86
ตารางที่ 12 คะแนนเฉลยี่ และร้อยละของความสามารถในการโตแ้ ยง้ เชงิ วทิ ยาศาสตร์
ทา้ ยวงจรปฏิบัติการที่ 1
ขอ้ ส่วนประกอบ คะแนนเฉลยี่ รายขอ้ รวม
ขอ้ 1 ขอ้ 2 (4) ร้อยละ
1 ข้อกลา่ วอ้าง (10) (10)
การให้เหตผุ ลสนบั สนนุ 1.23 1.15 2.38 59.50
0.85 0.92 1.77 44.25
2 ขอ้ โต้แย้ง (เหตผุ ลสนบั สนุนการโตแ้ ยง้ ) 1.00 1.00 2.00 50.00
3 การใหเ้ หตุผลสนับสนนุ เพอื่ โตแ้ ย้งกลบั 0.46 0.38 0.84 21.00
4 หลกั ฐานสนับสนนุ ขอ้ กล่าวอา้ ง 0.85 1.00 1.85 46.25
4.39 4.45 8.84
รวม 43.90 44.50 44.20
ร้อยละ
จากตารางที่ 12 ในวงจรปฏิบัติการที่ 1 พบว่านักเรียนที่เรียนด้วยการ
จัดการเรียนรูแ้ บบ AATS เสริมด้วยการ์ตูนแนวคิดมีความสามารถในการโต้แย้งเชิงวิทยาศาสตร์ท้าย
วงจรหน่วยการเรียนรู้ สิ่งมีชีวิต โดยรวมมีคะแนนเฉลี่ย 8.84 (ร้อยละ 44.20) โดยแยกตาม
สว่ นประกอบเรยี งลาดบั ความสามารถจากนอ้ ยไปหามาก ดังน้ี การใหเ้ หตุผลสนับสนนุ เพอ่ื โต้แย้งกลับ
คะแนนเฉลี่ย 0.84 (ร้อยละ 21.00) การให้เหตผุ ลสนับสนุนข้อกล่าวอ้าง คะแนนเฉลย่ี 1.77 (ร้อยละ
44.25) หลักฐานสนับสนุนข้อกลา่ วอ้าง คะแนนเฉลี่ย 1.85 (ร้อยละ 46.25) ข้อโต้แย้ง คะแนนเฉลี่ย
2.00 (รอ้ ยละ 50.00) และ ขอ้ กลา่ วอ้าง คะแนนเฉลี่ย 2.38 (ร้อยละ 59.50)
2.1.2 ข้อมลู จากการตรวจใบงานในขั้นประเมนิ ผล นกั เรยี นเขียนขอ้ กลา่ ว
อ้างและบอกเหตุผลได้ แตพ่ บวา่ เหตุผลสนับสนุนยังเขียนไม่ชัดเจน นกั เรยี นส่วนใหญ่ไมไ่ ด้อธิบายและ
ยกตัวอย่างให้ชัดเจน ไม่มีการให้คาอธิบายสนับสนุนที่เป็นวิทยาศาสตร์ มีนักเรียนบางส่วนที่เขียน
คาอธบิ ายทางวิทยาศาสตร์ แต่ไม่สามารถนามาประยกุ ต์ใช้หรืออธิบายเหตุการณ์ในสถานการณ์ได้ดัง
ตัวอย่างประกอบกจิ กรรมการเรียนรู้ตอ่ ไปนี้
87
(น.11 (หญิง) มนี าคม 2564: เอกสารประกอบกิจกรรมที่ 3.1 ตอนที่ 1 )
(น.1 (ชาย). มีนาคม 2564: เอกสารประกอบกิจกรรมที่ 3.1 ตอนที่ 2 )
88
(น.1 (ชาย). มนี าคม 2564: เอกสารประกอบกิจกรรมที่ 3.1 ตอนท่ี 2 )
(น.1 (ชาย). มีนาคม 2564: เอกสารประกอบกจิ กรรมท่ี 3.1 )
2.1.3 ข้อมูลจากผชู้ ่วยวิจยั ดงั นี้
“…นักเรียนไม่กระตือรือร้นในการตอบคาถามในการโต้แย้ง มีส่วน
รว่ มในการแสดงความคิดเห็นน้อยมาก ขาดความเข้าใจในการโต้แย้ง ควรใหน้ กั เรยี นมีสว่ นร่วมในการ
โต้แย้งมากขึ้น การโต้แย้งครูต้องสรปุ ใจความสาคญั จับใจความให้นกั เรียน ครูต้องชว่ ยอธิบายขน้ั ตอน
การโต้แย้งให้นักเรียนเขา้ ใจบทบาทของตนเองมากขึ้น…”
(ผชู้ ่วยวจิ ยั . 3 มีนาคม 2564: สังเกต)
89
2.1.4 ข้อมลู จากการสัมภาษณ์นักเรยี น ดังน้ี
“…การโตแ้ ย้งตอนแรกไม่เข้าใจว่าครูใหท้ าอะไรคะ่ แต่พอเห็นเพื่อน
ตอบก็ลองตอบบ้าง เพราะเราก็อยากให้เหตุผลที่เราเห็นด้วย หรือ ไม่เห็นด้วย และได้แสดงความ
คดิ เหน็ ตอนแรกๆกไ็ มก่ ล้าพูดเหมือนกนั ตอนจับค่คู ยุ กันก็เลยลองคุยกับเพอ่ื นดูเพื่อนก็ชวนพูดแล้วก็
อยากนาเสนอความคิดเห็นบา้ ง…”
(น.7 (หญิง). 15 มนี าคม 2564: สมั ภาษณ์)
2.1.5 ขอ้ มลู จากการสังเกตและบนั ทึกหลงั การจัดการเรียนรู้ของผวู้ ิจยั ดงั น้ี
ผู้วิจยั มคี วามเห็นวา่ นกั เรยี นสว่ นใหญม่ คี วามสนใจในการทากจิ กรรม
สามารถสอ่ื สารและโต้แย้งปากเปลา่ ได้ในกจิ กรรมในช้ันเรยี นแตข่ าดทกั ษะในการเขยี นและจับใจความ
สาคญั ทาใหก้ ารบันทกึ ผลการโต้แยง้ เป็นไปอย่างล่าชา้ ในแผนการจัดการเรียนร้ทู ่ี 2 และ 3 นักเรียน
ปฏิบตั ิกจิ กรรมไดเ้ ร็วข้นึ มีสว่ นรว่ มในการโต้แย้งมากข้ึน สามารถโต้ตอบข้อกล่าวอา้ งของเพ่ือนโดยใช้
หลักฐานมาอา้ งองิ ได้ และสามารถให้เหตุผลประกอบท่ีเป็นวิทยาศาสตร์ในการโตแ้ ย้งได้ในขณะท่ีทา
การโต้แย้งปากเปล่า การเลือกตัวเลือกทีเ่ ห็นด้วยกบั ตวั ละครนักเรียนส่วนใหญ่ตอบถูกต้องแตใ่ ห้เหตุ
ผลได้ถูกต้องน้อยมาก หลักฐานที่มาประกอบพร้อมกบั คาอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ที่ตอบมาในใบงาน
เขยี นไมช่ ัดเจน
2.2 นกั เรยี นชืน่ ชอบสถานการณก์ าร์ตนู แนวคิด
2.2.1 ขอ้ มลู จากการสัมภาษณน์ ักเรียน ดังนี้
“…การต์ ูนอ่านแล้วเข้าใจ ภาพดงู า่ ย หน้าตาครตู อ้ งวาดให้สวยกว่าน้ี
เพมิ่ สเี ส้อื เปล่ียนชดุ ใหต้ ัวละคร ฟองคาพูดอา่ นแลว้ เข้าใจ…”
(น.11 (หญงิ ). 15 มีนาคม 2564: สัมภาษณ์)
2.3 นักเรียนไม่เข้าใจบทบาทในการอภปิ รายจบั คู่ ขาดความกระตือรือร้นในการ
สื่อสารเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในสถานการณ์การ์ตูนแนวคิด มีส่วนร่วมในการอภิปรายโต้แย้ง
นอ้ ยเกนิ ไปโดยมีข้อมลู ดงั นี้
2.3.1 ข้อมลู จากผ้ชู ว่ ยวิจยั ดงั นี้
“…นักเรียนไม่กระตือรือร้นในการอภิปรายแบบจับคู่ ควรให้
นักเรียนมีส่วนร่วมในการตอบคาถามแสดงความคิดเห็นโต้แย้งมากขึ้น ครูต้องมีการเสริมแรงให้
นักเรียนอยากมีส่วนร่วม ครูควรให้โอกาสนักเรียนทุกกลุ่มได้แสดงความคิดเห็นและโต้แย้งกันใน
ระดบั ช้ันเรียนมากกวา่ น้ี…”
(ผูช้ ่วยวจิ ัย. 15 มีนาคม 2564: สงั เกต)
90
2.3.2 ขอ้ มลู จากการสมั ภาษณน์ กั เรยี น ดังนี้
“…คาถามทีค่ รูถามเกย่ี วกับภาพ หนูตอบได้ ตอนสนทนาครั้งแรกไม่
เข้าใจว่าต้องคุยกันแบบไหนแตค่ รูอธิบายเพ่ิมเติมแล้วเข้าใจมากขึน้ รู้ว่าต้องทาอะไร และกิจกรรมที่
ทาก็สนกุ โดยเฉพาะกจิ กรรมสตั วป์ ระหลาดทใี่ หว้ าดรูปลูกค่ะ ตอนเลือกการ์ตนู ส่วนมากหนูเลือกแล้ว
ตอบถกู ไมไ่ ดเ้ ปล่ยี นใจ…”
(น.11 (หญิง). 15 มนี าคม 2564: สัมภาษณ)์
2.4 นกั เรียนเขยี นโตแ้ ยง้ เชงิ วิทยาศาสตร์ตามสว่ นประกอบได้ไม่ถกู ตอ้ งและไม่
ครบถ้วนทุกส่วนประกอบของการโต้แย้งเชิงวิทยาศาสตร์ เขียนใบงานการโต้แย้งในขั้นประเมินผล
เสรจ็ ไมท่ ันเวลาที่กาหนดเนื่องจากขาดความรู้ความเข้าใจในการเขียน ไม่เข้าใจในส่งิ ที่ต้องเขียนโดยมี
ขอ้ มูลดังน้ี
2.4.1 ข้อมลู จากการตรวจใบงานโดยผวู้ จิ ยั (ดังภาพตวั อย่างในข้อที่ 2.1.2)
ผู้วิจัยพบวา่ นกั เรียนเขียน ขอ้ กล่าวอา้ งและบอกเหตุผลได้ แต่พบว่า
เหตผุ ลสนบั สนุนยงั เขียนไม่ชัดเจน นักเรยี นสว่ นใหญไ่ ม่ไดอ้ ธบิ ายและยกตวั อย่างใหช้ ัดเจน ไม่มีการให้
คาอธิบายสนับสนุนท่ี เป็นวิทยาศาสตร์ มีนักเรียนบางส่วนที่เขียนคาอธิบายทางวิทยาศาสตร์แต่ไม่
สามารถนามาประยุกต์ใช้หรืออธิบายเหตุการณ์ในสถานการณไ์ ด้
2.4.2 ขอ้ มูลจากผู้ชว่ ยวิจยั ดงั น้ี
“…เมอ่ื แจกใบกิจกรรมการต์ ูนแนวคดิ หลังทากิจกรรมนักเรียนดูเหนือ่ ย
ใบกิจกรรมต้องใช้ทักษะในการเขียนนักเรียนทาใบกิจกรรมล่าช้า บางคนหยอกล้อกันในช่วงท้าย
นักเรียนสว่ นใหญ่ทาใบงานเสรจ็ ไม่ทนั ตามที่กาหนด…”
(ผชู้ ่วยวิจยั . 13 มีนาคม 2564: สงั เกต)
2.4.3 ขอ้ มลู จากการสัมภาษณ์นกั เรยี น ดังน้ี
“…โจทย์คาถามสนบั สนุนความคดิ เห็นของหนู อยากให้ครูถามวา่ ทาไม
จึงเลือกเชื่อตัวละครนี้ ตรงช่องแรกถ้าครูถามหนูว่าเลือกตัวละครนี้เพราะอะไร หนูจะเข้าใจได้เลย
ตารางเข้าใจยาก หนไู มร่ ู้วา่ มนั จะต้องเขียนยังไง อยากใหม้ เี สน้ ใหห้ นูด้วยค่ะ จะไดเ้ ขียนง่ายขนึ้ …”
(นกั เรยี นหญงิ . 15 มีนาคม 2564: สมั ภาษณ)์
“…ใบงานโต้แย้งครั้งแรกทีเ่ ห็นตารางอ่านคร้ังแรกไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจคาว่า
ข้อโตแ้ ยง้ ในครงั้ แรกได้ถามเพือ่ นกลมุ่ เดยี วกนั อธบิ าย อยากใหค้ รูใช้คาถามท่ีง่ายขึน้ พูดวา่ ใครถกู ใคร
ไมถ่ กู แต่ใบงานเขยี นเยอะค่ะเขียนไม่ทนั เพอ่ื นคนอ่นื ก็ทาเสร็จไม่ทนั เหมอื นกัน ใบงานสุดท้ายอยาก
ให้เอากลบั ไปทาเป็นการบ้านไดค้ ่ะ…”
(นักเรียนหญงิ . 15 มีนาคม 2564: สัมภาษณ)์
91
3. สง่ิ ท่ีนามาพฒั นา
3.1 เพือ่ ให้นักเรยี นมีความร้คู วามเข้าใจเก่ยี วกบั บทบาทและหน้าทขี่ องตนเอง
ในกระบวนการโตแ้ ย้งมากขนึ้ และช่วยใหน้ กั เรยี นมีความเขา้ ใจในการเขยี นโตแ้ ยง้
3.1.1 ครูอธบิ ายสว่ นประกอบการโตแ้ ย้งเพิ่มเติม
3.1.2 ครูยกตัวอยา่ งการเขยี นโต้แยง้ ทีถ่ ูกต้องให้นกั เรียนเปน็ ตัวอยา่ งนอก
เวลาท่นี ัดเก็บข้อมลู
3.1.3 ครูแสดงตวั อยา่ งการนามโนทศั น์ไปใชเ้ พื่ออธบิ ายปรากฏการณ์ หรอื
เหตกุ ารณใ์ นชีวิตประจาวัน เปดิ โอกาสให้นักเรยี นสอบถามในประเด็นทยี่ งั ไม่เข้าใจ
3.2 ขนั้ ตอนในการจดั การเรยี นรแู้ บบ AATS ขัน้ ท่ี 2 ตรวจสอบมโนทศั นเ์ ดมิ
นกั เรยี นมีส่วนรว่ มในการแสดงความคดิ เห็นในกระบวนการโตแ้ ยง้ น้อยเกนิ ไป มแี นวทางแกไ้ ขดงั น้ี
3.2.1 ผวู้ จิ ยั เพิ่มรายละเอยี ดสาคญั ในกระบวนการโตแ้ ย้งโดยเปลยี่ นแปลง
ลาดบั ข้นั ตอนในการโต้แย้งเพิ่มเตมิ เพื่อเปิดโอกาสให้ผเู้ รยี นได้แสดงความคดิ เห็นมากข้ึน
3.2.2 ผู้วจิ ยั เพิม่ ขน้ั ตอนในการโต้แยง้ จากการทเ่ี ราเลอื กเห็นด้วยกบั ตัว
ละครใดตัวละครหนึ่งเป็นเพิ่มเติมให้นกั เรยี นนาเสนอข้อมูลโต้แย้งทัง้ ด้านเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยจน
ครบทุกตวั ละคร เมื่อนกั เรียนเกิดความชานาญกส็ ามารถดาเนนิ ข้นั ตอนนใ้ี ห้เป็นไปตามเวลาทก่ี าหนด
3.3 นกั เรียนมีสว่ นรว่ มในการโตแ้ ย้งน้อย ไม่กระตอื รือรน้ ทีจ่ ะมีสว่ นร่วมในการ
แสดงขอ้ โตแ้ ยง้ มีแนวทางแกไ้ ขดังนี้
3.3.1 ผูว้ ิจยั ได้อธิบายถงึ ความสาคัญของการโตแ้ ยง้ และสว่ นประกอบและ
แสดงตัวอย่างคาตอบการแย้งในสถานการณ์ว่านามาใช้อย่างไร เพื่อให้นักเรียนเข้าใจเพิ่มมากขึ้น
ให้คะแนนโบนสั เพื่อจูงใจนักเรยี นที่ให้ส่วนรว่ มในการโต้แย้งในแต่ละครั้งมีการกล่าวเสริมแรงยกยอ่ ง
ชมเชยนักเรียนท่ีมีความกล้าแสดงออก
3.4 ข้นั ตอนในการจดั การเรยี นร้แู บบ AATS ข้ันท่ี 6 ขั้นประเมินผล นกั เรยี นไม่
สามารถดาเนินการเขียนโต้แย้งการต์ ูนในสถานการณ์ใหม่ได้ทันเวลาเวลาที่กาหนด มีแนวทางแก้ไข
ดงั น้ี
3.4.1 ครูเปล่ียนแปลงรปู แบบการประเมินผลโดยเสนอสถานการณก์ ารต์ ูน
แนวคดิ ใหน้ กั เรียนนาใบงานในขัน้ ที่ 6 กลบั ไปทาเปน็ การบ้าน หรือทานอกเวลา และนากลับมาตรวจ
เฉลยในคาบกิจกรรมโฮมรูม เนือ่ งจากผู้วิจยั เปน็ ครปู ระจาชน้ั
3.5 ความสวยงามและความน่าดึงดูดของตัวละครยงั มีรายละเอียดน้อยเกนิ ไป
มีแนวทางแกไ้ ขดงั นี้
92
3.5.1 ผู้วิจัยได้ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวาดภาพและลงสีของตัวละคร
ออกแบบชุดตัวละคร เปลีย่ นหน้าตาและอารมณ์ของตัวละครใหเ้ ขา้ กับสถานทแ่ี ละสถานการณ์การ์ตนู
3.6 นักเรียนส่วนใหญ่จับประเดน็ ทีจ่ ะเขียนไม่ได้ เขียนใบงานไมท่ ันโดยเฉพาะ
มีแนวทางแก้ไขดงั นี้
3.6.1 ผู้วิจัยเปลี่ยนรูปแบบของตารางบันทึกผลการโต้แย้ง เพิ่มจานวน
บรรทัดเพอ่ื ให้นักเรยี นเขียนตอบได้สะดวก
3.6.2 เปลี่ยนจากการจดชอ่ื นกั เรียนบนกระดานอย่างเดียวเพ่มิ รายละเอียด
ให้นักเรียนบันทึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การอภิปรายของเพื่อน ให้ใช้ช่องเขียนเครื่องหมายถูกแทนการ
เขยี นคาว่าเหน็ ด้วย หรอื ไม่เหน็ ด้วยในแตล่ ะตวั ละคร
3.6.3 เพิ่มการโตแ้ ยง้ ท่เี ห็นแย้งกบั ทุกตัวละครเข้ามาทให้นกั เรยี นนาเสนอ
ข้อมูลโต้แย้งทั้งด้านเห็นด้วย และไม่เห็นด้วยทุกตัวละคร ครูปรับคาถามในใบกิจกรรมที่ 1 ที่ทาให้
นักเรียนเกิดความสับสน ใชค้ าท่เี ข้าใจง่ายข้ึนเปลี่ยนคาถาม “ฉนั เลอื กออกเสยี งกบั ตัวละครใด” เป็น
“ฉันเชื่อคากล่าวอ้างของใคร” และ เปลี่ยนจากคาถาม “ข้อโต้แย้งของฉัน/บอกเหตุผลสนับสนุน”
เป็น “ฉนั เลือกเชอื่ ตัวละครน้ีเพราะอะไร มเี หตุผลหรอื หลักฐานอะไรท่ที าให้ฉันเชื่อแบบนัน้ ”
4. การอภปิ รายผล
เมือ่ เสรจ็ สนิ้ วงจรปฏิบตั ิการท่ี 1 ของการปฏบิ ตั วิ จิ ัยการพัฒนากิจกรรมการ
เรียนรูแ้ บบ AATS เสรมิ ด้วยการต์ ูนแนวคิด วชิ าวิทยาศาสตร์ช้นั ประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยการเรียนรู้
สิ่งมีชีวิต ผู้วิจัยได้นาข้อมูลที่รวบรวมได้ตามหลักสามเส้ามาวิเคราะห์ด้วยการแจกแจงข้อค้นพบท่ี
สาคัญในเชงิ พรรณนาวิเคราะห์เพื่อประเมินสภาพทีเ่ กิดขึน้ พบวา่ ในภาพรวมนักเรียนสามารถปรับตวั
เขา้ กับกิจกรรมการเรยี นรทู้ คี่ รูจดั ใหไ้ ดค้ อ่ นขา้ งดี มีความสนใจใฝ่เรยี นร้อู ยใู่ นระดับปานกลาง ให้ความ
ร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นในการโต้แย้งร่วมมือปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ตามใบงานที่ได้รับ
สาเร็จลุล่วงทุกกิจกรรม นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการร่วมกิจกรรมในชั้นเรียน นักเรียนกลุ่ม
เกง่ กล้าออกมานาเสนอความคิดเห็นโต้แย้งหนา้ ชน้ั เรยี น นักเรียนทเี่ รยี นออ่ นยังมสี ่วนร่วมในการเสนอ
ความคิดเห็นโต้แย้งน้อย ไม่กล้านาเสนอความคิดเห็นของตนเองหน้าชั้นเรียน ขณะมีเพื่อนออกมา
นาเสนอการโตแ้ ย้งหนา้ ชัน้ เรยี นนักเรียนทเ่ี รยี นออ่ นไม่ให้ความสนใจเทา่ ท่ีควร บางคนกงั วลกับการจด
บันทึกกิจกรรม เพราะเป็นการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ที่นักเรียนยังไม่คุ้นเคย ทาให้ขาดทักษะ
ความชานาญในการเขียนบรรยายและการแสดงออกหน้าชน้ั เรียน เมื่อผู้วิจยั ได้ดาเนนิ การแก้ไขปัญหา
ระหว่างการดาเนินกิจกรรมโดยการคอยให้คาแนะนาช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด ยกย่องชมเชยเม่ือ
นักเรียนทาสาเร็จ รวมถึงการควบคุมชั้นเรียนของผู้วิจัยพบว่าผู้เรียนมีความตัง้ ใจสูงขึ้นและพยายาม
ปฏบิ ัตกิ จิ กรรมให้สาเร็จทนั เวลาในแผนต่อ ๆ มานักเรยี นมที กั ษะในการเขียนรายงานการโต้แย้งดีข้ึน
