The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E)
โดยการใช้ชุดกิจกรรมแบบ Active Learning
เรื่องสิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่4

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by น้ำ ตาล, 2023-02-17 04:29:42

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) โดยการใช้ชุดกิจกรรมแบบ Active Learning เรื่องสิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่4

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E)
โดยการใช้ชุดกิจกรรมแบบ Active Learning
เรื่องสิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่4

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) โดยการใช้ชุดกิจกรรมแบบ Active Learning เรื่องสิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 รัชนีวรรณ มงคลเสถียร สาขาวิชาชีววิทยา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ปีการศึกษา 2565


ก กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยเล่มนี้สำเร็จลุล่วงสมบูรณ์ได้ด้วยดีด้วยความช่วยเหลือเป็นอย่างดียิ่งจากครูที่ปรึกษา งานวิจัย คือ ครู ขนิษฐา บุตรที ที่คอยให้คำแนะนำและให้คำปรึกษาข้อบกพร่องต่าง ๆ ในงานวิจัยเล่มนี้ ผู้วิจัยซาบซึ้งในความกรุณาและขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ ขอขอบคุณ ครูนพรัตน์ คุณศรี ครูดวงใจ ดวงสุภา และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สิริวดี พรหมน้อย ที่ให้คำแนะนำตรวจสอบและแก้ไขทำให้งานวิจัยเล่มนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น รัชนีวรรณ มงคลเสถียร


ข คำนำ งานวิจัยเรื่อง เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ (5E) โดยการใช้ชุดกิจกรรมแบบ Active Learning รายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพเรื่องสิ่งมีชีวิตใน สิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปี2565 ได้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นการรายงานถึงปัญหาของ การจัดการเรียนรู้ การสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อช่วยแก้ปัญหาในชั้นเรียนซึ่งการค้นคว้าหัวข้อ งานวิจัยดังกล่าวให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีให้กับนักเรียน ผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การวิจัยครั้งนี้จะเป็น ประโยชน์ต่อผู้ที่ศึกษา เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาทางด้านการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมาก ยิ่งขึ้น งานวิจัยครั้งนี้สำเร็จได้ด้วยดี ผู้วิจัยขอขอบคุณผู้อำนวยการโรงเรียนที่ ครูพี่เลี่ยง และ ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยตลอดจนให้คำแนะนำปรึกษาในกระบวนการวิจัยอันเป็น ประโยชน์ในการดำเนินการวิจัยเป็นอย่างดีได้ชี้แนะและให้การตรวจสอบด้วยดีเสมอและขอบคุณ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ให้ความ ร่วมมือในการทำวิจัยจนเสร็จสิ้น คุณค่าและประโยชน์ใด ๆ ที่เกิดจากงานวิจัยฉบับนี้ ผู้วิจัยขอมอบแด่นักเรียนและครูอาจารย์ทุก ๆ ท่านที่ได้มีส่วนร่วมในการ สนับสนุนการทำวิจัย รัชนีวรรณ มงคลเสถียร


ค การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) โดยการใช้ชุดกิจกรรมแบบ Active Learning รายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ รหัสวิชา ว31101 เรื่อง สิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้กระทำกับกลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 39 คน ทำการคัดเลือกด้วยการสุ่มโดยอาศัยหลักการความ น่าจะเป็นอย่างง่ายกลุ่มตัวอย่างดังกล่าวเป็นประชากรของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโคก วิทยาคมโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชา วิทยาศาสตร์ชีวภาพ ว 31101 เรื่อง สิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2.) เพื่อ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4 โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ว 31101 เรื่อง สิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ 3.) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการ เรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ว 31101 เรื่อง สิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ เครื่องมือการวิจัยซึ่งผ่าน การประเมินคุณภาพ แล้วจากผู้เชี่ยวชาญประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การเรียนแบบ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้(5E) รายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ รหัสวิชา ว 31103 เรื่อง สิ่งมีชีวิตใน สิ่งแวดล้อม 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบทดสอบที่ผู้รายงานจัดทําขึ้นเป็นแบบ ปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก เพื่อใช้ทดสอบความรู้ของผู้เรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ซึ่งประกอบ ด้วยแบบทดสอบ จํานวน 20 ข้อ และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้การเรียนแบบกระบวนการสืบเสาะหาความรู้(5E) จํานวน 4 ชุด โดยสามารถวัดระดับความ พึงพอใจได้จากแบบประเมินความพึงพอใจที่ผู้รายงานสร้างขึ้น มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณ ค่า (Rating scale) กําหนดค่าออกเป็น 5 ระดับ (มากที่สุด – น้อยที่สุด) ตามวิธีของลิเคอร์ท (Likert) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Independent t- test ผลการวิจัยพบว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การเรียนแบบกระบวนการสืบเสาะหาความรู้(5E) รายวิชาวิทยาศาสตร์ ชีวภาพ รหัสวิชา ว 31101 เรื่อง สิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม สร้างขึ้นตามวิธีการสอนแบบกระบวนการสืบ


ง เสาะหาความรู้(5E) และเมื่อนํามาทดลองใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้การศึกษาพันธุกรรมพบว่า นักเรียนที่ เป็นกลุ่มตัวอย่างมีการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ α0.05 เมื่อเปรียบกับการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบเดิม (วิธีการสอนแบบบรรยาย) และเมื่อประเมินระดับความ พึงพอใจ พบว่า โดยภาพรวมนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการทดลองใช้ชุด กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การเรียนแบบกระบวนการสืบเสาะหาความรู้(5E) ที่ระดับมาก และเมื่อใช้ระดับ ค่าเฉลี่ยเป็นเกณฑ์ความพึงพอใจ ด้านกระบวนการเรียนรู้มีระดับค่าเฉลี่ยสูงสุด มีความพึงพอใจระดับ มาก ส่วนด้านสาระการเรียนรู้สื่อ และอุปกรณ์มีระดับค่าเฉลี่ยต่ำสุด มีความพึงพอใจระดับมากที่สุด


จ สารบัญ หน้า กิตติกรรมประกาศ ก คำนำ ข บทคัดย่อ ค สารบัญ จ สารบัญตาราง ฉ บทที่ 1 บทนำ 1 บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง 8 บทที่ 3 วิธีการดำเนินวิจัย 50 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 63 บทที่ 5 สรุป อภิปราย และข้อเสนอแนะ 73 บรรณานุกรม ภาคผนวก ประวัติผู้วิจัย


ฉ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 แสดงผลการประเมินชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เรื่อง สิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม จังหวัดอุตรดิตถ์ ในภาพรวม โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน 89 2 แสดงผลการพิจารณาความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) โดยการใช้ชุดกิจกรรมแบบ Active Learning ของผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน 99 3 แสดงค่าอำนาจจำแนก (B) ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) โดยการใช้ชุดกิจกรรมแบบ Active Learning สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 20 ข้อ 100 4 แสดงค่าความเชื่อมั่น (B) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยการ จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) โดยการใช้ชุดกิจกรรมแบบ Active Learning สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 20 ข้อ 101 5 แสดงคะแนนระหว่างเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่ม ทดลอง 9 คน ที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมกรรมส่งเสริมความสามารถในการวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) โดยการใช้ชุดกิจกรรม แบบ Active Learning 102 6 แสดงคะแนนระหว่างเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่ม ทดลอง 9 คน ที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมกรรมส่งเสริมความสามารถในการวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) โดยการใช้ชุดกิจกรรม แบบ Active Learning แยกเป็นรายชุด 103


ช สารบัญตาราง (ต่อ) ตารางที่ หน้า 7 แสดงการหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมส่งเสริมความสามารถในการการวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) โดยการใช้ ชุดกิจกรรมแบบ Active Learning 8 แสดงคะแนนการทดสอบวัดความสามารถในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วย การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) โดยการใช้ชุดกิจกรรมแบบ Active Learning ก่อนเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม ปีการศึกษา 2564 จำนวน 40 คน 104 106 9 แสดงคะแนนการทดสอบวัดความสามารถในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วย การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) โดยการใช้ชุดกิจกรรมแบบ Active Learning หลังเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม ปีการศึกษา 2564 จำนวน 40 คน 108 10 แสดงผลการเปรียบเทียบวัดความสามารถในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วย การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) โดยการใช้ชุดกิจกรรมแบบ Active Learning ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม ปีการศึกษา2564 จำนวน 40 คน 110 11 แสดงผลการพิจารณาความสอดคล้องของแบบประเมินความพึงพอใจของ นักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริมการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยการ จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) โดยการใช้ชุดกิจกรรมแบบ Active Learning ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยผู้เชี่ยวชาญ 114 12 แสดงค่าความเที่ยงแบบสัมประสิทธิ์แอลฟา (α-Coefficient) ทั้งฉบับของ แบบสอบถามความพึงพอใจ 115 13 แสดงผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริม การวัดวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้(5E) โดยการ ใช้ชุดกิจกรรมแบบ Active Learning สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 118


บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา วิทยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งในสังคมโลกปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะวิทยาศาสตร์ทำให้คนได้พัฒนาวิธีคิด ทำ ให้คิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์วิจารณ์ และยังช่วยฝึกทักษะที่สำคัญในการค้นคว้าหา ความรู้ ทำให้บุคคลมีความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลที่ หลากหลายเละมีประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ วิทยาศาสตร์เป็นวัฒนธรรมของโลกสมัยใหม่ ซึ่งเป็น สังคมแห่งการเรียนรู้ (knowledge-based society) ทุกคนจึงจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้รู้ วิทยาศาสตร์ (scicntific literacy for all) เพื่อที่จะสามารถเข้าใจ โลก ธรรมชาติรวมทั้งเทคโนโลยีที่ มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น และนำความรู้ไปใช้ให้อย่างมีเหตุผลสร้างสรรค์ความรู้วิทยาศาสตร์ไม่เพียงแต่ นำมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี แต่ยังช่วยให้คนมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ ประโยชน์ การดูแลรักษาตลอดจนการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2545) ในปัจจุบันการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เป็นการสอนที่เน้นเนื้อหาและความจำ มากกว่ากระบวนการ นักเรียนส่วนใหญ่มีทักษะไม่เพียงพอและไม่อาจตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างมีเหตุผล เพียงพอ (ทวีชัย เสนา2547 อ้างอิงใน ชลดา จิตติวัฒนพงศ์, 2547) ครูเป็นศูนย์กลางของห้องเรียน ครู เป็นผู้ให้ความรู้แก่นักเรียน ด้วยการสอนตลอดเวลาทำให้นักเรียนไม่มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรม ผลที่ ตามมาคือ นักเรียนขาดความสามารถในการแสดงความคิดเห็น การแสวงหาความรู้ด้วยตนเองและไม่ สามารถที่จะนำไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้จึงทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ต่ำ การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์มีความคิดสอดคล้องกับทฤษฎีสร้างสรรค์ความรู้ (Constructivism) ที่เชื่อว่า ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ใหม่ด้วยตนเอง โดยอาศัยแนวคิดความรู้เดิมที่มีอยู่ ก่อนแล้ว (ไพฑูรย์ สุขศรีงาม, 2534 :อ้างอิงใน Hewson and Hewson, 1988) ดังนั้นการจัดการเรียน การสอนวิทยาศาสตร์จึงไม่ควรเน้นเนื้อหาเพียงด้านเดียว ครูต้องจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนได้มีโอกาส แสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้นักเรียนได้ฝึก กระบวนการคิด มีส่วนร่วมในกิจกรรม มีกระบวนการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองและมีทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่าการจัดการเรียนรู้แบบแบบสืบ เสาะหาความรู้ (5E) โดยการใช้ชุดกิจกรรม เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนเกิดคุณลักษณะ


2 ดังกล่าวได้เหมาะที่จะใช้กับนักเรียนทุกระดับการเรียนโดยเน้นการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหา ด้วยวิธีการฝึกให้ผู้เรียนศึกษาหาความรู้โดยผู้สอนตั้งคำถามกระตุ้นให้ผู้เรียนใช้กระบวนการทางความคิด หาเหตุผลจนพบความรู้หรือแนวทางในการแก้ปัญหาที่ถูกต้องด้วยตนเอง สรุปเป็นหลักการ กฎเกณฑ์ หรือวิธีการในการแก้ปัญหาและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ จากข้อค้นพบในการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม อำเภอบ้านโคก สำนักงานเขต พื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา พิษณุโลก อุตรดิตถ์ พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2564 มีผลการเรียนในระดับต่ำ ซึ่งยังไม่บรรลุ เป้าหมายที่โรงเรียนกำหนดไว้ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่านักเรียนยังไม่มีคุณลักษณะในการ ใฝ่รู้ ใฝเรียน โรงเรียนมีสื่อในการจัดการเรียนการสอนไม่เพียงพอ ครูขาดสื่อที่มีประสิทธิภาพและไม่จัดกิจกรรมการ เรียนรู้ที่หลากหลาย จึงทำให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่าย นักเรียนขาดความสนใจ (วรรณทิพา รอดแรง ค้า, 2544) จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ครูผู้สอนจะต้องจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้น่าสนใจ โดยการจัดหาสื่อที่ หลากหลายและวิธีการสอนที่เหมาะสมใช้ประกอบการเรียนรู้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในระดับสูงต่อไป จากปัญหาดังกล่าวผู้วิจัยเห็นว่าควรหาแนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ให้มี ประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเพื่อมุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่เน้นการเชื่อมโยงความรู้กับกระบวนการมี ทักษะสำคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้โดยใช้กระบวนการในการสืบเสาะหาความรู้และการ แก้ปัญหาที่หลากหลายให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกขั้นตอนมีการทำกิจกรรมด้วยการลงมือปฏิบัติ ซึ่งแนวทางในการพัฒนากิจกรรม การเรียนรู้ดังกล่าวผู้วิจัยจึงได้นำชุดการสอนมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ เนื่องจากชุดการสอนเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่สร้างขึ้นโดยคำนึงถึงหลักจิตวิทยาของการเรียนรู้ ทฤษฎีความแตกต่างระหว่างบุคคลทฤษฎีกระบวนการกลุ่มและเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญสอดคล้องกับ จุดหมายเนื้อหาวิชาสามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างมี ประสิทธิภาพบรรลุตามจุดมุ่งหมายดังการวิจัยของ (ดารารัตน์นกขุนทอง, 2546; ฐากร วุฒิจิรกุล, 2549; ราภรณ์ เจริญวงก์, 2550 และวรเชษฐ์ชาเมืองกูล และคณะ, 2551) ที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับการจัดการ เรียนการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรม ได้ผลการศึกษาที่สอดคล้องตรงกันว่าการเรียนการสอนที่ใช้ชุดกิจกรรม ทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น เพราะเป็นสื่อที่มีความหลากหลาย มีความน่าสนใจ จึงดูดความอยากรู้อยากเห็นของนักเรียนและเปิดโอกาสให้นักเรียนไห้ลงมือปฏิบัติจริง อีกทั้งสามารถ แก้ปัญหาการขาคแคลนครูและการบริหารเวลาการเรียนการสอนของโรงเรียนได้ จากการศึกษาดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่าชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีความเหมาะสมในการนำมาพัฒนา นักเรียนทางด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและช่วยให้นักเรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง ทำ ให้เกิดความการเรียนรู้ของนักเรียนบรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนดีขึ้น


3 จากปัญหาดังกล่าวผู้วิจัยในฐานะนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ จึงมีความสนใจที่จะนำชุด กิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ว 31101 เรื่อง สิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มาใช้แก้ไขปัญหา เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะในการวิเคราะห์ของนักเรียนรวมถึงทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานแจะส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ผลการศึกษาครั้งนี้จะเป็นสารสนเทศพื้นฐานสำหรับนำไปปรับปรุงการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ว 31101 เรื่อง สิ่งมีชีวิต ในสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม อำเภอบ้านโคก จังหวัด อุตรดิตถ์ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ว 31101 เรื่อง สิ่งมีชีวิตใน สิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม อำเภอบ้านโคก จังหวัด อุตรดิตถ์ 3. เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้ของนักเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาชีววิทยาพื้นฐาน ว 31101 เรื่อง สิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ 4. เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการ เรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ว 31101 เรื่อง สิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ สมมติฐานของการวิจัย 2.1 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เรื่อง สิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม สำหรับ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2.2 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ ชีวภาพ เรื่อง สิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2.3 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ว 31101 เรื่อง สิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีค่าดัชนีประสิทธิผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.4 ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เรื่อง สิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม อยู่ในระดับมากที่สุด


4 ขอบเขตของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้กำหนดขอบเขตของการวิจัย ดังนี้ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ของโรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 3 ห้องเรียน มีจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 120 คน 1.1 กลุ่มทดลอง เพื่อทดลองใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ว 31101 เรื่อง สิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ของโรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 120 คน 1.3 กลุ่มตัวอย่าง เพื่อใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ว 31101 เรื่อง สิ่งมีชีวิตใน สิ่งแวดล้อม คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/3 ของโรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม อำเภอบ้านโคก จังหวัด อุตรดิตถ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 40 คน นิยามศัพท์เฉพาะ 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หมายถึง ชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ว 31101 เรื่อง สิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นเพื่อพัฒนาความรู้ ในการเรียนวิทยาศาสตร์ จำนวน 4 เล่ม จัดกิจกรรมการเรียนเฉลี่ยเล่มละ 2 ชั่วโมง 2. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ที่ผู้ ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้นซึ่งเป็นชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ หลากหลาย มีสื่อการเรียนการสอนหลาย ๆ อย่างประสมกัน โดยมีจุดประสงค์เพื่อมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิด ความรู้ ความเข้าใจในบทเรียนเกี่ยวกับเรื่อง สิ่งมีชีวิตสิ่งแวดล้อม และมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ มาใช้ประกอบในการสอน จำนวน 4 เล่ม ได้แก่ เล่มที่ 1 ความหลากหลายของระบบนิเวศ เล่มที่ 2 การเปลี่ยนแปลงแทนที่ของระบบนิเวศ เล่มที่ 3 องค์ประกอบของระบบนิเวศ เล่มที่ 4 ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมม 3. แผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ว 31101 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับ ปรับปรุง พ.ศ.2560) เพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอน เรื่อง สิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 4 แผน ได้แก่


