The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เที่ยวกรุงเก่ากับนายก อบจ พระนครศรีอยุธยา E-Book

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by dhusarananda, 2023-08-16 09:14:06

เที่ยวกรุงเก่ากับนายก อบจ พระนครศรีอยุธยา E-Book

เที่ยวกรุงเก่ากับนายก อบจ พระนครศรีอยุธยา E-Book

99 หนาเเน่น มีหนองน�้ำและแม่น�้ำป่าสักไหลผ่านจึงสะดวกต่อการเดินทาง และน�ำไม้ไผ่มาใช้เป็นองค์ประกอบในการท�ำมีดคือ นำ� มาเป็นเชื้อเพลิง ในเตาเผาเหล็กเพราะถ่านไม้ไผ่ให้ความร้อนสูงกว่าไม้ชนิดอื่น และ น�ำล�ำต้นไปท�ำด้ามพะเนิน ด้ามค้อน เเละด้ามมีด สมัยรัชกาลที่3 เมื่อราว พ.ศ.2369 เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์เสด็จมาถวายพระเพลิง พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้มาขอให้ ชาวเวียงจันทน์กลับประเทศเเต่ชาวบ้านไผ่หนองและบ้านต้นโพธิ์ ขออยู่ใต้ร่มโพธิสมภารสร้างชื่อเสียงจากวิชาตีมีดในเมืองไทยต่อไป สาเหตุที่ได้ชื่อว่ามีดอรัญญิก เป็นเพราะสมัยโบราณมีตลาดที่บ้าน อรัญญิกตำ�บลปากท่าอำ�เภอท่าเรือจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ห่าง จากหมู่บ้านต้นโพธิ์เเละหมู่บ้านไผ่หนองประมาณ 3กิโลเมตร ชาว บ้านนำ� เอามีดไปขายที่ตลาดแห่งนี้คนที่ซื้อไปก็บอกต่อๆกันว่ามีด อรัญญิกมีคุณภาพดีแข็งแรงทนทาน บางชนิดใช้ได้นานตลอด ชั่วอายุคน ชุมชนทั้งสองนี้มีประเพณีส�ำคัญคือ การไหว้ครูหรือไหว้ ครูบูชาเตาก�ำหนดวันข้างขึ้นเดือนหกที่ตรงกับวันพฤหัสบดีทุกบ้าน จะซ่อมเเซมท�ำความสะอาดเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆและน�ำไปวาง ไว้ในที่อันสมควร เตาเผาเหล็กจะต้องปั้นกันใหม่และน�ำเครื่องบูชา เเละอาหารคาวหวานถวายแด่พระภูมิเเม่ธรณีส่วนเครื่องสังเวย ต่างๆจะนำ� มาวางไว้ที่เครื่องมือเเล้วท�ำพิธีสวดโองการเชิญเทพเจ้า เป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมา นักท่องเที่ยวสามารถเข้าพักโฮมสเตย์ ชมการทำ� มีดและลงมือตีมีดด้วยตนเอง โดยไม่พลาดซื้อมีดอรัญญิก หนึ่งในของดีขึ้นชื่อเมืองอยุธยากลับไปพิสูจน์คุณภาพกันด้วย


100 ปลาตะเพียนใบลานสานเป็น อาชีพเก ่าแก ่ที่ท�ำสืบต ่อกันมาตั้งแต ่ บรรพบุรุษนานกว่า 100 ปีโดยชาวไทย มุสลิมซึ่งล่องเรือขายเครื่องเทศอยู่ตามแม่น�้ำเจ้าพระยาและอาศัย อยู่ในเรือเป็นผู้ประดิษฐ์ปลาตะเพียนสานด้วยใบลานขึ้นเป็นครั้งแรก แรงบันดาลใจจากความรู้สึกผูกพันอยู่กับท้องน�้ำ สิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวความคุ้นเคยกับรูปร่างหน้าตาของปลาตะเพียน โดยใช้วัสดุจาก ท้องถิ่น เช่น ใบมะพร้าว ใบลาน ใบตาล ปลาตะเพียนที่สานด้วยใบ ลานในสมัยก่อนนั้นไม่สวยงามและมีขนาดใหญ่โตเช่นปัจจุบันนี้ปลา ตะเพียนรุ่นแรกที่สร้างขึ้นเรียกว่า“ปลาโบราณ”โดยจะท�ำเป็นตัว ปลาขนาดเล็กๆ ขนาด 1-3 ตัวเท่านั้น ปลาตะเพียนใบลานมักทา ด้วยสีเหลืองซีดๆ ที่ท�ำด้วยวัตถุดิบตามธรรมชาติที่เรียกว่า “รงค์” ผสมกับน�้ำมันวานิช แล้วน�ำไปเสียบไม้ส�ำหรับห้อยแขวนเลยและ ปลาตะเพียนใบลานในสมัยก่อนยังมีจ�ำนวนน้อยมากถ้าเทียบกับ ปัจจุบัน ปลาตะเพียนใบลานเป็นงานหัตถศิลป์ในท้องที่ท่าวาสุกรี บ้านหัวแหลมที่อยู่คู่อยุธยา นับได้ว่าอยุธยาเป็นแหล่งผลิตปลา ตะเพียนสานใบลานใหญ ่ที่สุดใน ประเทศคนไทยคุ้นเคยและใกล้ชิด กับปลาตะเพียนมานาน เชื่อกันว่า เป็นสัญลักษณ์แห ่งความอุดม ปลาตะเพียนสาน


101 สมบูรณ์ เพราะช่วงที่ปลาโตเต็มที่กินได้อร่อยเป็นช่วงที่ข้าวตกรวง พร้อมเก็บเกี่ยวพอดีเรียกว่าเป็นช่วง “ข้าวใหม่ปลามัน”จึงมีผู้นิยม น�ำใบลานแห้งมาสานขดกันเป็นปลาตะเพียนจ�ำลองขนาดต่างๆแล้วผูก เป็นพวงๆแขวนไว้เหนือเปลนอนของเด็กอ่อนเพื่อให้เด็กดูเล่น และ ถือเป็นสิ่งมงคลส�ำหรับเด็กเท่ากับอวยพรให้เด็กเจริญเติบโตมีฐานะ มั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ ปลาตะเพียนเป็นสิ่งสิริมงคล ท�ำให้เงินทองไหล มาเทมา หากบ้านไหนแขวนปลาตะเพียนไว้หน้าบ้านจะท�ำให้บ้าน นั้นมั่งมีศรีสุข ท�ำมาค้าขึ้น นอกจากนี้ยังมีนัยยะที่บ่งบอกถึงเรื่อง ความขยันหมั่นเพียร ปลาตะเพียนสานเป็นเครื่องแขวน ที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนส�ำคัญ 6 ชิ้นคือ กระโจม แม่ปลา กระทงเกลือ ปักเป้า ใบโพธิ์และลูกปลา มี2 ชนิด คือ ชนิดที่เขียนเป็นลวดลาย ตกแต่งสวยงามส�ำหรับแขวนเหนือเปลลูกผู้มีบรรดาศักดิ์และชนิด เป็นสีใบลานเรียบๆ ใช้แขวนเหนือเปลลูกชาวบ้านธรรมดาสามัญ ปลาตะเพียนใบลานที่มีลวดลายสีสันต่างๆอย่างที่เห็นในปัจจุบัน เป็นปลาตะเพียนที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่5โดยหลวง โยธาฯ ข้าราชการเกษียณผู้มีนิวาสสถานอยู่ใกล้สะพานหัน ต�ำบล วังบูรพา กรุงเทพฯ ท�ำให้สวยงามขึ้น น�ำออกจ�ำหน่ายตามงานวัด ต่างๆ นับแต ่นั้นมาคนก็หันมานิยมปลาตะเพียนสานกันมากขึ้น ปัจจุบันนิยมไปแขวนเปลให้เด็ก อ ่อนอาจจะเหลือน้อยมากแต ่ กลายเป็นอุตสาหกรรมในครัว เรือนสร้างรายได้ให้ครอบครัว อย่างดี


102 สถานที่ส�าคัญและแหล่งท่องเที่ยว พระนครศรีอยุธยา เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางและเป็น เขตเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่ส�าคัญ โดยมีผลิตภัณฑ์มวลรวมของ จังหวัดมีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศ และมีประวัติศาสตร์ ความเป็นมาที่ยาวนาน เคยมีชื่อเสียงในฐานะเป็นแหล่งปลูกข้าว ที่ส�าคัญ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นจังหวัดเดียวในประเทศไทย ที่ไม่มีอ�าเภอเมือง แต่มีอ�าเภอพระนครศรีอยุธยา เป็นศูนย์กลางการ บริหารจัดการด้านต่าง ๆ ชาวบ้านโดยทั่วไปนิยมเรียกอีกชื่อหนึ่ง ว ่า “กรุงเก ่า” หรือ “เมืองกรุงเก ่า” ห ่างจากกรุงเทพมหานคร แค่ประมาณ 76 กิโลเมตร วัดไชยวั²นาราม สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2173 โดยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นบนที่ที่เป็นบ้านเดิมของพระองค์ เป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมการก่อสร้างไม่เหมือนวัดอื่น ๆ ในอยุธยา สถานที่ส�าคัญและแหล่งท่องเที่ยว


103 สันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะเหนือนคร ละแวก โดยจ�ำลองรูปแบบทางศิลปะมาจากปราสาทนครวัดของ เขมรเป็นวัดหลวงที่บ�ำเพ็ญพระราชกุศลของพระมหากษัตริย์สืบต่อ มาหลังจากนั้นทุกพระองค์ และเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงศพ พระบรมวงศานุวงศ์เกือบทุกพระองค์จึงได้รับการปฏิสังขรณ์สืบ ต่อมาทุกรัชสมัยก่อนกรุงแตกพ.ศ.2310วัดไชยวัฒนารามถูกแปลง เป็นค่ายตั้งรับศึกและเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาวัดไชยวัฒนารามจึงได้ ถูกปล่อยให้ทิ้งร้าง แต่ในปีพ.ศ.2530 กรมศิลปากรจึงได้เข้ามา อนุรักษ์จนแล้วเสร็จในปีพ.ศ.2535 สถาปัตยกรรมวัดไชยวัฒนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีความมุ ่งหมายให้เห็นถึงแนวความคิดในการออกแบบงาน สถาปัตยกรรมเนื่องในพุทธศาสนาที่ส�ำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในบรรดา สถาปัตยกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยา นอกเหนือไปจากรูปแบบ สถาปัตยกรรมที่มีลักษณะพิเศษแล้ววัดไชยวัฒนารามก็ยังมีเนื้อหา ที่ส�ำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องแนวความคิดในการออกแบบวัด


