The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by petcharat, 2022-02-03 04:28:24

NL608

NL608

คำนำ

เอกสารประกอบการเรียนการสอน NL608 การจัดการการประกันภัยต่อน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อให้
นักศึกษาได้มีความรู้ความเข้าใจและทราบถึงวัตถุประสงค์ บทบาท หน้าที่ กลไกต่างๆของการประกันภัย
ต่อ รวมถึงกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และเร่ืองบัญชีการประกันภัยต่อ ซ่ึงเป็นส่วนสาคัญสาหรับการ
พจิ ารณารับประกนั ภัยทซ่ี บั ซ้อนหรือมีจานวนเงนิ เอาประกนั ภัยสูงเกนิ กวา่ ท่ีบริษทั ประกันภัยจะรับไว้เองได้
การศึกษาในแต่ละประเภทของการประกันภัยต่อ บุคคลที่เก่ียวข้องในกระบวนการและแนวทางของการ
วางแผนสาหรับการประกันภยั ตอ่ และการกากบั ดูแลการประกันภัยต่อ

การประกันภัยต่อจึงมีความสาคัญอย่างย่ิง ในการพิจารณารับประกันภัยและการดาเนินการ
ของธุรกิจประกันวินาศภัย จึงเป็นความจาเป็นอย่างย่ิง ท่ีนักศึกษาจะต้องมีความรู้ในการประกันภัยต่อ
เพอ่ื จะนาไปใช้ประกอบการทางาน และศกึ ษาตอ่ ไป

สถาบันประกนั ภยั ไทย

สถาบนั ประกนั ภัยไทย

สารบัญ

_______________________________________________________

หนา้

คานา

บทท่ี 1 ความหมาย บทบาทและศัพท์การประกันภัยต่อ 1/1-1/7

บทท่ี 2 ประเภทของการประกนั ภัยต่อ 2/1-2/25

บทท่ี 3 การกาหนดอัตราเบ้ียประกนั ภัยตอ่ 3/1-3/9

บทที่ 4 วตั ถุประสงค์ การวางแผนและการเลอื กสรรการประกันภยั ต่อ 4/1-4/10

บทท่ี 5 กลยทุ ธ์และการเจรจาในการผรู้ ับประกนั ภัยต่อ 5/1-5/14

บทที่ 6 เง่ือนไขทัว่ ไปของสัญญาประกันภัยต่อ 6/1-6/13

บทที่ 7 หลักกฎหมายทเี่ กีย่ วขอ้ งกับการประกนั ภยั ตอ่ 7/1-7/8

บทที่ 8 การจดั การด้านค่าสินไหมทดแทน 8/1-8/6

บทที่ 9 บัญชกี ารประกนั ภัยต่อ 9/1-9/9

บทท่ี 10 การกากบั ดูแลการประกันภัยต่อ 10/1-10/8

ภาคผนวก

บรรณานุกรม

สถาบนั ประกันภัยไทย

NL608 : การจดั การการประกนั ภัยต่อ

วตั ถปุ ระสงค์

ศึกษาความเป็นมาของการประกันภยั ต่อ ประโยชน์และความสาคญั ของการประกนั ภัยตอ่ ท่ีมีต่อการ
ประกอบธุรกิจประกันวินาศภยั ผู้ทเ่ี กย่ี วข้องกับการประกนั ภยั ต่อ กฎหมายสาคัญทีเ่ กี่ยวข้อง ประเภท
และชนดิ ของการประกันภัยตอ่ การวางแผนกับการคัดสรรชนดิ ของการประกันภยั ต่อที่เหมาะสม การ
จดั การดา้ นคา่ สนิ ไหมทดแทน และบญั ชีของการประกนั ภัยต่อ ตลอดจนการกากับดูแลการประกนั ภยั ต่อ

เนอ้ื หาวชิ า
บทท่ี 1 ความหมาย บทบาทและศพั ทก์ ารประกันภยั ต่อ
บทท่ี 2 ประเภทของการประกนั ภัยต่อ
บทที่ 3 การกาหนดอัตราเบ้ียประกันภัยต่อ
บทท่ี 4 วตั ถุประสงค์ การวางแผนและการเลอื กสรรการประกันภัยต่อ
บทท่ี 5 กลยทุ ธแ์ ละการเจรจาในการผรู้ ับประกนั ภัยต่อ
บทที่ 6 เง่อื นไขท่วั ไปของสัญญาประกันภยั ต่อ
บทท่ี 7 หลกั กฎหมายท่เี กยี่ วข้องกบั การประกันภยั ต่อ
บทที่ 8 การจดั การด้านคา่ สินไหมทดแทน
บทท่ี 9 บัญชกี ารประกนั ภยั ต่อ
บทท่ี 10 การกากับดูแลการประกนั ภยั ตอ่

สถาบันประกนั ภยั ไทย 1
ชื่อผ้แู ตง่ : อาจารย์ดวงดาว วิจกั ขณจ์ ารุ

NL608 : การจัดการการประกันภยั ต่อ
บทที่ 1 ความหมาย บทบาทและศพั ท์การประกนั ภัยตอ่

บทท่ี 1
ความหมาย บทบาท
และศพั ทก์ ารประกันภยั ต่อ

1. ความหมายของการประกนั ภยั ตอ่

ในการประกันภัยไม่ว่าจะเป็นประเภทใด จะพบว่ามีภัยจานวนไม่น้อยท่ีมีจานวนเงินเอา
ประกันภัยสูงเกินกว่าที่บริษัทรับประกันภัยบริษัทใดบริษัทหน่ึงจะสามารถรับเสี่ยงภัยไว้เองได้ท้ังหมด
ตัวอย่างเช่น ในกรณีของการประกันอัคคีภัยโรงงานอุตสาหกรรมที่มีจานวนเงินเอาประกันภัยหน่ึง
พันลา้ นบาท หรือในกรณีของการประกันภัยทางทะเลที่มูลค่าตัวเรือก็ดี สินค้าก็ดีนับหลายร้อยล้านบาท
เปน็ ตน้

สาหรับภัยรายใหญ่ๆ เช่นน้ี ในตลาดรับประกันภัยบางแห่ง เช่น ที่สถาบันลอยด์ของประเทศ
อังกฤษ (Lloyd’s of London) ผู้รับประกันภัยแต่ละรายจะรับประกันภัยคนละเล็กละน้อยเพียงเท่าท่ีตน
สามารถจะรบั เส่ียงภยั ไวเ้ องได้ ส่วนท่ีเหลือจะให้ผู้รับประกันภัยอ่ืนๆ เป็นผู้รับความเสี่ยง การประกันภัย
ในลกั ษณะนี้เรียกว่า การประกนั ภยั รว่ ม (Coinsurance)

แต่สาหรับในตลาดรับประกันภัยอื่นๆ บริษัทรับประกันภัยบางบริษัทอาจจะรับประกันภัยราย
ใหญเ่ หล่าน้นั ทง้ั หมด แลว้ นาสว่ นหนง่ึ ของภัยนั้นไปรับประกันภัยต่อกับบริษัทรับประกันภัยอื่นๆ อีกทอด
หนึ่งคงเหลอื จานวนเงนิ ทเี่ กบ็ ไวเ้ ส่ยี งภยั เองเท่าทจี่ ะกระทาไดเ้ ทา่ น้นั

ดงั น้ัน เม่ือใดก็ตามถา้ บริษัทรบั ประกันภัยเหน็ วา่ จานวนเงินเอาประกันภัยของรายใดหรือหลาย
รายรวมกันแล้ว สูงเกินกว่าที่ตนพึงจะรับเส่ียงภัยเองได้ทั้งหมด ก็จาเป็นจะต้องนาส่วนที่เกินกาลังที่จะ
รับเส่ยี งภยั เองน้ันไปประกันภัยตอ่ กับบริษัทประกันภัยอ่ืนๆ ระบบการโอนภาระความเส่ียงภัยจากบริษัท
ประกันภัยแห่งหน่ึงไปสู่บริษัทรับประกันภัยอีกแห่งหน่ึงหรือหลายแห่งเรียกว่า การประกันภัยต่อ
(Reinsurance) สาหรับบริษัทท่ีนาภัยบางส่วนไปประกันภัยต่อบริษัทอ่ืนเรียกว่า ผู้เอาประกันภัยต่อ
(Reinsured) หรือบริษัทเอาประกันภัยต่อ (Ceding Company) ส่วนบริษัทที่ตกลงประกันภัยต่อ
เรียกว่า ผู้รับประกันภัยต่อ (Reinsurer) และหากผู้รับประกันภัยต่อรายนั้นได้โอนภาระความเสี่ยงภัย
บางส่วนไปให้บริษัทรับประกันภัยต่ออ่ืนๆ อีกทอดหนึ่ง การโอนภาระความเส่ียงภัยนั้นเรียกว่า การเอา
ประกนั ภัยต่อชว่ ง (Retrocession) อาจแสดงไดด้ งั ภาพที่ 1.1

สถาบันประกนั ภัยไทย บทท่ี 1/1
ชื่อผแู้ ต่ง : อาจารย์ดวงดาว วจิ กั ขณจ์ ารุ

NL608 : การจัดการการประกันภยั ต่อ
บทท่ี 1 ความหมาย บทบาทและศัพท์การประกันภัยตอ่

ผเู้ อาประกันภยั ตอ่ ผู้รับประกันภัยตอ่ ผู้รบั ประกนั ภัยต่อช่วง

(Reinsured) (Reinsurer) (Retrocessionnaire)

ภาพที่ 1.1 แสดงการประกันภัยต่อช่วง

กล่าวได้ว่า การประกันภัยต่อ คือวิธีการซ่ึงผู้รับประกันภัยรายหนึ่งโอนภาระการเส่ียงภัย
บางสว่ นหรือท้ังหมดทีต่ นรับมานน้ั ไปให้กับอีกบริษัทหนึ่งหรือหลายบริษัท โดยมีความมุ่งหมายว่า จะได้
ผ่อนภาระการรับเส่ียงภัยของตนให้เหลือเพียงจานวนเท่าท่ีเหมาะสมกับฐานะทางการเงินของตนท่ีจะ
เสี่ยงภัยได้ โดยไมต่ ้องรับผลกระทบกระเทือนมากเกินไปเมอื่ เกิดวนิ าศภัยขนึ้

2. ความเป็นมาของการประกนั ภยั ตอ่

ในสมัยแรก ผู้รับประกันภัยมักจะรับเสี่ยงภัยเพียงเท่าที่ตนเองสามารถจะรับภาระได้เท่านั้น จึง
ไม่มีความจาเป็นท่ีจะต้องประกันภัยต่อ ความจาเป็นที่จะต้องมีการประกันภัยต่อได้เร่ิมมีขึ้นในการเอา
ประกันภัยทางทะเลซ่ึงพบวา่ เรอื และสินค้าทข่ี นส่งแต่ละเที่ยวน้ันมีมูลค่ารวมๆ กันแล้วค่อนข้างสูง และ
โอกาสทจี่ ะเสียหายทง้ั หมดเนอ่ื งจากเรืออับปางก็มีสูงเชน่ เดียวกนั จากหลักฐานที่ค้นหาได้พบว่า สัญญา
ท่ีเก่าท่สี ดุ เทา่ ทป่ี รากฏเปน็ หลกั ฐานจนถึงปัจจุบันนี้ท่ีมีลักษณะเป็นการประกันภัยต่อนั้น จัดทาท่ีเมืองเจ
นัวประเทศอิตาลี ใน ค.ศ.1370 เชื่อกันว่า การประกันภัยต่อทางทะเลทากันอย่างแพร่หลายทั่วทวีปยุโรป
ในศตวรรษที่ 16 ยกเว้นประเทศอังกฤษท่ีกลับออกกฎหมายห้ามการประกันภัยต่อทางทะเลต้ังแต่ ค.ศ.
1746 โดยเกรงว่าจะมีการเอากาไรจากการประกันภัยต่อจนกลายเป็นเร่ืองการพนัน กฎหมายห้าม
ประกนั ภัยตอ่ ทางทะเล ดงั กลา่ วขององั กฤษได้ยกเลกิ ใน ค.ศ.1864

สาหรับการประกันภัยต่ออัคคีภัยน้ันค่อนข้างจะล้าหลังกว่าการประกันภัยต่อทางทะเล โดย
สัญญาการประกันต่ออคั คภี ยั ทเ่ี กา่ ทส่ี ุดเท่าที่ปรากฏเปน็ หลกั ฐานถึงปัจจุบนั นไี้ ดก้ ระทาใน ค.ศ.1821

ก่อนกึ่งศตวรรตที่ 19 การประกันภัยต่อเป็นไปอย่างแพร่หลายท้ังในทวีปยุโรปและอเมริกา โดย
ในยโุ รปมปี ระเทศเยอรมนเี ป็นผนู้ า ในสมัยนน้ั แมแ่ ต่บรษิ ทั ประกันภัยในประเทศอังกฤษยังต้องหันไปพึ่ง
การประกนั ภัยต่อในยุโรป แต่การดาเนินการต้องชะงักลงเม่ือเกิดสงครามโลกสองคร้ัง ซ่ึงส่งผลให้ตลาด
รับประกันภัยในกรุงลอนดอนจาเป็นต้องพัฒนาตนเองข้ึนมาเป็นตลาดรับประกันภัยต่อท่ีใหญ่มาก
โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งสถาบนั ลอยดห์ ันมาสนใจในเรอื่ งการประกนั ภัยต่ออย่างจรงิ จงั มากขน้ึ

สถาบนั ประกันภยั ไทย บทท่ี 1/2
ชือ่ ผู้แตง่ : อาจารย์ดวงดาว วิจกั ขณจ์ ารุ

NL608 : การจัดการการประกนั ภัยต่อ
บทที่ 1 ความหมาย บทบาทและศพั ท์การประกนั ภยั ต่อ

ก่อน ค.ศ.1880 การประกันภัยต่อในสถาบันลอยด์มีค่อนข้างน้อย เน่ืองจากผู้รับประกันภัยท่ี
สถาบันลอยด์เคยชินเฉพาะกับการรับประกันภัยในจานวนเงินท่ีรับเสี่ยงภัยเอง (Retention) เท่าน้ัน โดย
มีนายหนา้ เปน็ ผู้ทาหน้าท่กี ระจายความเสี่ยงภัยในตลาดรับประกันภัยนั้นอย่างท่ัวถึง เหตุผลอีกประการ
หนึ่งที่สง่ ผลใหส้ ถาบนั ลอยด์เขา้ ตลาดรับประกนั ภัยต่อชา้ กวา่ ท่ียุโรปก็เพราะส่วนใหญ่ที่สถาบันลอยด์จะ
รับประกันภัยทางทะเลเป็นหลัก และโดยผลของกฎหมาย ใน ค.ศ.1746 ท่ีห้ามประกันภัยต่อทางทะเล
จนกระท่ังยกเลิกไปใน ค.ศ.1864 สถาบันลอยด์เริ่มพัฒนาการประกันภัยต่ออย่างจริงจังใน ค.ศ.1880
เม่ือนาย Cuthberth Heath ได้ปฏิวัติความคิดการประกันภัยต่อไปเป็นแบบความเสียหายส่วนเกิน
(Excess of loss reinsurance) ซึ่งเป็นแรงกระตุ้นค่อนข้างสาคัญที่ส่งผลให้การประกันภัยต่อกลายเป็น
ธรุ กิจที่นารายได้หลักใหก้ บั ตลาดรับประกนั ภยั ลอยดใ์ นปัจจบุ ัน

ในสมัยแรกการประกันภัยต่อมักทาแบบเฉพาะราย (Facultative reinsurance) ต่อมาใน
ศตวรรษท่ี 19 เม่ือการค้าและอุตสาหกรรมเจริญก้าวหน้าจนธุรกิจประกันภัยขยายตัวออกไปอย่าง
รวดเร็ว เป็นผลให้เกิดความจาเป็นท่ีจะต้องมีรูปแบบของการประกันภัยต่อท่ีมีประสิทธิภาพและง่ายต่อ
การทางาน จึงทาให้มีผู้คิดหาวิธีการทาประกันภัยต่อในลักษณะผูกพันเป็นสัญญาอัตโนมัติ โดยใน
ระยะแรกจะทาสัญญาประกันภัยต่อแบบตามสัดส่วน (Proportional treaties) แต่คร้ันเมื่อกรมธรรม์
ประกันอัคคีภัยมีการขยายความคุ้มครองถึงภัยธรรมชาติต่างๆ ด้วย การประกันภัยต่อตามสัญญาแบบ
เป็นสัดส่วนไม่สามารถตอบสนองความต้องการของธุรกิจประกันภัยได้เต็มที่ จึงได้มีผู้คิดหาวิธีการ
ประกนั ภัยต่อแบบความเสยี หายส่วนเกินเพือ่ ไม่ให้เกดิ ชอ่ งว่างดงั กล่าวขนึ้

เมื่อเศรษฐกิจในแต่ละประเทศขยายตัวออกไป ความต้องการด้านบริการประกันภัยก็มีเพ่ิมตาม
ขนึ้ ไปดว้ ยส่งผลให้มีการเปดิ บรษิ ทั รบั ประกันภัยใหมๆ่ ข้นึ เป็นลาดับ ประมาณกันว่าในปัจจุบันทั่วโลกจะ
มีบริษัทรับประกันภัยมากกว่า 10,000 แห่ง และเม่ือความต้องการและการแข่งขันเพิ่มมากข้ึนก็ทาให้มี
บริษัทที่ต้ังขึ้นมาเพ่ือรับประกันภัยต่อโดยเฉพาะ เรียกว่า ผู้รับประกันภัยต่ออาชีพ (Professional
reinsurer) ซ่ึงประมาณกันว่า ในขณะนี้มีบริษัทประกันภัยต่ออาชีพประมาณ 250 แห่ง กระจายอยู่ใน
ประเทศต่างๆ 40 ประเทศ

นอกจากนี้ประเทศต่างๆ ในหลายทวีปก็มีการจัดต้ังบริษัทรับประกันภัยต่อในภูมิภาคขึ้นเพ่ือ
แสวงหาความรว่ มมอื และความเป็นอนั หนึ่งอันเดียวกันในด้านการรับประกันภัยต่อ ตัวอย่างเช่น ในทวีป
อาฟริกามีการจัดต้ัง บรรษัทประกันภัยต่อแห่งอาฟริกา (African Reinsurance Corporation) หรือใน
ทวีปเอเชียได้มีการจัดต้ังบรรษัทประกันภัยต่อแห่งเอเชีย (Asian Reinsurance Corporation) * ขึ้นในปี
พ.ศ.2512

สถาบนั ประกันภัยไทย บทที่ 1/3
ชือ่ ผู้แต่ง : อาจารย์ดวงดาว วจิ ักขณ์จารุ

NL608 : การจดั การการประกันภยั ต่อ
บทที่ 1 ความหมาย บทบาทและศพั ท์การประกันภัยต่อ

3. บทบาทและประโยชน์ของการประกันภัยต่อ
ประโยชน์ของการประกันภัยตอ่ ในปัจจุบัน ระบบการประกันภัยต่อเข้ามามีบทบาทในระบบการ

ประกันภัยค่อนข้างมาก จนกล่าวได้ว่าไม่ว่าบริษัทรับประกันภัยจะใหญ่ขนาดใดก็ตาม ก็จาเป็นจะต้อง
พึง่ พาระบบการประกนั ภัยต่อไมแ่ บบใดก็แบบหน่ึง หลายคนอาจสงสัยวา่ แท้จริงแล้วการประกันภัยต่อมี
ประโยชน์อย่างไรบา้ ง จากการศึกษาอาจสรปุ ไดว้ ่า การประกนั ภัยตอ่ มปี ระโยชนด์ ังนี้

1. เพ่ือเพิ่มวิสัยสามารถในการรับประกันภัย ในสมัยก่อน ส่ิงที่เอาประกันภัยส่วนใหญ่มัก
เป็นวัตถุท่ีไม่ได้สลับซับซ้อน และโดยท่ีผู้รับประกันภัยในสมัยนั้นจะรับประกันภัยในจานวนเงินที่ตน
สามารถรับเส่ียงภัยเองได้เท่านั้น ดังน้ัน จึงไม่มีความจาเป็นจะต้องมีการประกันภัยต่อ แต่เม่ือ
อุตสาหกรรมได้เจริญก้าวหน้าต่อไปและมีการพัฒนากระบวนการผลิตรวมทั้งมีผลิตภัณฑ์ใหม่เกิดขึ้น
เป็นจานวนมาก ทาให้มีความเสี่ยงภัยรวมทั้งอุบัติภัยใหม่ๆ เกิดขึ้น ส่วนจานวนเงินเอาประกันภัยก็เพิ่ม
สูงข้ึน จนเกินกาลังท่ีบริษัทรับประกันแห่งใดแห่งหนึ่งหรือบางทีทั้งตลาดรับประกัน จะสามารถรับเสี่ยง
ภัยไว้ได้ท้ังหมด ปัจจุบันนี้โรงงานอุตสาหกรรมท่ีจานวนเงินเอาประกันภัยสูงกว่าหน่ึงพันล้านบาทมิใช่
เรื่องแปลกอีกต่อไปแล้ว การประกันภัยสาหรับการรับเหมาก่อสร้างท่ีมีวงเงินคุ้มครองเกินกว่าหนึ่ง
พนั ลา้ นบาทกม็ อี ย่เู สมอๆ

การประกันภัยทางทะเลก็เช่นเดียวกัน เรือบรรทุกน้ามันขนาดใหญ่สามารถบรรทุกน้ามันแต่ละ
เท่ยี วได้หลายร้อยล้านบาท ซึ่งถ้าหากจานวนเงินเอาประกันภัยสูงขนาดน้ี คงเป็นการยากท่ีจะหาบริษัท
รบั ประกนั ภัยรบั เส่ียงภยั ไวเ้ องทัง้ หมด เวน้ แตบ่ ริษทั รับประกันภัยน้ันจะมีการเอาประกันภัยต่อส่วนท่ีเกิน
วิสัยสามารถของตนออกไปให้กับบริษัทรับประกันภัยอื่นๆ ซ่ึงหากปราศจากระบบการประกันภัยต่อเสีย
แล้ว ผู้เอาประกันภัยรายใหญ่ๆ ก็จะพบกับความยุ่งยากในการท่ีจะต้องตระเวนไปบริษัทรับประกันภัย
หลายๆ แห่ง เพ่อื ให้ชว่ ยกนั รับประกนั ภัยจนครบจานวนเงินเอาประกันภัยทั้งหมด ซ่ึงบางครั้งไม่ใช่เรื่องท่ี
สะดวกและทาได้ง่าย เว้นแต่ตลาดรับประกันภัยแห่งนั้นจะค่อนข้างเป็นปึกแผ่นแล้ว และมีระบบบริษัท
นายหน้าทเ่ี ข้มแข็งแลว้ เท่านั้น

ดังน้ันประโยชน์ประการแรกของระบบการประกันภัยต่อก็คือ ช่วยเพิ่มวิสัยสามารถในการรับ
ประกันภยั ใหก้ ับบรษิ ัทประกันภัยทีเ่ อาประกนั ภยั ตอ่

2. เพื่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเงิน ผู้บริหารของบริษัทรับประกันภัย มีหน้าที่ดูแลมิให้
ฐานะทางการเงินของบริษัทต้องกระทบกระเทือนเพียงเพราะวินาศภัยรายใหญ่ อีกทั้งต้องระวังมิให้ผล
การดาเนินงานของบริษัทต้องผันผวนอย่างรุนแรงในแต่ละปี การท่ีบริษัทต้องประสบผลของการรับ
ประกนั ภยั ทผี่ ันผวนนนั้ อาจเกดิ จากสาเหตตุ ่างๆ เชน่

สถาบนั ประกันภัยไทย บทท่ี 1/4
ชื่อผู้แต่ง : อาจารย์ดวงดาว วิจกั ขณ์จารุ

NL608 : การจัดการการประกันภัยต่อ
บทท่ี 1 ความหมาย บทบาทและศัพทก์ ารประกนั ภัยต่อ

1) ลกั ษณะภัยทร่ี ับประกันภยั และความเสยี่ งภยั เองนั้นขาดความสมดุล (Unbalanced
portfolio) กล่าวคอื มีภัยรายใหญ่ๆ ปะปนอยู่กับรายเล็กๆ ซึ่งเป็นการฝืนกฎว่าด้วยจานวนมาก (Law of
large numbers) อนั เปน็ หลักสาคัญของระบบการประกนั ภัย

