หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 149 ยา ผล กลุมยาลดความดันโลหิต Chronopharmacokinetics of propranolol, nifedipine พบวา Cmax จะ สูงกวาและ tmax จะสั้นกวาเมื่อใหยาตอนเชามากกวาตอนกลางคืน valproic acid (VPA) Cmax มีแนวโนมสูงกวา tmax สั้นกวา และคาคงที่ของอัตราการดุดซึม(ka) จะ มีคามากกวาเมื่อให VPA ตอนเชา มากกวาตอนกลางคืน sumatriptan การขจัดยาทางการรับประทาน และปริมาตรการกระจายยา จะลดลงหลังจากใหยาตอน 19.00. ความแปรผันจะขึ้นอยูกับเวลา และปริมาณการดูดซึมและ/หรือความผันแปรของการไหลเวียน ของเลือดผานตับระหวางวัน cyclosporin คาการขจัดยาลดลงในตอนกลางคืน methotrexate คาการขจัดยาลดลงอยางมีนัยสําคัญในตอนกลางคืน กลุมยา NSAIDS ketoprofen พบวา ketoprofen ดูดซึมมากขึ้นเมื่อบริหารยาตอนเชา indomethacin ระดับยาสูงสุดในเลือดคอนขางสูงกวาและถึงเร็วกวาเมื่อใหยาชวง 07.00 หรือ 11.00 เทียบกับ 15.00, 19.00 หรือ 23.00 ที่มา : สรุปจาก Harika Jawaji, Vanaja Arpineni, Rama Rao Tadikonda Rajesh Gollapudi. Chronopharmacokinetics administration time dependent effects of drugs with different diseases. An international journal of advanced in pharmaceutical sciences, 2011;2(1), 68-71. 2. การรับประทานยาลดความดันโลหิต ขอมูลของการศึกษาของยานกลุมนี้คอนขางหลากหลาย ดังนั้นอาจจะตองพิจารณา ยาแตละตัว เชนกรณีของยาที่มีความชอบตอไขมัน หรือละลายในไขมันไดสูง มักจะลดความดัน โลหิตไดดีเมื่อรับประทานตอนเชา สวนรูปแบบ extended release บางครั้งก็ไมมีผลกระทบ ปจจัยอีกประการหนึ่งคือ รูปแบบของ ความดันโลหิตตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจะมี 2 รูปแบบคือ ความ ดันโลหิตลดต่ําลงในชวงเวลากลางคืน (dipping pattern) กับ ความดันโลหิตไมลดในชวงเวลา กลางคืน (Non-dipping pattern) ดังนั้นจึงตองพิจารณาเลือก เวลาการรับประทานยาใหเหมาะ กับรูปแบบของความดันโลหิตดวย เชนในผูปวยที่เปน dipping pattern ก็ควรระวังยาลดความดัน โลหิตที่ใหผลลดความดันโลหิตดีในตอนกลางคืน ควรเปลี่ยนมาเปนรับประทาน ตอนเชาเปนตน เพื่อปองกันภาวะความดันโลหิตต่ําหรือในผูปวย Non-dipping pattern ก็ควรเลือกยาที่ใหคาการ ควบคุมความดันโลหิต 24 ชั่วโมงไดดีที่สุด โดยดูจาก อัตราสวนของความดันโลหิตสูงสุด และต่ําสุด
150 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย ใน1วัน (trough to peak ratio) ถาใกลเคียง 1 แสดงวาสามารถควบคุมความดันโลหิตไดดีตลอด 24 ชั่วโมง ตารางทีˑ 6.5 เวลาทีˑเหมาะสมในการบริหารยาทีˑออกฤทธิ˛ต่อหัวใจและหลอดเลือด ยา เวลาทีˑเหมาะสม ข้อบ่งใช้ ยาปดกั้นแคลเซี่ยม isradipine sustained release formulation. isradipne sustained release formulation. nifedipine GITS nifedipine GITS amlodipine nisoldipine extended release verapamil extended release (Isoptin SR®) diltiazem extended release (Ditem SR®) ยาปดกั้นตัวรับ Angiotensin II irbesartan olmesartan medoxomil valsartan telmisartan candesartan ตอนกลางคืน เวลาใดก็ได กอนนอน เวลาใดก็ได เวลาเชา เวลาเชา กอนนอน กอนนอน เวลาใดก็ได เวลาใดก็ได กอนนอน กอนนอน ตอนเชา ผูปวยความดันโลหิตสูงที่มีไตวายเรื้อรัง ผูปวยความดันโลหิตสูงที่ไมมี ภาวะแทรกซอน ผูปวยที่ไมตอบสนองตอขนาดยาเริ่มตน 30 mg/day dose และ ไดรับขนาด 60 mg/day dose หรือผูปวยที่ตองการเลี่ยง ภาวะ ADH (eg. Adrenal) ผูปวยความดันโลหิตสูงที่ไดรับยา 30 mg/day nifedipine GIT ผูปวยที่มีความดันโลหิตสูงระดับนอย ถึงปานกลาง ผูปวยที่มีความดันโลหิตสูงระดับนอย ถึงปานกลาง ผูปวยภาวะแนนหนาอก (angina) หรือผูที่ มีความดันโลหิตสูง ผูปวยภาวะแนนหนาอก (angina) หรือผูที่ มีความดันโลหิตสูง ผูปวยที่มีความดันโลหิตสูงระดับนอยถึง ปานกลางที่ไมมีภาวะแทรกซอน ผูปวยที่มีความดันโลหิตสูงระดับนอยถึง ปานกลางที่ไมมีภาวะแทรกซอน ผูปวยความดันโลหิตสูงชวงตอนนอนหลับ (non-dipper) ผูปวยความดันโลหิตสูงชวงตอนนอนหลับ (non-dipper) ผูปวยชายอายุนอยที่มีภาวะความดันโลหิต สูงระดับนอยถึงปานกลาง
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 151 ยา เวลาทีˑเหมาะสม ข้อบ่งใช้ ยายับยั้ง Angiotensin converting enzyme benazepril perindopril quinapril ramipril lisinopril enalapril ยาปดกั้นตัวรับเบตา metoprolol succinates sustain release carvedilol carvedilol phosphate extended release propranolol extended release ชวงตื่นนอน ตอนเชา ตอนเชา กลางคืน กอนนอน กอนนอน กอนนอน ตอนเชา กลางคืน ตอนเชา กอนนอน ผูปวยที่มีความดันโลหิตสูงระดับนอย ถึงปานกลาง ผูปวยที่มีความดันโลหิตสูงปฐมภูมิระดับ นอยถึงปานกลาง ผูปวยที่มีความดันโลหิตสูงปฐมภูมิระดับ นอยถึงปานกลาง ผูปวยที่มีความดันโลหิตสูงปฐมภูมิระดับ นอยถึงปานกลาง ผูปวยที่มีความดันโลหิตสูงปฐมภูมิระดับ นอยถึงปานกลาง ผูปวยที่มีความดันโลหิตสูงปฐมภูมิระดับ นอยถึงปานกลาง ผูปวยที่มีความดันโลหิตสูงปฐมภูมิระดับ นอยถึงปานกลาง ผูปวยความดันโลหิตสูง ภาวะเจ็บหนาอก และหัวใจลมเหลว ผูปวยที่ไดรับยารักษาความดันโลหิตสูงตัว แรกแลวยังมีความดันสูงในตอนเชา ผูปวยภาวะหัวใจลมเหลว (หัวใจหองซาย ลางทํางานผิดปกติ) ทําใหมีภาวะ กลามเนื้อหัวใจตายหรือมีภาวะความดัน โลหิตสูง ผูปวยความดันโลหิตสูง ที่มา : สรุปจาก Harika Jawaji, Vanaja Arpineni, Rama RaoTadikonda Rajesh Gollapudi. ChronoPharmacokinetics administration time dependent effects of drugs with different diseases. An international journal of advanced in pharmaceutical sciences, 2011;2(1), 68-71. 3. การรับประทานยาปฏิชีวนะ ผลลัพธการรักษาดวยยาปฏิชีวนะมีสวนสัมพันธกับเวลาระหวางวัน ดังนั้นในการ ยาปฏิชีวนะตอง คํานึงถึงปจจัยดานเวลาระหวางวันดวย ตัวอยางที่เห็นไดชัดคือ ยากลุม aminoglycosides ที่มีการศึกษาหลายชิ้นบงชี้วา การใหยาในชวงเชาจะลดการเกิดพิษตอไต เนื่องจากอัตราการกําจัดยาจะสูงในตอนเชา ดังนั้นจึงเปน ขอแนะนําวาควรใหยากลุมนี้ในตอน