5 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 ความหลากหลายของระบบนิเวศ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 การเปลี่ยนแปลงแทนที่ของระบบนิเวศ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 องค์ประกอบของระบบนิเวศ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมม 4. นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ ปีการศึกษา 2565 จำนวน 120 คน 5. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถในการเรียนชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชา วิทยาศาสตร์ชีวภาพ ว 31101 เรื่อง สิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์โดยพิจารณาจากคะแนนที่ได้จากการทำ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยวัด ความสามารถด้านต่าง ๆ 6. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชีววิทยา หมายถึง ชุดของข้อคำถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เพื่อใช้ทดสอบความรู้ความเข้าใจในการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการ เรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ว 31101 เรื่อง สิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ลักษณะของแบบทดสอบเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E โดยแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยาพื้นฐานก่อนการทดลองและหลังการทดลองจะเป็นชุดเดียวกัน เพียงแต่เรียงข้อสลับกัน 7. เกณฑ์ที่กำหนดด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนการวัดและประเมินผลกลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของโรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ได้กำหนด ขึ้นเพื่อใช้วัดผลในโรงเรียนซึ่งต้องผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ขึ้นไป 8. ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ หมายถึง เกณฑ์ที่ใช้พิจารณาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการ เรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ว 31101 เรื่อง สิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 มีความหมายดังนี้ 80 ตัวแรก (E1 ) หมายถึง ค่าเฉลี่ยร้อยละ 80 ของคะแนนที่นักเรียนทำได้จากแบบทดสอบระหว่างการ ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ว 31101 เรื่อง สิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ วัดได้ จากคะแนนเฉลี่ยของนักเรียน ในการทำบัตรกิจกรรมขณะใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง สิ่งมีชีวิตใน สิ่งแวดล้อม


6 80 ตัวหลัง (E2 ) หมายถึง ค่าเฉลี่ยร้อยละ 80 ของคะแนนที่นักเรียนทำได้จากแบบทดสอบหลังการใช้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ว 31101 เรื่อง สิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์วัดได้จาก คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนในการทดสอบหลังเรียน จากการใช้ชุดกิจกรรมเรื่อง สิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ หมายถึง คะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ ที่ได้จากการทดสอบย่อย ในการทำกิจกรรมในระหว่างเรียนทุกกิจกรรม E2 แทนประสิทธิภาพของผลลัพธ์หมายถึง คะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ ที่ได้จากการทดสอบหลังเรียน 9. ดัชนีประสิทธิผล หมายถึง ค่าที่แสดงความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของนักเรียนการใช้ชุด กิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ว 31101 เรื่อง สิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ระหว่างคะแนน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน 10. แบบสอบถามความพึงพอใจ หมายถึง เครื่องมือวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการ เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ว 31101 เรื่อง สิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scales) จำนวน 20 ข้อ โดยแยกเป็น รายด้าน 4 ด้าน คือ ด้านเนื้อหา จำนวน 5 ข้อ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 5 ข้อ ด้าน สื่อการเรียนรู้ 5 ข้อ และด้านการวัดผลและประเมินผล จำนวน 5 ข้อ 11. ความพึงพอใจของนักเรียน หมายถึง ระดับความชอบ รู้สึกพอใจ ความคิดเห็นความรู้สึก นึกคิดของนักเรียนที่มีต่อการเรียน โดยชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ว 31101 เรื่อง สิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม อำเภอ บ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ซึ่งวัดโดยใช้แบบสอบถามความพึงพอใจที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น 12. การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงปรับปรุง รูปแบบจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนมากที่สุด ทั้งทางด้าน ร่างกาย สติปัญญา สังคมและอารมณ์ โดยเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง การฝึกทักษะกระบวนการเรียนรู้ กระบวนการทำงานและการได้นำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ 13. แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E แผนการจัดการเรียนรู้ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อใช้พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยในแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนคือ ขั้นสร้างความสนใจ ขั้นสำรวจและค้นหา ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป ขั้นขยายความรู้และ ขั้นประเมินผล


7 14. การจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5E หมายถึง การจัดการเรียนรู้ที่ เน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการปฏิบัติกิจกรรมส่งเสริมให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าสืบหาความรู้ทาง วิทยาศาสตร์อย่างมีเหตุผลด้วยตนเองผู้สอนมีหน้าที่จัดบรรยากาศการสอนให้เอื้อต่อการเรียนรู้ผู้เรียนนำ องค์ความรู้ใหม่เชื่อมโยงสิ่งที่เรียนเข้ากับประสบการณ์หรือความรู้เดิมโดยผ่านการอภิปรายและ ประเมินผลร่วมกัน 15. Active Learning หมายถึง กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้ลงมือกระทำและได้ใช้ กระบวนการ คิดเกี่ยวกับสิ่งที่เขาได้กระทำลงไป เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภายใต้สมมติฐานพื้นฐาน 2 ประการ คือ 1) การเรียนรู้เป็นความพยายามโดยธรรมชาติของมนุษย์, และ 2) แต่ละบุคคลมีแนวทาง ในการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน โดยผู้เรียนจะถูกเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับความรู้ (receive) ไปสู่การมีส่วนร่วม ในการสร้างความรู้(co-creators) ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ได้ทราบผลของการจัดการเรียนรู้การสืบเสาะหาความรู้ แบบ 5E โดยใช้ชุดกิจกรรมการ เรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ว 31101 เรื่อง สิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2. ได้แนวทางในการพัฒนาชุดกิจกรรมที่เน้นการปฏิบัติ สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ว 31101 เรื่อง สิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโคกวิทยาคม อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ 3. นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจ เรื่อง สิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม มากขึ้นและมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนดีขึ้น 4. นักเรียนมีความพึงพอใจในการเรียน โดยใช้ชุดกิจกรรมที่เน้นการปฏิบัติอยู่ในระดับดีมาก 5. เป็นแนวทางสำหรับครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ และผู้ที่สนใจพัฒนารูปแบบการสอนที่มีสื่อและ เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพการเรียนการสอนมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้เรียนในระดับชั้นอื่น ๆ ต่อไป


บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ชุดกิจกรรมการ เรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ว 31101 เรื่อง สิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) โดยแบ่งหัวข้อตามลำดับ ดังนี้ 1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเรียนวิทยาศาสตร์ 1.1 ความหมายของการสอนวิทยาศาสตร์ 1.2 กระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ 1.3 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับชุดกิจกรรม 2.1 ความหมายของชุดกิจกรรม 2.2 หลักจิตวิทยาที่นำมาใช้ในชุดกิจกรรม 2.3 ประเภทของชุดกิจกรรม 2.4 องค์ประกอบของชุดกิจกรรม 2.5 ขั้นตอนในการสร้างชุดกิจกรรม 2.6 ประโยชน์ของชุดกิจกรรม 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) 3.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 3.2 หลักจิตวิทยาพื้นฐานในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 3.3 ขั้นตอนในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 3.4 บทบาทของครูในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 3.5 ข้อดีและข้อจำกัดของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 3.6 การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning 4. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแผนการจัดการเรียนรู้ 4.1 ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ 4.2 ความสำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ 4.3 หลักการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 4.4 ขั้นตอนการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู


9 4.5 ข้อเสนอแนะในการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ 4.6 การหาประสิทธิภาพวิธีการ หรือนวัตกรรม 5. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5.2 ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 5.3 ที่ใช้ในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 6. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ 6.1 ความหมายของความพึงพอใจ 6.2 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ 6.3 การวัดความพึงพอใจ 7. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 7.1 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุดกิจกรรม 7.2 งานวิจัยที่เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7.3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 7.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวัดความพึงพอใจ 1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเรียนวิทยาศาสตร์ 1.1 ความหมายของการสอนวิทยาศาสตร์ ภพ เลาหไพบูลย์ (2537 : 2 ) กล่าวว่า วิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่สืบค้นหาความจริงเกี่ยวกับ ธรรมชาติโดยใช้กระบวนการแสวงหาความรู้วิธีการทางวิทยาศาสตร์และเจตคติทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้ ได้มาซึ่งความรู้วิทยาศาสตร์ที่เป็นยอมรับโดยทั่วไป สุนันท์ บุราณรมย์ และคณะ (2542 : 2-3) ได้ให้ความหมายไว้ว่า วิทยาศาสตร์ หมายถึง ความรู้ที่แสดงหรือพิสูจน์ได้ว่าถูกต้อง เป็นความจริง ซึ่งความรู้ดังกล่าวได้มาจากการศึกษาปรากฏการณ์ ธรรมชาติ หรือจากการทดลอง โดยเริ่มต้นจากการสังเกต การตั้งสมมติฐาน การทดลองอย่างมีแบบแผน แล้วจึงสรุปเป็นทฤษฏีหรือกฎขึ้น แล้วนำแล้วนำทฤษฏีหรือกฎที่ได้ไปใช้ศึกษาหาความรู้ต่อไปเรื่อย ๆ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2542 : 1075) ได้ให้ความหมายว่า“วิทยาศาสตร์ คือ ความรู้ที่ได้โดยการสังเกต และค้นคว้าจากปรากฏการณ์ธรรมชาติแล้วจัดเข้าเป็นระเบียบ วิชาที่ค้นคว้า ได้หลักฐานและเหตุผลแล้วจัดเข้าเป็นระเบียบ จากความหมายของคำว่าวิทยาศาสตร์ที่กล่าวมานั้นสรุปได้ว่า วิทยาศาสตร์ หมายถึง ความรู้ ที่ได้มาจากการศึกษาปรากฏการณ์ธรรมชาติ ซึ่งสามารถแสดงหรือพิสูจน์ได้ว่าถูกต้อง และเป็นความจริง โดยใช้กระบวนการแสวงหาความรู้ ทางวิทยาศาสตร์ แล้วจัดความรู้นั้นเข้าเป็นระเบียบ เป็นหมวดหมู่


10 1.2 กระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จุดมุ่งหมายของหลักสูตรคือ ให้ผู้เรียนมีทั้งความรู้และ กระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ซึ่งในการเรียนการสอนนี้ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญกระบวนการ แสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์จึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ซึ่งประกอบด้วยการแสวงหาความรู้ ทางวิทยาศาสตร์นี้แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ 1) วิธีการทางวิทยาศาสตร์ 2) ทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์และ 3) เจตคติทางวิทยาศาสตร์ 1. วิธีการทางวิทยาศาสตร์ เป็นกระบวนการพื้นฐานในการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่นักวิทยาศาสตร์ใช้เป็น ขั้นตอนในการศึกษาและแสวงหาความจริงซึ่งกระบวนการต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในการแสวงหาความรู้นั้นอาจ แตกต่างกันบ้างแต่จะมีลักษณะร่วมกันที่ทำให้สามารถจัดเป็นขั้นตอนของกระบวนการได้ 5 ขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่ 1 ระบุปัญหา ขั้นที่ 2 รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปัญหา ขั้นที่ 3 ตั้งสมมติฐาน ขั้นที่ 4 สังเกตรวบรวมผลและหรือการทดลอง ขั้นที่ 5 สรุปผลการสังเกตและหรือการทดลอง ขั้นตอนทั้ง 5 ที่กล่าวนี้เป็นขั้นตอนการพื้นฐานของการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เริ่มจากความสนใจในปัญหาการมองเห็นปัญหาเป็นแนวทางของการศึกษาค้นคว้าหาเหตุผลเพื่อ ตั้งสมมติฐานรวบรวมข้อมูลโดยการสังเกตหรือทดลองซึ่งการสังเกตเป็นทักษะพื้นฐานในการเก็บรวบรวม ข้อมูลเพื่อนำมาพิจารณาหาข้อสรุปดังนั้นในการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์พื้นฐานที่สำคัญ ควรปลูกฝังให้นักเรียนคือวิธีทางวิทยาศาสตร์ 2. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ภพ เลาหไพบูลย์ (2540: 14) ให้ความหมายของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ว่า เป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการปฏิบัติและฝึกฝนความนึกคิดอย่างมีระบบ ซึ่งก่อให้เกิดความงอกงามทาง สติปัญญาการแก้ปัญหา การค้นคว้า และการแสวงหาความรู้ใหม่ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ และเชื่อถือได้ พิมพันธ์ เดชะคุปต์ (2542: 10) ให้ความหมายของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ว่า หมายถึง พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติและการฝึกฝนความคิดอย่างเป็นระบบในการแสวงหาความรู้ ทางวิทยาศาสตร์ จนเกิดความชำนาญเป็นทักษะทางสติปัญญาที่นักวิทยาศาสตร์และผู้ที่นำวิธีการทาง วิทยาศาสตร์ไปใช้แก้ปัญหาและศึกษาค้นคว้า จากความหมายดังกล่าวสามารถสรุปความหมายของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้ ว่าหมายถึง เป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการปฏิบัติและฝึกฝนความนึกคิดอย่างมีระบบ จนเกิดเป็นความ ชำนาญและทักษะทางสติปัญญา สามารถแก้ปัญหา และแสวงหาความรู้ใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


11 3. เจตคติทางวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2537 : 25) กล่าวว่า เจตคติทางวิทยาศาสตร์เป็นความ พร้อมที่เกิดจากประสบการณ์การเรียนรู้ที่แสดงออกเป็นพฤติกรรมตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆ หรือ สภาพการณ์ต่าง ๆ โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ ความคิด ความรู้สึกและพฤติกรรมที่แสดงออกมา เนื่องจากผลของความคิดและความรู้สึก ซึ่งมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้ 1. ความอยากรู้อยากเห็น เป็นความพอใจของบุคคลที่จะเผชิญกับสภาพการณ์ใหม่ ๆ นักวิทยาศาสตร์ควรเป็นผู้ที่มีความอยากรู้ อยากเห็นเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติเพื่อแสวงหาคำตอบ ที่มีเหตุผลในปัญหาต่าง ๆ และพร้อมที่จะต้นคว้าทาความรู้ ใหม่ ๆ 2. ความมีเหตุผล ซึ่งความมีเหตุผลจะเป็นตัวกำหนดแนวทางของพฤติกรรมของบุคคล นักวิทยาศาสตร์ต้องเป็นคนที่มีเหตุผล ขอมรับในคำอธิบาย เมื่อมีหลักฐานหรือข้อมูลมา.สนับสนุนอย่าง เพียงพอ อธิบายหรือแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุมีผลหาความสัมพันธ์ของเหตุและผลที่เกิดขึ้น ตรวจสอบความถูกต้องสมเหตุสมผลของแนวคิดต่าง ๆ กับแหล่งข้อมูลเชื่อถือได้ 3. ความเพียรพยายาม นักวิทยาศาสตร์ต้องเป็นผู้ที่มีความเพียรพยายาม มานะอดทนและ ไม่ท้อถอย เมื่อพบอุปสรรคต่าง ๆ มีความตั้งใจแน่วแน่ในการแสวงหาดวามรู้ เมื่อได้คำตอบไม่ถูกก็ติด ค้นหาวิธีการใหม่จนได้คำตอบที่ต้องการไม่ว่าจะใช้ความพยายามกี่ครั้งก็ตาม 4. ความซื่อสัตย์นักวิทยาศาสตร์ต้องมีความซื่อสัตย์ บันทึกข้อมูลไว้ตามความเป็นจริงด้วย ความละเอียดถูกต้อง ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ เห็นคุณค่าของการเสนอข้อมูลตามความเป็นจริง 5. มีความมีระเบียบรอบคอบ นักวิทยาศาสตร์ต้องเป็นผู้ที่ทำงานอย่างมีระบบมีระเบียบ รอบคอบ จัดระบบในการทำงาน ใช้วิธีการศึกบาหลายวิธีในการตรวจสอบผลการทดลองไตร่ตรอง วินิจ วิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วนในการทำงานก่อนตัดสินใจ 6. ความใจกว้าง เป็นความเต็มใจที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดของตนเมื่อมีเหตุผลสมควร นักวิทยาศาสตร์มีใจกว้างขอมรับฟังความติดเห็นของผู้อื่น รับฟังคำวิจารณ์ ข้อโด้แย้งที่มีเหตุผลของผู้อื่น ไม่ยึดมั่นในความคิดของตนฝ่ายเดียว ขอมรับการเปลี่ยนแปลง และพร้อมที่จะหาข้อมูลหรือศึกษาหา ความรู้เพิ่มเติม 7. การใช้ความคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์ หมายถึง ความพยายามที่จะหาข้อสนับสนุนหลักฐาน หรือข้อช้างอิงต่าง ๆ ก่อนตัดสินหรือลงข้อสรุปใด ๆ หรือไม่ยอมรับความคิดเห็นด้านใด ๆ ใดยปราศจาก ข้อมูลมาสนับสนุนอย่างพอเพียง รู้ จักแงและหาหลักฐานมา 8. การยอมรับในขีดจำกัด หมายถึง การยอมรับในข้อจำกัดของการแสวงความรู้ความจริงที่ พบในวันนี้ว่า อางเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต และไม่ขอมรับข้อสรุปใด ๆ อย่างไม่มีเหตุผล 9. การยอมรับในสิ่งที่คันพบ หมายถึงความพอใจที่จะขอมรับข้อสรุปที่มีข้อมูลสนับสนุนหรือ ได้รับการทดสอบแล้วสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2546 : 14-15) กล่าวว่า


