The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือการจัดการเรียนการสอนภาษาไทย 2564 (Final)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chaiphum11, 2021-07-22 03:40:27

คู่มือการจัดการเรียนการสอนภาษาไทย 2564 (Final)

คู่มือการจัดการเรียนการสอนภาษาไทย 2564 (Final)

สำหรับสถานศกึษา

¡ÃÒº º¹Ñä´

คูม่ือการจัดการเรียนการสอน

เพอ่ืพฒันาการอ่านการเขยีนของนักเรยีนระดับชน้ัประถมศกึษา

เอกสารลำดับทlี่7/2564
กลุม่นเิทศตดิตามและประเมินผลการจดัการศึกษา

สำนักงานเขตพน้ืทีก่ารศกึษาประถมศึกษาชัยภมูิเขต2



คำนำ

คู่มือการจัดการเรียนการสอนภาษาไทย เพ่ือพัฒนาการอ่าน การเขียน ของนักเรียนระดับประถมศึกษา
จดั ทาขึ้นเพ่ือเป็นแนวทางจัดการเรียนรู้สาหรับครูผู้สอนภาษาไทย ในการแก้ปัญหานักเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้
ด้วยเทคนิค วิธีการต่างๆ ซ่ึงเป็นวิธีการสอนท่ีสร้างความเข้าใจทางภาษาไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในการฝึกทักษะให้ผู้เรียนอ่านอออกเขียนได้ และการคัดลายมือ คู่มือการจัดการเรียนการสอนภาษาไทย ได้มี
การศึกษาค้นคว้าส่วนที่เป็นสาระความรู้จากหนังสือตาราภาษาไทย ซ่ึงครูผู้สอนหรือผู้ที่สนใจสามารถนาคู่มือนี้
ไปใช้เป็นแนวทางการสอนอ่านเขียนภาษาไทย พัฒนาวิชาชีพและพัฒนาตนเองในด้านการสอนแก่นักเรียน
ในวัยเร่ิมเรียน และสอนซ่อมสาหรับเด็กท่ีมีปัญหาในการอ่านการเขียน โดยสามารถนาไปปรับใช้กับบริบท
ของตนเองได้เปน็ อยา่ งดี

สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 เล็งเห็นความสาคัญดังกล่าว จึงได้จัดทาคู่มือ
การจัดการเรียนการสอนภาษาไทยเล่มน้ีข้ึน หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คู่มือการจัดการเรียนการสอนภาษาไทย จะเป็น
ประโยชนต์ อ่ การพัฒนาคณุ ภาพการอา่ น การเขยี นของนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาต่อไป

สานกั งานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษาชยั ภมู ิ เขต 2

สำรบัญ ข

บทท่ี 1 บทนำ หน้า
ความเปน็ มา 1
เหตุผลและความจาเปน็ ในการจดั การเรยี นการสอนสาระการเรียนรภู้ าษาไทย 2
นโยบายการยกระดับคุณภาพการศึกษา (MOU 10 ขอ้ ) ปีการศึกษา 2564 3
สานกั งานเขตพนื้ ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษาชยั ภูมิ เขต 2 4

บทที่ 2 ควำมรู้พื้นฐำนกำรอำ่ น และกำรเขียน 6
ความรูพ้ ้นื ฐานการอ่าน และการเขียน 7
ความหมายการอา่ น 7
ความสาคัญของการอ่าน 8
จุดมงุ่ หมายของการอา่ น 9
องค์ประกอบของการอา่ น 10
ความหมายของการเขยี น 11
ความสาคัญของการเขยี น 12
จดุ มุ่งหมายในการเขียน 13
ประเภทของการเขียน 14
16
บทท่ี 3 กำรจัดกำรเรียนกำรสอนภำษำไทย (กำรสอนอ่ำน) 17
การจดั การเรียนการสอนภาษาไทย (การสอนอ่าน) 18
ปัจจยั ทม่ี ีผลต่อการอา่ น 19
กระบวนการเรมิ่ ตน้ สอนภาษาไทยใหไ้ ดผ้ ล 21
สอนอยา่ งไรใหอ้ า่ นออก 23
การสอนอ่านจากบทอา่ น 25
การแจกลูกและสะกดคา 28
แนวการจัดการเรยี นการสอนการแจกลกู และสะกดคา 33
แนวการจัดการเรยี นการสอนการผนั เสยี งวรรณยุกต์ 36
แนวการจัดการเรียนการสอนการอา่ นคาที่ตัวสะกด 37
แนวการจดั การเรยี นการสอนการอ่านคาที่มอี ักษรนา 38
แนวการจัดการเรียนการสอนการอา่ นคาควบกล้า 39
เกมเสรมิ การอ่าน

สำรบญั (ต่อ) ข

บทท่ี 4 กำรจดั กำรเรียนกำรสอนภำษำไทย (กำรสอนเขียน) หน้า
การสอนเขียน 51
ประเภทของการสอนเขยี น 52
ปจั จัยที่เกยี่ วข้องกับการเขียน 53
ปัญหาในการเขียน 53
แนวทางการสอนรูปและเสียงพยัญชนะสาหรับนักเรียนชน้ั ประถมศึกษา 54
การฝกึ เขียนพยญั ชนะ 55
57
ภำคผนวก 66
ภำคผนวก ก ใบความรู้พยญั ชนะไทย/สระ/การแจกลูก 67
ภำคผนวก ข แบบฝึกอา่ นออก เขยี นได้ ลายมือสวย 93
บรรณำนกุ รม 112
คณะผู้จัดทำ 115

1

บทที่ 1
บทนำ

2

บทนำ

ควำมเป็นมำ

การอ่าน การเขียนภาษาไทยเป็นจุดเน้นการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ของสานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ต้ังแต่ปีการศึกษา 2554 มีนโยบายการพัฒนาการเรียนรู้ภาษาไทยและการส่งเสริมนิสัย
รักการอ่าน เร่งรัดพัฒนาการเรียนรู้ภาษาไทยทุกทักษะ โดยเน้นพัฒนานักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 ทุกคน
อ่านออก เขียนได้ คิดเลข ปีการศึกษา 2561 สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ได้กาหนดนโยบาย
เพ่อื พัฒนาการจดั การศึกษาขน้ั พื้นฐานไปในทศิ ทางท่ีสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580)
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) และแผนการศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ.2560-
2579) ประกอบด้วยนโยบาย วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย และยุทธศาสตร์ ดังน้ี นโยบายท่ี 1) ด้านการจัด
การศึกษาเพ่ือความม่ันคง ยุทธศาสตร์ที่ 2) ดา้ นการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และสง่ เสริมการจดั การศกึ ษาเพื่อสรา้ ง
ขีดความสามารถในการแข่งขัน นโยบายที่ 3) ด้านการส่งเสริมพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา
นโยบายท่ี 4) ด้านโอกาสความเสมอภาค และความเท่าเทียม การเข้าถึงบริการทางการศึกษา นโยบายท่ี 5)
ด้านการจัดการศึกษาเพ่ือสร้างเสริมคุณภาพชีวิตท่ีเป็นมิตรกับส่งแวดล้อม และนโยบายที่ 6) ด้านการพัฒนา
ระบบบริหารจัดการและสง่ เสริมให้ทุกภาคสว่ นมสี ่วนร่วมในการจดั การศึกษา ในส่วนของนโยบายท่ี 2 จะเห็นวา่ มี
ประเด็นสาคัญที่เน้นให้ผู้เรียนอ่านออกเขียนได้ คือ ส่งเสริมให้ผู้เรียนอ่านออกเขียนได้ตามช่วงวัย และส่งเสริมให้
ผู้เรียนมีนิสัยรักการอ่าน (สานักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2560 : 13) และในปี 2564–2565
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานประกาศนโยบายพัฒนาคุณภาพ โดยมุ่งเน้นความปลอดภัยใน
สถานศึกษา ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม และบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
คือ ด้านความปลอดภัย ด้านโอกาส ด้านคุณภาพ และด้านประสิทธิภาพ ในประเด็นด้านคุณภาพน้ั น ได้เน้น
การพัฒนาคุณภาพการศกึ ษาใหผ้ เู้ รียนมสี มรรถนะ และทักษะดา้ นการอา่ น

การจัดการเรียนการสอนภาษาไทยเพ่ือพัฒนาสมรรถภาพทางภาษาของนักเรียนนั้นหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ได้กาหนดสาระการเรียนรู้ 5 สาระ คือ 1) สาระการอ่าน
2) สาระการเขียน 3) สาระการฟัง การดู และการพูด 4) สาระหลักการใช้ภาษาไทย และ 5) สาระวรรณคดีและ
วรรณกรรม (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551 : 12) การอ่านเป็นสาระหน่ึงของภาษาไทยซ่ึงได้กาหนดคุณภาพของ
นักเรียนท่ีจบระดับชั้นต่างๆ คือ ระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 ระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 ระดับช้ันมัธยมศึกษา
ปีที่ 3 และระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 สาหรับนักเรียนที่จบช้ันประถมศึกษาปีที่ 3 หลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ข้ันพืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 สาระภาษาไทยได้กาหนดคณุ ภาพนกั เรียนไว้ดงั นี้ คือ นักเรียนต้องอา่ นออกเสียงคา
คาคล้องจอง ข้อความ เรื่องส้ันๆ และบทร้อยกรองง่ายๆ ได้ถูกต้องคล่องแคล่ว เข้าใจความหมายของคาและ
ข้อความท่ีอ่าน ต้ังคาถามเชิงเหตุผล ลาดับเหตุการณ์ คาดคะเนเหตุการณ์ สรุปความรู้ข้อคิดจากเร่ืองท่ีอ่าน
ปฏิบัติตามคาสั่งอธิบายคาจากเร่ืองท่ีอ่านได้ เข้าใจความหมายของข้อมูลจากแผนภาพ แผนที่ และแผนภูมิ
อา่ นหนงั สอื อย่างสมา่ เสมอ และมมี ารยาทในการอ่าน (กระทรวงศกึ ษาธิการ, 2551 : 37-39)

3

เหตผุ ลและควำมจำเปน็ ในกำรจัดกำรเรยี นกำรสอน
กลุม่ สำระกำรเรียนรู้ภำษำไทย

ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์สาคัญของชาติที่คนไทยใช้ในการส่ือสาร ท้ังภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถิ่น
ท่ีปรากฏท่ัวทุกภาคของประเทศ เป็นสื่อกลางในการสร้างความเข้าใจอันดีต่อกันและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
ของผู้คนในสงั คม ด้วยการถ่ายทอดในรูปแบบการฟัง การพูด การอา่ น และการเขยี นทม่ี ีศูนยก์ ลางในการถา่ ยทอด
ภาษาไทย คือ บ้าน วัด โรงเรียน และชุมชน มาตงั้ แต่อดีตจนถึงปจั จุบนั การจัดการเรยี นการสอนภาษาไทยถือเป็น
การสร้างพื้นฐานที่ดีในการศึกษาเล่าเรียน แสวงหาความรู้ทั้งด้านวิชาการและประสบการณ์ ชีวิต
ดังน้ัน การจัดการเรียนการสอนภาษาไทยในระดับประถมศึกษาจึงถือเป็นสิ่งสาคัญ ท่ีครูผู้สอนมุ่งเน้นให้ผู้เรียน
มีพัฒนาการทางภาษาทั้งทางด้านการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน สามารถใช้ภาษาในการติดต่อส่ือสาร
ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด และเป็นพ้ืนฐานสาคัญของการเรียนรายวิชาต่างๆ ที่สามารถต่อยอดองค์ความรู้ท่ีมี
ศักยภาพเพ่ือการประกอบอาชีพ ตลอดจนมีความรู้ ความสามารถในการจัดการเรียนรู้ของตนเอง ชี้นาตนเอง
และแสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ในสังคม ชุมชน ท้องถิ่นเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ
การอ่านเป็นทักษะสาคัญที่ช่วยปรับและขยายประสบการณ์ของมนุษย์ และเป็นบันไดไปสู่ความสาเร็จ อีกหลาย
ด้าน ส่วนการเขียนนับทักษะเป็นการสื่อสารที่มีวิธีการที่ซับซ้อนกวา่ ทักษะอ่ืน เพราะผู้ท่ีสามารถฟัง พูดอ่าน ได้ดี
จงึ จะช่วยใหส้ ามารถถา่ ยทอดความเขา้ ใจ ความรูส้ ึกนึกคดิ และจินตนาการออกมาทางการเขยี นเพือ่ สอื่ ความหมาย
ให้ผู้อื่นเข้าใจ ทักษะการเขียนจึงเป็นเคร่ืองมือในการส่ือความหมายท่ีคงทนถาวรเป็นหลักฐานท่ีดีกว่าทักษะอื่น
ดงั นั้นกระบวนการพฒั นาคณุ ภาพชวี ิตจาเป็นตอ้ งจดุ เริม่ ตน้ จากการพฒั นาการอ่านและการเขยี นทถ่ี ูกตอ้ ง
(คณ ะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ สุราษฎร์ธานี. [https://readwritethai.sru.ac.th/?page_id=19].
สืบค้นเม่ือ 27 พฤษภาคม 2564)

หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐานพุทธศักราช 2551 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย กลา่ วไวว้ า่
ภาษาไทยเป็นทกั ษะทีต่ ้องฝึกฝนจนเกิดความชานาญการใช้ภาษาเพ่ือการสื่อสาร การเรยี นรู้อย่างมีประสิทธิภาพ
และเพื่อนาไปใช้ในชวี ิตจรงิ ประกอบด้วย

1. การอ่าน การอ่านออกเสียงคา ประโยค การอ่านบทร้อยแก้ว คาประพันธ์ชนิดต่างๆ การอ่าน
เพ่ือสร้างความเขา้ ใจ และการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ความร้จู ากส่ิงท่อี ่านเพ่อื นาไปปรับใช้ในชวี ติ ประจาวัน

2. การเขียน การเขียนสะกดตามอักขรวิธี การเขียนสื่อสาร โดยใช้ถ้อยคาและรูปแบบต่างๆ ของ
การเรียน ซ่ึงรวมถึงการเขียนเรียงความ ย่อความ รายงานชนิดต่างๆ การเขียนตามจินตนาการ วิเคราะห์วิจารณ์
และเขยี นเชิงสรา้ งสรรค์

3. การฟงั การดู และการพูด การฟังและดูอย่างมวี ิจารณญาณ การพูดแสดงความคดิ เหน็ ความรสู้ กึ
พดู ลาดบั เรอื่ งราวต่างๆ อย่างเป็นเหตุเปน็ ผล การพดู ในโอกาสตา่ งๆ ท้ังเปน็ ทางการและไมเ่ ป็นทางการ และ
การพดู เพื่อโนม้ น้าวใจ

4. หลักการใช้ภาษาไทย ธรรมชาติและกฎเกณฑข์ องภาษาไทย การใช้ภาษาไทยถกู ต้องเหมาะสม
กับโอกาสและบุคคล การแต่งบทประพนั ธ์ประเภทตา่ งๆ และอทิ ธิพลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทย

4

5. วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดี และวรรณกรรมเพื่อศึกษาข้อมูล แนวความคิด
คุณค่าของงานประพันธ์ และความเพลิดเพลิน การเรียนรู้และทาความเข้าใจบทเห่ บทร้องเพลงของเด็ก
เพลงพ้ืนบ้านที่เป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของไทย ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ค่านิยมขนบธรรมเนียมประเพณี
เร่ืองราวของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษา เพื่อให้เกิดความซาบซ้ึงและภูมิในบรรพบุรุษท่ีได้สั่งสม
สืบทอดมาจนปัจจบุ ัน (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, 2551 : 37-38)

จากเหตุผลและความจาเป็นดังกล่าว ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยต้องจัดกิจกรรมการเรียน
การสอนให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 เพ่ือให้ผู้เรียนพึงรู้ และ
ปฏิบัติได้ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ที่ต้องการให้เกิดแก่ผู้เรียนเมื่อจบการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
ซึ่งรวมถึงการวัดและประเมินผู้เรียนระดับช้ันเรียน ระดับสถานศึกษา ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับชาติ
ดว้ ย

นโยบำยกำรยกระดับคุณภำพกำรศกึ ษำ (MOU 10 ข้อ) ปีกำรศกึ ษำ 2564
สำนกั งำนเขตพ้ืนท่กี ำรศึกษำประถมศึกษำชยั ภูมิ เขต 2

สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 ได้นาบริบทท่ีเกี่ยวข้องกับภารกจิ กฎหมายและ
นโยบายการจัดการศกึ ษาของสานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน ปีงบประมาณ 2564 ซง่ึ ประกอบดว้ ย
นโยบายด้านความปลอดภัย ด้านโอกาส ด้านคุณภาพ และด้านประสิทธิภาพ มากาหนดเป็นแนวทางเพ่ือพัฒนา
คณุ ภาพการศกึ ษาของสานกั งานเขตพนื้ ที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 ดงั น้ี

1. เด็กปฐมวัยได้รับการพัฒนาท้ังด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาอย่างมี
คณุ ภาพและเทา่ เทยี ม

2. ผเู้ รยี นชน้ั ป.1 อา่ นออก เขยี นได/้ ผู้เรยี นชั้น ป.2 อ่านคล่องเขยี นคลอ่ ง
3. ผเู้ รียนช้นั ป.3 มีคา่ เฉล่ียผลการสอบ NT เพิ่มข้นึ มากกว่าปกี ารศกึ ษาท่ีผา่ นมา
4. ผู้เรียนชั้น ป.6 และ ม.3 มีค่าเฉลี่ยผลการสอบ O-NET เพ่ิมขึ้นมากกว่าปีการศึกษาที่ผ่านมา
5. ครูมีศักยภาพในการจัดการเรียนการสอน มีความรู้ และความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
ดิจิทัล 6. สถานศึกษาใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพ่ือการจัดการศึกษา หรอื จัดการเรียนการสอนด้วยการศึกษาทางไกล
ผา่ นดาวเทียม รปู แบบ DLTV อย่างมคี ุณภาพ
7. สถานศึกษาจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์และน้อมนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี งมาใช้ในชวี ติ ประจาวัน
8. สถานศกึ ษามรี ะบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนทมี่ ปี ระสิทธภิ าพและผา่ นตามเกณฑ์มาตรฐาน
9. สถานศึกษามีระบบประกันคุณภาพภายในที่เข้มแข็งมีความพร้อมรับการประเมินคุณภาพภายนอก
10. สถานศกึ ษาจดั กิจกรรมดา้ นดนตรี กีฬา อาชีพ ส่ิงแวดลอ้ มและการบริหารจัดการขยะ