104 ให้ปรากฏเป็นความหมายและคุณค่าในเชิงคติสัญลักษณ์ซึ่งเน้นใน เรื่องของคติจักรวาลเป็นส�ำคัญ รวมทั้งแนวความคิดและคติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าปราสาททององค์ผู้สร้าง และสิ่งเหล่านี้เอง ที่จะน�ำไปสู่รูปแบบของวัดไชยวัฒนารามในที่สุดในด้านพระราชประวัติ ตลอดจนพระราชกรณียกิจของพระเจ้าปราสาททองทั้งในด้าน การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจสังคม การศาสนาและศิลปกรรม เป็นส่วนส�ำคัญที่จะสามารถสันนิษฐานถึงสถานภาพของพระเจ้า ปราสาททองได้อาทิการยกพระองค์ขึ้นเทียบเท่าพระจักรพรรดิราช พระอมรินทราธิราชพุทธราชา ธรรมราชา และปรารถนาจะบรรลุ พระโพธิญาณกลายเป็นพระโพธิสัตว์ในภพภูมิที่สูงขึ้นภายหลังการ สวรรคตเพื่อรอจุติมาเป็นพระอนาคตพุทธเจ้าในกาลต่อๆไป และ เพื่อที่จะสนับสนุนความปรารถนาดังกล่าวของพระเจ้าปราสาททอง ให้สมบูรณ์ที่สุด พระองค์จำ� เป็นต้องสร้างสิ่งที่เป็นรูปธรรมให้ปรากฏ แก่สายตาประชาชนอย่างเด่นชัด อันได้แก่ การฟื้นฟูพระราชพิธี ที่เกี่ยวข้องกับการเป็นพระจักรพรรดิราช คือ พระราชพิธี


105 ปราบดาภิเษก พระราชพิธี ลบศักราช และพระราชพิธี อินทราภิเษก, การสร้างและ ปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่างๆ, การสร้างพระมหาปราสาท ราชวัง, การสร้างพระพุทธรูป ทรงเครื่อง และการสร้างสิ่ง สาธารณูปโภคต่างๆจากข้อมูล ทั้งหมดสามารถน�ำมาวิเคราะห์ถึงวัตถุประสงค์ในการสร้าง, บทบาท และหน้าที่ของไชยวัฒนารามในรัชสมัยพระเจ้าปราสาททองตลอด จนการออกแบบวัดให้ปรากฏในเชิงคติสัญลักษณ์ที่สัมพันธ์กับแนว ความคิดและสถานภาพของพระเจ้าปราสาททองการออกแบบสร้าง วัดไชยวัฒนารามนั้นจะเน้นที่กลุ ่มอาคารที่อยู ่ภายในและบน พระระเบียงเป็นส�ำคัญซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของรูปจ�ำลองภูมิจักรวาล ที่มีกล ่าวไว้ในไตรภูมิโดยมีปรางค์ประธานเป็นส ่วนส�ำคัญที่สุด ของผังและเป็นสัญลักษณ์แทนเขาพระสุเมรุอันเป็นแกนกลางของ จัก รว าลที่สถิต ของพระอินทร์ ดัง นั้ น บท บ า ท และหน้าที่ของวัด ไชยวัฒนารามใน รัชสมัยพระเจ้า


106 ปราสาททองในเชิง คติสัญลักษณ์จึง ต้องเกี่ยวข้องกับ เขาพระสุเมรุอยู ่ เสมอ ทั้งยังมีความ หมายสัมพันธ์กับ องค์ประกอบที่ส�ำคัญๆคือ ภาพปูนปั้นพุทธประวัติพระพุทธรูปทรง เครื่อง และพระพุทธรูปรายด้วยเช่นกัน บทบาทและหน้าที่ของวัด ไชยวัฒนารามที่สัมพันธ์กับแนวความคิดของพระเจ้าปราสาททอง ปรากฏเป็นเชิงคติสัญลักษณ์ทั้งในบทบาทและหน้าที่ที่เป็นปราสาท บรรพบุรุษ, บทบาทและหน้าที่เพื่อเปลี่ยนสถานภาพไปเป็น พระอินทร์, บทบาทและหน้าที่ที่เป็นปราสาทคีรีซึ่งสอดคล้อง กับความปรารถนาของพระเจ้าปราสาททองในขณะยังด�ำรง พระชนม์ชีพ และยังมีบทบาทและหน้าที่เพื่อเปลี่ยนสถานภาพ ของพระองค์เป็นพระอนาคตพุทธเจ้าในพระชาติต่อ ๆ ไป


107 วัดมเหยงคณ์ ตั้งอยู่นอกเกาะเมืองด้านทิศตะวันออก วัดนี้มี กล ่าวถึงอยู ่ในพงศาวดารหลายฉบับ และมีความเกี่ยวข้องกับ พระมหากษัตริย์อยุธยาหลายรัชกาล เช่น พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ และพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับ หลวงประเสริฐ กล่าวว่าสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) โปรดให้สร้างวัดนี้ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1981 และสันนิษฐานว ่าสร้าง พระราชทานแก่พระมเหสีพระองค์หนึ่งซึ่งมีเชื้อสายราชวงศ์สุโขทัย อุโบสถเดิมในสมัยอยุธยาตอนต้นคงเป็นต�าแหน่งของวิหาร ส่วนการเปลี่ยนวิหารมาเป็นอุโบสถสันนิษฐานว่าน่าจะเกิดขึ้นใน สมัยอยุธยาตอนปลายราวรัชสมัยพระเจ้าอยู ่หัวท้ายสระ ดังที่ พระราชพงศาวดารกล่าวว่ามีการบูรณะครั้งใหญ่ และเป็นความนิยม สมัยอยุธยาตอนปลายที่จะให้ความส�าคัญกับอุโบสถมากกว่าวิหาร โดยนิยมสร้างไว้หน้าเจดีย์ เช่น วัดไชยวัฒนาราม ส่วนฐานอุโบสถ ยกเป็นฐานไพที่สูง มีก�าแพงแก้วล้อมรอบ แต่ละด้านมีประตูทางเข้า วัดมเหยงคณ์


108 ประดับเสาหัวเม็ดทรงมัณฑ์ฐานอุโบสถเป็นฐานบัวประดับลูกแก้ว อกไก่ ที่มีลูกแก้วอกไก่เป็นแนวขนาดเล็ก ผนังก่อหนาเป็นตัวรับ น�้ำหนัก มีเสาติดผนังหรือเสาอิงเป็นงานประดับ มีการเจาะช่อง หน้าต่าง เสาประตูและหน้าต่างเป็นเสาขนาดเล็กบอบบาง เป็นแบบ ที่นิยมในสมัยอยุธยาตอนปลาย หลักฐานส�ำคัญอีกประการหนึ่งที่แสดงให้เห็นว ่าเป็นงาน บูรณะในสมัยอยุธยาตอนปลาย คือ ใบสีมา ท�ำจากหินชนวนขนาด ใหญ่แบบอยุธยาตอนต้น ตามปรกติจะปักอยู่กับพื้นโดยตรง แต่ใน สมัยอยุธยาตอนปลายจะท�ำเป็นใบสีมาขนาดเล็กและท�ำแท่นตั้ง ใบสีมาที่เรียกว่า “สีมานั่งแท่น” ซึ่ง ณ ที่นี้ จะเห็นว่ามีการท�ำแท่นตั้งใบสีมาเป็นฐานสิงห์ ลักษณะฐานที่มีแข้งสิงห์บอบบางแบบอยุธยา ตอนปลายแสดงว ่าฐานนี้สร้างขึ้นในสมัย อยุธยาตอนปลายโดยใช้ใบสีมาเดิมที่มีมาตั้งแต่อยุธยาตอนต้น นับ เป็นหลักฐานอย่างหนึ่งว่ามีการย้ายอุโบสถมาแทนต�ำแหน่งวิหารนี้ โดยรวมของวัดนั้นจะเป็นซากโบราณสถาน แต่ก็ได้รับการ บูรณะขึ้นมา ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนให้วัดมเหยงคณ์เป็น โบราณสถานของชาติตั้งแต่วันที่8 มีนาคม พ.ศ. 2484 และท�ำให้ วัดมเหยงคณ์กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง เป็นสถานปฏิบัติ ธรรมที่มีผู้ศรัทธาร่วมปฏิบัติธรรมกันมาก โดยมีพระราชภาวนา วชิรญาณ วิ. พระราชาคณะชั้นราช ฝ่ายวิปัสสนาธุระ (หลวงพ่อ สุรศักดิ์เขมรังสี) เป็นเจ้าอาวาส


109 ปราสาทนครหลวง อยู่ริมแม่น�้ำป่าสักฝั่งทิศตะวันออก ต�ำบลนครหลวง เป็น ตำ� หนักที่ประทับในระหว่างเสด็จไปพระพุทธบาทที่สระบุรีและเป็น ที่ประทับแรมในระหว่างเสด็จลพบุรีสันนิษฐานว่า สร้างในรัชกาล สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม แต่มาสร้างเป็นที่ประทับก ่ออิฐถือปูน ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ในแผ่นดินนี้พระองค์โปรดให้ ช่างไปถ่ายแบบปราสาทศิลาที่เรียกว่า“พระนครหลวง”ในกัมพูชา เมื่อ พ.ศ. 2147 มาสร้างใกล้วัดเทพจันทร์ เพื่อเป็นการ เฉลิมพระเกียรติที่ได้กรุงกัมพูชากลับมาเป็นประเทศราชอีกแต่สร้าง ไม่เสร็จสมบูรณ์ด้วยประการใดไม่ปรากฏ ต่อมาจึงมีผู้สร้างมณฑป และพระพุทธบาทสี่รอยขึ้น บนปราสาทนี้ส่วนต�ำหนัก ที่สร้างข้างปราสาทนี้ได้ ปรักหักพังหมดแล้ว


