หรือผังความคดิ จากเร่ืองท่ีอา นได
ดานทกั ษะ / กระบวนการ(P)
๓. ทักษะการเปรียบเทยี บ ๓. ทักษะการสรางความรู
๔. ทกั ษะการวเิ คราะห ๔. ทกั ษะการประเมนิ
ดานคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค (A)
3. มีวินัย 3. มุงมนั่ ในการทำงาน
4. ใฝเ รยี นรู 4. รกั ความเปนไทย
๕. สาระการเรยี นรู
สาระการเรียนรูแกนกลาง
การอานจับใจความจากสื่อตางๆ เชน ขาวสารจากส่ือส่ิงพิมพ ส่ืออิเล็กทรอนิกส และแหลงเรียนรู
ตางๆ ในชุมชน บทความ นิทาน เรื่องส้ัน นวนิยาย วรรณกรรมพื้นบาน วรรณคดีในบทเรียน บทโฆษณา
สารคดี บันเทิงคดี ปาฐกถา พระบรมราโชวาท เทศนา คำบรรยาย คำสอน บทรอยกรองรวมสมัย บทเพลง
บทอาเศยี รวาท คำขวัญ
แผนการจัดการเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ี่ ๓ เรือ่ ง การอาน หนา 19
๖. กจิ กรรมการเรยี นรู
1. ครใู หน ักเรียนแตล ะกลมุ (กลุมเดิมจากแผนการจัดการเรยี นรูท่ี 1) กำหนดหมายเลขประจำตวั ให
สมาชิกแตละคนในกลุมเปน หมายเลข 1-4 ตามลำดบั แลว ใหนักเรยี นแตละหมายเลขศกึ ษาความรเู รื่อง การ
เขียนกรอบแนวคดิ จากการอา น จากหนังสือเรยี น หนงั สอื คนควา เพม่ิ เติม หองสมุด และแหลง ขอ มลู
สารสนเทศ ตามประเด็นท่ีกำหนดให ดงั นี้
- หมายเลข 1 ศึกษาความรูเร่ือง ความหมายและความสำคญั ของการเขียนกรอบแนวคดิ
- หมายเลข 2 ศกึ ษาความรูเรื่อง องคป ระกอบของการคิด
- หมายเลข 3 ศกึ ษาความรูเรื่อง กระบวนการเขยี นกรอบแนวคิดจากการอาน
- หมายเลข 4 ศึกษาความรูเรื่อง ตวั อยา งการสังเคราะหความรูจากการอา นโดยใชก รอบแนวคดิ แลว
บนั ทกึ ความรูทีไ่ ดจากการศกึ ษาลงในแบบบันทกึ การอาน
2. นักเรียนตอบคำถามกระตุนความคดิ
• การเขียนกรอบแนวคิดจากการอานสามารถใชแหลงขอมูลเพียงแหลงเดียวไดหรือไม เพราะเหตุใด
(การอานจากแหลงขอมูลเดียวอาจไมเพียงพอสำหรับการเขียนกรอบแนวคิดความรูบางเร่ืองผูอานตอง
พิจารณาเนื้อหาสาระของแหลงขอมูลท่ีอานเปนหลักวามีขอมูลหรือสาระสำคัญครบถวนหรือไม แตเพื่อเปน
การไดขอมูลครอบคลุมควรพิจารณาหรืออานขอมูลจากแหลงขอมูลท่ีหลากหลาย เพื่อจะไดความรู ความคิด
ทำความเขา ใจและเชอ่ื มโยงความรูจากแหลง ขอ มลู ไดค รอบคลุมและสมบรู ณ )
๓. นักเรียนแตละหมายเลขนำความรูท่ีไดจากการศึกษามาอธิบายใหเพ่ือนในกลุมฟง เรียงตามลำดับ
หมายเลข 1-4 ผลดั กนั ซกั ถามหากมขี อสงสัย และผลดั กันอธิบายจนทุกคนมีความรูค วามเขาใจชดั เจน
๔. นกั เรยี นแตละกลุม รว มกันสรุปความรูเรอ่ื ง การเขยี นกรอบแนวคดิ จากการอาน ในประเด็นตอ ไปน้ี
- ความหมายและความสำคญั ของการเขียนกรอบแนวคิด
- องคประกอบของการคิด
- กระบวนการเขยี นกรอบแนวคิดจากการอาน
- ตัวอยางการสงั เคราะหความรจู ากการอานโดยใชกรอบแนวคดิ
๔. นกั เรยี นตอบคำถามกระตุนความคดิ
คำถามกระตุนความคดิ
• นักเรียนสามารถนำการเขียนกรอบแนวคิดมาประยุกตใชในการเรียนของนักเรียนไดอยางไรบาง
(พิจารณาตามคำตอบของนกั เรยี น โดยใหอยูในดลุ ยพนิ ิจของครูผูส อน)
๕. นักเรียนแตล ะกลมุ ออกมานำเสนอผลงานในใบงาน หนา ชั้นเรียน โดยครูและเพอื่ นนกั เรียน
ชว ยกันตรวจสอบความถูกตอ งและใหขอ เสนอแนะ
๖. นกั เรยี นตอบคำถามกระตุนความคดิ
คำถามกระตนุ ความคดิ
การเขยี นกรอบแนวคดิ จากการอา น มปี ระโยชนตอ นักเรียนอยา งไร
(พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยใหอ ยูใ นดลุ ยพินิจของครูผูสอน)
แผนการจัดการเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท่ี ๓ เรอื่ ง การอา น หนา 20
๗. การวดั ผลและประเมินผลการเรียนรู
วิธีการ เครอื่ งมอื เกณฑ
ตรวจใบงาน ใบงาน รอ ยละ 60 ผานเกณฑ
ตรวจใบงาน ใบงาน รอยละ 60 ผานเกณฑ
ตรวจแบบบันทึกการอาน แบบบนั ทึกการอาน ระดับคณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ประเมนิ การนำเสนอผลงาน แบบประเมินการนำเสนอผลงาน ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุม แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ ระดับคณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ตรวจแบบทดสอบหลังเรยี น หนวยการเรยี นรทู ี่ 2 แบบทดสอบหลงั เรยี น หนวยการเรยี นรูท่ี 2 รอ ยละ 60 ผา นเกณฑ
ตรวจสมดุ บันทึกการอา นในชวี ิตประจำวัน แบบประเมนิ สมดุ บันทึกการอานในชีวติ ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ประจำวนั
๘. ส่ือการเรยี นรูหรอื แหลงการเรยี นรู
1) หนังสอื เรยี น ภาษาไทย: หลกั ภาษาและการใชภ าษา ม.6
2) หนังสอื คนควา เพิ่มเติม
(1) แววมยรุ า เหมอื นนิล. (2541). การอา นจับใจความ. กรุงเทพฯ : ชมรมเด็ก.
