The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เที่ยวกรุงเก่ากับนายก อบจ พระนครศรีอยุธยา E-Book

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by dhusarananda, 2023-08-16 09:14:06

เที่ยวกรุงเก่ากับนายก อบจ พระนครศรีอยุธยา E-Book

เที่ยวกรุงเก่ากับนายก อบจ พระนครศรีอยุธยา E-Book

49 ทั่วถิ่นคนใจธรรมะ หมายถึง ชาวอ�าเภออุทัยมีจิตใจ ฝักใฝ่ในธรรมะ โรจนะแหล่งอุตสาหกรรม หมายถึง สวนอุตสาหกรรม โรจนะซึ่งตั้งอยู่ที่ อ�าเภออุทัย สวนอุตสาหกรรมโรจนะเป็นการร่วม ลงทุนระหว่างกลุ่มวินิชบุตรในประเทศไทย และ สุมิคินบุชซาน คอร์เปอร์เรชั่น ในประเทศญี่ปุ่น ภายใต้การส่งเสริมการลงทุนจาก คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนแห่งประเทศไทย หรือ BOI เพื่อ จุดประสงค์ในการพัฒนาสวนอุตสาหกรรมที่มีคุณภาพในการ ด�าเนินงาน ของสวนอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักในหมู ่นักลงทุนระดับประเทศ และเป็นแหล่งสร้างงานแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ค�าขวัญอ�าเภอท่าเรือ “ถิ่นก�ำเนิดหลวงพ่อโต แดนตะโภดัดงำม เย็นสำยน�้ำนำมป่ำสัก วิวสวยนักเขื่อนพระรำมหก” ถิ่นก�าเนิดหลวงพ่อโต หมายถึง วัดสะตือสร้างขึ้นในสมัย รัชกาลที่ 5 ปี พ.ศ.2400 โดยหลวงพ่อโต หรือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี และยังเป็นสถานที่เกิดของท่าน โดยมารดาของท่าน ให้ก�าเนิดท่านบนเรือที่จอดอยู่ในแม่น�้าป่าสักติดกับบริเวณที่ตั้งวัด ในปัจจุบัน วัดสะตือ เป็นศูนย์รวมความศรัทธาทั้งคนชาวอ�าเภอ ค�าขวัญอ�าเภอท่าเรือ


50 ท่าเรือ และคนต่างพื้นที่ ซึ่งทุกวันโดยเฉพาะในวันอาทิตย์จะได้ พบเห็นผู้คนมากมายที่มาสักการะ และแก้บน ผู้คนที่บนขออะไร ท่านไว้ถ้าส�ำเร็จก็จะมาแก้บนและส่วนใหญ่การแก้บนก็จะเป็น อาหารคาวหวาน และการรำ�แก้บน ซึ่งสมัยก่อนบริเวณนี้มีต้นสะตือ ใหญ่เป็นสัญลักษณ์ภายในวัดมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ประดิษฐาน อยู่ทางทิศใต้ของวัดขนาดองค์พระยาว 25 วา แดนตะโกดัดงาม หมายถึง อ�ำเภอท่าเรือ เป็นแหล่งไม้ดัด ไทยจ�ำพวกตะโก ข่อย ฯลฯ ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ฝีมือในการสร้างสรรค์ไม้ประดับไม่แพ้ที่อื่นจัดได้ว่าเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศก็ได้จึงเป็นที่รู้จักของผู้รักไม้ดัดไทย เดิมเป็นแหล่งไม้ ตะโก และข่อย ในปัจจุบันต้องน�ำไม้จากที่อื่นมาท�ำไม้ดัด จุดเด่น ของไม้ดัดอ�ำเภอท่าเรือคือไม้ตอของอำ� เภอท่าเรือดังที่สุดและความ แตกต่างของการเข้าช่อไม้ไม้ดัดเป็นผลผลิตที่สะท้อนให้เห็นถึง ภูมิปัญญาทางด้านศิลปะ เสน่ห์ของต้นไม้ที่มีความสวยงาม หลากหลายผู้ที่มีชื่อเสียงในการท�ำไม้ดัดอ�ำเภอท่าเรือ ได้แก่ ลุงไพ และลุงอรุณ อ�ำเภอท ่าเรือจึงมีชื่อเสียงในเรื่องของไม้ดัดโดยมี การสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน เย็นสายน�้ำนามป ่าสัก หมายถึง อ�ำเภอท ่าเรือมีแม ่น�้ำ ป่าสักไหลผ่าน สร้างความชุ่มชื่นร่มเย็นและเป็นแหล่งน�้ำส�ำคัญ แม่น�้ำป่าสักมีต้นก�ำเนิดจากเทือกเขาเพชรบูรณ์ในเขตพื้นที่อ�ำเภอ ด่านซ้าย จังหวัดเลย ไหลผ่าน 5 จังหวัดคือเลย เพชรบูรณ์สระบุรี ลพบุรีและพระนครศรีอยุธยา ความยาวประมาณ 500 กิโลเมตร


51 แม่น�้าป่าสักจึงเป็นสายน�้าที่หล่อเลี้ยงชาวอ�าเภอท่าเรือ วิวสวยนักเขื่อนพระรามหก หมายถึง เขื่อนพระรามหก เป็นเขื่อนที่สร้างปิดกั้นแม ่น�้าป ่าสักที่คุ้งยางนม ต�าบลท ่าหลวง อ�าเภอท ่าเรือ เป็นเขื่อนทดน�้า และระบายน�้าแห ่งแรกของ ประเทศไทยเริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2458 และสร้างเสร็จ พ.ศ. 2467 ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 15,494,452 บาท รัชกาลที่ 6 ได้ เสด็จพระราชด�าเนินมาทรงเปิดเขื่อนเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2467 และพระราชทานนามว่า “เขื่อนพระเทียรราชา” ต่อมาทรง โปรดเกล้าให้ชื่อเขื่อนพระรามหก เขื่อนพระรามหกจึงเป็นสถานที่ ท่องเที่ยวและจุดชมวิวที่สวยงามแห่งหนึ่งของอ�าเภอท่าเรือ ค�าขวัญอ�าเภอนครหลวง “มีดอรัญญิกลือนำม สง่ำงำมปรำสำทนครหลวง โชติช่วงเกษตรอุตสำหกรรม เลิศล�้ำภูมิปญญำไทย” มีดอรัญญิกลือนาม หมายถึง มีดอรัญญิก ซึ่งเป็นที่รู้จัก กันทั่วโลก เป็นสินค้า OTOP ระดับห้าดาว สุดยอดแห่งภูมิปัญญา ท้องถิ่นของอ�าเภอนครหลวงมีชื่อเสียงเลื่องลือทั้งในประเทศและ ต่างประเทศทั่วโลก สง่างามปราสาทนครหลวง หมายถึง โบราณสถานที่ส�าคัญ แห่งหนึ่งของอ�าเภอนครหลวง คือปราสาทนครหลวงสร้างขึ้นในสมัย กรุงศรีอยุธยาปัจจุบันได้รับการบูรณะซ ่อมแซมจนสวยงามเป็น ค�าขวัญอ�าเภอนครหลวง โชติช่วงเกษตรอุตสำหกรรม เลิศล�้ำภูมิปญญำไทย”


52 ที่รู้จักและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ส�ำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปราสาท นครหลวงแห่งนี้มีความสวยงามไม่แพ้ปราสาทอื่น ๆในประเทศไทย โชติช ่วงเกษตรอุตสาหกรรม หมายถึง ประชากร อ�ำเภอนครหลวงนอกจากจะเป็นอู ่ข้าวอู ่น�้ำแล้ว ประชากรยังมี รายได้เสริมหลังว่างจากการท�ำนา ท�ำสวน โดยท�ำอุตสาหกรรม ในครัวเรือนขนาดเล็กเป็นรายได้เสริม ในปัจจุบันอุตสาหกรรม หลายประเภทสามารถผันตนเองเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนและ อุตสาหกรรมย่อยมีชื่อเสียงและสามารถส่งออกไปจ�ำหน่ายยังต่าง ประเทศได้ทั้งอุตสาหกรรมที่ท�ำด้วยมือและอุตสาหกรรมที่เสริม ด้วยเครื่องจักร เช่น การตีมีด การท�ำช้อนและเครื่องประกอบบน โต๊ะอาหาร อุตสาหกรรมการขนมต่างๆ การท�ำเครื่องมุกลายไทย ฯลฯ นอกจากน ี้ ยังเป็นศูนย์รวมอุตสาหกรรมโรงงานกว ่าร้อย โรงงานที่สร้างรายได้ให้กับชุมชนและประชากรอีกด้วย เลิศล�้ำภูมิปัญญาไทย หมายถึง จากที่กล ่าวมาข้างต้น นับเป็นความรู้ความสามารถของภูมิปัญญาไทยของแต่ละท้องถิ่น ทั้งสิ้น ซึ่งความรู้ความสามารถในแต ่ละสาขายากที่จะหาผู้ใด เทียบเทียมได้ทั้งนี้เราเยาวชนรุ่นหลังควรที่จะอนุรักษ์ส่งเสริมและ สืบสานมิให้สูญหายและยังคงคุณค ่าสมความภาคภูมิต ่อไป ตราบนานเท่านาน


