The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เล่มวิจัย นายอาทิตย์ คำมะณี 068

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by อาทิตย์ คำมะณี, 2023-02-02 02:31:31

วิจัยในชั้นเรียน

เล่มวิจัย นายอาทิตย์ คำมะณี 068

วิจัย เรื่อง การพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย จังหวัดสมุทรสาคร ผู้วิจัย นายอาทิตย์ คำมะณี รหัสนักศึกษา 614102068 หมู่เรียน 61/25 วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา การปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา 2 (1105802) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม


บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) เปรียบเทียบความรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษก่อนและหลัง การเรียนโดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน สมุทรสาครวิทยาลัย จังหวัดสมุทรสาคร 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย จังหวัดสมุทรสาคร ที่มีต่อการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD กลุ่ม ตัวอย่างที่ใช้ในครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/5 โรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย จังหวัด สมุทรสาคร ที่กำลังเรียนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน (อ22102) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 44 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 3 แผน 2) แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน และ 3) แบบวัด ความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสมุทรสาคร วิทยาลัย มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 14.54 คะแนน และ 18.77 คะแนน ตามลำดับ และเมื่อเทียบกับ คะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนพบว่า คะแนนสอบของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. การวิเคราะห์การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสมุทรสาคร วิทยาลัย ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง การพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD โดยภาพรวมนักเรียนมีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับ มาก (̅= 4.49, S.D. = 0.51)


สารบัญ เรื่อง หน้า บทที่ 1 บทนำ 1 - ที่มาและความสำคัญ 1 - วัตถุประสงค์ 3 - สมมุติฐาน 3 - กรอบแนวคิด 4 - ขอบเขตการวิจัย 4 - นิยามศัพท์เฉพาะ 5 - ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 6 บทที่ 2 การทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 8 - สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ 8 - คุณภาพผู้เรียน 9 - สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 11 - แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวกับการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ 19 - แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD 29 - งานวิจัยที่เกี่ยวข้องในประเทศ 40 - งานวิจัยที่เกี่ยวข้องจากต่างประเทศ 43 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย 46 - รูปแบบการวิจัย 46 - ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 46 - เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 47 - เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล 48 - การเก็บรวบรวมข้อมูล 54


- การวิเคราะห์ข้อมูล 55 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 57 - ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 58 บทที่ 5 สรุปผล อภิปราย และข้อเสนอแนะ 62 - สรุปผลการวิจัย 62 - อภิปรายผล 63 - ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ 64 - ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 65 บรรณานุกรม 66 ภาคผนวก 71 - ภาคผนวก ก แผนการจัดการเรียนรู้ 72 - ภาคผนวก ข แบบประเมินคุณภาพแผนการจัดการเรียนรู้โดยผู้เชี่ยวชาญ (IOC) 99 - ภาคผนวก ค แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 102 - ภาคผนวก ง แบบประเมินคุณภาพแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนโดย ผู้เชี่ยวชาญ (IOC) 110 - ภาคผนวก จ แบบประเมินความพึงพอใจ 116 - ภาคผนวก ฉ แบบประเมินคุณภาพแบบประเมินความพึงพอใจโดยผู้เชี่ยวชาญ (IOC) 119


1 บทที่ 1 บทนำ ที่มาและความสำคัญของปัญหา กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดแนวทางปรับปรุงภาษาอังกฤษโดยมุ่งให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจ ในการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ คือ สามารถนำไปใช้ในการเข้าสู่สังคมและเข้าใจวัฒนธรรมของภาษา (Social Cultural Functions) แล้วสื่อความหมายได้ถูกต้องตามหลักภาษา (Cognitive Linguistic Functions) ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษจึงประกอบด้วย 4 ทักษะคือ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ให้เหมาะสมกับสภาพของผู้เรียนและสังคมไทย ด้วยความสำคัญดังกล่าว พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 จึงกำหนดให้ผู้เรียนมีความรู้ภาษาอังกฤษตั้งแต่ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 เพื่อช่วยให้ประชากรไทยได้มีความรู้ ความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษ นำไปใช้ ในชีวิตประจำวัน ดังนั้น หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ได้กำหนดให้ผู้เรียนต้อง บรรลุผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ด้วยมาตรฐานทางด้านต่าง ๆ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551, น. 3-5) ได้แก่ 1) ด้านภาษาเพื่อการสื่อสาร ผู้เรียนต้องเข้าใจกระบวนการการฟัง พูด อ่าน เขียน และมีทักษะ ทางการสื่อสาร 2) ด้านภาษากับวัฒนธรรม ผู้เรียนต้องเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรม และความเหมือนกับความแตกต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรมไทยกับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา 3) ด้านภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้สาระอื่น ผู้เรียนต้องสามารถใช้ภาษาอังกฤษในการ เชื่อมโยงความรู้ระหว่างวิชาต่าง ๆ และ 4) ด้านภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก ผู้เรียนต้อง สามารถใช้ภาษาอังกฤษในสถานการณ์ต่าง ๆ และใช้เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ การประกอบอาชีพ และการร่วมมือกันในสังคม กระทรวงการศึกษาธิการได้กล่าวถึงคุณภาพของผู้เรียนในช่วงชั้นที่ 3 โดยสรุปไว้ว่า (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551, น. 8-10) ผู้เรียนในช่วงชั้นที่ 3 จะต้องสนทนาและเขียนข้อมูลโต้ตอบ เกี่ยวกับตัวเอง เรื่องต่าง ๆ ใกล้ตัว ประสบการณ์ ใช้คำข้อร้อง คำชี้แจง และคำอธิบายได้อย่าง เหมาะสม ดังนั้นจึงเลือกตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐานข้อที่ 2 มีทักษะการ


2 สื่อสารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารแสดงความรู้สึกและความคิดเห็นอย่างมี ประสิทธิภาพ ตัวชี้วัดมัธยมศึกษาปีที่ 2 ข้อที่ 1 สนทนาแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง เรื่องต่างๆ ใกล้ตัว และสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม สาระการเรียนรู้แกนกลาง กล่าวว่า ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างบุคคลเช่น การทักทาย กล่าวลา ขอบคุณ ขอโทษ ชมเชย การพูด แทรกอย่างสุภาพ การชักชวน ประโยค/ข้อความที่ใช้แนะนำตนเอง เพื่อน และบุคคลใกล้ตัวและ สำนวนการตอบรับ การแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง กิจกรรม สถานการณ์ต่างๆในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตามในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษหรือภาษาใด ๆ ความรู้ในเรื่องคำศัพท์เป็น องค์ประกอบหนึ่งที่มีความสำคัญมาก Ghadessy (1998, อ้างถึงใน เพ็ญนภา ตลับกลาง, 2562, น. 24) ให้ความเห็นว่า คำศัพท์สำคัญยิ่งกว่าโครงสร้างทางไวยกรณ์เพราะคำศัพท์เป็นพื้นฐานการเรียนรู้ ภาษานั้น ๆ เมื่อผู้เรียนมีความรู้เรื่องคำศัพท์แล้วจะสามารถนำคำมาประกอบสร้างเป็นหน่วยที่ใหญ่ขึ้น คือ วลี ประโยค ข้อความขนาดยาว เรียงความร้อยแก้ว บทร้อยกรอง แต่ถ้าไม่เข้าใจศัพท์จะทำให้ ประสิทธิภาพการสร้างหน่วยทางภาษาที่ใหญ่ขึ้นลดลงหรือไม่สามารถประกอบสร้างได้ ดังนั้นใน บรรดาองค์ประกอบทั้งหลายของภาษา “คำ” เป็นสิ่งที่เรารู้จักมากที่สุด ภาษาก็คือการนำคำมา รวมกัน (A Language is a Collection of Words) นั่นเอง เนื่องจากการจัดการเรียนการสอนในภาคเรียนที่ผ่านมาพบว่า การให้นักเรียนจดจำคำศัพท์ ภาษาอังกฤษได้ นับว่าเป็นทักษะขั้นพื้นฐานที่สำคัญมากอย่างหนึ่ง ที่จะทำให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ ภาษาอังกฤษได้ดี และเป็นพื้นฐานที่จำเป็นในการเรียนรู้ทางด้านภาษาอังกฤษในระดับที่สูงขึ้นเป็น อย่างมาก จากการสังเกตของครูผู้สอน การตรวจสมุดงานของนักเรียน การมีส่วนร่วมกับกิจกรรมใน ห้องเรียน พบว่านักเรียนไม่ประสบผลสำเร็จในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ เนื่องจากว่านักเรียนจำ คำศัพท์ไม่ได้ และเมื่อครูผู้สอนมอบหมายให้นักเรียนท่องคำศัพท์ภาษาอังกฤษ นักเรียนส่วนใหญ่ท่อง ศัพท์แบบขอให้ผ่านการทดสอบโดยไม่ได้คำนึงถึงการจำและนำไปใช้ หรือท่องเอามากๆไว้ก่อน ไม่ได้ คำนึงว่าตัวเองจำได้หรือไม่ได้ หรือบางครั้งนักเรียนจำได้แค่เฉพาะเวลาท่อง หลังจากนั้นก็จะลืม เพราะนักเรียนไม่ได้กลับไปทบทวน การให้นักเรียนทำงานร่วมกัน ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในการจัดการเรียนการสอน ภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD เนื่องจาก การเรียนแบบร่วมมือ STAD ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความเอาใจใส่รับผิดชอบตนเองและกลุ่มร่วมกับเพื่อนสมาชิก ทำให้ผู้เรียนที่


3 มีความสามารถต่างกันได้ร่วมมือกันเรียนรู้ สนับสนุนให้ผู้เรียนผลัดกันเป็นผู้นา ผู้เรียนได้ฝึกและเรียนรู้ ทักษะทางสังคม และกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความตื่นเต้นสนุกกับการเรียนรู้ (ฉันทพัฒน์ อุตตะมา, 2555; ศุภมาศ อุปทุม, 2555; Naemkhunthod, 2561) และสอดคล้องกับผลการวิจัยของ เสานาถ ศรี โสภา (2560) และวิภาดา รักเหล็ก (2562) ที่พบว่ากิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD สามารถพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนได้ จากการศึกษาปัญหาและเทคนิควิธีการสอนหรือนวัตกรรมในการพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ ภาษาอังกฤษที่กล่าวมาข้างต้น และประกอบกับผู้วิจัยในฐานะครูผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษจึงสนใจที่จะ ศึกษาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งวิธีการจัดการเรียนการสอน แบบร่วมมือนี้จะทำให้นักเรียนมีพัฒนาการด้านการเรียนรู้คำศัพท์ที่ดียิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่ นักเรียนได้ร่วมกันทำงานเป็นกลุ่ม รับฟังความคิดเห็นของเพื่อนในกลุ่ม โดยกิจกรรมนี้จะเป็นการเน้น ไปที่นักเรียนเป็นหลัก ครูผู้สอนเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ใช้ความรู้ ความคิด ความสามารถของตนเอง ได้อย่างเต็มที่จะทำให้นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองสนใจหรือกำลังทำอยู่มากยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์ 1. เพื่อเปรียบเทียบความรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษก่อนและหลังการเรียนโดยใช้วิธีการเรียนรู้ แบบร่วมมือเทคนิค STAD ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย จังหวัด สมุทรสาคร 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย จังหวัดสมุทรสาคร ที่มีต่อการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD สมมุติฐาน 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย จังหวัดสมุทรสาคร ที่เรียน โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD มีความรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียน


4 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย จังหวัดสมุทรสาคร มีความพึง พอใจต่อการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD อยู่ในระดับมาก กรอบแนวคิด ชื่อวิจัย : ผลของการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ที่มีต่อการพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย จังหวัด สมุทรสาคร ขอบเขตการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง/กลุ่มเป้าหมาย ประชากรในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย จังหวัดสมุทรสาคร ที่กำลังเรียนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน (อ22102) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 2 ห้องเรียน รวม 88 คน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/5 โรงเรียนสมุทรสาคร วิทยาลัย จังหวัดสมุทรสาคร ที่กำลังเรียนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน (อ22102) ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2565 จำนวน 44 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) การเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคSTAD มี5 ขั้น ดังนี้ 1. ขั้นเตรียมเนื้อหา 2. ขั้นจัดกลุ่ม 3. ขั้นการเรียนรู้ 4. ขั้นทดสอบย่อย 5. ขั้นการรับรองผลงานและเผยแพร่ ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม การเรียนรู้คำศัพท์ 1. นักเรียนเข้าใจความหมายของคำศัพท์ 2. นักเรียนสามารถจำคำศัพท์เหล่านั้นได้ 3. นักเรียนสามรถนำคำศัพท์ไปใช้ได้อย่างถูกต้อง