(2) ศวิ กานท ปทุมสตู ิ. (2542). การอา นเพ่ือชีวิต. กรุงเทพฯ : บริษัทตน ออ 1999.
(3) สมบตั ิ จำปาเงิน. (2548). กลเม็ดการอา นใหเกง. กรงุ เทพฯ : สถาพรบุคส.
(4) มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าช. (2545). เอกสารการสอนชดุ วิชาการอานภาษาไทย หนว ยท่ี
1-15. นนทบุรี : สำนกั พมิ พม หาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช.
(5) มหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. (2549). ประมวลสาระชดุ วชิ า 10161 ภาษาไทยเพ่ือการ
สอื่ สาร. พมิ พค ร้ังที่ 5. นนทบรุ ี : มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช.
(6) สพุ รรณี วราทร. (2545). การอานอยางมปี ระสทิ ธิภาพ. กรงุ เทพฯ : โครงการเผยแพรผ ลงาน
วิชาการ คณะอักษรศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.
แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท ่ี ๓ เร่อื ง การอา น หนา 21
แบบทดสอบกอนเรียน-หลังเรียน หนวยการเรียนรู
คำชี้แจง ใหนักเรียนเลือกคำตอบท่ีถูกตองที่สุดเพียงขอเดียว
1. การอานวินิจสารควรใชทักษะการอานพื้นฐานใด 6. ขอความในขอใดที่ตีความไดมากกวาหนึ่งความหมาย
เปนสำคัญ ก. เหลาเกาในขวดใหม
ก. การอานแบบกวาดสายตา ข. แมดอกโสนบานเชา
ข. การอานจับใจความสำคัญ ค. สามวันจากนารีเปนอื่น
ค. การอานเพื่อประเมินคา ง. กินเหมือนหมูอยูเหมือนหมา
ง. การอานแปลความ
7. ขอใดไมใชวิธีการอานขยายความ
2. การอานสารชนิดใด ที่ไมควรใชการอานแปลความ ก. การกลาวถึงสาเหตุและผลท่ีสัมพันธกัน
ก. การอานบทกวีนิพนธ ข. ถอยคำท่ีเขียนจะตองมีความหมายท่ีชัดเจน
ข. การอานตำราวิชาการ ค. การอธิบายสิ่งท่ีเก่ียวของกับเรื่องน้ันเพิ่มเติม
ค. การอานปายโฆษณาสินคา ง. การยกตัวอยางหรือขอเท็จจริงมาประกอบ
ง. การอานขาวพยากรณอากาศ เน้ือเรื่องเดิม
3. หลักการสำคัญของการอานแปลความ คือขอใด 8. “อาหารดีสุขภาพดี” แนวคิดสำคัญของขอความนี้
ก. ควรจับประเด็นสำคัญของผูเขียนใหได คือขอใด
ข. ควรแปลเพ่ือใหเขาใจเร่ืองที่อานไดงายข้ึน ก. อาหารที่มีประโยชนสงผลดีตอสุขภาพใหแข็งแรง
ค. ควรแปลความหมายทุกคำท่ีปรากฏในเร่ือง ข. อาหารดีชวยใหสุขภาพจิตและสุขภาพกายแข็งแรง
ง. ควรแปลแลวยังรักษาเนื้อหาและสาระความสำคัญ ค. สุขภาพท่ีแข็งแรงเกิดจากการรับประทานอาหารท่ี
ของเรื่องภาษาตางประเทศ สดสะอาด
ง. สุขภาพไมแข็งแรงเพราะรับประทานอาหารท่ีไมมี
4. สัญลักษณดังกลาว หมายความวาอยางไร ประโยชน
ก. ระวังอันตรายจากฝุนละออง
ข. ระวังอันตรายจากคล่ืนเสียง 9. สิ่งสำคัญสำหรับการอานตีความ คือขอใด
ค. ระวังอันตรายจากไฟฟาแรงสูง ก. ใชความคิดสรางสรรคตีความหมายของขอความ
ง. ระวังอันตรายจากกัมมันตภาพรังสี ข. พิจารณาสาระและเจตนาของผูเขียนที่ตองการส่ือ
ค. อานเรื่องใหละเอียดแลวจับประเด็นสำคัญของ
5. ขอใดเปนหลักเกณฑการอานตีความ ผูเขียน
ก. ตองมีความคิดแทรกขณะที่อาน ง. อาศัยบริบทเพื่อชวยในการอธิบายความหมาย
ข. ตองเขาใจความหมายของศัพทท่ีอาน ของคำ
ค. ตองคาดคะเนส่ิงที่นาจะเปนขณะท่ีอาน
ง. ตองจับประเด็นสำคัญของเรื่องท่ีอานได 10. ขอใดไมใชหลักการอานเพ่ือประเมินคา
ก. พิจารณาความรูสึก
ข. พิจารณาภาษาที่ใช
ค. พิจารณากลวิธีการแตง
ง. พิจารณาเกี่ยวกับรูปแบบคำประพันธ
1. ง 2. ข 3. ข 4. ง 5. ค
6. ค 7. ค 8. ค 9. ค 10. ก
แผนการจัดการเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท ี่ ๓ เรอ่ื ง การอา น หนา 22
แบบทดสอบกอนเรียน-หลังเรียน หนวยการเรียนรู
คำชี้แจง ใหนักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงขอเดียว
1. วิธีการอานเพื่อสังเคราะหความรู ตองอาศัยการอาน 5. การอานสารใดท่ีไมเหมาะกับการอานเพื่อสังเคราะห
แบบใดเพื่อยอยขอมูลจากสิ่งที่อาน ความรู
ก. การอานในใจและการอานวิเคราะห ก. โปสเตอรเชิญชวนซ้ือผลิตภัณฑเสริมความงาม
ข. การอานออกเสียงและการอานตีความ ข. โปสเตอรรายงานผลการวิจัยดานสุขภาพ
ค. การอานสรุปความและการอานจับใจความ ค. โปสเตอรวิธีการใชทรัพยากรธรรมชาติ
ง. การอานแปลความและการอานแสดงความคิดเห็น ง. โปสเตอรประวัติวัฒนธรรมทองถิ่น
2. ขอใดกลาวถึงความสำคัญของการอานเพ่ือสังเคราะห 6. บุคคลในขอใดมีวิธีการอานเพ่ือสังเคราะหความรู
ไดถูกตอง ถูกตอง
ก. ชวยใหจับประเด็นสำคัญจากเรื่องที่อานไดรวดเร็ว ก. เกริกอานขอมูลจากแหลงสารสนเทศเทานั้น
