The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานสรุปผลการเรียนรู้หลักสูตรนักบริหารการแพทย์และสาธารณสุขระดับสูง (น.บ.ส.) รุ่นที่ 39 ประจำปีงบประมาณ 2566

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by กนกพร ยอดยศ, 2023-09-07 03:31:24

รายงานสรุปผลการเรียนรู้หลักสูตรนักบริหารการแพทย์และสาธารณสุขระดับสูง (น.บ.ส.) รุ่นที่ 39 ประจำปีงบประมาณ 2566

รายงานสรุปผลการเรียนรู้หลักสูตรนักบริหารการแพทย์และสาธารณสุขระดับสูง (น.บ.ส.) รุ่นที่ 39 ประจำปีงบประมาณ 2566

รายงาน ผลการเรียนรู้ตลอดหลักสูตร ผู้เข้ารับการฝึกอบรม หลักสูตรนักบริหารการแพทย์และสาธารณสุขระดับสูง รุ่นที่ ๓๙ ประจำ ปีงบประมาณ ๒๕๖๖ ลิขสิทธิ์ของกระทรวงสาธารณสุข รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกอบรม จัดทำ โดย หลักสูตรนักบริหารการแพทย์และสาธารณสุขระดับสูง (น.บ.ส.)


รายงานสรุปผลการเรียนรู้หลักสูตรนักบริหารการแพทย์และ สาธารณสุขระดับสูง (น.บ.ส.) รุ่นที่ 39 ประจำปีงบประมาณ 2566 จัดทำโดย น.บ.ส. รุ่นที่ 39


ก คำนำ สรุปผลการเรียนรู้หลักสูตรฝึกอบรมนักบริหารการแพทย์และสาธารณสุขระดับสูง (น.บ.ส.) รุ่นที่ ๓๙ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ เป็นเอกสารสรุปบทเรียนตามวัตถุประสงค์ที่จะพัฒนาสมรรถนะทางการบริหาร ของผู้เข้ารับการอบรม อันประกอบด้วย สมรรถนะด้านผู้นำ, สมรรถนะด้านการบริหาร, สมรรถนะเชิงยุทธศาสตร์ และกิจกรรมเสริมสร้างสมรรถนะทางการบริหาร ซึ่งรูปแบบการฝึกอบรมใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบเผชิญหน้า (Face to face) เป็นหลัก ผสมผสานด้านการเรียนรู้แบบออนไลน์ เน้นให้เกิดการเรียนรู้แบบ Active learning เพื่อให้ผู้เข้า รับการอบรม มีส่วนร่วมและมีปฏิสัมพันธ์กับกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติที่หลากหลายรูปแบบให้เหมาะสมกับ เนื้อหา และกิจกรรมการอบรมในแต่ละประเด็น ซึ่งแบบสรุปผลการเรียนรู้ฉบับนี้ ได้รวบรวมเป็นการฟังบรรยายและ ฝึกปฏิบัติเท่านั้น ส่วนรูปแบบกิจกรรมอื่น เช่น การเสวนา การสัมมนา การศึกษาส่วนบุคคล การศึกษารายกลุ่ม การ วิเคราะห์และสะท้อนผลการเรียนรู้ ได้มีการรวบรวมแยกไว้เป็นหัวข้อและนำเสนอต่อวิทยาลัยนักบริหารสาธารณสุข ไว้ด้วยแล้ว ดังนั้นผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริการการแพทย์และสาธารณสุข (น.บ.ส) รุ่นที่ 39 ขอขอบคุณ ประธานหลักสูตร น.บ.ส, วิทยาลัยนักบริหารสาธารณสุข, ท่านอาจารย์ประจำรายวิชา, ท่านอาจารย์ที่ปรึกษาที่ได้ ออกแบบหลักสูตรที่เหมาะสมกับเหมาะกับการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารให้ทันและสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงได้ อย่างครอบคลุมประเด็นสำคัญ ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำไปใช้การทำงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดอันจะนำไปสู่ ความสำเร็จในการพัฒนาตนเอง ทีมงาน องค์กร เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรต่อไป ผู้เข้ารับการฝึกอบรม หลักสูตรนักบริการการแพทย์และสาธารณสุข (น.บ.ส) รุ่นที่ 39


ข บทสรุปผู้บริหาร หลักสูตรฝึกอบรมนักบริหารการแพทย์และสาธารณสุขระดับสูง (น.บ.ส.) รุ่นที่ ๓๙ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ โครงสร้างหลักสูตรประกอบด้วย 4 หมวดวิชาระยะเวลาฝึกอบรม 11 สัปดาห์สิ่งที่ผู้เข้ารับการ ฝึกอบรมได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองเป็นที่ประจักษ์ 4 ด้านประกอบด้วย 1) ด้านการพัฒนาสมรรถนะด้านผู้นำ (Leadership) เป้าหมายเพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้นำในด้านการคิดใน การตัดสินใจทางการบริหาร ในประเด็นด้านการคิด Growth mindset ซึ่งเชื่อว่าความเก่ง ความฉลาด และ ศักยภาพของคนพัฒนาได้ การพัฒนาความสามารถผ่านการฝึกฝนและลองทำ, อุปสรรคคือความท้าทายทำให้เรา เติบโต, คิดว่าความผิดพลาดคือประสบการณ์ให้พัฒนาตนเอง เป็น Growth mindset ที่ทำให้สมรรถนะผู้นำมีความ เข้มแข็งเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับ Mindset of leader ที่สำคัญมากคือ Resilience ให้ความสำคัญว่าพลังที่มาจาก ตัวเรา, ทุกคนล้วนมีพลังที่เป็นของตัวเอง และคุณสมบัติของผู้นำที่ดีต้องมีคือ TRUST เป็นความไว้วางใจ แล้วจะ สามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างไร และองค์ประกอบที่สำคัญของผู้นำอีกประการหนึ่งคือการสื่อสารที่ผู้บริหารจำต้องมี คือ listening position ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยใช้หลัก RASA ที่ประกอบด้วย R = receive ร ับข้อมูล, A = Appreciate โต้ตอบอย่างสม่ำเสมอ, S = Summarize สรุปประเด็นสำคัญ, A = Ask ยิงคำถามเป็นระยะ องค์ประกอบที่เสริม Growth mindset, Smart leader, TRUST คือ การสร้างสุขด้วยสติในองค์กรด้วยการปรับปรุง จิตพื้นฐานให้เป็นจิตขั้นสูงกว่าด้วย จิตวิทยาสติ (Mindfulness) “ความเป็นผู้มีสติหรือจิตตั้งมั่น” เพราะหากทุกคน ในองค์กรมีสติ ทุกอิริยาบถ รับรู้และปล่อยวางอารมณ์ที่รุนแรง จะทำให้องค์กรน่าอยู่และพัฒนา ไปสู่จุดมุ่งหมาย สูงสุดขององค์กร คือ เป็นองค์กรที่มีศีลธรรมและเจริญก้าวหน้า 2) การพัฒนาสมรรถนะทางการบริหาร (Management) เป้าหมายสำคัญเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะด้านการ พัฒนาองค์กรภาครัฐแนวใหม่ภายใต้หลักธรรมาภิบาลและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาองค์กร การบริหารองค์กร ภาวะผู้นำและการจัดการแนวใหม่ ควรให้ความสำคัญกับความไว้วางใจซึ่งแบ่งเป็น 5 ระดับ (5 Level of Trust) ประกอบด้วย Level 1 : Primary Trust สร้างได้จากการเข้าใจตัวเอง การมีวินัย ความรับผิดชอบ และนิสัยโปร แอคทีฟ (ริเริ่ม สร้างสรรค์ วางแผน ป้องกัน และรับผิดชอบ) Level 2 : Relationship Trust มุ่งมั่นตั้งใจสร้าง ความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในทีมโดยการรับฟัง สื่อสารเชิงบวก ทำความเข้าใจ ยอมรับความต่าง ให้เวลา ใส่ใจ ช่วยเหลือ และเห็นคุณค่าของผู้อื่น Level 3 : Organizational Trust องค์กรหรือทีมมุ่งไปสู่สิ่งที่ได้ประกาศจุดยืน ส่วนใหญ่ พูดถึงโครงสร้างและระบบ องค์กรที่มี Trust น้อยจะมีความซ้ำซ้อนของงานสูง ทำงานล่าช้า เพราะต้องตรวจสอบ เยอะ Level 4 : Market Trust รู้สึกไว้วางใจในความเป็น Professional ขององค์กร ทำให้เกิดแฟนคลับเพิ่มขึ้น มากมาย Level 5 : Social Trust เป็นความเชื่อใจ ไว้วางใจขั้นสูงสุด ที่คนในสังคมรู้สึกเชื่อใจว่าองค์กรกำลังทำสิ่งที่ ดี จะส่งผลต่อการบริหารงานแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ที่ดี ซึ่งเป็นระบบที่สร้างคนในองค์กรให้ปฏิบัติงานเพื่อมุ่งผลสัมฤทธิ์ ได้ ให้มีความยั่งยืน เป็นวัฒนธรรมองค์กร เน้นการวางแผน การกำหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และกลยุทธ์การ ดำเนินงานแบบมีส่วนร่วม รวมทั้งการจัดวางระบบตรวจสอบผลงานและการให้รางวัลตอบแทนผลงาน (Performance Related) ปัจจัยความสำเร็จ 3 ประการ ประกอบด้วย Collaboration การสานพลังระหว่าง ภาครัฐและภาคอื่น ๆ, Innovation การสร้างนวัตกรรม, Digitalizationการปรับเข้าสู่ความเป็นดิจิทัล


ค 3) การพัฒนาสมรรถนะเชิงยุทธศาสตร์ (Strategy) เป้าหมายสำคัญเพื่อพัฒนาสมรรถนะเชิงยุทธศาสตร์ที่ มีความเชื่อมโยงระหว่างการพัฒนายุทธศาสตร์ด้านสาธารณสุขให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์และการปฏิรูปประเทศ โดยผู้เข้ารับการอบรมได้เรียนรู้ Poly crisis คือการเปลี่ยนแปลงจาก VUCA World (V : Volarity : ผันผวน, U: Uncertainty : ไม่แน่นอน, C : Complexity สลับซับซ้อน, A : Ambiguity : คลุมเครือ) สู่ BANI World (B : Brittle:เปราะบาง มาเร็วไปเร็ว ช่วงอายุ สิ่งต่าง ๆ จะสั้นลงและพังทลายได้ง่าย , A : Anxious : สร้างความกังวล จากข้อมูลที่พบมากขึ้นเรื่อย ๆ, Nonlinear:คาดเดายาก ไม่สามารถทำนายได้ ไม่เป็นสมการชัดเจน อดีตไม่อาจเป็น เครื่องชี้อนาคตได้เสมอไป, Incomprehensible ความไม่เข้าใจ ยากที่จะทำความเข้าใจ ข้อมูลมีจำนวนมาก ซับซ้อน ละเอียดมากขึ้น สรุปได้ว่า VUCA World เป็นสถานการณ์โลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อน และคลุมเครือ ส่วน BANI World เป็นมากกว่าสถานการณ์โลกต้องเผชิญ แต่รวมถึงผลกระทบในมิติขององค์กรและ ความรู้สึกของบุคลากร ดังนั้น Smart A.I. มีส่วนสำคัญในระบบการทำงานที่จะลดการใช้ทรัพยากรและสามารถ ตรวจสอบได้ เช่น E-donation, E-tax เป็นต้น 4) การเสริมสร้างสมรรถนะทางการบริหาร เป้าหมายสำคัญเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การบริหารจริง ทั้งในและต่างประเทศด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ขององค์กร ได้แนวทางการพัฒนาศักยภาพองค์กรที่สามารถ เชื่อมโยงสู่การปฏิบัติจริง และสามารถให้ข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อการพัฒนาระบบสุขภาพ โดยผู้ เข้ารับการอบรมได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในประเด็นเปรียบเทียบระบบสุขภาพของประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์ ทั้งด้านการบริหารจัดการระบบสุขภาพในภาพรวมระดับประเทศ, ระบบสุขภาพดิจิทัล, ระบบสวัสดิการสังคมและ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า, ระบบบริการทางการแพทย์ในชุมชน ในสถานบริการสุขภาพ และในการดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงนำความรู้จากการศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มาจัดทำข้อเสนอในการพัฒนาระบบสุขภาพของ ประเทศไทยเพื่อให้เห็นภาพการการพัฒนา ต่อยอดให้มีความก้าวหน้า อยู่ในระดับชั้นนำของอาเซียนและนานา ประเทศ การศึกษาดูงานในประเทศ ผู้เข้ารับการอบรมได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การบริหารงานกับหน่วยงานที่ ศึกษาและนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ เช่น เรียนรู้พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติผ่าน ประวัติศาสตร์ชาติไทยที่นำมาประยุกต์ใช้โดยให้ความสำคัญกับ Creative thinking, innovative เพื่อให้เกิดการ พัฒนาระบบสุขภาพไทยอย่างยั่งยืน, เรียนรู้นวัตกรรมและสมรรถนะสูงผ่าน BCG Model ต้องอาศัยการทำธุรกิจที่ ประณีตมีสิทธิภาพตามหลัก ESG Model E = Environment ไม่สร้างผลกระทบและใส่ใจสิ่งแวดล้อม, S = Social สร้างผลลัพธ์ที่ดีให้กับสังคมม G = Governance มีการกำกับดูแลกิจการที่ดีและบริหารงานอย่างซื่อสัตย์โปร่งใส เรียนรู้ศิลป์แผ่นดินผ่านความเท่าเทียมกันของคนในสังคม การให้โอกาส การสร้างคุณค่าทั้งต่อตนเองและคุณค่า ต่อสังคม