2) อาจเกดิ จากภัยธรรมชาติ เช่น วาตภยั อุทกภัย
3) เกิดจากการเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมท่ีส่งผลให้มีการก่อวินาศกรรม
การจลาจล
4) ความก้าวหน้าและการคิดค้นทางวิทยาศาสตร์อาจทาให้มีเคมีภัณฑ์หรือเวชภัณฑ์
บางขนานทเี่ ป็นอันตรายอยา่ งรา้ ยแรงต่อผบู้ ริโภค
สิ่งต่างๆ เหล่าน้ีล้วนเป็นสาเหตุของความเส่ียงภัยใหม่ๆ อย่างท่ีไม่เคยมีมาก่อน และ
ส่งผลให้การรับประกันต้องประสบกับความผันผวน เพื่อหลีกเลี่ยงผลอันไม่พึงปรารถนาต่างๆ ดังกล่าว
บรษิ ทั รบั ประกนั ภัยจาเป็นอย่างยิง่ ทีจ่ ะต้องซอ้ื ความคมุ้ ครองในรูปแบบประกันภัยต่อท่ีเหมาะสมสาหรับ
ภยั แต่ละภยั และเสริมดว้ ยการซอ้ื ความคุ้มครองมหนั ตภัย
3. เพื่อกระจายความเส่ียงภัยออกไปให้กว้างย่ิงข้ึน หลักการสาคัญประการหน่ึงของระบบ
การประกันภัยและการประกันภัยต่อก็คือ พยายามนาทฤษฎีเร่ืองกฎว่าด้วยจานวนมาก ไปประยุกต์ใช้
ให้มากที่สุดเท่าท่ีจะทาได้โดยการกระจายความเสี่ยงภัยให้ออกไปกว้างท่ีสุดเท่าที่สามารถจะเป็นไปได้
ตัวอย่างเช่น สร้างตารางรับเส่ียงภัยสุทธิเพื่อให้มีการประกันภัยต่อส่วนที่เป็นภัยรายใหญ่ๆ ออกไปตาม
ความเหมาะสม ทงั้ น้ีเพ่อื ใหเ้ หลอื ภัยทรี่ ับเส่ียงไว้เองสุทธิน้ันมีจานวนรายมากโดยไม่มีรายท่ีมีความเส่ียง
สูงเกนิ ไปปะปนอยเู่ ลย หลกั การกระจายภยั สามารถขยายผลต่อไปได้ด้วยการรับประกันภัยประเภทอ่ืนๆ
ดว้ ย เช่น นอกจากรบั ประกันอัคคภี ยั แล้ว ขยายไปรับประกันภัยทางทะเล ภัยเบ็ดเตล็ด เป็นต้น ท้ังน้ีเพ่ือ
ท่ีว่าหากผลการรับประกันภัยประเภทหน่ึงประสบกับการขาดทุน อาจจะได้รับการชดเชยจากผลกาไร
ของการรับประกันภัยในประเภทอื่นๆ โดยอาศัยหลักการเดียวกัน ก็อาจขยายผลกระจายความเส่ียงภัย
ทางภูมิศาสตร์ได้ กล่าวคือ เมื่อจะเอาประกันภัยต่อก็ควรพิจารณาเฉล่ียไปประกันภัยต่อกับบริษัท
รับประกันภัยต่อหลายๆ แห่งคละกันไป ในทานองเดียวกันหากจะพิจารณารับประกันภัยต่อจาก
ตา่ งประเทศ ก็จะต้องพยายามรับประกันภัยหลายๆ ประเภท ซ่ึงสามารถทาได้โดยการแลกเปล่ียนธุรกิจ
กันดังน้ันอาศัยระบบการประกันภัยต่อ บริษัทรับประกันภัยสามารถขยายฐานการรับประกันภัยให้กว้าง
ย่ิงข้ึนซึง่ จะช่วยใหย้ อดรวมของการรับประกนั ภัยมีความสมดุลมากยิง่ ขึ้น
4. เพื่อปฏิบัติตามข้อบังคับของกฎหมายควบคุมการประกันภัยต่อ รัฐบาลในบาง
ประเทศ มีขอ้ กาหนดเกี่ยวกับสัดส่วนระหว่างปริมาณเบี้ยประกันภัยรับเสี่ยงสุทธิกับเงินกองทุนส่วนของ
ผู้ถือหุ้นและเงินสารองอิสระว่าจะต้องไม่น้อยกว่าที่กฎหมายกาหนด ท้ังนี้เพื่อประโยชน์ของผู้ถือ

สถาบันประกนั ภยั ไทย บทที่ 1/5
ชอื่ ผูแ้ ต่ง : อาจารย์ดวงดาว วิจกั ขณ์จารุ

NL608 : การจัดการการประกนั ภัยต่อ
บทที่ 1 ความหมาย บทบาทและศพั ท์การประกนั ภัยตอ่

กรมธรรม์ นอกจากนี้บริษัทรับประกันภัยยังจะต้องทากาไรให้เพียงพอเพ่ือจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น
และมเี หลือจานวนหนง่ึ สาหรบั เป็นเงินสารองเพือ่ ให้บรษิ ทั สามารถเพม่ิ ความสามารถในการเส่ียงภัยมาก
ยง่ิ ข้นึ ถ้าหากไม่สามารถทาได้ดงั ทีก่ ล่าวมานี้ สัดสว่ นของเงนิ กองทนุ ส่วนผถู้ ือหุ้นกับเบ้ียรับประกันภัยรับ
เสี่ยงสุทธิก็จะผันแปรไปในทางลบ ปัญหาดังกล่าวสามารถแก้ไขได้หากได้มีการวางแผนการประกันภัย
ตอ่ อยา่ งรอบคอบ

นอกจากนี้ การประกันภัยต่อยังสามารถช่วยให้บริษัทประกันภัยเพ่ิมขีดความสามารถที่จะ
แขง่ ขนั ในเชิงธุรกจิ กล่าวคอื ช่วยถัวเฉล่ยี คา่ ใช้จา่ ยดาเนินงานปรมิ าณเบี้ยประกันภัยท่ีเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็น
การชว่ ยคุมอัตราส่วนค่าใช้จ่ายได้ทางหน่งึ

บางคร้ังบรษิ ัทรบั ประกันภยั ก็อาจใชก้ ารประกันภัยต่อเปน็ เครอ่ื งมือในการรักษาสัมพันธภาพกับ
ลูกค้าที่มีความสาคัญต่อบริษัทไว้ โดยการยอมรับประกันภัยบางชนิด ซึ่งตามปกติบริษัทน้ันๆ จะไม่รับ
ประกันภยั ชนดิ นั้นเลย

ในกรณีที่มีการรับประกันภัยรายใหญ่และมีความสลับซับซ้อน บริษัทรับประกันภัยต่ออาจ
ช่วยเหลือในด้านการให้คาแนะนาทางวิชาการและการกาหนดอัตราเบ้ียประกันภัยท่ีเหมาะสมและช่วย
รับประกันภัยต่อในสัดส่วนท่ีสูง ซ่ึงเท่ากับช่วยให้บริษัทประกันภัยที่จัดตั้งใหม่ๆ มีโอกาสได้เพิ่มพูน
ความรู้และประสบการณ์รับประกันภัย เพ่ือตอบสนองความต้องการของลูกค้าซึ่งมีหลากหลายและ
บางคร้งั จาเป็นตอ้ งการความยืดหยุ่น

กล่าวโดยสรุป ประโยชนข์ องระบบการประกนั ภัยตอ่ มดี ังนี้
1. ช่วยเพ่มิ วสิ ัยสามารถและความคล่องตัวในการรบั ประกนั ภยั ให้กับบรษิ ทั รับประกันภยั
2. ทาหน้าที่คล้ายเคร่ืองลดการกระเทือน โดยทาให้อัตราค่าเสียหายในส่วนที่รับเสี่ยงไว้เองไม่
ผันผวนมากเกินไป
3. ป้องกันบริษัทที่รับประกันภัยรายย่อยจานวนมาก มิให้ต้องได้รับความกระทบกระเทือน
จากมหนั ตภัยมากเกินไป
4. ลดผลกระทบท่ีรุนแรงอันอาจจะเกิดข้ึนจากการรับประกันภัยรายใหญ่ๆ แต่ละภัย โดยการ
กระจายความเส่ียงภยั เพือ่ ให้ยอดธรุ กิจ มีหน่วยคลา้ ยคลึงจานวนมาก

4. ศัพทก์ ารประกันภยั ต่อ
โปรดดทู ี่ Appendix ท้ายเลม่ คาศัพท์ท่ีสาคญั เชน่
o Reinsurance: การประกันภัยต่อ คือการโอนการเสี่ยงภัยทั้งหมดหรือ บางส่วนที่ผู้รับ
ประกนั ภยั รบั ไวไ้ ปให้แกผ่ ูร้ บั ประกันภยั อกี รายหนึ่งหรือหลายๆ ราย ซ่ึงเรียกวา่ ผ้รู ับประกนั ภยั ตอ่

สถาบันประกนั ภยั ไทย บทท่ี 1/6
ชอ่ื ผ้แู ต่ง : อาจารย์ดวงดาว วิจักขณ์จารุ

NL608 : การจัดการการประกนั ภัยต่อ
บทท่ี 1 ความหมาย บทบาทและศพั ทก์ ารประกนั ภยั ตอ่

o Reinsured: ผู้เอาประกันภัยต่อ ผู้รับประกันภัยซ่ึงได้เอาธุรกิจที่รับไว้ไปประกันภัยต่อกับผู้รับ
ประกันภัยรายอน่ื ๆ (มีความหมายเหมือนกับ Cedant, Cedent และ Reassured)

o Reinsurer: ผู้รับประกันภัยต่อ ผู้รับประกันภัยซึ่งได้รับธุรกิจประกันภัยต่อจากผู้รับประกันภัย
รายอน่ื ๆ (มคี วามหมายเหมอื นกบั Reassurer)

o Retrocession: การประกันภัยต่อช่วง การที่ผู้รับประกันภัยต่อนาภัยท่ีรับประกันต่อไว้ไปเอา
ประกันภัยต่ออกี ช่วงหนงึ่

o Retrocedant: ผู้เอาประกันภัยต่อช่วง ผู้รับประกันภัยต่อท่ีนาเอาภัยท่ีรับประกันภัยต่อไว้ไป
ประกนั ภยั ตอ่ อกี ชว่ งหน่ึง

o Retrocessionair: ผู้รับประกันภัยต่อช่วง ผู้รับประกันภัยต่อที่รับประกันภัยต่อช่วงจากผู้เอา
ประกนั ภยั ตอ่ ชว่ ง

o Retention: ส่วนเก็บไว้ หรือส่วนท่ีผู้รับประกันภัยรับเส่ียงภัยไว้เอง มีความหมายเหมือนกับ
Retained Line

o Cession: ส่วนที่เอาประกันภัยต่อ ส่วนของการเสี่ยงภยั ทไ่ี ด้มกี ารเอาประกนั ภยั ต่อ
o Capacity: วิสัยสามารถ จานวนเงินเอาประกันภัยสูงสุด ที่ผู้รับประกันภัยรายหน่ึงหรือตลาด

ประกันภัยมีความสามารถท่ีจะรบั เส่ียงภยั ไว้ได้
o Reciprocity: การตอบแทนกันและกัน การตกลงแลกเปลี่ยนธุรกิจประกันภัยต่อซึ่งกันและกัน

ระหวา่ งผู้รับประกันภยั ตอ่ 2 ราย
o Catastrophe: มหันตภัย ความเสียหายท่ีเกิดขึ้นโดยฉับพลันและร้ายแรง ซ่ึงทาให้เกิดการ

สญู เสียเป็นจานวนมาก เชน่ ความเสยี หายจากแผน่ ดนิ ไหว อทุ กภัย

แบบฝึกหดั ทา้ ยบท
1. จงอธิบายว่า การประกันภัยต่อ กับ การประกันภัยตอ่ ช่วง ต่างกนั อยา่ งไร
2. การประกันภบั ต่อ มีประโยชนอ์ ย่างไร
3. Retention หมายถงึ อะไร
4. คาวา่ Reinsured Reinsurer แตกตา่ งกันอย่างไร จงอธิบาย
5. ประโยชน์ข้อหนึง่ ของการประกันภัยต่อคือ เพิ่มวิสยั สามารถในการรบั ประกันภัย หมายถงึ อะไร

จงอธบิ าย

สถาบันประกนั ภัยไทย บทท่ี 1/7
ช่อื ผแู้ ตง่ : อาจารย์ดวงดาว วจิ ักขณ์จารุ

NL608 : การจัดการการประกันภัยต่อ
บทท่ี 2 ประเภทของการประกันภยั ต่อ

บทท่ี 2
ประเภทของการประกันภัยตอ่

การประกนั ภยั ต่อสามารถแบ่งโดยกว้างๆ ได้ 2 ประเภทคือ
- การประกันภัยต่อแบบตามสดั ส่วน (Proportional contracts)
- การประกนั ภัยตอ่ แบบไมต่ ามสัดสว่ น (Non-proportional contracts)

การประกนั ภยั ตอ่ แบบตามสดั สว่ น (Proportional Contracts)
การประกันภัยต่อแบบตามสัดส่วน คือการประกันภัยต่อที่มีข้อกาหนดว่า ผู้เอาประกันภัยต่อ

และผู้รับประกันภัยต่อจะแบ่งเบ้ียประกันภัยและค่าเสียหายระหว่างกันตามอัตราส่วนท่ีกาหนดไว้ การ
ประกนั ภยั ต่อแบบตามสดั สว่ นอาจจาแนกไดด้ งั ตอ่ ไปน้ี

1. การประกันภัยตอ่ แบบเฉพาะราย (Facultative reinsurance)
2. สัญญาประกนั ภัยต่อตามสว่ น (Quota share treaty)
3. สญั ญาประกนั ภัยต่อแบบส่วนเกดิ (Surplus treaty)
4. สญั ญาประกันภัยตอ่ ผูกพันแบบเฉพาะราย (Facultative obligatory treaty)
5. ความคมุ้ ครองเปดิ (Open cover)

การประกนั ภยั ตอ่ แบบไมต่ ามสัดส่วน (Non-Proportional Contracts)
สาหรับการประกันภัยต่อประเภทนี้ การแบ่งเบี้ยประกันภัยและค่าเสียหายระหว่างผู้เอา

ประกันภัยต่อและผู้รับประกันภัยต่อจะไม่เป็นอัตราส่วนเหมือนอย่างการประกันภัยต่อตามสัดส่วน
กลา่ วคือ สาหรับคา่ เสยี หายนั้นผ้รู ับประกันภัยต่อจะจ่ายต่อเม่ือค่าเสียหายท่ีผู้เอาประกันภัยต่อได้รับนั้น
สูงเกินกว่าเงินจานวนหน่ึงที่ระบุไว้ในข้อตกลง และจะจ่ายเฉพาะส่วนเกินน้ัน แต่สูงสุดไม่เกินเงินอีก
จานวนหนง่ึ ท่ีกาหนดไวใ้ นสญั ญา และสาหรบั เบย้ี ประกันภัยต่อที่จะต้องจ่ายให้กับผู้รับประกันภัยต่อนั้น
โดยมากจะคานวณเป็นอัตราร้อยละของปริมาณเบ้ียประกันภัยทั้งหมดของภัยที่เข้าข่ายความคุ้มครอง
ตามสญั ญาชนิดนี้ การประกนั ภยั ต่อแบบไมต่ ามสัดสว่ นอาจจาแนกไดด้ ังตอ่ ไปนี้

1. การประกันภัยต่อเสียหายส่วนเกินแบบเฉพาะราย (Facultative excess of loss
reinsurance)

2. สัญญาประกันภัยต่อเสียหายส่วนเกิน (Excess of loss treaty) ซ่ึงสามารถแบ่งได้
เปน็ 2 ชนดิ คือ

สถาบันประกันภยั ไทย บทท่ี 2/1
ช่ือผู้แต่ง : อาจารย์ดวงดาว วจิ กั ขณ์จารุ

NL608 : การจัดการการประกนั ภยั ต่อ
บทที่ 2 ประเภทของการประกันภยั ต่อ

2.1 สัญญาประกนั ภัยต่อเสียหายส่วนเกนิ ช่วงชนั้ ปกติ
(Working excess of loss reinsurance treaty)

2.2 สญั ญาประกนั ภยั ตอ่ เสียหายสว่ นเกินช่วงช้นั มหันตภัย
(Catastrophe excess of loss reinsurance treaty)

3. สัญญาประกันภัยต่อกาหนดคา่ เสยี หาย (Stop loss reinsurance treaty)
จะเห็นได้วา่ การประกันภยั ต่อแบบตามสดั สว่ นและแบบไม่ตามสัดส่วนสามารถทาเป็น
แบบเฉพาะรายหรอื แบบสัญญาอัตโนมัติ ดงั นัน้ จงึ อาจกล่าวได้ว่าการประกันภัยต่ออาจแบ่งได้เป็น การ
ประกนั ภยั ต่อแบบเฉพาะราย และการประกนั ภัยตอ่ แบบสัญญาอตั โนมัติ

การประกันภยั ตอ่ แบบเฉพาะราย (Facultative reinsurance)
ลกั ษณะการประกนั ภยั ต่อแบบเฉพาะราย

การประกนั ภยั ต่อแบบเฉพาะรายหรอื แบบรายตอ่ ราย เปน็ วธิ ีประกันภัยต่อที่เก่าท่ีสุดและยังเป็น
วิธีท่ีนิยมแพร่หลายในขณะน้ี ซึ่งมีท้ังชนิดที่เป็นแบบตามสัดส่วนและแบบไม่ตามสัดส่วน แต่แบบตาม
สดั สว่ นจะเปน็ ทแ่ี พรห่ ลายมากกวา่ แบบไมต่ ามสดั ส่วน

การประกนั ภยั ต่อแบบเฉพาะรายจะใชใ้ นกรณีดงั ต่อไปนี้
1. เม่อื จานวนเงินเอาประกนั ภยั สูงเกินกวา่ ทส่ี ญั ญาตา่ งๆ ทเี่ ป็นแบบอัตโนมัติจะรบั ไว้ไดห้ มด
2. เม่อื ภยั ชนดิ น้ันถูกยกเวน้ มใิ หเ้ ขา้ สญั ญาประกันภยั ต่อแบบอัตโนมตั ิ
3. เมื่อบริษัทเอาประกันภัยต่อไม่ปรารถนาจะให้สัญญาประกันภัยต่ออัตโนมัติต้องรับภาระใน
กรณที ภ่ี ัยรายนัน้ มีความเส่ยี งภยั สงู มาก
4. กรมธรรม์ประกันภัยบางประเภทซึ่งบริษัทเอาประกันภัยต่อมีโอกาสรับประกันภัยไม่บ่อยนัก
ดังนน้ั จึงยงั ไม่มีสญั ญาประกันภัยต่อแบบอตั โนมัติสาหรับกรมธรรม์ประกันภยั ประเภทนน้ั
ในการเอาประกันภัยต่อแบบเฉพาะรายน้ัน บริษัทเอาประกันภัยต่อ จะต้องแจ้งรายละเอียด
ท้ังหมดของแต่ละภัยท่ีจะเอาประกันภัยต่อให้ผู้รับประกันภัยต่อพิจารณา ซ่ึงผู้ที่จะรับประกันภัยต่อมี
สทิ ธจิ์ ะรับหรอื ไม่รบั กไ็ ด้ ดังนั้น การประกันภัยต่อชนิดนี้จึงคล้ายกับวิธีการรับประกันภัยโดยตรง (Direct
insurance)
เพ่ือจะช่วยใหผ้ ทู้ ี่จะรบั ประกันภัยตอ่ สามารถตัดสินใจได้รวดเร็วข้ึน บริษัทที่จะเอาประกันภัยต่อ
ควรจะแจ้งรายละเอียดเก่ียวกับภัยท่ีจะเอาประกันภัยต่อให้ผู้ท่ีจะรับประกันภัยต่อทราบมากท่ีสุดเท่าที่
จะทาได้ รายละเอียดดังกล่าวมักจะกรอกลงในเอกสารท่ีเรียกว่าสลิป (Slip) ซึ่งจะมีข้อมูลโดยท่ัวไป
ดงั ต่อไปนี้ (เชน่ ในกรณีการประกันภยั ต่ออคั คีภัย)

สถาบันประกนั ภัยไทย บทท่ี 2/2
ช่อื ผแู้ ต่ง : อาจารย์ดวงดาว วจิ กั ขณจ์ ารุ

NL608 : การจัดการการประกนั ภยั ต่อ
บทที่ 2 ประเภทของการประกนั ภยั ต่อ

(1) ประเภทของการประกันภัย (Class of business)
(2) ช่ือบรษิ ัทเอาประกนั ภัยต่อ/ท่อี ยู่ (Name of ceding company/address)
(3) ชือ่ ผูเ้ อาประกันภัย (Insured’s name)
(4) สถานทต่ี งั้ ทรัพยส์ ินท่ีเอาประกันภยั (Location of risk)
(5) ลักษณะการประกอบการ/ภยั (Occupancy)
(6) ลักษณะของสิง่ ปลูกสรา้ ง (Type of construction)
(7) วัตถทุ เี่ อาประกันภัย (Subject-matter insured)
(8) ภยั ทค่ี มุ้ ครอง (Perils covered)
(9) เง่อื นไขคมุ้ ครองพเิ ศษ (Special conditions)
(10) จานวนเงนิ เอาประกนั ภยั (Sum insured)
(11) ระยะเวลาท่ีคุ้มครอง (Period of insurance)
(12) อัตราเบ้ยี ประกันภยั (Premium rate)
(13) ค่าบาเหนจ็ ประกันภยั ต่อ (Reinsurance commission)
(14) ค่านายหนา้ ถ้าผ่านบริษทั นายหนา้ (Brokerage)
(15) จานวนเงินท่จี ะเอาประกนั ภัยต่อ (Facultative reinsurance offered)
(16) ขอ้ มลู อน่ื ๆ เช่น
- อุปกรณด์ บั เพลงิ (Fire extinguishing appliances)
- จานวนเงนิ ทร่ี ับเสย่ี งภัยสทุ ธิ (Ceding Co’s net retention)
- ความเสยี หายสูงสุดทีอ่ าจเกิดขึน้ (Maximum probable loss)
- ประวัติความเสียหายในอดตี (Previous loss record)
- รายงานการสารวจภัยกอ่ นรับประกนั ภยั (Inspection report)
การเสนองานประกนั ภยั ต่อให้ผทู้ ่ีจะรับประกันภัยต่อพิจารณานั้น ถ้าอยู่ในประเทศเดียวกันและ
เป็นภัยรายที่มีจานวนเงินไม่สูงนัก โดยมากจะใช้วิธีติดต่อกันทางโทรศัพท์ แต่ถ้าหากเป็นต่างประเทศ
หรือเป็นภัยซ่ึงมีจานวนเงินเอาประกันภัยสูงๆ การติดต่อกันมักจะใช้โทรสาร โทรพิมพ์หรือโทรเลข หรือ
บางครั้งโดยทางจดหมายในกรณีท่ีเป็นภัยรายใหญ่ซึ่งมีจานวนเงินเอาประกันภัยสูง บริษัทท่ีจะเอา
ประกันภัยต่อมักจะส่งรายงานการสารวจภัยอย่างละเอียดพร้อมรูปถ่าย เพ่ือให้ผู้ที่จะรับประกันภัยต่อ
พิจารณา ผทู้ ่จี ะรับประกันภัยตอ่ จะพิจารณารายละเอยี ดที่ไดร้ บั แลว้ แจ้งผลการตัดสินใจไปให้บริษัทเอา
ประกันภัยต่อทราบโดยทางโทรเลข โทรพิมพ์หรือลงนามยืนยันจานวนเงินที่จะรับประกันภัยต่อลงใน
สลิปแลว้ ส่งทางโทรสารไปให้บริษทั เอาประกนั ภัยตอ่ สลปิ ทผี่ ู้รับประกันภัยตอ่ ลงนามมาน้นั ถือวา่ เป็น

สถาบนั ประกนั ภัยไทย บทที่ 2/3
ชือ่ ผู้แตง่ : อาจารย์ดวงดาว วจิ กั ขณ์จารุ

NL608 : การจดั การการประกนั ภัยต่อ
บทที่ 2 ประเภทของการประกันภัยต่อ

ใบคุ้มครองช่ัวคราว (Cover note) ต่อมาเมื่อบริษัทเอาประกันภัยต่อได้ออกกรมธรรม์โดยตรงแล้ว ก็
จะจัดทาและสง่
สลิปแจ้งผลสรุป (Closing slip) ไปให้ผู้รับประกันภัยต่อเพื่อออกกรมธรรม์ประกันภัยต่อ และส่งคืนให้
บริษัทเอาประกันภัยต่อเก็บเป็นหลักฐาน แต่ในทางปฏิบัติจริงๆ นั้นเพ่ือเป็นการประหยัดเวลา ผู้รับ
ประกันภัยต่อบางแห่งจะลงนามและประทับตราบริษัทลงในสลิปแจ้งผลสรุปท่ีได้รับแล้วส่งสาเนาคืน
บรษิ ทั เอาประกนั ภัยต่อเพ่อื เก็บเปน็ หลักฐาน

สาหรับในประเทศไทย หลักปฏิบัติท่ีเป็นอยู่ในขณะนี้คือ เมื่อบริษัทเอาประกันภัยได้ออก
กรมธรรม์ประกันภัยโดยตรงแล้ว ก็จะพิมพ์ใบคาขอเอาประกันภัยต่อซึ่งสาเนาชุดหน่ึงจะเป็นกรมธรรม์
ประกนั ภยั ตอ่ เม่ือผู้รับประกันภยั ต่อได้รับและเห็นว่าถูกต้องแล้ว ก็จะลงนามยืนยันการรับประกันภัยต่อ
ลงในสาเนาใบคาขอประกันภัยต่อและกรมธรรม์ประกันภัยต่อ พร้อมส่งคืนให้บริษัทเอาประกันภัยต่อ
สาหรบั เก็บไว้เป็นหลักฐานอยา่ งละฉบับ

เม่ือถึงเวลาท่ีจะต่ออายุสาหรับการประกันภัยต่อแบบเฉพาะราย กระบวนการจะคล้ายคลึงกับ
การเสนองานมาครั้งแรก เพราะในหลักปฏิบัติถือว่า แต่ละภัยที่จะต่ออายุนั้นจะต้องเสนอมาใหม่เป็น
รายๆ ไปอีกครั้งหน่ึงและในระหว่างปี หากกรมธรรม์มีการแก้ไขเปล่ียนแปลงประการใด ก็จะต้องแจ้งให้
ผู้รับประกันภัยต่อทราบและรับความยินยอมโดยการสลักหลังเป็นหลักฐาน นอกจากน้ี หากมีการเก็บ
เบ้ียประกันภัยเพ่ิมหรือถอนคืนเบ้ียประกันภัย ก็จะต้องแจ้งและส่งหรือถอนคืนเบี้ยประกันภัยตาม
สัดส่วนท่ผี ูร้ บั ประกนั ภัยตอ่ แต่ละรายถึงจะไดร้ ับด้วย