5

วตั ถปุ ระสงค์ของคูม่ ือกำรจัดกำรเรยี นกำรสอนภำษำไทย

1. เพื่อพฒั นาทักษะด้านการอ่าน การเขยี น และการคัดลายมอื ของนักเรยี นระดบั ชน้ั ประถมศกึ ษา
2. เพ่อื แกป้ ญั หา ทกั ษะการอา่ น การเขยี นของนักเรยี น ในด้านการเขยี นตัวอักษะ ภาษาไทย พยัญชนะ สระ
และวรรณยุกต์ ใหถ้ ูกต้องสวยงามตามหลักการเขยี นภาษาไทย
3. เพ่ือเปน็ แนวทางการสอนอา่ นเขยี นให้นกั เรยี นอา่ นออก เขยี นได้
4. เพอ่ื เปน็ แนวทางใชส้ อนซอ่ มเสรมิ นักเรยี นใหอ้ า่ นออก เขียนได้

6

บทที่ 2

ควำมรพู้ ื้นฐำน
กำรอ่ำน และกำรเขยี น

7

ควำมรู้พ้ืนฐำนของกำรอำ่ นและกำรเขยี น

ควำมหมำยของกำรอ่ำน

การอ่านเป็นทักษะหนึ่งที่สาคัญท่ีทาให้เราสามารถได้เรียนรู้ การอ่านเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนอยู่เสมอ
จึงจะทาให้มีความสามารถในการอ่านได้ ตลอดถึงการเช่ือมโยงข้อมูลต่างๆ จากการเรียนรแู้ ละประสบการณ์ของ
ผอู้ ่านดว้ ย นกั วิชาการได้ใหค้ วามหมายของการอา่ นไว้ ดังนี้

ดารณี ศกั ด์ิศริ ผิ ล (2555 : 34) กล่าวไวว้ ่า การอา่ น หมายถึง การรับรสู้ ญั ลักษณแ์ ลว้ แปลความหมายของ
สญั ลกั ษณท์ ี่อ่านออกมาเปน็ ความรู้ ความคดิ และเกิดความเข้าใจเร่อื งราวทีอ่ า่ น นอกจากน้กี ารอ่านยังมีการออก
เสยี งในลักษณะเป็นคา วลี ประโยค ข้อความ หรือเรื่องราวอกี ด้วย

เกษมณี เมตตามนุษย์. (2557 : 26) กล่าวว่า การอ่าน คือ กระบวนการทางความคิดและยังเป็น
กระบวนการของการปฏิสมั พนั ธ์ระหว่างผูอ้ ่านและผู้เขยี น ในดา้ นของความรู้และความสามารถในการใช้ภาษาเพ่ือ
ส่ือความหมาย ผู้เขียนย่อมจะพยายามใช้สัญลักษณ์ หรือตัวอักษรสื่อความหมาย หรือให้ข้อมูลที่ตนต้องการ
ส่ือสารแก่ผู้อ่าน และผู้อ่านเองก็ย่อมต้องการสื่อความหมายจากสัญลักษณ์หรือตัวอักษรที่ผู้เขียนต้องการสื่อ
ความหมายแก่ตน ดังนั้น การอ่านจึงเป็นกระบวนการที่สมองแปลสัญลักษณ์ต่างๆ ท่ีมองเห็นให้เกิดความรู้
ความเขา้ ใจเร่อื งทอี่ า่ นเร็วขน้ึ

สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (2558 : 2) ให้ความหมายของการอ่านว่า การอ่านเป็น
การแปลความหมายจากตัวอักษรหรอื สัญลักษณ์ทผี่ ู้เขียนต้องการสอ่ื ความหมายซ่ึงผ้อู า่ นตอ้ งใช้พื้นฐานความรู้เดิม
ที่ประกอบกับความคิดความรู้ทางภาษาในการตีความหมายของส่ิงที่อ่านเพ่ือให้ความหมายที่ชัดเจน ตรงหรือ
ใกล้เคยี งกบั เจตนารมณข์ องผเู้ ขยี นทต่ี ้องการสอ่ื ความ

รัตนา แหลง่ หลา้ (2559 : 17) กล่าวว่า การอ่านเป็นการรบั รู้ เข้าใจในความหมาย หรอื เรอื่ งราว การอ่าน
จึงมีความสาคัญสาหรับมนุษย์ ซ่ึงเป็นหน่ึงในส่ีของทักษะทางภาษาที่จาเป็น ต้องฝึกฝนที่จะช่วยให้เกิดความคิด
ความรู้ และความบันเทงิ มีผลตอ่ การดาเนนิ ชีวิตและจติ ใจใหเ้ จริญยิ่งขนึ้

กฤติยากาญจน์ อินทร์พิทักษ์ ( 2562 : 39) กล่าวว่า การอ่าน หมายถึง การแปลความหมายจาก
สัญลักษณ์ เคร่ืองหมายรูปภาพ ตัวอักษร คาและข้อความท่ีเขียนหรือพิมพ์ขึ้นมาโดยใช้สายตาสัมผัสรับรู้
และเข้าใจความหมายเป็นกระบวนการของสมองท่ีต้องใช้สายตาสัมผัสอักษรหรือสิ่งพิมพ์ต่างๆ แล้วแปลออกมา
เป็นความหมายที่ใช้ส่ือความคิดและความรู้ระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่านให้เข้าใจตรงกัน โดยผู้อ่านสามารถนา
ความหมายน้นั ๆ มาใชป้ ระโยชน์ได้

ครอเลย์ (Crawley, 1995 : 14 - 15) ได้ให้ความหมายของการอ่านไว้ว่า การอ่านเป็นกระบวนการที่
ซับซ้อน ซ่ึงต้องใช้กระบวนการคิดระลึกถึงคาต่างๆ ท่ีทาให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างความคิดกับส่ิงที่มองเห็น
แลว้ จงึ ส่ือความหมายจากสัญลักษณ์ทอี่ ่าน

8

เดย์ และ แบมฟอร์ด (Day & Bamford, 1998 : 12) กลา่ ววา่ การอา่ นเป็นการสร้างความหมายจาก
ขอ้ ความทเ่ี ขยี นหรือพิมพ์ ซ่ึงผู้อ่านจะต้องใช้กระบวนการคิดเชอื่ มโยงระหว่างข้อความ หรือข้อมูลที่อ่านกับความรู้
และประสบการณ์เดิม เพ่ือให้เขา้ ใจความหมายท่ีผูเ้ ขยี นต้องการสอ่ื สารได้อยา่ งถูกต้อง

จากความหมายของการอ่านที่กล่าวมา สรุปได้ว่าการอ่าน หมายถึง ความสามารถในการอ่านเรื่อง
เพ่ือความเข้าใจในด้านการรู้ความหมาย แปลความหมายของสัญลักษณ์ทาง ภาษาโดยผ่านกระบวน
การคิดตามความร้แู ละประสบการณ์เดมิ ของผู้อ่าน ที่ผู้เขียนต้องการส่ือออกมาเพื่อสามารถส่ือความคิดของผู้เขยี น
เพ่ือใหผ้ ูอ้ า่ นเขา้ ใจในขอ้ มูลน้ันตรงตามทีผ่ เู้ ขียนตอ้ งการ

ควำมสำคัญของกำรอ่ำน

ในชีวิตประจาวันของมนุษย์เราการอ่านมีความสาคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากการอ่านสามารถทาให้รบั รู้
ข่าวสาร เพื่อศึกษาแสวงหาความรู้ อ่านเพื่อความบันเทิง เพลิดเพลิน เข้าใจคาสั่งหรือสัญลักษณ์ต่างๆ การอ่าน
จึงมคี วามสาคญั ทจ่ี ะพฒั นาทกั ษะ ฝึกฝน สามารถทากิจกรรม เปน็ การเสรมิ ความรแู้ ละประสบการณ์

โสภณ สาทรสัมฤทธิ์ผล (2554 : 42) กล่าว่า การอ่านมีความสาคัญมากต่อชีวิต ของเราเพราะช่วยให้เรา
เลอื กเรียนรู้ และคน้ คว้าได้ โดยไมจ่ ากดั รปู แบบและขอบเขต จงึ อาจสรปุ ความสาคญั ของการอา่ นได้ ดงั นี้

1. การอ่านชว่ ยเพ่ิมพูน ความรู้ ความคดิ และประสบการณ์ ทาให้มคี วามเจริญงอกงาม
ทั้งสติปัญญา อารมณ์ และมีส่วนพัฒนาจติ ใจได้อยา่ งดี

2. การอ่านมากชว่ ยสง่ เสรมิ ให้เกิดวจิ ารณญาณในการรบั สาร
3. การอ่านช่วยให้สามารถติดตามความเคล่ือนไหว และความเปล่ียนแปลงต่างๆ ของสังคมโลก
ได้ โดยเฉพาะอย่างย่งิ การอ่านหนงั สือพิมพ์ นติ ยสาร วารสารเปน็ ประจาจะช่วยใหเ้ ป็นผู้รอบรู้
4. การอา่ นช่วยส่งเสริมความคดิ สร้างสรรค์ และผ่อนคลายความตงึ เครียดทางอารมณท์ าให้
ได้รับความเพลดิ เพลนิ และช่วยใหร้ สู้ ึกว่าเวลาผ่านไปอยา่ งรวดเร็ว เพราะการอ่านหนังสือคือกจิ กรรมคลาย
ความเหงาทด่ี ีวิธหี น่ึง
5. การอา่ นชว่ ยเสรมิ สร้างบคุ ลิกภาพ เพราะผู้ที่อ่านมากยอ่ มมโี ลกทัศน์ทีก่ วา้ งขึ้น และรูจ้ ักฟงั
ความคิดเหน็ ของผู้อน่ื ทาใหเ้ ป็นผูม้ ี “เสนห่ ์” ทาให้คนรอบข้างอยากอยู่ใกล้
ศรีประไพร พรหมณี (2555 : 44-45) กล่าวไวว้ า่ ความสาคัญของการอ่านชว่ ยให้มนษุ ย์ดารงชีวิตอยู่ใน
สังคมไทยได้อย่างมีความสขุ นั้น มีหลัก 4 ประการ คอื
1. ช่วยในการเรียนรู้
2. เสริมประสบการณ์ใหมๆ่
3. ชว่ ยให้เกิดความเพลิดเพลิน ช่วยผอ่ นคลายอารมณ์
4. ช่วยใหพ้ ัฒนาตนเองทั้งร่างกาย สตปิ ญั ญา อารมณ์ สงั คม โดยนาความรู้จากการอ่านมา
ปรับปรงุ พฒั นาชวึ ติ ตนเองให้ดีขึ้น

9

จดุ มุ่งหมำยของกำรอ่ำน

การอา่ นทีด่ นี ้นั ผอู้ า่ นควรมจี ุดมงุ่ หมายในการอ่านท่ีชัดเจนว่าต้องการรบั รสู้ ง่ิ ใดจากการอ่าน
สามารถ ทิมนาค (2553 : 98) กล่าวไว้ว่า จุดมุ่งหมายที่สาคัญของการอ่านเป็นสิ่งท่ีสาคัญท่ีจะทาให้
การอ่านประสบผลสาเร็จเพราะในการอ่าน ผู้อ่านควรรู้จุดมุ่งหมายว่าจะอ่านเพื่ออะไร หากผู้อ่านตั้งจุดมุ่งหมายไว้
อย่างชัดเจนจะทาให้ผู้อ่านมุ่งหาความรู้ในส่ิงที่ตนต้องการทราบได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ซึ่งจะทาให้การอ่า น
น้ันประสบผลสาเรจ็ อย่างเต็มที่
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (2558 : 19) ได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับการอ่านและมี
การศกึ ษาเกย่ี วกับจุดมุ่งหมายของการอ่าน ดังนี้

1. การอ่านเพ่อื แสวงหาความรู้ ได้แก่ การอ่านจากหนงั สือประเภทตาราทางวิชาการ สารคดี
ทางวิชาการ การวจิ ัยประเภทตา่ งๆ หรือการอา่ นผา่ นส่ืออิเล็กทรอนิกส์ ควรอา่ นอย่างหลากหลายเพราะความรู้ใน
วชิ าหนึ่งอาจไปช่วยเสริมอกี วิชาหน่ึงได้

2. การอ่านเพื่อแสวงหาความบันเทิง พักผ่อนหย่อนใจ ได้แก่ การอ่านจากหนังสือ ประเภท
สารคดี ท่องเท่ียว นวนิยาย เรือ่ งสั้น เรอ่ื งแปล การ์ตูน บทประพันธ์ บทเพลง แม้จะเป็นการอ่านเพื่อความบันเทิง
แต่ผ้อู า่ นจะไดค้ วามรทู้ ่ีสอดแทรกอยู่ในเรื่องดว้ ย

3. การอ่านเพ่ือแสวงหาข่าวสารความคิด ได้แก่ การอ่านหนังสือประเภทบทความ บทวิจารณ์
รายงานต่างๆ ถ้าจะให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ต้องเลือกก่อนให้หลากหลายจากเอกสาร วารสารสื่ออื่นๆ
ไม่เจาะจงอ่านเฉพาะสื่อที่นาเสนอตรงกับความคิดของตนเพราะจะทาให้มุมมองท่ีกว้างขึ้น อันจะช่วยให้ผู้อ่านมี
เหตุผลอน่ื ๆ มาประกอบการวเิ คราะหว์ ิจารณ์ไดห้ ลายมมุ มองมากข้ึน

4. การอ่านเพ่ือจุดประสงค์เฉพาะทางแต่ละคร้ัง ได้แก่ การอ่านท่ีไม่ได้เจาะจงแต่เป็นการอ่าน
เป็นบางครั้งคราวในเรื่องที่ตนสนใจหรืออยากรู้ เช่น การอ่านประกาศต่างๆ การอ่านโฆษณา แผ่นพับ
ประชาสัมพันธ์ สลากยา การอ่านข่าวสังคม ข่าวบันเทิง ข่าวกีฬา เป็นต้น การอา่ นประเภทน้ีมักจะใชเ้ วลาไม่นาน
และไม่กระทาทุกวัน ส่วนใหญ่เป็นการอ่านเพื่อให้ความรู้และนาไปใช้ หรือนาไปเป็นหัวข้อสนทนา เชื่อมโยง
การอา่ นสกู่ ารวิเคราะหแ์ ละคดิ วิเคราะหก์ ารอา่ นเพ่ือใช้เวลาว่างใหเ้ กดิ ประโยชน์

10

องคป์ ระกอบของกำรอ่ำน

กอ่ นท่จี ะสอนหรือฝึกให้อา่ นควรศึกษาองคป์ ระกอบซงึ่ จะสง่ ผลต่อการอ่าน ดงั นี้
1. ระดบั สติปญั ญา เดก็ ที่มีสติปญั ญาไม่เท่าเทียมกนั ย่อมมีผลอยา่ งยง่ิ ต่อการอา่ น จึงไม่ควรเน้นให้
แต่ละบคุ คลอา่ นได้เท่ากันในเวลาเดยี วกนั
2. วุฒภิ าวะและความพร้อม การอ่านต้องอาศยั ทกั ษะตา่ งๆ เปน็ องค์ประกอบย่อยๆ เชน่ ทกั ษะ
การใชส้ ายตา การใช้อวยั วะเกี่ยวกบั การอออกเสียง ดังนั้น การเตรยี มความพร้อมทางด้านร่างกายของเด็กจงึ เป็น
ส่ิงสาคัญอยา่ งยง่ิ ในการเริ่มต้นการสอนอ่าน
3. อายุ เด็กที่มอี ายุมากขน้ึ จะเรียนรสู้ งิ่ ตา่ งๆ ได้ดีกว่าและเร็วกว่าเดก็ ทมี่ ีอายุน้อยกว่า โดยทว่ั ไปแลว้
ความสามารถในการเรยี นรูจ้ ะเพ่ิมขน้ึ เรื่อยๆ ตามวยั จนถึงอายุ 20-25 ปี
4. เพศ ความแตกตา่ งระหว่างเพศ เด็กหญิงจะอา่ นไดด้ กี ว่าเดก็ ชายเปน็ ส่วนมาก
5. ประสบการณเ์ ดิม อิทธิพลของประสบการณเ์ ดิมทม่ี ีต่อการอ่านอย่างหน่ึงอยา่ งใดมผี ลต่อการอา่ น
ใหม่ ซึง่ มีการถ่ายโยงท่ีทาใหก้ ารเรียนร้สู ่งิ ใหมด่ ีและรวดเรว็
6. แรงจงู ใจ แรงจูงใจมีทัง้ ภายนอกและภายใน ภายนอก ไดแ้ ก่ พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ครู ฯลฯ ภายใน
ไดแ้ ก่ การคน้ พบดว้ ยตัวเองว่าชอบหรอื ไม่อย่างไร
7. สภาพร่างกาย สภาพร่างกายที่สมบูรณจ์ ะชว่ ยใหส้ ุขภาพจติ ดี ร่าเริง แจ่มใส มีความกระตือรือร้น
มากกวา่ รา่ งกายท่ีอ่อนแอ
8. สภาพอารมณ์ อารมณ์ทีม่ ั่นคงเสมอ แจ่มใส ไมม่ ีแรงกดดันจากความคาดหวงั ของครูหรอื
ผปู้ กครองจะทาให้เด็กอา่ นได้ดี
9. สภาพแวดล้อม ทั้งท่บี ้าน และที่โรงเรยี น จะมีอทิ ธิพลต่อการอ่านสูงมาก เชน่ บุคคลใกลช้ ดิ ชอบ
การอา่ น ทีโ่ รงเรียนมีหนังสือให้อา่ น มหี อ้ งสมุดที่น่าเข้าไปศึกษาค้นควา้ มกี จิ กรรมสง่ เสริมการอ่านที่นา่ สนใจ
เหมาะสมกบั ความพร้อมของเด็กอย่างต่อเน่ืองและสมา่ เสมอ
10. การวางแผนการอา่ นให้เด็ก นอกจากวธิ สี อนและส่ือแล้ว การวางแผนกาหนดการให้อา่ นก็มีสว่ น
ช่วยส่งเสริมการอา่ นให้มากข้ึนกวา่ เดมิ
จากความสาคัญของการอ่านที่กล่าวมาข้างต้น พอสรุปได้ว่า การอ่านมีความสาคัญท่ีใช้ใน
การแสวงหาความรู้ เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพ่ือทาความเข้าใจกับบุคคลอื่นช่วยให้บุคคลนาความรู้และ
ประสบการณ์จากสิ่งท่ีอ่านไปพัฒนาชีวิตให้ดีข้ึน เป็นเคร่ืองมือในการรับรู้ข่าวสารต่างๆ ทันโลกทันเหตุการณ์
เป็นกิจกรรมสง่ เสรมิ นนั ทนาการ รวมท้ังเป็นการช่วยอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมชุมชนได้อีกด้วย

11

ควำมหมำยของกำรเขียน

การเขียนนับวา่ เป็นเครื่องมือสาคัญในการถ่ายทอดมรดกทางวฒั นธรรมของชาติ การเขียนจึงเป็นสื่อท่ีจะ
ช่วยให้บุคคลสามารถถา่ ยทอดความรูส้ ึกนกึ คิดของตนไปสู่บคุ คลอ่ืนได้อย่างเข้าใจได้มีนกั วิชาการได้ให้ความหมาย
ของการเขียนไว้ ดังนี้

