หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 49 บกพรองไป เชน มีการทํางานของไตบกพรอง จะสงผลตอการขจัดยา เชน หากมีภาวะที่ทําให เลือดไหลเวียนไปที่ไตนอยลง หรือดวยอายุที่มากขึ้น ทําใหอัตราการกรองของไตลดลง เราก็จะ สามารถทราบไดจากคาของการขจัดยา เนื่องจากคาการขจัดยามีความสัมพันธกับการไหลเวียนเลือด ผานอวัยวะที่ทําการขจัดยา และปจจัยอื่นๆ ที่มีผลตอการทํางานของอวัยวะที่ ทําการขจัดยา เชน การทํางานของเอนไซม(ซึ่งจะกลาวในบทของการขจัดยาทางไตและตับตอไป) ดังนั้นในทางคลินิกก็จะมีการตรวจวัดคาการขจัดยาของอวัยวะหลักๆ เชนไต หาก คาดังกลาวมีแนวโนมลดลงก็แสดงวา การทํางานของอวัยวะที่ทําการขจัดยาลดลงซึ่งตองหา ปจจัยที่เปนสาเหตุมีการศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงคาการขจัดในผูปวยโรคไตในระดับตางๆ (รายละเอียดจะกลาวถึงในบทของ ยาขจัดยาทางไต) แตสรุปผลการศึกษาไดดังตารางที่ 2.5
50 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย ตารางทีˑ 2.5 ค่าทางเภสัชจลนศาสตร์ของการขจัดยา ceftriaxone 1 g ในผู้ป˳วยไตบกพร่องระดับต่างๆ Renal function (N) Age (year) Bodyweight (Kg) CLcr (mL/min/1.73m 2 ) (h -1 ) T ½ (h) V (liters) CLp (mL/h) CLr (mL/h) Fe(%) Dialysis (4) 44.3+ 17.7 67.2+ 12.6 - 0.040+0.08 17.3 13.8+3.2 538+69 - - Impaired Severe Moderate Mild 63.6+ 8.6 53.8+ 18.6 60.7+ 10.5 62.5+ 5.3 60.1+7.1 69.5+6.7 8.6 + 2.9 25.3+5.4 52.3+11.5 0.048+0.014 0.053+0.015 0.059+0.023 14.4 13.1 11.7 13.8+ 3.2 13.8+ 3.2 13.8+ 3.2 603+177 529+97 705+251 58.7+16.0 142+127 231+108 10.1+ 2.4 26.9+21.6 32.0+3.4 Normal Young Elderly 28.9+ 4.6 70.5+ 4.5 72.3 + 12.7 71.5 + 9.3 114 + 26 92 + 14 0.093+0.014 0.078+0.019 7.5 8.9 11.0+1.7 10.7+2.1 1203+ 189 833+ 250 416.+ 69 318.+ 66 41.4+ 4.0 39.6+ 8.0 ที่มา : IH Patel, J G Sugihara, R E Weinfeld, E G Wong, A W Siemsen, and S J Berman. Ceftriaxone pharmacokinetics in patients with various degrees of renal impairment... Antimicrob Agents Chemother. 1984 Apr; 25(4): 438–442 จากขอมูลจะเห็นไดวาคาการขจัดยาแปรผกผันกับภาวะของความผิดปกติของไต กลาวคือ หากความ ผิดปกติของไตอยูในระดับที่รุนแรง คาการขจัดยาทางไตจะมีคานอย เราจึงสามารถใชคาการขจัดยา สะทอนการทํางานของไต หรืออวัยวะที่ทําการขจัดยาได
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 51 2. ศึกษาหรือดูการเปลี่ยนแปลงหากมีการเรงการกําจัดยาเมื่อเกิดพิษในรางกาย คาการขจัดยาสามารถใชดูการเปลี่ยนแปลง เพื่อดูผลของการเรงกําจัดยาเมื่อเกิด พิษตอรางกายไดเนื่องจากคาการขจัดยาสะทอนการทํางานของอวัยวะที่ทําการขจัดยา ดังที่ กลาวมาแลว ดังนั้น ในทางคลินิกจึงนํามาประยุกตในการดูการเปลี่ยนแปลง เมื่อมีการเรงการ กําจัดยาเมื่อเกิดพิษในรางกาย ตัวอยาง เชน ในการขจัดยาทางไต วิธีหนึ่งในการเรงการกําจัด ยาออกจากรางกายคือการปรับ pH ของปสสาวะ เพื่อใหยาถูกขจัดทางไตไดเร็วขึ้น เราจะ สามารถติดตามผลของการขจัดยาหลังจาก ปรับเปลี่ยน โดยการดูจากคาการขจัดยาที่ เปลี่ยนแปลงไป นอกเหนือจากการดูอาการทางคลินิก (รายละเอียด ของการคํานวณคาการ ขจัดยาทางไต จะกลาวถึงในบทตอไป) ตวอยางการศึกษาผลในการปรับ pH ตอการขจัดยาคือ การศึกษาผลของ pH ตอคาทางเภสัชจลนพลศาสตรของยา ciprofloxacin (แสดงดังตารางที่ 2.6) จากตารางจะเห็นวาคาการขจัดยา ciprofloxacin เพิ่มขึ้นเมื่อปสสาวะเปนกรดสงผลให ความเขมขนและปริมาณยาในรางกายลดลง ตารางทีˑ 2.6 ผลการศึกษาปˏจจัยของการเปลีˑยนแปลง pH ต่อค่าทางเภสัชจลนพลศาสตร์ ของยาciprofloxacin Pharmacokinetics variables Results (SD) under treatment with NaHCO3 NH4Cl H2O Cmax (mg/mL) 1.729 (0.33) 1.506 (0.238) 1.804 (0.421) Tmax (h) 1.2 (0.2) 1.3 (0.5) 1.0 (0.4) T1/2 (h) 4.6 (1.6) 4.3 (1.1) 4.2 (0.8) AUC (mg*hr/mL) 5.147 (0.680 5.320 (0.770) 5.649 (0.884) CL/F (L/h) 37.971 (6.711) 39.011 (5.599) 37.464 (5.194) V/F (L) 248.462 (78.602) 234.484 (46.28) 223.377 (37.52) CLR(L/h) 16.08 (3.02) 16.78 (2.67) 16.31 (2.67) Ae (mg) 82.4 (16.5) 88.4 (14.5) 90.53 (9.5) ที่มา : Marika Kamberi, Kimiko Tsutsumi, Tsutomu Kotegawa, Koichi Kawano, Koichi Nakamura, Yoshihito Niki, and Shigeyuki Kanako. Influences of Urinary pH on ciprofloxacin Pharmacokinetics in Humans and Antimicrobial Activity In Vitro versus Those of Sparfloxacin. Antimicrobial agents and Chemotherapy. 1999;43(3):525-29.
52 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย 3. ปรับขนาดยาในผูปวยที่มีการทํางานของอวัยวะที่ทําการขจัดยาบกพรอง คาการขจัดยาที่ไดจะชวยในการปรับขนาดยาในผูปวยที่มีการทํางานของอวัยวะที่ ทําหนาที่กําจัดยาบกพรอง ในการขึ้นทะเบียนยาตองมีการรายงานขอมูล ดังกลาววาตองปรับ ขนาดยา อยางไรหรือไม ในผูปวยที่มีการทํางานของอวัยวะหลักที่ทําการขจัดยาบกพรองเชน ตับ หรือไต ซึ่งในการคํานวณขนาดยาจะมีคาการขจัดยาอยูดวยตามสมการ Dose = CL x AUC/F หรือหากเราทราบความเขมขนของยาในเลือดที่สภาวะคงที่ (C steady state) เราก็จะสามารถคํานวนขนาดยาได หากทราบคาการขจัดยาของผูปวยตามสมการ Dose= CL x C steady state x /F ตัวอยาง ขนาดยา ceftriaxone เมื่อผูปวยมี Renal clearance = 25 mL/min และให ระดับยาในเลือดที่สภาวะคงที่เทากับ 30 µg/mL โดยใหยาทุก 12 hrs แทนคาในสมการ Dose= CL x C steady state x /F ดังนี้ CL= 25 mL/min = 1.5 L/hr C steady state = 30 µg/mL = 12 hrs F=1 จะไดขนาดยาเทากับ 0.54 g /12 h = 0.5 g q 12 hrs ซึ่งขนาดของ ceftriaxone ในผูปวยที่มีไตปกติคือ 1-2 g q 12 hrs จะเห็นวาใน ผูปวยรายนี้มีการทํางานของไตบกพรองจึงไดรับขนาดยานอยกวาในคนที่ไตทํางานปกติ เราสามารถคํานวนการคาการขจัดยาดังกลาวในผูปวยที่มีการทํางานของไตปกติดังนี้ จากสมการ Dose= CL x C steady state x /F แทนคาในสมการ Dose = 1 g, C steady state = 30 µg/mL = 12 hrs F=1 จะได CL = 166.67 mL/min หรือ 2.78 L/hr
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 53 จะเห็นวาในผูปวยรายนี้มีการทํางานของไตบกพรองจึงมีการขจัดยานอยกวาเมื่อ เปรียบเทียบกับคนที่ไตทํางานปกติ 4. ใชในการตรวจสอบอัตรกิริยาของยาที่ไดรับรวมกัน ในการใหยาสองชนิดรวมกัน ยาทั้งสองชนิดอาจจะเกิดปฏิกิริยาตอกัน หรือ เรียกวาอันตรกิริยาซึ่งการเกิดอันตรกิริยาตอกันของยานั้นจะแบงเปนสองแบบใหญๆ คือ การเกิด อันตรกิริยาทาง เภสัชจลนศาสตร (pharmacokinetics interaction) กลาวคือมีผลตอกระบวนการ ทางเภสัชจลนพศาสตรและ การเกิดอันตรกิริยาทาง เภสัชพลศาสตร (pharmacodynamics interaction) คือมีผลตอกระบวน การทางเภสัชพลศาสตร เชนมีผลตอการจับกับตัวรับ ใน กรณีของคาการกําจัดยา จะมีประโยชนในการตรวจสอบอันตรกิริยาของยากรณีที่ยาตัวหนึ่งไป มีผลตอกระบวนการกําจัดยาของยาอีกตัวหนึ่ง เพราะหากมีผลจริงจะมีการเปลี่ยนแปลงของคา การขจัดยา เมื่อไดรับยารวมกัน เปรียบเทียบกับยาเดี่ยวๆ และคาการขจัดยาจะกลับมา ใกลเคียงเดิม เมื่อหยุดการใหยา ตัวอยางการเกิดอันตรกิริยาของยาที่มีผลตอ คาการกําจัดยา แสดงดังตารางที่ 2.7ซึ่งเปนการศึกษาผลของยา rifampicin และ ยา rifabutin ตอการ กําจัดยา ของ theophylline จากตารางจะเห็นไดวา ยา rifampicin จะมีผลทําใหคาการขจัดยา theophyline เพิ่มขึ้น ยาจะอยูในรางกายสั้นลงแตยา rifabutinแถบจะไมมีผลตอคาการขจัดยา ของ theophylline(Gillum et al 1996)จากผลการศึกษาดังกลาว สามารถนําไปใชประโยชนใน การดูแลผูปวยที่ไดรับยา 2 ชนิดนี้รวมกับ theophylline คืออาจจะตองมีการปรับขนาดยา theophylline ในผูปวยที่ไดรับ rifampicin แตไมตองปรับขนาดยาในผูปวยที่ไดรับ rifabutin ตารางทีˑ 2.7 ค่าทางเภสัชจลนพลศาสตร์ของ 4 ปˏจจัยทีˑศึกษา Treatment AUC (µgxh/mL) CL renal (L/h) T1/2 (h) Cmax (µg/mL) Theophylline alone (rifampicin base line) 140+ 24 3.2+ 0.7 7.2+ 1.7 10.9+ 1.3 Theophylline + rifampicin 100+ 24* 4.4+ 0.7* 5.4+ 1.0* 10.6+ 1.1 theophylline alone (rifabutin base line) 136+ 48 3.5+ 0.9 6.8+ 1.9 11.0+ 1.2 Theophylline + rifabutin 138+ 45 3.6+ 0.9 6.8+ 1.9 10.3+ 0.8 * p< 0.001 ที่มา : J. Gregory Gillum, Jefferson M Sesler, Vivian L Bruzzer, Debra S Israel, and Ron E Polk. Induction of Theophylline Clearance by Rifampin and Rifabutin in Healthy Male Volunteers. Antimicrobial agents and Chemotherapy.1996;40 (8): 1866-69.