การสง่ งบบญั ชี
ในกรณีที่จานวนรายทเ่ี อาประกันภยั ตอ่ มมี าก บรษิ ัทเอาประกันภัยต่อจะเป็นฝ่ายจัดทางบบัญชี

ให้ผรู้ ับประกันภยั ตอ่ เป็นรายเดือนหรือรายสามเดือนแลว้ แต่ตกลงกัน ในงบบัญชีน้ันจะแสดงรายการเบี้ย
ประกันภัยต่อที่เกิดข้ึนทั้งหมดในงวดนั้น หักด้วยส่วนลดประกันภัยต่อ (Commission) และค่าสินไหม
ทดแทนรายยอ่ ยต่างๆ เมื่อหกั กลบลบหนแี้ ล้วฝ่ายใดเป็นลกู หนีก้ จ็ ะชาระให้อีกฝา่ ยหนึ่งให้เสรจ็ สิน้ ไป

แต่สาหรับในกรณีที่จานวนรายท่ีเอาประกันภัยต่อมีไม่มากนัก หรือนานๆ จะมีสักคร้ังหน่ึง
บริษัทเอาประกันภัยต่อมักจะชาระค่าเบ้ียประกันภัยต่อพร้อมกับการส่งสลิปแจ้งผลสรุปให้ผู้รับ
ประกันภัยต่อ

สถาบันประกนั ภัยไทย บทที่ 2/4
ช่ือผแู้ ต่ง : อาจารย์ดวงดาว วิจักขณจ์ ารุ

NL608 : การจดั การการประกันภัยต่อ
บทท่ี 2 ประเภทของการประกันภัยต่อ

สว่ นลดหรอื ค่าบาเหน็จ
เบี้ยประกันภัยต่อที่บริษัทเอาประกันภัยต่อจะจ่ายให้กับผู้รับประกันภัยต่อน้ัน จะต้องหักด้วย

ส่วนลดประกันภัยต่อออกเสียก่อน ส่วนอัตราส่วนลดจะเป็นเท่าใดน้ันก็ขึ้นอยู่กับประเภทของการ
ประกนั ภัย คุณภาพของงาน และสภาวะการแข่งขันของตลาดการรับประกันภัยต่อในขณะน้ัน ส่วนลดที่
ผู้รับประกันภัยต่อจ่ายให้บริษัทเอาประกันภัยต่อน้ัน ก็เพ่ือช่วยค่าใช้จ่ายในการดาเนินงานของบริษัทที่
เอาประกนั ภยั ตอ่

คา่ สินไหมทดแทนประกันภยั ตอ่
ตามธรรมดาถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้น บริษัทเอาประกันภัยต่อจะแจ้งให้ผู้รับประกันภัยต่อทุกๆ

รายทราบถ้าเป็นรายย่อยๆ ก็ใช้วิธีหักออกจากงบบัญชีในแต่ละงวดท่ีจัดส่งให้ผู้รับประกันภัยต่อ แต่ถ้า
เป็นรายใหญ่ผู้รับประกันภัยต่อจะจ่ายให้ทันทีท่ีบริษัทเอาประกันภัยต่อเรียกร้องไป และในกรณีท่ีเป็น
ความเสียหายรายใหญ่ บริษัทเอาประกันภัยต่อจะจัดส่งรายงานการสารวจความเสียหายรวมท้ัง
รายละเอียดอ่นื ๆ ไปใหต้ ามที่ผรู้ ับประกันภยั ตอ่ ต้องการ

อนงึ่ ถา้ เปน็ ความเสียหายรายเลก็ ๆ ตามปกติผรู้ บั ประกนั ภยั ต่อจะยินยอมชดใช้ตามที่บริษัทเอา
ประกันภัยจ่าย แต่ถ้าเป็นในกรณีที่เสียหายรายใหญ่หรือไม่น่ารับผิด หรือในกรณีท่ีมีข้อกาหนดความ
ร่วมมือเร่ืองค่าสินไหมทดแทน (Claims cooperation clause) ในการประกันภัยต่อรายน้ันแล้ว บริษัท
เอาประกันภัยต่อควรจะต้องหารือกับผู้รับประกันภัยต่อเสียก่อนที่จะมีการตกลงค่าสินไหมทดแทนกับ
ผ้เู อาประกนั ภยั

ข้อดีของการประกันภยั ต่อแบบเฉพาะราย
ขอ้ ดีต่อผรู้ ับประกันภยั ตอ่ การประกนั ภยั ต่อแบบเฉพาะรายมีข้อดีตอ่ ผ้รู ับประกันภยั ต่อดังนี้
1. มีโอกาสกลั่นกรองเลือกรับประกันภัย ผู้รับประกันภัยต่อมีโอกาสพิจารณารับประกันภัยแต่

ละรายก่อนการตัดสินใจรับประกันภัย หรือบอกปัดไม่รับประกัน ซ่ึงถ้าเป็นการรับประกันภัยต่อแบบ
สญั ญาอัตโนมตั ิแลว้ ผู้รบั ประกนั ภยั ตอ่ ไม่มีโอกาสเช่นน้ีเลย

2. มีโอกาสควบคุมปรับปรุงการรับประกนั ภยั ผู้รับประกันภัยต่อสามารถเสนอแนะให้บริษัทเอา
ประกันภัยต่อ เพ่ือปรับปรุงตัวภัยที่จะรับประกันภัยให้ดีย่ิงข้ึน ซ่ึงเท่ากับมีอิทธิพลในระดับหน่ึงต่อการ
พจิ ารณารบั ประกนั ภัยของบริษัทเอาประกันภยั ตอ่

สถาบนั ประกันภัยไทย บทท่ี 2/5
ชอื่ ผ้แู ตง่ : อาจารย์ดวงดาว วจิ กั ขณ์จารุ

NL608 : การจดั การการประกันภัยต่อ
บทท่ี 2 ประเภทของการประกนั ภยั ต่อ

3. ในกรณีท่ีอัตราเบ้ียประกันภัยต่าเกินไป ผู้รับประกันภัยต่ออาจเสนอให้บริษัทเอาประกันภัย
เพ่ิมอัตราเบี้ยประกันภัยให้พอเหมาะกับสภาวะความเส่ียงภัย หรือมิฉะน้ันก็ต่อรองขอให้ลดอัตรา
สว่ นลดประกันภัยต่อ

4. ผู้รับประกันภัยต่ออยู่ในฐานะที่จะรู้และควบคุมการสะสมของภัยทั้งหมดที่รับเส่ียง ได้ดีกว่า
การรบั ประกันภยั ต่อตามสญั ญาอัตโนมตั ิ

5. ช่วยให้ผู้รับประกันภัยต่อได้ใกล้ชิดกับบริษัทเอาประกันภัยต่อมากย่ิงข้ึน ทาให้ทราบถึง
ปรัชญาการพจิ ารณาและคดั เลือกภัยของบรษิ ทั ท่เี อาประกันภยั ต่อไดด้ ยี ่ิงขน้ึ

ข้อดีต่อบริษัทเอาประกันภัยต่อ การประกันภัยต่อแบบเฉพาะรายมีข้อดีต่อบริษัทเอา
ประกันภยั ตอ่ ดังนี้

1. ชว่ ยเพ่ิมวิสัยสามารถในการรับประกันภัย โดยไม่ต้องกังวลว่าจะกระทบกระเทือนผลการรับ
ประกันภยั ของสัญญาประกนั ภยั ต่อแบบอตั โนมตั ิ

2. เปิดโอกาสให้บริษัทเอาประกันภัยต่อได้กระจายการประกันภัยต่อไปยังผู้รับประกันภัยต่อ
อ่ืนๆ อีกหลายๆ แห่ง ซ่ึงถ้าหากเป็นการประกันภัยต่อแบบสัญญาอัตโนมัติ บริษัทเอาประกันภัยต่อไม่มี
ทางเลือกอ่ืน นอกจากนาภัยเหล่าน้ันเข้าสัญญา ดังน้ัน การประกันภัยต่อแบบเฉพาะรายช่วยให้ธุรกิจ
ขยายตวั กว้างย่ิงขึน้ ซงึ่ ทาใหม้ ลี ทู่ างไดแ้ ลกเปลย่ี นทางธรุ กิจกบั บริษัทรบั ประกันภยั อนื่ ๆ มากขึน้

3. ช่วยให้บรษิ ทั เอาประกนั ภยั ต่อมลี ทู่ างในตลาดซงึ่ ไมค่ ่อยมผี สู้ นใจมากนัก
4. บริษัทเอาประกันภัยต่อไม่ต้องรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบ ถ้าผลการรับประกันภัยต่อแบบเฉพาะ
รายประสบกับการขาดทุน เนื่องจากผู้รับประกันภัยต่อแบบเฉพาะรายต้องใช้วิจารณญาณในการ
พิจารณารบั งานเองถา้ ผลการรบั ประกนั ภยั ต้องขาดทนุ จะโทษผู้อนื่ ไม่ได้
การประกันภัยตอ่ แบบเฉพาะรายมีบทบาทสาคัญในกรณีท่ีต้องมีการรับประกันภัยรายใหญ่ๆ ท่ี
มีจานวนเงนิ เอาประกนั ภยั สูง เช่น การประกันภัยเคร่ืองบิน การประกันภัยตัวเรือ การประกันภัยแท่นขุด
เจาะน้ามัน ซ่ึงการประกันภัยต่อชนิดน้ีช่วยให้ภัยต่างๆ ถูกปรับเข้าสู่หลักเอาพันธ์ุ (Homogenisation)
หรือหน่วยคล้ายคลึงจานวนมาก และช่วยให้บริษัทรับประกันภัยสามารถกาหนดอัตราที่เป็นราคา
ตลาดโลกในขณะทีร่ ับประกันภัยนนั้ ๆ

ขอ้ เสยี ของการประกันภัยต่อแบบเฉพาะราย
การประกันภัยต่อแบบเฉพาะรายมักมีข้อเสียกับบริษัทเอาประกันภัยต่อ ซ่ึงทาให้บริษัทเอา

ประกนั ภยั ต่อจาเป็นตอ้ งจากัดจานวนการประกันภัยต่อชนิดน้ีให้เหลือน้อยท่ีสุด ข้อเสียต่างๆ พอสรุปได้
ดังน้ี

สถาบันประกนั ภยั ไทย บทท่ี 2/6
ช่ือผแู้ ตง่ : อาจารย์ดวงดาว วิจกั ขณจ์ ารุ

NL608 : การจัดการการประกันภยั ต่อ
บทที่ 2 ประเภทของการประกันภยั ต่อ

1. ตอ้ งเสยี ค่าใช้จา่ ยในการจัดการสูงกว่าการประกันภยั ต่อแบบสัญญาอัตโนมตั ิ
2. ทาให้การทางานไม่คล่องตัว เนื่องจากจะต้องทาประกันภัยต่อเป็นรายๆ และจะต้องคอย
ติดตามเป็นระยะๆ ทาใหเ้ สยี เวลามาก
3. บรษิ ัททเ่ี อาประกันภยั ตอ่ จะยงั ไม่สามารถใหค้ วามคุม้ ครองได้ทันที สาหรับภัยท่ีมีจานวนเงิน
เอาประกันภัยสูงกว่าวงเงินความคุ้มครองตามสัญญาประกันภัยแบบอัตโนมัติ เน่ืองจากจะต้องได้รับ
คายนื ยันจากผรู้ บั ประกนั ภัยต่อเสยี ก่อนจงึ จะทาได้
4. บริษัทที่เอาประกันภัยต่ออาจประสบปัญหาก็ได้ หากผู้รับประกันภัยต่อเฉพาะรายต้องการ
ให้เพ่ิมอตั ราเบีย้ ประกนั ภัย หรือตอ้ งการมสี ่วนรว่ มพิจารณาชดใชค้ า่ สนิ ไหมทดแทน
5. เง่อื นไขกรมธรรม์ประกันภัยจะแก้ไขเปล่ียนแปลงมิได้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากผู้รับ
ประกันภยั ต่อเสียก่อน
6. บางคร้ังแผนกรับประกันภัยท่ีเก่ียวข้องอาจลืมทาประกันภัยต่อเฉพาะราย ทาให้บริษัทเอา
ประกันภยั ต่อขาดความคุ้มครองบางส่วนไป
7. ถา้ หากมีการหลงลืมต่ออายุการประกันภัยต่อเฉพาะรายในปีถัดมา อาจทาให้บริษัทประสบ
ปัญหาทร่ี า้ ยแรงได้

สัญญาประกันภยั ตอ่ ตามส่วน (Quota share treaty)
ด้วยเหตุท่ีการประกันภัยต่อแบบเฉพาะรายมีปัญหาและความยุ่งยากดังกล่าวข้างต้น ประกอบ

กับจานวนภัยท่ีจะต้องเอาประกันภัยต่อมีเพิ่มขึ้นตลอดเวลา จึงได้หันไปใช้วิธีการประกันภัยต่อแบบ
สัญญาอัตโนมัติ ซึ่งวิธีการเช่นนี้ได้รับการพัฒนาข้ึนมาเพื่อแก้ปัญหาหรือข้อเสียของการประกันภัยต่อ
แบบเฉพาะราย เมอ่ื กาลเวลาผ่านไปการประกนั ภยั ตอ่ ดว้ ยวิธสี ัญญาอตั โนมัติจึงได้รับความนิยมกันมาก
เน่ืองจากทางานง่ายและสะดวก แต่ส่ิงที่สาคัญท่ีสุดคือบริษัทเอาประกันภัยต่อได้รับการคุ้มครองโดย
อัตโนมัติ ในทานองเดียวกนั กับการประกันภัยต่อแบบเฉพาะราย การประกันภัยต่อตามสัญญาอัตโนมัติ
สามารถนาไปใชก้ ับการประกันภัยทกุ ประเภท แม้วา่ บางประเภทจะนิยมกนั มากเป็นพเิ ศษกต็ าม

ก่อนที่จะกล่าวถึงสัญญาประกันภัยต่อตามส่วนควรศึกษารายละเอียดเก่ียวกับสัญญา
ประกันภัยต่ออตั โนมตั ซิ ่ึงจะกลา่ วถึงลกั ษณะทวั่ ไปของสัญญาประกันภัยต่ออัตโนมัติ การบันทึกรายการ
ประกันภัยต่อ ขอ้ กาหนดการปฏิบัติตาม งานบัญชีและข้อกาหนดว่าต้องเป็นความลับและสิทธ์ิเข้าตรวจ
บนั ทึกการประกนั ภยั ต่อ

สถาบนั ประกนั ภยั ไทย บทท่ี 2/7
ช่ือผ้แู ตง่ : อาจารย์ดวงดาว วิจักขณ์จารุ

NL608 : การจัดการการประกันภยั ต่อ
บทที่ 2 ประเภทของการประกนั ภัยต่อ

ลักษณะทั่วไปของสัญญาประกนั ภยั ต่ออัตโนมัติ
สัญญาประกันภัยต่อนั้นเป็นข้อตกลงระหว่างบริษัทเอาประกันภัยต่อกับผู้รับประกันภัยต่อหน่ึง

หรือหลายราย ซ่ึงตามเงื่อนไขสัญญาฝ่ายบริษัทท่ีเอาประกันภัยต่อ มีหน้าที่จะต้องเอาประกันภัยต่อ
สาหรับภัยท่ีเข้าข่ายสัญญา และฝ่ายผู้รับประกันภัยต่อจะต้องยอมรับงานหรือภัยท่ีเข้าสัญญานั้น แต่
ทั้งนี้ต้องไม่เกินขีดความรับผิดสูงสุดของผู้รับประกันภัยต่อท่ีระบุไว้ในสัญญา สัญญาแต่ละประเภท
อาจจะมีข้อแตกต่างกันในรายละเอียดอยู่บ้างแต่หลักการสาคัญๆ จะคล้ายกัน สิ่งท่ีพึงสังเกตคือ
คู่สัญญาต่างมีภาระหน้าท่ีต่อกัน กล่าวคือ ฝ่ายบริษัทที่เอาประกันภัยต่อมีหน้าท่ีจะต่องานให้ตาม
สัดส่วนที่ระบุไว้ในสัญญา ส่วนฝ่ายผู้รับประกันภัยต่อก็มีหน้าท่ีจะต้องรับประกันภัยต่องานน้ันๆ บริษัท
เอาประกันภัยต่อมีความอิสระอย่างเต็มที่ในการพิจารณารับประกันภัย ทั้งในเร่ืองการกาหนอัตราเบี้ย
ประกันภัย และการเจรจาตกลงชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แตท่ ั้งน้ตี อ้ งเป็นไปตามพิกัดและกฎระเบียบและ
หลักปฏิบัติที่ถูกต้องของตลาดรับประกันภัยในประเทศนั้นๆ ตามธรรมดาผู้รับประกันภัยต่อมิอาจเข้า
แทรกแซงบริษัทท่ีเอาประกันภัยต่อได้เลย เว้นแต่ในกรณีท่ีมีการทุจริตหรือเกิดความสะเพร่าอย่าง
รา้ ยแรงเท่านน้ั ส่วนประโยชน์ท่ีผู้รับประกันภัยต่อจะได้รับจากการรับประกันภัยต่อตามสัญญาอัตโนมัติ
ก็คือ ปรมิ าณธุรกจิ ทเ่ี พ่มิ มากข้ึนและมีลักษณะการกระจายตวั มากกว่าการประกนั ภัยต่อแบบเฉพาะราย

การบันทกึ รายการประกันภยั ตอ่
ส่ิงที่แตกต่างจากการประกันภัยต่อแบบเฉพาะรายอย่างหน่ึงก็คือ ในการประกันภัยต่อแบบ

สัญญาอัตโนมัตินั้น บริษัทเอาประกันภัยต่อไม่จาเป็นต้องแจ้งรายละเอียดของแต่ละภัยใ ห้ผู้รับ
ประกันภัยต่อทราบ ในบางกรณีสัญญาอาจกาหนดให้บริษัทท่ีเอาประกันภัยต่อต้องส่งรายละเอียดการ
ประกนั ภยั ต่อในแบบฟอรม์ ทเ่ี รียกว่า บันทึกรายการประกันภัยต่อ (Bordereaux) แต่ในปัจจุบันมักไม่
นิยมทากันแล้ว อย่างไรก็ตาม บริษัทที่เอาประกันภัยต่อยังมีหน้าท่ีจัดทาบันทึกรายละเอียดการ
ประกันภัยต่อเป็นการภายใน และจะต้องเก็บรักษาบันทึกดังกล่าวพร้อมที่จะให้ผู้รับประกันภัยต่อเข้า
ตรวจสอบถ้าจาเป็น ในอดีตบริษัทเอาประกันภัยต่อจะต้องจัดส่งบันทึกงบประกันภัยต่อไปให้ผู้รับ
ประกนั ภยั ต่อแต่ละราย และหากมกี ารแกไ้ ขรายละเอยี ดการรบั ประกันภัย ก็จะต้องส่งรายละเอียดนั้นไป
ให้ผู้รับประกันภัยต่อเช่นเดียวกัน ดังน้ัน การเลิกระบบจัดส่งบันทึกงบดังกล่าว จึงเท่ากับช่วยประหยัด
แรงงานและค่าใช้จ่ายให้ฝ่ายบริษัทเอาประกันภัยต่อไปได้มากทีเดียว สัญญาประกันภัยต่อท่ีไม่มีการ
จดั สง่ บันทกึ งบประกันภยั ตอ่ น้ีเรยี กว่า สัญญาบอด (Blind treaty) ซึ่งแสดงถึงความเชื่อใจของฝ่ายผู้รับ
ประกันภัยต่อที่มีต่อบริษัทที่เอาประกันภัยต่ออย่างยิ่ง และด้วยเหตุน้ีเองจึงมีผู้กล่าวว่า สัญญา
ประกนั ภยั ต่อแบบอตั โนมตั เิ ป็นสญั ญาที่ต้องสจุ รติ ต่อกนั อย่างย่ิง

สถาบันประกนั ภัยไทย บทที่ 2/8
ช่อื ผู้แต่ง : อาจารย์ดวงดาว วจิ ักขณ์จารุ

NL608 : การจัดการการประกนั ภยั ต่อ
บทที่ 2 ประเภทของการประกันภยั ต่อ

ขอ้ กาหนดการปฏิบตั ิตาม
ในสัญญาประกันภัยต่ออัตโนมัติน้ัน จะมีข้อกาหนดข้อหน่ึงที่เรียกกันว่าข้อกาหนดการปฏิบัติ

ตาม (Follow the fortunes clause) ข้อกาหนดน้ีมีสองส่วน ส่วนท่ีหน่ึงกาหนดว่า ผู้รับประกันภัยต่อมี
สิทธ์ิที่จะได้รับประกันภัยต่อต่างๆ ตามเงื่อนไขและสัดส่วนของเบ้ียประกันภัยตามที่ได้ตกลงกันใน
สญั ญา ส่วนทสี่ องกาหนดวา่ ผ้รู บั ประกันภัยตอ่ มีภาระผกู พันทจ่ี ะปฏิบัตติ าม เมื่อบริษัทเอาประกันภัยต่อ
ได้เจรจาตกลงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนบางคร้ังให้รวมถึงการชดใช้สินไหมกรุณา (Ex-gratia
settlements) ดว้ ย กลา่ วอกี นยั หน่งึ ผรู้ บั ประกนั ภัยต่อจะต้องร่วมหัวจมท้ายกับบริษัทท่ีเอาประกันภัยต่อ
แตม่ ีข้อสงั เกตว่า ร่วมหัวจมท้ายในที่น้ีหมายถึงเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับผลการรับประกันภัยเท่านั้น มิได้
หมายรวมถึงเรื่องอ่ืนๆ เช่น การล้มละลาย หรือความไม่สามารถชาระหนี้ของบริษัทท่ีเอาประกันภัยต่อ
แต่อย่างใด

งบบญั ชี
สัญญาประกันภัยตอ่ แบบอตั โนมตั ิสว่ นมากจะมีขอ้ กาหนดให้บริษัทเอาประกันภัยต่อ จะต้องส่ง

งบบัญชีประกันภัยต่อให้กับผู้รับประกันภัยต่อเป็นงวดๆ ตามข้อตกลง และฝ่ายผู้ที่เป็นลูกหนี้มีหน้าท่ี
ชาระหนใี้ ห้เสรจ็ สน้ิ ไปเมอ่ื ได้รับงบบัญชแี ล้ว
ขอ้ กาหนดวา่ ตอ้ งเป็นความลับและสทิ ธเ์ิ ขา้ ตรวจบนั ทึกการประกันภัยต่อ

บรรดาขอ้ มูลและรายละเอียดทง้ั หมดทีเ่ ก่ยี วขอ้ งกับการประกันภัยต่อนั้นคู่สัญญาต้องรักษาเป็น
ความลับถึงแม้ในปัจจุบันสัญญาส่วนใหญ่จะเป็นแบบสัญญาบอด และผู้รับประกันภัยต่อต้องเชื่อใจ
บริษัทท่ีเอาประกันภัยต่ออย่างย่ิงก็ตาม ตามเง่ือนไขของสัญญาผู้รับประกันภัยต่อมีสิทธิ์เข้าตรวจสอบ
รายละเอียดบันทึกการประกันภัยต่อรวมทั้งเรื่องค่าสินไหมทดแทนท่ีเข้าข่ายสัญญาได้ อย่างไรก็ตาม
ในทางปฏบิ ัติมกั จะไม่ทากนั

สญั ญาประกันภยั ตอ่ ตามสว่ น (Quota Share)
สัญญาประกันภัยต่อตามส่วน เป็นสัญญาชนิดหนึ่งของสัญญาประกันภัยต่อตามสัดส่วนซ่ึง

นิยมใช้กันอยู่ 2 ชนิด คอื สญั ญาประกันภัยตอ่ ตามส่วนและสญั ญาประกนั ภยั ต่อแบบสว่ นเกนิ
ในการประกันภัยต่อตามสัญญาประกันภัยต่อตามส่วน สัญญาจะกาหนดไว้ล่วงหน้า ผู้รับ

ประกันภัยต่อจะรับเสี่ยงภัยในอัตราส่วนเท่าใดสาหรับภัยแต่ละรายของแผนกรับประกันภัยแผนกหนึ่ง
โดยมกี ารกาหนดจานวนเงนิ สูงสดุ ทีผ่ ู้รับประกนั ภัยต่อจะรบั เสยี่ งต่อภัย ตัวอย่างเช่น บริษัทรับประกันภัย
ท่เี พิ่งเปิดใหม่แห่งหน่ึงตัดสินใจว่าจะรับเสี่ยงภัยเอง ในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท ต่ออัคคีภัยแต่

สถาบันประกันภัยไทย บทที่ 2/9
ชอื่ ผ้แู ต่ง : อาจารย์ดวงดาว วิจักขณจ์ ารุ

NL608 : การจัดการการประกนั ภยั ต่อ
บทท่ี 2 ประเภทของการประกนั ภยั ต่อ

ละราย และคาดว่าวงเงินที่รับประกันภัยส่วนมากไม่เกิน 3,000,000 บาท บริษัทดังกล่าวก็อาจจะทา
สัญญาประกนั ตอ่ อัคคีภัยแบบตามส่วนในอัตราร้อยละ 90 (90% Quota share treaty) และเส่ียงภัยเอง
ร้อยละ 10 ทุกๆ ราย นอกจากน้ีบริษัทดังกล่าวก็อาจทาสัญญาประกันภัยแบบส่วนเกินไว้เพ่ือรองรับ
อัคคีภัยรายที่จานวนเงินเอาประกันภัยสูงกว่าวงเงิน 3,000,000 บาท สัญญาประกันภัยต่อชนิดนี้
ทางานง่ายและสะดวก ผู้รับประกันภัยต่อจะได้รับเบ้ียประกันภัยตามอัตราส่วนที่รับเสี่ยงภัยคือร้อยละ
90 ของเบ้ียประกันอัคคีภัยท้ังหมด ในทานองเดียวกัน ผู้รับประกันภัยต่อก็จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนใน
อัตรารอ้ ยละ 90 ทกุ ๆ ราย