5 2. ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรต้น คือ การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ตัวแปรตาม คือ การพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ 3. เนื้อหาที่ศึกษา การพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสมุทรสาคร วิทยาลัย จังหวัดสมุทรสาคร โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยคัดเลือก เนื้อหาจากหนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ภาษาอังกฤษ TEAM UP ม.2 ประกอบไปด้วยคำศัพท์ 3 หมวดหมู่ ได้แก่ Animals, The weather and Jobs. 4. ระยะเวลา ดำเนินการในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ใช้เวลาในการทดลอง 3 คาบ คาบละ 50 นาที (ไม่รวมเวลาทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน) โดยดำเนินการโดยชั่วโมงปกติ นิยามศัพท์เฉพาะ นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย จังหวัด สมุทรสาคร จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 44 คน ที่เรียนรายวิชาภาษาอังกฤษ ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2565 การเรียนรู้ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอันเป็นผลจากการที่บุคคลทำกิจกรรมใดๆ ทำให้เกิดประสบการณ์และเกิดทักษะต่างๆ ขึ้นยังผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมค่อนข้างถาวร ซึ่งในงานวิจัยนี้ การเรียนรู้ หมายถึง การเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย จังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 44 คน คำศัพท์หมายถึง กล่าวว่า คำศัพท์เป็นกลุ่มเสียงที่เปล่งออกมาหรือเขียนแล้วมีความหมาย จำแนกออกได้หลายประเภทขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ที่ใช้แตกต่างกันออกไป เช่น จำแนกตามรูปคำ


6 จำแนกตามลักษณะการใช้ จำแนกโครงสร้างของคำ ซึ่งในงานวิจัยนี้ประกอบไปด้วยคำศัพท์ 3 หมวดหมู่ ได้แก่ Animals, weather and jobs. การจัดการเรียนรู้แบบ STAD หมายถึง รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือกัน เรียนรู้อีกรูปแบบหนึ่ง ที่มีชื่อเต็มว่า Student Teams Achievement Divisions เป็นการจัดกิจกรรม การเรียนการสอน ซึ่งกำหนดให้นักเรียนที่มีความสามารถแตกต่างกัน ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มๆ ละ 4- 5 คน ซึ่งประกอบด้วย นักเรียนที่เรียนเก่ง 1 คน นักเรียนที่เรียนปานกลาง 2-3 คน และนักเรียนที่ เรียนอ่อน 1 คน ความพึงพอใจ หมายถึง สภาวะทางอารมณ์ของบุคคลเมื่อได้รับการตอบสนองความต้องการ ตามความคาดหวัง ความพึงพอใจในงานเป็น ทัศนคติของผู้ปฏิบัติงานที่มีต่องานที่เขากระทำซึ่งแสดง ออกมาเป็นความชอบหรือความไม่ชอบ ซึ่งในงานวิจัยนี้ ความพึงพอใจ หมายถึง ทัศนะคติของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย จังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 44 คน ที่มีต่อการพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD วัดจากการใช้แบบประเมินความพึงพอใจทั้งหมด 3 ด้าน ได้แก่ 1. ความพึงพอใจต่อเนื้อหาที่สอนและสื่อ 2. ความพึ่งพอใจต่อกิจกรรมการเรียนการสอน 3. ความพึ่งพอใจต่อครูผู้สอน ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ผลการวิจัยในครั้งนี้จะทำให้ทราบถึงผลการพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้ การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD อันจะเป็นแนวทางให้แก่ ครูผู้สอน ผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือผู้ที่สนใจ เรียนการเรียนรู้ร่วมมือเทคนิค STAD เพื่อนำไปใช้พัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของผู้เรียนให้ มีประสิทธิภาพมากขึ้น


7 2. ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ให้มี ประสิทธิภาพ และนำเสนอต่อผู้บริหารเพื่อเป็นการเสนอแนวทางการเรียนรู้ที่หลากหลายที่นักเรียนให้ ความสนใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3. ผลการวิจัยในครั้งนี้ทำให้ทราบถึงความพึงพอใจในการใช้วิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD เพื่อการพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน สมุทรสาครวิทยาลัย จังหวัดสมุทรสาคร


8 บทที่ 2 การทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต 1.1 เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่างๆ และแสดงความ คิดเห็นอย่างมีเหตุผล มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แสดง ความรู้สึกและความคิดเห็นอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรฐาน ต 1.3 นำเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นต่างๆ โดยการ พูดและการเขียน สาระที่ 2 ภาษาและวัฒนธรรม มาตรฐาน ต 2.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา และ นำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับกาลเทศะ มาตรฐาน ต 2.2 เข้าใจความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรมของ เจ้าของภาษากับภาษาและวัฒนธรรมไทย และนำมาใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม สาระที่ 3 ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น มาตรฐาน ต 3.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในการเชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น และเป็นพื้นฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตน


9 สาระที่ 4 ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมนุมและโลก มาตรฐาน ต 4.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในสถานการณ์ต่างๆ ทั้งในสถานศึกษา ชุมชน และ สังคม มาตรฐาน ต 4.2 ใช้ภาษาต่างประเทศเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต่อ การประกอบ อาชีพและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมโลก คุณภาพผู้เรียน • จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปฏิบัติติตามคำขอร้อง คำแนะนำ คำชี้เเจง และคำอธิบายที่ฟังเเละอ่าน อ่านออกเสียงข้อความ ข่าว โฆษณา นิทาน และบทร้อยกรองสั้นๆ ถูกต้องตามหลักการ ระบุ/เขียนสื่อที่ไม่ใช่ความเรียง รูปแบบต่างๆ สัมพันธ์กับประโยคและข้อความที่ฟังหรืออ่าน เลือก/ระบุหัวข้อเรื่อง ใจความสำคัญ รายละเอียด สนับสนุน และเเสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่างๆ พร้อม ทั้งให้เหตุผลและยกตัวอย่างประกอบ สนทนาเเละเขียนโต้ตอบข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง เรื่องต่างๆใกล้ตัว สถานการณ์ ข่าว เรื่องที่อยู่ใน ความสนใจของสังคม ใช้คำขอร้อง คำชี้แจง และคำอธิบายให้คำแนะนำอย่างเหมาะสม พูดเเละเขียน แสดงความต้องการ เสนอและให้ความช่วยเหลือ ตอบรับและปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือ พูดและ เขียนเพื่อขอและให้ข้อมูล บรรยาย อธิบาย เปรียบเทียบ และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ฟัง หรืออ่านอย่างเหมาะสม พูดและเขียนบรรยายความรู้สึกและความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับเรื่อง ต่างๆ กิจกรรม ประสบการณ์ และข่าว/เหตุการณ์ พร้อมทั้งให้เหตุผลประกอบอย่างเหมาะสม พูดและเขียนบรรยายเกี่ยวกับตนเอง ประสบการณ์ ข่าว/เหตุการณ์/เรื่อง/ประเด็นต่างๆที่อยู่ใน ของสังคม พูดและเขียนสรุปใจความสำคัญ/แก่นสาระ หัวข้อเรื่องที่ได้จากการวิเคราะห์เรื่อง/ข่าว/ เหตุการณ์ที่อยู่ในความสนใจ พูดและเขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรม ประสบการณ์ และ เหตุการณ์ พร้อมให้เหตุผลประกอบ


10 เลือกใช้ภาษา น้ำเสียง และกิริยาท่าทางเหมาะกับบุคคลและโอกาส ตามมารยาทสังคมและวัฒนธรรม ของเจ้าของภาษา อธิบายเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียม และประเพณีของเจ้าของภาษา เข้าร่วม/จัดกิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรมตามความสนใจ เปรียบเทียบ และอธิบายความเหมือนและความแตกต่างระหว่างการออกเสียงประโยคชนิด ต่างๆและการลำดับตามโครงสร้างของภาษาต่างประเทศและภาษาไทย เปรียบเทียบและอธิบายความ เหมือนและความแตกต่างระหว่างชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับของไทยและ นำไปใช้อย่างอย่างเหมาะสม ค้นคว้า รวบรวม และสรุปข้อมูล/ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นจากเเหล่ง การเรียนรู้ และนำเสนอด้วยการพูดและการเขียน ใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์จริง/สถานการณ์จำลองที่เกิดขึ้นในห้องเรียน สถานศึกษา ชุมชนและ สังคม ใช้ภาษาต่างประเทศในการสืบค้น/ค้นคว้า รวบรวม และสรุปความรู้/ข้อมูลต่างๆจากสื่อและ แหล่งการเรียนรู้ต่างๆในการศึกษาและประกอบอาชีพ เผยแพร่/ประชาสัมพันธ์ข้อมูล ข่าวสารของ โรงเรียน ชุมชน และท้องถิ่นเป็นภาษาต่างประเทศ มีทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศ (เน้นการฟัง-พูด-อ่าน-เขียน) สื่อสารตามหัวเรื่องเกี่ยวกับ ตนเอง ครอบครัว โรงเรียน สิ่งแวดล้อม อาหาร เครื่องดื่ม เวลาว่างและนันทนาการ สุขภาพและ สวัสดิการ การซื้อ-ขาย ลมฟ้าอากาศ การศึกษาและอาชีพ การเดินทางท่องเที่ยว การบริการ สถานที่ ภาษาและวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายในวงศ์คำศัพท์ประมาณ 2,100-2,250 (คำศัพท์ที่เป็น นามธรรมมากขึ้น) ใช้ประโยคผสมและประโยคซับซ้อน (Complex Sentence) สื่อความหมายตามบริบทต่างๆ ในการสนทนาทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ


11 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต 1.1 เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่างๆ และแสดงความ คิดเห็นอย่างมีเห็นผล ตัวชี้วัด การเรียนรู้แกนกลาง 1. ปฏิบัติตามคำขอร้อง คำแนะนำ คำ ชี้แจง และคำอธิบายง่าย ๆ ที่ฟัง และอ่าน • คำขอร้อง คำแนะนำ คำชี้แจง และ คำอธิบาย เช่น การทำอหารและเครื่องดื่ม การประดิษฐ์ การใช้ยา/สลากยา การบอก ทิศทาง การใช้อุปกรณ์ − Passive Voice ที่ใช้ในโครงสร้างประโยค ง่าย ๆ เช่น is/are + Past Participle − คำสันธาน (conjunction) เช่น and/ but/or/before/after etc. − ตัวเชื่อม (connective words) เช่น First.... Second.... Third....Fourth.... Finally.... etc. 2. อ่านออกเสียงข้อความข่าว ประกาศ และบทร้อยกรองสั้น ๆ ถูกต้องตาม หลักการอ่าน • ข้อความ ข่าว ประกาศ และบทร้อยกรอง • การใช้พจนานุกรม • หลักการอ่านออกเสียง เช่น − การออกเสียงพยัญชนะต้นคำและพยัญชนะ ท้ายคำ − การออกเสียงเน้นหนัก-เบาในคำและกลุ่มคำ


12 − การออกเสียงตามระดับเสียงสูง-ต่ำใน ประโยค − การออกเสียงเชื่อมโยงในข้อความ − การแบ่งวรรคตอนในการอ่าน − การอ่านบทร้อยกรองตามจังหวะ 3. ระบุ/เขียนประโยคและข้อความให้ สัมพันธ์กับสื่อที่ไม่ใช่เรียงความ รูปแบบต่าง ๆ ที่อ่าน • ประโยคหรือข้อความ และความหมาย เกี่ยวกับตยเอง ครอบครัว โรงเรียน สิ่งแวดล้อม อาหาร เครื่องดื่ม เวลาว่าง และ นันทนาการ สุขภาพและสวัสดิการ การซื้อขาย ลมฟ้าอากาศ การศึกษาและอาชีพ การ เดินทางท่องเที่ยว การบริการ สถานที่ ภาษา และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นวง คำศัพท์สะสมประมาณ 1,750 – 1,900 คำ (คำศัพท์ที่เป็นรูปธรรม • การตีความ/ถ่ายโอนข้อมูลให้สัมพันธ์ กับสื่อ ที่ไม่ใช่ความเรียง เช่น สัญลักษณ์ เครื่องหมาย กราฟ แผนภูมิ แผนผัง ตาราง ภาพสัตว์ สิ่งของ บุคคลสถานที่ต่าง ๆ โดยใช้ Comparison of adjectives/adverbs/Contrast : but, although/Quantity words เช่น many/much/a lot of/lots of/some/ any/a few/few/a little/little etc.