110 วัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดพระศรีสรรเพชญ์ หรือ วัดพระศรีสรรเพชญ เป็นอดีต วัดหลวงประจ�าพระราชวังโบราณ อยุธยา ตั้งอยู่ที่ต�าบลประตูชัย อ�าเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทางทิศเหนือ ของวิหารพระมงคลบพิตรในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา สร้างขึ้นราวปี พ.ศ. 2035 โดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 วัดพระศรีสรรเพชญ์ มีจุดที่น่าสนใจที่ส�าคัญคือเจดีย์ทรง ลังกา จ�านวนสามองค์ที่วางตัวเรียงยาวตลอดทิศตะวันออกและ ทิศตะวันตก สร้างขึ้นเป็นองค์แรกทางฝั่งตะวันออก เมื่อปี พ.ศ. 2035 โดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 เพื่อบรรจุพระบรมอัฐิของ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พระราชบิดา) ต่อมาในปี พ.ศ. 2042 ก็ทรงให้สร้างเจดีย์องค์ต ่อมา (องค์กลาง) ของสมเด็จพระบรม ราชาธิราชที่ 3 (พระเชษฐาต่างพระมารดาของสมเด็จพระรามาธิบดี ที่ 2) และในรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 ก็ทรงสร้างเจดีย์ วัดพระศรีสรรเพชญ์


111 อีกองค์ในฝั่งทิศตะวันตกให้สมเด็จพระรามาธิบดีที่2(พระราชบิดา ของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 (พระหน่อพุทธางกูร)) รวมเป็น สามองค์ตามปัจจุบัน วัดพระศรีสรรเพชญ์ เป็นวัดประจ�ำวังที่ไม ่มีพระสงฆ์ จ�ำพรรษา จึงกลายเป็นต้นแบบของ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง ที่ไม่มีพระสงฆ์จ�ำพรรษา ในเวลาต่อมา วัดพระศรีสรรเพชญ์ เดิมในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่1 ใช้เป็นที่ประทับ ต่อมาสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงสร้าง พระราชมณเฑียรขึ้นใหม่ทางตอนเหนือแล้วจึงโปรดฯให้ยกเป็นเขต พุทธาวาสเพื่อประกอบพิธีส�ำคัญต่างๆของบ้านเมืองจึงเป็นวัดใน เขตพระราชวังที่ไม่มีพระสงฆ์จ�ำพรรษา ทั้งวัดพระศรีสรรเพชญ์อยุธยา และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ต่างก็ถูกสถาปนาขึ้นในมูลเหตุการ สร้างวัดเดียวกันนั่นคือสร้างเพื่อเป็นวัดประจ�ำพระราชวัง ต่อมาในปีพ.ศ.2035 รัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดี ที่2 พระองค์โปรดเกล้าฯให้สร้างพระสถูปเจดีย์องค์ตะวันออกเพื่อ บรรจุพระอัฐิของพระราชบิดา สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ และ พระสถูปเจดีย์องค์กลางเพื่อบรรจุพระอัฐิของสมเด็จพระบรม ราชาธิราชที่3 ผู้เป็นพระเชษฐา หลังจากนั้นในปีพ.ศ. 2042 พระองค์โปรดให้สร้างพระวิหารหลวงขึ้น ในปีต่อมา พ.ศ.2043 สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงสร้าง พระวิหาร ทรงหล่อพระพุทธรูป ยืนสูง8วา(ประมาณ16เมตร) หุ้ม ด้วยทองค�ำหนัก286ชั่ง(ประมาณ171กิโลกรัม) ประดิษฐานไว้ใน


112 วิหาร ถวายพระนามว่า พระศรีสรรเพชญดาญาณ ต่อมาในรัชสมัย รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายมาประดิษฐานวัดพระเชตุพน และบรรจุ ชิ้นส่วนซึ่งบูรณะไม่ได้เหล่านั้นไว้ในเจดีย์องค์ใหญ่ที่สร้างขึ้นแล้ว พระราชทานชื่อเจดีย์ว่า เจดีย์ศรีสรรเพชญดาญาณ เจดีย์องค์ที่ 3 ถัดมาจากด้านทิศตะวันตกเป็น เจดีย์บรรจุพระอัฐิ ของสมเด็จ พระรามาธิบดีที่ 2 ซึ่งสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 (พระหน ่อ พุทธางกูร) พระราชโอรสได้โปรดให้สร้างขึ้น เจดีย์ทั้งสามองค์นี้เป็น เจดีย์แบบลังกา ราวรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู ่หัวบรมโกศ มีการบูรณะ ปฏิสังขรณ์วัดหลวงแห ่งนี้เป็นครั้งแรก ในสมัยพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยาโบราณราชธานินทร์ สมุหเทศา ภิบาลมณฑลกรุงเก ่าได้ด�าเนินการขุดสมบัติจากกรุภายในเจดีย์ พบพระพุทธรูป เครื่องทอง มากมาย และในสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้มีการบูรณะวัดนี้จนมีสภาพที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน


113 วัดพระราม วัดพระราม เป็นวัดที่ตั้งอยู่นอกเขต พระราชวัง ทางด้าน ทิศตะวันออก ต�าบลประตูชัย อ�าเภอพระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตรงข้ามกับวิหารพระมงคลบพิตร วัดพระราม คาดว ่าสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1912 ในรัชสมัยสมเด็จ พระราเมศวร ซึ่งเป็นบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จ พระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) พระราชบิดา แต่พระองค์ทรง ครองราชย์ได้เพียงแค ่ปีเดียว จึงเข้าใจกันว ่าสมเด็จพระบรม ราชาธิราชที่ 1 ทรงได้ช่วยสร้างจนส�าเร็จหรืออาจสร้างเสร็จเมื่อ สมเด็จพระราเมศวรเสวยราชย์ครั้งที่ 2 ก็เป็นไปได้ บริเวณหน้าวัดพระรามคือ บึงพระราม ปัจจุบันซากปรักหัก พังภายในวัดเหลือเพียงแต่ เสาในพระอุโบสถ วิหาร 7 หลัง ก�าแพง ด้านหนึ่ง และที่ส�าคัญคือพระปรางค์ ซึ่งเป็นพระปรางค์ทรงขอม โบราณขนาดใหญ่ ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังทั้งสองด้าน เป็นภาพ


114 พระพุทธเจ้าประทับนั่งปางมารวิชัยบนบัลลังก์สีที่ใช้เป็นสีแดง คราม เหลืองและด�ำ เป็นภาพจิตรกรรมยุคอยุธยาตอนต้น ปัจจุบัน ลบเลือนไปมาก • พระปรางค์องค์ใหญ่ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม สูงแหลมขึ้นไป ด้านบน ทางด้านทิศตะวันออก มีพระปรางค์องค์ขนาดกลาง ส่วน ทางตะวันตกท�ำเป็นซุ้มประตู มีบันไดสูงจากฐานขึ้นไปทั้งสองข้าง ที่มุมปรางค์ประกอบด้วยรูปสัตว์หิมพานต์มีปรางค์ขนาดเล็กตั้งอยู่ ทางทิศเหนือและใต้ รอบ ๆ ปรางค์เล็กมีเจดีย์ล้อมรอบอีก 4 ด้าน นอกจากนี้ยังมีเจดีย์เล็กบ้าง ใหญ่บ้างอยู่รอบ ๆ องค์ พระปรางค์ประมาณ 28 องค์ วัดพระรามนี้เป็นที่น่าสังเกต คือ กำ�แพงวัดพระรามด้านเหนือ มีแนวเหลื่อมกันอยู่กำ�แพงด้านตะวัน ออก ตะวันตก และด้านใต้มีซุ้มประตูค่อนไปทางทิศตะวันตกได้ ระดับกับมุมระเบียงด้านตะวันตกเฉียงเหนือของปรางค์ส่วนแนว


115 เหลื่อมนั้นได้ระดับ กับมุมระเบียงตะวัน ออกเฉียงเหนือของ ปรางค์ ไม่มีซุ้ม ประตูคล้ายเจตนา สร้างไว้เพื่อประสงค์ อะไรอย่างหนึ่ง • วิหารใหญ่ อยู่ทางตะวันออกของพระปรางค์อยู่ด้านหน้า วัด มีทางเดินต่อกับประปรางค์ • วิหารน้อย อยู่ทางด้านทิศใต้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก เป็นวิหารที่มีด้านหลัง เชื่อมต่อกับเจดีย์ใหญ่ซึ่งหักพังไปแล้ว • วิหารน้อย หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ทางด้านตะวันตก เฉียงใต้มีเจดีย์เล็กอีกองค์หนึ่ง • วิหารเล็ก อยู่ด้านหน้าของพระอุโบสถ มีประตูด้านละ 1 ประตู • วิหารอยู่ทางมุมด้านตะวันออกเฉียงเหนือเป็นวิหารขนาด กลาง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีเจดีย์ใหญ่ฐานสี่เหลี่ยมอยู่หลัง วิหาร • วิหาร หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ด้านหลังวิหารมีเจดีย์ ฐานสี่เหลี่ยมองค์หนึ่ง ซึ่งหักพังไปแล้วเช่นกัน • วิหาร อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของปรางค์มีขนาดเล็กกว่า วิหารด้านตะวันออก ปัจจุบันเหลือแต่ฐาน