สัญญาประกนั ภยั ตอ่ ตามสัดสว่ น เหมาะทจี่ ะนาไปใช้ในกรณีดังต่อไปนี้
1. สาหรับบรษิ ัทรบั ประกนั ภยั ที่มีขนาดเลก็ หรอื บริษัททเ่ี พงิ่ จะเรมิ่ รบั ประกันภัยซ่ึงในแผนกใหม่
ท่ียังไม่มีสถิติผลการรับประกันภัยในอดีต ต่อเม่ือได้รับประกันภัยสักระยะหนึ่งจนฐานเบ้ียประกันภัยมี
มากพอสมควรแล้ว จึงค่อยปรับเปลี่ยนไปทาเป็นสัญญาประกันภัยต่อแบบส่วนเกิน ดังนั้น การ
ประกันภัยตอ่ ดว้ ยวิธีน้ีเหมาะสาหรับใชใ้ นระยะหนง่ึ เทา่ นนั้
2. ในกรณีท่ีต้องการทางานง่ายและลดค่าใช้จ่ายในการทางานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแผนกที่มี
ปริมาณงานมาก และจานวนเงินเอาประกันภัยของแตล่ ะรายมคี วามใกล้เคียงกันมาก
3. การประกันภัยพชื ผล (Crop insurance) การประกันภัยปศุสัตว์ (Livestock) ประกันภัยพายุ
ลกู เหบ็ (Hail) ซง่ึ สถติ ิการเสยี หายในแตล่ ะคร้งั อาจจะสงู มากและมคี วามผนั ผวนมากในแตล่ ะปี
4. ในกรณีทส่ี ภาวะการเสย่ี งต่อความเสยี หายในเหตกุ ารณ์แต่ละคร้ัง มีความสาคัญและจะต้อง
ระมัดระวังมากกว่าสภาวะการเสี่ยงต่อความเสียหายในแต่ละภัย ตัวอย่างเช่น ถ้ากรมธรรม์ประกัน
อคั คีภัยจานวนมากไดข้ ยายความคมุ้ ครองรวมภัยเพิม่ เช่น น้าทว่ ม ลมพายุ แผน่ ดินไหวแล้ว ส่ิงที่จะต้อง
พจิ ารณาก็คอื ทรัพย์สนิ ท่ีรบั ประกันภัยไว้นัน้ มีโอกาสท่จี ะได้รบั ความเสยี หายในเหตุการณ์แต่ละครั้งมาก
น้อยเพียงใด ถ้ามีโอกาสสูง การประกันภัยต่อแบบตามส่วนจะเป็นวิธีที่ได้ประสิทธิภาพสูงกว่าการ
ประกันภัยต่อแบบสว่ นเกนิ เพราะจะไดร้ ับการคุ้มครองจากผรู้ ับประกนั ภัยตามสดั สว่ นทกุ ๆ ราย

ขอ้ ดแี ละข้อเสยี ของสัญญาประกันภัยตอ่ ตามส่วน
ข้อดขี องสัญญาประกนั ภยั ต่อตามสว่ นมีดังตอ่ ไปนี้
1. ข้อดีสาหรับฝ่ายบริษัทท่ีเอาประกันภัยต่อ คือ ทางานง่ายและสะดวก เสียค่าใช้จ่ายน้อย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทางบบัญชี การคานวณเบี้ยประกันภัยต่อ การคานวณค่าสินไหมทดแทน
สามารถทาไดท้ นั ทเี พราะเปน็ อัตราสว่ นร้อยละทก่ี าหนดคงที่ไวใ้ นสัญญา

สถาบนั ประกันภยั ไทย บทท่ี 2/10
ชอื่ ผแู้ ตง่ : อาจารย์ดวงดาว วิจกั ขณ์จารุ

NL608 : การจัดการการประกนั ภยั ต่อ
บทที่ 2 ประเภทของการประกนั ภัยต่อ

2. ข้อดีสาหรับผู้รับประกันภัยต่อ คือธุรกิจประกันภัยต่อที่ได้รับนั้นจะมีโอกาสได้กาไรและมี
ความสมดุลมากกว่าการประกันภัยต่อตามสัญญาแบบอ่ืนๆ เน่ืองจากผู้รับประกันภัยต่อจะได้รับ
ประกันภัยต่อทกุ ๆ รายในอัตราสว่ นที่แนน่ อน และยังมีความม่ันใจเพ่ิมข้ึนได้ว่าบริษัทท่ีเอาประกันภัยต่อ
ไม่สามารถเลอื กแตภ่ ยั ทด่ี อ้ ยคุณภาพให้ เพราะภัยทุกๆ รายที่ต่อมาให้น้ัน บริษัทเอาประกันภัยต่อมีส่วน
ที่จะต้องรับเสย่ี งด้วยทกุ ๆ รายในอตั ราสว่ นทต่ี กลงไว้ลว่ งหน้า

ข้อเสียของสัญญาประกันภัยต่อตามส่วน เป็นข้อเสียสาหรับบริษัทเอาประกันภัยต่อ คือ
เน่ืองจากตามสัญญาชนิดนจ้ี ะต้องเอาประกนั ภยั ตอ่ ทุกๆ ราย ไมว่ า่ จะเป็นรายเลก็ รายใหญ่ก็ตาม ทั้งๆ ท่ี
ในกรณีที่เป็นรายเล็กๆ น้ัน บริษัทเอาประกันภัยต่อจะสามารถเสี่ยงภัยเองได้ทั้งหมดก็ตามก็ไม่สามารถ
ทาได้ ดังน้ัน การประกันภัยต่อตามสัญญาชนิดน้ีจึงทาให้ต้องสูญเสียเบ้ียประกันภัยต่อบางส่วนท่ีไม่
จาเป็นไปใหก้ บั ผรู้ บั ประกันภยั ต่อเปน็ จานวนมาก

สัญญาประกันภยั ต่อแบบสว่ นเกิน (Surplus treaty)
สัญญาประกันภัยต่อแบบส่วนเกินสาหรับการประกันภัยต่อตามสัญญาชนิดน้ี บริษัทเอา

ประกนั ภยั ต่อจะกาหนดจานวนเงินเอาประกันภัยสงู สดุ ที่ตนพร้อมจะเสี่ยงภัยเองในแต่ละภัย และจะเอา
ประภัยต่อส่วนท่ีเกินจากจานวนเงินที่รับเส่ียงภัยเองไปให้กับผู้รับประกันภัยตามสัญญาประกันภัยต่อ
แบบสว่ นเกนิ ถา้ ภยั รายใดมจี านวนเงนิ เอาประกนั ภัยไม่เกินจานวนเงินที่บริษัทเอาประกันภัยต่อรับเสี่ยง
ภัยเอง ก็จะไม่มีการประกันภัยต่อเข้าไปในสัญญา ด้วยวิธีการเช่นน้ี บริษัทเอาประกันภัยต่อจึงสามารถ
เก็บภัยรายย่อยๆ ไว้เสี่ยงภัยเอง ซึ่งต่างกับสัญญาประกันภัยต่อตามสัดส่วนท่ีจะต้องเอาประกันภัยต่อ
ทกุ ๆ ราย

สัญญาชนิดน้ีมักจะกาหนดจานวนเงินสูงสุดของผู้รับประกันภัยต่อเป็นจานวนเท่าของส่วนท่ี
บริษัทเอาประกันภัยต่อรับเส่ียงภัยเอง ซึ่งเรียกว่า Line or Retention ซ่ึง Retention ประกอบด้วย Net
retention และ Gross retention สาหรับ Net retention หมายถึง ส่วนท่ีรับเส่ียงภัยเองสุทธิหลังจากหัก
การประกันต่อออกแล้ว ส่วน Gross Retention หมายถึง ผลรวมระหว่าง Net retention กับส่วนที่เอา
ประกันภัยต่อตามสัญญาแบบตามสัดส่วน ดังน้ันถ้าสัญญากาหนดว่าเป็น 10 Lines ก็หมายความว่า
บรษิ ัทผู้เอาประกนั ภยั ตอ่ สามารถรับประกันภยั ทรพั ยส์ นิ ตา่ งๆ ท่มี จี านวนเงนิ เอาประกันภัยไม่เกินสิบเท่า
ของส่วนที่รบั เสยี่ งภัยเอง

ตัวอย่างเช่น สมมติว่ามีภัยรายหน่ึง จานวนเงินเอาประกันภัยเท่ากับ 1,000,000 บาท และ
จานวนเงนิ ที่บริษทั เอาประกันภัยต่อรับเสี่ยงภัยเองเท่ากับ 100,000 บาท ผู้รับประกันภัยต่อตามสัญญา

สถาบนั ประกนั ภยั ไทย บทที่ 2/11
ช่ือผู้แต่ง : อาจารย์ดวงดาว วจิ กั ขณจ์ ารุ

NL608 : การจัดการการประกันภยั ต่อ
บทท่ี 2 ประเภทของการประกนั ภัยต่อ

แบบส่วนเกิน ก็จะได้รับเสี่ยงภัยเป็นจานวนเงิน 900,000 บาท และหากมีภัยรายใดต่ากว่า 100,000
บาท บรษิ ัทเอาประกนั ภัยตอ่ จะรับเส่ยี งภัยเหลา่ น้ันไวเ้ อง

การทาสัญญาประกันภัยต่อแบบส่วนเกินอาจมีมากกว่าหนึ่งสัญญา เช่น อาจจะมี First
surplus ซ่ึงกาหนดความรับผิดสูงสุดเป็นสิบเท่า (10 lines) และมี Second surplus ซึ่งอาจกาหนด
ความรับผิดสูงสุดเป็นยี่สิบเท่า (20 lines) หรือแม้กระทั่งมี Third surplus ก็ได้ตามความจาเป็นและ
เหมาะสม และสัญญาเหล่านี้อาจมีการกาหนดความรับผิดชอบสูงสุดเป็นจานวนเงินด้วยก็ได้ แทนท่ีจะ
กาหนดแต่จานวนเท่า ตัวอย่างเช่น กาหนดให้จานวนเงินรับเสี่ยงภัยสุทธิของบริษัทท่ีเอาประกันภัยต่อ
เป็น 100,000 บาท และสัญญากาหนดความรับผิดชอบสูงสุดไม่เกิน 30 เท่า แล้ว อาจมีการกาหนด
จานวนเงินรับผิดสูงสุดไว้ด้วยว่าไม่เกิน 2,500,000 บาท การกาหนดวงเงินด้วยนั้นก็เพื่อป้องกันมิให้
บริษัทเอาประกันภัยต่อคัดเลือกงานท่ีด้อยคุณภาพเข้าสัญญามากๆ โดยตนเองรับเส่ียงภัยด้วยจานวน
เงนิ เลก็ น้อย แต่ถา้ สัญญามไิ ด้กาหนดวงเงนิ ดังกล่าวไว้ ความรับผิดชอบสูงสุดตามสัญญาประกันภัยต่อ
ชนิดน้ีก็จะเทา่ กบั ผลคณู ของจานวนเทา่ กับจานวนเงนิ รับเสย่ี งภยั เอง แสดงได้ดงั ตวั อย่าง

ตัวอย่าง กาหนดให้จานวนเงินเส่ียงภัยเองเท่ากับ 100,000 บาท และทาสัญญาประกันภัยต่อ
แบบส่วนเกนิ ไว้ 2 สญั ญา สัญญาท่ีหนึ่งกาหนดความรบั ผิดสูงสุดไว้ไมเ่ กนิ 10 เท่า หรือ 1,000,000 บาท
ส่วนสัญญาท่ีสองกาหนดความรับผิดสูงสุดไว้ไม่เกิน 20 เท่า หรือ 2,000,000 บาท อาจจัดเป็นกรณี
ตา่ งๆ ได้ ดงั น้ี

กรณีท่ี จานวนเงินเอา จานวนเงนิ ท่ี เขา้ สญั ญาทห่ี นึ่ง เขา้ สญั ญาทสี่ อง

ประกันภยั ท้งั หมด ผเู้ อาประกนั ภัยต่อ (ไมเ่ กิน (ไม่เกิน

(บาท) เส่ยี งภัยเอง (ไมเ่ กนิ 1,000,000 บาท) 2,000,000 บาท)

100,000 บาท)

1 80,000 80,000 - -

2 50,000 30,000 20,000 -

3 550,000 50,000 500,000 -

4 1,500,000 100,000 1,000,000 400,000

5 3,100,000 100,000 1,000,000 2,000,000

สถาบนั ประกันภยั ไทย บทที่ 2/12
ชอ่ื ผแู้ ตง่ : อาจารย์ดวงดาว วิจกั ขณ์จารุ

NL608 : การจัดการการประกันภยั ต่อ
บทที่ 2 ประเภทของการประกนั ภัยต่อ

จากตวั อย่างกรณที ่ี 5 จานวนเงินเอาประกันภยั ท้งั หมดคือ 3,100,000 บาท ซ่งึ เป็นจานวนเงนิ
สูงสดุ ทีส่ ามารถเข้าสญั ญาประกนั ภยั ต่อแบบอัตโนมัติ หากวงเงินสงู กว่านี้ ส่วนทเี่ กินนั้น จะต้องเอา
ประกนั ภัยตอ่ แบบเฉพาะราย มขี อ้ พึงสังเกตอยา่ งหนึ่งคือ จานวนเงิน 100,000 บาท นนั้ เปน็ จานวนเงนิ
สงู สุดทบ่ี ริษัทเอาประกนั ภยั ตอ่ จะเสย่ี งภยั เอง แตท่ ัง้ นมี้ ไิ ด้แปลว่าบริษัทเอาประกันภยั ต่อจะต้องรับเสย่ี ง
ภัยเองดว้ ยวงเงนิ สงู สุดน้ีเสมอไป ถ้าพจิ ารณาเหน็ วา่ ภัยรายใดมีความเสีย่ งสงู เกินไป ก็อาจรับเสี่ยงภยั
เองในวงเงนิ ท่ตี า่ กว่า 100,000 บาท ดังเช่นในกรณีท่ี 2 และ 3 ขา้ งตน้

ภยั ทง้ั หลายท่นี าเข้าสญั ญาประกันภัยตอ่ แบบสว่ นเกนิ นั้น ผรู้ ับประกันภยั ตอ่ จะไดร้ ับอตั ราเบย้ี
ประกนั ภยั และใชเ้ ง่ือนไขความคุ้มครองเหมือนกับกรมธรรมป์ ระกนั ภยั ท่ีรับโดยตรง กล่าวคือ ผู้รับ
ประกันภยั ต่อจะได้รับค่าเบี้ยประกันภยั ต่อตามสดั ส่วนของจานวนเงินทร่ี บั ประกนั ภยั ต่อเทียบกบั จานวน
เงนิ เอาประกันภัยทั้งหมดหักด้วยคา่ สว่ นลดประกันภัยต่อ และในกรณที ี่เกิดวินาศภยั ข้ึน ผ้รู ับประกนั ภัย
ต่อจะรับผิดในค่าสินไหมทดแทนทเี่ กิดขึน้ ตามสดั ส่วนของจานวนเงินทรี่ ับประกนั ภยั ต่อเทียบกบั จานวน
เงินประกนั ภัยทัง้ หมด

ขอ้ ดีและข้อเสยี ของสัญญาประกนั ภัยต่อแบบสว่ นเกิน
สัญญาประกันภัยต่อแบบส่วนเกินนั้น เป็นสัญญาท่ีนิยมใช้กันแพร่หลายที่สุดในการรับ

ประกันภยั แทบทุกประเภท
ข้อดีของสัญญาประกันภัยต่อแบบส่วนเกนิ มีดังนี้
1. บริษัทที่เอาประกันภัยต่อไม่จาเป็นต้องเอาประกันภัยต่อในรายย่อยๆ ทาให้สามารถสงวน

เบี้ยประกนั ภยั ไว้รับเสยี่ งภยั เองไดม้ ากกวา่ การประกันภัยต่อแบบสัญญาตามสัดส่วน
2. ให้ความคมุ้ ครองการประกันภัยตอ่ โดยอัตโนมัติ
3. บริษัทเอาประกันภัยต่อสามารถกาหนดจานวนเงินรับเสี่ยงภัยเอง สาหรับภัยแต่ละราย

ตามท่ีเหน็ วา่ เหมาะสม แลว้ ประกนั ภัยตอ่ เฉพาะจานวนเงินส่วนทเี่ กินออกไป
ขอ้ เสียของสญั ญาประกันภัยตอ่ แบบส่วนเกินมีดงั นี้
1. บริษัทท่ีเอาประกันภัยต่อต้องคอยควบคุมมิให้จานวนเงินรับเส่ียงภัยเองในภัยแต่ละรายสูง

เกินไปจะต้องกาหนดจานวนเงินทจี่ ะเอาประกันภยั ตอ่ ตามสัญญาต่างๆ พร้อมทั้งคานวณเบี้ยประกันภัย
ตอ่ และจะต้องจดั ทาสมดุ บันทึกการประกันภยั ต่อในแตล่ ะราย ทาใหส้ ูญเสยี เวลาในการจดั ทา

2. สาหรับผู้รับประกันภัยต่อมีข้อเสียคือ เน่ืองจากการรับประกันภัยต่อแต่เฉพาะภัยรายที่เกิน
Retention ของบริษัทท่ีเอาประกันภัยต่อเท่าน้ัน ดังนั้น ลักษณะยอดรวมของธุรกิจจึงไม่สมดุล กล่าวคือ
จะมที ง้ั ภยั ใหญแ่ ละภัยเล็กคละกนั ขาดความมลี ักษณะหนว่ ยคลา้ ยคลงึ จานวนมาก

สถาบันประกันภัยไทย บทที่ 2/13
ช่ือผู้แตง่ : อาจารย์ดวงดาว วิจักขณจ์ ารุ

NL608 : การจดั การการประกันภัยต่อ
บทท่ี 2 ประเภทของการประกนั ภยั ต่อ

3. ข้ึนอยู่กับวิธีการจัดงานเข้าสัญญา ผลการรับประกันภัยของบริษัทที่เอาประกันภัยต่อ กับ
ผู้รับประกันภัยตอ่ อาจแตกตา่ งกันมากกไ็ ด้

ลักษณะเดน่ ทว่ั ไปของวธิ กี ารประกนั ภัยต่อตามสัญญาแบบส่วนเกนิ
ลักษณะเด่นชัดของวิธีการประกันภัยต่อตามสัญญาส่วนเกินก็คือ ความรับผิดของผู้รับ

ประกันภัยต่อจะเร่ิมขึ้นโดยอัตโนมัติและพร้อมกันกับบริษัทท่ีเอาประกันภัยต่อ ถ้าภัยรายนั้นมีจานวน
เงนิ สงู กว่าจานวนท่ีบริษัทเอาประกันภยั ต่อเสยี่ งภัยเอง

ถ้าหากมีวินาศภัยเกิดข้ึนก่อนที่จะมีการนาภัยรายนั้นเข้าสัญญา บริษัทท่ีเอาประกันภัยต่อก็
จะตอ้ งถือปฏิบัติตาม ตารางขีดจากดั (Table of limits) ท่แี นบท้ายสัญญา หรือหากไม่มีตารางเช่นว่าน้ัน
ก็จะถอื ปฏบิ ัตติ ามปกตทิ เ่ี คยทาสาหรับภัยชนิดนน้ั ๆ ว่า ตามธรรมดาจะรับเส่ยี งภัยเองสาหรับภัยชนิดน้ัน
เท่าใด และในกรณพี ิเศษบรษิ ทั เอาประกนั ภัยต่อจะรับเสีย่ งภยั เองสูงกวา่ ทกี่ าหนดในตารางขีดจากัดก็ได้
แต่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้รับประกันภัยต่อเสียก่อน และจานวนเงินรับประกันภัยต่อก็จะสูงกว่าท่ี
กาหนดไว้ในสัญญาหากได้รับความยินยอมจากผู้รับประกันภัยต่อแล้ว แต่หากมิได้มีการยินยอมเป็น
กรณีพิเศษแล้ว บริษัทเอาประกันภัยต่อก็จะต้องถือปฏิบัติตามตารางขีดจากัด และความรับผิดสูงสุด
ของผู้รบั ประกนั ภยั ตอ่ ก็จะต้องไมเ่ กนิ จานวนเงินเท่าที่ได้ตกลงกนั ไว้

คา่ บาเหน็จหรอื ส่วนลดการประกนั ภัยต่อ
ผู้รับประกันภัยต่อจะให้ส่วนลดกับบริษัทเอาประกันภัยต่อ โดยมุ่งหมายที่จะเป็นการช่วยเหลือ

ด้านค่าใช้จ่ายในการขายประกันภัยและค่าใช้จ่ายในการจัดการของบริษัทที่เอาประกันภัยต่อ
นอกเหนือจากส่วนลดการประกันภัยต่อแล้ว อาจจะมีส่วนลดผลกาไร (Profit commission) ซึ่งจะ
คานวณเม่ือทราบผลการรับประกนั ภัยในตอนส้ินปีในแต่ละปี

ค่าสนิ ไหมทดแทน
หากสญั ญามไิ ด้มขี อ้ กาหนดใหบ้ ริษทั เอาประกันภัยต่อต้องจัดส่งบันทึกการประกันภัยต่อแล้ว ก็

จะไมม่ ีขอ้ กาหนดเร่ืองจดั ส่งรายละเอยี ดการจ่ายค่าสินไหมทดแทนเช่นกัน ยกเว้นในกรณีที่มีค่าเสียหาย
รายใหญ่หรือในกรณีท่ีต้องการเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินสดทันที กล่าวคือ เมื่อส่วนที่ผู้รับ
ประกันภัยต่อต้องรับผิดถึงหรือเกินจากขีดท่ีสามารถเรียกร้องให้ชาระคืนเป็นเงินสด บริษัทท่ีเอา
ประกนั ภัยต่อสามารถเรียกร้องให้ผู้รับประกันภัยต่อ จ่ายค่าสินไหมทดแทนทันทีโดยไม่ต้องรอไว้หักล้าง
บัญชีตามงวดเหมือนกับค่าสินไหมทดแทนรายย่อย ผู้รับประกันภัยต่อจะจ่ายคืนค่าสินไหมทดแทน

สถาบันประกันภยั ไทย บทท่ี 2/14
ช่ือผแู้ ต่ง : อาจารย์ดวงดาว วิจกั ขณ์จารุ

NL608 : การจดั การการประกันภัยต่อ
บทที่ 2 ประเภทของการประกนั ภัยต่อ

ให้กับบริษัทที่เอาประกันภัยต่อโดยอัตโนมัติทุกๆ รอบ รวมทั้งการชดใช้ด้วยการุณย์ เว้นแต่สัญญาจะ
กาหนดไวเ้ ปน็ อย่างอื่น

การบญั ชี
บรษิ ทั เอาประกันภยั ต่อมีหนา้ ทจี่ ดั ทาและสง่ บญั ชีการประกันภัยต่อให้กับผู้รับประกันภัยต่อเป็น

งวดๆ ตามที่ตกลงกัน ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นงวดรายสามเดือน โดยสัญญามักจะมีข้อกาหนดให้ต้อง
จดั ส่งภายใน 2 หรือ 3 เดือน นับแต่ปิดบัญชีแต่ละไตรมาส และฝ่ายที่เป็นหน้ีจะต้องชาระหนี้ให้เสร็จส้ิน
ไปทนั ทีเมอื่ พบว่าบญั ชีถูกต้อง

เงินสารอง
ตามปกติ สัญญาประกันภัยต่อชนิดหน่ึง มักจะกาหนดให้บริษัทที่เอาประกันภัยต่อสามารถถือ

เบยี้ ประกนั ภัยตอ่ ไวส้ ่วนหนึ่งประมาณร้อยละ 40 ไว้เป็นเงินสารอง เงินสารองนี้ บริษัทเอาประกันภัยต่อ
จะถือไว้เป็นเวลา 12 เดือน และจะจ่ายคืนให้กับผู้รับประกันภัยต่อในงวดสิ้น 12 เดือน ถัดมา ดังน้ัน
บริษัทเอาประกันภัยต่อจะถือเงินร้อยละ 40 ของเบี้ยประกันภัยต่อของ 4 ไตรมาสท่ีผ่านมาตลอดเวลา
แต่ผู้รับประกันภัยต่อก็จะได้รับดอกเบ้ียจากบริษัทเอาประกันภัยต่อสาหรับเงินสารองส่วนนี้ตามอัตรา
ดอกเบี้ยที่ตกลงกันในบางกรณี บริษัทเอาประกันภัยต่ออาจยินยอมรับหนังสือค้าประกันภัยแทนการถือ
เงินสดจากผู้รับประกันภัยต่อ และสาหรับในกรณีท่ีมีการแลกเปลี่ยนธุรกิจในรูปสัญญาประกันภัยต่อซึ่ง
กันและกนั การถอื เงินสารองดงั กล่าวอาจใหง้ ดเสียก็ไดโ้ ดยความยินยอมกันทง้ั สองฝา่ ย

การบอกเลกิ สัญญา
ตามธรรมดา สัญญาประกันภัยต่อแบบส่วนเกินจะไม่มีกาหนดระยะเวลาสิ้นผลบังคับ แต่

