The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการสอนวิชาภาษาไทย ม.6 เทอม1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tdontripong, 2021-08-07 08:37:00

แผนการสอนวิชาภาษาไทย ม.6 เทอม1

แผนการสอนวิชาภาษาไทย ม.6 เทอม1

แผนการจัดการเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูที่ ๒ เรื่อง ไตรภมู พิ ระรวง หนา 18

6. ตามความเช่อื ท่ปี รากฏในตอน มนสุ สภูมิ ทารกทีม่ าจากนรกและสวรรค เมื่อคลอดออกมาจากครรภม ารดา
แลวจะแสดงลักษณะตา งกันอยางไร

ทารกที่มาจากนรก เม่ือคลอดออกมา ตวั ของทารกจะรอน ดงั ทบ่ี ทประพันธกลา ววา “คนผใู ดจากแต
นรกมาเกิดจั้น เมือ่ คลอด ออกตนกมุ ารนน้ั รอน” ทารกที่มาจากสวรรค เมอ่ื คลอดออกมา ตัวของทารกจะเย็น
ดงั ท่บี ทประพนั ธกลา ววา “คนผจู ากแตส วรรคล งมาเกิดน้นั เมื่อจะคลอดออก ตนกุมารน้ันเยน็ เย็นเนอื้ เยน็ ใจ”
7. ชว งทที่ ารกกำลังจะคลอดออกจากครรภมารดา แตไมสามารถคลอดออกมาได ทารกมีความรูสกึ อยางไร

เจ็บปวดทรมาน ดังท่บี ทประพนั ธก ลาววา “เม่อื กุมารนัน้ คลอดออกจากทองแม ออกแลไปบม พิ น ตน
ตนเยน็ นั้นแลเจบ็ เน้ือเจ็บตนนักหนา”
8. ทารกท่มี าเกิดเปนพระปจ เจกพทุ ธเจา พระอรหนั ตห รือพระอัครสาวกของพระพทุ ธเจา มลี ักษณะพเิ ศษ
อยา งไรบาง
......มลี กั ษณะพิเศษคือ ขณะทปี่ ฏิสนธแิ ละอยูในครรภม ารดา จะมสี ตริ ตู ัวอยูตลอดและไมเ กิดความหลง ดังท่ี
บทประพันธกลาววา “เมือ่ ธ แรกมาเอาปฏสิ นธิน้นั กด็ ี เมื่อ ธ อยูในทองแมนั้นก็ดี แลสองสง่ิ น้ีเมื่ออยูในทองแม
นน้ั บหอนจะรหู ลงแลยังคำนึงรูอยทู ุกอัน”
9. ทารกที่อยูในครรภม ารดาเพียง 7 เดือน แลว ก็คลอดออกมา จะมีลกั ษณะอยา งไร

ออ นแอ ไมแข็งแรง ดังทบ่ี ทประพนั ธก ลาววา “คนผใู ดอยูในทอ งแม 7 เดอื นแลคลอดนั้น แมเ ลีย้ ง
เปน คนกด็ ี บม ิไดกลาแข็ง บมทิ นแดดทนฝนไดแ ล”
10. จากเรอื่ ง ไตรภมู ิพระรว ง ตอนมนสุ สภูมิ ความตอนหนึ่งวา “บเ รม่ิ ดงั่ ทา นผจู ะออกมาเปนพระปจ เจกโพธิเจาก็
ดผี จู ะมาเกิดเปนลกู พระพุทธเจา กด็ ี คำนึงรูสึกตนแลบม ิหลงแตส องสง่ิ น้ีคือ เมื่อจะเอาปฏิสนธแิ ลอยูในทอ งแม
น้ันไดแ ล เมือ่ จะออกจากทองแมน ้ันยอ มหลงดจุ คนทัง้ หลายนแ้ี ล สว นวา คนท้งั หลายน้ีไสรย อ มหลงท้ัง 3 เม่ือ
ควรอ่มิ สงสารแล” คำวา “ท้ัง 3 เม่อื ” ในขอความขา งตน หมายถงึ เม่ือใดบาง

คำวา “ท้งั 3 เม่ือ” หมายถงึ เม่ือปฏิสนธิ เมอื่ อยูในทองแม และเม่ือคลอดออกจากทองแม

แผนการจดั การเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๒ เร่อื ง ไตรภมู ิพระรวง หนา 19

แผนการจัดการเรียนรทู ี่ ๓
เรื่อง คณุ คา ดา นวรรณศลิ ปแ ละการใชโ วหาร จำนวน ๒ คาบ
หนวยการเรียนรูท่ี ๒ เรื่อง ไตรภูมพิ ระรวง ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที่ ๖
กลุมสาระการเรยี นรภู าษาไทย วิชาภาษาไทย ๕ รหัสวิชา ท ๓๓๑๐๑

ครผู ูส อน นางสาวทิพมาศ ดนตรพี งษ

1. สาระที่ ๕ วรรณคดแี ละวรรณกรรม
2. มาตรฐานการเรียนรู/ตัวชวี้ ัด

ท ๕.๑ เขา ใจและแสดงความคดิ เหน็ วิจารณวรรณคดแี ละวรรณกรรมไทยอยางเห็นคณุ คา และนำมา
ประยกุ ตใ ชในชวี ติ จรงิ

ม.4-6/1 วเิ คราะหและวิจารณว รรณคดีและวรรณกรรมตามหลกั การวิจารณเบื้องตน
ม.4-6/3 วเิ คราะหแ ละประเมินคณุ คา ดานวรรณศลิ ปของวรรณคดีและวรรณกรรมในฐานะทเี่ ปน มรดก

ทางวฒั นธรรมของชาติ
3. สาระสำคัญ

การศึกษาเรื่อง ไตรภูมิพระรวง ตอนมนสุ สภมู ิ ตองอธบิ ายลักษณะและคณุ คา ดานวรรณศิลปและ
โวหารตามหลกั การวิจารณเ บ้ืองตน

4. จุดประสงคการเรียนรู
ดา นความรู (K)
1. อธิบายลักษณะทางวรรณศิลปแ ละโวหารชนิดตางๆ ได
2. วิเคราะหและประเมนิ คณุ คาดานวรรณศลิ ปจ ากเร่ือง ไตรภูมิพระรว ง ตอนมนุสสภูมิได
ดา นทักษะ / กระบวนการ(P)
1. ทักษะการเปรียบเทยี บ ๓. ทักษะการสรา งความรู
2. ทักษะการวิเคราะห ๔. ทักษะการประเมิน
ดา นคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค (A)
1. มีวนิ ัย 3. มงุ ม่นั ในการทำงาน
2. ใฝเรยี นรู 4. รักความเปนไทย

๕. สาระการเรยี นรู
สาระการเรยี นรูแกนกลาง
1. หลักการวเิ คราะหแ ละวจิ ารณวรรณคดแี ละวรรณกรรมเบื้องตน
- การวเิ คราะหแ ละการวิจารณว รรณคดีและวรรณกรรม
2. การวเิ คราะหและประเมนิ คุณคาวรรณคดีและวรรณกรรม
- ดานวรรณศิลป

แผนการจดั การเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท่ี ๒ เรือ่ ง ไตรภูมพิ ระรวง หนา 20

๖. กิจกรรมการเรียนรู
วิธีสอนโดยเนนกระบวนการ : กระบวนการกลุมช่ัวโมงท่ี 1

ข้นั ท่ี 1 มีผนู ำและมีการแบง หนาที่รบั ผดิ ชอบ
๑. ครใู หนักเรียนแตล ะกลุม (กลุมเดิมจากแผนการจดั การเรียนรูท่ี 1) เลือกผูนำกลุม และเลขานกุ ารกลมุ
ครูเนนย้ำใหส มาชกิ ทกุ คนในกลุม รว มมือกันในการทำกิจกรรม
ครูใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันอภิปรายความรูเกี่ยวกับลักษณะทางวรรณศิลปและโวหารชนิดตางๆ
ทเ่ี คยไดเรียนมา เพอื่ ทบทวนความรูเดิมของนักเรียน แลว ครูสุมนกั เรียนแตละกลุมออกมานำเสนอผล
การอภิปราย โดยครูและเพ่อื นกลมุ อน่ื รวมกันแสดงความคดิ เห็นเพิ่มเติม
๒. นกั เรยี นตอบคำถามกระตุนความคิด
คำถามกระตุน ความคิด การวิจารณคุณคา ดา นวรรณศลิ ปในงานเขยี นประเภทรอยกรองกับประเภท
รอยแกวมีความแตกตางกันหรือไม อธิบายเหตุผล (ไมแตกตางกัน โดยจะพิจารณาจากการใชภาษา
เชน การใชถอ ยคำ โวหารตา งๆ วา มคี วามไพเราะหรือไม ทง้ั เสยี งและการสอ่ื ความหมาย)

ขั้นที่ 2 วางแผน
๖. ครูใหนักเรียนแตละกลุมชวยกันวางแผนและกำหนดขอบเขตในการศึกษาความรูเรื่อง คุณคาดาน
วรรณศิลปและการใชโวหารชนิดตางๆ ในเรื่อง ไตรภูมิพระรวง ตอน มนุสสภูมิ จากหนังสือเรียน
หนังสือคน ควาเพมิ่ เติม หอ งสมดุ และแหลงขอ มลู สารสนเทศ

ข้ันท่ี 3 ปฏิบัตติ ามแผน
๑. นักเรียนแตละกลุมรวมกันศึกษาความรูตามแผนที่ไดวางไว จากหนังสือเรียน หนังสือคนควาเพิ่มเตมิ
หองสมุด และแหลงขอ มลู สารสนเทศ แลว บันทกึ ความรทู ไี่ ดล งในแบบบนั ทกึ การอา น
๒. ครูสุมนักเรียนอธิบายลักษณะและคุณคาดานวรรณศิลป และการใชโวหารชนิดตางๆ ในเรื่อง ไตรภูมิ
พระรวง ตอนมนุสสภูมิ เปน รายกลุม โดยครแู ละเพ่ือนกลุมอ่ืนรว มกันแสดงความคดิ เหน็ เพ่มิ เติม
๓. นักเรียนแตละกลุมชวยกันทำใบงาน เรื่อง ศิลปโวหารและภาษากวี ตอนมนุสสภูมิ แลวชวยกัน
ตรวจสอบความถูกตอง
๔. นกั เรียนตอบคำถามกระตนุ ความคิด
คำถามกระตุนความคิด เร่อื ง ไตรภูมพิ ระรวง ตอนมนสุ สภูมิ ปรากฏการใชโวหารประเภทใดเดนชัด
ทส่ี ุด (การใชบ รรยายโวหารทใ่ี ชอ ุปมาโวหารประกอบเพอื่ บรรยายภาพและยกตัวอยา งใหเห็นชัดเจน)

ชวั่ โมงท่ี 2
ขั้นที่ 4 ประเมนิ ผลการปฏบิ ัตงิ าน

๑. นักเรียนแตละกลุมสงตัวแทนออกมานำเสนอผลงานในใบงาน หนาชั้นเรียน โดยครูและเพือ่ นกลุมอนื่
ชว ยกันตรวจสอบความ ถกู ตอ ง และใหขอเสนอแนะ

๒. นกั เรียนตอบคำถามกระตุน ความคดิ
คำถามกระตุนความคิด เพราะเหตุใด กวีผูประพันธเรื่อง ไตรภูมิ- พระรวง จึงนิยมใชการย้ำคำ
ซ้ำความในการแตง (เพอื่ สรา งเสียงและจังหวะอันไพเราะ และเพือ่ ยำ้ ความหมายใหชัดเจน ทำใหผูฟง
เขาใจความหมายไดช ัดเจน เนอ่ื งจากสมัยกอ นคนเสพวรรณคดีผานการฟงไมใ ชการอา น)

แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๒ เรอื่ ง ไตรภมู ิพระรว ง หนา 21

ข้นั ท่ี 5 ปรับปรุงและพฒั นา
๑. นักเรยี นแตละกลมุ รวมกันปรับปรุงและพฒั นาผลงานในใบงานที่ 3.1ใหถกู ตอ งสมบูรณ
๒. ครูและนักเรียนรวมกันสรุปความรูเรื่อง คุณคาดานวรรณศิลปและการใชโวหารชนิดตางๆ ในเรื่อง
ไตรภมู พิ ระรวง ตอนมนุสสภมู ิ
๓. นกั เรียนตอบคำถามกระตุนความคดิ
คำถามกระตุนความคิด นักเรียนประทับใจบทประพันธตอนใดของเรื่อง ไตรภูมิพระรวง
ตอน มนุสสภมู ิ มากท่ีสดุ จงอธิบาย

๗. การวดั ผลและประเมินผลการเรยี นรู เคร่อื งมือ เกณฑ
ใบงาน รอยละ 60 ผานเกณฑ
วธิ กี าร แบบบนั ทึกการอาน ระดับคณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
ตรวจใบงาน แบบประเมนิ การนำเสนอผลงาน ระดับคณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ตรวจแบบบนั ทกึ การอา น แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงาน ระดับคณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ประเมนิ การนำเสนอผลงาน รายบุคคล ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบคุ คล แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุม ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานกลุม แบบประเมนิ คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค
สงั เกตความมวี นิ ัย ใฝเ รียนรู มงุ มนั่ ในการ
ทำงาน และรกั ความเปนไทย

๘. สอื่ การเรียนรหู รอื แหลงการเรียนรู
สอื่ การเรียนรู
- หนังสอื เรียน ภาษาไทย : วรรณคดแี ละวรรณกรรม ม.6
- หนงั สอื คน ควาเพม่ิ เติม
- เสฐียรโกเศศ. (2542). เลา เรอื่ งในไตรภมู ิ. กรงุ เทพฯ : มหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมมาธริ าช.
- ธเนศ เวศรภ าดา. (2549). หอมโลกวรรณศลิ ป : การสรางรสสนุ ทรยี แหงวรรณคดีไทย.
กรงุ เทพฯ : ปาเจรา.
3) ตรวจใบงานที่ 3.1 เรื่อง ศลิ ปโวหารและภาษากวี ตอนมนสุ สภูมิ
แหลง การเรยี นรู
- หอ งสมุด
- แหลงขอมลู สารสนเทศ
- http://th.wikipedia.org/wiki/ไตรภมู พิ ระรวง
- http://gotoknow.org/blog/djpeekan1/408054

แผนการจัดการเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูที่ ๒ เร่อื ง ไตรภมู พิ ระรว ง หนา 22

ใบงาน เร่อื ง ศิลปโวหารและภาษากวี ตอนมนสุ สภมู ิ
ตอนท่ี 1
คำชแ้ี จง ใหน ักเรียนอา นบทประพันธท ี่กำหนด แลวบอกวา บทประพันธด ังกลา วใชโวหารประเภทใด
1. อัมพุทะนั้นโดยใหญไปทุกวารไสร ครั้นไดถึง 7 วาร ขนเปนดั่งตะกั่วอันเชื่อมอยูในหมอ เรียกช่ือวาเปสิ เปสินั้นคอย
ใหญไปทุกวัน ครน้ั ถึง 7 วัน แข็งเปนกอนด่งั ไขไก เรียกวาฆนะ ฆนะนนั้ คอยใหญไปทุกวนั คร้ันถึง 7 วัน เปนตุมออก
ได 5 แหง ดงั่ หดู นน้ั เรยี กวา เบญจสาขาหูด
2. คนผใู ดจากแตนรกมาเกดิ จนั้ เม่ือคลอดออกตนกุมารน้ันรอน เมอ่ื มนั อยใู นทอ งแมนั้นยอ มเดือดเนื้อรอนใจแลกระหน
กระหาย อีกเนื้อแมนั้นก็พลอยรอนดวยโสด คนผูจากแตสวรรคลงมาเกิดนั้น เมื่อจะคลอดออก ตนกุมารนั้นเยน็
เย็นเนือ้ เย็นใจ เมอ่ื ยังอยูใ นทองแมนั้น อยเู ยน็ เปนสุขสำราญบานใจ แลเน้ือแมน น้ั ก็เยน็ ดว ยโสด
3. อนั วา สายสะดือแหงกุมารนน้ั กลวงดัง่ สายกา นบวั อันมชี อื่ วา อบุ ล จะงอยไสด อื นนั้ กลวงขน้ึ ไปเบือ้ งบนติดหลงั ทอ งแม
แลขาวนำ้ อาหารอันใดแมกินไสร แลโอชารสน้ันก็เปนนำ้ ชมุ เขาไปในไสดอื นน้ั แลเขาไปในทองกุมารน้ันแลสะหนอยๆ
4. ดวยอำนาจแหง ไฟธาตุอันรอ นน้นั สว นตัวกุมารน้นั บมิไหม เพราะวาเปน ธรรมดาดวยบุญกมุ ารนัน้ จะเปนคนแลจึง
ใหบมไิ หมบมิตายเพ่อื ดง่ั นนั้ แลแตก ุมารนัน้ อยูในทอ งแม บหอนไดห ายใจเขาออกเสยี เลย
5. เมื่อกุมารน้ันคลอดออกจากทองแม ออกแลไปบม พิ น ตน ตนเยน็ นน้ั แลเจ็บเนื้อเจ็บตนนกั หนา ด่ังชา งสารอันทา นชกั
ทา นเข็นออกจากประตลู กั ษอนั นอยน้นั แลคบั ตัวออกยากลำบากน้นั ผบิ มดิ ่ังน้นั ด่งั คนผูอยูในนรกแล แลภเู ขาอนั
ช่อื คงั ไคยบรรพตหีบแลเหงแลบดบนี้ น้ั แล
6. เบอ้ื งหลังกุมารน้ันตอ หลงั ทอ งแมแ ลนัง่ ยองอยูในทอ งแม แลกำมือท้งั สองคูค อตอหวั เขาท้งั สอง เอาหัวไวเหนอื หัวเขา
เมอ่ื น่งั อยูนน้ั เลอื ดแลนำ้ เหลอื งยอยลงเต็มตนยะหยดทกุ เมอ่ื แล ดจุ ดง่ั ลงิ เม่ือฝนตก แลนงั่ กำมือเซาเจา อยใู นโพรงไม
นัน้ แล
7. ผแิ ลคนอนั มาแตน รกก็ดี แลมาแตเ ปรตกด็ ี มนั คำนงึ ถงึ ความอันลำบากนนั้ ครน้ั วา ออกมาก็รองไหแ ล ผแิ ลคนผูมา
แตสวรรค แลคำนงึ ถงึ ความสุขแตก อ นนั้น ครั้นวา ออกมาไสร กย็ อมหวั รอ กอ นแล
8. เมอื่ กุมารอยใู นทองแมนั้นลำบากนักหนา พงึ เกลยี ดพงึ หนา ยพนประมาณนกั ก็ชน้ื แลเหม็นกล่นิ ตืดและเอือนอนั ได
80 ครอก ซ่งึ อยูในทองแมอ ันเปนทเี่ หมน็ แลที่ออกลกู ออกเตา ทีเ่ ถา ท่ีตายที่เรว ฝงู ตดื แลเออื นทง้ั หลายนนั้ คนกนั อยู
ในทองแม ตืดแลเออื นฝูงนน้ั เริมตวั กมุ ารนนั้ ไสร ดุจดั่งหนอนอันอยูในปลาเนา แลหนอนอันอยใู นลามกอาจมนน้ั แล