53 ค�าขวัญอ�าเภอบางซ้าย “บำงซ้ำยถิ่นทุ่งทอง เรืองรองพันธุ์ไม้ผล ชีวิตริมสำยชล มำกล้นแหล่งพันธุ์ปลำ” ในอดีตอ�าเภอบางซ้ายขึ้นอยู่กับอ�าเภอเสนา จนถึง พ.ศ. 2491 ทางราชการเห็นว่าเพื่อความสะดวกในการติดต่อราชการและ การปกครองดูแลราษฎร จึงตั้งกิ่งอ�าเภอบางซ้ายขึ้น และต่อมาเมื่อ วันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2502 ได้มีพระราชกฤษฎีกาประกาศยก ฐานะเป็นอ�าเภอบางซ้าย ปัจจุบันที่ว่าการอ�าเภอบางซ้ายได้ย้ายจาก ที่เดิม (ริมฝั่งซ้ายของคลองเจ้าเจ็ด - บางยี่หน) ไปอยู่ที่ต�าบลบางซ้าย ค�าขวัญอ�าเภอบางไทร “ศิลปำชีพเรืองชื่อ เลื่องลือหลวงพ่อจง มั่นคงหลวงพ่อน้อย รอคอยที่ลำนเท” เดิมอ�าเภอบางไทรรวมการปกครองกับแขวงเสนา ต่อมา ได้มีการแบ่งแยกแขวงเสนาออกเป็นแขวงเสนาใหญ่ (ด้านเหนือ) และแขวงเสนาน้อย (ด้านใต้) เมื่อ พ.ศ. 2439 แขวงเสนาน้อยได้ เปลี่ยนชื่อเป็นอ�าเภอเสนาน้อยพร้อมกับได้สร้างที่ว่าการอ�าเภอขึ้น ปี พ.ศ. 2466 ทางราชการได้เปลี่ยนชื่ออ�าเภอเป็น อ�าเภอราชคราม ใน พ.ศ. 2468 หลวงประสิทธิ์นรกรรมซึ่งด�ารงต�าแหน่งนายอ�าเภอ ค�าขวัญอ�าเภอบางซ้าย ค�าขวัญอ�าเภอบางไทร


54 ขณะนั้นได้พิจารณาเห็นว่าบริเวณและสถานที่ของอ�าเภอคับแคบ จึงได้ย้ายที่ว่าการอ�าเภอมาอยู่ที่ต�าบลบางไทร ต่อมาเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2482 จึงเปลี่ยนชื่อเป็นอ�าเภอบางไทร ค�าขวัญอ�าเภอลาดบัวหลวง “เมืองเกษตรปลอดภัย ให้อำหำรข้ำวทำงใบ เลื่องชื่อ OTOP ขึ้นชั้นบรรลือ เขตร์นี้คือเมืองคนดีศรีอยุธยำ” ลาดบัวหลวง เป็นอ�าเภอหนึ่งใน 16 อ�าเภอของจังหวัด พระนครศรีอยุธยาอ�าเภอลาดบัวหลวง เดิมเป็นต�าบลสิงหนาท อ�าเภอราชคราม ( อ�าเภอบางไทรในปัจจุบัน ) จังหวัดกรุงเก่า เมื่อ ปี พ.ศ. 2480 ทางราชการได้ตั้งเป็นกิ่งอ�าเภอลาดบัวหลวง โดยตั้ง ที่ท�าการกิ่งอ�าเภอลาดบัวหลวง ในที่ดินเอกชนอุทิศให้ อยู่ริมคลอง พระยาบันลือฝั่งทิศเหนือ ตั้งเป็นกิ่งอ�าเภอตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2480 หลังจากนั้นอีกประมาณ 10 ปี คือในปี พ.ศ. 2490 จึงได้รับ การยกฐานะเป็นอ�าเภอ ค�าขวัญอ�าเภอลาดบัวหลวง


55 ค�าขวัญอ�าเภอบางบาล “อิฐแกร่ง แหล่งดนตรีไทย เลื่อมใสหลวงพ่อขัน ผลิตภัณฑ์ก้ำนธูป” อ�าเภอบางบาล ตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2438 เดิมชื่อ “อ�าเภอเสนาใน” ตั้งอยู่ที่ต�าบลผีมด (ต�าบลไทรน้อยในปัจจุบัน) จนเมื่อปี พ.ศ. 2453 ได้ย้ายที่ว่าการอ�าเภอไปอยู่ที่ หมู่ 5 ต�าบลบางบาล ซึ่งนายเขียว บางบาล ได้บริจาคที่ดินเพื่อก่อสร้าง ที่ว่าการอ�าเภอ จึงได้เปลี่ยน ชื่อจากอ�าเภอเสนา เป็น “อ�าเภอบางบาล” ตามนามสกุลของ ผู้บริจาค ได้มีการแบ่งเขตการปกครองออกเป็นปริมณฑลเทศาภิบาล ตามพระราชด�าริของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ารง ราชานุภาพเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทรงเห็นว่าแขวงต่าง ๆ ยัง มีพลเมืองมาก ท้องที่กว้างขวาง ยากแก ่การปกครองดูแลทุกข์ บ�ารุงสุขของประชาชนจึงให้ผู้รักษากรุงแบ่งเขตการปกครองเสียใหม่ ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยแบ่งแขวงเสนาออกเป็น 4 แขวง คือ แบ่ง แขวงเสนาใหญ่ออกเป็น อ�าเภอเสนาใหญ่ (ต่อมาเปลี่ยนเป็นอ�าเภอ ผักไห่) และเสนากลาง (ต่อมาเปลี่ยนเป็นอ�าเภอเสนา) แบ่งแขวง เสนาน้อยออกเป็น อ�าเภอเสนาใน (ต ่อมาเปลี่ยนเป็นอ�าเภอ บางบาล) และอ�าเภอเสนาน้อย (ต่อมาเปลี่ยนเป็นอ�าเภอบางไทร) จากการที่ได้แบ่งแขวงเสนาออกเป็น 4 แขวง อาจท�าให้มีการ เรียกชื่อทางการปกครองในระยะต่อมา เกิดการสับสนจึงได้เปลี่ยน ชื่ออ�าเภอเสียใหม่เพื่อความสะดวกยิ่งขึ้น และในปี พ.ศ. 2514 ได้ ค�าขวัญอ�าเภอบางบาล เลื่อมใสหลวงพ่อขัน ผลิตภัณฑ์ก้ำนธูป”


56 ย้ายที่ว ่าการอ�าเภออีกครั้ง เนื่องจากสถานที่ตั้งของอ�าเภอแคบ การขยายบริเวณท�าได้ยาก สภาพการคมนาคมการปกครอง ไม่สะดวก โดยย้ายมาตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 1 ต�าบลมหาพราหหมณ์ จนปี พ.ศ. 2548 ได้รับงบประมาณาจากกรมการปกครอง ก ่อสร้าง ที่ว่าการอ�าเภอหลังใหม่ จนถึงปัจจุบัน ค�าขวัญอ�าเภอเสนา “หลวงพ่อปำนเปนศรี ทุ่งเสนำเขียวขจี หัตถกรรมมำกมี ตลำดดีบ้ำนแพน” อ�าเภอเสนาเป็นอ�าเภอเก่าแก่ ในอดีตเป็นชุมชนหนาแน่น ตั้ง ถิ่นฐานอยู ่ริมฝั ่งแม ่น�้าน้อย ซึ่งเป็นสายน�้าสายหนึ่งของแม ่น�้า เจ้าพระยา มีฐานะเป็นแขวงมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ซึ่งแยกเป็นอ�าเภอต ่าง ๆ ในปัจจุบัน ได้แก ่ ผักไห ่ บางซ้าย ลาดบัวหลวง บางบาล ในอดีตรวมอยู่ในเขตปกครองของแขวงเสนา อ�าเภอเสนาได้รับการประกาศจัดตั้งเป็นอ�าเภอเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2438 ค�าขวัญอ�าเภอเสนา


57 ค�าขวัญอ�าเภอบางปะอิน “พระรำชวังเลิศล�้ำ หลวงพ่อด�ำคู่เมือง รุ่งเรืองอุตสำหกรรม มีศีลธรรมชำวบำงปะอิน” อ.บางปะอินตั้งขึ้นมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี อยู่ ในเขตการ ปกครองในลักษณะแขวง เรียกว่าแขวงอุไทย ต่อมาสมัย กรุงรัตนโกสินทร์พระยาชัยวิชิต ได้แบ่งแขวงอุไทยออกเป็น 2 ส่วน คือ แขวงอุไทยใหญ่ กับแขวงอุไทยน้อย จนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น อ.พระราชวัง ต่อมาเปลี่ยนเป็น อ.บางปะอิน จนถึง ปัจจุบัน ค�าขวัญอ�าเภอผักไห่ “วัตถุมงคลล�้ำค่ำ วังมัจฉำมำกมี ของดีท�ำจำกปลำ ในนำมีข้ำว” ตั้งขึ้นครั้งแรกประมาณ พ.ศ. 2438 ในรัชกาลที่ 5 ได้อาศัย ตึก “แขวงอ�าเภอเสนาใหญ่” ต่อมา พ.ศ. 2442 ย้ายมาตั้งที่ต�าบล ผักไห่ ม.4 ตรงที่บ้านพักนายอ�าเภอขณะนี้ พ.ศ. 2460 จึงได้สร้าง ตัวอ�าเภอขึ้นใหม่ แทนที่บ้านพักนายอ�าเภอและได้เปลื่ยนชื่อเป็น “อ�าเภอผักไห่” มาจนทุกวันนี้ ค�าขวัญอ�าเภอบางปะอิน ค�าขวัญอ�าเภอผักไห่ “พระรำชวังเลิศล�้ำ หลวงพ่อด�ำคู่เมือง รุ่งเรืองอุตสำหกรรม มีศีลธรรมชำวบำงปะอิน”


