41 ภาพที่ 18 การประยุกต์ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency economy) ในการดำรงชีวิต ยกตัวอย่าง การสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจ ต้องวิเคราะห์ผู้ฟังให้เป็น (Audience analysis) และต้องมั่นใจว่าการ สารที่ส่งออกไปผู้รับสารจะรับและเข้าใจตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่า ร้อยละ 70 ขององค์กรที่มีความล้มเหลว มีผลจากการส่งสารในองค์กรที่ไม่สัมฤทธิ์ผล ความเป็นผู้นำที่มี Accountability คือการมีจิตสำนึกในความรับผิดชอบ ซึ่งแตกต่างจากความรับผิดชอบ คือการทำงานให้เสร็จ ในขณะที่การมี accountability คือการทำงานให้ประสบความสำเร็จ การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพความท้าทายในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ใน อนาคต การบริหารทรัพยากรบุคคลอาจต้องเริ่มจาก leadership ก่อนสำคัญคือผู้บริหารองค์กรจะต้องมี leading self/Managing self ต้องปรับตัวเองให้เป็นไปในทิศทางหรือความต้องการขององค์กร รวมถึงต้องเป็นต้นแบบ ให้กับองค์กรด้วย คุณสมบัติที่สำคัญคือการเป็น Generalist มากกว่าการเป็น specialist ในประเด็น generation gap กุญแจสำคัญในการจัดการคือการมี empathize เพื่อหาจุดร่วมในการทำงานร่วมกัน สามารถพัฒนาจนเกิด Innovation ได้ประเด็นที่มีความท้าทายที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนรูปแบบการบริหารบุคลากรที่กำลังเป็นประเด็นใน ขณะนี้ได้แก่ DEI (Diversity Equity และ Inclusion) ซึ่งคือการยอมรับในความหลากหลาย ความแตกต่างใน รสนิยม และให้โอกาสในการทำงาน ของบุคลากรในองค์กร รวมถึงประเด็นการมีCPO (Chief Purpose officers) คือหน่วยงานที่มีบทบาทในการทำให้บุคลากรในองค์กรสามารถมีเป้าหมายร่วมกับองค์กรให้ได้
42 บริหารกับการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ปัญหา COI ประเด็นปัญหา - มีประเด็นทางสังคม/ข่าวสาร/ส่วย/คดีความในศาล/IMF เร่งรัดให้ประเทศสมาชิกปราบปรามทุจริต ตัวอย่าง - คดีที่ดินรัชดาฯ นายกรับรองภรรยาในการซื้อที่ดิน เกิดที่มา ๘ คดี - คดีโฮปเวลล์ - ย้อนรอย ๑๒ คดีดัง - โดนัลทรัมป์ มีเครือข่ายเครือญาติ ธุรกิจโรงแรม น้ำมัน อสังหาริมทรัพย์ ในยุโรป อเมริกา แอฟริกา หลังตัดสินคดีแล้ว ทรัพย์สินที่ยึดได้ ครบหรือไม่ นำไปทำอย่างไร - จับนายอำเภอเรียกเงินแข่งไก่ชนแลกใบอนุญาต - คดี อปท.รายวัน - นโยบายรัฐบาล ทำโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวทำให้มองว่าเป็นเรื่องปกติ ปัญหาประชานิยม - นโยบายประชานิยม ส่วนใหญ่ไม่ช่วยคนจนจริง - นโยบายประชานิยมที่สร้างปัญหา = นโยบายไร้ความรับผิดชอบ จุดอ่อนของคนไทย/สังคม 1. เป็นสังคมอุปถัมภ์ คนสนิท 2. ไม่เคร่งครัดต่อกฎหมาย 3. มีความอ่อนแอทางคุณธรรมและจริยธรรม 4. ยึดประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์สาธารณะ 5. เคารพยำเกรงคนรวย คนมีอำนาจ มากกว่าความดี จุดอ่อนคนไทย 10 ข้อ ที่ทำไทย ย่ำอยู่ให้กับที่!! แม้ว่าองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น จะออกมาปฏิเสธแต่มันก็เป็นกระจกบานใหญ่ ที่สะท้อน ให้เห็นตัวตนในอีกด้าน ลองพิจารณาอย่างปราศจากอคติ 1. คนไทยรู้จักหน้าที่ของตัวเองต่ำมาก โดยเฉพาะหน้าที่ต่อสังคม เป็นประเภท มือใครยาวสาวได้สาวเอา เกิดธุรกิจการเมือง ธุรกิจราชการ ธุรกิจการศึกษา ทำให้ประเทศชาติ ล้าหลังไปเรื่อย 2. การศึกษายังไม่ทันสมัย เก่งแต่ภาษาตัวเอง ทำให้ขาดโอกาสในการแข่งขันกับต่างชาติในเวทีต่าง ๆ ไม่ กล้าแสดงออก ไม่มั่นใจในตัวเอง จึงตามหลังชาติอื่น 3. มองอนาคตไม่เป็น คนไทยมากกว่า 70% แก้ปัญหาเฉพาะหน้าและทำงานแบบวันต่อวัน น้อยคนนักที่ จะทำงานเป็นระบบเป็นขั้นเป็นตอน
43 4. ไม่จริงจังต่อหน้าที่ ผักชีโรยหน้า หรือทำไปด้วยความเกรงใจ ต่างกับญี่ปุ่น หรือยุโรป ที่ให้ความสำคัญ กับข้อตกลงอย่างเคร่งครัด เพราะหมายถึงความเชื่อถือในระยะยาว 5. การกระจายความเจริญยังไม่เต็มที่ ประชากร 60-70% ขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและ ชุมชนไม่ได้รับการพัฒนา 6. การบังคับกฎหมายไม่เข้มแข็ง ต่อเนื่อง ลูบหน้าปะจมูก ไม่จริงจัง ไม่มีมาตรฐาน 7. สังคมไทยไม่ค่อยเป็นสุภาพบุรุษ อิจฉาตาร้อน ยกย่องคนมีอำนาจ มีเงิน ดีแต่พูด มือไม่พายเอาเท้ารา น้ำทำให้คนดีไม่กล้าเข้ามาเพราะกลัวเปลืองตัว 8. เอ็นจีโอค้านลูกเดียว อิงอยู่กับผลประโยชน์ บ่อยครั้ง ที่ต้องเสียโอกาสอย่างมหาศาล เหตุผลไม่ได้พูด กัน 9. ยังไม่พร้อมในเวทีโลก ขาดทักษะและทีมเวิร์คที่ดีสู้ประเทศเล็ก ๆ อย่างสิงค์โปรไม่ได้ 10.เลี้ยงลูกไม่เป็น เด็กไทยขาดความอดทน ไม่มีภูมิคุ้มกัน ไม่เข้มแข็ง เพราะการเลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน ไม่ สอนให้ลูกช่วยตัวเอง ไม่กระตือรือร้นในการช่วยตัวเอง ขวนขวายแสวงหา ค้นหาตัวเอง และไม่สอนให้ สำนึกรับผิดชอบต่อสังคม ข้อมูล CPI 2021 ดัชนีการรับรู้การทุจริต ของประเทศไทย 2564 ประเทศไทย อันดับ 110/180 คะแนน 35/100 1. ความรู้เกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน 1.1 การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม หรือประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interests) หมายถึง ความทับซ้อนระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์สาธารณะ ที่มีผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ กล่าวคือ เป็นสถานการณ์ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีผลประโยชน์ส่วนตนอยู่และมีอิทธิพลตามอำนาจ หน้าที่และความรับผิดชอบเพื่อให้เกิดประโยชน์ส่วนตัว โดยก่อให้เกิดผลเสียต่อผลประโยชน์ส่วนรวม มีหลากหลาย รูปแบบไม่จำกัดว่าจะอยู่เฉพาะในรูปของตัวเงิน หรือทรัพย์สินเท่านั้น แต่รวมผลประโยชน์อื่นๆ ที่ไม่ใช่ในรูปตัวเงิน หรือทรัพย์สิน ภาพที่ 19 Conflict of Interests
44 ซึ่งคำว่า Conflict Of Interests มีการใช้คำในภาษาไทยไว้หลายคำ เช่น "ผลประโยชน์ทับซ้อน ” "ผลประโยชน์ขัดกัน " "ผลประโยชน์ขัดแย้ง" หรือ "ความขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตน ผลประโยชน์ ส่วนรวม" ถ้อยคำเหล่านี้ ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบอัน การกระทำที่ขัดต่อหลัก คุณธรรมจริยธรรม และหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (Good Governance) ภาพที่ 20 การขัดแย้งระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม 1.2 การขัดแย้งระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม (Conflict of Interest) มีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ องค์ประกอบประการที่หนึ่ง ภาพที่ 21 ผลประโยชน์ส่วนตัว (Private Interest) ผลประโยชน์ส่วนตัว (Private Interest) หรือผลประโยชน์ส่วนบุคคล (Personal Interest) ซึ่งผลประโยชน์ นี้ อาจเป็นตัวเงินหรือทรัพย์สินอื่นๆ รวมถึงผลประโยชน์ในรูปแบบอื่นๆ ที่ทำให้ผู้ได้รับพึงพอใจ ส่วนนี้โดยตัวมันเองแล้ว ไม่เสียหายอะไรเพราะใครๆ ก็แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนกันทั้งนั้น แต่ปัญหาจะ เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผลประโยชน์นี้ไปขัดแย้งกับผลประโยชน์ส่วนรวม องค์ประกอบประการที่สอง ภาพที่ 22 สถานะและขอบเขตอำนาจหน้าที่ การปฏิบัติหน้าที่ โดยใช้สถานะและขอบเขตอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานของรัฐ โดยขาด หลักจริยธรรมพื้นฐานในวิชาชีพตน ทั้งนี้ เพราะอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่เกิดจากการมีตำแหน่ง หรือการเป็นเจ้าหน้าที่ หรือเจ้าพนักงานตามกฎหมาย
45 องค์ประกอบประการที่สาม ภาพที่ 23 การแทรกแซงการตัดสินใจ เมื่อผลประโยชน์ที่ขัดแย้งนั้น ไปแทรกแซงการตัดสินใจหรือการใช้วิจารณญาณในทางใดทางหนึ่งเพื่อ ผลประโยชน์ส่วนตัว 1.3 รูปแบบความขัดแย้งระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม มี 9 รูปแบบ ดังนี้ (1) การรับผลประโยชน์ต่างๆ (Accepting benefits) ผลประโยชน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน ของขวัญ การลด ราคา การรับความบันเทิง การรับบริการ การรับการ ฝึกอบรม หรือสิ่งอื่นใดในลักษณะเดียวกันนี้และผลจากการ รับผลประโยชน์ต่างๆ นั้น ได้ส่งผลต่อการตัดสินใจของ เจ้าหน้าที่ของรัฐในการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ภาพที่ 24 การรับผลประโยชน์ต่างๆ กรณีตัวอย่าง 1. หัวหน้างานอำนวยการของ กปภ.สาขาน้ำใส รับบัตรของขวัญ (Gift Voucher) ของห้างเซ็นทรัล จำนวน เงิน 10,000 บาท จากผู้บริหารบริษัทรับเหมาก่อสร้างแห่งหนึ่ง เพื่อต้องการให้ช่วยบริษัทรับเหมาก่อสร้างรายนั้น ชนะการประมูลโครงการก่สร้างของ กปภ.สาขาน้ำใส 2. บริษัทจำหน่ายสินค้าเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์รายใหญ่แห่งหนึ่ง ได้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางไป ประชุมและดูงานในต่างประเทศ ให้ผู้บริหาร กปภ. และครอบครัว เพื่อต้องการให้บริษัทจำหน่ายสินค้าเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์รายใหญ่นั้น ชนะการประมูลโครงการจัดหาคอมพิวเตอร์ล็อตใหญ่ของหน่วยงาน (2) การทำธุรกิจกับตนเอง (Self-dealing) หรือ เป็นคู่สัญญา (Contracts) ภาพที่ 25 การทำธุรกิจกับตนเอง การที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานที่ตน สังกัด โดยอาจจะเป็นเจ้าของบริษัทที่ทำสัญญาเอง หรือเป็นเค รีอญาติสถานการณ์เช่นนี้เกิดบทบาทที่ขัดแย้ง หรือเรียกได้ว่า เป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ขายในเวลาเดียวกัน
46 กรณีตัวอย่าง ผู้อำนวยการกองจัดการบุคคล ทำสัญญาเช่ารถเพื่อพาพนักงานในสังกัดไปสัมมนา และศึกษาดู งานกับบริษัทรถทัวร์แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นบริษัทที่ภรรยาของผู้อำนวยการกองจัดการบุคคลเป็นผู้บริหารและมีหุ้นส่วนอยู่ (3) การทำงานหลังจากออกจากตำแหน่งหน้าที่สาธารณะ หรือ หลังเกษียณ (Post-employment) ภาพที่ 26 Post-employment การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐลาออกจากหน่วยงานของรัฐ และ ไปทำงานในบริษัทเอกชนที่ดำเนินธุรกิจประเภทเดียวกัน หรือบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานเดิมที่เคย ปฏิบัติงาน โดยใช้อิทธิพลหรือความสัมพันธ์จากที่เคย ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานเดิมนั้น หาประโยชน์จาก หน่วยงานเดิม ให้กับบริษัทและตนเอง กรณีตัวอย่าง 1. ผู้อำนวยการ กปภ.เขตเอ เพิ่งเกษียณอายุราชการไปเมื่อปี พ.ศ. 2561 และได้ไปทำงานหลัง เกษียณอายุราชการ โดยเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทผลิตน้ำประปแห่งหนึ่ง ที่เป็นคู่สัญญาของ กปภ.เขตเอ และใช้ อิทธิพลที่เคยดำรงตำแหน่ง เพื่อจะได้ติดต่อกับหน่วยงานรัฐที่เคยติดต่อเพื่อให้การประสานงานราบรื่นเช่นเดิม 2. อดีตผู้อำนวยการ กปภ.เขตบี หลังเกษียณอายุราชการ ได้ไปทำงานเป็นที่ปรึกษาบริษัทในบริษัทผลิตท่อ ประปาและอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยใช้อิทธิพลจากที่เคยดำรงตำแหน่งให้กปภ.เขตบี ซื้อท่อประปาและ อุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จากบริษัทที่ตนเองเป็นที่ปรึกษาอยู่ (4) การทำงานพิเศษ (Outside employment or moonlighting) ภาพที่ 27 การทำงานพิเศษ ในรูปแบบนี้มีได้หลายลักษณะ ไม่ว่าจะเป็นการที่เจ้าหน้าที่ของ รัฐตั้งบริษัทดำเนินธุรกิจ ที่เป็นการแข่งขันกับหน่วยงานหรือ องค์การสาธารณะที่ตนเคยสังกัด หรือการรับจ้างพิเศษเป็นที่ ปรึกษาโครงการ โดยอาศัยตำแหน่งในราชการสร้างความ น่าเชื่อถือว่า โครงการของผู้ว่าจ้างจะไม่มีปัญหาติดขัดในการ พิจารณาจากหน่วยงานที่ที่ปรึกษาเคยสังกัดอยู่
47 กรณีตัวอย่าง เจ้าหน้าที่ของ กปภ. ที่ดำรงตำแหน่งวิศวกรท่านหนึ่ง วันๆ ไม่ทำงานที่ได้รับมอบหมายจาก ผู้บังคับบัญชาอย่างเต็มที่ เนื่องจากเอาเวลาปฏิบัติงานไปทำงานที่ตนเองไปรับงานพิเศษ เช่น รับจ้างเขียนแบบ ก่อสร้างให้บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เป็นต้น (5) การรู้ข้อมูลภายใน (Inside information) ภาพที่ 28 การรู้ข้อมูลภายใน เป็นสถานการณ์ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ประโยชน์จากการที่ ตนรับรู้ข้อมูลภายในหน่วยงาน และนำข้อมูลนั้นไป แสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเองหรือพวกพ้อง อาจจะ ไปหาประโยชน์โดยการขายข้อมูลหรือเข้าเอาประโยชน์ เสียเอง กรณีตัวอย่าง 1. เจ้าหน้าที่พัสดุของ กปภ. เปิดเผยหรือขายข้อมูลที่สำคัญของบริษัท ก. ที่มายื่นประมูลไว้ก่อนแล้ว ให้แก่ บริษัท ข. เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง โดยให้บริษัท ก. ที่มายื่นประมูลไว้ก่อนแล้วเสียเปรียบ 2. เจ้าหน้าที่ของ กปภ. สาขาแห่งหนึ่ง ทราบว่า กปภ. จะขยายเขตจำหน่ายน้ำ จึงไปบอกญาติพี่น้องให้ไป ซื้อที่ดินบริเวณที่ กปภ. จะขยายเขตจำหน่ายน้ำ เพื่อหวังจะขายให้ กปภ. ในราคาที่สูงขึ้น (6) การใช้ทรัพย์สินของราชการเพื่อประโยชน์ธุรกิจส่วนตัว (Using your employer's property for private advantage) ภาพที่ 29 การใช้ทรัพย์สินของ ราชการเพื่อประโยชน์ธุรกิจส่วนตัว การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ นำเอาทรัพย์สินของราชการ ซึ่งจะต้อง ใช้เพื่อประโยชน์ของทางราชการเท่านั้น ไปใช้เพื่อประโยชน์ ของตนเองหรือพวกพ้อง หรือการใช้ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไป ทำงานส่วนตัว กรณีตัวอย่าง 1. ผู้อำนวยการกองธุรกรรม เป็นผู้มีอำนาจอนุมัติให้ใช้รถราชการของ กปภ. หรือการเบิกจ่ายค่าน้ำมัน เชื้อเพลิง ได้นำรถยนต์ของ กปภ. ไปใช้ในกิจธุระส่วนตัว