แผนการจดั การเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๒ เร่ือง ไตรภมู พิ ระรว ง หนา 23
ตอนที่ 2
คำช้แี จง ใหนกั เรียนอานบทประพันธท ่ีกำหนด แลว บอกวา มคี วามงามทางวรรณศิลปโ ดดเดนในดานใด
1. ฝูงตดื แลเอือนทั้งหลายนั้นคนกันอยูในทองแม ตดื แลเอือนฝงู นั้นเริมตัวกุมารนนั้ ไสร ดุจดง่ั หนอนอนั อยใู นปลา
เนา แลหนอนอนั อยูในลามกอาจมนนั้ แล
2. เม่ือกมุ ารอยใู นทองแมน น้ั ลำบากนักหนา พงึ เกลียดพึงหนา ยพนประมาณนัก ก็ชน้ื แลเหมน็ กลน่ิ ตืดและเอือน
อนั ได 80 ครอก ซง่ึ อยใู นทองแมอันเปนทเี่ หม็นแลท่อี อกลูกออกเตา ทเ่ี ถา ที่ตายทเี่ รว

3. จะงอยไสด อื นัน้ กลวงข้นึ ไปเบ้อื งบนตดิ หลังทอ งแมแลขาวน้ำอาหารอันใดแมกินไสร แลโอชารสน้นั ก็เปน นำ้ ชุม
เขา ไปในไสดือนัน้

4. สวนตวั กุมารนน้ั บม ิไหม เพราะวาเปนธรรมดาดว ยบญุ กุมารนัน้ จะเปนคนแล จงึ ใหบ มิไหมบ มิตายเพ่ือด่งั น้ัน
แลแตก ุมารนน้ั อยูในทองแม บห อนไดหายใจเขาออกเสียเลย บหอนไดเ หยยี ดตนี มอื ออกด่งั เราทา นท้ังหลายนี้
สกั คาบหนงึ่ เลย

5. เบ้อื งหลงั กุมารน้นั ตอหลงั ทองแม แลนัง่ ยองอยูในทอ งแม แลกำมือทัง้ สองคูคอตอหัวเขา ทัง้ สอง เอาหวั ไวเ หนือ
หัวเขา เมอื่ น่ังอยนู นั้ เลอื ดแลนำ้ เหลืองยอยลงเต็มตนยะหยดทกุ เมื่อแล
6. ในทองแมน น้ั รอนนกั หนาดุจดั่งเราเอาใบตองเขา จอตน แลตม ในหมอในหมอนน้ั ไสร

7. แลกมุ ารน้ันเจบ็ เนอ้ื เจบ็ ตนดัง่ คนอนั ทา นขังไวใ นไหอันคับแคบนักหนา แคน เนื้อแคน ใจ แลเดอื ดเนอ้ื เดอื ดใจ
นกั หนา เหยยี ดตนี มือบมไิ ด ดง่ั ทา นเอาใสไวในทีค่ บั

8. เม่อื กุมารนน้ั คลอดออกจากทองแม ออกแลไปบมิพน ตน ตนเย็นนัน้ แลเจบ็ เนอ้ื เจบ็ ตนนกั หนา ดง่ั ชา งสารอนั
ทา นชักทานเข็นออกจากประตลู ักษอนั นอยนนั้ แลคับตวั ออกยากลำบากนั้น ผิบม ดิ ่ังนั้น ดัง่ คนผอู ยใู นนรกแล
แลภเู ขาอันช่อื คงั ไคยบรรพตหีบแลเหงแลบดบ้ีนัน้ แล

แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท่ี ๒ เรื่อง ไตรภูมพิ ระรวง หนา 24
ใบงานท่ี 3.1 เรื่อง ศลิ ปโ วหารและภาษากวี ตอนมนุสสภมู ิ
เฉลย

ตอนท่ี 1 คำช้แี จง ใหน ักเรียนอา นบทประพันธที่กำหนด แลวบอกวา บทประพันธดงั กลา วใชโ วหาร
ประเภทใด
1. อัมพุทะนั้นโดยใหญไปทุกวารไสร ครั้นไดถึง 7 วาร ขนเปนดั่งตะกั่วอันเชื่อมอยูในหมอเรียกชื่อวาเปสิ เปสินั้นคอย
ใหญไ ปทกุ วนั ครัน้ ถึง 7 วัน แขง็ เปน กอ นด่ังไขไ ก เรยี กวา ฆนะ ฆนะนัน้ คอยใหญไ ปทุกวัน ครัน้ ถึง 7 วัน เปนตุมออก
ได 5 แหง ดง่ั หดู น้ัน เรียกวา เบญจสาขาหูด

บรรยายโวหาร และอปุ มาโวหาร (เปนบรรยายโวหารที่กวใี ชอ ปุ มาโวหารประกอบดวย)

2. คนผูใดจากแตน รกมาเกดิ จน้ั เม่ือคลอดออกตนกุมารน้นั รอ น เม่อื มันอยใู นทอ งแมน้ันยอ มเดือดเน้ือรอนใจแลกระหน
กระหาย อีกเนื้อแมนั้นก็พลอยรอนดวยโสด คนผูจากแตสวรรคลงมาเกิดนั้น เมื่อจะคลอดออก ตนกุมารนั้นเย็น
เยน็ เน้อื เย็นใจ เมอ่ื ยังอยใู นทองแมน้ัน อยูเยน็ เปนสุขสำราญบานใจ แลเน้อื แมน นั้ ก็เยน็ ดวยโสด
พรรณนาโวหาร

3. อันวาสายสะดือแหงกุมารนั้นกลวงดั่งสายกา นบัวอันมีชื่อวา อุบล จะงอยไสดือนั้นกลวงขึ้นไปเบื้องบนติดหลังทอ งแม
แลขาวน้ำอาหารอันใดแมกินไสร แลโอชารสนั้นก็เปนน้ำชุมเขาไปในไสดือนั้น แลเขาไปในทองกุมารนั้นแล สะ
หนอ ยๆ
พรรณนาโวหาร และอปุ มาโวหาร (เปน พรรณนาโวหารทีก่ วใี ชอ ปุ มาโวหารประกอบดว ย)

4. ดวยอำนาจแหง ไฟธาตุอนั รอ นน้นั สว นตัวกมุ ารน้นั บม ไิ หม เพราะวาเปน ธรรมดาดวยบุญกุมารนัน้ จะเปน คนแลจงึ
ใหบ มไิ หมบ มติ ายเพือ่ ดงั่ นน้ั แลแตก มุ ารนัน้ อยูใ นทอ งแม บห อนไดหายใจเขาออกเสยี เลย
บรรยายโวหาร

5. เม่ือกมุ ารน้นั คลอดออกจากทอ งแม ออกแลไปบมพิ น ตน ตนเย็นนัน้ แลเจบ็ เนอื้ เจ็บตนนกั หนา ดงั่ ชางสารอันทานชัก
ทานเข็นออกจากประตูลกั ษอันนอยนัน้ แลคับตัวออกยากลำบากนั้น ผบิ มดิ ัง่ นั้น ดัง่ คนผอู ยูในนรกแล แลภูเขาอัน
ช่ือคังไคยบรรพตหีบแลเหงแลบดบีน้ ัน้ แล
บรรยายโวหาร และอุปมาโวหาร (เปน บรรยายโวหารที่กวใี ชอ ปุ มาโวหารประกอบดวย)

6. เบอ้ื งหลงั กมุ ารน้นั ตอ หลงั ทอ งแมแ ลนง่ั ยองอยใู นทอ งแม แลกำมือทง้ั สองคูค อตอ หวั เขาทงั้ สอง เอาหัวไวเ หนือหัวเขา
เมื่อน่งั อยนู ้ัน เลอื ดแลนำ้ เหลืองยอ ยลงเต็มตนยะหยดทกุ เม่อื แล ดจุ ดั่งลงิ เมอ่ื ฝนตก แลนง่ั กำมือเซาเจาอยูในโพรงไม
น้ันแล
พรรณนาโวหาร และอปุ มาโวหาร (เปน พรรณนาโวหารทีก่ วใี ชอ ปุ มาโวหารประกอบดวย)

7. ผแิ ลคนอันมาแตน รกก็ดี แลมาแตเปรตก็ดี มันคำนงึ ถึงความอนั ลำบากนัน้ คร้ันวา ออกมากร็ อ งไหแ ล ผิแลคนผมู า
แตส วรรค แลคำนงึ ถงึ ความสขุ แตก อ นนนั้ ครน้ั วา ออกมาไสร ก็ยอมหัวรอ กอ นแล
บรรยายโวหาร

8. เมื่อกุมารอยูในทองแมนั้นลำบากนักหนา พึงเกลียดพึงหนายพนประมาณนัก ก็ชื้นแลเหม็นกลิ่นตืดและเอือนอันได
80 ครอก ซึ่งอยูในทอ งแมอันเปนทีเ่ หม็นแลท่ีออกลูกออกเตา ที่เถา ที่ตายที่เรว ฝูงตืดแลเออื นทั้งหลายนั้นคนกนั อยู
ในทอ งแม ตืดแลเออื นฝูงนั้นเรมิ ตัวกมุ ารนัน้ ไสร ดจุ ดง่ั หนอนอนั อยใู นปลาเนา แลหนอนอนั อยใู นลามกอาจมน้ันแล
พรรณนาโวหาร และอปุ มาโวหาร (เปนพรรณนาโวหารท่กี วใี ชอ ุปมาโวหารประกอบดว ย)

แผนการจัดการเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๒ เรอื่ ง ไตรภูมิพระรว ง หนา 25
ตอนท่ี 2 คำชแ้ี จง ใหนักเรยี นอา นบทประพนั ธท่ีกำหนด แลวบอกวามีความงามทางวรรณศิลปโดดเดน ใน
ดานใด
1. ฝงู ตืดแลเอือนทง้ั หลายน้ันคนกันอยูในทองแม ตืดแลเอือนฝงู นั้นเริมตัวกมุ ารนั้นไสร ดจุ ด่ังหนอนอันอยใู นปลา
เนา แลหนอนอนั อยูในลามกอาจมน้ันแล

การใชอ ุปมา
2. เมือ่ กุมารอยใู นทองแมน ้นั ลำบากนกั หนา พงึ เกลยี ดพึงหนา ยพน ประมาณนัก กช็ นื้ แลเหมน็ กล่ินตดื และเอือน

อันได 80 ครอก ซึง่ อยูใ นทองแมอันเปน ทเ่ี หมน็ แลทีอ่ อกลูกออกเตา ทเ่ี ถา ที่ตายทเ่ี รว
การซำ้ คำเพื่อยำ้ ความหมายและสรา งจงั หวะไพเราะ ไดแ ก คำวา พึงเกลยี ดพึงหนาย ออกลูกออกเตา ท่ี

เถา ทตี่ ายที่เรว
3. จะงอยไสด ือนน้ั กลวงขึน้ ไปเบอ้ื งบนตดิ หลงั ทองแมแลขาวนำ้ อาหารอนั ใดแมกนิ ไสร แลโอชารสนนั้ กเ็ ปน นำ้ ชมุ
เขา ไปในไสด ือนน้ั

การหลากคำท่ีมีความหมายเหมือนกันหรอื คลายกนั ไดแ ก คำวา ขา วน้ำอาหาร
4. สวนตวั กมุ ารน้นั บม ิไหม เพราะวาเปน ธรรมดาดว ยบญุ กมุ ารนน้ั จะเปนคนแล จึงใหบมิไหมบมติ ายเพ่ือด่งั นน้ั

แลแตก มุ ารนนั้ อยูในทองแม บหอ นไดหายใจเขา ออกเสียเลย บหอนไดเ หยียดตีนมือออกด่งั เราทานทงั้ หลายน้ี
สกั คาบหนึง่ เลย

การซ้ำคำเพื่อยำ้ ความหมายและสรางจังหวะไพเราะ ไดแก คำวา บมิไหมบมิตาย และการซำ้ คำวา บหอน
5. เบื้องหลงั กุมารนนั้ ตอหลังทองแม แลน่งั ยองอยูในทองแม แลกำมือท้งั สองคูคอตอหวั เขาทงั้ สอง เอาหวั ไวเ หนือ

หัวเขา เม่ือนั่งอยนู ้นั เลือดแลนำ้ เหลืองยอ ยลงเตม็ ตนยะหยดทกุ เมื่อแล
การใชคำอพั ภาส ไดแก คำวา ยะหยด

6. ในทองแมนนั้ รอนนกั หนาดจุ ดงั่ เราเอาใบตองเขา จอตน แลตม ในหมอในหมอนั้นไสร
การใชอุปมา

7. แลกมุ ารน้นั เจบ็ เนอื้ เจบ็ ตนดงั่ คนอันทานขังไวใ นไหอันคับแคบนกั หนา แคน เน้ือแคน ใจ แลเดือดเนือ้ เดือดใจ
นักหนา เหยียดตนี มอื บมิได ดัง่ ทา นเอาใสไ วในทค่ี ับ
มลี กั ษณะเดนดานวรรณศิลป 2 ลักษณะ คือ
1) การซำ้ คำเพ่ือย้ำความหมายและสรา งจงั หวะไพเราะ ไดแก คำวา เจบ็ เนื้อเจ็บตน แคน เนอื้ แคน ใจ เดอื ด
เนอ้ื เดือดใจ 2) การใชอปุ มา

8. เมื่อกุมารนน้ั คลอดออกจากทองแม ออกแลไปบมิพน ตน ตนเยน็ นน้ั แลเจบ็ เนือ้ เจ็บตนนกั หนา ด่ังชางสารอนั
ทานชักทานเข็นออกจากประตลู กั ษอนั นอยนัน้ แลคับตวั ออกยากลำบากนน้ั ผิบม ดิ ั่งนั้น ด่ังคนผอู ยใู นนรกแล
แลภูเขาอันชื่อคงั ไคยบรรพตหีบแลเหงแลบดบน้ี นั้ แล
มีลักษณะเดนดานวรรณศลิ ป 3 ลักษณะ คอื
1) การซ้ำคำเพื่อย้ำความหมายและสรางจังหวะไพเราะ ไดแก คำวา เจ็บเน้อื เจ็บตน ทานชักทานเขน็
2) การหลากคำทีม่ ีความหมายเหมอื นกนั หรือคลา ยกัน ไดแก คำวา ภูเขา และ บรรพต ซึ่งหมายถึง ภูเขา
และคำวา หีบ เหง บดบี้
ซง่ึ มีความหมายทำนองเดียวกนั คอื หมายถงึ หนีบ ทบั บดบ้ี
3) การใชอปุ มา

แผนการจัดการเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๒ เร่ือง ไตรภูมพิ ระรวง หนา 26

แผนการจัดการเรียนรูท่ี ๔
เร่อื ง แงง ามความคิด จำนวน ๒ คาบ
หนวยการเรียนรูท่ี ๒ เร่อื ง ไตรภูมพิ ระรว ง ช้นั มัธยมศึกษาปท ี่ ๖
กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย วิชาภาษาไทย ๕ รหสั วิชา ท ๓๓๑๐๑
ครผู สู อน นางสาวทิพมาศ ดนตรีพงษ

๑. สาระท่ี ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม
๒. มาตรฐานการเรยี นรู/ตัวชวี้ ดั

ท ๕.๑ เขา ใจและแสดงความคดิ เห็น วจิ ารณวรรณคดแี ละวรรณกรรมไทยอยางเห็นคุณคา และนำมา
ประยกุ ตใชในชวี ติ จริง

ม.4-6/1 วเิ คราะหและวิจารณวรรณคดีและวรรณกรรมตามหลกั การวิจารณเบือ้ งตน
ม.4-6/2 วเิ คราะหลกั ษณะเดน ของวรรณคดีเช่ือมโยงกับการเรยี นรทู างประวัตศิ าสตรแ ละวิถชี วี ติ

ของสงั คมในอดีต
ม.4-6/3 วิเคราะหและประเมินคุณคาดานวรรณศิลปของวรรณคดแี ละวรรณกรรมในฐานะทเ่ี ปน

มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ
ม.4-6/4 สังเคราะหขอคิดจากวรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อนำไปประยกุ ตใ ชในชีวิตจรงิ

๓. สาระสำคญั
การศกึ ษาเรื่อง ไตรภูมิพระรว ง ตอนมนสุ สภมู ิ สะทอนใหเขาใจความคดิ ความเช่อื ของคนไทยในอดีต

และใหแ นวคิดทางพระพทุ ธศาสนา เพ่ือนำไปปรับใชใ หเ กิดประโยชนในชวี ิตประจำวัน

๔. จุดประสงคการเรยี นรู
ดา นความรู (K)
๑. วิเคราะหและวจิ ารณเ รื่อง ไตรภมู ิพระรว ง ตอนมนสุ สภูมิ ตามหลกั การวจิ ารณเ บ้ืองตนได
๒. วิเคราะหลักษณะเดนของเรอ่ื ง ไตรภมู พิ ระรว ง ตอนมนุสสภูมิ เช่ือมโยงกบั การเรียนรูทาง
ประวตั ิศาสตรแ ละวิถชี วี ิตของสังคมในอดตี ได
๓. วิเคราะหและประเมนิ คณุ คาดานสังคมและวัฒนธรรมของเรื่อง ไตรภูมิพระรวง ตอนมนสุ ส
ภมู ิได
๔. สังเคราะหขอคิดจากเรื่อง ไตรภูมิพระรวง ตอนมนุสสภมู ิ เพือ่ นำไปประยุกตใ ชใ นชวี ติ จริงได
ดา นทักษะ / กระบวนการ(P)
๑. ทกั ษะการเปรยี บเทียบ ๓. ทักษะการสรา งความรู
๒. ทักษะการวิเคราะห ๔. ทกั ษะการประเมนิ
ดา นคุณลักษณะอันพงึ ประสงค (A)
๑. มีวนิ ัย 3. มงุ มัน่ ในการทำงาน
๒. ใฝเรียนรู 4. รกั ความเปน ไทย

แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ี่ ๒ เร่ือง ไตรภูมิพระรว ง หนา 27

๕. สาระการเรียนรู
สาระการเรียนรูแ กนกลาง
๑. หลกั การวเิ คราะหและวิจารณวรรณคดแี ละวรรณกรรมเบ้ืองตน
- การวเิ คราะหและการวจิ ารณวรรณคดีและวรรณกรรม
๒. การวิเคราะหล ักษณะเดนของวรรณคดแี ละวรรณกรรมเกีย่ วกับเหตกุ ารณประวัติศาสตรและวถิ ี
ชวี ติ ของสังคมในอดีต
๓. การวเิ คราะหและประเมินคุณคาวรรณคดีและวรรณกรรม
- ดา นสังคมและวัฒนธรรม
๔. การสงั เคราะหว รรณคดแี ละวรรณกรรม