54 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย 5. ใชในการคํานวนคาทางเภสัชจลนพลศาสตรอื่นๆ คาการขจัดยาสามารถใชคํานวณคาทางเภสัชจลนพลศาสตรอื่นๆ ไดตามสูตรตางๆ * ดังนี้ 5.1 Elimination rate constant (ke) ݇݁ = ܮܥ ܸ݀ = ݈݊( 1ܥ 2ܥ ) (2ݐ − 1ݐ) = 2ܥ݈݊ − 1ܥ݈݊ 2ݐ − 1ݐ Half-life ݐ 1⁄2 = 0.693 ܸ݀ = ܮܥ ݈݊(2) ݇݁ = 0.693 ݇݁ 5.2 Average concentration (steady state) = ̅ܥ ܦܨ ܮܥ 5.3 Constant rate infusion 5.3.1 Plasma concentration (during infusion C = k CL (1 − e ି୩ୣ୲) 5.3.2 Plasma concentration (steady state) C = k CL 5.4 Short term infusion 5.4.1 Peak (single dose) = ௫ܥ ݁ݏܦ ܶ ∙ ܮܥ ∙ (1 − ݁ ି௧ ) 5.4.2 Trough (single dose) ݁ − 1 ∙ (௫ܥ = ܥ ି௧)
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 55 5.4.3 Peak (multiple dose) = ௫ܥ ݁ − 1݁ (ݏܦ ି௧ ) ݁ − 1 ∙ ܶ (ܮܥ ି௧) * (รายละเอียดของสมการสามารถอานเพิ่มไดในเอกสารอางอิงทายบท (Ritschel W, Kearns G. Handbook of basic pharmacokinetics 2009, Shargel L, Yu A. Applied biopharmaceutics & pharmacokinetics 2022) จากสมการจะเห็นไดวาคาการขจัดยาจําเปนตองใชในการคํานวณหาตัวชี้วัด หรือ นํามาใชพารามิเตอรทางเภสัชจลนพลศาสตรอื่นๆ เชน 1. คาคงที่ในการกําจัดยา (elimination rate constant) 2. ปริมาตรการกระจายตัวของยา (volume of distribution) 3. คาครึ่งชีวิตของยาในรางกาย (half-life) 4. ความเขมขนเฉลี่ยของยาในพลาสมา ที่สภาวะคงที่ (steady state) 5. ความเขมขนของยาในพลาสมาเมื่อใหยาแบบหยด (infusion) 6. ความเขมขนของยาสูงสุดเมื่อใหยาแบบหยดระยะสั้น (short infusion) ตัวอยาง ผูปวยหญิงรายหนึ่ง ตองเขารับการรักษาที่โรงพยาบาลดวยภาวะติดเชื้อ ไดรับ ceftriazone ขนาด 1 g ทุก12 ชั่วโมง หากคาการขจัดยาในผูปวยหญิงรายนี้เทากับ 0.7 L/h จงหาความ เขมขนเฉลี่ยของยาในพลาสมา ที่สภาวะคงที่ (steady state) จากสถานการณดังกลาว เราทราบ 1. ขนาดยาและความถึ่ในการใหยา D = คือ 1 g ความถี่ในการใหยา หรือชวงในการใหยา () = 12 hr 2. คาการขจัดยา = 0.7 L/hr เราสามารถหาความเขมขนเฉลี่ยของยาในพลาสมา ที่สภาวะคงที่ (steady state) ไดจากสูตร average concentration (steady state) = ̅ܥ ܦܨ ܮܥ โดยคา bioavailability (F) = 1 เนื่องจากเปนยาฉีด ดังนั้นเมื่อแทนคาจะไดคา
56 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย ความเขมขนเฉลี่ย ของยาในพลาสมาที่สภาวะคงที่ (Steady state) =̅ܥ 1ݔ1 (݃) 0.7 (ܮ/ℎݎ ∙ (12ℎݎ = 0.11 (݃/݉ܮ = (100 ݉݃/ܮ ดังนั้นคาความเขมขนเฉลี่ยของยา ceftriazone ในพลาสมา ที่สภาวะคงที่ (steady state) ของ ผูปวยรายนี้คือ100 mg/L สรุป 1. คาการขจัดยาแบงไดเปน 2 ประเภทใหญๆ คือคาการขจัดยาโดยรวม และคา การขจัดยาของแตละอวัยวะที่ทําการขจัดยา 2. ปจจัยที่สงผลตอคาการขจัดยามีดังนี้ 2.1 ปริมาตรการกระจายตัวของยา 2.1.1 อัตราการไหลเวียนของเลือด 2.1.2 คาการสกัดยา (extraction ratio) 3. ประโยชนของคาการขจัดยาที่สามารถนําไปใชได 3.1 ทราบวิถีในการขจัดยาอยางคราวๆ วาขจัดผานอวัยวะใดบาง 3.2 ดูประสิทธิภาพในการทํางานของอวัยวะที่ทําการขจัดยา 3.3 ใชในการศึกษาหรือดูการเปลี่ยนแปลงหากมีการเรงการกําจัดยาเมื่อเกิดพิษ ในรางกาย 3.4 ปรับขนาดยาในผูปวยที่มีการทํางานของอวัยวะที่ทําการขจัดยาบกพรอง 3.5 ใชในการตรวจสอบอัตรกิริยาของยาที่ไดรับรวมกัน 3.6 ใชในการคํานวนคาทางเภสัชจลนพลศาสตรอื่นๆ
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 57 เอกสารอ้างอิง Gillum J, Sesler J, Bruzzese V, Israel D, Polk R. Induction of theophylline clearance by rifampin and rifabutin in healthy male volunteers. Antimicrobial Agents and Chemotherapy. 1996;40(8):1866-69. Kamberi M, Tsutsumi K, Kotegawa T, Kawano K, Nakamura K, Niki Y et al. Influences of Urinary pH on Ciprofloxacin Pharmacokinetics in Humans and Antimicrobial Activity In Vitro versus Those of Sparfloxacin. Antimicrobial Agents and Chemotherapy. 1999;43(3):525-529. Kok-Yong S, Lawrence L. Drug Distribution and Drug Elimination [Internet]. 2015 [cited 24 April 2017]. Available from: https://www.intechopen.com/books/basic-pharmacokinetic-conceptsand-some-clinical-applications/drug-distribution-and-drug-elimination Le J. Drug Excretion - Clinical Pharmacology - MSD Manual Professional Edition [Internet]. MSD Manual Professional Edition. 2019 [cited 11 April 2019]. Available from: https://www.merckmanuals.com/professional/clinicalpharmacology/pharma cokinetics/drug-excretion Patel I, Sugihara J, Weinfeld R, Wong E, Siemsen A, Berman S. Ceftriaxone pharmacokinetics in patients with various degrees of renal impairment. Antimicrobial Agents and Chemotherapy. 1984;25(4):438-442. Ritschel W, Kearns G. Handbook of basic pharmacokinetics. Washington, D.C.: American Pharmacists Association; 2009. Rowland M, Tozer T. Clinical pharmacokinetics and pharmacodynamics. 4th ed. Philadelphia: Wolters Kluwer-Lippincott William & Wilkins; 2011. Shargel L, Yu A. Applied biopharmaceutics & pharmacokinetics. 8th ed. New York: McGraw-Hill Professional Publishing.; 2022.