ง กิตติกรรมประกาศ รายงานผลการเรียนรู้ตลอดหลักสูตร ฉบับนี้ จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอผลการเรียนรู้ตลอดหลักสูตรฝึกอบรม นักบริหารการแพทย์และสาธารณสุขระดับสูง (น.บ.ส.) รุ่นที่ ๓๙ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ โครงสร้าง หลักสูตรประกอบด้วย 4 หมวดวิชาระยะเวลาฝึกอบรม 11 สัปดาห์กำหนดกิจกรรมการเรียนรู้ไว้ 4 หมวด ได้แก่ หมวดวิชาการพัฒนาสมรรถนะด้านผู้นำ (Leadership) หมวดที่ ๒ หมวดวิชาการพัฒนาสมรรถนะทางการบริหาร (Management) หมวดที่ ๓ หมวดวิชาการพัฒนาสมรรถนะเชิงยุทธศาสตร์ (Strategy) หมวดที่ ๔ กิจกรรม เสริมสร้างสมรรถนะทางการบริหาร โดยการจัดการฝึกอบรมได้ใช้กระบวนการเรียนการสอนที่ประกอบด้วย ๑. การ ฝึกปฏิบัติ (Practice) ๒. การอภิปราย (Discussion) ๓. การฟังบรรยายและฝึกปฏิบัติ (Practicing) ๔. การเสวนา (Talk-Converse-Discussion) ๕. การแลกเปลี่ยนความคิด (Think – Pair – Share) 6. การเรียนรู้จากการศึกษา ดูงานในประเทศ และต่างประเทศ 7. การเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติโครงการ/รายงาน ได้แก่ 8 การศึกษารายกลุ่ม ได้แก่ สัมมนา ดูงานในประเทศ และต่างประเทศ เป็นต้น เพื่อให้ข้อเสนอเชิงนโยบายในการดำเนินการหลักสูตร ฝึกอบรมนักบริหารการแพทย์และสาธารณสุขระดับสูง (น.บ.ส.) ต่อไป ขอกราบขอบพระคุณ วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านที่ได้ทุ่มเทและให้ความรู้ ความเข้าใจฝึกทักษะทางการ บริหาร อาจารย์ที่ปรึกษาประจำกลุ่มที่กรุณาให้คำปรึกษา ชี้นำแนวทาง จนทำให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมสามารถ เรียนรู้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร และสามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติงาน ขอขอบพระคุณผู้บังคับบัญชาที่ให้ โอกาสผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้รับการพัฒนาในครั้งนี้ ขอขอบคุณ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ได้ มอบหมายให้วิทยาลัยนักบริหารสาธารณสุข จัดโครงการนี้ขึ้นเพื่อเพิ่มสมรรถนะผู้บริหาร และยังได้ส่งเสริมการสร้าง เครือข่ายการทำงานทั้งในและนอกกระทรวงสาธารณสุข ขอขอบคุณผู้เข้ารับการฝึกอบรมทุกคนที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งในการพัฒนางานร่วมกัน เพื่อพัฒนาประเทศชาติต่อไป ผู้เข้ารับการฝึกอบรม หลักสูตรฝึกอบรมนักบริหารการแพทย์และสาธารณสุขระดับสูง (น.บ.ส.) รุ่นที่ ๓๙ 8 กันยายน 2566


จ สารบัญ หน้า คำนำ ก บทสรุปผู้บริหาร ข กิตติกรรมประกาศ ง สารบัญ จ สารบัญภาพ ช รายงานสรุปผลการเรียนรู้หลักสูตรนักบริหารการแพทย์และสาธารณสุขระดับสูง (น.บ.ส.) รุ่นที่ 39 ประจำปีงบประมาณ 2566 1 การทำงานเป็นทีมและการสร้างเครือข่ายการทำงาน 7 คุณธรรม จริยธรรม สำหรับนักบริหารตามหลักธรรมาภิบาล 10 ผู้บริหารกับความฉลาดทางอารมณ์ 12 สุนทรียการสื่อสารสำหรับผู้บริหาร 14 การสร้างกรอบความคิด (Mind set) ของผู้บริหาร 17 ทักษะการคิดระดับบุคคลสำหรับผู้บริหาร 20 การสื่อสารเพื่อการโน้มน้าวและการเจรจาต่อรอง (Negotiation) 24 ทักษะการคิดระดับบุคคลสำหรับผู้บริหาร 31 การพัฒนาบุคลิกภาพ 34 ภาวะผู้นำและการจัดการแนวใหม่ (New trend in management & leadership) 36 ความท้าทายในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในอนาคต 39 ผู้บริหารกับการขัดกันแห่งผลประโยชน์ 42 การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ 53 การกำกับและประเมินผล (M&E) 56 ดิจิทัลพลิกโฉม (Digital disruption) ความอยู่รอดของสังคมไทย 58 รัฐธรรมนูญและหลักกฎหมายมหาชน 60 หลักกฎหมายปกครอง 65 บูรณาการการควบคุมภายใน การบริหารความเสี่ยง และการตรวจสอบภายในสู่ความสำเร็จและ ความยั่งยืนขององค์กร 72 การประยุกต์ระบาดวิทยาสำหรับนักบริหารสาธารณสุข 74 อภิปรายครั้งที่ 4 : ผู้นำกับการบริหารความขัดแย้ง การจัดการความขัดแย้งโดยสันติวิธี 80 การคิดระดับทีมและองค์กรสำหรับผู้บริหารระดับสูง 82


ฉ สารบัญ (ต่อ) หน้า เนื้อหารายงานสรุปผลการเรียนรู้หลักสูตรนักบริหารการแพทย์และสาธารณสุขระดับสูง (น.บ.ส.) รุ่นที่ 39 ประจำปีงบประมาณ 2566 (ต่อ) นักบริหารยุคดิจิทัล 84 หลุมพรางทางการบริหาร 86 อภิปรายครั้งที่ 5 การบริการสุขภาพปฐมภูมิหลังการกระจายอำนาจ 91 อภิปรายครั้งที่ 6 ความท้าทายการบริหารการคลังและงบประมาณภาครัฐในอนาคต 98 Health Care Financing 101 หลักการบริหารบัญชีสำหรับนักบริหาร 103 ภาคผนวก 108 - ตารางการอบรมหลักสูตรฝึกอบรมนักบริหารการแพทย์และสาธารณสุขระดับสูง (น.บ.ส.) รุ่นที่ ๓๙ 109 - ทำเนียบนักบริหารการแพทย์และสาธารณสุขระดับสูง (น.บ.ส.) รุ่นที่ ๓๙ 120


ช สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ 1 หลักการทาง Neuroscience 10 2 การพัฒนาสติแนวใหม่ หรือจิตวิทยาสติ 11 3 ผู้บริหารกับความฉลาดทางอารมณ์ 12 4 เครื่องมือในการฝึกอบรม สติในตน 12 5 วิถีชีวิต (แบบ 2) 13 6 คนทำงานแบบ Growth mindset 18 7 ความท้าทายและทักษะ 18 8 การสร้าง TRUST 20 9 การจัดการ Mindset 21 10 emotional intelligence 22 11 servant leadership 23 12 Best Alternative to negotiation for agreement 28 13 Hypothesis of Theory 28 14 สถานการณ์I am okay – You are okay 29 15 จุดดำ 29 16 Feedback 29 17 ความท้าทายต่อแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ 40 18 การประยุกต์ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency economy) ในการดำรงชีวิต 41 19 Conflict of Interests 43 20 การขัดแย้งระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม 44 21 ผลประโยชน์ส่วนตัว (Private Interest) 44 22 สถานะและขอบเขตอำนาจหน้าที่ 44 23 การแทรกแซงการตัดสินใจ 45 24 การรับผลประโยชน์ต่างๆ 45 25 การทำธุรกิจกับตนเอง 45 26 Post-employment 46 27 การทำงานพิเศษ 46 28 การรู้ข้อมูลภายใน 47


ซ สารบัญภาพ (ต่อ) หน้า ภาพที่ 29 การใช้ทรัพย์สินของราชการเพื่อประโยชน์ธุรกิจส่วนตัว 47 30 Pork-barreling 48 31 Nepotism 48 32 Influence 49 33 การมีส่วนใด้เสียในธุรกิจของเอกชน 51 34 ปัญหาการทุจริตคอรัปชัน 51 35 ระบบกฎหมาย 61 36 การจัดองค์กรของรัฐ 65 37 ข้อพิจารณาเปรียบเทียบความแตกต่าง ของระบบราชการไทย 67 38 ความรับผิดของฝ่ายปกครอง 69 39 ธรรมชาติของการเกิดโรค 74 40 การบริการสุขภาพปฐมภูมิหลังการกระจายอำนาจ 91 41 ระบบบริการปฐมภูมิ (Primary care) 91 42 ระบบสุขภาพชุมชน 92 43 เวชศาสตร์ครอบครัว 92 44 บริการสุขภาพปฐมภูมิตามกฎหมาย 3 45 การกระจายอำนาจ รพสต.สู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 93 46 การบริการสุขภาพปฐมภูมิหลังการกระจายอำนาจ 95 47 การจัดการปฐมภูมิในเขตเมืองระยอง 95 48 กลยุทธ์การทำงานสนับสนุนการถ่ายโอน รพ.สต. สู่อบจ.ระยอง 96 49 กลยุทธ์การทำงานสนับสนุนการถ่ายโอน รพ.สต. สู่อบจ.ระยอง 96 50 ถอดบทเรียนด้าน Health Outcome 96 51 การพัฒนาศักยภาพ Primary Care 97 52 ภาพรวมกรอบวงเงินงบประมาณ 99 53 วงเงินและโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 100


1 รายงานผลการเรียนรู้ หลักสูตรฝึกอบรมนักบริหารการแพทย์และสาธารณสุขระดับสูง (น.บ.ส.) รุ่นที่ ๓๙ 1. หลักการและเหตุผล สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข มอบหมายให้วิทยาลัยนักบริหารสาธารณสุข จัดอบรมหลักสูตรนัก บริหารการแพทย์และสาธารณสุขระดับสูง (น.บ.ส.) รุ่นที่ ๓๙ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 เพื่อฝึกอบรมนัก บริหารระดับสูง ให้มีความพร้อมในการเป็นผู้บริหาร ที่มีภาวะผู้นำ สามารถปฏิบัติงานในบริบทที่ท้าทาย มีความรอบ รู้สถานการณ์ในทุกมิติ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สามารถกำหนดยุทธศาสตร์ กำหนดนโยบายด้านการบริหาร จัดการระบบสุขภาพของประเทศ และขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล นโยบายด้านการแพทย์ สาธารณสุข และด้าน อื่น ๆ ประสานการทำงานเป็นเครือข่ายร่วมกันอย่างเป็นระบบ สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ตลอดเวลา เพื่อประโยชน์ต่อประชาชน ประเทศชาติ และนานาชาติ การจัดอบรมเป็นแบบเผชิญหน้า (Face-to-face training) ผู้เข้ารับการฝึกอบรมทั้งหมด 67 คน สรุปผล การเรียนรู้จากการบรรยาย สะท้อนการเรียนรู้จากการฝึกอบรม เป็นผลการเรียนรู้ตลอดหลักสูตรและให้ข้อเสนอเชิง นโยบายเพื่อการพัฒนาหลักสูตรนักบริหารระดับสูง ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันเป็นไปตามความต้องการใน การพัฒนาสมรรถนะของผู้บริหารระดับสูงที่จะเข้ารับการฝึกอบรมต่อไป 2. วัตถุประสงค์ของการจัดทำรายงานผลการเรียนรู้ตลอดหลักสูตร มีดังต่อไปนี้ 2.1 เพื่อนำเสนอผลการเรียนรู้ตลอดหลักสูตร ตามหมวดโครงสร้างหลักสูตรนักบริหารการแพทย์และ สาธารณสุขระดับสูง (น.บ.ส.) รุ่นที่ 39 2.2 เพื่อให้ข้อเสนอเชิงนโยบายในการดำเนินการหลักสูตรนักบริหารการแพทย์และสาธารณสุขระดับสูง (น.บ.ส.) ต่อไป 3. วิธีดำเนินการ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารการแพทย์และสาธารณสุขระดับสูง (น.บ.ส.) ได้ออกแบบวิธีการ รายงานผลการเรียนรู้ตลอดหลักสูตร ดังนี้ 3.1 ขั้นก่อนดำเนินการ 3.1.1 ศึกษาโครงสร้างหลักสูตร 3.1.2 วิเคราะห์หัวข้อการบรรยาย และตารางอบรม 3.1.3 ออกแบบแบบสรุปผลการเรียนรู้และการประยุกต์ใช้โดยการสรุปนำเสนอต่อที่ประชุมและ รวบรวมเพื่อบันทึกการเรียนรู้ตลอดหลักสูตร 3.1.4 มอบหมายผู้เข้ารับการฝึกอบรมเป็นรายบุคคลทำการสรุปผลการเรียนรู้ตลอดหลักสูตรตาม หัวข้อการบรรยาย 3.2 ขั้นดำเนินการ มอบคณะกรรมการวิชาการดำเนินการซึ่ง นบส ทุกท่านจะได้เป็นกรรมการวิชาการทุกท่าน 3.2.1 แจ้งตารางการบันทึกการเรียนรู้ทุกสัปดาห์


2 3.2.2 เก็บข้อมูลการบันทึกผลการเรียนรู้ใน Google drive ทั้งเป็น power point นำเสนอและ แบบที่เป็นเอกสารรายละเอียดเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้ นบส. ได้ศึกษาเพิ่มเติม 3.3 ขั้นสรุป มอบคณะกรรมการวิชาการ ดำเนินการดังนี้ 3.3.1 รวบรวมข้อมูลการบันทึกการเรียนรู้ 3.3.2 วิเคราะห์ผลการเรียนรู้ตลอดหลักสูตรเปรียบเทียบกับโครงสร้างหลักสูตร 3.3.3 สรุปรายงานผลการเรียนรู้และข้อเสนอเชิงนโยบาย 4. สรุปผลการดำเนินงาน จากการศึกษาโครงสร้างหลักสูตรพบว่าโครงสร้างหลักสูตรประกอบด้วย 4 หมวดวิชา ระยะเวลาฝึกอบรม 11 สัปดาห์ กำหนดกิจกรรมการเรียนรู้ไว้ 4 หมวด ได้แก่ หมวดวิชาการพัฒนาสมรรถนะด้านผู้นำ (Leadership) หมวดที่ ๒ หมวดวิชาการพัฒนาสมรรถนะทางการบริหาร (Management) หมวดที่ ๓ หมวดวิชาการพัฒนา สมรรถนะเชิงยุทธศาสตร์ (Strategy) หมวดที่ ๔ กิจกรรมเสริมสร้างสมรรถนะทางการบริหาร จำนวน 330 ชั่วโมง อบรมระหว่างวันที่ 21 พฤษภาคม ถึง 28 กรกฎาคม 2566 และศึกษาดูงานต่างประเทศ ณ ระหว่างวันที่ 2-6 กันยายน 2566 และสรุปผลการศึกษาดูงานต่างประเทศ, สรุปผลการเรียนรู้ตลอดหลักสูตร, ปัจฉิมนิเทศ ระหว่าง วันที่ 7-8 กรกฎาคม 2565 มีกิจกรรมที่กำหนดดังนี้ 1) กิจกรรมเตรียมความพร้อม (Pre-session) 2) กิจกรรมการเรียนรู้ (Learning Session) 3) การทำผลงานข้อเสนอเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ ในรูปแบบผลงานรายบุคคลและผลงานกลุ่ม โดยพบอาจารย์ที่ปรึกษา IS, IDP, การสัมมนา, การศึกษาดูงานต่างประเทศ 4) การสรุปผลการเรียนรู้ (Reflection Session) ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้บันทึกผลการเรียนรู้ตามที่ได้รับ มอบหมาย และมีผลการดำเนินงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังนี้ผลการเรียนรู้ตลอดหลักสูตร ผู้เข้ารับการฝึกอบรม หลักสูตรฝึกอบรมนักบริหารการแพทย์แลสาธารณสุขระดับสูง (น.บ.ส.) รุ่นที่ ๓๙ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ โครงสร้างหลักสูตรประกอบด้วย 4 หมวดวิชาระยะเวลาฝึกอบรม 11 สัปดาห์ กำหนดกิจกรรมการเรียนรู้ไว้ 4 หมวด ได้แก่ หมวดที่ 1 หมวดวิชาการพัฒนาสมรรถนะด้านผู้นำ (Leadership) หมวดที่ ๒ หมวดวิชาการพัฒนา สมรรถนะทางการบริหาร (Management) หมวดที่ ๓ หมวดวิชาการพัฒนาสมรรถนะเชิงยุทธศาสตร์ (Strategy) หมวดที่ ๔ กิจกรรมเสริมสร้างสมรรถนะทางการบริหารโดยมีรายละเอียดผลการดำเนินงานแต่ละด้านดังนี้ 1. ด้านการพัฒนาสมรรถนะด้านผู้นำ (Leadership) ได้พัฒนาการคิดแบบ Growth mindset ที่เชื่อว่า ศักยภาพของคนพัฒนาได้ผ่านการฝึกฝนและลองทำ, อุปสรรคคือความท้าทาย ร่วมกับ Mindset of leader ที่ต้อง มีคือ Resilience พลังที่มาจากตัวเราทุกคนและอีกประการสำคัญของผู้นำคือ listening position อย่างไรให้เหมาะ กับสถานการณ์โดยใช้หลัก RASA ที่ประกอบด้วย R = receive รับข้อมูล, A = Appreciate โต้ตอบอย่างสม่ำเสมอ, S = Summarize สรุปประเด็นสำคัญ , A = Ask ยิงคำถามเป็นระยะ องค์ประกอบที่เสริม Growth mindset, Smart leader คือ การสร้างสุขด้วยสติในองค์กร การปรับปรุงจิตพื้นฐานให้เป็นจิตขั้นสูงกว่าด้วยจิตวิทยาสติ (Mindfulness) 2. การพัฒนาสมรรถนะทางการบริหาร (Management) การบริหารองค์กรและการจัดการแนวใหม่ ควรให้ความสำคัญกับความไว้วางใจ (Trust) ซึ่งแบ่งเป็น 5 ระดับ Level 1 : Primary Trust การเข้าใจตัวเอง