58 ค�าขวัญอ�าเภอวังน้อย “เมืองข้ำวงำม นำมวังน้อย ร้อยพันศิลป ดินแดนสงฆ์” อ�าเภอวังน้อยได้รับการยกฐานะจัดตั้งเป็นอ�าเภอ เมื่อปี พ.ศ. 2450 โดยมีชื่อว่า อ�าเภออุทัยน้อย มีนายอ�าเภอคนแรกคือ หลวงอุทัยบ�ารุงรัฐ ต้นตระกูล บุญญานันต์ ซึ่งเป็นสกุลหนึ่งที่ได้รับ พระราชทานโดยตรงจากรัชกาลที่ 6 ต่อมาปี พ.ศ. 2458 ได้เปลี่ยน ชื่อมาเป็น “อ�าเภอวังน้อย” โดยรวมพื้นที่บางส ่วนของอ�าเภอ ข้างเคียง ดังนี้ - แบ่งพื้นที่จากอ�าเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จ�านวน 4 ต�าบล คือ ต�าบลล�าไทร ต�าบลบ่อตาโล่ ต�าบลพยอม และต�าบลวังน้อย - แบ ่งพื้นที่จากอ�าเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี จ�านวน 5 ต�าบล คือต�าบลข้าวงาม ต�าบลวังจุฬา ต�าบลชะแมบ ต�าบล สนับทึบ และต�าบลหันตะเภา - แบ ่งพื้นที่จากอ�าเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จ�านวน 1 ต�าบลคือ ต�าบลล�าตาเสา


59 ประเพณีและงานเทศกาลจังหวัด วันยุทธหัตถี และเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช วันที่ 18 มกราคม ของทุกปีเป็น “วันกองทัพไทย” วันที่ ระลึกในวาระที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระท�ายุทธหัตถีกับ พระมหาอุปราชาของพม่า พระองค์กระท�ายุทธหัตถีในวันจันทร์ แรม 2 ค�่า เดือนยี่ ปีมะโรง จ.ศ. 954 ค�านวณได้ ตรงกับวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2135 ด้วยเหตุนี้ องค์การบริหารส ่วนจังหวัด พระนครศรีอยุธยา ร่วมกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทั้งภาครัฐและ เอกชนร ่วมจัดงาน “วันยุทธหัตถี และเทิดพระเกียรติสมเด็จ พระนเรศวรมหาราช” ขึ้น ณ บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จ พระนเรศวรมหาราช (ทุ่งภูเขาทอง) เพื่อร�าลึกถึงพระปรีชาสามารถ ในการท�าสงครามยุทธหัตถีจนได้รับชัยชนะ พ้นจากการเป็นเมือง ประเทศราช ขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงาน ประเพณีและงานเทศกาลจังหวัด


60 งานประจ�าปีศูนย์ศิลปาชีพบางไทร เป็นงานประจ�าทุกปีที่จะจัดในช ่วงปลายเดือนมกราคม ภายในบริเวณศูนย์ศิลปาชีพบางไทร อ�าเภอบางไทร มีการแสดง และประกวดผลงานด้านศิลปาชีพ มีการจ�าหน่ายสินค้าพื้นเมือง ทั่วไป และมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมต่างๆ


61 เทศกาลตรุษจีนกรุงเก่า อยุธยามหามงคล ได้ก�ำหนดจัดงานในช่วงวันตรุษจีน (ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี) ณ บริเวณหน้าส�ำนักงานเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา


62 17 มี.ค. ของทุกปี//มหกรรมศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว แบบไทยและไหว้ครูมวยไทยโลก อยุธยา สถานที่จัดกิจกรรมณบริเวณสนามกีฬาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดมหาธาตุและวัดหลังคาขาว อุทยานประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา เพื่อยกย่องและสืบสานศิลปะป้องกันตัวของไทย ที่สะท้อน ให้เห็นถึงภูมิปัญญาของบรรพชนไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ในรูปแบบวิถีไทยที่แตกต่างจากชนชาติอื่น ทั้งยังช่วยกระตุ้นให้เกิด การเดินทางท่องเที่ยวมายังพื้นที่จัดงานและเชื่อมโยงไปยังเมือง ท่องเที่ยวใกล้เคียงอีกด้วย


63 งานประเพณีสงกรานต์กรุงเก่า จัดขึ้นในวันที่13เมษายนของทุกปีณอุทยานประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีขบวนแห ่ตาม ประเพณีของชาวอยุธยาและขบวนแห ่เถิดเทิง มีการสรงน�้ำ พระมงคลบพิตรจ�ำลอง การประกวดนางสงกรานต์การจัดงาน ประเพณีสงกรานต์กรุงเก่าของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อคง ความเป็นเอกลักษณ์ของสงกรานต์รักบ้านเกิด ร ่วมกันอนุรักษ์ และสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของประเพณีไทย มีการจัดกิจกรรม ต่างๆ มากมาย กิจกรรมรดน�้ำขอพรผู้สูงอายุ ชมความงดงามของขบวนรถ สงกรานต์กรุงเก่าจาก16อ�ำเภอในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา บริเวณ ถนนนเรศวร ด้านหน้าส�ำนักงานเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา และเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยาได้จัดจุดเล ่นน�้ำสงกรานต์ บริเวณด้านหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจันทรเกษม และใต้สะพาน ปรีดีธ�ำรงค์


64 วันที่13ของทุกปีททท.ส�ำนักงานพระนครศรีอยุธยาได้ร่วมกับ วังช้างอยุธยา แลเพนียด จัดถนนคนเดิน ณ ถนนศรีสรรเพชญ์ เชิญ ร่วมสัมผัสกับบรรยากาศย้อนยุคสนุกสนานกับการเล่นน�้ำสงกรานต์ กับช้างชมนางสงกรานต์นั่งบนหลังช้างที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สรงน�้ำพระพุทธรูป สักการะศาลหลักเมือง ร่วมสืบสานประเพณี ก ่อพระเจดีย์ทราย และยังมีการจัดงานในอ�ำเภอต่างๆ อาทิ สงกรานต์มอญวัดทองบ่อ อ�ำเภอบางปะอิน วันที่ 14 เมษายน มีกิจกรรมท�ำบุญตักบาตร แบบมอญ โบราณ ชมขบวนแห่โน่แบบมอญ เชิญผ้าขึ้นห ่มองค์พระเจดีย์ สรงน�้ำพระสงฆ์แบบมอญด้วยรางไม้ไผ่


65 พิธีไหว้ครูบูชาเตา “พิธีไหว้ครู” ของช่างตีมีดตีดาบ ของชาวบ้านต้นโพธิ์ บ้าน ไผ่หนอง และบ้านสาไล ต�ำบลท่าช้าง อ�ำเภอนครหลวง ซึ่งมีอาชีพ ตีมีด ดาบ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า “มีดอรัญญิก” ซึ่งทุกบ้านจะ จัดบูชาในวันพฤหัสบดีช ่วงเช้าตรู ่ของวันขึ้น 7ค �่ ำ 9ค �่ ำ เดือน 5 (ประมาณเมษายน - พฤษภาคม) ตามแต่ความสะดวก เพื่อระลึกถึง พระคุณครูบาอาจารย์และเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตน


66 วิสาขบูชา ห่มผ้าพระเจดีย์ชัยมงคล วัดใหญ ่ชัยมงคล จังหวัดพระนครศรีอยุธยาขอเชิญ พุทธศาสนิกชน และนักท่องเที่ยวทุก ๆ ท่านร่วมงานบุญใหญ่ใน วันวิสาขบูชา ทางวัดได้ก�าหนดจัดงานบุญห่มผ้าพระเจดีย์ชัยมงคล ซึ่งพระเจดีย์องค์นี้ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนเรศวร มหาราช ครั้งที่พระองค์ทรงชนะศึกยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา แห่ง กรุงหงสาวดีครั้งนั้น เหล่าทหารตามเสด็จช้างทรงออกศึกไปไม่ทัน จึงมีโทษถึงประหารชีวิต สมเด็จพระวันรัตจึงได้ขอบิณฑบาตชีวิต ทหารเหล่านั้นเอาไว้ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจึงทรงอภัยโทษให้ และให้ทหารสร้างอนุสรณ์ที่แสดงถึงชัยชนะของพระองค์ จึงเป็น ที่มาของพระเจดีย์ชัยมงคลองค์นี้ขึ้นมา ต่อมาในปัจจุบัน ต่างก็มี นักท ่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปให้ความเคารพต ่อสมเด็จ พระนเรศวรมหาราชอย่างมาก ด้วยความศรัทธานี้ ทางวัดจึงได้ จัดประเพณีห ่มผ้าองค์พระเจดีย์ชัยมงคลขึ้นมา เพื่อถวายเป็น พุทธบูชาในวันวิสาขบูชา และถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์สมเด็จ พระนเรศวรมหาราช พร้อมกับบุรพกษัตริยาธิราช และเหล่าทหาร ของกรุงศรีอยุธยา


67 งานประเพณีแห่เทียนพรรษากรุงเก่า ก่อนวันเข้าพรรษา 1 วัน จะมีขบวนแห่เทียนพรรษาทั้งทาง บกและทางน�้า เพื่อน�าเทียนไปถวายตามวัดต่าง พุทธศาสนิกชนแห่เทียนเพื่อถวายวัดในช่วงเข้าพรรษา ชาว กรุงเก่าฟื้นประเพณีแห่เทียนพรรษาทางน�้า รักษาขนบธรรมเนียม ประเพณี พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจให้ชุมชน ประเพณีแห ่เทียนพรรษาทางน�้า คลองลาดชะโด จ.พระนครศรีอยุธยา มีเรือแห่เทียนพรรษาเข้าร่วมขบวนมากกว่า 120 ล�า แต่ละล�าจะถูกตกแต่งด้วย ชุดไทยโบราณ, ลิเก และตัว ละครในวรรณคดีไทย ซึ่งวัสดุที่น�ามาใช้ตกแต่งเรือเน้นวัสดุธรรมชาติ ที่สวยงาม เต็มไปด้วยดอกไม้หลากสี การจัดแห่เทียนพรรษาทางน�้าของชาวลาดชะโด ซึ่งยังคง รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามไว้ และเป็นเอกลักษณ์หนึ่ง เดียวในประเทศไทย ที่สามารถดึงนักท่องเที่ยวมาร่วมเก็บภาพเป็น ที่ระลึก พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจให้ชุมชน