ข้ึน ข. ไมงามเลือกบทอานท่ีสามารถอางอิงที่มาได
ข. ทำใหมีวิจารณญาณในการรับสารและเกิดความคิด ค. แกวอานเฉพาะบทสรุปตอนทายของบทอาน
ค. ชวยผอนคลายอารมณและสรางความเพลิดเพลิน ง. มณีเลือกเฉพาะบทอานที่ตนเองสนใจและ
ง. ทำใหทักษะการสื่อสารมีประสิทธิภาพมากย่ิงขึ้น ช่ืนชอบ
3. การอานเพื่อสังเคราะหความรูมีแนวทางสำคัญท่ีใชใน 7. ขอใดไมใชความสำคัญของการเขียนกรอบแนวคิด
การอานแบบใด ก. เปนเครื่องมือในการจดบันทึกสาระสำคัญและ
ก. อานเพื่อพิจารณาขอบกพรองและขอดีของงานเขียน ชวยจำ
ข. อานแบบกวาดสายตาเพื่อหาขอมูลที่ไมตรงประเด็น ข. ใชในการวางแผนเพื่อเตรียมงานหรือการเขียน
ค. เลือกบทอานหลายบทเพ่ือใหไดเนื้อหาที่ตองการ รายงาน
ครบถวน ค. ชวยสรุปความหมายจากการปฏิบัติงาน
ง. ควรอานงานอยางมีอคติเพ่ือชวยใหมองงานได ภาคสนาม
ครอบคลุม ง. ชวยตอยอดและขยายความรูที่มีอยูเดิมใหเพิ่มข้ึน
4. วิธีการใดชวยใหการจัดกลุมความคิดรวบยอดจากการ 8. การเขียนความคิดรวบยอดไวสวนบนแลวลากเสนให
อานไดชัดเจนท่ีสุด สัมพันธกับความคิดรวบยอดอ่ืนๆ เปนการเขียนกรอบ
ก. ทำบัตรบันทึกขอความ แนวคิดแบบใด
ข. การขีดเสนใตขอความ ก. ผังมโนภาพ
ค. การวาดภาพประกอบ ข. ผังกางปลา
ง. การเขียนผังความคิด ค. ผังใยแมงมุม
ง. แผนภูมิเวนน
แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูที่ ๓ เรื่อง การอา น หนา 23
9. ขอใดเปนวิธีการการเขียนกรอบแนวคิดที่เหมาะสม 10. วิธีการใดแสดงถึงมารยาทในการเขียนกรอบแนวคิด
ก. ปรุงแสดงความคิดนอกเหนือจากเรื่องท่ีอาน ก. เขียนโดยบอกแหลงที่มาของขอมูลเดิมเสมอ
ข. ปรางจัดลำดับรายละเอียดตามเหตุผลและเวลา ข. คัดลอกบทความหรือเน้ือความบางตอนของผูอื่น
ค. โปงใชศัพทเฉพาะของตนเพื่อประหยัดถอยคำ ค. เขียนเพื่อสรางความเช่ือมั่นในแกตนเองเปน
ง. แปงโยงประเด็นทุกประเด็นรวมกันเพื่อความ สำคัญ
ชัดเจน ง. เขียนตามความสนใจและความรูเดิมของตนเองที่มี
1. ค 2. ข 3. ค 4. ง 5. ก
6. ข 7. ง 8. ก 9. ข 10. ก
แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรยี นรทู ่ี ๔ เร่อื งเสภาเรอ่ื ง ขุนชางขุนแผน หนา 1
แผนการจัดการเรียนรทู ี่ ๑
เรือ่ ง ความเปน มาและประวัติผูแ ตง จำนวน ๒ คาบ
หนว ยการเรียนรูที่ ๔ เรื่อง เสภาเรือ่ ง ขนุ ชา งขุนแผน ชั้นมธั ยมศึกษาปที่ ๖
กลุมสาระการเรยี นรภู าษาไทย วิชาภาษาไทย ๕ รหสั วิชา ท ๓๓๑๐๑
ครผู สู อน นางสาวทิพมาศ ดนตรีพงษ
1. สาระท่ี ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม
2. มาตรฐานการเรียนรู/ ตัวช้วี ดั
ท 1.1 ม.4-6/1 อานออกเสยี งบทรอ ยแกวและบทรอยกรองไดอยา งถูกตอง ไพเราะ และเหมาะสม
กบั เรอ่ื งทอี่ า น
ท 5.1 ม.4-6/1 วิเคราะหและวจิ ารณว รรณคดีและวรรณกรรมตามหลกั การวิจารณเบือ้ งตน
ม.4-6/2 วเิ คราะหลกั ษณะเดน ของวรรณคดีเช่ือมโยงกับการเรยี นรูทางประวตั ศิ าสตรแ ละวิถี
ชวี ิตของสงั คมในอดีต
3. สาระสำคัญ
การอานออกเสียงบทเสภาเร่ือง ขุนชางขุนแผน ตอนขุนชางถวายฎีกา ตองอานออกเสียงใหถูกตอง
ไพเราะและเหมาะสมสามารถทองบทอาขยาน วิเคราะห วิจารณตามหลกั การเบอ้ื งตน และยังตอ งรูประวัติ
ผแู ตง อกี ดว ย
4. จดุ ประสงคการเรียนรู
ดา นความรู (K)
๑. อา นออกเสยี งบทรอยกรองไดถูกตอง ไพเราะ และเหมาะสมกบั เรื่องที่อาน
๒. อธิบายความเปน มาของเสภาเร่ือง ขนุ ชา งขุนแผน ตอนขุนชางถวายฎีกาได
๓. บอกประวัติผูแ ตง เสภาเร่อื ง ขุนชา งขุนแผน ตอนขนุ ชางถวายฎีกาได
๔. ทองจำและบอกคุณคา บทอาขยานตามที่กำหนด และบทรอยกรองทม่ี ีคณุ คาตามความสนใจ
และนำไปใชอางอิงได
ดา นทกั ษะ / กระบวนการ(P)
๑. ทักษะการเปรียบเทยี บ ๓. ทกั ษะการสรา งความรู
๒. ทกั ษะการวิเคราะห ๔. ทกั ษะการประเมนิ
ดานคุณลักษณะอนั พึงประสงค (A)
๑. มวี ินัย 3. มุงมน่ั ในการทำงาน
๒. ใฝเรยี นรู 4. รักความเปน ไทย
5. สาระการเรยี นรู
สาระการเรียนรแู กนกลาง
๑. การอานออกเสยี ง ประกอบดวย บทรอ ยกรอง เชน โคลง ฉนั ท กาพย กลอน
๒. หลักการวเิ คราะหและวิจารณวรรณคดีและวรรณกรรมเบ้ืองตน
๓. บทอาขยานและบทรอ ยกรองทีม่ ีคุณคา
แผนการจัดการเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรยี นรทู ่ี ๔ เรอ่ื งเสภาเรือ่ ง ขนุ ชางขุนแผน หนา 2
6. กิจกรรมการเรียนรู
ชั่วโมงท่ี 1 นักเรียนทำแบบทดสอบกอนเรียน หนวยการเรียนรูที่ 1 เร่ือง เสภาเรอ่ื ง ขุนชางขุนแผน
ตอนขนุ ชางถวายฎีกา