ราชบัณฑิตยสถาน (2546 : 203) นิยามว่า การเขียน หมายถึง การขีดให้เป็น ตัวหนังสือหรือเลข ขีดให้
เปน็ เสน้ รปู ร่างต่างๆ วาดแต่งหนงั สือ

กมลวรรณ ทิพย์อักษร (2556 : 19) การเขียน คือ การแสดงออกในการสื่อสารอย่างหนึ่ง
เป็นการถ่ายทอดความรู้ ความคดิ จินตนาการ อารมณ์ ความรู้สึก ส่ือความหมายโดยใช้ตัวหนังสือและสัญลักษณ์
แทนถ้อยคา ซง่ึ ตอ้ งอาศยั ความสามารถจงึ จะสื่อสารถึงผ้รู บั ได้

วรรณี โสมประยูร (2553 : 12) การเขียน หมายถึง การถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดและความต้องการของ
บุคคลออกมาเป็นสัญลักษณ์หรือตัวอักษร เพ่ือสื่อความหมายให้ผู้อื่นเข้าใจได้ เพราะการเขียนเป็นทักษะ
การสง่ ออกตามหลกั ของภาษาศิลป์

วิจิตรา อายุยืน (2558 : 19) ได้ให้ความหมายของการเขียนว่า การเขียนเป็นการติดต่อส่ือสารประเภท
หน่ึง โดยการเขียนต้องอาศัยภาษาสัญลักษณ์หรือตัวอักษร หรือรูปภาพ เป็นส่ือเพื่อใช้ในการถ่ายทอดความรู้สึก
นึกคิดที่ต้องการส่ือ ซึ่งทักษะการเขียนเป็นทักษะที่ยากกว่าทักษะการฟัง ทักษะพูด และทักษะการอ่าน เพราะ
ผู้เขียนน้ันจาเป็นจะต้องรู้จักคาและความหมายของคาอย่างมาก ผู้เขียนถึงจะสามารถเขียนเรียบเรียงถ้อยคา
กลมุ่ คา นามาผูกเป็นประโยคใหไ้ ด้ถูกต้องเพือ่ ใหส้ อื่ ความหมายได้ชัดเจนตามความต้องการ

กฤตยากาญจน์ อินทร์พิทักษ์ (2562 : 60) การเขียน หมายถึง การถ่ายทอดความรู้สึกของคนมาเป็น
ตัวหนังสือเพื่อสื่อความหมายให้ผู้อ่ืนเข้าใจความรู้สึกของตนและการเขียนสามารถนาไปใช้ประโยชน์ใน
การดารงชพี ด้วย

นภาเพ็ญ แสนสามารถ (2562 :94) การเขียน คือ การสื่อสารของมนุษย์โดยการแสดงออกมาเป็น
ลายลักษณ์อักษร หรอื สัญลักษณ์ต่างๆ อาจเป็นภาพวาด เพ่ือใช้ในการสื่อถึงความรู้สึกนึกคิด เพื่อบ่งบอกให้ผ้อู ่าน
ได้ทราบถึงความรู้ ความรู้สึก ประสบการณ์ต่างๆ ของผู้เขียน โดยการเขียนมีเป้าหมายเพ่ือให้ผู้อื่นอ่านแล้วเข้าใจ
ตามที่ผู้เขียนได้เขียนสื่อความไว้ นอกจากน้ีการเขียนยังเป็นหลักฐานที่ใช้อา้ งอิงเหตกุ ารณ์ต่างๆ ไดแ้ ม้เวลาผ่านมา
นานกต็ าม

สรุปว่าได้ว่า การเขียนคือ การส่ือสารของมนุษย์โดยการแสดงออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร หรือ
สัญลักษณ์ต่างๆ อาจเป็นภาพวาด เพื่อใช้ในการสื่อถึงความรู้สึกนึกคิด เพื่อบ่งบอกให้ผู้อ่านได้ทราบถึงความรู้สึก
ประสบการณ์ต่างๆ ของผู้เขียน โดยการเขียนมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้อื่นอ่านแล้วเข้าใจตามท่ีผู้เขียนได้เขียนส่ือความ
ไว้ นอกจากน้ีการเขียนยงั เป็นหลักฐานท่ใี ช้อ้างอิงเหตุการณ์ต่างๆ ได้แมเ้ วลาผา่ นมานานก็ตาม

12

ควำมสำคัญของกำรเขียน

นักวิชาการได้กล่าวถึงความสาคัญของการเขียนไว้ ดังน้ี…………………………………………………………….
สุวัฒน์ วิวัฒนานนท์ (2551 : 67) ได้กล่าวว่า การเขียนมีจุดมุ่งหมายเพ่ือการสร้างความเข้าใจและ
ถ่ายทอดความรู้ และสติปัญญาของมนุษย์และการเขียนสื่อสารยังหมายถึง การถ่ายทอดความรู้สึกท่ีมีอยู่ในใจ
ออกมาให้ผู้อ่ืนได้รับรู้รับทราบด้วยวิธีการใช้สัญลักษณ์ตัวอักษร และยังบ่งบอกถึงกระบวนการทางความคิด
อีกด้วย การที่นักเรียนได้เขียนนั้นคือ การแสดงความรู้สึกนึกคิด ประสบการณ์ต่างๆ ที่มีอยู่ให้เกิดการเรียนรู้
แสดงออกเป็นตัวอกั ษร ดงั น้ัน การให้นักเรียนไดอ้ ่านผลงานการเขียนจึงเปน็ การสื่อสาร ได้รับรู้รับทราบถึงความรู้
ความคิด ความรู้สกึ เจตคตติ ่างๆ ของผู้เขียนไดเ้ ปน็ อยา่ งดวี า่ ผู้เขยี นมจี ุดมงุ่ หมายการเขียนเพื่ออะไร
วรรณี โสมประยูร (2553 : 147-148) สรุปความสาคญั ของการเขียนไว้ ดังนี้
1. เป็นเครื่องมือส่ือสารอย่างหน่ึงของมนุษย์ท่ีผู้เขียนต้องการถ่ายทอดความคิด ความเข้าใจและ
ประสบการณ์ของตนเสนอผอู้ า่ น
2. เปน็ การบนั ทึกรวบรวมข้อมูลทนี่ ่าสนใจและเป็นประโยชน์ ซึง่ ตนเคยมปี ระสบการณ์มาก่อน
3. เป็นการระบายอารมณ์อย่างหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องที่ผู้เขียนเกิดความรู้สึกประทับใจในประสบการณ์
ท่ีผา่ นมา
4. เป็นเครื่องมอื ถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรม เช่น ถา่ ยทอดจากสมัยหนงึ่ ไปสู่อีกสมัยหนึ่ง หรอื ชาติหนึ่ง
ไปสอู่ ีกชาตหิ น่งึ
5. เป็นเครื่องมือพัฒนาสติปัญญาของบุคคล เนื่องจากการเรียนรู้เกือบทุกอย่างอาศัยการเขียนเป็น
เคร่อื งมอื สาหรบั บนั ทกึ สิ่งทฟ่ี ังหรือได้อ่าน
6. เป็นการตอบสนองความต้องการของมนุษย์ตามความประสงค์ของมนุษย์แต่ละคนปรารถนา เช่น
เพื่อตอ้ งการทาให้ร้เู ร่อื งราว ทาใหร้ ัก ทาใหโ้ กรธ และสร้างหรอื ทาลายสามคั คีในชาติ
7. เป็นการแสดงออกซึ่งภูมิปัญญาของผู้เขียน ทาให้รู้ถึงความสามารถของผู้เขียนได้จากวรรณกรรมหรือ
งานเขียนอน่ื ๆ
8. เปน็ อาชีพอย่างหนึ่งทไ่ี ดร้ บั การยกย่องว่ามเี กียรติ และเพิ่มพูนฐานะทางเศรษฐกิจใหส้ งู ได้
9. เป็นการพัฒนาความสามารถและบุคลิกส่วนบุคคลให้มีความเชื่อม่ันในตนเองในการแสดงความรู้สึก
นึกคิด
10. เป็นการพฒั นาความคิดสรา้ งสรรค์ และใชเ้ วลาวา่ งให้เกิดประโยชนต์ ่อตนเองและสงั คม
นภาเพ็ญ แสนสามารถ (2562 : 95) สรุปไว้ว่า การเขียนเป็นการสื่อสารอีกรูปแบบหนึ่ง ผ่านการใช้
สัญลักษณ์ต่างๆ การเขียนมีความสาคัญ หากเขียนไม่ถูกต้องตามหลักภาษา อาจทาให้การสื่อสารไม่ตรงตาม
วัตถุประสงค์ การส่ือสารไม่ประสบความสาเร็จตามเป้าหมาย ดังน้ัน การสอนการเขียนท่ีถูกต้องสาหรับผู้เรียน
ในวัยเริ่มเรียนการเขียนจึงเป็นสิ่งสาคัญที่จะทาให้ผู้เรียนมีทักษะการเขียนท่ีถูกต้องและเป็นพ้ืนฐานในการเรียน
ในระดับท่ีสูงข้ึนไป

13

สรุปได้ว่า การเขียนเป็นเคร่ืองมือสื่อสารท่ีสาคัญอีกอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่ผู้เขียนใช้เป็นส่ือใน
การถ่ายทอดความคิดความเข้าใจตามความประสงค์ของผู้เรียน จากบุคคลหน่ึงไปยังบุคคลหน่ึง หรือยุคสมัย
ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งสู่อีกยุคสมัยหนึ่ง การเขียนส่ือสารจะเกิดผลตามท่ีปรารถนาหรือไม่ข้ึนอยู่กับทักษะ
ความสามารถและภมู ปิ ัญญาของผู้เขียนดว้ ย

จดุ มุ่งหมำยในกำรเขยี น

การเขียนจาเปน็ อย่างยิ่งที่ผ้เู ขียนจะตอ้ งทบทวนหรอื เพมิ่ เติมความรู้ ความเขา้ ใจเกี่ยวกบั เรื่องการเขียนให้
มากข้ึน โดยเฉพาะจุดมุ่งหมายของการเขียน เพ่ือช่วยให้ผู้เขียนได้มีพัฒนาการในการเขียนเป็นขั้นเป็นตอน รู้จัก
การวางแผนการเขียน มีกรอบในการเขียน อันจะเป็นการช่วยทาให้การเขียนแต่ละประเภทดาเนินไปอย่างมี
ทิศทาง รวมทั้งยงั จะช่วยให้การเขียนนัน้ ๆ บรรลวุ ัตถุประสงค์ตามทีผ่ เู้ ขียนตอ้ งการ

วรรณี โสมประยรู (2553 : 148) ได้นิยามเกีย่ วกับจดุ มงุ่ หมายในการเขียนไว้ ดังน้ี
1. เพอ่ื ใหม้ ีทกั ษะในการเขยี นทถี่ กู ต้อง รูจ้ กั ใชภ้ าษาเขยี นท่ีดีและถูกต้องตามอกั ขรวิธแี ละตามลาดบั
สากลนิยม
2. เพ่อื ฝึกให้รู้จักลาดับความคิดและสามารถถ่ายทอดความรู้สึกนกึ คิดออกมาเป็นลายลักษณ์อกั ษรให้
ผู้อ่นื เขา้ ใจได้
3. ใหร้ ู้จักสังเกตและเลอื กเฟ้นถ้อยคา สานวน โวหาร มาใชใ้ หถ้ กู ต้องตามหลักภาษาและทีน่ ิยมกนั
4. เพ่ือใหเ้ ห็นความสาคัญของภาษาเขียนในการตดิ ต่อสือ่ สารความหมาย และเขา้ ใจความแตกตา่ ง
ระหว่างภาษาเขยี น และภาษาพดู
5. สง่ เสริมการเขยี นหนังสือได้เรว็ อา่ นง่ายชดั เจนและสะอาดเรยี บรอ้ ย
6. ส่งเสริมให้มีจนิ ตนาการ และความริเร่ิมสรา้ งสรรค์ สามารถถ่ายทอดความนกึ คิดออกเป็นเรอ่ื งราวให้
ผอู้ ื่นเขา้ ใจความหมายได้อย่างแจม่ แจ้ง
7. ฝึกการเขียน คัดลายมอื ให้อา่ นง่าย ชัดเจนสวยงาม เป็นระเบยี บเรยี บร้อย
8. ใหร้ ู้จักเขยี นเรยี งความ ย่อความ จดหมายและการเขียนประเภทอืน่ ๆ ท่ีควรทราบ สามารถเขียนให้
ถกู ต้องตามแบบแผน และได้ประโยชน์ตรงตามจุดมุ่งหมาย
9. ให้รู้จกั ลาดับความคดิ และสาระสาคัญตลอดจนให้มีศลิ ปะในการเขยี นเพือ่ ให้เข้าใจลาดบั ในการสอน
การเขียน และการฝึกทกั ษะพื้นฐาน ดังน้ี

9.1 ก่อนสอนครคู วรจงู ใจให้นักเรยี นเห็นความสาคัญของการเขยี นหนังสือให้ถูกต้องชดั เจน
สวยงาม เป็นการแสดงว่าผู้เขียนเป็นผู้มีการศึกษาดี

9.2 พยายามสอนให้การเขียนสมั พันธ์กบั การฟงั การพูด และการอ่าน
9.3 นักเรียนท่ีเขียนตัวสะกดผิดพลาด ครูควรใชว้ ิธพี ดู ให้นักเรยี นรู้สึกเต็มใจทจ่ี ะแกไ้ ข
ขอ้ บกพร่องของตน จดั กิจกรรมตา่ งๆ เช่น ประกวดเขียนนิทาน ประกวดคดั ลายมือ ประกวดเรยี งความ กเ็ ป็น
การส่งเสริมได้อย่างหน่ึง

14

10. การจัดสอนวชิ าตา่ งๆ จัดให้ฝึกทกั ษะการเขียนได้เสมอ การฝึกทักษะพนื้ ฐานในการเขียนควรฝึกดงั น้ี
10.1 ฝึกสายตา ให้สังเกตความเหมอื น ต่าง ขาด เกนิ ฯลฯ ของสงิ่ ต่างๆ
10.2 ฝึกบังคับกลา้ มเนื้ออย่างอสิ ระ โดยใหป้ น้ั วาด ลากเส้น ตามใจชอบ ฝึกบงั คบั กล้ามเนอ้ื

สัมพันธ์กับตา เช่น การโยงเส้น การตอ่ ภาพตามรอยและอิสระ
10.3 ฝึกบังคบั กล้ามเน้ือกบั ตาในการเขียนหนังสอื โดยลากเสน้ พ้ืนฐานเพื่อนาไปสู่การเขียนสระ

พยญั ชนะ
10.4 ฝึกทา่ นงั่ ท่าจับดนิ สอ สมุด
10.5 ท่าน่งั ควรน่ังตวั ตรงไม่เกร็งตวั หรืออาจจะกลับตัวเลก็ น้อย
10.6 ท่าจบั ดนิ สอควรใช้น้ิวกลางรองรบั ดินสอ นิ้วชแ้ี ละหวั แมม่ ือจบั พออยู่ไม่แน่นเกนิ ไป และ

น้ิวห่างจากปลายดินสอประมาณครง่ึ น้ิว วางสมุดควรให้เอยี งไปทางดา้ นซ้ายเลก็ น้อย
10.7 ฝึกเขียนพยัญชนะ สระ ตามแบบ ตามรอยและเขยี นเอง
10.8 ฝกึ เขยี นคาเพ่ือให้รจู้ กั วางสระ พยญั ชนะ วรรณยกุ ต์ใหถ้ กู ที่

ประเภทของกำรเขียน

ในระดบั ชน้ั ป.1-ป.2 ควรเนน้ การเขยี นสวยงามและความถกู ต้อง จึงฝึกการเขียน 3 ประเภท คอื
1. คัดลายมือ เขียนสวยงาม อา่ นงา่ ย เป็นระเบียบ สะอาด
2. เขยี นตามคาบอก สะกดคาได้ถูกต้อง
3. แต่งความแสดงความรู้ ความคิดเป็นตัวหนงั สือให้ผู้อน่ื รู้
การสอนคัดลายมอื ในชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 1 และ 2 ควรฝกึ คดั ตัวบรรจงเตม็ บรรทัดกอ่ น และ
ชั้น ป.3-4 จงึ ฝกึ ให้คัดคร่ึงบรรทดั และเขียนหวั หวัดแกมบรรจงตอ่ ไป และกจิ กรรมท่ีต้องเขียนควรให้เขยี นตวั
บรรจงทกุ ครง้ั ในการฝกึ คดั ลายมือใหส้ วยงาม เปน็ ระเบยี บน้ันควรฝึกทีละอย่าง และค่อยเพ่มิ ข้ึน ดังนี้
1. น่ัง วางสมดุ จบั ดนิ สอ ดว้ ยท่าทางและวิธที ี่ถกู ต้อง
2. เขยี นสระ พยญั ชนะ วรรณยุกต์ ถูกต้องตามแบบการเขยี นอกั ษรไทย เชน่ เริม่ เขียน
จากหวั ตวั อักษร เปน็ ตน้
3. วางสระ พยัญชนะ และวรรณยกุ ต์ให้ถูกที่
4. เสน้ ตัวพยญั ชนะจรดบรรทัดบนและล่าง
5. เสน้ ตวั อักษรเรยี บเสมอคือ ไมห่ นกั บ้างเบาบา้ งในเสน้ ต้ังหรือเสน้ นอน
6. เส้นตัวอกั ษรตรงเรยี บและขนาน และสว่ นที่โค้งก็ไดจ้ งั หวะทส่ี วยงาม ไม่คด ขรุขระ
7. ขนาดตัวอกั ษรไดส้ ดั สว่ น
8. ระยะห่างตวั อักษร (ช่องไฟ) เท่าๆ กัน
9. สะกดถูกตอ้ ง ไมต่ กหรอื เกิน
10. เว้นวรรคตอนถกู ต้อง

15

11. สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย
12. เขียนไดเ้ ร็ว สวย และถกู ต้อง

ครเู ป็นแบบอย่างสาคัญท่จี ะฝึกนกั เรยี นให้คัดลายมือไดส้ วยงามและถกู ต้อง ครูควรเดินดู คอยตรวจแก้ไข
และช่วยเหลือนักเรยี นขณะกาลังคดั ลายมือ การคัดลายมือแต่ละคร้ังไม่ควรใช้เวลานานเกิน 10 นาที และไม่ควร
มเี นอื้ หาในการคัดมากเกนิ ไป โดยมเี น้อื หาในการคัดไม่เกนิ 10 บรรทัด เพราะจะทาใหเ้ ม่ือยและจะทาใหผ้ ลงาน
ต่าลง

16

บทท่ี 3

กำรจดั กำรเรยี นกำรสอนภำษำไทย

(กำรสอนอำ่ น)