152 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย เชา หรือกรณีของยา ciprofloxacin ถาใหเพื่อรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปสสาวะ ควรใหชวง กลางวัน เพราะจะกําจัดทางไตมาก เมื่อเทียบกับชวงกลางคืน ซึ่งควรรับประทานในชวงเชาจะ กําจัดเชื้อไดดีเพราะปริมาณยาในปสสาวะสูงกวาชวงกลางคืน (Pinar Erkekoglu et. al, 2012) 4. การรับประทานยาตานการชัก ในการใหยาตานการชักตองคํานึงถึงรูปแบบการนอนของผูปวยดวย เพราะยากัน ชักออกฤทธิ์คุมชักไดดีเมื่อใหตอนเชาและจะรบกวนการนอนเมื่อใหตอนกลางคืน อาจจะทําให ผูปวยนอนไมหลับ ผูปวยที่เปนโรคลมชักก็จะมีรูปแบบการนอนที่ตางไปจากปกติ ขึ้นกับความ ผิดปกติของการชัก รวมทั้งอายุของผูปวย อาการที่พบ เชน ตื่นบอย นอนไมคอยหลับ เปนตน ดังนั้นจึงตองถาม เรื่องการนอนของผูปวยระหวางที่ไดรับยา และวิธีรับประทานยาดวย ผลจาก การศึกษากาลเภสัชจลนศาสตรของยา valproic acid พบวายาจะมี การขับออกทางไตดี ในชวง 02.00 -08.00 (Rampopal et. al, 2013) หลังจากชวงนี้ ระดับยาก็จะลดลง จึงเปน เหตุผลวาควรใหยาในชวงเชา เพราะยา จะไดเริ่มออกฤทธิ์ควบคุม อาการชัก เปนตน อยางไรก็ตามตองคํานึงถึงปจจัยอื่นที่อาจจะมีผลนอกเหนือจากเรื่องของชวงเวลา ระหวางวัน ควบคูกันไปดวย เชนในเรื่องโรครวมและยาที่ไดรับรวมดวย 5. การใหยาตานมะเร็ง ประเด็นสําคัญในการใหยาตานมะเร็งคือการทราบกลไกการออกฤทธิ์ของยาและ ความแปร ผันของการเจริญเติบโตของเซลลมะเร็งในระยะตางๆ ตามชวงเวลา รวมทั้งความ แปรผันของระดับยาตานมะเร็งในชวงเวลาตางๆ ดวย เพื่อจะไดใหยาออกฤทธิ์อยางมี ประสิทธิภาพมากที่สุดและกอใหเกิดผลไมพึงประสงคนอยที่สุด เชน ยา doxorubicin ควรให ตอน 6.00 และ 18.00 ทําใหผูปวยทนตอยาไดมากที่สุด สรุปกลไกการออกฤทธิ์ของยาตานมะเร็งแสดงดังรูปที่ 6.2 และ 6.3
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 153 รูปทีˑ 6.2 สรุปกลไกการออกฤทธิ˛ของยาต้านมะเร็ง ที่มา : https://www.slideshare.net/sushrutsatpathy/anti-cancer-drugs-37593319) รูปทีˑ 6.3 สรุปกลไกการออกฤทธิ˛ของยาต้านมะเร็งตามระยะการแบ่งเซลล์ ที่มา : Mycancergenome.org.
154 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย แนวโน้มในอนาคต 1. กาลบําบัด (Chronotherapy): เปนหลักการรักษาโรคโดยหลักการทํางานของอวัยะในรางกายที่ ตางกันในแตละ ชวงเวลาซึ่งการใหยาตองอาศัยหลักของ กาลเภสัชบําบัด (Chronopharmacotherapy) คือ การใชหลักการที่ยาจะมีการออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาตางกันที่เวลาตางกัน ซึ่งประโยชนของ กาลเภสัชบําบัดคือ 1.1 ปองกันการใชยาเกินขนาด 1.2 ทําใหไดประโยชนจากยาอยางเหมาะสมและทําใหการรักษาของยาดีขึ้น 1.3 ลดผลไมพึงประสงคจากยาและชวยใหสามารถทําการรักษาในชวงเวลาที่ จํากัด 2. กาลเภสัชบําบัดตองใชหลักการทางกาลเภสัชวิทยา (Chronopharmacology) เหตุผลคือ 2.1 มีการเกิด auto-induction: การใหยาหลายๆ ครั้งตอเนื่อง ในยาบางตัวจะ เกิดการเหนี่ยวนําการทํางานของเอนไซมที่ทําหนากําจัดยาทํางานเพิ่มขึ้นและเพิ่มคาการกําจัด ยา ปรากฏการณนี้เรียกวา“Auto-induction” ขึ้นกับขนาดและความเขมขนของยา ซึ่งมีผล ตอการรักษา และมีผล ตอเวลาที่ระดับยาจะ ถึงสภาวะคงที่ และทําใหเปนขอจํากัดการใช ขอมูลจากการศึกษา การใหยาครั้งเดียวเพื่อทํานายคาเภสัชจลนพลศาสตรในการใหยาอยาง ตอเนื่อง ตัวอยางเชน carbamazepine จะมีการกระจายยาที่ขึ้นกับชวงเวลา การที่ความ เขมขนของยาสูงสุดลดลง เมื่อใหยาหลายครั้ง ผลมาจากคาชีวประสิทธิผลลดลงหรือคาการ ขจัดยา สูงขึ้นก็ไดเมื่อเวลาผานไป จึงตองใชหลักการทางกาลเภสัชวิทยามาอธิบาย 2.2 มีการเกิด Auto-inhibition: อาจจะเกิดขึ้นระหวางกระบวนการเปลี่ยนแปลง ยา metabolite ชวงแรกอาจจะมีความเขมขนเพิ่มขึ้นและตอมาจะมีการยับยั้งการเปลี่ยนแปลงนั้น เหตุการณดังกลาวเรียกวา“Auto-inhibition” หรือ “Allosteric inhibition” หรือ “Feedback inhibition” 3. ความจําเปนในการศึกษา กาลเภสัชบําบัด ความจําเปน 2 ประเด็นที่ตองมีการศึกษากาลเภสัชบําบัดคือ ประเด็นแรก เนื่องากมีขอจํากัดในเรื่องระยะเวลาการรักษา โดยเฉพาะอยางยิ่ง ในผูปวย ที่มีการทํางานของตับ ไต หัวใจ หรือมีการทํางานของอวัยวะอื่นบกพรอง การสะสม ของยาในอวัยวะจะทํา ใหเกิดความเปนพิษมากขึ้น ทําใหการทํางานของอวัยวะตางๆ เสียไป ดังนั้นความรูในเรื่องกาลเภสัชบําบัดจึง สําคัญในการรักษาโดยจะมีผลตอรางกาย