๖. กิจกรรมการเรียนรู
วิธสี อนแบบกระบวนการกลุมสมั พันธ

ขัน้ ท่ี 1 นำเขา สูบทเรยี น
๑. นักเรียนรวมกลุมเดิม (จากแผนการจัดการเรียนรูที่ 1) แลวใหนักเรียนรวมกันสนทนาเกี่ยวกับ
ความเช่ือทางพระพุทธศาสนา ที่ปรากฏในเรอ่ื ง ไตรภมู ิพระรว ง ตอนมนุสสภูมิ โดยครคู อยกระตุน
ใหน กั เรยี นทกุ คนมีสว นรวมในการแสดงความคิดเหน็ เพื่อนำเขา สูบ ทเรียน
๒. ครูสมุ นกั เรยี นแสดงความคดิ เห็นเปน รายกลุม โดยครแู ละเพอ่ื นกลุมอ่นื รวมกนั แสดงความคิดเห็น
เพมิ่ เตมิ
๓. นักเรียนตอบคำถามกระตนุ ความคิด
คำถามกระตุนความคิด นักเรียนคดิ วา ความเชื่อเรือ่ งบุญ-บาป นรก-สวรรค และภพภูมิตา งๆ
ตามความเชื่อทางพระพุทธศาสนายังมีปรากฏ ในสังคมยุคปจจุบันหรือไม อธิบายเหตุผล
(พจิ ารณาตามคำตอบของนกั เรียน โดยใหอยูในดลุ ยพินิจของครผู ูสอน)

ขน้ั ท่ี 2 จดั การเรียนรู
๑. ครูใหนักเรียนแตละกลุมจับคูกันเปน 2 คู ใหแตละคูรวมกันศึกษา ความรูเรื่อง คุณคาและ
ขอ คิดจากเรอื่ ง ไตรภูมิพระรวง ตอนมนุสสภมู ิ จากหนงั สอื เรียน หนงั สอื คนควา เพิ่มเตมิ หอ งสมุด
และแหลง ขอมลู สารสนเทศ แลวรวมกนั สรปุ สาระสำคญั
๒. นักเรียนแตละคนทำใบงาน เรื่อง อานคิดพินิจสาร ตอนมนุสสภูมิ เสร็จแลวรวมกันอภิปราย
คำตอบในใบงาน ผลดั กนั ซักถามขอ สงสยั และผลัดกนั อธิบายจนมคี วามเขาใจชดั เจน
๓. นักเรียนแตละคูรวมกลุมเดิม ผลัดกันอภิปรายคำตอบในใบงาน ใหเพื่อนอีกคูหนึ่งฟง ผลัดกัน
ซกั ถามขอ สงสยั แลว สรุปเปน คำตอบของกลมุ
๔. นักเรยี นแตละกลมุ สง ตัวแทนออกมานำเสนอผลงานในใบงาน หนา ชน้ั เรยี น โดยครูและเพ่ือนกลุม
อนื่ รวมกนั แสดงความคิดเหน็ และใหข อ เสนอแนะ
๕. นักเรยี นตอบคำถามกระตุนความคิด

แผนการจดั การเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ี่ ๒ เรอ่ื ง ไตรภมู ิพระรว ง หนา 28

คำถามกระตนุ ความคิด ลักษณะของทารกในครรภม ารดา และการคลอดทารก ท่ีปรากฏในเรื่อง
ไตรภูมิพระรวง ตอนมนุสสภูมิ มีความสอดคลองสัมพันธกับความรูทางการแพทยในปจจุบัน
หรอื ไม อธิบายเหตผุ ล (สอดคลอ งสัมพนั ธก บั ความรูท างการแพทย ในปจจุบัน เหน็ ไดจ ากตอน
ที่กวีกลาวถึงสายสะดือของทารกที่เชื่อมตอกับครรภมารดา และเปนอวัยวะท่ีนำพาอาหารจาก
มารดามาสูท ารก หรอื นกั เรียนอาจตอบเปน อยา งอ่นื โดยใหอยูใน ดุลยพินิจของครผู ูสอน)
ข้ันที่ 3 สรปุ และนำหลกั การมาประยุกตใช
๑. นักเรียนรวมกันสรุปความรเู ร่อื ง คุณคาและขอคิดจากเร่อื ง ไตรภมู พิ ระรวง ตอนมนุสสภูมิ
๒. นักเรยี นตอบคำถามกระตนุ ความคดิ
คำถามกระตุนความคิด เพราะเหตุใด เรื่อง ไตรภูมิพระรว ง ตอน มนุสสภูมิ จึงเนนใหเหน็ วาการ
เกิดของมนุษยเปนทุกข (เพื่อแสดงใหเห็นวา การเวียนวายตายเกิด ในสังสารวัฏเปนความทุกข
ไมเ ทย่ี งแท เปล่ียนแปรตลอดเวลา และไมนาพึงปรารถนา สิง่ ท่พี งึ ปรารถนา และควรแสวงหามาก
ที่สุด คือ ทางหลุดพนจากความทกุ ขและสงั สารวฏั เหลานี้ นั่นคือ การบรรลุนิพพาน อันเปนอุดม
คตสิ งู สุดของพระพทุ ธศาสนา)
ข้นั ที่ 4 วดั และประเมนิ ผล
๑. ครวู ดั และประเมินผลนกั เรยี นจากการทำใบงานท่ี 4.1
๒. นักเรยี นตอบคำถามกระตนุ ความคิด
คำถามกระตุนความคิด นักเรียนคิดวา เรื่อง ไตรภูมิพระรวง ตอนมนุสสภูมิ มีขอคิดใดบางท่ี
นักเรียนสามารถนำไปใชประโยชนในการดำเนินชีวิต (พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยให
อยูในดลุ ยพินิจของครผู ูสอน)
**ครูมอบหมายใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันเขียนบทความเชิงวิเคราะห เรื่อง ไตรภูมิพระรวง ตอนมนุสสภูมิ
โดยใหครอบคลุมประเดน็ ตามทก่ี ำหนด ดังน้ี
๑. การวเิ คราะหแ ละวจิ ารณเ รอื่ ง ไตรภมู ิพระรว ง ตอนมนุสสภูมิ ตามหลกั การวจิ ารณเบื้องตน
๒. การวิเคราะหลักษณะเดนของเรื่อง ไตรภูมิพระรวง ตอนมนุสสภูมิ เชื่อมโยงกับการเรียนรูทาง
ประวัติศาสตรและวิถีชีวติ ของสงั คมในอดตี
๓. การวิเคราะหและประเมนิ คุณคาดานตา งๆ ของเร่อื ง ไตรภมู ิพระรว ง ตอนมนุสสภมู ิ
๔. การสังเคราะหขอคิดที่ไดจากเรื่อง ไตรภูมิพระรวง ตอนมนุสสภูมิ เพื่อนำไปประยุกตใชในการ
ดำเนินชีวติ
**นกั เรยี นทำแบบทดสอบหลงั เรยี น หนวยการเรยี นรทู ่ี ๒ เรือ่ ง ไตรภมู ิพระรว ง ตอนมนสุ สภมู ิ

แผนการจดั การเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ี่ ๒ เร่อื ง ไตรภมู พิ ระรว ง หนา 29

๗. การวัดผลและประเมนิ ผลการเรียนรู เครอ่ื งมือ เกณฑ
ใบงาน รอยละ 60 ผานเกณฑ
วธิ ีการ แบบประเมนิ การนำเสนอผลงาน ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
ตรวจใบงาน แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงาน ระดับคณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ประเมินการนำเสนอผลงาน รายบคุ คล ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบคุ คล แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ ระดับคณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุม แบบประเมินคณุ ลกั ษณะอันพึง รอ ยละ 60 ผา นเกณฑ
สงั เกตความมวี นิ ัย ใฝเรียนรู มงุ มน่ั ในการ ประสงค ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ทำงาน และรกั ความเปนไทย แบบทดสอบหลังเรยี น หนว ยการ
ตรวจแบบทดสอบหลงั เรยี น เรยี นรทู ี่ 5
หนว ยการเรียนรทู ี่ ๒ แบบประเมินบทความเชงิ วิเคราะห
ตรวจบทความเชิงวเิ คราะหเ รอื่ ง ไตรภมู ิพระรว ง เร่ือง ไตรภมู ิพระรวง ตอนมนสุ สภมู ิ
ตอนมนุสสภมู ิ

๘. สื่อการเรยี นรูห รือแหลงการเรียนรู
สอ่ื การเรียนรู
- หนังสือเรียน ภาษาไทย : วรรณคดีและวรรณกรรม ม.6
- หนังสือคน ควา เพม่ิ เติม
- ราชบัณฑติ ยสถาน. (2546). พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542. กรงุ เทพฯ : นาน
มบี ุค สพ บั ลิเคชน่ั ส.
- สมพงษ เชาวแหลม. (มปป.). ไตรภมู ิกถาฉบับคอยยังช่ัว. กรุงเทพฯ : รงุ เรอื งสาสน .
- เสถยี รโกเศศ. (2542). เลา เร่ืองในไตรภูม.ิ กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมมาธิราช
- ใบงาน เร่ือง อานคิดพินิจสาร ตอนมนุสสภมู ิ
แหลง การเรียนรู
- หอ งสมุด
- แหลง ขอ มูลสารสนเทศ
- http://th.wikipedia.org/wiki/ไตรภูมิพระรวง
- http://www.youtube.com/watch?v=ao0d3iv1i54

แผนการจัดการเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท ี่ ๒ เรอื่ ง ไตรภมู พิ ระรวง หนา 30

แบบทดสอบกอนเรียน-หลังเรียน หนวยการเรียนรูที่ 5

คำชี้แจง ใหนักเรียนเลือกคำตอบท่ีถูกตองท่ีสุดเพียงขอเดียว

1. ขอใดกลาวไมถ ูกตองเกี่ยวกบั วรรณคดีเร่อื งไตรภมู ิพระรว ง 5. จากเร่ืองไตรภมู ิพระรวง ตอน มนุสสภูมิ ขอใดกลาวถึง
ก. เรียกอีกชอ่ื หนึ่งวา เตภมู ิกถา ววิ ัฒนาการขนั้ สดุ ทา ยของกอ นเนื้อในครรภม ารดากอนทจ่ี ะ
ข. เปนผลงานพระราชนิพนธของพญาเลอไทย เจริญกลายเปนตัวคน
ค. กวีทรงพระราชนิพนธข้ึนเพ่อื ใชเทศนาโปรด ก. เบญจสาขาหดู ข. เปสิ
พระราชมารดา ค. ฆนะ ง. เปสิ
ง. เปนวรรณคดีทีม่ ีอทิ ธิพลตอความคิดความเชื่อเร่ือง 6. “...ซง่ึ อยูในทองแมอนั เปนทเี่ หม็นแลที่ออกลกู ออกเตา ทเ่ี ถา
โลกและจกั รวาลของคนไทย ที่ตายท่เี รว ฝงู ตดื และเอือนทัง้ หลายน้นั คนกนั อยูใ นทองแม
...”
2. ขอ ใดกลา วไมถ ูกตองเก่ยี วกับกวีผทู รงพระราชนิพนธเ รอ่ื ง คำวา “ท่เี รว” ในบทประพนั ธข า งตนหมายถึงอะไร
ไตรภมู ิพระรวง ก. เร็ว ข. ที่วาง
ก. ผนวชเปน พระภิกษขุ ณะครองราชย ค. ปาชา ง. เกิด กำเนิด
ข. เปน พระมหากษัตริยองคท่ี 5 แหงราชวงศส ุโขทยั 7. ขอ ใดไมม ีการใชภ าพพจนอ ุปมา
ค. เมื่อครงั้ ทรงดำรงตำแหนงพระมหาอุปราช ทรงครอง ก. คนผูใ ดจากแตนรกมาเกิดน้นั เมื่อคลอดออกตนกุมารนน้ั
เมืองศรสี ัชนาลยั อยู 6 ป รอน
ง. เม่ือทรงครองราชยแลว มีพระนามเรยี กอกี ช่ือหนึ่งวา ข. อนั วา สายสะดอื แหง กุมารนนั้ กลวงดง่ั สายกานบัวอนั มีช่อื
พระมหาธรรมราชาธริ าชที่ 1 วา อบุ ล
ค. ในทอ งแมน ้ันรอนนักหนาดุจดั่งเราเอาใบตองเขา จอตน
3. “ไตรภูมิ” ซงึ่ หมายถึง ภูมิทงั้ สาม นี้ หมายถึงภูมใิ ดบาง แลตม ในหมอน้ันไสร
ก. สวรรค มนษุ ย นรก ง. เลอื ดแลนำ้ เหลืองยอยลงเต็มตนยะหยดทุกเมอ่ื แล ดจุ ดั่ง
ข. สวรรค มนษุ ย บาดาล ลิงเมอ่ื ฝนตก แลน่งั กำมอื เซาเจาอยใู นโพรงไมน ้ันแล
ค. กามภูมิ รปู ภมู ิ อรปู ภูมิ 8. ขอ ใดกลาวถึงพยาธิในทอง
ง. กามภมู ิ อกามภมู ิ นพิ พาน ก. อัมพทุ ะน้นั โดยใหญไ ปทุกวารไสร ครน้ั ไดถึง 7 วาร
ขน เปน ด่งั ตะกั่วอันเชื่อมอยใู นหมอเรียกช่อื วา เปสิ
4. ขอใดใชอ ปุ มาโวหาร ข. เมื่อกุมารอยูในทองแมนั้นลำบากนกั หนา พึงเกลียด
ก. เมื่อกุมารนั้นคลอดออกจากทองแม ออกแลไปบมิพน พงึ หนายพนประมาณนัก ก็ชน้ื แลเหมน็ กล่นิ ตืดและ
เอือนอันได 80 ครอก
ตน ตนเยน็ น้ันแลเจบ็ เน้อื เจบ็ ตนนกั หนา ค. จะงอยไสดือน้ันกลวงขนึ้ ไปเบอื้ งบนตดิ หลังทองแมแลขาว
ข. ส่งิ อาหารอันแมก นิ เขา ไปในทอ งนัน้ ไหมแ ละยอยลง น้ำอาหารอนั ใดแมกินไสร แลโอชารสนนั้ กเ็ ปนนำ้ ชุม เขา ไป
ดว ยอำนาจแหงไฟธาตอุ ันรอ นนัน้ สวนตวั กมุ ารนนั้ ในไสด ือนนั้
บม ิไหม ง. ผิรปู อนั จะเกิดเปนชายกด็ ีเปนหญิงก็ดี เกิดมีอาทแิ ตเกิด
ค. เม่ือกุมารอยูในทองแมน้ันลำบากนักหนา พึงเกลียด เปน กลละนน้ั โดยใหญแตละวันแลนอย ครัน้ ถึง 7 วนั
พงึ หนา ยพนประมาณนกั กช็ ื้นแลเหมน็ กลิน่ ตดื และ เปนด่งั นำ้ ลางเนอื้ นนั้ เรียกวา อมั พุทะ
เอือนอนั ได 80 ครอก
ง. แลกุมารนั้นเจบ็ เน้ือเจบ็ ตนดัง่ คนอนั ทานขังไวใ นไหอัน
คบั แคบนกั หนา แคนเน้อื แคนใจ แลเดือดเนื้อเดือดใจ
นักหนา เหยียดตีนมอื บม ิได ดง่ั ทานเอาใสไวในท่คี ับ

แผนการจัดการเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท ี่ ๒ เรื่อง ไตรภูมพิ ระรว ง หนา 31

9. ขอ ใดมีลกั ษณะเปน พรรณนาโวหาร 12. ขอใดสะทอนความเชื่อเรอ่ื งบุญ-กรรมชดั เจนที่สุด
ก. ผิแลคนอันมาแตนรกก็ดี แลมาแตเ ปรตก็ดี มัน ก. ดว ยอำนาจแหง ไฟธาตุอนั รอนนนั้ สวนตวั กุมารนน้ั บม ไิ หม

คำนงึ ถงึ ความอันลำบากนั้น คร้ันวา ออกมากร็ อ งไหแล เพราะวา เปน ธรรมดาดวยบญุ กมุ ารนน้ั จะเปนคนแล
ข. เบ้ืองหลงั กุมารน้ันตอหลงั ทอ งแม แลนง่ั ยองอยูในทอ ง จงึ ใหบ มิไหมบมติ ายเพือ่ ด่ังนั้นแลแตกุมารนนั้ อยูใ นทองแม

แม แลกำมือท้ังสองคูคอตอหัวเขาท้ังสอง เอาหัวไวเ หนือ ข. ตนเย็นน้นั แลเจ็บเนื้อเจ็บตนนกั หนา ดงั่ ชา งสารอันทาน
หวั เขาเม่ือน่ังอยนู ัน้ ชกั ทานเขน็ ออกจากประตูลักษอันนอยน้ัน แลคบั ตัวออก
ยากลำบากนัน้ ผิบม ิด่งั นนั้ ดัง่ คนผูอ ยใู นนรกแล
ค. เมื่อแรกมาเกดิ ในทองแมกด็ ี เมื่ออยูในทองแมก็ดี
เมอื่ ออกจากทองแมก ็ดี ในกาลทัง้ 3 น้ันยอ มหลงบม ิไดค ำนงึ รู ค. เมื่อแรกมาเกดิ ในทองแมกด็ ี เม่ืออยใู นทองแมก ็ดี เม่ือ
อันใดสักสิง่ ออกจากทองแมก็ดี ในกาลท้ัง 3 นั้นยอมหลงบม ิไดคำนงึ รูอัน
ใดสกั ส่งิ
ง. ดวยอำนาจแหงไฟธาตอุ ันรอ นน้นั สว นตัวกมุ ารนัน้ บมิ
ไหม เพราะวา เปน ธรรมดาดวยบญุ กุมารนัน้ จะเปน คนแลจึง ง. แลกุมารน้ันเจ็บเนือ้ เจบ็ ตนดั่งคนอนั ทานขังไวใ นไหอนั
ใหบมไิ หมบ มิตายเพือ่ ด่ังน้ันแลแตก มุ ารนนั้ อยูในทองแม คบั แคบนกั หนา แคนเน้ือแคนใจ แลเดือดเน้ือเดือดใจนกั หนา

10. ขอใดมใิ ชลกั ษณะของทารกในครรภม ารดาตามท่ีกลา วไว 13.ขอ ใดเปนลักษณะพิเศษของทารกผเู ปน พระปจเจกพทุ ธเจา
ในตอนมนุสสภูมิ พระอรหันต และพระอัครสาวก ลงมาเกิด
ก. แตน ้ันไปเมือหนากมุ ารน้ันจึงรหู ายใจเขาออกแล ก. คร้ันวาออกมาไสร กย็ อ มหัวรอกอนแล
ข. จะงอยไสด ือนั้นกลวงขึน้ ไปเบื้องบนติดหลังทอ งแม ข. พดั ใหต วั กุมารนั้นขึน้ หนบน ใหหัวลงมาสูท ่ีจะออกน้ัน
ค. แคนเนอ้ื แคนใจ แลเดือดเน้ือเดอื ดใจนกั หนา ค. เม่ืออยใู นทองแมน ้ันบห อนจะรหู ลงแลยังคำนึงรูอยูทุกอนั
เหยียดตีมอื บมิได ง. คร้นั ออกจากทองแมไสร ลมอนั มีในทอ งผนู อยคอยพัด
ง. เลือดแลนำ้ เหลอื งยอยลงเตม็ ตนยะหยดทกุ เมอื่ แล ดุจ ออกกอน
14.“ผแิ ลวาเมอื่ แมเดินไปก็ดี นอนกด็ ี ฟน ตนกด็ ี กุมารอยูในทอง
ด่งั ลงิ เม่อื ฝนตก แลนัง่ กำมือเซาเจาอยูในโพรงไมน้ันแล แมน้นั ใหเจ็บเพียงจะตายแลดุจดั่งลูกทรายอันพ่ึงออกแล
11. ขอใดมีลกั ษณะเดน ดา นการซ้ำคำเพ่ือเนนความหมาย อยูธรหอยผบิ ม ิดจุ ดั่งคนอันเมาเหลา...” คำวา “อยูธรหอย”
ในบทประพันธข างตนหมายถึงอะไร
ก. ลมอันมใี นทองผูนอยคอยพัดออกกอ น ลมอนั มี ก. ไมม แี รง ข. หอยหัว กลับหวั
ภายนอกนนั้ จงึ พดั เขานนั้ นกั หนา ค. เหยี่ วแหง ไมส ดชื่น ง. โคลงเคลง ทรงตัวไมได