3 Level 2 : Relationship Trust สร้างความสัมพันธ์กับคนในทีมโดยการรับฟัง สื่อสารเชิงบวก Level 3 : Organizational Trust องค์กรที่มี Trust มากจะลดความซ้ำซ้อนของงานทำงานได้รวดเร็ว Level 4 : Market Trust ไว้วางใจความเป็น Professional ขององค์กร Level 5 : Social Trust การบริหารงานแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ที่ดี ประกอบด้วยปัจจัยความสำเร็จ 3 ประการ คือ Collaboration การสานพลังระหว่างภาครัฐและภาคอื่น ๆ , Innovation การสร้างนวัตกรรม , Digitalization การปรับเข้าสู่ความเป็นดิจิทัล 3. การพัฒนาสมรรถนะเชิงยุทธศาสตร์ (Strategy) ความท้าทายของระบบสาธารณสุขไทยคือ Poly crisis เป็นการเปลี่ยนแปลงจาก VUCA World โลกแห่งความผันผวน, ไม่แน่นอน, สลับซับซ้อน สู่ BANI World โลกที่คาด เดายาก ซับซ้อน แต่สามารถวางยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ประกอบด้วย 1) การยกระดับบริการกระทรวงสาธารณสุข ไทยเพื่อให้เป็นโรงพยาบาลของประชาชน 2) การยกระดับบริการ service plan 3) การยกระดับบริการการแพทย์ และการสาธารณสุขสู่ระบบดิจิตอล 4) การเพิ่มศักยภาพบริการ 5) การลงทุนที่เหมาะสม (การลงทุนเพื่อพัฒนา ระบบบริการ) 6) การบริหารอัตรากำลังคน 4. การเสริมสร้างสมรรถนะทางการบริหาร สามารถให้ข้อเสนอเชิงนโยบาย 1) การส่งเสริมป้องกันโรคใน บริบทการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น 2) ยุทธศาสตร์ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ 3) ยุทธศาสตร์ด้านระบบสุขภาพ ผู้สูงอายุ 4) ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางสุขภาพ 5) การประยุกต์การศึกษาดูงานระบบสุขภาพทั้งด้าน Health system, Primary care, long term care, Digital health เพื่อพัฒนาระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข ที่ดี มีสุขภาพที่ดี เจ้าหน้าที่มีความสุข ระบบสุขภาพยั่งยืนต่อยอดให้มีความก้าวหน้า อยู่ในระดับชั้นนำของอาเซียน และนานาประเทศ นอกจากนี้ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมยังได้เรียนรู้จากการจัดทำผลงาน และจากการให้คำปรึกษาของอาจารย์ที่ ปรึกษา ดังนี้ 1) รายงานส่วนบุคคล ทั้ง Individual Study (IS), Individual Development Plan (IDP) เพื่อขับเคลื่อน นโยบายและมีแนวทางการแก้ปัญหา ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ ในการทำงาน IS คนละ 1 ฉบับ รวม 67 ฉบับ, IDP คนละ 1 ฉบับรวม 67 ฉบับ 2) การจัดทำผลงานกลุ่ม โดยกิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการและการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์การแก้ปัญหา สุขภาพ จำนวน 4 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 เรื่อง ข้อเสนอเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในบริบทการ กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นด้านสาธารณสุข ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย คือ 1 ทุกภาคส่วนกำหนดเป้าหมายทาง ยุทธศาสตร์ร่วมกัน 2 คุณภาพชีวิตชุมชนดีด้วยสุขภาวัฒน์ 3 สร้าง Healthy Living โดยสร้าง Healthy Environment, Healthy Setting, Healthy People 4 บูรณาการระบบสุขภาพปฐมภูมิ โดยประชาชนมีส่วนร่วม ใช้ชุมชนเป็นฐาน โดยนักบริบาลชุมชน 5 Personalized PP by Data Integration กลุ่มที่ 2 เรื่อง การศึกษายุทธศาสตร์ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิเพื่อยกระดับสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย คือ 1) จัดให้มีการบริการสุขภาพปฐมภูมิในรูปแบบการเสริมสร้างสุขภาววะเฉพาะบุคคล (Personalized prevention and promotion) โดยเริ่มต้นจากประชาชน ทุกคนต้องมีรายละเอียด เกี่ยวกับสุข ภาวะของแต่ละคน 2) การจัดตั้งคลินิกหมอครอบครัว Online โดยมีการลงทะเบียนประชาชนเอาไว้ในคลินิกหมอ ครอบครัวโดยที่คลินิกหมอครอบครัวทุกแห่งจะมีการเชื่อมข้อมูลเอาไว้ด้วยกันเพื่อให้สามารถดึงเอาข้อมูลของแต่ละ คลินิกออกมาดูได้ไม่ว่าประชาชนจะอยู่ที่ใดของประเทศไทยก็สามารถใช้บริการได้ตามสิทธิของแต่ละคนแล้วข้อมูล


4 เก็บเอาไว้ในคลังข้อมูลโดยใช้ระบบ Cloud 3) จัดให้มีการประเมินผลลัพธ์ตามแผนปฏิบัติงานของกองปฐมภูมิโดย ทีมจากกระทรวงสาธารณสุขและปรับปรุงตามกระบวนการคุณภาพ โดยมอบหมายให้กองปฐมภูมิติดตามและ จัดสรรให้มีทีมสนับสนุนจากจังหวัดต่างๆ ทำฐานข้อมูลที่ทัน สมัยเพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่นำไปใช้ ประโยชน์ คาดว่านโยบายจะช่วยในการจัดทำระบบปฐมภูมิให้ทำได้ผลลัพธ์ตามแผนยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้รวมทั้ง ปรับปรุงระบบให้ดีขึ้นกว่าเดิม กลุ่มที่ 3 เรื่อง การศึกษาเชิงยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาสุขภาพเรื่องระบบสุขภาพผู้สูงอายุ มีข้อเสนอแนะเชิง นโยบายคือ 1 พัฒนากลไกการขับเคลื่อนและกำกับติดตามนโยบายผู้สูงอายุแบบบูรณาการ 2 พัฒนาระบบกองทุน สนับสนุนการขับเคลื่อนงานผู้สูงอายุ 3 พัฒนาระบบการเชื่อมประสานข้อมูลการให้บริการผู้สูงอายุ 4 พัฒนา เครือข่ายเรียนรู้การสร้างสังคมผู้สูงอายุแบบยั่งยืน 5 พัฒนากระบวนการการมีส่วนร่วมของประชากรกลุ่ม pre ageing กลุ่มที่ 4 เรื่อง การศึกษาเชิงยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาสุขภาพ เรื่องประเด็นยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทาง สุขภาพ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายคือ 1 จัดทำระบบโครงสร้างพื้นฐานสำหรับฐานข้อมูลดิจิทัลเพื่องานด้าน สาธารณสุข การตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างทันท่วงที2 จัดให้มีหน่วยงานระดับชาติ ด้านการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อภายใต้กระทรวงสาธารณสุข 3 จัดทำการทบทวนระหว่างปฏิบัติงานใน ระดับประเทศเพื่อศึกษาการรับมือในทุกด้าน การทบทวนระหว่างปฏิบัติงานในระดับประเทศ 4 ควรจัดให้มีระบบ เฝ้าระวังโรคโควิด 19 ที่มีความไว และ มีความยั่งยืน ตลอดจนมีการติดตามแนวโน้มของการติดเชื้อในกลุ่มก้อน ขนาดเล็ก การตรวจผู้ป่วยที่มีอาการเข้าได้ตามนิยามเป็นประจำในสถานพยาบาลเฝ้าระวังและให้มีการรายงานภาค บังคับทางอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยให้มีระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าหากพบการระบาดในชุมชน ข้อเสนอเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติจากการเรียนรู้ตลอดหลักสูตร รวมถึงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ และ การศึกษาดูงานต่างประเทศ ดังนี้ 1. ข้อเสนอเชิงนโยบายการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค 1.1 Health in All Policy กำหนดยุทธศาสตร์ร่วมกัน (Healthy Together Thailand) ทั้ง Health และ Non-Health Sector ขับเคลื่อนผ่านเขตสุขภาพ 1.2 Reform บทบาท เขต – CPPO, สสจ. และ สสอ. เป็น Smart Regulator, ยกระดับ พชอ. 1.3 สร้างความรอบรู้สุขภาพ โรงเรียนรอบรู้สุขภาพ ชุมชนรอบรู้สุขภาพ 1.4 Digital PP, PHR และ Personalized PP, Healthy Credit / Health Point 1.5 มุ่งเน้น NCD (เบาหวาน ความดันโลหิตสูง มะเร็ง) , เชื่อมโยงการค้นหา คัดกรอง การรักษา เน้นลดพฤติกรรมเสี่ยงสุขภาพ 2. ข้อเสนอเชิงนโยบายระบบริการปฐมภูมิ 2.1 รพ. เขตเมือง , ขอบเขต Service ขึ้นอยู่กับบริบท เน้นในเขตเทศบาล หรือ ชุมชนเมือง 2.2 ขยายหน่วยบริการเอกชนเข้าร่วมบริการปฐมภูมิ คลินิกเอกชน,ร้านขายยา,คลินิก Lab สิทธิประโยชน์ ทุกกองทุน


5 2.3 Home Ward สิทธิประโยชน์ทุกกองทุน 2.4 การดูแลด้วยชุมชนเป็นฐาน Health Station ทุกหมู่บ้าน มีนักบริบาลชุมชน ทำงานร่วมกับ อสม. รพสต. 2.5 Digital Transformation Telemedicine EMR, PHR 2.6 เพิ่มความเข้มแข็งเวชศาสตร์ครอบครัว จาก Gate Keeper เป็น Community Health Manager เพิ่มค่าตอบแทน โดยให้เป็นจำนวนเงินต่อประชากรที่ขึ้นทะเบียนต่อแพทย์กำหนดสัดส่วนการให้ทุนแพทย์เฉพาะ ทาง: แพทย์ Fam med 3. ข้อเสนอเชิงนโยบายการดูแลผู้สูงอายุ 3.1 Live Well-Age Well-Leave Well เครือข่ายร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน, One Province One Nursing Home โดยให้เอกชนลงทุนหรือร่วมลงทุน และรัฐช่วยจ่ายร้อยละ 50 ประชาชนร่วมจ่ายร้อยละ 50 Day Care หรือ ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูชุมชน, สถานชีวาภิบาล 3.2 เมืองที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ, ขับเคลื่อนโดย พชอ, ปรับสภาพบ้านและสิ่งแวดล้อม 3.3 การเพิ่มการเข้าถึงคลินิกผู้สูงอายุ ในกลุ่มเสี่ยงต่อสมองเสื่อมและการหกล้ม 3.4 สนับสนุนวัสดุ อุปกรณ์การแพทย์, รัฐบาลร่วม Subsidize ราคาอุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็น, เพิ่มชุด สิทธิประโยชน์การฝังรากฟันเทียมทุกกองทุน 3.5 เร่งพัฒนาบุคลากร Care Giver, นักกายภาพบำบัด, แพทย์/พยาบาล 4. ข้อเสนอเชิงนโยบายความมั่นคงด้านสุขภาพ 4.1 ยกระดับ One Health ในระดับจังหวัด การค้นหาความเสี่ยงในคน สัตว์ สิ่งแวดล้อม ยกระดับการ Surveillance 4.2 ยกระดับบริการสุขภาพเพื่อสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพ, ยกระดับ Primary Urban Health Care ขับเคลื่อนนโยบาย SAP และ Service Plan ,ลงทุนด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ 4.3 การบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินในพื้นที่ที่มีการถ่ายโอนฯ รพ.สต., การบังคับใช้พรบ. ควบคุมโรค หรือ พรบ.อื่นที่เกี่ยวข้อง, การจัดทำแผนและซ้อมแผนร่วมกับ อปท. 4.4 การบริหารจัดการด้าน Supply Chain และ Logistic, การมี Safety Stock ของอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ ในระดับรพ. จังหวัด เขต และประเทศ 4.5 No One Is Safe Until Everyone Is Safe” UHC for everyone, International Global HealthSecurity 5. ข้อเสนอเชิงนโยบาย Digital Health 5.1 ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการบริการใช้บัตรประชาชนใบเดียว, ตั้งเป้า Telemedicine 1% ของ OPD visit, AI 5.2 ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ Cloud Technology, Standard Data Set, Cybersecurity IT specialist 5.3 พัฒนาระบบ National Health Data Platform, ผลักดันพรบ. ระบบข้อมูลสุขภาพแห่งชาติ National Health Data Board นำร่องในเขตสุขภาพ


6 5.4 พัฒนา Digital Literacy บุคลากรและประชาชน, หลักสูตรพัฒนาด้านดิจิทัลสำหรับผู้บริหาร 5.5 ต่อยอด Application ของกระทรวงสาธารณสุขเพื่ออำนวยความสะดวกในกิจกรรมทางสุขภาพของ ประชาชน