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 155 ประเด็นที่สอง เนื่องจากในการประชุมของสมาคมแพทยศาสตรของอเมริกาในป ค.ศ. 1996 (Tianxing Zhang et al, 2016) ไดใหความสนใจในประเด็นการศึกษาทางกาลเภสัช บําบัด ซึ่งไดรับความรวมมือ จากกลุมแพทยผลจากการศึกษา พบวารอยละ 75 ของแพทยจะ พอใจ ในการใหการรักษาผูปวย ตามหลักนาฬิกาชีวิตในแตละชวงวัน และจากที่อธิบายไปแลววา สมมติฐานความผิดปกติของโรคเกิดจากการทํางานของอวัยวะที่ผิดปกติในชวงเวลาตางๆ ทําให กาลเภสัชบําบัดมีความสําคัญมากขึ้น Chronological Drug delivery systems เนื่องจากมีประเด็นสําคัญที่ตองอาศัยการศึกษาทางกาลเภสัชจลนศาสตรในยาที่มี คุณสมบัติดังนี้ ((Maurya KK. et. al, 2012) 1. เมื่อเกิดความผันแปรทางเภสัชจลนศาสตรการแปรผันนั้นอาจจะเกี่ยวของกับ ชวงเวลาระหวางวัน สงผลตอการออกฤทธิ์ของยา 2. ยานั้นมีชวงการรักษาแคบ (Narrow therapeutic range) 3. เมื่ออาการของโรคมีการเปลี่ยนแปลงตามชวงเวลาระหวางวัน เชนการเกิดการจับ หืดตอนกลางคืน การเกิดการเจ็บหนาอก หรือ โรคแผลในกระเพาะอาหาร) 4. เมื่อยานั้นมีความเขมขนของยาในพลาสมาสัมพันธกับผลการรักษาโรค และ สัมพันธกับชวงเวลาระหวางวัน จากเหตุผลดังกลาวจึงมีความพยายามการคิดคนระบบนําสงยาที่แปรผันตามชวงเวลา หรือ เรียกวา“Chronological Drug delivery system” (Shidhage S. et al, 2012) เทคนิคใหม่ในการควบคุมให้มีการปลดปล่อยยาเป˞นช่วงๆ (Time controlled pulsatile technology) เทคนิคดังกลาวจะทําใหยาถูกปลดปลอยตามเวลาที่ตองการและสอดคลองหลัก นาฬิกาชีวิตในการทํางานของอวัยวะตางๆ ในรางกาย (สรุปตามรูปที่ 6.4) กลาวโดยสังเขป ดังนี้ 1. การสงผานทางผิวหนัง Crystal reservoir: เปนการใชตัวเก็บยาในรุปแบบ matrix เชน gel โดยมักจะใช กับยาที่สงผานทางผิวหนัง ยาจะคอยถูกปลดปลอยจาก matrix และทําใหออกฤทธิ์นาน 2. การรับประทาน 2.1 Pulsincap เปนรูปแบบยาที่เปนแคปซูลที่ครึ่งหนึ่งจะเปน Hydrogel และทั้งหมดจะ
156 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย เคลือบดวย Polymer เพื่อปองกันยาถูกทําลายโดยกรด เมื่อ Polymer ดานนอกสัมผัสกับสาร ที่สามารถละลายไดในรางกายจะทําให hydrogel พองตัวและดันใหมีการปลดปลอยมาจากยา การปรับองคประกอบของ hydrogel จะเปนการควบคุมการปลดปลอยยาได 2.2 Diffucaps® Technology Diffucaps จะเปนระบบที่ประกอบดวยหลายอนุภาคของสารเพิ่มปริมาณเปน ชั้น ๆ รูปทรงกลมคลายลูกปด (bead) ซึ่งจะมี polymer ที่ผนังดานนอกเปนตัวควบคุมอัตรา การปลดปลอยยา 2.3 CONTIN ® Technology เทคนิคดังกลาวจะชวยใหควบคุมการปลดปลอยยาในปริมาณที่ตองการสู กระแสเลือด มีประโยชนตอผูใชคือลดจํานวนครั้งของการใชยาในแตละวัน สามารถควบคุม อาการของโรคได โดยเฉพาะในชวงกลางคืน และลดผลอันไมพึงประสงคจากยา รูปแบบนี้จะ ประกอบดวยโมเลกุลของ cellulose และ โมเลกุลของ alcohol ชนิดที่ไมมีขั้ว องคประกอบ เหลานี้จะทําหนาที่ควบคุมการปลดปลอยยา ตัวอยางยาที่ใชเทคโนโลยีนี้เชน aminophylline, theophylline, morphine 2.4 CODAS® (Chronotherapeutic oral drug absorption system) กลไกการชะลอการปลดปลอยยาคือระดับของ polymer ที่เคลือบไว ในแกนที่มี ยา (drug loaded bead) โดย matrix จะเปนสวนประกอบของ polymer ที่ละลายน้ําและ ไมละลายน้ํา 2.5 Egalet® Technology พัฒนาโดย บริษัท Egalet เดนมารค ระบบประกอบดวยแกนนอก 2 แกน ตรงกลางคือยาโดยมีสลักปด 2 ดาน เมื่อสลักโดนของเหลวในรางกายและแตกออก ยาจะถูก ปลดปลอยออกมา 2.6 IPDAS® (Intestinal protective drug absorption system) เปนรูปแบบการนําสงยาแบบใหม ที่นํามาใชกับยาที่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร รวมถึง กลุม non-steroidal anti-inflammatory drug (NSAID) ระบบนี้ประกอบดวยเม็ดที่ มีความหนาแนนมากที่ทําหนาที่ควบคุมการปลดปลอยยาซึ่งจะนําไปตอกเปนเม็ด และเมื่อ รับประทานยาไป ยาจะแตกตัวปลอยเม็ดเล็ก ๆ ที่บรรจุยาผานจากระเพาะไปสูลําไสเล็ก 2.7 Geoclock® พัฒนาโดยบริษัท Skye-Pharma. รูปแบบยาจะเปนเม็ดตอกเคลือบโดยจะมี แกนกลางบรรจุยาขางในและชั้นนอกจะประกอบดวยสวนผสม ระหวางไขที่ไมละลายน้ํากับ วัสดุที่แตกตัวไดตาม pH ซึ่งจะเปนตัวควบคุมอัตราการปลดปลอยยา
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 157 2.8 Geomatrix® พัฒนาโดยบริษัท Skye-Pharma จะมีหลายชั้นซึ่งประกอบดวย แกนที่ละลาย น้ําที่มียา และจะมีการเคลือบดวย polymer ที่ไมใหน้ําซึมผาน 2-3 ชั้น ซึ่งเปนตัวควบคุม การปลดปลอยยา 2.9 Diffutab® เทคโนโลยีนี้ มีประโยชนเพื่อใหออกฤทธิ์เนิ่นและใหออกฤทธิ์ตรงบริเวณ เปาหมายที่ตองการเปนชวง ๆ โดยจะมีการผสมระหวางไขและ polymer ที่ละลายน้ํา เพื่อ ควบคุมการปลดปลอยยา ผานการแพรและการระเบิดของ matrix 2.10 PulsysTM พัฒนาโดยบริษัท Middle-Brook Pharmaceuticals,ซึ่งสามารถปลดปลอย ยาไดเปนชวง ๆ หรือ ปลดปลอยอยางรวดเร็ว จากนั้นก็คอยๆ ปลอยยาเพื่อใหคอยๆ ดูดซึม 2.11 SODAS® (spheroidal oral drug absorption system พัฒนาโดยบริษัท Elan Corporation. เปนระบบหลายอนุภาค ประกอลบ ดวยอนุภาครูปทรงกลมขนาดเสนผาศูนยกลาง 1-2mm iแตละอนุภาคจะบรรจุยาในแกนกลาง และเคลือบดวย polymer ที่ไมละลายน้ําผสมกับที่ละลายน้ํา เพื่อเปนชั้นควบคุมการ ปลดปลอยยา 2.12 Orbexa® พัฒนาโดยบริษัท Aptalis Pharmaceutical Technologies. เปนระบบหลาย อนุภาคที่สามารถบรรจุยาปริมาณมากได และเหมาะสําหรับยาที่จะตองไปทําเปนเม็ดแกรนูล 2.13 Minitabs® พัฒนาโดยบริษัท Aptalis Pharmaceutical Technologies รูปแบบ ประกอบดวย เม็ดทรงกระบอกขนาดเล็ก (2 mm x 2 mm) เคลือบดวย แผนที่เปน gel เพื่อ ควบคุมอัตราการปลดปลอยยา 3. การฝง (Implant) 3.1 Chronomodulated infusion pumps ระบบดังกลาวจะมีน้ําหนักเบา (300–500 g) พกติดตัวไดงายและปริมาณ ปลดปลอยคอนขางแมนยํา 3.2 Microfabrication อุปกรณดังกลาวจะประกอบดวยที่บรรจุยาขนาดเล็กและแยกออกจาก ภายนอกโดยเยื่อกั้นที่ทําดวยซิลิโคนที่ติด microchip เมื่อจะปลดปลอยยาจะมีกระแสไฟฟา