12 คุณลักษณะที่ชี้บ่งจิตวิทยาศาสตร์ (Scientific Mind) ได้แก่ เจตคติทางวิทยาศาสตร์ และเจตคติต่อ วิทยาศาสตร์ 1.3 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สมาคมอเมริกันเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ American Association for the advancement of science AAAS )ได้พัฒนาโปรแกรมวิทยาศาสตร์และตั้งชื่อโครงการนี้ว่า วิทยาศาสตร์กับการใช้กระบวนการ (Science : A Process Approach ) หรือเรียกชื่อย่อว่าโครงการ ซาปา (SAPA)โครงการนี้แล้วเสร็จเมื่อปีคศ. 1970 ได้กำหนดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไว้ 13 ทักษะประกอบด้วยทักษะพื้นฐาน (Basic Science Process Skills) 8 ทักษะและทักษะขั้นพื้นฐาน ผสมผสาน (Integrated Science Process ) 5 ทักษะดังนี้ ภพ เลาหไพบูลย์ (2540 : 14-29 ) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 1. ทักษะการสังเกต 2. ทักษะการวัด 3. ทักษะการคำนวณหรือการใช้ตัวเลข 4. ทักษะการจำแนกประเภท 5. ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา 6. ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล 7. ทักษะการลงความคิดเห็นข้อมูล 8. ทักษะการพยากรณ์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ 1. ทักษะการตั้งสมมติฐาน 2. ทักษะการกําหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ 3. ทักษะการกำหนดและควบคุมตัวแปร 4. ทักษะการทดลอง 5. ทักษะการตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุปข้อมูล 1. ทักษะการสังเกต การสังเกตหมายถึงการใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย เข้าไปสัมผัสวัตถุหรือเหตุการณ์โดยไม่ใส่ความคิดเห็นของผู้สังเกตลงไปข้อมูล ที่ได้จากการสังเกตอาจแบ่งได้เป็นประเภทคือข้อมูลเชิงคุณภาพข้อมูลเชิงปริมาณและข้อมูลเกี่ยวกับการ เปลี่ยนแปลง


13 2. ทักษะการวัด การวัดหมายถึงการเลือกและการใช้เครื่องมือวัดหาปริมาณของสิ่งต่าง ๆ ออกเป็นตัวเลขที่ แน่นอนได้อย่างเหมาะสมและถูกต้องโดยมีหน่วยกำกับเสมอ 3. ทักษะการคำนวณ การคำนวณ หมายถึง การนับจำนวนของวัตถุและการนับตัวเลขที่นับได้มาคิดคำนวณโดย การบวก ลบ คูณ หาร หรือหาค่าเฉลี่ย 4. ทักษะการจำแนกประเภท การจำแนกประเภทหมายถึงการแบ่งพวกหรือเรียงลำดับถูกหรือสิ่งของที่อยู่ในปรากฏการณ์ โดยเกณฑ์ดังกล่าวอาจจะใช้ความเหมือนความแตกต่างหรือความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ 5. ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา สเปสของวัตถุหมายถึงที่ว่างที่วัตถุนั้นครอบครองอยู่จะมีรูปร่างลักษณะเช่นเดียวกับวัตถุนั้น โดยทั่วไปแล้วสเปสของวัตถุมี 3 มิติคือความกว้างความยาวความสูงความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปส ของวัตถุได้แก่ความสัมพันธ์ระหว่าง 3 มิติกับ 2 มิติความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุหนึ่งกับ อีกวัตถุหนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสของวัตถุกับเวลาได้แก่ความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลง ตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุกับเวลาหรือความสัมพันธ์ระหว่างสเปสของวัตถุที่เปลี่ยนไปกับเวลา 1. บอกความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนตำแหน่งที่อยู่กับเวลาได้ 2. บอกความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงขนาดหรือปริมาณของสิ่งต่างๆ กับเวลาได้ 6. ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล การจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล หมายถึง การนำข้อมูลที่ได้จากการสังเกต การวัด การทดลอง และจากแหล่งอื่น ๆ มาจัดกระทำเสียใหม่ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจความหมายของข้อมูลชุดนี้ดี ขึ้นโดยอาจเสนอในรูปของ ตาราง แผนภูมิ แผนภาพ ไดอะแกรม วงจร กราฟ สมการ เขียนบรรยาย เป็นต้น 7. ทักษะการลงความคิดเห็นจากข้อมูล การลงความคิดเห็นจากข้อมูล หมายถึง การเพิ่มความคิดเห็นให้กับข้อมูลที่ได้จากการ สังเกตอย่างมีเหตุผลโดยอาศัยความรู้หรือประสบการณ์เดิมมาช่วย 8. ทักษะการพยากรณ์ การพยากรณ์ หมายถึง การสรุปคำตอบล่วงหน้าก่อนที่จะทดลองโดยอาศัยปรากฏการณ์ ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ หลักการกฎทฤษฎีที่มีอยู่แล้วในเรื่องนั้น ๆ มาช่วยในการสรุปการพยากรณ์เกี่ยวกับตัวเลข ได้แก่ข้อมูลที่เป็นตารางหรือกราฟทำได้ 2 แบบคือการพยากรณ์ภายในขอบเขตของข้อมูลที่มีอยู่กับการ พยากรณ์ภายนอกขอบเขตของข้อมูลที่มีอยู่


14 9. ทักษะการตั้งสมมติฐาน การตั้งสมมติฐาน คือ คำตอบที่คิดไว้ล่วงหน้ามักกล่าวเป็นข้อความหรือบอกความสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปรต้น(ตัวแปรอิสระ) กับตัวแปรตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ อาจถูกหรือผิดก็ได้ซึ่งทราบได้ ภายหลังการทดลองหาคำตอบเพื่อสนับสนุนหรือคัดค้านสมมติฐานที่ตั้งไว้ 10. ทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ หมายถึง การกำหนดความหมายหรือขอบเขตของ คำต่าง ๆ ที่อยู่ในสมมติฐานที่ต้องการทดลองให้เข้าใจตรงกันและความสามารถสังเกตหรือวัดได้ 11. ทักษะการกำหนดและควบคุมตัวแปร การกำหนดตัวแปร หมายถึง การชี้บ่งตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรที่ต้องควบคุม ในสมมติฐานหนึ่ง ๆ ตัวแปรต้น คือ สิ่งที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดผลต่าง ๆ หรือสิ่งที่เราต้องการทดลองดูว่าเป็น สาเหตุที่ก่อให้เกิดผลเช่นนั้นจริงหรือไม่ ตัวแปรตาม คือ สิ่งที่เป็นผลเนื่องมาจากตัวแปรต้นเมื่อต่อเป็นต้นหรือสิ่งที่เป็นสาเหตุ เปลี่ยนไปตัวแปรตามหรือสิ่งที่เป็นผลจะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ตัวแปรควบคุม หมายถึง การควบคุมสิ่งอื่น ๆ นอกเหนือจากตัวแปรต้นที่ทำให้ผลการ ทดลองคาดเคลื่อน ถ้าหากว่าไม่สามารถควบคุมให้เหมือนกัน 12. ทักษะการทดลอง การทดลอง หมายถึง กระบวนการปฏิบัติการเพื่อหาคำตอบหรือสมมติฐานที่ตั้งไว้การ ทดลองประกอบด้วยกิจกรรม 3 ขั้นตอนคือ 12.1 การออกแบบการทดลองหมายถึงการวางแผนการทดลองก่อนลงมือทดลองจริง 12.2 การปฏิบัติการทดลองหมายถึงการลงมือปฏิบัติการทดลองจริง 12.3 การบันทึกผลการทดลองหมายถึงการจดบันทึกข้อมูลที่ได้จากการทดลองซึ่งอาจเป็นผลจาก การสังเกตการวัดและอื่น ๆ 13. ทักษะการตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป การตีความหมายข้อมูล หมายถึง การแปลความหมายหรือบรรยายคุณลักษณะและสมบัติ ของข้อมูลที่มีอยู่ การตีความหมายในบางครั้งอาจต้องใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หรืออื่น ๆ ด้วย เช่นทักษะการสังเกต ทักษะการคำนวณ เป็นต้น การลงข้อสรุป หมายถึง การสรุปความสัมพันธ์ของข้อมูลทั้งหมด


15 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับชุดกิจกรรม 2.1 ความหมายของชุดกิจกรรม ชุดการเรียนหรือชุดกิจกรรม มาจากคำว่า Instructional Packages หรือ Learning Packages เดิมทีเดียวมักใช้คำว่า ชุดการสอน เพราะเป็นสื่อที่ครูนำมาใช้ประกอบการสอนแต่ต่อมา แนวคิดในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นนักการศึกษาจึง เปลี่ยนมาใช้คำว่า ชุดการเรียน เพราะการเรียนรู้เป็นกิจกรรมของนักเรียนและการสอนเป็นกิจกรรม ของครู กิจกรรมของครูและนักเรียนจะต้องเกิดคู่กัน (บุญเกื้อ ควรหาเวช, 2542 : 91) และในการวิจัย ผู้วิจัยใช้แบบฝึกซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งของชุดกิจกรรม ดังนั้นการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชุดแบบฝึกก็คือการ ทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งมีผู้ให้ความหมายของชุดกิจกรรมไว้ ดังนี้ เพชรรัตดา เทพพิทักษ์ (2545 : 30) กล่าวว่า ชุดกิจกรรม คือ ชุดการเรียนหรือชุดการ สอนนั่นเอง ซึ่งหมายถึง สื่อการสอนที่ครูเป็นผู้สร้างประกอบด้วยวัสดุอุปกรณ์หลายชนิด และองค์ประกอบอื่นเพื่อให้นักเรียนศึกษาและปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองโดย ครูเป็นผู้แนะนำช่วยเหลือ และมีการนำหลักการทางจิตวิทยามาใช้ในการประกอบการเรียนเพื่อส่งเสริม ให้ผู้เรียนได้รับความสำเร็จ ดำรงศักดิ์ มีวรรณ์ (2552 : 17) สรุปไว้ว่า ชุดกิจกรรม คือ การจัดประสบการณ์เรียนรู้ ให้กับผู้เรียน ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้แก้ปัญหาด้วยตนเอง มีอิสระในการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งการเรียนรู้ ที่หลากหลาย โดยครูต้องเป็นผู้วางแผน กำหนดเป้าหมายวัตถุประสงค์การเรียนรู้ สิ่งที่ต้องการผู้เรียน เกิดการเรียนรู้และในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยครูมีหน้าที่ให้คำปรึกษา นันทิทิพย์ รองเดช (2549 : 24 ) ให้ความหมายไว้ว่า ชุดกิจกรรมคือชุดการเรียนรู้ประกอบด้วย กิจกรรมต่างๆ เพื่อให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการเรียนมากขึ้นครูจะลดบทบาทในการพูดลงแต่จะ เปลี่ยนเป็นที่ปรึกษาของนักเรียนเพื่อช่วยเหลือนักเรียนซึ่งชุดกิจกรรมนี้จะช่วยส่งเสริมและพัฒนาการ เรียนรู้ของผู้เรียนให้บรรลุจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ นพคุณ แดงบุญ (2552 : 16) สรุปไว้ว่า ชุดกิจกรรม หมายถึง สื่อการสอนที่ผู้สอนสร้าง ขึ้น ประกอบด้วยสื่อวัสดุอุปกรณ์หลายชนิดประกอบเข้ากันเป็นชุด เพื่อเกิดความสะดวกต่อการใช้ใน การเรียนการสอน และทำให้การเรียนการสอนบรรลุผลตามเป้าหมายของการเรียนรู้ ทั้งด้านความรู้ ด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ หนึ่งนุช การภักดี(2543 : 14) กล่าวว่า ชุดการเรียนหรือชุดกิจกรรมเป็นสื่อการเรียน สำเร็จรูปประกอบด้วยอุปกรณ์หลายชนิดที่ผู้เรียนสามารถศึกษาได้ด้วยตนเองตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในชุด เพื่อให้บรรลุจุดหมายอย่างมีประสิทธิภาพโดยพึ่งครูน้อยที่สุดผู้เรียนสามารถเรียนได้อิสระด้วยความ สะดวกสบายตามความสามารถของแต่ละบุคคลซึ่งเป็นการฝึกให้ผู้เรียนรู้จักพึ่งตนเองในการศึกษาหา ความรู้


16 สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ (2545 : 51) ได้ให้ความหมายของชุดกิจกรรมว่า เป็นสื่อ การสอนชนิดหนึ่งที่เป็นลักษณะของสื่อประสมและเป็นการใช้สื่อตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปร่วมกันเพื่อให้ นักเรียนได้รับความต้องการโดยอาจจัดขึ้นสำหรับหน่วยการเรียนรู้ตามหัวเรื่องและประสบการณ์ของ แต่ละหน่วยที่ต้องการให้นักเรียนได้เรียนรู้อาจจัดไว้เป็นชุดในกล่องซองกระเป๋าชุดกิจกรรมอาจ ประกอบด้วยเนื้อหาสาระคำสั่งใบงานในการทำกิจกรรมวัสดุอุปกรณ์เอกสารความรู้เครื่องมือหรือสื่อ จำเป็นสำหรับกิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งแบบวัดและประเมินผลการเรียนรู้ จากการศึกษาความหมายของชุดกิจกรรม สรุปได้ว่า ชุดกิจกรรม หมายถึง สื่อหรือ นวัตกรรมทางการศึกษาที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ประกอบการจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนในระดับชั้นต่าง ๆ ซึ่ง ผู้เรียนสามารถศึกษาได้ด้วยตนเองตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในชุดกิจกรรมตามศักยภาพของผู้เรียนแต่ละคน เป็นการพัฒนาความสามารถทางด้านการเรียนรู้ของผู้เรียนเพื่อให้บรรลุผลการเรียนรู้ที่คาดหวังของชุด กิจกรรมที่ได้กำหนดไว้โดยมีครูเป็นผู้แนะนำหรือให้คำปรึกษา 2.2 หลักจิตวิทยาที่นำมาใช้ชุดกิจกรรม วิชัย ดิสระ (2533 : 249-250) ได้กล่าวถึงการสอนที่มีคุณภาพตามแนวคิดของบลูมว่า ประกอบด้วยลักษณะ 4 ประการ คือ 1. การให้แนวทาง คือ การอธิบายของครูที่ทำให้นักเรียนเข้าใจว่าเมื่อเรียนเรื่องนั้น ๆ แล้วจะต้องมีความสามารถอย่างไร ต้องทำอะไรบ้าง 2. การมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมการเรียน 3. การเสริมแรง ทั้งการเสริมแรงภายนอก เช่น การให้สิ่งของ การกล่าวชม หรือการ เสริมแรงภายในตัวนักเรียนเอง เช่น ความอยากรู้อยากเห็น 4. การให้ข้อมูลย้อนกลับ และการแก้ข้อบกพร่อง ซึ่งจะต้องมีการแจ้งผลการเรียนและ ข้อบกพร่องให้นักเรียนทราบ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2523 : 119) มีแนวคิดซึ่งมาจากจิตวิทยาการเรียนที่นำมาสู่การผลิตชุด การเรียน ดังนี้ 1. เพื่อสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล 2. เพื่อยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้วยการศึกษาด้วยตนเอง 3. มีสื่อการเรียนใหม่ ที่ช่วยในการเรียนของนักเรียนและช่วยในการสอนของครู 4. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนที่เปลี่ยนไป โดยเปลี่ยนจากครูเป็นผู้มีอิทธิพลไปเป็น ยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง


17 2.3 ประเภทของชุดกิจกรรม ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2526 : 118 ) กล่าวว่า ชุดการเรียนการสอนหรือชุดกิจกรรม มี4 ประเภท คือ 1. ชุดการสอนประเภทคำบรรยายเป็นชุดการสอนที่มุ่งขยายเนื้อหาสาระการสอนแบบบรรยายให้ ชัดเจนยิ่งขึ้นช่วยให้ผู้สอนพูดน้อยลงและใช้สื่อการสอนทำหน้าที่แทน 2. ชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรมเป็นชุดการสอนที่มุ่งให้นักเรียนได้ประกอบกิจกรรมกลุ่มเช่น การ สอนแบบศูนย์การเรียนรู้กลุ่มสัมพันธ์เป็นต้น 3. การสอนตามเอกัตภาพหรือการสอนเป็นรายบุคคลเป็นการสอนที่มุ่งให้นักเรียนสามารถศึกษา หาความรู้ได้ด้วยตนเองตามความแตกต่างระหว่างบุคคลอาจเป็นการเรียนในโรงเรียนหรือบ้านก็ได้เพื่อให้ ผู้เรียนก้าวหน้าตามความสามารถความสนใจและความพร้อมของผู้เรียน 4. ชุดการสอนทางไกลเป็นชุดการสอนที่ครูผู้สอนกับผู้เรียนที่อยู่ต่างถิ่นต่างเวลามุ่งสอนให้ผู้เรียน ศึกษาด้วยตนเองโดยไม่ต้องเข้าเรียน สุวิทย์ มูลคำ และอรทัยมูลคำ (2545 : 52-53) ได้แบ่งประเภทของชุดการสอนไว้ 3 ประเภท คือ 1. ชุดการสอนประกอบคำบรรยายของครูเป็นชุดการสอนสำหรับครูใช้สอนนักเรียนเป็นกลุ่มใหญ่ หรือเป็นการสอนที่ต้องการปูพื้นฐานให้นักเรียนส่วนใหญ่รู้และเข้าใจในเวลาเดียวกันมุ่งในการขยาย เนื้อหาสาระให้ชัดเจนยิ่งขึ้นชุดการสอนแบบนี้จะช่วยให้คุณลดการพูดให้น้อยลงและใช้สื่อการสอนที่มี พร้อมในชุดการสอน 2. ชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรมเป็นชุดการสอนสำหรับให้นักเรียนร่วมกันเป็นกลุ่มเล็กประมาณ 5-7 คนโดยใช้สื่อการสอนที่บรรจุไว้ในชุดการสอนแต่ละชุดมุ่งที่จะฝึกทักษะในเนื้อหาวิชาที่เรียนและให้ นักเรียนมีโอกาสทำงานร่วมกัน 3. ชุดการสอนแบบรายบุคคลหรือชุดการสอนตามเอกัตภาพเป็นชุดการสอนสำหรับเรียนด้วย ตนเองเป็นรายบุคคลคือนักเรียนจะต้องศึกษาหาความรู้ตามความสามารถและความสนใจของตนเอง อาจจะเรียนที่โรงเรียนหรือที่บ้านก็ได้ส่วนมากมักจะมุ่งให้นักเรียนทำความเข้าใจในเนื้อหาวิชาที่เรียน เพิ่มเติมนักเรียนสามารถประเมินผลเรียนด้วยตนเอง สุกิจ ศรีพรหม( วัชราภรณ์ เจริญสุข 2547:1-3 อ้างอิงจาก สุกิจ ศรีพรหม 2541 : 61-69) ได้แบ่งประเภทของชุดการสอนเป็น 3 ประเภท คือ 1. ชุดการสอนประกอบคำบรรยายหรือเรียกว่าชุดการสอนสำหรับครูผู้ใช้คือเป็นการสอนที่กำหนด กิจกรรมการสื่อการเรียนเพื่อให้ครูใช้ประกอบการสอนการบรรยายเปลี่ยนบทบาทครูให้น้อยลงเน้น บทบาทของนักเรียนให้มากขึ้น