13 4. เลือกหัวข้อเรื่อง ใจความสำคัญบอก รายละเอียดสนับสนุน (supporting detail) และแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและอ่านพร้อมทั้ง ให้เหตุผลและยกตัวอย่างง่าย ๆ ประกอบ • บทสนทนา นิทาน เรื่องสั้น และเรื่องจากสื่อ ประเภทต่าง ๆ เช่น หนังสือพิมพ์ วารสาร วิทยุ โทรทัศน์ เว็บไซต์ • การจับใจความสำคัญ เช่น หัวข้อเรื่อง ใจความสำคัญ รายละเอียดสนับสนุนคำถาม เกี่ยวกับใจความสำคัญของเรื่อง เช่น ใคร ทำ อะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไรทำไม ใช่หรือไม่ − Yes/No Question − Wh-Question − Or-Question etc. • ประโยคที่ใช้ในการแสดงความคิดเห็น การให้ เหตุผล และการยกตัวอย่าง เช่น I think.../I feel.../I believe... − คำสันธาน (conjunctions) and/but/or/because/so/before/after − ตัวเชื่อม (connective words) First....Next.... After.... Then... Finally....etc − 'Tenses : present simple/present continuous/present perfect/past simple/future tense etc. − Simple sentence/Compound sentence


14 สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แสดง ความรู้สึก และความคิดเห็นอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวชี้วัด การเรียนรู้แกนกลาง 1. สนทนาแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับ ตนเอง เรื่องต่าง ๆ ใกล้ตัว และ สถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน อย่างเหมาะสม • ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างบุคคล เช่น การทักทาย กล่าวลา ขอบคุณ ขอโทษ ชมเชย การพูดแทรกอย่างสุภาพ ชักชวน ประโยค/ข้อความที่ใช้แนะนำตนเอง เพื่อน และบุคคลใกล้ตัว และสำนวนการตอบรับ การแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง เรื่อง ใกล้ตัวสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน 2. ใช้คำขอร้อง ให้คำแนะนำ คำชี้แจง และคำอธิบายตามสถานการณ์ • คำขอร้อง คำแนะนำ คำชี้แจง และ คำอธิบาย 3. พูดและเขียนแสดงความต้องการ เสนอและให้ความช่วยเหลือ ตอบ รับและปฏิเสธการให้ความ ช่วยเหลือในสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างเหมาะสม • ภาษาที่ใช้ในการแสดงความต้องการเสนอ และให้ความช่วยเหลือ ตอบรับ และปฏิเสธ การให้ความช่วยเหลือในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น Please.../ .... please./I'd like.../I need... /May/Can/Could...? /Yes.../Please do./Certainly. /Yes, of course./Sure./Go right ahead./Need some help? What can I do to help?/Would you like any help?/ I'm afraid.../I'm sorry, but.../Sorry, but... etc.


15 4. พูดและเขียนเพื่อขอและให้ข้อมูล บรรยาย และแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องที่ฟังหรืออ่าน อย่าง เหมาะสม • คำศัพท์ สำนวนภาษา ประโยค และข้อความ ที่ใช้ในการขอและให้ข้อมูล บรรยาย และ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังหรืออ่าน 5. พูดและเขียนแสดงความรู้สึกและ ความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับ เรื่องต่าง ๆ กิจกรรม และ ประสบการณ์ พร้อมทั้งให้เหตุผล ประกอบ อย่างเหมาะสม • ภาษาที่ใช้ในการแสดงความรู้สึก ความ คิดเห็น และให้เหตุผลประกอบ เช่น ชอบ ไม่ ชอบ ดีใจ เสียใจ มีความสุข เศร้า หิว รสชาติ สวย น่าเกลียด เสียงดัง ดีไม่ดี จากข่าว เหตุการณ์ สถานการณ์ใน ชีวิตประจำวัน เช่น Nice./Very nice. /Well done!/Congratulations on.../I like...because.../I love...because.../I feel...because.../I think.../I believe.../I agree/disagree..../I'm afraid I don't like.../I don't believe.../I have no idea.../Oh no! etc. สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต 1.3 นำเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ โดยการพูดและการเขียน ตัวชี้วัด การเรียนรู้แกนกลาง 1. พูดและเขียนบรรยายเกี่ยวกับ ตนเอง กิจวัตรประจำวัน • การบรรยายข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง กิจวัตร ประจำวัน ประสบการณ์ ข่าว/เหตุการณ์ที่ อยู่ในความสนใจของสังคม เช่น การเดินทาง


16 ประสบการณ์ และข่าว/เหตุการณ์ที่ อยู่ในความสนใจของสังคม การรับประทานอาหาร การเล่นกีฬา/ดนตรี การฟังเพลง การอ่านหนังสือ การท่องเที่ยว การศึกษา สภาพสังคม เศรษฐกิจ 2. พูดและเขียนสรุปใจความสำคัญ แก่นสาระ หัวข้อเรื่อง (topic) ที่ได้ จากการวิเคราะห์เรื่อง/ข่าว/ เหตุการณ์ที่อยู่ในความสนใจของ สังคม • การจับใจความสำคัญ/แก่นสาระ หัวข้อเรื่อง การวิเคราะห์เรื่อง/ข่าว/เหตุการณ์ที่อยู่ในด วามสนใจ เช่น ประสบการณ์ ภาพยนตร์ กีฬา ดนตรี เพลง 3. พูดและเขียนแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับกิจกรรม เรื่องต่าง ๆ ใกล้ ตัว และประสบการณ์ พร้อมทั้งให้ เหตุผลสั้น ๆ ประกอบ • การแสดงความคิดเห็นและการให้เหตุผล ประกอบเกี่ยวกับกิจกรรม เรื่องต่าง ๆ ใกล้ ตัว และประสบการณ์ สาระที่ 2 ภาษาและวัฒนธรรม มาตรฐานที่ 2.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา และ นำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับกาลเทศะ ตัวชี้วัด การเรียนรู้แกนกลาง 1. ใช้ภาษา น้ำเสียง และกิริยาท่าทาง เหมาะกับบุคคลและโอกาสตาม มารยาทสังคมและวัฒนธรรมของ เจ้าของภาษา • ใช้ภาษา น้ำเสียง และกิริยาท่าทางในการ สนทนาตามมารยาทสังคมและวัฒนธรรม ของเจ้าของภาษา เช่นการขอบคุณ ขอโทษ การชมเชย การใช้สีหน้าท่าทางประกอบการ พูดขณะแนะนำตนเอง การสัมผัสมือ การ โบกมือ การแสดงความรู้สึกชอบ/ไม่ชอบ


17 การกล่าวอวยพร การแสดงอาการตอบรับ หรือปฏิเสธ 2. อธิบายเกี่ยวกับเทศกาล วันสำคัญ ชีวิตความเป็นอยู่ และประเพณีของ เจ้าของภาษา • ความเป็นมาและความสำคัญของเทศกาล วันสำคัญ ชีวิตความเป็นอยู่ และประเพณี ของเจ้าของภาษา 3. เข้าร่วม/จัดกิจกรรมทางภาษาและ วัฒนธรรมตามความสนใจ • กิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรม เช่น การ เล่นเกม การร้องเพลง การเล่านิทาน บทบาทสมมุติ วันขอบคุณพระเจ้า วัน คริสต์มาส วันขึ้นปีใหม่ วันวาเลนไทน์ สาระที่ 2 ภาษาและวัฒนธรรม มาตรฐานที่ 2.2 เข้าใจความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรมของ เจ้าของภาษากับภาษาและวัฒนธรรมไทย และนำมาใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ตัวชี้วัด การเรียนรู้แกนกลาง 1. เปรียบเทียบและอธิบายความ เหมือนและความแตกต่างระหว่าง การออกเสียงประโยคชนิดต่าง ๆ และการลำดับคำตามโครงสร้าง ประโยคของภาษาต่างประเทศและ ภาษาไทย • การเปรียบเทียบและการอธิบายความ เหมือน/ความแตกต่างระหว่างการออกเสียง ประโยคชนิดต่าง ๆ ของเจ้าของภาษากับ ของไทย • การใช้เครื่องหมายวรรคตอนและการลำดับ คำตามโครงสร้างประโยคของ ภาษาต่างประเทศและภาษาไทย


18 2. เปรียบเทียบและอธิบายความ เหมือนและความแตกต่างระหว่าง ชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของ เจ้าของภาษากับของไทย • การเปรียบเทียบและการอธิบายความ เหมือนและความแตกต่างระหว่างชีวิตความ เป็นอยู่และวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับ ของไทย สาระที่ 3 ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น มาตรฐานที่ 3.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในการเชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น และ เป็นพื้นฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตน ตัวชี้วัด การเรียนรู้แกนกลาง 1. ค้นคว้า รวบรวม และสรุปข้อมูล/ ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระ การเรียนรู้อื่นจากแหล่งการเรียนรู้ และนำเสนอด้วยการพูด/การเขียน • ค้นคว้า รวบรวม การสรุป และการนำเสนอ ข้อมูล/ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระ การเรียนรู้อื่น สาระที่ 4 ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก มาตรฐานที่ 4.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งในสถานศึกษา ชุมชน และ สังคม ตัวชี้วัด การเรียนรู้แกนกลาง 1. ใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์จริง/ สถานการณ์จำลองที่เกิดขึ้นใน ห้องเรียน สถานศึกษา และชุมชน • การใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์จริง/ สถานการณ์จำลองที่เกิดขึ้นในห้องเรียน สถานศึกษา และชุมชน


19 สาระที่ 4 ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก มาตรฐานที่ 4.2 ใช้ภาษาต่างประเทศเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต่อ ประกอบอาชีพ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมโลก ตัวชี้วัด การเรียนรู้แกนกลาง 1. ใช้ภาษาต่างประเทศในการ สืบค้น/ค้นคว้า รวบรวม และสรุปความรู้/ข้อมูลต่างๆ จากสื่อและแหล่งการเรียนรู้ ต่างๆ ในการศึกษาต่อและ ประกอบอาชีพ • การใช้ภาษาต่างประเทศในการสืบค้น/การค้นคว้า ความรู้/ข้อมูลต่างๆ จากสื่อและแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ ในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ 2. เผยแพร่/ประชาสัมพันธ์ ข้อมูลข่าวสารของโรงเรียน เป็นภาษาต่างประเทศ • การใช้ภาษาต่างประเทศในการเผยแพร่/ ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารของโรงเรียน เช่น การ ทำหนังสือเล่มเล็กปนะนำโรงเรียน การทำแผ่นปลิว ป้ายคำขวัญ คำเชิญชวน แนะนำโรงเรียน การ นำเสนอข้อมูลข่าวสารในโรงเรียนเป็นภาษาอังกฤษ แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวกับการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ความหมายของคำศัพท์ Syoc (1963, อ้างถึงใน เพ็ญนภา ตลับกลาง, 2562) กล่าวว่า คำจะสามารถเป็นคำได้ก็ ต่อเมื่อคำนั้นได้ให้ความหมายบางประการแก่ผู้ที่สื่อสารกัน อาจจะเป็นบุคคลสองคนขึ้นไป หรือกลุ่ม คนหลายคน อาจเป็นความหมายของคำตามตัวอักษร หรือเป็นความหมายโดยนัยด้วยสำนวน เปรียบเทียบ เป็นคำที่บ่งชี้ถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ หรือเป็นความหมายที่ย่อยออกไปตามความ เข้าใจของผู้ส่งและผู้รับสาร


20 อาภรณ์ศิริ พลรักษา (2561, น. 9) กล่าวว่า คำศัพท์ภาษาอังกฤษ หมายถึง กลุ่มเสียง เสียงพูด หรือลายลักษณ์อักษรที่เขียนขึ้นหรือพิมพ์ขึ้น เพื่อแสดงความคิดเป็นคำที่มีความหมาย ธีร์วรา ปลาตะเพียนทอง (2562, น. 9) กล่าวว่า คำศัพท์ คือ คำ ถ้อยคำ หรือวลีในภาษาที่ถูก ใช้เพื่อสื่อความหมาย ซึ่งเป็นที่เข้าใจโดยทั่วไป โดยที่คำศัพท์เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดและมีความหายใน ตัวเองแต่คำศัพท์บางคำก็จะเข้าใจในแต่ละกลุ่มเจ้าของภาษานั้น ๆ สรุปได้ว่า คำศัพท์เป็นกลุ่มเสียงที่เปล่งออกมาหรือสามารถเขียนแล้วมีความหมาย และเสียง ของคำศัพท์ที่ใช้ในการสื่อสารสามารถสื่อความหมายในภาษาหรือเป็นความหมายที่ย่อยออกไปตาม ความเข้าใจของผู้ส่งและผู้รับสาร ความสำคัญของคำศัพท์ Ghadessy (1998, อ้างถึงใน เพ็ญนภา ตลับกลาง, 2562, น. 24) ให้ความเห็นว่า คำศัพท์ สำคัญยิ่งกว่าโครงสร้างทางไวยกรณ์เพราะคำศัพท์เป็นพื้นฐานการเรียนรู้ภาษานั้น ๆ เมื่อผู้เรียนมี ความรู้เรื่องคำศัพท์แล้วจะสามารถนำคำมาประกอบสร้างเป็นหน่วยที่ใหญ่ขึ้น คือ วลี ประโยค ข้อความขนาดยาว เรียงความร้อยแก้ว บทร้อยกรอง แต่ถ้าไม่เข้าใจศัพท์จะทำให้ประสิทธิภาพการ สร้างหน่วยทางภาษาที่ใหญ่ขึ้นลดลงหรือไม่สามารถประกอบสร้างได้ ดังนั้นในบรรดาองค์ประกอบ ทั้งหลายของภาษา “คำ”เป็นสิ่งที่เรารู้จักมากที่สุด ภาษาก็คือการนำคำมารวมกัน (A Language is a Collection of Words) นั่นเอง อาภรณ์ศิริ พลรักษา (2561, น. 11) กล่าวว่า คำศัพท์เป็นปัจจัยพื้นฐานในการเรียนภาษาทุก ภาษา เพราะการรู้คำศัพท์ช่วยให้สื่อความหมายได้ดีและการจำคำศัพท์ได้มากจะทำให้สามารถสื่อ ความหมายได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นความรู้ทางด้านคำศัพท์ยังเป็นพื้นฐานในการ พัฒนาทักษะทั้ง 4 ด้าน ในการเรียนภาษา คือ ทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนได้ดียิ่งขึ้น อีกด้วย ธีร์วรา ปลาตะเพียนทอง (2562, น. 9-10) กล่าวว่า คำศัพท์เป็นหน่วยพื้นฐานทางภาษาที่ สำคัญ ผู้เรียนต้องเรียนรู้เป็นอันดับแรก ผู้วิจัยจึงเลือกที่จะพัฒนาความรู้ทางด้านคำศัพท์ของกลุ่ม ตัวอย่าง เพราะการรู้ศัพท์ช่วยให้สามารถสื่อความหมายได้และหากมีความรู้ศัพท์มากก็จะสามารถ