93
เรื่อย ๆ นักเรียนกลุ่มปานกลางจะเป็นผู้ลงมือทากิจกรรมร่วมกับนกั เรยี นที่เรียนเก่ง ส่วนนักเรียนท่ี
เรียนอ่อน พยายามชว่ ยเหลือเพือ่ นในกล่มุ ปฏิบัติงานจนสาเรจ็
พฤติกรรมการโตแ้ ย้งในชั้นเรียนเมื่อให้นักเรียนจับคู่อภิปรายนักเรียนยังไมท่ ราบ
บทบาทหน้าที่ของตนเองในขั้นแรกแต่ผู้วิจัยได้ให้การช่วยเหลืออธิบายบทบาทแสดงวิธีการในการ
สื่อสารเพื่อที่จะอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันพบว่านักเรียนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นได้
มากขนึ้ การโต้แย้งในชัน้ เรยี นในประเด็นของตวั ละครแต่ละตัวท่ีผูว้ ิจัยไดน้ าเสนอนักเรียนกลุ่มเก่งบาง
คนพยายามออกมาเสนอแนวคิดตนเองมากกว่า 1 คร้งั ในขณะที่นักเรียนกลมุ่ อ่อนพยายามหลบเลี่ยง
ที่จะออกมานาเสนอข้อโต้แย้งหน้าชั้นเรียน การโต้แย้งหน้าชั้นเรียนนักเรียนแสดงพฤติกรรมการ
โต้แย้งไดค้ รบตามส่วนประกอบของการโตแ้ ย้ง มกี ารแสดงความคิดเห็นและเสนอขอ้ กล่าวอ้าง มีการ
ระบุหลักฐานชดั เจนและอธิบายดว้ ยเหตุผลที่เป็นวิทยาศาสตร์ได้ เนื่องจากมีผู้วิจัยเป็นผู้ซักถามด้วย
คาถามที่ชัดเจนทาให้ผู้เรียนสามารถแสดงพฤติกรรมเหล่านี้ออกมาได้ค่อนข้างดี การเขียนใบงาน
การโต้แยง้ ตามส่วนประกอบการโตแ้ ย้งพบว่า นักเรียนสามารถเขียนขอ้ คิดเห็นและบอกข้อกล่าวอา้ ง
ใหเ้ หตุผลประกอบความคิดเห็นได้แตไ่ ม่สามารถให้เหตุผลที่เปน็ วิทยาศาสตรไ์ ด้ ไม่สามารถเขียนโน้ม
น้าวให้เพื่อนมาเห็นด้วยได้ เนื่องจากไม่เข้าใจในข้อคาถามและขาดความชานาญในการเขียนไม่
สามารถเขยี นอธบิ ายเหตผุ ลหรือนาเหตผุ ลเชงิ วทิ ยาศาสตรม์ าประกอบหลกั ฐานเพ่อื ให้ดูนา่ เช่อื ถอื
จากผลการจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้สิ่งมีชีวิต ด้วยการ
จัดการเรียนรู้แบบ AATS เสริมด้วยการ์ตนู แนวคดิ แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 1 – 3 ทั้งข้อมูลที่ได้จาก
สิ่งท่ีคน้ พบและสิง่ ที่นามาพฒั นา ทาให้ผูว้ จิ ยั เปลีย่ นแปลงข้นั ตอนการจัดการเรยี นรู้แบบ AATS เสริม
ด้วยการต์ นู แนวคดิ ดงั ตารางที่ 13
ตารางท่ี 13 ข้นั ตอนการจัดการเรียนรู้แบบ AATS ท่มี กี ารเปลยี่ นแปลงใหมโ่ ดยพฒั นาข้นึ จากวงจร
ปฏบิ ัตกิ ารท่ี 1
ขั้นท่ี ขั้นตอนการจัดการเรยี นร้ทู ่ีคงไวแ้ บบเดิม ขัน้ ตอนการจัดการเรียนรู้ที่เปลีย่ นแปลงใหม่
ข้นั ท่ี 1
นาเสนอ 1 . 1 ค ร ู เ ส น อ ส ถ า น ก า ร ณ์ 1.1 ครูนาเสนอสถานการณ์จากภาพการ์ตูน
บริบทปญั หา
(concept ปรากฏการณ์โดยใช้ภาพการต์ ูนแนวคดิ แนวคิด ตั้งคาถามให้นักเรียนแสดงมโนทัศน์เกี่ยวกับ
cartoon)
1.2 นักเรียนแสดงความคิดเห็น สถานการณ์การ์ตูนแนวคิด นักเรียนเห็นด้วยกับใคร
เกี่ยวกับสถานการณ์และปรากฏการณ์ท่ี หรอื ไม่เหน็ ด้วยกับใคร
ครูเสนอ แสดงมโนทัศน์เดิมที่มีอยู่ก่อน 1.2 นักเรียนแสดงมโนทัศน์เดิมที่มีอยู่ก่อน
ออกมา ออกมา เลือกออกเสียงตามความคิดเห็นของตนใน
ตารางการโตแ้ ยง้ ในใบงานตอนท่ี 1 ฉันเช่ือคากล่าว
94
ตารางท่ี 13 ขน้ั ตอนการจัดการเรียนรแู้ บบ AATS ท่ีมกี ารเปล่ยี นแปลงใหมโ่ ดยพัฒนาขึน้ จากวงจร
ปฏิบตั ิการท่ี 1 (ตอ่ )
ขนั้ ที่ ขนั้ ตอนการจัดการเรยี นรู้ ข้นั ตอนการจดั การเรียนรู้ทเ่ี ปลีย่ นแปลงใหม่
ข้ันท่ี 1 ทค่ี งไว้แบบเดมิ
นาเสนอ
บริบทปัญหา อา้ งของใคร (การเลอื กออกเสียง) ฉนั เลอื กเช่ือตวั ละครน้ีเพราะ
(concept
cartoon) อะไร (ขอ้ โต้แย้งของฉัน บอกเหตุผลสนับสนนุ )
ข้นั ที่ 2
ตรวจสอบ 2.1 ครูตั้งคาถาม 2.1 ครูตั้งคาถามเกีย่ วกับสถานการณ์ที่นาเสนอในภาพ
มโนทศั น์เดิม
ของนักเรียน เกี่ยวกับสถานการณ์ท่ี การต์ นู แนวคิด
น าเสนอในภาพการ์ตูน 2.2 นักเรียนตีความจากสถานการณ์ นักเรียนที่มีความ
แนวคดิ คิดเหน็ ตรงกนั จบั คอู่ ภปิ รายเกย่ี วกบั ตัวละครที่เสนอคากล่าวอ้าง
2.2 น ั ก เ ร ี ย น จากสถานการณ์การ์ตูนแนวคิด เพื่อหาเหตุผลสนับสนุนความคิด
ตีความจากสถานการณ์ ของตนตามแนวคาถามเก่ียวกบั สถานการณ์การ์ตูนแนวคดิ
แลกเปลี่ยนความคิดเห็น 2.3 นักเรยี นอภปิ รายคกู่ ับเพอื่ นโดยพจิ ารณาข้อความที่
กับเพื่อนโดยจับคู่และ ตวั ละครนาเสนอทลี ะคน พร้อมลงความเห็นวา่ นักเรียนและเพื่อน
อภิปรายผล แสดงมโน เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย กับคากล่าวอา้ งของตัวละครและบันทกึ
ทัศน์เดิมที่มีมาก่อน เหตุผล หลักฐาน สนับสนุน อภิปรายจนครบตัวละครทั้ง 3 คน
ออกมา และลงข้อสรุปว่าหลงั จากอภิปรายกบั เพื่อนแล้ว นักเรียนจะเลือก
2 . 3 น ั ก เ ร ี ย น เห็นด้วยกับใคร พร้อมเขียนเหตุผลและหลักฐานสนับสนุน (เสร็จ
บันทึกผลการอภิปรายและ ส้นิ การอภิปรายแบบจับค)ู่
นาเสนอผลการอภิปราย 2.4 ครูสงั เกตพฤติกรรมการสนทนาของนกั เรียน กระตุน้
ต่อเพอ่ื นรว่ มช้นั ใหน้ ักเรียนเกิดการ อภิปราย และเดินตรวจคาตอบของนักเรยี นทุก
คนระหวา่ งทากิจกรรมคัดเลอื กนักเรียนท่ีมีแนวความคดิ ใกล้เคยี ง
กับประเดน็ ที่ขัดแยง้ ออกมานาเสนอหนา้ ชั้นเรียน
2.5 ครคู ดั เลอื กตัวแทนนักเรยี นออกมานาเสนอ นกั เรียน
ทงั้ ช้ันเรยี นรว่ มกันอภปิ รายในประเด็นที่เพ่อื นออกมานาเสนอหน้า
ชั้นเรียนเห็นด้วยหรือไม่เห็นดว้ ยกับตัวละครแต่ละตวั พร้อมแสดง
เหตุผลทีเ่ หน็ ดว้ ยหรอื คัดคา้ นบันทึกผลการโต้แยง้ ในช้ันเรียนลงใน
ใบงาน การโตแ้ ย้งของเพอ่ื นร่วมชัน้
95
ตารางท่ี 13 ขนั้ ตอนการจดั การเรียนรูแ้ บบ AATS ท่ีมกี ารเปลีย่ นแปลงใหม่โดยพฒั นาขน้ึ จากวงจร
ปฏิบัตกิ ารที่ 1 (ตอ่ )
ข้ันที่ ขนั้ ตอนการจดั การเรียนรทู้ ่ีคงไวแ้ บบเดมิ ข้นั ตอนการจดั การเรียนรู้ทีเ่ ปล่ียนแปลงใหม่
ขน้ั ท่ี 3 สรา้ ง
ความขดั แยง้ 3.1 ครูแสดงสถานการณ์ท่ี ข้ันตอนการจดั การเรียนรู้ ขนั้ ท่ี 3
ทางปญั ญา
แตกต่างจากคาทานายของนักเรียนและตั้ง สร้างความขดั แยง้ ทางปญั ญา ผู้วจิ ัยยงั คงไว้
ข้ันท่ี 4 สรา้ ง
มโนทัศน์ทาง คาถามเกี่ยวกับสถานการณ์เพื่อให้นักเรียน แบบเดิม (บทบาทของครูในขัน้ นคี้ อื กระต้นุ ให้
วทิ ยาศาสตร์
ประหลาดใจ นักเรยี นมสี ่วนร่วมในการแสดงความคดิ เห็นมาก
ข้ันที่ 5 ปอ้ งกัน
มโนทศั นท์ าง 3.2 นักเรียนพยากรณ์ สร้าง ข้นึ )
วทิ ยาศาสตร์
คาอธิบายทางวิทยาศาสตร์ แสดงความคิด
ขนั้ ที่ 6 การ
ประเมินผล ของตนเองอย่างชดั เจน
4.1 ครูจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขนั้ ตอนการจัดการเรียนรู้ ขน้ั ที่ 4 สร้าง
แบบสืบเสาะ (Inquiry – based learning) มโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ ผู้วิจัยยัง คงไว้
เกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหา เพื่อพิสูจน์ข้อ แบบเดมิ (บทบาทของครใู นข้ันนี้ที่ต้องปฏิบัติให้
กล่าวอา้ ง มากขึ้นคือให้ความช่วยเหลือและกระตุ้นให้
4.2 นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมกับ นกั เรียนมสี ว่ นรว่ มในการทากจิ กรรมกลุม่ )
เพื่อนในกลุ่มเพื่อสร้างค าอธิบายทาง
วิทยาศาสตรจ์ ากผลของการสืบเสาะ
5.1 ครใู ห้ข้อสงั เกตทาง ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ ขั้นที่ 5
วทิ ยาศาสตร์ เสนอสถานการณท์ ี่ขัดแย้ง ปอ้ งกันมโนทศั น์ทางวิทยาศาสตร์ ผวู้ จิ ัยยังคงไว้
5.2 นกั เรียนสรา้ งคาอธิบาย แบบเดมิ
ปกป้องแนวคดิ ทยาศาสตร์
5.3 ครูสาธติ วา่ มโนทัศน์
วทิ ยาศาสตร์นามาใชไ้ ดอ้ ย่างไร
6.1 ครูน าอภิปรายและ 6.1 ครูนาอภิปรายและเปรียบเทียบ
เปรียบเทยี บแนวคิดวิทยาศาสตร์กับแนวคดิ แนวคดิ วิทยาศาสตรก์ บั แนวคิดของนกั เรยี นเอง
ของนกั เรยี นเอง 6.2 นักเรียนเปรียบเทียบแนวคิด
6.2 นักเรียนเปรียบเทียบแนวคิด วิทยาศาสตร์กับแนวคิดตนเอง ค้นพบส่ิง
วิทยาศาสตร์กับแนวคิดตนเอง ค้นพบส่ิง ผิดพลาดทาความเขา้ ใจแนวคิดวทิ ยาศาสตร์
ผดิ พลาด ทาความเข้าใจแนวคดิ วทิ ยาศาสตร์ 6.3 ครูสร้างสถานการณ์ใหม่ด้วย
6.3 ครูสร้างสถานการณ์ใหม่ด้วย การใช้การต์ ูนแนวคิด
การใช้การต์ นู แนวคดิ 6.4 นักเรียนประยุกต์ใช้มโนทัศน์
6.4 นกั เรยี นประยุกตใ์ ช้มโนทัศน์ ใหม่ในสถานการณ์การ์ตูนแนวคิด (มอบหมาย
ใหม่ในสถานการณ์การ์ตูนแนวคิด เป็นการบ้าน)
96
การปฏบิ ัตกิ ารวจิ ยั วงจรปฏบิ ตั ิการท่ี 2
ผู้วิจัยได้ดาเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สังเกตและเก็บรวบรวมข้อมูลตามแผนการจัด
การเรียนรู้ที่ 4 – 6 หลังการปฏิบัติตามกระบวนการของวงจรปฏิบัติการที่ 2 สิ้นสุดลง ผู้วิจัยได้ทา
การทดสอบนักเรียนกลุ่มเป้าหมายด้วยแบบทดสอบวัดความสามารถในการโต้แย้งเชิงวิทยาศาสตร์
ท้ายวงจรปฏบิ ตั กิ าร จานวน 2 ขอ้ ผลการปฏิบัตติ ามวงจรที่ 2 มรี ายละเอียดดงั นี้
1. การพัฒนาความสามารถในการโตแ้ ย้งเชิงวิทยาศาสตร์หนว่ ยการเรยี นรู้ส่ิงมีชีวิตด้วย
การจัดการเรียนร้แู บบ AATS เสรมิ ด้วยการ์ตูนแนวคิด
ผู้วิจัยได้ใช้การจัดการเรียนรู้แบบ AATS ตามรูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน
เป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ได้พัฒนาขึ้นโดยใช้การโต้แย้งในการสอนวิทยาศาสตร์
(Argumentation Approach in Teaching Science, AATS)เสริมด้วยการ์ตูนแนวคิด เพื่อให้
นักเรียนได้พัฒนาความสามารถในการโต้แย้ง โดยเรียนรู้จากสถานการณ์การ์ตูนแนวคิดทีส่ อดคล้อง
กบั บรบิ ทปญั หา นักเรียนได้เกดิ การแลกเปลยี่ นเรียนรู้ ผ่านกระบวนการอภิปรายโตแ้ ยง้ มีความม่ันใจ
ในตนเอง กล้าแสดงความคิดเห็นและคัดค้านแนวคิดที่เห็นต่างโดยใช้เหตุผล ยอมรับความเห็นที่
แตกต่าง ส่งเสริมการอภิปรายความถูกต้องของข้อกล่าวอ้างผ่านปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เรียนรู้ผ่าน
กิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (Inquiry-based learning) ส่งเสริมให้นักเรียนสร้างคาอธิบายเชิง
วิทยาศาสตร์และสร้างมโนทัศน์วิทยาศาสตร์ เปรียบเทียบแนวคิดเดิมกับแนวคิดใหม่ทาให้เข้าใจ
แนวคิดวิทยาศาสตร์ได้ดีข้นึ มีรายละเอยี ดของการจัดกิจกรรมการเรยี นรูด้ งั น้ี
ขั้นที่ 1 การวางแผนการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ (Plan)
ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพเกี่ยวกับสภาพปัญหาในการจัดการเรียนรู้ในวงจร
ปฏิบัตกิ ารท่ี 1 แลว้ นาขอ้ มลู ทไี่ ดม้ าใชใ้ นการวางแผนการจัดการเรยี นรูใ้ ห้มคี วามเหมาะสมกับนักเรียน
และเน้นกระบวนการโต้แย้งเชิงวิทยาศาสตร์ในวงจรการปฏิบัติการที่ 2 ซึ่งจากข้อค้นพบจากการ
ปฏิบัติการวจิ ยั ในวงจรปฏิบัติการที่ 1 ผู้วจิ ยั ได้ปรบั ปรงุ ขอ้ บกพรอ่ งทีเ่ กิดระหวา่ งการจัดการเรียนรู้ใน
แผนการจัดการเรียนรู้วงจรปฏบิ ตั ิการท่ี 1 ดว้ ยการจัดการเรยี นรแู้ บบ AATS เสริมด้วยการต์ ูนแนวคิด
ในแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4-6 โดยครูมีหน้าที่กระตุ้นให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการโต้แย้งมากข้ึน
มสี ว่ นรว่ มในการแสดงความคิดเหน็ มากขึ้น อานวยความสะดวกนกั เรียนในการเขยี นบนั ทกึ การโต้แย้ง
ใช้คาถามที่เขา้ ใจง่ายและเหมาะสมกบั วัยของผู้เรียน งานบางสว่ นสามารถมอบเป็นการบา้ นเพือ่ ประ
หยดั เวลาในการดาเนินกจิ กรรมในช้ันเรยี น กระต้นุ นกั เรยี นกลุ่มปานเรียนกลางและกลุ่มเรียนอ่อนให้
กล้าแสดงออกในการโต้แย้งมากขึ้น สร้างบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตยมีการกล่าวชื่นชมนักเรียน
สร้างความมั่นใจให้นักเรียน ให้นักเรียนตระหนักถึงความสาคัญของการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นซ่งึ กนั
และกัน วางใจเปน็ กลาง ไม่ใช้อารมณ์มาตัดสินหรือเพือ่ โต้แย้งชนะเพื่อน จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ
สืบเสาะที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง กล้าถามข้อสงสัยเกี่ยวกับกิจกรรมที่ตนเองไม่เข้าใจ ในวงจรน้ี
97
ผูว้ ิจัยไม่ได้ให้นกั เรียนเลือกกลุม่ ตามความสมคั รใจ ยงั เป็นกลุม่ ทีค่ ละความสามารถพยายามใหน้ กั เรียน
สร้างความสมั พันธภ์ ายในกล่มุ เรียนรกู้ ารทางานจากเพอื่ นและช่วยเหลือเพอื่ นท่ีออ่ นกว่า
ข้นั ที่ 2 การดาเนินการจัดการเรยี นรู้ (Action)
ผู้วิจัยไดด้ าเนนิ การจัดกิจกรรมการจดั การเรียนรู้ตามแผนการจดั การเรียนรู้ที่ 4-6 โดยมี
ข้อมลู การปฏิบตั กิ จิ กรรมในแตล่ ะแผนการจัดการเรยี นรดู้ งั นี้
1. แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 วิชาวิทยาศาสตร์ตามการจัดการเรียนรู้แบบ
AATS เสริมด้วยการ์ตูนแนวคิด เรอ่ื ง ลักษณะทางพันธกุ รรมของสัตว์
ขน้ั ที่ 1 นาเสนอบรบิ ทปญั หา (concept cartoon)
ครูน าเสนอสถานการณ์จากภาพการ์ตูนแนวคิด เกี่ยวกับลักษณะ
ทางพันธุกรรมของของลูกสุนัขจิ้งจอกในสวนสัตว์ ตั้งคาถามให้นักเรียนแสดงมโนทัศน์เกี่ยวกับ
สถานการณ์การ์ตูนแนวคิด นักเรียนเห็นด้วยกับใคร หรือไม่เห็นด้วยกับใคร นักเรียนแสดงมโนทัศน์
เดิมทีม่ อี ย่กู ่อนออกมา เลือกออกเสียงตามความคิดเห็นของตนในตารางการโต้แยง้ ในใบงานตอนที่ 1
ฉนั เช่อื คากลา่ วอา้ งของใคร(การเลือกออกเสยี ง) ฉนั เลอื กเชือ่ ตัวละครนี้เพราะอะไร (ข้อโต้แย้งของฉัน
บอกเหตุผลสนับสนุน) ดังภาพท่ี 20
ภาพท่ี 20 สถานการณ์การ์ตนู แนวคดิ เรอ่ื ง ลูกของสุนขั จงิ้ จอกครอบครัวน้ีจะมีลักษณะอย่างไร?