๑. ครูแบงนักเรียนเปนกลุม กลุมละ 4 คน คละกันตามความสามารถ คือ เกง ปานกลางคอนขางเกง ปาน
กลางคอนขา งออ น และออ น
2. นักเรียนแตละกลุมรวมกันอภิปรายเก่ียวกับหลักการอานออกเสียงบทรอยกรอง ตามที่เคยไดเรียนมา แลว
ครูใหนักเรียนฟงซีดีการอาน บทรอยกรอง จากน้ันรวมกันวิเคราะหว า เหมือนกับท่ีนักเรียนเคยเรียนมาหรือไม
อยา งไร
3. ครูสุมเรียกนักเรียน 2-3 กลุม อานออกเสียงบทรอยกรองเสภาเร่ือง ขุนชางขุนแผน ตอน ขุนชางถวาย
ฎีกา ตามหลกั ทเี่ คยเรียนมาใหเพื่อนฟงท่หี นา ช้ันเรยี น โดยครูและเพื่อนนกั เรียนรวมกันตรวจสอบความถกู ตอ ง
และใหข อเสนอแนะ
4. ครถู ามคำถามใหนกั เรียนชวยกันตอบ เชน
- การขับเสภา เหมอื นหรือแตกตา งจากการอา นบทรอ ยกรองหรอื ไม อยางไร
- การขบั เสภานิยมนำมาใชขบั เมื่อใด โดยครคู อยกระตุนใหนักเรียนทกุ คนมีสวนรวมในการตอบ
ช่ัวโมงท่ี ๒
1. ครูใหนักเรียนแตละกลุมจับคูกันเปน 2 คู แลวใหแตละคูรวมกันศึกษาความรูเรื่อง เสภาเรื่อง ขุนชาง
ขนุ แผน ตอนขุนชางถวายฎีกา จากหนังสือเรยี น หนงั สอื คนควาเพิ่มเติม หองสมุด และแหลงขอมูลสารสนเทศ
ในประเด็นตอไปน้ี แลวบนั ทึกความรูท่ไี ดจ ากการศกึ ษาลงในแบบบนั ทกึ การอา น
- ความเปนมาของเร่ือง
- ประวตั ผิ แู ตง
๒. นักเรียนแตละคูกลับเขากลุมเดิม (4 คน) ผลัดกันนำความรูที่ไดจากการศึกษามาอธิบายใหเพ่ือนอีกคูหน่ึง
ฟง ตามประเด็นท่ีกำหนด ดังนี้ แลวใหนักเรียนแตละคู ผลัดกันซกั ถามตามประเด็นทีส่ งสัย และผลัดกนั อธิบาย
จนทกุ คนมคี วามเขาใจชัดเจนตรงกนั
- ความเปน มาของเร่อื ง
- ประวตั ผิ แู ตง
2. นักเรียนแตล ะกลมุ รวมกนั สรุปความรทู ีไ่ ดจ ากการศึกษาเปน องคค วามรูของกลุม
๓. นักเรยี นแตล ะคนทำใบงานที่ 1.1 เร่อื ง สรรพสารนารู ตอน ขนุ ชา งถวายฎีกา
๔. นักเรียนแตละคนผลดั กันอธบิ ายคำตอบในใบงานท่ี 1.1 แลว รวมกนั สรุปเปนคำตอบของกลุม
๖. ครูสุมเรียกนักเรียนแตละกลุมออกมานำเสนอผลงานในใบงาน หนาช้ันเรียน ครูและเพ่ือนนักเรียนเปนผู
ตรวจสอบความถูกตอ ง และใหข อ เสนอแนะ
๗. นักเรียนรวมกันวเิ คราะหคุณคาและความสำคญั ของเสภาเรอื่ ง ขนุ ชางขุนแผน ตอนขนุ ชางถวายฎกี า ครู
ตรวจสอบความถูกตอง เหมาะสม และเสนอแนะเพม่ิ เติม
๘. ครูและนักเรียนรวมกันสรุปความรูเรื่อง ประวัติความเปนมา และประวัติผูแตงเสภาเร่ือง ขุนชางขุนแผน
ตอนขนุ ชางถวายฎีกา
๙. ครูใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันฝกอานออกเสียงบทรอยกรองเสภาเร่ือง ขุนชางขุนแผน ตอนขุนชางถวาย
ฎีกา แลว ครนู ัดหมายการอา นออกเสยี งเปนรายบุคคล หรอื รายกลุมตามความเหมาะสม (นอกเวลาเรยี น) ฃ
แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรียนรูท ี่ ๔ เร่ืองเสภาเรือ่ ง ขุนชา งขุนแผน หนา 3
๗. การวดั ผลและประเมินผลการเรียนรู
วธิ กี าร เครอ่ื งมือ เกณฑ
ตรวจแบบทดสอบกอ นเรยี น หนว ยการเรียนรู แบบทดสอบกอนเรยี น หนวยการเรียนรู (ประเมนิ ตามสภาพจริง)
ตรวจใบงาน ใบงาน รอยละ 60 ผานเกณฑ
ประเมนิ การอานออกเสียงบทรอ ยกรอง แบบประเมนิ การอานออกเสียงบทรอยกรอง ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ตรวจแบบบันทึกการอาน แบบบนั ทกึ การอา น ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ประเมนิ การนำเสนอผลงาน แบบประเมินการนำเสนอผลงาน ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
สงั เกตพฤติกรรมการทำงานรายบคุ คล แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบุคคล ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานกลุม แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุม ระดับคณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สังเกตความมวี นิ ัย ใฝเรยี นรู มุง มน่ั ในการ แบบประเมินคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
ทำงาน และรักความเปนไทย
ตรวจการทองบทอาขยานเสภาเรอ่ื ง ขนุ ชา ง แบบประเมนิ การทอ งบทอาขยานเสภาเรือ่ ง ระดับคณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
ขนุ แผน ตอนขนุ ชางถวายฎกี า ขนุ ชา งขุนแผน ตอนขุนชางถวายฎีกา
๘. สอ่ื การเรยี นรหู รือแหลงการเรยี นรู
8.1 สื่อการเรยี นรู
1) หนังสอื เรียน ภาษาไทย : วรรณคดแี ละวรรณกรรม ม.6
2) หนงั สอื คน ควา เพม่ิ เติม
- ร่นื ฤทัย สจั จพันธ.ุ (2544). เลาเรอื่ งขนุ ชางขุนแผน จากเสภาเรอ่ื งขนุ ชางขุนแผน. เชียงใหม :
ธารปญญา.