21 สื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพนอกจากนี้การรู้ คำศัพท์สามารถนำคำที่เป็นหน่วยย่อยมาสร้างวลีหรือ ประโยคที่เป็นหน่วยใหญ่ได้ สรุปได้ว่า คำศัพท์สำคัญยิ่งกว่าโครงสร้างทางไวยกรณ์เพราะคำศัพท์เป็นพื้นฐานการเรียนรู้ ภาษา โดยผู้ที่ศึกษาภาษานั้น ๆ จะต้องเรียนรู้คำศัพท์เป็นอันดับแรกก่อนเรียนรู้ในเรื่องที่ยากขึ้นต่อไป เพราะคำศัพท์เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการเรียนรู้และคำศัพท์ทำหน้าที่สื่อความหมายในการ สื่อสาร นอกจากนั้นความรู้ทางด้านคำศัพท์ยังเป็นพื้นฐานในการพัฒนาทักษะทั้ง 4 ด้าน ในการเรียน ภาษา คือ ทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย ประเภทของคำศัพท์ สิธร แสงธนู และคิด พงศ์ทัต (2515, อ้างถึงใน เพ็ญนภา ตลับกลาง, 2562, น. 37-38) ได้ แบ่งคำศัพท์ออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. คำศัพท์ที่มีความหมายในตัวเอง (Content Words) คือ คำศัพท์ที่อาจจะบอก ความหมายได้ โดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของประโยค เป็นคำที่มีความหมายตาม พจนานุกรมเช่น daughter, box, pen เป็นต้น อย่างไรก็ตาม คำประเภทนี้อาจเปลี่ยน ความหมายไปได้ เมื่ออยู่กับตำแหน่งที่ต่างกันในประโยค เช่น He drinks water. คำ water ทำหน้าที่เป็นคำนาม คือ น้ำ แต่ในประโยค He waters the plants. คำ water ทำหน้าที่ เป็นคำกริยา คือ รดน้ำ ความหมายที่เปลี่ยนไปแล้วแต่ตำแหน่ง ในประโยค เป้นความหมาย ตามดครงสร้าง Content words ในภาษาอังกฤษได้แก่คำประเภทต่อไปนี้ Noun, Verbs (ยกเว้นคำที่เป็น Auxiliary verbs), Adjectives, and Adverbs 2. คำศัพท์ที่ไม่มีความหมายแน่นอนในตัวเอง (Function Words) คือ คำที่ไม่มี ความหมายที่แน่นอนในตัวเองส่วนมากจะเปลี่ยนไปตามโครงสร้าง คำประเภทนี้มีที่ใช้ มากกว่าคำประเภท Content words คือ ใน 100 คำที่คัดเลือกว่ามีประโยชน์ ควรนำมา สอนก่อนนั้น จะมีอยู่ประมาณ 95 คำ ที่เป็น Function words คำประเภทนี้ สอนให้เข้าใจ ยาก การสอนเพียงให้รู้ความหมายหรือคำแปลไม่ได้ผล ต้องให้นักเรียนได้สังเกตเห็นตัวอย่าง การใช้และฝึกการใช้ในโครงสร้างต่าง ๆ โดยตรง


22 อาภรณ์ศิริ พลรักษา (2561, น. 13) กล่าวว่า ประเภทของคำศัพท์นั้นแบ่งตามความหมายได้ เป็น 2 ประเภท คือ คำศัพท์ที่มีความหมายในตัวเองและคำศัพท์ที่ไม่มีความหมายแน่นอนในตัวเอง แบ่งตามลักษณะการใช้เป็น 2 ประเภท คือ คำศัพท์ที่ผู้เรียนในระดับนั้น ๆ ได้พบเห็นบ่อยๆ และ คำศัพท์ที่รู้เรียนในระดับขั้นนั้น ๆ อาจเป็น nouns, verbs, adjectives และ adverbs ซึ่งจะต้อง ใช้ วิธีสอนที่แตกต่างกันโดยคำนึงถึงความสามารถที่จะนำไปใช้ในการสื่อสารให้เหมาะสม ธีร์วรา ปลาตะเพียนทอง (2562, น. 13) กล่าวว่า คำศัพท์ถูกจำแนกออกเป็นหลายชนิด แต่ ผู้วิจัยสามารถสรุปประเภทของ คำศัพท์ได้เป็น 2 ประเภท คือ 1. คำศัพท์ที่รับรู้โดยตรง เป็นคำศัพท์ที่ ผู้สอนตั้งใจสอนความหมาย 2. คำศัพท์ที่สื่อสารทางอ้อม คือคำศัพท์ที่ผู้เรียนพบเจอและเรียนรู้จาก บริบทต่าง ๆ รอบตัวทั้งในและนอกห้องเรียน เป็นคำศัพท์ที่ผู้เรียนพบเห็นและใช้ได้จริงใน ชีวิตประจำวันและคำศัพท์ที่ผู้วิจัยเลือกใช้เป็นคำศัพท์จากในหนังสือเรียนตามกระทรวงศึกษาธิการ กำหนดซึ่งเป็นคำศัพท์เพื่อการสื่อสาร สรุปได้ว่า ประเภทของคำศัพท์สามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภทหลักๆ ดังนี้ 1. คำศัพท์ที่มีความหมายตัวเอง (Content Words) คือคำศัพท์ประเภทที่เราอาจ บอกความหมายได้โดยไม่ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของประโยค 2. คำศัพท์ที่ไม่มีความหมายแน่นอนในตัวเอง (Function Words) คำที่ไม่มี ความหมายที่แน่นอนในตัวเองส่วนมากจะเปลี่ยนไปตามโครงสร้าง องค์ประกอบของคำศัพท์ ศิธร แสงธนู และคิด พงศ์ทัต (2541, อ้างถึงใน เพ็ญนภา ตลับกลาง, 2562, น. 35-38) ได้ กล่าวถึงองค์ประกอบที่สำคัญของคำศัพท์ว่าต้องมีองค์ประกอบ ดังนี้ 1. รูปคำ (Form) ได้แก่ การสะกดคำหรือรูปร่างของคำนั้น ๆ หากจะกล่ามตามหลัก ภาษาศาสตร์แล้ว คำหนึ่งคำที่มีความหมายเดียวกันอาจมีรูปร่างต่างกันก็ได้ เช่น is, ’s หรือ will not กับ won’t ในทางตรงข้ามกัน man- men, walk -walked ก็มีความหมายแตกต่าง กันเพราะรูปร่างต่างกันเป็นต้น


23 2. ความหมาย (Meaning) ได้แก่ ความหมายของคำนั้น ๆ ซึ่งหากจะกล่าวโดย ละเอียดแล้วคำศัพท์หนึ่ง ๆ จะมีความหมายแฝงอยู่ถึง 4 นัย คือ - ความหมายตามพจนานุกรม (Lexical Meaning) - ความหมายทางไวยากรณ์ (Morphological Meaning) - ความหมายจากการเรียงคำ (Syntactic Meaning) - ความหมายตามเสียงขึ้นลง (Intonational Meaning) 3. ขอบเขตของการใช้คำ (Distribution) จำแนกออกเป็น - ขอบเขตทางด้านไวยากรณ์ เช่น ในภาษาอังกฤษการเรียงลำดับคำ (Word Order) หรือตำแหน่งของคำที่อยู่ในประโยคที่แตกต่างกัน ทำให้คำนั้นมีความหมาย แตกต่างกันออกไป - ขอบเขตของภาษาพูดและภาษาเขียน คำบางคำใช้ในภาษาพูดเท่านั้น และคำบางคำภาษาเขียนโดยเฉพาะ หากนำไปพูดจะฟังแล้วไม่ได้ใจความหรือสื่อ ความหมายไม่สมบูรณ์ ผู้ฟังทราบทันทีว่า ผู้พูดไม่ใช่เจ้าของภาษา - ขอบเขตของภาษาในแต่ละท้องถิ่น การใช้คำศัพท์บางคำมีความหมาย แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น และแม้แต่ภายในประเทศเดียวกันก็ยังมีภาษาท้องถิ่น ที่แตกต่างกันไป เช่น การใช้คำที่แตกต่างกันระหว่าง British English และ American English 4. ประเภทของคำศัพท์ (Classifications) ได้แก่ประเภทคำศัพท์ 2 ประเภท คือ content words และ function words สรัลชนก เฟื่องฟู (2553, อ้างถึงใน Sritiwong, 2559)องค์ประกอบของคําศัพท์ภาษาอังกฤษ มี 3 ประการคือ รูปคํา ความหมาย และขอบเขตของการใช้คํา ในด้านของความหมาย นอกจากจะมี ความหมายตามพจนานุกรมแล้ว ยังมีความหมายทางไวยากรณ์ ความหมายการเรียงคํา และ


24 ความหมายจากการออกเสียงขึ้น-ลงของคําพูด ส่วนในด้านของขอบเขตของการใช้คำ แบ่งออกเป็น ขอบเขตของการเรียงลำดับคํา ขอบเขตของภาษาพูดและภาษาเขียน และขอบเขตของภาษาในแต่ ละท้องถิ่น อาภรณ์ศิริ พลรักษา (2561, น. 17) กล่าวว่า องค์ประกอบของคำศัพท์ภาษาอังกฤษมี 3 ประการคือรูปคำความหมายและขอบเขตของการใช้คำในด้านของความหมายนอกจากจะมี ความหมายตามพจนานุกรมแล้วยังมีความหมายทางไวยากรณ์ความหมายจากการเรียงคำและ ความหมายจากการออกเสียงขึ้นลงของคำพูดส่วนในด้านของขอบเขตของการใช้คำแบ่งออกเป็น ขอบเขตของการเรียงลำดับคำขอบเขตของภาษาพูดและภาษาเขียนและขอบเขตของภาษาในแต่ละ ท้องถิ่น สรุปได้ว่า องค์ประกอบที่สำคัญของคำศัพท์ คือ รูปคำและความหมาย โดยรูปคำคือการ สะกดคำหรือการออกเสียง ส่วนความหมายคือความหมายของคำในภาษาอังกฤษ โดยมีข้อจำกัด ทางด้านขอบเขตของการใช้คำ ได้แก่ ด้านไวยกรณ์ ด้านการพูดการเขียน และด้านภาษาของแต่ละ ท้องถิ่น และคำศัพท์มี 2 ประเภท คือ content words และ function words วิธีการสอนคำศัพท์ ทิศนา แขมณี (2545, น. 13-14) แบ่งวิธีการสอนออกเป็น 2 ขั้นตอน คือขั้นนำเสนอและขั้น ฝึก 1. ขั้นนำเสนอ คือ สิ่งสำคัญในการนำเสนอคำศัพท์ ประกอบด้วย 1.1 การให้ตัวอย่าง เช่น การให้ดูภาพหรือของจริง 1.2 การสอนด้วยเทคนิคการตอบสนองด้วยท่าทาง (Total Physical Response) 1.3 การแสดงละครและการใช้ท่าทาง 1.4 การให้คำที่มีความหมายเหมือนกันหรือคำที่มีความหมายตรงกันข้าม