98
ขน้ั ที่ 2 ตรวจสอบมโนทศั น์เดมิ ของนักเรยี น
ครูตง้ั คาถามเกย่ี วกบั สถานการณ์ที่นาเสนอในภาพการ์ตูนแนวคิด นักเรียน
ตคี วามจากสถานการณ์ นกั เรียนที่มีความคดิ เห็นตรงกันจบั คู่อภิปรายเกย่ี วกบั ตัวละครท่เี สนอคากล่าว
อ้างจากสถานการณ์การ์ตูน เพื่อหาเหตุผลสนับสนุนความคิดของตนตามแนวคาถามเกี่ยวกับ
สถานการณก์ าร์ตูนแนวคิดลกู สนุ ัขจ้งิ จอกที่ออกมาจะมลี ักษณะอย่างไร
2.1 คขู่ องนกั เรียนสนับสนุนความคดิ ของใคร?
2.2 เพราะเหตใุ ดนักเรยี นจึงเห็นดว้ ยกบั คาพดู ของตวั ละครท่นี ักเรียนเลือก
สนับสนุนความคดิ น้?ี
2.3 มหี ลกั ฐานอะไรบา้ งทสี่ นบั สนุนแนวคิดดงั กล่าว
นักเรียนบันทกึ ข้อสรปุ ที่ได้จากการร่วมอภิปรายลงในใบกิจกรรมที่ 4.1
ตอนที่ 1 ลูกของสุนัขจิ้งจอกครอบครัวนี้จะมีลักษณะอย่างไร?เขียนเหตุผลและหลักฐานสนับสนุน
(เสรจ็ ส้ินการอภปิ รายแบบจบั ค่)ู
ครูสังเกตพฤติกรรมการสนทนาของนักเรียน ใช้คาถามกระตุ้นให้
นักเรียนเกิดการอภิปรายและเดินตรวจคาตอบของนักเรียนทุกคนระหว่างทากิจกรรม คัดเลือก
นกั เรียนทีม่ แี นวความคดิ ใกล้เคียงกับประเดน็ ทีข่ ัดแยง้ ออกมานาเสนอหนา้ ชั้นเรียน
ครูคัดเลือกตัวแทนนักเรียนออกมานาเสนอเกี่ยวกับลักษณะของลูก
สุนัขจิ้งจอกทีจ่ ะเกิดมา แล้วนักเรียนทัง้ ชั้นร่วมกันอภปิ รายว่าเห็นดว้ ยหรือไมเ่ ห็นด้วยกับตวั ละครใน
แต่ละตัว และเห็นด้วยกับเพื่อนที่ออกมานาเสนอหรือไม่เห็นด้วย พร้อมแสดงเหตุผลที่เห็นด้วยหรอื
คดั ค้านเพือ่ น สรุปผลการโต้แย้งหลังจากนักเรียนได้รบั ข้อมูลจากเพือ่ นและอภิปราย นักเรียนเปลี่ยน
ใจทจี่ ะเชอื่ เพือ่ นหรือไม่ บันทกึ ผลการโตแ้ ย้งในชน้ั เรียนลงในใบงาน ข้อท่ี 3 การโตแ้ ยง้ ของเพื่อนร่วม
ชั้น ครูเขยี นชอื่ นักเรียนทเ่ี หน็ ดว้ ยกบั ตัวละครไว้บนกระดานเพือ่ ตรวจสอบหลังทากิจกรรม
ขั้นท่ี 3 สร้างความขัดแยง้ ทางปญั ญา
ครูใช้คาถามที่ไดจ้ ากคาทานายของนกั เรียนและตง้ั คาถามเก่ยี วกับ
สถานการณเ์ พื่อให้นกั เรียนประหลาดใจ นักเรียนสงั เกตรูปรา่ ง หน้าตาของสุนัขจ้ิงจอกวา่ มีลกั ษณะ
อยา่ งไร พ่อและแมส่ นุ ขั จง้ิ จอกมีลักษณะใดท่เี หมือนกนั ลกู สนุ ัขจิ้งจอกเกิดมามลี ักษณะไมเ่ หมอื นพอ่
แม่เลยสกั อยา่ งเป็นไปไดห้ รือไม่ นกั เรยี นพยากรณ์ สร้างคาอธบิ ายทางวิทยาศาสตร์ แสดงความคิด
ของตนเองอยา่ งชดั เจน
ขั้นท่ี 4 สร้างมโนทศั นท์ างวิทยาศาสตร์
ครจู ัดกจิ กรรมการเรยี นรู้แบบสบื เสาะ (Inquiry – based learning)
เกยี่ วกบั สถานการณป์ ัญหา เพื่อพิสจู นข์ ้อกลา่ วอ้าง กิจกรรมท่ี 4.2 สัตว์เล้ียงของฉนั โดยแบ่งนักเรียน
เป็น 3 กลุ่มๆละ 4-5 คน นกั เรียนสงั เกตลักษณะของสัตว์แต่ละชนิดจากรนุ่ พ่อแม่ ใช้ภาพพ่อแม่สัตว์
99
จานวน 3 คู่ ให้นักเรียนแตล่ ะกลุ่มส่งตัวแทนมาหยิบครอบครัวเพือ่ ใช้เป็นรุ่นพ่อและรุน่ แม่ นักเรียน
ช่วยกันสงั เกตลักษณะรนุ่ พอ่ แม่ของสัตว์และบนั ทึกลักษณะที่สังเกตได้ลงในตารางบันทึกลักษณะของ
พ่อแม่ บันทึกผลการสุ่มลักษณะลงในตารางนาลักษณะที่สุ่มได้มาวาดลงในแผ่นกระดาษที่จะนาไป
สร้างเป็นตัวสัตว์เลี้ยงของตน นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมกับเพื่อนในกลุ่มเพื่อสร้างคาอธิบายทาง
วิทยาศาสตร์จากผลของการสืบเสาะ ร่วมกันอภปิ รายถึงลักษณะของสัตว์เลี้ยงรุ่นลูกท่ีเกิดมาจนครบ
ทกุ กล่มุ ครสู มุ่ นกั เรียนออกมาออกนาเสนอเกยี่ วกับลกั ษณะทางพันธุกรรมของสงิ่ มชี ีวิต จานวน 2 กลมุ่
จากนน้ั ใหน้ กั เรยี นทง้ั หอ้ งร่วมกนั สรปุ
ข้ันท่ี 5 ปอ้ งกันมโนทัศน์ทางวทิ ยาศาสตร์
ครูให้ข้อสังเกตทางวิทยาศาสตร์ เสนอสถานการณ์ที่ขัดแย้งจากการทา
กจิ กรรมสัตวเ์ ลีย้ งของฉนั
5.1 รูปร่างหนา้ ตาของลูก ไดล้ ักษณะมาจากใคร
5.2 ลกั ษณะใดบ้างทีล่ กู สัตว์เลย้ี งไดม้ าจากพ่อแม่
5.3 ถ้าไม่ใช่ลักษณะจากพ่อแมข่ องสัตว์เหล่าน้ี แต่เป็นลักษณะทาง
พันธุกรรมในสัตว์ชนิดอื่นจะสามารถผสมพันธุ์และปรากฏได้หรือไม่ เช่นแมวผสมกับสุนัขลูกออกมา
หน้าเป็นแมวแต่เห่าแบบสุนัข เพราะเหตุใด นักเรียนให้เหตุผลสนับสนุน นักเรียนสร้างคาอธิบาย
ปกปอ้ งแนวคดิ วทิ ยาศาสตร์ครูยกตัวอย่างสถานการณ์สัตว์ชนิดอนื่ และสาธิตว่ามโนทัศน์วิทยาศาสตร์
นามาใชไ้ ดอ้ ยา่ งไรโดยให้นกั เรยี นร่วมตอบคาถาม
ขนั้ ที่ 6 การประเมนิ ผล
ครูนาอภิปรายและเปรียบเทียบแนวคิดวิทยาศาสตร์กับแนวคิดเดิมของ
นักเรียนกับแนวคิดใหม่ เรื่อง ลูกของสุนัขจิ้งจอกครอบครัวนี้จะมีลักษณะอย่างไร ซึ่งให้นักเรียนทา
ใบงานในตอนที่ 2 เพื่อเป็นการเปรียบเทียบความรู้ว่านักเรียนมีการเปลี่ยนมโนทัศน์หรือไม่
เมอ่ื เปรียบเทยี บเสรจ็ แล้วใช้คาถามนาอภปิ รายดังน้ี
6.1 ขอ้ กลา่ วอ้างใดที่ถูกตอ้ ง (Claim)
6.2 มขี ้อเทจ็ จริงใดที่สนับสนุน แสดงความสมั พันธ์ระหว่างข้อกล่าวอ้างกับ
ข้อมลู (Data)
6.3 มหี ลกั ฐานยนื ยนั ใดสนบั สนนุ ขอ้ กล่าวอา้ ง (Warrant)
นักเรียนเปรียบเทียบแนวคิดวิทยาศาสตร์กับแนวคิดตนเองโดยใช้
สถานการณ์เดมิ เพ่ือค้นพบส่ิงผดิ พลาด ทาความเข้าใจแนวคิดวิทยาศาสตร์ที่ถกู ตอ้ ง สารวจนักเรียน
วา่ ใครเห็นด้วยกับตวั ละครท่ีกล่าวถูกแต่แรกสารวจนักเรียนท่ีเปลยี่ นใจมาเหน็ ดว้ ยกับตัวละครท่ีกล่าว
ถกู ต้องและสามารถหาเหตุผล หลกั ฐาน คาอธบิ ายท่ีถกู ต้องได้สารวจนักเรียนว่าใครเห็นด้วยกับเจมส์
100
แต่แรก สารวจนักเรียนที่เปลี่ยนใจมาเห็นด้วยกับเจมส์และสามารถหาเหตุผล หลักฐาน คาอธิบายท่ี
ถกู ตอ้ งได้
ครใู หส้ ถานการณก์ าร์ตนู แนวคิดเรื่องใหม่เพือ่ นักเรียนประยุกต์ใช้มโนทัศน์
ใหม่ในสถานการณ์การ์ตูนแนวคิดสถานการณ์ใหม่หลังจากกลับจากสวนสัตว์ได้พบลูกแมวที่มุมตึก
ระหว่างเดินทางกลับบ้าน ลูกแมวตวั นพี้ ลัดหลงมาจากไหน มีใครเอาลูกแมวที่แสนน่ารักมาวางไว้ตรง
มุมตึกกันนะ ลูกน่ารักแบบนี้พ่อแม่จะมีลักษณะอย่างไร ให้นักเรียนเขยี นแสดงความคดิ เห็นและโนม้
น้าวให้เพือ่ นเหน็ ด้วยกับตนเอง หรือเขียนข้อคัดค้าน และเขียนคาอธิบายทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน
ดงั ภาพท่ี 21
ภาพท่ี 21 สถานการณ์การ์ตนู แนวคดิ เรอื่ ง พอ่ แม่ของลกู แมวตวั นีจ้ ะมลี กั ษณะอยา่ งไร?
2. แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 5 วิชาวิทยาศาสตร์ตามการจัดการเรียนรแู้ บบ AATS
เสริมดว้ ยการ์ตูนแนวคดิ เรอื่ ง การปรับโครงสร้างของสิ่งมีชีวิต
ขั้นที่ 1 นาเสนอบริบทปัญหา (concept cartoon)
ครูนาเสนอสถานการณ์จากภาพการ์ตูนแนวคิดสถานการณ์เด็ก ๆ ไป
เทย่ี วสวนสตั วใ์ นวันหยุด และ ไปพบกับหมขี วั้ โลกกบั เพนกวินในโซนสัตวข์ ้วั โลก ต้ังคาถามให้นักเรียน
แสดงมโนทัศน์เกี่ยวกับสถานการณ์การ์ตูนแนวคิด นักเรียนเห็นด้วยกับใคร หรือไม่เห็นด้วยกับใคร
นักเรียนแสดงมโนทัศน์เดิมที่มีอยู่ก่อนออกมา เลือกออกเสียงตามความคิดเห็นของตนในตารางการ
101
โต้แย้งในใบงานตอนท่ี 1 ฉนั เชอื่ คากล่าวอ้างของใคร(การเลือกออกเสียง)ฉนั เลอื กเชื่อตัวละครน้ีเพราะ
อะไร(ข้อโตแ้ ยง้ ของฉัน บอกเหตผุ ลสนับสนนุ ) ดงั ภาพที่ 22
ภาพที่ 22 สถานการณก์ ารต์ นู แนวคดิ เรื่อง หมขี าวและนกเพนกวนิ
อยรู่ อดได้อยา่ งไรในสภาพอากาศหนาวเย็น
ขั้นท่ี 2 ตรวจสอบมโนทัศน์เดมิ ของนักเรียน
ครตู ้ังคาถามเกี่ยวกับสถานการณ์ทน่ี าเสนอในภาพการ์ตูนแนวคิด นักเรียน
ตีความจากสถานการณ์ นกั เรียนทม่ี คี วามคดิ เหน็ ตรงกนั จับคอู่ ภปิ รายเกยี่ วกบั ตัวละครทเี่ สนอคากล่าว
อ้างจากสถานการณ์การ์ตูนเพื่อหาเหตุผลสนับสนุนความคิดของตนตามแนวคาถามเกี่ยวกับ
สถานการณ์การต์ นู แนวคดิ
2.1 คขู่ องนกั เรยี นสนบั สนนุ ความคิดของใคร
2.2 เพราะเหตุใดนกั เรียนจึงเหน็ ด้วยกับคาพูดของตัวละครที่นักเรียนเลือก
สนบั สนุนความคดิ น้ี
2.3 มหี ลักฐานอะไรบา้ งท่สี นับสนนุ แนวคดิ ดังกล่าว
นกั เรยี นบนั ทึกขอ้ สรุปทไี่ ดจ้ ากการรว่ มอภิปรายลงในใบกจิ กรรมที่ 5.1
ตอนท่ี 1 หมขี าวข้ัวโลกและนกเพนกวนิ อย่รู อดไดอ้ ย่างไรในสภาพอากาศหนาวเย็น เขียนเหตุผลและ
หลักฐานสนบั สนนุ (เสร็จสิ้นการอภิปรายแบบจับคู)่
ครูสังเกตพฤตกิ รรมการสนทนาของนักเรยี นกระตุ้นใหน้ กั เรียนเกดิ การ
อภิปรายและ เดิน ตร วจค าตอ บของนั กเรี ยน ทุก คน ระห ว่ าง ท าก ิ จกร รม คั ดเลื อกน ัก เร ียน ท ี ่ มี
แนวความคดิ ใกล้เคียงกับประเดน็ ท่ขี ัดแยง้ ออกมานาเสนอหน้าชั้นเรียน
102
ครูคัดเลือกตัวแทนนักเรียนออกมานาเสนอนักเรียนเกี่ยวกับลักษณะ
โครงสรา้ งของหมขี าวและเพนกวนิ ท้ังช้นั เรียนร่วมกันอภิปรายในประเดน็ ที่เพือ่ นออกมานาเสนอหน้า
ชัน้ เรยี นเหน็ ดว้ ยหรอื ไมเ่ หน็ ด้วยกบั ตวั ละครในแตล่ ะตวั และเหน็ ด้วยกับเพอื่ นทอ่ี อกมานาเสนอหรือไม่
เห็นด้วย พร้อมแสดงเหตผุ ลท่ีเหน็ ด้วยหรือคัดค้านเพ่อื น สรปุ ผลการแย้งหลงั จากนกั เรียนได้รับข้อมูล
จากเพื่อนและอภิปราย นกั เรยี นเปล่ียนใจที่จะเชอื่ เพือ่ นหรอื ไม่ บนั ทึกผลการโต้แย้งในช้ันเรียนลงใน
ใบงาน ข้อที่ 3 การโต้แย้งของเพ่ือนรว่ มชั้น ครูเขียนชื่อนักเรียนทีเ่ หน็ ด้วยกบั ตัวละครไว้บนกระดาน
เพอื่ ตรวจสอบหลังทากจิ กรรม
ขัน้ ท่ี 3 สรา้ งความขัดแยง้ ทางปัญญา
ครูใชค้ าถามทีจ่ ากคาทานายของนกั เรียนและตง้ั คาถามเกย่ี วกับสถานการณ์
เพอ่ื ให้นกั เรยี นประหลาดใจ นักเรยี นสังเกตรูปร่างลกั ษณะหมขี ัว้ โลกและนกเพนกวินวา่ มีโครงสร้างใด
ที่ทาให้มันสามารถอยู่รอดได้ในสภาพอากาศหนาวเย็น นักเรียนพยากรณ์ สร้างคาอธิบายทาง
วทิ ยาศาสตร์ แสดงความคิดของตนเองอยา่ งชดั เจน
ขั้นท่ี 4 สร้างมโนทัศนท์ างวทิ ยาศาสตร์
ครูจดั กจิ กรรมการเรียนรู้แบบสบื เสาะ (Inquiry – based learning)
เกย่ี วกบั สถานการณ์ปัญหา เพ่ือพสิ ูจนข์ อ้ กล่าวอ้าง กิจกรรมที่ 5.2 การปรบั โครงสร้างของสิ่งมีชีวิตใน
ตอนท่ี 1 โดยแบ่งนกั เรยี นเป็น 3 กลุ่ม กล่มุ ละ 3-4 คน สังเกตลักษณะพืชบก และพชื น้า ว่ามีลักษณะ
แตกต่างกนั อย่างไร นาพชื บกลงไปแช่ในน้าและสังเกตวา่ เกิดอะไรขน้ึ จะลอยหรือจม จากนน้ั นาพืชนา้
ไปกดลงในน้าสังเกตว่าจะลอยหรือจม ทดลองซ้า 2 ครั้ง แล้วบันทึกผลลงในตาราง นาเสนอผลการ
ทดลองของแต่ละกลุ่ม กิจกรรมตอนที่ 2 นักเรียนสังเกตบัตรภาพที่มีข้อมูลสิ่งมีชีวิตพร้อมกับแหล่งท่ี
อยู่อาศัยและการปรับตัว ส่งตัวแทนนาเสนอผลการสืบค้นหน้าชั้นเรียน นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมกบั
เพื่อนในกลุ่มเพือ่ สร้างคาอธิบายทางวิทยาศาสตร์จากผลของการสืบเสาะ ร่วมกันอภิปรายถึงลักษณะ
โครงสร้างของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดที่มีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด จากนั้นให้นักเรียนทั้งห้อง สรุป
ร่วมกัน
ข้ันท่ี 5 ปอ้ งกันมโนทัศน์ทางวทิ ยาศาสตร์
ครูให้ข้อสังเกตทางวิทยาศาสตร์ เสนอสถานการณ์ที่ขัดแย้งจากการทา
กจิ กรรม
5.1 สงิ่ มีชีวติ ตา่ งๆ ดารงชีวติ อยใู่ นสิ่งแวดลอ้ มไดอ้ ยา่ งไร
5.2 จากการทากจิ กรรมถา้ เรานาพืชน้ามาปลกู บนบกไดห้ รอื ไม่
5.3 มีหลักฐานใดยนื ยนั สนับสนนุ นักเรียนใหเ้ หตุผลสนบั สนุนนักเรียน
สร้างคาอธิบายปกป้องแนวคิดวิทยาศาสตร์ครูยกตัวอย่างสถานการณ์สัตว์ชนิดอื่นและสาธิตว่ามโน
ทศั น์วิทยาศาสตร์นามาใช้ไดอ้ ยา่ งไรโดยใหน้ ักเรียนร่วมตอบคาถาม
103
ขนั้ ที่ 6 การประเมินผล
ครูนาอภิปรายและเปรียบเทียบแนวคิดวิทยาศาสตร์กับแนวคิดเดิมของ
นักเรียนกับแนวคดิ ใหม่ ซ่ึงใหน้ ักเรยี นทาใบงานในตอนท่ี 2 เพอื่ เป็นการเปรยี บเทยี บความรวู้ ่านกั เรยี น
มกี ารเปล่ยี นมโนทศั นห์ รือไม่ เมื่อเปรยี บเทยี บเสร็จแลว้ ใช้คาถามนาอภิปรายดังน้ี
6.1 ข้อกลา่ วอ้างใดทถ่ี กู ต้อง (Claim)
6.2 มขี ้อเท็จจรงิ ใดท่ีสนบั สนุน แสดงความสัมพันธ์ระหว่างข้อกล่าวอ้างกับ
ข้อมลู (Data)
6.3 มหี ลักฐานยืนยนั ใดสนับสนนุ ขอ้ กลา่ วอา้ ง (Warrant)
นักเรียนเปรียบเทียบแนวคิดวิทยาศาสตร์กับแนวคิดตนเองโดยใช้
สถานการณ์เดิม เพือ่ ค้นพบสิ่งผิดพลาด ทาความเข้าใจแนวคิดวิทยาศาสตร์ท่ีถกู ต้อง สารวจนักเรียน
วา่ ใครเห็นดว้ ยกบั ตัวละครท่ีกล่าวถูกแต่แรกสารวจนักเรยี นท่ีเปลีย่ นใจมาเหน็ ดว้ ยกับตัวละครที่กล่าว
ถูกต้องและสามารถหาเหตุผล หลักฐาน คาอธบิ ายทถ่ี กู ตอ้ งไดส้ ารวจนักเรยี นว่าใครเห็นด้วยกับโจเซฟ
แต่แรก สารวจนักเรียนที่เปลี่ยนใจมาเห็นด้วยกับเจฟและสามารถหาเหตุผล หลักฐาน คาอธิบายที่
ถูกต้องได้
ครูให้สถานการณ์การ์ตูนแนวคิดเรื่องใหม่เพื่อนักเรียนประยุกต์ใช้
มโนทัศนใ์ หม่ในสถานการณ์การ์ตูนแนวคิดสถานการณ์ใหม่ นกั เรียนเขยี นแสดงความคิดเห็นและโน้ม
นา้ วให้เพอ่ื นเหน็ ด้วยกับตนเองเขียนข้อคัดค้านและเขียนคาอธิบายทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนดังภาพ
ที่ 23
ภาพที่ 23 สถานการณ์การต์ นู แนวคิด เร่ือง กง้ิ กา่ เปลย่ี นสี
104
3. แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 6 วชิ าวิทยาศาสตร์ตามการจัดการเรียนรู้แบบ AATS
เสริมดว้ ยการ์ตนู แนวคิด เรื่อง ความสัมพันธข์ องส่งิ มีชีวติ กับสง่ิ มชี วี ิตในส่ิงแวดล้อม
ขนั้ ท่ี 1 นาเสนอบรบิ ทปัญหา (concept cartoon)
ครนู าเสนอสถานการณ์จากภาพการต์ ูนแนวคิดสถานการณ์ในวนั ปดิ เทอม
เดก็ ๆไปเที่ยวท่ที งุ่ นาไดม้ องเห็นนกกระยางยนื อยทู่ ่รี มิ บึง จึงเกดิ ความสงสยั ว่าพวกมนั มาทาอะไรกนั
ทีน่ ี่ ปกตินกต้องอยูบ่ นตน้ ไม้ ต้ังคาถามใหน้ กั เรยี นแสดงมโนทศั น์เก่ยี วกบั สถานการณ์การ์ตูนแนวคดิ
นกั เรียนเหน็ ดว้ ยกับใคร หรือไมเ่ ห็นดว้ ยกบั ใคร นักเรียนแสดงมโนทศั น์เดมิ ทีม่ ีอยกู่ อ่ นออกมา เลือก
ออกเสยี งตามความคดิ เหน็ ของตนในตารางการโต้แย้งในใบงานตอนท่ี 1 ฉนั เชื่อคากล่าวอา้ งของใคร
(การเลอื กออกเสยี ง) ฉันเลือกเชื่อตัวละครนีเ้ พราะอะไร(ขอ้ โตแ้ ยง้ ของฉนั บอกเหตผุ ลสนับสนุน)ดัง
ภาพท่ี 24
ภาพที่ 24 สถานการณก์ าร์ตูนแนวคิด เรอ่ื ง นกกระยาง
ขน้ั ที่ 2 ตรวจสอบมโนทศั น์เดิมของนักเรยี น
ครตู ้ังคาถามเก่ียวกบั สถานการณ์ทน่ี าเสนอในภาพการต์ นู แนวคิด นักเรียน
ตคี วามจากสถานการณ์ นักเรยี นท่ีมคี วามคิดเหน็ ตรงกันจบั คู่อภิปรายเกี่ยวกับตวั ละครท่เี สนอคากล่าว
อ้างจากสถานการณ์การ์ตูนเพื่อหาเหตุผลสนับสนุนความคิดของตนตามแนวคาถามเกี่ยวกับ
สถานการณก์ าร์ตนู แนวคิด
105
2.1 คูข่ องนกั เรยี นสนบั สนนุ ความคดิ ของใคร
2.2 เพราะเหตุใดนักเรียนจึงเห็นด้วยกับคาพูดของตัวละครที่นักเรียนเลือก
สนบั สนุนความคิดนี้