18 2. ชุดการสอนสำหรับกิจกรรมกลุ่มชุดการสอนนี้เน้นที่ตัวนักเรียนได้ประกอบกิจกรรมร่วมกัน อาจจะจัดในรูปแบบของศูนย์การเรียนรู้แต่ละศูนย์ที่มีสื่อการเรียนหรือบทเรียนครบชุดตามจำนวน นักเรียนในศูนย์กิจกรรมนั้นให้นักเรียนได้หมุนทำกิจกรรมจนครบตามศูนย์ 3. ชุดการสอนรายบุคคลเป็นชุดการสอนที่ผลิตขึ้นสำหรับนักเรียนเป็นรายบุคคลนักเรียนศึกษาได้ ด้วยตนเองตามความสามารถของตนเองและประเมินความก้าวหน้าของตนเอง 2.4 องค์ประกอบของชุดกิจกรรม ชุดกิจกรรมมีองค์ประกอบที่ต่างกันตามที่นักการศึกษาได้กล่าวไว้ดังนี้ ฮุสตันและคนอื่น ๆ (Houstion ; Other. 1972 : 10-15) กล่าวถึง องค์ประกอบของชุด กิจกรรมไว้ดังนี้ 1. คำชี้แจง (prospectus) อธิบายถึงความสำคัญของจุดมุ่งหมาย ขอบข่ายในส่วนชุด กิจกรรม สิ่งที่ผู้เรียนจะต้องรู้ก่อนและขอบข่ายของกระบวนการเรียนทั้งหมดในชุดกิจกรรม 2. จุดมุ่งหมาย (objectives) คือ ข้อความที่ชัดเจนและไม่กำกวมที่กำหนดว่าผู้เรียนจะ ประสบความสำเร็จอะไรหลังจากเรียนแล้ว 3. การประเมินผลเบื้องตน (pre – assessment) มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ เพื่อให้ทราบว่าผู้เรียนอยู่ในระดับใดในการเรียนการสอนนั้นและดูว่าสัมฤทธิ์ผลตามความมุ่งหมาย เพียงใด การประเมินผลเบื้องต้นนี้อาจอยู่ในรูปแบบของการทดสอบข้อเขียน ปากเปล่า การทำงาน ปฏิกิริยาตอบสนอง หรือคำถามง่ายๆ เพื่อให้รู้ถึงความต้องการและความสนใจ 4. การกำหนดกิจกรรม (enabling activities) คือ การกำหนดแนวทางและวิธีเพื่อไปสู่ จุดหมายที่วางไว้ โดยให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมนั้นด้วย 5. การประเมินผลขั้นสุดท้าย (post – assessment) เป็นข้อสอบเพื่อวัดผลหลังเรียน ทิศนา แขมมณี (2534 : 10-12) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้ 1. ชื่อกิจกรรม ประกอบด้วยหมายเลขกิจกรรม ชื่อของกิจกรรมและเนื้อหา 2. คำชี้แจง เป็นส่วนที่อธิบายความมุ่งหมายหลักของกิจกรรม และลักษณะของการจัด กิจกรรมเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมาย 3. จุดมุ่งหมาย เป็นส่วนที่ระบุจุดมุ่งหมายที่สำคัญของกิจกรรมนั้น แนวคิดเป็นส่วนที่ระบุ เนื้อหา หรือมโนทัศน์ของกิจกรรมนั้น ส่วนนี้ควรได้รับการย้ำและเน้นเป็นพิเศษ 4. สื่อ เป็นส่วนที่ระบุถึงวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการดำเนินกิจกรรม เพื่อช่วยให้ครูทราบ ว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง 5. เวลาที่ใช้ เป็นการระบุจำนวนเวลาโดยประมาณว่ากิจกรรมนั้นควรใช้เวลาเท่าใด 6. ขั้นตอนในการดำเนินกิจกรรม เป็นส่วนที่ระบุวิธีการดำเนินกิจกรรม เป็นขั้นตอน เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้


19 7. ภาคผนวก ในส่วนนี้คือ ตัวอย่างวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดกิจกรรม และข้อมูลอื่น ๆ ที่จำเป็นสำหรับครู รวมทั้งเฉลยแบบทดสอบ บุญชม ศรีสะอาด (2541 : 95) และบุญเกื้อ วรหาเวช (2545 : 95-96) กล่าวถึง องค์ประกอบของชุดกิจกรรมไว้ดังนี้ 1. คู่มือการใช้ชุดกิจกรรม เป็นคู่มือที่จัดทำขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้ชุดกิจกรรมศึกษาและปฏิบัติตาม เพื่อบรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ อาจประกอบด้วยแผนการสอน สิ่งที่ผู้สอนต้องเตรียมก่อนสอน บทบาทผู้เรียนและการจัดชั้นเรียน 2. บัตรงาน เป็นบัตรที่มีคำสั่งว่าจะให้ผู้เรียนปฏิบัติอย่างไรบ้าง โดยระบุกิจกรรม ตามลำดับขั้นตอนของการเรียน 3. แบบทดสอบวัดผลความก้าวหน้าของผูเรียน เป็นแบบทดสอบที่ใช้สำหรับตรวจสอบว่า หลังจากเรียนด้วยชุดกิจกรรมแล้วผู้เรียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้ หรือไม่ 4. สื่อการเรียนต่าง ๆ เป็นสื่อสำหรับผู้เรียนได้ศึกษา มีหลายชนิดประกอบกันอาจเป็น ประเภท สิ่งพิมพ์ เช่น บทความ เนื้อหาเฉพาะเรื่อง จุลสาร บทเรียนโปรแกรม หรือประเภทโสต ทัศนอุปกรณ์ เช่น รูปภาพ แผนภูมิต่าง ๆ เทปบันทึกเสียง ฟิล์มสตริป สไลด์ของจริง เป็นต้น พูลทรัพย์ โพธิ์สุ (2546 : 44-46) ได้พัฒนาชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ซึ่งประกอบด้วย เอกสาร 2 ส่วน คือ 1) ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ และ 2) คู่มือผู้สอนประกอบการสอนชุดกิจกรรม วิทยาศาสตร์ ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 1. ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ มีไว้เพื่อให้ผู้เรียนใช้เป็นแนวทางในการทำกิจกรรมแต่ละครั้ง ซึ่งประกอบด้วยรายละเอียดดังนี้ 1.1 ชื่อกิจกรรม เป็นส่วนที่ระบุหมายเลขกิจกรรม และชื่อกิจกรรม 1.2 คำชี้แจง เป็นส่วนที่อธิบายความมุ่งหมายหลักของชุดกิจกรรม และลักษณะของกิจกรรม 1.3 จุดประสงค์การเรียนรู้ เป็นส่วนที่ระบุจุดมุ่งหมายของกิจกรรมเป็นจุดมุ่งหมายเชิง พฤติกรรม 1.4 เวลาที่ใช้ เป็นส่วนระบุเวลาทั้งหมดในการใช้ชุดกิจกรรมแต่ละชุด 1.5 ใบความรู้ เป็นส่วนระบุเนื้อหาของกิจกรรมนั้น ๆ 1.6 อุปกรณ์ เป็นส่วนที่ระบุวัสดุอุปกรณ์ในการทำกิจกรรม 1.7 กิจกรรม เป็นส่วนที่ระบุกิจกรรมการเรียนการสอน การปฏิบัติกิจกรรมของผู้เรียน 1.8 แบบฝึกหัดท้ายกิจกรรม เป็นส่วนที่กำหนดคำถามเพื่อตรวจสอบผลการเรียนรู้ ของผู้เรียน


20 2. คู่มือประกอบการสอนชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ มีไว้เพื่อให้ผู้สอนเป็นแนวทางในการจัดการเรียน การสอน และดำเนินกิจกรรมซึ่งประกอบด้วยรายละเอียดดังนี้ 2.1 ชื่อกิจกรรม เป็นส่วนที่ระบุหมายเลขกิจกรรม และชื่อกิจกรรม 2.2 คำชี้แจง เป็นส่วนที่อธิบายความมุ่งหมายหลักของชุดกิจกรรม และลักษณะของ กิจกรรม 2.3 จุดประสงค์การเรียนรู้ เป็นส่วนที่ระบุจุดมุ่งหมายของกิจกรรมเป็นจุดมุ่งหมายเชิง พฤติกรรม 2.4 แนวคิดหลัก เป็นส่วนที่ระบุแนวคิดหลักที่มีในชุดกิจกรรมแต่ละชนิด 2.5 เวลาที่ใช้ เป็นส่วนที่ระบุเวลาทั้งหมดในการใช้ชุดกิจกรรมแต่ละชุด 2.6 สื่ออุปกรณ์ เป็นส่วนที่ระบุวัสดุอุปกรณ์ในการทำกิจกรรม 2.7 การดำเนินกิจกรรม เป็นส่วนที่ระบุกิจกรรมการเรียนการสอนการปฏิบัติกิจกรรม ของผู้เรียน 2.8 คำเฉลยแบบฝึกหัดท้ายกิจกรรม เป็นส่วนที่ระบุคำเฉลยแบบฝึกหัดเพื่อเป็นแนวทางในการ พิจารณาคำตอบของผู้เรียน 2.9 ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม เป็นส่วนที่ระบุคำแนะนำในการทำกิจกรรมจากการศึกษา องค์ประกอบของชุดกิจกรรม ผู้วิจัยได้กำหนดองค์ประกอบของชุดแบบฝึก คือ ชื่อชุดแบบฝึก คำชี้แจง จุดประสงค์การเรียนรู้ เวลาที่ใช้ ใบความรู้ แบบฝึกหัด แบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลัง เรียน สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ (2545 : 52) ได้แบ่งองค์ประกอบของชุดกิจกรรมไว้ดังนี้ 1. คู่มือการใช้ชุดการสอนเป็นคู่มือและแผนการสอนสำหรับครูหรือนักเรียนตามแต่ชนิดของชุดการ สอนภายในคู่มือจะมีชี้แจงวิธีการใช้ชุดการสอนอาจจะทำให้เป็นเล่มหรือเป็นแผ่นพับก็ได้ 2. บัตรคำสั่งหรือคำแนะนำจะเป็นส่วนที่บอกให้นักเรียนดำเนินการเรียนหรือประกอบกิจกรรมแต่ละ อย่างตามขั้นตอนที่กำหนดไว้มักจะอยู่ในรูปของกระดาษแข็งซึ่งจะประกอบด้วย 2.1 คำอธิบายในเรื่องที่จะศึกษา 2.2 คำสั่งให้นักเรียนดำเนินกิจกรรม 2.3 การสรุปบทเรียน 3. เนื้อหาสาระและสื่อจะบรรจุไว้ในรูปของสื่อต่าง ๆ อาจประกอบด้วยบทเรียนโปรแกรมสไลด์เทป บันทึกเสียงวีดีโอแผ่นภาพโปร่งใสวัสดุกราฟิกหุ่นจำลองของตัวอย่างรูปภาพเป็นต้นนักเรียนจะศึกษาจาก สื่อการสอนต่าง ๆ ที่บรรจุในชุดการสอนตามบัตรคำที่กำหนดไว้ 4. แบบประเมินผลนักเรียนจะทำการประเมินผลความรู้ด้วยตนเองก่อนและหลังเรียนแบบ ประเมินผลที่อยู่ในชุดการสอนอาจจะเป็นแบบฝึกหัดให้เติมคำลงในช่องว่างเลือกคำตอบที่ถูกจับคู่ดูผล


21 จากการทดลองหรือให้ทำกิจกรรมสอดขอบข้างต้นดังนี้บรรจุอยู่ในกล่องหรือซองจัดเอาไว้เป็นหมวดหมู่ เพื่อสะดวกแก่การใช้นิยมแยกออกเป็นส่วนส่วนดังนี้ 1. กล่อง 2. สื่อการสอนและบัตรบกชนิดของสื่อการสอนเรียงตามการใช้ 3. บันทึกการสอนประกอบด้วยรายละเอียดดังต่อไปนี้ 3.1 รายละเอียดเกี่ยวกับวิชาและหน่วยการสอน 3.2 รายละเอียดเกี่ยวกับนักเรียน 3.3 เวลาจำนวนชั่วโมง 3.4 วัตถุประสงค์ทั่วไป 3.5 วัตถุประสงค์เฉพาะ 3.6 เนื้อหาวิชาและประสบการณ์ 3.7 กิจกรรมและสื่อการสอนประกอบด้วยวิธีสอน 3.8 การประเมินผลวัดผลการทดสอบก่อนและหลังเรียน 2.5 ขั้นตอนในการสร้างชุดกิจกรรม ในการสร้างชุดกิจกรรม มีนักการศึกษาได้เสนอขั้นตอนของการสร้างชุดกิจกรรมไว้ดังนี้ เดอวิโต และ ครอกโคเวอร์ (Dervito & Krockover. 1976 : 388) ได้จัดทำชุดการ เรียนกิจกรรมวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์มีชื่อว่า “Creative Science Ideas and Activities for Teacher and Children” กิจกรรมที่สร้างขึ้นได้นำกระบวนการวิทยาศาสตร์มา สัมพันธ์กับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อกระตุ้นให้ผู้อ่านเกิดความคิดเพื่อพัฒนากิจกรรมอื่น ๆ ตามมา อีก ชุดการเรียนนี้จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ช่วยให้ครูมีทักษะและเทคนิคทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ กิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จ รูปแบบในการสร้างชุดการเรียนเพื่อพัฒนากิจกรรมทาง วิทยาศาสตร์มีดังนี้ 1. ปัญหาเพื่อนำไปสู่กิจกรรม 2. กำหนดสถานการณ์ซึ่งเป็นบรรยากาศหรือกำหนดกิจกรรมการทดลอง 3. คำถามจากการใช้สถานการณ์หรือทำกิจกรรมการทดลอง คำถามนี้ไม่มีคำตอบ เด็กจะ ตอบอย่างไรก็ได้ คำตอบของเด็กอยู่ในรูปสมมติฐาน 4. ข้อเสนอแนะหรือข้อคิดเพื่อแนะนำเด็กให้ทำกิจกรรมต่อเนื่องไปอีก 5. คำถามเพื่อให้เด็กเกิดความคิดและความสนใจที่จะดำเนินการหาข้อเท็จจริงตามวิธีการ ทางวิทยาศาสตร์


22 วิชัย วงศ์ใหญ่ (2525 : 189-192) ได้เสนอขั้นตอนในการสร้างชุดกิจกรรมไว้ 10 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ศึกษาเนื้อหาสาระของวิชาทั้งหมดอย่างละเอียดว่าสิ่งที่เรานำมาทำเป็นชุดกิจกรรมนั้นจะ มุ่งเน้นให้เกิดหลักการของการเรียนรู้อะไรบ้างให้กับผู้เรียน นำวิชาที่ได้จากการศึกษาวิเคราะห์แล้วมา แบ่งเป็นหน่วยการเรียนรู้ ในแต่ละหน่วยนั้นจะมีหัวเรื่องย่อย ๆ รวมอยู่อีกที่เราจะต้องศึกษาพิจารณาให้ ละเอียดชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อนในหน่วยอื่น ๆ และควรคำนึงถึงการแบ่งหน่วยของการเรียนการ สอนของแต่ละวิชานั้น ควรจะเรียงลำดับขั้นตอนของเนื้อหา สาระสำคัญให้ถูกต้องว่าอะไรเป็นสิ่งจำเป็น ที่ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้ก่อนอันเป็นพื้นฐานตามขั้นตอนของความรู้และลักษณะธรรมชาติในวิชานั้น 2. เมื่อศึกษาเนื้อหาสาระและแบ่งหน่วยการเรียนรู้ได้แล้วจะต้องพิจารณาตัดสินใจอีกครั้งว่า จะทำชุดการสอนแบบใดโดยคำนึงถึงข้อกำหนดว่าผู้เรียนคือใคร จะให้อะไรกับผู้เรียน จะทำกิจกรรม อย่างไร และจะทำได้ดีอย่างไร สิ่งเหล่านี้จะเป็นเกณฑ์ในการกำหนดการเรียน 3. กำหนดหน่วยการเรียนรู้ โดยประมาณเนื้อหาสาระที่เราจะสามารถถ่ายทอดความรู้แก่ นักเรียน หาสื่อการเรียนได้ง่าย พยายามศึกษาวิเคราะห์ให้ละเอียดอีกครั้งหนึ่งว่าหน่วยการเรียนรู้นี้มี หลักการหรือความคิดรวบยอดอะไร และมีหัวเรื่องย่อย ๆ อะไรอีกที่รวมกันอยู่ในหน่วยนี้ 4. กำหนดความคิดรวบยอดหรือสาระสำคัญ ต้องกำหนดให้สอดคล้องกับหน่วย และหัว เรื่อง โดยสรุปแนวความคิด สาระและหลักเกณฑ์ที่สำคัญ เพื่อเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนให้สอดคล้องกัน 5. จุดประสงค์การเรียน ต้องกำหนดให้สอดคล้องกับสาระสำคัญ 6. การวิเคราะห์งาน คือการนำจุดประสงค์การเรียนแต่ละข้อมาทำการวิเคราะห์งานเพื่อหา กิจกรรมการเรียนรู้ แล้วจัดลำดับกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสม สอดคล้องกับจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ ในแต่ละข้อ 7. เรียงลำดับกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อให้เกิดการประสานกลมกลืนของการเรียนการสอน จะต้องนำกิจกรรมการเรียนรู้ของแต่ละข้อที่ทำการวิเคราะห์งาน และเรียงลำดับกิจกรรมไว้ทั้งหมดมา หลอมรวมเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ขั้นสมบูรณ์ที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อนในการเรียน โดยคำนึงถึง พฤติกรรมพื้นฐานของผู้เรียน วิธีดำเนินการสอน ตลอดจนการติดตามผล และการประเมินพฤติกรรม ที่ผู้เรียนแสดงออกเมื่อมีการเรียนการสอน 8. สื่อการเรียน คือวัสดุอุปกรณ์และกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้สอนและผู้เรียนจะต้องกระทำ เพื่อเป็นแนวทางในการเรียนรู้ ซึ่งผู้สอนจะต้องจัดทำและจัดหาไว้ให้เรียบร้อย ถ้าสื่อการเรียนรู้เป็นของ ที่ใหญ่โตหรือมีคุณค่าที่ต้องจัดเตรียมมาก่อนจะต้องเขียนบอกไว้ให้ชัดเจนในคู่มือผู้สอนเกี่ยวกับการใช้ชุด การสอนว่าจะต้องจัดหาได้ ณ ที่ใด