25 1.5 การให้คำจำกัดความที่ชัดเจน 1.6 การให้ผู้เรียนเดาความหมายจากบริบท ซึ่งบริบทนั้นต้องชัดเจน 1.7 การแปล ผู้สอนสามารถใช้วิธีการแปลเพื่อสอนคำที่เป็นนามธรรม 2. ขั้นฝึก ขั้นที่ 1 การฝึกคำศัพท์ควรเริ่มจากคำเดี่ยว ต่อจากนั้นฝึกเป็นประโยคและ ฝึกข้อความที่เกี่ยวเนื่องกัน ขั้นที่ 2 ให้ผู้เรียนตอบคำถาม ขั้นที่ 3 ให้ผู้เรียนบรรยาย ขั้นที่ 4 ให้ผู้เรียนเปรียบเทียบ อาภรณ์ศิริ พลรักษา (2561, น. 19) กล่าวว่า การสอนศัพท์เพื่อให้นักเรียนมีความรู้คำศัพท์ อย่างลึกซึ้งคือ สามารถอกเสียงได้อย่างถูกต้อง สามารถสะกดคำได้อย่างถูกต้อง รู้วิธีการใช้คำศัพท์ ร่วมกับคำอื่น สามารถจดจำทั้งภาษาพูด และภาษาเขียน นึกคำศัพท์ได้ทันทีเวลาที่ต้องการพูด สามารถนำคำศัพท์ไปใช้ใสถานการณ์ต่างๆ ได้ สามารถใช้คำศัพท์ได้อย่างถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ และนำไปใช้ได้อย่างถูกต้องตามสถานการณ์ โดยในการสอนคำศัพท์ ครูต้องเลือกคำศัพท์และแยก ประเภทของศัพท์แต่ละบทก่อนอาจใช้การแสดงด้วยภาพ เช่น ของจริง สื่อภาพ การแสดงท่าทาง เลียนแบบ หรือใช้วิธีนำเสนอด้วยคำพูด เช่น ประโยค ตัวอย่างให้สถานการณ์ตัวอย่าง การนำเสนอใน รูปภาษาพูดและให้ผู้เรียนพูดตามช้าๆ หรือไม่ และจะให้นักเรียนมีส่วนร่วมอย่างไร ในการนำเสนอ ธีร์วรา ปลาตะเพียนทอง (2562, น. 15) กล่าวว่า การสอนศัพท์มีหลายวิธี มีหลักสำคัญคือ ต้องรู้ความหมายก่อนอันดับ แรก โดยใช้การเห็นสิ่งของจริง หรือจากภาพ เป็นต้น และควรถามตอบ นักเรียนรายบุคคลเมื่อสอน คำศัพท์ใหม่ สรุป วิธีการสอนคำศัพท์ เป็นวิธีที่ครูสามารถปรับใช้ในการสอนของครูและสามารถแบ่งออก ได้ดังนี้


26 1. การให้คำจำกัดความ เป็นวิธีสอนศัพท์ที่นิยมกันมาอย่างแพร่หลาย เช่น การใช้ ข้องจริง ใช้หุ่นจำลอง ใช้รูปภาพ ใช้ท่าทาง ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนได้ เข้าใจมากยิ่งขึ้น 2. การเดาคำศัพท์ตามบริบท การเดาความหมายของคำศัพท์จากบริบทเป็นวิธีที่ นิยมใช้เพื่อพัฒนาคำศัพท์ เช่น การใช้คำตรงข้าม ใช้คำพ้องความหมาย เพื่อให้นักเรียนเกิด การเรียนรู้คำศัพท์ที่หลากหลาย 3. การแปลความหมาย ครูสามารถใช้ภาษาท้องถิ่นของตนแปลความหมาย ทำให้ เด็กเกิดความเข้าใจในคำศัพท์ได้ชัดเจนและรวดเร็ว การวัดและประเมินผลการเรียนรู้คำศัพท์ Nation (1990, p. 29) กล่าวไว้ว่า การประเมินความรู้คำศัพท์เป็นการวัดและประเมิน นักเรียนว่าได้เรียนรู้คำศัพท์แล้วเข้าใจมากน้อยเพียงใด หรือสามารถนำคำศัพท์ที่ที่เรียนไปประยุกต์ใช้ ในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้หรือไม่ ซึ่งได้แบ่งตามชนิดของแบบทดสอบตามวัตถุประสงค์ของการวัดไว้ ดังต่อไปนี้ 1. การทดสอบความสามารถด้านคำศัพท์ (Proficiency Test) เป็นการวัด ความรู้ของ นักเรียนมีความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์อยู่ในระดับใด สามารถใช้ในการสื่อสารในแต่ละ ทักษะได้หรือไม่ การทดสอบลักษณะนี้จำแนกได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่ 1.1 การวัดวงความรู้คำศัพท์ (Measuring Vocabulary Size) เป็นการวัด ความรู้ผู้เรียนว่ามีความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์ที่เรียนแล้วอยู่ในระดับใด ข้อสอบจะมาจาก การสุ่ม คำศัพท์ที่ปรากฏในพจนานุกรมหรือคำศัพท์ในบัญชีคำศัพท์ และหลังการ ทดสอบจะนำคะแนนที่ ได้มาคำนวณด้วยสูตร ดังนี้ วงความรู้คำศัพท์ = จำนวนคำที่ ถูกต้อง x จำนวนคำศัพท์ในพจนานุกรมจำนวนข้อสอบ ทั้งหมด 1.2 ก ารวัดวงความรู้คำศัพท์เฉพาะกลุ่ม (Measuring Knowledge of Particular Group of Words) เป็นการวัดผลเพื่อให้ทราบว่า นักเรียนรู้คำศัพท์ใน ระดับ ใด เพียงพอหรือเหมาะสมกับระดับที่จะเรียนหรือไม่ เช่น ผลจากการวัดพบว่า


27 นักเรียนมี ความรู้คำศัพท์ระดับที่ 2 ของหนังสือ Longman Structure Reader จำนวน 500 คำ หมายความว่านักเรียนจะมีความสามารถที่จะอ่านหนังสือฉบับนั้น ได้ในระดับที่สองหรือ ต่ำกว่า 2. การทดสอบ (Testing) เป็นการทดสอบที่มักพบในการวิจัยเกี่ยวกับการเรียนรู้ คำศัพท์ แบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 2.1 การทดสอบการจำคำศัพท์ (Recognition) เป็นการวัดนักเรียนว่า สามารถ จำคำที่เรียนไปได้มากน้อยเพียงใด การทดสอบแบบนี้จะง่ายกว่าการ ทดสอบการระลึกได้ เพราะ ในการสอบจะมีคำตอบที่นักเรียนนึกอยู่ปรากฏให้เห็น เช่น ให้นักเรียนเขียนคำแปลหรือเลือกคำ แปล คำคล้องจองความหมาย หรือ รูปภาพให้ตรงกับคำศัพท์ที่ปรากฏ 2.2 การทดสอบการระลึกได้ (Recall Test) เป็นการวัดนักเรียนว่าสามารถ จำ คำศัพท์ที่เรียนไปได้มากน้อยเพียงใด นักเรียนจะต้องเขียนหรือพูดคำตอบเองโดย ไม่มีตัวเลือกให้ เห็น เช่น การให้นักเรียนเขียนคำศัพท์ที่ได้เรียนไปตอนท้ายชั่วโมง 3. การวัดผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้คำศัพท์ (Achievement Test) เป็นการวัดความรู้ จาก การเรียนคำศัพท์ ซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งของการสอนภาษาในรายวิชาที่นักเรียนได้ เรียน โดยมี วัตถุประสงค์2 ประการ คือ เพื่อเป็นการประเมินผลว่านักเรียนได้เกิดการเรียนรู้ ในสิ่งที่เรียนไป แล้วหรือไม่ และเป็นส่วนที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ที่ดีขึ้น ก้าวหน้าขึ้น แบบทดสอบที่จะใช้ ควรมีลักษณะ ดังนี้ 3.1 ต้องไม่เป็นการทดสอบคำโดดหรือคำเพียงคำเดียว เนื่องจากผลการ เรียนแต่ ละรายวิชา นักเรียนมักจะมีโอกาสได้พบ และใช้คำศัพท์ในบริบทที่เป็น ภาษาพูดและภาษาเขียน เป็นประจำ 3.2 สามารถให้คะแนนได้ง่าย เช่น แบบทดสอบแบบโคลซ (Cloze Test) หรือ จับคู่


28 3.3 ถ้าเป็นแบบเติมหรือเลือกคำตอบ คำตอบต้องเหมาะสมกับความรู้ที่ ผู้เรียนได้ เรียนไปแล้ว 3.4 เป็นแบบทดสอบที่ผู้สอนสามารถสร้างได้ ไม่ควรยากหรือมีกระบวนการ สร้างที่ซับซ้อนเกินไป 3.5 จำนวนข้อในแต่ละแบบทดสอบต้องเหมาะสมกับเวลา แสงระวี ดอนแก้วบัว (2558, น. 203-204) การสอนและการทดสอบเป็นสิ่งควบคู่กันในการ เรียนการสอนภาษาต่างประเทศ จนถือได้ว่าการทดสอบเป็นทักษะอย่างหนึ่งของการสอน ดังนั้น รูปแบบของการทดสอบจึงต้องสอดคล้องกับรูปแบบการสอน ลักษณะการออกข้อสอบเพื่อทดสอบ คำศัพท์ในระดับต้น สรุปได้ดังนี้ 1. เลือกคำศัพท์ให้ตรงกับความหมายที่กำหนดให้ 2. ฟังคำศัพท์แล้ววงกลมล้อมรอบคำที่ถูกต้อง 3. ดูภาพแล้วอ่านออกเสียงคำศัพท์ 4. ครูอ่านคำศัพท์เป็นคู่ ถ้าคู่ใดเป็นคำเดียวกัน ให้เขียนเครื่องหมายถูกและถ้าคู่ใด เป็นคนละคำให้เขียนเครื่องหมายผิด 5. ฟังครูออกเสียงคำศัพท์แล้วเลือกภาพที่ถูกต้อง 6. วาดภาพแสดงความหมายของคำศัพท์ที่ครูบอก 7. ระบายสีภาพตามคำศัพท์ที่ครูบอก สรุปได้ว่า การประเมินความรู้คำศัพท์เป็นการวัดและประเมินนักเรียนว่าได้เรียนรู้คำศัพท์แล้ว เข้าใจมากน้อยเพียงใด สามารถนำไปใช้ได้หรือไม่ โดยแบ่งแบบทดสอบออกเป็นดังนี้ การทดสอบด้านคำศัพท์ (Proficiency Test) คือ การวัดความรู้ของนักเรียนมี ความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์อยู่ในระดับใด สามารถใช้ในการสื่อสารในแต่ละทักษะได้หรือไม่


29 การทดสอบ (Testing) คือ การทดสอบที่เกี่ยวกับการการจำคำศัพท์ (Recognition) และ การระลึกได้ (Recall Test) ของนักเรียน การวัดผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้คำศัพท์ (Achievement Test) คือ การวัดความรู้ จากการเรียนคำศัพท์ โดยมีวัตถุประสงค์2 ประการ คือ เพื่อเป็นการประเมินผลว่านักเรียนได้ เกิดการเรียนรู้ในสิ่งที่เรียนไปแล้วหรือไม่ และเป็นส่วนที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ที่ดีขึ้น ก้าวหน้าขึ้น แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ความหมายของเทคนิค STAD ฉันทพัฒน์ อุตตะมา (2555) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบ STAD หมายถึง รูปแบบการ จัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้อีกรูปแบบหนึ่ง ที่มีชื่อเต็มว่า Student Teams Achievement Divisions เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งกำหนดให้นักเรียนที่มี ความสามารถแตกต่างกัน ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มๆ ละ 4-5 คน ซึ่งประกอบด้วย นักเรียนที่เรียนเก่ง 1 คน นักเรียนที่เรียนปานกลาง 2-3 คน และนักเรียนที่เรียนอ่อน 1 คน Naemkhunthod (2561) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบ STAD หมายถึง รูปแบบการ จัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือกันเป็นการเรียนรู้อีกรูปแบบหนึ่ง ที่มีชื่อเต็มว่า Student Teams Achievement Divisions เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งกำหนดให้นักเรียนที่มี ความสามารถแตกต่างกัน ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มๆ ละ 4-5 คน ซึ่งประกอบด้วย นักเรียนที่เรียนเก่ง 1 คน นักเรียนที่เรียนปานกลาง 2-3 คน และนักเรียนที่เรียนอ่อน 1 คน โศภิตา เสนาธรรม (2564, น. 15) กล่าวว่า STAD (Student Team Achievement Division) เป็นรูปแบบการสอนที่นำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลายรายวิชาและในหลายระดับชั้น เพื่อ พัฒนาทักษะต่าง ๆ รวมถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะทางสังคมที่จำเป็นอย่างมากกับนักเรียน สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD หมายถึง การจัดการเรียนการสอน แบบร่วมมือเพื่อพัฒนาทักษะต่าง ๆ รวมถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะทางสังคมที่จำเป็นกับ นักเรียน และยังสามารถใช้ได้กับหลากหลายรายวิชา โดยกำหนดให้นักเรียนที่มีความสามารถต่างกัน


30 มาทำงานด้วยกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มละ 4-5 คน ซึ่งจะประกอบด้วยเด็กที่เรียนเก่ง 1 คน ปานกลาง 2-3 คน และอ่อน 1 คน จุดประสงค์ของการเรียนรู้ STAD Slavin (1990, อ้างถึงใน Supranee, 2558) การเรียนรู้แบบร่วมมือนี้มีวัตถุประสงค์หลาย ประการ ได้แก่ 1 เพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เนื้อหาสาระต่างๆด้วยตนเองและสามารถพัฒนาได้ตาม ศักยภาพของตนเอง 2 เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เรียนและผู้สอน รวมทั้งผู้เรียนและ ผู้เรียนด้วยกัน 3 เพื่อเกิดการร่วมมือและความช่วยเหลือระหว่างเพื่อนด้วยกันในกลุ่ม 4 เพื่อเกิดการพัฒนาทักษะทางสังคมต่างๆ ฉันทพัฒน์ อุตตะมา (2555) กล่าวว่า เพื่อจูงใจผู้เรียนให้กระตือรือร้นกล้าแสดงออกและ ช่วยเหลือกันในการทำความเข้าใจเนื้อหานั้นๆ อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นเทคนิคที่สามารถใช้ได้กับทุกวิชา ตั้งแต่คณิตศาสตร์ ศิลปะ ภาษา และสังคมศึกษา และใช้ได้กับระดับประถมศึกษาจนถึงมหาวิทยาลัย ONLA-OR (2563) เพื่อมุ่งให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เนื้อหาสาระต่าง ๆ ด้วยตนเองและด้วยความ ร่วมมือและความช่วยเหลือจากเพื่อน ๆ รวมทั้งได้พัฒนาทักษะทางสังคมต่าง ๆ เช่นทักษะการสื่อสาร ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ทักษะการสร้างความสัมพันธ์ รวมทั้งทักษะแสวงหาความรู้ ทักษะการ คิด การแก้ปัญหาและอื่น ๆ สรุปได้ว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ เนื้อหาสาระด้วยตนเอง เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เรียนและผู้สอน เกิดการร่วมมื่อและ ช่วยเหลือกันในกลุ่ม และเกิดการพัฒนาทักษะต่างๆ เช่น ทักษะการสื่อสาร ทักษะการทำงานร่วมกับ ผู้อื่น ทักษะการสร้างความสัมพันธ์ รวมทั้งทักษะแสวงหาความรู้ ทักษะการคิด การแก้ปัญหาและอื่นๆ