2.3 มีหลกั ฐานอะไรบ้างท่ีสนับสนนุ แนวคิดดงั กลา่ ว
นักเรียนบันทกึ ขอ้ สรุปทไ่ี ดจ้ ากการร่วมอภิปรายลงในใบกิจกรรมเขียน
เหตผุ ลและหลักฐานสนบั สนนุ (เสรจ็ ส้ินการอภิปรายแบบจับค)ู่
ครสู งั เกตพฤติกรรมการสนทนาของนกั เรยี นกระต้นุ ให้นกั เรียนเกดิ การ
อภิปรายและเดินตรวจคาตอบของนักเรียนทุกคนระหว่างทากิจกรรมคัดเลือกนักเ รียนที่มี
แนวความคิดใกล้เคียงกับประเด็นท่ีขดั แยง้ ออกมานาเสนอหน้าช้นั เรยี น
ครูคัดเลือกตัวแทนนักเรียนออกมานาเสนอนักเรียนทัง้ ชัน้ เรียนร่วมกนั
อภิปรายในประเด็นท่ีเพอื่ นออกมานาเสนอหน้าชน้ั เรยี นเห็นด้วยหรอื ไม่เห็นดว้ ยกับตัวละครในแต่ละ
ตัวและเห็นดว้ ยกับเพื่อนที่ออกมานาเสนอหรือไมเ่ ห็นด้วย พร้อมแสดงเหตผุ ลที่เหน็ ด้วยหรือคัดค้าน
เพอื่ น สรปุ ผลการแย้งหลังจากนักเรียนได้รบั ขอ้ มูลจากเพอ่ื นและอภปิ ราย นกั เรยี นเปลี่ยนใจท่ีจะเช่ือ
เพื่อนหรือไม่ บันทึกผลการโตแ้ ย้งในชั้นเรยี นลงในใบงาน ขอ้ ที่ 3 การโต้แยง้ ของเพ่ือนรว่ มช้นั ครูเขียน
ชือ่ นักเรียนทเี่ ห็นด้วยกับตวั ละครไวบ้ นกระดานเพอ่ื ตรวจสอบหลังทากิจกรรม
ขั้นท่ี 3 สรา้ งความขดั แย้งทางปญั ญา
ครูใช้คาถามทจี่ ากคาทานายของนักเรียนและตั้งคาถามเก่ียวกบั สถานการณ์
เพื่อให้นักเรียนประหลาดใจ นักเรียนคิดว่านกกระยางมาแหล่งน้าเพื่อทาอะไร นักเรียนคิดว่าการที่
นกกระยางบินมาอยู่แหล่งน้านี้มีความสัมพันธ์กันอย่างไร นักเรียนพยากรณ์ สร้างคาอธิบาย
ทางวิทยาศาสตร์ แสดงความคดิ ของตนเองอย่างชัดเจน
ขั้นท่ี 4 สรา้ งมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์
ครจู ดั กิจกรรมการเรยี นรแู้ บบสบื เสาะ (Inquiry – based learning)
เกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหา เพื่อพิสูจน์ข้อกล่าวอ้าง สิ่งมีชีวิตมีความสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตอย่างไร
นักเรียนต่อจิ๊กซอว์ภาพสิ่งมชี ีวิตระบุความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตติดใส่กระดาษปรู๊ฟทีละ
กลุ่มและตั้งชื่อความสัมพันธ์สิ่งมีชีวิตครูยังไม่เฉลยนักเรียนนาเสนอผลงาน ครูสุ่มภาพหนึ่งภาพและ
ถามนักเรียน เช่น ภาพปะการังกับดอกไม้ทะเล ว่าในภาพมีสิ่งมีชีวิตชนิดใดบ้าง สิ่งมีชีวิตเหล่านี้มี
ความสัมพันธ์กันอย่างไรครูสุ่มนักเรียนออกมาออกนาเสนอเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับ
สง่ิ มชี ีวิต อภปิ รายสรปุ รว่ มกัน
106
ขนั้ ที่ 5 ปอ้ งกันมโนทัศนท์ างวิทยาศาสตร์
ครูให้ข้อสังเกตทางวิทยาศาสตร์ ขั้นปกป้องแนวคิดวิทยาศาสตร์เสนอ
สถานการณท์ ขี่ ัดแยง้ จากการทากิจกรรม จากกิจกรรมความสัมพนั ธข์ องส่งิ มีชวี ติ ที่มีความสัมพันธ์กัน
ในแต่ละด้าน เช่น ด้านอาหารถ้าสิ่งมีชีวิตที่เป็นอาหารถูกกินจนหมดจะส่งผลกระทบอย่างไร
มหี ลักฐานใดยนื ยนั นกั เรยี นใหเ้ หตผุ ลสนบั สนุน นกั เรยี นสร้างคาอธิบายปกป้องแนวคิดวทิ ยาศาสตร์ครู
ยกตัวอย่างสถานการณ์และสาธิตว่ามโนทัศนว์ ิทยาศาสตร์นามาใช้ไดอ้ ย่างไรโดยให้นักเรียนร่วมตอบ
คาถาม
ข้นั ท่ี 6 การประเมนิ ผล
ครูนาอภิปรายและเปรียบเทียบแนวคิดวิทยาศาสตร์กับแนวคิดเดิมของ
นักเรียนกับแนวคดิ ใหม่ ซง่ึ ใหน้ กั เรียนทาใบงานในตอนที่ 2 เพอื่ เปน็ การเปรยี บเทียบความรวู้ า่ นักเรยี น
มีการเปลี่ยนมโนทัศน์หรอื ไม่ เม่อื เปรยี บเทยี บเสรจ็ แลว้ ใช้คาถามนาอภปิ รายดงั น้ี
6.1 ข้อกลา่ วอา้ งใดทถ่ี กู ตอ้ ง (Claim)
6.2 มขี อ้ เทจ็ จรงิ ใดท่ีสนบั สนนุ แสดงความสมั พันธร์ ะหว่างข้อกล่าวอ้างกับ
ข้อมูล (Data)
6.3 มีหลักฐานยนื ยันใดสนับสนุนข้อกลา่ วอ้าง (Warrant)
นักเรียนเปรียบเทียบแนวคิดวิทยาศาสตร์กับแนวคิดตนเองโดยใช้
สถานการณ์เดิม เพอ่ื คน้ พบส่ิงผดิ พลาด ทาความเข้าใจแนวคิดวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง สารวจนักเรียน
ว่าใครเห็นดว้ ยกับตวั ละครทกี่ ล่าวถูกแต่แรกสารวจนกั เรยี นท่ีเปลย่ี นใจมาเห็นด้วยกับตัวละครที่กล่าว
ถูกต้องและสามารถหาเหตผุ ล หลักฐาน คาอธบิ ายทถี่ ูกต้องได้สารวจนักเรยี นวา่ ใครเห็นดว้ ยกับโจเซฟ
แต่แรก สารวจนักเรียนที่เปลี่ยนใจมาเห็นด้วยกับเจฟและสามารถหาเหตุผล หลักฐาน คาอธิบายท่ี
ถกู ต้องได้
ครูให้สถานการณ์การต์ ูนแนวคิดเร่ืองใหม่เพื่อนักเรยี นประยกุ ต์ใช้มโน
ทัศน์ใหม่ในสถานการณ์การ์ตนู แนวคิดสถานการณใ์ หม่ เรื่อง ลิงน้อยจอมซน ให้นักเรียนเขียนแสดง
ความคิดเห็นและโน้มน้าวให้เพื่อนเห็นด้วยกับตนเอง หรือเขียนข้อคัดค้าน และเขียนคาอธิบายทาง
วิทยาศาสตร์สนับสนนุ ดังภาพท่ี 25
107
ภาพท่ี 25 สถานการณก์ ารต์ ูนแนวคดิ เร่อื ง ลิงนอ้ ยจอมซน
ขน้ั ที่ 3 การสงั เกตและเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู (Observation)
ผู้วิจัยดาเนินการเก็บรวบรวมขอ้ มูลระหวา่ งการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ตามแผนการ
จัดการเรยี นรู้ที่ 4 – 6 โดยผู้วิจัยและผู้ชว่ ยวิจัยสังเกตพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ของครู พฤติกรรม
การเรียนรู้ของนักเรียน บันทึกผลหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และตรวจใบงานหลังจากการทา
กิจกรรมแล้วจดบันทึกข้อมูลลงในแบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน แบบบันทึกผลหลัง
การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ รวมท้งั การสมั ภาษณ์โดยใชแ้ บบสมั ภาษณน์ ักเรียน
ขน้ั ที่ 4 การสะทอ้ นผลการดาเนินการ (Reflection)
ผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัยได้นาข้อมูลจากการสังเกตพฤติกรรมการจัดการเรียนรูข้ องครู
พฤติกรรมการเรียนรขู้ องนกั เรียน บนั ทึกผลหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และการสมั ภาษณ์นักเรียน
แลว้ สรุปประเด็นสาคญั ดังนี้
1. กจิ กรรมการสอนกบั การพฒั นาความสามารถในการโต้แย้งเชิงวิทยาศาสตร์
ขนั้ ท่ี 1 นาเสนอบรบิ ทปัญหา (concept cartoon)
การนาเสนอสถานการณก์ ารต์ ูนแนวคิด เมื่อครูใช้คาถามท่นี กั เรยี นเขา้ ใจงา่ ยขนึ้
นักเรียนมีส่วนร่วมในการตอบคาถามมากข้ึน ให้ความสนใจในการสมนาโต้ตอบเกี่ยวกับสถานการณ์
การต์ ูนแนวคดิ มากขึน้ ครูมีการเสรมิ แรงกลา่ วชมเชยนักเรยี นทม่ี ีส่วนร่วมในการตอบคาถาม นักเรียน
108
กลุ่มที่เรียนอ่อนมีรว่ นร่วมในการตอบคาถามในสถานการณ์การ์ตูนแนวคิด นักเรียนเขยี นแสดงความ
คิดเห็นของตนเองในฟองคาพูดการ์ตนู ทเี่ วน้ ไว้ให้
ขั้นท่ี 2 ตรวจสอบมโนทศั นเ์ ดมิ ของนักเรยี นเสรมิ ดว้ ยการต์ ูนแนวคิด
การอภิปรายแบบจับคขู่ องนกั เรียนในข้ันนี้ที่ผู้วิจัยไดถ้ ามคาถามนักเรยี นและ
สังเกตพฤติกรรมการอภิปรายและโต้แย้งพบว่า นักเรียนกลุ่มที่เรียนอ่อนและเรียนปานกลางกล้า
ออกมานาเสนอแนวคิด แสดงมโนทัศน์เกี่ยวกับตัวละครในสถานการณ์การ์ตูนแนวคิด การจับคู่
อภิปรายโต้แย้งในชั้นเรียนในวงจรนี้นักเรียนสามารถพูดคุยอภิปรายโต้แย้งได้ตรงตามประเด็ นแต่
นักเรียนให้ความสาคัญกบั การจดบนั ทึกมากเกินไปทาให้บรรยากาศในการโต้แย้งยังไม่สมบูรณ์แบบ
เนื่องจากขาดปฏิสัมพันธ์ระหว่างคู่อภปิ ราย นักเรียนมีส่วนรว่ มในการอภิปรายโต้แย้งระดบั ชั้นเรียน
มากขึ้นสามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคากล่าวอ้าง และให้ข้อโต้แย้งได้ ให้เหตุผลประกอบข้อ
โตแ้ ย้งได้ สามารถตอบกลับเพ่อื นได้ สามารถพดู โนม้ น้าวเพอื่ ให้เพอ่ื นมาเปล่ยี นใจเห็นด้วยกบั ตนเอง
ขนั้ ที่ 3 สรา้ งความขัดแยง้ ทางปัญญา
ผู้วิจัยได้ถามคาถามเกี่ยวกับสถานการณ์การ์ตูนที่ทาให้เกิดความขัดแย้งทาง
ความคิดของนกั เรยี นในข้ันน้ี นักเรยี นเกิดความสงสัยและไม่แน่ใจในคาตอบของตนเอง นักเรียนกลุ่ม
เรียนเก่งและกลุ่มที่เรียนปานกลางแสดงจุดยืนเกี่ยวกับแนวคิดของตนเองนักเรียนที่เรียนอ่อนเริ่มมี
ความกลา้ แสดงออกจึงแสดงความคดิ เห็นของตนเองมากขน้ึ
ขั้นท่ี 4 สร้างมโนทศั น์ทางวิทยาศาสตร์
การจดั กิจกรรมการเรยี นรแู้ บบสืบเสาะเพอื่ พิสูจน์คากลา่ วอา้ งในส่ิงท่นี ักเรยี น
เชื่อวา่ ถกู ต้องหรอื ไม่ ในขนั้ นเ้ี นน้ ใหน้ ักเรียนได้ลงมือปฏบิ ัติจริง เพ่อื ทจี่ ะได้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง
พบความรู้ได้ตัวเอง พบว่ามีนกั เรียนทีเ่ รยี นเก่งและนักเรียนท่ีเรียนปานกลางสามารถปฏิบัติกิจกรรม
การเรียนรู้ได้อย่างคล่องแคล่ว นักเรียนที่บางส่วนยังไม่สามารถลงมือปฏิบัติกิจกรรมได้ด้วยตนเอง
ทงั้ นม้ี เี พ่อื นในกลุ่มคอยกระต้นุ และให้ความชว่ ยเหลอื ใหม้ ีสว่ นร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะ
นกั เรียนสามารถนาเสนอองค์ความรทู้ ี่ได้จากการปฏิบตั ิกจิ กรรมได้ถูกตอ้ ง
ขั้นท่ี 5 ป้องกันมโนทศั น์ทางวิทยาศาสตร์
ครเู สนอสถานการณ์ท่ีขดั แย้ง ครูกระตุน้ ใหน้ ักเรียนมีสว่ นร่วมในการตอบคาถาม
โดยมคี ะแนนโบนสั เปน็ แรงจูงใจใหก้ ับนกั เรยี นทมี่ ีสว่ นร่วมในการตอบคาถาม นักเรียนที่เรียนเก่งและ
เรียนปานกลางตอบคาถามได้ถูกต้อง นักเรียนที่เรียนอ่อนมีส่วนร่วมในการตอบคาถามและตอบ
คาถามได้ถูกต้องมากขึ้นแตย่ ังมบี างส่วนที่ยงั ให้เหตผุ ลคลาดเคลื่อนซึ่งครูได้อธิบายใหน้ ักเรียนเขา้ ใจ
ดว้ ยมโนทศั น์ท่ถี ูกต้อง
ข้นั ที่ 6 การประเมนิ ผล
การเปรียบเทยี บแนวคดิ วิทยาศาสตร์กบั แนวคิดของนักเรียนเอง มีนักเรยี นท่ใี ช้
109
เหตุผลสนับสนุนแนวคิดเดิมที่ไม่ถูกต้องเปลี่ยนเป็นใช้แนวคิดวิทยาศาสตร์มาสนับสนุนได้ถูกต้อง
การอภิปรายแนวคิดวทิ ยาศาสตร์ทาใหน้ ักเรียนเขา้ ใจในสง่ิ ทไ่ี ดเ้ รยี นรูม้ ากขึ้น การประยกุ ตใ์ ช้มโนทัศน์
ใหม่กับสถานการณ์การ์ตูนแนวคิดใหม่ พบว่าการเขียนตอบของนักเรียนสามารถแสดงจุดยืนกับข้อ
กลา่ วอ้างทีต่ นเองเหน็ ด้วยได้ และให้เหตุผลประกอบขอ้ กลา่ วอา้ งไดม้ ากขึน้ เรม่ิ มีการใชค้ าอธิบายทาง
วิทยาศาสตร์มาสนับสนุนเหตุการณ์ สามารถใหเ้ หตผุ ลโน้มน้าวให้เพือ่ นมาเหน็ ดว้ ยกับตนเองได้
2. ข้อคน้ พบ
2.1 นักเรยี นมคี วามสามารถในการโตแ้ ย้งตามส่วนประกอบโดยรวมนกั เรียน
สามารถให้ข้อกล่าวอ้างและให้เหตุผลสนับสนุนข้อกล่าวอ้างได้ ใช้เหตุผลที่มีคาอธิบายเป็น
วิทยาศาสตร์ประกอบการให้เหตุผลสนับสนุนเพื่อโต้แย้งกลับได้ถกู ตอ้ งมากข้ึน ใช้หลักฐานสนับสนนุ
ข้อกล่าวอ้างที่เปน็ วทิ ยาศาสตร์มาประกอบการให้เหตผุ ลในการโตแ้ ย้งได้ แต่จานวนหลกั ฐานประกอบ
ยังน้อยเกินไป โดยผู้วิจัยได้ค้นพบจากการตรวจแบบทดสอบวัดความสามารถในการโต้แย้งเชิง
วิทยาศาสตร์ ข้อมูลจากผู้ช่วยวิจัย ใบงาน การสัมภาษณ์นักเรียน ข้อมูลจากการสังเกต และบันทึก
หลังการจัดการเรยี นรขู้ องผูว้ จิ ยั ดงั น้ี
2.1.1 จากการตรวจแบบทดสอบวัดความสามารถในการโต้แย้งเชิง
วทิ ยาศาสตร์ท้ายวงจรปฏิบัติการท่ี 2 มีคะแนนเฉลีย่ 11.85 (ร้อยละ 59.25) ผู้วิจยั ไดว้ ัดความสามารถ
ในการโต้แย้งเชิงวิทยาศาสตร์ โดยใช้แบบทดสอบจานวน 2 ข้อ คะแนนเต็ม 20 คะแนน ได้ผลดัง
ตารางท่ี 14
ตารางที่ 14 คะแนนเฉลีย่ และร้อยละของความสามารถในการโต้แย้งเชงิ วทิ ยาศาสตร์
ทา้ ยวงจรปฏบิ ตั ิการท่ี 2
ขอ้ ส่วนประกอบ คะแนนเฉลยี่ รายขอ้ รวม
ขอ้ 1 ขอ้ 2 (4) รอ้ ยละ
1 ขอ้ กล่าวอา้ ง (10) (10)
การใหเ้ หตผุ ลสนบั สนุน 1.54 1.69 3.23 80.75
1.08 1.15 2.23 55.75
2 ข้อโต้แยง้ (เหตผุ ลสนบั สนุนการโตแ้ ยง้ ) 1.31 1.23 2.54 63.50
3 การใหเ้ หตผุ ลสนบั สนนุ เพื่อโตแ้ ยง้ กลบั 0.85 0.69 1.54 38.50
4 หลักฐานสนบั สนุนข้อกล่าวอ้าง 1.08 1.23 2.31 57.75
5.86 5.99 11.85
รวม 58.60 59.9 59.25
รอ้ ยละ
110
จากตารางท่ี14 ในวงจรปฏิบัติการที่ 2 พบว่านักเรยี นท่ีเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้
แบบ AATS เสริมด้วยการต์ ูนแนวคิดมีความสามารถในการโตแ้ ยง้ เชิงวิทยาศาสตรท์ ้ายวงจรหน่วยการ
เรยี นรู้ ส่งิ มีชวี ิต โดยรวมมีคะแนนเฉล่ยี 11.85 (รอ้ ยละ 59.25) โดยแยกตามส่วนประกอบเรียงลาดับ
ความสามารถจากนอ้ ยไปหามากดังน้ี การให้เหตุผลสนบั สนนุ เพ่ือโตแ้ ยง้ กลับ คะแนนเฉล่ีย 1.54 (ร้อย
ละ 38.50) การให้เหตุผลสนับสนุนข้อกล่าวอ้าง คะแนนเฉลี่ย 2.23 (ร้อยละ 55.75) หลักฐาน
สนับสนุนข้อกล่าวอ้าง คะแนนเฉลี่ย 2.31 (ร้อยละ 57.75) ข้อโต้แย้ง คะแนนเฉลี่ย 2.54 (ร้อยละ
63.50) และ ขอ้ กลา่ วอ้าง คะแนนเฉลย่ี 3.23 (ร้อยละ 80.75)
2.1.2 ข้อมลู จากการตรวจใบงานการโตแ้ ย้งในตอนที่ 1 ตอนที่ 2 และใบ
งานท้ายกิจกรรมในขั้นประเมินผล ตรวจใบงานการโต้แย้งในตอนที่ 1 ตามส่วนประกอบการโต้แย้ง
อย่างงา่ ย ได้แก่ ข้อกล่าวอ้าง เหตุผล และหลักฐาน ก่อนเรียนพบว่า นักเรียนเขียนความคดิ เห็นและ
โตแ้ ยง้ กันโดยมีสว่ นประกอบเป็น ขอ้ กลา่ วอ้าง และ บอกเหตผุ ลประกอบได้ มกี ารเขยี นแสดงหลักฐาน
สนับสนุนข้อโต้แย้งในบางส่วนที่ยังเขียนได้ไม่ชัดเจน ให้เหตุผลที่สัมพันธ์กับหลักฐานได้ดังตัวอย่าง
ประกอบกิจกรรมการเรียนรูด้ ังตอ่ ไปนี้
(น.10 (หญงิ ). มีนาคม 2564: เอกสารประกอบกิจกรรมที่ 5.1 ตอนที่ 1 )
111
(น.10 (หญงิ ). มนี าคม 2564: เอกสารประกอบกิจกรรมที่ 5.1 ตอนท่ี 1)
(น.10 (หญิง). มีนาคม 2564: เอกสารประกอบกิจกรรมท่ี 5.1 ตอนท่ี 1)
จากการตรวจใบงานการโต้แย้งในตอนที่ 2 ในขั้นตรวจสอบความรู้เดิม
หลังจากทากิจกรรมสบื เสาะ นกั เรียนเปรียบเทียบความรู้เดิมกับความรู้ใหมพ่ บวา่ นักเรยี นแสดงความ
คดิ เหน็ และเขยี นขอ้ กลา่ วอ้างได้ และมีการนาหลกั ฐานมาสนับสนนุ ข้อกล่าวอา้ งที่ได้เรยี นรู้จากการทา
กิจกรรมมีการให้หลักฐานในการสนับสนุนข้อกล่าวอ้าง สามารถยกตัวอย่างประกอบข้อกล่าวอ้าง
ใหเ้ หตุผลเชิงวทิ ยาศาสตร์ประกอบดังเอกสารประกอบกจิ กรรมการเรียนรดู้ งั ตอ่ ไปน้ี
112
(น.10 (หญิง). มีนาคม 2564: เอกสารประกอบกจิ กรรมที่ 5.1 ตอนที่ 2)
จากการตรวจใบงานทา้ ยกจิ กรรม นกั เรียนเขียนข้อกล่าวอา้ งและบอกเหตุ
ผลประกอบขเอกล่าวอ้างที่ตนเห็นด้วยได้ เขียนเหตุผลสนับสนุนได้ชัดเจนมากขึ้น ใช้คาอธิบาย
สนบั สนุนท่ีเป็นวิทยาศาสตร์ ดงั ตัวอยา่ งประกอบกจิ กรรมการเรียนรูต้ อ่ ไปนี้
(น.10 (หญิง) มนี าคม 2564: เอกสารประกอบกจิ กรรมท่ี 5.3 ประยุกต์ใช้ความรูก้ บั สถานการณใ์ หม่)
113
2.1.3 ขอ้ มูลจากผชู้ ว่ ยวิจัย ดงั นี้
“…จากการตรวจใบงานประเมินผลกิจกรรมเห็นได้ว่านกั เรียน
ส่วนมากเขยี นแบบฝกึ หัดโตแ้ ยง้ ได้ดีขน้ึ มีการนาความรจู้ ากการทากิจกรรมในชัน้ เรยี นมาอธิบาย
สถานการณ์ใหมม่ ีความพยายามเขียนอธิบายแต่ยังเขียนได้ไมช่ ัดเจน..."