23 9. การประเมินผล คือการตรวจสอบดูว่าหลังจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แล้วผู้เรียนได้มี การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้หรือไม่ การประเมินผลนี้จะใช้วิธีการ ใดก็ตาม แต่จะต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ที่เราตั้งไว้ 10. การทดลองใช้ชุดกิจกรรมเพื่อหาประสิทธิภาพ การหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม เพื่อปรับปรุงให้เหมาะสมควรนำไปใช้กับกลุ่มเล็ก ๆ ดูก่อนเพื่อตรวจสอบหาข้อบกพร่องและแก้ไข ปรับปรุงอย่างดีแล้วจึงนำไปใช้กับกลุ่มใหญ่หรือทั้งชั้น 2.6 ประโยชน์ของชุดกิจกรรม สรศักดิ์ แพรดำ (2545: 175 - 176) กล่าวว่า การจัดสื่อการเรียนการสอนเป็นชุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดอยู่ในรูปแบบของชุดการสอน ทั้งที่เป็นชุดการสอนประกอบการบรยาย ชุด การสอนแบบกิจกรรม กลุ่ม ชุดการสอนรายบุคคลและชุดการสอนทางไกล จะให้ประโยชน์แก่ผู้สอนและ ผู้เรียนหลายประการ ดังนี้ 1. ช่วยให้ผู้สอนและผู้เรียนได้รับความสะดวกในการใช้ เพราะสามารถที่จะหยิบไป ใช้ได้ ทันทีชุดละเรื่องสำหรับการสอนแต่ละครั้ง 2. ทำให้ผู้สอนมีความพร้อมอยู่ตลอดเวลาแม้จะเลิกสอนไปเป็นเวลานาน เมื่อกลับมาสอน ใหม่ก็เพียงแต่ศึกษาแผนการเรียนการสอน คู่มือและทบทวนก็สามารถจะสอน ได้เพราะในชุดการสอน บอกสื่อต่าง ๆ ไว้พร้อมแล้ว 3. ชุดสื่อประสม จะช่วยให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเพราะมีสื่อใน รูปแบบต่าง ๆ ที่จะช่วยถ่ายทอดเนื้อหาสาระที่สลับซับช้อน และมีความเป็นรูปธรรม เช่น การทำงาน ภายในเครื่องจักร อวัยวะของ ร่างกาย การขยายพันธุ์ ของสัตว์ขั้นต่ำ เป็นต้น ซึ่งสอนได้ดีบรรยายไม่ได้ 4. ทำให้การเรียนการสอนของผู้เรียน เป็นอิสระจากอารมณ์ของผู้สอน ไม่ว่าผู้สอนจะอารมณ์ ดีหรือไม่อย่าง ไร ชุดการสอนก็จะ ช่วยให้ผู้เรียนเรียนได้ต่อไป โดยไม่หยุดชะงักเพราะไม่ต้องฟัง คำอธิบายจากผู้สอนอยู่ตลอดเวลา 5. ทำให้การเรียนเป็นอิสระจากบุคลิกภาพของ ผู้สอนแม้ผู้สอนจะพูดไม่เก๋งแต่ชุดการสอนก็ จะช่วยให้ผู้เรียน สามารถเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 6. ในกรณีผู้สอนอื่นสอนแทน ผู้เรียนก็จะสามารถเรียนจากชุดการสอน ได้ดีเท่ากับเรียนจาก ผู้สอนที่สอนเป็นประจำ บุญเกื้อ ควรหาเวช. (2530: 7- 8 อ้างอิงใน ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์, 2552, หน้า 436) 1. ช่วยให้ผู้สอนถ่ายทอดเนื้อหาและประสบการที่สลับซับซ้อน และมีลักษณะเป็นนามธรรมซึ่งผู้สอนไม่ สามารถถ่ายทอดด้วยการบรรยายได้ 2. ความสนใจผู้เรียนต่อสิ่งที่กำลังศึกษา เพราะชุดการสอนจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ด้วยตนเอง


24 3. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็น ฝึกการตัดสินใจ แสวงหาความรู้ด้วยตนเองและ มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม 4. เป็นการสร้างความพร้อมและความมั่นใจแก่ผู้สอน เพราะชุดการสอนผลิตไว้เป็นหมวดหมู่ สามารถหยิบใช้ได้ทันที 5. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนของผู้เรียน เพราะสื่อประสมที่จัดไว้ในระบบเป็นการ แปรเปลี่ยนกิจกรรมและช่วยรักษาระดับความสนใจของผู้เรียนอยู่ตลอดเวลา 6. แก้ปัญหาความแตกต่างระหว่างบุคคล และส่งเสริมการศึกษารายบุคคล ตามความสนใจ ตามเวลา และโอกาสที่อำนวยแก่ผู้เรียนซึ่งแตกต่างกัน 7. ช่วยขจัดปัญหาการขาดแคลนครู ชุดการสอนทำให้ผู้เรียน เรียนโดยอาศัยความช่วยเหลือ จากครูเพียงเล็กน้อย ทั้งสามารถเรียนด้วยตนเอง ครูคนหนึ่งจึงสามารถสอนนักเรียนได้จำนวนมาก 8. ช่วยนักเรียนให้รู้จุดมุ่งหมายของการเรียนชัดเจน ตลอดจนรู้วิธีการที่จะบรรลุจุดมุ่งหมาย เป็นการเพิ่มพูนการจูงใจในการเรียน 9. ชุดการสอนจะกำหนดบทบาทของครูและนักเรียนไว้ชัดเจนว่าตอนใด ใคร จะทำอะไร อย่างไร ลดบทบาทของการกระทำของครูข้างเดียว นักเรียนได้เรียนรู้โดยการกระทำมากยิ่งขึ้น 10. ชุดการสอนเกิดจากการนำวิธีเชิงระบบเข้ามาใช้ เมื่อผ่านการทดลองจึงทำให้การสอนมี ประสิทธิภาพ 11. ชุดการสอนฝึกให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบในการเรียน และรู้จักการทำงานร่วมกัน 12. ชุดการสอนเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือกวัสดุการเรียนและกิจกรรมตามความสนใจ 13. ชุดการสอนทำให้ผู้เรียน รู้การกระทำของเขาและสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง จากประโยชน์ของชุดกิจกรรม สรุปได้ว่า ชุดกิจกรรมช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ด้วยตนเอง ตามความสามารถและความถนัดของแต่ละบุคคล ผู้เรียนได้รับความสะดวกในการใช้ เพราะ สามารถที่จะหยิบชุดกิจกกรมไปใช้ได้ทันทีฝึกการคิด การตัดสินใจ และการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ทำให้ผู้เรียนรู้จุดมุ่งหมายของการเรียนรู้ที่ชัดเจน รู้วิธีการที่จะบรรลุจุดมุ่งหมายในการเรียนรู้ และรู้จัก การทำงานร่วมกับผู้อื่น มีความรับผิดชอบต่อตนเอง และในการเรียน ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ อย่างมีประสิทธิภาพ 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) 3.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ภพ เลาหไพบูลย์ (2540 : 119) ได้กล่าวว่าการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้เป็น กระบวนการแสวงหาความรู้ที่ช่วยให้นักเรียนได้ค้นพบความจริงต่าง ๆ ด้วยตนเอง ให้นักเรียนได้มี ประสบการณ์ตรงในการเรียนรู้เนื้อหาวิชา


25 กระทรวงศึกษาธิการ (2542 : 219) กล่าวว่า กระบวนการสืบเสาะหาความรู้เป็นการ เรียนรู้ที่ไม่ได้เกิดจากการบอกเล่าของครูหรือนักเรียนไม่เพียงแต่จดจำแนวคิดต่าง ๆ เท่านั้นแต่การ เรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามทฤษฎีการเสริมสร้างความรู้ เป็นกระบวนการที่นักเรียนจะต้องสืบค้นเสาะหา สำรวจตรวจสอบ และค้นคว้าด้วยวิธีการต่าง ๆ จนทำให้นักเรียนเกิดความเข้าใจและเกิดการรับรู้ความรู้ นั้นอย่างมีความหมาย สามารถสร้างองค์ความรู้เป็นของนักเรียนเองได้และเก็บความรู้ไว้ในสมองอย่าง ยาวนาน การที่นักเรียนจะสร้างองค์ความรู้ได้ ต้องผ่านกระบวนการที่เรียกว่าการสืบเสาะหาความรู้ กรมวิชาการ (2546 : 216–220) ได้กล่าวถึง การพัฒนาหลักสูตร การเรียนการสอนวิชา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเน้นการใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ มีการกำหนดกิจกรรมให้ นักเรียนได้มีโอกาสฝึกคิด ลงมือปฏิบัติ ออกแบบ บันทึกข้อมูล ด้วยตนเอง โดยมีครูคอยตรวจสอบและ อำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในการเรียน สมสุข ธีระพิจิตร (2547 : 41-58) ได้ให้ความหมายของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ คือ เป็นการสอนที่เน้นกระบวนการแสวงหาความรู้ที่ช่วยให้นักเรียนได้ค้นพบความจริงต่าง ๆด้วยตนเอง เริ่มต้นจากการที่นักเรียนมีข้อสงสัยในสิ่งใดสิ่งหนึ่งและพยายามที่จะหาคำตอบหรือแก้ข้อสงสัยเหล่านั้น จากความหมายของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ที่กล่าวมา ผู้วิจัยสรุปได้ว่า การสอน แบบสืบเสาะหาความรู้เป็นการสอนที่มุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียน ได้รู้จักศึกษาค้นคว้า แสวงหาความรู้ด้วย ตนเองโดยใช้ทักษะกระบวนการและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเน้นกิจกรรมของผู้เรียน ผู้เรียนได้ฝึกคิด ปฏิบัติ และแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง ครูผู้สอนมีหน้าที่เพียงจัดสภาพการเรียนการสอนให้เอื้อต่อการเรียนรู้ เท่านั้น 3.2 หลักจิตวิทยาพื้นฐานในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ จิตวิทยาการศึกษาเปรียบเสมือนเครื่องมือช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นเป็นการเพิ่ม ประสิทธิภาพการเรียนการสอน ศึกษาค้นคว้าได้สังเคราะห์เอกสารเกี่ยวกับหลักจิตวิทยาพื้นฐานของการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้จากวีรยุทธ วิเชียรโชติ (2526, หน้า92-101) สรุปได้ดังนี้ 1. จิตวิทยาในเรื่องการเรียนรู้ แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1.1 สถานการณ์เพื่อการเรียนรู้ เพราะในการเรียนการสอนแบบนี้มุ่งให้ผู้เรียนได้ค้นพบ ตัวเองจึงต้องมีประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้เป็นสิ่งเร้าให้ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้และความคิด 1.2 กระบวนการเรียนรู้และการคิด การเรียนการสอนแบบนี้ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิด กระบวนการเรียนรู้ และการคิดอย่างมีขั้นตอน โดยเริ่มจากสิ่งที่ง่ายไปหาสิ่งที่ยาก และซับช้อนขึ้นเป็น ลำดับ 1.3 ผลการเรียนรู้คือความรู้ ความคิด และการกระทำเป็นผลที่ได้ของผู้เรียนโดยทั้งสาม ส่วนนี้ประสานสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน เป็นระบบของการเรียนรู้


26 2. จิตวิทยาในเรื่องการเรียนรู้ด้วยการกระทำ เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม และเป็นผู้กระทำ กิจกรรมให้ผู้เรียนมีโอกาสปรับปรุง และพัฒนาพฤติกรรมของผู้เรียน 3. จิตวิทยาในเรื่องแรงจูงใจใฝ่รู้ เน้นให้ผู้เรียนมีการเรียนรู้จากการสังเกต และเปรียบเทียบ เมื่อผู้เรียนเกิดปัญหาข้องจิต ผู้เรียนจะเกิดแรงจูงใจใฝ่รู้ คือมีความอยากรู้อยากเห็นที่จะแสวงหาความรู้ ด้วยการสืบเสาะหาความรู้ต่อไป 4. จิตวิทยาการเรียนรู้ในการสร้างสังกัปแนวหน้า เป็นขั้นตอนในการสร้างความพร้อมในการ เรียน 3 ด้าน คือ ความพร้อมทางแรงจูงใจ ความพร้อมทางปัญญา ความพร้อมทางพฤติกรรมการสร้าง ความพร้อมให้กับผู้เรียนก่อนที่จะเริ่มสอน มีความสำคัญมาก เพราะถ้าผู้เรียนยังไม่พร้อมที่จะเรียนไม่ว่า ในทางใดก็ตามการเรียนการสอนจะไม่เกิดผลเท่าที่ควร ชูศรีสนิทประชากร (2533, หน้า 22-23) กล่าวถึงโครงสร้างของวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้มีพื้นฐานมาจากทฤษฎีของนักจิตวิทยาในกลุ่ม Cognitive field theory คือ เพียเจย์ (Piaget) ซึ่งวางรากฐานสำคัญของการที่บุคคลจะนำประสบการณ์ ต่าง ๆ มาเป็นข้อมูลในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้นั้นประกอบด้วย 4.1 การใช้โครงสร้างเดิมเพื่อการเรียนรู้ (Assimilation Structure) หมายถึงการที่ องค์ประกอบต่าง ๆ ของปัญหามาประสานสัมพันธ์กัน เป็นโครงสร้างความคิดของบุคคลทำให้บุคคล เข้าใจสิ่งแวดล้อมอันเป็นปัญหาหรือพูดอีกนัยหนึ่งว่า บุคคลนำความรู้เดิมเท่าที่สามารถรวบรวมได้มา แปลความหมาย ทำความเข้าใจสิ่งแวดล้อมหรือการใช้ความรู้เดิมมาคิดทำความเข้าใจสิ่งใหม่นั่นเอง 4.2 การปรับขยายโครงสร้างเพื่อการเรียนรู้(Accommodation Structure) หมายถึงการที่บุคคลขยายความคิดต่อสิ่งแวดล้อมกว้างขวางออกไป แก้ปัญหาได้ลึกซึ้งกว้างขวาง ออกไปความคิดนำข้อมูลหรือตัวแปรต่าง ๆ มาประกอบการคิดได้กว้างขวางขึ้น ทำให้สามารถแก้ปัญหา ปรับตนให้เข้ากับสิ่งใหม่ๆ บุคคลมีความรู้ ความสามารถในการแก้ปัญหา ทำความเข้าใจสิ่งแวดล้อม เพิ่มพูนขึ้นโครงสร้างทั้งสองที่กล่าวมาเป็นโครงสร้างกระบวนการสืบสวนสอบสวนหรือกระบวนการสืบ เสาะหาความรู้จากโครงสร้างทั้งสองนี้ทำให้เราได้ใช้สังกัปแนวหน้าเข้าช่วยในการเรียนรู้ใหม่ๆ โดยให้เด็ก ถามเกี่ยวกับธรรมชาติ ซึ่งใช้การสังเกตเป็นส่วนใหญ่เพื่อชยายโครงสร้างให้กว้างขวางออกไป เพื่อให้ เกิดสังกัปใหม่ๆ ให้เด็กพร้อมที่จะรับรู้จากหลักจิตวิทยาดังกล่าว จากจิตวิทยาที่กล่าวมาข้างต้นจึงสรุปได้ว่า หลักจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการสืบเสาะหา ความรู้ได้แก่จิตวิทยาการเรียนรู้ การเรียนรู้ด้วยการกระทำ การทำให้เกิดแรงจูงใจใฝ่รู้ การสร้างสังกัป แนวหน้าเพื่อสร้างความพร้อมในการเรียนเกิดสังกัปใหม่ๆ ยั่วยุให้ผู้เรียนเกิดความอยากเรียน และผู้เรียน ได้ศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองโดยมีครูเป็นผู้สร้างความพร้อมให้กับผู้เรียน 3.3 ขั้นตอนในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ประกอบด้วยขั้นตอนที่สำคัญ (สมบัติ กาจนารักพงค์, กัญญา สุภศิริรักษ์ และกมลรัตน์ อนันปัญญสุทธิ์, 2549, หน้า 4-5) ดังนี้