158 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย กลไกการปลดปลอยยาจะเกิดจากการที่กระแสไฟฟาทําใหเกิดการละลายผานเยื่อกั้น 3.3 Magnetic nanocomposite hydrogel อุปกรณแมเหล็กเล็ก ๆ ที่ไวตอการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในรูปแบบ hydrogel จะใชในการควบคุมการปลดปลอยยาเปนชวง ๆ การสังเคราะหแมเหล็กเล็กนี้ทําโดยใส superparamagnetic Fe3O4 ใน polymer ที่ไวตอการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ (Nisopropyl acrylamide) รูปแบบ hydrogels SODAS= Spheroidal Oral Drug Absorption System CODAS= Chronotherapeutic Oral Drug Absorption System IPDAS= Intestinal Protective Drug Absorption System รูปทีˑ 6.4 สรุปเทคนิคการนําส่งยาโดยปลดปล่อยยาออกเป˞นช่วงๆ ที่มา : Shidhaye S, Dhone A, Budhkar T, Surve C. Technologies in Pulsatile Drug Delivery System. IJAPBC. 2012;1(4):438-445.
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 159 สรุป 1. มีการศึกษาหลายการศึกษาถึงการทํางานของรางกายที่ตางกันในชวงเวลาตางๆ เปนทฤษฏีเกี่ยวกับ นาฬิกาชีวิต 2. ความรูดานกาลเภสัชจลนศาสตรเปนศาสตรที่เกี่ยวกับความสัมพันธของชวงเวลา ระหวางวันกับเรื่องเภสัชจลนพลศาสตรของยา 3. จากการศึกษาในยาหลายกลุมเชน ยาแกอักเสบกลุมที่ไมใชเสตียรอยด (NSIADs) ยาลดความดันโลหิต ยาปฏิชีวนะ ยาโรคกระเพาะอาหาร ยาแกหอบหืด ยาตานการชัก ยากด ภูมิคุมกัน ยาตาน มะเร็ง คาทางเภสัชจลนศาสตรมีการผันแปรระหวางวันซึ่งจะมีผลตอ การ รักษาหรือ การเกิด พิษของยา 4. การประยุกตกาลเภสัชจลนศาสตรจะนํามาใชใน การบริหารยา ใหไดผลลัพธ สูงสุดและเกิดผล ไมพึงประสงคนอยที่สุดเชน การใหยาแกอักเสบกลุม NSAIDs ตอนกลางวัน การใหยาลดความดันโลหิตควร ใหตอนเชา ยาตานมะเร็งควรพิจารณากลไลการออกฤทธิ์ ซึ่งจะขี้นกับกระบวนการแบงเซลลที่แปรผันไปตามชวงระหวางวัน 5. แนวโนมในอนาคต จากความรูพื้นฐานนี้จะนําไปสูศาสตรที่เรียกวากาลบําบัด (Chronotherapy) และศาสตรทางกาลเภสัชวิทยา (Chrono Pharmacology) ความจําเปนตองใช ศาสตรนี้ เนื่องจากเกิด ปรากฏการณของ Autoinduction และ Autoinhibition จากการใชยา ตอเนื่องนานๆ และมีขอจํากัดดาน ระยะเวลาของการรักษา ในกลุมประชากรที่มีการทํางานของ อวัยวะที่ทําการกําจัดยาบกพรอง เชนโรคตับ หรือโรคไต ซึ่งจาก ความจําเปนดังกลาวจึงทําให ตองมีการเรียนรูนํามาสูการพัฒนาเทคนิคใหมๆ ในการนําสงยาใหสอดคลองกับเวลาการใหยา เชน ระบบ Spheroidal Oral Drug Absorption System (SODAS), Chronotherapeutic Oral Drug Absorption System (CODAS), Intestinal Protective Drug Absorption System (IPDAS)
160 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย เอกสารอ้างอิง Ballesta A, Innominato P, Dallmann R, Rand D, Lévi F. Systems Chronotherapeutics. Pharmacological Reviews. 2017;69(2):161-199. Baydar T, Erkekoglu P. Chronolopharmacokenetics of drugs in toxicological aspects: A short review for pharmacy practitioners. J Res Pharm Pract, 2012;1(1):3-9. Chhabra VS, Tilloo SK, Walde SR., Ittadwar AM. The essentials of chronopharmacotherapies. International Journal of Pharmacy and Pharmaceutical Sciences, 2012;4(3), 1-8. Collage, A. (2017, sep 19). What are Meridains in Traditional Chinese Medicine (TCM)? [cited 22 November 2017], available from http://www.amcollege.edu/blog/what-are-meridians-in-traditionalchinese-medicine-tcm Harika Jawaji, Vanaja Arpineni, Rama Rao Tadikonda Rajesh Gollapudi. Chronopharmacokinetics administration time dependent effects of drugs with different diseases. An international journal of advanced in pharmaceutical sciences, 2011;2(1), 68-71. Honorio-Fr A, Lanes P, Ribeiro E, Franca E. Chronopharmacology for Anthelmintic: Immune and Modified Release of Drugs Prospectus. Science International. 2013;1(2):22-28. Maurya KK., Semwal BC., Singh Neelam, Srivastava V, Ruqsana K. Chronopharmacology: A tool for therapy of diseases. IRJP, 2012;3(5), 128-132. Pachkov, J. (2017, Aug 30). Check your organ function according chinese biological clock. [cited 22 November 2017], available from http://medcounsellor.com/2017/08/30/check-organs-functionaccording-chinese-biological-clock/ Pavithra Krishman, Satyanarayana V. Chronopharmacology: Tailoring therapy to endogenous rhythms. Journal of international medicine and Dentistry, 2015;2(1), 3-16.
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 161 Rambhan D, Sarveswar VV., Awachrt MK. et. al. Chronopharmacokineticsof rifampicin. Indian J Physiol Pharmacol, 1993;36(4), 251-254. Shidhaye S, Dhone A, Budhkar T, Surve C. Technologies in Pulsatile Drug Delivery System. IJAPBC. 2012;1(4):438-445. Srivan, Sigride Thome-Souza, Tobias Loddenkemper. Rampopal. (2013). Chronopharmacology of anti-convuksive therapy. Current neurology and neuroscience report, 339, 1-15. Zhang T, Yan L, Ma S, He J. Human biological rhythm in traditional Chinese medicine. Journal of Traditional Chinese Medical Sciences. 2016;3(4):206-211.