(ผู้ช่วยวิจัย. 29 มนี าคม 2564: สังเกต)
2.1.4 ข้อมลู จากการสังเกตและบนั ทกึ หลงั การจดั การเรยี นรขู้ องผู้วิจยั ดังน้ี
ผู้วิจยั มคี วามเหน็ วา่ การโตแ้ ยง้ ในวงจรน้ีนักเรียนมสี ว่ นร่วมในการ
ออกมาแสดงความคดิ เห็นมากข้ึน เนอ่ื งจากครูได้ใหค้ ะแนนโบนัสการมีสว่ นร่วมตอบคาถาม นกั เรียนมี
ความชานาญในการโต้แย้ง แสดงความคิดเห็นและตอบกลับความคิดเห็นที่ไม่เห็นด้วยโดยใช้เหตุผล
นักเรียนมคี วามกล้าแสดงออกในการแสดงความคิดเหน็ มากข้นึ การปรบั รปู แบบของตารางการบันทึก
การโตแ้ ย้งทาใหน้ ักเรียนเขยี นบนั ทกึ การโต้แย้งเสรจ็ ทันเวลาท่กี าหนด
2.2 นกั เรยี นมีความสนใจในการโต้แย้ง เกดิ ความรแู้ ละทักษะในการทากิจกรรม
ตามขั้นตอนการโต้แย้งสามารถเขียนบันทึกการโต้แย้งเสร็จทันเวลาที่กาหนด กิจกรรมสืบเสาะและ
เอกสารใบงาน กิจกรรมการอภิปรายแบบจับคู่ทาให้นักเรียนได้ทราบเหตุผลที่เพื่อนเลือกตอบ
กิจกรรมสืบเสาะช่วยให้นักเรียนเกิดองค์ความรู้ สามารถนามาประยุกต์ใช้ในการตอบคาถามท้าย
กจิ กรรมดังข้อมลู ตอ่ ไปนี้
2.2.1 ข้อมูลจากการสมั ภาษณน์ กั เรยี น ดังน้ี
“…การ์ตนู บางรปู เราก็เปล่ียนใจมาเชื่อเพื่อนเพราะได้ฟังเหตุผลเพ่ิม
ตอนแรกเชื่อที่เราเลือกตัวละครปุ้มปุ้ยตั้งแต่แรก แต่ได้ฟังเพื่อนเสนอทาให้เราไม่แน่ใจ ตอนจบท่ี
โต้แย้งกันสรปุ หนูเลือกเช่ือเจมส์เพราะเหตุผลเพือ่ นน่าเช่ือถือกว่า และครูกเ็ ฉลยทีหลังว่าเจมส์พูดถูก
กจิ กรรมทค่ี รูพาทาใหไ้ ด้รู้เพม่ิ ขึ้น มนั่ ใจในคาตอบมากขึ้น เอาความรทู้ ไ่ี ด้ไปเขยี นตอบในใบงานค่ะ…”
(น.8 (หญงิ ). 30 มีนาคม 2564: สมั ภาษณ์)
“…จากตารางท่ีครูทาให้ใหม่เขียนงา่ ยข้ึน เพราะมตี ัวเลือกตวั ละคร
ใหต้ ก๊ิ เห็นด้วยและไมเ่ ห็นดว้ ย เขยี นสะดวกขึ้นมีบรรทัดให้ เหน็ เพ่ือนเริ่มตอบคาถามเราก็อยากตอบ
บา้ งเพราะครูบอกวา่ ใครตอบบ่อยจะให้คะแนนเยอะ อยากไดค้ ะแนนเพ่มิ ใบงานทย่ี ากท่สี ดุ คือใบงาน
สดุ ท้ายเพราะเขียนยังไมเ่ ก่ง กลวั เขียนไมถ่ กู ยังไมร่ วู้ ่าจะเขียนยงั ไงดี…”
(น.5 (หญิง). 30 มีนาคม 2564: สัมภาษณ์)
“…ชอบทีไ่ ดพ้ ดู โต้แยง้ แตไ่ มช่ อบเขียน ได้มคี วามคดิ เป็นของตัวเอง
ได้มีความคิดของเพื่อนมาเปรียบเทียบว่าทาไมถึงเชื่อตัวละครนี้ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน
ตอนแรกกไ็ ม่มั่นใจในคาตอบ พอทากจิ กรรมแล้วก็เขา้ ใจมากขึน้ …”
(น.8 (หญงิ ). 30 มีนาคม 2564: สมั ภาษณ)์
114
2.2.2 ขอ้ มูลจากผชู้ ่วยวจิ ยั ดังนี้
“…จากการตรวจใบงานประเมินผลกิจกรรมเห็นได้ว่านักเรียน
ส่วนมากเขียนแบบฝึกหัดโต้แย้งได้ดีขึ้นมีการนาความรู้จากการทากิจกรรมในชั้นเรียนมาอธิบาย
สถานการณใ์ หม่มีความพยายามเขยี นอธิบายแต่ยังเขียนไดไ้ มช่ ดั เจน..."
(ผู้ช่วยวจิ ัย. 29 มนี าคม 2564: สังเกต)
2.2.3 ข้อมลู จากบนั ทึกหลังการจัดการเรียนรู้ ดังน้ี
นกั เรยี นไดร้ บั คาชมเชยจากครแู ละเพอื่ นจงึ เกดิ ความม่ันใจมากขึ้น
ในช่วงต้นของวงจรในช่วงท้ายของวงจรบรรยากาศในการโต้แย้ง เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วเนื่องจาก
นกั เรียนมคี วามชานาญในการโตแ้ ยง้ มีการแสดงความคิดเหน็ และตอบกลบั ความคิดเห็นท่ีไม่เห็นด้วย
โดยใช้เหตุผล นักเรียนมีความกล้าแสดงออกในการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น การปรับรูปแบบของ
ตารางการบนั ทึกการโตแ้ ยง้ ทาใหน้ ักเรยี นเขียนบันทกึ การโตแ้ ย้งเสรจ็ ทันเวลาท่ีกาหนด
3. สง่ิ ทีน่ ามาพัฒนา
3.1 นกั เรียนบางส่วนทใี่ หเ้ หตผุ ลการโตแ้ ยง้ ดว้ ยมโนทศั นท์ ค่ี ลาดเคลือ่ น
แนวทางแก้ไข
3.1.1 ครูอธบิ ายและยกตัวอย่างการนามโนทศั นท์ ่ีถูกต้องใหน้ กั เรยี นทีย่ ัง
ไม่เข้าใจไดซ้ กั ถามหลังสิน้ สุดกจิ กรรมการเรียนรู้
3.1.2 ครูเปดิ โอกาสใหน้ กั เรยี นสอบถามในประเด็นที่ยังไมเ่ ขา้ ใจ
3.2 นักเรียนให้ความสาคัญกับการจดบันทึกมากเกนิ ไปขณะทีอ่ ภิปรายการ์ตนู
แนวคิดใน ขัน้ ท่ี 2 ตรวจสอบมโนทัศนเ์ ดิม
แนวทางแก้ไข
3.2.1 ครูพิมพ์ภาพการ์ตูนแนวคิดแยกจากใบงานกิจกรรมและแจกให้
นักเรียนแสดงความคิดเห็น อภิปรายกับเพื่อนแบบจับคู่ ชี้แจงให้นักเรียนเข้าใจถึงบทบาทใน
การอภิปรายเก่ยี วกบั สถานการณก์ ารต์ นู
3.2.2 ครูแจกใบงานบันทึกการโต้แย้งให้นักเรียนหลังจากที่นักเรียน
อภปิ รายแบบคเู่ สร็จแล้วจงึ อนุญาตให้นักเรียนทาการบันทึกผลการอภปิ ราย
3.3 หลกั ฐานในการสนับสนุนข้อกลา่ วอ้างในการเขยี นโต้แย้งนอ้ ยเกินไป
แนวทางแกไ้ ข
3.3.1 พูดคุยกับนักเรียนให้เขา้ ใจถงึ ความสาคญั ของหลกั ฐานเพื่อประกอบ
ความน่าเช่ือถือของขอ้ มลู พร้อมยกตวั อยา่ งใหน้ กั เรยี นเข้าใจ
3.3.2 ปรบั ตารางการบันทึกหลักฐานในการโต้แย้งเพมิ่ เป็น 3 ขอ้ เพอ่ื ให้
นกั เรียนฝกึ เขียนเพิม่ เตมิ
115
4. การอภปิ รายผล
เมื่อเสร็จสิ้นการปฏิบัติการวิจัยวงจรปฏิบัติการที่ 2 ของการจัดกิจกรรมการ
เรียนรูแ้ บบ AATS เสรมิ ดว้ ยการต์ ูนแนวคิด วชิ าวทิ ยาศาสตรช์ นั้ ประถมศึกษาปีท่ี 5 หนว่ ยการเรียนรู้
สิ่งมีชีวิต ผู้วิจัยได้นาข้อมูลที่รวบรวมได้ตามหลักสามเส้ามาวิเคราะห์ด้วยการแจกแจงข้อค้นพบที่
สาคัญในเชิงพรรณนาวิเคราะห์เพื่อประเมินสภาพที่เกิดขึ้นพบว่าในภาพรวมนักเรียนสามารถปรบั ตัว
เข้ากบั กจิ กรรมการเรยี นร้ทู คี่ รูจัดให้ได้ดีมากขึ้น มคี วามสนใจใฝเ่ รียนรอู้ ย่ใู นระดับดี ใหค้ วามร่วมมอื ใน
การแสดงความคิดเหน็ ในการโต้แย้งมากขน้ึ รว่ มมอื ปฏิบัตกิ ิจกรรมการเรยี นรู้ตามใบงานท่ีได้รับสาเร็จ
ลลุ ว่ งทุกกจิ กรรมมีความกระตือรือร้นในการรว่ มกจิ กรรมในชั้นเรยี น
การมีสว่ นรว่ มในกจิ กรรมการโต้แยง้ นักเรียนทเี่ รยี นปานกลางและนักเรยี นท่ีเรยี น
อ่อนกล้าออกมาเสนอความคิดเห็นโต้แย้งหน้าชั้นเรียน โต้แย้งโดยใช้เหตุผล สามารถสื่อสารโน้มน้าว
เพื่อนไดม้ ีความม่ันใจในตัวเองมากขึน้ นกั เรยี นพเิ ศษทรี่ ว่ มกิจกรรมในชนั้ เรียนแตไ่ ม่ใช่พลวิจัยซึ่งอ่าน
ไม่ออกเขียนไม่ได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นในสถานการณ์การ์ตูน นักเรียนเริ่มคุ้นเคยกับ
รูปแบบการจัดการเรียนรู้เกดิ ทักษะในการทากิจกรรมโต้แย้งเขยี นบนั ทึกการโต้แย้งไดด้ ีข้ึน ทักษะใน
การเขียนรายงานการโต้แย้งของนักเรียนดีขึ้นเรื่อย ๆ พฤติกรรมการโต้แย้งในชั้นนักเรียนแสดง
พฤติกรรมการโต้แย้งได้ครบตามส่วนประกอบของการโต้แย้งมีการแสดงความคิดเห็นและเสนอข้อ
กล่าวอ้างมกี ารระบุหลักฐานชัดเจนและอธิบายด้วยเหตุผลทเี่ ปน็ วิทยาศาสตร์ไดม้ ากขนึ้ เน่อื งจากผู้วิจัย
เป็นผซู้ ักถามดว้ ยคาถามทช่ี ดั เจนทาให้ผู้เรยี นแสดงพฤตกิ รรมเหลา่ น้ีออกมาไดค้ อ่ นขา้ งดี
การเขยี นบันทกึ การโต้แย้งตามส่วนประกอบการโต้แย้งอย่างง่าย ได้แก่ ข้อกล่าว
อ้าง เหตุผล และหลักฐาน พบว่า นักเรียนสามารถเขียนข้อคิดเห็นและบอกข้อกล่าวอ้างให้เหตุผล
ประกอบความคดิ เห็นไดด้ ีข้นึ เนอื่ งจากมีความเข้าใจในข้อคาถาม นกั เรยี นทเี่ รียนออ่ นเขียนบันทึกการ
แย้งเสร็จทันเวลาโดยได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนในกลุ่ม การร่วมกิจกรรมสืบเสาะนักเรียน
ส่วนมากปฏบิ ัตงิ านกลมุ่ ด้วยความสามัคคยี ังมีสว่ นน้อยที่ยังไม่ไว้วางใจให้เพื่อนท่ีเรียนอ่อนกว่าลงมือ
ปฏิบัติกิจกรรมทาให้มีส่วนร่วมได้ไม่เต็มที่ การตอบคาถามปกป้องมโนทัศน์นักเรียนตอบคาถามได้
ถกู ตอ้ งนกั เรยี นกลุม่ ทีเ่ รียนออ่ นใหค้ วามสนใจมสี ว่ นร่วมในการตอบคาถามมากขนึ้ และตอบคาถามได้
ถูกต้อง การเปรียบเทียบความรู้เดิมและความรู้ใหม่มีนักเรียนที่เปลีย่ นคาตอบหลงั จากค้นพบความรู้
ใหมจ่ ากการทากิจกรรมสว่ นใหญส่ ามารถนาความรู้จากกิจกรรมสืบเสาะมาตอบคาถามในสถานการณ์
การ์ตูนได้ถูกต้อง ขั้นประเมินผลนักเรียนตอบคาถามท้ายกิจกรรมในการประยุกต์ใช้มโนทัศน์น้ัน
นักเรียนที่เรียนเก่งและนักเรียนที่เรียนปานกลางให้เหตุผลและเขียนคาอธิบายประกอบไ ด้ถูกต้อง
นักเรียนท่ีเรยี นอ่อนยงั ขาดความชานาญในการเขียนอธิบายเหตุผล เขียนคาอธิบายทางวิทยาศาสตร์
ไม่สัมพันธ์กัน เขียนเหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์มาประกอบหลักฐานเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือได้ไม่ดีเท่าที่ควร
จากผลการจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้สิ่งมีชีวิต ด้วยการ
116
จัดการเรยี นรู้แบบ AATS เสริมด้วยการ์ตูนแนวคดิ แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 4 – 6 ทั้งข้อมูลท่ีได้จาก
สงิ่ ทีค่ น้ พบและสงิ่ ทนี่ ามาพัฒนา ทาให้ผวู้ จิ ัยเปล่ียนแปลงขน้ั ตอนการจัดการเรียนรู้แบบ AATS เสริม
ด้วยการ์ตูนแนวคิดดงั น้ี
ตารางที่ 15 ขน้ั ตอนการจัดการเรียนรู้แบบ AATS ท่มี ีการเปล่ยี นแปลงใหมโ่ ดยพัฒนาขนึ้ จากวงจร
ปฏบิ ัติการที่ 2
ขัน้ ที่ ข้ันตอนการจัดการเรยี นรู้ทคี่ งไวแ้ บบเดิม ขนั้ ตอนการจดั การเรยี นร้ทู ่ีเปลยี่ นแปลงเพิ่มเตมิ
ข้ันที่ 1
นาเสนอ 1 . 1 ค ร ู เ ส น อ ส ถ า น ก า ร ณ์ 1.1 ครูนาเสนอสถานการณ์จากภาพการ์ตูน
บรบิ ท
ปัญหา ปรากฏการณโ์ ดยใช้ภาพการต์ ูนแนวคดิ แนวคิด ตั้งคาถามให้นักเรียนแสดงมโนทัศน์เกี่ยวกับ
(concept
cartoon) 1.2 นักเรียนแสดงความคิดเห็น สถานการณ์การ์ตูนแนวคิด นักเรียนเห็นด้วยกับใคร
ขั้นที่ 2 เกี่ยวกับสถานการณ์และปรากฏการณ์ท่ี หรือไม่เห็นดว้ ยกับใคร
ตรวจสอบ
มโนทัศน์ ครูเสนอ แสดงมโนทัศน์เดิมที่มีอยู่ก่อน 1.2 นักเรียนแสดงมโนทัศน์เดิมที่มีอยู่ก่อน
เดมิ ของ
นกั เรยี น ออกมา ออกมา เลือกออกเสียงตามความคิดเห็นของตนใน
ตารางการโต้แย้งในใบงานตอนที่ 1 ฉันเชื่อคากล่าว
อ้างของใคร (การเลือกออกเสยี ง) ฉันเลือกเช่อื ตัวละคร
น้ีเพราะอะไร (ข้อโต้แย้งของฉนั บอกเหตผุ ลสนับสนุน)
การปรบั ปรุงเพม่ิ เตมิ ในวงจรปฏิบัตกิ ารท่ี 2
ในขน้ั นี้ผวู้ ิจยั เพิม่ บทบาทครูในขณะท่สี อนเพื่อ
กระตุ้นการมีส่วนร่วมของนักเรียนโดยกล่าวคาชมเชย
และใหค้ ะแนนโบนสั สาหรับการมสี ว่ นร่วมตอบคาถาม
2.1 ค ร ูตั้งค าถามเกี่ยวกับ 2.1 ครูตั้งคาถามเกี่ยวกับสถานการณ์ที่