68 ลอยกระทงตามประทีปศูนย์ศิลปาชีพบางไทร งานลอยกระทงตามประทีปศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จัดเป็น ประจ�ำทุกปีประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน ภายในบริเวณศูนย์ ศิลปาชีพบางไทร อ�ำเภอบางไทร มีการประกวดนางนพมาศ ประกวดขบวนแห่ ประกวดกระทง ประกวดโคมแขวน การแสดง การละเล่นพื้นบ้าน การแข่งเรือยาวประเพณีเรือยาวนานาชาติการ จัดจ�ำหน่ายผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพ


69 งาน “ยอยศยิ่ง¿้า อยุธยามรดกโลก” พระนครศรีอยุธยา ณ อุทยานประวัติศาสตร์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื่องจากนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ได้รับการ ประกาศโดยองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม เมื่อ วันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ทางจังหวัดจึงได้จัดให้มีการเฉลิมฉลอง ทุกปี ในช่วงเวลาดังกล่าว ภายในงานยังมีกิจกรรมต่างๆ อาทิ การ ถ่ายภาพโบราณเป็นภาพหนังใหญ่ ซึ่งเป็นศิลปะที่เกิดขึ้นในสมัย กรุงศรีอยุธยา, ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านและการจัดแสดง วิถีชีวิตความเป็นอยู ่ของชุมชนโบราณ, สัมผัสบรรยากาศตลาด สมัยกรุงศรีอยุธยาและตลาดน�้า รวมทั้งการแสดงแสงเสียง เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยา


70 อยุธยามหามงคล (ไหว้พระเก้าวัด)


71 รูปแบบต่างๆ ในการเที่ยวชมอยุธยา นั่งรถรางล้อยาง ชมแสง เสียงสัญจร การแสดงแสงเสียงสัญจรพระนครศรีอยุธยา จัดในรูปแบบ ของรถรางล้อยางท ่องเที่ยวในเขตอุทยานประวัติศาสตร์จังหวัด พระนครศรีอยุธยา จุดเริ่มต้นที่ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา ซึ่งรถรางล้อยางจะแล่นไปตามเส้นทางที่ก�าหนด ใช้เวลารอบละ ประมาณ 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมง เพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวทั้งชาว ไทยและชาวต่างชาติ ผู้สนใจสามารถติดต่อส�ารองที่นั่งได้ที่ศูนย์ ศึกษาประวัติศาสตร์ รูปแบบต่างๆ ในการเที่ยวชมอยุธยา นั่งรถรางล้อยาง ชมแสง เสียงสัญจร


72 นั่งตุกตุก ชมเมือง / เที่ยววัด ÃͺàÁ×ͧ AYUTTHAYA ตุ๊กตุ๊กอยุธยา ให้ช าวถิ่นพ าเที่ยวรถ สามล้อเครื่อง หรือที่เรารู้จักกันดี ในชื่อรถตุ๊กตุ๊ก ได้น�ำเข้าจาก ประเทศญี่ปุ ่นตั้งแต ่ปี พ.ศ. 2503 และถูก ดัดแปลงเพื่อใช้แทนรถ สามล้อถีบ จนกลายเป็น พาหนะคู ่เมืองอยุธยา บริการด้านการท ่อง เที่ยวโดยเฉพาะท�ำให้นัก ท่องเที่ยวสามารถสัมผัส กับวิถีชีวิตตามชุมชน ต่างๆได้อย่างใกล้ชิด


73 ปั›นจักยานไหว้พระ - ชมเม×อง อีกวิธีที่ดีและคลาสสิคที่สุดไม่แพ้ใครในการเที่ยวเมืองเก่า อยุธยาคือการปั่นจักรยาน มีร้านให้เช่าจักรยานอยู่หลายแห่งภายใน เขตเกาะเมือง รวมทั้งร้านใหญ่ใกล้สถานีรถไฟ สนนราคาไม่กี่บาท เท่านั้น สามารถปั่นเที่ยวได้ในแบบวันเดียว หรือจะจัดทริปยาวๆ เช่าจักรยานจากเกสต์เฮ้าส์ที่พักก็ได้เช่นกัน เลือกเที่ยวตามชอบใจ ถนนหนทางสะดวก เชื่อมต่อกันแทบทุกแห่ง เส้นทางยอดนิยมคือ การชมโบราณสถานต ่างๆ อาทิ วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ วัด พระราม วัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดโลกยสุธาราม หากจะเพิ่มเติมการ เข้าชมพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ทั้ง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติวังจันทรเกษม หอศิลป์แห่งชาติ ศูนย์ศึกษา ประวัติศาสตร์อยุธยา ก็จะยิ่งได้ความรู้และบรรยากาศของการเที่ยว เมืองเก่ามากยิ่งขึ้น


74 ภูมิปญญาในสมัยอยุธยา ภูมิปัญญาด้านศาสนาและความเช×่อ พระพุทธศาสนาและศาสนาฮินดูมีบทบาทต ่อการวาง รากฐานระบบการเมืองบ้านเมืองเป็นปึกแผ่นคติความเชื่อนี้ได้หล่อ หลอมสังคมอยุธยาให้เป็น อันหนึ่งอันเดียวกัน พระพุทธศาสนาได้ หยั่งรากลึกอยู่ในสังคมอยุธยา ผู้มีความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ย่อมเชื่อว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ท�าให้พ้นทุกข์เนื่องจาก มนุษย์ต้องเวียนว่าย ตายเกิดอันเกิดจากกฎแห่งกรรมและเรื่องนรก สวรรค์ นอกจากนี้ยังเชื่อในเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่ว ่าทุกสิ่งคือ อนิจจังภูมิปัญญาจากความเชื่อนี้ท�าให้ชาวอยุธยาสามารถเผชิญกับ ปัญหาความทุกข์ยากต่าง ๆ ในชีวิตได้ด้วยความอดทนนอกจากนี้การ ที่สังคมอยุธยาเป็นสังคมนานาชาติที่มีคนต่างชาติต่างศาสนาเข้ามา ตั้งถิ่นฐาน โดยพระมหากษัตริย์อยุธยาทรงอนุญาตให้ปฏิบัติพิธีกรรม ภูมิปญญาในสมัยอยุธยา


75 และเผยแผ่ศาสนาได้โดยเสรีความเป็นสังคมนานาชาติเกิดจาก ความเข้าใจและเห็นคุณค่าขันติธรรมในเรื่องศาสนาภูมิปัญญาด้าน ศาสนาท�ำให้คนอยุธยามีหลักในการด�ำเนินชีวิตเพื่อความสุขของ ตนเองและการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในสังคม ภูมิปัญญาในสมัยอยุธยาสามารถประยุกต์ใช้ในสังคมปัจจุบัน คือ การรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมการน�ำเทคโนโลยี บางอย่างที่เหมาะสมมาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ในการประกอบ อาชีพและความอดทนเข้าใจผู้อื่นที่มีเชื้อชาติศาสนาหรือมีความคิด แตกต่างกับตนเอง โดยมุ่งท�ำให้สังคมมีความสงบสุข ภูมิปัญญาด้านการประกอบอาชีพ อยุธยาเป็นอาณาจักรที่มีความรุ่งเรือง เศรษฐกิจของอยุธยา มีทั้งที่ท�ำการเกษตรและการค้าภายใน ต่อมาจึงพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นการค้ากับนานาชาติภูมิปัญญาในด้านเกษตรกรรมเกิดจาก


76 ความเหมาะสม ทางสภาพภูมิศาสตร์และความรู้ที่สะสมมาตั้งแต่ สมัยบรรพบุรุษท�ำให้อยุธยาเป็นแหล่งเพาะปลูกโดยเฉพาะการปลูก ข้าวซึ่งการปลูกข้าวถือเป็นภูมิปัญญาที่ส�ำคัญของคนอยุธยาที่รู้จัก คัดเลือก พันธุ์ข้าวให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศที่น�้ำท่วมถึงคือ ข้าวพันธุ์วิเศษ นอกจากนี้ชาวอยุธยารู้จักปลูกต้นไม้ผลไม้ในบริเวณ ที่เป็นคันดินธรรมชาติ(Natural Levee) ที่ขนานไปกับแม ่น�้ำ ล�ำคลอง ผลไม้เหล่านี้ได้รับปุ๋ยธรรมชาติท�ำให้มีรสชาติอร ่อย ชาวสวนผลไม้อยุธยา ได้ปรับปรุงพันธุ์ผลไม้จนท�ำให้ผลไม้ที่มีชื่อ เสียง ในปัจจุบันด้วยภูมิปัญญา ดังนี้อยุธยาจึงมีปริมาณอาหาร พอเพียงกับความต้องการของพลเมือง ท�ำให้สามารถพึ่งตนเองได้ เพราะอาหารหลักคือข้าวสามารถปลูกเองได้สำ� หรับพืชผักและกุ้ง หอย ปูปลา หาได้จากแหล่งน�้ำธรรมชาติทั่วไป สภาพภูมิประเทศ ของอยุธยามีคูคลองเป็นจ�ำนวนมาก ชาวอยุธยาใช้ประโยชน์จาก คูคลองที่เปรียบเสมือนเป็นถนนให้เป็นเส้นทางคมนาคมที่ส�ำคัญใน สมัยอยุธยาตอนต้นได้มีการคมนาคมการขุดคลองลัดเพื่อย่นระยะ