27 1. ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) เป็นการนำเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจ อาจเกิดขึ้นเองจากความสงลัยหออาจเริ่มจากความสนใจของตัวนักเรียนเอง หรือความสนใจของตัว นักเรียนเอง หรือเกิดจากการอภิปรายในกลุ่ม เรื่องที่น่าสนใจอาจมาจากเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ใน ช่วงเวลานั้น หรือเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่เพิ่งเรียนรู้ มาแล้วเป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนสร้าง คำถาม กำหนดประเด็นที่จะศึกษา ในกรณีที่ยังไม่มีประเด็นที่จะศึกษาครูอาจให้ศึกษา 2. ขั้นสำอาจและค้นหา (Exploration) เมื่อทำความเข้าใจในประเด็นหรือคำถามที่ ตะใจศึกษาอย่างถ่องแท้ มีการวางแผนกำหนดแนวทางการสำรวจตรวจสอบ ตั้งสมมติฐานกำหนด ทางเลือกที่เป็นไปใด้ ลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรามข้อมูล ข้อสนเทศ หรือปรากฎการณ์ต่าง ๆ วิธีการ ตรวจสอบอาจทำได้หลายวิธี เช่น ทำการทดลอง ทำกิจกรรมกาคสนาม การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อช่วยสร้าง สถานการณ์จำลอง (Simulation) การศึกษาหาข้อมูลจากเอกสารอ้างอิงหรือจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลอย่างเพียงพอที่จะใช้ในขั้นต่อไป 3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) เมื่อได้ข้อมูลอย่างเพียงพอจากการสำรวจ ตรวจสอบแล้วจึงนำข้อมูล ข้อสนเทศที่ได้มาวิเคราะห์แปลผล สรุปผล และนำเสนอผลที่ได้ในรูปต่าง ๆ 4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration; เป็นการนำความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับความรู้ เดิมหรือแนวคิดที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติม หรือนำแบบจำลองข้อสรูปที่ใต้ไปอธิบายสถานการณ์หรือเหตุการณ์ อื่น ๆ ถ้าใช้อธิบายเรื่องต่าง ๆ ได้มาก็แสดงว่าข้อจำกัดน้อย ซึ่งก็จะช่วยในเชื่อมโยงกับเรื่องต่าง ๆ และ ทำให้เกิดความรู้กว้างขวางขึ้น 5. ขั้นประเมิน (Evaiualon) เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่าง ๆ จากขั้นนี้จะนำไปสู่การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่น ๆ จากการศึกษารูปแบบของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ สรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Expianation) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) และชั้นประเมิน (Evaluation) ซึ่งแต่ละขั้นนั้นจะมีครูเป็นผู้ชี้แนะแนวทางในการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง สามารถนำความรู้ที่ได้จากการศึกษามาอภิปรายและนำเสนอ ข้อมูลที่มีประโยชน์แลกเปลี่ยนกันกับเพื่อนๆในชั้นเรียนและเมื่อสิ้นสุดขั้นประเมินแล้วครูและผู้เรียน สามารถเข้าสู่ขั้นตอนสืบเสาะหาความรู้ใหม่ได้ต่อไป 3.4 บทบาทของครูในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ สุวิมล เขี้ยวแก้ว (2540 : 65-66) ได้กล่าวถึงบทบาทของครูในการสอนแบบสืบเสาะ 1. เป็นผู้วางแผน เลือกและจัดอุปกรณ์ สร้างสถานการณ์ในชั้นเรียน กำหนดเวลา และขั้นตอนการเรียน


28 2. เริ่มบทเรียนโดยการสังเกตความพร้อมของนักเรียนก่อนที่จะให้ลงมือปฏิบัติกิงกรรม ต่าง ๆ 3. สร้างปัญหาเพื่อนำไปสู่การดันคว้า โดยพยายามให้นักเรียนนิยามปัญหาอย่างชัดเจน 4. มอบหมายให้นักเรียนกำหนดวิธีการแก้ปัญหา และวางแผนที่จะแก้ปัญหานั้น ๆ ให้ลุล่วงด้วยตนเอง 5. ครูแนะนำอุปกรณ์ วิธีใช้ และข้อควรระวังต่าง ๆ 6. ครูใช้คำถามอย่างเหมาะสม เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกความคิดอย่างเป็นระบบ โดยใช้ ความสามารถขั้นสูงของสมองอย่างเหมาะสม และในขณะเดียวกันครูก็ต้องฝึกให้นักเรียนตั้งคำถาม ถามครูในสิ่งที่สงสัย โดยครูไม่จำเป็นต้องรับตอบคำถามของนักเรียน แต่ควรจะชี้แนะแนวทางให้นักเรียน สามารถค้นหาคำตอบได้ด้วยตนเอง 7. ครูควรสังเกตลำดับขั้นในการคิดหาเหตุผลของนักเรียน และให้คำแนะนำเกี่ยวกับ ขั้นตอนต่าง ๆ เมื่อจำเป็น ด้วยการกระตุ้นให้นักเรียนพยายามหาคำตอบได้ด้วยตนเองมากกว่าที่ครู จะแนะนำให้ทั้งหมด 8. ถ้าปัญหาใดยากเกิน'ไป นักเรียนไม่สามารถวางแผนแก้ปัญหาได้ ครูก็คารจะช่วยเหลือ นักเรียนโดยเข้าร่ามเป็นสมาชิกคนหนึ่งใบกลุ่มการทคลองนั้น ๆ 9. ครูควรให้กำลังใจนักเรียนมากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์หรือทำโทษ 10. ครูควรพยายามชี้ให้นักเรียนตระหนักถึงข้อดีของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยให้นักเรียนได้แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง เพื่อนักเรียนจะได้มีเจตคติที่ดีต่อการสอนแบบสืบเสาะ จากบทบาทของครูที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้นั้น ครูจะต้องมี เทคนิคการใช้คำถามอย่างรัดกุม เหมาะสม เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนได้อภิปรายซักถาม และร่วมกันหา คำตอบ โดยครูอาจจะใช้คำถามชนิดต่าง ๆ ดังนี้ 1. คำถามที่นำไปสู่การสังเกต 2. คำถามที่นำไปสู่การอภิปราย 3. คำถามที่นำไปสู่การทำนายและการตั้งสมมติฐาน 4. คำถามที่นำไปสู่การออกแบบการทคลองและควบคุมตัวแปร 5. คำถามที่นำไปสู่การนำไปใช้ จากบทบาทของครูเกี่ยวกับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้สรุปได้ว่า ผู้สอนทำหน้าที่เป็น ผู้สร้างสถานการณ์ขึ้นมา เพื่อให้นักเรียนได้ร่ามกันคิดแก้ปัญหาและปฏิบัติกิจกรรมด้วยตัวนักเรียนเอง โดยอาศัยทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์


29 3.5 ข้อดีและข้อจำกัดของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ เป็นวิธีสอนที่เหมาะสมกับวิชาวิทยาศาสตร์ โดยครูเป็นผู้ เตรียมสภาพแวดล้อม จัดลำดับเนื้อหา แนะนำหรือช่วยให้นักเรียนประเมินความก้าวหน้าของตนเอง ส่วนนักเรียนเป็นผู้เรียนรู้ภายใด้เงื่อนไขของครู นักเรียนมีอิสระในการดำเนินการทดลองอย่างเต็มที่ ข้อดีของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ มีดังนี้ คือ 1. นักเรียนมีโอกาสได้พัฒนาความคิดอย่างเต็มที่ ได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองจึงมีความ อยากเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา 2. นักเรียนมีโอกาสได้ฝึกความคิดและฝึกการกระทำ ทำให้ได้เรียนรู้วิธีจัดระบบความคิด และวิธี:สาะแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ทำให้ความรู้คงหนและถ่ายโยงการเรียนรู้ได้ กล่าวคือ ทำให้ สามารถจดจำได้นาน และนำไปใช้ในสถานการณ์ใหม่อีกด้วย 3. นักเรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอน 4. นักเรียนสามารถเรียนรู้มโนมติและหลักการทางวิทยาศาสตร์ได้เร็วขึ้น 5. นักเรียนจะเป็นผู้มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนการสอบวิทยาศาสตร์ ข้อจำกัดของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ มีดังนี้ คือ 1. ใช้วลามากในการสอนแต่ละครั้ง 2. ถ้าสถานการณ์ที่ครูสร้างขึ้นไม่ทำให้น่าสงสัยแปลกใจ จะทำให้นักเรียนเบื่อหน่ายและ ถ้าครูไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ในการสอนวิธีนี้ มุ่งควบคุมพฤติกรรมของนักเรียนมากเกินไปจะทำให้ นักเรียนไม่มีโอกาสได้สืบเสาะหาความรู้ด้วยตนเองนักเรียนที่มีระดับสติปัญญาต่ำและเนื้อหาวิชา ค่อนข้างยาก นักเรียนอาจจะไม่สามารถศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองได้ 3. นักเรียนที่มีระดับสติปัญญาต่ำและเนื้อหาวิชาค่อนข้างยาก นักเรียนอาจจะไม่สามารถ ศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองได้ 4. นักเรียนบางคนที่ยังไม่เป็นผู้ใหญ่พอ ทำให้ขาดแรงจูงใจที่จะศึกษาปัญหา และนักเรียนที่ต้องการแรงกระตุ้น เพื่อให้เกิดความกระตือรือร้นในการเรียนมาก ๆ อาจจะพอตอบ คำถามได้ แต่นักเรียนจะไม่ประสบความสำเร็จในการเรียนด้วยวิธีนี้เท่าที่ควร 5. ถ้าใช้การสอนแบบนี้อยู่เสมอ อาจทำให้ความสนใจของนักเรียนในการศึกษาคันคว้า ลดลง (ภพ เลาห์ไพบูลย์, 2542 : 126) นอกจากนี้ผดุงยศ ควงมาล (2530 : 127)ได้กล่าวถึงข้อดีของการสอนแบบสืบเสาะความรู้ ไว้ดังนี้ 1. ทำให้นักเรียนได้ใช้ความคิดมากกว่าความจำ 2. ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดเจตคติทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น 3. ทำให้นักเรียนเกิดทักษะทางวิทยาศาสตร์


30 4. ทำให้การเรียนการสอนสอดคล้องกับเอกลักษณ์และปรัชญาวิทยาศาสตร์มากขึ้น ขณะเดียวกันผลุงยศ ควงมาลา (2530 : 128) ได้กล่าวถึงข้อจำกัดของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ ไว้ ดังนี้ 1. การเรียนการสอนจะไปได้ช้า ได้เนื้อหาน้อย 2. สิ้นเปลืองเวลาในการฝึกฝนนักเรียนในการสืบเสาะหาความรู้ด้ายตนเอง 3. ครูยังขาดแหล่งความรู้เพื่อใช้ในการค้นคว้าเพิ่มเติม เพราะการสอนแบบนี้ครูจะต้อง มีความรู้กว้างขวาง 4. ครูยังขาดแหล่งความรู้ ในการฝึกตั้งคำถาม จากการข้อดีและข้อจำกัดของการสืบเสาะหาความรู้สรุปได้ว่า การสอนแบบสืบเสาะหา ความรู้ เป็นวิธีสอนที่เหมาะสมกับวิชาวิทยาศาสตร์ โดยครูเป็นผู้เตรียมสภาพแวดล้อม จัดลำดับเนื้อหา ให้นักเรียนได้ใช้ความคิดมากกว่าความจำ เกิดทักษะทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถคิดวิเคราะห์ในการแก้ไข ปัญหาได้ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ต้องใช้เวลามากในการสอน นักเรียนที่มีระดับสติปัญญาต่ำและเนื้อหาวิชาค่อนข้างยาก นักเรียนอาจจะไม่สามารถศึกษาหาความรู้ ด้วยตนเอง และครูยังขาดความรู้กว้างขวางในการค้นคว้าเพิ่มเติม 3.6 การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning Active Learning จึงเป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการสร้างสรรค์ทางปัญญา (Constructivism) ที่เน้นกระบวนการเรียนรู้มากกว่าเนื้อหาวิชา เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยง ความรู้ หรือสร้างความรู้ให้เกิดขึ้นในตนเอง ด้วยการลงมือปฏิบัติจริงผ่านสื่อหรือกิจกรรมการเรียนรู้ที่มี ครูผู้สอนเป็นผู้แนะนำ กระตุ้น หรืออำนวยความสะดวก ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ขึ้น โดยกระบวนการคิด ขั้นสูง กล่าวคือ ผู้เรียนมีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และการประเมินค่าจากสิ่งที่ได้รับจากกิจกรรมการ เรียนรู้ ทำให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างมีความหมายและนำไปใช้ในสถานการณ์อื่น ๆ ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ (สถาพร พฤฑฒิกุล, 2558) ลักษณะของการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning เป็นดังนี้ (ไชยยศ เรือง สุวรรณ, 2553) 1. เป็นการเรียนการสอนที่พัฒนาศักยภาพทางสมอง ได้แก่ การคิด การแก้ปัญหา และการ นำความรู้ไปประยุกต์ใช้ 2. เป็นการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้สูงสุด 3. ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้และจัดกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง 4. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนทั้งในด้านการสร้างองค์ความรู้ การสร้าง ปฏิสัมพันธ์ร่วมกันร่วมมือกันมากกว่าการแข่งขัน


31 5. ผู้เรียนเรียนรู้ความรับผิดชอบร่วมกัน การมีวินัยในการท างาน และการแบ่งหน้าที่ความ รับผิดชอบ 6. เป็นกระบวนการสร้างสถานการณ์ให้ผู้เรียนอ่าน พูด ฟัง คิดอย่างลุ่มลึก ผู้เรียนจะเป็นผู้ จัดระบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง 7. เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นทักษะการคิดขั้นสูง 8. เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนบูรณาการข้อมูลข่าวสาร หรือสารสนเทศ และ หลักการความคิดรวบยอด 9. ผู้สอนจะเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติด้วย ตนเอง 10. ความรู้เกิดจากประสบการณ์การสร้างองค์ความรู้ และการสรุปทบทวนของผู้เรียน บทบาทของอาจารย์ผู้สอนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทางของ Active Learning ดังนี้ (ณัชนัน แก้วชัยเจริญกิจ, 2550) จัดให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอน กิจกรรมต้อง สะท้อนความต้องการในการพัฒนาผู้เรียนและเน้นการน าไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงของผู้เรียน 1. สร้างบรรยากาศของการมีส่วนร่วม และการเจรจาโต้ตอบที่ส่งเสริมให้ผู้เรียน มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้สอนและเพื่อนในชั้นเรียน 2 .จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เป็นพลวัต ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในทุกกิจกรรม รวมทั้งกระตุ้นให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ 3. จัดสภาพการเรียนรู้แบบร่วมมือ ส่งเสริมให้เกิดการร่วมมือในกลุ่มผู้เรียน 4. จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ท้าทาย และให้โอกาสผู้เรียนได้รับวิธีการสอน ที่หลากหลาย 5. วางแผนเกี่ยวกับเวลาในจัดการเรียนการสอนอย่างชัดเจน ทั้งในส่วนของเนื้อหา และกิจกรรม 6. ครูผู้สอนต้องใจกว้าง ยอมรับในความสามารถในการแสดงออก และความคิดของที่ ผู้เรียน จากการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning สรุปได้ว่าเน้นกระบวนการเรียนรู้มากกว่า เนื้อหาวิชา เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ให้เกิดขึ้นในตนเอง ด้วยการลงมือปฏิบัติจริงผ่านสื่อ หรือกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีครูผู้สอนเป็นผู้แนะนำ กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ขึ้น อีกทั้งบทบาทของ ครูยังต้องสร้างบรรยากาศของการมีส่วนร่วมผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้สอนและเพื่อนในชั้นเรียนและให้ โอกาสผู้เรียนได้รับวิธีการสอนที่หลากหลาย


32 4. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแผนการจัดการเรียนรู้ 4.1 ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้คือ การนำวิชาหรือกลุ่มประสบการณ์ที่จะต้องทำแผนการจัดการ เรียนรู้ตลอดภาคเรียนมาสร้างเป็นกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ การใช้สื่อ อุปกรณ์การจัดการเรียนรู้ และการวัดผลประเมินผล โดยจัดเนื้อหาสาระและจุดประสงค์การเรียนย่อย ๆ ให้สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์หรือจุดเน้นของหลักสูตร สภาพของผู้เรียน ความพร้อมของโรงเรียนในด้านวัสดุ อุปกรณ์ และตรงกับชีวิตจริงในห้องเรียน ชวลิต ชูกำแพง (2553) ได้อธิบายไว้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง เอกสารที่เป็นลาย ลักษณ์อักษรของครูผู้สอน ซึ่งเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในแต่ละครั้ง โดยใช้สื่อและ อุปกรณ์การเรียนการสอนให้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง เนื้อหา เวลา เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ ของผู้เรียนใหเป็นไปอย่างเต็มศักยภาพ วิมลรัตน์ สุนทรวิโรจน์ (2553) ได้อธิบายไว้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้ เป็นแผนการจัด กิจกรรมการเรียน การจัดการเรียนรู้ การใช้สื่อการจัดการเรียนรู้ การวัดผลประเมินผลให้สอดคล้อง กับเนื้อหาและจุดประสงค์ที่ก าหนดไว้ในหลักสูตร หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้ เป็นแผนที่จัดท าขึ้นจากคู่มือครู หรือแนวทางการจัดการเรียนรู้ของกรมวิชาการ ทำให้ผู้จัดการเรียนรู้ ทราบว่าจะจัดการเรียนรู้เนื้อหาใด เพื่อจุดประสงค์ใด จัดการเรียนรู้อย่างไร ใช้สื่ออะไร และวัดผล ประเมินผลโดยวิธีใด อาภรณ์ ใจเที่ยง (2553 216) ได้อธิบายไว้ว่า แผนการสอนมีความหมายเช่นเดียวกันกับ แผนการจัดการเรียนรู้ กล่าวคือ เป็นแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การใช้สื่อการเรียนรู้ และการ วัดผลประเมินผลที่สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้ และจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนด จากความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ สรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง แนว การจัดการเรียนการสอนของครู ภายใต้กรอบเนื้อหาสาระที่ต้องการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ โดยกำหนด จุดประสงค์ วิธีการดำเนินการหรือกิจกรรมให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์ สื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย และ วิธีวัดผลประเมินผลที่สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 4.2 ความสำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ การวางแผนการจัดการเรียนรู้มีส่วนสำคัญที่ทำให้การจัดการเรียนรู้ประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลวนั้น จำเป็นต้องศึกษาวิเคราะห์และออกแบบหลายประการ จากการศึกษารวบรวมข้อมูล ทัศนะของนักวิชาการได้อธิบายความสำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ดังนี้ ศิริวรรณ วณิชวัฒนวรชัย (2558 : 347-348) ได้อธิบายไว้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้มีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้