48 2. เจ้าหน้าที่ขับรถของกองธุรกรรม มีหน้าที่ขับรถยนต์ของ กปภ. ได้นำน้ำมันในรถยนต์ไปขายและนำเงิน มาไว้ใช้จ่ายส่วนตัว ทำให้ กปภ. ต้องสูญเสียงบประมาณ เพื่อซื้อน้ำมันรถมากกว่าที่ควร (7) การนำโครงการสาธารณะลงในเขตเลือกตั้งเพื่อประโยชน์ทางการเมือง (Pork-barreling) ภาพที่ 30 Pork-barreling การที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือผู้บริหารระดับสูง อนุมัติโครงการไปลงพื้นที่บ้านเกิดของตนเอง หรือการใช้ งบประมาณสาธารณะเพื่อหาเสียง กรณีตัวอย่าง 1. รัฐมนตรีอนุมัติโครงการไปลงในพื้นที่หรือบ้านเกิดของตนเอง 2. นักการเมืองในจังหวัด ขอเพิ่มงบประมาณเพื่อนำโครงการตัดถนน สร้างสะพานลงในจังหวัดที่ตนเอง อาศัยอยู่ โดยใช้ชื่อหรือนามสกุลของตนเองเป็นชื่อถนนหรือชื่อสะพาน 3. นายก อบต. เก้าเก้า จัดทำโครงการที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ที่ให้การสนับสนุนหรือหัวคะแนนก่อนที่ นายก อบต. ท่านนั้น จะหมดวาระในการดำรงตำแหน่ง (8) การใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์แก่เครือญาติหรือพวกพ้อง (Nepotism) ภาพที่ 31 Nepotism อาจเรียกว่า ระบบอุปถัมภ์พิเศษ เป็นการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ อิทธิพลหรือใช้อำนาจหน้าที่ทำให้หน่วยงานของตนเข้าทำ สัญญากับบริษัทของพี่น้อง/เครือญาติ/พวกพ้อง กรณีตัวอย่าง ผู้อำนวยการ กปภ.เขตซี ใช้อิทธิผลของอำนาจหน้าที่ที่ตนเองดำรงตำแหน่งอยู่ ฝากลูกหลาน ของเครือญาติ และลูกหลานของเพื่อนๆ ที่เคยเรียนด้วยกันมาตั้งแต่เด็กๆ เข้าทำงานใน กปภ.สาขา ที่ตนเองมีอำนาจ หน้าที่ควบคุมและกำกับดูแลอยู่
49 (9) การใช้อิทธิพลเข้าไปมีผลต่อการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือหน่วยงานของรัฐอื่น (Influence) ภาพที่ 32 Influence เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองหรือพวกพ้อง โดยเจ้าหน้าที่ ของรัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่ข่มขู่ผู้ใต้บังคับบัญชาให้หยุดการ ตรวจสอบบริษัทเครือญาติของตนเอง กรณีตัวอย่าง ผู้อำนวยการ กปภ.เขตดี ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ที่ตนเองดำรงอยู่ ขมขู่เจ้าหน้าที่นิติกรซึ่ง เป็นผู้ใต้บังบัญชา ให้หยุดดำเนินคดีกับเครือญาติหรือพวกพ้องของตนเอง มาตรการป้องกันและปราบปรามระหว่างประเทศ • อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต UNCAC 2003 • ประกาศของ UN (จรรยาบรรณสากลสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐ • มาตรฐานของ OECD การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพการบริหารกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวมหรือประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interests) เป็นความทับซ้อนระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์สาธารณะ ที่มีผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ของรัฐ กล่าวคือ เป็นสถานการณ์ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีผลประโยชน์ส่วนตนอยู่และมีอิทธิพลตามอำนาจหน้าที่และ ความรับผิดชอบเพื่อให้เกิดประโยชน์ส่วนตัว โดยก่อให้เกิดผลเสียต่อผลประโยชน์ส่วนรวม มีหลากหลายรูปแบบไม่ จำกัดว่าจะอยู่เฉพาะในรูปของตัวเงิน หรือทรัพย์สินเท่านั้น แต่รวมผลประโยชน์อื่นๆ ที่ไม่ใช่ในรูปตัวเงินหรือ ทรัพย์สิน ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบอัน การกระทำที่ขัดต่อหลักคุณธรรมจริยธรรม และหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (Good Governance) Conflict of interest มีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ประการ ประกอบด้วย 1) ผลประโยชน์ส่วนตัว (Private Interest) ผลประโยชน์อาจเป็นตัวเงินหรือทรัพย์สินอื่น ๆ รวมถึงผลประโยชน์ในรูปแบบอื่น ๆ ที่ทำให้ผู้ได้รับพึง พอใจ 2) การปฏิบัติหน้าที่ โดยใช้สถานะและขอบเขตอำนาจหน้าที่ ของเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานของรัฐ โดยขาด หลักจริยธรรมพื้นฐานในวิชาชีพตน 3) เมื่อผลประโยชน์ที่ขัดแย้งนั้น ไปแทรกแซงการตัดสินใจหรือการใช้ วิจารณญาณในทางใดทางหนึ่งเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
50 กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แหล่งที่มา : สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการพุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ปปช.) 1) รัฐธรรมนูญฯ 2) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 3) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2561 4) พระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2551 และที่แก้ไข เพิ่มเติม 5) พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 6) พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 7) ประมวลกฎหมายอาญา หมวด 2 ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ 8) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 9) ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ.... 10) ร่างพระราชบัญญัติมาตรการติดตามทรัพย์สินของรัฐคืนจากการเอาไปโดยมิชอบ พ.ศ. .... 11) ข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยวิธีการดำเนินการคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 12) ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ ตามกฎหมายว่าด้วย มาตการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2557 13) คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 69/2557 เรื่อง มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริต ประพฤติมิชอบ ลงวันที่ 18 มิถุนายน2557 • แต่โดยเนื้อหา มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกมากตามมิติของการตรวจสอบ การป้องกันปราบปราม หรีอวางมาตรการ ต่างๆ เพื่อการนี้ มาตรา ๑๒๖ ห้ามเจ้าพนักงานของรัฐ เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐและ ห้ามเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียในธุรกิจของเอกชน ในขณะดำรงตำแหน่ง มาตรา ๑๒๖ กำหนดห้ามเจ้าพนักงาน ของรัฐตำเนินการคามมาตรา ๑๒๖ (๓) - (๔) คือ (๑) เป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำ กับหน่วยงานของรัฐ (๒) เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นใน บริษัทที่เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ (๓) รับสัมปทานหรือคงถือไว้ซึ่งสัมปทานจากรัฐ หรือเข้าเป็นคู่สัญญาอันมีลักษณะผูกขาดตัดตอน เป็น มาตรา ๑๒๗ ห้ามเจ้าพนักงานของรัฐ เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียในธุรกิจของเอกชน ภายใน ๒ ปี หลังจากที่พันจากตำแหน่ง มาตรา ๑๒๗ กำหนดห้ามเจ้าพนักงานของรัฐ ดำเนินการตามมาตรา ๑๒๖ (๔) คือ ห้ามเข้าไปมีส่วน ใต้เสียในธุรกิจของเอกชน ในฐานะกรรมการ ที่ปรึกษา ตัวแทน พนักงาน หรือลูกจ้าง ภายใน ๒ ปี นับแต่วันที่ พันจากตำแหน่ง
51 หุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นในบริษัทที่รับ สัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว (๔) เข้าไปมีส่วนใด้เสียในธุรกิจของเอกชนในฐานะ เป็นกรรมการ ที่ปรึกษา ตัวแทน พนักงาน หรือลูกจ้าง ในธุรกิจของเอกชนซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบของหน่วยงานของรัฐ ภาพที่ 33 การมีส่วนใด้เสียในธุรกิจของเอกชน ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ทำให้ประเทศชาติไม่พัฒนา หรือพัฒนาได้ช้า ภาพที่ 34 ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน สาเหตุ ข้าราชการรับสินบน เพื่อผลประโยชน์ของตน หรือพรรคพวกตน แนวทางในการแก้ปัญหา 1. ใช้หลักธรรมาภิบาล หรือหลักการปกครองที่เป็นธรรม หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ หลักความโปร่งใส หลักความคุ้มค่า การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริต แนวทางในการแก้ปัญหาเน้นใช้หลักธรรมาภิบาลหรือหลักการปกครองที่เป็นธรรม ที่ประกอบด้วย หลักนิติ ธรรมหลักคุณธรรมหลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ หลักความโปร่งใส หลักความคุ้มค่า ผู้นำ คือบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีสามารถชี้นำและเป็นต้นแบบแก่ผู้อื่นและสังคม ผู้นำที่ดี ควรมี 9 ประการ 1. ความรู้ 2. ความกล้าหาญ และเด็ดขาด 3. ความยุติธรรม และซื่อสัตย์ 4. ความตื่นตัว แต่ไม่ตื่นตูม
52 5. ความสงบเสงี่ยม ไม่ถือตัว 6. ความคิดริเริ่ม 7. มนุษยสัมพันธ์ที่ดี 8. ความอดทน อดกลั้น 9. ความภักดี: loyalty แต่อย่างไรก็ตามทักษะผู้ทำก็ต้องใช้ 3H • HAND • HEAD • HEART
53 การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ หลักการการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ ระบบบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ที่ดี คือระบบที่สร้างคนในองค์กรมุ่งผลสัมฤทธิ์ได้ ให้มีความยั่งยืน เป็นวัฒนธรรมองค์กร โดยการดึงเป้าหมายของคนและทีมให้ตรงกับองค์กร เพื่อการบริการประชาชน การบริหารที่เน้นการวางแผน การกำหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และกลยุทธ์การดำเนินงานแบบมีส่วน ร่วม รวมทั้งการจัดวางระบบตรวจสอบผลงานและการให้รางวัลตอบแทนผลงาน(Performance Related) กฎหมายที่เกี่ยวข้อง พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ฉบับที่ 5 (2545) มาตรา 3/1 “การบริหารราชการตามพระราชบัญญัตินี้ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อ ภารกิจของรัฐ ความมีประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐ การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน การลดภารกิจ และยุบเลิกหน่วยงานที่ไม่จําเป็น การกระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น การกระจายออำนาจตัดสินใจ การอํานวยความสะดวก และการตอบสนองความต้องการของประชาชน ทั้งนี้โดยมีผู้รับผิดชอบต่อผลของงาน การจัดสรรงบประมาณ และการบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่ต้องคำนึงถึงหลักการตาม วรรคหนึ่ง ในการปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการ ต้องใช้วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ คำนึงถึงความรับผิดชอบของผู้ปฏิบัติงาน การมีส่วนร่วมของประชาชน การเปิดเผยข้อมูล การติดตามตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ตามความเหมาะสมของแต่ละภารกิจ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรานี้จะตราพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และ วิธีการในการปฏิบัติราชการและการสั่งการให้ส่วนราชการและข้าราชการปฏิบัติก็ได้” พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 หมวด 1 การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (มาตรา 6) หมวด 2 การบริหารราชการเพื่อให้เกิดประโยชน์สุขของประชาชน (มาตรา 7 - มาตรา 8) หมวด 3 การบริหารราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ (มาตรา 9 - มาตรา 19) หมวด 4 การบริหารราชการอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ(มาตรา 20 - มาตรา 26) หมวด 5 การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน (มาตรา 27 - มาตรา 32) หมวด 6 การปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการ (มาตรา 33 - มาตรา 36) หมวด 7 การอํานวยความสะดวกและการตอบสนองความต้องการของประชาชน(มาตรา 37 - มาตรา 44) หมวด 8 การประเมินผลการปฏิบัติราชการ (มาตรา 45 - มาตรา 49) หมวด 9 บทเบ็ดเตล็ด (มาตรา 50 - มาตรา 53) พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ฉบับที่2(พ.ศ.2562) การจัดทำแผนปฏิบัติราชการ • ยกเลิกการจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดินและแผนนิติบัญญัติ • การจัดทำแผนปฏิบัติราชการของส่วนราชการต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนอื่นที่เกี่ยวข้อง • การจัดทำแผนปฏิบัติราชการให้จัดทำเป็นแผนระยะ 5 ปี โดยในระยะแรกให้จัดทำเป็นแผน 3 ปี (พ.ศ. 2563 – 2565)