77 ทางจากปากแม่น�้ำ เช่น คลองลัดบางกอกใหญ่ เพื่อความสะดวกใน การคมนาคมขนส่งตั้งแต่ยุคกลาง เป็นต้นมาอยุธยาส่งข้าวเป็นสินค้า หลักไปขายยังต่างแดน เช่น ที่เมืองจีน นอกจากนี้ความเหมาะสมของ ที่ตั้งอยุธยาไม่ห่างจากทะเลมากนัก และมีสินค้าหลากหลายชนิด ท�ำให้พ ่อค้าต ่างชาติเดินทางเข้ามาติดต ่อค้าขายกับอยุธยาท�ำให้ อยุธยากลายเป็นเมืองท ่านานาชาติโดยเฉพาะในพุทธศตวรรษ ที่ ๒๒-๒๓ พระมหากษัตริย์อยุธยาโปรดคัดสรรชาวต่างชาติให้เข้ารับ ราชการโดยเฉพาะหน่วยงานทางทหารและการค้าในด้านการค้าชาว ต่างชาติเหล่านี้มีความช�ำนาญทั้งด้านการค้าและการเดินเรือ มีความ รู้ด้านภาษาและเข้าใจวัฒนธรรมของชาติที่อยุธยาติดต่อค้าขายด้วย การรับชาวต่างชาติเข้ารับราชการแสดงถึงภูมิปัญญาของชาวอยุธยา ที่รู้จักเลือกใช้คนที่มีความช�ำนาญให้เป็นผู้รับผิดชอบงานต ่างๆ อยุธยาจึงสามารถขนส่งสินค้าบรรทุกส�ำเภาไปขายยังเมืองท่าดินแดน ต่างๆได้โดยสะดวก


78 ส�ำเภาอยุธยายังแสดงให้เห็นภูมิปัญญาไทย กล่าวคือ พระมหากษัตริย์โปรดให้ต่อส�ำเภาโดยช่างชาวจีน เป็นเรือส�ำเภา ประเภท 2 เสา คล้ายกับส�ำเภาจีนซึ่งแล ่นอยู ่ตามทะเลจีนใต้ ใบเรือทั้งสองท�ำด้วยไม้ไผ่สานซึ่งหาได้ง่ายและมีน�้ำหนักเบา ส่วนใบ เรือด้านบนสุดและด้านหัวเรือใช้ผ้าฝ้ายซึ่งเป็นวัสดุที่ชาวอยุธยาทอ ใช้ในครัวเรือนแต่วิธีการเป็นวิธีแบบชาวตะวันตกที่ช่วยให้ส�ำเภาเร็ว ขึ้น ส�ำหรับหางเสือของส�ำเภาเป็นไม้เนื้อแข็งคล้ายกับส�ำเภาจีน แต่ ทว่าหางเสือของส�ำเภาอยุธยาได้เจาะรูขนาดใหญ่ไว้3รูแล้วสอด เหล็กกล้า ยึดติดกับล�ำเรือท�ำให้บังคับเรือได้ดีและมีความคงทน นอกจากนี้บริเวณกาบเรือใช้น�้ำมันทาไม้และใช้ยางไม้หรือสีทา ใน ส่วนของเรือที่จมน�้ำโดยผสมปูนขาวเพื่อป้องกันเนื้อไม้และตัวเพลี้ย เกาะซึ่งท�ำให้เรือผุ นับเป็นภูมิปัญญาที่ใช้เทคโนโลยีผสมระหว่าง ส�ำเภาจีนกับเรือแกลิออทของฮอลันดา ภูมิปัญญาชาวอยุธยาด้าน เกษตรกรรมและการค้าท�ำให้เศรษฐกิจของอยุธยามั่งคั่งรุ่งเรือง


79 ภูมิปัญญาด้านการตั้งถิ่นฐาน การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ตั้งแต่สมัยอดีตมีความสัมพันธ์กับ ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กล่าวคือตั้งอยู่ในบริเวณใกล้แหล่งอาหารและ ในที่ซึ่งมีความปลอดภัย ส�ำหรับอยุธยาตั้งอยู่ในที่ราบลุ่มดินดอน สามเหลี่ยมเจ้าพระยาตอนล ่าง สภาพโดยทั่วไปของพื้นที่อุดม สมบูรณ์สามารถผลิตอาหารได้เพียงพอกับความต้องการของชุมชน ขณะเดียวกันที่ตั้งของอยุธยายังตั้งอยู่ในบริเวณที่แม่น�้ำเจ้าพระยา ลพบุรีป่าสักไหลมาบรรจบกัน ท�ำให้ปลอดภัยและสามารถใช้แม่น�้ำ ล�ำคลองเหล่านี้เป็นเส้นทางคมนาคมติดต่อค้าขายและเข้าถึงแหล่ง ทรัพยากรที่มีอยู ่มากมายในหัวเมืองอื่น ๆ ที่อยู ่ลึกเข้าไปเช ่น อาณาจักรล้านนาล้านช้างและพุกามได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ที่ตั้งของ อยุธยาอยู่ห่างจากปากน�้ำเจ้าพระยาประมาณ 200กิโลเมตร ใช้ เวลาประมาณ3วัน เพื่อล่องเรือจากราชธานีไปจนถึงปากน�้ำ ดังนั้น เมื่อข้าศึกยกทัพมาทางทะเลจึงมีเวลาเตรียมพร้อมส�ำหรับการ ป้องกันเมืองการที่อยุธยาที่มีที่ตั้งซึ่งมีสภาพแวดล้อมเช่นนี้ท�ำให้


80 อยุธยามีความปลอดภัยและมีอาหารอุดมสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม สภาพภูมิประเทศของอยุธยาซึ่งเป็นที่ราบลุ่มเมื่อถึงฤดูน�้ำหลาก จะมีน�้ำท ่วมขังกินเวลานานท�ำให้เป็นอุปสรรคต ่อการตั้งถิ่นฐาน แต่ชาวอยุธยาและผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น�้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ได้ใช้ภูมิปัญญาในการแก้ปัญหาโดยการปลูกเรือนใต้ถุนสูงพ้นน�้ำ เพื่อป้องกันน�้ำท่วม เมื่อน�้ำลดพื้นดินแห้งดีแล้วสามารถใช้ประโยชน์ จากบริเวณใต้ถุนเรือนซึ่งเป็นที่โล่งท�ำกิจกรรมภายในครัวเรือน เช่น จักสาน ทอผ้า เลี้ยงลูก หรือใช้ส�ำหรับเก็บอุปกรณ์จับปลาและ เครื่องมือท�ำนา บ้านเรือนของชาวอยุธยามี2ลักษณะคือ 1. เรือนชั่วคราวหรือเรือนเครื่องผูก เป็นเรือนของชาวบ้าน โดยทั่วไปสร้างด้วยไม้ไผ่หรือใบจากซึ่งเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น และสามารถรวบรวมก�ำลังคนในครอบครัวหรือเพื่อนบ้านปลูกเรือน ได้ไม่ยาก


81 2. เรือนถาวรหรือเรือนเครื่องสับ เป็นเรือนของผู้มีฐานะ เช่น ขุนนางหรือเจ้านาย ซึ่งเป็นเรือนที่สร้างอย่างประณีตด้วย ไม้เนื้อแข็งหนาแน่นและทนทานไม้เหล่านี้ได้จากป่าในหัวเมืองเหนือ ที่ใช้วิธีล่องลงมาตามล�ำน�้ำเจ้าพระยา นอกจากเรือนยกพื้นสูงแล้วชาวอยุธยายังอาศัยอยู่ในเรือน อีกประเภทหนึ่งที่ไม่มีเสา พื้นเรือนติดน�้ำแต่ลอยได้คือเรือนแพ ที่สะดวกส�ำหรับการ เคลื่อนย้าย เรือนแพนี้ยังท�ำหน้าที่เป็นร้านค้า ด้วย ดังนั้น ที่กรุงศรีอยุธยาจึงมีเรือนแพตั้งเรียงรายอยู่ตามแม่น�้ำ ล�ำคลอง ชาวอยุธยานอกจากจะปรับตนให้เข้ากับภูมิประเทศ ที่ประกอบด้วยแม่น�้ำล�ำคลองแล้วยังใช้ภูมิปัญญาดัดแปลงแม่น�้ำ ล�ำคลอง เพื่อใช้ป้องกันข้าศึกได้ด้วยตัวอย่างเช่น ในสมัยสมเด็จ พระมหาจักรพรรดิเกิดสงครามระหว่างไทยกับพม่าจึงมีการเตรียมการ โดยขยายขุดลอกคลองคูขื่อหน้าเพื่อให้อยู่ในสภาพที่รับศึกได้หรือ


82 การที่มหานาควัดท่าทราย ระดมชาวบ้านขุดคลองมหานาคเป็นคู ป้องกันพระนครชั้นนอกอีกชั้นหนึ่งเมื่อ พ.ศ. 2086 นอกจาก ที่กล่าวมาแล้ว สภาพภูมิประเทศที่เป็นมาน�้าล�าคลองจ�านวนมาก ท�าให้ชาวอยุธยามีวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการใช้เรือในการคมนาคม เรือส�าหรับชาวบ้านเป็นเรือที่ต่ออย่างง่าย ๆ เช่น เรือขุดและเรือแจว แต่คนในสมัยอยุธยามีภูมิปัญญาในการขุดเรือยาว ที่พระมหากษัตริย์ อยุธยาใช้เป็นเรือรบในการขนก�าลังคนไปได้เป็นจ�านวนมาก พระมหากษัตริย์เสด็จพยุหยาตรา เพื่อเสด็จไปท�าสงครามและได้ พัฒนาเป็นกองทัพเรือ ในเวลาที่บ้านเมืองเป็นปกติพระมหากษัตริย์ ทรงใช้เรือเหล่านี้เสด็จพระราชด�าเนินในพิธีต่าง ๆ เช่น พระราชพิธี ถวายผ้าพระกฐิน โดยจัดขบวนเรือรบซึ่งเท่ากับเป็นการซ้อมรบ โดยปริยาย