17

กำรจัดกำรเรยี นกำรสอนภำษำไทย

กำรสอนอ่ำน

การอ่านมีบทบาทเป็นอย่างมากต่อการดารงชีวิตประจาวัน เพราะการแสวงหาความรู้ต่างๆ อาศัย
การอ่าน และสามารถพัฒนาทางสติปญั ญา ให้เท่าทนั เหตุการณ์ จงึ มีนกั วชิ าการหลายท่านได้กล่าวถึงความสาคัญ
ของการอา่ น ดงั น้ี

นารี ศรีปญั ญา (2556 : 28) ได้กลา่ ววา่ การสอนอา่ นมขี น้ั ตอน ดังนี้
1. เริ่มการสอนสระง่ายๆ กอ่ น เชน่ สระ –า
2. สอนการแจกลกู สะกดคา โดยต้องเลือกคาทมี่ คี วามหมาย เช่น กาง ก-า-ง กาง การสะกดคา
ควบกล้า และคายากสาหรับเด็กเรม่ิ เรียนจะสะกดแบบเรียงตวั
3. ผู้เรียนอา่ นออกเสยี งคาและทาความเข้าใจความหมายของคาท่ีอา่ นก่อน
4. นาคาท่มี คี วามหมายมาแตง่ ประโยคจากนน้ั อา่ นประโยคทต่ี นเองแต่งข้ึน
ปิตินันท์ สุทธสาร (2559 : 8) กล่าวว่า โดยการสอนอ่านควรมลี าดบั ขัน้ ตอน ดังนี้
1. การอ่านคา และรคู้ วามหมายของคา น่นั คือใหเ้ ดก็ อา่ นออกเป็นคาและเข้าใจความหมายของคานั้น
ซึ่งเป็นทกั ษะเบื้องต้นคอื สอนใหเ้ ด็กอ่านออก
2. การอ่านจับใจความ เมื่อเดก็ อ่านออกเปน็ คา วลี และประโยคแล้ว จะต้องเข้าใจในสง่ิ ท่ีอ่านบอกได้
วา่ ใครทาอะไร ทีไ่ หน อย่างไรในเร่ืองทีอ่ า่ น เล่าเรือ่ งได้ สรุปเรอ่ื งได้ น่ันคอื สอนใหเ้ ดก็ อ่านเปน็
3. การอ่านออกเสียงให้ชดั เจน ถกู ต้อง โดยเฉพาะคาที่ออกเสยี ง ร ล คาควบกล้า คาที่มีอักษรนา รจู้ ัก
จงั หวะในการอา่ นให้ถกู วรรคตอนฝกึ จนอ่านคล่อง
4. การอ่านเพื่อศึกษาหาความรู้ รู้จักวิธคี ้นคว้าหาความรู้จากแหล่งข้อมูลต่างๆ ทักษะน้ีเหมาะที่จะใช้
กบั เดก็ ในชั้นประถมศกึ ษาตอนปลายไปจนถงึ ชั้นท่ีสูง
5. ฝึกให้เด็กมีนิสัยรกั การอ่าน ครจู ัดบรรยากาศในช้นั เรียนเพ่ือกระตุ้นให้เด็กอ่านหนังสือ จดั กจิ กรรม
ต่างๆ ที่เชิญชวนให้เด็กอยากอ่าน ข้อสาคัญคือ ครูต้องเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เด็ก อ่านหนังสือหลากหลายนามาเล่าให้
เดก็ ฟงั
6. การอ่านเพ่ือให้คุณค่าและเกิดความซาบซึ้ง นั้นคือการสอนอ่านวรรณคดีและวรรณกรรมสาหรับ
เดก็ ให้เด็กเห็นประโยชน์ที่ได้รับจากการอา่ นเพ่อื นามาใช้ในชวี ิตประจาวนั ให้เด็กรู้รสไพเราะของการอา่ นรอ้ ยกรอง
ตา่ งๆ การอ่านวรรณคดีทจี่ ดั ไว้ให้เด็กแตล่ ะช้ันเพ่อื ใหเ้ ห็นความงดงามของภาษา
สรุปการสอนอ่าน หมายถึง การเริ่มตน้ ดว้ ยการสอนให้เด็กรู้จัก จาพยญั ชนะ สระ และออกเสียงให้
ถูกต้อง จากน้ันจึงเริ่มให้ออกเสยี งคาท่ีประสมดว้ ยสระเสยี งยาว อา่ นเป็นคาท่เี ดก็ คุ้นเคย จากน้ันจึงสอนอ่านเปน็
ประโยคส้ันๆ และใหเ้ ด็กอา่ นแบบสะกดคา และสรา้ งคาใหม่ในอนั ดับตอ่ ไป

18

ปัจจยั ท่ีมีผลต่อกำรอำ่ น

นกั วชิ าการได้กล่าวถึงปัจจัยท่มี อี ิทธิพลตอ่ การอ่านไว้ ดงั ต่อไปน้ี
วรรณี โสมประยูร (2553 : 137-138) กลา่ วว่า
1. ตัวเดก็

1.1 ทางด้านร่างกาย ได้แก่ ตา ปาก ล้ิน โดยสุขภาพของเด็ก แตกต่างกัน เช่น สายตาส้ัน สายตายาว
สายตาเอียง ตาบอดสี ล้ินไก่สิ้น ริมฝีปากแหว่ง เพดานโหว่ เจ็บไข้บ่อย แพ้อากาศสิ่งต่างๆ เหล่าน้ีทาให้ทักษะ
การอา่ นของเดก็ แตกต่างกนั ครคู วรเขา้ ใจและหาแนวทางแก้ไข

1.2 ทางด้านสติปญั ญา เด็กมองเห็นภาพ ความสมั พันธ์ของภาพและตวั อักษร การตคี วาม แปลความและ
ขยายความไดแ้ ตกต่างกนั ครูตอ้ งใช้กิจกรรมที่แตกตา่ งกัน เพอื่ ชว่ ยพัฒนาทกั ษะการอ่านให้เหมาะสมกบั เด็ก

1.3 ทางด้านส่ิงแวดลอ้ ม สิง่ แวดล้อมท้งั ทางบ้าน ทางโรงเรยี น และในชุมชนของเดก็ แตกตา่ งกนั ครูตอ้ งมี
ความรู้ความเขา้ ใจเพอื่ จะหาวธิ ีจัดประสบการณ์ส่วนที่ขาดให้กับเดก็ บางกลุ่ม และหากิจกรรมท่ีจะชว่ ยให้เด็กที่อยู่
ในสิง่ แวดล้อมทไี่ ม่ดีให้สามารถพัฒนาทกั ษะการอ่านให้สงู ข้นึ

2. ตวั ครู
2.1 บุคลิกภาพของครู ครูผู้สอนจะต้องมีบุคลิกภาพในการพูดภาษาไทยถูกต้อง ชัดเจน อ่านถูกต้องตาม

อักขรวิธี รวมท้ังควรแตง่ กายใหป้ ระณีตและสวยงาม
2.2 ความรู้ของครู ครูต้องมีความรู้ ความเข้าใจในเน้ือหาของภาษาไทยให้ถูกต้องอย่างดี มีความรู้เร่ือง

หลักสูตรภาษาไทย รู้จุดมุ่งหมายของการอ่าน มีความรู้ในกลวิธีการสอน มีความเขา้ ใจในความหมายของการอ่าน
รู้ความต้องการและความสนใจของเด็ก มีความรู้เก่ียวกับพัฒนาการในการอ่านภาษาของเด็กและสภาพแวดล้อม
ของเด็กดว้ ย จะช่วยทาใหก้ ารอา่ นประสบผลสาเร็จ

2.3 ความสามารถของครู ครูต้องมีความสามรถในการอ่าน การร้อง การเล่น การคิดอย่างสร้างสรรค์
มีลักษณะความเปน็ ผูน้ าที่ชว่ ยใหเ้ ด็กรัก ศรัทธาและเรียนรไู้ ด้ดี

2.4 ภาษาและสาเนยี งการพูดของครู ครตู ้องพดู ให้สภุ าพ ออ่ นโยน และร้จู กั ใช้จิตวทิ ยาในการพูด
2.5 ความศรัทธาในการสอนและความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของครู หน้าที่และความรับผิดชอบเป็น
สงิ่ สาคญั สาหรบั ความเป็นครู หากครมู สี ่ิงเหลา่ นีด้ กี ็จะมผี ลดเี รื่องการสอนอา่ นด้วย
2.6 การปกครองของครู ครจู ะต้องยุติธรรม ใช้วิธีการแบบประชาธิปไตยมาปกครองเด็กและมีความเป็น
กันเองกับเดก็

2.7 การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครู ครูควรจัดกิจกรรมให้นักเรียนมีส่วนร่วม มีการเสริมแรง

มีบรรยากาศสนุกสนานและเป็นธรรมชาติ รู้จักสร้างอารมณ์เป็นสุข และความคิดสร้างสรรค์ โดยการใช้กิจกรรม
ท่ีเหมาะสมกับระดับวฒุ ภิ าวะของนักเรยี น

19

กระบวนกำรเรมิ่ ต้นสอนภำษำไทยท่ีไดผ้ ล

ถา้ สังเกตในระดับประถมต้น จะเห็นว่าเด็กๆ ชอบเพลงทม่ี ีการเคาะ เขย่า ตี ชอบเพลงและบทคล้องจอง
ประเภท “จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า ขอข้าวขอแกง ขอแหวนทองแดง ผูกมือน้องข้า” ความจริงของเด็กชอบเล่นกับ
ภาษาแบบนี้มีมาตั้งแต่วัยอนุบาลแล้ว จะยงั คงอยู่ประถมต้น แล้วค่อยๆ ลดลงในวัยประถมปลายและสังเกตได้ว่า
เด็กๆ ชอบบทคล้องจองประเภทเล่นคาจนตลกขบขันมาก แสดงว่าสมองเริ่มพัฒนาความสามารถรับรู้และ
สร้างสรรคท์ างภาษาพอที่จะล้อเลียนและเล่นคาเด็กๆ จะชอบเลน่ คาสัมผสั อักษรต่างๆ เลน่ เกมสัมผัสคาพร้อมกับ
เปล่ียนท่าทางของมือและเท้าอย่างรวดเร็ว เช่น “กรรไกร ไข่ ผ้าไหม ไข่หน่ึงใบ สองบาทห้าสิบ ห้าสิบ สองบาท
หนึ่งใบ ไข่ ผ้าไหม ไข่ กรรไกร” เด็กๆ คิดจังหวะประกอบการเล่นเอง บางคนอาจใช้เคร่ืองเล่นดนตรีง่ายๆ
เช่น กลอง ไม้ เพือ่ ช่วยในการทาจงั หวะให้นา่ สนใจ บางคนกา้ วไกลไปถึงข้ันคียบ์ อรด์

เด็กอายุ 7–9 ขวบ มีพัฒนาการทางสมองซีกซ้ายชัดเจนมาก เช่นเดียวกับการมีทักษะในการสะกดคา
เด็กวัยน้ีเริ่มสนใจรายละเอียดต่างๆ ของมวล ในขณะที่วัยก่อนหน้าน้ี สนใจหรือรับประสบการณ์นี้แบบรวมๆ
ด้วยเหตผุ ลน้ี เด็กอายุ 7–9 ขวบ จงึ เป็นวัยแห่งความพรอ้ มทจ่ี ะเข้าสูก่ ารเรียนรู้จากส่งิ ทเ่ี ปน็ รูปธรรม

การเรียนภาษาต้องสนใจประเด็นน้ี คือ เด็กต้องมีประสบการณ์รูปธรรมหรืออย่างน้อยต้องเรียนภาษา
เช่ือมโยงกับภาพและเร่ืองราว เด็กวัยน้ีเรียนรู้ได้ดีที่สุด ในกิจกรรมที่ใช้มือและเสียงการปฏิสัมพันธ์กับส่ิงอ่ืน
จึงยังอยู่ในระยะต้น เด็กยงั ถอื เอาตัวเองเป็นศูนยก์ ลาง และด้วยเหตุผลท่ีมคี วามแตกตา่ งกันเล็กนอ้ ยระหว่างสมอง
ของเด็กหญิงและเดก็ ชาย จงึ ทาใหเ้ ดก็ หญงิ มีแนวโนม้ พัฒนาทกั ษะทางภาษาได้ดี

ขน้ั ที่ 1 อำ่ นใหฟ้ งั
1. สอนและฝกึ ฝนใหเ้ ด็กใช้ภาษาเพื่อการฟังและการอ่าน ดงั ตอ่ ไปนี้
ก. ฟังและอ่าน บทรอ้ งเล่น บทคลอ้ งจอง บทกล่อมเดก็ และบทเพลงงา่ ยๆ เป็นตน้
ข. ทอ่ งจาบทร้องเล่น และบทรอ้ ยกรองตา่ งๆ ทไี่ พเราะ สนกุ สนานหรือน่าสนใจ
ค. อ่านและเล่าเรื่องนิทาน เร่ืองจริง และเร่ืองในจินตนาการง่ายๆ ที่ใช้ภาษาอ่านง่าย ต้องเร่ิมใช้

คาจานวนนอ้ ย
เมื่อเร่ิมต้นก้าวสู่โลกของการอ่าน เด็กต้องการหนังสือท่ีจับใจ จูงใจให้อ่านและอ่านสนุกท่ีสาคัญต้องอยู่

บนพ้ืนฐานความสามารถทางภาษาท่ีมีอยู่บ้างแล้วสาหรับเด็กจานวนมากท่ัวโลก บทร้องเล่น อาขยาน และเพลง
เด็ก เป็นบทต้ังต้นที่ดี เพราะเด็กคุ้นมาก่อนแล้วท่ีบ้านและในกลุ่มเพื่อนๆ การเช่ือมโยงบรรยากาศและความร้สู ึก
แหง่ ความอบอนุ่ และปลอดภัย นคี่ ือจุดตั้งตน้ ที่เด็กจะอา่ นได้เป็นผลสาเร็จ

สิ่งสาคัญก็คือ หนังสือเล่มแรกๆ ของเด็กมักเขียนในรูปคาสัมผัสคล้องจอง ด้วยคาง่ายสัมผัสไพเราะ
จาไดร้ วดเร็ว เพยี งแต่อ่านดังๆ ให้ฟังไม่กีเ่ ที่ยว เด็กสว่ นใหญ่ จะสามารถเข้ารว่ มได้ด้วยปากเปล่าก่อน หรอื อา่ นซ้า
ในทส่ี ุดก็จาไดห้ มด

การอ่านให้ฟังหรือรอ้ งเพลงให้ฟัง เป็นส่ิงสาคัญเพ่ือนาเสนอเรื่องราวทีส่ มองสนใจโดยเน้นความสาคัญใน
ลลี าและรปู แบบตา่ งๆ ในภาษา เดก็ ตอ้ งการต้นแบบการอ่านออกเสียงและจงั หวะจะโคนทีช่ ัดเจน ที่จะทาให้สมอง
ซึมซับโดยตรง แทนทีจ่ ะใชก้ ารอธิบาย การฝึกจงั หวะ โดยขาดต้นแบบทาใหเ้ ดก็ สร้างความเชอ่ื มโยงดา้ นเสียงไม่ได้

20

ข้นั ที่ 2 อำ่ นด้วยกนั
การอ่านด้วยกัน คือ เด็กอ่านร่วมกับครู เช่น อ่านคลอหรืออ่านตามนับเป็นความเข้าใจความสัมพันธ์

ระหว่างตัวอักษรและเสียงอ่าน โดยการอ่านออกเสียงต้องสอนเด็กให้ฝึกฟังเสียง สัมผัส เสียงคล้องจอง
หรือเรอ่ื งราวทีป่ ระโยคใชโ้ ครงสร้างซ้าๆ ซึง่ จะมผี ลให้ “การรภู้ าษา” เกิดขึ้นมาตามธรรมชาตใิ นตวั เดก็

การอ่าน เร่ิมจากการให้เด็กฟังครูอ่านบทคล้องจอง นิทานหรือเรื่องราวสนุกที่มีภาพประกอบชัดเจน
ให้เด็กดูตามตัวหนังสือและรูปภาพจากหนังสือท่ีครูอ่าน เพ่ือสมองจะได้สร้างความสัมพันธ์ ระหว่างภาพท่ีเห็นกับ
ความหมายของคาจากภาพ ทาใหเ้ ด็กเข้าใจคาศัพท์ ลกั ษณะเสยี งท่ีเกิดจากการเรียงตวั ของอักษรในคาและจังหวะ
จะโคนการฟังเข้าใจจะเกิดข้ึนก่อน ส่วนการอ่านได้ตามมาทีหลัง บางทีช้ากว่ากันหลายเดือน ก็ไม่ใช่ส่ิงที่ต้องวิตก
การอ่านด้วยกันสาคัญคือเด็กได้เปล่งเสียงออกมา เช่น เด็กอ่านข้อความว่า “เอ้าเฮพวกเรา เร็วเข้าจับปลา”
เสียงท่ีเด็กอ่านตามครูหรือ อ่านเดี่ยวในห้องจะดัง และเด็กจะได้ยินเสียงตัวเองสมองรับรู้เสียงที่เปล่งออกมาจาก
ลาคอ เป็นการป้องสัญญาณเสียงกลับสู่สมองอีกคร้ังหน่ึง ทาให้การรับรู้การอ่านเกิดขึ้นอย่างถาวรในสมองเด็ก
แต่ถ้าเป็นการอ่านตามครูแบบนกแก้วนกขุนทอง คือ ขยับปากอ่านแต่ใจของเขาไม่ได้อยู่ท่ีน่ัน (อีกท้ังไม่รู้ว่าอ่าน
อะไร) การอา่ นออกเสยี งนจ้ี ะไร้ความหมาย

การพัฒนาทักษะการอ่านจนอ่านได้คล่อง ถูกต้อง พร้อมกับเข้าใจส่ิงที่อ่านและรู้สึกเพลิดเพลิน จะทาให้
เด็กรักการอ่านมากข้ึน เริ่มต้นฝึกให้เด็กอ่านหนังสือสาหรับเด็ก ให้อ่านพร้อมกับครูหลังจากน้ันให้เด็กฝึกอ่านกับ
เพ่อื น หนังสือที่เด็กวัยนี้ควรอา่ นมีทง้ั นิทาน หนังสือภาพ เรอื่ งเล่าหรอื เรอ่ื งราวท่ีมคี าสัมผัส

ข้ันที่ 3 กำรอ่ำนในใจ และกำรอำ่ นเองเงยี บๆ
การอ่านในใจ และการอ่านเองเงียบๆ เกิดขึ้นหลังจากฟังครูอ่าน และการพยายามอ่านออกเสียง

การอ่านในใจและการอ่านเองเงียบๆ เกิดข้ึนตั้งแต่เด็กเร่ิมสนใจหนังสือ การอ่านในใจอาจเร่ิมต้นจากการอ่าน
คนเดียวหรืออ่านคู่กันก็ได้ ถ้าเด็กสมัครใจ จะจับคู่กันอ่าน เขาอาจจะช่วยเหลือกันเองในการอ่านได้ การอ่านเอง
เงยี บๆ ค่อยๆ เกิดขน้ึ เมอื่