3) ซดี กี ารอานทำนองเสนาะ
4) ใบงานท่ี 1.1 เรื่อง สรรพสารนารู ตอนขุนชางถวายฎีกา
8.2 แหลง การเรยี นรู
1) หอ งสมุด
2) แหลงขอมลู สารสนเทศ
http://203.172.244.194/ictwork51/pranee/p2.html
http://www.thaigoodview.com/library/contest2551/thai04/o4/suriyothai/index.htm
- http://www.tkpark.or.th
- http://www.manager.com
- http://www.matichon.co.th
- http://www.sarakadee.com
- http://www.thaiwriterassociation.org
- http://www.sirindhorn.net/index.th.html
แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรยี นรูที่ ๔ เรือ่ งเสภาเร่อื ง ขนุ ชางขุนแผน หนา 4
ใบงาน เรอ่ื ง สรรพสารนารู ตอนขุนชา งถวายฎกี า
คำชแ้ี จง ใหน ักเรียนตอบคำถามตอไปนี้
1. เสภาเรอื่ ง ขนุ ชา งขนุ แผน ไดร ับยกยองจากวรรณคดีสโมสรใหเปนยอดของวรรณคดีประเภทใด
2. เสภาเรอ่ื ง ขุนชางขนุ แผน มเี คา ท่ีมาจากเรื่องจรงิ ที่เกดิ ข้ึนในสมัยใด
3. การนำเร่ือง ขนุ ชางขนุ แผน มาขบั เสภา สนั นษิ ฐานวาเกิดข้ึนในสมยั ใด
4. การขบั เสภามมี ูลเหตมุ าจากอะไร
5. ประเพณกี ารขบั เสภาแตเดิมมามีการใชเครื่องดนตรีอะไรประกอบการขบั
6. การขบั เสภาประกอบวงปพาทย เกิดขนึ้ ครง้ั แรกในสมยั ใด
7. การขับเสภาประกอบวงปพาทย เรียกวา อะไร
8. การขบั เสภาที่มีปพ าทยร บั และมกี ารรา ยรำประกอบ เรยี กวา อะไร
9. กวีผแู ตงเสภาเร่ือง ขนุ ชา งขุนแผน ตอนขนุ ชา งถวายฎกี า คือใคร
10. เสภาเรื่อง ขนุ ชางขนุ แผน ตอนใดที่เปนผลงานของสนุ ทรภู
11. เสภาเรื่อง ขุนชา งขนุ แผน มที ั้งหมดกี่ตอน
12. เสภาเรอื่ ง ขนุ ชางขุนแผน แตงดว ยคำประพันธประเภทใด
13. กลอนเสภามีลักษณะตางจากกลอนแปดอยา งไร
14. ในราชสำนกั ตง้ั แตส มัยรัชกาลท่ี 2 เปนตนมา มักขบั เสภาถวายในโอกาสใด
15. สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสนั นษิ ฐานวา “พระพันวษา” ในเรอื่ งขนุ ชา ง
ขนุ แผน นา จะหมายถึงพระมหากษัตรยิ พระองคใด
แผนการจดั การเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรียนรูท ี่ ๔ เรอื่ งเสภาเรื่อง ขุนชา งขุนแผน หนา 5 เฉลย
ใบงาน เร่ือง สรรพสารนา รู ตอนขุนชา งถวายฎกี า
คำชแ้ี จง ใหน กั เรียนตอบคำถามตอไปนี้
1. เสภาเรอื่ ง ขนุ ชา งขุนแผน ไดร บั ยกยองจากวรรณคดสี โมสรใหเ ปนยอดของวรรณคดปี ระเภทใด
ยอดของกลอนเสภา
2. เสภาเรอื่ ง ขุนชางขุนแผน มเี คาที่มาจากเร่ืองจรงิ ทเ่ี กดิ ข้ึนในสมัยใด
สมยั อยธุ ยาตอนตน
3. การนำเรือ่ ง ขนุ ชางขุนแผน มาขับเสภา สนั นิษฐานวา เกิดขนึ้ ในสมยั ใด
รัชสมยั สมเด็จพระนารายณมหาราช สมัยอยธุ ยาตอนกลาง
4. การขบั เสภามมี ลู เหตมุ าจากอะไร
การเลานิทาน
5. ประเพณกี ารขบั เสภาแตเ ดิมมามีการใชเ คร่ืองดนตรีอะไรประกอบการขับ
กรบั
6. การขบั เสภาประกอบวงปพาทย เกิดขึ้นครง้ั แรกในสมัยใด
รชั กาลที่ 2
7. การขบั เสภาประกอบวงปพาทย เรียกวา อะไร
เสภาทรงเครอ่ื ง
8. การขับเสภาทีม่ ีปพาทยรบั และมกี ารรา ยรำประกอบ เรยี กวา อะไร
เสภารำ
9. กวีผูแตง เสภาเร่ือง ขุนชา งขนุ แผน ตอนขนุ ชา งถวายฎกี า คือใคร
ไมปรากฏนามผูแตง
10. เสภาเร่อื ง ขุนชา งขุนแผน ตอนใดทเี่ ปนผลงานของสุนทรภู
กำเนดิ พลายงาม
11. เสภาเรื่อง ขุนชา งขนุ แผน มที ง้ั หมดกี่ตอน
43 ตอน
12. เสภาเรอ่ื ง ขุนชางขุนแผน แตงดว ยคำประพันธประเภทใด
กลอนเสภา
13. กลอนเสภามีลักษณะตางจากกลอนแปดอยางไร
กลอนเสภามจี ำนวนคำในแตละวรรคไมแ นนอน
14. ในราชสำนกั ตง้ั แตส มยั รัชกาลท่ี 2 เปนตน มา มักขับเสภาถวายในโอกาสใด