31 แนวคิดและการสอนแบบ STAD ฉันทพัฒน์ อุตตะมา (2555) กล่าวว่า แนวคิดการสอนแบบ STAD พัฒนาขึ้นโดย Robert E. Slavin ผู้อำนวยการโครงการศึกษาระดับ ประถมศึกษาศูนย์วิจัยประสิทธิภาพการเรียนของผู้เรียนมี ปัญหาทางด้านวิชาการ แห่งมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอฟกินส์ สหรัฐอเมริกา และเป็นผู้เชี่ยวชาญการสอน คณิตศาสตร์ Slavin ได้พัฒนาเทคนิคนี้ขึ้นเพื่อขจัดปัญหาทางการศึกษาโดยมุ่งเน้นทักษะการคิด การ เรียนที่เป็นระบบ เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับการเรียนเป็นกลุ่มและเป็นการสร้างสัมพันธภาพระหว่าง ผู้เรียน ธรารัตน์ เย็นใจราษฎร์ (2561) กล่าวว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิค STAD เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนแบบร่วมมืออีกรูปแบบหนึ่ง Slovin แห่งมหาวิทยาลัย John Hopkins เป็นผู้พัฒนาขึ้น เป็นเทคนิคการจัดกิจกรรมที่เหมาะกับการสอนเนื้อหาความรู้ความเข้าใจ อาจใช้ หนังสือเรียน หรือใบความรู้เป็นสื่อการเรียนรู้ของนักเรียน Naemkhunthod (2561) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ STAD เป็นรูปแบบการ จัดการเรียนรู้ที่ Robert Slavin และคณะจากมหาวิทยาลัย John Hopkins ได้ร่วมมือกันพัฒนาขึ้น เป็นการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือรูปแบบหนึ่งคล้ายกับเทคนิค TGT ที่แบ่งผู้เรียนที่มีความสามารถ แตกต่างกันออกเป็นกลุ่มเพื่อทำงานร่วมกัน กลุ่มละประมาณ 4-5 คน โดยกำหนดให้สมาชิกของกลุ่ม ได้เรียนรู้ในเนื้อหาสาระที่ผู้สอนจัดเตรียมไว้แล้ว และให้ทำการทดสอบความรู้ที่ได้รับ คะแนนที่ได้จาก การทดสอบของสมาชิกแต่ละคนนำเอามาบวกเป็นคะแนนรวมของทีม ผู้สอนจะต้องใช้วิธีเสริมแรง เช่น ให้รางวัล คำชมเชย ยกย่อง สมาชิกกลุ่มจะต้องมีการกำหนดเป้าหมายร่วมกันและช่วยเหลือซึ่ง กันและกัน สรุปได้ว่า แนวการสอนแบบเทคนิค STAD เป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นทักษะการ คิด การเรียนที่เป็นระบบ ครูอาจจะจัดกิจกรรมที่เหมาะกับการสอน เนื้อหา ความรู้ ความเข้าใจ โดย แบ่งกลุ่มให้นักเรียนทำงานร่วมกันกลุ่มละ 4-5 คน และครูจะต้องใช้วิะ๊การเสริมแรง เช่น ให้รางวัล คำ ชมเชย ยกย่อง เป็นต้น


32 แนวทางการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD Slavin (1995, p. 71-73 อ้างถึงใน Naemkhunthod, 2561) ขั้นตอนการสอนแบบร่วมมือ ด้วยเทคนิค STAD ที่ Slavin ได้เสนอไว้ ประกอบไปด้วย 5 ขั้นตอนหลักดังนี้ 1. การนำเสนอสิ่งที่ต้องเรียน (Class Presentation) ครูเป็นผู้นำเสนอสิ่งที่นักเรียน ต้องเรียน ไม่ว่าจะเป็นมโนทัศน์ ทักษะและ/หรือกระบวนการ การนำเสนอสิ่งที่ต้องเรียนนี้ อาจใช้การบรรยาย การสาธิตประกอบการบรรยาย การใช้วิดีทัศน์หรือแม้แต่การให้นักเรียน ลงมือปฏิบัติการทดลองตามหนังสือเรียน 2. การทำงานเป็นกลุ่ม (Teams) ครูจะแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่มจะ ประกอบด้วยนักเรียนประมาณ 4-5 คน ที่มีความสามารถแตกต่างกัน มีทั้งเพศหญิงและเพศ ชาย และมีหลายเชื้อชาติ ครูต้องชี้แจงให้นักเรียนในกลุ่มได้ทราบถึงหน้าที่ของสมาชิกในกลุ่ม ว่านักเรียนต้องช่วยเหลือกันเรียนร่วมกันอภิปรายปัญหาร่วมกัน ตรวจสอบคำตอบของงานที่ ได้รับมอบหมายและแก้ไขคำตอบร่วมกัน สมาชิกทุกคนในกลุ่มต้องทำงานให้ดีที่สุดเพื่อให้ เกิดการเรียนรู้ ให้กำลังใจและทำงานร่วมกันได้หลังจากครูจัดกลุ่มเสร็จเรียบร้อยแล้ว ควรให้ นักเรียนแต่ละกลุ่มทำงานร่วมกันจากใบงานที่ครูเตรียมไว้ ครูอาจจัดเตรียมใบงานที่มีคำถาม สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของบทเรียน เพื่อใช้เป็นบทเรียนของการเรียนแบบร่วมมือ ครูควร บอกนักเรียนว่า ใบงานนี้ออกแบบมาให้นักเรียนช่วยกันตอบคำถาม เพื่อเตรียมตัวสำหรับการ ทดสอบย่อย สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มจะต้องช่วยกันตอบคำถาม เพื่อเตรียมตัวสำหรับการ ทดสอบย่อย สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มจะต้องช่วยกันตอบคำถามทุกคำถาม โดยแบ่งกันตอบ คำถามเป็นคู่ ๆ และเมื่อตอบคำถามเสร็จแล้วก็จะเอาคำตอบมาแลกเปลี่ยนกัน โดยสมาชิก แต่ละคนจะต้องมีความรับผิดชอบซึ่งกันและกันในการตอบคำถามแต่ละข้อให้ได้ ในการ กระตุ้นให้สมาชิกแต่ละคนมีความรับผิดชอบซึ่งกันและกันควรปฏิบัติดังต่อไปนี้ 2.1) ต้องแน่ใจว่าสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มสามารถตอบคำถามแต่ละข้อได้ อย่างถูกต้อง 2.2) ให้นักเรียนช่วยกันตอบคำถามทุกข้อให้ได้โดยไม่ต้องขอความ ช่วยเหลือจากเพื่อนนอกกลุ่มหรือขอความช่วยเหลือจากครูให้น้อยลง


33 2.3) ต้องให้แน่ใจว่าสมาชิกแต่ละคนสามารถอธิบายคำตอบแต่ละข้อได้ ถ้า คำถามแต่ละข้อเป็นแบบเลือกตอบ 3. การทดสอบย่อย (Quizzes) หลังจากที่นักเรียนแต่ละกลุ่มทำงานเสร็จเรียบร้อย แล้วครูก็ทำการทดสอบย่อยนักเรียน โดยนักเรียนต่างคนต่างทำ เพื่อเป็นการประเมินความรู้ ที่ นักเรียนได้เรียนมา สิ่งนี้จะเป็นตัวกระตุ้นความรับผิดชอบของนักเรียน 4.คะแนนพัฒนาการของนักเรียนแต่ละคน (Individual Improvement Score) คะแนนพัฒนาการของนักเรียนจะเป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนทำงานหนักขึ้น ในการทดสอบแต่ ละครั้งครูจะมีคะแนนพื้นฐาน (Base Score) ซึ่งเป็นคะแนนต่ำสุดของนักเรียนในการทดสอบ ย่อยแต่ละครั้ง ซึ่งคะแนนพัฒนาการของนักเรียนแต่ละคนได้จากความแตกต่างระหว่าง คะแนนพื้นฐาน (คะแนนต่ำสุดในการทดสอบ) กับคะแนนที่นักเรียนสอบได้ในการทดสอบ ย่อยนั้นๆ ส่วนคะแนนของกลุ่ม (Team Score) ได้จากการรวมคะแนนพัฒนาการของ นักเรียนทุกคนในกลุ่มเข้าด้วยกัน 5.การรับรองผลงานของกลุ่ม (Team Recognition) โดยการประกาศคะแนนของ กลุ่มแต่ละกลุ่มให้ทราบพร้อมกับให้คำชมเชย หรือให้ประกาศนียบัตรหรือให้ รางวัลกับกลุ่ม ที่มีคะแนนพัฒนาการของกลุ่มสูงสุด โปรดจำไว้ว่า คะแนนพัฒนาการของนักเรียนแต่ละคนมี ความสำคัญเท่าเทียมกับคะแนนที่นักเรียนแต่ละคนได้รับจากการทดสอบ ตัวอย่างเกณฑ์ระดับคุณภาพ คะแนนการพัฒนา ระดับคุณภาพ 15-19 ดี (Good Team) 20-24 ดีมาก (Great Team) 25-30 ดีเยี่ยม (Super Team)


34 ศุภมาศ อุปทุม (2555) กล่าวว่า ขั้นตอนการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD มี 5 ขั้น ดังนี้ 1. ขั้นเตรียมเนื้อหา ประกอบด้วย 1.1 การจัดเตรียมเนื้อหาสาระ ผู้สอนต้องเตรียมเนื้อหาสาระหรือเรื่องที่จะ ทำการสอนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ เป็นเนื้อหาใหม่โดยจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ศึกษา เรียนรู้ด้วยตนเอง โดยใช้สื่ออุปกรณ์หรือแหล่งเรียนรู้ ใบความรู้ ใบงาน หนังสือ เป็น ต้น 1.2 การจัดเตรียมแบบทดสอบย่อย เช่น ข้อสอบ กระดาษคำตอบ เกณฑ์ การให้คะแนน 2. ขั้นจัดทีม มีกระบวนการดังต่อไปนี้คือ ให้จัดโดยนักเรียนคละกันทั้งเพศและ ความสามารถ ทีมละ 4-5 คน ทีมมีสมาชิก 4 ประกอบด้วยชาย 2 คน หญิง 2 คน เป็นคน เรียนเก่ง 1 คน ปานกลาง 2 คน และอ่อน 1 คน วิธีการจัดเริ่มจากเรียงลำดับนักเรียนจากเก่ง ที่สุดไปหาอ่อนที่สุดตามผลการเรียน อาจเป็นคะแนนการทดสอบหรือเกรด กำหนดจำนวน กลุ่ม และกำหนดนักเรียนเข้ากลุ่มโดยเรียงลำดับเริ่มจากคนที่หนึ่งถึงคนสุดท้ายตามลำดับก็ จะได้นักเรียนที่เข้ากลุ่มคละกันตามความเก่งความอ่อน 3. ขั้นการเรียนรู้สิ่งที่ควรคำนึงในการศึกษากลุ่มคือ 3.1 ผู้สอนแนะวิธีการเรียนรู้ 3.2 นักเรียนต้องช่วยเหลือเพื่อนในทีมโดยแบ่งภาระหน้าที่กัน เช่น ผู้อ่าน ผู้ หาคำตอบ ผู้จดบันทึก ผู้ประเมิน เป็นต้น 3.3 สมาชิกในกลุ่มต้องช่วยเหลือเพื่อนในทีมให้ได้รับการเรียนรู้เนื้อหาที่ เรียนพร้อมกันทุกคน