1. เดก็ สนใจท่จี ะหยิบหนังสือขน้ึ มาพลิกดู แมจ้ ะยังอ่านไม่เขา้ ใจ
2. เดก็ สนใจที่จะลองอ่าน โดยอาศัยความจาเชอ่ื มโยงมาจากความทรงจาจากการฟัง

เด็กฟังผู้ใหญ่อ่านหรือฟังครูอ่านอาจไม่เข้าใจนักแต่ก็สนใจน่ังพลิกอ่านอาจเร่ิมต้นจาก 5 นาที
10 นาที และภายหลงั ค่อยๆ ขยายเวลาอ่านนานขึน้

หนังสอื ทเ่ี ด็กจะอ่านในใจ มักเป็นหนงั สอื ท่ีคุ้นเคยมาก่อน อ่านง่าย เน้อื หาไม่ยาก และมภี าพประกอบ
ที่ช่วยให้เข้าใจคาศัพท์ในเรื่อง และที่สาคัญต้องเป็นหนังสือที่มีคุณภาพดีมาก น่าสนใจ จนเด็กกระหายท่ีจะอ่าน
เพราะการอ่านเป็นการบันเทิงใจที่ต้องแข่งขันกับส่ืออ่ืนๆ เช่น โทรทัศน์ เกม เป็นต้น เด็กอาจเปรียบเทียบความ
บันเทิงจาก การอ่านกับการดูโทรทัศน์ซึ่งถ้าหนังสือน่าเบ่ือ ก็ยากจะจูงใจให้เด็กสนใจอ่าน ลองจัดหาหนังสือ
หลากหลายมาใหเ้ ด็กอา่ น เช่น หนงั สอื นทิ านประกอบภาพ หนังสือตลก หนังสอื เก่ยี วกับสัตว์ เป็นต้น เพราะเด็กมี
ความสนใจแตกต่างกัน และหลีกเล่ียงหนังสอื ท่ีมคี าศพั ทย์ ากเกินไป

21

สอนอย่ำงไรให้อ่ำนออก

การอ่านออกเป็นการที่สลับซับซ้อนมาก ครูจะต้องหาวิธีการสอนท่ีหลากหลายมาสอนจนเด็กสามารถ
อา่ นออกได้ด้วยตนเอง โดยครูเป็นเพียงผชู้ ี้แนะเท่าน้ัน ถา้ เดก็ สามารถเดาคาถูกตอ้ งมากเท่าใด เด็กคนนั้นก็จะเป็น
คนอ่านเกง่

การเริ่มต้นสอนอ่านจะต้องสอนให้เดก็ อ่าน อ่านออกเปน็ คาและรูค้ วามหมายของคาน้ันเสยี กอ่ น เพ่ือเป็น
พื้นฐานในการอ่านขัน้ ตอ่ ไปคอื อ่านเป็นวลี เปน็ ประโยค เป็นเร่ืองราว อา่ นจบั ใจความ

วิธีการสอนท่ีจะเสนอต่อไปนี้ เป็นการอ่านข้นั พนื้ ฐาน การอา่ นเป็นคาและรคู้ วามหมายของคา

วิธที ี่ 1 กำรสอนอำ่ นจำกภำพ
เมอื่ เดก็ เรม่ิ หดั อา่ น จะอา่ นจากรูปภาพเสยี กอ่ น แลว้ จึงนาไปสกู่ ารอ่าน เป็นตัวอักษรในระยะแรกนี้

รปู ภาพจงึ มคี วามจาเป็นอย่างยง่ิ ในการนามาเปน็ สื่อการสอนเด็กจะเดา คาอ่านนั้นจากรปู ภาพ
รูปภาพจะเป็นส่ิงชี้แนะให้เด็กอ่านคาน้ันออกด้วยตนเองโดยครู ไม่จาเป็นต้องอ่านนาเลย
เมอ่ื เดก็ ฝกึ อ่านบ่อยๆ จนเกิดความชานาญ เดก็ จะอ่านไดเ้ องโดยไมต่ อ้ งอาศยั รปู ภาพอีกเลย

วิธีท่ี 2 กำรอ่ำนจำกรูปร่ำงของคำ
เด็กจะจดจาส่ิงใดภาพรวม ยังไม่มีความสังเกต ละเอียด ถี่ถ้วนมากนัก เช่น เด็กเห็นสัตว์ตัวโตๆ มงี วงยื่น
ออกมาก็จะรู้ว่าเป็นช้าง การอ่านก็เช่นเดียวกัน ถ้าเด็กเห็นรูปร่างคาโดยส่วนรวมก็จะจาได้ จะนาไปเปรียบเทียบ
กับคาท่ีเคยอ่านออกแล้วคาใดที่มีรูปร่างคล้ายคลึงกันก็จะสามารถเดาได้ว่าอ่านอย่างไร การสอนแบบน้ี ครูต้อง
ตีกรอบคาท่ีให้เด็กมองเห็นรูปร่างของคาได้อย่างชัดเจน เน้นการฝึกให้เด็กได้สังเกตรูปร่าง ของคาว่า
มสี ่วนประกอบอะไรบา้ ง

ตวั อยำ่ ง

หนู หมู เรือ เสือ

โต โบ บิน กนิ

22

วธิ ีท่ี 3 กำรสอนอำ่ นโดยเดำคำจำกบริบท
บริบทที่ใช้กบั เด็กเล็กมกั เป็นปริศนาคาทาย เพราะเป็นสง่ิ ที่เด็กชอบมาก หากครูต้องการให้เด็กอ่านคาใด
ก็สร้างเป็นปริศนาคาทายมาเล่นทายกัน เม่ือเด็กตอบคาทาย ได้ถูกต้องก็สามารถอ่านคาน้ันออก นอกจากอ่าน
ออกแล้วยังเกิดความสนุกสนานอีกด้วย
ตัวอย่ำง คาทใ่ี ช้ สระอะ
1. ฉันเป็นพืชผักสวนครวั เน้ือตัวเป็นตะป่มุ ตะปา

แตม่ ีคณุ ค่าล้าเลศิ คั้นเอานา้ แม้ขมหนอ่ ยแตอ่ รอ่ ยดี (มะระ)
2. ฉนั เปน็ ของใช้มไี ว้ในครวั เอาไวผ้ ดั หรอื ควั่

ทวั่ ทกุ บา้ นต้องมี (กระทะ)
3. ฉนั เปน็ อาหารไทยใครๆ กร็ จู้ ักตานา้ พรกิ อรอ่ ยนกั

กินกบั ผกั และปลาทู (กะปิ)
วิธที ี่ 4 กำรสอนอ่ำนแบบแจกลูกและอำ่ นสะกดคำ/กำรสอนโดยวธิ ปี ระสมอักษร
เป็นการสอนท่ีใช้กันมาต้ังแต่อดีตจนถึงปัจจุบันท่ีแสดงถึงภูมิปัญญาการสอนอ่านแบบไทยซึ่งทาให้เด็ก
อ่านหนังสือไทยได้แตกฉานวิธีหน่ึงวิธสี อนแบบน้ีเป็นการนาพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ มาประสมกัน แล้วฝึกอ่าน
แบบแจกลูก การอ่านแบบสะกดคา เป็นการสอนอ่านท่ีเน้นการฟังเสียงของพยัญชนะต้น สระ ตัวสะกดและ
วรรณยุกต์ที่นามาประสมกันเป็นคา เมื่อฝึกฝนบ่อยๆ จนชินหูก็จะอ่านได้ถูกต้องแม่นยาการอ่านแบบแจกลูก
เปน็ การอา่ นโดยยึดพยัญชนะต้นเป็นหลกั ยดึ สระ เป็นหลกั หรอื ยึดสระและตัวสะกดเป็นหลกั เช่น

ยดึ พยัญชนะตน้ เป็นหลกั – ะ –า –ิ –ี –ึ –ื –ุ – ู

ก กะ กา กิ กี กึ กอื กุ กู

ข ขะ ขา ขิ ขี ขึ ขือ ขุ ขู

ค คะ คา คิ คี คึ คือ คุ คู

ยึดสระเปน็ หลกั กจตอขสมย

–า กา จา ตา อา ขา สา มา ยา

–ี กี จี ตี อี ขี สี มี ยี

–ู กู จู ตู อู ขู สู มู ยู

ยดึ สระและตวั สะกดเปน็ หลัก ก จ ต อ ข ส ม ย

–าง กาง จาง ตาง อาง ขาง สาง มาง ยาง

–าน กาน จาน ตาน อาน ขาน สาน มาน ยาน

–าด กาด จาด ตาด อาด ขาด สาด มาด ยาด

23

วธิ ีที่ 5 กำรสอนอ่ำนโดยใหร้ ู้หลกั ภำษำ
วิธีน้ีดูเหมือนจะยากสาหรับเด็กท่ีเร่ิมเรียนเพราะจะต้องเข้าใจหลักภาษา หลายเร่ืองต้องรู้โครงสร้างของ
คาว่าประกอบดว้ ยอะไรบ้าง เด็กจะต้องเรียนรเู้ รอ่ื งพยัญชนะ สระตัวสะกดและหลักเกณฑ์อย่างอ่ืนๆ อีกมากมาย
ครูจึงต้องหาวิธีท่ีหลากหลาย สอนให้สนุกสนาน มีกิจกรรมท่ีน่าสนใจให้รู้หลักภาษาง่ายๆ ด้วยวิธีง่ายๆ ท่ีเด็กๆ
ชอบ เช่น เลา่ นทิ าน ร้องเพลง เล่นเกม เป็นตน้

วธิ ที ี่ 6 กำรสอนอ่ำนตำมครู
วิธีน้ีเป็นการสอนที่ง่าย ครูส่วนใหญ่ชอบมาก ถ้าครูไม่คิดพิจารณาให้ดีว่า เมื่อใดควรสอนด้วยวิธีนี้
จะเป็นอันตรายต่อเด็ก ครูจะใช้วิธีนี้ต่อเมื่อเป็นคายาก คาที่มีตัวสะกดแปลกๆ หรือครูได้ใช้วิธีอื่นแล้วเด็กยังอ่าน
ไม่ได้สาหรับช้ัน ป.1 ครูอาจใช้วิธีนี้ได้ โดยครูอ่านนาแล้วให้นักเรียนอ่านตามเม่ือเด็กอ่านได้แล้ว จึงฝึกให้อ่าน
เป็นกลุ่ม เป็นรายบุคคล การอ่านบทร้อยกรองนั้น ครูจาเป็นต้องอ่านนาก่อนเพ่ือให้รู้จังหวะและลีลาการอ่าน
บทรอ้ ยกรองตามประเภทของคาประพันธน์ นั้ ๆ
วิธีการสอนทั้ง 6 วิธีนี้ ครูควรนาไปประยุกต์ใช้ให้ผสมผสานให้เหมาะสมแก่วัยของเด็กจะทาให้เด็ก
อ่านออก อ่านเก่งต่อไปครูจึงสอนอ่าน วลี ประโยค ข้อความ เร่ืองราวส้ันๆ และการฝึกการอ่านจับใจความใน
ลาดบั ตอ่ ไป

กำรสอนอ่ำนจำกบทอ่ำน

ตัวอย่ำง (บันลือ พฤกษะวนั . 2534 : 88 – 89)

เตา่ ตวั หนง่ึ ไดข้ า่ ววา่ เตา่ เคยวง่ิ ชนะกระตา่ ยมา
มันอยากแขง่ ฝีเทา้ ดูว่าใครจะวิ่งเร็วกวา่ มัน
มนั จงึ ไปท้าหมา ให้ลองว่งิ แขง่ กับมนั
เตา่ วงิ่ แข่งกบั หมา เตา่ ว่งิ สู้หมาไม่ได้
มันจึงไปท้าแขง่ กับแมว มนั กแ็ พแ้ มว
มันไปท้าหมู มนั ก็แพ้หมูอีก
เตา่ คิดได้วา่ หมา แมว หมู ขายาวกวา่ มนั
มนั อยากลองแข่งในนา้ ดบู า้ ง มันพบเป็ดอีก
เตา่ เห็นปลาไม่มขี า มนั คิดว่า มนั จะชนะปลา
เตา่ วา่ ยนา้ แขง่ กบั ปลา เตา่ ก็แพป้ ลาอีก
เตา่ ไปทา้ ขอนซงุ คราวนีเตา่ ชนะขอนซุง

ขอนซงุ ยิมเยาะมนั และว่า “ข้าไม่มีแขนขา เจ้าจึงชนะ”

24

เป้ำหมำย
1. อา่ นคาในมาตราแม่กน แม่เกอย แมเ่ กอว
2. แจกคาและเขา้ ใจความหมายในรูปประโยค
3. ใช้คาท่แี จกแจงแตง่ ประโยค

กิจกรรมกำรเรยี นรู้

1. สนทนาถงึ นทิ านเรอ่ื งกระต่ายกบั เต่า จากนิทานอีสป

2. อภิปรายถงึ สาเหตทุ ่เี ต่าชนะกระต่ายได้ ใหน้ กั เรียนเข้าใจตรงกันถงึ สาเหตุท่เี ตา่ ชนะกระตา่ ย

3. นกั เรียนดูภาพสตั วใ์ นแผนภูมกิ ารอา่ นวา่ มสี ตั วอ์ ะไรบา้ งที่เตา่ ไปท้าแขง่ ขนั ให้นักเรยี นลองเดา

เหตุการณด์ ู

4. นักเรียนอ่านทีละประโยค โดยการเดาข้อความในประโยค ถ้าคาใดอ่านไม่ได้ครูฝึกอ่านแบบสะกด

ตัวอา่ นนา อ่านตาม 2 จบ

5. ชว่ ยกนั สรปุ เรอื่ งและหาสาเหตทุ ่เี ตา่ ไม่สามารถชนะสัตว์อื่นได้

6. แจกคาอ่าน เพื่อให้สามารถสะกดตัวอา่ นให้ถกู ต้องรวดเรว็

ชนะ ชนดิ ชบา

อกี หลกี ฉีก ปีก

หมึก หมวก หมอก หมาก

หยิก หยวก หยอย

ท้าทาย สาย สบาย

ทานาย ทาลาย แตง่ กาย

ยาว หนาว ก้าวร้าว ก้าวหนา้

ผวิ ทวิ ฉวิ หิว

ฯลฯ

7. ฝกึ ใชค้ าทแี่ จก แต่งประโยคด้วยคาพดู เชน่ ปากกาไม่มีหมึก พี่หยกิ น้อง

8. เล่นเกมแขง่ ขนั ตกเบด็ บตั รคา

9. ฝกึ คดั แผนภูมิการอ่าน ครูจับเวลาในการคดั ให้เร็วขึน้ ช่วยแก้ไขให้สวยงาม

10. แจกบัตรคาท่นี ักเรยี นเรยี น 2-3 บัตร ให้นกั เรียนแต่งประโยค 4-5 ประโยค

11. รอ้ งเพลงสรปุ บทเรือ่ ง

12. เล่นเกม ตอ่ คาแข่งขนั

13. เทียบอา่ นคาอา่ นในหนงั สือเรียนภาษาไทย

14. ฝึกเขยี นตามคาบอกคร้ังละ 5-6 ประโยค โดยใช้เสียงพาไป

25

กำรแจกลูกและสะกดคำ

การอ่านแจกลูกและสะกดคาเป็นกระบวนการข้ันพ้ืนฐานของการนาเสียงพยัญชนะต้น สระ วรรณยุกต์
และตัวสะกดมาประสมประสานกัน ทาให้ออกเสียงคาต่างๆ ที่มีความหมาย ในภาษาไทยการแจกลูกและ
การสะกดคาบางครั้งเรียกรวมกันว่า “การแจกลูกสะกดคา” เพราะในการสอนแจกลูกสะกดคาจะดาเนินไป
ด้วยกันอย่างกลมกลืน เพอื่ ให้นักเรียนได้หลักเกณฑ์ทางภาษาท้ังการอ่านและการเขียนไปพรอ้ มกนั

กำรแจกลกู
การแจกลูกมคี วามหมายมี 2 นยั ดงั น้ี
นัยแรก หมายถึง การแจกลูกในแม่ ก กา กง กน กม เกย เกอว กก กด และ กบ การแจกลูกเริ่มจาก

การจาและออกเสียงพยัญชนะและสระ จากน้ันเริ่มแจกลูกในแม่ ก กา (ไม่มีเสียงสะกด) ซึ่งเป็นการสะกดคา
ทลี ะคาไล่ไปตามลาดับของสระเรยี กวา่ แจกลูกแลว้ จึงอา่ นโดยไมส่ ะกดคา

นัยที่สอง หมายถึง การเทียบเสียง เป็นการแจกลูกวิธีหน่ึง เม่ืออ่านคาได้แล้วให้นารูปคามาแจกลูก โดย
การเปลี่ยนพยัญชนะตน้ หรืพยัญชนะทา้ ย เชน่ บ้าน เมอ่ื เปลย่ี นพยัญชนะตน้ จะไดค้ าว่า ก้าน ตา้ น รา้ น เปน็ ตน้

วธิ ีการเทยี บเสยี ง วิธนี มี้ ีหลกั การ คอื
1. อา่ นสระเสยี งยาวก่อนสระเสียงสนั้
2. เปลีย่ นพยญั ชนะต้นและพยญั ชนะท้าย
3. นาคาท่ีอา่ นมาจดั ทาแผนภมู กิ ารอ่าน เช่น

เปลยี่ นพยัญชนะต้น เชน่ มา
กา ตา นา หู
ดู ปู ถู
เปลี่ยนพยญั ชนะท้าย เชน่ คาว
คาง คาน คาย วาว
วาง วาน วาย

26

กำรสะกดคำ
การสะกดคา หมายถึง การอ่านโดยนาเสียงพยัญชนะต้น สระ วรรณยุกต์ และตัวสะกดมาประสมเป็น

คาอ่าน
วิธีการสะกดคามีหลายวิธี ถ้าสะกดเพื่ออ่านจะสะกดคาตามเสียง ถ้าสะกดเพื่อเขียนจะสะกดคาตามรูป

และการสะกดคาจะสะกดเฉพาะคาทเ่ี ป็นคาไทยและตัวสะกดตรงตามรปู
1. วิธีการสะกดคาตามรูปคา
กา สะกดว่า กอ-อา-กา
คาง สะกดวา่ คอ-อา-งอ-คาง
บ้าน สะกดว่า บอ-อา-นอ-บาน-ไมโ้ ท-บา้ น
2. วิธีสะกดคาท่ีมีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราตัวสะกด คาที่สะกดไม่ตรงตามมาตราตัวสะกดจะเป็น

คาที่มาจากภาษาต่างประเทศ เช่น คาที่มาจากภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต ภาษาเขมร ภาษาอังกฤษ เป็นต้น
วิธกี ารสอนอ่านและเขยี นมีวธิ ี ดังน้ี

2.1 ดูรปู คาและอ่านออกเสียงให้ถกู ต้อง
2.2 จารูปและรู้ความหมายของคา
2.3 รู้หลกั การสะกดคา เชน่