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 59 บททีˑ 3 การขับยาทางไต
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 61 บททีˑ 3 การขับยาทางไต การขับยาทางไต จากหลักการการขับยาในบทที่ 2 จะเห็นไดวา ไตเปนอวัยวะหลักที่ทําหนาที่ขจัดยา ยาหลายตัวขับออกทางไตในรูปที่ไมเปลี่ยนแปลง กอนที่จะกลาวถึงกระบวนการขจัดยาทางไต จะกลาวถึงโครงสรางและหนาที่ของไตพอสังเขปดังนี้ ไต (Kidneys): มี 2 ขาง ซายและขวา ในชองเชิงกราน ลักษณะจะเหมือนรูปถั่ว จะประกอบดวยหนวยเล็กมากมายเรียกวาหนวยไต (nephron) ซึ่งมีหนาที่ผลิดน้ําปสสาวะ (ตามรูปที่ 3.1) โครงสรางของไตประกอบดวย 1. Renal corpuscle 2. Renal tubules Renal corpuscle ประกอบดวย 1. Glomerulus: เปนกลุมของหลอดเลือดฝอย 2. Bowman’s capsule: เปนผนังที่หุม Glomerulus ประกอบดวยเนื้อเยื่อบุผิว 2 ชั้น (2 layers-epithelium). ทอไต (Renal tubules) ประกอบดวย 4 สวน 1. ทอไตสวนตน (Proximal tubules) 2. Loop of Henle 3. ทอไตสวนปลาย (Distal tubules) 4. ทอโดยรวม (Collecting tubules)
62 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย เสนเลือดหลักที่ไปเลี้ยงไต (Renal blood vessels) คือ 1. Renal artery 2. Afferent arteriole 3. Efferent arteriole รูปทีˑ 3.1 โครงสร้างของไต ที่มา : https://www.topperlearning.com/answer/structure-human-brain-and-structure-of-anephron/cji7pkk http://www.popsugar.co.uk/files/health/BodyGuide/reftext/html/urin_sys_fin.html
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 63 การขจัดยาทางไตนั้น ประกอบดวย 3 กระบวนการ (Rowland M and Tozer T. 2009, Ritschel W and Kearns G, 2011, Shargel&Yu, 2022) 1. กระบวนการกรอง (Glomerular filtration) กระบวนการดังกลาวคือ ของเหลวจากรางกาย (พลาสมา) จะถูกกรองผานกรวย ไต ซึ่งเปน กระบวนการแรกของการสรางน้ําปสสาวะ การแพรผานแบบ passive จะเปนกลไก หลักที่สําคัญซึ่งขึ้นกับความ ดันของเยื่อบุผิวทั้งสองดานของ glomerulous ซึ่งประกอบดวย 1.1 Hydrostatic pressure ของเสนเลือดเขาสูไต (afferent arteriole) 1.2 Intracellular hydrostatic pressure และ Osmotic pressure ของปสสาวะ (ซึ่งขึ้นอยูกับโปรตีนที่อยูjในพลาสมา แตปกติจะไมมีโปรตีนในปสสาวะ) คานี้จะแสดงถึงความเหมาะสมของความดันที่กรองผาน glomerulus นอกจากนี้ เสนผาน ศูนยกลางควรจะอยูระหวาง 75-100 Angstrom ยาที่มีมวลโมเลกุล (MW) สูงกวา 20,000- 50,000 จะไมสามารถผาน glomerulus. จากการศึกษา hemoglobin ซึ่งมี MW = 68,000 หรือ albumin ซึ่งมี MW = 69,000 จะไมถูกกรองดังนั้นจึงเปนเหตุผลที่มาอธิบายวาเพราะเหตุใดจึง ไมมีโปรตีนในปสสาวะหากการทํางานของไตยังปกติและอาจจะสรุปไดวาสิ่งที่กรองออกมาจะ มีสวนประกอบคลายกับพลาสมายกเวนโปรตีน อัตราการกรองขึ้นกับขนาดของโมเลกุล ยาซึ่ง จะจับกับอัลบูมินจะไมถูกกรองและอัตตราการกรองจะเปนสัดสวนโดยตรงกับยาอิสระใน พลาสมา โดยทั่วไปแลว อัตราการกรองจะมีคาประมาณ120-130 mL/hr ขณะที่ปริมาตรของ พลาสมาตอนาที ประมาณ 600 mL ยาที่มีมวลโมเลกุลต่ํา (MW<20,000-50,000) จะถูก กรอง และอัตราการกรองสามารถ คํานวณไดจากสมการตอไปนี้ Rate of filtration = GFR x Cu Cu = Concentration of unbound drug GFR = Glomerular filtration rate การคํานวณ Glomerular filtration rate การคํานวณเริ่มจากการหายาหรือสารที่มีกระบวนการขับออกจากรางกายโดยการกรอง ผานทางไตอยางเดียว เชน innulin หรือ creatinine, ดังนั้นคาการขจัดยาของสารนั้นก็จะเทากับ อัตราการกรอง ซึ่งปกติมีคาประมาณ 120-130 mL/min. GFR จะสัมพันธกับพื้นที่ผิวของ รางกาย (Body surface area) และรูปแบบของยา (free หรือ protein bound drug) หากยาใน รูปแบบอิสระเพิ่มขึ้น GFR ก็จะเพิ่มขึ้น
64 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย 2. กระบวนการดูดกลับทางทอไต (Tubular reabsorption) บางกรณี แมวายาจะสามารถกรองผานไดแตก็ไมพบยาในของเหลวที่กรองผาน หรือปริมาตร ของเหลวที่กรองผานลดลง ปรากฏการณดังกลาวยืนยันไดวามีกระบวนการดูด กลับทางทอไต ซึ่งประมาณรอยละ 80-90 ของ ของเหลวที่กรองไดจะมีการดูดกลับทางทอไต สวนตน (Proximal tubule) สําหรับของเหลวสวนที่เหลือจะถูกดูดกลับที่ทอไตสวนปลาย (Distal tubule) และทอรวม (Collecting tubule) กลไกจะสามารถอธิบายโดยประเด็น ตอไปนี้ 2.1 กระบวนการดังกลาวเกี่ยวกับคุณสมบัติการชอบละลายในไขมัน (lipophillic) และ จะตองเปนรูปแบบ ที่ไมแตกตัว (non-ionized form) 2.2 ตองเกิดการแพรผานแบบ passive ที่ทอไตสวนตน (proximal) หรือสวนปลาย (distal) 2.3 กระบวนการแพรผานแบบ active อาจจะเกิดขึ้นบริเวณทอไตสวนตน (proximal) หรือสวนปลาย (distal) ไดเชน methyldopa ปจจัยที่มีผลตอการดูดกลับของทอไต 1. การจับกับโปรตีน (Plasma protein binding) 2. สัดสวนระหวาง non-ionized และ ionized ซึ่งขึ้นกับคุณสมบัติทาง กายภาพของยา (pKa) และ pH ของของเหลวในทอไต โดยทั่วไป ยาในรูป non-ionized form จะมี lipophilicity มากกวา และ สามารถละลายกลับ ไปสูเนื้อเยื่อไดงายกวา ดังนั้น อาจจะสามารถดูดกลับผาน renal tubule กระบวนการดังกลาวจะลดปริมาณยาที่ขับออกทางปสสาวะ ดังนั้น ยาซึ่งมีคาการขจัดยาต่ํากวา GFR จะสามารถอนุมาณไดวามีกระบวนการการดูดกลับผานทอไต นอกจากนี้ เนื้อหาในเรื่องนี้จะกลาวถึงผลของ pH ของปสสาวะ และ คุณสมบัติทางกายภาพ ของยาตอกระบวนการดูดกลับของไต ปจจัยที่จะกลาวถึงคือ 1. Partition coefficient ของยา 2. % non-ionized ของยาในปสสาวะซึ่งขึ้นกับ pKa ของยาและ pH ของ ปสสาวะ สัดสวนหรือ %non-ionized ของยาในปสสาวะ สามารถคํานวณโดยใชสูตร Henderson-Hasselbalch logܽ + ܭp = ܪ ;݀݅ܿܽ ݇ܽ݁ݓ [Ionized] [Non-ionized]
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 65 [݀݁ݖ݅݊݊ܫ] ିு10݁݀ = ݖ݅݊݅ − ݊ܰ] = ݀݁ݖ݅݊݊݅ ݃ݑݎ݀ % 100ݔ [݀݁ݖ݅݊ܫ] [݀݁ݖ݅݊݅ − ݊ܰ] + [݀݁ݖ݅݊ܫ] log + pKa = ܪ ;݀݅ܿܽ ݇ܽ݁ݓ [Ionized] [Non-ionized] = 10 ୮ୌି୮ 1 + 10 ୮ୌି୮ x100 % drug inonized = 1 1 + 10 pH-pKa ݔ100 ดังนั้น สมการนี้จะทําใหเราทราบวายานั้นจะพบในรูปใดในปสสาวะมากกวา กัน ผลของ pH ในทางเดินปสสาวะ ตอการแตกตัวของยาและตอกระบวนการดูดกลับทางทอ ไตแสดงดังตารางที่ 3.1 และตัวอยางของยาที่มีคาการขจัดยาเปลี่ยนไป เมื่อมีการเปลี่ยน pH แสดงดังตารางที่3.2 คําอธิบาย โดยสังเขปเปนดังนี้ ยาที่มีคุณสมบัติเปนกรด 1. pH ของปสสาวะจะไมมีผลตอยาที่คา pKa <2 เนื่องจากยาดังกลาวจะแตก ตัวในทุก pH และในทางปฏิบัติกระบวนการดูดกลับจะไมเกิดขึ้น 2. กรณีที่ยามีคา pKa >8 หรือ ยาที่เปนกรดออนมาก ๆ ยาเกือบทุกตัวจะอยู ในรูป non-ionized ที่ทุก pH ของปสสาวะและมักจะถูกดูดกลับทําใหการขจัดยาลดลง 3. การเปลี่ยนแปลง pH จะมีผลตอการแตกตัวของยาตอเมื่อ ยานั้นมี pKa ในชวง 3.0-7.5 และคาการขจัดยาทางไต (renal clearance) จะขึ้นอยูกับ pH เนื่องจาก pH ทํา ใหมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการขับยา
66 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย ตารางทีˑ 3.1 ผลของ pH ปˏสสาวะต่อการแตกตัวของยา pH of urine Percent of drug (ionized) pKa = 3 Percent of drug (ionized) pKa = 5 7.4 5 4 3 100 99 91 50 99.6 50 9.1 0.99 ที่มา : Shargel L, Yu A. Applied biopharmaceutics & pharmacokinetics. 8th ed. New York: McGraw-Hill Professional Publishing.; 2022 ตารางทีˑ 3.2 ตัวอย่างยาทีˑจะมีการเปลีˑยนแปลงค่าการขจัดยาหากpHของปˏสสาวะ เปลีˑยนแปลง Clearance เพิˑมขึ˓นเมืˑอปˏสสาวะเป˞นกรด Clearance เพิˑมขึ˓นเมืˑอปˏสสาวะเป˞นด่าง amphetamine chloroquine codeine imipramine morphine nicotine procaine quinine barbiturate nalidixic acid nitrofurantoin phenylbutazone probenecid salicylic acid sulfonamide ที่มา: Shargel L, Yu A. Applied biopharmaceutics & pharmacokinetics. 8th ed. New York: McGraw-Hill Professional Publishing.; 2022 สําหรับยาที่มีคุณสมบัตืเปนดาง 1. pH ของปสสาวะ ไมมีผลตอยาที่มีคา pKa >12 เนื่องจากยาจะอยูในรูปแตกตัว ทุกคา pH ของทางเดินอาหาร ในทางปฏิบัติจะไมมีการดูดกลับเกิดขึ้น 2. กรณีที่ยา pKa < 6 หรือยาที่เปนดางออน ยาเกือบทุกตัวจะอยูในรูปไมแตกตัวใน ทุกคา pH ของปสสาวะและมักจะถูกดูดกลับทําใหคาการขจัดยาลดลง 3. กรณีของยาที่เปนดางออนที่มีโมเลกุลมีขั้ว การดูดกลับจะไมเกิดขึ้น การเปลี่ยนแปลง pH จะมีผลตอการแตกตัวของยาตอเมื่อ ยามีคา pKa ในชวง