คู่สัญญามีสิทธ์ิขอเบิกเลิกสัญญาโดยการแจ้งให้อีกฝ่ายหน่ึงทราบเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าสาม
เดือนหรือหกเดือนก่อนสิ้นปีสัญญา เมื่อครบกาหนดแล้ว ฝ่ายบริษัทท่ีเอาประกันภัยต่อมีสิทธิ์ท่ีจะเลือก
ให้ผู้รับประกันภยั ตอ่ ยังคงต้องรับผิดชอบสาหรับกรมธรรม์ท่ียังไม่หมดอายุต่อไป จนกว่าจะส้ินผลบังคับ
ลงตามธรรมชาติ หรือจะกาหนดให้ผู้รับประกันภัยต่อพ้นภาระรับผิดชอบโดยผู้รับประกันภัยต่อจ่ายคืน
เบ้ียประกันภัยต่อให้กับบริษัทเอาประกันภัยต่อในอัตราร้อยละ 35 ถึง 40 ของเบี้ยประกันภัยต่อทั้งปี ใน
ทานองเดียวกันสาหรับวินาศภัยท่ีเกิดข้ึนแล้วแต่ยังค้างจ่ายอยู่ บริษัทที่เอาประกันภัยต่อก็อาจให้ผู้รับ
ประกันภัยพ้นภาระโดยการหักเงินค่าสินไหมทดแทนค้างจ่ายในอัตราร้อยละ 100 หรือร้อยละ 90 ของ
ประมาณการค่าสินไหมทดแทนท่ีค้างจ่ายท้ังหมด เพื่อบริษัทเอาประกันภัยต่อจะได้เก็บไว้ชาระหน้ีค่า

สถาบันประกันภัยไทย บทที่ 2/15
ชอื่ ผแู้ ต่ง : อาจารย์ดวงดาว วิจักขณ์จารุ

NL608 : การจดั การการประกนั ภัยต่อ
บทที่ 2 ประเภทของการประกนั ภยั ต่อ

สนิ ไหมทดแทนทค่ี ้างอยนู่ น้ั ตอ่ ไป วิธกี ารทางบัญชที ีโ่ อนภาระความรับผดิ ของผ้รู ับประกันภัยต่อคืนให้กับ
บริษทั เอาประกนั ภยั ในลักษณะ ตดั ภาระผูกพัน น้นั เรียกวา่ Clean-cut method

สญั ญาประกันภัยตอ่ แบบผสม
ตามสัญญาประกันภัยต่อแบบผสมชนิดนี้ บริษัทที่เอาประกันภัยและผู้รับประกันภัยต่อจะได้

รว่ มเสยี่ งภัยสาหรับภัยทกุ ๆ รายตามสดั ส่วนทกี่ าหนดในสญั ญา ไปจนถึงวงเงินจานวนสูงสุดของสัญญา
ตามส่วน ส่วนที่เกินจากนี้ไป จะเอาประกันต่อแบบส่วนเกินจนถึงจานวนเงินสูงสุดของสัญญาแบบ
ส่วนเกิน เท่ากับเป็นความคุ้มครองสองส่วนในสัญญาฉบับเดียว ตัวอย่างเช่น บริษัทเอาประกันภัยต่อ
อาจกาหนดจานวนเงินสูงสุดสาหรับประกันภัยต่อตามส่วนไว้เป็นจานวนเงิน 1,000,000 บาท จาก
จานวนนี้ บรษิ ัทเอาประกนั ภยั ต่อรบั เสยี่ งภยั เองไวร้ อ้ ยละ 10 ที่เหลือรอ้ ยละ 90 เอาประกันภัยต่อกับผู้รับ
ประกนั ภัยตอ่ แบบตามสว่ นสาหรับสว่ นท่ีเป็นสัญญาต่อแบบส่วนเกินอาจกาหนดเป็น 10 เท่า (10 lines)
ในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 10,000,000 บาท ผู้รับประกันภัยต่อจะได้รับประกันภัยต่อตามอัตราส่วนท่ี
เหมอื นกันจากสญั ญาทง้ั สองสว่ น นั่นคือไดร้ บั ประกนั ภัยต่อในอตั ราร้อยละ 90 ท้ังจากส่วนที่เป็นสัญญา
ตามส่วนและจากสญั ญาสว่ นเกิน

ถงึ แมว้ า่ ในทางปฏิบัตจิ ะไมค่ อ่ ยไดพ้ บเหน็ สัญญาผสมชนิดน้ีมากนักก็ตาม แต่ก็เป็นสัญญาที่ใช้
ประโยชน์ได้ดีในกรณีการประกันภัยบางประเภท ซึ่งมีหน่วยคล้ายคลึงจานวนไม่มากนัก ทาให้การ
ประกันภัยตามสัญญาแบบส่วนเกินไม่ค่อยเหมาะสมนัก เนื่องจากฐานเบี้ยประกันภัยต่อแคบแต่ขีด
ความรับผิดชอบสูงมาก ทาให้ยากแก่การหาผู้ท่ีจะมารับประกันภัยต่อ ในกรณีเช่นน้ี สัญญาส่วนที่
คุ้มครองแบบตามส่วนจะช่วยให้ผู้รับประกันภัยต่อได้งานที่มีลักษณะกระจายตัวมากข้ึน และสัญญา
ส่วนที่คุ้มครองแบบส่วนเกินจะช่วยให้บริษัทท่ีเอาประกันภัยต่อมีขีดความสามารถในการรับประกันภัย
สงู ขึ้น

สญั ญาประกนั ภัยต่อผูกพนั แบบเฉพาะราย (Facultative obligatory treaty)
สัญญาประกันภัยต่อผูกพันแบบเฉพาะราย สัญญาชนิดน้ีเป็นการนาเอาวิธีการประกันภัยแบบ

เฉพาะรายและแบบสัญญาอัตโนมัติมาผสมผสานกัน ตามข้อกาหนดสัญญาชนิดน้ี บริษัทท่ี
เอาประกนั ภัยตอ่ ไม่จาเป็นจะต้องเอาประกันภยั ตอ่ ใหก้ บั ผรู้ ับประกนั ภัยต่อโดยอัตโนมัติสาหรับภัยแต่ละ
ราย แต่มีสิทธ์ิท่ีจะคัดเลือกเฉพาะภัยรายท่ีเห็นสมควรไปให้กับผู้รับประกันภัยต่อ ส่วนทางฝ่ายผู้รับ
ประกันภัยต่อมภี าระผกู พันทจ่ี ะตอ้ งรบั ประกันภัยต่อทุกๆ ราย ทีบ่ ริษัทประกันภัยต่อให้มา ถ้าหากไม่เกิน
จานวนเงนิ สูงสดุ ท่ีกาหนดในสญั ญาซงึ่ คล้ายสัญญาประกนั ภยั ตอ่ แบบส่วนเกิน ดังน้ัน การจัดทาสัญญา

สถาบันประกนั ภัยไทย บทท่ี 2/16
ช่ือผู้แตง่ : อาจารย์ดวงดาว วิจักขณจ์ ารุ

NL608 : การจดั การการประกนั ภยั ต่อ
บทท่ี 2 ประเภทของการประกนั ภยั ต่อ

ชนดิ นี้จึงทาให้บริษัททเี่ อาประกันภยั ตอ่ ได้รบั ความยดื หยุ่นมาก และเป็นสัญญาท่ีต้องอาศัยความเช่ือใจ
กันอย่างย่ิง โดยเฉพาะอย่างย่ิงงานท่ีจะเข้าสัญญาจะต้องมีจานวนรายมากและมีลักษณะกระจายตัว
พอสมควร อัตราส่วนลดประกันภัยต่อสาหรับสัญญาชนิดนี้มักจะต่ากว่าการประกันภัยต่อตามสัญญา
ส่วนเกนิ

สญั ญาประกนั ภัยตอ่ ผกู พันแบบเฉพาะราย จะนาไปใชป้ ระโยชนด์ งั ตอ่ ไปน้ี
1. เพ่ือเพ่ิมขีดความสามารถในการรับประกันภัยให้สูงย่ิงข้ึน กล่าวคือ หลังจากได้ใช้สัญญา
ประกันภัยต่อตามส่วนและสัญญาแบบส่วนเกินแล้วและยังไม่เพียงพอ ซ่ึงถ้าหากต้องเอาประกันภัยต่อ
แบบเฉพาะรายแล้วจะต้องเสียค่าใช้จ่ายทีส่ งู กวา่ และไม่แนน่ อนว่าจะสามารถหาผรู้ บั ประกันภัยได้ครบ
2. เพ่ือให้มีความสามารถในการรับประกันภัยในระดับที่สูงพอที่จะรับงานท่ีมีจานวนเงินเอา
ประกนั ภยั สูงๆ หรอื ในกรณีที่อาจจะมีปญั หาเร่อื งการสะสมภัย
3. เพอื่ คุม้ ครองภัยบางชนิดทม่ี คี วามเส่ียงภยั สงู และบริษัทจาเปน็ ต้องจากัดความรับผิดชอบใน
การเสี่ยงภัยไมใ่ หส้ งู เกินไปนัก

ความคุ้มครองเปิด (Open cover)
สัญญาประกันภัยต่อที่เรียกว่า ความคุ้มครองเปิด นั้น ทาหน้าที่เหมือนกับสัญญาประกันภัย

ต่อผูกพันแบบเฉพาะราย แตแ่ ตกต่างกันตรงทีว่ ่า สัญญาความคุ้มครองเปิด ส่วนใหญ่จะใช้คุ้มครองการ
รับประกันภัยทรัพย์สินบางประเภทหรือบางชนิดเป็นการเฉพาะรายเท่าน้ัน ไม่ได้มุ่งหมายที่จะคุ้มครอง
ทรัพย์สินท่ัวๆ ไป เหมือนอย่างสัญญาประกันภัยต่อผูกพันแบบเฉพาะราย ตัวอย่างเช่น สัญญาความ
คุ้มครองเปิด ทาข้ึนเพื่อคุ้มครองภัยท่ีเก่ียวกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีหรือสต็อกสินค้าท่ีมีการเคล่ือนไหว
ขึ้นลงค่อนข้างมาก เช่น สต็อกฝ้ายหรือประกันภัยการขนส่งสินค้าทางทะเลบางชนิด สาหรับสัญญา
ความคมุ้ ครองเปดิ น้ี จะกาหนดจานวนเงินสงู สดุ ทีผ่ ้รู บั ประกันภยั ต่อจะต้องรับผิดไว้จานวนหน่ึง โดยไม่มี
การระบุว่าจะต้องเป็นจานวนก่ีเท่าของส่วนที่บริษัทเอาประกันภัยต่อเสี่ยงภัยเอง เหมือนอย่างสัญญา
ประกนั ภยั ตอ่ แบบสว่ นเกนิ ตวั อย่างเชน่ สัญญาอาจกาหนดจานวนเงินที่ผู้รับประกันภัยต่อจะรับผิดชอบ
สูงสุดไม่เกินจานวนเงิน 10,000,000 บาท บริษัทท่ีเอาประกันภัยต่อสามารถจะนางานต่างๆ ป้อนเข้า
สัญญาได้ โดยแต่ละภัยจะต้องไม่เกินเงินจานวนดังกล่าว และไม่คานึงถึงว่าส่วนที่บริษัทเอาประกันภัย
ตอ่ เสย่ี งภยั เองจะเปน็ เทา่ ใด

โดยมากแผนกเอาประกันภัยต่อแบบเฉพาะรายมักจะเป็นผู้ใช้สัญญาความคุ้มครองเปิด
มากกว่าจะเป็นแผนกเอาประกันภัยแบบสัญญา โดยลักษณะของสัญญาชนิดนี้บริษัทเอาประกันภัยต่อ
มักจะคัดเลือกภัยเฉพาะ (Selection against) ต่อผู้รับประกันภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีท่ีจานวน

สถาบนั ประกนั ภยั ไทย บทท่ี 2/17
ชื่อผแู้ ต่ง : อาจารย์ดวงดาว วิจักขณ์จารุ

NL608 : การจัดการการประกันภยั ต่อ
บทที่ 2 ประเภทของการประกันภัยต่อ

และลักษณะของภัยท่ีเข้าสัญญามีค่อนข้างจากัด แต่ในกรณีท่ีเป็นการประกันภัยทางทะเล สัญญา
ประกันภัยต่อชนิดนี้มีใช้กันอย่างแพร่หลายและไม่ถือว่าเป็นการคัดเลือกภัยขัดประโยชน์ต่อผู้รับ
ประกันภยั ตอ่ แตอ่ ย่างใด

การประกันภัยต่อแบบไม่ตามสดั สว่ น (Non-proportional contracts)
สาหรับการประกันภัยต่อประเภทไม่กาหนดสัดส่วนความรับผิดของผู้รับประกันภัยต่อจะมาก

หรือน้อยข้ึนอยู่จานวนค่าเสียหายที่เกิดข้ึน ว่าเข้าข่ายที่ตกลงกันหรือไม่ โดยสัญญาน้ีจะกาหนดจานวน
เงินไว้สองจานวน จานวนท่ีหน่ึงเรียกว่า ความรับผิดส่วนแรก (Deductible หรือ Excess Point) ซึ่ง
หมายถึง จานวนเงินท่ีบริษัทเอาประกันภัยต่อ จะต้องรับภาระจนครบก่อนที่จะสามารถเรียกร้องผู้รับ
ประกันภัยต่อ จานวนที่สองเรียกว่า ขีดจากัดความรับผิด (Cover Limit หรือ Limit of Liability) ซ่ึง
หมายถึง จานวนเงินสูงสุดท่ีผู้รับประกันภัยต่อจะต้องรับผิด เมื่อค่าเสียหายสูงกว่าความรับผิดส่วนแรก
ตัวอย่างเช่น สมมติว่าสัญญาประกันภัยต่อกับต่างประเทศซึ่งต้องทาเป็นภาษาอังกฤษระบุว่า “Limit :
Bht. 2,500,000 excess of Bht. 500,000 any one event” หมายความว่า ผู้รับประกันภัยต่อจะรับผิด
สูงสุดไม่เกินจานวนเงิน 2,500,000 บาท สาหรับค่าเสียหายส่วนที่สูงกว่า 500,000 บาท ในเหตุการณ์
วนิ าศภยั แต่ละครัง้ เพ่ือความชัดเจนยิ่งขึ้น ขอใหพ้ จิ ารณาจากตัวอยา่ งตอ่ ไปนี้

ตัวอย่าง กาหนดให้กรณีตา่ ง ๆ และค่าเสยี หายทีเ่ กิดขึน้ มีดังน้ี

กรณที ่ี 1 คา่ เสยี หายทเี่ กิดขึ้นทั้งสิ้น (บาท)
1 400,000
2 3,000,000
3 4,000,000

บรษิ ทั เอาประกนั ภัยต่อ สามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผูร้ ับประกันภยั ต่อ ได้ดงั น้ี

สถาบนั ประกนั ภัยไทย บทที่ 2/18
ชือ่ ผแู้ ต่ง : อาจารย์ดวงดาว วิจกั ขณ์จารุ

NL608 : การจดั การการประกันภยั ต่อ
บทท่ี 2 ประเภทของการประกันภัยต่อ

ค่าเสียหายทเ่ี กิดขึน้ ทง้ั สนิ้ สว่ นท่ีบริษัท สว่ นที่ผู้รับประกนั ภยั ตอ่

กรณที ี่ เอาประกันภัยต่อเปน็ ผูจ้ ่าย เป็นผูจ้ า่ ย

(บาท) (บาท) (บาท)

1 400,000 400,000 -
2 3,000,000 500,000 2,500,000
3 4,000,000 1,500,000 2,500,000

ดังได้กล่าวมาแล้วว่า ในกรณีของการประกันภัยต่อประเภทกาหนดสัดส่วนนั้น ผู้รับประกันภัย
ต่อจะไดร้ ับเบ้ยี ประกันภัยต่อเป็นสัดส่วนกับจานวนท่ีรับประกันภัยต่อเทียบกับจานวนเงินเอาประกันภัย
ท้ังหมด แต่สาหรับการประกันภัยต่อประเภทไม่กาหนดสัดส่วนนั้น เบ้ียประกันภัยต่อจะคิดเป็นร้อยละ
ของเบี้ยประกันภัยของยอดรวมธุรกิจที่ได้รับความคุ้มครองตามสัญญาการประกันภัยต่อไม่กาหนด
สดั สว่ น ตวั อย่างเช่น บรษิ ัทเอาประกันภยั ตอ่ มีเบ้ยี ประกนั อคั คภี ัยทง้ั ปี เปน็ จานวนเงิน 30,000,000 บาท
หักเบยี้ ประกันภยั ต่อแบบเฉพาะรายและเบยี้ ประกันภัยต่อตามสัญญาประกันภัยต่อแบบกาหนดสัดส่วน
รวมท้ังส้ินเป็นจานวนเงิน 20,000,000 บาท คงเหลือเบ้ียประกันภัยท่ีได้รับความคุ้มครองตามสัญญา
ประกันภยั ต่อแบบไม่กาหนดสัดสว่ นเปน็ จานวนเงิน 10,000,000 บาท ถ้าอัตราเบี้ยประกันภัยต่อแบบไม่
กาหนดสัดส่วนท่ีตกลงไว้คือ ร้อยละ 2 ดังน้ัน เบี้ยประกันภัยต่อที่จะต้องชาระก็จะเป็น 2/100 X
10,000,000 = 200,000 บาท

โดยสรุป การประกันภัยต่อประเภทน้ี การแบ่งเบี้ยประกันภัยและค่าเสียหายระหว่างผู้เอา
ประกันภัยต่อและผู้รับประกันภัยต่อจะไม่เป็นสัดส่วนเหมือนอย่างการประกันภัยต่อประเภทกาหนด
สดั ส่วน กล่าวคอื สาหรบั ค่าเสียหายนั้นผู้รับประกันภัยต่อจะจ่ายต่อเม่ือค่าเสียหายท่ีผู้เอาประกันภัยต่อ
ได้รับน้ันสูงเกินกว่าเงินจานวนหน่ึงที่ระบุไว้ในข้อตกลง และจะจ่ายเฉพาะส่วนเกินนั้น แต่สูงสุดไม่เกิน
จานวนเงินอีกจานวนหนึ่งที่กาหนดไว้ในสัญญา และสาหรับเบี้ยประกันภัยต่อที่จะต้องจ่ายให้กับผู้รับ
ประกันภัยต่อนั้น โดยมากจะคานวณเป็นอัตราร้อยละของปริมาณเบ้ียประกันภัยทั้งหมดของภัยท่ีเข้า
ข่ายความคมุ้ ครองตามสัญญาชนดิ นี้

การประกนั ภยั ตอ่ ประเภทไมก่ าหนดสดั สว่ นอาจจาแนกได้ดังตอ่ ไปนี้
1. การประกันภัยต่อความเสียหายส่วนเกินแบบเฉพาะราย (Facultative Excess of Loss
Reinsurance)

สถาบันประกนั ภัยไทย บทที่ 2/19
ช่ือผ้แู ตง่ : อาจารย์ดวงดาว วิจักขณจ์ ารุ

NL608 : การจัดการการประกนั ภยั ต่อ
บทที่ 2 ประเภทของการประกันภยั ต่อ

การประกนั ภยั ตอ่ ตามสญั ญา (Treaty Reinsurance) ยังสามารถแบง่ ได้ดังนี้
2. สญั ญาประกันภัยต่อความเสียหายส่วนเกิน (Excess of Loss Treaty) ซึ่งสามารถแบง่ ได้
เป็น 2 แบบคือ
2.1 สญั ญาประกนั ภยั ต่อความเสยี หายส่วนเกนิ ช่วงช้นั ปกติ
(Working Excess Loss Reinsurance Treaty)
2.2 สัญญาประกนั ภัยตอ่ ความเสยี หายสว่ นเกนิ ชว่ งชั้น มหันตภัย
(Catastrophe Excess Loss Reinsurance Treaty)
3. สญั ญาประกนั ภยั ต่อกาหนดคา่ เสยี หาย (Stop Loss Reinsurance Treaty)

การประกันภัยต่อความเสียหายส่วนเกินแบบเฉพาะราย (Facultative excess of loss
reinsurance)

ก่อนศึกษาถึงเร่ืองการประกันภัยต่อความเสียหายส่วนเกินแบบสัญญานั้น ควรจะทราบถึงการ
ประกันภัยต่อความเสียหายส่วนเกินแบบเฉพาะรายเสียก่อน เพราะถึงแม้ว่าการประกันภัยต่อความ
เสียหายส่วนเกินแบบเฉพาะราย จะไม่แพร่หลายเท่ากับการประกันภัยต่อความเสียหายส่วนเกินแบบ
สัญญาก็ตาม แต่ในตลาดการประกันภัยต่อก็พบว่า มีบริษัทประกันภัยโดยตรงหลายแห่ง ได้นาวิธีการ
ประกนั ภัยต่อความเสยี หายส่วนเกินแบบเฉพาะรายไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นกรณดี งั ต่อไปนี้

1) เมอ่ื ตลาดรับประกันภยั มีการแข่งขันสูงมากและบรษิ ัทประกันภัยโดยตรงประสงค์ท่ีจะแข่งขัน
กับบริษัทประกันภัยอื่น ๆ ด้วยการรับประกันภัยในรายที่มีจานวนเงินเอาประกันภัยสูงเกินกว่าขีดจากัด
ความรับผิดของสัญญาประกนั ภยั ต่อทม่ี ีอยู่

2) เพื่อป้องกันมิให้สัญญาประกันภัยต่อประเภทกาหนดสัดส่วนที่มีอยู่ต้องได้รับผลกระทบ
กระเทอื นมากเกนิ ไป จากการรบั ประกันภยั ในรายทม่ี คี วามเสี่ยงภัยและจานวนเงินเอาประกนั ภัยสูงมาก

ในการเอาประกันภัยต่อความเสียหายส่วนเกินแบบเฉพาะรายน้ัน โดยมากมักจะมีการกาหนด
ความรับผิดของผู้รับประกันภัยต่อเป็นหลายช่วงชั้น(Layers) เพ่ือคุ้มครองความผิดพลาดจากการ
ประมาณการความเสียหายสูงสุด (Estimated Maximum Loss)ในระดับต่างๆ ตัวอย่างเช่น บริษัท
ประกันภยั โดยตรงรับประกันภัยโรงงาน ปิโตรเคมีไว้แห่งหน่ึง โดยประมาณการความเสียหายสูงสุดจาก
อัคคีภัยไว้ท่ีอัตราร้อยละ 20 ของจานวนเงินเอาประกันภัย และประมาณการความเสียหายสูงสุดจาก
มหันตภัย โดยคานึงถึงภัยแผ่นดินไหว ภัยระเบิด ภัยจากอากาศยาน ไว้ที่อัตราร้อยละ 60 ของจานวน
เงนิ เอาประกันภยั เปน็ ไปได้ว่าบรษิ ทั ประกันภัยดงั กล่าว จะเอาประกันภัยต่อความเสียหายส่วนเกินแบบ
เฉพาะราย โดยกาหนดช่วงช้ันความรับผิดของผู้รับประกันภัยต่อเป็นสามช่วงชั้นตามลาดับเหตุอัน

สถาบนั ประกนั ภัยไทย บทท่ี 2/20
ชื่อผูแ้ ต่ง : อาจารย์ดวงดาว วจิ กั ขณ์จารุ

NL608 : การจดั การการประกนั ภยั ต่อ
บทท่ี 2 ประเภทของการประกันภยั ต่อ

ห่างไกลของการประมาณการความเสียหายสูงสุดท่ีอาจจะเกิดข้ึนซึ่งการกาหนดความรับผิดของผู้รับ
ประกันภัยต่อออกเป็นหลายช่วงช้ัน จะสอดคล้องกับสภาพตลาดการประกันภัยต่อ ซ่ึงจะประกอบด้วย
ผรู้ บั ประกนั ภยั ต่อหลาย ๆ กลุ่ม บางกลุ่มมีความเชี่ยวชาญที่จะรับประกันภัยต่อความเสียหายส่วน เกิน
เฉพาะช่วงชั้นต่า ๆ และบางกลุ่มจะมีความถนัดที่จะรับประกันต่อความเสียหายส่วนเกินเฉพาะช่วง
ชั้นสูง ๆ ดังน้ัน บริษัทประกันภัยโดยตรงดังกล่าว จึงอาจจะกาหนดความรับผิดของผู้รับประกันภัยต่อ
เป็นสามชว่ งชน้ั ดังนี้

จานวนเงินเอาประกันภยั 6,000 ล้านบาท
ส่วนเกบ็ ไว้ 60 ลา้ นบาท

ชว่ งชน้ั ท่หี นึ่ง คุ้มครองเป็นจานวนเงนิ ไม่เกิน 1,140 ล้านบาท

สาหรับความเสียหายส่วนท่เี กนิ 60 ลา้ นบาท

(คุ้มครองการประมาณการความเสยี หายสูงสุดจากอคั คภี ัย)

ช่วงชนั้ ที่สอง คมุ้ ครองเป็นจานวนเงินไมเ่ กิน 2,400 ล้านบาท
ชว่ งชน้ั ทส่ี าม
สาหรับความเสยี หายทีเ่ กนิ 1,200 ล้านบาท

(ค้มุ ครองการประมาณการความเสียหายสงู สุดจากมหันตภัย)

คมุ้ ครองเป็นจานวนเงนิ ไมเ่ กิน 2,400 ลา้ นบาท

สาหรับความเสียหายท่เี กิน 3,600 ล้านบาท

(คมุ้ ครองความผดิ พลาดจากประมาณการความเสยี หายสูงสดุ )

สญั ญาประกนั ภัยต่อเสยี หายสว่ นเกิน (Excess of loss treaty) ซ่ึงสามารถแบง่ ได้เปน็ 2 ชนิด

ชนิดแรกคอื สญั ญาประกนั ภัยตอ่ ความเสยี หายส่วนเกินช่วงช้ันปกติ (Working excess of loss
reinsurance treaty)

ตามสัญญาประกันภัยต่อความเสียหายส่วนเกินช่วงชั้นปกติ ผู้รับประกันภัยต่อจะจ่าย
คา่ สนิ ไหมทดแทนให้ กับบริษัทเอาประกันภัยต่อสาหรับภัยแต่ละรายที่มีค่าเสียหายเกินจากความรับผิด
สว่ นแรกของบรษิ ัทเอาประกันภัยต่อ สาหรับความรับผิดส่วนแรกของการประกันภัยต่อแบบนี้จะกาหนด