แม่ กง ใช้ ง สะกด
แม่ กน ใช้ น ร ล ฬ ญ ณ สะกด
แม่ กบ ใช้ บ ภ พ ป ฟ สะกด
คาที่สะกดไม่ตรงตามมาตราท่ีจะไม่สะกดคา แต่ใช้หลักการสังเกตรูปคาและรู้หลักการสะกดคา
เช่น คาวา่ เหตุ ออกเสียงตัวสะกดแม่ กด
3. วิธีการสะกดควบกล้า มีวิธีสะกด 2 วิธี คอื
3.1 การสะกดคาเพอื่ อ่านจะมุง่ ทเี่ สยี งของคาด้วยการอ่านอกั ษรควบก่อนแล้วจงึ สะกดคา เชน่
กราบ สะกดวา่ กรอ-อา-บอ-กราบ
ครอง สะกดว่า คอ-ออ-งอ-ครอง
3.2 การสะกดคาเรียงพยญั ชนะต้น วิธนี ้ใี ช้ในการสะกดคาเพือ่ เขยี น เชน่
กรอง สะกดวา่ กอ-รอ-ออ-งอ-กรอง
ปลาย สะกดว่า ปอ-ลอ-อา-ยอ-ปลาย

27

4. วธิ กี ารสะกดคาท่มี ีอกั ษรนา มีวธิ ีการสะกดคา ดงั น้ี
4.1 ห นำ ย ร ล ว ให้ออกเสียงพยัญชนะนาก่อน เช่น หน ออกเสียง หนอ หย ออกเสียง หยอ

เป็นต้น แล้วจึงสะกดคา เช่น หยา สะกดว่า หยอ-อา-หยา หนู สะกดว่า หนอ-อู-หนู ให้เห็นว่าอักษรตัวแรก
มอี ิทธิพลตอ่ อักษรตวั ที่สอง ส่วนการสะกดคา เพื่อมุ่งเขียนสะกดคาให้ถูกต้องอาจจะสะกดแบบเรียงพยัญชนะ เช่น
หนู สะกดว่า หอ-นอ-อ-ู หนู

4.2 อ นำ ย ให้ออกเสียง อย เป็นเสียง ย แล้วสะกดคา เช่น อย่า สะกดว่า ยอ-อา-ยา-ยา-เอก-อย่า
หรือจารปู คาท้ัง 4 คา ไดแ้ ก่ อยา่ อยู่ อยา่ ง อยาก

4.3 การสะกดคาอักษรสูงนาอักษรต่าเด่ียว หรืออักษรกลางนาอักษรต่าเด่ียว เช่น สง–สน–สม–ผล–
กล–ถง–ตล เป็นต้น ให้ออกเสียงนาก่อน แล้วจึงสะกดคาเพ่อื ออกเสียงใหถ้ กู ตอ้ ง เช่น เสมอ สะกดว่า สะหมอ-เออ-
สะ-เหมอ สนอง สะกดว่า สะหนอ-ออ-งอ-สะ-หนอง หรือจะสะกดคาเรียงตัวพยัญชนะเพื่อมุ่งเขียนคาให้ถูกต้อง
เช่น เสมอ สะกดวา่ สอ-มอ-เออ-สะเหมอ สนอง สะกดว่า สอ-นอ-ออ-งอ-สะหนอง

5. วธิ ีการสะกดคาสระเปลีย่ นรูปและลดรปู
สระโอะ มีตัวสะกด จาลดรูป
ลด สะกดว่า ลอ-โอะ-ดอ-ลด
สระอะ มตี ัวสะกด จะเปลย่ี นรปู เปน็ ไม้หนั อากาศ
วัน สะกดว่า วอ-อะ-นอ-วนั
สระเอะ มีตัวสะกด จะเปลี่ยนรูปโดยใช้ไม้ไตค่ ู้
เปด็ สะกดวา่ ปอ-เอะ-ดอ-เป็ด
สระเออ มีตัวสะกด จะเปลยี่ นรูป
เดนิ สะกดว่า ดอ-เออ-นอ-เดิน
สระแอะ มีตัวสะกด จะเปลย่ี นรปู
แข็ง สะกดวา่ ขอ-แอะ-งอ-แข็ง
สระอวั มตี ัวสะกด จะเปล่ียนรปู
ลวด สะกดว่า ลอ-อัว-ดอ-ลวด

6. วธิ ีการสะกดคาทม่ี ตี วั การนั ต์ การสะกดคาทีม่ ีตวั การนั ตจ์ ะใหอ้ ่านเปน็ คาแล้วสงั เกตรปู คาและรู้
กฎเกณฑต์ ามหลักภาษาว่าคาทมี่ ตี ัวการนั ต์ พยัญชนะทีม่ ตี วั การนั ต์กากับไมอ่ อกเสียง

28

แนวกำรจดั กำรเรียนกำรสอนกำรอำ่ นแจกลูกและสะกดคำ

การสอนอา่ นแจกลูกและการสะกดคาสามารถดาเนนิ การตามขน้ั ตอน ดังต่อไปนี้

อา่ นคา อา่ น อา่ นแจกลูกสะกด สรา้ งคา แตง่

ประโยค ใหม่ ประโย

ข้ันท่ี 1 อ่ำนคำ ค

การอ่านเป็นคาและให้นักเรียนรู้ความหมายของคาที่อ่าน โดยให้นักเรียนฝึกสังเกตรูปคา เช่น คาว่า

พ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อน โรงเรียน เป็นต้น จะทาให้นักเรียนสามารถจาคาและจับคู่กับภาพที่แสดงความหมายของ

คาได้ ครูอาจจะให้นักเรียนนาคาท่ีอ่านมาแต่งประโยคปากเปล่าได้เม่ือนักเรียนเรียนมากข้ึน และจาคาได้มากขึ้น

จึงเรม่ิ สอนแจกลกู สะกดคา

ข้ันที่ 2 อ่ำนประโยค
การสอนภาษาควรให้นักเรียนอ่านประโยคสั้นๆ เพื่อให้สัมพันธ์กับภาษาพูดในชีวิตประจาวันและให้

นักเรียนได้เห็นประโยชนข์ องภาษาท่ใี ชส้ ื่อสารในชวี ติ ประจาวนั เชน่

อำ
อำ มำ
อำ มำ หำ ตำ
อำ พำ สุดำ มำ หำ ตำ

ในการสอนอ่านครูควรสนทนาถงึ ความหมายของประโยคท่ีให้นักเรียนอา่ นโดยใช้คาถาม เชน่
- อาเปน็ ใคร (นอ้ งของพ่อ)
- อามาหาใคร (ตา)
- อาพาใครมาหาตา (สุดา)

29

ขั้นท่ี 3 อ่ำนแจกลกู สะกดคำ
เมอื่ นักเรยี นคุน้ เคยกับคาทีอ่ ่านพอสมควร อาจใหน้ ักเรยี นสงั เกตรปู คาที่อ่านโดยใหอ้ ่านคาทป่ี ระสม

สระอา โดยการอา่ นเปน็ คาและอ่านแจกลูกสะกดคา ดงั น้ี
3.1 อ่ำนคำ

อำ มำ หำ ตำ

3.2 อ่ำนสะกดคำ

อ–ำ-อำ สะกดวำ่ ออ-อำ-อำ
ม-ำ-มำ สะกดวำ่ มอ-อำ-มำ
ห-ำ-หำ สะกดวำ่ หอ-หำ-หำ
ต-ำ-ตำ สะกดวำ่ ตอ-อำ-ตำ
อำ มำ หำ ตำ

3.3 ให้นักเรียนสังเกตรูปรำ่ งและตำแหน่งของสระอำ โดยใชค้ าถาม เช่น
- สระอามรี ูปร่างเหมือนกับอะไร
- สระอา เขยี นอย่ตู าแหน่งใดของพยัญชนะ

3.4 ให้นกั เรียนอ่ำนแบบแจกลกู สะกดคำ ครนู าอา่ นโดยอาจใชบ้ ัตรคาหรอื ซองเลื่อนประสมคาเป็นส่ือ
ประกอบการอา่ น

ก-ำ-กำ
ข-ำ-ขำ
ค-ำ-คำ
ง-ำ-งำ
จ-ำ-จำ

3.5 อำ่ นแจกลูกสะกดคำแบบไมเ่ หน็ คำ อาจใชว้ ธิ ีออกเสียงพยัญชนะตน้ และให้นักเรียนอา่ นแจกลูก
สะกดคาสระอา ดังนี้

ครูออกเสยี ง ก นกั เรยี นสะกดวา่ ก-า-กา
ครูออกเสียง ข นกั เรยี นสะกดวา่ ข-า-ขา
ครอู อกเสียง ค นกั เรียนสะกดวา่ ค-า-คา
ครูออกเสียง ง นกั เรยี นสะกดวา่ ง-า-งา
ครอู อกเสียง จ นกั เรยี นสะกดว่า จ-า-จา

30

ขนั้ ท่ี 4 สรำ้ งคำใหม่
4.1 นกั เรียนคิดหาคาที่ประสมสระอา แล้วบอกหรือเขยี นคาบนกระดานดาหรอื ใหค้ รชู ว่ ยเขยี นคาให้
4.2 ใหน้ ักเรยี นอา่ นและสะกดคาท่ีเขียนบนกระดานดาอีกครัง้

ขน้ั ที่ 5 แต่งประโยค
ให้นกั เรยี นคดิ คาแล้วแตง่ ประโยคตามความคิดเห็นของนกั เรียน เชน่

อำ หำ ยำ ตำ ทำ ยำ
อำ พำ ตำ ไป หำ ยำ กำ มี ตำ

ตวั อย่ำงกำรสอนอ่ำนแจกลกู สะกดคำสำหรบั คำท่มี ีลกั ษณะตำ่ ง ๆ
1. คาท่ีมีสระอยหู่ น้าพยัญชนะ เช่น เก ใจ โต ไป เป็นตน้ ให้อ่านออกเสยี งพยัญชนะก่อนสระเสมอ ดังน้ี

เก สะกดว่ำ กอ-เอ-เก

ใจ สะกดว่ำ จอ-ใอ-ใจ

โต สะกดว่ำ ตอ-โอ-โต

ไป สะกดวำ่ ปอ-ไอ-ไป

2. คาท่ีเปน็ สระลดรปู หรือสระเปลยี่ นรูป เช่น กัน คน ขวด เดิน เต็ม เป็นตน้ ใหอ้ า่ นเสยี งสระแมว้ ่าจะไม่
เหน็ รูปสระ เชน่

กนั สะกดว่ำ กอ-อะ-นอ-กนั

คน สะกดวำ่ คอ-โอะ-นอ-คน

ขวด สะกดว่ำ ขอ-อวั -ดอ-ขวด

เดนิ สะกดว่ำ ดอ-เออ-นอ-เดิน

เต็ม สะกดวำ่ ตอ-เอะ-มอ-เตม็

หมำยเหตุ : คาที่เป็นสระลดรูปหรือสระเปลีย่ นรปู อาจอา่ นสะกดคาในแบบอนื่ ไดด้ ังน้ี

31

กนั สะกดวำ่ กอ-อะ-นอ-กนั
แบบที่ 1 สะกดว่ำ กอ-ไมห้ ันอำกำศ-นอ-กนั
แบบท่ี 2
คน สะกดวำ่ คอ-โอะ-นอ-คน
แบบท่ี 1 สะกดว่ำ คอ-นอ-คน
แบบท่ี 2

3. คาควบกล้า เชน่ กราว คลอง กวาง อ่านตามรปู คาที่ปรากฏ

กรำว สะกดว่ำ กอ-รอ-อำ-วอ-กรำว
คลอง สะกดวำ่ คอ-ลอ-ออ-งอ-คลอง
กวำง สะกดว่ำ กอ-วอ-อำ-งอ-กวำง

หมำยเหตุ : คาควบกล้าอาจออกเสียงตัวควบพรอ้ มกนั ดงั น้ี

4. คาท่ีมีอักษรนาประเภทคาท่ีมีอกั ษรสูงหรอื อกั ษรกลางนาอักษรตา่ เดยี่ ว เชน่ สนาม ฉลอง ตลาด
เป็นต้น อาจอ่านแบบใดแบบหนึง่ เชน่

4.1 อ่านเรยี งตวั อักษรของคา เชน่ สนาม

สนำม สะกดวำ่ สอ-นอ-อำ-มอ-สนำม

4.2 อา่ นอักษรนาแล้วจงึ สะกด เชน่ สนาม

สนำม สะกดวำ่ สอ-นอ-อำ-มอ-สนำม

4.3 อา่ นเทยี บเสยี ง เชน่ - สนำม
- ฉลอง
นำม
ลอง

หมำยเหตุ : แมว้ า่ จะมีวิธีอา่ นคาท่มี ีอกั ษรนาได้หลายวิธี แต่ครคู วรเลอื กวธิ ีใดวิธหี นึ่งเพยี งวิธเี ดียว ทเี่ ห็นวา่
เหมาะสมทุกชัน้ ปีทเ่ี รยี น เพ่อื ไม่ใหน้ ักเรยี นเกิดความสับสน

32

ขอ้ ปฏบิ ตั ิในกำรจดั กำรเรยี นกำรสอน
1. ต้องสอนทุกคร้ังที่นักเรียนเรียนคาใหม่ท่ีเป็นคาพ้ืนฐาน ในช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1-6 หรืออาจถึง

ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 3 ทัง้ นี้ให้อย่ใู นดลุ พนิ จิ ของครผู ู้สอน
2. ควรสอนจากง่ายไปหายาก คือ สอนจากคาในแม่ ก กา คาท่ีมีลักษณะซับซ้อน เช่น คาที่มีอักษรนา

คาท่ีมตี วั การนั ต์ เปน็ ตน้
3. ควรเน้นเรอ่ื งการออกเสียงแจกลกู สะกดคา ท้งั จากบตั รคาหรอื ทคี่ รเู ขียนบนกระดานดาหรือจาก

หนงั สือเรยี น และการฝึกแจกลูกแบบปากเปลา่ (ไมเ่ ห็นคา) จนสามารถอ่านแจกลกู ไดอ้ ยา่ งคล่องปาก
4. ควรตระหนักเสมอวา่ การสอนแจกลูกการสะกดคาที่ถกู ต้องต้องเป็นการออกเสยี งไมใ่ ช่การแยกตัว

พยัญชนะ สระ วรรณยกุ ต์ ลงในตารางแจกลูกคาเพราะเป็นการจาแนกตัวอกั ษรท่ีเปน็ ส่วนประกอบคาเทา่ นน้ั
5. การอ่านแจกลูกสะกดคา มวี ิธีอ่านได้หลายแบบ แต่ครูควรใชว้ ธิ ีการอ่านแบบใดแบบหนงึ่ และใช้

แบบเดิมไปตลอดจนเมื่อนกั เรยี นอ่านไดค้ ล่องก็ไมจ่ าเป็นตอ้ งใช้วธิ ีอา่ นแบบแจกลูกสะกดคาอกี ต่อไป
6. การอา่ นแจกลูกสะกดคาแต่ละครง้ั ไม่ควรใชเ้ วลาอ่านนานเกินไป เพราะจะทาใหน้ กั เรยี นเหนอ่ื ยและ

เบื่อหน่าย และควรสอนควบคู่กับการสอนอ่านเป็นคาและอ่านประโยค เพ่ือให้นักเรียนรู้สึกสนุกสนานและเรียน
อยา่ งมีความหมาย

7. การสอนอ่านคาและอ่านประโยคในบทเรียน ครูควรรูจ้ กั เลอื กคาท่ีจะนามาให้อ่านแบบแจกลูกสะกด
คา ไม่จาเป็นต้องอ่านแจกลูกสะกดคาทุกคาในบทเรียนแต่ควรเลือกคาพ้ืนฐานท่ีนักเรียนต้องเรียนพยัญชนะใหม่
สระใหม่ มาใหอ้ ่านแบบแจกลูกคา

8. การสอนแบบลูกสะกดคา จะใช้มากกับนกั เรียนช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 1-2 เมือ่ ข้ึนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3
นักเรียนจะมีพัฒนาการอ่านมากข้ึน การอ่านแบบแจกลูกควรจะลดลง อาจจะเหลือเพียงการอ่านสะกดคาเท่าน้ัน
เพ่ือไมใ่ หน้ กั เรยี นเขยี นหนงั สือผดิ เมื่อนักเรยี นอ่านคาได้เองแลว้ จึงเลิกการสะกดคา

แนวกำรวัดและประเมินผล
1. การสงั เกต ครูสงั เกตและบันทกึ พฤตกิ รรมของนกั เรียนขณะทน่ี ักเรยี นอ่านแจกลกู สะกดคา
2. การทดสอบระหว่างชวั่ โมงสอน ใหน้ ักเรียนเติมพยัญชนะหรือสระท่ขี าดหายไป หรือใหน้ ักเรยี นจาแนก

คาในตารางแจกลูก
3. การตอบคาถามปากเปล่า ให้นักเรยี นตอบปากเปล่าเก่ียวกับตาแหน่งและรูปของสระหรือให้นักเรียน

เขยี นคาใหม่ท่ีใช้พยญั ชนะ สระ หรอื ตัวสะกดเหมอื นกบั คาทไ่ี ด้เรยี นไปแลว้ หรือคาท่คี รกู าหนดให้

33

แนวกำรจัดกำรเรียนกำรสอนกำรผนั เสียงวรรณยุกต์

กำรสอนผันเสียงวรรณยุกต์ ครอู ำจใช้วิธีกำรดงั นี้
1. เร่ิมต้นโดยให้นักเรยี นตระหนกั ถงึ ความสาคัญของเครื่องหมายวรรณยกุ ต์ว่าทาให้คาไทยมรี ะดับเสียงและ

ความหมายแตกต่างกนั โดยอาจให้สงั เกตและเปรียบเทียบคาดงั นี้

ปำ ปำ่ ป้ำ คำ ค่ำ คำ้
ไต ไต่ ไต้ เสอื เสือ่ เสอ้ื

2. ใหน้ กั เรียนรจู้ ักรูปและเสยี งของวรรณยุกตค์ วบคูไ่ ปกับการฝกึ ผนั เสยี งวรรณยุกต์

รปู วรรณยกุ ต์ 4 รปู ได้แก่ ไม้เอก ( -่ ), ไม้โท ( -้ ), ไมต้ รี ( - ),

ไม้จัตวำ ( - )

เสยี งวรรณยกุ ต์ ๕ เสยี ง ไดแ้ ก่ เสียงสำมัญ เสียงเอก เสยี งโท
3. การผันเสยี งวเรสรียณงตยรกุ ีตเค์ สวยี รงเรจิ่มัตผวันำอักษรกลางกอ่ น แลว้ จึงเป็นอกั ษรสูงและอักษรต่าความลาดบั และควร
เร่มิ จากคาทีไ่ มม่ ตี วั สะกดก่อน เชน่