ข. ผริ ปู อันจะเกิดเปนชายก็ดีเปน หญิงก็ดี เกดิ มีอาทิแต 15. ขอใดมีลักษณะเดนดา นการหลากคำที่มคี วามเหมอื นกนั
เกดิ หรอื คลายกัน
ก. เลอื ดแลน้ำเหลอื งยอยลงเตม็ ตนยะหยดทุกเม่อื แล
เปน กลละนน้ั โดยใหญแ ตละวนั แลนอย ข. เมื่อจะคลอดออก ตนกุมารนัน้ เย็น เย็นเนื้อเย็นใจ
ค. ผิแลคนอนั มาแตน รกกด็ ี แลมาแตเ ปรตก็ดี มนั ค. แลภูเขาอันช่อื คงั ไคยบรรพตหีบแลเหงแลบดบ้ี นัน้ แล
คำนึงถงึ ง. คนผใู ดจากแตน รกมาเกิดจั้น เมอ่ื คลอดออกตนกุมารนั้น
รอ น
ความอนั ลำบากนนั้ คร้นั วา ออกมาก็รองไหแล
ง. แลกุมารน้นั เจบ็ เนื้อเจ็บตนดง่ั คนอนั ทานขงั ไวใ นไหอัน

คบั แคบนกั หนา แคน เน้อื แคน ใจ แลเดือดเน้ือเดือดใจ
นักหนา

เฉลย

1. ข 2. ง 3. ค 4. ง 5. ก

6. ค 7. ก 8. ค 9. ข 10. ก

11. ง 12. ก 13. ค 14. ง 15. ค

แผนการจดั การเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูที่ ๓ เร่อื ง การอาน หนา 1

แผนการจดั การเรียนรทู ่ี ๑
เรื่อง การอานเพื่อสังเคราะหความรู จำนวน ๑ คาบ
หนวยการเรียนรทู ่ี ๓ เร่ือง การอา น ชั้นมัธยมศกึ ษาปท ี่ ๖
กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย วิชาภาษาไทย ๕ รหสั วิชา ท ๓๓๑๐๑

ครผู ูสอน นางสาวทิพมาศ ดนตรีพงษ

1. สาระที่ ๑ การอา น
2. มาตรฐานการเรยี นรู/ตวั ชี้วัด
ท ๑.๑ ใชกระบวนการอานสรา งความรแู ละความคิดเพอื่ นำไปใชต ัดสนิ ใจ แกปญ หาในการ
ดำเนนิ ชีวติ และมนี ิสยั รกั การอาน
ม.4-6/8 สงั เคราะหความรจู ากการอา นส่ือส่ิงพมิ พ สอื่ อเิ ล็กทรอนกิ ส และแหลง เรียนรูต างๆ
มาพัฒนาตนพัฒนาการเรียน และพัฒนาความรูทางอาชีพ

3. สาระสำคัญ
การอานจับใจความเพื่อสงั เคราะหค วามรูจากส่ือตา งๆ จะตอ งปฏบิ ัตติ ามวิธกี ารอา นอยา งถูกตอ ง

4. จุดประสงคการเรียนรู
ดานความรู (K)
1. อธบิ ายวิธีการอา นเพ่ือสังเคราะหค วามรูได
2. สงั เคราะหค วามรจู ากการอา นไดถูกตอ ง
ดา นทักษะ / กระบวนการ(P)
๑. ทักษะการเปรยี บเทียบ ๓. ทักษะการสรางความรู
๒. ทกั ษะการวเิ คราะห ๔. ทกั ษะการประเมิน
ดา นคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค (A)
๑. มีวนิ ยั 3. มุงมัน่ ในการทำงาน
๒. ใฝเ รยี นรู 4. รักความเปน ไทย

5. สาระการเรยี นรู
สาระการเรียนรแู กนกลาง
การอานจับใจความจากส่ือตางๆ เชน ขาวสารจากสื่อส่ิงพิมพ สื่ออิเล็กทรอนิกส และแหลงเรียนรู

ตางๆ ในชุมชน บทความ นิทาน เรื่องส้ัน นวนิยาย วรรณกรรมพ้ืนบาน วรรณคดีในบทเรียน บทโฆษณา
สารคดี บันเทิงคดี ปาฐกถา พระบรมราโชวาท เทศนา คำบรรยาย คำสอน บทรอยกรอง รวมสมัย บทเพลง
บทอาเศียรวาท คำขวญั

แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๓ เร่อื ง การอา น หนา 2

6. กจิ กรรมการเรียนรู
วิธสี อนแบบกระบวนการกลุมสมั พนั ธ

***นกั เรยี นทำแบบทดสอบกอนเรียน หนว ยการเรียนรูท่ี ๓ เรื่อง การอาน

ขนั้ ท่ี 1 นำเขา สบู ทเรียน
1. นกั เรียนตอบคำถามกระตุน ความคิด
คำถามกระตุนความคิด นักเรียนมีวิธีการคนควาแหลงขอมูลตางๆ เพื่อทำรายงานอยางไรบาง
(พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยใหอยใู นดุลยพินิจของครูผูส อน)
2. ครูแบงนักเรียนเปนกลุม กลุมละ 4 คน คละกันตามความสามารถ คือ เกง ปานกลางคอนขาง
เกง ปานกลางคอนขางออน และออน แลวครูใหนักเรียนแตละกลุมสงตัวแทนออกมารับตัวอยาง
บทความท่ีหนาชั้นเรียน
3. นักเรียนแตละกลุมรวมกันอานตัวอยางบทความที่ไดรับ แลวรวมกันแสดงความคิดเห็น ในประเด็น
ตอไปน้ี โดยครูคอยกระตุนใหนักเรียนทุกคนมีสวนรวมในการตอบคำถาม เพ่ือประเมินความรูของ
นกั เรียน
- บทความดงั กลาว เปนเร่ืองเก่ียวกบั อะไร
- ผูเขยี นบทความดังกลา ว ตอ งการนำเสนออะไร

ขัน้ ท่ี 2 จดั การเรยี นรู
1. ครูใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันศึกษาความรูเรื่อง การอานเพ่ือสังเคราะหความรู จากหนังสือเรียน
หนงั สอื คนควา เพ่ิมเตมิ และแหลงขอมูลสารสนเทศ ในประเดน็ ทก่ี ำหนดให ดังนี้
- ความสำคัญของการอานเพอื่ สงั เคราะหความรู
- แนวทางการอา นเพื่อสังเคราะหความรู
แลว บันทกึ ความรูที่ไดจากการศึกษาลงในแบบบันทึกการอาน
2. ครูอธิบายเพ่ิมเติมเก่ียวกับความหมายการสังเคราะห ความสำคัญของการอานเพ่ือสังเคราะหความรู
และแนวทางการอานเพื่อสังเคราะหความรู เพ่ือใหนักเรียนมีความเขาใจชัดเจนมากย่ิงข้ึน โดยเปด
โอกาสใหน ักเรียนซกั ถามหากมีขอ สงสัย
3. นักเรียนแตละกลุมชวยกันเลือกขอมูลที่กลุมสนใจ มา 1 ประเด็น แลวรวมกันวางแผนสืบคนขอมูล
เก่ียวกับเรื่องดังกลาว จากน้ัน อานขอมูลที่ไดจากการสืบคนแลวรวมกันสังเคราะหขอมูลที่ได
และเขียนสรปุ สาระสำคญั ลงในใบงาน เรือ่ ง อานเพื่อสังเคราะหความรู
4. นักเรียนแตล ะกลมุ ชวยกันตรวจสอบความถูกตองในใบงาน หากมีขอบกพรองใหชว ยกันแกไขเติมเต็ม
ใหสมบูรณ แลวสงตัวแทนออกมานำเสนอผลงานที่หนาช้ันเรียน โดยครูและเพื่อนนักเรียนรวมกัน
แสดงความคดิ เห็นและใหขอเสนอแนะ
5. นกั เรยี นตอบคำถามกระตุนความคดิ ขอ 1-2

แผนการจัดการเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท ี่ ๓ เรอื่ ง การอาน หนา 3

คำถามกระตนุ ความคดิ
- การอานขอมูลจากแหลงขอ มูลท่ี หลากหลายมีแนวทางการสังเคราะหสารอยางไร
(พจิ ารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยใหอ ยูในดลุ ยพนิ จิ ของครูผสู อน)
- นักเรียนคิดวาการอานเพ่ือสังเคราะหความรูมีความสำคัญอยางไร (ไดรับความรูและพัฒนา
ความคิดมากขึน้ โดยนำสิง่ ทไ่ี ดจ ากการอานมาพัฒนางานของตน)

ขัน้ ท่ี 3 สรปุ และนำหลักการไปประยกุ ตใ ช
1. นักเรียนแตละกลุมรวมกันสรุปความรูเร่ือง การอานเพ่ือสังเคราะหความรู โดยใหสอดคลองและ
สอดแทรกขอ สอบ O-NET ในประเด็นทีก่ ำหนดให ดงั นี้
- ความสำคญั ของการอา นเพ่ือสังเคราะหความรู
- แนวทางการอา นเพ่อื สงั เคราะหค วามรู
2. ครูแนะนำใหนักเรียนนำความรูที่ไดจากการศึกษาไปประยุกตใชในการศึกษาความรเู รือ่ ง การอานเพ่ือ
สงั เคราะหความรู ในประเด็นอ่นื ๆ ตอไป
3. นกั เรียนตอบคำถามกระตนุ ความคดิ ขอ 1-2 โดยใหสอดคลองและสอดแทรกขอ สอบ O-NET
คำถามกระตุน ความคดิ
- การสรุปสาระสำคัญจากการอานเปนการสังเคราะหสารหรือไม (ไมเปนการสังเคราะหสาร
แตเปน เพยี ง กระบวนการอยา งหนึ่งท่ใี ชในการสังเคราะหความรูจ ากเรือ่ งท่ีอา น)
- นักเรียนสามารถใชวิธีการอานเพื่อสังเคราะหความรูไปประยุกตใชในการเรียนอยางไรบาง
(พิจารณาตามคำตอบของนักเรยี น โดยใหอยใู นดุลยพินิจของครูผสู อน)

ข้นั ที่ 4 วัดและประเมนิ ผล
1. ครูวดั และประเมินผลนักเรียนจากการทำใบงาน
2. นักเรียนตอบคำถามกระตนุ ความคิด
คำถามกระตนุ ความคิด การอา นเพ่อื สังเคราะหค วามรมู ีประโยชนตอนกั เรียนมากนอยเพยี งไร

๗. การวัดผลและประเมินผลการเรยี นรู เครื่องมือ เกณฑ
วธิ กี าร แบบทดสอบกอ นเรียน (ประเมินตามสภาพจริง)
หนวยการเรยี นรทู ่ี ๓ รอยละ 60 ผานเกณฑ
ตรวจแบบทดสอบกอ นเรยี น
หนว ยการเรยี นรูที่ ๓ ใบงาน ระดบั คุณภาพ 2
ตรวจใบงาน แบบบนั ทึกการอาน ผานเกณฑ
แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ
ตรวจแบบบันทึกการอา น แบบประเมินคุณลักษณะอนั พึง ระดบั คุณภาพ 2
สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานกลมุ ผานเกณฑ
สงั เกตความมวี ินัย ใฝเรยี นรู และมงุ ม่นั ประสงค
ระดับคุณภาพ 2
ในการทำงาน ผา นเกณฑ

แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท ่ี ๓ เร่ือง การอาน หนา 4

๘. สื่อการเรียนรูหรือแหลงการเรียนรู
สอื่ การเรียนรู
1. หนงั สอื เรยี น ภาษาไทย : หลกั ภาษาและการใชภาษา ม.6
2. หนังสือคนควา เพ่มิ เติม
3. แววมยุรา เหมอื นนลิ . (2541). การอา นจบั ใจความ. กรงุ เทพฯ : ชมรมเดก็ .
4. ศวิ กานท ปทุมสตู ิ. (2542). การอา นเพื่อชวี ิต. กรงุ เทพฯ : ตน ออ 1999.
5. สมบตั ิ จำปาเงิน. (2548). กลเม็ดการอานใหเกง. กรงุ เทพฯ : สถาพรบุคส.
6. มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. (2545). เอกสารการสอนชุดวชิ าการอา นภาษาไทย หนวยที่
1-15. นนทบรุ ี : สำนกั พิมพมหาวทิ ยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธิราช.
7. มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราช. (2549). ประมวลสาระชุดวิชา 10161 ภาษาไทยเพื่อการ
สอ่ื สาร. พิมพครง้ั ที่ 5. นนทบุรี : มหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช.
8. สพุ รรณี วราทร. (2545). การอา นอยา งมปี ระสิทธิภาพ. กรงุ เทพฯ : โครงการเผยแพรผลงาน
วิชาการ คณะอกั ษรศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.
9. ตวั อยางบทความ
10.ใบงาน เรอื่ ง อานเพ่ือสังเคราะหความรู

แหลงการเรยี นรู
1. หองสมุด
2. แหลงขอ มลู สารสนเทศ
- http://www.nrct.go.th
- http://www.royin.go.th
- http://www.tkpark.or.th
- http://www.manager.com
- http://www.matichon.co.th
- http://www.sarakadee.com
- http://www.thaiwriterassociation.org
- http://www.sirindhorn.net/index.th.html

แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๓ เร่ือง การอา น หนา 5

ใบงาน เร่อื ง อานเพอ่ื สงั เคราะหค วามรู
คำชแ้ี จง ใหนกั เรียนสรุปสาระสำคัญจากขอ มูลท่ีนกั เรียนสนใจ กลุมละ 1 ประเด็น

แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท ่ี ๓ เร่อื ง การอาน หนา 6

แผนการจัดการเรียนรูท ่ี ๒
เร่ือง การสังเคราะหความรูจากส่ือ จำนวน ๒ คาบ
หนวยการเรยี นรทู ่ี ๓ เรอ่ื ง การอาน ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที่ ๖
กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย วิชาภาษาไทย ๕ รหสั วชิ า ท ๓๓๑๐๑

ครผู ูสอน นางสาวทิพมาศ ดนตรีพงษ

๑. สาระที่ ๑ การอา น และ สาระที่ ๔ หลักการใชภ าษาไทย
๒. มาตรฐานการเรยี นรู/ ตวั ชี้วดั
ท ๑.๑ ใชก ระบวนการอา นสรา งความรแู ละความคิดเพอ่ื นำไปใชต ัดสนิ ใจ แกปญ หาในการ
ดำเนนิ ชวี ิต และมีนสิ ัยรักการอา น
ม.4-6/8 สงั เคราะหค วามรจู ากการอา นสือ่ สิง่ พมิ พ สือ่ อเิ ล็กทรอนิกส และแหลงเรียนรูตา งๆ
มาพฒั นาตน พัฒนาการเรยี น และพัฒนาความรูทางอาชีพ
ท 4.1 ธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของ
ภาษา ภูมปิ ญ ญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไวเ ปน สมบตั ิของชาติ
ม.4-6/7 วเิ คราะหและประเมนิ การใชภาษาจากส่ือส่ิงพิมพและส่ืออิเล็กทรอนิกส

๓. สาระสำคัญ
การสังเคราะหขอมูลจากการอานส่ือตางๆ จะทำใหไดความรู ซึ่งสามารถนำมาประยุกตใชในการ

พฒั นาตนเอง

๔. จดุ ประสงคก ารเรียนรู
ดานความรู (K)
1. สงั เคราะหค วามรจู ากการอา นไดถ ูกตอ ง
2. นำความรทู ไี่ ดจ ากการสังเคราะหมาประยกุ ตใชในการพฒั นาตนเอง
ดา นทกั ษะ / กระบวนการ(P)
๑. ทกั ษะการเปรียบเทียบ ๓. ทกั ษะการสรา งความรู
๒. ทกั ษะการวิเคราะห ๔. ทักษะการประเมิน
ดานคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค (A)
1. มวี ินัย 3. มุงมัน่ ในการทำงาน
2. ใฝเ รียนรู 4. รกั ความเปน ไทย

๕. สาระการเรยี นรู
สาระการเรียนรูแกนกลาง
๑. การอานจับใจความจากสือ่ ตา งๆ เชน ขาวสารจากส่ือสิ่งพิมพ สื่ออิเล็กทรอนิกส และแหลงเรยี นรู
ตางๆ ในชมุ ชน บทความ นทิ าน เรือ่ งส้ัน นวนยิ าย วรรณกรรมพนื้ บาน วรรณคดีในบทเรยี น บท
โฆษณา สารคดี บันเทิงคดี ปาฐกถา พระบรมราโชวาท เทศนา คำบรรยาย คำสอน บทรอกรอง
รวมสมยั บทเพลง บทอาเศยี รวาท คำขวัญ
๒. การประเมินการใชภาษาจากส่ือสิง่ พมิ พแ ละสื่ออิเล็กทรอนกิ ส

แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ี่ ๓ เร่อื ง การอา น หนา 7

๖. กิจกรรมการเรยี นรู วิธสี อนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) ชวั่ โมงที่ 1
ขั้นที่ 1 ทบทวนความรูเดมิ

๑. ครูถามนกั เรยี นเก่ียวกบั วธิ กี ารอา นเพอ่ื สงั เคราะหว า มวี ธิ ีการ อยางไรบาง เพ่ือทบทวนความรูเดิมของ
นกั เรียน

๒. นักเรียนแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับการอานเพื่อสังเคราะหความรู จากกิจกรรมที่นักเรียนไดทำเมื่อ
ช่ัวโมงที่ผา นมา เพอื่ ตรวจสอบ ความเขา ใจของนกั เรยี น

๓. นกั เรยี นตอบคำถามกระตุน ความคดิ
คำถามกระตนุ ความคดิ ในชวี ติ ประจำวันนกั เรียนไดส ังเคราะห ความรูจากการอานส่ือตางๆ
มากนอ ยเพียงใด (พจิ ารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยใหอยูในดุลยพนิ จิ ของครผู ูสอน)