สถาบนั ประกนั ภยั ไทย บทที่ 2/21
ชอ่ื ผูแ้ ตง่ : อาจารย์ดวงดาว วจิ ักขณจ์ ารุ

NL608 : การจดั การการประกันภยั ต่อ
บทท่ี 2 ประเภทของการประกนั ภยั ต่อ

ไว้ในวงเงินท่ีต่า ดังน้ัน จึงเป็นไปได้มากว่า ผู้รับประกันภัยต่ออาจจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนปีละหลาย
คร้ัง จุดมุ่งหมายของสัญญาชนิดนี้ ก็เพื่อทดแทนหรือลดปริมาณการประกันภัยต่อประเภทกาหนด
สัดส่วน และผู้รับประกันภัยต่อสัญญาชนิดน้ีก็คาดการณ์เช่นเดียวกันว่า ในแต่ละปีอาจจะต้องจ่าย
ค่าสินไหมทดแทนหลายๆ คร้ัง ด้วยเหตุน้ีเอง จึงมีผู้เรียกการประกันภัยแบบน้ีว่า สัญญาประกันภัยต่อ
ความเสียหายส่วนเกินช่วงช้ันปกติ ซ่ึงสัญญาชนิดนี้ นอกจากจะมีขีดจากัดความรับผิดสูงสุดของผู้รับ
ประกันภัยต่อในภัยแต่ละรายแล้วในบางกรณีก็อาจจะมีการกาหนดความรับผิดสูงสุดสา หรับใน
เหตุการณ์แต่ละคร้ังไว้ด้วย ตัวอย่างเช่น สมมติว่า บริษัทเอาประกันภัยต่อ รับผิดส่วนแรกด้วยวงเงินไม่
เกิน 300,000 บาทต่อภัย จัดทาสัญญาประกันภัยต่อความเสียหายส่วนเกินไว้ โดยกาหนดความรับผิด
สูงสุดของผู้รับประกันภัยต่อเป็นวงเงิน 1,000,000 บาทต่อภัย และ 5,000,000 บาทต่อครั้ง (To pay
Bht. 1,000,000 excess of Bht. 300,000 per risk each and event loss, subject to a limit or Bht.
5,000,000 per event) ต่อมาเกิดเพลิงไหม้ขึ้น ปรากฏว่า มีบ้านและอาคารพาณิชย์ 6 ราย ได้รับความ
เสียหายในเหตกุ ารณค์ ร้งั นัน้ การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผรู้ ับประกนั ภัยตอ่ จะเป็นดงั นี้

รายท่ี คา่ เสียหายทเ่ี กิดขนึ้ (บาท) ส่วนที่บริษทั สว่ นท่ี
เอาประกันภยั ต่อ ผรู้ ับประกันภยั ต่อ
1 500,000 เป็นผจู้ า่ ย (บาท) เป็นผู้จา่ ย (บาท)
2 1,300,000
3 1,400,000 300,000 200,000
4 1,500,000 300,000 1,000,000
5 1,800,000 400,000 1,000,000
6 1,300,000 500,000 1,000,000
รวม 7,800,000 800,000 1,000,000
500,000
2,800,000 800,000
5,000,000

เนื่องจากสัญญากาหนดความรับผิดสูงสุดต่อคร้ังไม่เกินวงเงิน 5,000,000 บาท ดังนั้น
ค่าสินไหมทดแทนในรายที่ 6 บริษัทเอาประกันภัยต่อจึงเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้เพียงจานวนเงิน
800,000 บาท แทนทจี่ ะเปน็ จานวนเงิน 1,000,000 บาท

สถาบันประกันภยั ไทย บทท่ี 2/22
ชื่อผู้แต่ง : อาจารย์ดวงดาว วจิ ักขณจ์ ารุ

NL608 : การจดั การการประกนั ภัยต่อ
บทที่ 2 ประเภทของการประกนั ภยั ต่อ

ชนิดท่ีสอง สัญญาประกันภัยต่อความเสียหายส่วนเกินช่วงช้ันมหันตภัย (Catastrophe excess
of loss reinsurance treaty)

จุดมุ่งหมายของสัญญาแบบนี้ก็เพ่ือคุ้มครองในกรณีท่ีเกิดวินาศภัยอย่างร้ายแรง เช่น
มหาอัคคีภัย แผ่นดินไหว ลมใต้ฝุ่น อุทกภัย ถึงแม้ว่าบริษัทเอาประกันภัยต่อจะได้จัดการประกันภัยต่อ
ตามสัญญาประกันต่อแบบตามส่วนหรือแบบส่วนเกินไว้อย่างระมัดระวังเพียงใดก็ตาม บางครั้งก็อาจ
พบว่าในกรณที เี่ กดิ มหนั ตภัยข้ึนน้ัน คา่ สินไหมทดแทนสว่ นที่บริษทั เอาประกนั ภยั ต่อจะต้องรับผิดเองเม่ือ
รวม ๆ กันเข้าแล้วจะสงู มาก ดังนน้ั จึงมคี วามจาเปน็ ที่จะต้องซอ้ื ความคมุ้ ครองชนิดน้ี

ในการกาหนดจานวนเงินส่วนแรก ที่บริษัทเอาประกันภัยจะรับผิดเองสาหรับการประกันภัยต่อ
ความเสียหายสว่ นเกนิ ในชว่ งชนั้ มหันตภัยนนั้ โดยมากมักจะกาหนดในวงเงินที่ค่อนข้างสูง เช่น จะต้องมี
การเส่ียงภัยอย่างน้อยสองรายขึ้นไปได้รับความเสียหายในเหตุการณ์ครั้งเดียวกัน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง
จานวนเงินนั้นจะต้องสูงกว่าจานวนเงินสูงสุดท่ีจะเส่ียงภัยเองต่อภัยหนึ่งราย ท้ังนี้ บริษัทเอาประกันภัย
ต่อจะต้องคานึงถึง ปริมาณเบ้ียประกันภัยท่ีเส่ียงภัยเองกับความแข็งแกร่งทางการเงินของตนด้วยว่ามี
มากหรอื น้อยเพียงใด

การประกันภัยต่อความเสียหายส่วนเกินช่วงช้ันมหันตภัยใช้กันแพร่หลายในการประกันภัยทุก
ประเภท และเหมาะอยา่ งย่ิงสาหรบั ในกรณีต่อไปนี้

1) ในกรณีท่ีกรมธรรม์ประกันภัยได้ขยายความคุ้มครองออกไปรวมถึงภัยธรรมชาติต่าง ๆ เช่น
แผน่ ดินไหว นา้ ทว่ ม ลมพายุ

2) ในกรณีที่มีโอกาสเกิดมหาอัคคีภัย เช่น ในเขตรับประกันภัยที่มีทรัพย์สินรวม ๆ กันอยู่อย่าง
หนาแน่น เชน่ ยา่ นการคา้ สาคัญ คลงั สนิ คา้ ที่ท่าเรือ เปน็ ตน้

3) ในกรณปี ระกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล ที่มีความจาเป็นจะต้องระวังเร่ืองการสะสมตัวของภัย
จากการทกี่ ล่มุ บุคคลทไี่ ดร้ บั ความคุ้มครอง จะได้รับบาดเจบ็ หรอื เสียชีวิตพร้อมกันจากอุบัตเิ หตุ

4) ในกรณีที่เป็นการประกันภัยความรับผิดตามกฎหมาย (Legal Liability) เช่น การประกันภัย
ความรบั ผิดตอ่ สาธารณชน (Public Liability Insurance) และการประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลท่ีสาม
(Third Party Liability Insurance)

5) ในกรณปี ระกนั ภัยการขนสง่ สินคา้ ทางทะเล ที่ไมส่ ามารถควบคมุ การสะสมตวั ของภัย

สญั ญาประกันภยั ตอ่ กาหนดค่าเสียหาย (Stop loss reinsurance treaty)
การประกันภัยต่อแบบต่าง ๆ ท่ีกล่าวมาท้ังหมดน้ันให้ความคุ้มครองกับบริษัทเอาประกันภัยต่อ

สาหรับภัยแต่ละรายหรือวินาศภัยในแต่ละคร้ังเท่านั้น แต่ถ้าตลอดระยะเวลาหนึ่งปีจานวนครั้งท่ีเกิด

สถาบนั ประกนั ภัยไทย บทที่ 2/23
ชอ่ื ผู้แต่ง : อาจารย์ดวงดาว วจิ กั ขณจ์ ารุ

NL608 : การจดั การการประกันภัยต่อ
บทที่ 2 ประเภทของการประกนั ภยั ต่อ

วินาศภยั มีความถ่ีสูงกว่าที่คาดไว้มาก บริษัทเอาประกันภัยต่อก็จะประสบกับความสูญเสียท่ีสูงเกินกว่า
ที่ควรจะเป็นสาหรับการดาเนินงานในปีนั้นๆ เพ่ือ ให้ความคุ้มครองสภาพการณ์ดังกล่าว จึงได้มีผู้คิดวิธี
เอาประกันภัยต่ออีกชนิดหน่ึงเรียกว่า สัญญาการประกันภัยต่อกาหนดค่าเสียหาย (Stop Loss
Reinsurance Treaty ซ่ึงบางคร้ังเรียกว่า Excess of Loss Ratio Reinsurance Treaty) สัญญาชนิดนี้
จะระบุความรับผิดของผู้รับประกันภัยต่อเป็นร้อยละ เช่น To pay 90% of the amount in excess of
80% loss ratio upto 120% บางคร้ังอาจเขียนว่า to cover 90% of the amount in excess of 80%
loss ratio upto a further 40% loss ratio หมายความว่า ผู้รับประกันภัยต่อจะรับผิดต่อเม่ืออัตรา
คา่ เสยี หายท้ังปีของบริษัทเอาประกันภัยต่อในปีน้ีสูงกว่าร้อยละ 80 ข้ึนไป จนถึงไม่เกินร้อยละ 120 โดย
ผู้รับประกนั ภยั ตอ่ จะรบั ผดิ ส่วนท่ีเกนิ นนั้ ในอัตราร้อยละ 90 และบริษัทเอาประกันภัยต่อรับผิดเองร้อยละ
10 ถ้าหากอัตราค่าเสียหายสูงกว่าร้อยละ 120 ส่วนท่ีเกินนั้นบริษัทเอาประกันภัยต่อก็จะต้องรับผิดเอง
การกาหนดให้บริษัทเอาประกันภัยต่อจะต้องรับผิดเองร้อยละ 10 สาหรับ ค่าเสียหายที่เกินร้อยละ 80
อีกช้ันหนึ่งนั้น ก็เพ่ือป้องกันมิให้บริษัทเอาประกันภัยต่อขาดความระมัดระวังในการรับประกันภัย หรือ
ออกนอกลู่นอกทางในการรับประกันภัยมากเกินไป และเพ่ือเป็นการจากัดความรับผิดของผู้รับ
ประกันภัยต่อ สัญญาชนิดน้ีจะกาหนดจานวนเงินสูงสุดที่จะต้องรับผิดไว้ด้วย เพราะถ้าปราศจากการ
ระบุจานวนเงินไว้ด้วยแล้ว หากบริษัทเอาประกันภัยต่อขยายการรับประกันภัยออกไปอย่างกว้างขวาง
ความรับผิดของผู้รับประกันภัยต่อก็จะพลอยขยายออกไปอย่างไม่มีขีดจากัด ซึ่งผู้รับประกันภัยต่อไม่
สามารถจะรับได้ ตัวอย่างเช่น สัญญาระบุว่า To pay 90% of all losses in excess of 80% loss ratio
upto a maximum of 90% of 120% loss ratio. Provided always that in no circumstances the
reinsurer will be called up to pay more than 90% of Bht. 10,000,000 ซ่ึงหมายความว่า จานวน
เงินสูดสุดที่ผู้เอาประกันภัยต่อสามารถจะเรียกร้องตามสัญญาได้จะไม่เกิน 9,000,000 บาทหรือต้องไม่
เกนิ ร้อยละ 90 ของอัตราค่าเสียหายรอ้ ยละ 120 แลว้ แต่จานวนใดจะน้อยกว่ากัน ในการร่างสัญญาชนิด
นี้จะยึดหลักอยู่อย่างหนึ่งว่าผู้รับประกันภัยต่อจะจ่ายค่าเสียหายต่อเมื่อผู้เอาประกันภัยต่อถึงจุดที่เร่ิม
ขาดทุนแล้ว ดังน้ันในการ กาหนดระดับอัตราค่าเสียหายที่สัญญาเริ่มให้ผลคุ้มครองจึงต้องพิจารณา
อัตราค่าใช้จ่ายดาเนินงาน เทียบกับเบ้ียประกันภัยรับของผู้เอาประกันภัยต่อในการรับประกันภัย
ประเภทนั้นว่าเป็นเท่าใดสมมติว่าอัตราค่าใช้จ่ายเท่ากับร้อยละ 30 สัญญาประกันภัยต่ออาจจะระบุให้
ผู้รับประกันภัยต่อจ่ายเม่ืออัตราค่าเสียหายไม่ต่ากว่าร้อยละ70 ข้ึนไป นอกจากนี้ ผู้เอาประกันภัยต่อ
จะต้องรว่ มรับผิดคา่ เสยี หายอีก รอ้ ยละ 10 สาหรบั ค่าเสียหายส่วนท่ีสูงกว่าร้อยละ 70 อีกด้วย ดังนั้น จะ
เหน็ ได้ว่า การประกันภยั ต่อชนิดน้ีไม่ได้มุ่งหมายหรือเป็นหลักค้าประกันผลกาไรให้กับผู้รับประกันภัยต่อ
อย่างทบ่ี างคนเขา้ ใจ

สถาบนั ประกนั ภัยไทย บทท่ี 2/24
ช่อื ผู้แต่ง : อาจารย์ดวงดาว วิจักขณจ์ ารุ

NL608 : การจัดการการประกันภยั ต่อ
บทท่ี 2 ประเภทของการประกนั ภัยต่อ

สาหรับสัญญาประกันภัยต่อชนิดน้ี โดยมากมักจะใช้กับการรับประกันภัยพืชผล (Crop) ใน
ต่างประเทศใช้ในการรับประกันภัยต่อพายุลูกเห็บ (Hailstorm) เน่ืองจากผลการรับประกันภัยค่อนข้าง
จะผันผวน กล่าวโดยหลักการแล้วการประกันภัยต่อประเภทนี้ สามารถนาไปประยุกต์ใช้กับการประกัน
อบุ ัตเิ หตแุ ทบทกุ ประเภท ยกเวน้ การประกนั ภยั ทางทะเลและขนส่งและการประกันภัยเครอ่ื งบนิ

แบบฝกึ หดั ทา้ ยบท
1. การประกันภัยต่อ มีกี่ประเภท อะไรบ้าง
2. การประกันภยั ต่อแบบตามสัดสว่ น มีกแ่ี บบ อะไรบ้าง
3. การประกันภยั ต่อแบบไมต่ ามสัดส่วน มีก่แี บบ อะไรบา้ ง
4. สัญญาบอด คือ อะไร
5. การประกนั ภยั ต่อแบบเฉพาะราย คืออะไร มีประโยชน์อยา่ งไร
6. สัญญาประกนั ภยั ต่อตามส่วน กบั สญั ญาประกันภัยต่อแบบสว่ นเกิน แตกตา่ งกันอยา่ งไร
7. สญั ญาประกันภัยต่อความเสียหายสว่ นเกนิ ช่วงชั้นปกติ กบั สัญญาประกนั ภยั ต่อความเสยี หาย

ส่วนเกินช่วงชน้ั มหันตภัย มีประโยชนแ์ ตกตา่ งกันอย่างไร

สถาบนั ประกนั ภัยไทย บทท่ี 2/25
ช่ือผแู้ ต่ง : อาจารย์ดวงดาว วจิ กั ขณ์จารุ

NL608 : การจัดการการประกันภัยต่อ
บทท่ี 3 การกาหนดอัตราเบี้ยประกันภยั ตอ่

บทท่ี 3
การกาหนดอตั ราเบ้ียประกนั ภัยตอ่

การกาหนดอตั ราเบีย้ ประกนั ภัยต่อ
การประกันภัยต่อแบบเสียหายส่วนเกิน มีวิธีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับ

ประกันภัยตอ่ ในลักษณะท่แี ตกตา่ งไปจากการประกนั ภัยต่อแบบตามสัดส่วน ดังนั้น วิธีคานวณหรือการ
กาหนดอตั ราเบี้ยประกันภัยต่อสาหรับสัญญาประกันภัยต่อเสียหายส่วนเกิน จึงแตกต่างจากวิธีการของ
การประกันภัยต่อแบบตามสัดส่วนด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างย่ิงผู้รับประกันภัยต่อจะเป็นฝ่ายกาหนด
อัตราเบี้ยประกันภัยต่อโดยจะพิจารณาจากข้อมูลและรายละเอียดเก่ียวกับปริมาณและลักษณะของ
ธรุ กจิ ของบรษิ ัททีเ่ อาประกนั ภัยตอ่ ตามข้อมลู หลกั ดงั ต่อไปนี้

1. รายรับจากยอดรวมเป็นเบ้ียประกันภัยของปีที่ผ่านมา และประมาณการยอดรวมเบ้ีย
ประกนั ภัยท่ีคาดว่าจะได้รบั ในปที ี่ต้องการซื้อความคุ้มครอง

2. ขีดจากัดส่วนเก็บไว้ (Retention limits) ของการประกันภัยประเภทต่างๆ และโครงสร้าง
ของการประกันภัยต่อพ้ืนฐาน เช่น มีการจัดสัญญาประกันภัยต่อตามส่วนและสัญญาประกันต่อแบบ
ส่วนเกินไวอ้ ยา่ งไร

3. ผลการรบั ประกนั ภยั ต่อในปีทีผ่ ่านๆ มา
4. งานที่บรษิ ทั เอาประกันภัยต่อรบั ประกันภัยไวส้ ว่ นใหญ่ประกอบดว้ ยภัยประเภทใดบ้าง เช่น
เป็นร้านค้า บ้านอยู่อาศัย หรือโรงงานอุตสาหกรรม เป็นอัตราส่วนร้อยละเท่าใด รวมท้ัง Risk Profile ซ่ึง
เป็นตารางแสดงจานวนกรมธรรม์ จานวนเงนิ เอาประกนั ภยั เบีย้ ประกันภยั /จาแนกตามระดับของจานวน
เงินเอาประกนั ภัยของแต่ละกรมธรรม์ประกนั ภยั (ดตู ัวอยา่ งในภาคผนวก)

วธิ ีกาหนดอัตราเบี้ยประกนั ภัยต่อ
อัตราสามารถกาหนดโดยพิจารณาจากสถิติการเกิดวินาศภัยที่ผ่านๆ มา และแนวโน้มการ

ขยายตัวของธุรกิจของบริษัทที่เอาประกันภัยต่อ ซึ่งวิธีน้ีเรียกว่า การกาหนดอัตราตามประสบการณ์
(Experience rating) อีกวิธีหน่ึงคือ กาหนดอัตราตามโอกาสเสี่ยงภัย (Risk exposure) สถิติการ
เรียกรอ้ งคา่ สนิ ไหมทดแทนที่เกิดขนึ้ ในอดีตใชเ้ ปน็ แนวทางได้ดีในการคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคต แต่
ทั้งนต้ี อ้ งคานึงถึงปัจจัยตัวอ่ืนๆ ด้วย เช่น ภาวะเงินเฟ้อ การกระจุกตัวของทรัพย์สินที่เอาประกันภัย การ
ประกาศใชห้ รอื เปลยี่ นแปลงแก้ไขกฎหมายผู้รบั ประกันภยั ต่อที่รอบคอบจะไม่พิจารณาเฉพาะสถิติความ
เสียหายท่ผี า่ นมาเท่านน้ั แตจ่ ะวเิ คราะหถ์ ึงแนวโน้มทอี่ าจจะเกิดขนึ้ ในอนาคตดว้ ย

ปจั จัยในการกาหนดอตั รา บทท่ี 3/1

สถาบนั ประกนั ภัยไทย
ชือ่ ผู้แต่ง : อาจารย์ดวงดาว วจิ กั ขณจ์ ารุ

NL608 : การจัดการการประกนั ภยั ต่อ
บทท่ี 3 การกาหนดอัตราเบี้ยประกันภยั ตอ่

แม้ว่าวิธีกาหนดอัตราอาจแตกต่างกันบ้างขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้รับประกันภัยต่อ แต่ผู้รับ
ประกนั ภยั ตอ่ โดยท่ัวไปมกั จะยึดหลักต่อไปน้ี

1. การคาดคะเนปริมาณคา่ สินไหมทดแทนทอ่ี าจเกินขึ้นตามสัญญาประกนั ภัยต่อ
2. ต้องมีเงินสารองเหลือในกรณที อ่ี ตั ราคา่ เสียหายมแี นวโน้มทสี่ ูงขึน้
3. ตอ้ งมเี งินสารองสาหรบั เผอื่ ไว้จ่ายในกรณเี กิดมหนั ตภัย
4. คา่ ใชจ้ ่ายในการขายประกนั เชน่ ค่านายหน้า ส่วนลด
5. มเี หลือเปน็ เป็นกาไรบา้ ง

ประเภทของอตั ราเบ้ยี ประกันภัยต่อ
อัตราเบี้ยประกันภยั ตอ่ สามารถจาแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. กาหนดเบย้ี ประกนั ภัยคงท่ี
2. กาหนดอัตราตามรายไดเ้ บยี้ ประกันภยั
1. กาหนดเบี้ยประกันภัยคงที่ เป็นวิธีท่ีง่ายท่ีสุดเมื่อเทียบกับวิธีอื่นๆ เบ้ียประกันภัยอาจ

ชาระครั้งเดียวหรือเบ่งเป็นงวดๆ มักไม่นิยมใช้วิธีนี้กับการประกันภัยต่อเสียหายส่วนเกินในช่วงชั้นปกติ
หรือช่วงขั้นต่าๆ ส่วนมากมักใช้ในช่วงชั้นมหันตภัย ซ่ึงสถิติความเสียหายในอดีตไม่สามารถมาใช้เป็น
เคร่ืองชี้แนวโน้มในอนาคต หรืออาจนาวิธีคิดแบบนี้ไปใช้กับธุรกิจประกันภัยท่ีเริ่มเปิดใหม่และผู้รับ
ประกันภยั ตอ่ ต้องการมีเบี้ยประกันภัยขั้นต่าไว้จานวนหนึ่ง ถึงแม้ว่าวิธีกาหนดอัตราแบบน้ีจะเป็นการใช้
ดุลยพินิจที่ค่อนข้างเฉพาะตัวของผู้รับประกันภัยก็ตาม แต่ผู้รับประกันภัยต่อก็ย่อมคานึงถึงโอกาสเสี่ยง
ภัย จานวนเงินท่ีคุ้มครอง จานวนเงินในส่วนที่บริษัทเอาประกันภัยต่อเสี่ยงภัยเองและระยะเวลาใช้คืน
ด้วย ในกรณีที่เกิดมหันตภัยกับสัญญาท่ีคุ้มครอง ข้อเสียของวิธีน้ี คือ ขาดความยืดหยุ่นและไม่
ปรับเปล่ียนไปตามการขยายตัวของธุรกิจที่คุ้มครอง ดังนั้นเม่ือเวลาผ่านไประยะหน่ึงจึงต้องมีการ
ทบทวนเบ้ยี ประกนั ภยั กนั ใหม่

2. กาหนดอัตราตามรายได้เบ้ียประกันภัย ดังได้กล่าวมาแล้วว่า เบี้ยประกันภัยคงที่มี
จุดอ่อนตรงที่ไม่มีการปรับเปล่ียนไปตามการขยายตัวของธุรกิจท่ีคุ้มครอง ดังนั้น เมื่อกิจการรับประกัน
ภัยของบริษัทเอาประกันภัยต่อขยายตัวออกไป เบ้ียประกันภัยต่อท่ีเก็บมาน้ันจึงไม่เพียงพอ เพ่ือ
แก้ปญั หาดังกล่าวจงึ มผี ู้คดิ วิธกี าหนดเบ้ยี ประกันภัยต่อโดยนาไปผูกกับรายได้ของบริษัทท่ีเอาประกันภัย
ตอ่ โดยยดึ หลักการว่าปริมาณเบี้ยประกันภัยต่อควรข้ึนลงตามขนาดของการเสี่ยงภัย เคร่ืองชี้ขนาดของ
การเสี่ยงภัย (Exposure) ตัวหนึ่งก็คือ รายได้จากเบ้ียประกันภัยของบริษัทท่ีเอาประกันภัยต่อ และจาก
จุดน้ีเองจึงได้มีการพัฒนาวิธีการคานวณเบี้ยประกันภัยต่อสองวิธีคือ แบบกาหนดอัตราคงที่ (Fixed
rate) คูณกับรายได้เบี้ยประกันภัย กับอีกวิธีหน่ึง กาหนดอัตราเปลี่ยนแปร (Variable rate) คูณกับ

สถาบนั ประกนั ภัยไทย บทที่ 3/2
ชอ่ื ผแู้ ต่ง : อาจารย์ดวงดาว วิจักขณจ์ ารุ

NL608 : การจัดการการประกนั ภยั ต่อ
บทท่ี 3 การกาหนดอัตราเบี้ยประกนั ภัยต่อ

รายไดเ้ บย้ี ประกนั ภยั ดงั นั้น ถ้าธุรกจิ ของบรษิ ัทเอาประกันภัยต่อขยายตัวออกไป ปริมาณเบ้ียประกันภัย
ตอ่ ทจ่ี ะต้องสงู ขึ้นไปด้วย

ตามธรรมดาสัญญาประกันภัยต่อแบบเสียหายส่วนเกินจะคุ้มครองปีต่อปี และอัตราเบ้ีย
ประกนั ภยั ต่อกใ็ ชไ้ ดเ้ พียงปีต่อปีเช่นกัน เมื่อครบหน่ึงปีหรือ 12 เดือนแล้ว ผู้รับประกันภัยต่อจะพิจารณา
อัตรากันใหม่ตามข้อมูล สภาพการณ์ และสถิติการเรียกค่าเสียหายที่ผ่านมา แล้วจึงค่อยตัดสินใจ ซ่ึง
อาจใช้อตั ราเดิมหรือกาหนดอตั ราใหมท่ อ่ี าจสงู หรือตา่ กว่าของเดิมกเ็ ป็นได้ตามควรแตก่ รณี

อัตราท่ีตกลงกันนี้จะนาไปคูณกับยอดรวมเบ้ียประกันภัยของธุรกิจท่ีคุ้มครอง เพ่ือคานวณหา
เบี้ยประกนั ภยั ตอ่ ทจ่ี ะต้องชาระโดยประมาณ ตามธรรมดาผู้รับประกันภัยต่อจะเรียกเก็บประกันภัยฝาก
(Deposit premium) ร้อยละแปดสิบของเบ้ียประกันภัยต่อท้ังปีซึ่งจะต้องชาระล่วงหน้าโดยแบ่งจ่ายเป็น
รายสามเดือนหรือรายหกเดือนตามแต่จะตกลงกัน บางครั้งเมื่อครบ 12 เดือน และมีการคารวณเบ้ีย
ประกันภัยต่อตามรายได้เบี้ยประกันภัยที่เกิดข้ึนจริง อาจจะพบว่าต่ากว่าที่ประมาณการไว้มาก ทาให้
ตอ้ งมีการคืนเบยี้ ประกันภยั ต่อกันเพ่ือหลีกเล่ียงกรณดี งั กลา่ ว จึงต้องมีการกาหนดเบี้ยประกันภัยจานวน
ต่าสุด ซึ่งโดยมากก็เป็นเบี้ยประกันภัยฝากไปด้วย ท้ังนี้ ก็เพื่อให้เป็นธรรมแก่ท้ังสองฝ่ายและเพื่อให้การ
ประมาณรายได้จากเบยี้ ประกันภยั มคี วามแม่นยามากที่สดุ เท่าที่จะเปน็ ได้

รายได้เบ้ียประกันภัย (Premium income) หมายถึง เบี้ยประกันภัยในส่วนท่ีได้รับความ
คมุ้ ครองตามสญั ญาประกันภยั ตอ่ แบบเสยี หายสว่ นเกนิ

รายได้เบ้ียประกันภัยของยอดรวมธุรกิจที่สัญญาประกันภัยต่อแบบเสียหายส่วนเกินคุ้มครอง
ซ่งึ เปน็ ฐานท่ีใช้คูณกับอัตราเบี้ยประกันภัยเพื่อคานวณเบ้ียประกันภัยต่อที่จะต้องจ่ายให้ผู้รับประกันภัย
ตอ่ นนั้ มีชอ่ื เรียกและความหมายต่างๆ กัน เช่น
- รายไดเ้ บ้ยี ประกันภยั สุทธริ วม (Gross Net Premium Income – G.N.P.I.)