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 67 6.0 - 12.0 และคาการขจัดยาทางไตจะขึ้นอยูกับ pH เพราะ pH ทําใหมีการเปลี่ยนแปลง กระบวนการขจัดยา จากทั้งสองกรณี สามารถประยุกตใชทางคลินิกไดตัวอยางเชน กรณีของ phenobarbital over-dose จากทฤษฏีของ pH สามารถประยุกตใชไดดังนี้ เนื่องจาก phenobarbital เปน weak acid, pKa = 7.2 ดังนั้น ขั้นตอนแรกของการเรงการขับถายยา คือการปรับ pH ของปสสาวะ ใหอยูในสภาวะดาง เพื่อจะเพิ่มการแตกตัว ของยาซึ่งจะลดการดูดกลับและเพิ่มการขับออกทางปสสาวะมากขึ้น ซึ่งในทาง ปฏิบัติจะทําการปรับ pH ปสสาวะใหเปนดาง โดยใช NaHCO3 และปรับ pH ใหเปนกรดโดย ใชNH4Cl 3. การหลั่งสารทางทอไต (Tubular secretion) กระบวนการนี้เกี่ยวของกับกลไก active transport ซึ่งจําเปนตองใชพลังงาน และสามารถ เกิดกระบวนการอิ่มตัวไดสวนใหญจะเกิดที่ทอไตสวนตน (proximal tubule) ซึ่งจะสามารถแบงเปน 2 ระบบ คือ 3.1 Weak acid systems: เชน penicillin, sulfonamide, diuretics 3.2 Weak base systems: เชน thiamine, cimetidine, glibenclamide ลักษณะของกระบวนการนี้คือ 1. สามารถอิ่มตัวได(Saturation) ตัวอยางแรกคือ para-aminohippuric acid (PAH); เปนสารที่ใชเพื่อหา renal blood flow โดยใชสมการดังนี้ = ܨܴܲܧ (݊݅݉/ܮ݉) ܸ ݔ ுݑܥ ுܥ ERPF = effective renal blood flow or renal plasma flow (mL/min) CuPAH = PAH concentration in urine (mg/mL) CPAH = PAH concentration in plasma (mg/mL) V = urine volume excreted per unit time (mL/min) กรณีที่คาความเขมขนของ PAH ในเลือดต่ํา แสดงวาสารดังกลาวถูกขจัดโดย ไต และ coefficient of extraction (Er) จะเทากับ 1 และคาการขจัดยาทางไตของสารนี้ จะ เทากับ อัตราการไหลของเลือดผานไต (จากสมการ CL = QE) คาการขจัดยาจะอยูประมาณ 650 – 700 mL/min ในกรณีที่คาความเขมขนของ PAH ในเลือดเพิ่มขึ้น จะทําใหคาการขจัด
68 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย ยาลดลง และจะไมเทากับอัตราการไหลของเลือดผานไตสารอื่นที่มักใชในการหาอัตราการไหล ของเลือดผานไตคือ iodopyracet (Diodrast) เนื่องจากสารทั้ง 2 ชนิดนี้ จะถูกกําจัดโดย กระบวนการกรองผานไตและ การหลั่งสารผานทอไตซึ่งจะสัมพันธกับอัตราการไหลของเลือด ผานไตและกระบวนการดังกลาวจะเกิดขึ้นอยางรวดเร็วและสามารถขจัดยาออกไดหมด (กรณี ที่มีความเขมขนต่ํา) ดังนั้น คาดังกลาวจะสามารถใชเปนคาอัตราการไหลของเลือดผานไตไดซึ่ง จะมีคา ประมาณ 450-650 mL/min. (Rowland M and Tozer T. 2009, Ritschel W and Kearns G, 2011, Shargel&Yu, 2022) ตัวอยางเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเกิดภาวะอิ่มตัวของกระบวนการนี้เชน กรณี ที่คาความเขมขนของยาในเลือดเทากับ 4ng/mL และอ ัตราการขับออก เทากับ 2600 ng/min ยาจะมี clearance เทากับ 650 mL/min หรือเมื่อยามีความเขมขน 200 ng/mL และ อัตราการขจัดยาเทาเดิม คาการขจัดยาจะลดลงเปน 13 mL/min (Rowland M and Tozer T. 2009, Ritschel W and Kearns G, 2011, Shargel&Yu, 2022) 2. มีระบบการแขงขัน (Competition) ยาสองชนิดอาจจะใชระบบเดียวกันในการขจัดยา ดังนั้น เมื่อใหยา 2 ชนิด รวมกันใน เวลาเดียวกัน จากนั้นเมื่อยาผานไปที่หนวยไต จะเกิดระบบการแขงขันกับการจับตัว พา (carrier) เกิดขึ้น ตัวอยางเชน probenecid จะถูกกําจัดโดยกระบวนการ active tubular secretion เหมือนกับ penicillin เมื่อผูปวยไดรับ probenecid รวมกับ penicillin การแขง กันในการจับกับตัวพาจะทําใหการขับยาชาลงและจะมีผลตอระยะเวลาการออกฤทธิ์ของยา penicillin (Rowland M and Tozer T. 2009, Ritschel W and Kearns G, 2011, Shargel&Yu, 2022) 3. การจับกับโปรตีน (Protein binding) การจับกับโปรตีนไมไดมีผลตอกระบวนการนี้เทาใด เพราะกระบวนการนี้ยา จับกับโปรตีนแบบชั่วคราว (reversible) และชวงเวลาที่สารผานสูทอไตสวนตน เพียงพอที่จะ ทําใหเกิดการแยกตัว จากโปรตีนและ ทางทอไต ดังนั้นยาที่มีการจับกับโปรตีนสูงจะสามารถ ขับออกทางทอไตไดจากการศึกษา เปรียบเทียบคาการขจัดยาของยาที่ศึกษากับคาการขจัด สารมาตรฐาน (innulin) จะใชเพื่อบอกกลไก ของการขจัดยาทางไต (แสดงดังตารางที่ 3.3) คา การขจัดยาที่ขับออกมาโดยกระบวนการหลั่งจากทอไต จะไมมีภาวะอิ่มตัวที่ความเขมขนต่ําๆ และ สามารถขจัดโดยการกรองและการหลั่งจากทอไตรวมดวย อยางไรก็ตาม ที่ความเขมขน ของยาสูง รอยละของการหลั่งจากทอไตจะลดลง เพราะอัตราการขับยาลดลง และคาการขจัด ยา จะลดลงจนกระทั่งอัตราการขับยาเทากับอัตรากรอง glomerular filtration rate, GFR) (Shargel L, Yu A 2022)
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 69 ตารางทีˑ 3.3 เปรียบเทียบระหว่างค่าการขจัดยากับค่าการขจัดสารมาตรฐาน (inulin) สัดส่วนค่าการขจัดยา (Clearance ratio) กลไกการขับยาทางไตทีˑน่าจะเป˞นไปได้ (Probable mechanism of renal excretion) CLdrug < 1 CLinulin ยาถูกดูดกลับบางสวน (drug is partially reabsorbed) CLdrug = 1 CLinulin ยาขจัดโดยการกรองเทานั้น (drug is filtered only) CLdrug > 1 CLinulin มีการขับออกทางทอไตเพิ่ม (drug is active secreted) CLdrug = คาการขจัดยาของยา CLinulin = คาการขจัดยาของ inulin ที่มา : Shargel L, Yu A. Applied biopharmaceutics & pharmacokinetics. 8th ed. New York: McGraw-Hill Professional Publishing.; 2022 Renal extraction ratio จากสมการ ܳ = QE = ܮܥ (Ca-Cv) Ca Q (Ca-Cv) คืออัตราการกําจัดและหากยานั้นขับโดยกระบวนการกรองผานไต เทานั้น คาสัดสวนดังกลาวจะเทากับอัตราการกรอง ดังนั้น Q (Ca-Cv) = GFR x fu x C = GFR X Cu E = GFR x Cu Q x C กรณีที่ Cu = C E = GFR Q
70 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย เมื่อพิจารณาสมการขางตน มีขอสังเกตดังนี้ 1. เมื่อคา E นอย คาการขจัดยาจะเปลี่ยนแปลง เมื่อยาในรูปอิสระเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ความสามารถในการจับกับโปรตีนจะมีผลตอคาการขจัดยา 2. เมื่อคา E มาก คาการขจัดยาจะไมขึ้นกับความเขมขนของยาในรูปอิสระ แตขึ้นกับอัตราการไหลของเลือดผานไต มีการจัดกลุมยาตามคา renal extraction ratio ดังตารางที่ 3.4 ตารางทีˑ 3.4 การจัดกลุ่มของยาตาม renal extraction ratio ตํ ˑา Low (<0.3) ปานกลาง Intermediate (0.3-0.7) สูง High (>0.7) amoxicillin atenolol cefazolin ciprofloxacin digoxin furosemide gentamicin lithium tetratcycline amiloride cimetidine cephalosporin ranitidine procainamide quaternary ammonium (many) glucuronides hippurates (some) penicillins (many) sulfates (many) glycine conjugates ที่มา : Shargel L, Yu A. Applied biopharmaceutics & pharmacokinetics. 8th ed. New York: McGraw-Hill Professional Publishing.; 2022 การคํานวณค่าการขจัดยาจากกราฟ จากสมการ = ܮܥ ோ௧ ௫௧ ௦ ௧௧ Plasma concentration x CL = Rate of excretion ดังนั้น คาการขจัดยาจะสามารถประมาณโดยการเขียนกราฟระหวางความเขมขนของ ยาใน พลาสมาและอัตราการขจัดยา จากนั้นหาความชันของกราฟ หรือเขียนกราฟระหวาง พื้นที่ใตกราฟ ความเขมขนและเวลา (Area under the concentration time curve [AUC]) กับยา
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 71 ที่สะสมในปสสาวะ [Du] และหาความชันของกราฟ ตามรูปที่ 3.2 และรูปที่ 3.3 ซึ่งแสดงเปนสมการ ของกราฟ ดังนี้ หากทุกรูปแบบของยาถูกกําจัดทางไต สมการดังกลาวจะชวยในการคํานวณคาการขจัดยา เมื่อใหยา 1 ครั้ง อยางไรก็ตาม สมการนี้ไมสามารถใชได หากกระบวนการขจัดยาไมได เปลี่ยนแปลงแบบเสนตรงแสดงในรูปที่ 3.4 รูปทีˑ 3.2 Graph ระหว่าง Plasma level และ Rate of excretion ของยา A และ B ที่มา : Shargel L, Yu A. Applied biopharmaceutics & pharmacokinetics. 8th ed. New York: McGraw- Hill Professional Publishing.; 2022 0 10 20 30 40 50 0 5 10 15 20 25 Rate of drug excretion Plasma level (Cp) slope = Clearance A B