ขน้ั ท่ี 2 แสวงหาความรใู หม
๑. นักเรียนรวมกลุมเดิม (จากแผนการจัดการเรียนรูท่ี 1) เพ่ือรวมกันศึกษาความรู เรื่อง การสังเคราะห
ความรจู ากสื่อส่งิ พิมพ และสือ่ อิเลก็ ทรอนิกส จากหนงั สือเรยี น และแหลง ขอ มลู สารสนเทศ
๒. นักเรียนแตล ะกลุมรว มกนั อภปิ รายและสรปุ ประเดน็ ความรู ดังน้ี
- หลักการสังเคราะหค วามรูจากสื่อสิ่งพมิ พและส่ืออเิ ล็กทรอนิกส
- หลกั การวิเคราะหและประเมินการใชภาษาจากสอ่ื ส่ิงพิมพและสือ่ อิเลก็ ทรอนิกส
๓. นกั เรยี นตอบคำถามกระตนุ ความคดิ
๔. นักเรียนแตละกลุมอานขอมูลในใบงาน เรื่อง สังเคราะหสารจากการอาน (ตอนท่ี 1 )
คำถามกระตุนความคิด นักเรียนคิดวา การอานจากส่ือประเภทใด ท่ีควรมีการตรวจสอบความ
นาเช่ือถือของขอมูลมากที่สุด (สื่ออิเล็กทรอนิกส เพราะส่ือประเภทนี้บางแหลงไมระบุวันท่ีหรือที่มา
ทำใหไมสามารถอางอิงได และเปนแหลงที่มีการเปลี่ยนแปลงไดรวดเร็ว ถาตองใชสื่อประเภทน้ีตองมี
การตรวจสอบมากกวาหนึ่งแหลงขอมูล และใชสื่อประเภทอื่นสนับสนุนเพ่ือเพ่ิมน้ำหนัก
ความนา เชอ่ื ถือของขอมลู )

ขั้นท่ี 3 ศึกษาทำความเขาใจขอมูล/ความรูใหม และเช่ือมโยงความรูใหมกับความรูเดิม : เทคนิคการเลา
เรื่องรอบวง

๑. นกั เรียนตอบคำถามกระตุนความคิด
๒. สมาชิกแตละกลุมผลัดกันอธิบายความรูท่ีตนไดคนความาใหเพื่อนในกลุมฟง ผลัดกันซักถาม และ

แลกเปลี่ยนความรูหรือขอมูลที่ได หากมีขอสงสัยควรอธิบายจนทุกคนมีความเขาใจชัดเจน จากนั้น
สมาชิกในกลุมรวมกันสรุปเนอ้ื หาที่คนความา
คำถามกระตุนความคิด นักเรียนมีวิธีในการสังเคราะหความรูจากขอมูลที่รวบรวมและคนควา
อยางไร (พิจารณาตามคำตอบของนกั เรยี น โดยใหอ ยใู นดลุ ยพนิ ิจของครูผสู อน)
ขั้นท่ี 4 แลกเปล่ยี นความรูค วามเขา ใจกบั กลุม
๑. นักเรียนแตละกลุมแลกเปล่ียนความคิดเห็นและตรวจสอบความเขาใจเกี่ยวกับเรื่องท่ีคนควาและ
ขอ มลู ทอี่ า นในใบงานอกี ครั้ง เพือ่ สงั เคราะหความรจู ากการอาน
๒. ครูใหนกั เรยี นแตล ะกลุมสง ตัวแทนออกมาแลกเปลี่ยนความคดิ เห็นและตรวจสอบความเขา ใจกับเพอื่ น
กลุมอ่นื

แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท่ี ๓ เร่ือง การอา น หนา 8

ช่ัวโมงที่ 2
ขัน้ ที่ 5 สรปุ และจดั ระเบียบความรู

๑. นักเรียนแตละกลุมสรุปความรูและสังเคราะหความรูท่ีไดจากขอมูลท่ีคนความาลงในแบบบันทึก
การอา น แลวทำใบงาน เร่อื ง การสงั เคราะหสารจากการอา น (ตอนที่ 2-3)

ขน้ั ที่ 6 ปฏิบัตแิ ละ/หรือแสดงผลงาน
๑. นักเรียนแตละกลุมนำเสนอผลงานท่ีหนาช้ันเรียน ครูและเพื่อน ในช้ันเรียนรวมกันตรวจสอบความ
ถูกตองและอภิปรายเพื่อแลกเปล่ียนความคิดเห็น
๒. ครูและนักเรียนรวมกันเฉลยคำตอบในใบงาน ครูอธิบายและซักถามนักเรียน เพ่ือตรวจสอบ
ความเขาใจของนกั เรยี น
๓. นกั เรียนตอบคำถามกระตนุ ความคิด
คำถามกระตุนความคิด นักเรียนคิดวา การสังเคราะหความรูจาก การอานนี้มีสวนชวยใหนักเรียน
เขา ใจเร่อื งที่อานมากข้นึ หรือไม อยา งไร (พจิ ารณาตามคำตอบของนกั เรียน โดยใหอยูใน ดุลยพินิจของ
ครูผูสอน)

ขั้นท่ี 7 ประยุกตใ ชความรู
๑. ครูเสนอแนะใหนักเรียนนำความรูและประสบการณท่ีไดรับจากการสังเคราะหความรูจากการอาน
ส่ือตางๆ ไปประยกุ ตป ฏบิ ัติในการพัฒนาตนเองในการดำเนนิ ชวี ติ
๒. นกั เรียนตอบคำถามกระตุน ความคิด
คำถามกระตุนความคิด นักเรียนสามารถนำวธิ กี ารสังเคราะหความรู จากสือ่ มาประยุกตใ ชใน
ชวี ติ ประจำวันได อยา งไรบา ง (พิจารณาตามคำตอบของนักเรยี น โดยใหอยใู นดุลยพนิ จิ ของครผู สู อน)

๗. การวดั ผลและประเมนิ ผลการเรยี นรู

วธิ ีการ เคร่ืองมอื เกณฑ
ตรวจใบงานที่ 2.1 ใบงานท่ี 2.1 รอ ยละ 60 ผา นเกณฑ
ตรวจแบบบันทกึ การอาน แบบบันทกึ การอาน ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
ประเมนิ การนำเสนอผลงาน แบบประเมนิ การนำเสนอผลงาน ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
สังเกตพฤติกรรมการทำงาน แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานรายบุคคล ระดับคณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
รายบุคคล แบบประเมนิ คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานกลมุ
สงั เกตความมวี ินยั ใฝเ รียนรู และ

มุงมน่ั ในการทำงาน

แผนการจัดการเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท ่ี ๓ เร่อื ง การอา น หนา 9

๘. สอ่ื การเรียนรูหรอื แหลงการเรยี นรู
สื่อการเรียนรู
๑. หนังสือเรียน ภาษาไทย : หลักภาษาและการใชภ าษา ม .6
๒. หนังสอื คนควา เพิม่ เติม
(1) แววมยรุ า เหมอื นนิล. (2541). การอานจบั ใจความ. กรงุ เทพฯ : ชมรมเดก็ .
(2) ศิวกานท ปทุมสตู ิ. (2542). การอา นเพอ่ื ชวี ติ . กรงุ เทพฯ : ตนออ 1999.
(3) สมบัติ จำปาเงิน. (2548). กลเมด็ การอา นใหเกง . กรงุ เทพฯ : สถาพรบุคส.
(4) มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช. (2545). เอกสารการสอนชดุ วชิ าการอา นภาษาไทย
หนวยที่ 1-15. นนทบรุ ี : สำนกั พิมพมหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช.
(5) มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราช. (2549). ประมวลสาระชดุ วิชา 10161 ภาษาไทยเพือ่
การสอ่ื สาร. พิมพค ร้ังที่ 5. นนทบุรี : มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธิราช.
(6) สุพรรณี วราทร. (2545). การอานอยางมีประสทิ ธิภาพ. กรงุ เทพฯ : โครงการเผยแพร
ผลงานวชิ าการ คณะอักษรศาสตร จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย.
3) ใบงาน เรื่อง สังเคราะหสารจากการอาน
แหลงการเรยี นรู
1) หอ งสมุด
2) แหลง ขอ มลู สารสนเทศ
- http://www.nrct.go.th
- http://www.royin.go.th
- http://www.tkpark.or.th
- http://www.sarakadee.com
- http://www.thaiwriterassociation.org
- http://www.sirindhorn.net/index.th.html

แผนการจัดการเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท่ี ๓ เรื่อง การอา น หนา 10
ใบงาน เรื่อง สังเคราะหส ารจากการอา น

คำชี้แจง ใหนกั เรยี นอานขอมลู ตอไปนใ้ี นเวบ็ ไซต
๑. ............................................................จากเว็บไซต. ..................................................................................

ตอนท่ี 2
คำชี้แจง ใหน ักเรยี นวเิ คราะหแ ละประเมินการใชภาษาจากการอา นขอมูลจากสื่อส่งิ พิมพและอิเล็กทรอนกิ ส
ทกี่ ำหนด

ตอนที่ 3
คำชีแ้ จง ใหน กั เรียนสงั เคราะหความรจู ากการอานขอมูลขางตน ในประเดน็ “............................................”

แผนการจัดการเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูที่ ๓ เรื่อง การอา น หนา 11

แผนการจัดการเรียนรูท ่ี ๓
เร่ือง การเขยี นกรอบแนวคิดจากการอา น จำนวน ๒ คาบ
หนว ยการเรียนรูที่ ๓ เร่อื ง การอา น ชั้นมัธยมศึกษาปท่ี ๖
กลุม สาระการเรยี นรภู าษาไทย วิชาภาษาไทย ๕ รหัสวิชา ท ๓๓๑๐๑

ครผู สู อน นางสาวทิพมาศ ดนตรีพงษ

๑. สาระที่ ๑ การอาน
๒. มาตรฐานการเรยี นร/ู ตัวชว้ี ัด
ท ๑.๑ ใชก ระบวนการอา นสรา งความรแู ละความคดิ เพ่อื นำไปใชตัดสนิ ใจ แกปญหาในการ
ดำเนินชวี ิต และมนี สิ ัยรกั การอาน
ม.4-6/7 อา นเรื่องตางๆ เขยี นกรอบแนวคดิ ผังความคิด บนั ทึก ยอ ความ และรายงาน

๓. สาระสำคัญ
การสังเคราะหขอมูลจากการอานสื่อตางๆ จะทำใหไดความรู ซ่ึงสามารถนำมาประยุกตใชในการ

พฒั นาตนเอง

๔. จุดประสงคการเรยี นรู
ดานความรู (K)
1. อธิบายวิธีการเขยี นกรอบแนวคิดจากการอา นได
2. เขยี นกรอบแนวคดิ หรือผังความคดิ จากเร่ืองท่ีอา นได
ดานทกั ษะ / กระบวนการ(P)
๑. ทกั ษะการเปรียบเทยี บ ๓. ทักษะการสรางความรู
๒. ทักษะการวเิ คราะห ๔. ทกั ษะการประเมนิ
ดานคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค (A)
1. มีวินัย 3. มุงมนั่ ในการทำงาน
2. ใฝเ รยี นรู 4. รกั ความเปนไทย

๕. สาระการเรยี นรู
สาระการเรียนรูแกนกลาง
การอานจับใจความจากสื่อตางๆ เชน ขาวสารจากส่ือส่ิงพิมพ ส่ืออิเล็กทรอนิกส และแหลงเรียนรู

ตางๆ ในชุมชน บทความ นิทาน เรื่องส้ัน นวนิยาย วรรณกรรมพื้นบาน วรรณคดีในบทเรียน บทโฆษณา
สารคดี บันเทิงคดี ปาฐกถา พระบรมราโชวาท เทศนา คำบรรยาย คำสอน บทรอยกรองรวมสมัย บทเพลง
บทอาเศยี รวาท คำขวัญ

แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท่ี ๓ เรื่อง การอา น หนา 12

๖. กจิ กรรมการเรยี นรู
วิธสี อนแบบสบื เสาะหาความรู (Inquiry Method : 5E) ชว่ั โมงที่ 1
ขน้ั ที่ 1 กระตนุ ความสนใจ

1. ครูติดแผนผังตัวละคร เสภาเร่ือง ขุนชางขุนแผน ใหนักเรียนดูบนกระดานแลวใหนักเรียนชวยกัน
อธิบายเชอ่ื มโยงความสัมพนั ธข องตัวละครแตละตวั

ข้ันที่ 2 สำรวจคน หา
1. ครูใหนักเรียนแตละกลุม (กลุมเดิมจากแผนการจัดการเรียนรูที่ 1) กำหนดหมายเลขประจำตัวให
สมาชิกแตละคนในกลุมเปนหมายเลข 1-4 ตามลำดับ แลวใหนักเรียนแตละหมายเลขศึกษาความรู
เร่ือง การเขียนกรอบแนวคิดจากการอาน จากหนังสือเรียน หนังสือคนควาเพิ่มเติม หองสมุด และ
แหลง ขอมลู สารสนเทศ ตามประเดน็ ที่กำหนดให ดังน้ี
- หมายเลข 1 ศกึ ษาความรเู รือ่ ง ความหมายและความสำคัญของการเขียนกรอบแนวคดิ
- หมายเลข 2 ศกึ ษาความรเู ร่ือง องคประกอบของการคดิ
- หมายเลข 3 ศึกษาความรูเรือ่ ง กระบวนการเขยี นกรอบ แนวคิดจากการอา น
- หมายเลข 4 ศกึ ษาความรูเรอ่ื ง ตวั อยางการสังเคราะหความรจู ากการอา นโดยใชก รอบแนวคดิ
แลวบันทึกความรทู ไี่ ดจ ากการศึกษาลงในแบบบันทึกการอาน
2. นักเรยี นตอบคำถามกระตุน ความคิด
คำถามกระตุนความคิด การเขียนกรอบแนวคิดจากการอา นสามารถใชแหลงขอมูลเพียงแหลงเดียว
ไดหรือไม เพราะเหตุใด (การอานจากแหลงขอมูลเดยี วอาจไมเพียงพอสำหรับการเขียนกรอบแนวคิด
ความรูบางเรื่องผูอานตองพิจารณาเน้ือหาสาระของแหลงขอมูลที่อานเปนหลักวามีขอมูลหรือ
สาระสำคัญครบถวนหรือไม แตเพื่อเปนการไดขอมูลครอบคลุมควรพิจารณาหรืออานขอมูลจาก
แหลงขอมูลที่หลากหลาย เพื่อจะไดความรู ความคิด ทำความเขาใจและเช่ือมโยงความรูจาก
แหลงขอ มูลไดค รอบคลุมและสมบูรณ )

ข้นั ท่ี 3 อธบิ ายความรู
1. นักเรียนแตละหมายเลขนำความรูที่ไดจากการศึกษามาอธิบายใหเพื่อนในกลุมฟง เรียงตามลำดับ
หมายเลข 1-4 ผลัดกันซักถามหากมีขอสงสัย และผลัดกันอธิบายจนทุกคนมีความรูความเขาใจ
ชดั เจน
2. นกั เรียนแตล ะกลุมรว มกันสรุปความรูเรือ่ ง การเขียนกรอบแนวคิดจากการอา น ในประเด็นตอ ไปนี้
- ความหมายและความสำคญั ของการเขยี นกรอบแนวคดิ
- องคประกอบของการคดิ
- กระบวนการเขยี นกรอบแนวคิดจากการอา น
- ตัวอยา งการสงั เคราะหค วามรจู ากการอานโดยใชกรอบแนวคิด
3. นักเรยี นตอบคำถามกระตนุ ความคดิ
คำถามกระตุนความคิด นักเรียนสามารถนำการเขียนกรอบแนวคิดมาประยุกตใชในการเรียนของ
นกั เรียนไดอ ยา งไรบา ง (พจิ ารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยใหอ ยูในดุลยพินจิ ของครูผสู อน)

แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๓ เร่ือง การอาน หนา 13

ช่ัวโมงที่ 2
ขัน้ ที่ 4 ขยายความเขา ใจ

1. นกั เรียนแตละกลุมชวยกันทำใบงาน เรื่อง เลาเรื่องเปนภาพ และใบงาน เร่ือง สรางกรอบแนวคิดจาก
ขอมูล โดยบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พอประมาณ มีเหตผุ ล มภี ูมิคุมกนั ในตวั ทีด่ ี

2. นักเรียนแตละกลุมชวยกันตรวจสอบความถูกตองของใบงาน หากมีขอบกพรองใหชวยกันแกไขเติม
เตม็ ใหส มบรู ณ

ขัน้ ท่ี 5 ตรวจสอบผล
1. นักเรียนแตละกลุมออกมานำเสนอผลงานในใบงาน หนาช้ันเรียน โดยครูและเพื่อนนักเรียนชวยกัน
ตรวจสอบความถูกตอ งและใหข อ เสนอแนะ
2. นกั เรียนตอบคำถามกระตุนความคดิ
คำถามกระตนุ ความคดิ การเขยี นกรอบแนวคิดจากการอาน มปี ระโยชนต อ นกั เรียนอยา งไร

** ครูมอบหมายใหนักเรียนแตละคนทำสมุดบันทึกการอานในชีวิตประจำวัน โดยใหครอบคลุมประเด็นตามที่
กำหนด ดงั นี้

1. การเขียนกรอบแนวคดิ เรยี งลำดบั ตามสาระสำคญั ของเรือ่ ง
2. การเขยี นสังเคราะหค วามรตู ามประเดน็ จากเรือ่ งท่อี าน
3. การวิเคราะหและประเมินการใชภ าษา
4. การใชภ าษาในการเรยี บเรยี งขอความ
5. การเสนอแนะในการนำไปใช

๗. การวัดผลและประเมินผลการเรยี นรู

วิธกี าร เครอ่ื งมอื เกณฑ
ตรวจใบงาน ใบงาน รอยละ 60 ผา นเกณฑ
ตรวจใบงาน ใบงาน รอยละ 60 ผานเกณฑ
ตรวจแบบบันทกึ การอา น แบบบนั ทึกการอาน ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ประเมนิ การนำเสนอผลงาน แบบประเมินการนำเสนอผลงาน ระดับคณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานกลมุ แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ ระดับคณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ตรวจแบบทดสอบหลังเรยี น หนวยการเรยี นรทู ี่ 2 แบบทดสอบหลงั เรยี น หนว ยการเรยี นรูท่ี 2 รอ ยละ 60 ผานเกณฑ
ตรวจสมดุ บนั ทกึ การอา นในชีวิตประจำวนั แบบประเมินสมุดบันทึกการอา นในชีวติ ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ประจำวัน

แผนการจดั การเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ่ี ๓ เรอ่ื ง การอาน หนา 14