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 163 บททีˑ 7 แบบฝ˥กหัด
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 165 บททีˑ 7 แบบฝ˥กหัด การคํานวนค่าทางเภสัชจลนศาสตร์ในการขับยา 1. ยา A เปนกรดออน มีคาpKa = 5. จงคํานวณรอยละของยาที่สามารถขับออกทาง ปสสาวะ หาก ปสสาวะมี pH = 6.5 2. ยา B เปนดางออน มีคา pKa = 9. จงคํานวณ รอยละของยา ที่สามารถขับ ออกทาง ปสสาวะหากปสสาวะมี pH = 6.5 3. penicillin มีคา CLT = 15 mL/min. จงคํานวนอัตราการกําจัดยา penicillin เมื่อคาความ เขมขนของยาในเลือด (Cp) = 3 mg/mL. 4. levofloxacin มีคา CLT= 17 L/h. จงคํานวนอัตราการกําจัดยา levofloacin เมื่อคาความ เขมขนของยาในเลือด (Cp) =2 µg/mL. 5. เมื่อพิจารณายา A ที่มีการกําจัดทางไต แบบ first order และมี การเปลี่ยนแปลง ทางตับ ยามีการ กระจายตัวแบบองคประกอบเดียว (one compartment model) และให ครั้งเดียว (IV or oral dose). ดังแสดงในรูปที่ 7.1 รูปทีˑ 7.1 แผนภาพแสดงการกระจายยา A
166 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย หากใหยาดังกลาวครั้งเดียวขนาด1000mg โดยการรับประทาน ยามีชีวประสิทธิผล 90% ปริมาณโดยรวมที่พบในปสสาวะ =600mg และปริมาณสารที่เปลี่ยนแปลงพบในปสสาวะ= 300 mg จากการทบทวนวรรณกรรม คาครึ่งชีวิต =5 hrs และ volume of distribution =1000 mL จงหา a) total body clearance b) renal clearance c) non-renal clearance 6. ยา cephalosporin antibiotic กําจัดทางไต= 70%, ที่เหลือเปลี่ยนแปลง และ กําจัดทางตับ, ยามีคาครึ่งชีวิต =8 hrs, เมื่อใหยาดังกลาวขนาด 2g และ คา ความเขมขนยาใน เลือดที่สภาวะคงที่ = 6mg/L จงคํานวณ a) total body clearance b) renal clearance c) hepatic clearance 7. ยา gentamicin กําจัดทางไต 80% ที่เหลือมีการปลี่ยนแปลงและกําจัดทางตับ ยามีคาครึ่งชีวิต= 8 hrs, เมื่อใหยาขนาด 160 mg และคาความเขมขนยาในเลือดที่ สภาวะ คงที่=15mg/L. จงคํานวณ a) total body clearance b) renal clearance c) hepatic clearance 8. ยา C ขนาด 1500 mg ใหครั้งเดียว แกผูปวยชายอายุ 25 ปน้ําหนัก=70 kg, CLcr = 110 mL/min. volume of distribution = 30% ของน้ําหนักตัวและ 80% ของขนาดยาจะถูกกําจัด ทางไต คาครึ่งชีวิตของยา = 6 hrs จงคํานวณ a) total body clearance b) renal clearance 9. ยา D ขนาด 1500 mg ใหครั้งเดียวในผูปวยหญิงอายุ 65 ปน้ําหนัก= 60 kg, CLcr = 100 mL/min volume of distribution = 20% ของน้ําหนักตัว และ 70% ของ ขนาดยาจะถูกกําจัดทางไต คาครึ่งชีวิตของยา= 8 hrs จงคํานวณ a) total body clearance b) renal clearance 10. ยา E ขนาด 2000 mg ใหครั้งเดียวในผูปวยหญิงอายุ 65 ปน้ําหนัก=60 kg, CLcr = 120 mL/min. The volume of distribution = 0.5L/kg และ 80% ของขนาดยา จะถูกกําจัด ทางไต คาครึ่งชีวิตของยา= 6hrs จงคํานวณ a) total body clearance b) renal clearance
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 167 การคํานวณค่าการขจัดยาทางไต (creatinine clearance, glomerular filtration rate) 1. ผูปวยหญิงอายุ60 ป มาที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจการทํางานของไต คาทาง หองปฏิบัติการเปน ดังนี้ serum creatinine = 0.7 mg/dL น้ําหนัก=60 kg, สูง= 155 cm คํานวณ creatinine clearance ในผูปวยรายนี้ 2. ผูปวยชายอายุ 60 ป มาที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจการทํางานของไต คาทาง หองปฏิบัติการเปน ดังนี้ serum creatinine = 1.2 mg/dL น้ําหนัก=70 kg, สูง= 175 cm คํานวณ creatinine clearance ในผูปวยรายนี้ 3. ผูปวยชายอายุ40 ป มาที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจการทํางานของไต คาทาง หองปฏิบัติการเปนดังนี้ serum creatinine = 1.2 mg/dL น้ําหนัก=70 kg, สูง= 175 cm คํานวณ GFR ในผูปวยรายนี้ 4. ผูปวยหญิงอายุ40 ป มาที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจการทํางานของไต คาทาง หองปฏิบัติการเปนดังนี้ Serum creatinine = 1.2 mg/dL น้ําหนัก=60 kg, สูง= 165 cm คํานวณ GFR ในผูปวยรายนี้ 5. ผูปวยหญิงอายุ40 ป มาที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจการทํางานของไตคาทาง หองปฏิบัติการเปนดังนี้ serum creatinine = 2.0 mg/dL น้ําหนัก=60 kg, สูง= 165 cm คํานวณ GFR ในผูปวยรายนี้ 6. ผูปวยรายหนึ่งตองทํา dialysis ขนาดยา A ซึ่งใหโดยการฉีด=300 mg q 12 hr เครื่องฟอกมี คาตั้งไวดังนี้ Q=70mL/min, Ca = 100 μg/mL, Cv= 30 μg/mL, ผูปวยมี Vd= 40 L, และ t1/2 = 4 hrs, คํานวณ a) total clearance b) dialysis clearance c) plasma concentration at steady state 7. ผูปวยรายหนึ่งตองทํา dialysis ขนาดยา B ซึ่งใหโดยการฉีด=500 mg q 12 hr เครื่องฟอกมี คาตั้งไวดังนี้ Q=70 mL/min, Ca = 100 μg/mL, Cv= 30 μg/mL,ผูปวยมี Vd= 40 L, และ t1/2 = 4 hrs, คํานวณ a) total clearance b) dialysis clearance c) plasma concentration at steady state 8. ผูปวยรายหนึ่งตองทํา dialysis ขนาดของยา B ซึ่งใหโดยการรับประทาน=500 mg q 12 hrs (ยานี้ถูกดูดซึม 90%) ถาเครื่องฟอก มีคาตั้งไวดังนี้ Q=80 mL/min, Ca = 120 μg/mL, Cv= 20 μg/mL, ผูปวยมี Vd= 50 L, และ t1/2 = 6 hrs, คํานวณ a) total clearance b) dialysis clearance c) plasma concentration at steady state