คำ สำมญั เสยี ง ตรี จตั วำ
เอก โท
อักษรกลาง กา ก๊า กา๋
กา ตี ก่า ก้า ต๊ี ต๋ี
ตี ต่ี ต้ี
- - ขา
อักษรสงู - ข่า ข้า - เสือ
ขา เสอื่ เสอื้
เสือ ยา ย้า -
คา - ยา่ ค้า -
อักษรต่า - คา
ยา
คา

34

4. เม่ือนักเรียนผันเสียงวรรณยุกต์อักษรกลางและอักษรสูงได้คล่องพอสมควรแล้วจึงให้ผันอักษรกลาง
อักษรสูงคละกัน และต่อดว้ ยการผันคละกับอกั ษรต่า

5. การผันเสียงวรรณยุกต์อาจให้ผันทั้งคาท่ีเป็นสระเสียงยาว สระเสียงส้ัน สลับกันเม่ือคุ้นเคยกับ
การผันเสียงสระเสยี งยาวแล้วอาจใหผ้ นั สระเสียงสัน้ ควบคกู่ ันไป

คำ สำมญั เสียง ตรี จัตวำ
เอก โท
อกั ษรกลาง - ก๊ะ ก๋า
กะ - กะ ก้ะ จ๊ะ ต๋ี
จะ จะ จ้ะ
- - ขา
อกั ษรสูง - ขะ ขะ้ - เสือ
ขะ สะ สะ้
สะ - คะ คะ๋
- - คะ่ ละ ละ๋
อกั ษรตา่ - ล่ะ
คะ
ละ

หมำยเหตุ : การผนั อักษรตา่ สระเสียงสั้นไม่จาเปน็ ต้องเนน้ มากนัก เพียงแต่ให้ทราบวา่ ผันอยา่ งไรเทา่ น้นั
เนื่องจากภาษาไทยมคี าประเภทน้ีใช้ไม่กี่คา

6. การผันเสยี งวรรณยุกตน์ ักเรียนต้องเรียนร้เู รอ่ื ง ไตรยางศ์ (อักษร 3 หม่)ู ได้แก่ อักษรสงู อกั ษรกลาง
และอักษรต่า ดงั นี้

อกั ษรสูง มี 11 ตวั (มีพ้นื เสียงเปน็ เสียงจตั วา)
ได้แก่ ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ศ ษ ส ห

อกั ษรกลาง มี 9 ตวั (มพี ้ืนเสยี งเปน็ เสียงสามญั )
ไดแ้ ก่ ก จ ฎ ฏ ด ต บ ป อ

อกั ษรตา่ มี 24 ตวั (มพี ืน้ เสียงเป็นสามัญ)
ไดแ้ ก่ ค ฅ ฆ ง ช ซ ฌ ญ ฑ ฒ ณ ท ธ น พ ฟ ภ ม

ยรลวฬฮ

35

อกั ษร 3 หมู่ มวี ิธจี ำกลุ่มคำด้วยกำรแตง่ เป็นขอ้ ควำมท่มี ีควำมหมำย เช่น
อกั ษรกลำง 9 ตัว อาจให้จาว่า ไก่ จกิ เด็ก ตาย เดก็ ตาย บน ปาก โอ่ง
ไก่ (ก) จิก (จ) เดก็ (ฎ) ตาย (ฏ) เดก็ (ด) ตาย (ต) บน (บ) ปาก (ป) โอง่ (อ)
อกั ษรสงู 11 ตัว อาจใหท้ อ่ งว่า ผี ฝาก ถุง ข้าว สาร ให้ ฉนั
ผี (ผ) ฝาก (ฝ) ถงุ (ฐ ถ) ข้าว (ฃ ข) สาร (ศ ษ ส) ให้ (ห) ฉนั (ฉ)
อักษรตำ่ 24 ตวั จาแนกเป็น
- อักษรคู่ มี 14 ตัว ได้แก่ ค ฅ ฆ ช ซ ฌ ฑ ฒ ท ธ พ ฟ ภ ฮ การท่ีจะจาอักษรต่าประเภท

อกั ษรคใู่ ห้ไดง้ า่ ยๆ ใหท้ อ่ งวา่ พอ่ คา้ ฟนั ทอง ซอ้ื ช้าง ฮ่อ
พอ่ (พ ภ) ค้า (ค ฅ) ฟนั (ฟ) ทอง (ฒ ฑ ท ธ) ซื้อ (ซ) ช้าง (ช) ฮ่อ (ฮ)

- อกั ษรเดี่ยว มี 10 ตวั ได้แก่ ง ญ ณ น ม ย ร ล ว ฬ การท่ีจะจาอกั ษรตา่ ประเภทอักษรเด่ยี ว
ให้ได้ง่ายๆ ใหท้ อ่ งว่า งู ใหญ่ นอน อยู่ ณ รมิ วดั โม ฬี โลก

งู (ง) ใหญ่ (ญ) นอน (น) อยู่ (ย) ณ (ณ) ริม (ร) วัด (ว) โม (ม) ฬี (ฬ) โลก
(ล)

แนวกำรวัดและประเมินผล
1. ให้นกั เรยี นผนั วรรณยุกต์คาท่ีกาหนด
2. คดั เลือกคาท่ีมักเขยี นวรรณยุกตผ์ ิดเสมอมาใหน้ ักเรยี นเขียนตามคาบอก
3. ใชแ้ บบทดสอบชนิดเลอื กตอบหรือตอบสน้ั ๆ

36

แนวกำรจัดกำรเรยี นกำรสอนกำรอ่ำนคำทมี่ ีตวั สะกด

1. ฝกึ ให้นักเรียนสังเกตความแตกต่างของคา ดงั นี้
1.1 พยัญชนะตน้ เสยี งเดียวกันแต่ใชพ้ ยญั ชนะตา่ งกัน เช่น สูญ กับ ศนู ย์
1.2 ตัวสะกดเสียงเดียวกนั แตใ่ ชพ้ ยญั ชนะต่างกัน เชน่ สาน กับ สาร
1.3 ตัวสะกดบางคามสี ระกากับแต่บางคาไมม่ ี เช่น สงั เกต กับ เกตุมาลา
1.4 ตัวสะกดบางคามพี ยัญชนะมากกว่า 1 ตวั แต่บางคาไมม่ ีพยญั ชนะตาม เชน่ พทุ ธ กับ พธุ
1.5 ตัวสะกดบางคามตี ัวการนั ตแ์ ต่บางคากไ็ ม่มีตัวการันต์ เช่น พันธ์ กับ พัน
1.6 ตัวสะกดทีม่ ตี ัวการันต์อาจมีสระกากบั หรอื ไม่มสี ระกากับ เชน่ พันธุ์ กับ พนั ธ์
1.7 พยัญชนะการันตม์ ีได้หลายตวั ต่างๆ กัน เช่น สุขสันต์ สงั สรรค์ ไพรสัณห์
1.8 เสยี งสระเหมือนกนั แตใ่ ชเ้ ครอ่ื งหมายวรรณยกุ ต์ต่างกนั เชน่ หน้า กบั น่า

2. สอนการอ่านคาท่สี ะกดไมต่ รงมาตรา โดยเขยี นเปน็ คาอา่ นที่สะกดตรงมาตราในมาตรานน้ั ๆ เช่น

กำล อำ่ นว่ำ กำน
ปัญญำ อำ่ นว่ำ ปนั -ยำ
สขุ อำ่ นวำ่ สกุ

การฝกึ เขยี นคาอ่านของคาทีม่ ีตัวสะกดไมต่ รงตามมาตราจะทาให้นักเรียนเข้าใจเรื่องมาตราตัวสะกด
ได้ง่ายขนึ้

3. ให้นักเรียนค้นควา้ และรวบรวมคาท่ีออกเสียงเหมือนกนั แตเ่ ขียนสะกดคาไมเ่ หมือนกนั (คาพ้องเสียง)
แลว้ นามาแตง่ ประโยค เชน่

ควำมสตั ย์ สตั วเ์ ลี้ยง สัดส่วน สัจจะ

1. ใหอ้ า่ นในประโยคและให้นักเรียนเขยี นคาท่ีอ่าน เช่น

วนั นเี้ ป็นวัน........................(จันทร)์
ตน้ ไมช้ ว่ ยดูดพิษใน.....................(อำกำศ)

2. ใหน้ ักเรยี นหาศัพท์หมวดของคาต่างๆ เชน่ คาว่า กษัตรยิ ์ ดอกไม้ ผู้หญิง ภูเขา ป่าไม้ เปน็ ตน้
เชน่

ม้ำ -------- พำชี อสั ดร มโนมยั อศั ว์

37

แนวกำรวัดและประเมนิ ผล
1. การทดสอบปากเปล่า ใหน้ กั เรียนอา่ นคาในมาตราตา่ งๆ ท้ังคาทสี่ ะกดตรงมาตราและไมต่ รงมาตรา
2. การเขยี นตามคาบอก ให้นกั เรยี นเขียนคาตามทคี่ รูบอก
3. การทดสอบ นักเรียนเขียนคาอ่านของคาท่ีสะกดไม่ตรงมาตรา หรือ ให้นักเรียนเลือกคาตอบจาก

ตวั เลอื กทีเ่ ขียนคาอ่านได้ถูกตอ้ ง

แนวกำรจัดกำรเรียนกำรสอนกำรอำ่ นคำทีม่ ีอักษรนำ

อักษรนา คือ พยัญชนะ 2 ตัว เรียงกัน และพยัญชนะตัวหน้ามีอิทธิพลนาเสียงวรรณยุกต์ของพยัญชนะ
ตัวทต่ี ามมา ดังน้ี

1. ใช้เพลงประกอบการสอน เร่ือง คาท่ีมีอักษรนา ครูอาจนาเพลงท่ีมีผู้แต่งไว้แล้วมาจัดกิจกรรมการ
เรยี นรู้ หรอื แตง่ เพลงที่ใชอ้ ักษรนาขนึ้ ใหม่เพอ่ื ใชใ้ นการสอน

2. นาบทรอ้ ยกรองท่ีเปน็ เรื่องของคาท่ีมอี ักษรนามาฝึกอ่านและเขยี นคาทมี่ อี ักษรนา
3. ให้นักเรยี นนาคาที่มีอักษรนาจากหนังสอื พมิ พต์ ดิ บนกระดาษแข็ง จากนน้ั หาความหมายของคาจาก
พจนานกุ รม
4. แบง่ กลมุ่ นกั เรียนเพื่อหาคาทม่ี อี กั ษรนาแลว้ นามาฝกึ อ่าน เช่น

ห นำ ง เชน่ หงอ หงำย หงอน
ห นำ ม เชน่ หมี หมู หมำย
ห นำ ย เชน่ หยดุ หยำด หยิบ
ส นำ น เช่น สนำม สนมิ สนุก

5. ใหน้ ักเรยี นเลอื กคาทีม่ ีอกั ษรนา 5 คา นามาแต่งประโยค แลว้ เรียบเรยี งเป็นเรือ่ งส้ันๆ
6. ให้นกั เรียนเขียนปรศิ นาคาทาย โดยให้คาตอบเป็นคาท่มี ีอกั ษรนา
7. ให้นักเรยี นวาดภาพคาท่ีมีอกั ษรนา แล้วเขียนอธบิ ายเกี่ยวกับคาน้นั ๆ

แนวกำรวัดและประเมนิ ผล
1. ใหน้ กั เรยี นอ่านออกเสียงหรอื คาหรือข้อความท่ีมีอักษรนา แล้วบนั ทึกผลการอา่ นของนักเรยี น
2. ทดสอบการอา่ นของนักเรยี น โดยใชแ้ บบทดสอบแบบเลือกคาตอบหรือเขียนตอบ

38

แนวกำรจัดกำรเรียนกำรสอนกำรอ่ำนคำควบกล้ำ

1. การสอนอา่ นคาควบกลา้ แท้ ใชว้ ิธฝี กึ ให้ออกเสียงคาทคี่ วบกันชา้ ๆ แล้วฝกึ ออกเสียงให้เร็วขน้ึ
จนเกิดเสียงกลา้ กนั เช่น

เกรง ออกเสียง กะ-เรง (ซำ้ ๆ หลำยคร้ัง)
จะกลำยเป็น เกรง

ครงั้ ออกเสียง คะ-รัง้ (ซ้ำๆ หลำยครง้ั )
จะกลำยเปน็ คร้ัง

2. ให้นักเรียนอ่านบทร้อยกรอง แลว้ หาคาควบกล้าจากบทรอ้ ยกรองฝกึ อา่ นแล้วนามาแต่งประโยค
3. ใหน้ ักเรียนค้นหาคาควบกล้าจากข่าว บทความ นิทาน หรอื โฆษณาสินค้า แลว้ นามารวบรวม
จากนัน้ จาแนกเป็นคาควบแท้และควบไม่แท้
4. ใหน้ ักเรียนฟงั เพลงทีช่ นื่ ชอบแล้วสงั เกตการณ์ออกเสียงควบกลา้ ว่าชัดเจนถูกต้องหรอื ไม่
5. แบง่ กลุ่มสารวจปญั หาการออกเสียงคาควบกลา้ ของเพือ่ นนกั เรยี นในโรงเรยี นและรว่ มกนั เสนอแนะ

แนวกำรวัดและกำรประเมินผล
ใหน้ ักเรยี นอา่ นคาหรือข้อความท่ีมคี าควบกล้า โดยครูบนั ทึกผลการประเมนิ ในแบบประเมนิ การอ่าน

39

เกมส่งเสรมิ กำรอ่ำน

เกมท่ี 1 เกมแฝดคนละฝำ
พยญั ชนะและสระในภาษาไทยมที อี่ อกเสียงเหมอื นกนั แต่เขียนตา่ งกัน ดังนี้
ใ - ไ (ไม้ม้วน-ไม้มลาย) ออกเสยี ง ไอ เหมือนกัน
ท-ธ-ฒ (แฝดสาม) ส-ศ-ษ (แฝดสาม) ด-ฏ ต-ฏ ช-ฌ พ-ภ ถ-ฐ เราอาจเรียกอักษรเหลา่ นวี้ ่า

“อกั ษรพ้องเสยี ง”

อุปกรณ์/สือ่ กำรเรียนรู้
1. กระดานดา 2. ชอล์ก

ขน้ั ตอน
1. แบ่งนักเรียนอกเป็น 2 ฝ่าย ชาย-หญิง โดยกาหนดให้ฝ่ายชายเป็นไม้ม้วน ฝ่ายหญิงเป็นไม้มลาย
2. ครเู ขยี นคาลงบนกระดานดังต่อไปน้ี

1. ผู้_หญ่ 2. มะ_ฟ 3. ปลา_หล 4. สะ_ภ้

5. ห่าง_กล 6. _ฝฝ่ นั 7. หวั _จ 8. เล่น_พ่

9. หลง_หล 10. กอ_ผ่ 11. รกั _คร่ 12. เรอื _บ

13. น้า_ส 14. สิง่ _ด 15. ตบั _ต 16. _อน้า

17. ว่อง_ว 18. _กล้เคียง 19. กา_ล 20. _หม่

3. ให้นกั เรยี นส่งตัวแทนมาคร้ังละ 1 คนเขียนเติมสระของฝ่ายตนเองลงในช่องว่างให้ถูกต้องคนละ 1 คา

โดยเล่นสลับกันผลัดกันชาย-หญิง หลังจากนักเรียนแต่ละคนออกมาเติมครูคอยตรวจสอบความถูกต้องและนับ

คะแนนของ แตล่ ะฝา่ ย ถา้ เตมิ ถูก 1 คา (1 ขอ้ ) จะได้ข้อละ 1 คะแนน ถา้ เติมผิดคะแนนไม่ได้

4. แขง่ เสรจ็ ครบ 20 ข้อแล้วลองรวมคะแนนดวู า่ ฝา่ ยใดไดม้ ากกว่ากนั จะเปน็ ผู้ชนะในเกมน้ี

หมำยเหตุ : ครูอาจจะดดั แปลงกิจกรรมโดยใชอ้ ักษรพ้องเสียงนามาเลน่ ในลักษณะเดียวกันนไ้ี ดเ้ ช่นกัน

40

เกมท่ี 2 เกมประโยคปรศิ นำ
อปุ กรณ์/สื่อกำรเรียนรู้

1. กระดานดา 2. ชอล์ก
ขนั้ ตอน

ครู เขียนประโยคบนกระดานท่ีไม่มีสระบน วรรณยุกต์ การันต์และสระ ล่างทีละประโยคดังต่อไปนี้ แล้ว
ให้นักเรียนช่วยกันเติมให้เป็นประโยคท่ีสมบูรณ์หรือจะแบ่งฝ่ายชาย-หญิงแล้วผลัดกันเล่นฝ่ายละ 1 ประโยคก็ได้

1. บานเมอื งนาอยผคนยมแยม
2. ไปอานหนงสอในหองสมดกนดกวา
3. พรงนเปนวนเกดของฉน
4. นกเรยนในหองนมทงหมดสามสบสคน
5. วนหยดทผานมาฉนไปเทยวนาตกกบพอแม
6. ผเสอหลายตวบนดอกไมสสวย
7. ฉนชอบใสเสอผาทมสนเงน฀
8. โตขนฉนอยากเปนตารวจหรอทหาร
9. วนทสบสองสงหาคมของทกปเปนวนแมแหงชาต
10. ฉนจะสอบเขาเรยนตอในโรงเรยนทมชอเสยง
11. โตะเกาอในหองเรยนเปนระเบยบเรยบรอย
12. วชาทฉนชอบเรยนมากทสดคอวทยาศาสตรและสขศกษา

เกมที่ 3 เกมแข่งขนั เขยี น
อปุ กรณ์/สื่อกำรเรียนรู้

1. กระดานดา 2. ชอลก์
ขนั้ ตอน

1. แบ่งกลมุ่ ออกเป็น 3 กลุ่ม
2. แบง่ กระดานออกเป็น 3 ช่อง
3. แตล่ ะกลมุ่ ส่งตัวแทนออกมากลุ่มละ 1 คน
4. ครูสัง่ ให้นักเรียนเขยี นตามท่ีครกู าหนดใหไ้ ด้มากทีส่ ุดภายใน 2 นาที (อาจจะกาหนดว่าคาๆ นัน้
ต้องมพี ยางค์เดียวหรอื สองพยางค์ก็ได้)
5. เม่ือหมดเวลาครนู บั จานวนคาทีเ่ ขยี นได้ถูกตอ้ งว่ากล่มุ ใดได้คะแนนมากทส่ี ดุ จะเป็นผชู้ นะของเกมนี้
ตัวอย่างคาสั่งที่ใช้ เช่น คาที่เป็นมาตราตัวสะกดต่างๆ (แม่กก แม่กด แม่กน แม่กง) เลือกแม่ใดแม่หนึ่ง,
คาเป็น-คาตาย ฯลฯ

41

เกมที่ 4 เกมคฉู่ นั อยู่ไหน?
สอื่ กำรเรียนร้/ู อปุ กรณ์

1. บตั รคาเทา่ กับจานวนนกั เรียนในหอ้ ง เชน่ นา้ ร้อน เย็น ใจ ดี ตา ตก ใหญ่ เล็ก น้อย พอ่ แม่ ไฟ หนา้
เสอื ลกู ข้าว หิน กาก เส้น มือ ทว่ ม ก้อน ใส ดา ขาว ไหว้ ผัก สวน เตา ปู นา ออ่ น แขง็ ชาย หญงิ เจา้ ใหม่
เกา่ ภาพ ฟ้า ใบ แดง หัว หาง สั้น ยาว หอม แหลม ฯลฯ