สถานการณ์ที่น าเสนอในภาพการ์ตูน นาเสนอในภาพการต์ นู แนวคดิ
แนวคดิ 2.2 นักเรียนตีความจากสถานการณ์
2.2 น ั ก เ ร ี ย น ต ี ค ว า ม จ า ก ครแู จกภาพสถานการณ์การ์ตูนแนวคดิ ให้นักเรียนโดย
สถานการณ์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ ยังไม่แจกใบงานบันทึกการโต้แย้ง นักเรียนที่มีความ
เพื่อนโดยจับคู่และอภิปรายผล แสดงมโน คิดเหน็ ตรงกันจบั ค่อู ภปิ รายเก่ยี วกับตวั ละครทเ่ี สนอคา
ทัศนเ์ ดมิ ทีม่ ีมาก่อนออกมา กล่าวอ้างจากสถานการณ์การ์ตูน เพื่อหาเหตุผล
2.3 นักเรียนบันทึกผลการ สนับสนุนความคิดของตนตามแนวคาถามเกี่ยวกับ
อภิปรายและนาเสนอผลการอภิปรายต่อ สถานการณก์ าร์ตูนแนวคิด
เพ่อื นร่วมชน้ั
117
ตารางที่ 15 ขนั้ ตอนการจัดการเรยี นรูแ้ บบ AATS ทม่ี ีการเปลยี่ นแปลงใหมโ่ ดยพฒั นาข้นึ จากวงจร
ปฏบิ ตั ิการท่ี 2 (ต่อ)
ขัน้ ที่ ข้ันตอนการจดั การเรียนรู้ ขัน้ ตอนการจดั การเรียนร้ทู ี่เปลย่ี นแปลงใหม่
ข้นั ที่ 2
ตรวจสอบ ที่คงไวแ้ บบเดมิ
มโนทศั นเ์ ดมิ
ของนักเรยี น 2.1 ครูตั้งคาถามเกี่ยวกับ 2.3 นักเรียนอภิปรายคู่กับเพื่อนโดย
ข้ันท่ี 3 สรา้ ง สถานการณ์ที่นาเสนอในภาพการ์ตูน พิจารณาข้อความที่ตวั ละครนาเสนอทีละคน พร้อม
ความขัดแยง้
ทางปญั ญา แนวคิด ลงความเห็นว่า นักเรียนและเพื่อนเห็นด้วย หรือไม่
2.2 นักเรียนตีความจาก เห็นด้วย กับคากล่าวอ้างของตัวละครและบันทึก
สถานการณ์ แลกเปลี่ยนความคิดเหน็ เหตุผล หลักฐาน สนับสนุน อภิปรายจนครบตัว
กับเพื่อนโดยจับคู่และอภิปรายผล ละครทั้ง 3 คน และลงข้อสรุปว่าหลังจากอภิปราย
แสดงมโนทัศนเ์ ดิมท่มี มี าก่อนออกมา กับเพื่อนแล้ว นักเรียนจะเลือกเห็นด้วยกับใคร
2.3 นักเรียนบันทึกผลการ บันทึกการอภิปรายพร้อมเขียนเหตุผลและหลักฐาน
อภิปรายและนาเสนอผลการอภิปราย สนบั สนนุ (เสร็จสนิ้ การอภิปรายแบบจับค่)ู
ต่อเพอ่ื นร่วมชน้ั 2.4 ครูสังเกตพฤติกรรมการสนทนาของ
นักเรียน กระตุ้นให้นักเรียนเกิดการอภิปราย และ
เดินตรวจคาตอบของนักเรียนทุกคนระหว่างทา
กิจกรรมคัดเลือกนักเรียนที่มีแนวความคิดใกล้เคียง
กบั ประเดน็ ทขี่ ดั แย้งออกมานาเสนอหนา้ ชน้ั เรียน
2.5 ครูคัดเลือกตัวแทนนักเรียนออกมา
นาเสนอ นักเรียนทั้งชั้นเรียนร่วมกันอภิปรายใน
ประเด็นที่เพื่อนออกมานาเสนอหน้าชั้นเรียนเห็น
ด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับตัวละครในแต่ละตัวพร้อม
แสดงเหตุผลที่เห็นด้วยหรือคัดค้านบันทึกผลการ
โต้แย้งในชั้นเรียนลงในใบงาน ข้อที่ 3
การโต้แยง้ ของเพอื่ นรว่ มชั้น
3.1 ครูแสดงสถานการณ์ที่ ในขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ผู้วิจัยยังคงใช้
แตกต่างจากคาทานายของนักเรียน รูปแบบเดิม
และตั้งคาถามเก่ียวกับสถานการณ์ การปรบั ปรงุ เพ่ิมเติมในวงจรปฏบิ ตั กิ ารที่ 2
เพอ่ื ให้นกั เรียนประหลาดใจ ในขั้นนี้ผู้วิจัยเพิ่มบทบาทครูในขณะที่สอน
3.2 นักเรียนพยากรณ์สร้าง เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมของนักเรียนโดยกล่าวคา
ค าอธิบายทางวิทยาศาสตร์แสดง ชมเชยและให้คะแนนโบนัสสาหรับการมีส่วนร่วม
ความคิดของตนเองอย่างชดั เจน ตอบคาถาม
118
ตารางท่ี 15 ขั้นตอนการจดั การเรียนรู้แบบ AATS ทม่ี ีการเปลีย่ นแปลงใหมโ่ ดยพัฒนาข้ึนจากวงจร
ปฏบิ ตั ิการที่ 2 (ตอ่ )
ข้ันท่ี ขนั้ ตอนการจดั การเรยี นรทู้ ่ีคงไว้แบบเดิม ขั้นตอนการจัดการเรียนร้ทู เ่ี ปลี่ยนแปลงใหม่
ขัน้ ท่ี 4 สร้าง
มโนทัศน์ทาง 4.1 ครูจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ ข้ันตอนการจัดการเรียนรู้ ขนั้ ที่ 4 สร้าง
วิทยาศาสตร์
ส ื บ เ ส า ะ ( Inquiry – based learning) มโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ ผู้วิจัยยัง คงไว้
ขน้ั ท่ี 5 ป้องกัน
มโนทศั นท์ าง เกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหา เพื่อพิสูจน์ข้อ แบบเดมิ
วิทยาศาสตร์
กล่าวอา้ ง การปรบั ปรงุ เพ่มิ เตมิ ในวงจรปฏิบตั กิ ารท่ี 2
ขั้นที่ 6 การ
ประเมินผล 4.2 นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมกับ บทบาทของครูในขั้นนี้ที่ต้องปฏิบัติให้
เพื่อนในกลุ่มเพื่อสร้างค าอธิบายทาง มากขึ้นคือให้ความช่วยเหลือและกระตุ้นให้
วทิ ยาศาสตรจ์ ากผลของการสืบเสาะ นกั เรียนมีส่วนร่วมในการทากิจกรรมกลุ่ม
5.1 ครใู หข้ ้อสังเกตทางวทิ ยาศาสตร์ ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ ขั้นที่ 5
เสนอสถานการณท์ ่ีขัดแย้ง ป้องกนั มโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ ผู้วจิ ัยยังคงไว้
5.2 นักเรียนสร้างคาอธบิ าย แบบเดิม
ปกป้องแนวคดิ ทยาศาสตร์ การปรับปรงุ เพ่มิ เตมิ ในวงจรปฏบิ ัตกิ ารท่ี 2
5.3 ครสู าธิตว่ามโนทัศน์ บทบาทของครูในขั้นนี้ที่ต้องปฏิบัติให้
วทิ ยาศาสตรน์ ามาใช้ไดอ้ ย่างไร มากขึ้นคือกระตุ้นให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการ
ตอบคาถามมากทส่ี ดุ กลา่ วช่ืนชมนักเรยี น
6.1 ครนู าอภิปรายและเปรียบเทียบ 6.1 ครูนาอภิปรายและเปรียบเทียบ
แนวคิดวิทยาศาสตร์กับแนวคิดของนักเรียน แนวคดิ วทิ ยาศาสตรก์ บั แนวคิดของนักเรยี นเอง
เอง 6.2 นักเรียนเปรียบเทียบแนวคิด
6.2 นักเรียนเปรียบเทียบแนวคิด วิทยาศาสตร์กับแนวคิดตนเอง ค้นพบสิ่ง
วิทยาศาสตร์กับแนวคิดตนเอง ค้นพบส่ิง ผิดพลาดทาความเขา้ ใจแนวคิดวิทยาศาสตร์
ผิดพลาด ทาความเข้าใจแนวคดิ วทิ ยาศาสตร์ 6.3 ครสู ร้างสถานการณใ์ หม่ด้วยการใช้
6.3 ครูสร้างสถานการณ์ใหม่ด้วย การต์ ูนแนวคิด
การใช้การ์ตนู แนวคดิ 6.4 นกั เรยี นประยุกต์ใชม้ โนทัศน์ใหม่ใน
6.4 นักเรียนประยุกต์ใช้มโนทัศน์ สถานการณ์การ์ตูนแนวคิด (มอบหมายเป็น
ใหม่ในสถานการณ์การ์ตนู แนวคดิ การบา้ น)
119
การปฏิบัติการวจิ ยั วงจรปฏบิ ัติการที่ 3
ผวู้ ิจัยได้ดาเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สังเกตและเก็บรวบรวมข้อมูลตามแผนการจัดการ
เรียนรู้ที่ 7 – 9 หลังการปฏิบัติตามกระบวนการของวงจรปฏิบัติการที่ 3 สิ้นสุดลง ผู้วิจัยได้ทาการ
ทดสอบนักเรียนกลุ่มเป้าหมายดว้ ยแบบทดสอบวัดความสามารถด้านการโต้แย้งเชิงวทิ ยาศาสตร์ เร่ือง
ลักษณะทางพันธุกรรม ท้ายวงจรปฏิบัติการที่ 3 จานวน 2 ข้อ ผลการปฏิบัติตามวงจรที่ 3 มี
รายละเอยี ดดังนี้
1. การพัฒนาความสามารถในการโต้แยง้ เชิงวิทยาศาสตร์ เรื่อง ลักษณะทางพนั ธุกรรม
ของสง่ิ มีชวี ิตดว้ ยการจัดการเรียนรูแ้ บบ AATS เสริมดว้ ยการ์ตนู แนวคดิ
ผู้วิจัยได้ใช้การจัดการเรียนรู้แบบ AATS ตามรูปแบบการวิจยั เชิงปฏิบตั กิ ารในชั้นเรียนเป็น
รูปแบบการจัดการเรียนรูท้ ี่ได้พัฒนาขึ้นโดยใช้การโต้แย้งในการสอนวิทยาศาสตร์ (Argumentation
Approach in Teaching Science, AATS)เสริมด้วยการ์ตูนแนวคิด เพื่อให้นักเรียนได้พัฒนา
ความสามารถในการโต้แย้ง โดยเรียนรู้จากสถานการณ์การ์ตูนแนวคิดที่สอดคล้องกับบริบทปัญหา
นักเรียนได้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผ่านกระบวนการอภิปรายโต้แย้ง มีความมั่นใจในตนเอง กล้า
แสดงความคิดเห็นและคัดค้านแนวคิดที่เห็นต่างโดยใช้เหตุผล ยอมรับความเห็นที่แตกต่าง ส่งเสริม
การอภิปรายความถูกต้องของข้อกล่าวอ้างผ่านปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เรียนรู้ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้
แบบสบื เสาะ (Inquiry-based learning) สง่ เสรมิ ใหน้ ักเรยี นสรา้ งคาอธิบายเชิงวทิ ยาศาสตร์และสร้าง
มโนทัศนว์ ทิ ยาศาสตร์ เปรียบเทยี บแนวคิดเดิมกับแนวคิดใหม่ทาใหเ้ ขา้ ใจแนวคิดวิทยาศาสตร์ได้ดีขึ้น
มรี ายละเอียดของการจดั กิจกรรมการเรียนรดู้ ังนี้
ขนั้ ท่ี 1 การวางแผนการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ (Plan)
ผู้วิจยั ไดว้ เิ คราะห์ขอ้ มูลเชิงคุณภาพเกย่ี วกับสภาพปญั หาในการจดั การเรยี นรูใ้ นวงจร
ปฏบิ ตั ิการท่ี 2 แลว้ นาข้อมูลทไี่ ดม้ าใชใ้ นการวางแผนการจดั การเรียนร้ใู หม้ ีความเหมาะสมกับนักเรียน
และเน้นกระบวนการโต้แย้งเชิงวิทยาศาสตร์ ซึ่งจากข้อค้นพบจากการปฏิบัติการวิจัยในวงจร
ปฏิบัตกิ ารที่ 2 ผู้วจิ ยั ได้ปรบั ปรุงข้อบกพร่องที่เกิดระหว่างการจัดการเรียนรู้ในแผนการจัดการเรียนรู้
วงจรปฏิบตั ิการที่ 2 ในขัน้ ตอนอภิปรายโต้แย้งแบบจับคู่ ผวู้ ิจัยได้ปรบั รปู แบบการนาเสนอสถานการณ์
การ์ตูนก่อนนักเรียนจะทาการโต้แย้งเพื่อลดความกังวลในการบันทึกกิจกรรมการโต้แย้งเพื่อ ให้
นักเรียนมีสมาธกิ ับการอภปิ รายและมีสว่ นร่วม ออกแบบกจิ กรรมท่ีเน้นผเู้ รยี นเรียนรู้แบบสบื เสาะ ไดม้ ี
ส่วนร่วมลงมือปฏบิ ัติกิจกรรมร่วมกบั เพือ่ นในกลุ่มอย่างท่ัวถึง กระตุ้นใหน้ ักเรยี นทุกคนมีสว่ นร่วมใน
การแสดงความคดิ เหน็ แสดงหลกั ฐานเพม่ิ ข้นึ
ข้นั ที่ 2 การดาเนินการจัดการเรยี นรู้ (Action)
ผวู้ จิ ยั ไดด้ าเนนิ การจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 7 – 9
โดยมีขอ้ มูลการปฏิบตั ิกิจกรรมในแต่ละแผนการจดั การเรียนร้ดู ังน้ี
120
1. แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 7 วชิ าวทิ ยาศาสตรต์ ามการจัดการเรียนรแู้ บบ AATS
เสรมิ ด้วยการต์ นู แนวคิด เร่ือง ความสัมพันธ์ของส่ิงมีชีวติ กบั สงิ่ ไม่มีชีวิต
ขนั้ ท่ี 1 นาเสนอบรบิ ทปญั หา (concept cartoon)
ครูนาเสนอสถานการณ์จากภาพการ์ตูนแนวคิดเกี่ยวกับการนาต้นไม้ชนิด
หนึ่งไปปลูกในถ้า หากเวลาผ่านไปการเจริญเติบโตของต้นไม้ชนิดนี้จะเป็นอย่างไร ตั้งคาถามให้
นักเรียนแสดงมโนทัศน์เกี่ยวกบั สถานการณ์การ์ตนู แนวคิด นักเรียนเห็นด้วยกับใคร หรือไม่เห็นด้วย
กับใคร นักเรียนแสดงมโนทัศน์เดิมที่มีอยู่ก่อนออกมา เลือกออกเสียงตามความคิดเห็นของตนใน
ตารางการโต้แย้งในใบงานตอนที่ 1 ฉันเชื่อคากล่าวอา้ งของใคร(การเลอื กออกเสยี ง) ฉันเลือกเชื่อตัว
ละครน้เี พราะอะไร(ข้อโตแ้ ยง้ ของฉัน บอกเหตผุ ลสนับสนุน) ดงั ภาพที่ 26
ภาพที่ 26 สถานการณ์การต์ ูนแนวคิด เรื่อง เอาต้นไมน้ ไี้ ปปลกู ในถ้าจะเป็นอย่างไร?