72 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย รูปทีˑ 3.3 กราฟระหว่าง [AUC] และ [Du] ที่มา : Shargel L, Yu A. Applied biopharmaceutics & pharmacokinetics. 8th ed. New York: McGraw-Hill Professional Publishing.; 2022 รูปทีˑ 3.4 กราฟระหว่าง Plasma level (Cp) และ อัตราการขับยา (Rate of excretion) ซึˑงแสดงถึงกระบวนการขจัดยาโดยการกรองผ่านไต และกลไกการหลัˑงจากท่อไต ที่มา : Shargel L, Yu A. Applied biopharmaceutics & pharmacokinetics. 8th ed. New York: McGraw- Hill Professional Publishing.; 2022. 0 10 20 30 40 50 0 200 400 600 800 1000 [Du] [AUC] Slope = Clearance 0 10 20 30 40 50 60 0 10 20 30 40 50 60 70 Rate of excretion Plasma level (Cp) Filtration only Active secretion
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 73 คาการขจัดยาจะสามารถคํานวณโดยสมการดังนี้ CLT = KVd CLr = keVd CLH = kmVd จากนิยามของคาการขจัดยาโดยรวมของรางกายสามารถสรุปเปนสมการดังนี้ CLT = CLR + CLH การจับกับโปรตีน (Protein bound drug) : ยาที่จับกับโปรตีนจะไมสามารถกรองผาน glomerulous ได เนื่องจากมีขนาด โมเลกุลใหญดังนั้นจาก สมการดานลาง = ܮܥ ݊݅ݐ݁ݎܿݔ݁ ݂ ݁ݐܴܽ ݊݅ݐܽݎݐ݊݁ܿ݊ܿ ܽ݉ݏ݈ܽܲ สามารถปรับเปนดังนี้ = ܮܥ ݊݅ݐ݁ݎܿݔ݁ ݃ݑݎ݀ ݀݊ݑܾ݊ݑ ݂ ݁ݐܴܽ ݊ܽ݉ݏ݈ܽ ݊݅ ݃ݑݎ݀ ݀݊ݑܾ݊ݑ ݂ ݊݅ݐܽݎݐ݊݁ܿ݊ܥ คาการขจัดยาของรางกายสําหรับยาที่เขากันไดกับแบบจําลอง 2 สวน (two compartment model) CLR = kVp หรือ CLR = bVd CLR = keVp คา b, และ β เปนสัมประสิทธคาคงที่ของปริมาตรการ กระจายตัว (Vd) และ คาการขจัดยาทางไต (CLR) ตามลําดับ หากทราบสัดสวนของยาที่ขับออก (Fraction of drug excreted (fu)) = ݑ݂ ௨ܦ ஶ = ܦܨ ݇݁ ܭ = ோܮܥ ݇݁ ܭ ்ܮܥ ݑ݂ = ோܮܥ การหาคาการขจัดยาโดยรวมหลังใหยาทางหลอดเลือดดํา (total body clearance of drug after intravenous infusion) เปนดังสมการ = ்ܮܥ ܴ ܥ
74 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย Cp คือคาความเขมขนของยาในพลาสมา เมื่อถึงภาวะคงที่ (steady state plasma concentration) R คืออัตราการใหยา (rate of drug infusion) อยางไรก็ตามสมการนี้สามารถใชไดเมื่อยาประพฤติตัวตามแบบจําลองแบบ 1 สวนหรือ 2 สวน (One, two compartment model) ปˏจจัยทีˑมีผลต่อการขจัดยาผ่านไต มี 3 ปจจัยหลักที่มีผลตอการขจัดยาผานไตคือ 1. พยาธิสรีรวิทยาของไต (renal physiology) 2. pH ของปสสาวะ (urine pH) 3. การจับกับโปรตีนในพลาสมา (plasma protein binding) สิ่งที่มีผลตอ 3 ปจจัยหลักที่จะทําใหมีการเปลี่ยนแปลงคาการขจัดยาเชน 1. อายุ (Age): ในเด็กแรกเกิด การทํางานของไตจะยังไมสมบูรณและจะมีการ พัฒนาเทาผูใหญเมื่ออายุ6-7 เดือนดังนั้น การขับยาทางไตจะตองมีการพิจารณาในทารก ผูสูงอายุ: การทํางานของไตในผูสูงอายุจะมีการเปลี่ยนแปลงตามดัชนีชี้วัดดังนี้ 1.1 การลดลงของอัตราการกรองผาน glomerulus 1.2 การลดลงของกระบวนการหลั่งสารผานไต (tubular secretion) 1.3 กระบวนการดูดกลับผานทอไต (tubular reabsorption) จะเพิ่มหรือลดลง ขึ้นกับ pH ของปสสาวะ หรือคุณสมบัติทางกายภาพและเคมีของยา 1.4 การลดลงของการไหลของเลือดผานไต จากการเปลี่ยนแปลงดังกลาว การทํางานของไตจะลดลงในผูสูงอายุ ดังนั้น ประชากรกลุมนี้อาจ มีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะเกิดพิษจากยา ควรจะตองมีการปรับขนาดยาใน ผูปวยกลุมนี้ 2. ภาวะของโรค (diseases condition): ภาวะของโรคที่ทําใหมีการเปลี่ยนแปลง การจับกับโปรตีนของยา จะมีผลตอการขจัดยาทางไต อยางไรก็ตามจะแบงเปน 2.1 การทํางานลดลงของไตซึ่งจะมีผลตอการกรองที่glomerulus (ทําใหGFR ลดลง)และลด creatinine clearance. นอกจากนี้ การลดลงของการจับกับโปรตีนและการเพิ่มขึ้น ของการเปลี่ยนแปลงยาอาจจะเกิดขึ้น
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 75 2.2 โรคหัวใจวายเรื้อรัง (chronic heart failure) หรือ โรคตับ (liver disease) จะลดปริมาณเลือดที่ไหลผานไตในผูปวยบางราย ดังนั้นจึงอาจจะกระทบตอการกําจัดยา ซึ่งผล ของโรคที่เปนรวมดวย จะสรุปในตารางที่3.5 เนื่องจากมีปจจัยที่มากระทบตอการขจัดยาทางไตหลายปจจัย ดังนั้นในทาง คลินิกจึงตองมีการประเมิน แตละปจจัยเพื่อใหไดขอสรุปและสามารถหาสาเหตุหลักที่มีน้ําหนัก มากที่สุด ที่ทําใหมีการเปลี่ยนแปลงขจัดยาทางไต ซึ่งในการประยุกตใชคาการขจัดยาทางไต ในทางคลินิกเพื่อการปรับขนาดยาสําหรับผูบวยที่มีการ ทํางานของไตบกพรองจะไดกลาว ตอไป ซึ่งปจจัยที่มีผลตอคาการขจัดยาทางไตตามที่กลาวมาสรุปดังรูปที่ 3.5 ตารางทีˑ 3.5 ปˏจจัยทีˑมีผลต่อการขจัดยาทางไต ปˏจจัย กลไก ผลกระทบ 1. อายุ - เด็กแรกเกิด - ผูสูงอายุ การทํางานของไตยังไมสมบูรณ GFR ลดลง tubular secretion ลดลง อาจจะเพิ่มหรือลด tubular reabsorption renal blood flow ลดลง การขจัดยาลดลง–เพิ่มความเสี่ยงการเกิด พิษในยาที่ขจัดทางไตเปนหลัก การขจัดยาทางไตลดลง ความเสี่ยงตอการเกิดพิษ อาจจะมี การเปลี่ยนขนาดยา 2. ภาวะโรค - โรคไตทํางานบกพรอง (เฉียบพลันหรือเรื้อรัง) - โรคหัวใจ - โรคตับ ผลตอการทํางานของไต GFR ลดลง protein binding ลดลง เพิ่ม เมทาโบลิซึม renal blood flow ลดลง เมทาโบลิซึม ลดลง Clr ลดลง มีผลกระทบโดยเฉพาะอยางยิ่งยาที่ขจัด ทางไตเปนหลักควรจะมีการปรับขนาดยา เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดผลไมพึงประสงค จากการไดรับยาเกินขนาด คอนขางทํานายยาก เนื่องจากมีหลาย ปจจัยมาเกี่ยวของ ที่มา : Shargel L, Yu A. Applied biopharmaceutics & pharmacokinetics. 8th ed. New York: McGraw-Hill Professional Publishing;2022
76 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย รูปทีˑ 3.5 สรุปปˏจจัยทีˑมีผลต่อการค่าขจัดยาทางไต ที่มา : Shargel L, Yu A. Applied biopharmaceutics & pharmacokinetics. 8th ed. New York: McGraw-Hill Professional Publishing;2022, https://accutoxlab.com/about/, Nature Reviews Cancer 2002;2:521–528 กรณีศึกษา 1. ผูปวยหญิง อายุ50 ปมีอาการปสสาวะไมออก เปนมา 3 วัน กอนหนานี้มีอาการ ปวดขอ จึงไปซื้อยาแกปวดรับประทานเอง ยาที่ซื้อมาพบวาชื่อ ibuprofen จากการวินิฉัย พบวาเกิดภาวะไตวาย เฉียบพลัน (acute renal failure) หรือไตบาดเจ็บเฉียบพลัน (acute kidney injury) จากการใชยาดังกลาว โดยมีคาการทํางานของไตลดลง จากกรณีศึกษานี้เราสามารถอธิบายการเกิดภาวะดังกลาวโดยใชฤทธิ์ทางเภสัช วิทยาของยา ibuprofen ซึ่ง เปนยาในกลุม non-steroidal anti-inflammatory drugs
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 77 (NSAIDs) วามีการยับยั้ง prostaglandin E2 และ prostaglandin I2 มีผลทําใหหลอดเลือดที่ เขาสูไต (afferent arteriole) หดตัว มีผลลดอัตราการกรอง สรุปไดดังรูปที่ 3.6 รูปทีˑ 3.6 ภาวะไตอักเสบ/ไตวายเฉียบพลันจากการรับประทาน NSAIDs ที่มา : medweb.tulane.edu/pharmwiki/doku.php/nsaid_side_effects 2. ผูปวยชาย อายุ 35 ปไมมีโรคประจําตัว ไมเคยมีประวัติไดรับอาหารเสริมหรือ สมุนไพร ชอบดื่มสุรา ปกติดื่มอยางนอยวันละ 1-2 แกวตอวัน เริ่มดื่มมาตั้งแตอายุ30 ป ผลการตรวจรางกายพบวา มีภาวะตับอักเสบจากการดื่มสุรา ระดับเอนไซมตับสูง (เอนไซม Aspartate transaminase , AST และ Alanine transaminase, ALT) และ โปรเตีนในเลือด ต่ํา (อัลบูมินในเลือด 2.8 mg%) ผูปวยรายนี้ไดรับยา acyclovir เนื่องจากติดเชื้อ Herpes หลังจากรับประทานยา แลว ผูปวยเกิดภาวะ hypokalemia และ มีอาการมืนงง คลื่นไสอาเจียน ในกรณีนี้สามารถอธิบายไดวา ภาวะตับอักเสบของผูปวยและภาวะโปรตีนใน เลือดต่ํา มีผลตอการขับออกของ acyclovir ตามแผนภาพในรูปที่ 3.7 ทําใหระดับยาใน รางกายสูงและเกิดอาการไมพึงประสงคของยาดังกลาวได 3. ผูปวยเด็กหญิงอายุ 5 ป มีอาการไขสูง เจ็บคอ ตรวจรางกายพบหนองที่บริเวณ ทอลซิล ไดรับยา ปฏิชีวนะคือ amoxycillin/clavulanic acid ขนาด 1g วันละ3 ครั้ง ระหวาง การไดรับยา เด็กเกิดอาการ ทองเสีย ถายเหลว จากขอมูลของยาดังกลาว ขนาดยาของเด็กที่มีภาวะติดเชื้อแบคทีเรียที่ทอลซิล (Bacterial Tonsillitis) คือ 500-850 mg ทุก12 ชั่วโมง แตในกรณีนี้ผูปวยไดรับมากกวา ขนาดที่แนะนํา และจากความรูพื้นฐานทางเภสัชจลนพลศาสตรในเด็กจะมีการทํางานของไต
78 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย ไมมากเทาผูใหญกระบวนการ ขจัดยาทางไต ของยากลุมนี้จะมีกระบวนการอิ่มตัว (saturation) การไดรับยาขนาดที่มากเกินไปทําใหระดับ amoxycillin/clavulanic acid ในเลือดสูง สงผล ใหาเกิดอาการรขางเคียงของ clavulanic acid คือทองเสีย ถายเหลว เมื่อพิจารณาการขจัดยาทางไต (เพราะยากลุมนี้ขจัดทางไตเปนหลัก) สามารถ อธิบายดังแสดงในรูปที่ 3.8 รูปทีˑ 3.7 การเกิด acyclovir adverse effects ในผู้ป˳วยทีˑมีภาวะตับอักเสบ