54 การปรับโครงสร้างส่วนราชการ • ให้ส่วนราชการทบทวนภารกิจของตนว่าภารกิจใดมีความจําเป็นหรือสมควรยกเลิก ปรับปรุง หรือ เปลี่ยนแปลงการดำเนินการต่อไปหรือไม่ โดยคำนึงถึงแผนหลักของประเทศและนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลง ต่อรัฐสภา • ห้ามจัดตั้งส่วนราชการที่มีภารกิจหรือหน้าที่เหมือนกับส่วนราชการที่ได้มีการยุบเลิก โอน หรือรวมไปแล้ว ยกเว้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ หรือการรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน และต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.พ.ร. การยกระดับภาครัฐโดยการเชื่อมโยงผ่านแพลตฟอร์มกลางดิจิทัล การบริการประชาชนและการติดต่อประสานงานระหว่างส่วนราชการด้วยกัน ต้องกระทำโดยใช้แพลตฟอร์ม ดิจิทัลกลางที่สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) กำหนด ขอบเขตของหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี(Good Governance) ประกอบด้วย 4 หลักการสำคัญและ 10 หลักการย่อย 1 การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ ;ประสิทธิภาพ,ประสิทธิผล,การตอบสนอง 2. ค่านิยมประชาธิปไตย; ภาระรับผิดชอบ, เปิดเผย โปร่งใส,หลักนิติธรรม,หลักความเสมอภาค 3.ประชารัฐ; การกระจายอำนาจ,การมีส่วนร่วม การพยายามแสวงหาฉันทามติ 4. ความรับผิดชอบทางการบริหาร;คุณธรรม จริยธรรม การบริหารสู่ความเป็นเลิศ ด้วยค่านิยม 11 ประการ มุมมองเชิงระบบ,การนําองค์การอย่างมีวิสัยทัศน์,ความเป็นเลิศที่มุ่งเน้นผู้รับบริการ,ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และ ประชาชน,การให้ความสำคัญกับคน,การเรียนรู้ขององค์การและความสามารถในการปรับตัว,การมุ่งเน้นความสำเร็จ, การสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรม,การจัดการโดยใช้ข้อมูลจริง,คุณูปการต่อสังคม,การมีจริยธรรมและความโปร่งใส,การ ส่งมอบคุณค่าและผลลัพธ์ กรอบและแนวทางการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ เพื่อระบบราชการต้องเป็นที่พึ่งของประชาชนและเชื่อถือไว้วางใจได้ต้องใช้แนวคิดระบบราชการ4.0 ประกอบด้วย 1.ภาครัฐที่เปิดกว้างและเชื่อมโยงกัน 2.ภาครัฐที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง 3.ภาครัฐที่มีขีดสมรรถนะสูงและทันสมัย ปัจจัยความสำเร็จ 3 ประการ:Collaborationการสานพลังระหว่างภาครัฐและภาคอื่น ๆ; Innovationการ สร้างนวัตกรรม; Digitalizationการปรับเข้าสู่ความเป็นดิจิทัล
55 เครื่องมือที่ส่งเสริมภาครัฐมุ่งผลสัมฤทธิ์ 1. การมอบรางวัลเลิศรัฐ มี3ประเภทคือ รางวัลบริการภาครัฐ รางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม รางวัล คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ และรางวัลเกียรติยศเลิศรัฐ นำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ 2. การขับเคลื่อน e-Service ของหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ 3. การประเมินส่วนราชการตามมาตรการการปรับปรุงประสิทธิภาพ (KPI) ตัวชี้วัดบูรณาการร่วมกัน (Joint KPIs) 4. การปรับบทบาทภารกิจและโครงสร้างหน่วยงานภาครัฐ 5. กรอบทิศทาง นโยบาย และเป้าหมายการขับเคลื่อนการถ่ายโอนงานภาครัฐ ร่วมกับภาคเอกชนต่าง ๆ การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ ระบบบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ที่ดีเป็นระบบที่สร้างคนในองค์กรมุ่งผลสัมฤทธิ์ได้ ให้มีความยั่งยืน เป็น วัฒนธรรมองค์กร โดยการดึงเป้าหมายของคนและทีมให้ตรงกับองค์กร เพื่อการบริการประชาชน การบริหารที่เน้น การวางแผน การกำหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และกลยุทธ์การดำเนินงานแบบมีส่วนร่วม รวมทั้งการจัดวางระบบ ตรวจสอบผลงานและการให้รางวัลตอบแทนผลงาน (Performance Related) บริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์เพื่อระบบราชการต้องเป็นที่พึ่งของประชาชนและเชื่อถือไว้วางใจได้ต้องใช้ แนวคิดระบบราชการ ประกอบด้วย 1. เปิดกว้างและเชื่อมโยงกัน 2. ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง 3. มีขีดสมรรถนะ สูงและทันสมัย ปัจจัยความสำเร็จ 3 ประการ ประกอบด้วย Collaboration การสานพลังระหว่างภาครัฐและ ภาคอื่น ๆ, Innovation การสร้างนวัตกรรม, Digitalizationการปรับเข้าสู่ความเป็นดิจิทัล
56 การกำกับและประเมินผล (M&E) ปัจจุบันมี Real world data RWD และ Real world evidence RWE มีบทบาทสำคัญในการใช้ข้อมูล เพื่อการศึกษา ออกแบบ ตัดสินใจ วิเคราะห์ได้รวดเร็วขค้น อาจไม่ต้องทำ ทำให้กำกับติดตามได้เร็วขึ้นไม่ต้องทำ clinical study or RCT ประเมินผลได้ง่ายขี้น ไม่ต้อรอผลการวิจัย โดยระเบียบวิธีวิจัยใหม่ๆ ใช้ RWE มากขึ้น มาใช้ ใน Public health เช่น สถานการณ์โควิด การฉีดวัคซีน Definition - Monitoring การติดตาม ติด(เกาะ) Regular การทำอย่างสม่ำเสมอ ตาม Longitudinal การมีความ ต่อเนื่อง เพื่อให้รู้ในสิ่งที่เราอยากเห็น ต้องกำกับด้วย เวลา และบทบาทหน้าที่ตามระเบียบ เช่น SDG 2030 - Evaluate การประเมิน เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงที่เกิด ว่าเป็นเพราะ Intervention ที่ให้ไปหรือไม่ หาความ สมเหตุสมผล M&E ส่วนมากทำ M ไม่ค่อยทำ E โครงการต่างๆ ควรมีในกระบวนการทุกโครงการ Review การทบทวนสถานการณ์ เป็นส่วนหนึ่งของการทำ M&E กระบวนการจัดทำโครงการ ใช้หลัก PDCA การศึกษาปัญหา กำหนดโครงการ/การและเตรียมโครงการ/การดำเนินการ/การติดตามและ ประเมินผล Characteristic of good ME - บูรณาการและเชื่อมโยงกับแผนขององค์กร - วางแผนการก่อนดำเนินการ - การกำหนดกรอบการดำเนินการ (ระบบรายงาน ตัวบ่งชี้ ระยะเวลา) - กำกำกับติดตาม - เปิดโอกาสให้ภาคีมีส่วนร่วม - สื่อสารสู่สาธารณะได้อย่างเปิดเผย - คำนึงถึงจริยธรรมในการดำเนินการ นิยามของการประเมินผล มีการนิยามจากหลายแหล่ง CDC นิยามการประเมินผล ตามกระบวนการ ได้แก่ - Formative Evaluation ประเมินการทำโครงการเหมาะสม ยอมรับได้ก่อนจะดำเนินการ - Process-Implementation Evaluation ประเมินการเขียนผลสัมฤทธิ์โครงการ - Outcome-Effectiveness Evaluation ประเมินผลที่เกิดขึ้นกับประชากรเป้าหมาย - Impact Evaluation โครงการบรรลุเป้าหมายหรือไม่
57 World Bank - Operational Evaluation ประเมินแผนการดำเนินงาน เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการสามารถดำเนินการต่อไปได้ - Impact Evaluation ประเมินผลลัพธ์การดำเนินโครงการ Step of Evaluation CDC มี 6 ขั้นตอน - สร้างภาคีเครือข่ายดำเนินการ - อธิบายโครงการ - ออกแบบการประเมินผล - รวบรวมข้อมูลการดำเนินงาน - สรุป - share ข้อมูล การ Evaluation สามารถใช้ Logic model มาประกอบในการทำโครงการ วางแผนดำเนินการ ปละประเมินผล และใช้ Log Frane ให้เห็นความเชื่อมโยงของโครงการที่ดำเนินการ Concept and technique of measure การวัด ได้แก่ ความถี่ ความสัมพันธ์ และผลกระทบ - Frequency : Number, proportion rate - Association : นำ Frequency ผสมกับ Difference ratio - Impact : วิธีการเพื่อให้การประเมินผลมีความน่าเชื่อถือ ต้องมีกระบวนการจัดการ Bias and Confounder - PSM Propensity score match การเปรียบมวยกับกลุ่มที่ score ใกล้เคียงกัน เป็นการจัดการ selection bias และการจัดการ Confounder - Instrumental Evaluation - Interrupted Time series ITS โดยการใส่นโยบายบางอย่าง แล้วติดตาม ดูtrendก่อนมี/หลังมีนโยบาย การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ การกำกับและประเมินผล (M&E) Characteristic of good Monitoring and Evaluation 1) บูรณาการและเชื่อมโยงกับแผนขององค์กร 2) วางแผนการก่อนดำเนินการ 3) การกำหนดกรอบการดำเนินการ (ระบบรายงาน ตัวบ่งชี้ ระยะเวลา) 4) กำ กำกับติดตาม 5) เปิดโอกาสให้ภาคีมีส่วนร่วม 6) สื่อสารสู่สาธารณะได้อย่างเปิดเผย 7) คำนึงถึงจริยธรรมในการ ดำเนินการ
58 ดิจิทัลพลิกโฉม (Digital Disruption) ความอยู่รอดของสังคมไทย ตัวเร่งปฏิกิริยา - การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี มีปัจจัยเร่ง เช่น Covid 19 / บริบทการเปลี่ยนแปลงของโลก ด้าน การเมือง เศรษฐกิจ สังคม - โลกนี้มีการเปลี่ยนแปลงที่เร็วมาก VUCA: Volatility /Uncertainly /Complexity /Ambiguous - AI เปลี่ยนแปลงเร็ว มีการส่งข้อมูล/ข่าวที่เราสนใจมาให้ต่อเนื่อง โดยมี Engine ส่งมา แสดงถึง ในชีวิตประจำวันเราถูก A.I. ควบคุม การที่เรา search ข้อมูล มีคุกกี้ ติดตามมา เราเป็นเบี้ยที่ถูกเดินโดยไม่รู้ตัว - การเปลี่ยนแปลง มีสัญญาณ จากวิกฤตหลายด้าน, Internet เป็น The Changing World Agent มี Cloud และ Processing มหึมาที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน บทบาทเทคโนโลยีดิจิทัลที่จะพลิกผันงานและคน - การประมวลผลของคอมพิวเตอร์ย้ายข้อมูลให้น้อยและสั้นที่สุด เทคโนโลยีโตขึ้นแบบ exponential เป็นไปตามกฎของ มัวร์ เพิ่มสองเท่าทุก 18 เดือน (เร็วขึ้น เล็กลง กินไฟน้อยลง ราคาถูกลง) ไม่มีเพดาน limit รับได้หมดจากข้อมูลที่คน input ทั่วโลก - การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีมีวงรอบ เป็น S curve เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง - Physical objects change to digital objects มีการเปลี่ยนวัตถุเป็นดิจิทัล และมี Digital Twin เลียนแบบพร้อม monitorให้รู้ เช่น วัดการเต้นหัวใจ ตรวจจับการหกล้ม แรงดันลมยางรถ กลายเป็นสองโลกคู่ขนาน (โลกจริง กับ โลก cyber) - การดำเนินชีวิตด้วยการเป็น Digital citizen การบริการประจำวันที่เปลี่ยนไป บริการออนไลน์ บริการ ภาครัฐ มีโครงการที่ให้ประชาชนคุ้นชิน เช่น คนละครึ่ง หมอพร้อม เที่ยวด้วยกัน ทำงานออนไลน์ - Digital Twin ผู้คนมีสองโลกร่วมกัน ใช้สองโลก synchronize ข้อมูลถึงกัน จัดบริการให้โดยไม่ต้อง เดินทาง - คนและงานที่กำลังเปลี่ยน คนรุ่นใหม่เปลี่ยนไป เป็น Digital native ทำงานหลายอย่าง ติดต่อไกลแต่ไม่ รู้จักคนใกล้ เห็นแต่ไม่รู้รายละเอียดดู Infographic อย่างเดียว อยู่ในสิ่งแวดล้อมดิจิทัล เทคโนโลยีเปลี่ยน สังคม เปลี่ยน เราอยู่กับข่าวสารจำนวนมาก - เราอยู่กับข่าวสาร ต้องเรียนรู้ข่าวสารที่มีท่วมท้น ต้องเลือกเก็บข้อมูลให้คงอยู่ - เราอยู่กับสังคมนิเวศน์+ดิจิทัล (สัมพันธ์ และสัมผัสทางดิจิทัล ที่จะเชื่อมสองโลกเข้าด้วยกัน ทุกคนมี สมาร์ทโฟน คนอยู่ใน Process and environment และมี digital touch point ในกลุ่มคน) ความเสี่ยงบน เทคโนโลยีน่ากลัว ไม่เห็นตัวตน จริง/ไม่จริง ใน social มียุทธศาสตร์ใช้แล้วให้ติด เช่น Gmail Facebook หนังเรื่อง the social dilemma เดินเรื่องให้เห็นอิทธิพลของโซเชียลในคนแต่ละกลุ่ม อาจารย์ใช้วิธีไม่มี FB ในมือถือ ใช้เฉพาะ ในโน้ตบุค เพื่อจำกัดการใช้และติดตามไม่ได้ - ให้ช่วยกันคิด เพราะในองค์กร ๑. มีคนหลาย generation การบริหารมีความท้าทาย ๒.สังคมรอบด้านใช้ดิจิทัล
59 - Cyber Physical system (Metaverse) การทำอะไรจะมีร่องรอยทุกอย่างในเทคโนโลยี สืบค้นได้ - อนาคตการทำงาน รพ.เป็น ๒ รพ. (รพ.จริง กับ รพ. Cyber คนไข้ เป็น ๒ คน แบบ digital twin) ให้บริการที่มี digital เป็นตัวกระตุ้น พัฒนาคนให้ฉลาดทางดิจิทัล - การเปลี่ยนแปลงสื่อ เปลี่ยนมาสู่สื่อดิจิทัล คนที่ upload ข้อมูลต่างๆมาก ต้องอยู่บน fact มองมุม เดียวกัน คุยเรื่องเดียวกัน ลดปัญหา - Social media สื่อมีรูปแบบใหม่ๆ ต้องรู้เท่าทัน และรู้ทางหลีก ที่มาของ AI มาจากคณิตศาสตร์ แต่ พยายามจะเลียนแบบมนุษย์(ความเป็นตัวตนของคน) การเข้ามาของ A.I.และความท้าทาย เครื่องจักร กำลังถูกใส่ Intelligent เข้าไป ทำให้ทำงานอัตโนมัติ ของเก่าจะหายไป ชีวิตเรามีการเปลี่ยนแปลง จาก A.I. จะมีผลต่ออาชีพ แบ่งเป็น อยู่หรือทำงานร่วมกับ A.I. อยู่ใต้ A.I. ให้ลองไปหา A.I.พลิกชีวิตเราอย่างไร วิถีชีวิตที่เปลี่ยน ดิจิทัลจะมาช่วยเพิ่มขีดความสามารถมนุษย์มากขึ้น เช่นการเกิดสกุลเงินดิจิทัล, การโอน เงินทางดิจิทัล ทำให้เกิด disruptionในบางอาชีพและ เกิดเป็นวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) A.I.เสริมเติมเต็มคำว่า smart Smart A.I. มีระบบการทำงานโดยลดการใช้ทรัพยากรและสามารถ ตรวจสอบได้ เช่น E-donation, E-tax เป็นต้น ลดขั้นตอนทางธุรกรรมต่างๆ พัฒนาคนก้าวสู่การเป็นพลเมืองดิจิทัล ต้องพัฒนาคนสู่พลเมืองดิจิทัล ๖ ด้าน และกล้าคิดกล้าทำ Think out of the box แนะนำดูหนัง ๒ เรื่อง the social dilemma และ do you trust this computer ของ Elon musk A.I. Ethics ยังไม่ชัดเจนแต่โดยรวม ต้องหาวิธีควบคุมการใช้ A.I.ให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย คุณธรรมและจริยธรรม การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ Digital Disruption Poly crisis คือการเปลี่ยนแปลงจาก VUCA World (V: Volarity : ผันผวน, U : Uncertainty : ไม่แน่นอน, C : Complexity สลับซับซ้อน, A : Ambiguity : คลุมเครือ) สู่ BANI World (B : Brittle : เปราะบาง มาเร็วไปเร็ว ช่วงอายุ สิ่งต่าง ๆ จะสั้นลงและพังทลายได้ง่าย , A:Anxious: สร้างความกังวลจากข้อมูลที่พบมากขึ้นเรื่อย ๆ , Nonlinear:คาดเดายาก ไม่สามารถทำนายได้ ไม่เป็นสมการชัดเจน อดีตไม่อาจเป็นเครื่องชี้อนาคตได้เสมอไป, Incomprehensible ความไม่เข้าใจ ยากที่จะทำความเข้าใจ ข้อมูลมีจำนวนมาก ซับซ้อน ละเอียดมากขึ้น สรุปได้ว่า VUCA World เป็นสถานการณ์โลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อน และคลุมเครือ ส่วน BANI World เป็นมากกว่าสถานการณ์โลกต้องเผชิญ แต่รวมถึงผลกระทบในมิติขององค์กรและความรู้สึกของบุคลากร ดังนั้น Smart A.I. มีส่วนสำคัญในระบบการทำงานที่จะลดการใช้ทรัพยากรและสามารถ ตรวจสอบได้ เช่น Edonation, E-tax เป็นต้น ลดขั้นตอนทางธุรกรรมต่างๆ