83 ภูมิปญญาท้องถิ่นอยุธยา ศิลปะการท�าหัวโขน หัวโขน นับเป็นงานศิลปะชั้นสูงที่รวมเอาผู้ที่มีความรู้ ความช�านาญในเชิงช่างหลายสาขาเข้าไว้ด้วยกัน อาทิเช่น ช่างหุ่น ช่างปัน ช่างแกะสลัก ช่างกลึง ช่างรัก และช่างเขียน แต่ในทาง ปฏิบัติกว่าจะได้มาซึ่งหัวโขนที่ถูกต้องและสวยงามนั้นต้องอาศัย เทคนิคและองค์ประกอบอื่น ๆ อีกมากมาย การท�าหัวโขน 1. การปันหุ่น หุ่นในที่นี้หมายถึง รูปแบบ หรือลักษณะของหัวโขนได้แก่ หุ่นพระ-นาง หุ่น ยักษ์โล้น หุ่นยักษ์ยอด หุ่นลิงโล้น หุ่นลิงยอด และ หุ่นพิเศษ การปั้นหุ่นนั้นสิ่งแรกจะต้องเตรียมดิน เหนียว นวดให้ได้ที่แล้วน�ามาวางบนแป้นกระดาน ภูมิปญญาท้องถิ่นอยุธยา


84 ปั้นเป็นรูปหุ่นแบบต่าง ๆ ตามต้องการ เมื่อปั้นดินเป็นหุ่นเรียบร้อย แล้วจึงกลับหุ่นดินเป็นหุ่นปูนปลาสเตอร์เพื่อจะได้เป็นหุ่นที่ถาวร 2. การพอกหุ่น และผ่าหุ่น เอาแป้ง เปียกละเลงบนกระดาษสาซึ่งฉีกเป็นชิ้น เล็ก ๆ ปิดลงให้รอบหุ่นหนาพอสมควร โดย ปิดกระดาษเป็นชั้น ๆ แต่ละชั้นเท่า ๆ กัน แล้วน�าไปผึ่งแดดประมาณ 3 วัน น�ามารีดให้เรียบ ผ่าด้านหลังของ หุ่นแล้วเย็บด้วยลวดขนาดเล็ก 3. การแต่งหน้าหุ่น ติดลวดลาย และท�าเครื่องประกอบ หุ่นกระดาษที่ออก มาแล้วจะต้องตกแต ่งสัดส ่วนต ่าง ๆ บน ใบหน้านูนเด่นขึ้น โดยใช้รักปั้นทับตามรูป หน้า คิ้ว จมูก ริมฝีปาก ไพรปากแล้วปิดกระดาษสาทับ ใช้มีดตกแต่ง ส่วนที่ไม่เรียบและขัดด้วยกระดาษทราย การติดลวดลาย เริ่มจากการใช้รัก กระแหนะลายออกจากพิมพ์หินสบู่ที่แกะไว้ จนได้เป็นลายเส้นและลายกระจัง น�าลายรัก มาติดบนกะโหลกให้ครบ ซึ่งต้องใช้รักเทือก (ยางรักผสมน�้ามันยาง) เป็นตัวเชื่อมให้ลายเหล่านั้นติดแน่นอยู่กับกะโหลก การวางลวดลาย จะต้องศึกษาลักษณะของหัวโขนแต่ละแบบซึ่งไม่เหมือนกันและเป็น ไปตามแบบแผนโบราณ ซึ่งอาจดูได้จากภาพรามเกียรติ์เครื่อง ประกอบของหน้าโขนที่ไม่อาจใช้กระดาษสาหรือรักท�าได้ เช่น จอนหู


85 ซึ่งต้องใช้หนังวัวเป็นพื้นเพราะมีความแข็งแรง สามารถตัดให้โค้งงอ ตามความต้องการได้ และต้องฉลุสลักลวดลายให้งดงามตามแบบ ศิลปะของการแกะสลักนอกจากนี้ยังต้องติดเครื่องประกอบอื่น ๆ ให้แก่หัวโขนคือ ตา ฟัน เขี้ยว และงาซึ่งท�าจากหอยมุกโข่งไฟ 4. การปิดทองและการติด พลอย การปิดทองค�าเปลวจะปิดลง บนหัวโขนตรงส ่วนที่เป็นลายรัก หรืออาจปิดบริเวณด้านหน้าของ หัวโขนในกรณีที่หัวโขนมีหน้าสีทอง เพื่อให้หัวโขนมีความสวยงาม 5. การลงสี การเขียน ลวดลายลงบนหัวโขน การลงสี นั้นมีความจ�าเป็นอย่างยิ่ง เพ ร าะสีของหน้ าโขน แต ่ละหน้าไม ่เหมือนกัน เช่น พระรามมีหน้าสีเขียว นวล พระลักษณ์จะมีหน้าสีทอง หลังจากลงสีหัวโขนเรียบร้อยแล้ว จึงเขียนลวดลายต่าง ๆ โดยเฉพาะ “ลายฮ่อ” จะปรากฏมีอยู่ทุกหน้า ของหัวโขน เขียนเส้นคิ้ว ตา ปาก ไพรปาก และเส้นฮ่อลงบนหน้า โขน ตกแต่งอย่างละเอียดตามลักษณะของหน้าโขนชนิดนั้น ๆ เพราะ ส่วนนี้เองที่ท�าให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกว่างานนั้นงดงามหรือประณีต เพียงไร การเขียน ลวดลายลงบนหัวโขน การลงสี


86 การท�าพัดสาน พัดสาน เป็นพัดส�าหรับ พัดโบกเตาไฟของคนไทยสมัยก่อน หรือใช้พัดโบกร ่างกายให้คลาย ร้อนได้ สามารถที่จะน�าติดตัวไป ไหนมาไหนได้สะดวก วัสดุที่ใช้ สานพัดเป็นผลผลิตจากพืชพรรณธรรมชาติในท้องถิ่นคือไม้ไผ่ การสานพัด ผู้สานนิยมสานเป็นรูปร ่างต ่าง ๆ มุ ่งเน้น ประโยชน์การใช้งาน มีการปรับปรุงพัฒนารูปแบบให้มีความสวยงาม ประณีต เช่น พัดสานห้าเหลี่ยมเหมาะส�าหรับพัดโบกเตาไฟ พัดยก ลายดอกสานเป็นลวดลายต่าง ๆ พัดละเอียดรูปใบโพธิ์หรือรูปหัวใจ และรูปตาลปัตร พัดสานบ้านแพรกเป็นงานหัตถกรรมพื้นบ้านอันทรงคุณค่า ที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้าน อ�าเภอบ้านแพรก จังหวัดพระนคร ศรีอยุธยา ชาวอ�าเภอบ้านแพรกริเริ่มการสานพัดมาเป็นเวลานับ 40 ปี การสานพัดเป็นอาชีพเสริมท�ารายได้ดีภายในครัวเรือน ชาวบ้านจะสานพัดในช่วงว่างเว้นจากการท�านา เป็นสินค้าส�าคัญ อย ่างหนึ่งของชาวอ�าเภอบ้านแพรก เป็นหัตถกรรมพื้นบ้าน ที่มีชื่อเสียงและได้รับการยกย ่องให้เป็นเอกลักษณ์ของอ�าเภอ บ้านแพรก ดังปรากฏในค�าขวัญที่ว่า “หลวงพ่อเขียวหลวงพ่อขำว หลวงพ่อเภำคู่บ้ำน พัดสำนคู่เมือง พิพิธภัณฑ์ลือเลื่อง รุ่งเรือง เกษตรกรรม เลิศล�้ำหัตถศิลป แดนดินถิ่นลิเก”


87 การประดิษฐ์ดอกไม้จากต้นโสน ดอกไม้ประดิษฐ์ จากต้นโสน คงหนี ไม่พ้นที่จะคิดถึงฝีมือ ช่างดอกไม้ประดิษฐ์ ช าวอยุธย า ด้วย ความสวยงามที่คงไว้ ซึ่งเอกลักษณ์ท้องถิ่น สืบสานจากรุ่นสู่รุ่นมากว่า 100 ปี ดอกไม้ ประดิษฐ์จากต้นโสนถือเป็นงานประดิษฐ์ที่ต้องอาศัยความช�านาญ เฉพาะด้าน ต้องมีความมานะอดทนอย่างจริงจัง ที่ส�าคัญต้องใจรัก เรียนรู้ ฝึกฝน การประดิษฐ์ดอกไม้ของไทยในอดีตนั้น ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อ ถวายเป็นพุทธบูชา เช่น ดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง ตลอดจนดอกไม้สด และใช้ในการประดับตกแต่ง หรือเป็นเครื่องห้อยในงานที่ส�าคัญๆ การใช้ดอกไม้สดนั้นไม่คงทนถาวร ท�าให้ต้องเปลี่ยนบ่อย ๆ ถ้าใช้ใน การประดับตกแต่งหลาย ๆ วัน ย่อมท�าให้เสียเวลาในการจัดดอกไม้ ประดับแต่ละครั้ง และจากสาเหตุนี้เองท�าให้ชาวบ้านเกิดความคิด ที่จะประดิษฐ์ดอกไม้จากสิ่งอื่นขึ้นแทนดอกไม้สด