7 การทำงานเป็นทีมและการสร้างเครือข่ายการทำงาน (Teamwork & Networking) วัตถุประสงค์ 1. สำรวจและเสริมสร้างบุคลิกและทักษะการทำงานเป็นทีมที่มีขีดสมรรถนะสูง (High performance team) 2. สร้างเครือข่าย (Networking) อย่างได้ผล สรุปประเด็น 1. ทีมขีดสมรรถนะสูง A TEAM ประกอบด้วย A Association สื่อสารสัมพันธ์ ไว้วางใจได้ สื่อสารเปิดกว้างและชัดเจน T Target and Thinking style มุ่งมั่นสู่เป้าหมายและวิธีคิดค่านิยมเชิงบวก เห็นคุณค่ากันและกัน E Effective Leadership ภาวะผู้นำ เข้าใจคนและมุ่งผลลัพธ์ A Aligning Role บทบาทที่ใช่และเสริมกัน พร้อมปรับตัวเพื่อช่วยเหลือกันอย่างรับผิดชอบ M Management Process กระบวนการทำงาน PDPA มีประสิทธิภาพ แก้ปัญหาเป็น 2. 3C + 3มั่น กุญแจสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งและรักษาให้ยั่งยืน ประกอบด้วย Connect เชื่อมต่อ เลือกหุ้นส่วนที่สนใจตรงกันและมีอิทธิพลต่อกลุ่มเป้าหมาย. Collaborate ทำงานร่วมกัน กำหนดเป้าหมายและบทบาทหน้าที่ร่วมกัน แลกเปลี่ยนทรัพยากร Create สร้างสรรค์ผลงาน บรรยากาศต้องเอื้อต่อนวัตกรรมและการแก้ปัญหาร่วมกัน ยืดหยุ่น ปัจจัยเอื้อเพื่อรักษาเครือข่าย (3 มั่น) มือมั่น การมีส่วนร่วม ฐานมั่น ระบบเครือข่าย ใจมั่น ประโยชน์จูงใจ เทคนิคคุยเพลินได้เพื่อน 1+3 เป็นเทคนิคในการสื่อสารสัมพันธ์ ประกอบด้วยเล่า 1 ส่วน ถาม 3 ส่วน เล่า 1 ส่วน เทคนิคคือ ถูกจังหวะ น่าสนใจ เกิดประโยชน์ ถาม 3 ส่วน ประกอบด้วย ฟัง แบบ 80/20 สบตา สังเกตภาษากาย ชม จากใจ ถึงจุดเด่นทั้งภายนอกภายใน ผลดีและประโยชน์ที่ได้รับ ถาม ปลายเปิด (อะไร อย่างไร) เพื่อคุ้นเคยสนิทสนม เพื่อกระตุกคิด เทคนิคระดมสมอง ลองออกแบบ ABC คือ เทคนิคการคิดเชิงออกแบบ การคิดแก้ปัญหาที่สามารถนำไป สร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อแก้Pain point โดยยึดผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง มีขั้นตอนคือ A Aware client's insight เข้าใจปัญหา B Building solution สร้างทางออก C Check & Learn ทดสอบและเรียนรู้ เทคนิคประสานสิบทิศ เพื่อสร้างภาวะผู้นำ เข้าใจคนและมุ่งผลลัพธ์ และสร้างการทำงานร่วมกัน โดยการเชื่อมโยง บทบาท ความต้องการความคาดหวังให้สอดคล้องกัน ทั้งภายในและระหว่างทีมเพื่อบรรลุเป้าหมายหลักร่วมกัน อัน มาจากหลักความคิด outward mindset


8 การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ สามารถนำแนวคิดสมรรถนะสูง A TEAM ซึ่งประกอบด้วย A:Association สื่อสารชัดเจนและเปิดกว้าง, T : Target and Thinking style กำหนดเป้าหมาย คิดเชิงบวก ให้คุณค่ากันและกัน, E : Effective Leadership การมีภาวะผู้นำเข้าใจคนทำงานที่มุ่งผลลัพธ์, A : Aligning Role ปรับบทบาทเพื่อช่วยเหลือกันและกัน, M : Management Process ปรับการทำงานให้เกิดแนวคิด PDPA มีประสิทธิภาพ


9 “บทบาทของนักบริหารที่ผู้บริหารระดับสูงคาดหวัง” 1. หลักสูตร นบส. เป็นการเตรียมตัวขั้นอำนวยการสูง a. Leadership b. Follower c. Coordinator d. Creator 2. สมรรถนะที่สำคัญ ได้แก่ ผู้นำ ,มีกลยุทธ์,บริหารจัดการ และทักษะด้านอื่นๆ ได้แก่ • สื่อสารได้ • สัมพันธภาพที่ดี - เปิดใจรับฟัง - ยุทธศาสตร์ - ปรับตัวได้ - บริหารคน - คนเงินของ - เครือข่าย - ความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่จะต้องเผชิญ ได้แก่ Social, Demographic, politic การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพของนักบริหารที่ผู้บริหารระดับสูง คือ 1. Leadership ผู้นำที่ต้องตัดสินใจที่ดี สื่อสารวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ชักจูงผู้ติดตามไปสู่เป้าหมายร่วม 2. Follower ผู้นำที่ผู้ตามอยากติดตาม 3. Coordinator ผู้นำที่ต้องสื่อสารด้วยการเปิดใจ 4. Creator ผู้นำที่มีความคิดเชื่อมโยงที่พยายามหาทางออกหลาย ๆ ทาง ใช้ความคิดที่หลากหลาย คัดสรรค์หาทางเลือกใหม่


10 คุณธรรม จริยธรรม สำหรับนักบริหาร ตามหลักธรรมาภิบาล และการสร้างสุขด้วยสติในองค์กร (Mindfulness in Organization : MIO) การนั่งสมาธิ (Meditation) นั่งหลังตรง หย่อนไหล่ลงเล็กน้อย ใบหน้าผ่อนคลาย เริ่มจากสูดลมหายใจเข้า ออกยาว ๆ 4-5 ครั้ง ให้จิตรับรู้การสัมผัสที่บริเวณปลายจมูก ณ ตำแหน่งและข้างที่ชัดเจนที่สุดตำแหน่งเดียว ติดตามการรับรู้สัมผัสแบบเบาบางนี้ หรือเรียกว่า อานาปานสติ (ไม่ต้องติดตามลมหายใจลงไป) ประมาณ 1-3 นาที เมื่อจิตเริ่มนิ่งหรือพักแล้ว ให้เริ่มฝึกการตั้งสติ (จิตทำงานอย่างมีคุณภาพ) โดยไม่มีการตอบโต้และปรับแต่งใด ๆ แค่รับรู้ เห็นจิตตามความเป็นจริง เห็นอนิจจัง (เห็นการเปลี่ยนแปลงตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย แล้วปล่อยวาง) ด้วยการไล่ตามการรับรู้การสัมผัสจากภายนอกของร่างกาย (Body scan) เริ่มจากส่วนบนของร่างกายไล่ลงไป ส่วนล่างของร่างกายดังนี้ พิจารณาการสัมผัสบริเวณศีรษะส่วนหน้าผาก ใบหน้า ไหล่ซ้าย แขนซ้าย มือซ้าย ไหล่ขวา แขนขวา มือขวา ส่วนของลำตัวหน้าหน้าและด้านหลัง ต้นขา ขา เท้า ด้านซ้ายและด้านขวา ตามลำดับ ให้แค่ดู ความรู้สึก แล้วปล่อยวาง จากนั้นเริ่มฝึกการหยุดหรือปล่อยวางความคิด โดยการติดป้ายความคิด (Think scan) เมื่อมีความคิดแทรกเข้ามาหลาย ๆ ชุดความคิด ให้นึกในใจ เช่น คิดแล้วนะ ขุ่นเคืองแล้วนะ ฟุ้งซ่านแล้วนะ ให้ดูว่า เป็นแค่อารมณ์ เกิดแล้วดับ แล้วความคิดทั้งหลายจะเริ่มหายไป จากนั้นเริ่มซักซ้อมทางใจ โดยนึกถึงเหตุการณ์ ในช่วง 2-3 วัน ที่ผ่านมา ใครที่ทำให้เราโกรธ ทุกข์ สะเทือนใจหรือกังวลใจ ให้ไตร่ตรองเรื่องราวลำดับเหตุการณ์ให้ เห็นภาพชัดเจนว่าเกิดขึ้นตอนไหน เวลาไหน พินิจถึงอารมณ์ที่เกิด ใคร่ครวญในใจ เขาคนนั้นก็มีความทุกข์เหมือนกัน ติดป้ายความคิด และให้ปล่อยวาง อภัยให้แก่กัน ฝึกแบบนี้ทุกวัน ให้เข้าใจ และเอามาใช้งานในชีวิตประจำวัน จากนั้นให้แผ่เมตตา สุข สงบ มิตรไมตรี และอิสระจากความทุกข์ ปารถนาดีต่อสรรพชีวิตที่อยู่บนโลกนี้ การปรับปรุงจิตพื้นฐานให้เป็นจิตขั้นสูงกว่าด้วย จิตวิทยาสติ (Mindfulness) ซึ่งสามารถอธิบายได้โดย หลักการทาง Neuroscience กล่าวคือ "ความเป็นผู้มีสติหรือจิตตั้งมั่น" เป็น "การเพ่งความใส่ใจของตนไปที่อารมณ์ ความคิด และความรู้สึกที่เกิดขึ้นในทุกขณะ โดยตั้งใจจดจ่อ ยอมรับและไม่มีการตัดสินใด ๆ" หากทุกคนในองค์กรมี สติ ทุกอริยาบถ รับรู้และปล่อยวางอารมณ์ที่รุนแรง เช่น โกรธ เกลียด โดยไม่แสดงอาการตอบโต้ตามอารมณ์ ดังกล่าว ให้อภัยต่อเหตุการณ์ที่เกิดจากจิตใต้สำนึก มอบความรักปารถนาดีต่อเพื่อนร่วมงาน องค์กรนั้นจะน่าอยู่และ พัฒนา นำไปสู่จุดมุ่งหมายสูงสุดขององค์กรคือ เป็นองค์กรที่มีศีลธรรมและเจริญก้าวหน้า ภาพที่ 1 หลักการทาง Neuroscience


11 การพัฒนาสติแนวใหม่ หรือจิตวิทยาสติ มีความจำเป็นต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งเร้าที่ไม่ แน่นอน การรับมือที่ดีที่สุดคือการมีสติตั้งมั่น ซึ่งทุกคนสามารถฝึกปฏิบัติได้ ช่วยในการจัดการความคิดและ ปลดปล่อยจิตใต้สำนึกให้เบาบางลง ลดอาการ Burnout ที่มาจากจิตด้านลบลงได้ การฝึกจิตขั้นสูงให้เป็นผู้ดู เห็นจิต ตามความเป็นจริง (เป็นจิตที่มีคุณภาพ) มีความจดจ่อต่อสิ่งที่ทำ ในทางการแพทย์นั้น นำมาใช้ในการบำบัดโรค ซึมเศร้า วิตกกังวล บาดเจ็บทางใจ ช่วยลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) และบำบัดโรคมะเร็งได้ (สมองส่วน Hypothalamus จะสั่งให้เม็ดเลือดขาวแข็งแรงขึ้น ภูมิต้านทานของร่างกายเพิ่มขึ้น) ภาพที่ 2 การพัฒนาสติแนวใหม่ หรือจิตวิทยาสติ ความสงบของสมาธิ เป็นความว่างจากความคิดทั้งปวง แม้จะเห็นแสงสว่าง ก็ไม่ต้องสนใจ ให้กลับมาดูลม หายใจที่สัมผัสปลายจมูกอยู่เสมอ เป็นการสร้างการเรียนรู้ให้กับสมองจนเกิดความเคยชิน ควรจะฝึกนั่งสมาธิทุกวัน ให้เกิดความชำนาญ ระดับของสมาธิในพุทธศาสนาแบ่งเป็นสามระดับดังนี้คือ 1) ขณิกสมาธิ คือ สมาธิค่อย ๆ เล็กน้อย ที่ใช้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น อ่านหนังสือ หรือขับรถ 2) อุปจารสมาธิ คือ สมาธิที่แน่วแน่มากกว่าขณิก สมาธิ แต่แน่วแน่น้อยกว่าอัปปนาสมาธิ 3) อัปปนาสมาธิ คือ สมาธิที่ไม่หวั่นไหว หมายถึงสมาธิระดับฌานสมาบัติ ปฐมฌาณ ขึ้นไป สวดมนต์ เป็นกิจกรรมที่ประกอบด้วยการทำสมาธิและการตั้งสติ โดยขณะที่เปล่งเสียงพูดที่มีจังหวะและ โทนเสียงนั้น ช่วยให้มีสมาธิได้เร็วขึ้น มีการรับรู้ลมหายใจเข้าออกอยู่เสมอ รู้จิตต่อเนื่อง (ทั้งภายในและภายนอก) ไม่ วอกแวก ดังนั้น ควรจะสวดมนต์ทุกวัน


12 ผู้บริหารกับความฉลาดทางอารมณ์ ภาพที่ 3 ผู้บริหารกับความฉลาดทางอารมณ์ ภาพที่ 4 เครื่องมือในการฝึกอบรม สติในตน


13 ภาพที่ 5 วิถีชีวิต (แบบ 2) การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพด้าน คุณธรรม จริยธรรม สำหรับ นักบริหาร ตามหลักธรรมาภิบาล และการสร้างสุขด้วยสติในองค์กร (Mindfulness in Organization : MIO) การสร้างสุขด้วยสติในองค์กร ด้วยการปรับปรุงจิตพื้นฐานให้เป็นจิตขั้นสูงกว่าด้วย จิตวิทยาสติ (Mindfulness) "ความเป็นผู้มีสติหรือจิตตั้งมั่น" เป็น "การเพ่งความใส่ใจของตนไปที่อารมณ์ ความคิด และความรู้สึก ที่เกิดขึ้นในทุกขณะ โดยตั้งใจจดจ่อ ยอมรับและไม่มีการตัดสินใด ๆ " หากทุกคนในองค์กรมีสติ ทุกอริยาบถ รับรู้ และปล่อยวางอารมณ์ที่รุนแรง เช่น โกรธ เกลียด โดยไม่แสดงอาการตอบโต้ตามอารมณ์ดังกล่าว ให้อภัยต่อ เหตุการณ์ที่เกิดจากจิตใต้สำนึก มอบความรักปรารถนาดีต่อเพื่อนร่วมงาน จะทำให้องค์กรน่าอยู่และพัฒนา ไปสู่ จุดมุ่งหมายสูงสุดขององค์กร คือ เป็นองค์กรที่มีศีลธรรมและเจริญก้าวหน้า