60 รัฐธรรมนูญและหลักกฎหมายมหาชน ภาค 1 ความรู้เบื้องต้นกฎหมายทั่วไป ก. ระบบกฎหมายกับสกุลกฎหมาย ข. ระบบกฎหมายกับกฎเกณฑ์แห่งกฎหมาย ภาค 2 ความรู้เบื้องต้นกฎหมายมหาชน - ความนำ ก. การแยกสาขาย่อยของกฎหมายมหาชน ข. ความหมาย ลักษณะและโครงสร้างของกฎหมายมหาชน - ส่วนที่ 1 หลักการพื้นฐานของกฎหมายมหาชน ก. หลักประโยชน์สาธารณะ ข. หลักอำนาจมหาชน ค. หลักนิติรัฐ - ส่วนที่ 2 นิติวิธีในกฎหมายมหาชน ก. การไม่อาจนำหลักกฎหมายเอกชนมาใช้โดยตรงในกฎหมายมหาชน ข. การประสานประโยชน์สาธารณะเข้ากับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ - ส่วนที่ 3 รัฐธรรมนูญ ก. รัฐ ข. ระบบการปกครอง ค. รูปแบบรัฐบาล ง. สถาบันการเมือง จ. ความแตกต่างของรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2560 กับฉบับก่อนหน้า ฉ. ภาค 1 ความรู้เบื้องต้นกฎหมายทั่วไป ส่วนที่ 1 ระบบกฎหมาย (Legal system) •ระบบกฎหมายได้ถือกำเนิดขึ้นทันทีที่รัฐถือกำเนิดขึ้น •ระบบกฎหมาย เป็นผลผลิตประการแรกของรัฐธรรมนูญ •เมื่อมีรัฐธรรมนูญ ก็จะมีรัฐเกิดขึ้น มีผู้ปกครอง โดยที่รัฐจะใช้ระบบกฎหมายเป็นเครื่องมือในการทำงาน ก. ระบบกฎหมาย กับสกุลกฎหมาย • ระบบกฎหมาย หมายถึงระบบการสร้างและการใช้บังคับกฎเกณฑ์โดยรัฐ อันเป็นการจัดระเบียบ สังคม โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นผู้จัด • สกุลกฎหมาย (Legal family) คือระบบกฎหมายของประเทศต่าง ๆ ที่พอจะจัดกลุ่มรวมเข้าด้วยกันได้ เพราะมีความสัมพันธ์หรือมีจุดร่วมกันในบางเรื่อง ในโลกปัจจุบันมีสกุลกฎหมายหลักอยู่ 2 สกุล ได้แก่ คอมมอนลอว์ และซีวิล ลอว์
61 ข. ระบบกฎหมาย กับกฎเกณฑ์แห่งกฎหมาย • ระบบกฎหมายถือกำเนิดขึ้นจาก รัฐธรรมนูญ • ซึ่งรัฐธรรมนูญ (ในความหมายอย่างกว้าง) • เป็นผู้จัดระเบียบการแยกอำนาจจากคนไปเป็นของรัฐ • เป็นผู้กำหนดองค์กรและกฎเกณฑ์การเข้าสู่ตำแหน่งในองค์กร การใช้อำนาจในตำแหน่ง และ การพ้น จากตำแหน่ง • เป็นผู้กำหนดองค์กร และกระบวนการสร้างกฎเกณฑ์แห่งกฎหมาย และใช้บังคับ กฎเกณฑ์แห่ง กฎหมาย • กฎเกณฑ์แห่งกฎหมาย (Legal norm) คือ กฎเกณฑ์ที่ออกโดยรัฐหรือรัฐมอบอำนาจให้ออก มีผล บังคับให้รัฐและบุคคลต้องปฏิบัติตาม ภาพที่ 35 ระบบกฎหมาย ส่วนที่ 2 ลำดับศักดิ์แห่งกฎหมาย ก. หลักการจัดลำดับศักดิ์แห่งกฎหมาย 1. องค์กรที่มีอำนาจออกกฎเกณฑ์ • อำนาจก่อตั้งองค์กรทางการเมือง -------> รัฐธรรมนูญ • รัฐสภา -------> พระราชบัญญัติ / พระราชกำหนด • คณะรัฐมนตรี -------> พระราชกฤษฎีกา / กฎกระทรวง • รัฐมนตรี -------> ประกาศกระทรวง • องค์กรกระจายอำนาจ/มหาวิทยาลัย -------> ข้อบัญญัติท้อถิ่น / ข้อบังคับ
62 2. เวลาในการออกกฎเกณฑ์ ในลำดับชั้นเดียวกัน : “กฎเกณฑ์ที่ออกมาภายหลังย่อมมีผลยกเลิกกฎเกณฑ์ที่ออกมาก่อน” (กฎหมายใหม่ยกเลิกกฎหมายเก่า) 3. กฎหมายทั่วไปกับกฎหมายพิเศษ “กฎหมายพิเศษตัดกฎหมายทั่วไป หรือ กฎหมายพิเศษมาก่อนกฎหมายทั่วไป” ข. เนื้อหาของลำดับศักดิ์แห่งกฎหมาย 1. รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับ หรือการ กระทำใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ (รธน. มาตรา 5 วรรคหนึ่ง) 2. กฎหมายของฝ่ายนิติสบัญญัติ ได้แก่ • พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ • พระราชบัญญัติ ประมวลกฎหมาย 3. กฎเกณฑ์แห่งกฎหมายของฝ่ายบริหาร ได้แก่ • พระราชกฤษฎีกา คณะรัฐมนตรีเป็นผู้อนุมัติ และทรงลงพระปรมาภิไธย • กฎกระทรวง คณะรัฐมนตรีอนมัติ และลงนามประกาศใช้โดยรัฐมนตรี • ประกาศกระทรวง ลงนามประกาศใช้โดยรัฐมนตรี • กฎเกณฑ์แห่งกฎหมายขององค์กรกระจายอำนาจ เช่น ข้อบัญญัติท้องถิ่น ข้อบังคับของ มหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ มีผลใช้บังคับเฉพาะในองค์กรนั้นๆ ภาค 2 ความรู้เบื้องต้นกฎหมายมหาชน ความนำ 1. การแยกสาขาย่อยของกฎหมายมหาชน • กฎหมายมหาชนยุคคลาสสิค (กฎหมายรัฐธรรมนูญ, กฎหมายปกครอง,กฎหมายการคลัง) • กฎหมายมหาชนยุคใหม่ (กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจ, กฎหมายสิ่งแวดล้อม) 2. ความหมาย ลักษณะและโครงสร้างของกฎหมายมหาชน • กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่กำหนดนิติสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับเอกชน ในฐานะที่รัฐมีอำนาจ เหนือเอกชน • ลักษณะสำคัญของกฎหมายมหาชน - เป็นกฎหมายที่เพิ่ง เกิดขึ้นใหม่เมื่อเทียบกับกฎหมายเอกชน - เป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์ในการควบคุมการใช้อำนาจรัฐ - เป็นกฎหมายที่เป็นบทบังคับ (ius cogen) • โครงสร้างของกฎหมายมหาชน ประกอบด้วยตัวแสดงหลัก คือ“รัฐ” โดยที่รัฐมี วัตถุประสงค์ (จุดหมายปลายทาง) คือ “ประโยชน์สาธารณะ” การจะไปถึงจุดหมายปลายทางได้รัฐจำเป็นต้อง ใช้วิธีการคือ“อำนาจมหาชน” เพื่อสั่งการฝ่ายเดียวให้ประชาชนปฏิบัติตาม แต่อำนาจดังกล่าว ย่อมต้องอยู่ภายในกรอบของ “หลักนิติรัฐ” โดยมี “ระบบกฎหมาย” เป็นกลไกทั้งหมด
63 ส่วนที่ 1 หลักการพื้นฐานของกฎหมายมหาชน • หลักประโยชน์สาธารณะ : วัตถุประสงค์ (ในการใช้อำนาจของรัฐ) • หลักอำนาจมหาชน : วิธีการ (ในการใช้อำนาจของรัฐ) • หลักนิติรัฐ : กรอบ (ในการใช้อำนาจของรัฐ) การใช้แนวคิดเรื่องประโยชน์สาธารณะในกฎหมายมหาชน สรุปได้ 2 ลักษณะคือ 1) ประโยชน์สาธารณะในฐานะที่เป็นขอบเขตที่กว้างที่สุดของกฎหมายมหาชน และของการกระทำทุก อย่างของฝ่ายปกครอง 2) ประโยชน์สาธารณะในฐานะที่เป็นการควบคุมความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครอง เมื่อรัฐต้องดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะเท่านั้น ผลคือศาลมีหน้าที่ควบคุมไม่ให้การกระทำทางปกครองออก นอกกรอบประโยชน์ สาธารณะ โดยสรุป ไม่ใช่ใครก็อ้างได้ว่าตนต้องทำเพื่อประโยชน์ สาธารณะแล้วก็ทำได้ ผู้ชี้ว่า อะไรคือประโยชน์ สาธารณะ คือรัฐสภาและศาลปกครอง ส่วนที่ 2 นิติวิธีในกฎหมายมหาชน นิติวิธีในกฎหมายมหาชน หมายถึง วิธีการสร้างและการใช้กฎหมายมหาชน เหตุที่ต้องศึกษานิติวิธีใน กฎหมายมหาชนเป็นการเฉพาะ เนื่องจากปรัชญา พื้นฐานที่แตกต่างกันระหว่างกฎหมายเอกชนและกฎหมาย มหาชนที่ไม่อาจใช่นิติวิธีบางอย่างเหมือนกันได้ การไม่อาจนำหลักกฎหมายเอกชนมาใช้โดยตรงในกฎหมายมหาชน สาเหตุ : ประโยชน์สาธารณะ ผลทางกฎหมาย : เอกสิทธิ์ของฝ่ายปกครอง การประสานประโยชน์สาธารณะเข้ากับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ประโยชน์สาธารณะ สิทธิเสรีภาพของประชาชน กฎหมายมหาชน มิได้เกิดขึ้นเพื่อให้รัฐใช้อำนาจฝ่ายเดียวตามอำเภอใจเพื่อประโยชน์ของรัฐเอง แต่ เกิดขึ้นเพื่อให้รัฐใช้อำนาจฝ่ายเดียวนั้นคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ภายในกรอบของกฎหมายและต้องประสาน ประโยชน์สาธารณะเข้ากับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนโครงสร้างของกฎหมายมหาชนประกอบด้วย ตัวแสดงหลัก คือ “รัฐ” โดยที่รัฐมีวัตถุประสงค์ (จุดหมายปลายทาง) คือ “ประโยชน์สาธารณะ” การจะไปถึง จุดหมายปลายทางได้ รัฐจำเป็นต้องใช้วิธีการคือ“อำนาจมหาชน” เพื่อสั่งการฝ่ายเดียวให้ประชาชนปฏิบัติตามแต่ อำนาจดังกล่าวย่อมต้องอยู่ภายในกรอบของ “หลักนิติรัฐ” โดยมี “ระบบกฎหมาย” เป็นกลไกทั้งหมด ส่วนที่ 3 รัฐธรรมนูญ 1. รัฐ ซึ่งรูปแบบของรัฐประกอบด้วย รัฐเดี่ยว (Unitary State) และ รัฐรวม (Compound State) ส่วนประมุข ของรัฐ จะเป็นพระมหากษัตริย์ และ ประธานาธิบดี 2. ระบอบการปกครอง แบ่งเป็นระบอบประชาธิปไตย และระบอบเผด็จการ
64 3. สถาบันการเมือง ประกอบด้วย 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ 4. ความแตกต่างของรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2560 กับฉบับก่อนหน้า ซึ่ง ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้ให้คำอธิบายถึงรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าเป็น “ความไม่ไว้วางใจนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง” การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ รัฐธรรมนูญและหลักกฎหมายมหาชน แนวคิดเรื่องประโยชน์สาธารณะในกฎหมายมหาชนมี2 ลักษณะคือ 1) ประโยชน์สาธารณะในฐานะ ที่เป็นขอบเขตที่กว้างที่สุดของกฎหมายมหาชน และของการกระทำทุกอย่างของฝ่ายปกครอง 2) ประโยชน์ สาธารณะในฐานะที่เป็นการควบคุมความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครอง เมื่อรัฐต้องดำเนินการเพื่อ ประโยชน์สาธารณะเท่านั้น ผลคือศาลมีหน้าที่ควบคุมไม่ให้การกระทำทางปกครองออกนอกกรอบประโยชน์ สาธารณะ สรุป ผู้ชี้ว่าอะไรคือประโยชน์สาธารณะ คือรัฐสภาและศาลปกครอง กฎหมายมหาชน มิได้เกิดขึ้นเพื่อให้รัฐใช้อำนาจฝ่ายเดียวตามอำเภอใจเพื่อประโยชน์ของรัฐเอง แต่เกิดขึ้น เพื่อให้รัฐใช้อำนาจฝ่ายเดียวนั้นคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ภายในกรอบของกฎหมายและต้องประสานประโยชน์ สาธารณะเข้ากับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนโครงสร้างของกฎหมายมหาชนประกอบด้วยตัวแสดง หลัก คือ “รัฐ” โดยที่รัฐมีวัตถุประสงค์ (จุดหมายปลายทาง) คือ “ประโยชน์สาธารณะ” การจะไปถึงจุดหมาย ปลายทางได้ รัฐจำเป็นต้องใช้วิธีการคือ“อำนาจมหาชน” เพื่อสั่งการฝ่ายเดียวให้ประชาชนปฏิบัติตามแต่อำนาจ ดังกล่าวย่อมต้องอยู่ภายในกรอบของ “หลักนิติรัฐ” โดยมี “ระบบกฎหมาย” เป็นกลไกทั้งหมด
65 หลักกฎหมายปกครอง กฎหมายปกครอง หมายถึง หลักกฎหมายที่เกิดขึ้นทั้งจากกฎเกณฑ์แห่งกฎหมาย ได้แก่ รัฐธรรมนูญ สนธิสัญญา กฎหมาย กฎ ข้อบังคับ 1. องค์กรของฝ่ายปกครอง ภาพที่ 36 การจัดองค์กรของรัฐ อำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารจำแนกได้เป็น 2 ส่วน คือ - อำนาจหน้าที่ในฐานะรัฐบาลโดยมีคณะรัฐมนตรีเป็นผู้กำหนดนโยบายและวางแนวทางในการปกครองประเทศ - อำนาจหน้าที่ในฐานะฝ่ายปกครองคือ ฝ่ายที่จะปฏิบัติตามนโยบายที่รัฐบาลกำหนด โดยมีนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีแต่ละคนเป็นผู้ใช้ในการบริหารงานของกระทรวงที่ตนเป็นผู้ปกครองหรือบังคับบัญชา
66 หลักการจัดองค์กรฝ่ายปกครอง - การรวมอำนาจปกครอง (Centralization) มีการรวมอำนาจในการปกครองประเทศทั้งหมดไว้ที่ ส่วนกลาง คือ กระทรวง ทบวง กรม ของรัฐ และมีเจ้าหน้าที่ของส่วนกลางซึ่งขึ้นต่อกันตามลำดับชั้นการบังคับบัญชา เป็นผู้ดำเนินการปกครอง สามารถจำแนกได้2 แบบ คือ การรวมศูนย์อำนาจการปกครอง (Concentration) และ การกระจายการรวมศูนย์อำนาจการปกครอง (De-concentration) - การรวมศูนย์อำนาจการปกครอง (Concentration) ได้แก่ การปกครองภายในประเทศรูปแบบหนึ่งที่ กำหนดให้อำนาจในการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการปกครองประเทศหรือการจัดบริการสาธารณะเป็นของส่วนกลาง โดยไม่มีการมอบอำนาจในการตัดสินใจไปให้แก่เจ้าหน้าที่ของส่วนกลางที่ถูกส่งไปประจำอยู่ในภูมิภาค - การกระจายการรวมศูนย์อำนาจการปกครอง (De-concentration) หรือ การแบ่งอำนาจปกครอง หรือ การแบ่งอำนาจให้แก่ส่วนภูมิภาค ได้แก่ รูปแบบการปกครองที่ส่วนกลางได้มอบอำนาจในการตัดสินใจให้แก่ตัวแทน หรือเจ้าหน้าที่ของส่วนกลางที่ถูกส่งไปประจำยังส่วนภูมิภาคต่างๆ โดยตัวแทนหรือเจ้าหน้าที่เหล่านั้นสามารถ ดำเนินการวินิจฉัยสั่งการบางอย่างได้ตามแนวทางที่ส่วนกลางกำหนด - การกระจายอำนาจปกครอง (De-centralization) รัฐถ่ายโอนอำนาจทางปกครองบางส่วนให้นิติบุคคล อื่นนอกจากรัฐ เพื่อจัดบริการสาธารณะบางอย่างได้เอง โดยให้มีความเป็นอิสระทางปกครอง ไม่อยู่ในการบังคับ บัญชาของส่วนกลาง แต่จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของส่วนกลาง สามารถจำแนกได้ 2 แบบ คือ การกระจาย อำนาจทางพื้นที่ และการกระจายอำนาจทางกิจการ - การกระจายอำนาจทางพื้นที่ โดยมีการจัดตั้งองค์กรปกครองทางเขตแดน เช่น องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น ไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของส่วนกลาง แต่จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของส่วนกลาง เพื่อให้สามารถ จัดระบบบริหารที่เหมาะสมในการตอบสนองต่อภารกิจ - การกระจายอำนาจทางกิจการ เป็นวิธีการกระจายอำนาจโดยมอบบริการสาธารณะอย่างใดอย่าง หนึ่งให้องค์กรซึ่งไม่ได้อยู่ในสังกัดของส่วนกลางรับไปจัดทำด้วยเงินทุนและเจ้าหน้าที่ขององค์การนั้นเอง โดยบริการ สาธารณะที่แยกมาจัดทำนั้นอาจเป็นบริการสาธารณะด้านเศรษฐกิจ สังคม กีฬา หรือวัฒนธรรม โดยวิธีการกระจาย อำนาจทางกิจการนี้ไม่ใช่การกระจายอำนาจปกครอง แต่เป็นการมอบให้องค์กรของรัฐบาลไปจัดทำบริการสาธารณะ โดยแยกออกมาเป็นนิติบุคคลต่างหากจากรัฐ การจัดองค์กรฝ่ายปกครองของไทยในปัจจุบัน ระบบราชการบริหารของไทย แปลงองค์กรออกเป็น 3 ส่วน คือ (1) ราชการบริหารส่วนกลาง (2) ราชการบริหารส่วนภูมิภาค และ (3) ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 การจัดระเบียบราชการบริหารทั้ง 3 ส่วน ใช้หลักการรวมอำนาจ ปกครองและหลักกระจายอำนาจผสมกัน