168 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย 9. ผูปวยรายหนึ่งตองทํา dialysis ไดรับ ยา C ซึ่งใหโดยการฉีดขนาด = 1000 mg q 24 hrs เครื่องฟอกมีคาตั้งไว คือ Q=80 mL/min, Ca = 120 μg/mL, Cv= 20 μg/mL, ผูปวยมีVd= 50 L, และ t1/2 = 6 hrs, คํานวณ a) total clearance b) dialysis Clearance c) plasma concentration at steady state 10. ผูปวยรายหนึ่งตองทํา dialysis, ไดรับยา C ซึ่งใหโดยการรับประทาน ขนาดของ ยา C=1000 mg q 24 hrs (ยานี้ถูกดูดซึม 95%) โดยเครื่องฟอกตั้งคาไวดังนี้ Q =100mL/min, Ca = 100 μg/mL, Cv= 30 μg/mL, ผูปวยมี Vd= 50 L และ t1/2 = 8 hrs, คํานวณ a) total clearance b) dialysis Clearance c) plasma concentration at steady state
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 169 การคํานวณขนาดยาในผู้ป˳วยทีˑมีการทํางานของไตบกพร่อง จากขอมูลของยาตอไปนี้ ใหคํานวณขนาดยาของ acyclovir ในขอ 1-2 Drug CrCL (mL/min) AcyclovirI IV Dosing Regimens > 50 5-10 mg/kg ทุก8 ชม 25-49 5-10 mg/kg ทุก12 ชม 11-24 5-10 mg/kg ทุก24 ชม < 10 5-10 mg/kg ตอนแรก จากนั้น 2.5-5 mg/kg ทุก24 ชม Hemodialysis 5-10 mg/kg ตอนแรก จากนั้น 2.5-5 mg/kg ทุก 24 ชม หรือ หลังจากทํา Hemodialysis หรือ 5-10 mg/kgx 3 dose / สัปดาห หลังทํา Hemodialysis 1. ผูปวยหญิงอายุ 35 ปสูง 165 cm น้ําหนัก 55 kg คา BUN= 13 mg% คา Scr = 0.8 mg% 2. ผูปวยชายอายุ 60ปสูง 175 cm น้ําหนัก 70 kg คา BUN= 25 mg% คาScr = 2.0 mg% 3. ผูปวยชายอายุ 23 ปน้ําหนัก=68 kg, creatinine clearance = 10 mL/min แพทย ตองการให amikacin sulfate. จะมีวิธีการใหอยางไร หากเปรียบเทียบกับผูปวยที่มีการทํางานของไต ปกติ อายุ 55 ปน้ําหนัก=70 kg, creatinine clearance = 87 mL/min ซึ่งไดขนาดยา=7.5 mg/kg q 12 hrs 4. ผูปวยชายอายุ53ป น้ําหนัก=70 kg, creatinine clearance = 13 mL/min แพทยตองการใหceftriaxome จะมีวิธีการใหอยางไร หากเปรียบเทียบกับผูปวยที่มีการทํางาน ของไตปกติ อายุ 55 ปน้ําหนัก=70 kg, creatinine clearance = 97 mL/min ซึ่งไดขนาด ยา=2 g q 12 hrs 5. ผูปวยหญิง อายุ 23 ปน้ําหนัก=60 kg, creatinine clearance = 15 mL/min แพทย ตองการใหceftriaxoneจะมีวิธีการใหอยางไร หากเปรียบเทียบกับผูปวยที่มีการทํางานของไตปกติ อายุ 25 ป น้ําหนัก=70 kg, creatinine clearance = 107 mL/min ซึ่งไดขนาดยา 2 g q 12 hrs
170 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย Guideline ในการให ยาF (ตอบข อ 6-7) ขนาดปกติ1000 mg q 12 hrs 1000 mg q 24 hrs ถา CLcr < 30 mL/min 1000 q 48 hrs ถา CLcr < 5 mL/min 6. ผูปวยหญิงอายุ 60ปน้ําหนัก 70 kg สูง 165 cm มีคา Scr = 2.5 mg/dL CLCr เปนเทาไร และไตผูปวยอยูในภาวะใด 7. ตาม guideline ควรใหยาขนาดเทาใดในผูปวยรายนี้ 8. ผูปวยชายอายุ30 ปน้ําหนัก=68 kg, creatinine clearance = 103 mL/min ไดรับ amikacin sulfate ขนาดยา = 7.5 mg/kg q 12 hrs ตอมา creatinine clearance ลดเหลือ 50 mL/min ควรปรับการใหยาอยางไรในผูปวยรายนี้ 9. ผูปวยหญิงอายุ 30 ปน้ําหนัก=55 kg, creatinine clearance = 100 mL/min ไดรับ amikacin sulfate ขนาดยา = 7.5 mg/kg q 12 hrs ตอมา creatinine clearance ลดเหลือ 40 mL/min ควรปรับการใหยาอยางไรในผูปวยรายนี้ 10. ผูปวยชายอายุ 50 ปน้ําหนัก=65 kg, creatinine clearance = 45 mL/min จะมีวิธีการใหยา famcyclovir อยางไรในผูปวยรายนี้
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 171 เฉลย การคํานวนค าทางเภสัชจลนศาสตร ในการขับยา ขอ 1. จากสมการ weak acid; pH = pKa + log [Ionized] [Non - ionized] % of drug ionized = [Ionized] [Ionized] + [Non- ionized] x 100 pH - pKa = 10 x 100 pH – pKa 1+10 = 10 6 .5 – 5 x 100 = 10 1.5 x 100 = 31 .622 x 100 = 96 .94 1+106 .5 – 5 1 + 10 1.5 1 + 31.622 ขอ 2. จากสมการ % drug inonized = 1 x100 1 + 10 pH -pKa % drug inonized = 1 1x 100 = 81. 96 1 + 10 6.5-9 x 100 = 1 + 0.22 weak acid; pH = PKa + log [Non-ionized] [Ionized]
172 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย ขอ 3. จากสมการ CLT = Rate of administration/plasma concentration Rate of administration = CLT/ plasma concentration = 15 (mL/min)/3 (mg/mL) = 5 mg/min ขอ 4. จากสมการ CLT = Rate of administration/Plasma concentration Rate of administration = CLT/ Plasma concentration = 17 (L/hr)/2 (µg/mL) = 17(L/hr)/2 (mg/L) = 8.5 mg/hr ขอ 5. a) จาก CLT = CLR + CLER CLT = keVd = (0.694/t1/2) Vd= (0.693/5 hr) x1000 mL =138.6 mL/hr = 0.139 L/hr b) จากขอมูลที่ไดวายามีคาชีวประสิทธิผลเทากับ 90% ดังนั้นเมื่อใหยา 1000 mg ยาจะเขาไป ในรางกายได 900 mg ซึ่งเทากับปริมาณยาที่ไมเปลี่ยนแปลงทาง ปสสาวะ + ปริมาณยาที่เปลี่ยนแปลงในปสสาวะ (หมายถึงยาถูกเปลี่ยนแปลงที่ตับ เกิดการ กําจัดที่ตับ) เราจะหาสัดสวนของ CLR ได = 600/900 ดังนั้น CLR = (600/900) x CLT = (600/900) x 0.139=0.093 c) CLT = CLR + CLER CLER = CLT - CLR = 0.139-0.093 = 0.046 หรือ= (300/900) x 0.139 = 0.046 ขอ 6. a) จาก CLT = CLR+ CLER โจทยบอก fR = 0.7 t1.2 = 8 hrs D = 2g Css =6mg/L CL = kVd ดังนั้น Vd = 2 x1000 mg/ 6 mg/L = 333.3 L จากสูตร t1/2 = 0.693/k; k = 0.693/t1/2 = 0.693/8 = 0.087 hr-1 CLT = 333.3 x 0.087 = 29.0 L/hr b) จาก fR = 0.7 แปลวา CLR = 0.7 ClT ดังนั้น CLR = 0.7 X 28.99 L/hr = 20.30 L/hr c) จาก CLT = CLR+ CLER จากขอมูลแปลวา fNR = fHepatic = 0.3 CLHepatic = 0.3 CLT = 0.3x333.3 = 8.70 L/hr