14 สุนทรียการสื่อสารสำหรับผู้บริหาร 1. แบบทดสอบบุคลิกภาพ แบบทดสอบบุคลิกภาพที่สามารถนำมาใช้ได้โดยใช้เวลาไม่นาน และสามารถทำได้ใน อุปกรณ์ทุกชนิด เช่น โทรศัพท์ หรือ tablet เป็นต้น และนิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ Myers Briggs Type Indicator (MBTI) โดยที่การ ทดสอบจะแบ่งบุคคลเป็น 16 แบบ ซึงมีสัญลักษณ์ เป็นตัวอักษร 4 ตัว - ตัวที่ 1 มี 2 ตัว คือ E(Extrovert) และ I (Introvert) - ตัวที่ 2 มี 2 ตัว คือ S(Sensing) และ N(Intuition) - ตัวที่ 3 มี 2 ตัว คือ T(Thinking) และ F(Feeling) - ตัวที่ 4 มี 2 ตัว คือ J(Judgement) และ P(Perception) - เมื่อได้อักษรครบทั้ง 4 ตัวจากแบบทดสอบจะสามารถบอกลักษณะของบุคคลนั้นได้ว่าจะมีลักษณะแบบ ใดบ้างในทั้งหมด 16 แบบ ดังนั้นแบบทดสอบจึงเป็นสิ่งที่สามารถทำนายลักษณะของบุคคลได้ในเบื้องต้น แต่ถ้า ต้องการดูให้ละเอียดมากขึ้นต้องใช้แบบทดสอบที่ละเอียดมากกว่า MBTI 2. Interpersonal skill development - การพัฒนาศักยภาพในด้านมนุษสัมพันธ์เพื่อมีคุณภาพชีวิตที่ดีพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ในสังคมปัจจุบัน ต้องมีความเข้าใจ 3 ข้อ ได้แก่ 1. การเปลี่ยนแปลงทางกระบวนการทัศน์และบริบททางสังคมที่เกิดขึ้น 2. เข้าใจผู้อื่นด้วยการฟังที่ดีมีคุณภาพปราศจากอคติ 3. เข้าใจอุปนิสัยเชิงลึกที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของตนเอง - สถานการณ์ของโลกในปัจจุบันมีลักษณะที่มีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมาก(exponential changing world)และอยู่ในช่วงที่เรียกว่า ยุคVUCA=V(Volatility)U(uncertainty)C(complexity)A(ambiguity) และใน อนาคตจะเข้าสู่ยุค BANI=B(brittle),A(anxious),N(nonlinear), I(incomprehensible) 3. How to get the knowledge 1. การไม่ทำตัวเองเป็นน้ำที่เต็มแก้ว (The hardest lessons to learn in life are the ones we think we have already learned.) 2. การฟังด้วยความตั้งใจและฟังให้มากกว่าพูด (The most basic of all human needs is the need to understand and be understood. The best way to understand people is to listen to them.) 3. การฟังที่มีประสิทธิภาพประกอบด้วย 3 อย่าง คือ 1) compassion 2) open mindedness 3) no judgement


15 “สุนทรียการสื่อสารสำหรับผู้บริหาร” The power of listening The most basic of all human needs is the need to understand and be understood. The best way to understand people is to listen to them – Dr.Ralph Nichols การฟัง (Listening) และ การได้ยิน (hearing) - Hearing – (unconscious, conscious) making no meanings from sound. - Listening – conscious making meaning from sound การฟังและการได้ยิน คำทั้งสองคำมีทั้งความแตกต่างและความเหมือน โดยความคล้าย เกิดจาก input ที่เป็น sound wave ในขณะที่สิงที่ต่างกันระหว่างสองคำนี้ คือ การรับรู้และแปลความความหมายของเสียงที่ได้ยิน โดยสิ่งที่ต้องกำหนดให้เป็น listening คือ การเห็นประโยชน์หรือไม่ ในการฟังนั้นนอกจากเสียงที่ได้ยิน ที่เรียกว่า Verbal แล้ว สิ่งอื่นๆ เช่น สายตา อากัปกิริยา ที่เรียกว่า non-verbal เป็นสิ่งจำเป็น ดังนั้นในการฟังที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องฟังในสิง่ที่พูด (Listen to what is said) และ ฟังในสิ่งที่ไม่ได้พูด (Listen to what is not said) การเป็นมืออาชีพ ผู้พูดจะต้องสร้างต้องสร้างความไว้วางใจ (Trust) ต่อผู้ฟังให้ได้ เรื่องที่ Hard to listen ได้แก่ 1) ซุบซิบนินทา (Gossip) 2) วิพากษ์ วิจารณ์ หรือ ตัดสิน (Judgementalism) 3) พร่ำบ่น (Complaining) 4) พูดแต่แง่ลบ (Negativity) 5) แก้ตัว (Excuse) 6) พูดโอ้อวด (Exaggerate) 7) พูดปะปน ข้อคิดเห็นและ ข้อเท็จจริง (Dogma) เรื่องที่ Easy to listen ได้แก่ 1) รู้จริง ไม่แสแสร้ง (True) 2) มีประโยชน์ (Informative) 3) สั้นกระชับ ชัดเจน (Brief and clear) 4) เกี่ยวข้องกับเรา (Relevant) Listening position different listening positions bring different consequences มี 2 แบบ แบบที่ 1 เพื่อวิพากษ์(Listening critically) - For judgement whether this is interesting, boring, or worth listening แบบที่ 2 เพื่อแสดงความเห็นใจ (Listening empathetically) - Feel the speaker’s feeling - Not just heard for understood - Observe body language


16 - Silence is not the best way of communication - Supportive role - Hopeless lives living in adversity can sometimes reflex the tenderness and care between family - Giving things to other when they are in need beyond the merit of giving - Empathy should be present at all time - My eye views are much wider than before when we shift the position of listening โดยในชีวิตจริงจำเป็นต้องมีการสลับสับเปลี่ยน listening position ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ RASA หลัก RASA โดย Julian Treasure ประกอบด้วย o How to improve (conscious) listening in a fast-paced world? o R = receive รับข้อมูล o A = Appreciate โต้ตอบอย่างสม่ำเสมอ o S = Summarize สรุปประเด็นสำคัญ o A = Ask ยิงคำถามเป็นระยะ การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพการสื่อสารสำหรับผู้บริหาร Listening position ให้เหมาะสมกับสถานการณ์โดยใช้หลัก RASA ที่ประกอบด้วย R = receive รับ ข้อมูล, A = Appreciate โต้ตอบอย่างสม่ำเสมอ, S = Summarize สรุปประเด็นสำคัญ, A = Ask ยิงคำถามเป็น ระยะ


17 การสร้างกรอบความคิด (Mind set) ของผู้บริหาร จากภาพยนตร์ alive แสดงให้เห็น • ภาวะผู้นำ • การคิดบวก • การไม่ยอมแพ้ Albert Einstein “Insanity: Doing the same thing over and over again and expecting different results.” Mindset (กรอบความคิด/ทัศนคติ) ทัศนคติ> พฤติกรรม > ผลลัพธ์ ความเชื่อที่มีผลต่อพฤติกรรม ความเชื่อ(beliefs) อยู่ลึกสุดของภูเขาน้ำแข็ง Growth Mindset fixed mindset: เชื่อว่าตัวเองเกิดมาพร้อมกับความสามารถบางอย่าง มีความสามารถ ความเก่งความ ฉลาด และขาดคุณสมบัติบางอย่างเช่นกัน เชื่อว่าต้องมีพรสวรรค์ถึงจะสำเร็จ Growth mindset: เชื่อว่าความเก่ง ความฉลาด และศักยภาพของคนพัฒนาได้ เชื่อว่าถ้ามีความพยายามจะสำเร็จ fixed mindset: คิดว่าตัวเองเก่งแล้วไม่ต้องพยายามที่ทำไว้เพราะฉันเก่ง : คิดว่าความสำเร็จเกิดจากพรสวรรค์ถ้าตัวเองไม่เก่งเหมือนคนอื่นทำอย่างไรก็ไม่สำเร็จ : คิดว่าความท้าทายใหม่ๆ อยากทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้ดีเท่านั้น : คิดว่าความผิดพลาดคือความพ่ายแพ้คือความล้มเหลวเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ : คิดว่าการได้รับคำแนะนำจากผู้อื่นแปลว่าเราไม่ดีพอ Growth mindset: คิดว่าคนเราพัฒนาความสามารถได้ผ่านการฝึกฝนและลองทำ : คิดว่าความพยายามคือปัจจัยสำคัญในการเดินทางสู่ความสำเร็จ : คิดว่าอุปสรรคคือความท้าทายใหม่ๆ ทำให้เราเติบโต : คิดว่าความผิดพลาดคือประสบการณ์ให้พัฒนาตนเอง : คิดว่าคำแนะนำคือของขวัญ วิธีการเปลี่ยนจาก Fixed mindset เป็น Growth mindset “แต่วันนี้ฉันยังทำไม่ได้ แต่ถ้าฉันยังมีความพยายามและความอดทนฝึกฝนต่อไปฉันจะทำได้ดีขึ้นกว่าเดิม” - หาแรงบันดาลใจคนต้นแบบ อาจารย์ : ผู้บริหารบริษัทเดิม : ดร.บุญชัย โกศลธนากุล : เอกชัย วรรณแก้ว ถอดคุณสมบัติเพื่อเรียนรู้


18 เป็นคนทำงานแบบ Growth mindset Self-reflection: feedback ตัวเอง ทักทายตัวเอง ขอโทษ ชื่นชมขอบคุณทำสม่ำเสมอ ภาพที่ 6 คนทำงานแบบ Growth mindset SMART (การตั้งเป้าหมาย) S : Specific M : Measurable A : Attainable R : Relevant T : Time based ความท้าทายและทักษะ ภาพที่ 7 ความท้าทายและทักษะ -ความสมดุลที่ดีที่สุดคือ Flow - ถ้ากังวลเป็นทุกข์ให้ฝึกทักษะ - ถ้าเบื่อให้หาความท้าทายใหม่ๆ


19 การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพการสร้างกรอบความคิด (Mind set) ของผู้บริหาร Albert Einstein“Insanity: Doing the same thing over and over again and expecting different results.” Growth mindset : เชื่อว่าความเก่ง ความฉลาด และศักยภาพของคนพัฒนาได้ เชื่อว่าถ้ามีความพยายามจะสำเร็จ : คิดว่าคนเราพัฒนาความสามารถได้ผ่านการฝึกฝนและลองทำ : คิดว่าความพยายามคือปัจจัยสำคัญในการเดินทางสู่ความสำเร็จ : คิดว่าอุปสรรคคือความท้าทายใหม่ๆ ทำให้เราเติบโต : คิดว่าความผิดพลาดคือประสบการณ์ให้พัฒนาตนเอง : คิดว่าคำแนะนำคือของขวัญ


20 ทักษะการคิดระดับบุคคล สำหรับผู้บริหาร (Smart leadership) Start with questions: เราอยากทำงานกับผู้นำแบบไหน. Leadership competency: “ก่อนจะนำคนอื่น ต้องนำตัวเองได้ก่อน” - leading yourself - leading others - leading organizations - emotional wellness **** เน้นประเด็นนี้ Smart leadership …. [Self-monitoring style คือ การนำเสนอตัวเองให้ ถูกต้อง ถูกมุม ให้กับทีม] TRUST 1. competency 2. moral 3. วุฒิภาวะ (emotional self-awareness + emotional self-control = emotional intelligence) การสร้าง TRUST คือ +brain based love hormone bonding Trust triangle ภาพที่ 8 การสร้าง TRUST


21 ภาพที่ 9 การจัดการ Mindset Mindset: group of attitudes ไม่ใช่ believe Attitude มีได้หลายรูปแบบ มีหลายขนาด หลายอัน ดังนั้น เราสามารถปรับเพิ่มจำนวน เพิ่มรูปแบบได้ เพิ่มขนาด ทัศนคติใหม่ๆได้ โดยที่เรายังมีทัศนคติแบบเดิมอยู่ก็ได้ Mindset of leader 1. Be proactive: มีเป้าหมาย ทำเพื่ออะไร ทำอย่างไร (ในงาน ในส่วนตัว และการพัฒนาตนเอง) 2. เผชิญหน้ากับปัญหาอย่างมีกลยุทธ์ 3. เติมพลังให้ตนเองได้ *** ข้อนี้คือ สำคัญมาก >>> resilience - พลังที่มาจากตัวเรา ไม่ขึ้นกับสิ่งแวดล้อมภายนอก หรือ คนอื่น - ทุกคนล้วนมีพลังที่เป็นของตัวเอง healing yourself EMOTIONAL INTELLIGENCE ประเมินตนเองโดยใช้ wheel of emotional intelligence - Self-awareness - Self-management - Social awareness - Social management


22 ภาพที่ 10 emotional intelligence Leadership style: ใช้สมองตั้งเป้าหมาย ใช้ใจในการขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จ 1. ชอบสั่งการ corrective /commanding : งานได้ผล คนได้แผน (แผล) เหมาะกับสถานการณ์งาน ด่วน/ฉุกเฉิน 2. มีวิสัยทัศน์ visionary leadership: พูดโน้มน้าว ซื้อใจ ยังไม่เกิดขึ้น ใช้กรณีที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกันกับเรา แต่ใช้บ่อยๆ จะถูกมองว่า ผู้นำไม่มีฝีมือในการที่จะทำเอง 3. Affiliative leadership: people come first ตรงกันข้ามกับ commanding leadership. ใช้เมื่อทีม เริ่มเหนื่อย burnout ข้อเสีย คนสำราญ งานฉิบ (หาย) 4. Democratic leadership: vote Vote แล้ว ok เช่น Entertainment จัดที่ไหน theme เสื้อ ข้อเสีย ถูกมองว่าหัวหน้าไม่กล้าตัดสินใจ มีโอกาสจะเกิด conflict กรณีที่ต้อง vote แล้วโอกาสเกิด conflict หลังทราบผล /วิธีแก้ไข ต้องสร้างกติการ่วมกัน ใช้ visionary leadership เช่น หัวหน้างานนี้มีความสำคัญ ผลักดันองค์กร ขอให้เคารพคะแนนเสียง 5. Pace setting leadership ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ทำตาม step นี้ เหมาะกับ ทีมขาด skill และเราทำได้ เราทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ข้อเสีย: ผู้ตามคิดไม่เป็น เราไม่สามารถทำได้ทุกอย่าง 6. Coaching leadership คุณทำให้ทีมมีความคิดเป็นของตัวเอง สนุก หา solution ได้เอง ลงมือทำให้ สอดคล้องกับเป้าหมายองค์กร ไม่ได้สอน ไม่ได้แนะนำ ไม่ได้หว่านล้อม ห้ามใช้ใน สถานการณ์เร่งด่วน ทีมไม่คิดจะเปลี่ยน (visionary) ข้อเสีย ทีมคิดว่า ผู้นำคิดเองไม่ได้ เอะอะสร้างแรงบันดาลใจ 7. servant leadership ผู้นำที่พร้อมจะเสิร์ฟทุกคน


23 ภาพที่ 11 servant leadership Change stage ต้องมี communication Denial phase: เติม information Resistant phase: support Acceptance phase: directions Commitment: encouragement การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ ทักษะการคิดระดับบุคคล สำหรับ ผู้บริหาร (Smart leadership) Mindset of leader: 1. Be proactive: มีเป้าหมาย ทำเพื่ออะไร ทำอย่างไร 2. เผชิญหน้ากับปัญหาอย่างมีกลยุทธ์3. เติม พลังให้ตนเองได้ สำคัญมาก คือ resilience ให้ความสำคัญว่า พลังที่มาจากตัวเรา ไม่ขึ้นกับสิ่งแวดล้อมภายนอก หรือ คนอื่น , ทุกคนล้วนมีพลังที่เป็นของตัวเอง healing yourself Smart leadership ให้ความสำคัญกับการนำเสนอตัวเองให้ ถูกต้อง ถูกมุม ให้กับทีม] และ TRUST ที่มี องค์ประกอบ สำคัญคือ 1. competency 2. moral 3. วุฒิภาวะ (emotional self-awareness + emotional self-control = emotional intelligence)