33 1. แผนการจัดการเรียนรู้เป็นหลักฐานที่แสดงถึงการเป็นครูมืออาชีพ มีการเตรียมล่วงหน้า แผนการจัดการเรียนรู้จะสะท้อนให้เห็นถึงการใช้เทคนิคการสอน สื่อนวัตกรรม และจิตวิทยาการ เรียนรู้มาผสมผสานกันหรือประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพของนักเรียนที่ตนเองสอนอยู่ 2. แผนการจัดการเรียนรู้ช่วยส่งเสริมให้ผู้สอนได้ศึกษาค้นคว้า หาความรู้เกี่ยวกับหลักสูตร เทคนิคการสอน สื่อนวัตกรรม และวิธีการวัดและประเมินผล 3. แผนการจัดการเรียนรู้ทำให้ครูผู้สอนและครูที่จะปฏิบัติการสอนแทน สามารถปฏิบัติการ สอนแทนได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพ 4. แผนการจัดการเรียนรู้ที่เป็นหลักฐานที่แสดงข้อมูลด้านการเรียนการสอน การวัดและ ประเมินผลที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดการเรียนรู้ในครั้งต่อไป 5. แผนการจัดการเรียนรู้เป็นหลักฐานที่แสดงถึงความเชียวชาญในวิชาชีพครู ซึ่งสามารถ นำไปเสนอเป็นผลงานทางวิชาการ เพื่อขอเลื่อนวิทยฐานะหรือตำแหน่งได้ อาภรณ์ ใจเที่ยง (2553 : 20) ได้อธิบายไว้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้มีความสำคัญหาย ประการดังนี้ 1. ทำให้ผู้สอนสอนด้วยความมั่นใจ เมื่อเกิดความมั่นใจในการสอนย่อมจะสอนด้วยความ คล่องแคล่ว เป็นไปตามลำดับขั้นตอนอย่างราบรื่น ไม่ติดขัด การสอนจะด าเนินไปสู่จุดหมายปลายทาง อย่างสมบูรณ์ 2. ทำให้เป็นการสอนที่มีคุณค่าคุ้มกับเวลาที่ผ่านไป เพราะผู้สอนอย่างมีแผนมีเป้าหมาย และมีทิศทางในการสอน มิใช่สอนอย่างเลื่อนลอย ผู้เรียนจะได้รับความรู้ ความคิด เกิดเจตคติ เกิดทักษะ เกิดประสบการณ์ใหม่ตามที่ผู้สอนวางแผนไว้ ทำให้เป็นการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณค่า 3. ทำให้เป็นการสอนที่ตรงตามหลักสูตร ทั้งนี้เพราะในการวางแผนการจัดการเรียนรู้ ผู้สอน ต้องศึกษาหลักสูตรทั้งด้านจุดประสงค์ เนื้อหาสารที่จะสอน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การใช้ สื่อการสอน และการวัดผลและประเมินผล แล้วจัดทำออกมาเป็นแผนการจัดการเรียนรู้หลักสูตร 4. ทำให้การสอนบรรลุผลอย่างมีประสิทธิ เนื่องจากผู้สอนต้องวางแผนการจัดการเรียนรู้ อย่างรอบคอบในทุกองค์ประกอบของการ รวมทั้งการจัดเวลาเวลา สถานที่ และสิ่งอำนวยความ สะดวกต่าง ๆ ดังนั้น เมื่อมีการวางแผนการจัดการเรียนรู้ที่รอบคอบ และปฏิบัติตามแผนการจัดการ เรียนรู้ที่วางไว้ ผลของการสอนย่อมสำเร็จได้ดีกว่าการไม่ได้วางแผนการจัดการเรียนรู้ 5. ทำให้ผู้สอนมีเอกสารเตือนความจำ สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการสอนต่อไป ทำให้ ไม่เกิดความซับซ้อนและเป็นแนวทางในการทบทวนหรือการออกข้อสอบเพื่อวัดผลและประเมินผล ผู้เรียนได้ นอกจากนี้ทำให้ผู้สอนมีเอกสารไว้เป็นแนวทางแก่ผู้ที่เข้าสอนในกรณีจำเป็น เมื่อผู้สอนไม่ สามารถเข้าสอนเองได้ ผู้เรียนจะได้รับความรู้และประสบการณ์ที่ต่อเนื่องกัน 6. ทำให้ผู้เรียนเกิดเจตคติที่ดีต่อผู้สอนและต่อวิชาที่เรียน ทั้งนี้เพราะผู้สอนสอนด้วยความ


34 พร้อม เป็นความพร้อมทั้งทางด้านจิตใจคือ ความมั่นใจในการสอน และความพร้อมทางด้านวัตถุ คือ การที่ผู้สอนได้เตรียมเอกสาร หรือสิ่งการสอนไว้อย่างพร้อมเพรียง เมื่อผู้สอนมีความพร้อมในการสอน ย่อมสอนด้วยความกระจ่างแจ้ง ทำให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจอย่างชัดเจนในบทเรียน ส่งให้ผู้เรียนเกิดเจต คติที่ดีต่อผู้สอนและต่อวิชาที่เรียน สรุปได้ว่า การวางแผนการจัดการเรียนรู้มีความสำคัญต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เป็นอย่างมาก คือ ทำให้ผู้สอนสอนด้วยความมั่นใจ ทำให้เป็นการสอนที่มีคุณค่าคุ้มกับเวลาที่ผ่านไป ทำให้เป็นการสอนที่ตรงตามหลักสูตร ทำให้การสอนบรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้สอนมี เอกสารเตือนความจำ และทำให้ผู้เรียนเกิดเจตคติที่ดีต่อผู้สอนและต่อวิชาที่เรียน 4.3 หลักการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ การเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ ควรคำนึงถึงหลักในการเขียนว่าจะต้องเขียนอะไร เขียน อย่างไร และเพื่อให้เกิดความเข้าใจง่ายในการนำไปใช้ศึกษา หรือจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทาง ในการสอนผู้เรียน ควรคำนึงถึงรายละเอียดดังนี้ 1. ควรเขียนให้ชัดเจน แจ่มแจ้งในทุกหัวข้อ เพื่อให้ความกระจ่างแก่ผู้อ่าน มีรายละเอียด พอสมควร ไม่ย่นย่อและไม่ละเอียดเกินไป 2. ใช้ภาษาเขียนที่สื่อความหมายให้เข้าใจได้ตรงกัน เป็นประโยคที่ได้ใจความ ไม่ใช่ความ ค้าง ไม่ยืดยาว เยิ่นเย้อ 3. เขียนทุกหัวข้อเรื่องให้สอดคล้องกัน 4. สาระสำคัญต้องสอดคล้องกับเนื้อหา 5. จุดประสงค์ต้องสอดคล้องกับเนื้อหา กิจกรรมและการวัดผล 6. สื่อการสอนต้องสอดคล้องกับกิจกรรมและการวัดผล 7. เขียนให้เป็นล าดับขั้นตอนก่อนหลังในทุกหัวข้อ 8. เขียนหัวข้อให้ถูกต้องชัดเจน เช่น จุดประสงค์ต้องเขียนให้เป็นจุดประสงค์เขิงพฤติกรรม 9. จัดเนื้อหา กิจกรรม ให้เหมาะสมกับเวลาที่ก าหนด 10. คิดกิจกรรมที่น่าสนใจอยู่เสมอ 11. เขียนให้เป็นระเบียบ ง่ายแก่การอ่าน และสะอาดชวนอ่าน 12. เขียนในสิ่งที่สามารถปฏิบัติได้จริงและสอนตามแผนที่วางไว้ สรุปได้ว่า หลักในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ ผู้เขียนจะต้องวางแผนล่วงหน้าก่อนการ เรียนการสอน โดยศึกษาเนื้อหาที่จะเขียนให้ละเอียดและตามล าดับขั้นตอน แบ่งหน่วยเนื้อหาย่อย แบ่งเวลาที่ใช้การสอนทุกหัวข้อมีความสอดคล้องกัน ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย รวมทั้งต้องมีการหา ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้


35 4.4 ขั้นตอนการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ การเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดี ควรเขียนเป็นขั้นตอนโดยนำมาตรฐานหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐานมาจัดการเรียนรู้ ดังนี้(วิมลรัตน์ สุนทรวิโรจน์. 2553) 1. ศึกษามาตรฐานการเรียนรู้ และมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นของกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ จัดทำหลักสูตรเพื่อให้เข้าใจเป้าหมายและทิศทางของการจัดการเรียนรู้ 2. วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น เพื่อกำหนดสาระการเรียนรู้ช่วงชั้น และกำหนด ผลการเรียนรู้ที่คาดหวังรายปี รายภาค (เฉพาะระดับมัธยมศึกษาตอนปลายกำหนดสาระการเรียนรู้เป็น รายภาคเรียน) สาระการเรียนรู้ช่วงชั้นเป็นการกำหนดเนื้อหาที่จะต้องเรียนโดยคำนึงถึงจุดเน้นของ หลักสูตร ความต้องการของผู้เรียน ความต้องการของท้องถิ่นและชุมชน จำนวนเวลาที่จัดการเรียนรู้ใน แต่ละสัปดาห์ วัยและระดับชั้น ส่วนการกำหนดผลการเรียนรู้ที่คาดหวังรายปี รายภาคเรียนนั้นเป็นการ ระบุถึงความรู้ทักษะ และคุณลักษณะของผู้เรียนซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากการเรียนรู้ในแต่ละปี/ภาค 3. วิเคราะห์สาระการเรียนรู้ช่วงชั้นและผลการเรียนรู้ที่คาดหวังรายปี/รายภาคเรียน เพื่อกำหนดเป็นสาระการเรียนรู้รายปี รายภาค กล่าวคือเป็นเนื้อหาที่จะต้องเรียนให้สอดคล้องกับสภาพ และความต้องการของท้องถิ่นและชุมชน 4. นำผลการเรียนรู้ที่คาดหวังรายปี รายภาค และสาระการเรียนรู้รายปี/รายภาค มาพิจารณาเพื่อจัดทำคำอธิบายรายวิชา 5. นำคำอธิบายรายวิชามากำหนดเป็นหน่วยการเรียนรู้ ซึ่งอาจอธิบายได้ว่าเป็นหน่วยการ เรียนรู้เปรียบเสมือนบทเรียนหนึ่ง ๆ ซึ่งประกอบด้วยเนื้อหาหายเรื่องที่มีความสัมพันธ์กัน นอกจากนี้การ จัดทำหน่วยอาจใช้หลักการบูรณาการหลายกลุ่มสาระการเรียนรู้เข้าด้วยกัน โดยใช้วิชาใดวิชาหนึ่ง เช่น สังคมศึกษา แล้วนำลักษณะเนื้อหาของกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงเข้าด้วยกัน 6. นำหน่วยการเรียนรู้แต่ละหน่วยมาจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้เป็นรายหน่วย 7. นำแผนการจัดการเรียนรู้รายหน่วยมาจัดทำแผนการเรียนรู้รายชั่วโมง อาภรณ์ ใจเที่ยง (2553 : 230-231) ได้อธิบายไว้ว่า ขั้นตอนการจัดท าแผนการจัดการ เรียนรู้ ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน สามารถจัดทำได้ตามขั้นตอนดังนี้ 1. วิเคราะห์คำอธิบายรายวิชา เพื่อนำไปใช้ในการจัดทำโครงสร้างรายวิชาที่ประกอบด้วย หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด หรือผลการเรียนรู้ สาระสำคัญ เวลาเรียน และน้ำหนัก คะแนนในแต่ละหน่วย ซึ่งจะเห็นในภาพรวมในระดับรายวิชาว่าผู้สอนจะต้องจัดการเรียนรู้ในแต่ละปี การศึกษา หรือภาคการศึกษาทั้งหมดกี่หน่วยการเรียนรู้ ใช้เวลาเรียนเท่าใด 2. วิเคราะห์จุดประสงค์รายวิชา และมาตรฐานรายวิชา โดยพิจารณาจากมาตรฐานการ เรียนรู้ และตัวชี้วัด หรือผลการเรียนรู้ เพื่อนำมาเขียนจุดประสงค์การเรียนรู้ โดยให้ครอบคลุมพฤติกรรม ทั้งด้านความรู้ ทักษะ กระบวนการ เจตคติและค่านิยม


36 3. วิเคราะห์สาระการเรียนรู้โดยวิเคราะห์จากตัวชี้วัด หรือผลการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ในแต่ละ รายวิชา เพื่อนำมาใช้ในการเลือกและขยายสาระที่เรียนรู้ให้สอดคล้องกับผู้เรียน ชุมชน และท้องถิ่น รวมทั้งวิทยาการและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน 4. วิเคราะห์กระบวนการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้และ ตัวชี้วัด หรือผลการเรียนรู้ ตลอดจนสาระการเรียนรู้ โดยเลือกรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียน เป็นสำคัญ ที่ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม ลงมือปฏิบัติจริง มีความน่าสนใจ สอดคล้องกับวัยและธรรมชาติของ ผู้เรียน สามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันและชีวิตจริงได้ 5. วิเคราะห์กระบวนการประเมินผล โดยเลือกใช้วิธีการวัดและประเมินผลที่หลากหลาย ใช้เครื่องมือวัดที่มีความน่าเชื่อถือ และเกณฑ์การประเมินที่สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 6. วิเคราะห์แหล่งการเรียนรู้ โดยคัดเลือกสื่อการเรียนรู้และแหล่งการเรียนรู้ทั้งในและนอก ห้องเรียนให้เหมาะสมสอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้ สรุปได้ว่า ขั้นตอนการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ ต้องเริ่มจากการศึกษาหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยศึกษามาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ ช่วงชั้น สาระการเรียนรู้ตัวชี้วัดรายปี รายภาค แล้วกำหนดเป็นสาระการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับสภาพ สังคมและความต้องการของท้องถิ่นและชุมชน หลังจากนั้นจึงนำตัวชี้วัดชั้นปี และสาระการเรียนรู้รายปี มาพิจารณาจัดทำคำอธิบายรายวิชา แล้วจึงกำหนดเป็นหน่วยการเรียนรู้และจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อใช้การจัดการเรียนรู้ต่อไป 4.5 ข้อเสนอแนะในการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ (ปราณี บุญชุ่ม, 2535 : 51) 1. ครูควรทำแผนการจัดการเรียนรู้ใช้ด้วย ครูควรทำแผนการจัดการเรียนรู้ใช้ด้วยตนเอง เพื่อครูควรทำแผนการจัดการเรียนรู้ใช้ด้วยตนเองเพื่อจะได้มีโอกาสกลั่นกรองคิดเทคนิคการสอนที่ เหมาะสมกับสภาพความ 2. ครูควรปรับแผนการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทั้งในส่วนของกิจกรรม การเรียนการสอนการเลือกใช้กระบวนการสื่อการเรียนการสอนตลอดจนวิธีการวัดและประเมินผล 3. ครูควรประเมินผลและปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมและทันสมัยอยู่เสมอ โดยบันทึกข้อบกพร่องของแผนการสอนไว้เป็นข้อมูลการปรับปรุง 4. ครูควรฝึกนักเรียนให้มีโอกาสใช้กระบวนการในการปฏิบัติงานจนเป็นนิสัย 5. ครูควรเลือกใช้วิธีการสอนให้หลากหลายเพื่อให้นักเรียนเกิดทักษะในการใช้ กระบวนการ 4.6 การหาประสิทธิภาพวิธีการ หรือนวัตกรรม เผชิญ กิจระการ (2544) ได้กล่าวถึง ประสิทธิภาพของสื่อการเรียนการสอนว่า หมายถึง ความสามารถของบทเรียนในการสร้างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ถึง


37 ระดับเกณฑ์ ที่คาดไว้ประสิทธิภาพที่วัดออกมาจะพิจารณาจากเปอร์เซ็นต์การทำแบบฝึกหัดหรือ กระบวนการปฏิสัมพันธ์กับเปอร์เซ็นต์การทำแบบทดสอบเมื่อจบบทเรียน ซึ่งผู้สอนสามารถหา ประสิทธิภาพของเครื่องมือได้โดยให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบหรือใช้การวิเคราะห์คะแนนหรือจะใช้ทั้งสอง วิธีก็ได้เช่นกันการหาประสิทธิภาพวิธีการหรือนวัตกรรมที่สำคัญดังนี้ 1. ตรวจสอบด้านเนื้อหาและรูปแบบของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ ผู้สอนควรนำไปให้ เชี่ยวชาญอย่างน้อย 3 คนตรวจสอบหรือมีความเห็นสอดคล้องกัน 2 หรือ 3 คนแสดงว่าเนื้อหาและ รูปแบบมีความถูกต้องเที่ยงตรงและครอบคลุม 2. การหาเกณฑ์ประสิทธิภาพของสื่อหรือนวัตกรรมการเรียนรู้โดยวิเคราะห์คะแนน (ไชย ยศ เรืองสุวรรณ, 2546) มีสูตรดังนี้ เมื่อ แทน ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ แทน ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้คิดเป็นร้อยละ จากการทำแบบทดสอบหลังเรียน เนื้อหาครบถ้วนแล้ว แทน คะแนนรวมของผู้เรียนหลังทำแบบทดสอบท้ายหน่วยการเรียน แทน ผลรวมของคะแนนจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน N แทน จำนวนกลุ่มทดลอง A แทน จำนวนคะแนนเต็มของแบบทดสอบท้ายหน่วยการเรียนรู้ B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การกำหนดกฎเกณฑ์ที่ยอมรับว่าสื่อหรือนวัตกรรมการเรียนรู้มีประสิทธิภาพคือด้านความรู้ ความจำ E1/ E2 มีค่า 80/80 ขึ้นไปด้านทักษะปฏิบัติมีค่า E1/ E2 70/70 ขึ้นไปโดยมีค่า E1/ E2 ต้องไม่ แตกต่างกันเกินกว่าร้อยละ 5 100 A N X E1 = 100 B N Y E2 = E1 E2 X Y