67 ภาพที่ 37 ข้อพิจารณาเปรียบเทียบความแตกต่าง ของระบบราชการไทย 2. กิจกรรมของฝ่ายปกครอง วัตถุประสงค์สำคัญ คือ ประโยชน์สาธารณะ แบ่งออกได้เป็น 2 ด้าน คือ ภารกิจของรัฐด้านการรักษา ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง หรือ ตำรวจทางปกครอง และภารกิจของรัฐด้านการจัดทำบริการสาธารณะ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน ภารกิจด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง เป็นการป้องกันมิให้กระทำผิดกฎหมาย ฝ่ายปกครองจะใช้วิธีการออกคำสั่งบังคับ ส่วนภารกิจการจัดทำบริการสาธารณะ ฝ่ายปกครองจะใช้วิธีการจัด ประโยชน์เช่น การจัดให้มีสาธารณูปโภคปรับโภคหรือบริการต่างๆ ซึ่งเป็นภารกิจในทางสังคมของฝ่ายปกครอง ภารกิจด้านการรักษาความสงบเรียบร้อย เป็นการใช้อำนาจควบคุมการใช้เสรีภาพของปัจเจกชน เพื่อป้องกันการกระทำใดๆ ก็ตามที่เป็นการรบกวนหรือส่งผลต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ประกอบด้วย ความมั่นคง ความปลอดภัย ความสงบสุข สุขอนามัย ในการใช้อำนาจของตำรวจทางปกครองมีอยู่ 3 มาตรการ คือ การออกกฎ การออกคำสั่งทางปกครอง การปฏิบัติการทางกายภาพ โดยมีผู้ใช้อำนาจตำรวจทางปกครอง ได้แก่ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฎหมาย ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บริหารท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตาม กฎหมาย
68 3. การกระทำทางปกครอง การกระทำทางปกครอง หมายถึง การที่องค์กรของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจตามกฎหมายในการ ดำเนินการจัดทำกิจกรรมต่างๆ ของฝ่ายปกครอง สามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่ คำสั่งทางปกครอง กฎ สัญญาทางปกครอง และปฏิบัติการทางปกครอง - คำสั่งทางปกครอง ได้แก่ การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้น ระหว่างบุคคล ในอันที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิและหน้าที่ของบุคคล (พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539) - กฎ ได้แก่ พระราชกฤษฎีกา กระทรวง หรือบทบัญญัติอื่นที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป โดยไม่มุ่งหมายให้ ใช้บังคับแก่กรณีใดหรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ - สัญญาทางปกครอง หมายรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง หรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน โดยเป็นการทำภารกิจของฝ่ายปกครองโดยการ ใช้สัญญาเป็นเครื่องมือ - ปฏิบัติการทางปกครอง หมายถึง การกระทำขององค์กรของรัฐที่กระทำโดยอาศัยอำนาจตาม พระราชบัญญัติหรือกฎหมายอื่นที่มีค่าบังคับ โดยที่การกระทำนั้นไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง 4. ความรับผิดของฝ่ายปกครอง องค์ประกอบของการกระทำละเมิดตามกฎหมายความลับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ (พ.ร.บ. ความลับ ผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539) - ผู้กระทำละเมิดต้องเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ - กระทำด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่อ - กระทำต่อบุคคลภายนอกหรือหน่วยงานของรัฐโดยผิดกฎหมาย - ความเสียหายอันเป็นผลจากการกระทำนั้น มาตรา 5 หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการ ปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรงแต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ มาตรา 6 ถ้าการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชอบ ในการนั้นเป็นการเฉพาะตัว ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้ มาตรา 8 ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย ให้หน่วยงานของรัฐมี สิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการ นั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
69 ภาพที่ 38 ความรับผิดของฝ่ายปกครอง 5. การคุมฝ่ายปกครอง นิติรัฐ คือ รักและองค์กรของรัฐทั้งหมดจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายที่รัฐหรือองค์กรของรัฐตราขึ้น การกระทำขององค์กรของรัฐทุกองค์กรจะต้องมีกฎหมายเป็นรากฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการกระทำนั้น กระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน การกระทำหรือการใช้อำนาจนั้นต้องชอบด้วยกฎหมาย ต้องกระทำตามวิธีการ รูปแบบ วัตถุประสงค์ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ หากผิดไปจากที่กำหนดไว้ ให้ถือว่าการ กระทำนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากรัฐหรือองค์กรของรัฐฝ่าฝืนกฎหมายที่ตนตราขึ้น จะต้องมีกลไกและ กระบวนการที่บุคคลสามารถทำให้การกระทำหรือการใช้อำนาจนั้นไร้ผลไป หากความเสียหายเกิดแก่บุคคลก็ สามารถเรียกให้รัฐหรือองค์กรของรัฐชดใช้ค่าเสียหายได้ ทำให้นิติรัฐ มีประสิทธิภาพบังคับจริงจังไม่ใช่เป็นหลักการ บนกระดาษเท่านั้น การควบคุมโดยองค์กรภายในฝ่ายปกครอง - การบังคับบัญชา ควบคุมได้ทั้งความชอบด้วยกฎหมายและความเหมาะสม ใช้ภายในราชการส่วนกลาง และราชการส่วนภูมิภาค - การกำกับดูแล ควบคุมได้เฉพาะความชอบด้วยกฎหมายใช้ระหว่างรัฐ (ราชการส่วนกลาง ราชการส่วน ภูมิภาค) และองค์กรการกระจายอำนาจ (องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน)
70 การควบคุมโดยองค์กรภายนอกฝ่ายปกครอง - ศาล หรือองค์กรตุลาการ คือ องค์กรที่ได้รับมอบให้ใช้อำนาจอธิปไตยทางด้านตุลาการ มีบทบาทสำคัญ ในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาททางกฎหมาย โดยมีหลักประกันความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทั้งภายในและ ภายนอกองค์กร - ระบบศาลเดี่ยว คือ ระบบที่ให้ศาลยุติธรรมเพียงศาลเดียวมีอำนาจในการพิจารณาคดีทุกประเภท เนื่องจากมองว่าทุกคนมีความเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย ได้รับการพิจารณาจากระบบศาล ระบบกฎหมาย เดียวกัน เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น - ระบบศาลคู่คือ ระบบที่มีการจัดตั้งศาลขึ้นอย่างน้อย 2 ระบบ โดยแยกประเภทคดีระหว่างคดีในระบบ กฎหมายเอกชน (คดีแพ่ง-คดีอาญา) ให้อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม ส่วนคดีในระบบกฎหมายมหาชน (คดีปกครอง) ให้ อำนาจศาลปกครอง และมีการจัดตั้งศาลพิเศษอื่นๆ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยคดีรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ หลักการดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีของศาลปกครอง - หลักการพิจารณาคดีในระบบไต่สวน คือ ระบบที่ตุลาการมีหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริงทั้งปวงที่เกี่ยวกับ คดีโดยไม่จำกัดเฉพาะที่เสนอโดยคู่กรณี และเป็นระบบที่ตุลาการมีบทบาทสำคัญและมีอำนาจในการควบคุม กระบวนการพิจารณา คู่ความจะขอยุติหรือถอนคดีศาลก็มีอำนาจที่จะให้ถอนหรือไม่ให้ถอนก็ได้ ศาลไม่เพียง เป็นคนกลางแต่ยังเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีด้วย โดยที่ศาลมีบทบาทสำคัญในการดำเนินกระบวนการพิจารณาคดี และศาลมีบทบาทสำคัญในการค้นหาข้อเท็จจริงในคดี - หลักการรับฟังคู่ความในคดี คือ หลักการที่กำหนดให้ศาลต้องเปิดโอกาสให้คู่ความแต่ละฝ่ายได้ทราบถึง ข้ออ้างข้อเถียงตลอดจนพยานหลักฐานที่สนับสนุนของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง และต้องเปิดโอกาสให้คู่ความแต่ละฝ่าย สามารถโต้แย้ง อีกทั้งแสดงพยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้ออ้างข้อเถียงของตนต่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งด้วย วิธีการรับ ฟังคู่ความประกอบด้วย (1) แต่ละฝ่ายมีสิทธิรับทราบข้อเท็จจริงในคดี(2) ตามแต่ละฝ่ายมีสิทธิโต้แย้งข้อกล่าวอ้าง ของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง (3) คู่ความแต่ละฝ่ายมีสิทธิเสนอพยานหลักฐานของตน(4) ความแต่ละฝ่ายมีสิทธิตั้งพยาน ผู้เชี่ยวชาญของตน การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพหลักกฎหมายปกครอง หลักสำคัญการจัดองค์กรฝ่ายปกครอง 1. การรวมอำนาจปกครอง (Centralization) มีการรวมอำนาจในการปกครองประเทศทั้งหมดไว้ที่ ส่วนกลาง คือ กระทรวง ทบวง กรม ของรัฐ และมีเจ้าหน้าที่ของส่วนกลางซึ่งขึ้นต่อกันตามลำดับชั้นการบังคับบัญชา เป็นผู้ดำเนินการปกครอง สามารถจำแนกได้ 2 แบบ คือ 1) การรวมศูนย์อำนาจการปกครอง (Concentration) ได้แก่ การปกครองภายในประเทศรูปแบบหนึ่งที่กำหนดให้อำนาจในการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการปกครองประเทศ หรือการจัดบริการสาธารณะเป็นของส่วนกลางโดยไม่มีการมอบอำนาจในการตัดสินใจไปให้แก่เจ้าหน้าที่ของ ส่วนกลางที่ถูกส่งไปประจำอยู่ในภูมิภาค 2) การกระจายการรวมศูนย์อำนาจการปกครอง (Deconcentration) หรือ การแบ่งอำนาจปกครอง หรือ การแบ่งอำนาจให้แก่ส่วนภูมิภาค ได้แก่ รูปแบบการปกครองที่ส่วนกลางได้มอบ อำนาจในการตัดสินใจให้แก่ตัวแทนหรือเจ้าหน้าที่ของส่วนกลางที่ถูกส่งไปประจำยังส่วนภูมิภาคต่างๆ โดยตัวแทน หรือเจ้าหน้าที่เหล่านั้นสามารถดำเนินการวินิจฉัยสั่งการบางอย่างได้ตามแนวทางที่ส่วนกลางกำหนด
71 2. การกระจายอำนาจปกครอง (Decentralization) รัฐถ่ายโอนอำนาจทางปกครองบางส่วนให้นิติ บุคคลอื่นนอกจากรัฐ เพื่อจัดบริการสาธารณะบางอย่างได้เอง โดยให้มีความเป็นอิสระทางปกครอง ไม่อยู่ในการ บังคับบัญชาของส่วนกลาง แต่จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของส่วนกลาง สามารถจำแนกได้ 2 แบบ คือ 1) การ กระจายอำนาจทางพื้นที่ โดยมีการจัดตั้งองค์กรปกครองทางเขตแดน เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่อยู่ภายใต้ การบังคับบัญชาของส่วนกลาง แต่จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของส่วนกลาง เพื่อให้สามารถจัดระบบบริหารที่ เหมาะสมในการตอบสนองต่อภารกิจ 2) การกระจายอำนาจทางกิจการ เป็นวิธีการกระจายอำนาจโดยมอบบริการ สาธารณะอย่างใดอย่างหนึ่งให้องค์กรซึ่งไม่ได้อยู่ในสังกัดของส่วนกลางรับไปจัดทำด้วยเงินทุนและเจ้าหน้าที่ของ องค์การนั้นเอง โดยบริการสาธารณะที่แยกมาจัดทำนั้นอาจเป็นบริการสาธารณะด้านเศรษฐกิจ สังคม กีฬา หรือ วัฒนธรรม โดยวิธีการกระจายอำนาจทางกิจการนี้ไม่ใช่การกระจายอำนาจปกครอง แต่เป็นการมอบให้องค์กรของ รัฐบาลไปจัดทำบริการสาธารณะโดยแยกออกมาเป็นนิติบุคคลต่างหากจากรัฐ
72 บูรณาการการควบคุมภายใน การบริหารความเสี่ยง และการตรวจสอบภายใน สู่ความสำเร็จและความยั่งยืนขององค์กร การควบคุมภายใน การบริหารความเสี่ยง และการตรวจสอบภายใน เป็นเหมือน 3 ขาที่เกี่ยวเนื่องกัน และต้องบูรณาการกัน ซึ่งความคิดเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายในต้องมีอยู่ในตัวผู้บริหารทุก คน ตั้งแต่การกำหนดนโยบาย โครงสร้าง การทำให้บุคลากรมีความตระหนัก ไม่สร้างความเสี่ยง ไม่ทำให้ระบบมี ช่องว่างหรือรูโหว่ ไม่มีความเสี่ยงเลย จะยิ่งดี แต่ถ้าเกิด ก็ให้เกิดน้อยที่สุด ลดความเสียหายให้น้อยที่สุด องค์กรจึง ต้องพัฒนา/ปรับปรุงไปเรื่อย ๆ โดยผู้บริหารต้องใช้หลักธรรมาภิบาลทั้ง 6 ประการ ในการนำองค์การ ได้แก่ หลัก นิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ และหลักความคุ้มค่า คุณภาพของงานไม่ได้เกิดขึ้นได้โดยธรรมชาติ แต่เกิดโดยระบบ และต้องสร้างความปลอดภัยให้เกิดขึ้นใน ระบบ คุณภาพที่ผู้รับบริการต้องการคือ ไม่มีปัญหา (Zero Defect) ลูกค้าพอใจ ได้มาตรฐาน แต่หากเกิดปัญหา (Defect) ก็เท่ากับว่าเกิดความเสี่ยงขึ้น ผู้บริหารต้องจัดการกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น เปรียบเสมือนการบิดแผ่น Cheese ที่มีรู เพื่อไม่ให้รูบนแผ่น Cheese ตรงกัน จนปัญหาทะลุถึงกันและกลายเป็นวิกฤต ในการบริหารความเสี่ยงและควบคุมภายในที่เป็นสากล คือ หลัก COSO ซึ่งมุ่งเน้นการยกระดับการ ควบคุมภายใน (Internal Control) การบริหารความเสี่ยงองค์กร (ERM) การกำกับดูแลองค์กร (Governance) และการป้องกันการโกง (Fraud Deterrence) โดยบูรณาการไปกับการระบุประเด็นความเสี่ยงที่ 4 ด้าน อันได้แก่ ด้านกลยุทธ์ (Strategy) ด้านกระบวนการ (Operation) ด้านการเงิน (Finance) และด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ (Compliance) ร่วมกับหลักการควบคุมภายใน 5 องค์ประกอบ อันได้แก่ การกำกับดูแล วัฒนธรรม กลยุทธ์และการกำหนดวัตถุประสงค์ ผลการปฏิบัติงาน การสอบทานและการแก้ไขปรับปรุง สารสนเทศ การสื่อสาร และการรายงาน ซึ่งในการบริหารความเสี่ยงในปัจจุบัน ต้องพิจารณาด้าน สิ่งแวดล้อม สังคม และการ กำกับดูแล (ESG) ร่วมด้วย หลักในการบริหารความเสี่ยงและควบคุมภายในของส่วนราชการไทย กำหนดขึ้นโดยกระทรวงการคลัง โดยกำหนดองค์ประกอบในการควบคุมภายในไว้ 5 ประการได้แก่ 1. สภาพแวดล้อมการควบคุม ทั้งที่เป็น Hard Control เช่น ระบบ โครงสร้าง หน้าที่ ความรับผิดชอบ และ Soft Control เช่น การสร้างจิตสำนึกคุณภาพ ความซื่อสัตย์สุจริต 2. การประเมินความเสี่ยง โดยประเมินปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกอย่างต่อเนื่อง เห็นปัญหา ล่วงหน้า และนำไปใช้ในการแก้ปัญหา 3. กิจกรรมการควบคุม ที่ต้องดำเนินการแบบ Proactive ทั้งการป้องกัน ค้นพบ แก้ไข และส่งเสริม 4. สารสนเทศและการสื่อสาร ที่ต้องมีข้อมูลที่ทันสมัย เป็นปัจจุบัน ถูกต้อง สมบูรณ์ เข้าถึงได้ มีระบบ การรักษาความปลอดภัย 5. การติดตามและประเมินผล ทั้งโดยการประเมินระหว่างดำเนินการ ประเมินโดยผู้ประเมินอิสระ และการประเมินด้วยตนเอง