116 วัดมหาธาตุ เป็นปรางค์ที่สร้างในระยะแรกของสมัยอยุธยาซึ่งได้รับ อิทธิพลของปรางค์ขอมปนอยู ่ ชั้นล ่างก ่อสร้างด้วยศิลาแลงแต ่ ที่เสริมใหม่ตอนบนเป็นอิฐถือปูน สมเด็จพระเจ้าปราสาททองได้ทรง ปฏิสังขรณ์พระปรางค์ใหม่โดยเสริมให้สูงกว่าเดิม แต่ขณะนี้ยอดพัง ลงมาเหลือเพียงชั้นมุขเท่านั้น จึงเป็นที่น่าเสียดายเพราะมีหลักฐาน ว่าเป็นปรางค์ที่มีขนาดใหญ่มากและก่อสร้างอย่างวิจิตรสวยงามมาก เมื่อ พ.ศ. 2499 กรมศิลปากรได้ขุดแต่งพระปรางค์แห่งนี้ พบของ โบราณหลายชิ้นที่ส�าคัญ คือ ผอบศิลา ภายในมีสถูปซ้อนกัน 7 ชั้น แบ่งออกเป็น ชิน เงิน นาก ไม้ด�า ไม้จันทร์แดง แก้วโกเมน และ ทองค�า ชั้นในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและเครื่องประดับอันมีค่า ปัจจุบันพระบรมสารีริกธาตุน�าไปประดิษฐานไว้ที่พิธภัณฑสถาน แห่งชาติ เจ้าสามพระยา สิ่งที่น่าสนใจในวัดอีกอย่างคือ เศียร พระพุทธรูปหินทราย ซึ่งมีรากไม้ปกคลุมเข้าใจว่าเศียรพระพุทธรูป


117 นี้จะหล ่นลงมาอยู ่ที่ โคนต้นไม้ในสมัยเสีย ก รุง จ น ร า กไ ม้ ขึ้ น ปกคลุมมีความงดงาม แปลกตาไปอีกแบบ ตั้งอยู ่เชิงสะพานป ่า ถ ่าน ทางทิศตะวัน ออกของวัดพระศรี- สรรเพชญ์ พงศาวดาร บางฉบับกล่าวว่าวัดนี้ สร้างในสมัยสมเด็จ พระบรมราชาธิราชที่ 1 ต ่อมาสมเด็จพระราเมศวรโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ใต้ฐานพระปรางค์ประธาน ของวัดเมื่อ พ.ศ.1927


118 วัดกุฎีทอง ต�าบลท ่าวาสุกรี อ�าเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัด พระนครศรีอยุธยาเป็นวัดเก ่าโบราณ สมัยเมืองละโว้ ซึ่งในพงศาวดารเหนือ และพงศาวดารชาติไทยกล ่าวไว้ตอน หนึ่งว ่า พระเจ้าจันโชติทรงสร้างวัด กุฎีทอง เมื่อ พ.ศ. 1401 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ ประมาณ พ.ศ. 1890 จากหลักฐานอิฐและปูนที่ก่อสร้างก�าแพงแก้ว ใกล้อุโบสถเป็นอิฐและปูนก่อนสมัยสร้างกรุงศรีอยุธยา ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พ.ศ. 1991 ได้บูรณะ พระอุโบสถของวัดให้ดีขึ้น จากหลักฐานต�านานอิศวรสมัยสมเด็จ พระเอกาทศรถ พ.ศ. 2148 พระองค์ไล (ราชโอรสของสมเด็จ พระเอกาทศรถซึ่งเกิดกับพระสนมชาวบ้านบางปะอิน) ได้ถวายตัว เป็นมหาดเล็กของพระเอกาทศรถ และในวันหนึ่งพระองค์ไลต้องการ รู้ดวงชะตาของท่าน จึงได้มาที่วัดกุฎีทอง เพื่อให้อาจารย์ดี (หลวง พ่อดี ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสได้ช่วยดูดวงชะตาให้ หลวงพ่อดีได้บอกว่า พ.ศ. 2173 ท่านจะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน และพระองค์ไลก็ได้ ขึ้นครองราชสมบัติ พระนามว่าพระเจ้าปราสาททอง ให้ช่างหลวง มาปิดทองที่กุฏิหลวงพ่อดีทั้งหลังและปฏิสังขรณ์ทั้งอารามจึงเป็น ที่มาของชื่อวัดกุฎีทอง วัดกุฎีทองเคยเป็นสนามรบ เมื่อครั้งพระยาละแวกได้ใช้ พื้นที่วัดกุฎีทองเป็นที่ตั้งทัพเข้าโจมตีกรุงศรีอยุธยาเมื่อต้นรัชกาล สมเด็จพระธรรมราชา พ.ศ. 2112 – 2133


119 วัดกุ®ีดาว ตั้งอยู่ใน ต.ไผ่ลิง อ.พระนครศรีอยุธยานอกเกาะเมืองทางด้าน ทิศตะวันออกของสถานีรถไฟพระนครศรีอยุธยา มีลักษณะรูปแบบ ศิลปะคล้ายกับวัดหลวงในสมัยอยุธยาตอนต้นถึงอยุธยาตอนกลาง ปรากฏร ่องรอยฝีมือการสร้างอย ่างงดงามตามอย ่างศิลปะสมัย อยุธยา เจดีย์ใหญ่กลางวัด เป็นเจดีย์ทรงกลม ฐานกว้าง 30 เมตร บางส ่วนขององค์ระฆังหักโค ่นลงมาจมดิน เห็นบางส ่วนมีความ ใหญ่โตขององค์เจดีย์ ต�าหนักก�ามะเลียน อาคาร 2 ชั้น รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าทางด้าน ทิศเหนือของวัดกุฎีดาว กว้าง 14.6 เมตร ยาว 30 เมตร ผนังชั้น บนชั้นล่างเจาะเป็นซุ้มโค้งรูปกลีบบัว สันนิษฐานว่าเป็นที่ประทับ ขณะทรงงานบูรณะปฏิสังขรณ์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ในขณะด�ารงพระยศเป็นพระมหาอุปราช เมื่อ พ.ศ. 2254


120 ตั้งอยู่ภายในบริเวณมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ถนนศรีสรรเพชญ์ ต�าบลประตูชัย สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จ พระเพทราชา ประมาณปี พ.ศ. 2231-2246 ณ บริเวณย่านป่าตอง อันเป็นนิวาสสถานเดิมของพระองค์ พื้นที่ของวัดถูกจ�ากัดโดย เส้นทางคมนาคมสมัยโบราณ คือ ด้านตะวันออกเป็นแนวคลอง ฉะไกรน้อย ด้านตะวันตกเป็นแนวถนนหลวง ชื่อถนนมหารัฐยา หรือ ถนนป ่าตอง แนวถนนและคลองดังกล ่าวบังคับแผนผังของวัด ให้วางตัวตามแนวเหนือใต้ โดยหันหน้าวัดไปทางทิศเหนือ อุโบสถ อยู่บนฐานโค้งคล้ายเรือส�าเภา ตามศิลปะอยุธยาตอนปลาย ซุ้ม ประตูปูนปั้นเป็นรูปพระจุฬามณี ภายในมีพระประธานปางมารวิชัย ด้านหน้าอุโบสถเป็นปรางค์เจดีย์ ฐานล่างประดับลายสิงห์ วัดนี้


121 แตกต่างจากวัดอื่นตรงที่โปรดให้ท�ากระเบื้องเคลือบสีเหลืองแกม เขียวขึ้นมุงหลังคาพระอุโบสถ วิหาร ศาลาการเปรียญ อีกทั้งใช้ ประดับเจดีย์และซุ้มประตู จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “วัดกระเบื้อง เคลือบ” ใช้ระยะเวลาก่อสร้างนานถึง 2 ปี จึงเสร็จสมบูรณ์ ในสมัย ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระองค์โปรดให้ปฏิสังขรณ์วัด ครั้งใหญ่ และให้ท�าบานประตูมุกงดงาม 3 คู่ ปัจจุบันบานประตูมุก นี้ คู่หนึ่งอยู่ที่หอพระมณเฑียรธรรมในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม คู่หนึ่งอยู่ที่วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม และอีกคู่หนึ่งมีผู้ตัดไป ท�าตู้หนังสือ ปัจจุบันตั้งแสดงอยู ่ที่พิพิธภัณฑสถานแห ่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร เปิดให้เข้าชม เวลา 08.30-16.00 น.


122 วัดราชบูรณะ วัดราชบูรณะ ตั้งอยู ่ต�าบลท ่าวาสุกรี อ�าเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บริเวณเชิงสะพานป่าถ่าน ติด กับวัดมหาธาตุทางบริเวณทิศตะวันออก ห่างจากพระราชวังโบราณ เพียงเล็กน้อย จัดเป็นหนึ่งในวัดที่ใหญ่และมีความเก่าแก่มากที่สุด ในพระนครศรีอยุธยา สร้างโดยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 หรือ เจ้าสามพระยา ในปี พ.ศ. 1967 วัดราชบูรณะมีชื่อเสียงและความ โด่งดังมากในเรื่องการถูกกลุ่มคนร้ายจ�านวนหนึ่ง ลักลอบขุดกรุ ภายในพระปรางค์ประธาน ในปี พ.ศ. 2499 และลักขโมยทรัพย์


123 สมบัติจ�ำนวนมากมายมหาศาลต่อมากรมศิลปากรเข้าท�ำการบูรณะ ขุดแต ่งต ่อภายหลัง พบทรัพย์สมบัติที่หลงเหลือและเครื่องทอง จ�ำนวนมากมาย ปัจจุบันทรัพย์สมบัติภายในกรุถูกเก็บรักษาไว้ที่ห้อง ราชบูรณะ ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา วัดราชบูรณะสร้างขึ้นในรัชสมัยของสมเด็จพระบรม ราชาธิราชที่ 2 ในบริเวณพื้นที่และต�ำแหน ่งเดิมที่พระองค์ได้ ทรงถวายพระเพลิงศพพระเพลิงศพให้กับเจ้านครอินทร์ ผู้เป็น พระราชบิดา