๘. สอ่ื การเรียนรูห รอื แหลงการเรียนรู
สอ่ื การเรียนรู
๑. หนังสอื เรียน ภาษาไทย: หลกั ภาษาและการใชภ าษา ม.6
๒. หนังสอื คนควา เพิ่มเติม
(1) แววมยรุ า เหมอื นนลิ . (2541). การอานจับใจความ. กรงุ เทพฯ : ชมรมเด็ก.
(2) ศิวกานท ปทุมสูต.ิ (2542). การอา นเพ่ือชีวติ . กรงุ เทพฯ : บริษัทตนออ 1999.
(3) สมบัติ จำปาเงิน. (2548). กลเมด็ การอา นใหเกง. กรงุ เทพฯ : สถาพรบุคส.
(4) มหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช. (2545). เอกสารการสอนชุดวชิ าการอา นภาษาไทย
หนว ยที่ 1-15. นนทบรุ ี : สำนักพมิ พมหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช.
(5) มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. (2549). ประมวลสาระชดุ วชิ า 10161 ภาษาไทย
เพอ่ื การสอื่ สาร. พิมพค รัง้ ท่ี 5. นนทบุรี : มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช.
(6) สุพรรณี วราทร. (2545). การอานอยางมีประสิทธิภาพ. กรุงเทพฯ : โครงการเผยแพร
ผลงานวิชาการ คณะอกั ษรศาสตร จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั .
๓. ผงั ตัวละคร เสภาเร่อื ง ขนุ ชาง-ขนุ แผน
๔. ใบงาน เรอ่ื ง เลา เรื่องเปนภาพ
๕. ใบงาน เรอื่ ง สรางกรอบแนวคิดจากขอมูล
แหลงการเรียนรู
๑. หอ งสมดุ
๒. แหลงขอ มูลสารสนเทศ
- http://www.trueplookpanya.com/true/blog_diary_detail.php?diary_id=1569&f
riend_blog_id=22419
- http://en.wikipedia.org/wiki/Mind_map
- http://www.mindmapping.com

แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูที่ ๓ เรื่อง การอาน หนา 15

ใบงาน เรอ่ื ง เลาเรื่องเปนภาพ
คำชแ้ี จง ใหน กั เรยี นเขยี นกรอบแนวคดิ จากขอมูลทน่ี ักเรียนคนควา

แผนการจดั การเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท ี่ ๓ เรือ่ ง การอาน หนา 16

ใบงานที่ 3.1 เร่ือง เลา เรอ่ื งเปน ภาพ เฉลย
คำชีแ้ จง ใหน กั เรยี นเขียนกรอบแนวคดิ จากขอมูลทีน่ กั เรยี นคนควา (ตวั อยา่ ง)

จบั หวั ขอ้ หรอื ประเดน็ รอง อ่านเน้อื เรอื่ งใหล้ ะเอยี ด คดิ หาหวั เรอื่ งทคี่ รอบคลมุ
เพอื่ มองหาประเดน็ ที่ ความสาํ คญั ของเน้อื เรอื่ ง
สาํ คญั ตา่ งๆ ของเรอื่ ง


พยายามให้ แนวทางการเขียน จดั แยกเน้อื หาสาระให้
รายละเอยี ดเพมิ่ เตมิ กรอบแนวคิด เป็นหมวดหมู่

ผงั ความคดิ ผงั มโนภาพ ทาํ ใหเ้ หน็ ความสาํ คญั ชว่ ยฝึกทกั ษะ
ระหว่างทุกสว่ นของความคดิ กระบวนการ
รปู แบบการเขียน รวบยอดหลกั และความคดิ คดิ แลการ
กรอบแนวคิด
รวบยอดรองลงไป จดจาํ

แผนภมู เิ วนน์ ผงั กา้ งปลา การเขียน ความสาํ คญั ของการ
กรอบ เขียนกรอบแนวคิด
แนวคิด
ช่วยในการสรปุ ชว่ ยพฒั นา
ผงั ใยแมงมมุ เน้ือหาจาก ความคดิ แบบมี
ตาํ รา วจิ ารณญาณ

รกั ษาความสะอาด มารยาทในการเขียน ไม่คดั ลอกบทความ
เรยี บรอ้ ย เขยี นดว้ ย กรอบแนวคิด หรอื เน้อื หาตอนใด
ลายมอื ทอี่ า่ นงา่ ย
ตอนหนงึ่ มาโดย
่ไ

ไมเ่ ขยี นเพอื่ มงุ่ เน้น ไมเ่ ขยี นโดยใชอ้ ารมณ์ ตอ้ งบอกแหลง่ ทมี่ า
ทาํ ลายผอู้ นื่ ต่อตนเอง ส่วนตวั เป็นบรรทดั ฐาน ของขอ้ มลู เดมิ เสมอ

และผอู้ นื่

(พจิ ารณาตามคาํ ตอบของนกั เรยี น โดยใหอ้ ยใู่ นดลุ ยพนิ ิจของครผู สู้ อน)

แผนการจดั การเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท ่ี ๓ เรอ่ื ง การอา น หนา 17
ใบงานท่ี 3.2 เรอื่ ง สรางกรอบแนวคิดจากขอมูล

คำชแ้ี จง ใหนกั เรยี นเขียนกรอบแนวคิดจากเรื่องที่นักเรยี นสนใจ

แผนการจัดการเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูที่ ๓ เรื่อง การอา น หนา 18

แผนการจัดการเรียนรูท ่ี ๓
เรื่อง การเขยี นกรอบแนวคิดจากการอา น จำนวน ๒ คาบ
หนว ยการเรียนรูที่ ๓ เร่อื ง การอา น ชั้นมัธยมศึกษาปท่ี ๖
กลุม สาระการเรยี นรภู าษาไทย วิชาภาษาไทย ๕ รหัสวิชา ท ๓๓๑๐๑

ครผู สู อน นางสาวทิพมาศ ดนตรีพงษ

๑. สาระที่ ๑ การอาน
๒. มาตรฐานการเรยี นร/ู ตัวชว้ี ัด
ท ๑.๑ ใชก ระบวนการอา นสรา งความรแู ละความคดิ เพ่อื นำไปใชตัดสนิ ใจ แกปญหาในการ
ดำเนินชวี ิต และมนี สิ ัยรกั การอาน
ม.4-6/7 อา นเรื่องตางๆ เขยี นกรอบแนวคดิ ผังความคิด บนั ทึก ยอ ความ และรายงาน

๓. สาระสำคัญ
การสังเคราะหขอมูลจากการอานสื่อตางๆ จะทำใหไดความรู ซ่ึงสามารถนำมาประยุกตใชในการ

พฒั นาตนเอง

๔. จุดประสงคการเรยี นรู
ดานความรู (K)
3. อธิบายวิธีการเขยี นกรอบแนวคิดจากการอา นได
4. เขยี นกรอบแนวคดิ หรือผังความคดิ จากเร่ืองท่ีอา นได
ดานทกั ษะ / กระบวนการ(P)
๓. ทักษะการเปรียบเทยี บ ๓. ทักษะการสรางความรู
๔. ทกั ษะการวเิ คราะห ๔. ทกั ษะการประเมนิ
ดานคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค (A)
3. มีวินัย 3. มุงมนั่ ในการทำงาน
4. ใฝเ รยี นรู 4. รกั ความเปนไทย

๕. สาระการเรยี นรู
สาระการเรียนรูแกนกลาง
การอานจับใจความจากสื่อตางๆ เชน ขาวสารจากส่ือส่ิงพิมพ ส่ืออิเล็กทรอนิกส และแหลงเรียนรู

ตางๆ ในชุมชน บทความ นิทาน เรื่องส้ัน นวนิยาย วรรณกรรมพื้นบาน วรรณคดีในบทเรียน บทโฆษณา
สารคดี บันเทิงคดี ปาฐกถา พระบรมราโชวาท เทศนา คำบรรยาย คำสอน บทรอยกรองรวมสมัย บทเพลง
บทอาเศยี รวาท คำขวัญ

แผนการจัดการเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรทู ี่ ๓ เรือ่ ง การอาน หนา 19

๖. กจิ กรรมการเรยี นรู
1. ครใู หน ักเรียนแตล ะกลมุ (กลุมเดิมจากแผนการจัดการเรยี นรูท่ี 1) กำหนดหมายเลขประจำตวั ให

สมาชิกแตละคนในกลุมเปน หมายเลข 1-4 ตามลำดบั แลว ใหนักเรยี นแตละหมายเลขศกึ ษาความรเู รื่อง การ
เขียนกรอบแนวคดิ จากการอา น จากหนังสือเรยี น หนงั สอื คนควา เพม่ิ เติม หองสมุด และแหลง ขอ มลู
สารสนเทศ ตามประเด็นท่ีกำหนดให ดงั นี้
- หมายเลข 1 ศึกษาความรูเร่ือง ความหมายและความสำคญั ของการเขียนกรอบแนวคดิ
- หมายเลข 2 ศกึ ษาความรูเรื่อง องคป ระกอบของการคิด
- หมายเลข 3 ศกึ ษาความรูเรื่อง กระบวนการเขยี นกรอบแนวคิดจากการอาน
- หมายเลข 4 ศึกษาความรูเรื่อง ตวั อยา งการสังเคราะหความรูจากการอา นโดยใชก รอบแนวคดิ แลว
บนั ทกึ ความรูทีไ่ ดจากการศกึ ษาลงในแบบบันทกึ การอาน

2. นักเรียนตอบคำถามกระตุนความคดิ
• การเขียนกรอบแนวคิดจากการอานสามารถใชแหลงขอมูลเพียงแหลงเดียวไดหรือไม เพราะเหตุใด
(การอานจากแหลงขอมูลเดียวอาจไมเพียงพอสำหรับการเขียนกรอบแนวคิดความรูบางเร่ืองผูอานตอง
พิจารณาเนื้อหาสาระของแหลงขอมูลท่ีอานเปนหลักวามีขอมูลหรือสาระสำคัญครบถวนหรือไม แตเพื่อเปน
การไดขอมูลครอบคลุมควรพิจารณาหรืออานขอมูลจากแหลงขอมูลท่ีหลากหลาย เพื่อจะไดความรู ความคิด
ทำความเขา ใจและเชอ่ื มโยงความรูจากแหลง ขอ มลู ไดค รอบคลุมและสมบรู ณ )

๓. นักเรียนแตละหมายเลขนำความรูท่ีไดจากการศึกษามาอธิบายใหเพ่ือนในกลุมฟง เรียงตามลำดับ
หมายเลข 1-4 ผลดั กนั ซกั ถามหากมขี อสงสัย และผลดั กันอธิบายจนทุกคนมีความรูค วามเขาใจชดั เจน

๔. นกั เรยี นแตละกลุม รว มกันสรุปความรูเรอ่ื ง การเขยี นกรอบแนวคดิ จากการอาน ในประเด็นตอ ไปน้ี
- ความหมายและความสำคญั ของการเขียนกรอบแนวคิด
- องคประกอบของการคิด
- กระบวนการเขยี นกรอบแนวคิดจากการอาน
- ตัวอยางการสงั เคราะหความรจู ากการอานโดยใชกรอบแนวคดิ
๔. นกั เรยี นตอบคำถามกระตุนความคดิ
คำถามกระตุนความคดิ
• นักเรียนสามารถนำการเขียนกรอบแนวคิดมาประยุกตใชในการเรียนของนักเรียนไดอยางไรบาง
(พิจารณาตามคำตอบของนกั เรยี น โดยใหอยูในดลุ ยพนิ ิจของครูผูส อน)
๕. นักเรียนแตล ะกลมุ ออกมานำเสนอผลงานในใบงาน หนา ชั้นเรียน โดยครูและเพอื่ นนกั เรียน
ชว ยกันตรวจสอบความถูกตอ งและใหขอ เสนอแนะ
๖. นกั เรยี นตอบคำถามกระตุนความคดิ
คำถามกระตนุ ความคดิ
การเขยี นกรอบแนวคดิ จากการอา น มปี ระโยชนตอ นักเรียนอยา งไร
(พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยใหอ ยูใ นดลุ ยพินิจของครูผูสอน)

แผนการจัดการเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท่ี ๓ เรอื่ ง การอา น หนา 20

๗. การวดั ผลและประเมินผลการเรียนรู

วิธีการ เครอื่ งมอื เกณฑ
ตรวจใบงาน ใบงาน รอ ยละ 60 ผานเกณฑ
ตรวจใบงาน ใบงาน รอยละ 60 ผานเกณฑ
ตรวจแบบบันทึกการอาน แบบบนั ทึกการอาน ระดับคณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ประเมนิ การนำเสนอผลงาน แบบประเมินการนำเสนอผลงาน ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุม แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ ระดับคณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ตรวจแบบทดสอบหลังเรยี น หนวยการเรยี นรทู ี่ 2 แบบทดสอบหลงั เรยี น หนวยการเรยี นรูท่ี 2 รอ ยละ 60 ผา นเกณฑ
ตรวจสมดุ บันทึกการอา นในชวี ิตประจำวัน แบบประเมนิ สมดุ บันทึกการอานในชีวติ ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ประจำวนั

๘. ส่ือการเรยี นรูหรอื แหลงการเรยี นรู
1) หนังสอื เรยี น ภาษาไทย: หลกั ภาษาและการใชภ าษา ม.6
2) หนังสอื คนควา เพิ่มเติม
(1) แววมยรุ า เหมอื นนิล. (2541). การอา นจับใจความ. กรุงเทพฯ : ชมรมเด็ก.
(2) ศวิ กานท ปทุมสตู ิ. (2542). การอา นเพ่ือชีวิต. กรุงเทพฯ : บริษัทตน ออ 1999.
(3) สมบตั ิ จำปาเงิน. (2548). กลเม็ดการอา นใหเกง. กรงุ เทพฯ : สถาพรบุคส.
(4) มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าช. (2545). เอกสารการสอนชดุ วิชาการอานภาษาไทย หนว ยท่ี
1-15. นนทบุรี : สำนกั พมิ พม หาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช.
(5) มหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. (2549). ประมวลสาระชดุ วชิ า 10161 ภาษาไทยเพ่ือการ
สอื่ สาร. พมิ พค ร้ังที่ 5. นนทบรุ ี : มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช.
(6) สพุ รรณี วราทร. (2545). การอานอยางมปี ระสทิ ธิภาพ. กรงุ เทพฯ : โครงการเผยแพรผ ลงาน

วิชาการ คณะอักษรศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.

แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท ่ี ๓ เร่อื ง การอา น หนา 21

แบบทดสอบกอนเรียน-หลังเรียน หนวยการเรียนรู

คำชี้แจง ใหนักเรียนเลือกคำตอบท่ีถูกตองที่สุดเพียงขอเดียว

1. การอานวินิจสารควรใชทักษะการอานพื้นฐานใด 6. ขอความในขอใดที่ตีความไดมากกวาหนึ่งความหมาย
เปนสำคัญ ก. เหลาเกาในขวดใหม
ก. การอานแบบกวาดสายตา ข. แมดอกโสนบานเชา
ข. การอานจับใจความสำคัญ ค. สามวันจากนารีเปนอื่น
ค. การอานเพื่อประเมินคา ง. กินเหมือนหมูอยูเหมือนหมา
ง. การอานแปลความ
7. ขอใดไมใชวิธีการอานขยายความ
2. การอานสารชนิดใด ที่ไมควรใชการอานแปลความ ก. การกลาวถึงสาเหตุและผลท่ีสัมพันธกัน
ก. การอานบทกวีนิพนธ ข. ถอยคำท่ีเขียนจะตองมีความหมายท่ีชัดเจน
ข. การอานตำราวิชาการ ค. การอธิบายสิ่งท่ีเก่ียวของกับเรื่องน้ันเพิ่มเติม
ค. การอานปายโฆษณาสินคา ง. การยกตัวอยางหรือขอเท็จจริงมาประกอบ
ง. การอานขาวพยากรณอากาศ เน้ือเรื่องเดิม

3. หลักการสำคัญของการอานแปลความ คือขอใด 8. “อาหารดีสุขภาพดี” แนวคิดสำคัญของขอความนี้
ก. ควรจับประเด็นสำคัญของผูเขียนใหได คือขอใด
ข. ควรแปลเพ่ือใหเขาใจเร่ืองที่อานไดงายข้ึน ก. อาหารที่มีประโยชนสงผลดีตอสุขภาพใหแข็งแรง
ค. ควรแปลความหมายทุกคำท่ีปรากฏในเร่ือง ข. อาหารดีชวยใหสุขภาพจิตและสุขภาพกายแข็งแรง
ง. ควรแปลแลวยังรักษาเนื้อหาและสาระความสำคัญ ค. สุขภาพท่ีแข็งแรงเกิดจากการรับประทานอาหารท่ี
ของเรื่องภาษาตางประเทศ สดสะอาด
ง. สุขภาพไมแข็งแรงเพราะรับประทานอาหารท่ีไมมี
4. สัญลักษณดังกลาว หมายความวาอยางไร ประโยชน
ก. ระวังอันตรายจากฝุนละออง
ข. ระวังอันตรายจากคล่ืนเสียง 9. สิ่งสำคัญสำหรับการอานตีความ คือขอใด
ค. ระวังอันตรายจากไฟฟาแรงสูง ก. ใชความคิดสรางสรรคตีความหมายของขอความ
ง. ระวังอันตรายจากกัมมันตภาพรังสี ข. พิจารณาสาระและเจตนาของผูเขียนที่ตองการส่ือ
ค. อานเรื่องใหละเอียดแลวจับประเด็นสำคัญของ
5. ขอใดเปนหลักเกณฑการอานตีความ ผูเขียน
ก. ตองมีความคิดแทรกขณะที่อาน ง. อาศัยบริบทเพื่อชวยในการอธิบายความหมาย
ข. ตองเขาใจความหมายของศัพทท่ีอาน ของคำ
ค. ตองคาดคะเนส่ิงที่นาจะเปนขณะท่ีอาน
ง. ตองจับประเด็นสำคัญของเรื่องท่ีอานได 10. ขอใดไมใชหลักการอานเพ่ือประเมินคา
ก. พิจารณาความรูสึก
ข. พิจารณาภาษาที่ใช
ค. พิจารณากลวิธีการแตง
ง. พิจารณาเกี่ยวกับรูปแบบคำประพันธ

1. ง 2. ข 3. ข 4. ง 5. ค
6. ค 7. ค 8. ค 9. ค 10. ก

แผนการจัดการเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูท ี่ ๓ เรอ่ื ง การอา น หนา 22

แบบทดสอบกอนเรียน-หลังเรียน หนวยการเรียนรู

คำชี้แจง ใหนักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงขอเดียว

1. วิธีการอานเพื่อสังเคราะหความรู ตองอาศัยการอาน 5. การอานสารใดท่ีไมเหมาะกับการอานเพื่อสังเคราะห
แบบใดเพื่อยอยขอมูลจากสิ่งที่อาน ความรู
ก. การอานในใจและการอานวิเคราะห ก. โปสเตอรเชิญชวนซ้ือผลิตภัณฑเสริมความงาม
ข. การอานออกเสียงและการอานตีความ ข. โปสเตอรรายงานผลการวิจัยดานสุขภาพ
ค. การอานสรุปความและการอานจับใจความ ค. โปสเตอรวิธีการใชทรัพยากรธรรมชาติ
ง. การอานแปลความและการอานแสดงความคิดเห็น ง. โปสเตอรประวัติวัฒนธรรมทองถิ่น