38 5. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ไพศาล หวังพาณิช (2526 : 28) กล่าวว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงคุณลักษณะและ ความสามารถของบุคคลอันเกิดจากการเรียนการสอน เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์ เรียนรู้ที่เกิดจากการฝึกอบรม หรือการสอนซึ่งจะให้วัดผลสัมฤทธิ์ในการตรวจสอบระดับความสามารถ หรือความสัมฤทธิ์ผลของบุคคลว่าเรียนรู้มาแล้วเท่าไร มีความสามารถเพียงใด พวงรัตน์ ทวีรัตน์ (2530 : 29) ได้กล่าวว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คุณลักษณะ ซึ่งรวม ถึงความรู้ความสามารถของบุคคลอันเป็นผลมาจากการเรียนการสอนหรือคือ มวล ประสบการณ์ทั้งปวงที่บุคคลได้รับจากการเรียนการสอน ทําให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใน ด้านต่าง ๆ ของสมรรถภาพสมอง จํานง พรายแย้มแข (2531 : 19) กล่าวว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลสําเร็จใน เชิงวิชาการที่เดกสามารถจดจำเนื้อหาเรื่องราวต่างๆ ได้มากน้อยเพียงใดสามารถนําความรู้ไปใช้ถูกต้อง หรือไม่และรวมถึงสมรรถภาพทางสติปัญญาตามจุดหมายของหลักสูตรที่กําหนดไว้ด้วย กระทรวงศึกษาธิการ (2533 : 23) ได้ให้ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า หมายถึง ความสําเร็จความสามารถในการกระทําใด ๆ ที่ตองอาศัยทักษะหรือความรอบรู้ในวิชาหนึ่งวิชาใด โดยเฉพาะ สุธรรม อ่อนคํา (2534 : 7) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถใน การเรียนรู้ซึ่งวัดได้จากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถของบุคคลที่เกิดจากผลของความรู้ความจําความเข้าใจและทักษะต่าง ๆ ในเนื้อหาวิชาที่ได้ เรียนรู้มาแล้วและสามารถวัดได้ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5.2 ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทิวัตถ์ มณีโชติ (2549) ได้กล่าวถึง ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิทยาศาสตร์ สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1. แบบทดสอบปรนัย (objective tests) แบบทดสอบปรนัย (objective tests) แบ่งได้ เป็น 4 ชนิด ได้แก่ 1.1 แบบถูก-ผิด (true-false items) เป็นแบบทดสอบที่ให้ผู้ตอบตัดสินใจเลือกว่าแต่ ละข้อนั้น ถูกหรือผิด แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ข้อคำถามเดี่ยว และข้อคำถามชุดจากสาระที่กำหนด 1.2 แบบจับคู่ (matching items) แบบทดสอบประเภทนี้ เป็นการหาความสัมพันธ์ ระหว่าง 2 ข้อความ คือ ข้อความที่เป็นคำถามกับข้อความที่เป็นคำตอบ


39 1.3 แบบเติมคำ (completion items) เป็นข้อสอบที่ต้องการให้ผู้สอบเติมคำหรือ ข้อความสั้น ๆ ในส่วนที่เว้นว่างไว้ ให้เป็นประโยคที่ถูกต้องสมบูรณ์ 1.4 แบบเลือกตอบ (multiple choice test) เป็นแบบทดสอบที่นิยมใช้กันมากสำหรับ แบบทดสอบแบบปรนัย เพราะสามารถวัดได้ทุกระดับพฤติกรรมของการวัดศักยภาพทางสมอง ข้อสอบ แบบเลือกตอบ เป็นข้อสอบที่นิยมใช้มากในปัจจุบันทั่วโลก 2. แบบอัตนัย เป็นแบบทดสอบที่ให้ผู้ตอบได้แสดงความคิดเห็นจึงเหมาะสำหรับวัดความรู้ขั้น สูงกว่าความจำและความเข้าใจ ข้อสอบอัตนัยแบ่งได้2ลักษณะ คือ 2.1 แบบจำกัดคำตอบ คือให้นักเรียนตอบตามประเด็นที่ระบุไว้ 2.2 แบบไม่จำกัดคำตอบ คือให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี 5.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ (2536 : 146 – 147 ) กล่าวว่าเครื่องมือในการวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียน หรือแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ (achivement tests) หมายถึง แบบทดสอบที่วัด ปริมาณความรู้ความสามารถ ทักษะเกี่ยวกับด้านวิทยาการที่นักเรียนดั้เรียนรู้มาในอดีต ว่ารับรู้ได้มาก น้อยเพียงใดแบบทดสอบประเภทนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง (teacher made test) เป็นแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเฉพาะ คราวเพื่อใช้ทดสอบผลสัมฤทธิ์ และความสามารถทางวิชาการของนักเรียนมีที่ได้เรียนในห้องเรียน ว่านักเรียนมีความรู้มากแค่ไหน บกพร่องตรงไหนจะได้ซ่อมเสริม หรือวัดดูความพร้อมที่จะขึ้นบทเรียน ใหม่ ใช้กันทั่วไปในสถาบันการศึกษา แบบทดสอบประเภทนี้สอบเสร็จก็ทิ้งไป จะสอบใหม่ก็สร้างขึ้นใหม่ หรือนำเอาของเก่ามาเปลี่ยนแปลงโดยไม่มีวีิธีการอะไรเป็นหลักในการปรับปรุง ไม่มีการวิเคราะห์ว่า ข้อสอบนั้นดีหรือไม่ดีแต่ประการใด 2. แบบทดสอบมาตรฐาน (standardized test) เป็นแบบทดสอบที่สร้างขึ้นจาก ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาวิชาหรือจากครูสอนวิชานั้นและมีกระบวนการ หรือวิธีการที่ซับซ้อนมากกว่า แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง เมื่อสร้างเสร็จก็มีการนําไปทดลองสอบ แล้วนาผลมาวิเคราะห์ด้วยวิธิีการ ทางสถิติหลายครั้งหลายเพื่อปรับปรุงให้มีคุณภาพดี มีความเป็นมาตรฐาน ซึ่งแบบทดสอบมาตรฐานนี้จะ มีความเปนมาตรฐานอยู่ 2 ประการคือ 2.1 มาตรฐานในการดําเนินการสอบ หมายความว่า แบบทดสอบนี้ไม่ว่าจะนําไปใช้ที่ ไหนเมื่อไหร่ก็ตาม คําชี้แจง คําบรรยาย การดําเนินการสอบจะเหมือนกันทุกครั้งไป จะไม่มีการควบคุม ตัวแปรต่างๆ ที่ทําให้คะแนนคลาดเคลื่อน เช่นผู้คุมสอบ การจัดชั้น การจดชั้นเรียน การใช้คําสั่ง เป็นต้น กระบวนการประเภทนี้ จึงต้องมีคําชี้แจงในการใช้ขอสอบอยู่ด้วย


40 2.2 มาตรฐานในการแปลความหมายของคะแนน ไม่ว่าจะสอบที่ไหน เมื่อไหร่ก็ตาม ก็ ต้องแปลคะแนนได้เหมือนกัน ฉะนั้นข้อสอบประเภทนี้จึงตองมีเกณฑ์ปกติสําหรับเปรียบเทียบให้เป็น มาตรฐานเดียวกันได้ 6. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ 6.1 ความหมายของความพึงพอใจ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2556) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจ หมายถึง รักและชอบใจ จิราพร กำจัดทุกข์ (2552) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกที่เป็นการยอมรับ ความรู้สึกที่ยินดีความรู้สึกชอบในการได้รับบริการหรือได้รับการตอบสนองตามความคาดหวังหรือความ ต้องการที่บุคคลนั้นได้ตั้งไว้ สมบัตร บารมี (2551) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกเป็นสุขที่เกิดจาก ทัศนคติทางด้านบวกที่มีต่อสิ่งเร้าหรือสิ่งกระตุ้นทั้งจากภายในและภายนอกของปัจเจกบุคคล วิมลสิทธิ์ หริยางกูร (2549) กล่าวถึงความหมายของความพึงพอใจว่า ความพึงพอใจเป็น การให้ค่าความรู้สึกของคนที่สัมผัสกับโลกทัศน์เกี่ยวกับการจัดการสภาพแวดล้อมค่าความรู้สึกของ บุคคลที่มีต่อการจัดการจัดสภาพแวดล้อมจะแตกต่างกัน เช่น ความรู้สึกดี พอใจ ไม่พอใจ สนใจ ไม่สนใจ อุทัยพรรณ สุดใจ (2545) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกหรือทัศนคติของ บุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยอาจเป็นไปในเชิงประเมินค่าว่าความรู้สึก หรือทัศนคติต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด นั้น เป็นไปในทางบวกหรือทางลง มณี โพธิเสน (2543) ให้ความหมายไว้ว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกยินดี หรือเจตคติที่ดี ของบุคคลเมื่อได้รับการตอบสนองความต้องการของตน ท าให้เกิดความรู้สึกที่ดีในสิ่งนั้น ๆ จากความหมายของความพึงพอใจ สรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกหรือ ทัศนคติอย่างหนึ่งที่มีลักษณะเป็นนามธรรม ไม่สามารถมองเห็นรูปร่างได้ ที่บุคคลได้รับการตอบสนอง ความต้องการของตนเอง ซึ่งอาจเป็นผลบวกหากตรงกับความต้องการ หรือเป็นผลลบหากไม่ตรงกับ ความต้องการของบุคคล 6.2 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ วารุณี ภาชนนท์ (2551: 8-9) ได้ศึกษาทฤษฎีมาสโลว์ (Maslow’s Hierarchy of Needs) นักจิตวิทยาชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นทฤษฎีหนึ่งที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ได้เห็นว่ามนุษย์ถูกกระตุ้น จากความปรารถนาที่จะได้ครอบครองความต้องการเฉพาะอย่าง ซึ่งความต้องการนี้เขาได้ตั้งสมมุติฐาน เกี่ยวกับความต้องการของบุคคลไว้ดังนี้


41 1. บุคคลย่อมมีความต้องการอยู่เสมอและไม่สิ้นสุดตราบที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งความต้องการใดได้รับการ ตอบสนองแล้วจะไม่เป็นแรงจูงใจสำหรับพฤติกรรมนั้นอีกต่อไป และถ้าความต้องการใดที่ยังไม่ได้รับการ ตอบสนองจึงจะมีอิทธิพลจูงใจต่อไป 2. ความต้องการของคนซ้ำซ้อนกัน บางทีความต้องการหนึ่งได้รับการตอบสนองแล้วยังไม่สิ้นสุดก็เกิด ความต้องการด้านอื่นขึ้นอีก 3. ความต้องการของบุคคลจะเรียงเป็นลำดับขั้นจากต่ำไปหาสูงตามลำดับความสำคัญ เมื่อต้องการ ระดับต่ำได้รับการตอบสนองแล้ว บุคคลก็จะให้ความสนใจกับความต้องการระดับสูงต่อไป มาสโลว์ได้ แบ่งระดับความต้องการของมนุษย์ออกเป็น 5 ลำดับ ดังนี้ 3.1 ความต้องการทางร่างกาย (Physiological Needs) เป็นความต้องการเบื้องต้น เพื่อความ อยู่รอดของชีวิต เช่น การต้องการในเรื่องของอาหาร น้ำ อากาศเครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย ความต้องการทางเพศ ความต้องการทางด้านร่างกายจะมีอิทธิพลต่อความต้องการของตนก็ต่อเมื่อความ ต้องการทั้งหมดของคนยังไม่ได้รับการตอบสนอง 3.2 ความต้องการความปลอดภัยหรือความมั่นคง (Security of Safe Needs) ถ้าหากความ ต้องการทางด้านร่างกายได้รับการตอบสนองตามสมควรแล้ว มนุษย์ก็จะมีความต้องการในขั้นต่อไปที่ สูงขึ้น คือ เป็นความรู้สึกที่ต้องการความปลอดภัยหรือมั่นคงในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งรวมถึง ความก้าวหน้าและความอบอุ่นใจ เช่น ความต้องการความปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ ความมั่นคง ทางด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคงในหน้าที่การงาน เป็นต้น 3.3 ความต้องการทางสังคม (Social of Belonging Needs) ภายหลังจากที่คนได้รับการ ตอบสนองในสองขั้นดังกล่าวแล้ว ก็จะมีความต้องการที่สูงขึ้นคือ ความต้องการทางสังคม เป็นความ ต้องการเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันในสังคมและได้รับการยอมรับจากเพื่อน จากคนในสังคม ซึ่งมีความรู้สึกว่า ตนเองเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มทางสังคมเสมอ 3.4 ความต้องการที่จะได้รับการยกย่องนับถือ (Self Actualization) เป็นความต้องการ ให้คน อื่นยกย่องให้เกียรติและเห็นความสำคัญของตน อยากเด่นในสังคมรวมถึงความสำเร็จความรู้ ความสามารถ ความเป็นอิสระและเสรีภาพ 3.5 ความต้องการความสำเร็จในชีวิต (Self Actualization) เป็นความต้องการระดับสูงสุดของ มนุษย์ส่วนมาก จะมีความอยากจะเป็นอยากจะได้ตามความคิดของคนหรือต้องการจะเป็นมากกว่าที่ ตัวเองเป็นอยู่ในขณะนั้น ศราวนีแดงไสว. (2556) กล่าวว่าโดยทั่วไปการประเมินความพึงพอใจมี2 ด้านคือความ พึงพอในการท้างาน และความพึงพอใจในการบริการ ซึ่งในด้านนี้เป็นความคิด ทัศนคติที่ไม่สามารถ มองเห็นได้อยู่ในรูปของนามธรรม การที่จะวัดว่าผู้บริโภคมีความพึงพอใจหรือไม่นั้น สามารถวัดได้โดย


42 ให้พวกเขาแสดงความคิดเห็น ความคิดเห็นเหล่านั้นต้องตรงกับสิ่งที่พวกเขารู้สึกจริง จึงจะสามารถวัด เป็นความรู้สึกพึงพอใจได้ ณีรนุช นรินทร์ (2557: 13) ได้กล่าวว่า ความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน หมายถึง ความรู้สึก พอใจ ชอบใจ สนใจ มีเจตคติที่ดี และมีความตั้งใจที่จะปฏิบัติงาน โดยมีองค์ประกอบและ สิ่งจูงใจใน ด้านต่างๆ ของหน่วยงาน และผู้ปฏิบัติงานนั้นได้รับการตอบสนองความต้องการของเขา เมื่อบุคคลมี ความรู้สึกหรือเจตคติที่ดีต่อการทํางาน จะมีผลให้เกิดความพึงพอใจในการปฏิบัติงานก็จะปฏิบัติงานด้วย ความเต็มใจ เต็มกําลังความสามารถ จะส่งผลให้การบริหารงานของหน่วยงาน หรือองค์การได้ผลตาม วัตถุประสงค์ และเป้าหมายของหน่วยงานหรือองค์การ โสพิณ ปั้นกาญจนโต (2550) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นทัศนคติหรือความรู้สึกดีที่ ผู้รับบริการแสดงออกถึงความพอใจในทิศทางที่เป็นบวกเมื่อได้รับผลประโยชน์ในด้านจิตใจและวัตถุและ จะแสดงออกในทิศทางลบเมื่อเกิดความไม่พอใจ ซึ่งเกิดจากสิ่งเร้าที่เป็นตัวกระตุ้นภายในความพึงพอใจ ในด้านบริการคือ ความรู้สึกของอารมณ์ที่เป็นสุขซึ่งได้รับจากการบริการทั้งด้านการจัดการที่ดีความ สะดวก การบริการที่เสมอภาค ถูกต้อง รวดเร็ว สมหมาย เปียถนอม (2551: 4-6) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกนึกคิดหรือทัศนคติ ที่มีลักษณะเป็นนามธรรม ไม่สามารถมองเห็นรูปร่างได้ เมื่อบุคคลได้รับการตอบสนองความต้องการจะ เกิดความรู้สึกที่เป็นสุข และความพึงพอใจเป็นสิ่งที่กำหนดพฤติกรรมในการแสดงออกของบุคคลที่มีผล ต่อการเลือกที่จะปฏิบัติในกิจกรรมนั้น ๆ จากความหมายของความพึงพอใจ สรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึก ความ คิดเห็น หรือทัศนคติของบุคคลที่เป็นผู้รับบริการและได้รับการตอบสนองที่ตรงกับความคาดหวังหรือดี เกินกว่าความคาดหวังของบุคคล 6.3 การวัดความพึงพอใจ ปริญญา จเรรัชต์และคณะ (2546, หน้า 5) กล่าวว่ามาตรวัดความพึงพอใจสามารถกระทำ ได้หลายวิธีได้แก่ 1. การใช้แบบสอบถาม โดยผู้สอบถามจะออกแบบสอบถามเพื่อต้องการทราบความ คิดเห็นซึ่งสามารถทำได้ในลักษณะที่กำหนดคำตอบให้เลือก หรือตอบคำถามอิสระค าถามดังกล่าวอาจ ถามความพึงพอใจในด้านต่าง ๆ เช่น การบริการการบริหารและเงื่อนไขต่าง ๆ เป็นต้น 2. การสัมภาษณ์เป็นวิธีวัดความพึงพอใจทางตรงทางหนึ่งซึ่งต้องอาศัยเทคนิค และวิธีการ ที่ดีที่จะทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นจริงได้ 3. การสังเกต เป็นวิธีการวัดความพึงพอใจโดยสังเกตพฤติกรรมของบุคคลเป้าหมาย ไม่ว่า จะแสดงออกจากการพูดกิริยาท่าทางวิธีนี้จะต้องอาศัยการกระทำอย่างจริงจังและการสังเกตอย่างมี ระเบียบแบบแผน


Click to View FlipBook Version