124 โดยเมื่อครั้งที่พระอินทรราชา หรือเจ้านครอินทร์ได้เสวย ราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ล�าดับที่ 6 แห่งกรุงศรีอยุธยาแล้วนั้น ทรงมีนโยบายในการเปิดการค้าขายกับจีน ภายใต้การอุดหนุนของ จักรพรรดิแห ่งราชวงศ์หมิง กรุงศรีอยุธยาที่เป็นเมืองธรรมดา ก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในฐานะเมืองท่าในการค้าขาย และเป็น ตลาดกลางในการค้าขายกับจีน เมื่อเจ้านครอินทร์เสด็จสวรรคตลง เกิดการแย่งราชสมบัติ การขึ้นระหว่างเจ้าอ้ายพระยากับเจ้ายี่พระยา พระราชโอรสทั้งสอง ของเจ้านครอินทร์ ผลลัพธ์คือพระราชบุตรทั้งสองก็สิ้นชีพลง เจ้าสามพระยาจึงได้รับสืบทอดราชสมบัติ เมื่อสิ้นพระราชพิธีถวาย เพลิงพระบรมศพของพระราชบิดาไปแล้ว เจ้าสามพระยาจึงตัดสินใจ ที่จะสร้างวัดเป็นการถวายพระราชกุศลให้แก่พระอินทรราชาใน พื้นที่ที่ได้ถวายพระเพลิงพระบรมศพ โดยให้ชื่อว่าวัดราชบูรณะ พร้อมกันนั้นก็ได้น�าทรัพย์สมบัติจ�าพวกทองค�าและข้าวของมีค่าเก็บ เอาไว้ใต้พระปรางค์ใหญ ่ภายในวัด ซึ่งทองค�าเหล ่านั้นที่เจอใน


125 กรุของวัดราชบูรณะที่ทางกรมศิลปากรขุดค้นในช่วงปีพ.ศ.2499 เป็นหลักฐานซึ่งแสดงความรุ่งเรืองเป็นอย่างมากในกรุงศรีอยุธยา ในฐานะตลาดกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้ากับทางการจีน ในขณะเดียวกัน เจ้าสามพระยาก็ได้สร้างเจดีย์ถวายให้แก่ พี่ชายทั้งสองคนของพระองค์ที่แย่งราชสมบัติกัน โดยสร้างเจดีย์คู่ อยู ่เยื้องวัดราชบูรณะไปเล็กน้อย ในปัจจุบันคือบริเวณวงเวียน สามแยกตรงกึ่งกลางระหว่างวัดราชบูรณะและวัดมหาธาตุ พระปรางค์วัดราชบูรณะมีกรุใหญ ่และลึก กรมศิลปากร ท�ำการขุดเรียบร้อยแล้ว เมื่อปีพ.ศ. 2500 ในปัจจุบันเปิดให้เข้าไป ชมกรุได้ตามปกติกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะมีทั้งหมด3 ห้อง ใหญ่ๆเรียงกันลงไปแนวดิ่ง โดยชั้นล่างสุดอยู่ในแนวระดับพื้นดิน กรุชั้นที่1 เป็นชั้นที่อยู่บนสุดเดิมมีผนังก่อปิดภาพทั้งหมด(ภาพคนจีน เทพชุมนุม ฯลฯ) หลังผนังท�ำเป็นช ่องเล็ก ๆ ใส่พระพิมพ์และ พระพุทธรูปไว้จนเต็ม และในนั้น คนร้ายพบพระพุทธรูปทองค�ำ ขนาดหน้าตัก 1 ศอก อยู่3-4 องค์ กรุชั้นที่2 เป็นชั้นกลาง มีถาดทองค�ำ 3 ใบเต็มไปด้วยเครื่องทอง กรม ศิลปากรได้รื้อพื้นออก จึงท�ำให้กรุห้องที่ 2 และ 3 เชื่อมกัน มี จิตรกรรมเป็นภาพอดีตชาติพระพุทธเจ้าวาดอยู่ในช่องสี่เหลี่ยมและ รอบ ๆ มีโต๊ะส�ำริดเล็ก ๆ ตั้งอยู่ทุกซุ้มเว้นด้านใต้ใช้วางเครื่องทอง และ ผ้าทองที่ขโมยให้การว่าแค่แตะก็ป่นเป็นผงแล้ว


126 กรุชั้นที่ 3 เป็นห้องที่อยู่ในสุด เป็นห้องที่ส�าคัญที่สุด บรรจุพระบรมธาตุ ซึ่งเก็บรักษาอย ่างดีในเจดีย์ทองค�าและรอบ ๆ ยังเต็มไปด้วย พระพุทธรูปต่าง ๆ การลักลอบขุดกรุ การค้นพบกรุเมื่อปี พ.ศ. 2499 เป็นข่าวโด่งดังไปทั่วประเทศ ปีถัดมาท�าให้มีขโมยกลุ่มใหญ่ลักลอบมาขุดกรุวัดราชบูรณะ พบ เครื่องทองและอัญมณีจ�านวนมาก แต่ทว่าฝนตกหนักและรีบเร่งกลุ่ม ขโมยจึงขนของไปไม่หมด เจ้าหน้าที่ต�ารวจใช้เวลาไม่กี่วันก็จับและ ยึดของกลางได้บางส ่วน หลังจากนั้นกรมศิลปากรได้เข้ามาขุด ปรากฏว่าพบสิ่งของกว่า 2,000 รายการ พระพิมพ์กว่าแสนองค์ ทองค�าหนักกว่า 100 กิโลกรัม ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา เมื่อ พ.ศ. 2548 มีข ่าวว ่าพบพระมาลาทองค�าอยู ่ที่ พิพิธภัณฑ์ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งยังเป็นที่ถกเถียงว่าเป็นของโบราณ จริงหรือไม่ และหากจริง จะเป็นของกรุวัดราชบูรณะหรือไม่ ซึ่งยังคงเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบัน


127 วัดพนัญเชิงวรวิหาร วัดพนัญเชิงวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัย ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นราชธานีและได้รับการ รักษาบูรณะอย่างดีมาจนถึงในปัจจุบัน ภายในพระอุโบสถวัด พนัญเชิงเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปไตรรัตนายก (หลวงพ่อโต หรือซ�ำปอกง) พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองอยุธยาที่ได้รับความ เคารพบูชาทั้งในหมู่คนไทยและคนจีนมาอย่างยาวนานตั้งอยู่ ที่ต�ำบลคลองสวนพลูอ�ำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัด พระนครศรีอยุธยา วัดพนัญเชิง เป็นวัดที่มีประวัติอันยาวนาน ก่อสร้างก่อนการ สถาปนากรุงศรีอยุธยา และไม ่ปรากฏหลักฐานที่แน ่ชัดว ่า ใครเป็นผู้สร้าง ตามหนังสือพงศาวดารเหนือกล ่าวว ่า พระเจ้า สายน �้ ำผึ้งเป็นผู้สร้าง และพระราชทานนามว่า วัดเจ้าพระนางเชิง และพระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์กล่าว


128 ไว้ว่า ได้สถาปนาพระพุทธรูปพุทธเจ้าพแนงเชิง เมื่อปีพ.ศ.1867 ซึ่งก่อนพระเจ้าอู่ทองจะสถาปนากรุงศรีอยุธยาถึง 26 ปี พระพุทธไตรรัตนนายก หรือหลวงพ่อซ�ำปอกง เป็นพระพุทธ รูปขนาดใหญ่ และใหญ่ที่สุดในพระนครศรีอยุธยา หน้าตักกว้าง 20เมตรเศษ สูง19เมตร เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยเคย ได้รับความเสียหายในสมัยเสียกรุงแต่ก็ได้รับการบูรณะซ่อมแซมมา โดยตลอดจนกระทั่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อ พ.ศ.2394 ได้โปรดเกล้าให้บูรณะใหม่ หมดทั้งองค์และพระราชทานนามใหม่ว่า พระพุทธไตรรัตนนายก หรือที่รู้จักกันในหมู ่พุทธศาสนิกชนชาวไทยเชื้อสายจีนว ่า หลวงพ่อซ�ำปอกง พระพุทธรูปทองค�ำในพระอุโบสถ ในพระอุโบสถวัดพนัญเชิงนั้นมีพระพุทธรูปส�ำคัญ 3องค์คือ


129 พระพุทธรูปทองค�ำ พระพุทธรูปปูน และพระพุทธรูปนาก พระพุทธ รูปทองเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยท�ำจากทองสัมฤทธิ์หน้าตักกว้าง 3ศอกสูง 4ศอก มีสีทองอร่ามใสเป็นเงาสะท้อนอย่างชัดเจน องค์ กลางเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นสมัยอยุธยาหน้าตักกว้าง 4 ศอก สูง 5 ศอกส่วนพระพุทธรูปนากเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยนั้นจะมีสีออก แดงๆหน้าตักกว้าง 3 ศอก สูง 5 ศอก กล่าวกันว่าพระพุทธรูปทอง และนากนี้เพิ่งถูกพบว ่าเป็นพระทองและพระนากด้วยบังเอิญ เนื่องจากแต ่เดิมทีพระทั้งสององค์ถูกฉาบเคลือบด้วยปูน จนมี ลักษณะคล้ายกับพระพุทธรูปปูนปั้นทั่วไป สาเหตุคงเพราะว่าช่วง เวลาก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะถูกข้าศึกบุกตีพระนคร คนในสมัยนั้น เกรงว่าพระพุทธรูปทองและพระพุทธรูปนากนี้จะถูกขโมยหรือเผา เอาทองไปจึงได้ฉาบปูนเคลือบและปั้นปูนในขณะที่ปูนยังไม่แห้งเพื่อ ท�ำเป็นลายจีวรและลักษณะต่างๆเช่น ปั้นรูปพระพักตร์ พระเกศา เพื่อให้เข้าใจว่าไม่ใช่พระทองค�ำและพระนากจนกระทั่งในภายหลัง


130 มีผู้ไปค้นพบว ่าเป็นพระพุทธรูปทองค�ำเนื่องจากเศษปูนได้ กระเทาะออกมาและเนื้อภายในเป็นทอง จึงได้ค่อยๆกระเทาะปูน ออกให้หมด จึงได้เห็นว ่าเป็นพระทองค�ำทั้งองค์และน�ำมา ประดิษฐานอยู่ภายพระอุโบสถของวัด เจ้าแม่สร้อยดอกหมาก นอกจากหลวงพ่อโตหรือเจ้าพ่อซ�ำปอกง แห่งวัดพนัญเชิง จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ผู้คนมาสักการะกันอย่างหนาตาทุกวันแล้ว ใกล้กันนั้นยังมี“ศาลพระนางสร้อยดอกหมาก” หรือ “ศาล เจ้าแม ่แอเนี้ย” อันเป็นอนุสรณ์แห ่งความรักที่จบลงด้วย โศกนาฏกรรมในยุคก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยา ที่มีผู้คนที่ต้องการ ขอพรแห่งความรักมาสักการะไม่น้อยเช่นกัน