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 79 รูปทีˑ 3.8 การเกิดท้องเสียจาก clavulanic acid ในเด็กทีˑได้รับยาขนาดสูง สรุป 1. ไตเปนหนึ่งในอวัยวะหลักที่ทําหนาที่ในการขจัดยาออกจากรางกายประกอบดวย สวนของเนื้อไต (renal corpuscle) และ ทอไต (renal tubules) 2. กระบวนการขจัดยาทางไตมี 3 ขั้นตอนคือ 2.1 การกรองผานไต (glomerular filtration) 2.2 การดูดกลับทางทอไต (tubular reabsorption) 2.3 การขับออกทางทอไต (tubular secretion) 3. ในแตละกระบวนการขจัดยาทางไตจะอาศัยหลักการตางๆ ดังนี้(ซึ่งแตละ กระบวนการก็จะใชหลักการใดมากนอยตางกันไป) 3.1 การแพรผานแบบธรรมดา (passive diffusion, passive transport) 3.2 การแพรผานโดยใชตัวพา (carrier mediated diffusion) 3.3 การแพรผานแบบใชพลังงาน (active diffusion, active transport)
80 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย 4. คาการขจัดยาทางไตสามารถคํานวนไดหลายแบบ และมีความสัมพันธกับ renal extraction ratio สามารถแบงเปน 4.1 Low renal extraction ratio 4.2 Medium renal extraction ratio 4.3 High renal extractionratio 5. ปจจัยที่มีผลตอการขจัดยาทางไต 5.1 โครงสรางของไต 5.2 pH ของปสสาวะ 5.3 การจับกับโปรตีน 6. ปจจัยที่มีผลตอปจจัยหลักที่กลาวมาเชน 6.1 อายุ 6.2 โรคที่เปนรวมดวย เชน โรคหัวใจ โรคไต ก็จะมีผลตอคาการขจัดยาทางไต
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 81 เอกสารอ้างอิง Le J. Drug Excretion - Clinical Pharmacology - MSD Manual Professional Edition [Internet]. MSD Manual Professional Edition. 2019 [cited 11 April 2019]. Available from: https://www.merckmanuals.com/professional/clinical pharmacology/pharmacokinetics/drug-excretion Ritschel W, Kearns G. Handbook of basic pharmacokinetics. Washington, D.C.: American Pharmacists Association; 2009. Rowland M, Tozer T. Clinical pharmacokinetics, and pharmacodynamics. 4th ed. Philadelphia: Wolters Kluwer-Lippincott William & Wilkins; 2011. Shargel L Yu A. Applied biopharmaceutics & pharmacokinetics. 8th ed. New York: McGraw-Hill Professional Publishing.; 2022. Tulane University.Nsaid_side_effects [TUSOM | Pharmwiki] [Internet]. Tmedweb.tulane.edu. 2019 [cited 11 April 2019]. Available from: http://tmedweb.tulane.edu/pharmwiki/doku.php/nsaid_side_effects:
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 83 บททีˑ 4 การขับยาทางตับ
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 85 บททีˑ 4 การขับยาทางตับ โครงสร้างของตับ ในบทที่ 3 เรารูหลัการขจัดยาทางไตแลว แตยังมีอีกอวัยวะหนึ่งที่ทําหนาที่ขจัดยาคือ ตับ ตับเปนอวัยวะที่ขนาดใหญที่สุดในรางกายมนุษย (แสดงดังรูปที่ 4.1) น้ําหนักของตับ ประมาณ 1,500 g และ อยูบริเวณชองทองดานขวาบน ใกลๆ กับลําไสเล็ก ซึ่งจะมีกระบวนการนํา เลือดที่ออกจากทางเดินอาหารไปสงที่ตับเพื่อยอย ตับจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสรางของยา โดยระบบ enzyme และสรางสารมากมาย ออกมาสูกระแสเลือด เชน กลูโคส พลาสมาโปรตีน clotting factors, และ urea หรือสารที่จะทําการขับออก ทางน้ําดี นอกจากนี้ยังทําหนาที่ สังเคราะหสารบางอยางและนําไปเก็บไวเชน ไกลโคเจน ไขมัน หรือ วิตามินที่ละลายในไขมัน เลือดจะเขาสูตับทาง portal veinเชนเดียวกับที่มาม ตับออน และถุงน้ําดี อีกทางหนี่ง คือ hepatic artery ที่เปนสาขามาจาก celiac trunk และ descending aorta เสนเลือด hepatic artery และ portal vein โดย hepatic artery จะเปนเสนเลือดสําคัญเชื่อมกับ aorta ในการนําเลือดไปเลี้ยงที่ตับและนํา เลือดออกจากตับไปสูเสนเลือดใหญ inferior venacava (Sigillum facultatis medicae tertiae universitatiscarolinae, 2017). สวนประกอบของโครงสรางตับแบงเปน (ดังรูปที่ 4.2 และรูปที่ 4.3) 1. sinusoid เปนชองเล็กๆ ที่เกิดจากชองวางระหวางเซลลตับ 2. เสนเลือดที่ไปเลี้ยงตับประกอบดวบ 2.1 portal vein 2.2 hepatic artery
86 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย นอกจากนี้ยังมีตอมน้ําเหลืองและมีชองทางเชื่อมกับถุงน้ําดีและทอน้ําดีที่จะเรียกวา “Hilus” การเรียงตัวของ hepatocyteจะเปนลักษณะหกเหลี่ยม (hexagonal) โดยประกอบดวย 3 ชอง sinusoid และ 1 central vein เรียกวา “Lobe” โดยเซลลhepatocyte จะเรียงตัว อยูตรงมุมของหกเหลี่ยม พื้นที่ระหวางการเรียงตัวตอกันของ hepatocyte เรียกวา acinus ซึ่งแบงเปน 3 สวน (รูปที่ 4.3) รูปทีˑ 4.1 โครงสร้างของตับ ที่มา : http://madrat.co/liver-anatomy/ รูปทีˑ 4.2 โครงสร้างของตับ ที่มา : http://science.sciencemag.org/content/sci/295/5557/1005/F1.large.jpg
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 87 รูปทีˑ 4.3 โครงสร้างละเอียดของตับ ที่มา : http://fblt.cz/en/skripta/ix-travici-soustava/5-jatra-a-biotransformace-xenobiotik/ องคประกอบของ hepatic acinus แบงเปน 3 สวน 1. พื้นที่สวนที่ 1 (Zone 1) แทนสวนของเนื้อเยื่อ parenchaima ที่อยูใกล circum-lobular vein และartery เปนพื้นที่แรกที่ไดสารอาหารและออกซิเจน ในสวนนี้จะ เปนสวนที่เกิดปฏิกิริยา oxidation เปนสวนมาก เชน ปฏิกิริยาการสรางกลูโคส (gluconeogenesis) และ การสรางโปรตีน (proteosynthesis) 2. พื้นที่สวนที่ 2 (Zone 2) จะอยูระหวาง สวนที่1และสวนที่3 ซึ่งจะไดรับ ออกซิเจน จากเลือดที่ไปเลี้ยง ลดลง 3. พื้นที่สวนที่ 3 (Zone3) จะเริ่มตนตั้งแต circum-lobular vein และ artery (ใกลกับ central veins) ซึ่งบริเวณนี้จะมีปริมาณออกซิเจนนอยที่สุด การลดลงของออกซิเจน จะมีผลมากตอบริเวณกระบวนการ detoxication ที่จะมีการลดเลือดที่ไปเลี้ยงลง การแบงแบบนี้ จะมีความสําคัญตอการอธิบายพยาธิสภาพ และการที่ตับโดน ทําลายบางสวนจากพื้นฐานการแบงที่กลาวแลว เซลลตับ (hepatocyte) สามารถแบง ออก เปน periportal และ perivenous hepatocytes 1. Periportal hepatocytes จะเปนกลุมเซลลแรกที่ไดรับเลือดจาก portal vein และ hepatic artery ออกซิเจนและสารอาหารจะไดรับมากที่สุด เซลลจะมี mitochondria มากและมี smooth endoplasmic reticulum (sER) นอย เปนเหตุผลวาเหตุใดปฏิกิริยา oxidation จึงเกิด บริเวณนี้เปนหลัก เชน Krebs’cycle, oxidative phosphorylation, β-oxidation, gluconeogenesis, proteosynthesis) การขจัดพิษของแอมโมเนียโดยการสังเคราะหเปนยูเรีย ก็เกิดขึ้นบริเวณนี้
88 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย 2. Perivenous hepatocytes จะมีปริมาณออกซิเจน และสารอาหารจากเลือดไป เลี้ยงนอย ปฏิกิริยา reduction ก็จะเกิดมากในบริเวณนี้ (สวนใหญจะเปนปฏิกิริยา glycolysis, lipid synthesis, biotransformation of xenobiotics ที่ sER) การขจัดพิษของ แอมโมเนียโดย การสังเคราะหเปนกลูตามีนก็เกิดขึ้นบริเวณนี้ สรุปที่กลาวมาดังรูปที่ 4.4 รูปทีˑ 4.4 ปฏิกิริยาทีˑเกิดในตับ ที่มา : http://fblt.cz/en/skripta/ix-travici-soustava/5-jatra-a-biotransformace-xenobiotik/ แมวากระบวนการเปลี่ยนแปลงยาสามารถเกิดขึ้นในหลายอวัยวะหลัก ตับเปนอวัยหลัก หนึ่ง ที่มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงยา และการศึกษาหนาที่ของอวัยวะนี้ก็มีการศึกษา อยางกวางขวาง ปจจัยที่จะวัดความสามารถในการขจัดยาของอวัยวะนี้คือ คาการขจัดยาที่ตับ และน้ําดี(hepatic and biliary clearance) จากนิยามของคาการขจัดยาของตับ (hepatic clearance):ซึ่งคือปริมาตรของของเหลวที่ ผาน เซลลตับและขจัดยาออกอกภายใน1 นาที ซึ่งแสดงโดยสมการ Hepatic clearance = QHEH QH คือผลรวมของการไหลของเลือดผานตับและหลอดเลือดแดงซึ่งประมาณ 1050 และ 300 mL/min ตามลําดับ หรือตามสมการ CLH=CLT – CLR