35 4. ขั้นทดสอบย่อย หลังจากเรียนผ่านพ้นไปแล้วนักเรียนจะต้องได้รับการทดสอบ โดยเป็น รายบุคคลไม่อนุญาตให้ช่วยเหลือกัน ทำข้อทดสอบตามความสามารถของตนเอง ที่ เรียนมาแล้ว และจัดทำคะแนนการพัฒนาของสมาชิกแต่ละคน และคะแนนของกลุ่ม 5. การรับรองผลงานและเผยแพร่ชื่อเสียงของทีม นำคะแนนการพัฒนาของทีมไปเทียบเกณฑ์ เพื่อหาระดับคุณภาพ และเป็น การประกาศผลงานของทีมที่ได้คะแนนสูง เพื่อรับรองและยกย่องชมเชยในรูปแบบ ต่าง ๆ เช่น ปิดประกาศ ให้รางวัล ลงจดหมายข่าว ส่งเข้าประกวดประกาศเสียงตาม สาย เป็นต้น ตัวอย่างเกณฑ์ระดับคุณภาพ คะแนนการพัฒนา ระดับคุณภาพ 15-19 ดี (Good Team) 20-24 ดีมาก (Great Team) 25-30 ดีเยี่ยม (Super Team) นรรัชต์ ฝันเชียร (2563) กล่าวว่า ขั้นตอนการสอนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD ประกอบ ไปด้วย 5 ขั้นตอนหลักดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นเตรียมเนื้อหา สำหรับขั้นแรกครูผู้สอนจะต้องจัดเตรียมเนื้อหาสาระหรือ เรื่องราวที่จะสอน โดยจะต้องเป็นเนื้อหาที่เหมาะสมกับการเรียนรู้แบบกลุ่ม นอกจากนี้ยัง ต้องจัดเตรียมแบบทดสอบย่อยสำหรับการทดสอบนักเรียนเป็นรายบุคคล เพื่อใช้เป็นผล คะแนนในการพิจารณาทั้งรายบุคคลและรายกลุ่มอีกด้วย ขั้นที่ 2 ขั้นจัดกลุ่มนักเรียน ขั้นนี้ครูผู้สอนจะต้องจัดกลุ่มนักเรียน โดยแบ่งออกเป็น กลุ่มละ 4 คน โดยแบ่งเป็นนักเรียนที่มีความสามารถทางการเรียนดี ปานกลาง และ ต่ำ ใน


36 อัตรา 1:2:1 โดยดูจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในชั้นเรียนเป็นหลัก ซึ่งเมื่อให้ นักเรียนจับกลุ่มแล้ว ครูผู้สอนจะต้องวางกติกาและกำชับให้นักเรียนต้องรับผิดชอบและ ช่วยเหลือกันภายในกลุ่ม ซึ่งจะมีผลต่อการพิจารณาคะแนนของกลุ่ม ขั้นที่ 3 ขั้นการเรียนรู้ ขั้นนี้จะเป็นขั้นของการดำเนินการจัดการเรียนรู้ โดยครูผู้สอน จะแนะวิธีการเรียนรู้ให้กับนักเรียน ซึ่งนักเรียนจะต้องช่วยเหลือเพื่อนในกลุ่มโดยแบ่ง ภาระหน้าที่ซึ่งกันและกัน เพื่อให้กิจกรรมกลุ่มดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขั้นที่ 4 ขั้นทดสอบย่อย หลังจากเรียนผ่านพ้นไปแล้วนักเรียนจะต้องทำแบบทดสอบ เป็นรายบุคคล และไม่อนุญาตให้ช่วยเหลือกัน ซึ่งเมื่อทดสอบเสร็จสิ้นแล้ว ครูผู้สอนจะต้อง จัดทำคะแนนการพัฒนาทั้งรายสมาชิกและรายกลุ่มด้วย ขั้นที่ 5 การรับรองผลงานและเผยแพร่ชื่อเสียงของกลุ่ม คือขั้นของการนำคะแนน การพัฒนาของกลุ่มไปเทียบเกณฑ์ เพื่อหาระดับคุณภาพ และเป็นการประกาศผลงานของ กลุ่มที่ได้คะแนนสูง เพื่อรับรองและยกย่องชมเชยในรูปแบบต่าง ๆ สรุปได้ว่า ขั้นตอนการสอนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD ประกอบไปด้วย 5 ขั้นตอนหลัก ดังนี้ 1. ขั้นเตรียมเนี้อหา คือ ครูผู้สอนจะต้องจัดเตรียมเนื้อหาสาระหรือเรื่องราวที่จะ สอน โดยจะต้องเป็นเนื้อหาที่เหมาะสมกับการเรียนรู้แบบกลุ่ม 2. ขั้นจัดกลุ่ม คือ ครูผู้สอนจะต้องจัดกลุ่มนักเรียน โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มละ 4 คน โดยแบ่งเป็นนักเรียนที่มีความสามารถทางการเรียนดี ปานกลาง และ ต่ำ ในอัตรา 1:2:1 โดย ดูจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในชั้นเรียนเป็นหลัก 3. ขั้นการเรียนรู้ คือ ขั้นของการดำเนินการจัดการเรียนรู้ โดยครูผู้สอนจะแนะ วิธีการเรียนรู้ให้กับนักเรียน ซึ่งนักเรียนจะต้องช่วยเหลือเพื่อนในกลุ่มโดยแบ่งภาระหน้าที่ซึ่ง กันและกัน เพื่อทำงานที่ครูมอบหมายให้สำเร็จ


37 4. ขั้นทดสอบย่อย คือ เมื่อจัดการเรียนการสอนเสร็จนักเรียนจะต้องทำแบบทดสอบ เป็นรายบุคคล และไม่อนุญาตให้ช่วยเหลือกัน ครูผู้สอนจะต้องจัดทำคะแนนการพัฒนาทั้ง แบบกลุ่มและแบบรายบุคคล 5. การรับรองผลงานและเผยแพร่ชื่อเสียงของกลุ่ม คือ ขั้นของการนำคะแนนการ พัฒนาของกลุ่มไปเทียบเกณฑ์ เพื่อหาระดับคุณภาพ และเป็นการประกาศผลงานของกลุ่มที่ ได้คะแนนสูง เพื่อรับรองละยกย่องชมเชยในรูปแบบต่าง ๆ กลุ่มของผู้วิจัยได้เลือกใช้ขั้นตอนของ ศุภมาศ อุปทุม (2555) เนื่องจากแต่ละขั้นตอนมีความ ละเอียดในการจัดกิจกรรมทำให้ง่ายต่อการออกแบบการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ ของนักเรียน บทบาทของผู้สอนกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ฉันทพัฒน์ อุตตะมา (2555) กล่าวว่า บทบาทของผู้สอนกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD มีดังนี้ 1. จัดผู้เรียนเป็นกลุ่มย่อยกลุ่มละ 4-5 คน โดยให้สมาชิกในกลุ่มมีความสามารถ แตกต่างกัน ่ 2. ให้ผู้เรียนจัดที่นั่งเป็นกลุ่มโดยมีช่องว่างระหว่างกลุ่มที่ผู้สอนสามารถเดินดูการ ทำงานของกลุ่มได้ 3. ชี้แจงบทบาทของผู้เรียน เกี่ยวกับวิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD และ กิจกรรมภายในกลุ่ม 4. สร้างบรรยากาศที่เสริมสร้างการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เช่น ยกย่อง ชมเชย ตามโอกาสที่เหมาะสม 5. เป็นที่ปรึกษาของทุกกลุ่มย่อย ติดตามความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของกลุ่มและ สมาชิกในกลุ่ม


38 6. เป็นผู้กำหนดว่า ผู้เรียนควรอยู่ในกลุ่มเดิมนานเท่าใด ศุภมาศ อุปทุม (2555) กล่าวว่า บทบาทของผู้สอนกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD มีดังนี้ 1. ผู้สอนจะต้องเตรียมการและดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีจึงจะได้ผลทำให้ผู้สอนมี ภาระงานเพิ่มมากขึ้น 2. ผู้สอนทบทวนบทเรียนที่เรียนมาแล้วครั้งก่อนด้วยการซักถามและอธิบายตอบข้อ สงสัยของนักเรียน 3. จัดกลุ่มนักเรียนแบบคละกัน (Home Teams) กลุ่มละ 3-4 คน Yab (2558) กล่าวว่า ครูดำเนินการสอนเนื้อหา ทักษะหรือวิธีการเกี่ยวกับบทเรียนนั้นๆ อาจ เป็นกิจกรรมที่ครูบรรยาย สาธิต ใช้สื่อประกอบการสอน โดยสิ่งที่ครูจะต้องเน้นให้นักเรียนทำมีดังนี้ ก. ต้องให้แน่ใจว่า สมาชิกทุกคนในกลุ่มสามารถตอบคำถามได้ถูกต้องทุกข้อ ข. เมื่อมีข้อสงสัยหรือปัญหา ให้นักเรียนช่วยเหลือกันภายในกลุ่มก่อนที่จะถามครู หรือถามเพื่อนกลุ่มอื่น ค. ให้สมาชิกอธิบายเหตุผลของคำตอบของแต่ละคำถามให้ได้ โดยเฉพาะแบบฝึกหัด ที่เป็นคำถามปรนัยแบบให้เลือกตอบ สรุปได้ว่า บทบาทของครูในการเรียนรู้แบบร่วมมือมีดังนี้ 1. ครูเป็นผู้จัดกลุ่มนักเรียนออกเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละ 4-5 คน 2. เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เลือกหรือตัดสินใจด้วยตัวเอง 3. นับถือความคิด เห็นคุณค่าในตัวของนักเรียน 4. สร้างบรรยากาศที่เสริมสร้างการเรียนรู้ เช่น ยกย่อง ชื่นชม


39 5. เป็นที่ปรึกษาในทุกกลุ่มย่อย ติดตามผลการทำงานของนักเรียน 6. คอยกระตุ้นความคิดของนักเรียน โดยการแนะนำแนวทางในการทำงาน 7. ครูสอนต้องทบทวนบทเรียนที่เรียนมาแล้วครั้งก่อนด้วยการซักถามและอธิบาย ตอบข้อสงสัยของนักเรียน ข้อดี ของการเรียนแบบร่วมมือ STAD ข้อดีของการเรียนแบบร่วมมือ STAD มีดังนี้ 1. ผู้เรียนมีความเอาใจใส่รับผิดชอบตนเองและกลุ่มร่วมกับเพื่อนสมาชิก 2. ส่งเสริมให้ผู้เรียนที่มีความสามารถต่างกันได้ร่วมมือกันเรียนรู้ 3. ส่งเสริมให้ผู้เรียนผลัดกันเป็นผู้นา ผู้เรียนได้ฝึกและเรียนรู้ทักษะทางสังคม 4. ผู้เรียนมีความตื่นเต้นสนุกกับการเรียนรู้ (ฉันทพัฒน์ อุตตะมา, 2555; ศุภมาศ อุปทุม, 2555; Naemkhunthod, 2561) ข้อจำกัด ของการเรียนแบบร่วมมือ STAD ข้อจำกัดของการเรียนแบบร่วมมือ STAD มีดังนี้ 1. ถ้าผู้เรียนขาดความรับผิดชอบจะส่งผลให้งานกลุ่มและการเรียนรู้ไม่ประสบความสาเร็จ 2. เป็นวิธีที่ผู้สอนจะต้องเตรียมการและดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีจึงจะได้ผลทำให้ผู้สอนมี ภาระงานเพิ่มมากขึ้น (ฉันทพัฒน์ อุตตะมา, 2555; ศุภมาศ อุปทุม, 2555; Naemkhunthod, 2561)


40 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องในประเทศ สิริกาญจน์ สิงห์เสน (2556) ได้ทำวิจัยเรื่องผลการใช้แบบฝึกทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ ภาษาอังกฤษ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกหัดทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ ภาษาอังกฤษ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 ประชากรนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3ปีการศึกษา2554 โรงเรียนอนุบาลโนน สุวรรณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ แบบ ฝึกทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโยการจัดกิจกรรมารเรียนรู่แบบร่วมมือเทคนิค STAD ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 ชุด การเก็บรวบรวมข้อมูลแบบฝึกทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ โยการจัดกิจกรรมารเรียนรู่แบบร่วมมือเทคนิค STAD ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 ชุด วิธี วิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล ทดสอบสมมติฐานด้วย Dependent Samples t- test สรุปผลวิจัยได้ว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อ การเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยรวมอยูในระดับมาก เสานาถ ศรีโสภา (2560) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ประกอบฝึก มี วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 โดยใช้ กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ประกอบฝึก ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 โดย กลุ่มประชากรประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 ภาคเรียนที่2 ปี การศึกษา2559 โรงเรียนท่าขอนยางพิทยาคม อำเภอกันทรวิชัย สังกัดองค์การบริหารส่วนจำกัด มหาสารคาม จำนวน4 ห้อง92 คน เครื่องมือที่ใช้ แผนการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่2 โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ประกอบฝึก จำนวน12แผ่น การเก็บรวบรวมข้อมูล ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจน ครบทุก 12 แผนแผนละ 1 ชั่วโมง MAHASARAKHAM UNIVERSITY วิเคราะห์ข้อมูล เปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างหลังเรียนโดยใช้ การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ประกอบแบบฝึกกับคะแนนทดสอบก่อนเรียนโดยใช้ t-test