131 วิหารพระมงคลบพิตร ประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ ่มาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นพลังความเชื่อทางศาสนาที่ไม่อาจจะแยกออกได้ จากอุดมคติในทางสังคมและการเมือง ทั้งเป็นประจักษ์พยานถึงความรู้ ในเรื่องเกี่ยวกับศาสตร์แห่งโลหะและความสามารถในการหล่อโลหะ โดยเฉพาะส�าริด ตั้งอยู ่ทางด้านทิศใต้ของวัดพระศรีสรรเพชญ์ พระมงคล บพิตรเป็นพระพุทธรูปบุสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย มีขนาดหน้าตักกว้าง 9.55 เมตร และสูง 12.45 เมตร นับเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่องค์ หนึ่งในประเทศไทย ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างในสมัยใด สันนิษฐาน ว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นระหว่างปี พ.ศ. 1991–2145 สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมโปรดเกล้าฯให้ย้ายจากทิศตะวันออกนอก พระราชวังมาไว้ทางด้านทิศตะวันตกที่ประดิษฐานอยู่ในปัจจุบัน


132 และโปรดเกล้าฯให้ก่อมณฑปสวมไว้ในสมัยสมเด็จพระเจ้าเสือเมื่อ ปีพ.ศ.2249อสุนีบาตตกลงมาต้องยอดมณฑปพระมงคลบพิตรเกิด ไฟไหม้ท�ำให้ส่วนบนขององค์พระมงคลบพิตรเสียหายจึงโปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมแซมใหม่ แปลงหลังคายอดมณฑปเป็นมหาวิหารและต่อ พระเศียรพระมงคลบพิตรในสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ(พ.ศ. 2285–2286) ในคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310 วิหาร พระมงคลบพิตรถูกข้าศึกเผาเครื่องบนโทรมลงมาต้องพระเมาฬี และพระกรขวาของพระมงคลบพิตรหัก รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้การปฏิสังขรณ์ใหม่


133 วัดหน้าพระเมรุราชิการามวรวิหาร ตั้งอยู่ที่อ�ำเภอพระนครศรีอยุธยาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ริมคลองสระบัวด้านเหนือของคูเมือง (แม่นำ �้ลพบุรีเก่า)ตรงข้ามกับ พระราชวังหลวง มีชื่อเดิมว่า “วัดพระเมรุราชิการาม” แต่ไม่ ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้างและสร้างในสมัยใด พิจารณาได้ ว่า น่าจะเป็นวัดสร้างขึ้นตรงที่ถวายพระเพลิงกษัตริย์องค์ใดองค์ หนึ่งต้นสมัยอยุธยา มีแต่เพียงต�ำนานกล่าวว่าพระองค์อินทร์ใน รัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ได้สร้างวัดนี้ขึ้นเมื่อ พ.ศ.2046 แต ่ไม ่มีหลักฐานยืนยันแน ่นอนวัดหน้าพระเมรุเป็นวัดเดียวใน กรุงศรีอยุธยาที่ไม ่ถูกพม ่าท�ำลาย และยังคงสภาพที่ดีมาก บ้าง สันนิษฐานว่าอาจเป็นเพราะพม่าได้ไปตั้งกองบัญชาการอยู่ที่วัดนี้กับ วัดหัสดาวาส (ซึ่งปัจจุบันเป็นวัดร้างและยังเหลือสิ่งก ่อสร้าง ที่ไม่ถูกท�ำลายอยู่บ้าง) พระอุโบสถของวัดหน้าพระเมรุเป็นแบบ


134 อยุธยาซึ่งมีเสาอยู ่ภายใน แต่น่าจะมาเพิ่มเสารับชายคาทีหลัง ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระประธานในอุโบสถ ซึ่งสร้างปลายสมัยอยุธยา หรือได้รับการบูรณะครั้งใหญ ่ใน ช่วงนั้น เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องหล่อส�ำริดขนาดใหญ่ ด้านหลัง พระอุโบสถยังมีอีกองค์หนึ่งแต่เล็กกว่า คือ พระศรีอริยเมตไตรย์ สิ่ง ส�ำคั ญ ที่ ป ร า ก ฏ ภายในวัดนี้คือ พระอุโบสถ และพระพุทธรูปประธานทรง เครื่องใหญ ่ ซึ่งอาจจะได้รับ การบูรณะครั้งใหญ่ในรัชกาล ของสมเด็จพระเจ้าปราสาท ทอง หน้าบันของพระอุโบสถเป็นไม้แกะสลักปิดทองที่แสดงรูป นารายณ์ทรงครุฑยุดนาคประทับราหูแวดล้อมด้วยเหล ่าเทวดา (ด้านหน้าพระอุโบสถมีเทวดาแวดล้อม 26องค์ด้านหลังพระอุโบสถ มีเทวดาแวดล้อม 22 องค์รวมเทวดา 48 องค์) คติดังกล่าวเป็นที่ นิยมในสมัยโบราณที่ถือว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมติเทพ คือ เป็นพระนารายณ์อวตาร ดังนั้น หน้าบันของโบสถ์ วิหาร หรือ ปราสาทราชวังที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างหรือทรงบูรณะก็มักจะ ท�ำรูปพระนารายณ์ทรงครุฑเป็นส�ำคัญ อันมีความหมายว่าวัดแห่งนี้ เป็นพระอารามหลวง ตัวพระอุโบสถไม่มีหน้าต่าง แต่ท�ำเป็นช่อง ลูกกรงให้แสงแดดและลมผ่านเข้าไปภายใน ลูกกรงดังกล่าวยังท�ำ เป็นดอกเหลี่ยมหรือที่เรียกว่าผนังลูกกรงมะหวดเหลี่ยม (แบบเดียว


135 กับผนังวิหารหลวง วัดมหาธาตุซึ่งเป็นศิลปะอยุธยาตอนต้น) ส�ำหรับพระพุทธรูปประธานในพระอุโบสถซึ่งทรงเครื่องใหญ่ ก็สร้างในคติของพระพุทธเจ้าปางโปรดพญามหาชมพูตามความใน มหาชมพูบดีสูตรซึ่งเป็นรูปแบบของพระพุทธรูปที่นิยมมากในสมัย อยุธยาตอนกลางต่อลงมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น พระพุทธ รูปองค์นี้อาจเปรียบเทียบได้กับพระพุทธรูปทรงเครื่องภายในเมรุทิศ เมรุรายของวัดไชยวัฒนาราม ที่สร้างขึ้นในรัชกาลพระเจ้าปราททอง ได้เป็นอย ่างดีด้วยเหตุนี้จึงอนุมานได้ว ่าพระพุทธรูปประธาน ภายในพระอุโบสถวัดหน้าพระเมรุก็คงจะสร้างขึ้นในช่วงเวลานั้น ด้วยเช ่นกัน หรือไม ่ก็คงได้รับการบูรณะครั้งใหญ ่ในคราวนั้น ภายหลังรัชกาลที่3แห่งกรุงรัตนโกสินทร์พระราชทานนามว ่า พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญบรมไตรโลกนาถ (นิยม เรียกย่อว่า พระพุทธนิมิต) ทางทิศตะวันออกของพระอุโบสถมีวิหารน้อยที่สร้างขึ้นโดย พระยาชัยวิชิต(เผือก) ในสมัยรัชกาลที่3แห่งกรุงรัตนโกสินทร์โดย มีรูปแบบลอกเลียนมาจากพระอุโบสถ แต่ลดขนาดให้เล็กลงกับทั้ง เปลี่ยนหน้าบันให้เป็นลายพรรณษาตามความนิยมของศิลปะในช่วง นั้น ด้านในวิหารน้อยยังมีภาพจิตรกรรมเล่าเรื่องการค้าส�ำเภาและ พุทธชาดกต่างๆและภายในประดิษฐาน พระคันธารราฐ พระพุทธ รูปสมัยทวารวดีขนาดใหญ่ซึ่งอัญเชิญมาจากวัดมหาธาตุอยุธยาเชื่อ กันว่าพระพุทธรูปองค์นี้แต่เดิมคงประดิษฐานอยู่ที่จังหวัดนครปฐม มาก่อน และได้ย้ายมายังวัดมหาธาตุ อยุธยา ราวรัชกาลสมเด็จ


136 พระมหาจักรพรรดิก็เป็นได้พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปศิลา เขียวประทับนั่งห้อยพระบาทที่ใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดในปัจจุบัน ซึ่งมีอยู่ไม่กี่องค์ในเมืองไทยเวลานี้ความเก่าแก่นั้นกล่าวได้ว่าเก่าแก่ ก่อนสมัยสุโขทัยไล่เลี่ยกับยุคสมัยของโบโรบูดูร์หรือบรมพุทโธ บน เกาะชวาในอินโดนีเซียเมื่อกว่า 1,000 ปีมาแล้ว นับเป็น 1 ใน 6 พระพุทธรูปที่สร้างจากศิลาที่มีอยู่ในโลก เป็น 1ใน 5องค์ที่มีอยู่ใน ประเทศไทย จึงนับเป็นสิ่งที่มีค่ามาก เจดีย์ราย 3 องค์ที่มีรากไทร แผ่เข้าครอบคลุมที่อยู ่ด้านหลังพระอุโบสถของวัดหน้าพระเมรุ ได้ปรากฏในภาพวาด ก รุง ศ รี อ ยุ ธ ย า ใ น หนังสือของอ็องรีมูโอ นักส�ำรวจชาวฝรั่งเศส ที่เดินทางเข้ามาใน ป ร ะ เ ท ศไ ท ย ส มั ย รัชกาลที่ 5 วัดหน้าพระเมรุนี้ปรากฏในพระราชพงศาวดารเป็นครั้งแรก ว่า ราวปีพ.ศ. 2106 พระเจ้าบุเรงนอง (ภายหลังนับเป็นมหาราช องค์ที่2ของพม่า)และสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงท�ำสัญญาสงบ ศึกโดยได้ตั้งพลับพลาส�ำหรับเป็นที่เสด็จมาทรงท�ำสัญญาในระหว่าง วัดหน้าพระเมรุแห่งนี้กับวัดหัสดาวาส ซึ่งก็ได้เจรจาสงบศึกกันได้ ส�ำเร็จในที่สุด โดยกรุงศรีอยุธยายอมมอบช้างเผือก 4 ช้าง ให้แก่ หงสาวดีมอบบุคคลที่เคยทัดทานมิให้มอบช้างเผือกแก่หงสาวดีไป