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 173 ขอ 7. a) จาก CLT = CLR + CLER โจทยบอก fH = 0.8 t1/2 = 8 hrs D = 160 mg Css = 15 mg/L สูตร CL = kVd Vd = D/Css ดังนั้น Vd = 160 mg/15 mg/L = 10.67 L จากสูตร t1/2 = 0.693/k; k = 0.693/t1/2 = 0.693/8 = 0.087 hr-1 CLT = 10.67 x 0.087 = 0.928 L/hr หรือ 15.47 mL/min b) จาก fR = 0.8 แปลวา CLR = 0.8 CLT ดังนั้น CLR = 0.8 X 0.928 L/hr = 0.742 L/hr c) จาก CLT = CLR+ ClER จากขอมูลแปลวา fNR = fHepatic = 0.2 CLHepatic = 0.2 CLT = 0.2x 0.928 = 0.186 L/hr ขอ 8. a) จากขอมูล เราทราบ Vd = 0.3 x 70kg = 21 L, fR = 0.8, t1/2 = 6 hrs ซึ่งจากt1/2 เราจะ สามารถคํานวณ k ได ซึ่ง k= 0.693/t1/2 = 0.693/6 = 0.1155 hr-1 จาก CLT = kVd = 0.1155 hr-1 x21 L = 2.42 L/hr b) จาก CLR = fR x CLT = 0.8x 2.42 = 1.94 L/hr ขอ 9. a) จากขอมูล เราทราบ Vd = 0.2 x 60kg = 12 L , fR = 0.7 , t1/2 = 8 hrs ซึ่งจาก t1/2 เราจะ สามารถคํานวณ k ไดซึ่ง k= 0.693/t1/2 = 0.693/8 = 0.087 hr-1 จาก CLT = kVd = 0.087 hr-1 x12 L = 1.04 L/hr b) จาก CLR = fR x CLT = 0.7x 1.04 = 0.73 L/hr ขอ 10. a) จากขอมูล เราทราบ Vd = 0.5 x 60kg = 30 L, fR = 0.8, t1/2 = 6 hrs ซึ่งจาก t1/2 เราจะ สามารถคํานวณ k ไดซึ่ง k= 0.693/t1/2 = 0.693/6 = 0.1155 hr-1 จาก CLT = kVd = 0.1155 hr-1 x30 L = 3.46 L/hr b) จาก CLR = fR x CLT = 0.8 x 3.46 = 2.77 L/hr
174 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย การคํานวณค่าการขจัดยาทางไต (Creatinine Clearance, Glomerula Filtration rate) ขอ 1. จากขอมูลเราทราบ เพศ หญิง อายุ= 60 ปserum creatinine = 0.7 mg/dL น้ําหนัก=60 kg, สูง= 155 cm สูตรคํานวณ creatinine claearance ของ Crockroft and Gault IBW: ชาย: IBW = 50 kg + 2.3 kg ตอความสูงเปนนิ้วที่เกิน 5 ฟุต. หญิง: IBW = 45.5 kg + 2.3 kg ตอความสูงเปนนิ้วที่เกิน5ฟุต. creatinine clearance = (140 - age) x IBW 72 x Serum Creatinine X (0.85) แทนคา creatinine clearance = (140 - 60) x 50.1 72 x 0.7 X (0.85) = 67.6 mL/min ขอ 2. จากขอมูลเราทราบ เพศ ชาย อายุ= 60 ปserum creatinine = 1.2 mg/dL น้ําหนัก=70 kg, สูง = 175 cm สูตรคํานวณ creatinine clearance ของ Crockroft and Gault IBW: ชาย: IBW = 50 kg + 2.3 kg ตอความสูงเปนนิ้วที่เกิน 5 ฟุต. หญิง: IBW = 45.5 kg + 2.3 kg ตอความสูงเปนนิ้วที่เกิน 5 ฟุต. creatinine clearancee = (140 - age) x IBW 72 x serum creatinine แทนคา creatinine clearance = (140 - 60) x 70 = 64.8 mL/min 72 x 1.2
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 175 ขอ 3. จากขอมูลเราทราบ เพศ ชาย อายุ= 40 ปserum creatinine = 1.2 mg/dL น้ําหนัก=70 kg, สูง= 175 cm สูตรคํานวณ GFR สมการคํานวน GFR สมการ คา MDRD GFR =186.3 x (Scr (mg/dL)-1.154 x age -0.203 x(0.742 if female) x (1.21 if black) =71.38 mL/min/1.73 ขอ 4. จากขอมูลเราทราบ เพศ หญิง อายุ= 40 ปserum creatinine = 1.2 mg/dL น้ําหนัก=60 kg, สูง= 165 cm สูตรคํานวณ GFR สมการคํานวน GFR สมการ คา MDRD GFR = 186.3 x (Scr (mg/dL)-1.154 x age -0.203 x (0.742 if female) x (1.21 if black) =52.96 mL/min/1.73 ขอ 5. จากขอมูลเราทราบ เพศ หญิง อายุ= 40 ปserum creatinine = 2.0 mg/dL น้ําหนัก=60 kg , สูง= 165 cm สูตรคํานวณ GFR สมการคํานวน GFR สมการ คา MDRD GFR =186.3 x (Scr (mg/dL)-1.154 x age -0.203 x (0.742 if female) x (1.21 if black) =29.37 mL/min/1.73 ขอ 6. a) CLT = CLR+ CLD CLT = kVd จากขอมูลเราทราบ Vd = 40 L, t1/2 = 4 hrs, หา k ไดจาก t 1/2 = 0.693/4 = 0.173 hr-1 CLT = 0.173 (hr - 1) x 40 (L) = 6.92 L/hr b) จากสูตร ܳ = ܮܥ (ݒܥ − ܽܥ) ܽܥ
176 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย จากขอมูลเราทราบ Q = 70 mL/min, Ca = 100 μg/mL, Cv= 30 μg/Ml CLD = 70 mL/min (100 - 30)) g/mL = 49 mL/min = 2.94 L/hr 100 g/mL c) จากสูตร Cssav = FD (CLR + CLD) τ จากขอมูลเราทราบ F=1, D= 300mg, Clr+ClD= CLT = 6.92 L/hr, τ = 12 hr Cssav = 1x300 (mg) 6.92 (L/hr) x12 hr = 3.6 mg/L ขอ 7. a) CLT = CLR+ CLD CLT = kVd จากขอมูลเราทราบ Vd = 40 L, t1/2 = 4 hrs, หา k ไดจาก t1/2 = 0.693/4 = 0.173 hr-1 CLT = 0.173 (hr - 1) x 40 (L) = 6.92 L/hr b) จากสูตร CL D = Q (Ca -Cv) Ca จากขอมูลเราทราบ Q = 70 mL/min, Ca = 100 μg/mL, Cv= 30 μg/mL 70 mL/min (100 - 30)) g/mL CLD = = 49 mL/min = 2.94 L/hr 100 g/mL c) จากสูตร Cssav = FD (CLR + CLD) τ