ขบั เสภาถวายเมอื่ ทรงเคร่ืองใหญ
15. สมเดจ็ พระเจา บรมวงศเ ธอ กรมพระยาดำรงราชานภุ าพ ทรงสนั นษิ ฐานวา “พระพันวษา” ในเรือ่ งขุนชา ง
ขุนแผน นาจะหมายถึงพระมหากษัตรยิ พระองคใด
สมเด็จพระรามาธบิ ดที ี่ 2
แผนการจัดการเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรียนรทู ี่ ๔ เรอ่ื งเสภาเร่อื ง ขนุ ชา งขุนแผน หนา 6
แผนการจดั การเรยี นรทู ี่ ๒
เรือ่ ง สรปุ เนอ้ื หาและคำศัพท จำนวน ๒ คาบ
หนว ยการเรียนรูท ่ี ๔ เรื่อง เสภาเร่ือง ขุนชา งขนุ แผน ชั้นมธั ยมศึกษาปท ่ี ๖
กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย วิชาภาษาไทย ๕ รหัสวิชา ท ๓๓๑๐๑
ครผู ูส อน นางสาวทิพมาศ ดนตรพี งษ
1. สาระที่ ๕ วรรณคดแี ละวรรณกรรม
2. มาตรฐานการเรียนร/ู ตัวชวี้ ัด
ท 5.1 ม.4-6/1 วเิ คราะหและวจิ ารณวรรณคดีและวรรณกรรมตามหลักการวิจารณเบอ้ื งตน
การอานออกเสยี งบทเสภาเรอื่ ง ขนุ ชางขนุ แผน ตอนขนุ ชา งถวายฎีกา ตองอานออกเสยี งใหถูกตอ งไพเราะ
และเหมาะสมสามารถทองบทอาขยาน วิเคราะห วิจารณตามหลักการเบ้ืองตน และยังตองรูประวัติผูแตง
อกี ดวย
3. สาระสำคญั
เสภาเร่ือง ขุนชา งขุนแผน เปนบทประพันธท่ีมีคุณคาท้ังดานเนื้อหา ดานวรรณศิลป และดานสังคม ซึ่งการ
ท่จี ะเขาใจเน้ือหาของเร่ืองไดน ั้น จำเปนตองรูคำศัพทท่ีปรากฏอยูในเรื่อง เพ่ือจะไดถอดความบทประพนั ธและ
เขา ใจเนื้อหาของเรื่องไดอยา งถูกตอง
4. จดุ ประสงคการเรียนรู
ดานความรู (K)
๑. อา นออกเสียงบทรอ ยกรองไดถกู ตอง ไพเราะ และเหมาะสมกบั เรอื่ งที่อา น
๒. อธบิ ายความเปน มาของเสภาเรอื่ ง ขนุ ชา งขุนแผน ตอนขุนชางถวายฎีกาได
๓. บอกประวัติผแู ตงเสภาเรอ่ื ง ขุนชางขุนแผน ตอนขนุ ชางถวายฎกี าได
๔. ทอ งจำและบอกคุณคาบทอาขยานตามที่กำหนด และบทรอยกรองทีม่ ีคุณคา ตามความสนใจ
และนำไปใชอ า งองิ ได
ดา นทักษะ / กระบวนการ(P)
๑. ทกั ษะการเปรยี บเทียบ ๓. ทักษะการสรางความรู
๒. ทกั ษะการวเิ คราะห ๔. ทักษะการประเมิน
ดานคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค (A)
๑. มีวินัย 3. มุงมัน่ ในการทำงาน
๒. ใฝเรียนรู 4. รกั ความเปน ไทย
5. สาระการเรียนรู
สาระการเรียนรูแ กนกลาง
- หลักการวเิ คราะหแ ละวิจารณว รรณคดแี ละวรรณกรรมเบ้ืองตน
- การพจิ ารณาเนื้อหาและกลวิธใี นวรรณคดีและวรรณกรรม
แผนการจัดการเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรยี นรทู ่ี ๔ เร่ืองเสภาเรือ่ ง ขนุ ชา งขุนแผน หนา 7
6. กจิ กรรมการเรยี นรู
ช่วั โมงที่ 1
1. นักเรียนรวมกลุมเดิม (จากแผนการจัดการเรียนรูท่ี 1) แลวครูแจกบัตรคำช่ือตวั ละครในเสภาเร่ือง
ขุนชา งขุนแผน ตอนขนุ ชางถวายฎีกา ใหนกั เรียนกลุมละ 1 ใบ แลวใหน ักเรียนแตละกลุมชวยกันบอกลกั ษณะ
และความสำคญั ของตวั ละครนั้นๆ เพื่อเปนการทบทวนความรเู ดมิ ของนกั เรยี น
2. นักเรียนตอบคำถามกระตุนความคดิ คำถามกระตุนความคดิ นักเรียนคิดวา ตัวละครใดมีบทบาท
สำคญั ที่สดุ ในเสภาเรอื่ ง ขุนชางขนุ แผน เพราะเหตใุ ด (พิจารณาตามคำตอบของนักเรยี น โดยใหอ ยู ในดุลย
พินจิ ของครผู สู อน)
๓. ครูตดิ แผนภมู ิตัวอยา งบทประพนั ธจ ากเสภาเรื่อง ขนุ ชา งขนุ แผน ตอนขนุ ชา งถวายฎีกา ให
นักเรยี นดูบนกระดาน แลว ครูใหน ักเรียนชว ยกันถอดความบทประพนั ธดงั กลา ว ตามความเขาใจของนักเรยี น
๔. ครอู ธิบายวิธีการคน หาความหมายของคำศัพท และวธิ ถี อดความบทประพนั ธ เพื่อใหนักเรียนมี
ความรูความเขาใจมากย่งิ ข้นึ
๕. ครใู หนักเรียนแตละกลมุ รวมกนั อานเสภาเรอื่ ง ขุนชางขุนแผน ตอนขนุ ชา งถวายฎกี า จากหนงั สือ