137 เป็นตัวประกัน ยอมส่งช้างปีละ30เชือกและเงินอีกปีละ300ช่างและ ยอมให้หงสาวดีมีสิทธิเก็บภาษีอากรในเมืองมะริดฝ่ายกรุงศรีอยุธยา ก็ทรงต่อรองขอดินแดนที่ฝ่ายหงสาวดียึดไว้คืนทั้งหมด ฝ่ายหงสาวดี ก็ยอมคืนแต่โดยดีและถอยกลับสู่หงสาวดีท�ำให้ครั้งนั้นพระเจ้า บุเรงนองยังไม่ได้กรุงศรีอยุธยาเป็นประเทศราช เหตุการณ์เจรจา สงบศึกได้นี้เกิดขึ้นก ่อนเหตุการณ์กรุงศรีอยุธยาฯ เสียเอกราช ครั้งที่1 ที่เกิดขึ้นในภายหลัง (ในปีพ.ศ.2112) อีกครั้งหนึ่งคือ ราวปีพ.ศ.2303 พระเจ้าอลองพญา (ภายหลัง นับเป็นมหาราชองค์ที่3 ของพม่า) ได้ยกทัพเข้าล้อมกรุงศรี อยุธยาและตั้งทัพหลวงไว้ตรงทุ่งพระเมรุ พระเจ้าอลองพญาได้ทรง บัญชาการศึกและทรงสั่งการให้น�ำปืนใหญ่เข้ามาตั้งในเขตวัดหน้า พระเมรุและให้จุดไฟยิงปืนใหญ่ข้ามไปยังพระราชวังหลวงฝั่งตรงข้าม ปรากฏว่าเกิดเหตุลูกปืนอุดท�ำให้ปืนใหญ ่ระเบิดแตกออก ต้อง พระวรกายของพระเจ้าอลองพญาจนสาหัส จนต้องถอยทัพและ สิ้นพระชนม์เมื่อถอยยังไม่พ้นเมือง ตาก เป็นอันยุติการรุกรานกรุงศรี อยุธยาไปอีกครั้งหนึ่ง เหตุการณ์ พระเจ้าอลองพญาบาดเจ็บจนต้อง ถอยทัพและสิ้นพระชนม์นี้เกิดขึ้น ก่อนเหตุการณ์กรุงศรีอยุธยาฯ เสีย เอกราชครั้งที่2ที่เกิดขึ้นในภายหลัง (ในปีพ.ศ. 2310)


138 วัดãหญ่ชัยมงคล วัดใหญ่ชัยมงคลถือว่าเป็นวัดมีความส�าคัญทางประวัติศาสตร์ มากที่สุดและเป็นวัดที่นักท ่องเที่ยวนิยมมามากที่สุดวัดหนึ่ง ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จุดสนใจของวัดใหญ ่ชัยมงคลนี้ คือเรื่องราวทางประวัติศาตร์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา รวมไปถึง สถาปัตยกรรมที่โดดเด่น ชมเจดีย์ที่สูงที่สุดในอยุธยา ด้านหลังวัด มีต�าหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ให้ผู้นับถือศรัทธาเข้ามา กราบไหว้ นอกจากนี้ บริเวณรอบ ๆ ยังมีสวน หย ่อมที่สวยงามให้พัก ผ่อนอีกด้วยนักท่องเที่ยว ที่ต้องการมาเที่ยวอยุธยา จึงไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง


139 วัดใหญ ่ชัยมงคลเป็นวัดที่เก ่าแก ่วัดหนึ่ง สร้างขึ้นในสมัย อยุธยาตอนต้นคือในรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิปดีที่1 หรืออีก พระนามหนึ่งคือ สมเด็จพระเจ้าอู่ทองพระมหากษัตริย์ผู้สถาปนา กรุงศรีอยุธยา ตามต�ำนานกล่าวว่า เมื่อ พ.ศ.1900 สมเด็จพระเจ้า อู่ทองได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ขุดศพเจ้าแก้ว ซึ่งทิวงคต ด้วยอหิวาตกโรคขึ้นมาเผา ที่ปลงศพนั้นโปรดให้สถาปนาเป็น พระอาราม นามว่า วัดป่าแก้ว ต ่อมาคณะสงฆ์ส�ำนักวัดป ่าแก้วบวชเรียนมา จากส�ำนัก รัตนมหาเถระในประเทศศรีลังกาคณะสงฆ์นี้ได้เป็นที่เคารพเลื่อมใส แก่ชาวกรุงศรีอยุธยาเป็นอันมาก ท�ำให้ผู้คนต่างมาบวชเรียนใน ส�ำนักสงฆ์คณะป่าแก้วมากขึ้น สมเด็จพระเจ้าอู่ทองจึงทรงตั้งอธิบดี สงฆ์นิกายนี้เป็นสมเด็จพระวันรัตน มีต�ำแหน่งเป็นพระสังฆราช


140 ฝ่ายขวาคู่กับสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ซึ่งมีต�ำแหน่งเป็นสังฆราช ฝ่ายคันถธุระ เรื่องราวส�ำคัญในประวัติศาสตร์ของวัดป ่าแก้วมีอยู ่ว ่า อุโบสถของวัดเคยเป็นที่ซึ่งคณะคิดก�ำจัดขุนวรวงศาธิราชกับ ท้าวศรีสุดาจันทร์มาประชุมเสี่ยงเทียนอธิษฐาน ครั้งนั้นได้รับผล ส�ำเร็จจึงอัญเชิญพระเฑียรราชาลาผนวช ขึ้นครองราชสมบัติทรง พระนามว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิพ.ศ.2104 ในรัชกาลของ สมเด็จพระมหาจักรพรรดินั้นเอง ได้มีพระบรมราชโองการให้เอา สังฆราชวัดป่าแก้วไปส�ำเร็จโทษ ฐานฝักใฝ่ให้ฤกษ์ยามแก่ฝ่ายกบฏ พระศรีศิลป์ พ.ศ. 2135 ในแผ่นดินของพระนเรศวรมหาราช มีเหตุการณ์ส�ำคัญที่ชวนให้เข้าใจว ่ามีการสร้างปฏิสังขรณ์เจดีย์ ประธานวัด เพื่อเฉลิมพระเกียรติยศของพระองค์ที่ได้ชัยชนะ พระมหาอุปราชแห ่งพม ่า จึงท�ำให้เชื่อว ่าเป็นที่มาของชื่อ วัดใหญ่ชัยมงคล จุดที่น่าสนใจ เจดีย์ชัยมงคลอนุสรณ์แห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่ ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงรบ ชนะ มังกะยอชวาพระมหาอุปราช ของหงษาวดีในครั้งนั้นพม่าได้ยกทัพ เข้ามาในขอบขันฑสีมา สมเด็จพระ นเรศวรฯและสมเด็จพระเอกาทศรถ ผู้เป็นพระอนุชาจึงได้น�ำทัพไปรับศึก และได้ขับช้างเข้าไปอยู่ในวงล้อมของ


141 ข้าศึกที่คอยระดมยิงปืนเข้าใส่พระองค์และพระคชาธารโดยที่เหล่า แม่ทัพนายกองวิ่งตามพระองค์มาไม่ทัน พระองค์จึงประกาศด้วย พระสุรเสียงอันดังว่า พระเจ้าพี่เราจะยืนอยู่ใยในร่มไม้เล่าเชิญออก มาท�ำยุทธหัตถีด้วยกัน ให้เป็นเกียรติยศไว้ในแผ่นดินเถิด ภายหน้า ไปไม่มีกษัตริย์ที่จะได้ยุทธหัตถีแล้ว พระอุปราชของพม่าจึงไสยช้าง ออกมากระท�ำยุทธหัตถีด้วยกัน ครั้งนั้นสมเด็จพระนเรศวรได้ทรง ใช้พระแสงพลพ่ายฟันพระอุปราชขาดตะพายแล่ง เมื่อกลับมาสู่พระนครแล้ว พระองค์จะลงโทษเหล่าทหาร ที่ตามไปไม ่ทันตอนกระท�ำศึกยุทธหัตถีซึ่งมีกฎระเบียบแล้ว ต้องโทษถึงขึ้นประหารชีวิต ช่วงเวลาที่รออาญาสมเด็จพระวันรัต สังฆปรินายกพระสังฆราชพร้อมด้วยพระสงฆ์25รูป ได้ขอให้ พระนเรศวรพระราชทานอภัยยกเว้นโทษให้กับทหารเหล่านั้น โดย ให้เหตุผลว่าพระองค์เปรียบดังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่แวดล้อมด้วย หมู่มารก่อนที่จะตรัสรู้เป็นการประกาศเกียรติและบารมีความกล้า หาญและเก่งกาจของพระองค์ให้ ขจรกระจายไปทั่วแคว้นทั่วแผ ่น ดินสมเด็จพระนเรศวรจึงโปรดให้ สร้างเจดีย์องค์ใหญ่ขึ้น เพื่อเป็น สัญลักษณ์แห่งชัยชนะและความ มีน�้ำพระทัยของพระองค์ ที่มีต่อ เหล่าทหารเหล่านั้น และพระะราช ทานนามว่า“เจดีย์ชัยมงคล”