88 ต้นโสน เป็นพืชที่ขึ้นทั่วไปในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดย ขึ้นตามทุ่งนาเวลาน�้ำท่วมทุ่งปะปนอยู่กับข้าวและจะขึ้นตามท้องที่ เคยมีต้นโสนขึ้นเป็นประจ�ำ ออกดอกเหลืองอร่าม เต็มท้องทุ ่ง มีลักษณะล�ำต้นกลมยาวเปลือกสีน�้ำตาล ชาวบ้านเรียกว่า ต้นโสน หางไก่ ปัจจุบันสภาพแวดล้อมของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปลี่ยนแปลงไปมาก น �้ ำไม่ท่วมทุ่งนาเหมือนสมัยก่อน โสนซึ่งเป็น วัตถุดิบส�ำคัญในการประดิษฐ์ดอกไม้ต้องสั่งซื้อมาจากจังหวัด นครนายก และปราจีนบุรีซึ่งมีราคาค่อนข้างแพง การประดิษฐ์ดอกไม้จากต้นโสน ท�ำกันมากบริเวณต�ำบล คลองสวนพลูอ�ำเภอพระนครศรีอยุธยาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชาวบ้านที่นี่มีความสามารถในการประดิษฐ์ดอกไม้โสนกันแทบ ทุกครัวเรือน แต่ที่มีฝีมือในการประดิษฐ์ มีลักษณะเป็นธรรมชาติ ทั้งสีสันรูปแบบมีจ�ำนวนไม่มากนักในรายที่มีฝีมือประณีต สวยงาม จะใช้ในงานบวชและส่งไปจำ� หน่ายยังประเทศญี่ปุ่น ฮ่องกงสิงคโปร์ และประเทศอื่น ๆซึ่งมีผลงานการประดิษฐ์มีราคาแพงกว่าแบบแรก หลายเท่าตัว ปัจจุบันเศษวัสดุจากต้นโสนที่หลังจากการประดิษฐ์ เช่น เปลือก และแกนโสน จะมีผู้มาซื้อเพื่อน�ำไปประดิษฐ์สิ่งอื่น ๆ ปัจจุบันการประดิษฐ์ดอกไม้จากโสนได้รับความนิยมมากขึ้นได้ขยาย ตัวไปยังต�ำบลบ้านกรดอำ�เภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดอกไม้ที่ประดิษฐ์ส่วนมากจะเป็นดอกเยอบีร่าเป็นพื้นดอกไม้อื่น ๆ ได้แก่ ดอกเบญจมาศ ดอกบัว ดอกกุหลาบ พุด มะลิคาเนชั่น และอื่น ๆ


89 การท�ำงอบ เมื่อนึกถึงภาพชาวนาไทยใน อดีตก�ำลังด�ำนาหรือว่าก�ำลังเกี่ยวข้าว อยู่ หรือไม่ก็อาจจะนึกถึงบรรดาพ่อค้า แม่ค้าที่ใส่หมวกงอบแล้วก็ก�ำลังพาย เรือแจวขายผลไม้อยู่ในตลาดน�้ำ ถือ เป็นภาพที่บ ่งบอกถึงความเป็นไทย เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาล�้ำค่า ของบรรพบุรุษชาวไทย ที่ได้ประดิษฐ์คิดค้นหมวก ซึ่งผลิตได้จาก วัสดุธรรมชาติที่หาได้ในท้องถิ่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงได้มี การส่งเสริมและสนับสนุนให้กลุ่มชาวบ้านในพื้นที่อำ� เภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รักษาภูมิปัญญาอันล�้ำค่าตลอดไป งานจักสานงอบ เป็นงานศิลปหัตถกรรมที่ท�ำขึ้นเพื่อใช้ ประโยชน์ในการประกอบอาชีพของชาวไทยโดยตรงฉะนั้น งอบจึง นับว ่าเป็นงานที่ควบคู ่กับการประกอบอาชีพเกษตรกรรมจนถึง ปัจจุบัน ศิลปะการท�ำงอบต้องใช้ ความช�ำนาญและความประณีต ละเอียดอ่อนเป็นอย่างยิ่ง ไม่แพ้ งานจักสานประเภทอื่น ๆสำ� หรับ การท�ำงอบในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ท�ำกันเป็นอาชีพอย่างกว้าง ขวาง แหล่งผลิตงอบที่ส�ำคัญที่สุดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เห็นจะไม ่มีที่ใดผลิตได้มาตรฐานเท ่ากับอ�ำเภอบางปะหัน ชาว


90 บางปะหันประกอบอาชีพนี้กันมากจึงถือได้ว่าอาชีพท�ำงอบมีความ ส�ำคัญทางเศรษฐกิจของชาวบางปะหันเป็นอย่างมาก งอบมีประโยชน์ใช้สอยเช่นเดียวกับหมวก แต่งอบมีลักษณะ และคุณสมบัติที่พิเศษกว่าหมวกคืองอบมีขนาดใหญ่กันแดดกันฝน ได้ดีกว่าและมีน�้ำหนักเบากว่าหมวกรังงอบจะสานด้วยไม้ไผ่ส�ำหรับ ไว้สวมศีรษะ มีลักษณะโปร่ง สามารถระบายอากาศได้ดีเหมาะ ส�ำหรับการใช้งานกลางแจ้ง งอบมีลักษณะเป็นทรงกลมโค้งไล่จากขอบไปจนถึงส่วนบน งอบจะมีลวดลาย เฉพาะคือ ลายเฉลวที่โครงงอบด้านในและ ลายฉลุที่กระหม ่อมงอบ โครงสร้างของงอบเห็นได้จากด้านใน เป็นการขึ้นรูปสานด้วยลายเฉลว สามารถปรับขนาดของการ สวมงอบได้โดยรังงอบด้านในสามารถปรับขยายให้ขนาดเล็กลง หรือใหญ่ขึ้นได้ตามศีรษะของผู้ที่สวมใส่ มีความเชื่อในสมัยโบราณสืบต่อกันมาว่า หากใครสวมงอบ แล้วจะท�ำให้อยู่เย็นเป็นสุข เพราะโครงของงอบท�ำมาจากไม้ไผ่ สีสุข ซึ่งมีชื่อเป็นมงคล อีกทั้งโครงงอบสานด้วยลายเฉลว ซึ่งเป็น เครื่องหมายของยันต์หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สามารถใช้ป้องกันการ ถูกกระท�ำด้วยคาถาอาคมและภูตผีปีศาจ เป็นต้น


91 การปั้นตุ๊กตาดินเผาชาวบ้าน ตุ๊กตาดินเผาของไทย เป็นศิลปะพื้นบ้านที่ท�ำติดต ่อ กันมานานและท�ำขึ้นตามคติ ประเพณีการใช้สอยในชีวิต ประจ�ำวันของชาวบ้านที่เกิดขึ้น ตามลักษณะนิสัยของคนไทย เป็นความคิดในการประดิษฐ์ให้เป็น ตุ๊กตาชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านมิได้มีการเรียนรู้จากโรงเรียน แต่เป็นการ เรียนรู้โดยการถ ่ายทอดจากการสังเกต และการสร้างสรรค์ที่ สอดคล้องกับลักษณะนิสัยของชาวไทยโดยเฉพาะ ฉะนั้นงานตุ๊กตา ชาวบ้านจึงเต็มไปด้วยความมีชีวิตความเรียบง่ายแฝงอยู่ในลักษณะ ของงานในท้องถิ่นนั้นๆ ตุ๊กตากับความผูกพันกับชาวบ้าน การปั้นตุ๊กตาชาวบ้านส่วนใหญ่จะผูกพันถึงเรื่องไสยศาสตร์ ตลอดจนความเชื่อต่างๆ ของชาวบ้าน การปั้นตุ๊กตาดินเผาหรือ ตุ๊กตาดินเหนียวของไทยในอดีต หรือปัจจุบันก็ยังมีอยู ่เพื่อการ เซ่นไหว้การบวงสรวง ตามความเชื่อของท้องถิ่นนั้น ๆ เป็นต้นว่า การใช้ตุ๊กตาเป็นตัวแทนศัตรูหรือการท�ำลายล้างศัตรูด้วยการใช้ เวทมนต์คาถาอาคมเสกเป่า ทำ�ร้ายด้วยการใช้เข็มเสียบตามอวัยวะ ตุ๊กตาที่เป็นตัวแทนของศัตรูหรือด้วยการหักแขน หักขา ศัตรูเพื่อ ให้เกิดอันตราย เกิดความเจ็บปวดหรือความตายเกิดขึ้นแก่ฝ่าย ตรงกันข้าม


92 นอกจากนั้นมีตุ๊กตาอีกชนิดหนึ่งที่สร้างขึ้นตามความเชื่อถือ ของชาวบ้าน คือ ตุ๊กตาเสียกบาลเป็นตุ๊กตาที่ท�ำขึ้น เพื่อปัดเป่า อันตรายต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง หรือคนเจ็บป่วย ด้วยการน�ำเอา ดินเหนียวมาปั้นเป็นตุ๊กตาตัวเล็กๆ นั่งพับเพียบ ตุ๊กตาตัวนี้อาจเป็น ดินเหนียวธรรมดา หรือดินเผา มีการท�ำกันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยส่วน ใหญ่จะพบตุ๊กตาไม่มีหัวจะพบที่สมบูรณ์ก็มีอยู่บ้างตามเตาเผาของ สุโขทัยบ้าง จึงท�ำให้เรียกว่า “ตุ๊กตาเสียกบาล” คือ “เสียหัว” ตุ๊กตาชาวบ้านที่อยุธยา นางสาวสุดใจ เจริญสุข ที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ 40 ต�ำบล กระมังอ�ำเภอพระนครศรีอยุธยาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้เล่า ว่า เมื่ออายุได้2 ขวบ ได้ไปอยู่กับคุณปู่ชื่อ นายอุทัย สุวรรณนิล ที่กรุงเทพมหานคร คุณปู่ของเธอเป็นช่างปั้นพระ มีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ได้น�ำวิธีการปั้นพระมาดัดแปลงปั้นตุ๊กตาครั้งแรกปั้นให้ มีขนาดใหญ่ก่อน แล้วจึงปั้นย่อส่วนให้เล็กลงจนเหลือขนาดเล็กมาก (ขนาดนิ้วเด็กทารก) เนื่องจากมีเหตุผลให้แตกต่างไปจากตุ๊กตา อื่น ๆต ่อมาลองปั้นคน และสิ่งของต่างๆเธอเห็น วิธีการปั้นของคุณปู ่ก็ จดจ�ำ และลองปั้นบ้าง ตามประสาเด็กเมื่อคุณปู่ เห็นเธอสนใจเรื่องการปั้น จึงได้สอนวิธีการปั้นให้แก่