ขนั้ ท่ี 2 ตรวจสอบมโนทศั น์เดมิ ของนักเรียน
ครูตั้งคาถามเก่ียวกบั สถานการณ์ที่นาเสนอในภาพการต์ นู แนวคิด นักเรียน
ตีความจากสถานการณ์ ครูแจกภาพการ์ตูนแนวคิดขนาดกระดาษ A4 ให้นักเรียนที่มีความคิดเห็น
ตรงกันจับคู่อภิปรายเกี่ยวกับตัวละครที่เสนอคากล่าวอ้างจากสถานการณ์การ์ตูน เพื่อหาเหตุผล
สนับสนนุ ความคิดของตนตามแนวคาถามเกยี่ วกับสถานการณ์การ์ตูนแนวคิดโดยยังไม่ตอ้ งจดบันทกึ
2.1 คขู่ องนกั เรยี นสนบั สนุนความคดิ ของใคร
121
2.2 เพราะเหตุใดนกั เรียนจึงเหน็ ด้วยกับคาพูดของตัวละครท่ีนักเรียนเลือก
สนับสนุนความคิดน้ี
2.3 มหี ลักฐานอะไรบ้างที่สนบั สนุนแนวคดิ ดงั กลา่ ว
นักเรียนบันทึกข้อสรปุ ท่ีได้จากการร่วมอภิปรายลงในใบกิจกรรมที่ 7.1
ตอนที่ 1เขยี นเหตุผลและหลักฐานสนับสนุน (เสรจ็ ส้ินการอภิปรายแบบจบั คู)่
2.4 ครสู ังเกตพฤติกรรมการสนทนาของนกั เรียนกระตุ้นใหน้ กั เรยี นเกิดการ
อภิปรายและ เดิน ตร วจค าตอ บของนั กเรี ยน ทุก คน ระห ว่ าง ท าก ิ จกร รม คั ดเลื อกน ัก เร ียน ท ี ่ มี
แนวความคิดใกลเ้ คียงกับประเดน็ ท่ีขัดแย้งออกมานาเสนอหนา้ ช้ันเรียน
2.5 ครูคัดเลือกตัวแทนนักเรียนออกมานาเสนอนักเรียนเกี่ยวกับลักษณะ
ของลูกสนุ ขั จิง้ จอกที่จะเกิดมา ทง้ั ชั้นเรยี นรว่ มกันอภิปรายในประเด็นท่ีเพ่ือนออกมานาเสนอหน้าช้ัน
เรียนเห็นด้วยหรือไม่เหน็ ด้วยกับตัวละครในแต่ละตัวและเห็นด้วยกับเพื่อนที่ออกมานาเสนอหรือไม่
เห็นดว้ ย พรอ้ มแสดงเหตผุ ลท่ีเห็นด้วยหรือคัดคา้ นเพือ่ น สรุปผลการแยง้ หลงั จากนกั เรียนได้รับข้อมูล
จากเพอ่ื นและอภิปราย นักเรียนเปลยี่ นใจท่ีจะเช่อื เพ่ือนหรือไม่ บันทกึ ผลการโต้แย้งในชั้นเรียนลงใน
ใบงาน ข้อที่ 3 การโต้แย้งของเพื่อนรว่ มชั้น ครูเขียนชื่อนักเรยี นทีเ่ ห็นด้วยกับตัวละครไว้บนกระดาน
เพอื่ ตรวจสอบหลงั ทากจิ กรรม
ขนั้ ที่ 3 สร้างความขัดแยง้ ทางปัญญา
ครใู ชค้ าถามทีจ่ ากคาทานายของนกั เรยี นและต้งั คาถามเก่ียวกับสถานการณ์
เพื่อให้นักเรียนประหลาดใจ นักเรียนอภิปรายเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของพืชต้นนี้ในถ้าหากเอาไป
ปลูกในถ้า เทียบกับพืชชนิดเดยี วกนั แล้วพชื ตน้ ไหนจะโตไวกว่า นักเรยี นพยากรณ์ สรา้ งคาอธิบายทาง
วทิ ยาศาสตร์ แสดงความคดิ ของตนเองอย่างชัดเจน
ขัน้ ที่ 4 สรา้ งมโนทศั นท์ างวิทยาศาสตร์
ครจู ดั กิจกรรมการเรยี นรู้แบบสบื เสาะ (Inquiry – based learning)
เกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหา เพื่อพิสูจน์ข้อกล่าวอ้าง กิจกรรมที่ 7.2 สิ่งมีชีวิตมีความสัมพันธ์กับ
สง่ิ ไมม่ ชี ีวิตอยา่ งไร โดยแบ่งนักเรยี นเปน็ 3 กลุ่ม กลุ่มละ 3 - 4 คน สารวจสิ่งมชี วี ิตและสง่ิ ไมม่ ีชีวิตใน
บริเวณโรงเรียน แล้วบันทึกผลลงในแบบบันทึกกิจกรรมท่ี 7.2 นาผลมาเขียนเป็นความสัมพันธ์และ
นาเสนอผลงาน เขยี นตวั อยา่ งใส่กระดาษปรู๊ฟตกแต่งให้สวยงาม ทกุ กลมุ่ รว่ มกนั แสดงความคิดเห็นว่า
บริเวณท่ีได้สารวจมีความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิตอย่างไร จัดแสดงผลงานกลุ่มแบบ
gallery walk จากน้นั ให้นกั เรยี นทง้ั ห้องร่วมกนั สรุป
122
ขั้นท่ี 5 ปอ้ งกนั มโนทศั น์ทางวิทยาศาสตร์
ครูใหข้ อ้ สงั เกตทางวิทยาศาสตร์ เสนอสถานการณ์ทขี่ ดั แยง้ จากการทา
กจิ กรรม
5.1 สงิ่ มชี วี ติ สามารถดารงอยู่อยไู่ ดโ้ ดยไม่ต้องอาศัยสง่ิ ไมม่ ีชวี ิตหรือไม่
5.2 พืชที่เราเอาไปปลูกในถ้าที่มืดสนิท ไม่มีน้า ไม่มีแสง ไม่มีแร่ธาตุจะมี
การเจริญเติบโตเป็นอย่างไร นักเรียนให้เหตุผลสนับสนุน นักเรียนสร้างคาอธิบายปกป้องแนวคิด
วทิ ยาศาสตรค์ รูยกตัวอย่างสถานการณ์จากเหตุการณ์เดก็ ติดถา้ ถา้ หากในนนั้ ไมม่ ีน้า มอี อกซิเจนน้อย
ไม่มีแสง ไม่มีอาหาร หากออกมาจากถ้าไม่ได้จะเป็นอย่างไร เพื่อให้นักเรียนเห็นว่าส่ิงมีชีวิตมี
ความสัมพนั ธก์ ับสิ่งไม่มชี วี ิต ในด้านเป็นแหล่งที่อยอู่ าศยั แหลง่ อาหาร แหลง่ เล้ียงดลู กู ออ่ น และสาธิต
วา่ มโนทศั นว์ ิทยาศาสตร์นามาใชไ้ ด้อยา่ งไรโดยใหน้ กั เรยี นร่วมตอบคาถาม
ขั้นที่ 6 การประเมินผล
ครูนาอภิปรายและเปรียบเทียบแนวคิดวิทยาศาสตร์กับแนวคิดเดิมของ
นักเรียนกับแนวคดิ ใหม่ ซ่ึงให้นักเรยี นทาใบงานในตอนที่ 2 เพอื่ เป็นการเปรยี บเทยี บความรู้ว่านักเรยี น
มกี ารเปลีย่ นมโนทัศนห์ รอื ไม่ เมอ่ื เปรียบเทยี บเสร็จแล้วใชค้ าถามนาอภปิ รายดังนี้
6.1 ข้อกล่าวอา้ งใดท่ถี กู ตอ้ ง (Claim)
6.2 มขี ้อเทจ็ จรงิ ใดที่สนบั สนนุ แสดงความสัมพนั ธ์ระหว่างข้อกล่าวอ้างกับ
ข้อมูล (Data)
6.3 มีหลักฐานยืนยันใดสนับสนุนขอ้ กลา่ วอา้ ง (Warrant)
นักเรียนเปรียบเทียบแนวคิดวิทยาศาสตร์กับแนวคิดตนเองโดยใช้
สถานการณ์เดมิ เพ่อื ค้นพบส่ิงผดิ พลาด ทาความเข้าใจแนวคิดวิทยาศาสตร์ท่ีถกู ตอ้ ง สารวจนักเรียน
ว่าใครเห็นด้วยกบั ตวั ละครที่กล่าวถูกแตแ่ รกสารวจนกั เรียนท่ีเปล่ยี นใจมาเหน็ ด้วยกับตัวละครท่ีกล่าว
ถกู ต้องและสามารถหาเหตุผล หลกั ฐาน คาอธิบายท่ีถูกต้องไดส้ ารวจนักเรยี นว่าใครเห็นด้วยกับปุ้มปุ้ย
แตแ่ รก สารวจนกั เรียนที่เปลย่ี นใจมาเห็นดว้ ยกับปุ้มป้ยุ และสามารถหาเหตุผล หลกั ฐาน คาอธิบายที่
ถูกตอ้ งได้
ครใู หส้ ถานการณก์ าร์ตูนแนวคิดเรอื่ งใหม่เพื่อนักเรียนประยุกต์ใช้มโนทัศน์
ใหม่ใน สถาน การ ณ์การ ์ตูน แน วคิดสถาน การ ณ์ใหม่ แหล่ง น ้าใน น าของ โจเซ ฟ มีกบม าอาศ ั ย อ ยู่
ใหน้ ักเรียนเขียนแสดงความคิดเห็นและโนม้ น้าวให้เพ่ือนเหน็ ดว้ ยกับตนเอง หรอื เขียนข้อคดั คา้ น และ
เขียนคาอธบิ ายทางวทิ ยาศาสตรส์ นับสนนุ ดังภาพที่ 27
123
ภาพท่ี 27 สถานการณก์ ารต์ ูนแนวคิด เร่อื ง กบนอ้ ยกับแหลง่ นา้
2. แผนการจดั การเรียนรูท้ ี่ 8 วชิ าวทิ ยาศาสตร์ตามการจัดการเรียนรูแ้ บบ AATS
เสรมิ ดว้ ยการ์ตูนแนวคดิ เรอื่ ง โซอ่ าหารและสายใยอาหาร
ข้ันท่ี 1 นาเสนอบรบิ ทปัญหา (concept cartoon)
ครูนาเสนอสถานการณ์จากภาพการ์ตูนแนวคิด ในทุ่งนาหลังบ้านมีกบ
สายพนั ธ์ุท่บี รโิ ภคเฉพาะต๊ักแตนขา้ วอย่ใู นนาจานวนมาก ระหว่างท่นี ่งั เลน่ เดก็ ๆได้สงั เกตเหน็ งูท่ีมารอ
กินกบ และมองเห็นกบที่มากินตั๊กแตน ตั้งคาถามให้นักเรียนแสดงมโนทัศน์เกี่ยวกับสถานการณ์
การต์ นู แนวคิด นักเรียนเหน็ ดว้ ยกับใคร หรอื ไม่เหน็ ดว้ ยกับใคร นักเรยี นแสดงมโนทศั น์เดิมที่มีอยู่ก่อน
ออกมา เลือกออกเสียงตามความคิดเห็นของตนในตารางการโตแ้ ยง้ ในใบงานตอนที่ 1 ฉันเชอ่ื คากล่าว
อ้างของใคร(การเลือกออกเสียง) ฉันเลือกเชื่อตัวละครนี้เพราะอะไร(ข้อโต้แย้งของฉัน บอกเหตุผล
สนับสนุน) ดังภาพท่ี 28
124
ภาพที่ 28 สถานการณก์ าร์ตูนแนวคดิ เรอ่ื งเล่าจากทุ่งนา
ขั้นที่ 2 ตรวจสอบมโนทศั นเ์ ดมิ ของนกั เรียน
ครูต้งั คาถามเกย่ี วกับสถานการณ์ท่ีนาเสนอในภาพการต์ นู แนวคิด นักเรียน
ตีความจากสถานการณ์ ครูแจกภาพการ์ตูนแนวคิดขนาดกระดาษ A4 ให้นักเรียนที่มีความคิดเห็น
ตรงกันจับคู่อภิปรายเกี่ยวกับตัวละครที่เสนอคากล่าวอ้างจากสถานการณ์การ์ตูน เพื่อหาเหตุผล
สนับสนนุ ความคดิ ของตนตามแนวคาถามเกย่ี วกับสถานการณ์การต์ นู แนวคดิ โดยยังไมต่ อ้ งจดบนั ทกึ
2.1 คู่ของนักเรียนสนบั สนนุ ความคดิ ของใคร
2.2 เพราะเหตใุ ดนักเรียนจึงเห็นด้วยกับคาพูดของตัวละครที่นักเรียนเลือก
สนับสนนุ ความคดิ น้ี
2.3 มหี ลักฐานอะไรบ้างทส่ี นบั สนุนแนวคิดดังกลา่ ว
นักเรียนบันทึกข้อสรุปที่ได้จากการร่วมอภิปรายลงในใบกิจกรรมที่ 8.1
ตอนท่ี 1เขยี นเหตผุ ลและหลักฐานสนับสนุน (เสรจ็ สนิ้ การอภปิ รายแบบจบั ค่)ู
2.4 ครสู งั เกตพฤตกิ รรมการสนทนาของนักเรียนกระตนุ้ ให้นกั เรียนเกิดการ
อภิปรายและ เดิน ตร วจค าตอ บของนั กเรี ยน ทุก คน ระห ว่ าง ท าก ิ จกร รม คั ดเลื อกน ัก เร ียน ท ี ่ มี
แนวความคดิ ใกลเ้ คียงกบั ประเด็นทขี่ ดั แย้งออกมานาเสนอหนา้ ชัน้ เรยี น
2.5 ครูคัดเลือกตัวแทนนักเรียนออกมานาเสนอนักเรียนเกี่ยวกับลักษณะ
ของลกู สุนขั จิ้งจอกท่ีจะเกิดมา ทั้งชัน้ เรยี นร่วมกนั อภิปรายในประเด็นทเี่ พื่อนออกมานาเสนอหน้าชั้น
125
เรียนเห็นด้วยหรือไม่เหน็ ด้วยกับตัวละครในแต่ละตัวและเห็นด้วยกับเพื่อนที่ออกมานาเสนอหรือไม่
เห็นดว้ ย พรอ้ มแสดงเหตุผลท่ีเหน็ ด้วยหรือคัดคา้ นเพ่ือน สรปุ ผลการแยง้ หลังจากนกั เรียนได้รับข้อมูล
จากเพื่อนและอภิปราย นกั เรยี นเปล่ยี นใจท่ีจะเชอ่ื เพ่อื นหรือไม่ บันทึกผลการโต้แย้งในช้ันเรียนลงใน
ใบงาน ข้อที่ 3 การโตแ้ ย้งของเพอื่ นรว่ มช้ัน ครูเขยี นช่ือนกั เรียนท่เี หน็ ดว้ ยกับตัวละครไว้
บนกระดานเพ่อื ตรวจสอบหลังทากจิ กรรม
ขนั้ ที่ 3 สร้างความขดั แยง้ ทางปญั ญา
ครูใช้คาถามท่ีจากคาทานายของนกั เรยี นและตง้ั คาถามเกยี่ วกบั สถานการณ์
เพื่อใหน้ กั เรยี นประหลาดใจ นกั เรียนอภิปรายเก่ียวกับประชากรของกบและตก๊ั แตนนักเรยี นพยากรณ์
สร้างคาอธิบายทางวิทยาศาสตร์ แสดงความคดิ ของตนเองอยา่ งชดั เจน
ข้ันท่ี 4 สร้างมโนทัศนท์ างวิทยาศาสตร์
ครูจดั กจิ กรรมการเรียนรู้แบบสบื เสาะ (Inquiry – based learning)
เกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหา เพื่อพิสูจน์ข้อกล่าวอ้าง กิจกรรมที่ 8.2 ห่วงโซ่อาหารและสายใยอาหาร
โดยแบง่ นกั เรยี นเป็น 3 กลมุ่ กลมุ่ ละ 3 - 4 คน นักเรยี นแต่ละกล่มุ รับบัตรภาพจากครู ได้แก่ ผู้ผลิต
ผู้บริโภคพืช ผู้บริโภคสตั ว์ และผู้บริโภคทั้งพืชและสัตว์ เขียนชื่อสิ่งมีชีวิตที่มีบทบาทต่างๆ ลงในหลัง
ของบตั รบทบาท เขียนโซ่อาหารตามความเขา้ ใจลงใบงาน นกั เรยี นอธบิ ายบทบาทของตนให้เพื่อนใน
สมาชิกกลุ่มฟังและแสดบทบาทสมมติของสิ่งมีชีวิตในแหล่งที่อยู่นามาเขียนเป็นโซ่อาหารและสายใย
อาหาร เขยี นชอ่ื ส่ิงมีชีวิตใสห่ ัวลูกศรให้ถกู ต้อง นกั เรียนออกมานาเสนอผลงานกล่มุ จากน้ันให้นักเรียน
ทงั้ ห้องรว่ มกันสรุป
ขน้ั ท่ี 5 ป้องกันมโนทศั นท์ างวิทยาศาสตร์
ครูให้ข้อสังเกตทางวิทยาศาสตร์ เสนอสถานการณ์ที่ขัดแย้งจากการทา
กจิ กรรม ยกตวั อยา่ งสิ่งมีชวี ิตในแหล่งทอ่ี ยู่ที่อยู่รว่ มกัน มีการกนิ กัน และถามถึงบทบาทของส่ิงมีชีวิต
ในโซ่อาหาร หากสิ่งมีชีวิตหนึ่งตายลงจะส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวติ อื่นอยา่ งไร กล่าวถึงสถานการณ์ท่ี
ตั๊กแตนกินข้าวที่มียาฆ่าหญ้าแล้วเราจะได้รับสารพิษหรือไม่ และสาธิตว่ามโนทัศน์วิทยาศาสตร์
นามาใช้ได้อยา่ งไรโดยใหน้ ักเรยี นรว่ มตอบคาถาม
ขั้นท่ี 6 การประเมินผล
ครูนาอภิปรายและเปรียบเทียบแนวคิดวิทยาศาสตร์กับแนวคิดเดิมของ
นักเรยี นกับแนวคดิ ใหม่ ซง่ึ ใหน้ ักเรียนทาใบงานในตอนท่ี 2 เพื่อเป็นการเปรยี บเทยี บความรวู้ ่านกั เรยี น
มีการเปลีย่ นมโนทัศน์หรือไม่ เมอ่ื เปรยี บเทียบเสรจ็ แล้วใชค้ าถามนาอภิปรายดงั นี้
6.1 ข้อกล่าวอ้างใดทถ่ี ูกตอ้ ง (Claim)
6.2 มีข้อเท็จจริงใดท่ีสนบั สนนุ แสดงความสมั พนั ธร์ ะหว่างข้อกล่าวอ้างกับ
ข้อมูล (Data)
126
6.3 มหี ลกั ฐานยนื ยันใดสนบั สนุนขอ้ กลา่ วอ้าง (Warrant)
นักเรียนเปรียบเทียบแนวคิดวิทยาศาสตร์กับแนวคิดตนเองโดยใช้
สถานการณ์เดิม เพื่อค้นพบส่ิงผดิ พลาด ทาความเข้าใจแนวคิดวิทยาศาสตร์ท่ีถกู ต้อง สารวจนักเรียน
วา่ ใครเหน็ ด้วยกบั ตวั ละครท่ีกล่าวถูกแต่แรกสารวจนักเรยี นที่เปลยี่ นใจมาเห็นด้วยกับตัวละครที่กล่าว
ถูกต้องและสามารถหาเหตุผล หลักฐาน คาอธิบายที่ถูกต้องได้สารวจนักเรียนว่าใครเห็นด้วยแตแ่ รก
สารวจนักเรียนที่เปลี่ยนใจมาเหน็ ดว้ ยและสามารถหาเหตผุ ล หลักฐาน คาอธบิ ายที่ถกู ตอ้ งได้
ครูให้สถานการณก์ าร์ตนู แนวคิดเรื่องใหม่เพ่ือนักเรียนประยุกต์ใช้มโนทัศน์
ใหม่ในสถานการณก์ ารต์ ูนแนวคิดสถานการณใ์ หม่คุณตาเลา่ นทิ านใหฟ้ งั ส่งิ มชี วี ติ ในนทิ านที่คุณตาเล่า
มหี นูกินข้าวโพดและมนี กเกาะอยู่ แมวกาลงั น่ังจ้องนก ความสมั พนั ธร์ ปู แบบโซ่อาหารจะเป็นอย่างไร
นะให้นักเรียนเขียนแสดงความคิดเห็นและโน้มน้าวให้เพื่อนเห็นด้วยกับตนเอง หรือเขียนข้อคัดค้าน
และเขยี นคาอธบิ ายทางวิทยาศาสตรส์ นบั สนุน ดังภาพที่ 29
ภาพท่ี 29 สถานการณ์การต์ ูนแนวคดิ เรื่อง โซ่อาหาร
3. แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 9 วชิ าวิทยาศาสตร์ตามการจัดการเรยี นรแู้ บบ AATS
เสริมด้วยการ์ตนู แนวคิด เรื่อง ความสาคัญของส่งิ แวดล้อม
ขน้ั ท่ี 1 นาเสนอบริบทปัญหา (concept cartoon)
ครูนาเสนอสถานการณ์จากภาพการ์ตูนแนวคิด ในการทาการเกษตร
ปัจจุบันมีเกษตรกรนายาปราบศัตรูพืช ยาฆ่าหญ้ามาใช้กาจัดหญ้าในนาข้าว เพิ่มผลผลิตทาง
127
การเกษตร ถ้ามีการนามาใช้โดยไมค่ านึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจะมปี ัญหาใดตามมา ตั้งคาถาม
ให้นกั เรยี นแสดงมโนทศั นเ์ กย่ี วกบั สถานการณ์การต์ นู แนวคิด นักเรยี นเห็นด้วยกบั ใคร หรือไมเ่ ห็นด้วย
กับใคร นักเรียนแสดงมโนทัศน์เดิมที่มีอยู่ก่อนออกมา เลือกออกเสียงตามความคิดเห็นของตนใน
ตารางการโต้แย้งในใบงานตอนที่ 1 ฉันเชื่อคากล่าวอ้างของใคร(การเลือกออกเสียง) ฉันเลือกเชือ่ ตวั
ละครนเี้ พราะอะไร(ขอ้ โต้แย้งของฉัน บอกเหตผุ ลสนับสนนุ )ดงั ภาพท่ี 30
ภาพท่ี 30 สถานการณก์ าร์ตูนแนวคดิ เร่อื ง สารเคมีในการเกษตร
ขน้ั ท่ี 2 ตรวจสอบมโนทศั นเ์ ดิมของนกั เรียน
ครูตั้งคาถามเกี่ยวกบั สถานการณ์ทน่ี าเสนอในภาพการ์ตูนแนวคิด นักเรียน
ตีความจากสถานการณ์ ครูแจกภาพการ์ตูนแนวคิดขนาดกระดาษ A4 ให้นักเรียนที่มีความคิดเห็น
ตรงกันจับคู่อภิปรายเกี่ยวกับตัวละครที่เสนอคากล่าวอ้างจากสถานการณ์การ์ตูน เพื่อหาเหตุผล
สนบั สนนุ ความคดิ ของตนตามแนวคาถามเก่ยี วกับสถานการณก์ ารต์ ูนแนวคดิ โดยยงั ไมต่ อ้ งจดบนั ทกึ
2.1 คู่ของนกั เรยี นสนับสนุนความคิดของใคร
2.2 เพราะเหตุใดนกั เรยี นจงึ เห็นด้วยกับคาพดู ของตัวละครทน่ี กั เรียนเลอื ก
สนบั สนนุ ความคดิ น้ี
2.3 มีหลักฐานอะไรบา้ งทสี่ นบั สนุนแนวคดิ ดังกลา่ ว
นักเรียนบันทึกข้อสรุปที่ได้จากการร่วมอภิปรายลงในใบกิจกรรมที่ 9.1
ตอนท่ี 1 เขยี นเหตุผลและหลกั ฐานสนับสนุน (เสร็จสน้ิ การอภิปรายแบบจับค่)ู
128