2. ชอล์ก
3. กระดานดา
ขัน้ ตอน
1. แจกบตั รคาใหก้ ับนกั เรยี นคนละ 1 แผ่น
2. สมุ่ นกั เรยี นข้นึ มา 1 คน ให้ออกมายืนหนา้ ชน้ั เรียน สมมติวา่ ช่ือ นกั เรยี น ก. โดยครูกาหนดให้
นักเรียนคนน้เี ป็นคนขึ้นตน้ ดว้ ยคาวา่ “น้า” (ใหถ้ อื บัตรคาท่ีมคี าว่า “นา้ ” อยูใ่ นมือด้วย)
3. ครูจะใหท้ กุ คนในหอ้ งชบู ัตรคาของตนเองให้นักเรียนคนนี้ดูโดยจับเวลา 1 นาที เพื่อใหน้ ักเรียน ก.
จดจาได้มากท่ีสดุ หลงั จากน้นั ทกุ คนเอาบตั รคาลงแลว้ คว่าไวบ้ นโต๊ะข้างหนา้ ตนเอง
4. นกั เรยี น ก. จะต้องเรยี กช่ือของนกั เรียนคนอนื่ ๆ ในห้องเพ่ือใหน้ ักเรียนคนทีถ่ ูกเรียกชบู ัตรคา
ข้ึนมาว่า เมื่อรวมกันกับคาว่า “น้า” แล้วได้เป็นคาท่ีมีความหมายหรือไม่ เช่น ถ้าเลือกได้คนที่มีบัตรคาว่า “ตา”
ก็จะรวมกันกลายเป็นคาว่า “น้าตา” ซึ่งมีความหมายจะได้ 1 คะแนน และมีสิทธ์เรียกต่อ ต่อไปอาจเลือกคาว่า
“ปลา” ก็จะรวมกันเป็นคาว่า “น้าปลา” ซึ่งมีความหมายจะได้อีก 1 คะแนน (รวมเป็น 2 คะแนน) จนกว่าจะได้
คาท่ีเม่ือนามารวมกันแล้วไม่มีความหมาย เช่น เลือกได้คาว่า “ก้อน” รวมเป็น “น้าก้อน” ก็จะต้องหยุดเล่นทันที
และไดค้ ะแนนเท่าทสี่ ะสมมา จดบันทึกคะแนนไวบ้ นกระดานดา
5. สุ่มนักเรียนขึ้นมาใหม่อีก 1 คน คราวนี้เปล่ียนคาข้ึนต้นใหม่เป็นคาว่า “ใจ” และดาเนินกิจกรรมไป
แบบเดมิ
6. นักเรียนทาแบบฝึกหดั

42

เกมที่ 5 คำปรศิ นำ
สอื่ /อปุ กรณ์กำรเรียนรู้

1. กระเป๋าผนงั
2. ชุดซองคาศัพท์ปริศนา
ขน้ั ตอน
1. แขวนกระเป๋าผนัง และมชี ุดคาถามให้นักเรยี นเลน่ ท้ังหมด 10 ชดุ โดยในซองชดุ คาถามแตล่ ะชุดจะ
ประกอบด้วยบัตรตัวอักษรและสระดงั ภาพ
2. นาออกมาวางบนกระเป๋าผนังทีละใบโดยไม่ต้องเรียงลาดับก่อนหลังค่อยๆ วางบัตรคา/สระไปเรื่อยๆ
จาก 1 ใบ เป็น 2 ใบ 3 ใบ เมื่อวางเสร็จในแต่ละใบให้เว้นช่วงเอาไว้ให้นักเรียนคิดด้วย อย่ารีบวางเร็วๆ จนหมด
โดยอาจจะถามนักเรียนเป็นระยะๆ ว่าคิดออกหรือยังว่าเป็นคาว่าอะไร? ใครตอบถูกเป็นคนแรกได้ 1 คะแนน
(บางคร้ังยังวางบัตรไมค่ รบทุกใบ นกั เรียนกส็ ามารถตอบถูกได้แล้ว) เลน่ จนครบ 10 ชดุ 10 คา ใครได้คะแนนมาก
ที่สดุ ถอื เปน็ ผ้ชู นะในเกมนี้ (อาจมรี างวัลเลก็ ๆ น้อยๆ ให)้
หมำยเหตุ : คาทนี่ ามาเลน่ อาจจะเป็นคาพ้ืนๆ เช่น ทะเลทราย, แมลงสาบ, ขนมครก, โรงภาพยนตร์,

สวนสาธารณะ, นครสวรรค์ ฯลฯ

เกมที่ 6 เกมลุ้นโชคคำศพั ท์ (แบบที่ 1)
สำหรับนกั เรยี นช่วงช้ันที่ 1
ส่ือ/อปุ กรณ์กำรเรียนรู้

1. ฉลากกระดาษขนาดเทา่ ๆ กันจานวนมาก
2. โหลหรือกล่องใสฉ่ ลาก
3. กระดาษเปล่า

ขน้ั ตอน
1. ให้นักเรียนช่วยกันคิดคาท่ีมีพยางค์เดียวและมี ส เสือ กับ ว แหวน อยู่ติดกัน เป็นคาท่ีมีความหมาย

เป็นการอนุ่ เครอ่ื ง (เชน่ สวย สวน สวด สิว ส้วม)
2. แจกฉลากกระดาษให้นักเรียนคนละ 1 แผ่น จากน้ันครูกาหนดโจทย์ เช่น ให้นักเรียนคิดคามาคนละ

1 คาโดยคาๆ นนั้
- จะตอ้ งมีพยางคเ์ ดียว
- มี ก ไก่ กับ ล ลงิ อยู่ตดิ กัน (กล)
3. นักเรียนเขียนคาท่ีตนเองคิดลงในกระดาษคนละ 1 คา โดยนักเรียนต้องพยายามคิดให้แตกต่าง

จากเพ่ือนคนอ่ืน เช่น กลม เกล้ียง กลาก เกล้ือน กลิ้ง ฯลฯ จากน้ันนักเรียนเขียนช่ือตนเองลงในฉลากด้วย
แลว้ สง่ ฉลากให้กบั ครู

43

4. ครูอ่านคาที่นักเรียนคิดทีละคา (ทีละคน) ครูผู้ช่วยอีกคนหนึ่งเขียนคาที่ครูอ่านลงบนกระดานดา
นักเรียนทุกคนคอยตรวจสอบวา่ มีคาซ้ากันบ้างหรือไม่? ถ้าคาใดซา้ ให้ขดี ฆ่าคา (บนกระดาน) นนั้ แสดงว่านักเรียน
ท่ีคิดคาๆ น้ันตกรอบหมด (ไม่ว่าจะซ้ากันก่ีคน) ครูจะเอ่ยช่ือนักเรียนท่ีตกรอบให้รู้ (ในกรณีท่ีนักเรียนสะกดคาผิด
ครูจะช่วยบอกคาทถ่ี กู ตอ้ งใหน้ ักเรยี นทราบดว้ ย)

5. ครูอ่านคาที่นักเรยี นคิดจนหมดหอ้ ง คาท่ีไม่ได้ขดี ฆา่ แสดงว่ามคี าเดยี วในห้องและนกั เรยี นทเ่ี ป็นคนคิด
คาๆนนั้ กจ็ ะผา่ นเขา้ รอบไปโดยนาฉลากกระดาษของนกั เรียนท่เี ขา้ รอบแยกใสโ่ หล หรอื กลอ่ งไว้ตา่ งหาก

6. ครูแจกฉลากใหน้ กั เรียนคนละ 1 แผ่นแล้วเลน่ แบบนอี้ ีกรอบโดยกาหนดโจทย์ใหม่ เช่นให้นกั เรยี นคิด
คามาคนละ ๑ คาโดยคาๆ น้นั ต้องมีพยางค์เดยี วและมี ค ควาย กับ ร เรอื อยตู่ ิดกัน (คร) กตกิ าและขั้นตอนตอ่ ไป
ยังคงเหมือนเดิม

7. ครูรวบรวมฉลากกระดาษท่ีเข้ารอบทั้งหมดไว้ในโหล โดยนักเรียนคนหนึ่งอาจจะมีฉลากท่ีเข้ารอบ
มากกวา่ 1 ใบกไ็ ด้ (ในกรณเี ล่นหลายรอบ) ครสู ุ่มหยบิ ฉลากขึ้นมาทลี ะ 1 ใบเพอ่ื แจกรางวัลให้กบั นักเรยี นท่โี ชคดี

8. นักเรียนทาใบงาน โดย ครูแจกกระดาษเปล่าคนละ 1 แผ่นแล้วกาหนดโจทย์ให้นักเรียนคิดคา เช่น
ให้นักเรียนคิดคาที่มี ป ปลา กับ ล ลิง อยู่ติดกัน (ปล) และมีพยางค์เดียว ให้ได้มากที่สุดในเวลาที่ครูกาหนด
(ประมาณ 10 นาที) ระหวา่ งทนี่ กั เรียนทาใบงาน ครอู าจบอกคาใบห้ รือตวั ช่วยในการคิดคา

หมำยเหตุ : คาที่ใช้เลน่ นอกจาก กล, คร, หน แลว้ ยังมี พล, หม, หล

เกมที่ 7 เกมลนุ้ โชคคำศัพท์ (แบบท่ี 2)
ส่อื / อุปกรณก์ ำรเรยี นรู้

1. ฉลากกระดาษเทา่ ๆ กันจานวนมาก
2. โหล หรือกลอ่ งใสก่ ระดาษ
3. กระดาษเปลา่
4. กลอนปริศนา “ผะหมี” ข้นึ ตน้ เหมือนกัน (ไม่มกี ็ได)้
ขัน้ ตอน
1. อา่ นบทกลอนที่เป็นปริศนาท่เี รียกวา่ “ผะหม”ี ให้นักเรียนทาย โดยคาตอบในแต่ละวรรคจะข้นึ ต้น
เหมอื นกนั เปน็ การอนุ่ เครือ่ ง
2. แจกฉลากกระดาษใหน้ ักเรยี นคนละ 1 แผน่ จากนัน้ ครกู าหนดโจทย์ เช่น ใหน้ ักเรยี นคดิ คามาคนละ 1
คาโดยคาๆ นัน้
- ต้องมี 2 พยางค์
- ขึ้นตน้ ดว้ ยคาว่า “อา”
- ครูช้ีแจงว่า ถ้าคาที่นักเรียนคิดมีเพียงคาเดียวในห้อง (ไม่ซ้ากับเพื่อนคนอ่ืน) จะได้ผ่านเข้ารอบไปชิง
รางวัลทา้ ยคาบ แตถ่ า้ คาที่นกั เรยี นคดิ ซ้ากับเพื่อนคนใดคนหนงึ่ ในห้องก็จะตกรอบทันที
- ถา้ นกั เรยี นสะกดคาผดิ ก็จะตกรอบเช่นกัน
- ต้องเป็นคาท่มี คี วามหมาย (มีในพจนานุกรม)

44

3. นักเรียนเขียนคาท่ีตนเองคิดลงในกระดาษคนละ 1 คา โดยนักเรียนต้องพยายามคิดให้แตกต่าง
จากเพื่อนคนอื่น เช่น อาทิตย์ อาวุธ อาเพศ อาสา ฯลฯ จากนั้นนักเรียนเขียนช่ือตนเองลงในฉลากด้วย แล้วส่ง
ฉลากใหก้ ับครู

4. ครูอ่านคาที่นักเรียนคิดทีละคา (ทีละคน) ครูผู้ช่วยอีกคนหน่ึงเขียนคาท่ีครูอ่านลงบนกระดานดา
นกั เรยี นทุกคนคอยตรวจสอบว่ามีคาซ้ากันบ้างหรือไม่? ถ้าคาใดซา้ ให้ขดี ฆ่าคา (บนกระดาน) นัน้ แสดงว่านักเรียน
ท่ีคิดคาๆ นั้นตกรอบหมด (ไม่ว่าจะซ้ากันกี่คน) ครูจะเอ่ยช่ือนักเรียนที่ตกรอบให้รู้ (ในกรณีท่ีนักเรียนสะกดคาผิด
ครจู ะชว่ ยบอกคาทีถ่ ูกตอ้ งใหน้ กั เรยี นทราบด้วย)

5. ครูอ่านคาท่ีนักเรียนคิดจนหมดห้อง คาที่ไม่ได้ขีดฆ่าแสดงว่ามีคาเดียวในห้องและนักเรียนท่ีเป็น
คนคิดคาๆ น้นั กจ็ ะผา่ นเข้ารอบไปโดยนาฉลากกระดาษของนักเรยี นท่ีเข้ารอบแยกใส่โหล หรอื กลอ่ งไวต้ ่างหาก

6. ครูแจกฉลากให้นักเรียนคนละ 1 แผ่นแล้วเล่นแบบน้ีอีกรอบโดยกาหนดโจทย์ใหม่ เช่น ให้นักเรียน
คิดคามาคนละ 1 คาโดยคาๆ น้ันต้องมี 2 พยางค์และข้ึนต้นด้วยคาว่า “สะ” กติกาและข้ันตอนต่อไปยังคง
เหมือนเดมิ

7. ครูรวบรวมฉลากกระดาษท่ีเข้ารอบทั้งหมดไว้ในโหล โดยนักเรียนคนหน่ึงอาจจะมีฉลากท่ีเข้ารอบ
มากกว่า 1 ใบก็ได้ (ในกรณีเลน่ หลายรอบ) ครสู มุ่ หยิบฉลากข้นึ มาทีละ 1 ใบเพ่อื แจกรางวลั ใหก้ ับนกั เรียนทโ่ี ชคดี

8. นักเรียนทาใบงาน โดยครูแจกกระดาษเปล่าคนละ 1 แผ่นแล้วกาหนดโจทย์ให้นักเรียนคิดคา เช่น
ให้นักเรียนคิดคาท่ีขึ้นต้นด้วย “กา” และมี 1 พยางค์ ให้ได้มากท่ีสุดในเวลาที่ครูกาหนด (ประมาณ 10 นาที)
ระหว่างท่ีนักเรียนทาใบงาน ครูอ่านคากลอนปริศนา “ผะหมี” ให้นักเรียนฟังอีก 10 บทเป็นคาใบ้หรือตัวช่วยใน
การคดิ คาตอบของบทกลอนในแต่ละวรรคขึ้นตน้ ด้วย “กา” เชน่ เดียวกัน

หมำยเหตุ : คาทใ่ี ชเ้ ล่น นอกจาก อา, สะ, กา แล้วยังมี ประ, ตะ, ระ

45

เกมท่ี 8 ตัวสะกดแสนกล แบบท่ี 1
ให้นกั เรียนเติมตวั สะกดจากคาที่กาหนดให้ได้ความหมายตามประโยค

1. เรีย_
คาใดคือทางไซร้ไดค้ วามรู้ (น – เรียน)
ไมอ้ ะไรทค่ี รูถือดูขึงขัง (ว – เรยี ว)
วางเปน็ แถวเปน็ แนวระเบียบจัง (ร – เรียง)
ตะโกนดังให้เจ้าบา้ นั้นได้ยนิ (ก – เรียก)

2. เสีย_
อะไรสัมผสั ไดโ้ ดยใช้หู (ง – เสียง)
ใชข้ ุดดนิ ใหเ้ ป็นรูปลกู ตน้ ไม้ (ม – เสยี ม)
อยทู่ ส่ี ูงใจหวิวเหมอื นจะวาย (ว – เสียว)
คาสุดทา้ ยได้ยินไมส้ กี นั (ด – เสยี ด)

3. สา_
เดือนอะไรนน้ั หรือเดือนมาฆะ (ม – สาม)
หลังเช้าจะก่อนเท่ียงไม่เก่ยี งสรร (ย – สาย)
มือกาไวใ้ ชต้ าเป็นสาคัญ (ก – สาก)
เสือ้ ผ้าน้ันกลน่ิ อับไมน่ า่ ชม (บ – สาบ)

4. สว_
กิจพระสงฆ์ท่องมนต์ดีบาลบี ท (ด – สวด)
สาอางคส์ ดสมวยั ใบหนา้ ขาว (ย – สวย)
บรรจงนงุ่ อาภรณ์ออ่ นสคราว (ม – สวม)
ผลไม้พราวปลกู ไวใ้ นทใ่ี ดเอย (น – สวน)

5. หมอ_
ตา่ กว่าเมฆสูงกวา่ พืน้ ตนื่ เช้าเห็น (ก – หมอก)
อะไรเอ่ยจาเปน็ ไวใ้ ช้หนุน (น – หมอน)
ดพู รา่ มวั มองไมช่ ดั เหมือนตอ้ งคนุ (ง – หมอง)
ทา่ ทะหารหมุนกายควา่ ยา่ ระวัง (บ – หมอบ)

6. เขยี _
อะไรหรือคือประโยชนข์ องดนิ สอ (น – เขียน)
สใี ดหนอใบไมส้ ว่ ยใหญเ่ หน็ (ว – เขยี ว)
สัตวต์ ัวน้อยกระโดดไดเ้ หมือนกบเป็น (ด – เขียด)
ห่นั ผกั ห่นั เนอื้ ต้องใช้รอง (ง – เขยี ง)

46

7. สอ_
มะม่วงสุกทาเช่นไรไดเ้ สวย (ย – สอย)
หลังหน่งึ เอยเป็นอะไรมใิ ช่สาม (ง – สอง)
หนา้ ทค่ี รทู าอะไรให้เด็กงาม (น - สอน)
ข้อคาถามตอบไดใ้ ห้คะแนน (บ – สอบ)

8. หลา_
ใสก่ ระบอกไม้ไผ่ใส่ไฟเผา (ม – หลาม)
ลูกของเรามลี ูกเรียกไฉน (น – หลาน)
เมอื่ เข็ดแลว้ จาไว้ให้ขึ้นใจ (บ – หลาบ)
คานไ้ี ซร้ความหมายมากมายเอย (ย – หลาย)

9. วา_
จติ รกรทาเชน่ ไรจึงได้ภาพ (ด – วาด)
เม่ือของหาบหนักหนาแกไ้ ฉน (ง – วาง)
วันท่ีผ่านก่อนวนั น้ีวนั อะไร (น – วาน)
คาสุดท้ายความหมายคือตายลง (ย – วาย)

10. ครา_
ท้องทะเลสดใสสีใดหนอ (ม – คราม)
ใชก้ วาดทอเศษฟางคอื ส่ิงไหน (ด - คราด)
เสยี งเจบ็ ปวดครวญคร่าลาเค็ญใจ (ง – คราง)
เหลอื ฝากไว้เป็นรอยคอยเช็ดตาม (บ – คราบ)


Click to View FlipBook Version