73 สำหรับการตรวจสอบภายใน เป็นกิจกรรมประเมินกระบวนการบริหารความเสี่ยง การควบคุม และการ กำกับดูแลอย่างเป็นระบบ เป็นกิจกรรมที่สร้างความเชื่อมั่น และให้คำปรึกษาอย่างเที่ยงธรรมและเป็นอิสระ เพื่อให้ เกิดการปรับปรุงการปฏิบัติงานให้ดีขึ้น ช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมาย ทั้งนี้ ในการบูรณาการการบริหารความเสี่ยง การควบคุมภายใน และการตรวจสอบภายในเข้าด้วยกัน ให้ ดำเนินการตาม Three Line of Defense Model คือ จัดด่านกั้น 3 ชั้น 1. ด่านแรกมีกรรมการบริหารกำกับดูแลองค์กรด้านคุณธรรม ความโปร่งใส 2. ด่านที่ 2 มีฝ่ายบริหาร ออกแบบระบบงาน การกำหนดนโยบาย ทำให้คนมีความรับผิดชอบใน การเฝ้าระวังและจัดการความเสี่ยงที่หน้างาน 3. ด่านที่ 3 เป็นการตรวจสอบภายใน ผู้นำจึงมีบทบาทสำคัญในการบริหารความเสี่ยงและควบคุมภายใน ดังนี้ 1. สร้าง Risk Culture 2. คัดเลือกกลยุทธ์ที่นำไปใช้ได้จริง และช่วยลดความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ 3. ประเมินความพอเพียงของระบบควบคุมภายใน 4. ติดตาม ทบทวน ตรวจสอบผลงาน ทั้ง Leading และ Lagging Indicators 5. รายงานผลการดำเนินงาน การสร้างวัฒนธรรมคุณภาพและวัฒนธรรมความเสี่ยง 1. No blame, No shame 2. กล้าที่จะบอกความเสี่ยง 3. เรียนรู้จากความผิดพลาด 4. หา Root Cause ให้เจอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ 5. หาความเสี่ยงที่ระบบ ไม่ใช่ที่คน การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพบูรณาการการควบคุมภายใน การบริหาร ความเสี่ยง และการตรวจสอบภายใน บทบาทผู้นำในการบริหารความเสี่ยงและควบคุมภายใน มีองค์ประกอบสำคัญคือ 1.สร้าง Risk Culture 2. คัดเลือกกลยุทธ์ที่นำไปใช้ได้จริง และช่วยลดความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ 3.ประเมินความพอเพียงของ ระบบควบคุมภายใน 4.ติดตาม ทบทวน ตรวจสอบผลงาน ทั้ง Leading และ Lagging Indicators 5.รายงานผล การดำเนินงาน
74 การประยุกต์ระบาดวิทยาสำหรับนักบริหารสาธารณสุข ระบาดวิทยา : การศึกษาเกี่ยวกับ “การกระจาย”และ “ปัจจัยหรือองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการกระจาย ของสภาวะทางสุขภาพ”ใน “ประชากรที่สนใจ”และประยุกต์ใช้ในการควบคุมควบคุมป้องกันปัญหาทางสุขภาพ การประยุกต์หลักระบาดวิทยาเพื่อการแก้ปัญหาสุขภาพ โดยศึกษาขนาดของปัญหา, การกระจายของ ปัญหา, สาเหตุของการเกิดโรค,มาตรการป้องกันแก้ไขปัญหา, การบริหารจัดการ, การเฝ้าระวังและประเมินผล ธรรมชาติของการเกิดโรค ภาพที่ 39 ธรรมชาติของการเกิดโรค สถิติช่วยสนับสนุนระบาดวิทยา เป้าหมายของระบาดวิทยา หาสาเหตุของโรค ป้องกันและควบคุมโรค การแบ่งชนิดของการศึกษาทางระบาดวิทยา 1. การศึกษาเชิงสังเกต (observational Study) ติดตามสังเกตรวบรวมข้อมูลปัจจัย ที่มีอยู่แล้วใน ประชากรศึกษาไปอธิบายร่วมกับกำรเกิดโรค - การศึกษาเชิงพรรณนา (descriptive Study) อธิบายการเกิดโรคในประชากรหรือกลุ่มศึกษาที่ สนใจว่าเกิดโรคอะไรขึ้น เกิดกับใคร เกิดที่ไหน เกิดเมื่อไร และมากน้อยเพียงใด การศึกษาแบบนี้มักเกี่ยวข้องกับ อุบัติการณ์(incidence) ความชุก (prevalence) และอัตราตาย (mortality rate) และอธิบายถึงการกระจายของ โรคว่าเกิดขึ้นในสถานที่ (place) กลุ่มประชากร (person) และเวลาใด (time) โดยไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบหรือกลุ่ม ควบคุม (control Group) - การศึกษาเชิงวิเคราะห์ (analytic Study) เป็นการวิเคราะห์เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างการเกิด โรค กับปัจจัยที่สงสัยว่าจะเป็นสาเหตุของโรคนั้นๆ เพื่อที่จะตอบปัญหาว่า โรคนั้นๆเกิดจากสาเหตุอะไร โดยมีการตั้ง สมมุติฐาน มีกลุ่มตัวอย่างอย่างน้อยสองกลุ่ม เพื่อเปรียบเทียบว่าความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยและโรคในแต่ละกลุ่ม แตกต่างกันอย่างไร ข้อแตกต่างจากการศึกษาระบาดวิทยาเชิงพรรณนาคือการศึกษาชนิดนี้ต้องมี กลุ่มเปรียบเทียบ ประเภทการวัด
75 - Cohort study เป็นการศึกษาที่เริ่มจาก เหตุ ไปหา ผล ติดตามวัดความเสี่ยงโดยตรง หาค่า Risk ratio - Case control study การศึกษาที่เริ่มจาก “ผล ไปหา เหตุ”เลือกกลุ่มคนที่เป็นโรคที่ต้องการศึกษา เรียกว่า Case และกลุ่มคนที่ไม่ป่วยมาเป็นกลุ่มเปรียบเทียบ เรียกว่า Control รวบรวมข้อมูลที่มีอยู่ในอดีตว่ามี หรือไม่มีปัจจัยที่คาดว่าจะเป็นสาเหตุของโรค เปรียบเทียบ อัตราส่วนการมีปัจจัยต่อการไม่มีปัจจัย” ระหว่างกลุ่ม ศึกษาและกลุ่มเปรียบเทียบว่าแตกต่างกันหรือไม่ Odds ใน Case control study - Cross sectional analytic study วัดปัจจัยที่คาดว่าจะมีอิทธิพลต่อการเกิดโรคและวัดการเกิดโรคที่ มีอยู่ไปพร้อมกัน เปรียบเทียบว่า ความชุกของโรค” ในกลุ่มที่มีปัจจัยที่ศึกษาว่าแตกต่างจากกลุ่มที่ไม่มีปัจจัยนั้น หรือไม่ หาค่า Prevalent ratio 2. การศึกษาเชิงทดลอง (experimental Study) การวัดของการเกิดโรค - อุบัติการณ์ (Incidence) เป็นการวัดขนาดของโรคที่ เกิดใหม่” ในเวลาที่กำหนด - อุบัติการณ์สะสม,ความเสี่ยง (Cumulative incidence, Risk) โอกาส หรือ ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคในช่วงเวลาที่ทาการศึกษา ซึ่งจะบอกให้ทราบว่า ผู้ที่ไม่มีโรค จานวนหนึ่งเมื่อเวลาเริ่มต้น จะมีโอกาสโดยเฉลี่ยในการเกิดโรคขึ้นใหม่ภายในระยะเวลาที่กาหนดไว้ เป็นสัดส่วนมาก น้อยเท่าใด การติดตามคนจานวนN คนเป็นเวลาt ปี พบผู้ป่วย x ราย Risk = (x / N) ใน t =(x / N) / t ต่อปี - อัตราอุบัติการณ์ (Incidence density, Incidence rate, Rate) Incident rate = จำนวนผู้ป่วยรายใหม่ในช่วงเวลาที่กำหนด / จำนวน Person-time ของการติดตาม ในช่วงไม่เกิดโรค - ความชุก (Prevalence) การวัดขนาดของโรค ที่มีอยู่ ในเวลาที่กำหนด Prevalence= จำนวนผู้ป่วยในเวลาที่กำหนด/จำนวนประชากรในเวลาที่กำหนด - อัตราป่วยตายอย่างหยาบ (Crude morbidity / mortality rate) คือ อัตราสรุปที่บอกถึงจานวนคน ป่วย(หรือตาย) ที่เกิดขึ้นต่อจำนวนประชากรทั้งหมด อัตราป่วย (หรือตาย) อย่างหยาบ = จำนวนคนป่วย (จำนวนตาย) ทั้งหมดในระหว่างปี คูณ k (ค่าคงที่) / จำนวนประชากรกลางปี - อัตราป่วยตายจำเพาะ (Specific morbidity / mortality rate) อัตราป่วย (อัตราตาย) จำเพาะตามกลุ่มอายุ = จำนวนคนป่วย (จำนวนตาย) ทั้งหมดในกลุ่มอายุ a ระหว่างปี คูณ k (ค่าคงที่) / จำนวนประชากรกลางปีกลุ่มอายุ a - อัตราป่วยตายมาตรฐาน (Standardized morbidity /mortality rate) เป็นอัตราป่วย(ตาย) ที่ได้ปรับ ผลของความแตกต่างของประชากรหรือองค์ประกอบอื่นๆ ที่จะมีอิทธิพลต่อการเปรียบเทียบ เช่น อายุ เพศ เชื้อชาติ ใช้ประชากรมาตรฐานมาปรับ
76 Disability-Adjusted Life Year (DALY) วัดการสูญเสียสุขภาวะเป็นจำนวนปีชีวิต - จำนวนปีที่สูญเสียเป็นผลรวมทั้งการสูญเสียจากการตายและสูญเสียจากความพิการหรือความเจ็บป่วยที่ เกิดขึ้น - วัดในระดับประชากร - ค่า DALY สูง แสดงว่ามีการสูญเสียสูง การกระจายของปัญหา (Distribution) ประโยชน์นำมาตรการหรือทรัพยากรเข้าตรงกลุ่มหรือพื้นที่เป้าหมาย ตรงกับกลุ่มที่ต้องการ และเหมาะสมกับเวลา องค์ประกอบสามทางระบาดวิทยา คน (Host) ตัวก่อโรค (Agent) สิ่งแวดล้อม (Environment) ธรรมชาติของโรค (Natural history of disease) การป้องกันตามจังหวะของธรรมชาติการเกิดโรค การป้องกันระดับปฐมภูมิ (Primary prevention) เป็นการป้องกันในระยะที่ยังไม่มีโรคเกิดขึ้นโดยกาจัด หรือลดสาเหตุโดยการ การส่งเสริมสุขภาพ (Health promotion) การคุ้มครองเฉพาะกรณี (Specific protection) การให้ยาป้องกันก่อนโรคจะเกิด (Chemoprophylaxis) การป้องกันระดับทุติยภูมิ (Secondary prevention) ป้องกันในระยะที่มีการติดเชื้อหรือมีการเปลี่ยนแปลง ทางพยาธิสภาพแล้วเพื่อลดความรุนแรงของโรค ป้องกันการแพร่กระจาย หยุดการดาเนินโรค ลดระยะเวลาเจ็บป่วย และลดระยะการแพร่โรค โดยการคัดกรองโรค (Screening) การรักษา (Treatment) การป้องกันระดับตติยภูมิ (Tertiary prevention) เป็นการป้องกันในระยะที่มีความพิการหรือป่วยมาก ช่วยลดภาวะแทรกซ้อน ลดความพิการ การฟื้นฟูสุขภาพทางกาย เช่น กายภาพบำบัด การบริหารจัดการ 1. ความสามารถในการเลือกมาตรการหรือกาหนดนโยบาย (Policy Formulation) 2. ความสามารถในการระดมทรัพยากร (Resource mobilization) ในอนาคต ผู้บริหารต้องมีบทบาทมาก ขึ้นในการไประดมทรัพยากรซึ่งต้องอาศัยข้อมูลสนับสนุนมากขึ้น 3. ความสามารถที่จะใช้ทรัพยากรเพื่อนำมาตรการไปสู่พื้นที่และประชากรเป้าหมาย ผู้บริหารต้องใช้ ความสามารถเชิงจัดการ การประสานงาน การแก้ข้อขัดแย้ง การกระจายงานและการกากับดูแล เพื่อให้สามารถ ติดตามเรื่องความครอบคลุมของมาตรการ (Coverage) การใช้มาตรการอย่างถูกต้องในหลักวิชา (Compliance) ตลอดจนความทันเวลาของมาตรการ (Timeliness) การเฝ้าระวังปัญหาและประเมินผล -การดำเนินงานป้องกันโรคมีแผนการดำเนินงานมากมาย แต่จุดอ่อนที่พบมากที่สุดคือการประเมินผล ความสำเร็จ -สิ่งที่ปฏิบัติเป็นประจำคือรายงานผลการดำเนินกิจกรรมต่างๆ แต่สิ่งที่เราต้องการทราบที่สุดคือประชาชน ป่วยน้อยลง ตายน้อยลงหรือไม่
77 -ผู้บริหารจำเป็นต้องมีระบบเฝ้าระวังที่ดีเพื่อบอกการเปลี่ยนแปลงของปัญหาเพื่อเป็นตัวบ่งชี้ว่าการ เปลี่ยนแปลงนั้นเป็นผลจากการดำเนินมาตรการหรือเป็นไปเองตามธรรมชาติของการเกิดโรคหรือสาเหตุอื่นๆ การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพการประยุกต์ระบาดวิทยาสำหรับนัก บริหารสาธารณสุข ผู้บริหารงานสาธารณสุขที่ดีจำเป็นต้องรู้หลักการทางระบาดวิทยา เพื่อนำไปป้องกันมิให้เกิดการป่วยการ ตายที่ไม่สมเหตุ สมผล ไม่สมเวลา ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะมีปัจจัยสนับสนุนบางอย่าง หากจะแก้ปัญหาได้ดี ต้องประยุกต์หลักการทางระบาดเข้าไปจับตั้งแต่การนิยามปัญหา การวัดขนาดปัญหา ดูการกระจายของปัญหา หา ปัจจัยต้นเหตุ เลือกมาตรการที่ดีในทางทฤษฎี ใช้ความสามารถในการจัดการเพื่อให้มาตรการนั้นเกิดขึ้นและประเมิน ผลสัมฤทธิ์ของมาตรการดังกล่าว
78 วินัยราชการและความท้าทายของผู้บริหาร บทบาทของผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับวินัยข้าราชการ มี 3 รูปแบบ 1. เป็นผู้กระทำผิดวินัย 2. เป็นผู้ตรวจสอบเสนอความเห็น 3. เป็นผู้สืบสวนสอบสวนทางวินัย 3 กรณีความผิดในภาพรวมของข้าราชการที่ถูกดำเนินการทางวินัยและถูกลงโทษ 1. กรณีไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการตามกฎหมายหรือระเบียบ และไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ 2. ประพฤติเสื่อมเสีย หรือ ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง 3. ละทิ้งหน้าที่ราชการหรือขาดงาน ประมาณกฎหมายอาญาที่พบบ่อย มาตรา 90 เมื่อมีการกล่าวหาหรือมีกรณีเป็นที่สงสัยว่าข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทำผิดวินัยให้ ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 ทราบโดยเร็ว และให้ ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจบรรจุตามมาตรา 57 ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้โดยเร็วด้วยความยุติธรรมและ ปราศจาคอคติ ผู้บังคับบัญชาหรือผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจบรรจุตามมาตรา 57 ผู้ใดละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวหรือ ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัย มาตรา 157 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ/ละเว้นปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ใดผู้หนึ่ง หรือโดยทุจริต มาตรา 162 ฐานเป็นเจ้าพนักงานรับรองเอกสารเท็จ มาตรา 147 ฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ การดำเนินการทางวินัย การถูกกล่าวหาหรือร้องเรียนการสืบสวนสอบสวน การพิจารณาความผิด การกำหนดโทษ ตลอดจนถึงการ ลงโทษตามความร้ายแรงแห่งกรณี รวมทั้งระหว่างการสอบสวนอาจมีการสั่งพักราชการหรือการสั่งให้ออกจาก ราชการไว้ก่อนเพื่อรอผลการสอบสวนหรือพิจารณาได้ โดยให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 หรือหัวหน้าส่วนราชการ พิจารณาสั่งการโดยอาศัย อำนาจตามกฎหมาย กฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้อง ผู้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการทางวินัย 1. ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 ที่ออกคำสั่งแต่งตั้ง 2. ผู้สืบสวน/สอบสวน/ผู้พิจารณาความผิดและกำหนดโทษ - กรรมการสืบสวน/สอบสวนทางวินัย - ผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจ - ผู้ตรวจสำนวนทางวินัย - ผู้มีอำนาจซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57