142 วัดกษัตราธิราชวรวิหาร “วัดกษัตราธิราชวรวิหาร” ตั้งอยู่ริมแม่น�้าเจ้าพระยาฝั่ง ตะวันตก ต.บ้านป้อม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นวัดโบราณ ปรากฏหลักฐานพบว่ามีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อ วัดกษัตรา หรือ กษัตราราม หรือ กษัตราวาส ไม่ปรากฏหลัก ฐานว่า ใครเป็นผู้สร้าง แต่ชื่อของวัดท�าให้สันนิษฐานว่า คงเป็นวัด ที่พระมหากษัตริย์ หรือพระบรมวงศานุวงศ์ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา พระองค์ใดพระองค์หนึ่งทรงสร้าง วัดนี้จึงมีชื่อว ่า วัดกษัตรา ซึ่งหมายความว่าเป็นวัดของพระมหากษัตริย์ หรือวัดของพระเจ้า แผ่นดิน มีปรากฏในแผ่นดินสมเด็จพระสุริยามรินทร์ ว่า แรม 14 ค�่า เดือน 5 พม่าเอาปืนใหญ่มาตั้งที่วัดราชพฤกษ์และวัดกษัตราวาส ยิงเข้ามาในพระนคร ถูกบ้านเรือนราษฎรล้มตายจ�านวนมาก วัดนี้ คงถูกท�าลายเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาจึงถูกทิ้งร้างเรื่อยมา ครั้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ


143 เจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ (ทองอิน) กรมพระราชบวรสถาน ภิมุข (กรมพระราชวังหลัง) ได้บูรณะวัดกษัตรา และได้เปลี่ยนชื่อ ใหม่เป็น “วัดกษัตราธิราช” ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 2 สมเด็จ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์(เกศ)ต้นราชสกุลอิศรางกูรได้ปฏิสังขรณ์ พระอาราม ในปีพ.ศ.2349 ให้เป็นวัดที่มีพระสงฆ์จ�ำพรรษา เป็น พระอารามหลวงล�ำดับที่ 9 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯยกวัดกษัตราธิราช เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหารเมื่อวันที่1กุมภาพันธ์พ.ศ. 2520 ปัจจุบัน มีพระญาณไตรโลก(สุชาติฐานิสสะโร) เป็น เจ้าอาวาส นับได้ว่าเป็นวัดที่สวยงามแห่งหนึ่งของจังหวัดพระนคร ศรีอยุธยา ภายในพระอุโบสถวัดกษัตราธิราชวรวิหาร ต.บ้านป้อม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธกษัตราธิราช ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาล ปัจจุบัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนาม ขนาดองค์ พระสูง 2.99 เมตร ฐานกว้าง 2.09 เมตร ตั้งอยู่บนฐานชุกชีใน ลักษณะประทับนั่งขัดสมาธิราบ ปางมารวิชัย ใบหน้าลักษณะรูป สี่เหลี่ยม เม็ดพระศกมีขนาดเล็ก เหนือจากพระอุษณีษะ คือ เกตุ มาลาท�ำเป็นรัศมีเปลว องค์ พระครองจีวรห่มเฉียง เปิด พระอังสาขวา ชายจีวรยาว จรดพระนาภีปลายแยกออก เป็นเขี้ยวตะขาบ ต่อมามีการ


144 ลงรักปิดทองประดับอย่างงดงาม ส่วนกลางฐานชุกชีทำ� เป็นผ้าทิพย์ ปั้นเป็นลายประเภทราชวัตร ประดับประจ�ำยาม ปั้นเป็นลายก้าน ขดมีการออกลายเป็นสัตว์หิมพานต์ด้านล่างปั้นเป็นลายกรวยเชิง ลักษณะคล้ายกับผ้าทิพย์ ส�ำหรับพระอุโบสถที่พระประธานประดิษฐานอยู่ มีขนาด 9 ห้อง กว้าง 22 เมตร ยาว 46 เมตร ผนังก่ออิฐเจาะช่องแสงแบบ เสาลูกมะหวดด้านหน้าพระอุโบสถมีบันไดขึ้น 2 ทางช่องกลางก่อ เป็นซุ้มบัญชร ช่องหน้าต่าง ด้านหลังมีมุขเด็จ ท�ำเป็นบันไดขึ้น 3 ทาง ที่ประตูกลาง ของมุขเด็จ ด้านหลัง ก ่อเป็นซุ้มกั้นห้อง ประดิษฐานพระพุทธ ปฏิมา ปางปาลิไลยก์ ส่วนหลังคาพระอุโบสถ


145 ช ่อฟ้าใบระกาหางหงส์ประกอบด้วยเครื่องไม้หลังคามุงด้วย กระเบื้องกาบูหรือกระเบื้องกาบกล้วยดินเผา หน้าบันทั้ง 2 ด้าน จำ� หลักลายดอกพุดตาน มีสาหร่ายรวงผึ้งคั่นสลับระหว่างเสาลงรัก ปิดทองประดับกระจก มีคันทวยรองรับระหว่างชายคาที่แกะสลัก อย่างงดงาม สืบทอดรูปแบบมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยา ภายในพระอุโบสถเสากลมมีบัวที่หัวเสาเป็นแบบดอกบัว ตูมจ�ำนวน 6 คู่ รองรับเครื่องบน เพดานเขียนลายทองเป็นลาย ราชวัตร ดอกกลมและพุ่มข้าวบิณฑ์สลับกันเป็นระยะบนพื้น สีแดง เพดานสลับไม้ลงรักปิดทองพื้นภายในพระอุโบสถปูด้วย หินอ่อนจากประเทศอิตาลีที่รัชกาลที่5 พระราชทานแด่พระครู วินยานุวัติคุณ (ทรง ธัมมสิริโชติ) อดีตเจ้าอาวาสเพื่อถวายเป็น พุทธบูชา


146 วัดธรรมิกราช วัดธรรมิกราช เดิมชื่อ วัดมุขราช เป็นอดีตพระอารามหลวง ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งอยู ่ใน อ�าเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ติดกับพระราชวังโบราณ และวัด พระศรีสรรเพชญ์ วัดธรรมิกราช สร้างขึ้นโดย พระยาธรรมิกราชโอรสของ พระเจ้าสายน�้าผึ้ง จึงสันนิษฐานว่าคงสร้างขึ้นก่อนที่จะสถาปนา กรุงศรีอยุธยา ซึ่งเดิมชื่อวัดมุขราช ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อตามผู้สร้าง เป็นวัดธรรมิกราช วัดธรรมมิกราช เป็นวัดที่มีการพบเศียรพระธรรมิกราช ซึ่งนับเป็นเศียรพระพุทธรูปส�าริดที่มีขนาดใหญ ่สุดและมีความ ส�าคัญมากที่สุดองค์หนึ่งในประเทศไทย ปัจจุบันได้เก็บรักษาไว้ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา และเจดีย์ทรงกลมที่มี ปูนปั้นรูปสิงห์ล้อมที่หาชมได้ยาก เพราะส่วนใหญ่ที่พบคือวัดที่มีรูป


147 ปูนปั้นเป็นช้าง ในสมัยสุโขทัย เรียกว่า วัดช้างล้อม ซึ่งในวัดแห่งนี้ เดิมมีสิงห์ล้อมถึง 52 ตัว แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 20 ตัว ปัจจุบัน ยังเป็นวัดที่มีพระภิกษุสงฆ์จ�ำพรรษาและปฏิบัติธรรมอยู่ เมื่อพระเจ้าสายน�้ำผึ้งสร้างวัดพนัญเชิงนั้น พระราชโอรสคือ พระเจ้าธรรมิกราช โปรดให้สร้าง วัดนี้ขึ้นที่บริเวณเมืองเก ่าชื่อ เมืองอโยธยาศรีรามเทพนคร ทาง หน้าประตูด้านทิศเหนือคือ พระ เจดีย์สิงห์ล้อม 52ตัวที่แตกต่างไป จากเจดีย์ทั่วไป นับเป็นพระเจดีย์ สิงห์แห่งเดียวในพระนครศรีอยุธยา ก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยาในสมัยต ่อมา พระมหากษัตริย์ ได้ทรงบูรณะมาโดยตลอด โดยสังเกตจากร่องรอยการซ่อม และ พื้นที่ของวัดที่อยู่ทางทิศตะวันออกของพระนครฯ ตามคติโบราณ ถือว ่าเป็นทิศมงคล ในสมัยสมเด็จพระไตรโลกนาถทรงธรรม (พ.ศ.2153) ทรงบูรณะวัดและสร้างพระวิหารหลวง เพื่อฟังธรรม ในวันธรรมสวนะ (วันพระ) ส�ำหรับพระวิหารพระพุทธไสยยาสน์ (พระนอน) นั้น พระ ราชมเหสีของพระองค์มีพระราชธิดา ประชวร ทรงอธิษฐานไว้เมื่อพระราช ธิดาหายแล้วจึงสร้างพระวิหารถวาย น �้ ำพระพุทธมนต์ในพระวิหารนี้


148 กล่าวกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์มากมีประชาชนมาอธิษฐาน ขอไปใช้ ตามความปรารถนาจ�ำนวนมาก พระราชพงศาวดารว่าเมื่อสิ้นรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เจ้าสามกรมต่างรวบรวมผู้คนเพื่อจะชิงราชสมบัติพระธรรมโคดม วัดธรรมิกราชและพระราชาคณะวัดกุฏีดาววัดพุทไธสวรรย์วัดราม รามาวาส ไปเทศน์โปรดให้เจ้าทั้งสามกรมให้สามัคคีกันและให้ กระท�ำสัตย์สาบาล ก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าอุทุมพรผนวชที่วัดนี้พร้อม ด้วยมหาดเล็กชื่อนายหง โดยตั้งพระทัยว่าถ้าบ้านเมืองเกิดศึกจะ ออกไปช่วยรบ ต่อมาเมื่อทัพข้าศึกยกมาถึงต�ำบลภูเขาทอง นายหง ลาสิกขาก่อนออกรบและแตกพ่ายไปเข้ากับพระยาตาก(สิน) เมื่อกู้ อิสรภาพแล้วต่อมาได้รับพระราชทานเป็นพระยาเพชรพิชัยจนต่อ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์บุตรของพระยาเพชรพิชัยที่รับราชการต่อมา ก็เป็นพระยาเพชรพิชัยสืบมา จนสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาล ที่5) ภริยาพระยาเพชรพิชัยตามเสด็จมาที่วัดเกิดศรัทธาจึงบูรณะ วัดขึ้น ในสมัยที่พระครูธรรมิกาจารคุณ (ฟัก) เป็นเจ้าอาวาส โดย บูรณะพระอุโบสถและพระ วิหารใหม ่และจะขอพระ ราชทานเป็นพระอาราม หลวง แต่ยังไม ่เสร็จเรียบ ร้อยดีสวรรคตก่อน


Click to View FlipBook Version