2. ขอใดกลาวถึงความสำคัญของการอานเพ่ือสังเคราะห 6. บุคคลในขอใดมีวิธีการอานเพ่ือสังเคราะหความรู
ไดถูกตอง ถูกตอง
ก. ชวยใหจับประเด็นสำคัญจากเรื่องที่อานไดรวดเร็ว ก. เกริกอานขอมูลจากแหลงสารสนเทศเทานั้น
ข้ึน ข. ไมงามเลือกบทอานท่ีสามารถอางอิงที่มาได
ข. ทำใหมีวิจารณญาณในการรับสารและเกิดความคิด ค. แกวอานเฉพาะบทสรุปตอนทายของบทอาน
ค. ชวยผอนคลายอารมณและสรางความเพลิดเพลิน ง. มณีเลือกเฉพาะบทอานที่ตนเองสนใจและ
ง. ทำใหทักษะการสื่อสารมีประสิทธิภาพมากย่ิงขึ้น ช่ืนชอบ

3. การอานเพื่อสังเคราะหความรูมีแนวทางสำคัญท่ีใชใน 7. ขอใดไมใชความสำคัญของการเขียนกรอบแนวคิด
การอานแบบใด ก. เปนเครื่องมือในการจดบันทึกสาระสำคัญและ
ก. อานเพื่อพิจารณาขอบกพรองและขอดีของงานเขียน ชวยจำ
ข. อานแบบกวาดสายตาเพื่อหาขอมูลที่ไมตรงประเด็น ข. ใชในการวางแผนเพื่อเตรียมงานหรือการเขียน
ค. เลือกบทอานหลายบทเพ่ือใหไดเนื้อหาที่ตองการ รายงาน
ครบถวน ค. ชวยสรุปความหมายจากการปฏิบัติงาน
ง. ควรอานงานอยางมีอคติเพ่ือชวยใหมองงานได ภาคสนาม
ครอบคลุม ง. ชวยตอยอดและขยายความรูที่มีอยูเดิมใหเพิ่มข้ึน

4. วิธีการใดชวยใหการจัดกลุมความคิดรวบยอดจากการ 8. การเขียนความคิดรวบยอดไวสวนบนแลวลากเสนให
อานไดชัดเจนท่ีสุด สัมพันธกับความคิดรวบยอดอ่ืนๆ เปนการเขียนกรอบ
ก. ทำบัตรบันทึกขอความ แนวคิดแบบใด
ข. การขีดเสนใตขอความ ก. ผังมโนภาพ
ค. การวาดภาพประกอบ ข. ผังกางปลา
ง. การเขียนผังความคิด ค. ผังใยแมงมุม
ง. แผนภูมิเวนน

แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรียนรูที่ ๓ เรื่อง การอา น หนา 23

9. ขอใดเปนวิธีการการเขียนกรอบแนวคิดที่เหมาะสม 10. วิธีการใดแสดงถึงมารยาทในการเขียนกรอบแนวคิด
ก. ปรุงแสดงความคิดนอกเหนือจากเรื่องท่ีอาน ก. เขียนโดยบอกแหลงที่มาของขอมูลเดิมเสมอ
ข. ปรางจัดลำดับรายละเอียดตามเหตุผลและเวลา ข. คัดลอกบทความหรือเน้ือความบางตอนของผูอื่น
ค. โปงใชศัพทเฉพาะของตนเพื่อประหยัดถอยคำ ค. เขียนเพื่อสรางความเช่ือมั่นในแกตนเองเปน
ง. แปงโยงประเด็นทุกประเด็นรวมกันเพื่อความ สำคัญ
ชัดเจน ง. เขียนตามความสนใจและความรูเดิมของตนเองที่มี

1. ค 2. ข 3. ค 4. ง 5. ก
6. ข 7. ง 8. ก 9. ข 10. ก

แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรยี นรทู ่ี ๔ เร่อื งเสภาเรอ่ื ง ขุนชางขุนแผน หนา 1

แผนการจัดการเรียนรทู ี่ ๑
เรือ่ ง ความเปน มาและประวัติผูแ ตง จำนวน ๒ คาบ
หนว ยการเรียนรูที่ ๔ เรื่อง เสภาเรือ่ ง ขนุ ชา งขุนแผน ชั้นมธั ยมศึกษาปที่ ๖
กลุมสาระการเรยี นรภู าษาไทย วิชาภาษาไทย ๕ รหสั วิชา ท ๓๓๑๐๑

ครผู สู อน นางสาวทิพมาศ ดนตรีพงษ

1. สาระท่ี ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม
2. มาตรฐานการเรียนรู/ ตัวช้วี ดั

ท 1.1 ม.4-6/1 อานออกเสยี งบทรอ ยแกวและบทรอยกรองไดอยา งถูกตอง ไพเราะ และเหมาะสม
กบั เรอ่ื งทอี่ า น

ท 5.1 ม.4-6/1 วิเคราะหและวจิ ารณว รรณคดีและวรรณกรรมตามหลกั การวิจารณเบือ้ งตน
ม.4-6/2 วเิ คราะหลกั ษณะเดน ของวรรณคดีเช่ือมโยงกับการเรยี นรูทางประวตั ศิ าสตรแ ละวิถี
ชวี ิตของสงั คมในอดีต

3. สาระสำคัญ
การอานออกเสียงบทเสภาเร่ือง ขุนชางขุนแผน ตอนขุนชางถวายฎีกา ตองอานออกเสียงใหถูกตอง

ไพเราะและเหมาะสมสามารถทองบทอาขยาน วิเคราะห วิจารณตามหลกั การเบอ้ื งตน และยังตอ งรูประวัติ
ผแู ตง อกี ดว ย

4. จดุ ประสงคการเรียนรู
ดา นความรู (K)
๑. อา นออกเสยี งบทรอยกรองไดถูกตอง ไพเราะ และเหมาะสมกบั เรื่องที่อาน
๒. อธิบายความเปน มาของเสภาเร่ือง ขนุ ชา งขุนแผน ตอนขุนชางถวายฎีกาได
๓. บอกประวัติผูแ ตง เสภาเร่อื ง ขุนชา งขุนแผน ตอนขนุ ชางถวายฎีกาได
๔. ทองจำและบอกคุณคา บทอาขยานตามที่กำหนด และบทรอยกรองทม่ี ีคณุ คาตามความสนใจ
และนำไปใชอางอิงได
ดา นทกั ษะ / กระบวนการ(P)
๑. ทักษะการเปรียบเทยี บ ๓. ทกั ษะการสรา งความรู
๒. ทกั ษะการวิเคราะห ๔. ทกั ษะการประเมนิ
ดานคุณลักษณะอนั พึงประสงค (A)
๑. มวี ินัย 3. มุงมน่ั ในการทำงาน
๒. ใฝเรยี นรู 4. รักความเปน ไทย

5. สาระการเรยี นรู
สาระการเรียนรแู กนกลาง
๑. การอานออกเสยี ง ประกอบดวย บทรอ ยกรอง เชน โคลง ฉนั ท กาพย กลอน
๒. หลักการวเิ คราะหและวิจารณวรรณคดีและวรรณกรรมเบ้ืองตน
๓. บทอาขยานและบทรอ ยกรองทีม่ ีคุณคา

แผนการจัดการเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรยี นรทู ่ี ๔ เรอ่ื งเสภาเรือ่ ง ขนุ ชางขุนแผน หนา 2
6. กิจกรรมการเรียนรู

ชั่วโมงท่ี 1 นักเรียนทำแบบทดสอบกอนเรียน หนวยการเรียนรูที่ 1 เร่ือง เสภาเรอ่ื ง ขุนชางขุนแผน
ตอนขนุ ชางถวายฎีกา
๑. ครูแบงนักเรียนเปนกลุม กลุมละ 4 คน คละกันตามความสามารถ คือ เกง ปานกลางคอนขางเกง ปาน
กลางคอนขา งออ น และออ น
2. นักเรียนแตละกลุมรวมกันอภิปรายเก่ียวกับหลักการอานออกเสียงบทรอยกรอง ตามที่เคยไดเรียนมา แลว
ครูใหนักเรียนฟงซีดีการอาน บทรอยกรอง จากน้ันรวมกันวิเคราะหว า เหมือนกับท่ีนักเรียนเคยเรียนมาหรือไม
อยา งไร
3. ครูสุมเรียกนักเรียน 2-3 กลุม อานออกเสียงบทรอยกรองเสภาเร่ือง ขุนชางขุนแผน ตอน ขุนชางถวาย
ฎีกา ตามหลกั ทเี่ คยเรียนมาใหเพื่อนฟงท่หี นา ช้ันเรยี น โดยครูและเพื่อนนกั เรียนรวมกันตรวจสอบความถกู ตอ ง
และใหข อเสนอแนะ
4. ครถู ามคำถามใหนกั เรียนชวยกันตอบ เชน

- การขับเสภา เหมอื นหรือแตกตา งจากการอา นบทรอ ยกรองหรอื ไม อยางไร
- การขบั เสภานิยมนำมาใชขบั เมื่อใด โดยครคู อยกระตุนใหนักเรียนทกุ คนมีสวนรวมในการตอบ
ช่ัวโมงท่ี ๒
1. ครูใหนักเรียนแตละกลุมจับคูกันเปน 2 คู แลวใหแตละคูรวมกันศึกษาความรูเรื่อง เสภาเรื่อง ขุนชาง
ขนุ แผน ตอนขุนชางถวายฎีกา จากหนังสือเรยี น หนงั สอื คนควาเพิ่มเติม หองสมุด และแหลงขอมูลสารสนเทศ
ในประเด็นตอไปน้ี แลวบนั ทึกความรูท่ไี ดจ ากการศกึ ษาลงในแบบบนั ทกึ การอา น
- ความเปนมาของเร่ือง
- ประวตั ผิ แู ตง
๒. นักเรียนแตละคูกลับเขากลุมเดิม (4 คน) ผลัดกันนำความรูที่ไดจากการศึกษามาอธิบายใหเพ่ือนอีกคูหน่ึง
ฟง ตามประเด็นท่ีกำหนด ดังนี้ แลวใหนักเรียนแตละคู ผลัดกันซกั ถามตามประเด็นทีส่ งสัย และผลัดกนั อธิบาย
จนทกุ คนมคี วามเขาใจชัดเจนตรงกนั
- ความเปน มาของเร่อื ง
- ประวตั ผิ แู ตง
2. นักเรียนแตล ะกลมุ รวมกนั สรุปความรทู ีไ่ ดจ ากการศึกษาเปน องคค วามรูของกลุม
๓. นักเรยี นแตล ะคนทำใบงานที่ 1.1 เร่อื ง สรรพสารนารู ตอน ขนุ ชา งถวายฎีกา
๔. นักเรียนแตละคนผลดั กันอธบิ ายคำตอบในใบงานท่ี 1.1 แลว รวมกนั สรุปเปนคำตอบของกลุม
๖. ครูสุมเรียกนักเรียนแตละกลุมออกมานำเสนอผลงานในใบงาน หนาช้ันเรียน ครูและเพ่ือนนักเรียนเปนผู
ตรวจสอบความถูกตอ ง และใหข อ เสนอแนะ
๗. นักเรียนรวมกันวเิ คราะหคุณคาและความสำคญั ของเสภาเรอื่ ง ขนุ ชางขุนแผน ตอนขนุ ชางถวายฎกี า ครู
ตรวจสอบความถูกตอง เหมาะสม และเสนอแนะเพม่ิ เติม
๘. ครูและนักเรียนรวมกันสรุปความรูเรื่อง ประวัติความเปนมา และประวัติผูแตงเสภาเร่ือง ขุนชางขุนแผน
ตอนขนุ ชางถวายฎีกา
๙. ครูใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันฝกอานออกเสียงบทรอยกรองเสภาเร่ือง ขุนชางขุนแผน ตอนขุนชางถวาย
ฎีกา แลว ครนู ัดหมายการอา นออกเสยี งเปนรายบุคคล หรอื รายกลุมตามความเหมาะสม (นอกเวลาเรยี น) ฃ

แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรียนรูท ี่ ๔ เร่ืองเสภาเรือ่ ง ขุนชา งขุนแผน หนา 3

๗. การวดั ผลและประเมินผลการเรียนรู

วธิ กี าร เครอ่ื งมือ เกณฑ

ตรวจแบบทดสอบกอ นเรยี น หนว ยการเรียนรู แบบทดสอบกอนเรยี น หนวยการเรียนรู (ประเมนิ ตามสภาพจริง)

ตรวจใบงาน ใบงาน รอยละ 60 ผานเกณฑ

ประเมนิ การอานออกเสียงบทรอ ยกรอง แบบประเมนิ การอานออกเสียงบทรอยกรอง ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ

ตรวจแบบบันทึกการอาน แบบบนั ทกึ การอา น ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ

ประเมนิ การนำเสนอผลงาน แบบประเมินการนำเสนอผลงาน ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ

สงั เกตพฤติกรรมการทำงานรายบคุ คล แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบุคคล ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ

สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานกลุม แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุม ระดับคณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ

สังเกตความมวี นิ ัย ใฝเรยี นรู มุง มน่ั ในการ แบบประเมินคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
ทำงาน และรักความเปนไทย

ตรวจการทองบทอาขยานเสภาเรอ่ื ง ขนุ ชา ง แบบประเมนิ การทอ งบทอาขยานเสภาเรือ่ ง ระดับคณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
ขนุ แผน ตอนขนุ ชางถวายฎกี า ขนุ ชา งขุนแผน ตอนขุนชางถวายฎีกา

๘. สอ่ื การเรยี นรหู รือแหลงการเรยี นรู
8.1 สื่อการเรยี นรู
1) หนังสอื เรียน ภาษาไทย : วรรณคดแี ละวรรณกรรม ม.6
2) หนงั สอื คน ควา เพม่ิ เติม
- ร่นื ฤทัย สจั จพันธ.ุ (2544). เลาเรอื่ งขนุ ชางขุนแผน จากเสภาเรอ่ื งขนุ ชางขุนแผน. เชียงใหม :
ธารปญญา.
3) ซดี กี ารอานทำนองเสนาะ
4) ใบงานท่ี 1.1 เรื่อง สรรพสารนารู ตอนขุนชางถวายฎีกา
8.2 แหลง การเรยี นรู
1) หอ งสมุด
2) แหลงขอมลู สารสนเทศ
http://203.172.244.194/ictwork51/pranee/p2.html
http://www.thaigoodview.com/library/contest2551/thai04/o4/suriyothai/index.htm
- http://www.tkpark.or.th
- http://www.manager.com
- http://www.matichon.co.th
- http://www.sarakadee.com
- http://www.thaiwriterassociation.org
- http://www.sirindhorn.net/index.th.html

แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรยี นรูที่ ๔ เรือ่ งเสภาเร่อื ง ขนุ ชางขุนแผน หนา 4
ใบงาน เรอ่ื ง สรรพสารนารู ตอนขุนชา งถวายฎกี า

คำชแ้ี จง ใหน ักเรียนตอบคำถามตอไปนี้
1. เสภาเรอื่ ง ขนุ ชา งขนุ แผน ไดร ับยกยองจากวรรณคดีสโมสรใหเปนยอดของวรรณคดีประเภทใด
2. เสภาเรอ่ื ง ขุนชางขนุ แผน มเี คา ท่ีมาจากเรื่องจรงิ ที่เกดิ ข้ึนในสมัยใด
3. การนำเร่ือง ขนุ ชางขนุ แผน มาขบั เสภา สนั นษิ ฐานวาเกิดข้ึนในสมยั ใด
4. การขบั เสภามมี ูลเหตมุ าจากอะไร
5. ประเพณกี ารขบั เสภาแตเดิมมามีการใชเครื่องดนตรีอะไรประกอบการขบั
6. การขบั เสภาประกอบวงปพาทย เกิดขนึ้ ครง้ั แรกในสมยั ใด
7. การขับเสภาประกอบวงปพาทย เรียกวา อะไร
8. การขบั เสภาที่มีปพ าทยร บั และมกี ารรา ยรำประกอบ เรยี กวา อะไร
9. กวีผแู ตงเสภาเร่ือง ขนุ ชา งขุนแผน ตอนขนุ ชา งถวายฎกี า คือใคร
10. เสภาเรื่อง ขนุ ชางขนุ แผน ตอนใดที่เปนผลงานของสนุ ทรภู
11. เสภาเรื่อง ขุนชา งขนุ แผน มที ั้งหมดกี่ตอน
12. เสภาเรอื่ ง ขนุ ชางขุนแผน แตงดว ยคำประพันธประเภทใด
13. กลอนเสภามีลักษณะตางจากกลอนแปดอยา งไร
14. ในราชสำนกั ตง้ั แตส มัยรัชกาลท่ี 2 เปนตนมา มักขบั เสภาถวายในโอกาสใด
15. สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสนั นษิ ฐานวา “พระพันวษา” ในเรอื่ งขนุ ชา ง
ขนุ แผน นา จะหมายถึงพระมหากษัตรยิ พระองคใด

แผนการจดั การเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรียนรูท ี่ ๔ เรอื่ งเสภาเรื่อง ขุนชา งขุนแผน หนา 5 เฉลย
ใบงาน เร่ือง สรรพสารนา รู ตอนขุนชา งถวายฎกี า

คำชแ้ี จง ใหน กั เรียนตอบคำถามตอไปนี้
1. เสภาเรอื่ ง ขนุ ชา งขุนแผน ไดร บั ยกยองจากวรรณคดสี โมสรใหเ ปนยอดของวรรณคดปี ระเภทใด

ยอดของกลอนเสภา
2. เสภาเรอื่ ง ขุนชางขุนแผน มเี คาที่มาจากเร่ืองจรงิ ทเ่ี กดิ ข้ึนในสมัยใด

สมยั อยธุ ยาตอนตน
3. การนำเรือ่ ง ขนุ ชางขุนแผน มาขับเสภา สนั นิษฐานวา เกิดขนึ้ ในสมยั ใด

รัชสมยั สมเด็จพระนารายณมหาราช สมัยอยธุ ยาตอนกลาง
4. การขบั เสภามมี ลู เหตมุ าจากอะไร

การเลานิทาน
5. ประเพณกี ารขบั เสภาแตเ ดิมมามีการใชเ คร่ืองดนตรีอะไรประกอบการขับ

กรบั
6. การขบั เสภาประกอบวงปพาทย เกิดขึ้นครง้ั แรกในสมัยใด

รชั กาลที่ 2
7. การขบั เสภาประกอบวงปพาทย เรียกวา อะไร

เสภาทรงเครอ่ื ง
8. การขับเสภาทีม่ ีปพาทยรบั และมกี ารรา ยรำประกอบ เรยี กวา อะไร

เสภารำ
9. กวีผูแตง เสภาเร่ือง ขุนชา งขนุ แผน ตอนขนุ ชา งถวายฎกี า คือใคร

ไมปรากฏนามผูแตง
10. เสภาเร่อื ง ขุนชา งขุนแผน ตอนใดทเี่ ปนผลงานของสุนทรภู

กำเนดิ พลายงาม
11. เสภาเรื่อง ขุนชา งขนุ แผน มที ง้ั หมดกี่ตอน

43 ตอน
12. เสภาเรอ่ื ง ขุนชางขุนแผน แตงดว ยคำประพันธประเภทใด

กลอนเสภา
13. กลอนเสภามีลักษณะตางจากกลอนแปดอยางไร

กลอนเสภามจี ำนวนคำในแตละวรรคไมแ นนอน
14. ในราชสำนกั ตง้ั แตส มยั รัชกาลท่ี 2 เปนตน มา มักขับเสภาถวายในโอกาสใด