2.4 ครูสงั เกตพฤติกรรมการสนทนาของนักเรยี นกระตุ้นใหน้ ักเรยี นเกดิ การ
อภิปรายและ เดิน ตร วจค าตอ บของนั กเรี ยน ทุก คน ระห ว่ าง ท าก ิ จกร รม คั ดเลื อกน ัก เร ียน ท ี ่ มี
แนวความคิดใกล้เคยี งกบั ประเด็นทขี่ ดั แย้งออกมานาเสนอหน้าชนั้ เรียน
2.5 ครูคัดเลือกตัวแทนนักเรียนออกมานาเสนอนักเรียนเกี่ยวกับลักษณะ
ของลูกสุนขั จ้ิงจอกที่จะเกดิ มา ทง้ั ช้นั เรยี นรว่ มกันอภิปรายในประเดน็ ท่ีเพือ่ นออกมานาเสนอหน้าช้ัน
เรียนเห็นด้วยหรือไม่เหน็ ด้วยกับตัวละครในแต่ละตัวและเห็นด้วยกับเพื่อนที่ออกมานาเสนอหรือไม่
เหน็ ด้วย พร้อมแสดงเหตผุ ลที่เหน็ ด้วยหรือคัดคา้ นเพอ่ื น สรุปผลการแย้งหลงั จากนักเรียนได้รับข้อมูล
จากเพ่ือนและอภิปราย นกั เรยี นเปลย่ี นใจท่ีจะเช่อื เพื่อนหรอื ไม่ บนั ทกึ ผลการโต้แย้งในช้ันเรียนลงใน
ใบงาน ข้อที่ 3 การโต้แย้งของเพ่ือนรว่ มชัน้ ครูเขียนชื่อนักเรียนทีเ่ หน็ ด้วยกับตัวละครไว้บนกระดาน
เพือ่ ตรวจสอบหลังทากิจกรรม
ข้ันท่ี 3 สรา้ งความขดั แย้งทางปญั ญา
ครูใช้คาถามที่จากคาทานายของนักเรยี นและตั้งคาถามเกีย่ วกับสถานการณ์
เพ่ือให้นักเรียนประหลาดใจเกย่ี วกับผลกระทบจากการใชส้ ารเคมใี นการเกษตรผลอย่างไรตอ่ ส่งิ มชี วี ิต
และสงิ่ แวดล้อมนักเรียนพยากรณ์ สร้างคาอธิบายทางวิทยาศาสตร์ แสดงความคิดของตนเองอย่าง
ชดั เจน
ขนั้ ท่ี 4 สรา้ งมโนทัศนท์ างวทิ ยาศาสตร์
ครูจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (Inquiry – based learning)
เกีย่ วกับสถานการณป์ ัญหา เพอ่ื พิสจู นข์ ้อกลา่ วอา้ ง กจิ กรรมท่ี 9.2 สง่ิ แวดลอ้ มในทอ้ งถน่ิ ของฉัน โดย
แบ่งนักเรียนเป็น 3 กลมุ่ ๆละ 3 - 4 คน นักเรียนชมวดี ทิ ัศน์ภัยพบิ ตั ิทางธรรมชาติ ร่วมกันอภิปรายถึง
สาเหตุ เชื่อมโยงความสาคัญสิ่งแวดล้อมมีผลต่อการดารงชีวิตของสิ่งมีชีวิต ร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา
สง่ิ แวดลอ้ มภายในชุมชน เช่น ปัญหาขยะ นกั เรียนแต่ละกลุ่มเขียนสภาพปญั หาและผลกระทบพร้อม
บอกวิธีการแก้ไขลงในกระดาษปรู๊ฟ จัดแสดงแบบgallery walk ตัวแทนกลุ่มนาเสนองานจากนั้น
นกั เรยี นท้ังชน้ั รว่ มกนั สรปุ
ข้ันท่ี 5 ปอ้ งกนั มโนทศั นท์ างวิทยาศาสตร์
ครูให้ข้อสงั เกตทางวิทยาศาสตร์ เสนอสถานการณ์ทีข่ ดั แย้งจากการทา
กิจกรรม ยกตัวอยา่ งส่งิ แวดล้อมและใหน้ ักเรียนแสดงวธิ ปี อ้ งกันแกไ้ ข สาธิตวา่ มโนทศั นว์ ิทยาศาสตร์
นามาใชไ้ ดอ้ ย่างไรโดยใหน้ ักเรียนร่วมตอบคาถาม
ข้นั ท่ี 6 การประเมนิ ผล
ครูนาอภิปรายและเปรียบเทียบแนวคิดวิทยาศาสตร์กับแนวคิดเดิมของ
นักเรียนกบั แนวคิดใหม่ ซึ่งให้นักเรียนทาใบงานในตอนท่ี 2 เพ่ือเปน็ การเปรียบเทยี บความรู้ว่านักเรียน
มกี ารเปลี่ยนมโนทศั น์หรือไม่ เมื่อเปรียบเทยี บเสร็จแลว้ ใชค้ าถามนาอภิปรายดงั น้ี
129
6.1 ขอ้ กล่าวอา้ งใดที่ถูกต้อง (Claim)
6.2 มขี ้อเทจ็ จริงใดท่ีสนับสนนุ แสดงความสมั พนั ธร์ ะหว่างข้อกล่าวอ้างกับ
ข้อมูล (Data)
6.3 มีหลกั ฐานยนื ยันใดสนบั สนุนข้อกล่าวอ้าง (Warrant)
นักเรียนเปรียบเทียบแนวคิดวิทยาศาสตร์กับแนวคิดตนเองโดยใช้
สถานการณ์เดมิ เพอ่ื คน้ พบส่ิงผดิ พลาด ทาความเข้าใจแนวคิดวิทยาศาสตร์ที่ถกู ตอ้ ง สารวจนักเรียน
ว่าใครเห็นด้วยกบั ตัวละครทก่ี ล่าวถูกแต่แรกสารวจนักเรียนที่เปลย่ี นใจมาเห็นด้วยกับตัวละครท่ีกล่าว
ถูกต้องและสามารถหาเหตผุ ล หลักฐาน คาอธิบายที่ถูกต้องไดส้ ารวจนักเรียนว่าใครเห็นด้วยแตแ่ รก
สารวจนักเรยี นทเี่ ปลย่ี นใจมาเหน็ ดว้ ยและสามารถหาเหตุผล หลกั ฐาน คาอธิบายที่ถูกต้องได้
ครูให้สถานการณ์การ์ตูนแนวคิดเรื่องใหม่ ปัญหาการเผาขยะในชุมชน
ทาใหส้ ภาพแวดลอ้ มเตม็ ไปด้วยฝ่นุ ควนั พิษ PM 2.5 ส่งผลอยา่ งไรตอ่ สิง่ มีชวี ติ เพื่อนักเรียนประยุกต์ใช้
มโนทัศน์ใหม่ในสถานการณ์การต์ ูนแนวคิดสถานการณ์ใหม่ ให้นักเรียนเขียนแสดงความคิดเห็นและ
โน้มน้าวให้เพื่อนเห็นด้วยกับตนเอง หรือเขียนข้อคัดค้าน และเขียนคาอธิบายทางวิทยาศาสตร์
สนับสนนุ ดังภาพที่ 31
ภาพท่ี 31 สถานการณ์การต์ นู แนวคิด เร่ือง ความสาคัญของสิ่งแวดลอ้ ม
130
ขัน้ ที่ 3 การสังเกตและเกบ็ รวบรวมข้อมูล (Observation)
ผู้วิจัยดาเนนิ การเก็บรวบรวมข้อมูลระหวา่ งการจดั กจิ กรรมการเรียนรูต้ ามแผนการ
จัดการเรยี นรู้ที่ 7 – 9 โดยผู้วิจัยและผู้ชว่ ยวิจัยสังเกตพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ของครู พฤติกรรม
การเรียนรู้ของนักเรียน บันทึกผลหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และตรวจใบงานหลังจากการทา
กิจกรรมแล้วจดบันทึกข้อมูลลงในแบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน แบบบันทึกผลหลัง
การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ รวมท้งั การสมั ภาษณ์โดยใชแ้ บบสัมภาษณ์นกั เรยี น
ขั้นท่ี 4 การสะทอ้ นผลการดาเนินการ (Reflection)
ผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัยได้นาข้อมูลจากการสังเกตพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ของครู
พฤตกิ รรมการเรียนร้ขู องนกั เรียน บันทกึ ผลหลงั การจัดกิจกรรมการเรยี นรแู้ ละการสัมภาษณ์นักเรียน
แล้วสรุปประเด็นสาคัญ ซึง่ ได้ขอ้ มูลดงั น้ี
1. กจิ กรรมการสอนกบั การพฒั นาความสามารถในการโต้แยง้ เชิงวิทยาศาสตร์
ขั้นที่ 1 นาเสนอบรบิ ทปญั หา (concept cartoon)
การนาเสนอสถานการณ์การ์ตนู แนวคิด นักเรียนเกิดทกั ษะและเกดิ ความชานาญ
ในการเสนอข้อคิดเหน็ และบอกหลักฐานประกอบได้มากขึ้น นักเรียนมีความกล้าแสดงออก มั่นใจใน
ตนเองมากขึ้น บรรยากาศในการเรียนมีความน่าสนใจและสถานการณ์การ์ตูนแนวคดิ เปน็ สถานการณ์
ใกล้ตวั นกั เรยี นทาใหน้ ักเรียนมสี ว่ นร่วมในการตอบคาถาม
ข้ันท่ี 2 ตรวจสอบมโนทัศนเ์ ดมิ ของนักเรยี นเสรมิ ดว้ ยการ์ตนู แนวคดิ
นักเรียนสามารถปฏบิ ัติตามขนั้ ตอนในกจิ กรรมไดด้ ี มที กั ษะในการสื่อสารท่ดี ขี ้ึน
เสนอข้อโต้แย้งในชั้นเรียนได้และตอบคาถามครูไดถ้ ูกตอ้ ง นักเรียนยังเขียนโต้แย้งได้ดี การอภิปราย
แบบจับคู่ของนักเรียนในขั้นนี้ที่ผู้วิจัยได้ถามคาถามนักเรียนและสังเกตพฤติกรรมการอภิปรายและ
โตแ้ ย้งพบว่า กจิ กรรมการอภิปรายแบบจับค่ทู าใหน้ กั เรยี นไดแ้ ลกเปลยี่ นความคดิ เหน็ กบั เพื่อนมีข้อมูล
หลายมุมมองประกอบการตัดสินใจ นักเรียนจดจ่อกับการสนทนาอภิปรายมากขึ้นทามคี วามกังวลใน
การเขียนอภิปรายน้อยลง กิจกรรมการเรียนรู้ทาให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจมากขึ้น ทาให้ได้
ความรูใ้ หม่ เปลี่ยนความคดิ เดมิ ทเ่ี ขา้ ใจผิดใหม้ ีความเขา้ ใจท่ีถกู ต้องมากขน้ึ
ขน้ั ที่ 3 สร้างความขัดแยง้ ทางปัญญา
ผวู้ ิจยั ได้ถามคาถามเกีย่ วกับสถานการณก์ ารต์ ูนทท่ี าใหเ้ กิดความขัดแย้งทาง
ความคดิ ของนกั เรยี นในข้ันนี้ นกั เรยี นเกดิ ความสงสยั และไม่แน่ใจในคาตอบของตนเอง นักเรียนกลุ่ม
เรียนเก่งและกลุ่มที่เรียนปานกลางแสดงจุดยืนเกี่ยวกับแนวคิดของตนเองนักเรียนที่เรียนอ่อนเริ่มมี
ความกลา้ แสดงออกจึงแสดงความคิดเห็นของตนเองมากขน้ึ
ขั้นที่ 4 สรา้ งมโนทศั นท์ างวิทยาศาสตร์
การจดั กจิ กรรมการเรียนรแู้ บบสบื เสาะเพื่อพิสจู น์คากล่าวอ้างในสิง่ ทีน่ กั เรียน
131
เช่ือว่าถกู ต้องหรือไม่ ในขน้ั น้เี นน้ ให้นกั เรียนได้ลงมือปฏิบตั ิจรงิ เพอื่ ทจี่ ะได้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง
พบความรู้ได้ตัวเอง พบว่ามีนักเรียนให้ความร่วมมือทากิจกรรมกลุ่มได้ดีขึ้น การทากิจกรรมกลุ่ม
นักเรียนท่ีเรียนเกง่ เปิดโอกาสให้เพ่ือนทกุ คนในกลุ่มร่วมทางานมีการรับฟงั ความคิดเห็นของเพือ่ นใน
กลุ่มมากขึ้น นักเรียนท่ีเรียนอ่อนให้ความร่วมมือในการทากิจกรรมกลุ่มเป็นอย่างดี นักเรียนปฏิบัติ
กิจกรรมได้ตรงตามเวลาที่กาหนด กจิ กรรมการเรยี นรู้ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้โดยใช้แหล่งเรียนรู้ที่
เปน็ สภาพจริง มกี ารระดมความคิดมกี ารนาเสนอแนวคิดและแลกเปลยี่ นเรียนรู้กนั
ขั้นที่ 5 ป้องกนั มโนทัศน์ทางวทิ ยาศาสตร์
ครูเสนอสถานการณ์ที่ขัดแยง้ ครกู ระต้นุ ให้นักเรียนมสี ่วนรว่ มในการตอบคาถาม
ถามคาถามขั้นปกป้องมโนทัศน์วิทยาศาสตร์นักเรียนตอบคาถามและเสนอแนวคิดได้ถูกต้อง
ข้อขัดแย้งที่เกิดในขั้นตอนการโต้แย้งสามารถอ้างอิงได้โดยหลักฐานและข้อมูลที่ค้นพบจากการทา
กิจกรรมการเรียนรู้ในสรา้ งมโนทัศนท์ างวิทยาศาสตร์
ขน้ั ที่ 6 การประเมินผล
การเปรียบเทียบแนวคิดวิทยาศาสตร์กับแนวคิดของนักเรียนเองนักเรียน
เปรยี บเทียบความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ ตอบคาถามสถานการณ์เดิมโดยใช้เหตุผลอธิบายคาตอบท่ีเป้น
วิทยาศาสตร์ นักเรียนเขียนข้อกล่าวอ้างและเหตุผลที่เป็นข้อเท็จจริงได้นาความรู้จากกิจกรรมมา
อธบิ ายสถานการณ์การต์ นู แนวคิดใหม่ได้ มกี ารยกตัวอยา่ งเหตุการณแ์ ละหลักฐานประกอบ ใช้เหตุผล
โต้แย้งกลับที่เป็นวิทยาศาสตร์ นักเรียนสามารถเขียนเหตุผลประกอบข้อกล่าวอ้างที่ตนเห็นด้วยได้
ถกู ต้องมากขน้ึ
ข้อคน้ พบ
2.1 นกั เรยี นมคี วามสามารถในการโต้แยง้ ตามสว่ นประกอบโดยรวมนักเรียน
สามารถให้ข้อกล่าวอ้างและให้เหตุผลสนับสนุนข้อกล่าวอ้างได้ ใช้เหตุผลที่มีคาอธิบายเป็น
วทิ ยาศาสตร์ประกอบการใหเ้ หตุผลสนับสนนุ เพื่อโต้แย้งกลับได้ถูกต้อง ใชห้ ลักฐานสนับสนุนข้อกล่าว
อ้างท่ีเป็นวิทยาศาสตร์และยกตวั อยา่ งหลกั ฐานประกอบเพ่อื อธบิ ายสถานการณ์ได้ โดยผวู้ จิ ัยไดค้ ้นพบ
จากการตรวจแบบทดสอบวดั ความสามารถในการโต้แย้งเชงิ วิทยาศาสตร์ ข้อมูลจากผูช้ ่วยวจิ ยั ใบงาน
การสัมภาษณ์นักเรียน ข้อมลู จากการสงั เกต และบนั ทึกหลังการจดั การเรยี นรขู้ องผวู้ จิ ยั ดงั นี้
2.1.1 จากการตรวจแบบทดสอบวัดความสามารถในการโต้แย้งเชิง
วิทยาศาสตร์ทา้ ยวงจรปฏบิ ตั กิ ารที่ 2 มคี ะแนนเฉล่ยี 14.84 (รอ้ ยละ 74.20) ผูว้ ิจัยได้วดั ความสามารถ
ในการโต้แย้งเชิงวิทยาศาสตร์ โดยใช้แบบทดสอบจานวน 2 ข้อ คะแนนเต็ม 20 คะแนน ได้ผลดัง
ตารางที่ 16
132
ตารางท่ี 16 แสดงคะแนนเฉลยี่ และร้อยละผลการวดั ความสามารถในการโต้แยง้ เชิงวทิ ยาศาสตร์
ท้ายวงจรปฏิบัตกิ ารท่ี 3
ขอ้ สว่ นประกอบ คะแนนเฉลี่ยรายขอ้ รวม
ขอ้ 1 ข้อ2 (4) ร้อยละ
1 ขอ้ กลา่ วอ้าง (10) (10)
การใหเ้ หตุผลสนับสนนุ 1.85 1.92 3.77 94.25
1.69 1.69 3.38 84.50
2 ขอ้ โตแ้ ย้ง (เหตผุ ลสนบั สนนุ การโตแ้ ย้ง) 1.54 1.38 2.92 73.00
3 การใหเ้ หตุผลสนบั สนุนเพอ่ื โตแ้ ยง้ กลับ 0.85 0.92 1.77 44.25
4 หลักฐานสนบั สนุนข้อกลา่ วอา้ ง 1.54 1.46 3.00 75.00
7.47 7.37 14.84
รวม 74.70 73.70 74.20
ร้อยละ
จากตารางที่ 16 ในวงจรปฏิบัติการที่ 3 พบว่านักเรียนที่เรียนด้วยการ
จัดการเรียนรู้แบบ AATS เสริมด้วยการต์ ูนแนวคิดมีความสามารถในการโตแ้ ยง้ เชิงวิทยาศาสตร์ท้าย
วงจรหน่วยการเรียนรู้ สิ่งมีชีวิต โดยรวมมีคะแนนเฉลี่ย 14.84 (ร้อยละ 74.20) โดยแยกตาม
สว่ นประกอบเรียงลาดับความสามารถจากนอ้ ยไปหามาก ดังนี้ การใหเ้ หตุผลสนบั สนุนเพอ่ื โต้แย้งกลับ
คะแนนเฉลีย่ 1.77 (ร้อยละ 44.25) ขอ้ โต้แยง้ คะแนนเฉลย่ี 2.92 (ร้อยละ 73.00) หลกั ฐานสนบั สนุน
ข้อกล่าวอ้าง คะแนนเฉลี่ย 3.00 (ร้อยละ 75.00) การให้เหตุผลสนับสนนุ ข้อกล่าวอ้าง คะแนนเฉลย่ี
3.38 (รอ้ ยละ 84.50) และ ขอ้ กล่าวอา้ ง คะแนนเฉลี่ย 3.77 (รอ้ ยละ 94.25)
2.1.2 ข้อมูลจากการตรวจใบงานการโต้แย้งในตอนที่ 1 ตอนที่ 2 และใบ
งานท้ายกิจกรรมในขั้นประเมินผล พบว่า นักเรียนยังเขียนโต้แย้งได้ดี เหตุผลที่ประกอบเป็น
ขอ้ เท็จจรงิ และข้อคิดเห็นใบงานการโต้แย้งท้ายกจิ กรรม นกั เรยี นเขยี นขอ้ กลา่ วอ้างและเหตุผลท่ีเป็น
ข้อเท็จจริงได้นาความรู้จากกิจกรรมมาอธิบายสถานการณ์การ์ตูนแนวคิดใหม่ได้ นักเรียนสามารถ
เขียนเหตุผลประกอบข้อกล่าวอ้างที่ตนเห็นด้วยได้ถูกต้องมากขึ้น ดังตัวอย่างใบงานต่อไปน้ี
133
(น.(10) หญงิ . มนี าคม 2564: เอกสารประกอบกจิ กรรมท่ี 9.1)
134
(น.(10) หญิง. มนี าคม 2564: เอกสารประกอบกิจกรรมท่ี 9.1)
(น.(10) หญงิ . มนี าคม 2564: เอกสารประกอบกจิ กรรมที่ 9.3 ประยกุ ต์ใชค้ วามรูก้ ับสถานการณ์ใหม่)
135
(น.(10) หญงิ . มนี าคม 2564: เอกสารประกอบกิจกรรมที่ 9.3 ประยุกตใ์ ช้ความร้กู ับสถานการณใ์ หม่)
2.1.3 ขอ้ มลู จากผ้ชู ว่ ยวิจยั ดังน้ี
“…น ั ก เ ร ี ย น ม ี ท ัก ษะ เ กิ ด ค วา ม ช า น า ญ ใ น กา ร โต ้ แ ย้ ง ม ีก ารระ บุ
หลักฐานประกอบเหตุผลทีโ่ น้มน้าวให้น่าเชื่อถือ นักเรียนสว่ นใหญ่ต้องการออกมานาเสนอเหตุผลใน
ข้อโต้แย้งหน้าชั้นเรียน นักเรียนอภิปรายโต้แย้งและแสดงความคิดเห็นประกอบด้วยเหตุผลและ
หลักฐานอ้างองิ ท่ีชดั เจนเชอ่ื ถอื ได้..."
(ผชู้ ว่ ยวิจัย. 3 เมษายน 2564: สงั เกต)
“…นักเรียนมีพัฒนาการในการเขียนโต้แย้งดีขึ้น มีความ
กระตอื รอื ร้นในการแสดงความคิดเห็น นักเรียนทเี่ รียนอ่อนสามารถตอบคาถามได้อย่างถูกต้องมีความ
มนั่ ใจในการรว่ มกจิ กรรมมากข้นึ นักเรียนสามารถเขยี นบันทกึ การโตแ้ ย้งได้โดยไม่ต้องรอให้ครบู อก..."
(ผู้ชว่ ยวิจยั . 7 เมษายน 2564: สงั เกต)
2.1.4 ขอ้ มลู จากการสงั เกตและบนั ทึกหลงั การจัดการเรยี นรู้ของผ้วู ิจัย ดังน้ี
ผวู้ ิจยั มีความเหน็ วา่ นกั เรยี นสว่ นใหญ่ มีความสนใจในการทากิจกรรม
และมีทักษะความชานาญในการทากิจกรรมเพิ่มมากขึ้นมากกว่าวงจรปฏิบัตกิ ารที่ 2 การที่ผู้วิจัยให้
นักเรียนจับคู่อภิปรายโต้แย้งในวงจรนี้นักเรียนสามารถพูดคุยอภิปรายโต้แย้งได้ตรงตามประเด็น
นกั เรียนให้ความสาคญั กับอภปิ ราย สามารถใหเ้ หตุผลโต้ตอบกับเพื่อนคู่อภิปรายไดม้ ากข้ึนการโต้แย้ง
ในวงจรน้ีนักเรียนมีสว่ นรว่ มในการออกมาแสดงความคิดเหน็ ผูว้ จิ ยั ปรับลกั ษณะการนาเสนอให้คล้าย
เกมโชวท์ ี่ทาหน้าท่ีเหมือนพธิ ีกรจดั อภิปรายโตแ้ ย้งและนกั เรียนให้ความสนใจกบั กิจกรรมโต้แย้งดีมาก
นักเรยี นอาสาทจี่ ะออกมาแสดงความคิดเห็น บรรยากาศในการโต้แย้งที่ผ่อนคลายเกิดขนึ้ อยา่ งรวดเร็ว
นักเรียนมีความชานาญในการโต้แย้ง และมีการยกมอื พร้อมกันเพ่อื จะออกมาแสดงความคิดเห็น