79 - อ.ก.พ.(จังหวัด/กรม/หรือกระทรวง) 3. ผู้สั่งลงโทษ งดโทษ หรือยุติเรื่อง บทบาทและจรรยาบรรณของผู้ดำเนินการทางวินัย - ความรวดเร็ว - ความยุติธรรม - ปราศจากอคติ - ลงโทษให้เหมาะสมกับความผิด โทษความผิดทางอาญา 5 สถาน ตามความรุนแรง 1. ประหารชีวิต 2. จำคุก 3. กักขัง 4. ปรับ 5. ริบทรัพย์สิน พรบ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ เมื่อความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐ หรือบุคคลภายนอก และความเสียหายนั้นเกิดจากการกระทำ ละเมิดของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ กรณีจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เจ้าหน้าที่รัฐนั้นต้องรับผิดชอบ กรณีประมาทเลินเล่อไม่ร้ายแรง เจ้าหน้าที่รัฐไม่ต้องรับผิดชอบ การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพวินัยราชการและความท้าทายของผู้บริหาร ความผิดในภาพรวมของข้าราชการที่ถูกดำเนินการทางวินัยและถูกลงโทษ 1. กรณีไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการ ตามกฎหมายหรือระเบียบและไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ 2. ประพฤติเสื่อมเสีย หรือ ประพฤติ ชั่วอย่างร้ายแรง 3. ละทิ้งหน้าที่ราชการหรือขาดงาน โทษความผิดทางอาญา 5 สถาน ตามความรุนแรงคือ 1. ประหารชีวิต 2. จำคุก 3. กักขัง 4. ปรับ 5. ริบทรัพย์สิน
80 ผู้นำกับการบริหารความขัดแย้ง การจัดการความขัดแย้งโดยสันติวิธี ความขัดแย้งมีทั้งแบบ Latent และแบบ manifest เมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้น การจัดการความขัดแย้งเป็นการหา Resolution การจัดการความขัดแย้งใช้วิธี หาร 2 ไม่ได้ การจัดการความขัดแย้งเอาคนที่พูดเก่งเจรจากับคนพูดเก่งอาจไม่ประสบผลสำเร็จ มีตัวอย่างในอดีตให้ เห็นมากมาย หลัก ZOPA = Zone Of Possible Agreement สัญญาณว่ายังอยู่ใน ZOPA คือ 1. ฟัง 2. ความไว้วางใจ (ความเสี่ยงในความห่วง) 3. การแบ่งปันกันได้ 4. ความอดทนต่อ Value ที่ต่างกันได้ การฟัง ถ้ายังฟังกันบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ยังดี ถ้าไม่ฟังบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ไม่ดี แม้คุยด้วยเหตุผล และเสนอสิ่งดีๆก็ไม่ได้ผล จะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Throw the Baby out with the Bathwater คือการโยน สิ่งที่มีค่าทิ้งไป ถ้าออกนอก ZOPA แล้วอย่าเพิ่งเจรจา เพราะจะเกิด conflict spiral คือถ้าพูดแล้วจะเกิดความฉิบหาย ในการฟ้องร้องแพทย์ ส่วนน้อยที่แพทย์ผิดจริง2% ส่วนใหญ่เกิดจากการสื่อสารคือแพทย์ไม่ฟังคนไข้ ประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 กฎหมายลักษณะละเมิด ผู้ใด จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิด กฎหมายทำให้เขาเสียหาย แก่ร่างกาย แก่ชีวิต อนามัย เสรีภาพ ทรัพยสินหรือสิทธิ ผู้นั้นทำละเมิด Professional Liabilities กฎหมายให้แพทย์กระทำกับผู้ป่วยได้ ไม่เป็นละเมิด เพราะยินยอมให้รักษา ต้องมี 1. มาตรฐานวิชาชีพ 2. องค์กรวิชาชีพ 3. การรักษาความลับลูกค้า ลูกความ คนไข้ 4. ยึดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 323 5. Professional privilege เป็นสิทธิ์พิเศษในการรักษาเมื่อแพทย์เห็นว่าการบอกกล่าวถึงอัตราเสี่ยง ในการรักษาจะทำให้ผู้ป่วยกังวลอย่างมาก หรือลังเลในการตัดสินใจ จนเกิดผลเสียมากกว่าผลดี กรณีที่แพทย์ต้องตัดสินใจแทนคนไข้ใช้หลัก Paternalistic model (parental, or priestly model) หรือความสัมพันธ์แบบพ่อปกครองลูก รูปแบบความสัมพันธ์นี้แพทย์จะเป็นผู้เลือกแนวทางการรักษาที่ดีที่สุดให้แก่ ผู้ป่วย โดยอาศัยเหตุที่ว่าแพทย์มีองค์ความรู้และเข้าใจแนวทางการรักษาดีกว่าผู้ป่วย การเลือกทางที่ดีที่สุดจึงเป็น บทบาทของแพทย์ถ้าแพทย์ต้องตัดสินใจแทนคนไข้ต้องใช้หลัก in the best interest of the patient Autonomy = ผู้ป่วยมีอิสรภาพในการเลือกหรือปฏิเสธวิธีการรักษา หลักกฎหมาย inform decision ต้องมีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจ โดยคนไข้ต้องรับรู้และยอมรับความ เสี่ยง เว้นแต่ภาวะ Emergency ไม่ต้องให้ ความยินยอม ส่วนเด็กหรือผู้ที่ยินยอมเองไม่ได้ต้องมี Surrogate decision-maker เป็นผู้ยินยอม
81 Bolam เป็นคดีความ ถ้าหมอจะ inform ต้องให้ข้อมูล 1-4 ส่วน 5 จะให้หรือไม่ก็ได้. 1. หัตถการ procedure 2. บอกความเสี่ยง จะบอกขนาดไหน มีตัวอย่างคือคดี Sidaway การบอกความเสี่ยงไม่จำเป็นต้อง บอกความเสี่ยงที่ห่างไกล หมอปรกติทำอย่างไร เอาตรงนั้นเป็นมาตรฐาน ถ้าไม่มี CPG 3. บอกการรักษาทางเลือก 4. ความเสี่ยงของทางเลือก 5. ค่าใช้จ่าย การที่แพทย์ต้องรับผิด พิจารณาจากจงใจ เริ่มต้นมีปัญหาตั้งแต่ปัญหา AIDS คดีคนไข้ฟ้อง ขอให้แพทย์ไม่ บอกอาการตน แต่แพทย์บอกว่าเพื่อความสงบสุข/ปลอดภัยของสังคม จนเกิดแนวปฏิบัติ Prudent patient ประเทศไทย เริ่มตั้งแต่มี พรบ.สุขภาพแห่งชาติ 2550 รพ.เป็นสถานบริการสาธารณสุข ปัญหาอยู่ที่มาตรา 8 : บุคลากรต้องแจ้งข้อมูลด้านสุขภาพเกี่ยวกับบริการแก่ผู้รับบริการ ยกเว้น Emergencies หรือ ผู้รับบริการไม่อยู่ใน ฐานะรับข้อมูลได้ เช่น เด็ก ผู้พิการที่ตัดสินใจไม่ได้ ต้องแจ้งให้ผู้ปกครอง ผู้ดูแล ผู้บริบาล อาจเกิดเหตุเนื่องจาก แพทย์/ผู้ดูแลไม่ศึกษาเรื่องผู้ปกครอง/ผู้ดูแล/ผู้บริบาล โดยเฉพาะ กรณี ลูก/ทายาทโดยธรรม ตัดสินใจว่าจะไม่รักษา พ่อแม่ที่ไม่สามารถตัดสินใจได้แล้ว แพทย์ยังรักษาอยู่ ซึ่งความจริงไม่สามารถรักษาได้เพราะลูก/ทายาทเป็น ผู้ปกครองดูแล กรณีหาผู้ตัดสินใจไม่ได้ แม้มีใบ informed consent form บุคคลสุดท้ายที่ตัดสินใจแทนคนไข้คือ แพทย์ แต่ถ้าประมาท ไม่เป็นไปตามวิชาชีพ ไม่เป็นตามมาตรฐาน ผิดกฎหมาย พรบ.วิชาชีพ มาตรา 31 ผู้ประกอบ วิชาชีพเวชกรรม ต้อง ปฏิบัติ/รักษาตามมาตรฐานแพทย์ในระดับดีที่สุด (best practice) มีเพียงประเทศไทยเท่านั้น ที่ใช้มาตรฐาน Best practice ทำให้รพ.สมิติเวชแพ้คดี กรณีamniotic embolism ซึ่งจริงๆ best practice ไม่มี เพราะการรักษาต้องมีการพัฒนาไปเรื่อย ๆ กรณีคนไข้มีปัญหา หาก รพ.ไม่มาดำเนินการเรื่องเจรจาไกล่เกลี่ย จะเกิด การหาตัวเลือกอื่น เช่น ตำรวจ ชมรมฟ้องหมอ สื่อ ส่วนศูนย์สันติสาธารณสุข ได้จัดตั้งเพื่อแก้ปัญหา มนุษย์ถ้ามีเรื่อง จะทำให้สมองหาย โดยถูก Amygdala hijack กระบวนการป้องกันคือ อาณาปาณสติ The art of Rhetoric of Aristotle ถ้าโลภ/โกรธ/หลง มากๆจนเกิด amygdala hijack เขาจะใช้วิธีการ Debate (โต้เถียง) เราจะแก้โดย Dialogue (สานเสวนา/สุนทรียเสวนา) โดยการใช้เหตุผล จับถูก ฟังแบบเข้าใจ เพื่อประโยชน์สุข แก้แบบมิตร ดึงให้ เขากลับมาใช้สมอง จับถูกใช้หลัก active listening ทุกวิกฤติ มีโอกาส เปรียบเหมือน ทิ้งเปลือกทุเรียน เพื่อกินเนื้อ ทุเรียน Dialogue: เทคนิคสนใจแต่เป้าหมาย (เนื้อทุเรียน) : จับถูก ใช้ Active listeningดึงให้เขาใช้สมอง เราจะไม่เป็น คนพูด แต่จะเป็นคนถาม Summarizing วิธีการดึงให้คนมาใช้สมองดีที่สุด คือ การใช้คำถาม Paraphrasing /Reframe /Yes but …Yes and คือ เปลี่ยนเรื่องที่เขาคิดลบ เป็นบวก ไม่ต้องเถียง จับถูก (ถาม ฟัง สรุป เปลี่ยนความ) การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพผู้นำกับการบริหารความขัดแย้ง การจัดการความ ขัดแย้งโดยสันติวิธี การจัดการความขัดแย้งเป็นการหา Resolution หลักสำคัญที่ใช้คือ ZOPA = Zone Of Possible Agreement เป็นกรอบในการจัดการความขัดแย้ง ZOPA ประกอบด้วย 1. ฟัง 2. ความไว้วางใจ (ความเสี่ยงใน ความห่วง) 3. การแบ่งปันกันได้4. ความอดทนต่อ Value ที่ต่างกันได้
82 การคิดระดับทีมและองค์กรสำหรับผู้บริหารระดับสูง Collaboration and networking การคิดดระดับทีมและองค์กรสำรับผู้บริหารระดับสูง 1. Independent Collaboration: ต่างคนต่างทำ ทุกคนทำงานครบทุกกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ สื่อสารกันน้อย ผลงานรวมเกิดจากผลงานแต่ละคนมารวมกันคล้ายจิกซอร์ เอามาใช้ในงานทั่วไปไม่ซับซ้อน 2. Dependent Collaboration: มีเป้าหมายร่วมกัน แบ่งงานกัน ส่งต่องานกันเป็นช่วงๆ อาจทำงานคน ละสาขาแต่งานของตละคนมีผลต่อกันจำเป็นต้องสื่อสารกัน เป็นการทำงานร่วมกันในแผนก ข้ามแผนกหรือในแต่ละ โปรเจค 3. Interdependent Collaboration: มีวิสัยทัศน์ร่วมกันคิดเอมโยงระหว่างกลุ่ม สลับบทบาทกันได้ (cross-function) ต้องสื่อสารกันมาก เพื่อนำไปสู่การเรียนรู้ เกิดเป็นSynergy 1+1 ได้ผลลัพธ์มากกว่า 2 นำมาใน งานที่ต้องการสรางระบบใหม่หรือInnovation นำมาใช้ซ้ำได้ พัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้นๆไป Collaborative leadership characteristic ประกอบด้วย 3 คุณลักษณะ ได้แก่ 1. Open communication สื่อสารแบบปลายเปิด ให้ทุกคนนในทีมกล้าแสดงความคิดเห็น 2. Connecting the ideas เชื่อมโยงคววามคิดเห็นจากลูกทีม 3. Unifications’ ทำให้ทุกคนมีความคิดเรื่องเดียวกันให้ได้ วิธีการของ Collaborative leadership ได้แก่ 1. Set goals 2. Be an active listener 3. Encourage speaking up: ในกรณีที่มีคนทีมไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ให้ลองใช้วิธี ให้ทุกคนแสดง ความเห็นโดยการเขียนลงกระดาษส่ง ให้คนนอายุนน้อยพูดก่อน เสนอให้ออกความเห็นคนละอย่าง อาจารย์แนะนำ empower “พี่อยากให้น้องตัดสินใจให้พี่หน่อย.” ถอดบทเรียนจากเกมส์“เอาตัวให้รอดจากzombie” : critical thinking, role assignment : leader, visionary, trust, ฟังใหเร็ว จับประเด็น รวบรวม, prioritize, convince กฎ 6 ข้อของ Leadership networking อย่างมีประสิทธิภาพ 1. Be sincre จริงใจ 2. Share resource 3. Use power thoughtfully 4. Communicate skillfully 5. Negotiate effectively 6. Learn to manage conflict
83 Design Thinking is a problem-solving, focus on customer’s needs. Goal: too develop innovation solutions, challenges\ Innovation: new + product/process + value Design Thinking กระบวนการคิดเชิงระบบ ประกอบด้วย - Empathizeใจเขาใจเรา - Define: painpoint - Ideate: brainstorm&sare idea, prioritize - Proototype สร้างต้นแบบ - Test การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพการคิดระดับทีมและองค์กรสำหรับผู้บริหาร ระดับสูง Collaboration and networking เป็นการคิดระดับทีมและองค์กรสำรับผู้บริหารระดับสูงประกอบด้วย 1. Independent Collaboration: ต่างคนต่างทำ ทุกคนทำงานครบทุกกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบสื่อสารกันน้อย ผลงานรวมเกิดจากผลงานแต่ละคนมารวมกันคล้ายจิกซอร์ เอามาใช้ในงานทั่วไปไม่ซับซ้อน 2. Dependent Collaboration: มีเป้าหมายร่วมกัน แบ่งงานกัน ส่งต่องานกันเป็นช่วงๆ อาจทำงานคนละสาขาแต่งานของแต่ละคน มีผลต่อกันจำเป็นต้องสื่อสารกัน เป็นการทำงานร่วมกันในแผนก ข้ามแผนกหรือในแต่ละโปรเจค 3. Interdependent Collaboration: มีวิสัยทัศน์ร่วมกันคิดเชื่อมโยงระหว่างกลุ่ม สลับบทบาทกันได้ (crossfunction) ต้องสื่อสารกันมาก เพื่อนำไปสู่การเรียนรู้ เกิดเป็น Synergy นำมาในงานที่ต้องการสร้างระบบใหม่หรือ Innovation นำมาใช้ซ้ำได้ พัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้นไป