24 การสื่อสารเพื่อการโน้มน้าวและการเจรจาต่อรอง (Negotiation) การโน้มน้าวจูงใจ คือการที่ผู้ส่งสารพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงความเชื่อ เจตคติและพฤติกรรมการกระทำ ของบุคคลอื่นด้วยวิธีการที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดผลทางด้านจิตใจ จนเกิดการยอมรับ และเปลี่ยนความเชื่อ เจตคติ และปฏิบัติตามที่ผู้โน้มน้าวต้องการ - การเจรจาต่อรองมนุษย์ใช้อารมณ์> เหตุผล - มนุษย์ใช้เหตุผล เพื่อเข้าข้างตัวเอง ปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการโน้มน้าวใจ - ผู้ส่งสาร - การใช้เหตุผลที่เหมาะสม - การเร้าให้เกิดอารมณ์ร่วม - การใช้ภาษาที่เหมาะสม ผู้ส่งสารมีความน่าเชื่อถือ ควรมีความชำนาญ เชี่ยวชาญในเนื้อหา ,บุคลิกภาพ (ภาพลักษณ์ > ความรู้ ความสามารถ),สถาบันที่สังกัด การใช้เหตุผลที่เหมาะสม มีความรู้จริง,เหตุผลนั้นเป็นประโยชน์กับผู้รับสาร,เหตุผลนั้นเป็นประโยชน์กับส่วนรวมเป็นเหตุผลที่ควรค่า แก่การยอมรับ การเร้าให้เกิดอารมณ์ร่วม การกระตุ้นให้เกิดอารมณ์กลัว,การกระตุ้นให้เกิดอารมณ์กล้า,ทำให้เกิดการโต้แย้ง พูดถึงเรื่องราวที่เป็น ปัจจุบันและคนส่วนใหญ่รู้ - มนุษย์ เชื่อว่า ปัญหาเกิดจากคนอื่นจึงไม่ยอมแก้ปัญหา - ทำให้เค้ารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เพื่อให้เปลี่ยน ความเชื่อ เจตคติ และพฤติกรรมการกระทำ การใช้ภาษาที่เหมาะสม การใช้ภาษาที่เหมาะกับวัยของผู้รับสาร เช่น ถ้อยคำแปลกใหม่สะดุดหู,วลีสั้นๆได้ใจความ,การใช้น้ำเสียงที่ ปลุกเร้าอารมณ์ เช่น เสนอแนะ,ขอร้อง วิงวอน (น้ำเสียงสามารถเปลี่ยนคำสั่งเป็นขอร้อง 90% ทำตามขอร้อง) การใช้ภาษาท่าทางให้เกิดอารมณ์ร่วม การใช้ภาษาพูด>ภาษากาย การรับรู้ 93% จากอวัจนภาษา (สีหน้า,สายตา,น้ำเสียง,การเคลื่อนไหว,การหายใจ) NLP Neuro-Linguistic-Program Neuro ระบบประสาทการรับรู้ ซึ่งเกิดจากประสบการณ์ที่กลั่นกรองโดยระบบประสาททั้ง5 Linguistic ภาษาและระบบการสื่อสารแบบอวัจนภาษาซึ่งระบบประสาทการรับรู้ได้รับการเปลี่ยนรหัส จัดลำดับ และให้ความหมาย Program ความสามารถในการจัดการสื่อสาร และระบบตรรกะประสาท เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายและ ผลลัพธ์ที่ต้องการ พฤติกรรมมนุษย์ (จากการรับรู้ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส)


25 คนช่างคิด (Visual) ถนัดการมองเห็น จินตนาการ คนชอบความรู้สึก (Auditory) ถนัดการได้ยิน ได้ฟัง คนชอบกระทำ (Ken aesthetic) ถนัดการได้สัมผัส


26 การสื่อสารเพื่อการโน้มน้าวและการเจรจาต่อรอง (Negotiation) แนวทางการโน้มน้าวเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ต้องเปลี่ยนที่ความเชื่อ 1. Pre Frame การจัดเตรียมความหมายที่พึงปรารถนา 2. De Frame การทำลายความหมายที่ไม่พึงปรารถนา 3. Re Frame การเปลี่ยนความหมาย หลักของการสื่อสารเพื่อการจูงใจ Reframing the words (ไม่หาคนผิด) • แสดงออกซึ่งความรับรู้สถานการณ์ • แสดงความรู้สึกของตนเอง • แสดงความต้องการที่แท้จริง • เปลี่ยนจากเผชิญหน้า หรือการหาคนผิดมาเป็นความร่วมมือในการแก้ปัญหา หลักการสำคัญของการเจรจาต่อรอง 1. แยกบุคคลออกจากปัญหา มุ่งเน้นที่ประเด็นการเจรจามากกว่าใครถูกหรือผิด รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา 2. แยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น 3. คิดนอกกรอบ 4. ยึดเอาความยุติธรรมสูงสุดจากบรรทัดฐานทางสังคมเป็นหลัก องค์ประกอบในการแยกบุคคลออกจากปัญหา 1. เพิ่มมุมมองที่แตกต่าง •เอาใจเขามาใส่ใจเรา •พูดคุยถึงมุมมองของแต่ละฝ่าย •มอบข้อเสนอที่เหมาะสมกับความต้องการของคู่เจรจา 2. ตระหนักถึงอารมณ์ผู้อื่นได้อย่างถูกต้อง •ทำความเข้าใจกับความรู้สึกของผู้อื่นที่มีต่อปัญหาได้อย่างถูกต้อง •ให้เวลาคู่เจรจาผ่อนคลายอารมณ์ตนเอง •แสดงออกถึงความเป็นมิตร (สัมผัส สบตา) 3. การสื่อสาร •ใช้ active listening แสดงความใส่ใจ •พูดถึงตัวคุณ ถึงความต้องการของคุณ ไม่ใช่ของคู่เจรจา 4. ป้องกันปัญหาซ้ำซ้อน •สร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างการเจรจา •เผชิญกับปัญหา ไม่ใช่ตัวบุคคล


27 การเจรจาต่อรอง ต้องคิดให้นอกกรอบ ไม่ใช่แค่ “ขาว” หรือ “ดำ” เท่านั้น 1. แยกองค์ประกอบของผลประโยชน์ที่สามารถใช้ในการเจรจาได้ • ทรัพยากรต่างๆ • การบริการ • เวลาที่กำหนด • ความน่าเชื่อถือ • ลำดับการมาก่อน-หลัง • ผลกำไรในแต่ละขั้นการดำเนินการ 2. ระบุหัวข้อการเจรจาที่สามารถตอบสนองความต้องการของทั้ง 2 ฝ่ายได้ • ระบุความต้องการร่วมกันของคู่เจรจาได้ • ระบุสิ่งที่สามารถนำมาเจรจาต่อรองเพื่อตอบสนองความต้องการของทุกฝ่ายได้ • ค้นหาสิ่งที่เรียกว่า “ต้นทุนต่ำ กำไรสูง” 3. ทำให้ข้อเสนอเป็นสิ่งที่ง่าย ที่จะตอบรับ (อย่าขอเป็นแพคเกจ ขอในสิ่งที่เขาให้ได้) • ร่างข้อเสนอที่เป็นไปได้ในการเจรจา • ระบุสิ่งที่เป็นอุปสรรค ในมุมมองของทุกฝ่าย • ทำให้คู่เจรจาเข้าใจถึงสาเหตุของการตัดสินใจ เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่คุณต้องการ การเตรียมตัวเพื่อการเจรจาต่อรอง 1. การรวบรวมข้อมูล • ทำความเข้าใจตนเอง • ทำความเข้าใจคู่เจรจา 2. การตั้งวัตถุประสงค์ในการเจรจาต่อรอง • กำหนดสิ่งที่คาดหวังจากการเจรจา • เรียงลำดับหัวข้อการเจรจาตามความสำคัญ 3. การกำหนดทางเลือก • หากเจรจาสำเร็จ สิ่งที่จะได้รับ • หากการเจรจาล้มเหลว อะไรคือสิ่งที่น้อยที่สุดที่ควรจะได้ 4. กำหนดกลยุทธ์ในการเจรจาต่อรอง 5. ซักซ้อมการเจรจา ขั้นตอนการเจรจาต่อรอง 1. ขั้นระบุปัญหา • สื่อสารมุมมองของคุณที่มีต่อปัญหาออกไปอย่างตรงไปตรงมา • ระบุปัญหาที่สามารถจัดการได้หรืออยู่ในความควบคุมของคุณหรือคู่เจรจา • พยายามเข้าใจฐานะ และความรู้สึกของคู่เจรจาที่อาจมีต่อปัญหา (เช่นเสียหน้าหากแพ้)


28 • ไม่ตีตรา/พูดว่าคู่เจรจาเป็นบุคคลเช่นไร หรือสื่อสารในสิ่งใดๆที่เป็นการยั่วยุให้เกิดอารมณ์ • พยายามระบุปัญหาในแง่ที่ “ปัญหา” เป็นเรื่องราวที่คู่เจรจาต้องแก้ไขร่วมกัน • จุดมุ่งหมายเพื่อให้คู่กรณีมีความเข้าใจในปัญหาอย่างชัดเจนที่สุดเท่าที่ทำได้ 2. ขั้นการระบุความต้องการ (Best Alternative to negotiation for agreement) • การระบุสิ่งที่ต้องการสูงสุด และต่ำสุดในการเจรจาต่อรอง • การคาดเดาสิ่งที่ต้องการสูงสุด และต่ำสุดในการเจรจาต่อรองสำหรับผู้เจรจา • วิเคราะห์สถานการณ์ผลได้ผลเสีย หากการเจรจาประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลว ภาพที่ 12 Best Alternative to negotiation for agreement การปรับเปลี่ยนเจตคติและสร้างความคิดเชิงบวก เจตนคติ-ทัศนคติ เป็นคำเดียวกัน แต่คำว่า ทัศนคติ เปลี่ยนมาใช้เจตคติแทน เพราะ ทัศนคติ ไม่ครอบคลุมคำว่า attitude Hypothesis of Theory 1. มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความสามารถที่จะคิดอย่างสมเหตุสมผล (Rational) และคิดอย่างไม่สมเหตุสมผล (Irrational) 2. มนุษย์ทุกคนมีความโน้มเอียงที่ติดอยู่กับสิ่งที่เรียนรู้มาก่อน (Self-Preserving) และแนวโน้มที่จะทำลาย ตัวเอง (Propensities) 3. อารมณ์ เกิดจากความเชื่อของตัวเราเอง ภาพที่ 13 Hypothesis of Theory


29 จากรูป A-B-C Theory เมื่อมีเหตุการณ์A (Activating Event) คนที่มีความเชื่อB(Belief)จะมีอารมณ์และการ แสดงออกแบบ C (Emotion Behavior Consequence) ถ้าเราเปลี่ยนเจตคติD (Disputing Intervention) จะเกิดผลE (Effect)และความรู้สึกใหม่F (New Feeling) ภาพที่ 14 สถานการณ์I am okay – You are okay จากภาพที่ 14 สถานการณ์ที่ดีที่สุด คือสถานการณ์I am okay – You are okay ภาพที่ 15 จุดดำ จากภาพที่ 15 เรามองเห็นจุดดำ หรือเห็นพื้นสีขาว ส่วนใหญ่คนเราจะเห็นจุดดำ ยกตัวอย่าง เพื่อนรักคบ กันมาตั้งแต่มัธยม เขาเป็นคนดีทุกอย่าง แต่ ยืมเงินไปไม่คืนครั้งเดียว เราจะมองเห็นแต่เรื่องที่ไม่ดีของเขา และ มองข้าม เรื่องที่ดี ของเขาไป การเจรจา ต้องรู้จักชมคู่เจรจา เลือกที่จะชม มองข้ามจุดดำ ให้มองเห็นส่วนที่ขาว ภาพที่ 16 Feedback


30 ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเห็นคู่เจรจา ใส่เสื้อสวย เราจะพูดว่า “ผมชอบเสื้อของคุณ” เราจะไม่พูดว่า “เสื้อของ คุณสวยจังเลย” เพราะการชม แบบหลังให้ความรู้สึกไม่จริงใจ การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ ด้านการสื่อสารเพื่อการโน้มน้าวและ การเจรจาต่อรอง (Negotiation) ให้ความสำคัญกับการส่งสารพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงความเชื่อ เจตคติและพฤติกรรมการกระทำของ บุคคลอื่นด้วยวิธีการที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดผลทางด้านจิตใจ จนเกิดการยอมรับ และเปลี่ยนความเชื่อ เจตคติและ ปฏิบัติตามที่ผู้โน้มน้าวต้องการ ประเด็นสำคัญคือ การเจรจาต่อรองมนุษย์ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล, มนุษย์ใช้ เหตุผล เพื่อเข้าข้างตัวเอง และปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องในการโน้มน้าวใจ คือ ผู้ส่งสาร, การใช้เหตุผลที่เหมาะสมการ เร้าให้เกิดอารมณ์ร่วม, การใช้ภาษาที่เหมาะสม หลักที่สำคัญของการเจรจาต่อรอง คือ 1. แยกบุคคลออกจากปัญหา มุ่งเน้นที่ประเด็นการเจรจามากกว่า ใครถูกหรือผิด รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา 2. แยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น 3. คิดนอกกรอบ 4. ยึดเอา ความยุติธรรมสูงสุดจากบรรทัดฐานทางสังคมเป็นหลัก