93 เธอ โดยเริ่มปั้นผลไม้ให้มี ขนาดเท่าของจริงก่อน แล้ว จึงค่อย ๆ หัดย่อส่วนให้เล็ก ลง ได้พยายามฝึกตนเอง ตลอดมาด้วยใจรัก ต่อมา คุณปู่ของเธอ ได้รับพระราชทานโล่ที่ระลึก ผลงานช่างดีเด่น จากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหา ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและโปรดเกล้าฯให้เข้าไป อยู่ในวัง เธอจึงกลับมาอยู่กับมารดา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมกับเข้าศึกษาที่โรงเรียนจิระศาสตร์เมื่อจบการศึกษาก็เริ่มงาน ปั้นอย่างจริงจัง จนสามารถท�ำเป็นงานอาชีพหลักจนถึงปัจจุบัน ตุ๊กตาชาวบ้านที่อยุธยา จัดเป็นศิลปะพื้นบ้านแขนงหนึ่งที่มี การถ่ายทอดในระบบครอบครัวจาก ปู่–จนถึงหลาน เป็นศิลปะ พื้นบ้านที่มีลักษณะเฉพาะของตัวเอง นับตั้งแต่การปั้นประกอบเป็น ตัวจนส�ำเร็จออกมาเป็นผลงาน ด้วยการใช้อุปกรณ์ง่ายๆคือมีดเล็กๆ เพียงเล่มเดียวแต่ใช้ฝีมือตกแต่งด้วยมืออันคล่องแคล่วที่ช่างปั้นอื่นๆ น้อยคนจะท�ำได้การปั้นตุ๊กตาชาวบ้านนั้น นอกจากจะใช้ฝีมือ ที่ละเมียดละไม เก็บความมีชีวิต ให้มีอยู่กับตุ๊กตาตัวน้อยๆแต่ละตัว ช่างปั้นได้เพียรพยายามปั้นให้มีขนาดเล็กๆ มากจนแทบจะกล่าว ออกมาไม่ได้ว่า นี่คือการปั้นด้วยการใช้ฝีมือของช่างปั้น ที่เก็บลักษณะ ท่าทางเลียนแบบออกมาอย่างสมบูรณ์ที่สุด


94 เคร×่องประดับมุก งานประดับมุก เป็นงาน ช ่างอีกแขนงหนึ่งที่อาศัยฝีมือ และความละเอียดอ ่อนโดย การน�าเอาเปลือกหอยบางชนิดที่ มีคุณลักษณะพิเศษ คือมีความ แวววาว สามารถสะท้อนแสงแล้วเกิดเป็นสีเหลือบเรืองรองต่าง ๆ คล้าย สีรุ้ง คุณลักษณะของเปลือกหอยเช่นนี้ภาษาช่างเรียกว่า “มีไฟดี” และที่งานประดับมุกสามารถใช้ประดับตกแต่งพื้นผิวของชิ้นงานได้ หลายลักษณะ เช่น ประตูหน้าต่างของพระอุโบสถ วิหาร และ พระที่นั่งในพระบรมมหาราชวัง หรือประดับตกแต่งภาชนะใช้สอย เช่น พานตะลุ่ม เตียบ โต๊ะ ตู้ เตียง เป็นต้น แต่เดิมการประดับมุก มักใช้กับงานที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันพระมหากษัตริย์และศาสนาเป็น ส่วนใหญ่ จากหลักฐานทางโบราณคดี สันนิษฐานว่า งานประดับมุก ที่เก่าแก่ที่สุดคงเกิดขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา หลักฐานเก่าแก่ที่สุด คือตู้พระไตรปิฎกประดับมุก ปัจจุบันเก็บรักษาในพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติพระนคร สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระเจ้า เสือ บานประตูมุกสมัยแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ (สมเด็จ พระบรมราชาธิราชที่ 3 ได้แก่ บานประตูพระวิหารวัดพระศรีมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก และบานประตูพระวิหารวัดบรมพุทธาราม จังหวัด พระนครศรีอยุธยา สมัยรัตนโกสินทร์ มีการสร้างงานประดับมุก ตั้งแต่ ตอนต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก


95 มหาราช และมีการสร้างผลงานประดับมุกสืบเนื่องต่อมา ดังมีผล งานประดับมุกของช ่างตกทอดมาถึงทุกวันนี้ได้แก ่ บานประตู พระอุโบสถ และบานประตูพระมณฑปวัดพระศรีรัตนศาสดาราม สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช บาน ประตูพระมณฑปพระพุทธบาทสระบุรีสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่1 บานประตูพระอุโบสถ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ในการ ปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ในรัชกาลที่3 บานประตู พระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม สร้างในรัชกาลที่5 เป็นต้น ผลงานประดับมุกของครูช ่างโบราณยังมีอีกมากมาย ตัวอย่างที่ยกมานี้ เป็นผลงานชิ้นส�ำคัญบางส่วนซึ่งทรงคุณค่ายิ่ง ควรแก่การอนุรักษ์ไว้ให้แก่ชนรุ่นหลังได้ศึกษาและเพื่อความภาค ภูมิใจในศิลปกรรมของชาติแขนงนี้ต่อไป ความส�ำคัญในสกุลช่าง ส�ำหรับการท�ำเครื่องประดับมุกในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีแหล ่งท�ำอยู ่ในอ�ำเภอเมืองพระนครศรีอยุธยา บริเวณวัดใหญ ่ ชัยมงคลที่หนึ่ง และผลิตในอ�ำเภอนครหลวง ต�ำบลหนองปลิงอีก ที่หนึ่ง ซึ่งในครั้งนี้ได้น�ำเสนอความส�ำคัญของสกุลช่างประดับมุก ต�ำบลหนองปลิง อ�ำเภอนครหลวง ซึ่งได้รวมกลุ ่มกันท�ำเครื่อง ประดับมุกจนเป็นผลิตภัณฑ์ประจ�ำต�ำบลที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จัก ในอ�ำเภอนครหลวง การท�ำเครื่องประดับมุกของต�ำบลหนองปลิง ริเริ่มมาแล้ว กว่า ๓๐ ปีโดยผู้ที่น�ำความรู้ทางด้านการท�ำเครื่องประดับมุกมาเผย


96 แพร่ได้แก่คุณพ่อ มานพ จันยะนัย จบการศึกษาระดับ ป.๔ หลัง จากนั้นได้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมท�ำนา จนกระทั่งเข้ามาท�ำงานประดับมุกกับครูช่างซึ่งอายุมากแล้ว ครูเป็นผู้ฝึกสอนการท�ำเครื่องประดับมุกให้กับคุณมานพ จันยะนัย มาโดยตลอด เป็นระยะหลายปีจนกระทั่งวันหนึ่งครูช่างชราภาพ มากแล้วท�ำงานไม่ไหวคุณมานพจึงได้เดินทางกลับมาสู่ต�ำบลหนองปลิง และน�ำความรู้ที่ได้รับมาเผยแพร ่ให้กับคนในครอบครัว ซึ่งใน ระยะแรกการท�ำเครื่องประดับมุกเริ่มจากในเครือญาติท�ำกัน ประมาณ 10 คน ต่อมาเริ่มมีการกระจายงานสู่พี่น้อง เพื่อนบ้าน ในชุมชนต�ำบลหนองปลิงจนเกิดการรวมกลุ่มท�ำเครื่องประดับมุก ขึ้น ปัจจุบันมีสมาชิกร่วมท�ำเครื่องประดับมุก ประมาณ 30คน บาง คนทำ� เป็นอาชีพหลัก บางคนทำ� เป็นอาชีพเสริมในช่วงเวลาที่ว่างเว้น จากการเกษตร ปัจจุบัน คุณศตพร จันยะนัย บุตรชายคนที่ 2 ของ คุณพ่อ มานพ เป็นผู้สืบทอดงานด้านการท�ำเครื่องประดับมุก การท�ำเครื่องประดับมุขของต�ำบลหนองปลิงได้เข้าร ่วม โครงการ OTOP หนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งต�ำบลโดยที่เครื่องประดับมุก ของต�ำบลหนองปลิงเป็นผลิตภัณฑ์ระดับ 3 ดาว ส่วนใหญ่จะส่ง ผลิตภัณฑ์ประดับมุกขายในตลาดอรัญญิก ซึ่งเป็นตลาดที่มีชื่อใน ด้านการขายมีด การท�ำเครื่องประดับมุกของที่นี่จึงเป็นฐานวางมีด ประมุก และด้ามมีดประมุกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมียอดผลิตจ�ำนวนมากๆ ฉะนั้นการท�ำเครื่องประดับมุกซึ่งเป็นเหมือนงานอุตสาหกรรม ขนาดย่อม


97 มีดอรัญญิก มีดอรัญญิก ได้รับการสืบทอดจากช่างตีเหล็กเมื่อครั้ง กรุงศรีอยุธยาเพื่อใช้ในการสู้รบกับข้าศึก แต่ปัจจุบันได้มีการ ออกแบบเป็นข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ โดยยังใช้กรรมวิธีแบบโบราณ เเหล่งผลิตมีดเลื่องชื่อที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศที่มีประวัติ ความเป็นมายาวนานตั้งแต ่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จากฝีมือชาว เวียงจันทน์ ประเทศลาวแห่งบ้านต้นโพธิ์และบ้านไผ่หนอง ซึ่งเข้า มาอยู ่เมืองไทยมาเนิ่นนานแล้ว ไม ่ปรากฏหลักฐานแน ่ชัดว ่าถูก


98 กวาดต้อนมาในสมัยเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกคราวยกทัพไป ตีเมืองเวียงจันทน์หรือจะอพยพมาเอง แต่มีหลักฐานว่านายเทา เป็นผู้น�ำ ซึ่งได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นขุนนราบริรักษ์ ชาว เวียงจันทน์กลุ่มนี้มีฝีมือทางช่าง ได้แก่ ช่างทองกับช่างเหล็ก แต่เมื่อ พ.ศ.2365 ได้เลิกอาชีพช่างทอง คงเหลือแต่การตีมีดอย่าง เดียว ประกอบกับภูมิประเทศบริเวณนี้เป็นอู่ข้าวอู่น�้ำ มีดงไม้ไผ่


Click to View FlipBook Version