84 นักบริหารยุคดิจิทัล หน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้เป็นหลักคือสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอเล็กทรอนิกส์ โดยมีมิติหลัก คือการ ส่งเสริมและกำกับดูแลให้ทั้งระบบมีDigital Governance โดยมีสถาบัน ADTE เป็นศูนย์ถ่ายทอดความรู้ พัฒนา ทักษะด้านธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ผู้บริหารจะตั้งคำถามอยู่สองเรื่อง ถือเป็นการแบ่งประเภทของผู้นำทางด้านดิจิทัล คำถามแรกคือ การเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลจะเริ่มต้นอย่างไร และทำอย่างไร อีกประเภทหนึ่งคือเมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมไอยู่แล้ว จะสื่อสารหรือพาทีมไปดำเนินการร่วมกันอบย่างไร ประโยชน์ของการเปลี่ยนจากกระดาษไปสู่อิเล็กทรอนิกส์ 1. ลดค่าใช้จ่าย 2. เพิ่มความน่าเชื่อถือ 3. แลกเปลี่ยนข้อมูลได้ ซึ่งคำถามที่ผู้บริหารต้องตอบคือจะเปลี่ยนแปลงไปสู่ดิจิทัลเพื่ออะไร ต้องการความรวดเร็ว ความมั่นคง ปลอดภัย หรือประเด็นใด เพราะจะใช้วิธีการพัฒนาแตกต่างกัน หลักการกฎหมายว่าด้วยธุรรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ 1. e- Evidence การยอมรับทางกฎหมาย: ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ได้รับการยอมรับทางกฎหมายและ สามารถบังคับใช้ได้เป็นหลักฐาน 2. e-Signature การแสดงเจตนา ความยินยอม: คู่สัญญาต้องให้ความยินยอมในการทำธุรกรรมทาง อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งนี้สามารถแสดงโดยนัยหรือแสดงออกผ่านการกระทำ เช่น การคลิก "ฉันยอมรับ" หรือการลงนาม ทางอิเล็กทรอนิกส์ 3. e- Document ความสมบูรณ์: บันทึกและธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ต้องเชื่อถือได้ ถูกต้อง และไม่ เปลี่ยนแปลงระหว่างการส่งหรือการจัดเก็บ 4. e- Original ความเป็นต้นฉบับ: บันทึกอิเล็กทรอนิกส์ถือเป็นต้นฉบับได้หากเป็นไปตามข้อกำหนด เฉพาะ เช่น สามารถเข้าถึงได้ในรูปแบบที่อ่านได้และสามารถทำซ้ำได้อย่างแม่นยำ 5. e-Archive การเก็บรักษา: ต้องเก็บรักษาบันทึกอิเล็กทรอนิกส์ตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อให้มั่นใจว่า สามารถเข้าถึงได้และใช้งานได้ตลอดช่วงเวลานั้น 6. Change of media สามารถเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เป็นกระดาษและเปลี่ยนจากกระดาษเป็น อิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยยึดให้เป็นกลางทางเทคโนโลยี มีเสรีภาพในการแสดงเจตนา มีความเท่าเทียมกันเป็นการใช้บังคับเพื่อ เสริมกฎหมายอื่น (เสริมให้ทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้)
85 E-Document เอกสารอิเล็กทรอนิกส์หมายถึงรูปแบบข้อมูลหรือบันทึกใดๆ ที่สร้าง จัดเก็บ หรือส่งใน รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เอกสารเหล่านี้มีรูปแบบได้หลากหลาย เช่น ไฟล์ข้อความ, PDF, สเปรตชีต, งานนำเสนอ, รูปภาพ หรือแม้แต่ไฟล์มัลติมีเดียและรวมถึงอีเมล แชทในเฟสบุคหรือไลน์ด้วยเข้าตามมาตรา 8 เมื่อกฎหมาย ต้องการหนังสือ/หลักฐานเป็นหนังสือ/เอกสารมาแสดง สามารถใช้e-doc ได้โดยยึดสามหลัก 1 การเข้าถึงได้: สามารถเข้าถึงและแชร์เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างง่ายดายในอุปกรณ์และสถานที่ต่างๆ ช่วยให้ทำงานร่วมกันและสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. นำกลับมาใช้ได้: เอกสารอิเล็กทรอนิกส์สามารถจัดเก็บในรูปแบบดิจิทัลสามารถจัดทำดัชนีและจัด ระเบียบ ทำให้ง่ายต่อการค้นหาและดึงข้อมูลเฉพาะภายในเอกสารหรือในชุดเอกสารต่างๆ 3. ความหมายไม่เปลี่ยนแปลง: มีความปลอดภัย เอกสารอิเล็กทรอนิกส์สามารถป้องกันได้ผ่านการเข้ารหัส การควบคุมการเข้าถึง และระบบสำรองข้อมูล ช่วยเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูลและลดความเสี่ยงของการสูญหาย หรือการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต E-Signature ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์หมายถึง อักษร อักขระ ตัวเลข รูปภาพ หรือสัญลักษณ์อื่นใดที่ สร้างขึ้นให้อยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัลเทียบเท่ากับลายเซ็นที่เขียนด้วยลายมือ เป็นวิธีตรวจสอบและระบุตัวผู้เป็นเจ้าของ แสดงเจตนาของบุคคลที่ จะยอมรับเนื้อหาของเอกสารอิเล็กทรอนิกส์หรือธุรกรรม โดยใช้วิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ลายเซ็นท้ายอีเมล์ ใช้stylusเขียนบนเอกสาร การกดปุ่มยอมรับ ลงทะเบียนด้วย ID password ประเภทของลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์: ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์มีหลายรูปแบบ 1.รูปแบบทั่วไป (มาตรา9) 2.ลายมือชื่อ อิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อถือได้ (มาตรา26) 3.ลายชื่ออเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อถือได้ซึ่งใช้ใบรับรองที่ออกโดยผู้ให้บริการออก ใบรับรอง (มาตรา26+28) ประเภทที่สองและสามจะมีความปลอดภัยสูงขึ้น เรียกอีกอย่างว่าลายมือชื่อดิจิทัล (digital signature) เพื่อให้แน่ใจว่าลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์มีความสมบูรณ์และความถูกต้อง สามารถใช้มาตรการ รักษาความปลอดภัยต่างๆ ได้ สิ่งเหล่านี้อาจรวมถึงการเข้ารหัส ใบรับรองดิจิทัล และการประทับเวลาเพื่อยืนยัน ตัวตนของผู้ลงนามและป้องกันการปลอมแปลง TAKE HOME MESSAGE “อิเล็กทรอนิกส์เท่ากับกระดาษ” การประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพนักบริหารยุคดิจิทัล ผู้นำทางด้านดิจิทัล อาจต้องตั้งคำถามในใจว่าการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลเพื่ออะไร จะเริ่มต้นอย่างไร และทำ อย่างไร อีกประเภทหนึ่งคือเมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมอยู่แล้ว จะสื่อสารหรือพาทีมไปดำเนินการร่วมกันอย่างไร ประโยชน์ของการเปลี่ยนจากกระดาษไปสู่อิเล็กทรอนิกส์ 1.ลดค่าใช้จ่าย 2.เพิ่มความน่าเชื่อถือ 3.แลกเปลี่ยน ข้อมูลได้
86 หลุมพลางเส้นทางบริหาร ทาง 4 แพร่ง แพร่งที่ 1 พร้อมหรือยัง - พร้อมแล้วจริงหรือ ? : โดยให้พิจารณาจาก ครอบครัว /ภาระที่แบกอยู่ /ความรู้ความสามารถ - วิธีเข้าสู่ตำแหน่ง : ระบบตรงไปตรงมา คุณธรรม > คุณ+นะ+ทำ - ระบบอื่นๆ : ตกเบ็ด /แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ /ซื้อขายผ่านนายหน้า - ปวุศ : น่าจดจำ /สวยงามหรือเจ็บปวด CEO COKE เคยกล่าวกับทีมงานทั่วโลกว่า: บอลมี 5 ลูก ที่ต้องพิจารณาให้ดี คือ • งานหลัก: จบไป ก็สามารถหางานใหม่ได้ สิ่งที่แตกแล้วกลับเอาไปคืนไม่ได้ • ครอบครัว • สุขภาพ • มิตรภาพ เพื่อน • พลังจิตพลังใจ : Passion > ประเด็นการซื้อขายตำแหน่ง (ประวัติภูมิหลังไม่มีความลับ) • ประเด็นตกเบ็ด/แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ : ความลับไม่มีในโลก • เจ้าพ่อเจ้าของพื้นที่ : อาจมีความสัมพันธ์กับผู้มีอิทธิพล • ทำงานใหญ่ แล้วต่อรองตำแหล่ง • คนตายเพราะลาภยศ นกตายเพราะอาหาร : ให้ระวังกิเลสตน • ทุกคนมีต้นทุนในชีวิต ที่ต้องจ่ายตามPassion ของตนเอง แต่จะยอมจ่ายด้วยอะไร? ด้วยจิตวิญญาณ ด้วย ความรู้สึกถึง “มโนสำนึก”อย่างไร? /ทุกคนมีสิทธิเลือกเอง แม้บางอย่างคนอื่นไม่รู้ แต่เรารับรู้ >วิธีปฏิบัติเมื่อรับตำแหน่งใหม่ • ยึดถือฤกษ์ (ทำแต่พองาม) • ก่อนไป ควรสร้างเสน่ห์ ส่วนตัว ศึกษาก่อน • เมื่อไปถึง รับงานรอบคอบ+ห้ามเทียบคนก่อนๆ หากมีปัญหาจากผู้บริหารคนก่อน อย่านินทา ค่อยๆแก้ ห้ามพูดเรื่องคนเก่า • ระวัง 157 /ระวังเรื่องพัสดุ โดยเฉพาะการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง a. แน่ใจหรือว่าเลือกทางบริหาร
87 2. แพร่งที่ 2 • บางคนมีพรสวรรค์ • ควรมีพรแสวง o ใช้คนให้เป็น : คนดีจะไม่วิ่งหาเรา จะดูเราห่างๆ เราจะทราบเมื่อปฏิบัติงานร่วมกัน แต่คนที่หวัง อะไรจากเรา จะวิ่งเข้าหาเรา (กระบี่คมจะมีฝัก กระบี่บิ่นจะชอบโชว์) o ไม่ควรขึ้นตำแหน่งที่เดิม o เมื่อมีตำแหน่ง ก็เหมือนต้นไม้: ต้นไม้ใหญ่ ย่อมมีนก สัตว์อาศัย และ เจาะ ขี้รดใส่ o สิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่จริงเสมอ : 7 กลวิธีขงเบ้งในการดูคน : ลองใจด้วยความผิด,ถูกเพื่อหยั่งรู้คติ ธรรม, โต้แย้งได้จนมุมเพื่อดูปฏิภาณ, ซักถามด้วยกลอุบายเพื่อดูสติปัญญา,เรื่องภัยให้รู้ เพื่อดูความ กล้า, มอบงานให้ทำเพื่อดูความรับผิดชอบ, สรรเสริญด้วยภาพยศ เพื่อดูความสุจริต o ขงเบ้งกล่าวว่า “การปกครอง ไม่เข้มงวด ใช้คนไม่เหมาะสม จึงต้องพ่ายแพ้” o บทอ่อนต้องรู้จักอ่อน บทแข็งต้องรู้จักแข็ง : เรื่องเดียวกัน สถานะต่างกัน ต่างคนกัน การ แก้ปัญหา/การปกครองต้องต่างกัน o เหมือนกันเกิน ก็เดินลำบาก , ต่างกันก็เดินลำบาก • นักสื่อสาร : เป็นคุณสมบัติที่สำคัญของผู้บริหาร เป็นทั้งพรสวรรค์และพรแสวง, รอดตายเพราะปาก, ภาษา การ (สายตา ใบหน้า), เก็บอารมณ์ เก็บอาการ, เป็นเสือไม่ร้อง “เอ๋ง”,ควบคุมตนเอง (เลือดตกใน,ช้ำใน) • Leadership o Leader ถ้าไม่มี Leadership = ฉิบหาย o Leader = ผู้นำ: ไม่ใช่ทำแค่ ทราบ ชอบ อนุมัติ มอบ ผู้นำควรมีmindset ลูกน้องมีหน้าที่รับชอบ ผู้นำมีหน้าที่รับผิด o ผู้นำประเภทต่างๆ ตามลำดับ จากต่ำไปสูง ดังนี้:Blamer, Commander, Teaches, Coach and Mentor, Facilitator, Strategist, Diplomat, Unseen leader. o สงคราม ทำให้เกิด วีรบุรุษ และ โมฆะบุรุษ ▪ ช่วงเวลาที่ยากลำบากจะสร้างยอดคน ยอดคนจะสร้างช่วงเวลาสุขสบาย ▪ ความสุขสบายจะสร้างคนอ่อนแอ และคนอ่อนแอจะสร้างช่วงเวลายากลำบาก ▪ ธรรมชาติ การจัดกระบวนทัพ หมาป่า ที่เป็นหัวหน้าจะอยู่หลัง คอยระวังให้ฝูง o เสน่ห์ของผู้บริหาร ▪ เกิดจากบุคลิกภาพ ▪ ความรู้ความสามารถ แก้ปัญหาองค์กร ▪ EQที่ดี สำคัญที่สุด มีพรสวรรค์ พรแสวง Growth mindset มองหาอุปสรรค คือ สิ่งท้าทาย ปัญหาคือปัญญา ▪ ผู้บริหารบางคน เรียนรู้มาก แต่ไม่ตัดสินใจงาน จะเรียกว่า Overgrowth mindset ต้องคบ กัลยามิตรที่คอยเตือน /แต่บางคน ไม่รู้ ไม่ฟัง เรียกว่า Fixed mindset
88 ▪ เมื่อเรียกหารือประชุม หากEQไม่ดี จะเกิด • อยากมาหรือเกี่ยงกันมา • คนเงียบไม่โต้ตอบ • สายตา ท่าทาง o พรรคพวก=เครือข่าย Network • งานสังคมภายนอก รพ.: ควรให้พอดี ดำเนินการให้ตรงจริตของเราแต่ต้องไปงานสังคมอย่าง พอเหมาะ • ชุมชน , ราชการ ดังนั้นควรรู้จักเส้นสาย ผู้มีบารมีในพื้นที่ ควรทำให้เหมาะสม • ผู้มากบารมีในพื้นที่ ได้แก่ พ่อค้า คหบดี ปราชญ์ชาวบ้าน • มีต้นทุนที่ต้องจัดหาในรูปแบบต่างๆ • การเมือง o กฎ มีLegitimacy ความชอบธรรมในการนำนโยบาย o เส้นแบ่ง นักการเมือง กับข้าราชการประจำ o การเมืองในฝ่ายประจำก็มี ไม่มีมิตรแท้ ไม่มีศัตรูถาวร วิธีครองตน o ให้เกียรติ บอกกล่าว Recognize. เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร/โทรบอก o ต่อรองเขา ไม่มีใครได้หมด (ไม่มีใครเสียหมด เล่นไพ่เป็น จับไต๋เป็น o นักการเมืองย้ายพื้นที่ไม่ได้ แต่เราย้ายได้ ดังนี้ย้ายดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชา เรา และ บุญกรรมในชาติ ปางก่อน o คนที่ฉลาด เกินกว่าจะยุ่งเรื่องการเมือง บางครั้งก็แพ้ บางครั้งเราก็ชนะ 3. ทางแพร่งที่ 3 อำนาจ คือ อนิจจัง/ อำนาจ มีพลัง > ทำของดิบเป็นสุก, เปรียบเหมือนมือ5นิ้ว ยิ่งบีบอำนาจเล็ดลอดจาก หว่างนิ้ว: ยิ่งบีบๆคลายๆทุกอย่างอยู่ในcontrol อำนาจ = บารมี สร้างจาก o เป็นผู้ให้ (ต้องมีขอบเขต) o เสียสละ เหนื่อยกว่า o เห็นกันยามยาก ยามทุกข์ o แก้ปัญหาได้ดีทั้งวิชาการ บริหารอื่นๆ:ต้องมีความรู้ในการกำกับ o เข้าใจเขา o เข้าถึงเขา o พัฒนาให้โอกาสเขา o ความเมตตามีได้ แต่ต้องมีขอบเขต เมื่อถึงจุด ต้องstop (Mercy stop)
89 100วันแรก o Short-tern Achievement o Short win-win o Median term o Long term o Devil in Detral งานทุกวันนี้ มีมาก เพราะชนิดงาน มีแต่Routine พิธีกรรม เร่งและผ่อนคันเร่ง โดยดู o ผู้บริหารต้องเสี่ยง o รู้จังหวะไหนควรเร็ว ช้า o ข้อมูล ต้องแน่น และ ชัวร์ o ควรตรวจสอบ??: o กล้าลุย เสี่ยงบ้าง ตามสายตาที่มองเห็น “ที่คนอื่นมองไม่เห็น” o ถูกต้อง : ถูกศีลธรรม ถูกกฎหมาย จริยธรรม o ผ่อน > ยอมถอยบ้าง /ตบหัวแล้วลูบหลัง ▪ การถอยหลัง มีต้นทุนที่ต้องใช้ คือ ใช้ตอนรุกเข้าไปใช้ไม่ได้ เพราะหมดโอกาส อาจเสียความ เชื่อถือ ▪ ผู้บริหารต้องถูกบีบคั้นเสมอ ▪ เรื่องยากๆ ทุกคนต้องผ่าน • จังหวะทำงานยากๆ ความสำเร็จ o มีเทคนิคในเรื่องนั้นๆ o องค์กรนั้นคนเห็นด้วย “ส่วนหนึ่ง” o สังคมสนับสนุนได้ประโยชน์ o UNITY o มีเป้าหมายชัดเจน o มีขั้นตอนจากง่ายไปยาก o มีSocial support Political Backup • คนทำไม่เป็น> เก่งแต่ปาก จำทฤษฎีกา “พ่น” แต่ไม่รู้จริง ,NATO, แก้ปัญหาที่ ตนทำไม่ได้ • ต้องพักผ่อนให้เป็น คลายเครียดโดยวิธีตนเอง การมีศิล สติ ปัญญาทำให้สามารถ แก้ปัญหาได้ • ความกล้าหาญทางจริยธรรม ความกลัวทำให้เกิดความยากลำบาก ; ต้องกล้า ตัดสินใจยามลำบาก แม้ต้องเสี่ยง เจ็บตัว ,รู้เทคนิคต้องเตรียมอะไรบ้าง ,ต้อง รู้เท่าทัน กล้าจัดการ
90 o สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง พัดมาถึงทั้งแรงและเร็ว อานุภาพทั้งบวกและลบ เราจะสร้างกำแพงขวางกั้น หรือ สร้างกังหันใช้ประโยชน์ จากสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง o Non-technical skill เป็นศิลปะในการสร้างสรรค์เรื่องคน o หนทางแห่งวิบัติ ▪ กลัวไปหมด ไม่กล้าตัดสินใจ ▪ ปิดหู ปิดตา ปิดปาก ให้ญาติพี่น้องมาวุ่นวายกับงาน ▪ ใครๆก็ทำ(เติมน้ำมันหลวง ใช้รถหลวง) ▪ ขาดศิลปะ ช่วยลูกน้อง พาลูกน้องไปตาย ▪ บ้าสถาบัน สีสถาบัน ▪ ที่นี่ มีแต่ทางผ่าน(ผอ.ปีเดียว) ▪ เงินสวัสดิการ ▪ อย่าเก่งเกินนาย อย่าอวดดีในที่ไม่ควรอวด อย่าหักหน้านายในที่สาธารณะ ▪ อย่าวัดรอยเท้า ทุกคนมีดี ต้องมีMaturity o อะไรสำคัญกว่าผู้นำ : mindset สำคัญที่สุด /ผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพสูง มักขัดแย้งกับลูกน้อง ดังนั้นต้องกล้า แต่อย่าบ้าความขัดแย้ง : “น้ำทำให้เรือลอยได้ น้ำก็ทำให้เรือจมได้” 4. ทางแพร่ง 4 ลงให้เป็น ชีวิตหลังเกษียณไม่ต่างกันทุกตำแหน่ง ดังนั้นขึ้นอยู่กับบารมี