31 ทักษะการคิดระดับบุคคลสำหรับผู้บริหาร Critical Thinking คือ ความตั้งใจหรือความพยายามที่จะคิดและตัดสินใจในสิ่งต่างๆ โดยอาศัยเหตุผล หลักฐาน หรือข้อสนับสนุน โดยไม่ใช้อารมณ์ ความเชื่อดั้งเดิม ประสบการณ์ และอคติ ในการคิดและการตัดสินใจ นั้น เพื่อที่สุดท้ายจะทำให้คำตอบ หรือสิ่งที่เราตัดสินใจ มีโอกาสที่จะถูกต้องมากขึ้นหรือดียิ่งขึ้น องค์ประกอบของ Critical Thinking มีอะไรบ้าง? 1) การทำความเข้าใจ (Understanding) 2) การวิเคราะห์ (Analysis) 3) การอนุมาน (Inference) ทำยังไงถึงจะเป็นคนที่มี Critical Thinking ? Critical Thinking เป็นทักษะ (Skill) จึงมีวิธีเดียวที่จะทำให้เรามีและใช้ทักษะนี้ได้อย่างเชี่ยวชาญก็คือ การ ฝึก (Practice) วิธีการฝึกและวิธีคิดดังนี้ 1. ตั้งคำถามต่อสิ่งต่าง ๆ ให้มากขึ้น ฝึกตัวเองให้เป็นคนที่มีนิสัย ‘ช่างสงสัย’ (Curiosity) การตั้งคำถามจะ เป็นการฝึกให้ตัวเอง ‘ทำความเข้าใจ’ สิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอ ฝึกให้เป็นนิสัย จากนั้นจะไม่รู้สึกว่าต้องพยายามเพราะมัน จะกลายเป็นธรรมชาติของตัวเราไป และทางที่ดีฝึกตั้งคำถามด้วยการถามคำถามปลายเปิด (Open-end Question) เพราะการถามคำถามปลายเปิดจะนำไปสู่คำตอบที่หลากหลาย เพิ่มองค์ประกอบในการคิดวิเคราะห์ได้มากขึ้นด้วย 2. ให้เหตุผลกับสิ่งต่างๆ การให้เหตุผลเป็นทักษะหนึ่งที่ต้องฝึก ถึงแม้จะเรียนตรรกศาสตร์จบทุกกระบวน ท่า แต่การนำมาใช้จริงค่อนข้างแตกต่าง การให้เหตุผลที่ดี ต้องทำไปโดยปราศจาก อารมณ์ ทิฐิ อคติ 3. คิดให้เห็นระบบ เริ่มที่จะวางแผน จัดการเวลา วางแผนการทำงาน จัดระเบียบแบบแผนให้กับสิ่งต่าง ๆ ในชีวิต หรือคิดให้มีความ Systematic การคิดแบบนี้จะสนับสนุนให้เราคิดแบบเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น เพราะเรา จะทำอะไรแบบมีขั้นตอนหรือตรรกะรองรับ เช่น พรุ่งนี้จะตื่นกี่โมงดี ถ้าเรานั่งคิดว่า ต้องทำอะไรบ้างตอนเช้า กี่โมง ใช้เวลาอาบน้ำเท่าไหร่ เดินทางไกลแค่ไหน ใช้เวลาแค่ไหน แล้วลองมาลงแพลนแค่เวลาตื่นนอน จะเห็นว่า แค่การ จัดการเวลาก็ฝึกให้เราทั้งตั้งคำถามและเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตกับเวลาของเรา 4. หาความรู้ใหม่ ๆ เข้ามาใส่สมอง การมีความรู้เป็นการเติมข้อมูลให้กับสมองของเรา เมื่อเรามีข้อมูลเยอะ เราก็สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาเชื่อมโยงและสร้างความหมายให้กับสิ่งต่าง ๆ ได้หลากหลายมากขึ้น ดังนั้นหาเวลา เติมความรู้ใหม่ๆ ให้สมองกันนะ 5. ไม่นำอารมณ์ อคติ และประสบการณ์ส่วนตัว มาใช้ในคิด เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้เราเข้าข้างตัวเองมาก เกินไป อย่าลืม! ต้องหาหลักฐานมาสนับสนุน หรือพยายามหาข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้มาใช้ และคิดไว้เสมอว่า ต้องแยก ข้อเท็จจริง และข้อคิดเห็นออกจากกัน และพยายามวิเคราะห์และอนุมานข้อเท็จจริง ส่วนข้อคิดเห็นสามารถนำไปใช้ ประกอบการตัดสินใจได้ แต่ไม่ควรตัดสินใจโดยให้น้ำหนักข้อคิดเห็นมากเกินไป


32 ทักษะการคิดระดับบุคคลสำหรับผู้บริหาร คิด ตัดสินใจ โดย ใช้ factตัด opinion,bias & emotion ออกไป กระบวนการคิดที่ดี ต้องอาศัยการฟังที่ดี อุปสรรคการฟัง 1. Judge คือการมโน jump ตัดสินใจไปเลยโดยอาศัยประสบการณ์เดิม ไม่หาข้อมูลให้รอบด้าน (ยกตัวอย่างภาพที่มองได้หลายมุม) 2. Filter ตั้งใจฟังเฉพาะที่เราอยากได้ยินเช่น ถามคนไข้ว่ามีอาการมากี่วัน ก็ focus แค่จำนวนวันไม่ได้ใส่ ใจเรื่องอื่นที่ผู้ป่วยพูด 3. Agenda หัวอกเดียวกัน ก็จะคอยเปรียบเทียบเรากับคู่สนทนา 4. Hot spot จุดจี๊ด เรื่องร้อนจี้ใจดำ ความตั้งใจ ความเงียบภายนอกไม่ได้ช่วยให้การฟังดีขึ้น ยกตัวอย่างโจรกรรโชกทรัพย์ตอนมืดมิด วิธีแก้ ไม่เอาเรื่องของเราหรือประสบการณ์ของเราไปปน “จุ่มแต่ไม่จม ปนแต่ไม่เปื้อน” ฟังเพื่ออยากจะเข้าใจ”ขอใหฉันเข้าใจคนๆ นี้” ทำให้เกิดempathy อย่าฟังแล้วคิดว่าจะตอบอย่างไร Mindset จะอยู่กลาง ๆ ทำแบบฝึกหัดกัญชาเสรี กับแพทย์ลาออก ใช้critical thinking skill set 6ข้อ สิ่งที่โดนใจ จะสนใจปัญหาในประเด็นไหน ให้ลำดับความสำคัญและเลือกทำในประเด็นใดประเด็นหนึ่งก่อน เช่น แพทย์ ลาออก จะเล่นเรื่อง ลาออกแล้วเป็นปัญหาไหม หรือจะเล่นประเด็น ทำไมถึงลาออก เน้นให้มองไปที่ Big picture >> stake holder ที่เกี่ยวข้องมีใครบ้างได้รับผผลกระทบอะไรบ้าง fact ที่ต้องการ >> hard evidence หลักฐานที่ชัดเจนและทำให้สรุปได้ ฟันธงได้ >> ต้อง focus ไม่หลุดประเด็น ระวังหลุมพรางข้อมูลท่วมท้น จะเป๋ออกนอกทาง. >> ต้องมีข้อมูลให้เก็บไม่งั้นงานงอก ยกตัวอย่าง สาเหคุการลาออกของ intern ที่ไม่ได้มี ข้อมูลอยู่ >> อะไรเป็น fact ที่สำคัญ: ให้ถามตัวเองว่าถ้าขอข้อมูลได้แค่ 3 ประเด็นจะขออะไร การเสพสื่อ ตีความว่า อวย หรือ แย้ง ให้ใช้ fact หรือ opinion การบริหาร boss /การจัดการกับคำสั่งในสิ่งที่ขัดความรู้สึก Boss เป็น stake holder เสมอ ต้องใช้ critical thinking ในการคิดแบบไม่ใช้อารมณ์ ไม่ใช้อคติ มอง stakeholder อื่น ๆ pro & con จะทำให้เราคิดแบบผู้บริหารได้ดีขึ้น


33 การตอบคำถามสื่อ ต้องอธิบายให้รอบด้าน (ผลกระทบต่อ stake holder ทั้งหมด) และให้fact ไม่มี opinion แตะความรู้สึกเล็กน้อย เพื่อให้เกิด empathy แล้วคนจะเชื่อ การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ ทักษะการคิดระดับบุคคลสำหรับผู้บริหาร สำคัญคือ Critical Thinking ที่จะต้องคิดและตัดสินใจโดยอาศัยเหตุผล หลักฐาน หรือข้อมูลสนับสนุน ไม่ใช้อารมณ์ ความเชื่อดั้งเดิม ประสบการณ์ และอคติในการคิดและการตัดสินใจ องค์ประกอบสำคัญ Critical Thinking คือ 1) การทำความเข้าใจ (Understanding) 2) การวิเคราะห์ (Analysis) 3) การอนุมาน (Inference)


34 “บุคลิกภาพ” (Personality) “บุคลิกภาพ” (Personality) มาจากภาษาลาติน ว่า “Persona” ซึ่งแปลว่า หน้ากากที่ตัวละครสมัยกรีก และโรมันสวมใส่เพื่อแสดง บุคลิกลักษณะที่แตกต่างกัน มารยาททางสังคม คือ กรอบหรือระเบียบแบบแผนที่ควรประพฤติหรือควรละเว้นในการอยู่ร่วมกันในสังคม การไหว้ แบ่ง ออกได้เป็น 3 ระดับ ซึ่งใช้แตกต่างกันดังนี้ ระดับที่ 1 : ไหว้ระดับหน้าอก นิ้วชี้จรดปลายคาง สำหรับไหว้เพื่อนฝูงหรือบุคคลทั่วไป ระดับที่ 2 : ไหว้ระดับใบหน้า นิ้วชี้จรดระหว่างคิ้ว สำหรับไหว้ผู้อาวุโสหรือผู้มีพระคุณ ระดับที่ 3 : ไหว้ระดับศีรษะ นิ้วชี้จรดเหนือหน้าผาก สำหรับการไหว้พระรัตนตรัย การนั่ง การยืน และการเดิน การนั่งถือเป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงบุคลิกภาพที่ดี การนั่งตัวตรงด้วยความสำรวม ไม่นั่งหลังโก่ง เท้า คาง หรือแคะแกะเกาผิวหนัง ควรนั่งเก้าอี้ในลักษณะของการนั่งเต็มเก้าอี้ ไม่โยกเก้าอี้หรือนั่งเก้าอี้สองขา หลังตรง แนบกับพนักพิง อาจเว้นที่ว่างช่วงสะโพกกับพนักพิงให้ห่างเล็กน้อย เพื่อท่านั่งที่สบายขึ้น และไม่เกร็ง ผู้ชาย ระยะห่างระหว่งหัวเข่า หนึ่งกำปั้น หรืออาจเพิ่มระยะได้ถึงหนึ่งคืบ ผู้หญิงหัวเข่าควรแนบชิด อาจเอียงไปด้านใดด้าน หนึ่ง ปลายเทเขนานหรืออาจไขว้กัน การยืน ในกรณีที่ต้องยืนเคารพธงชาติ หรือยืนคุยกับบุคคลอื่น ควรยืนตัวตรง ไม่โยกตัวไปมา ปลายเท้า ห่างกันหนึ่งกำมือ สร้างความรำคาญต่อคู่สนทนาหรือผู้พบเห็น การยืนที่มีท่าสง่างาม 1. ยืนลําตัวตรง 2. ยืดอกให้ สูง 3. หลังตั้งตรง 4. ยึดไหล่ออกไปด้านหลังในลักษณะที่ผ่อนคลาย 5. ปล่อยแขนตามสบาย 6. มือปล่อยข้างลําตัว 7. กุมมืออยู่ทีช่วงท้อง 8. เท้าวางขนานกับไหล สุภาพสตรี1. มือวางด้านข้าง 45 องศา 2. มือด้านซ้ายอยู่ด้านบน วางประกอบมือขวาที)อยู่ด้านล่าง 3. เท้าวางในรูป 10 นาฬิกา หรือ14 นาฬิกา การแต่งกาย - Business Attire คือการแต่งกาย แบบนักธุรกิจ สุภาพบุรุษ สวมเสื้อเชิ้ต ผูกเนคไท สุภาพสตรีสวม กระโปรงหรือกางเกงและสูท - Business Casual ชุดสูทที่มีความ ลำลองมากขึ้น สุภาพบุรุษไม่จ าเป็นต้องผูกเนคไท สุภาพสตรีสวม สูทชนิดเสื้อตัวสั้นได้ ด้านในไม่จ าเป็นต้องเป็นเสื้อเชิ้ต ในอดีต นิยมสวมเสื้อสูทและกางเกงเป็นสี เดียวกัน - Smart Casual มักระบุไว้ในการไปทาน อาหาร คือชุดภายในสวมใส่แบบลำลอง ชุดกระโปรงแขนกุด เสื้อ ยืด แต่ควรมีแจ็คเก็ตคลุมทับเสมอ - Evening Dress คือชุดราตรียาวและชุด สูทแบบสมบูรณ์แบบอาจผูกได้ทั้งเนคไท หูกระต่าย หรือใช้ สูท แบบทักซิโด้ ยกเว้นมีการระบุว่า Black Tie สำหรับสุภาพบุรุษ จะหมายถึงการสวมเสื้อสีขาวเป็น พลีทข้างในและผูกหูกระต่าย


35 - เนคไท ควรเลือกขนาดกลางเพื่อสวมใส่ได้นาน และไม่ล้าสมัยถ้าต้องการความเป็นทางการให้เลือกลาย ขนาดเล็ก และมีสีอ่อน ให้ลายของเนคไทเด่นกว่าลายเสื้อเสมอ สีและลาย ของเนคไทควรเชื่อมโยงกัน กับเสื้อเชิ้ตและเสื้อสูท - เครื่องประดับ น้อยชิ้นแต่ดูงาม - กระเป๋า ชนิดของกระเป๋าที่ใช้ถือใน โอกาสต่าง ๆ กันเพื่อความเรียบร้อย 1.1 กระเป๋าถือใบใหญ่ที่มี ความจุ (Tote bag) กระเป๋าชนิดนี้ทำให้ทะมัดทะแมงสามารถใส่กระดาษขนาด A 4 ได้พอดี วัสดุมีทั้ง แบบ กระเป๋าหนังแท้ทำให้ผู้ถือดูโก้หรูกว่าแบบผ้าร่ม กระเป๋า 1.2 กระเป๋าแบบสะพายไหล่ (Shoulder bag) สำหรับสุภาพสตรี กระเป๋าแบบนี้สายสะพายจะมีความยาว กว่า สามารถสะพายได้ ทั้งแบบเฉียงพาดล าตัวหรือสะพาย ข้างเดียว ซึ่งหากมีการออกแบบที่เรียบ สามารถสะพายเข้า กับชุด สูทได้สวยงาม เลือกใช้สีให้เข้ากับรองเท้าจะดูคลาสสิค ในขณะที่เลือกสีตัดกับรองเท้าจะดูเป็นแฟชั่น มากกว่า 1.3 กระเป๋าทรงช๊อปปิ้ง (Shopping Bag)ใน สุภาพสตรี เป็นกระเป๋าถือแบบหูสั้น บรรจุของ ได้จำนวนมาก 1.4 กระเป๋าหนีบ (Clutch) เป็นกระเป๋าถือขนาดเล็กที่ใส่ได้เพียงโทรศัพท์หรือลิปสติก 1 แท่งเท่านั้น นิยมถือใน งานกลางคืนซึ่งช่วยให้ชุดกลางคืนที่ดูเรียบ ๆ ดูหรูหรา การถ่ายภาพ การใช้องค์ประกอบแบบจุดตัดเก้าช่อง กฎสามส่วน ฉากหน้า หรือการสะท้อน ตลอดจนการใช้โทนสีเองก็ เป็นการจัดองค์ประกอบอย่างหนึ่ง ในการจัดองค์ประกอบภาพถ่ายคนนั้นให้เราระวังอย่าไปตัดร่างกายของแบบตาม บริเวณข้อต่างๆเช่น คอ ข้อศอก ข้อมือ ข้อเข่า ข้อเท้า เป็นต้น เพราะจะทำให้ดูภาพแล้วรู้สึกเหมือนแขนขาขาด เป็น พื้นฐานที่เราจะต้องระวังให้ดี การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ บุคลิกภาพ การนั่ง แสดงให้เห็นถึงบุคลิกภาพที่ดี การนั่งตัวตรงด้วยความสำรวม นั่งเต็มเก้าอี้ หลังตรงแนบกับพนักพิง อาจเว้นที่ว่างช่วงสะโพกกับพนักพิงให้ห่างเล็กน้อย เพื่อท่านั่งที่สบายขึ้น และไม่เกร็ง ผู้ชาย ระยะห่างระหว่างหัวเข่า หนึ่งกำปั้น หรืออาจเพิ่มระยะได้ถึงหนึ่งคืบ ผู้หญิงหัวเข่าควรแนบชิด อาจเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง ปลายเทเขนานหรือ อาจไขว้กัน การยืนที่มีท่าสง่างาม 1. ยืนลําตัวตรง 2. ยืดอกให้สูง 3. หลังตั้งตรง 4. ยึดไหล่ออกไปด้านหลังในลักษณะ ที่ผ่อนคลาย 5. ปล่อยแขนตามสบาย 6. มือปล่อยข้างลําตัว 7. กุมมืออยู่ที่ช่วงท้อง 8. เท้าวางขนานกับไหล่ การแต่งกาย 1) Business Attire คือการแต่งกาย แบบนักธุรกิจ สุภาพบุรุษ สวมเสื้อเชิ้ต ผูกเนคไท สุภาพสตรีสวม กระโปรงหรือกางเกงและสูท 2) Business Casual ชุดสูทที่มีความลำลองมากขึ้น สุภาพบุรุษไม่จำ เป็นต้องผูกเนคไท สุภาพสตรีสวมสูทชนิดเสื้อตัวสั้นได้ ด้านในไม่จำเป็นต้องเป็นเสื้อเชิ้ต 3) Smart Casual มักระบุไว้ ในการไปทานอาหาร คือชุดภายในสวมใส่แบบลำลอง ชุดกระโปรงแขนกุด เสื้อ ยืด แต่ควรมีแจ็คเก็ตคลุมทับเสมอ 4) Evening Dress คือชุดราตรียาวและชุดสูทแบบสมบูรณ์แบบอาจผูกได้ทั้งเนคไท หูกระต่าย หรือใช้สูท แบบทักซิโด้ ยกเว้นมีการระบุว่า Black Tie สำหรับสุภาพบุรุษ จะหมายถึงการสวมเสื้อสีขาวเป็นพลีทข้างในและผูกหูกระต่าย 5) เนคไท ควรเลือกขนาดกลางถ้าต้องการความเป็นทางการให้เลือกลายขนาดเล็ก และมีสีอ่อน ให้ลายของเนคไทเด่น กว่าลายเสื้อเสมอ สีและลาย ของเนคไทควรเชื่อมโยงกันกับเสื้อเชิ้ตและเสื้อสูท