- รายได้เบี้ยประกันภัยสุทธิ (Net Premium Income or Original Net Premium Income –
N.P.I หรือ O.N.P.I.)

- รายไดเ้ บี้ยประกนั ภยั ทถ่ี อื เปน็ รายได้ (Earned Premium Income – E.P.I.)
- รายได้เบ้ียประกันภัยสุทธิรวม คานวณได้ด้วยการหักรายการดังต่อไปนี้ออกจากเบ้ีย
ประกนั ภัยรวม

ก. เบี้ยประกันภัยถอนคนื และยกเลิก (Returns and cancellations)
ข. เบ้ียประกันภัยที่จ่ายเพื่อซื้อประกันภัยต่อ ซ่ึงให้ประโยชน์ต่อสัญญาประกันภัย
ต่อแบบเสียหายส่วนเกิน (Premiums paid for specific reinsurance which insure to the benefit of
the excess of loss cover)

สถาบนั ประกันภัยไทย บทท่ี 3/3
ชื่อผู้แต่ง : อาจารย์ดวงดาว วิจักขณจ์ ารุ

NL608 : การจัดการการประกนั ภัยต่อ
บทท่ี 3 การกาหนดอัตราเบี้ยประกนั ภยั ตอ่

ค. เบี้ยประกันภัยส่วนที่ไม่ได้รับความคุ้มครองตามสัญญาประกันภัยเสียหาย
ส่วนเกินรายการข้อ ข. หมายถึงเบ้ียประกันภัยต่อที่ซื้อเป็นกรณีพิเศษ (specific reinsurance) เช่น การ
ประกันภยั ตอ่ แบบเสียหายสว่ นเกนิ เพือ่ คุ้มครองบางส่วนของธุรกิจ อันเป็นการให้ประโยชน์ต่อตัวสัญญา
ประกันภัยต่อแบบเสียหายส่วนเกินที่เป็นตัวหลัก ส่วนรายการข้อ ค. หมายถึงเบ้ียประกันภัยส่วนที่เป็น
การประกันภยั บางประเภทที่สัญญาระบไุ ม่คุ้มครอง ดังนน้ั จงึ หักเบีย้ ประกนั ภัยสว่ นนั้นออกไปได้
- รายได้เบี้ยประกันภัยสุทธิ กล่าวโดยท่ัวไป ในการคานวณเบี้ยประกันภัยต่อจะไม่มีการหัก
คา่ นายหน้าหรอื ส่วนลดออกจากเบ้ียประกันภัยรวม แต่ในตลาดรับประกันภัยบางแห่งเช่นท่ีตลาดลอยด์
แห่งลอนดอนนั้น ในการคานวณเบี้ยประกันภัยต่อเสียหายส่วนเกินจะหักค่านายหน้า ค่าบาเหน็จออก
จากเบยี้ ประกันภยั รวมเสยี ก่อน
- รายได้เบี้ยประกันภัยท่ีถือเป็นรายได้แล้ว ในบางกรณี ผู้รับประกันภัยต่ออาจให้ใช้เบี้ย
ประกันภัยที่ถือเป็นรายได้แล้วเป็นฐานในการคานวณเบี้ยประกันภัยต่อ ทั้งนี้โดยพิจารณาว่า สัญญา
เป็นแบบกาหนดระยะเวลาความเสียหาย โดยอาจกาหนดว่า ให้นาเบ้ียประกันภัยร้อยละ 60 ของปี
ปัจจุบันรวมกับเบี้ยประกันภัยร้อยละ 40 ของปีท่ีผ่านมาเป็นฐานในการคานวณเบี้ยประกันภัยต่อตาม
สูตรในการคานวณซึง่ จะตอ้ งมกี ารตกลงกันลว่ งหนา้

เบี้ยประกันภัยรับหรือเบ้ียประกันภัยท่ีบันทึกบัญชี (Written or accounted premium
income) วิธีท่ีนิยมทากันคือ ใช้รายได้จากเบี้ยประกันภัยที่บันทึกในสมุดบัญชีของปีบัญชีเป็นฐาน
สาหรบั คานวณเบ้ยี ประกันภัยต่อวิธีน้ีเป็นวิธีท่ีง่ายและสะดวก แม้ว่าตัวเลขบางปีอาจจะมีการเหลื่อมล้า
กันบ้าง แต่ในระยะยาวแล้วความเหน่ือยล้าน้ันก็จะถูกถัวเฉล่ียให้เสมอกัน และผู้รับประกันภัยต่อที่เข้า
ทาสัญญาด้วยเป็นเวลาติดต่อกันหลายปีก็ย่อมจะได้รับเบี้ยประกันภัยต่อโดยเสมอภาคกัน แต่สาหรับ
บริษัททเ่ี อาประกันภยั ต่อแลว้ วธิ ีน้ีเปน็ วิธที ส่ี ะดวกเพราะเพียงแต่นาเบ้ียประกันภัยที่บันทึกบัญชีไว้มาใช้
เปน็ หลกั ฐานสาหรับคานวณเบี้ยประกันภยั ตอ่ ได้ทนั ที

ค่าเสียหายพ้ืนฐาน (Burning Cost) ปัจจัยตัวหน่ึงท่ีผู้รับประกันภัยต่อนาไปประกอบการ
พิจารณากาหนดอัตราเบี้ยประกันภันต่อก็คือ ค่าเสียหายพ้ืนฐาน (Burning cost) ซ่ึงหามาจากการ
คานวณอตั รารอ้ ยละระหวา่ งค่าเสยี หายท้ังหมดที่เข้าข่ายความคุ้มครองตามสัญญาเทียบกับ รายได้เบ้ีย
ประกันภัยสุทธิรวม (G.N.P.I.) ของบริษัทเอาประกันภัยต่อในช่วงระยะเวลาท่ีเอาประกันภัย อัตราร้อย
ละท่ีคานวณออกมาได้นั้น บางคร้ังเรียกว่า ค่าเสียหายแท้จริง (Pure burning cost) เพ่ือใช้
เปรียบเทยี บให้เห็นความแตกตา่ งไปจากอีกคาหนึ่งคือ ค่าเสียหายพื้นฐานปรับปรุง (Loaded burning
cost) เพราะอัตราคา่ เบยี้ ประกันภยั ทคี่ านวณมาจาก ค่าเสียหายแท้จริงนั้นเพียงพอแค่ให้ผู้รับประกันภัย
ตอ่ จ่ายค่าเสยี หาทเ่ี กิดขึ้นเท่าน้นั แต่จะไมม่ เี หลอื สาหรบั เปน็ คา่ ใชจ้ ่ายในการจัดการและสารองไว้จ่ายใน
กรณีสถิติค่าเสียหายมีการผันแปร หรือไม่มีเงินเหลือไว้จ่ายในกรณีเกิดมหันตภัยและที่สาคัญคือไม่มี

สถาบนั ประกันภยั ไทย บทที่ 3/4
ช่อื ผู้แตง่ : อาจารย์ดวงดาว วจิ ักขณจ์ ารุ

NL608 : การจัดการการประกนั ภยั ต่อ
บทท่ี 3 การกาหนดอัตราเบ้ียประกันภยั ต่อ

กาไร ดงั นน้ั อตั ราค่าเสียหายแท้จริงต้องมีการปรับด้วยการบวกเพิ่ม (Loaded) ซึ่งอัตราที่ใช้บวกเพิ่มกัน

ท่ัวๆ ไปในทางปฏิบัติกม็ กั จะอยูใ่ นชว่ ง 100 100 100 เม่ือปรบั ด้วยอตั ราบวกเพิ่มนี้
70 75 80

แล้วผู้รับประกันภัยต่อจะใช้อัตราเสียหายพื้นฐานปรับปรุงหรือบวกเพิ่ม (Loaded burning cost) น้ีไป

เปน็ อัตราสาหรับคดิ เบี้ยประกนั ภัยตอ่ ดงั ตัวอย่างตอ่ ไปนี้

ปี รายได้เบ้ยี ค่าเสยี หายที่ อัตรา อัตราค่าเสียหายพื้นฐาน
(1) ประกันภัย ค้มุ ครองตาม ค่าเสียหาย ปรบั ปรงุ ทบี่ วกเพ่ิมแล้ว
พนื้ ฐาน ( %)
สทุ ธิรวม (บาท) สัญญา (4)=(3) x 100 (%)
(2) XOL (บาท) (5) = (4) x 100
(2)
2528 10,000,000 (3) 0.8 % 70
2529 12,000,000 80,000
2530 15,000,000 1.667% 1.143%
2531 18,000,000 200,000 2.381%
รวม 2.667% 3.810%
(เฉลย่ี ) 55,000,000 400,000 3.969%
2.778%
500,000

1,180,000 *2.145% *3.064%

หมายเหตุ *คา่ เฉลย่ี ของทง้ั 4 ปี
ดังนั้น ถ้าใช้สถิติความเสียหายในอดีตเป็นฐานในการกาหนดอัตราเบี้ยประกันภัย ก็จะได้

อัตรา 3.064% แตผ่ รู้ ับประกนั ภัยต่อจะต้องปรบั อัตราโดยคานึงถึงภาวะการณ์ในขณะนั้น และแนวโน้มที่
คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตประกอบด้วย มีข้อพึงสังเกตว่า ในกรณีค่าเสียหายแท้จริงเป็นศูนย์เนื่องจาก
ไม่มีวินาศภัยในปีนั้นๆ ผู้รับประกันภัยต่อก็ยังจะต้องเก็บเบี้ยประกันภัยข้ันต่าเป็นอย่างน้อยเพ่ือให้
สัญญามผี ลบงั คับตอ่ ไป

แบบอัตราคงท่ี การคิดอัตราเบ้ียประกันภัยต่อด้วยวิธีนี้ใช้ได้กับการประกันภัยต่อเสียหาย
ส่วนเกินท้ังสองประเภท กล่าวคือ ท้ังประเภทช่วงขั้นปกติและช่วงช้ันมหันตภัย แต่ความจริงแล้ววิธีนี้
นา่ จะเหมาะสมกับการประกนั ภยั ตอ่ ในช่วงชั้นมหนั ตภัยมากกว่า

โดยที่การคานวณเบี้ยประกันภัยต่อช้ันสุดท้ายไม่สามารถกระทาได้ทันที แต่จะต้องรอจนกว่า
หลังปิดบัญชีสิ้นปีผ่านพ้นไประยะหน่ึงเสียก่อน ดังนั้น ผู้รับประกันภัยต่อจึงต้องเรียกเก็บ เบี้ย
ประกันภยั ฝาก จากบริษัทเอาประกันภัยต่อตั้งแต่ตอนเร่ิมต้นของการประกันภัยต่อ เบ้ียประกันภัยฝาก
ท่ีเรียกเก็บล่วงหน้านี้มักจะเป็นจานวนร้อยละ 80 ของเบ้ียประกันภัยต่อท้ังส้ินโดยประมาณครั้นเมื่อปิด

สถาบันประกนั ภยั ไทย บทที่ 3/5
ชือ่ ผูแ้ ต่ง : อาจารย์ดวงดาว วจิ กั ขณ์จารุ

NL608 : การจดั การการประกันภยั ต่อ
บทที่ 3 การกาหนดอัตราเบ้ียประกนั ภัยต่อ

บัญชีสิ้นงวดและทราบจานวนรายได้เบี้ยประกันภัยสุทธิรวมที่แท้จริงแล้วก็จะมีการคานวณเบี้ย
ประกนั ภยั ต่อข้ันสุดท้าย ดงั ตัวอย่างตอ่ ไปน้ี

สมมตวิ ่ารายไดเ้ บ้ียประกันภยั สทุ ธิรวมเป็นจานวนเงนิ 21,550,000 บาท

เบย้ี ประกนั ภยั เบีย้ ประกนั ภัยฝาก เบย้ี ประกนั ภยั ท่ีต้อง

สัญญาท่ี อัตรา เสียหาย และตา่ สดุ ที่ชาระ ชาระเพิ่มใหก้ บั

สว่ นเกิน แลว้ ผรู้ บั ประกันภัยต่อ

(บาท) (บาท) (บาท)

1. 3.25% 6,982,171 7,000,000

2. 0.40% 859,344 830,000 29,344

3. 0.25% 537,090 450,000 87,090

หมายเหตุ สาหรับสญั ญาชว่ งชนั้ ทหี่ นง่ึ เน่อื งจากรายได้ที่แท้จริงน้อยกว่าเบ้ียประกันภัยขั้นต่า ดังนั้นจึง
ต้องเรยี กเกบ็ เบย้ี ประกันภยั ขั้นต่า

แบบอัตราเปล่ียนแปร เนื่องจากการประกันภัยต่อเสียหายส่วนเกินในช่วงชั้นปกติ มีโอกาส
ค่อนข้างสูงท่ีผู้รับประกันภัยต่อ จะต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับบริษัทเอาประกันภัยต่อปีละหลาย
คร้ัง จึงเป็นเรื่องยากที่จะกาหนดอัตราเบ้ียประกันภัยคงท่ีสาหรับการประกันภัยต่อประเภทนี้ ดังน้ัน จึง
ต้องหันไปใช้วิธียืดหยุ่นกว่ากล่าวคือ แบบอัตราเปล่ียนแปรตามความเสียหายพ้ืนฐานท่ีปรับปรุงแล้ว
ดงั ทกี่ ล่าวมาแลว้ ข้างตน้

สาหรับการคิดเบ้ียประกันภัยต่อด้วยวิธีน้ี จะมีการกาหนดอัตราทั้งข้ันต่าสุดและขั้นสูงสุดไว้
ตัวอย่างเช่นถ้าความเสียหายพ้ืนฐานท่ีปรับปรุงแล้วเป็น 3% ผู้รับประกันภัยต่ออาจกาหนดอัตราข้ันต่า
ไว้ 1% และข้ันสูง 6% ประโยชน์ของการคิดด้วยวิธีนี้ก็คือ ถ้าสมมติว่าตลอดช่วงเวลาที่สัญญามีผล
คมุ้ ครอง ปรากฎวา่ ไมม่ ีวนิ าศภยั รายใดท่ีเขา้ ข่ายการคุ้มครองเลย และอัตราค่าเสียหายพ้ืนฐานเป็นศูนย์
ผ้รู ับประกนั ภัยต่อยงั คงได้รับเบ้ียประกนั ภยั ตา่ สุดคอื 1% แตใ่ นทางตรงกันข้าม ถ้าในช่วงท่ีรับประกันภัย
ต่อปรากฎผลอัตราค่าเสียหายสูงขึ้นเร่ือยๆ บริษัทเอาประกันภัยต่อก็ไม่ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยต่อสูง
เกินกว่าข้ันสูงสุดท่ีตกลงกันไว้ สาหรับค่าเสียหายพื้นฐานที่จะใช้เป็นฐานในการคิดอัตราเบ้ียประกันภัย
นนั้ อาจจะใช้เปน็ ปีตอ่ ปหี รอื ยอ้ นหลัง 3 ปี ถงึ 5 ปี แล้วแตจ่ ะตกลงกนั

ตัวอย่างที่ 3 สมมตวิ า่ สญั ญากาหนดใหใ้ ช้อัตราเบ้ยี ประกนั ภัยตอ่ โดยการถัวเฉล่ียค่าเสียหาย
พ้ืนฐานย้อนหลังสามปีท่ีปรับปรุงด้วยส่วนบวกเพ่ิมในอัตรา 100 อัตรเบ้ียประกันภัยต่อต่าสุด 2% สูงสุด

70

สถาบนั ประกนั ภยั ไทย บทที่ 3/6
ชื่อผูแ้ ต่ง : อาจารย์ดวงดาว วจิ ักขณ์จารุ

NL608 : การจัดการการประกนั ภยั ต่อ
บทท่ี 3 การกาหนดอัตราเบ้ียประกันภยั ต่อ

6% ของฐานเบ้ียประกันภัยต่อคิดจากรายได้เบ้ียประกันภัยสุทธิรวม เบี้ยประกันภัยต่อที่จะต้องคานวณ
สาหรับปี 2536 แสดงเป็นกรณไี ดด้ งั น้ี

กรณีท่ีหนึ่ง ค่าเสียหายท้ังหมดในปี 2534 – 2536 เป็นจานวนเงิน 450,000 บาท แสดง
รายละเอียดดังนี้

ปี รายไดเ้ บ้ียประกันภยั สทุ ธริ วม (บาท) คา่ เสียหายท่ีสัญญาคุ้มครอง (บาท)
100,000
2534 (ปีก่อน) 8,000,000 200,000
150,000
2535 (ปีกอ่ น) 10,000,000 450,000

2536 (ปีปจั จบุ ัน) 12,000,000

รวม 30,000,000

คา่ เสยี หายพื้นฐาน =  10 0450, 000

30,000,000

= 1.50% (อตั ราเฉลย่ี )

อัตราที่บวกเพม่ิ = 1.50  100
70

= 2.143%

เบย้ี ประกันภัยตอ่ ที่จะต้องชาระในปี 2536 = 2.143 % x 12,000,000
= 257,160 บาท

กรณที ี่สอง ถ้าค่าเสียหายท้ังหมดในปี 2534 – 2536 เป็นจานวนเงนิ 378,000 บาท

ค่าเสียหายพน้ื ฐาน = 100378,000

30,000,000

= 1.26%

อัตราท่บี วกเพมิ่ = 1.26  100
70
สถาบนั ประกันภัยไทย
ช่ือผแู้ ต่ง : อาจารย์ดวงดาว วิจักขณจ์ ารุ = 1.80%

บทท่ี 3/7

NL608 : การจดั การการประกันภยั ต่อ
บทท่ี 3 การกาหนดอัตราเบี้ยประกนั ภัยต่อ

เนอ่ื งจากอัตราทีค่ านวณได้ 1.80% ต่ากว่า 2.00% ดงั นั้น จงึ ตอ้ งใช้อัตราขัน้ ตา่ สุดในการ
คานวณเบี้ยประกันภัยต่อสาหรบั ปี 2536

เบ้ียประกนั ภัยตอ่ ทจี่ ะต้องชาระในปี 2536 = 2.00% x 12,000,000
= 240,000 บาท

กรณที ่ีสาม ถ้าค่าเสยี หายทง้ั หมดในปี 2534 – 2536 เปน็ จานวนเงิน 1,575,000 บาท

1,575,000
30,000,000
คา่ เสียหายพน้ื ฐาน 100=

= 5.25%

อัตราบวกเพ่ิม = 5.25  100
70

= 7.50%

เน่ืองจากอัตราที่คานวณได้ 7.50% สูงกว่า 6.00% ดังน้ัน จึงต้องใช้อัตราขั้นสูงสุดในการ
คานวณเบี้ยประกนั ภยั ตอ่ สาหรบั ปี 2536

เบีย้ ประกนั ภยั ต่อที่จะต้องชาระในปี 2536 = 6.00% x 12,000,000
= 720,000 บาท

เบี้ยประกันภยั เพิม่ เพอื่ การฟืน้ สัญญา
ในสัญญาประกนั ภยั ตอ่ เสียหายส่วนเกินแบบช่วงช้ันปกติ อาจจะมีการจากัดจานวนเงินสูงสุด

ทผ่ี รู้ บั ประกันภัยต่อจะต้องรับผิดในเหตุการณ์แต่ละครั้ง แต่จะไม่มีการจานวนครั้งท่ีจะต้องจ่ายในช่วงท่ี
สัญญามีผลบังคับ แต่ถ้าหากเป็นสัญญาประกันภัยต่อแบบช่วงช้ันมหันตภัยแล้ว มักจะมีข้อกาหนด
เกี่ยวกับการเก็บเบี้ยประกันภัยเพิ่มเพ่ือให้สัญญาคุ้มครองจานวนเงินเต็มตามเดิม (ข้อกาหนดการจัด
ทดแทน) ซึ่งตามข้อกาหนดข้อนี้ เม่ือผู้รับประกันภัยต่อจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับบริษัทท่ีเอา
ประกันภัยต่อแล้ว จานวนเงินที่คุ้มครองตามสัญญาก็จะลดลงตามจานวนค่าสินไหมทดแทนท่ีจ่ายไป
และเพื่อให้ความคุ้มครองมีจานวนเงินเต็มตามเดิม บริษัทเอาประกันภัยต่อจะต้องชาระเบ้ียประกันภัย
เพิม่ เตมิ เพือ่ การฟ้นื สัญญาใหก้ ับผรู้ บั ประกันภัยตอ่ ตามวิธีท่ีตกลงกันลว่ งหนา้ การฟื้นสัญญาเช่นน้ีจะทา

สถาบนั ประกนั ภัยไทย บทที่ 3/8
ช่อื ผูแ้ ต่ง : อาจารย์ดวงดาว วิจักขณ์จารุ

NL608 : การจดั การการประกันภยั ต่อ
บทท่ี 3 การกาหนดอัตราเบ้ียประกนั ภัยต่อ

ไดห้ น่งึ หรอื สองคร้งั ข้ึนอย่กู บั การเจรจาตกลงกัน แต่มคี วามหมายวา่ ถ้าในสัญญาระบุให้มีการฟ้ืนสัญญา
หน่ึงคร้ัง ผู้รับประกันภัยต่อจะรับผิดสูงสุดในช่วงระยะเวลาท่ีสัญญามีผลบังคับไม่เกินสองเท่าของ
จานวนเงินที่คุ้มครอง เช่น สัญญาระบุจานวนคุ้มครอง 5,000,000 Excess of 1,000,000 Subject to
one reinstatement หมายความว่า จานวนเงินรับผิดสูงสุดของผู้รับประกันภัยต่อตลอดระยะเวลาของ
สัญญาไมเ่ กนิ วงเงิน 10,000,000 บาท เทา่ นนั้

แบบฝกึ หัดทา้ ยบท
1. ผ้ทู ่ีกาหนดอัตราเบ้ยี ประกันภยั ในสัญญาประกนั ภยั ตอ่ แบบตามสดั ส่วน กับ สัญญาประกนั ภยั ต่อ

เสียหายสว่ นเกนิ คอื ใคร
2. ปจั จัยในการกาหนดอัตราเบ้ียประกันภยั ต่อ สาหรับสญั ญาประกันภัยต่อเสียหายส่วนเกิน
3. ขอ้ เสยี ของการกาหนดเบีย้ ประกันภยั คงท่ี คอื อะไร
4. คา่ เสียหายพื้นฐาน กบั ค่าเสียหายพน้ื ฐานปรับปรงุ แตกต่างกันอย่างไร
5. การกาหนดเบีย้ ประกันภยั ต่อ แบง่ ไดเ้ ป็น 2 ประเภท คือ อะไรบ้าง จงอธิบาย
6. GNPI คืออะไร
7. หากอัตราเบ้ยี ประกนั ภยั พืน้ ฐาน คอื 2% โดยผรู้ ับประกันภัยต่อ มีคา่ ใชจ้ ่ายในการจัดการ ค่าสารอง