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 89 ความสัมพันธ์ของอัตราการไหลของเลือด ค่าการขจัดยาจากปˏจจัยภายใน (intrinsic clearance) และค่าการขจัดยาจากตับ (hepatic clearance) ปจจัยที่มีผลตอการขจัดยาคือการไหลเวียนเลือดผานตับ คาการขจัดยาจากปจจัย ภายใน, (intrinsic clearance) และ สัดสวนของยาที่จับกับโปรตีน (fraction of drug bound to protein) ดามรายละเอียดที่จะกลาวดังนี้ 1. การไหลเวียนเลือดผานตับ (hepatic blood flow) จากการศึกษาในสัตวทดลอง อัตราการไหล ของเลือด ผานตับจะวัดโดยการหา ปริมาณยา ที่หลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดํา ขณะที่เลือดไหลสูตับก็จะเกิดกระบวนการ เปลี่ยนแปลงยาขึ้น และขจัดออกทางทอน้ําดีความเขมขนของยาที่หลอดเลือดดําจะต่ํากวาที่ หลอดเลือดแดงและคา hepatic extraction ratio (E) จะสามารถคํานวณไดจากสมการ (Ca-Cv)/Ca และจากสมการดานลาง CLH = Q (Ca-Cv) Ca สามารถปรับไดเปน CLH = QE จากที่ไดกลาวไปแลว สามารถจัดกลุมยาโดยการใชคา E ซึ่ง แบงได 3 กลุม ดังตารางที่ 4.1 มีอยางนอย 5 กระบวนการที่มีผลตอความสามารถในการขจัดยาทางตับคือ 1. กระบวนการที่ยาในเลือดจับกับเม็ดเลือด 2. ยาไปจับกับพลาสมาโปรตีน 3. ยาอิสระเขาไป ที่เซลลตับ 4. ยาสวนหนึ่งถูกขับออกทางน้ําดี 5. ยาสวนหนึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยเอนไซมที่ ตับ อยางไรก็ตามเมื่อ ER =1, ยาจะใชเวลาไปที่ตับ เพื่อแตกตัวจากโปรตีนและแพรผานไปยัง ตับและจากนั้นก็เขาสูกระบวนการเปลี่ยนแปลงยา โดยเอนไซมที่ตับ หรือผานสู ทอน้ําดีหรือ ทั้งสองชองทาง ในกรณียาบางชนิดเชน isoproterenol, lidocain และ nitroglycerin ซึ่งจะ มีคาการสกัดยา (extraction ratio) สูง (>0.7). ยาจะถูกขจัดที่ตับอยางรวดเร็ว ดังนั้นอัตรา การเปลี่ยนแปลงยา จะเปลี่ยนไป (Rowland M and Tozer T. 2009, Ritschel W and Kearns G, 2011, Shargel&Yu, 2022) เมื่ออัตราการไหลของเลือดที่ผานตับเปลี่ยนไป การเพิ่มของอัตราการไหลของเลือด ผานตับจะทําใหอัตราการขจัดยาผานตับเพิ่มขึ้น ตัวอยางเชน propranolol การลดลงของเลือด ผานตับ จากการที่เลือดออกจากหัวใจลดลงจะทําใหคาการขจัดยาลดลง โดยทั่วไปยาที่มี กระบวนการ first pass effect (หรือมีกระบวนการเปลี่ยนแปลงกอนดูดซึมสูกระแสเลือด) มักจะ มีคาการสกัดยาที่ตับสูง
90 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย กรณีที่อัตราการไหลของเลือดผานตับคงที่ คาการขจัดยาทางตับจะเทากับ CLH = QE กรณีที่ยามีคาการสกัดที่ตับต่ํา ปจจัยอื่นๆ เชนคาการขจัดจากปจจัยภายในหรือ การทํางานของเอนไซมจะมีสวนเกี่ยวของซึ่งจะกลาวถึงตอไป 2. คาการขจัดยาจากปจจัยภายใน หรือความสามารถในการทํางานของเอนไซม (intrinsic clearance or enzyme activity) จะใชการอธิบายความสามารถของตับในการขจัดยาโดยไมไดเกี่ยวของกับอัตรา การไหลของเลือดผานตับ ซึ่งคานี้จะแสดงถึงความสามารถของการทํางานของเอนไซมmixed function peroxidase ใน การเปลี่ยนแปลงยา หากเปนยาที่มีคาการสกัดยาที่ตับสูง (high extraction ratio) ตับจะสามารถ ขจัดยาไดทั้งใน รูปที่จับกับโปรตีนและยาในรูปอิสระ อัตราการขจัดยาจะเทากับความเชมขน ของยาในเลือด ดังนั้นการจับกับ โปรตีนในพลาสมาจะไมมีผลตอการขจัดยา ตารางทีˑ 4.1 การจัดกลุ่มยาตาม hepatic extraction ratio ตํ ˑา low (<0.3) ปานกลาง Intermidiate (0.3-0.7) สูง High (>0.7) carbamazepine diazepam digitoxin indomethacin isoniazid naproxen nitrazepam phenobarbital phenytoin procainamide salicylic acid theophylline valproic acid warfarin aspirin codeine nifeipine nortriptyline quinidine alprenolol arabinosyl-cytosine cocain desipramine isoprenaline isoproterenol lidocain meperidine morphine nicotine nitroglycerin pentazocine pethidine propranolol salicylamide verapamil ที่มา : Shargel L, Yu A. Applied biopharmaceutics & pharmacokinetics. 8th ed. New York: McGraw-Hill Professional Publishing, 2022
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 91 จากที่กลาวมาขางตน คาการขจัดยาทางตับจะสัมพันธกับอัตราการไหลของเลือด ผานตับและ การขจัดยาจากปจจัยภายใน ดังนั้น สามารถอธิบายความสัมพันธดังสมการ ขางลาง ]ܳ = ுܮܥ ௧ܮܥ (௧ܮܥ + ܳ) ] 3. ความสามารถของยาที่จับกับโปรตีน (protein bound drug) กรณีของยาที่มีคาการสกัดยาที่ตับต่ํา (low extraction ratio) คาการขจัดยาจะ ขึ้นกับการจับ กับโปรตีนซึ่งสามารถอธิบายไดโดยสมการ Rate of elimination = CLu x Cu hepatic clearance = CLu x fu โดย CLu = clearance of unbound drug, Cu = Concentration of unbound drug, fu = fraction of unbound drug คําอธิบายขางตนเกี่ยวกับ hepatic clearance แสดงตัวอยางไวในรูปที่ 4.5 โดย ยา propranolol เปนตัวแทนของ ยาที่เปน high hepatic extraction ratio จากกราฟจะ เห็นไดวาอัตราสวนของยาอิสระไมทําใหมีการเปลี่ยนแปลงคาการขจัดยา (ความชันของกราฟ) ดังนั้นการจับของโปรตีนในพลาสมาไมมีผลตอการขจัดยา สวนยา diazepam, phenytoin, และ tolbutamide จะเปนตัวแทนของยาที่การจับกับโปรตีนในพลาสมาจะมีผลตอคาการขจัด ยาโดย diazepam และ phenytoin จะมีความอิ่มตัวในการขจัดยา กลาวคือ เมื่อถึงจุดหนึ่ง แมจะมีการเปลี่ยนแปลงของการจับกับโปรตีนแตก็ไมทําใหการขจัดยาเพิ่มขึ้น แต tolbutamide เปนยาที่มี hepatic extraction ratio ต่ํา การเปลี่ยนแปลงการจับกับโปรตีนในพลาสมาที่ สงผลตออัตราสวนของยาอิสระจะแปรผันเปนสัดสวนกับคาการขจัดยาที่เพิ่มขึ้น
92 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย รูปทีˑ 4.5 ความสัมพันธ์ระหว่างการจับกับโปรตีนของยาและค่าการสกัดยาจากตับของยา 4 ชนิดPropanolol, Diazepam, Phenytoin and Tolbutamide ที่มา : Shargel L, Yu A. Applied biopharmaceutics & pharmacokinetics. 8th ed. New York: McGraw-Hill Professional Publishing, 2022 จาก 3 ปจจัยดังกลาวคือ การไหลเวียนเลื่อดผานตับ (Q), คาการทํางานของ เอนไซม (Clint) และสัดสวนการจับกับโปรตีน (fu) สามารถเขียนเปนสมการไดดังนี้ ]ܳ = ுܮܥ ௧ܮܥݑ݂ ௧ܮܥݑ݂ + ܳ ] จากสมการ เมื่อ CLint มีคาต่ํามากๆ เมื่อเทียบกับอัตราการไหลของเลือดผานตับ สมการ ขางบนสามารถเปลี่ยนรูปเปนดังนี้ CLH = fuCLint =CLint กรณีที่การจับกับโปรตีนของยาคงที่และ CLH = CLint, หากยามี CLint ต่ํา การเปลี่ยน คา CLint หรือ fu จะมีผลตอ CLH อยางไรก็ตาม หากยามี protein binding < 70-85% การ เปลี่ยนแปลงการ จับกับโปรตีนจะไมมีผลตอ CLH ซึ่งจะเรียกวา “Capacity limited and binding insensitive drug” ขณะที่ยาที่มีการจับโปรตีนสูงและมีคาการสกัดยาที่ตับต่ํา การ เปลี่ยนแปลงรอยละคาการจับกับโปรตีนจะ มีผลตอ CLH และเรียกวา “Capacity limited and binding sensitive drug” การจัดกลุมของยาที่กลาวมาแลวนั้นแสดงดังตารางที่ 4.2 กรณีที่ CLint ของยามีคามากเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราการไหลของเลือดผานตับ 0 0.2 0.4 0.6 0.8 1 0 0.2 0.4 0.6 0.8 1 Extraction ratio Fraction unbound Propranolol Diazepam Phenytoin Tolbutamide
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 93 สมการสามารถปรับเปน ܳ = ுܮܥ ௧ܮܥ ௧ܮܥ = ܳ ดังนั้นยาที่มี CLint สูง CLH จะขึ้นอยูกับอัตราการไหลของเลือดผานตับและรอยละของ การจับกับโปรตีนจะไมมีผลตอการขจัดยาเนื่องจากยาจะแยกตัวกับโปรตีนในระหวางที่ผานตับ ลักษณะจะคลายการขจัดยาผานไตขั้นตอนการหลั่งจากทอไต จากขอมูลปจจัยตางๆ ที่กลาวมาเชน protein binding, liver blood flow, enzyme activity (intrinsic activity) สามารถจัดกลุมยาตามปจจัยที่มีผลตอ hepatic clearance ดังนี้(Rowland M and Tozer T. 2009, Ritschel W and Kearns G, 2011, Shargel&Yu, 2022) 1. Flow-limited หมายถึง ยานั้นมี hepatic clearance ที่เปลี่ยนแปลงไปขึ้นกับปริมาณเลือดที่ ไหลไปเลี้ยงตับ (hepatic blood flow) ซึ่งหากปริมาณเลือดที่ไหลผานตับนอยก็จะสงผลใหมี hepatic clearance ลดลง หรือหากปจจัยใดที่สงผลใหhepatic blood flow ลดลง เชน โรคตับแข็ง รุนแรง (liver cirrhosis), โรคหัวใจลมเหลว ก็อาจจําเปนตองปรับขนาดยา 2. Capacity-limited, binding sensitive. หมายถึง ยานั้นมี hepatic clearance ที่ขึ้นกับการทํางานของ enzyme ของตับ และความสามารถในการจับกับโปรตีนที่เปลี่ยนไปมีผลตอhepatic clearance ซึ่งไดอธิบายจาก สมการ คํานวณ heapatic clearance แลวคือสมการ CLH = fuCLint =CLint โดยคุณสมบัตินี้จะใช ในยาที่มีคาการสกัดยาทางตับต่ําในยากลุมนี้ หากระดับ ของโปรตีนในเลือดของ ผูปวยเปลี่ยนไป ก็จะตองมีการระวัง อาจจะตองปรับขนาดยา สวนใหญจะเปนยาที่มีคา protein bindingสูง 3. Capacity-limited, binding insensitive. หมายถึง ยานั้นมี hepatic clearance ที่ขึ้นกับการทํางานของเอนไซมที่ตับ ถา ตับมีการทํางานของเอนไซมมาก คา hepatic clearance ก็จะมากดวย หรือหากมีปจจัยที่สง ผลตอการทํางานของเอนไซมที่ตับ ก็จะทําใหมีผลตอ hepatic clearance ดวย เชน กรณีที่ ไดรับสารที่มีคุณสมบัติยั้บยั้งหรือกระตุนการทํางานของเอนไซมของตับ ก็จะกระทบกับยากลุมนี้ มาก สวนใหญจะเปนยาที่มีคา protein binding ไมสูง ทั้งนี้ตัวอยางยาไดแสดงในตารางที่ 4.2