36 ภาวะผู้นำและการจัดการแนวใหม่ (New trend in management & leadership) นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา กรรมการทรงคุณวุฒิสุขภาพ /ประธานสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล สรพ./คณะกรรมการพิจารณารางวัลเจ้าฟ้ามหิดล/นายกสภามหาวิทยาลัยนเรศวร แพทย์ศิริราช ศัลยแพทย์ นักบริหาร รพ.ดีเด่นแห่งชาติ /รางวัลศิริราชเชิดชูเกียรติ/รางวัลมหิดลวิทยากร บริหารคณะบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ประมาณ ๘ ปี 1. นิยามองค์กรที่น่าไว้วางใจ - maintain service ในทุกสถานการณ์. - ให้ความสำคัญกับทรัพยากรคนขององค์กร ตามเรื่องที่สำคัญ - กระจายอำนาจการตัดสินใจและดำเนินการ สามารถปรับตัวตรงความต้องการประชาชน ไม่ใช่ความ ต้องการผู้บริหาร - ระบบสนับสนุนที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้รับบริการไม่ใช่ผู้บริหาร - การทำงานประสานงาน ประสานความชำนาญ สร้างตลาดใหม่ - ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆถูกใช้มาร่วมคิดและทำ หรือใช้ผู้เชี่ยวชาญภายนอก - องค์กรที่มีจุดประสานความสะดวกและสร้างสัมพันธ์ที่ดี - มีความไวในการพบสภาวะที่จะก่อความเสี่ยงหรือเสียหายโดยเฉพาะผู้รับบริการ/ผู้ป่วย - ไม่ด่วนสรุปสาเหตุปัญหาโดยไม่ดูรอบด้าน ต้องหาสาเหตุปัญหา เชื่อมโยงปัจจัย อย่างลึกซึ้ง ก่อนการตัดสิน มีการดำเนินการก่อนผิดพลาด - ยอมรับความเชี่ยวชาญที่แตกต่างในองค์กร - การคิดและทำงานอย่างเป็นระบบ - Good Relationship Built Respect and Trust for Healthy organization. 2. เบื้องหลังควาสำเร็จของศิริราช มาจากแนวคิด - Think off the box คิดนอกกล่อง เช่น การรับบริจาคเงินด้วยเทคโนโลยีและ innovation. - การบริหาร ตั้งเป้าหมายแต่ละปี 4 ข้อ วิเคราะห์องค์กรด้วย 7S แก้ไขเงิน/ แก้ระบบพัสดุ มีคณะกรรมการ มีกระบวนการต่อรองราคา ตามระเบียบ - Potential point for change จังหวะของการปรับ strategy เกิด New S curve095 - สตีฟ จ๊อปส์ ถอดบทเรียนโดย อ.ประสิทธิ์ ให้มองย้อนหลังเพื่ออนาคต Connecting the dot - การสร้าง trust ๕ ระดับคนจะสำเร็จต้องมี self-trust: ต้องมั่นใจว่าทำได้ โดยศึกษา และฝึกทักษะ ทุกคน ไว้ใจในศักยภาพต่อกัน เป็น Relation ship ทุกคนในหน่วยงานไว้ใจกัน Organization trust ทุกคนพัฒนา ตนเองสร้างความมั่นใจสู่ภายนอก Market trust and social - มีน้ำครึ่งแก้ว เราควรมีความรู้อยู่บ้าง สามารถให้กับคนอื่นได้บ้าง (Give and Take)


37 การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ ภาวะผู้นำและการจัดการแนวใหม่ประเด็นความ ไว้วางใจ 5 ระดับ (5 Level of Trust) Level 1 : Primary Trust สร้างได้จากการเข้าใจตัวเอง การมีวินัย ความรับผิดชอบ และนิสัยโปรแอคทีฟ (ริเริ่ม สร้างสรรค์ วางแผน ป้องกัน และรับผิดชอบ) Level 2 : Relationship Trust มุ่งมั่นตั้งใจสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในทีมโดยการรับฟัง สื่อสารเชิงบวก ทำความเข้าใจ ยอมรับความ ต่าง ให้เวลา ใส่ใจ ช่วยเหลือและเห็นคุณค่าของผู้อื่น Level 3 : Organizational Trust องค์กรหรือทีมมุ่งไปสู่สิ่งที่ได้ประกาศจุดยืน ส่วนใหญ่พูดถึงโครงสร้างและระบบ องค์กรที่มี Trust น้อยจะมี ความซ้ำซ้อนของงานสูง ทำงานล่าช้า เพราะต้องตรวจสอบเยอะ Level 4 : Market Trust รู้สึกไว้วางใจในความเป็น Professional ขององค์กร ทำให้เกิดแฟนคลับเพิ่มขึ้นมากมาย Level 5 : Social Trust เป็นความเชื่อใจ ไว้วางใจขั้นสูงสุด ที่คนในสังคมรู้สึกเชื่อใจว่าองค์กรกำลังทำสิ่งที่ดี


38 Boss Management วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ทำงานอย่างมีความสุข (อาจไม่มีความสุขที่สุด แต่เราสามารถทำงานอยู่ในสถานที่นั้น ๆ ได้ โดยไม่ burn out หรือ คิดลาออก) 2. เพื่อให้เราสามารถเจริญเติบโตในหน้าที่การงานได้ หลักการที่ไม่ควรกระทำในการ Manage your Boss 1. อย่าพยายามเปลี่ยนเจ้านาย ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากส่วนมากเจ้านายอายุมาก การปรับตัว เปลี่ยนแปลงอาจจะยาก จะยิ่งทำให้ความสัมพันธ์เลวร้ายลง อย่าเอาความ “อยากชนะเจ้านาย” เนื่องจากเจ้านาย จะคิดว่า ลูกน้องอยากลองของ จะทำให้ความสัมพันธ์แย่ลง 2. อย่าพูดกับเจ้านาย ตอนเรา/นายกำลังโกรธ ถึงแม้จะเป็นไปด้วยความหวังดี หรืออยู่บนหลักฐาน ข้อเท็จจริงก็ตาม 3. อย่าเอาแต่บ่น โดยไม่มีข้อเสนอแนะ เนื่องจากจะทำให้เจ้านายมองว่าเราเป็นคนเอาแต่พูด เอาแต่บ่น แต่ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ 4. อย่าคิดว่าเจ้านายจะรู้ทุกเรื่อง : ได้ข้อมูลเพิ่ม/มีความคืบหน้า ควรบอกนาย จะทำให้งานราบรื่นขึ้น เข้าใจตรงกัน 5. อย่าขอให้เจ้านายช่วย ถ้ายังไม่ลงมือทำก่อนเนื่องจากจะทำให้เจ้านายมองว่าเราเป็นคนเอาแต่พูด ไม่มี ความพยายาม ช่วยเหลือตนเองก่อน สิ่งที่ควรกระทำในการ Manage your Boss 1.ทำความเข้าใจนาย: สไตล์, ความคาดหวัง, จุดแข็ง, จุดอ่อน, แรงกดดัน ของเจ้านาย 2.มองในมุมของนายบ้าง จะเห็นภาพกว้างที่แตกต่าง(อย่าคาดหวังให้เจ้านายมองในมุมเรา) 3.สนับสนุนเรื่องสำคัญของเจ้านาย (ทำให้Boss ดูดี) 4.ขอบคุณทุกความช่วยเหลือ ด้วยความจริงใจ 5.ประเมินจุดแข็ง จุดอ่อนของตัวเอง และให้โฟกัสที่จุดแข็ง 6.หาจุดร่วมที่ดีที่สุด (Build relationships) 7.เสนอทางแก้ ไม่ใช่เสนอแต่ปัญหา (การขอความเห็นเพิ่ม: ทำให้Boss รู้สึกว่าเราเห็นความสำคัญ และ Boss เห็นความก้าวหน้างาน) การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ Boss Management You are not managing your boss; you are managing yourself. หลักการที่แท้จริงแล้ว คือ จัดการ ตัวเอง จัดการความคิดตัวเอง ไม่ใช่ไปจัดการเจ้านาย ด้วยหลักการนี้ จะทำให้อยู่ร่วมกับเจ้านาย ทำงานกับเจ้านาย อย่างมีความสุข งานราบรื่น งานสำเร็จ


39 ความท้าทายในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในอนาคต วิถีชีวิตในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีนวัตกรรมที่เกิดอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะ ด้าน digital platform ยกตัวอย่าง ในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 ที่ทำให้ร้านสะดวกซื้อ 7-eleven มีรายได้ลดลงมากกว่า 27% จากสถานการณ์ดังกล่าวจึงจำเป็นต้องปรับตัวด้านธุรกิจโดยพัฒนา digital platform ในการให้บริการแก่ลูกค้าให้สามารถสั่งซื้อสินค้าจากร้านสะดวกซื้อผ่านทางระบบ online นอกจากนั้นยังรวมไปถึง ระบบบริการสาธารณสุข เช่น Telemedicine หรือการประชุมผ่านระบบ teleconference ที่ขับเคลื่อนได้ยากก่อน สถานการณ์การระบาดของโควิด19 มีหลักฐานเชิงประจักษ์ หลายชิ้นที่บ่งชี้ว่าการบริหารบุคลากร เป็นหนึ่งในประเด็นที่มีผลต่อการพัฒนา องค์กรและธุรกิจ เช่น Gartner 2022-2023, The Lancet Vol400 Oct 29,2022 การบริหารบุคลากร ต้องเริ่มจาก leadership ก่อน โดยผู้บริหารองค์กรจะต้องมี leading self/Managing self คือต้องปรับตัวเองให้เป็นไปในทิศทางหรือความต้องการขององค์กร รวมถึงต้องเป็นต้นแบบให้กับองค์กรด้วย คุณสมบัติที่สำคัญของผู้บริหารคือการเป็นGeneralist มากกว่าการเป็น specialist ประเด็น generation gap เป็นความท้าทายสำคัญหนึ่งขององค์กร ซึ่งกุญแจสำคัญในการจัดการคือการมี empathize เพื่อหาจุดร่วมในการทำงานร่วมกัน นอกจากนี้ธุรกิจ startup ซึ่งใช้เครื่องมือ Design thinking ยัง สามารถใช้การ Empathize เป็นส่วนหนึ่งในการจัดการ Pain point ในระบบงาน และสามารถพัฒนาจนเกิด Innovation ได้ ประเด็นที่มีความท้าทายที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนรูปแบบการบริหารบุคลากรที่กำลังเป็นประเด็นในขณะนี้ ได้แก่ DEI (Diversity Equity และ Inclusion) ซึ่งคือการยอมรับในความหลากหลาย ความแตกต่างในรสนิยม และให้โอกาสในการทำงาน ของบุคลากรในองค์กร รวมถึงประเด็นการมี CPO (Chief Purpose officers) คือหน่วยงานที่มีบทบาทในการทำให้บุคลากรในองค์กรสามารถมี เป้าหมายร่วมกับองค์กรให้ได้ สำหรับทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขมีความท้าทายที่จะมีผลกระทบมาก 10 เรื่องได้แก่ 1. สังคมผู้สูงอายุ (Aging and aged society) 2. การมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีในบริการทางการแพทย์ (Technology orientation: Medical and nonmedical) 3. ปัญหาภูมิอากาศและโรคระบาดขนาดใหญ่ (Climate change and epidemic (pandemic) disruptions) 4. การขับเคลื่อนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ได้ประโยชน์จริง (Effective universal health coverage) 5. การแพทย์เฉพาะบุคคล (Personalized medicine) 6. ผู้บริโภคเปลี่ยนไปสู่การเป็น Smart consumers 7. การเป็นสังคมเมือง (Urbanization and nuclear living) 8. การใช้และทำงานร่วมกันระหว่างศาสตร์ข้ามสาขา (Cross and blurred boundaries of health disciplines)


40 9. การดูแลสุขภาพเป็นสินค้าและโอกาสทางเศรษฐกิจ (Healthcare as commodity and economic opportunity) 10.ปรากฏการณ์ความคิดความเห็นแบบแบ่งขั้ว (Polarization) ภาพที่ 17 ความท้าทายต่อแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งความท้ายเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องมีการเพิ่มสมรรถนะ หรือ Competency ด้านต่างๆให้แก่บุคลากรทาง การแพทย์ ได้แก่ 1. การคิดเชิงวิเคราะห์ (Critical thinking) และการบูรณาการข้อมูลเชิงวิเคราะห์ (Data analytics and integration) 2. การสื่อสารด้วยความเข้าอกเข้าใจ (Communication with empathy) 3. การประสานความร่วมมือ (Collaboration) และการทำงานร่วมกับผู้อื่น (Teamwork) 4. ความเป็นมืออาชีพที่มีการเรียนรู้อย่างต่อ เนื่อง (Professionalism with continuous learning) 5. ความรอบรู้ทางดิจิทัลและเทคโนโลยี (Digital literacy and technology literacy) 6. ความเป็นผู้นำด้วยความรับผิดชอบ (Accountable leadership) 7. การมีผู้รับผลงานและสุขภาพเป็นศูนย์กลาง (People and Health centric) 8. จริยธรรม (Ethical deliberation) และธรรมาภิบาล (Good governance) 9. ความยืดหยุ่น (Resilience) 10. การประยุกต์ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency economy) ในการดำรงชีวิต


Click to View FlipBook Version