ไว้จา่ ยเผ่ือความผนั แปรและกาไรที่ต้องการ รวมกันในอัตรา 30% จงคานวณหาอัตราเบย้ี ประกันภัย
พื้นฐานปรับปรุง

สถาบนั ประกันภยั ไทย บทท่ี 3/9
ชือ่ ผู้แตง่ : อาจารย์ดวงดาว วิจักขณ์จารุ

NL608 : การจัดการการประกันภยั ต่อ
บทท่ี 4 วัตถุประสงค์ การวางแผนและการเลือกสรรการประกันภยั ต่อ

บทที่ 4
วัตถปุ ระสงค์ การวางแผน และ
การเลอื กสรรการประกนั ภยั ต่อ

วตั ถปุ ระสงค์ในการเอาประกันภยั ต่อ
ก่อนท่ีจะเลือกแบบการเอาประกันภัยต่อ จะต้องพิจารณาก่อนว่า มีวัตถุประสงค์อะไรบ้างใน

การซื้อความคุ้มครองประกันภัยต่อ กล่าวโดยทั่วไปแล้วบริษัทเอาประกันภัยต่อมักจะมีวัตถุประสงค์
สาคญั ๆ ในการเอาประกนั ภยั ตอ่ ดงั ต่อไปนี้

1. เพ่อื ใหบ้ ริษทั เกิดเสถียรภาพในการดาเนินงาน
2. เพือ่ ให้มีความคลอ่ งตวั ในการปฏิบตั งิ าน
3. เพอ่ื ใหส้ ว่ นทีเ่ ส่ยี งภัยเองไม่สงู เกนิ กว่าที่กาหนด

1. เพื่อให้บริษัทเกิดเสถียรภาพในการดาเนินงาน วัตถุประสงค์ข้อแรกของการ
เอาประกันภยั ตอ่ คอื เพอ่ื ให้ผลการดาเนินงานของบริษัทไม่ต้องผันผวนมาก อันเนื่องจากบางปีมีผลกาไร
สูงแต่บางปีมีผลขาดทุนมากการเอาประกันภัยต่อที่รอบคอบและรัดกุม จะช่วยให้บริษัทไม่ต้องประสบ
กบั ปัญหาดังกลา่ วได้ในระดบั หน่งึ

2. เพ่ือให้มีความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน การรู้จักคัดเลือกรูปแบบสัญญาประกันภัยต่อ
แบบอัตโนมัติท่ีเหมาะสม จะช่วยให้บริษัทท่ีเอาประกันภัยต่อมีขีดความสามารถในการรับประกันภัยใน
ภยั สว่ นใหญไ่ ด้ทนั ทีโดยไมต่ ้องรอคายนื ยันจากผ้รู บั ประกันภัยต่อเสียก่อน ซ่ึงบางครั้งอาจจะล่าช้าไม่ทัน
การ ดังน้ัน การเลือกรูปแบบการเอาประกันภัยต่อท่ีเหมาะสม จะช่วยให้มีความคล่องตัวในการ
ดาเนินงานย่งิ ขนึ้

3. เพื่อให้ส่วนท่ีเส่ียงภัยเองไม่สูงเกินกว่าที่กฎหมายกาหนด ประเทศต่างๆ ส่วนมาก
มักจะมีกฎหมายควบคมุ บริษัทรับประกันภยั มิให้รับเสี่ยงภัยเองสูงกว่าที่ควรจะเป็น โดยอาจกาหนดเป็น
อัตราส่วนระหว่างเบี้ยรับประกันภัยสุทธิเทียบกับเงินกองทุนของผู้ถือหุ้นที่เรียกว่า ส่วนเหล่ือมทรัพย์สิน
เหนือหนสี้ ิน (Solvency Margin)

ขน้ั ตอนในการพิจารณาเลอื กแบบของการประกนั ภยั ต่อ บทท่ี 4/1
ขน้ั ตอนในการพจิ ารณาเลอื กแบบของการประกันภยั ตอ่ มีดังต่อไปนี้
1. การวิเคราะหย์ อดรวมธรุ กิจ (Portfolio analysis)
2. การกาหนดจานวนเงินทจ่ี ะรบั เสีย่ งภัยเอง (Retention)

สถาบนั ประกนั ภัยไทย
ชอื่ ผู้แต่ง : อาจารย์ดวงดาว วจิ กั ขณจ์ ารุ

NL608 : การจัดการการประกนั ภยั ต่อ
บทที่ 4 วัตถุประสงค์ การวางแผนและการเลือกสรรการประกนั ภัยต่อ

3. การกาหนดวิสยั สามารถในการรับประกนั ภยั (Underwriting capacity)
4. เลือกแบบการประกนั ภยั ตอ่ ที่เหมาะสม (Reinsurance programming)
5. พจิ ารณาค่าบาเหนจ็ ประกนั ภยั ต่อ (Reinsurance commission)

1. การวิเคราะห์ยอดรวมธุรกิจ การวิเคราะห์ยอดรวมธุรกิจ หมายถึง การวิเคราะห์ว่างาน
หรือภัยต่างๆ ที่รับประกันภัยไว้ทั้งหมดนั้น ส่วนใหญ่เป็นภัยอะไรบ้าง ในที่นี้จะเน้นในแง่ของบริษัท
ประกนั ภัยโดยตรง

อันดับแรกท่ีจะต้องพิจารณาคือ ปริมาณเบ้ียประกันภัยของแต่ละประเภทท่ีคาดว่าจะได้รับโดย
พิจารณาจากสถิตขิ องปที ี่ผา่ นๆ มา ภาวะเศรษฐกจิ และแนวโนม้ ของตลาดในอนาคต นโยบายการตลาด
ของบรษิ ัทว่าจะขยายตลาดในการประกันภัยในประเภทใด ในกรณีที่จานวนเบี้ยประกันภัยมีน้อยเกินไป
เช่น มีไม่ถึงหนึ่งล้านบาทไม่ควรจะทาเป็นสัญญาประกันภัยต่อแบบอัตโนมัติ น่าจะทาเป็นการ
ประกนั ภัยต่อแบบรายตอ่ ราย ถ้าหากเบ้ียประกันภัยประเภทนั้นมีมากพอ สิ่งท่ีจะต้องพิจารณาในอันดับ
ถัดมาคือ ภัยส่วนใหญ่เป็นประเภทใด ตัวอย่างเช่นในกรณีของการประกันอัคคีภัย ควรพิจารณาดูว่า
เป็นโรงงานอุตสาหกรรม ร้านค้า คลังเก็บสินค้า บ้านอยู่อาศัยในสัดส่วนเท่าใดเม่ือเทียบกับจานวนเบ้ีย
ประกนั ภยั ทัง้ หมด ควรจะมีการทาบัญชีเรียงตามลาดับว่าภัยท่ีจานวนเงินเอาประกันภัยสูงๆ เช่น ตั้งแต่
10,000,000 บาท 20,000,000 บาทข้ึนไปมีท้ังสิ้นกี่ราย มีอะไรบ้าง (Listing of major risks) ในปัจจุบัน
บริษัทประกันภัยส่วนมากจะเก็บข้อมูลการรับประกันภัยในเครื่องคอมพิวเตอร์ การดึงข้อมูลต่างๆ จึง
สามารถทาได้ไม่ยาก การดึงข้อมูลชนิดนี้จะช่วยให้ทราบว่าภัยรายใหญ่ประกอบด้วยอะไรและมีความ
เส่ยี งภยั ในระดับใด

รูปแบบของสถิติท่ีช่วยในการวิเคราะห์ได้ดีอย่างหน่ึงคือ การทาตาราง Risk Profile ตารางชนิด
นี้จะเป็นตัวสรุปว่า มีกรมธรรม์ประกันภัยท้ังหมดก่ีฉบับ จานวนกรมธรรม์ประกันภัยและจานวนเบี้ย
ประกันภัยจาแนกตามระดับของจานวนเงินเอาประกันภัยแต่ละขั้นมีเท่าใด ข้อมูลเหล่าน้ี จะช่วยในการ
ประกอบการตัดสนิ ใจว่า สมควรจะกาหนดวงเงินคุ้มครองของสัญญาประกันภัยต่อแบบส่วนเกินท่ีระดับ
ใด และตรงจุดไหนควรจะจดั ทาประกันภัยตอ่ แบบเฉพาะราย

จากนั้นให้ศึกษาดูว่า งานที่รับประกันภัยมานั้นมีลักษณะกระจายตัวหรือค่อนข้างจะกระจุกตัว
อยู่เป็นแห่งๆ ถ้ามีลักษณะกระจายตัวค่อนข้างทั่วถึงและไม่มีโอกาสที่จะได้รับความเสียหายอย่างใหญ่
หลวงจากภยั ธรรมชาติแล้ว การประกันภยั ต่อตามสญั ญาแบบส่วนเกินก็จะเป็นวิธีที่เหมาะสม แต่ในทาง
ตรงกันข้าม งานที่รับประกันภัยมีลักษณะกกระจุกตัวในบางพ้ืนท่ีโดยเฉพาะอย่างย่ิงถ้ามีโอกาสเกิด
วินาศภัยครั้งใหญ่จากภัยธรรมชาติ เช่น อุทกภัย วาตภัย หรือแผ่นดินไหวด้วยแล้ว การประกันภัยต่อใน

สถาบนั ประกนั ภยั ไทย บทท่ี 4/2
ช่อื ผู้แตง่ : อาจารย์ดวงดาว วจิ ักขณจ์ ารุ

NL608 : การจัดการการประกนั ภยั ต่อ
บทที่ 4 วตั ถุประสงค์ การวางแผนและการเลือกสรรการประกันภัยต่อ

สัญญาแบบตามส่วนหรือสัญญาแบบเสียหายส่วนเกินจะเป็นวิธีที่เหมาะสมกว่า ส่วนจะกาหนดวงเงิน
คุ้มครองเท่าใดนั้น จะต้องคานวณหายอดรวมของจานวนเงินเอาประกันภัยของพื้นท่ีที่คาดว่าอาจได้รับ
ความเสียหายพร้อมกันน้ันออกมาก่อนว่ามีเท่าใด แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะเสียหายท้ังหมด ก็จะต้อง
ประมาณการต่อไปอีกวา่ หากเกดิ อุทกภยั แลว้ ทรพั ย์สนิ จะเสยี หายในอตั รารอ้ ยละเท่าใด หรือเกิดวาตภัย
แล้วน่าจะเสียหายในอัตราร้อยละเท่าใด เม่ือได้ประมาณการความเสียหายทั้งพื้นที่ท่ีคาดว่าอาจเกิดขึ้น
แล้ว จงึ ค่อยพิจารณาต่อไปว่าจะเอาประกนั ภยั ต่อสญั ญาแบบตามส่วนในอัตราเท่าใด หรือสมควรจะซื้อ
ความคุ้มครองตามสัญญาประกนั ภยั ต่อแบบเสียหายสว่ นเกินและในวงเงินคุ้มครองเท่าใด

ส่ิงท่ีจะต้องศึกษาควบคู่กันไปด้วยก็คือ สถิติอัตราความเสียหายในปีที่ผ่าน ๆ มาว่ามีอัตราสูง
หรอื ไม่เพียงใด โดยให้เปรียบเทียบกับอัตราความเสียหายกับของท้ังตลาดด้วย ควรวิเคราะห์ดูว่า ความ
เสียหายจากรายใหญ่ ๆ ในแต่ละปีส่งผลกระทบมากหรือน้อย ต่ออัตราความเสียหายโดยรวมในแต่ละปี
แนวโน้มดีขึ้นหรือเลวลง ถ้าแนวโน้มเลวลงมีมาตรการแก้ไขไปแล้วอย่างไรบ้าง การศึกษาอัตราความ
เสียหายในปีท่ีผ่านมา จะเป็นปัจจัยในการพิจารรารูปแบบการซ้ือความคุ้มครองท่ีเหมาะสมและเป็น
ฐานะในการกาหนดอตั ราค่าบาเหน็จประกนั ภัยต่อดว้ ย

2. การกาหนดจานวนเงินท่ีจะรับเสี่ยงภัยเอง การกาหนดจานวนเงินท่ีจะรับเสี่ยงภัยเองต่อ
ภัยสาหรับการประกันภัยแต่ละประเภท ถือเป็นหัวใจและจุดเร่ิมต้นของการวางแผนการประกันภัยต่อ
ทั้งหมด และการตัดสินใจในส่วนนี้มักเป็นหน้าท่ีของผู้บริหารระดับสูง ท่ีกล่าวว่าสาคัญก็เพราะว่า ถ้า
กาหนดจานวนเงินเส่ยี งภัยไว้ตา่ เกนิ ไป กจ็ ะทาให้บรษิ ัทมีกาลังในการรับประกันภัยต่า เพราะจานวนเงิน
สูงสดุ ที่สญั ญาประกันภยั ต่อคุม้ ครองจะผกู อยู่กบั จานวนเงินรบั เสี่ยงภัยเองด้วย ทาให้ไม่สามารถแข่งขัน
กับบริษัทอ่ืนๆ ได้ ประการต่อมามีการเน้นประกันภัยท่ีเส่ียงเองน้อยลง ทาให้เงินท่ีจะนาไปลงทุนลดลง
เปน็ การใช้เงินกองทุนอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ถ้าเส่ียงภัยเองน้อยไป ความเส่ียงภัยเกือบท้ังหมดผลักไป
ให้ผู้รับประกันภัยต่อ ก็จะถูกมองว่าไม่ได้ทาหน้าที่ของบริษัทรับประกันภัยต่อแต่ทาหน้าที่เสมือน
นายหน้าประกนั ภัยไป

ในทางตรงขา้ ม หากกาหนดจานวนเงนิ เสี่ยงภยั เองไวส้ ูงเกนิ ไป ก็จะเส่ียงภัยการขาดทุนหรืออาจ
ถงึ ขั้นต้องล้มเลกิ กิจการไปเลย ดงั น้นั ผ้บู ริหารทจี่ ะต้องตัดสินใจในเร่ืองนี้จึงต้องพิจารณาถึงผลที่อาจจะ
เกิดขึน้ อยา่ งรอบคอบ

ในการพจิ ารณาจานวนเงินเส่ยี งภัยเองนั้น จะต้องพิจารณาทั้งจานวนเงินที่เสี่ยงภัยต่อแต่ละภัย
และต่อเหตุการณ์แต่ละครั้ง และหากจะพิจารณาเลือกลงไปอีก ต่อผลการรับประกันภัยท้ังปีของแผนก
ใดแผนกหนงึ่ ตอ่ หลายๆ แผนก

สถาบันประกนั ภัยไทย บทท่ี 4/3
ชอื่ ผแู้ ต่ง : อาจารย์ดวงดาว วิจกั ขณจ์ ารุ

NL608 : การจัดการการประกนั ภยั ต่อ
บทท่ี 4 วตั ถุประสงค์ การวางแผนและการเลือกสรรการประกนั ภัยต่อ

จานวนเงินสูงสดุ ท่ีจะเสยี่ งภยั เองนน้ั จะใชส้ าหรับภัยท่ีมีความเสี่ยงภัยในระดับปกติ แต่ถ้าความ
เสี่ยงภัยสูงขึ้นจะด้วยปัจจัยอะไรก็ตาม เช่น สถานท่ีตั้ง คุณภาพของสิ่งปลูกสร้าง อายุการใช้งาน
ลักษณะการประกอบการที่เส่ียงภัยสูง ขาดอุปกรณ์ป้องกันภัย ซ่ึงบริษัทรับประกันภัยหลายๆ แห่งจะ
จัดทาตารางขดี จากัดข้ึน สาหรับให้พนักงานท่ีพิจารณารับประกันภัยยึดถือเป็นแนวทางในการพิจารณา
รับประกันภัย

ปัจจัยท่ีใช้ประกอบการพิจารณากาหนดจานวนเงินที่จะเสี่ยงภัยเอง ในการพิจารณา
กาหนดส่วนเกินไว้หรือจานวนเงินสาหรับเสี่ยงภัยเอง ผู้บริหารจะพิจารณาปัจจัยหลายๆ ด้าน แต่ปัจจัย
สาคัญที่มักจะตอ้ งคานึงถงึ ไดแ้ ก่

(1) เงนิ กองทนุ หรอื สว่ นของผู้ถือหุน้
(2) ขนาดของยอดรวมธรุ กิจ รายได้จากเบ้ยี ประกันภยั และผลกาไรในอดีต
(3) คณุ ภาพหรอื ระดบั ความเส่ียงของตัวภยั ที่เอาประกันภยั
(4) ข้อกาหนดของกฎหมาย
(5) นโยบายหรือกลยุทธข์ องบรษิ ัท
(6) ความกระจายตวั ของภัยในเชงิ ภูมศิ าสตร์

(1) เงนิ กองทนุ หรอื ส่วนของผูถ้ อื ห้นุ รัฐบาลของเกือบทุกประเทศจะมีกฎหมายบังคับให้บริษัท
รับประกันภัยจะต้องดารงเงินกองทุนและส่วนเหล่ือมทรัพย์สินเหนือหน้ีสิน ว่าอย่างน้อยที่สุดจะต้องไม่
ต่ากว่าเท่าใดเม่ือเทียบกับรายได้จากเบ้ียประกันภัย เมื่อรายได้จากเบ้ียประกันภัยสูงข้ึนเงินกองทุนของ
ผถู้ อื หนุ้ ก็จะต้องเพิ่มสูงตามขึ้นไปด้วย เงินกองทุนในท่ีน้ีหมายถึงหุ้นทุนที่จดทะเบียนและชาระแล้วบวก
กับเงนิ สารองท่ปี ลอดจากพนั ธะใดๆ

ผู้บริหารมีหน้าที่จะต้องบริหารงานให้เงินกองทุนมีเพ่ิมข้ึนจากผลกาไรท่ีสะสมเพิ่มข้ึนเร่ื อยๆ
ทุกปีและจะพยายามรักษาไม่ให้เงินกองทุนต้องได้รับผลกระทบกระเทือนจากวินาศภัยรายใหญ่ๆ มาก
นัก หลงั จากทฝ่ี า่ ยบรหิ ารตกลงใจในเร่ืองกลยทุ ธข์ องบริษัทในการดาเนินงานแล้ว ผู้บริหารก็จะพิจารณา
ตัดสินใจในเร่ืองจะกาหนดส่วนเก็บไว้ ว่าจะเป็นอัตราส่วนเท่าใดเมื่อเทียบกับเงินกองทุน จากนั้นก็จะ
กาหนด สว่ นเกบ็ ไวข้ องการประกันภัยแต่ละประเภท จากการสารวจในเรื่องน้ีพบว่า บริษัทรับประกันภัย
จะกาหนดส่วนเก็บไว้ต่อภัยในอัตราร้อยละ 0.5 ถึง 2.50 ของเงินกองทุนสาหรับการประกันภัยท่ีเป็น
ประเภทหลกั เช่น การประกนั อคั คภี ัยและจะกาหนดสว่ นเก็บไว้สาหรับเหตุวินาศภัยแต่ละครั้งเป็นไม่เกิน
2.5 ถึง 3 เท่า ของส่วนเก็บไว้แต่ละภัยแต่ท้ังนี้ไม่ได้หมายความว่าเม่ือเงินกองทุนมีมากขึ้น ส่วนเก็บไว้
จะต้องเพ่ิมขึ้นตามอัตราส่วนโดยอัตโนมัติตามเงินกองทุนที่เพ่ิมขึ้น บริษัทประกันภัยเล็กๆ ที่มีงานน้อย

สถาบันประกันภัยไทย บทท่ี 4/4
ช่ือผูแ้ ต่ง : อาจารย์ดวงดาว วิจักขณ์จารุ

NL608 : การจดั การการประกนั ภยั ต่อ
บทที่ 4 วตั ถุประสงค์ การวางแผนและการเลือกสรรการประกนั ภัยต่อ

และยอดรวมธุรกิจ ขาดความสมดุลมีแนวโน้มท่ีจะต้องกาหนดส่วนเก็บไว้ในสัดส่วนที่สูงกว่าบริษัท
รบั ประกนั ภยั ใหญ่ๆ เมอื่ เทยี บกับเงนิ กองทุน แต่กจ็ ะตอ้ งไมเ่ กินกว่าทกี่ ฎหมายกาหนด

(2) ขนาดของยอดรวมธรุ กจิ รายได้จากเบี้ยรับประกันภยั และผลกาไรในอดีต ในแต่ละปีผลการ
รับประกันภัยจะดีหรือไม่จะข้ึนอยู่กับความถี่ที่เกิดวินาศภัย (Frequency Severity) และความรุนแรง
ของวินาศภัยแต่ละคร้ัง กล่าวโดยท่ัวไปบริษัทรับประกันภัยที่มีงานซึ่งมีลักษณะหน่วยคล้ายคลึงจานวน
มาก โอกาสทีผ่ ลการรับประกนั ภยั จะเบยี่ งเบนจากอตั ราเสียหายปกตจิ ะมีน้อย แต่ในทางปฏิบัติเป็นเรื่อง
ยากท่ีจะหาบริษัทท่ีมีงานในลักษณะดังกล่าวได้สมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่าเม่ือบริษัท
รับประกันภัยมีปริมาณงานท่ีมีหน่วยคล้ายคลึงเพิ่มมากข้ึน โอกาสท่ีผลการรับประกันภัยจะผันผวนก็
ลดลง ดังนั้น เมื่อขนาดของยอดรวมธุรกิจขยายกว้างออกไป ความสมดุลก็จะมีเพ่ิมขึ้น สรุปว่าย่ิงบริษัท
รับประกันภัยที่มีขนาดใหญ่และมีงานท่ีมีหน่วยคล้ายคลึงจานวนมากข้ึน การกาหนดส่วนเก็บไว้เองให้
สงู ขนึ้ ก็สามารถทาได้อย่างปลอดภัยมากย่ิงข้ึนด้วย เพราะฉะน้ันการกาหนดส่วนเก็บไว้จึงต้องพิจารณา
ถึงขนาดของยอดรวมธุรกิจ รายได้จากเบ้ียประกันภัยท่ีรับ ผลกาไรท่ีผ่านมา ถึงแม้ในขณะน้ียังไม่มี
บรรทัดฐานในเร่ืองนี้ แต่จากการสังเกตพบว่า บริษัทรับประกันภัยจะกาหนดส่วนเก็บไว้ ในอัตราร้อยละ
0.50% ถึง 5.00% ของเบีย้ ประกนั ภยั ทีร่ บั

(3) คุณภาพหรือระดับความเส่ียงของตัวภัยท่ีเอาประกันภัย การกาหนดส่วนเก็บไว้จะแตกต่าง
กันไปตามคณุ ภาพของตวั ภยั ที่เอาประกันภยั กล่าวคือ ภัยที่มีความเสี่ยงภัยต่า บริษัทจะเก็บส่วนท่ีเส่ียง
ภัยเองสูงข้ึนในทางตรงข้าม ภัยท่ีมีความเสี่ยงภัยสูง ส่วนเก็บไว้จะต่า ตัวอย่างเช่น โกดังเก็บสต็อกฝ้าย
ปอ โรงงานปิโตรเคมีเพื่อสะดวกในการปฏิบัติงานของพนักงาน แต่ละบริษัทมักจะจัดทาตารางขีดจากัด
ความเสี่ยงภยั ไว้ใช้แตล่ ะแผนก (ศึกษารายละเอียดในภาคผนวก เอกสารแนบ 2)

(4) ขอ้ กาหนดของกฎหมาย ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า รัฐบาลในประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่จะ
มีกฎหมายกาหนดมิให้บริษัทรับประกันภัยเส่ียงภัยเกินกาลังของตนเอง โดยกาหนดสัดส่วนของเบี้ย
ประกันภัยส่วนท่ีเส่ียงภัยเองว่าจะต้องไม่เกินจานวนกี่เท่าของเงินกองทุน เช่น ถ้ากาหนดว่าไม่เกิน 2.5
เท่า ก็หมายความว่าถา้ มีเงินกองทนุ อยู่ 10,000,000 บาท เบย้ี ประกันภัยสว่ นทีเ่ ส่ียงภัยเองจะต้องไม่เกิน
25,000,000 บาท เปน็ ตน้ ดงั นั้น การกาหนดส่วนเกบ็ ไว้ จึงตอ้ งคานงึ ถึงขอ้ บังคบั ของกฎหมายด้วย

(5) นโยบายหรือกลยุทธ์ของบริษัท การกาหนดส่วนเก็บไว้ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์การดาเนินงานของ
บรษิ ัทนนั้ ๆ ดว้ ย แต่ละบรษิ ัทย่อมมกี ลยทุ ธท์ ่แี ตกต่างกัน บางบริษัทดาเนินนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป
ต้องการเติบโตอย่างมั่นคงแม้จะช้ากว่าผู้อ่ืนบ้างก็ไม่ถือเป็นเรื่องสาคัญ การกาหนดส่วนเก็บไว้ก็ย่อมจะ
ต่ากว่าบริษัทท่ีดาเนินนโยบายต้องการเติบโตย่างรวดเร็ว ซ่ึงแน่นอนว่าบริษัทประเภทหลังน้ัน ย่อมมี
ความเส่ียงในเชงิ ธุรกิจสูงกว่าบริษัทประเภทแรก อย่างไรก็ดี การกาหนดส่วนเก็บไว้ต่าเกินไป ก็มีผลเสีย

สถาบนั ประกันภยั ไทย บทท่ี 4/5
ช่ือผแู้ ต่ง : อาจารย์ดวงดาว วจิ ักขณ์จารุ


Click to View FlipBook Version