ขบั เสภาถวายเมอื่ ทรงเคร่ืองใหญ
15. สมเดจ็ พระเจา บรมวงศเ ธอ กรมพระยาดำรงราชานภุ าพ ทรงสนั นษิ ฐานวา “พระพันวษา” ในเรือ่ งขุนชา ง
ขุนแผน นาจะหมายถึงพระมหากษัตรยิ พระองคใด

สมเด็จพระรามาธบิ ดที ี่ 2

แผนการจัดการเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรียนรทู ี่ ๔ เรอ่ื งเสภาเร่อื ง ขนุ ชา งขุนแผน หนา 6
แผนการจดั การเรยี นรทู ี่ ๒

เรือ่ ง สรปุ เนอ้ื หาและคำศัพท จำนวน ๒ คาบ
หนว ยการเรียนรูท ่ี ๔ เรื่อง เสภาเร่ือง ขุนชา งขนุ แผน ชั้นมธั ยมศึกษาปท ่ี ๖
กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย วิชาภาษาไทย ๕ รหัสวิชา ท ๓๓๑๐๑

ครผู ูส อน นางสาวทิพมาศ ดนตรพี งษ

1. สาระที่ ๕ วรรณคดแี ละวรรณกรรม

2. มาตรฐานการเรียนร/ู ตัวชวี้ ัด
ท 5.1 ม.4-6/1 วเิ คราะหและวจิ ารณวรรณคดีและวรรณกรรมตามหลักการวิจารณเบอ้ื งตน
การอานออกเสยี งบทเสภาเรอื่ ง ขนุ ชางขนุ แผน ตอนขนุ ชา งถวายฎีกา ตองอานออกเสยี งใหถูกตอ งไพเราะ
และเหมาะสมสามารถทองบทอาขยาน วิเคราะห วิจารณตามหลักการเบ้ืองตน และยังตองรูประวัติผูแตง
อกี ดวย

3. สาระสำคญั
เสภาเร่ือง ขุนชา งขุนแผน เปนบทประพันธท่ีมีคุณคาท้ังดานเนื้อหา ดานวรรณศิลป และดานสังคม ซึ่งการ

ท่จี ะเขาใจเน้ือหาของเร่ืองไดน ั้น จำเปนตองรูคำศัพทท่ีปรากฏอยูในเรื่อง เพ่ือจะไดถอดความบทประพนั ธและ
เขา ใจเนื้อหาของเรื่องไดอยา งถูกตอง

4. จดุ ประสงคการเรียนรู
ดานความรู (K)
๑. อา นออกเสียงบทรอ ยกรองไดถกู ตอง ไพเราะ และเหมาะสมกบั เรอื่ งที่อา น
๒. อธบิ ายความเปน มาของเสภาเรอื่ ง ขนุ ชา งขุนแผน ตอนขุนชางถวายฎีกาได
๓. บอกประวัติผแู ตงเสภาเรอ่ื ง ขุนชางขุนแผน ตอนขนุ ชางถวายฎกี าได
๔. ทอ งจำและบอกคุณคาบทอาขยานตามที่กำหนด และบทรอยกรองทีม่ ีคุณคา ตามความสนใจ
และนำไปใชอ า งองิ ได
ดา นทักษะ / กระบวนการ(P)
๑. ทกั ษะการเปรยี บเทียบ ๓. ทักษะการสรางความรู
๒. ทกั ษะการวเิ คราะห ๔. ทักษะการประเมิน
ดานคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค (A)
๑. มีวินัย 3. มุงมัน่ ในการทำงาน
๒. ใฝเรียนรู 4. รกั ความเปน ไทย

5. สาระการเรียนรู
สาระการเรียนรูแ กนกลาง
- หลักการวเิ คราะหแ ละวิจารณว รรณคดแี ละวรรณกรรมเบ้ืองตน
- การพจิ ารณาเนื้อหาและกลวิธใี นวรรณคดีและวรรณกรรม

แผนการจัดการเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรยี นรทู ่ี ๔ เร่ืองเสภาเรือ่ ง ขนุ ชา งขุนแผน หนา 7
6. กจิ กรรมการเรยี นรู

ช่วั โมงที่ 1
1. นักเรียนรวมกลุมเดิม (จากแผนการจัดการเรียนรูท่ี 1) แลวครูแจกบัตรคำช่ือตวั ละครในเสภาเร่ือง
ขุนชา งขุนแผน ตอนขนุ ชางถวายฎีกา ใหนกั เรียนกลุมละ 1 ใบ แลวใหน ักเรียนแตละกลุมชวยกันบอกลกั ษณะ
และความสำคญั ของตวั ละครนั้นๆ เพื่อเปนการทบทวนความรเู ดมิ ของนกั เรยี น
2. นักเรียนตอบคำถามกระตุนความคดิ คำถามกระตุนความคดิ นักเรียนคิดวา ตัวละครใดมีบทบาท
สำคญั ที่สดุ ในเสภาเรอื่ ง ขุนชางขนุ แผน เพราะเหตใุ ด (พิจารณาตามคำตอบของนักเรยี น โดยใหอ ยู ในดุลย
พินจิ ของครผู สู อน)
๓. ครูตดิ แผนภมู ิตัวอยา งบทประพนั ธจ ากเสภาเรื่อง ขนุ ชา งขนุ แผน ตอนขนุ ชา งถวายฎีกา ให
นักเรยี นดูบนกระดาน แลว ครูใหน ักเรียนชว ยกันถอดความบทประพนั ธดงั กลา ว ตามความเขาใจของนักเรยี น
๔. ครอู ธิบายวิธีการคน หาความหมายของคำศัพท และวธิ ถี อดความบทประพนั ธ เพื่อใหนักเรียนมี
ความรูความเขาใจมากย่งิ ข้นึ
๕. ครใู หนักเรียนแตละกลมุ รวมกนั อานเสภาเรอื่ ง ขุนชางขุนแผน ตอนขนุ ชา งถวายฎกี า จากหนงั สือ
เรียน แลว ชวยกนั ถอดความ พรอ มท้ังหาความหมายของคำศพั ทเพมิ่ เติมจากหนงั สือคน ควาเพม่ิ เติม หองสมุด
และแหลงขอมลู สารสนเทศ
๖. ครูสุมนักเรยี นแตล ะกลมุ ออกมาถอดความบทประพนั ธ พรอ มบอกความหมายของคำศพั ทในบทที่
กำหนด ครแู ละนกั เรียนชว ยกันตรวจสอบความถูกตอง
๗. นักเรียนแตละกลุมชวยกันทำใบงาน เร่ือง รูความตามทองเรื่อง ตอนขุนชางถวายฎีกา และทำ
ใบงาน เร่อื ง คนคำไขความ ตอนขุนชางถวายฎกี า แลว ครูและนกั เรยี นชวยกันเฉลยคำตอบในใบงาน
๘. นักเรยี นตอบคำถามกระตุนความคิด คำถามกระตุนความคิด การรูความหมายของคำศัพท
ตางๆ และ คำศัพทโบราณท่ีกวีใชในบทประพันธ มีประโยชนหรือมีคุณคาอยางไร (มีประโยชนและคุณคา
หลายประการ เชน
1) ชวยใหเ ขา ใจความหมายของบทประพนั ธม ากยง่ิ ขนึ้
2) ชวยเพ่ิมพนู ความรูด า นคำศัพทไทยโบราณ
3) ชว ยใหเ ห็นภมู ิปญ ญาของกวีดานการใช ภาษา
4) คำศัพทบางคำยังชว ยสะทอนความคดิ ความเชอื่ ของคนในยคุ อดีตใหเ ราไดเขา ใจอีกดวย)
ชั่วโมงท่ี 2
1. ครแู ละนักเรียนรว มกันสรุปเนื้อหาและคำศัพทจากเสภาเรอ่ื ง ขุนชางขนุ แผน ตอนขุนชา งถวายฎกี า
และนำความรูท่ไี ดไปประยุกต ใชใ นการศึกษาความรูเสภาเร่อื ง ขุนชางขนุ แผน ตอนขุนชางถวายฎกี าตอไป
2. นักเรยี นตอบคำถามกระตุนความคิด คำถามกระตุนความคดิ ถา นักเรียนเปนนางวันทอง นกั เรยี น
จะเลอื กอยูกับขนุ ชา งหรือขนุ แผน เพราะเหตุใด (พจิ ารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยใหอยู ในดุลยพินจิ ของ
ครผู สู อน)
๓. นักเรียนแตละกลมุ ออกมานำเสนอผลงานในใบงาน แลวรว มกนั เฉลยคำตอบ
๔. นักเรียนตอบคำถามกระตุนความคิด คำถามกระตุนความคิด นักเรียนคิดวา มีคำศัพทใดบางใน
วรรณคดีเร่ืองน้ีที่สะทอนใหเขาใจสภาพสังคมไทยสมัยกอน (พิจารณาตามคำตอบของนักเรียน โดยใหอยูใน
ดุลยพินิจของครูผูสอน เชน นักเรียนอาจตอบวา คำศัพทคำวา อิทธิเจ สะทอนความเช่ือเร่ือง ไสยศาสตร
คำศัพทคำวา ถกเขมร สะทอ นการนุง ผาแบบหนึ่งของคนไทยสมัยกอน เปนตน )

แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรียนรูท ่ี ๔ เรื่องเสภาเรื่อง ขุนชา งขุนแผน หนา 8

๗. การวัดผลและประเมนิ ผลการเรียนรู เครอื่ งมอื เกณฑ
วธิ ีการ
ใบงาน รอยละ 60 ผา นเกณฑ
ตรวจใบงาน ใบงาน รอ ยละ 60 ผานเกณฑ
ตรวจใบงาน แบบประเมินการนำเสนอผลงาน ระดับคณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
ประเมินการนำเสนอผลงาน แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานรายบคุ คล ระดบั คณุ ภาพ 2 ผานเกณฑ
สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบคุ คล แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุม แบบประเมินคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค ระดับคณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
สังเกตความมีวินยั ใฝเรยี นรู มงุ มน่ั ในการ
ทำงาน และรักความเปน ไทย

๘. ส่ือการเรยี นรหู รอื แหลงการเรยี นรู
8.1 ส่อื การเรียนรู
1) หนงั สือเรียน ภาษาไทย : วรรณคดแี ละวรรณกรรม ม.6
2) หนังสอื คน ควา เพ่ิมเติม
(1) ประจกั ษ ประภาพิทยากร. (2508). นามานุกรม ขุนชาง-ขุนแผน. กรงุ เทพฯ : ไทยวัฒนา

พานิช.
(2) ร่ืนฤทยั สจั จพันธุ. (2544). เลาเรอ่ื งขุนชางขุนแผน จากเสภาเรอ่ื งขนุ ชา งขนุ แผน. เชียงใหม :

ธารปญญา.
(3) ราชบณั ฑติ ยสถาน. (2546). พจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ :

นานมีบุค สพับลเิ คชนั่ ส.
3) บัตรคำ
4) แผนภมู ิตวั อยางบทประพนั ธจากเสภาเรอื่ ง ขุนชางขุนแผน ตอนขนุ ชา งถวายฎกี า
5) ใบงาน เร่ือง รูค วามตามทองเร่ือง ตอนขุนชางถวายฎกี า
6) ใบงาน เรอื่ ง คนคำไขความ ตอนขนุ ชา งถวายฎกี า

8.2 แหลง การเรยี นรู
1) หองสมุด
2) แหลงขอมูลสารสนเทศ

- http://203.172.244.194/ictwork51/pranee/p2.html
- http://www.thaigoodview.com/library/contest2551/thai04/o4/suriyothai/index.htm

แผนการจดั การเรียนรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนวยการเรยี นรูที่ ๔ เรอื่ งเสภาเรอื่ ง ขุนชา งขุนแผน หนา 9
ใบงาน เรอื่ ง รูความตามทองเร่ือง ตอนขนุ ชางถวายฎกี า

ตอนที่ 1 คำช้แี จง ใหน กั เรียนเขยี นสรปุ เร่ือง ขนุ ชางขนุ แผน ตอนขุนชางถวายฎีกา

แผนการจัดการเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรียนรทู ่ี ๔ เรอื่ งเสภาเรื่อง ขนุ ชางขุนแผน หนา 10

ตอนที่ 2 คำชแี้ จง ใหน ักเรยี นบอกวา คำที่ขีดเสนใตตอ ไปนี้หมายถงึ ใคร

1. วันนั้นแพก เู ม่ือดำนำ้ ก็กร้ิวซำ้ จะฆา ใหเปนผี
แสนแคน ดว ยมารดายังปรานี ใหไปขอชวี ีขนุ ชา งไว
“ก”ู หมายถึง
“มารดา” หมายถึง

2. เมือ่ พอ เจาเขาคุกแมทองแก เขาฉดุ แมใ ชจะแกลง แหนงหนี
ถึงพอเจาเลา ไมร ูวารายดี เปน หลายปแ มม าอยูกับขนุ ชาง
“พอ” หมายถึง
“เขา” หมายถึง
“แม” หมายถงึ
“เจา” หมายถึง

3. ทุกวันนลี้ กู ชายสบายยศ พรอ มหมดเมยี มิ่งก็มีสอง
มีบาวไพรใชสอยท้ังเงนิ ทอง พน่ี องขา งพอกบ็ รบิ ูรณ
“ลกู ชาย” หมายถึง ยังสาระแนหลบลห้ี นไี ปไหน
“สอง” หมายถงึ ไมเ อากลับมาไดมิใชกู
“พอ” หมายถึง

4. ไมค ิดวาจะเปน เห็นวา แก
เอาเถิดเปนไรก็เปน ไป
“ก”ู หมายถงึ

5. จะกลาวถงึ ขนุ แผนแสนสนิท เรอื งฤทธ์ลิ อื จบพภิ พไหว
อยูบานสขุ เกษมเปรมใจ สมสนิทพิสมัยดวยสองนาง
“สองนาง” หมายถงึ

6. เพราะกแู พความจมนื่ ไวย มันจึงเหมิ ใจทำจองหอง
พอลกู แมล กู ถูกทำนอง ถงึ สองครั้งแลว เปนแตเชนน้ี
“ก”ู หมายถึง

7. แสนถอยใครจะถอ ยเหมือนมันบา ง ทุกอยางทจี่ ะชวั่ อายหัวล่ืน
เวยี นแตเ ปน ถอยความไมข ามคืน นำ้ ยืนหย่งั ไมถึงยงั ดึงมา
“มนั ” หมายถึง

แผนการจดั การเรยี นรู วชิ าภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรยี นรทู ี่ ๔ เรือ่ งเสภาเร่ือง ขนุ ชา งขุนแผน หนา 11

8. อาลยั เจาเทา กบั ดวงชีวติ พ่ี คิดจะหนีไปตามเอาเจากลับ
เกรงจะพากนั ผดิ เขา ตดิ ทบั แตข ยบั อยจู นไดไปเชียงอินทร
“เจา” หมายถึง
“พ่ี” หมายถงึ

9. เรงเรว็ เหวยพระยายมราช ไปฟนฟาดเสียใหมนั เปน ผี
อกเอาขวานผา อยา ปรานี อยาใหมโี ลหิตติดดินกู
“มนั ” หมายถึง
“ก”ู หมายถึง

10. เลย้ี งมึงไมไดอา ยใจรา ย ชอบแตเ ฆย่ี นสองหวายตลอดสนั
แลว กลบั ความถามขา งวนั ทองพลัน เออเม่อื มนั ฉุดคราพามงึ ไป
ก็ชา นานไดประมาณสบิ แปดป ครั้งน้ที ำไมมึงจึงมาได
นม่ี ึงหนีมันมาวา ไร วา ใครไปรบั เอามงึ มา
“มัน” หมายถงึ

แผนการจัดการเรยี นรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรยี นรูที่ ๔ เรือ่ งเสภาเรอื่ ง ขุนชางขุนแผน หนา 12 เฉลย
ใบงาน เร่อื ง รคู วามตามทองเรอื่ ง ตอนขุนชางถวายฎีกา

ตอนท่ี 1
คำชี้แจง ใหนักเรยี นเขียนสรุปเรื่อง ขนุ ชา งขนุ แผน ตอนขนุ ชางถวายฎีกา

แผนการจัดการเรียนรู วิชาภาษาไทย ม.๖ หนว ยการเรยี นรทู ี่ ๔ เรือ่ งเสภาเรอ่ื ง ขุนชางขุนแผน หนา 13

ตอนท่ี 2
คำช้แี จง ใหนกั เรยี นบอกวา คำท่ีขีดเสนใตต อไปน้ีหมายถงึ ใคร

1. วันน้ันแพกูเม่ือดำนำ้ ก็กร้วิ ซำ้ จะฆา ใหเ ปนผี
แสนแคนดวยมารดายงั ปรานี ใหไ ปขอชีวีขุนชางไว
“ก”ู หมายถึง จมื่นไวยวรนาถ (พลายงาม)
“มารดา” หมายถึง วนั ทอง

2. เมื่อพอ เจา เขาคุกแมทอ งแก เขาฉดุ แมใ ชจะแกลงแหนงหนี
ถงึ พอเจาเลาไมรวู ารา ยดี เปน หลายปแ มมาอยูก ับขนุ ชาง
“พอ” หมายถึง ขุนแผน
“เขา” หมายถึง ขุนชา ง
“แม” หมายถึง วันทอง
“เจา” หมายถึง จม่ืนไวยวรนาถ

3. ทุกวันนล้ี กู ชายสบายยศ พรอ มหมดเมยี มิ่งก็มีสอง
มีบาวไพรใชสอยทง้ั เงินทอง พี่นองขางพอกบ็ ริบูรณ
“ลูกชาย” หมายถึง จมน่ื ไวยวรนาถ
“สอง” หมายถึง สรอยฟา และศรีมาลา
“พอ” หมายถึง ขุนแผน

4. ไมคิดวา จะเปน เห็นวาแก ยงั สาระแนหลบลี้หนีไปไหน
เอาเถิดเปนไรก็เปน ไป ไมเ อากลับมาไดม ิใชกู
“ก”ู หมายถงึ ขนุ ชาง

5. จะกลา วถึงขนุ แผนแสนสนทิ เรอื งฤทธลิ์ ือจบพภิ พไหว
อยบู านสขุ เกษมเปรมใจ สมสนทิ พิสมยั ดวยสองนาง
“สองนาง” หมายถึง ลาวทอง และแกว กิรยิ า

6. เพราะกแู พความจมืน่ ไวย มนั จึงเหมิ ใจทำจองหอง
พอ ลกู แมลูกถกู ทำนอง ถงึ สองคร้งั แลวเปน แตเชน น้ี
“ก”ู หมายถึง ขุนชาง

7. แสนถอยใครจะถอ ยเหมือนมันบา ง ทกุ อยางทีจ่ ะช่ัวอายหวั ลนื่
เวียนแตเ ปน ถอยความไมข ามคนื นำ้ ยนื หยงั่ ไมถงึ ยงั ดึงมา
“มนั ” หมายถึง ขุนชา ง


Click to View FlipBook Version