เรียน แลว ชวยกนั ถอดความ พรอ มท้ังหาความหมายของคำศพั ทเพมิ่ เติมจากหนงั สือคน ควาเพม่ิ เติม หองสมุด
และแหลงขอมลู สารสนเทศ
๖. ครูสุมนักเรยี นแตล ะกลมุ ออกมาถอดความบทประพนั ธ พรอ มบอกความหมายของคำศพั ทในบทที่
กำหนด ครแู ละนกั เรียนชว ยกันตรวจสอบความถูกตอง
๗. นักเรียนแตละกลุมชวยกันทำใบงาน เร่ือง รูความตามทองเรื่อง ตอนขุนชางถวายฎีกา และทำ
ใบงาน เร่อื ง คนคำไขความ ตอนขุนชางถวายฎกี า แลว ครูและนกั เรยี นชวยกันเฉลยคำตอบในใบงาน
๘. นักเรยี นตอบคำถามกระตุนความคิด คำถามกระตุนความคิด การรูความหมายของคำศัพท
ตางๆ และ คำศัพทโบราณท่ีกวีใชในบทประพันธ มีประโยชนหรือมีคุณคาอยางไร (มีประโยชนและคุณคา
หลายประการ เชน
1) ชวยใหเ ขา ใจความหมายของบทประพนั ธม ากยง่ิ ขนึ้
2) ชวยเพ่ิมพนู ความรูด า นคำศัพทไทยโบราณ
3) ชว ยใหเ ห็นภมู ิปญ ญาของกวีดานการใช ภาษา
4) คำศัพทบางคำยังชว ยสะทอนความคดิ ความเชอื่ ของคนในยคุ อดีตใหเ ราไดเขา ใจอีกดวย)
ชั่วโมงท่ี 2
1. ครแู ละนักเรียนรว มกันสรุปเนื้อหาและคำศัพทจากเสภาเรอ่ื ง ขุนชางขนุ แผน ตอนขุนชา งถวายฎกี า
และนำความรูท่ไี ดไปประยุกต ใชใ นการศึกษาความรูเสภาเร่อื ง ขุนชางขนุ แผน ตอนขุนชางถวายฎกี าตอไป
2. นักเรยี นตอบคำถามกระตุนความคิด คำถามกระตุนความคดิ ถา นักเรียนเปนนางวันทอง นกั เรยี น
จะเลอื กอยูกับขนุ ชา งหรือขนุ แผน เพราะเหตุใด (พจิ ารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยใหอยู ในดุลยพินจิ ของ
ครผู สู อน)
๓. นักเรียนแตละกลมุ ออกมานำเสนอผลงานในใบงาน แลวรว มกนั เฉลยคำตอบ
๔. นักเรียนตอบคำถามกระตุนความคิด คำถามกระตุนความคิด นักเรียนคิดวา มีคำศัพทใดบางใน
วรรณคดีเร่ืองน้ีที่สะทอนใหเขาใจสภาพสังคมไทยสมัยกอน (พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยใหอยูใน
ดุลยพินิจของครูผูสอน เชน นักเรียนอาจตอบวา คำศัพทคำวา อิทธิเจ สะทอนความเช่ือเร่ือง ไสยศาสตร
คำศัพทคำวา ถกเขมร สะทอ นการนุง ผาแบบหนึ่งของคนไทยสมัยกอน เปนตน )
แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรียนรูท ่ี ๔ เรื่องเสภาเรื่อง ขุนชา งขุนแผน หนา 8
๗. การวัดผลและประเมนิ ผลการเรียนรู เครอื่ งมอื เกณฑ
วธิ ีการ
ใบงาน รอยละ 60 ผา นเกณฑ
ตรวจใบงาน ใบงาน รอ ยละ 60 ผานเกณฑ
ตรวจใบงาน แบบประเมินการนำเสนอผลงาน ระดับคณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ประเมินการนำเสนอผลงาน แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานรายบคุ คล ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบคุ คล แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุม แบบประเมินคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค ระดับคณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สังเกตความมีวินยั ใฝเรยี นรู มงุ มน่ั ในการ
ทำงาน และรักความเปน ไทย
๘. ส่ือการเรยี นรหู รอื แหลงการเรยี นรู
8.1 ส่อื การเรียนรู
1) หนงั สือเรียน ภาษาไทย : วรรณคดแี ละวรรณกรรม ม.6
2) หนังสอื คน ควา เพ่ิมเติม
(1) ประจกั ษ ประภาพิทยากร. (2508). นามานุกรม ขุนชาง-ขุนแผน. กรงุ เทพฯ : ไทยวัฒนา
พานิช.
(2) ร่ืนฤทยั สจั จพันธุ. (2544). เลาเรอ่ื งขุนชางขุนแผน จากเสภาเรอ่ื งขนุ ชา งขนุ แผน. เชียงใหม :
ธารปญญา.
(3) ราชบณั ฑติ ยสถาน. (2546). พจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ :
นานมีบุค สพับลเิ คชนั่ ส.