94 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย ปฏิกิริยาต่อกันของยาทีˑจะมีผลต่อการขจัดยาทางตับ สิ่งหนึ่งที่ดองระวังคือการไดรับยารวมกันโดยยาหนึ่งมีคุณสมบัติยับยั้งหรือกระตุน การทํางานของเอนไซมที่ตับ ดังที่กลาวมาแลวในบทแรกๆ ซึ่งเปนสิ่งที่เภสัชกรตองระวัง เมื่อพบการสั่งยาที่มีคุณสมบัติยับยั้ง หรือกระตุนการทํางานของเอนไซมที่ตับ รวมกับสารที่เปน substrate ของ CYP450 สรุปดังตารางที่ 4.3 และตัวอยางของการเกิดอันตรกิริยาของยาที่ เกี่ยวกับ Cytochorme P450 แสดงดังตารางที่ 4.4 ดังนั้นเวลาไดรับใบสั่งยาก็จะตองมี การวิเคราะหถึงการเกิดอันตรกิริยาเหลานี้ดวย รายละเอียดและตัวอย่างกรณีศึกษา กรณีศึกษาการเกิดปฏิกิริยาระหวางยาที่มีกระบวนการเปลี่ยนแปลงผาน CYP450 มี รายงานที่พบบอยในสถานพยาบาลที่มีเภสัชกรคลินิกที่ทํางานบริบาลก็จะมีการเก็บขอมูล เหลานี้ไว ซึ่งขอมูลเหลานี้จะเปนประโยชนในการเผาระวังการใชยา เพื่อใหเกิดความปลอดภัย ตอผูปวย 1. ยาตานการแข็งตัวของเลือด มีกรณีศึกษาถึงอันตรกิริยาระหวางยาตานการแข็งตัวของเลือดโดยเฉพาะกับยาที่ มีคุณสมบัติยับยั้งหรือกระตุนการทํางานของ CYP450 เชน อันตรกิริยาระหวางยา amiodarone และ warfarin ซึ่งจะทํา ใหเพิ่มโอกาสในการเกิดเลือดออกไดและมักจะพบใน ผูปวยที่มีภาวะหัวใจเตนผิดจังหวะ (Atrial Fibrillation AF) มีผูแนะนําวาใหลดขนาด warfarin ลง 25% และ ติดตามคา INR ทุกสัปดาห คําอธิบายการเกิดอันตรกิริยา คือ เนื่องจาก amiodarone เปน ยาที่สามารถยับยั้ง CYP2C9 ซึ่งเปนเอนไซมที่ทําการ เปลี่ยนแปลง warfarin เพื่อใหหมดฤทธิ์ ดังนั้นการไดรับยา 2 ตัวนี้รวมกัน ผูปวยจะมีโอกาส เสี่ยงตอการเกิดเลือดออกเพราะระดับยาที่ออกฤทธิ์มีคาสูงกวาปกติอยางไรก็ตามตอง พิจารณาชวงวลาที่ไดรับยา 2 ตัวนี้ รวมกันดวย เชน
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 95 ตารางทีˑ 4.2 การจัดกลุ่มของยาตามความสามารถในการจับกับโปรตีน กลุ่มยา (Drug class) ค่าการสกัดยา (Extraction ratio) ร้อยละการจับกับโปรตีน (Percent protein bound) Flow-limited lignocaine 0.83 0.83 propranolol 0.6-0.8 0.6-0.8 pethidine 0.6-0.95 0.6-0.95 nortriptyline 0.5 0.5 morphine 0.5-0.75 0.5-0.75 Capacity-limited, binding sensitive phenytoin 0.03 90 diazepam 0.03 98 tolbutamide 0.02 98 warfarin 0.003 99 chlorpromazine 0.22 91-99 clindamycin 0.23 99 quinidine 0.27 82 digitoxin 0.005 97 Capacity-limited, binding insensitive theophylline 0.09 59 hexobarbitone 0.16 60-80 chloramphenicol 0.28 - paracetamol 0.43 -5 ที่มา : Shargel L, Yu A. Applied biopharmaceutics & pharmacokinetics. 8th ed. New York: McGraw-Hill Professional Publishing;2022
96 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย ตารางทีˑ 4.3 สรุปสารทีˑมีคุณสมบัติยับยั˓ง หรือกระตุ้นการทํางานของเอนไซม์ CYP 450 ทีˑตับ และสารทีˑเป˞นsubstrate Enzyme Potent inhibitors Potent Inducers Substrates CYP1A2 amiodarone, cimetidine , ciprofloxacin , fluvoxamine carbamazepine, phenobarbital, rifampicin, tobacco caffeine, clozapine, theophylline CYP2C9 amiodarone, fluconazole, fluoxetine, metronidazole, ritonavir, trimethoprim/ sulfamethoxazole carbamazepine, phenobarbital, phenytoin, rifampicin carvedilol, celecoxib, glipizide, ibuprofen, irbesartan, losartan CYP2C19 fluvoxamine, isoniazid (INH), ritonavir carbamazepine, phenytoin, rifampicin omeprazole, phenobarbital, phenytoin CYP2D6 amiodarone, cimetidine, diphenhydramine, fluoxetine, paroxetine, quinidine, ritonavir, terbinafine No Significant inducers amitriptyline, carvedilol, codeine, donepezil, haloperidol, metoprolol, paroxetine, risperidone , tramadol Erythromycin clarithromycin, diltiazem, erythromycin, grape-fruit juice, itraconazole, ketoconazole , nefazodone, ritonavir, telithromycin, verapamil carbamazepine, HypericumPerforan (St. John’s wart), phenobarbital, phenytoin, rifampicin alprazolam, amlodipine , atorvastatin, cyclosporin , diazepam , estradiol, simvastatin, sildenafil , verapamil, zolpidem ที่มา : Am Fam Physician 2007;76:391- 6
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 97 ตารางทีˑ 4.4 ปฏิกิริยาของยาทีˑพบบ่อยในทางคลินิก Drug(s)/ Product Enzyme inhibitor or Inducer Drug(s) Metabolizing Enzyme Possible clinical effect amiodarone CYP2C9, CYP3A4 inhibitor warfarin CYP2C9 Increase risk of bleeding caused by increase Warfarin level carbamazepine phenobarbital phenytoin CYP3A4 inhibitor ethinylestradiol containing contraceptives CYP3A4 Unplanned pregnancy caused by reduced estradiol level clarithromycin, erythromycin, telitromycin CYP3A4 inhibitor simvastatin, verapamil, CYP3A4 Myopathy or rhabdomyolysis caused by increased Simvastatin level Hypotension and QT interval prolongation caused by increased Verapamil level diltiazem, verapamil CYP3A4 inhibitor prednisolone CYP3A4 Immunosuppression caused by increased Prednisolone level fluoxetine, paroxetine CYP2D6 inhibitor risperidone, tramadol CYP2D6 Increase risk or extrapyramidal adverse effects caused by increased Risperidone level, decrease analgesic effect caused by low level of active metabolite grape fruit juice CYP3A4 inhibitor buspirone CYP3A4 Dizziness and serotonin syndrome caused by increased Buspirone level
98 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย Drug(s)/ Product Enzyme inhibitor or Inducer Drug(s) Metabolizing Enzyme Possible clinical effect metronidazole CYP2C9 inhibitor warfarin CYP2C9 Increase risk of bleeding caused by increase Warfarin level. terbinafine CYP2D6 inhibitor amitriptyline CYP2D6 Dry month, Dizziness and cardiac toxicity caused by prolonged increased Amitriptyline and Nortriptyline level. ที่มา : Am Fam Physician 2007;76:391-6. 1. กรณีที่ไดรวมกันตั้งแตแรก อาจจะติดตาม INR เหมือนไดรับ warfarin ปกติ แตสิ่ง ที่ตองระวังคือ หากมีการปรับขนาด amiodarone หรือหยุดยา ตองมีการติดตามคา INR และมี การปรับขนาด เพราะการหยุด amiodarone ไปจะทําใหผลการยับยั้งเอนไซมหมดไป ดังนั้นจะมี ระดับของยานอยลงกวาตอนที่ใชรวมกัน โอกาสเกิดเลือดแข็งตัวทําใหอุดตันหลอดเลือดจะมีเพิ่มขึ้น 2. กรณีที่ได warfarin อยูแลว แลวได aminodarone ภายหลัง อาจจะตอง ปรับขนาด warfarin ใหเหมาะสมโดยดูจาก IINR base line หลังจากปรับขนาดยา warfarin จนคา INRอยูในชวงเปา หมายแลวตองระวังหากมีการปรับขนาดยา หรือหยุดยา amiodarone เหมือนกับกรณีที่ไดรับยารวมกันมาตั้งแตตน นอกจาก amiodarone แลว จะขอยกอีกตัวอยางหนึ่ง ซึ่งพบได ในทางเวช ปฏิบัติ คือ metronidazole กับ warfarin เปนที่ทราบกันดีวา metronidazole มีฤทธิ์ในการ ฆาเชื้อ anaerobe และเปนไปไดวาผูปวยที่ไดรับยา warfarin จะไดรับยา metronidazole โดยเฉพาะในการวินิจฉัยวาติดเชื้อ anaerobic bacteria หรือกรณีของปญหาชองปาก ทันต แพทยมักจะจายยาตัวนี้ เมื่อมีภาวะเหงือกอักเสบ จากการติดเชื้อ ดังนั้นผูปวยจึงมีโอกาสที่จะ เกิดภาวะเลือดออกไดควรแจงแพทยวาไดรับยา warfarin อยู 2. ยาลดไขมันในเลือด ยาลดไขมันในเลือดที่พบปญหาคือ ยาในกลุม HMG-CoA reductase inhibitor หรือรูจัก กันในชื่อกลุม statins กรณีไดรับยารวมกับ CYP250 inhibitor เชน clarithromycin