41 (Dependent Samples) สรุปผลวิจัยได้ว่า การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ประกอบแบบฝึกมี ประสิทธิภาพเท่ากับ 75.0672.22 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ วีรยุทธ จันทร์เหลือง และ อภิราดี จันทร์แสง (2561) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนากิจกรรม การเรียนรู้การจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้การจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้ วิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ 80/80 ประชากรกลุ่มเป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของ โรงเรียนขยายโอกาสในตำบลเมืองหงส์ประกอบด้วย โรงเรียนบ้านไม้ล่าว (คุรุราษฎร์พัฒนา) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ดเขต 1 จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ แผนการ จัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการพูดภาษาอังกฤษ 6 แผน การเก็บรวบรวมข้อมูลแบบวัดระดับความพึง พอใจกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน จำนวน 17 ข้อ วิธีวิเคราะห์ข้อมูลวิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนน สอบหลังเรียนและคะแนนความคงทน ของนักเรียนที่เรียนตามกิจกรรมการจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD โดยใช้สถิติ สรุปผล วิจัยได้ว่า เมื่อเปรียบเทียบคะแนนสอบหลังเรียนและคะแนนความคงทนของนักเรียนที่เรียนตาม กิจกรรมการจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ซึ่งคะแนนทดสอบเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ32.18 คะแนน และคะแนนความคงทน เท่ากับ 31.64 คะแนน วิภาดา รักเหล็ก (2562) ได้ทำการวิจัยเรื่องการพัฒนาแบบฝึกทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ ภาษาอังกฤษ โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ แบบร่วมมือเทคนิค STAD สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ประชากรนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาล ๔ (วัดโพธาวาส) เทศบาลนครสุราษฎร์ ธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 27 คน เครื่องมือที่ใช้ แบบฝึกทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ ภาษาอังกฤษ การเก็บรวบรวมข้อมูลแบบฝึกทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ จำนวน 10 เล่ม วิเคราะห์ข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ


42 สมมติฐานกลุ่มตัวอย่างที่ไม่มีความเป็นอิสระต่อกัน (t-test Dependent Samples) สรุปผลวิจัยได้ ว่าความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ภาษา อังกฤษ โดย ใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยรวมอยู่ใน ระดับมากที่สุด ( =4.58 S.D.=0.32) กรองกาญจน์ มูลไธสง วิจิตรา วงศ์อนุสิทธิ์ และ สาราญ กาจัดภัย ( 2564 ) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Food and Drink โดยใช้การจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเกมสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Food and Drink โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเกม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ที่กำหนด ประชากร นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 2 ซึ่ง ได้มาโดยวิธีสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 8 แผน สรุปผลวิจัยได้ว่า กิจกรรมการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Food and Drink โดยใช้ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเกม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อน เรียนและหลังเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษเรื่อง Food and Drink โดยใช้การ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเกม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน จากการศึกษางานวิจัยในประเทศ พบว่ามีสาระสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ ภาษาอังกฤษ โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD โดยกำหนดให้นักเรียนที่มีความสามารถ ต่างกันมาทำงานด้วยกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มละ 4-5 คน ซึ่งเป็นการจัดการเรียนสารสอนที่เน้นที่ ผู้เรียนเป็นสำคัญเพื่อพัฒนาพัฒนาทักษะต่าง ๆ รวมถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะทางสังคมที่ จำเป็นกับนักเรียน เพื่อให้นักเรียนช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายในกลุ่ม ดังนั้นแสดงให้เห็นได้ว่า การนำ การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD มาใช้ในการพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียน ทำให้นักเรียนเกิดความสนใจและแรงจูงใจในการเรียน เนื่องจากนักเรียนได้ทำงานร่วมกันกับเพื่อนใน กลุ่ม ได้อภิปรายแลกเปลี่ยนความรู้ มีความกล้าแสดงออก และทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนที่ดีขึ้น


43 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องจากต่างประเทศ Sunnarti (2012) ได้ทำวิจัยเรื่อง The effectiveness of student teams-achievement divisions (STAD) method to teach vocabulary viewed from students’ English learning interest มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทราบว่า STAD มีประสิทธิภาพมากกว่าวิธีการแปลไวยากรณ์ในการ สอนคำศัพท์ในนักเรียนภาคเรียนที่ 1 ของ Peskam STAIN Samarinda ในปีการศึกษา 2554/2555 ประชากรในงานวิจัยนี้เป็นภาคการศึกษาแรกของนักศึกษา Peskam ซึ่งประกอบด้วยนักเรียน 300 คนและแต่ละชั้นเรียนประกอบด้วยนักเรียน 30 คน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยนี้เป็นนักเรียน Peskam จำนวน 2 ใน 10 ชั้นเรียนที่ STAIN Samarinda เครื่องมือที่ใช้ แบบสอบถาม การรวบรวมข้อมูล แบบทดสอบ จากผลการวิจัยสรุปได้ว่าวิธี STAD คือวิธีการสอนที่มีประสิทธิภาพสำหรับการสอน คำศัพท์ให้กับนักเรียนภาคเรียนแรกของ Peskam STAIN Samarinda และ STAD สามารถดึงดูด ผู้เรียนให้กระตือรือร้นมากขึ้นในกระบวนการสอนและการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นความสามารถในการเรียนรู้ คำศัพท์ Daraiati (2019) ได้ทำการวิจัยเรื่อง The use of students team achievement division (STAD) model in improving the students vocabulary of the first year students of mts. didi labukkang parepare มีว ัตถุประสงค์เพื่อหาการใช้แบบจำลอง Student Teams Achievement Division (STAD) ที่สามารถปรับปรุงคำศัพท์ของนักเรียนของนักเรียนชั้นปีที่ 1 ของ Mts DDI Labukkang Parepare ประชากรของงานวิจัยนี้คือนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ของ Mts DDI Labukkang Parepare เครื่องมือที่ใช้ Pre-Post test การเก็บรวบรวมข้อมูล Pre-Post test วิธี วิเคราะห์ข้อมูล การให้คะแนนนักเรียนก่อนสอบและหลังสอบ สรุปผลวิจัยได้ว่า คุณภาพของนักเรียน ในด้านคำศัพท์ดีขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงที่ "ยากจนมาก" เป็น "ดีมาก" โดยใช้แผนกผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนของนักเรียนในการให้การรักษา ผลการทดสอบ T โดยที่ค่า t-test เท่ากับ 2.969 เทียบกับ ttable เท่ากับ 2.145 ที่ระดับนัยสำคัญและระดับความเป็นอิสระ (df) เท่ากับ 14 Ishtiaq, Ali, and Salem (2017) ได้ทำการวิจัยเรื่อง An Experimental Study of the Effect of Student Teams Achievement Divisions (STAD) on Vocabulary Learning of EFL Adult Learners มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบการเรียนรู้คำศัพท์ของนักเรียนในวิทยาลัยชุมชน Unaizah ประเทศซาอุดีอาระเบีย กลุ่มทดลองมีนักเรียน 33 คน ในขณะที่กลุ่มควบคุมมีนักเรียน 32


44 คน เครื่องมือที่ใช้ Pre-Post test การเก็บรวบรวมข้อมูล นักวิจัยถูกใช้เป็นการทดสอบก่อนและหลัง การทดสอบเพื่อดูว่ามีความแตกต่างระหว่างการทดลองจำนวน 40 ข้อ ข้อละ 1 คะแนน วิธีวิเคราะห์ ข้อมูลการวิเคราะห์พบว่าคะแนนก่อนและหลังการทดสอบของกลุ่มควบคุมมีความแตกต่างกัน เล็กน้อย ความแตกต่างระหว่างคะแนนเฉลี่ยก่อนการทดสอบ (12.06) กับคะแนนหลังการทดสอบ (14.90) ไม่มีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 (p = 0.195 > 0.05) ซึ่งหมายความว่าไม่มีความแตกต่างที่มี นัยสำคัญระหว่างคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มควบคุมแบบกลุ่มก่อนสอบและกลุ่มเดียวกันหลังสอบในด้าน คำศัพท์ สรุปผลวิจัยได้ว่าการใช้ CL มีผลในเสริมสร้างคำศัพท์ของผู้เรียน EFL ของซาอุดิอาระเบีย นักศึกษาในกลุ่มทดลองอย่างมีนัยสำคัญทำได้ดีกว่านักเรียนในกลุ่มควบคุมหลังสอบในด้านคำศัพท์ ความสำเร็จ Ramadhanti, Yufrizal, and Munifatullah (2020) ได้ทำการวิจัยเรื่อง Improving students’ achievement in vocabulary through Students-Teams Achievement Divisions (STAD) at SMPN 8 Bandar Lampung มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเนื้อหาคำประเภทใดที่ปรับปรุง มากที่สุดหลังจากสอนโดยใช้เทคนิค STAD ประชากรนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของ SMPN 8 Bandar Lampung เครื่องมือที่ใช้การทดสอบคำศัพท์ก่อนสอบและหลังสอบ (T-Test) การเก็บ รวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยทำคะแนนสอบก่อนสอบและหลังสอบของนักเรียนแล้วคำนวณค่าเฉลี่ย วิธี วิเคราะห์ข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การคำนวณทางสถิติ เช่น การทดสอบการวัดซ้ำเพื่อวัดข้อมูล ใช้ เพื่อดูว่าเทคนิค STAD สามารถปรับปรุงผลสัมฤทธิ์ทางคำศัพท์ของนักเรียนได้หรือไม่ ผู้วิจัยยังใช้การ ทดสอบความปกติเพื่อค้นหาว่าข้อมูลมีการแจกแจงแบบปกติหรือไม่ ข้อมูลได้รับการทดสอบโดยใช้ สูตร Kolmogorov-Smirnov Formula (SPSS16.0) ตัวอย่างเดียวเพื่อทดสอบความปกติของข้อมูล ในขณะเดียวกันเพื่อวิเคราะห์ว่าเนื้อหาประเภทใดที่ปรับปรุงมากที่สุดหลังจากสอนโดยใช้เท คนิค STAD ผู้วิจัยใช้ One-Way ANOVA ใน SPSS 16.0 สำหรับ windows ในการคำนวณผลลัพธ์ สรุปผล วิจัยได้ว่ามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านคำศัพท์ของนักเรียนดีขึ้นหลังจากสอนโดยใช้เทคนิค STAD สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 8 ของ SMPN 8 Bandar Lampung งานวิจัยนี้มีเนื้อหาคำที่ใช้ วัดอยู่ 4 ประเภท ได้แก่ กริยา คำนาม คำคุณศัพท์ และคำวิเศษณ์ เทคนิค STAD มีผลดีต่อประเภท กริยาของคำในเนื้อหา คะแนนของคำนามคือ 211 ในการทดสอบก่อนการทดสอบและมันเป็น 278 ในการทดสอบหลังการทดสอบ การปรับปรุงในแนวคิดหลักได้รับการพิสูจน์โดยใช้การคำนวณ OneWay ANOVA บน SPSS 16.0 สำหรับ windows


45 Maidah (2020) ได้ทำการวิจัยเรื่อง THE influence of using STAD (student team achievement division) towards student’s vocabulary mastery at the second semester of eighth grade of smpn 6 kotabumi in the academic year 2019/2020 มีวัตถุประสงค์เพื่อ ค้นหาว่าการใช้ STAD (Student Team Achievement Division) มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้คำศัพท์ ของนักเรียนในภาคเรียนที่ 2 ของ SMPN 6 Kotabumi เกรดแปดในปีการศึกษา 2019/2020 หรือไม่ ประชากรนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 SMPN 6 Kotabumi เครื่องมือที่ใช้ แบบทดสอบก่อนและ หลังการทดสอบในรูปแบบการทดสอบปรนัย การเก็บรวบรวมข้อมูลผู้วิจัยใช้เครื่องมือทดสอบก่อน และหลังการทดสอบในรูปแบบการทดสอบปรนัย ข้อสอบก่อนสอบและหลังสอบมีทั้งหมด 20 รายการ วิธ๊วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ SPSS เพื่อคำนวณตัวอย่าง t-test ที่เป็นอิสระ สรุปผลวิจัยได้ว่าการใช้ STAD (Student Team Achievement Division) มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อความเชี่ยวชาญด้าน คำศัพท์ของนักเรียนที่ SMPN 6 Kotabumi เกรดแปดในปีการศึกษา 2019/2020 จากการศึกษางานวิจัยต่างประเทศ พบว่ามีสาระสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ ภาษาอังกฤษ โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ทำให้นักเรียนเกิดความสนใจ กล้า แสดงออก กล้าอภิปราย และเกิดแรงจูงใจในการเรียน เนื่องจากนักเรียนได้ทำงานร่วมกันกับเพื่อนใน กลุ่ม ได้อภิปรายแลกเปลี่ยนความรู้ มีความกล้าแสดงออก และผลจากการใช้เทคนิค STAD พบว่า นักเรียนมีความเข้าใจ และพัฒนาการทางด้านคำศัพท์ที่ดีขึ้น


46 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย รูปแบบการวิจัย วิจัยเรื่องการพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย จังหวัดสมุทรสาคร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น (Pre-experimental research) ซึ่งใช้รูปแบบ กลุ่มทดลองกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังทดลอง (The one group, pre-test-post-test design) โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ O1E = การทดสอบก่อนเรียน X = การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD O2E = การทดสอบหลังเรียน ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประชากรในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย จังหวัดสมุทรสาคร ที่กำลังเรียนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน(อ22102) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 2 ห้อง รวม 88 คน


Click to View FlipBook Version