3) บัตรคำ
4) แผนภมู ิตวั อยางบทประพนั ธจากเสภาเรอื่ ง ขุนชางขุนแผน ตอนขนุ ชา งถวายฎกี า
5) ใบงาน เร่ือง รูค วามตามทองเร่ือง ตอนขุนชางถวายฎกี า
6) ใบงาน เรอื่ ง คนคำไขความ ตอนขนุ ชา งถวายฎกี า
8.2 แหลง การเรยี นรู
1) หองสมุด
2) แหลงขอมูลสารสนเทศ
- http://203.172.244.194/ictwork51/pranee/p2.html
- http://www.thaigoodview.com/library/contest2551/thai04/o4/suriyothai/index.htm
แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรยี นรูที่ ๔ เรอื่ งเสภาเรอื่ ง ขุนชา งขุนแผน หนา 9
ใบงาน เรอื่ ง รูความตามทองเร่ือง ตอนขนุ ชางถวายฎกี า
ตอนที่ 1 คำช้แี จง ใหน กั เรียนเขยี นสรปุ เร่ือง ขนุ ชางขนุ แผน ตอนขุนชางถวายฎีกา
แผนการจัดการเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรียนรทู ่ี ๔ เรอื่ งเสภาเรื่อง ขนุ ชางขุนแผน หนา 10
ตอนที่ 2 คำชแี้ จง ใหน ักเรยี นบอกวา คำที่ขีดเสนใตตอ ไปนี้หมายถงึ ใคร
1. วันนั้นแพก เู ม่ือดำนำ้ ก็กร้ิวซำ้ จะฆา ใหเปนผี
แสนแคน ดว ยมารดายังปรานี ใหไปขอชวี ีขนุ ชา งไว
“ก”ู หมายถึง
“มารดา” หมายถึง
2. เมือ่ พอ เจาเขาคุกแมทองแก เขาฉดุ แมใ ชจะแกลง แหนงหนี
ถึงพอเจาเลา ไมร ูวารายดี เปน หลายปแ มม าอยูกับขนุ ชาง
“พอ” หมายถึง
“เขา” หมายถึง
“แม” หมายถงึ
“เจา” หมายถึง
3. ทุกวันนลี้ กู ชายสบายยศ พรอ มหมดเมยี มิ่งก็มีสอง
มีบาวไพรใชสอยท้ังเงนิ ทอง พน่ี องขา งพอกบ็ รบิ ูรณ
“ลกู ชาย” หมายถึง ยังสาระแนหลบลห้ี นไี ปไหน
“สอง” หมายถงึ ไมเ อากลับมาไดมิใชกู
“พอ” หมายถึง
4. ไมค ิดวาจะเปน เห็นวา แก
เอาเถิดเปนไรก็เปน ไป
“ก”ู หมายถงึ
5. จะกลาวถงึ ขนุ แผนแสนสนิท เรอื งฤทธ์ลิ อื จบพภิ พไหว
อยูบานสขุ เกษมเปรมใจ สมสนิทพิสมัยดวยสองนาง
“สองนาง” หมายถงึ
6. เพราะกแู พความจมนื่ ไวย มันจึงเหมิ ใจทำจองหอง
พอลกู แมล กู ถูกทำนอง ถงึ สองครั้งแลว เปนแตเชนน้ี
“ก”ู หมายถึง
7. แสนถอยใครจะถอ ยเหมือนมันบา ง ทุกอยางทจี่ ะชวั่ อายหัวล่ืน
เวยี นแตเ ปน ถอยความไมข ามคืน นำ้ ยืนหย่งั ไมถึงยงั ดึงมา
“มนั ” หมายถึง
แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรยี นรทู ี่ ๔ เรือ่ งเสภาเร่ือง ขนุ ชา งขุนแผน หนา 11
8. อาลยั เจาเทา กบั ดวงชีวติ พ่ี คิดจะหนีไปตามเอาเจากลับ
เกรงจะพากนั ผดิ เขา ตดิ ทบั แตข ยบั อยจู นไดไปเชียงอินทร
“เจา” หมายถึง
“พ่ี” หมายถงึ
9. เรงเรว็ เหวยพระยายมราช ไปฟนฟาดเสียใหมนั เปน ผี
อกเอาขวานผา อยา ปรานี อยาใหมโี ลหิตติดดินกู
“มนั ” หมายถึง
“ก”ู หมายถึง
10. เลย้ี งมึงไมไดอา ยใจรา ย ชอบแตเ ฆย่ี นสองหวายตลอดสนั
แลว กลบั ความถามขา งวนั ทองพลัน เออเม่อื มนั ฉุดคราพามงึ ไป
ก็ชา นานไดประมาณสบิ แปดป ครั้งน้ที ำไมมึงจึงมาได
นม่ี ึงหนีมันมาวา ไร วา ใครไปรบั เอามงึ มา
“มัน” หมายถงึ
แผนการจัดการเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรยี นรูที่ ๔ เรือ่ งเสภาเรอื่ ง ขุนชางขุนแผน หนา 12 เฉลย
ใบงาน เร่อื ง รคู วามตามทองเรอื่ ง ตอนขุนชางถวายฎีกา
ตอนท่ี 1
คำชี้แจง ใหนักเรยี นเขียนสรุปเรื่อง ขนุ ชา งขนุ แผน ตอนขนุ ชางถวายฎีกา
แผนการจัดการเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรยี นรทู ี่ ๔ เรือ่ งเสภาเรอ่ื ง ขุนชางขุนแผน หนา 13
ตอนท่ี 2
คำช้แี จง ใหนกั เรยี นบอกวา คำท่ีขีดเสนใตต อไปน้ีหมายถงึ ใคร
1. วันน้ันแพกูเม่ือดำนำ้ ก็กร้วิ ซำ้ จะฆา ใหเ ปนผี
แสนแคนดวยมารดายงั ปรานี ใหไ ปขอชีวีขุนชางไว
“ก”ู หมายถึง จมื่นไวยวรนาถ (พลายงาม)
“มารดา” หมายถึง วนั ทอง
2. เมื่อพอ เจา เขาคุกแมทอ งแก เขาฉดุ แมใ ชจะแกลงแหนงหนี
ถงึ พอเจาเลาไมรวู ารา ยดี เปน หลายปแ มมาอยูก ับขนุ ชาง
“พอ” หมายถึง ขุนแผน
“เขา” หมายถึง ขุนชา ง
“แม” หมายถึง วันทอง
“เจา” หมายถึง จม่ืนไวยวรนาถ
3. ทุกวันนล้ี กู ชายสบายยศ พรอ มหมดเมยี มิ่งก็มีสอง
มีบาวไพรใชสอยทง้ั เงินทอง พี่นองขางพอกบ็ ริบูรณ
“ลูกชาย” หมายถึง จมน่ื ไวยวรนาถ
“สอง” หมายถึง สรอยฟา และศรีมาลา
“พอ” หมายถึง ขุนแผน
4. ไมคิดวา จะเปน เห็นวาแก ยงั สาระแนหลบลี้หนีไปไหน
เอาเถิดเปนไรก็เปน ไป ไมเ อากลับมาไดม ิใชกู
“ก”ู หมายถงึ ขนุ ชาง
5. จะกลา วถึงขนุ แผนแสนสนทิ เรอื งฤทธลิ์ ือจบพภิ พไหว
อยบู านสขุ เกษมเปรมใจ สมสนทิ พิสมยั ดวยสองนาง
“สองนาง” หมายถึง ลาวทอง และแกว กิรยิ า
6. เพราะกแู พความจมืน่ ไวย มนั จึงเหมิ ใจทำจองหอง
พอ ลกู แมลูกถกู ทำนอง ถงึ สองคร้งั แลวเปน แตเชน น้ี
“ก”ู หมายถึง ขุนชาง
7. แสนถอยใครจะถอ ยเหมือนมันบา ง ทกุ อยางทีจ่ ะช่ัวอายหวั ลนื่
เวียนแตเ ปน ถอยความไมข ามคนื นำ้ ยนื หยงั่ ไมถงึ ยงั ดึงมา
“มนั ” หมายถึง ขุนชา ง