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 177 จากขอมูลเราทราบ F=1, D= 500mg, Clr+ClD= CLT = 6.92 L/hr, τ = 12 hrs Cssav = 1x500 (mg) 6.92 (L/hr) x12 hr = 6.0 mg/L ขอ 8 ผูปวยรายหนึ่งตองทํา dialysis ไดรับยา B ซึ่งใหโดยการรับประทาน ขนาด=500 mg q 12 hrs (ยานี้ถูกดูดซึม 90%) ถาเครื่องฟอกมีคาตั้งไว Q=80 4mL/min, Ca = 120 μg/mL, Cv= 20 μg/mL, ผูปวยมีVd = 50 L, และ t1/2 = 6hr, a) CLT = CLR+ CLD CLT = kVd จากขอมูลเราทราบ Vd = 50 L, t1/2 = 6hrs, หา k ไดจากt1/2 = 0.693/6 = 0.116 hr-1 CLT = 0.116 (hr - 1) x 50 (L) = 5.78 L/hr b) จากสูตร CL D = Q(Ca - Cv) Ca จากขอมูลเราทราบ Q = 80 mL/min, Ca = 120 μg/mL, Cv= 20 μg/mL CLD = 80 mL/min (120 - 20)) g/mL 66.67 mL/min 4.00 L/hr 120 g/mL c) จากสูตร Cssav = FD (CLR + CLD) τ
178 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย จากขอมูลเราทราบ F=0.9, D= 500 mg, Clr+ClD= CLT = 5.78 L/hr τ = 12 hrs Cssav = 0.9 x500 (mg) = 6.49 mg/L 5.78 (L/hr) x12 hr ขอ 9. a) CLT = CLR+ CLD CLT = kVd จากขอมูลเราทราบ Vd = 50 L, t1/2 = 6 hrs, หา k ไดจาก t1/2 = 0.693/6 = 0.116 hr-1 CLT = 0.116 (hr - 1) x 50 (L) = 5.78 L/hr b) จากสูตร Cl D = Q (Ca - Cv) Ca จากขอมูลเราทราบ Q = 80 mL/min, Ca = 120 μg/mL, Cv= 20 μg/mL CLD = 80 mL/min (120 - 20)) g/mL = 66.67 mL/min = 4.00 L/hr 120 g/mL c) จากสูตร Cssav = FD (CLR+CLD) τ จากขอมูลเราทราบ F=1, D= 1000mg, CLR+CLD= CLT = 5.78 L/hr τ = 24 hr Css = 1x1000 (mg) = 7.21 mg/L 5.78 (L/hr) x24 hr
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 179 ขอ 10. a) CLT = CLR+ CLD CLT = kVd จากขอมูลเราทราบ Vd = 50 L, t1/2 = 8 hrs, หา k ไดจาก t1/2 = 0.693/8 = 0.087 hr-1 CLT = 0.087 (hr - 1) x 50 (L) = 4.35 L/hr b) จากสูตร Cl D = Q (Ca - Cv) Ca จากขอมูลเราทราบ Q = 100 mL/min, Ca = 100 μg/mL, Cv= 30 μg/mL CLD = 100 mL/min (100 - 30)) g/mL = 70 mL/min = 4.20 L/hr 100 g/mL c) จากสูตร Cssav = FD (CLR+CLD) τ จากขอมูลเราทราบ F=0.95, D= 1000mg, CLR+CLD= CLT = 4.35 L/hr τ = 24 hr Css = 0.95x1000 (mg) = 9.10 mg/L 4.35 (L/hr) x24 hr
180 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย การคํานวณขนาดยาในผู้ป˳วยทีˑมีการทํางานของไตบกพร่อง ขอ 1. จากขอมูลผูปวยหญิงอายุ 35 ปสูง 165 cm น้ําหนัก55 kg คา BUN= 13 mg% คา Scr = 0.8 mg% เราสามารถคํานวณคา Clcr ไดจากสูตร Crokcroft and Gault Crockroft and Gault IBW: ชาย: IBW = 50 kg + 2.3 kg ตอความสูงเปนนิ้วที่เกิน5ฟุต หญิง: IBW = 45.5 kg + 2.3 kg ตอความสูงเปนนิ้วที่เกิน5ฟุต creatinine clearance (140 - age) x IBW 72xserum creatininex 0.85 แทนคา creatinine clearance = (140 - 35) x 55 x 0.85 = 85.22 mL/min 72 x 0.8 จากแนวทางของขนาดยา ใหขนาด 5-10 mg/kg ทุก 8 ชั่วโมง = 275-550 mg ทุก 8 ชั่วโมง ขอ 2. จากขอมูลผูปวยชาย อายุ 60 ปสูง 175 cm น้ําหนัก70 kg คา BUN= 25 mg% คา Scr = 2.0 mg% เราสามารถคํานวณคา Clcr ไดจากสูตร Crokcroft and Gault Crockroft and Gault IBW: ชาย: IBW = 50 kg + 2.3 kg ตอความสูงเปนนิ้วที่เกิน 5 ฟุต หญิง: IBW = 45.5 kg + 2.3 kg ตอความสูงเปนนิ้วที่เกิน 5 ฟุต creatinine clearance = (140 - age) x IBW 72 x serum creatinine
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 181 แทนคา creatinine clearance = (140 - 60) x 70 = 38.89 mL/min 72 x 2.0 จากแนวทางของขนาดยา ใหขนาด 5-10mg/kg ทุก 12 ชั่วโมง= 350-700 mg ทุก12 ชั่วโมง ขอ 3. ผูปวยชายอายุ 23 ปน้ําหนัก=68 kg, creatinine clearance = 10 mL/min แพทย ตองการใหamikacin sulfate. จะมีวิธีการใหอยางไรหากเปรียบเทียบกับผูปวยที่มีการทํางาน ของไตปกติ อายุ 55 ป น้ําหนัก=70 kg, creatinine clearance = 87 mL/min ซึ่งไดขนาด ยา =7.5 mg/kg q 12 hrs จากขอมูลสามารถคํานวณ RF ไดเทากับ 0.11 จากสมการ: (Dm/)(d) = Rd x ((Dm/) (t) (Dm/)(d) = 0.11 x ((Dm/) (t) อัตราการใหยาของผูปวยจะเทากับ 0.11 เทา ของผูปวยที่การทํางานของไตปกติ มี 3 วิธีใน การปรับการใหยา 1. ขยายชวงเวลา แตขนาดยาคงที่ Extend interval and constant dosage) (7.5x 68/)(d) = 0.11 x ((7.5 x 70)/12 = 106 hr ผูปวยรายนี้ควรไดรับ amikacin = 7.5 x 68 = 510 mg (500 mg) q 106 hr (ประมาณ 4 วัน) 2. ลดขนาดยาลง แตชวงเวลาใหยาคงที่ (Decrease dosage and constant interval) จากสมการ Dm (d) = 57. 75 mg (q 12 hrs) หรือ 60 mg q 12 hrs 3. ลดขนาดยาลงและขยายชวงการใหยา (Decrease dosage and extend interval) จากสมการ Dm/ = 4.81 (ประมาณ 5) ดังนั้นอาจจะใหamikacin 180 mg q 36 hrs จะทํา ใหDm/= 5 ทางเลือกของการใหยานั้นขึ้นกับอาการของผูปวยควบคูไปกับระดับความเขมขน
182 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย ของยาในพลาสมา ขอ 4. ผูปวยชายอายุ 53 ป น้ําหนัก=70 kg, creatinine clearance = 13 mL/min. แพทยตองการใหceftriaxone จะมีวิธีการใหอยางไร หากเปรียบเทียบกับผูปวยที่มีการทํางาน ของไตปกติ อายุ 55 ปที่มีน้ําหนัก =70 kg, creatinine clearance = 97 mL/min ซึ่งได ขนาดยา =2 g q 12 hrs. จากขอมูลสามารถคํานวณ RF ไดเทากับ 0.13 จากสมการ: (Dm/)(d) = Rd x ((Dm/) (t) (Dm/)(d) = 0.13 x ((Dm/) (t) อัตราการใหยาของผูปวยจะเทากับ 0.13 เทาของผูปวยที่การทํางานของไตปกติ มี 3 วิธีใน การปรับการใหยา 1. ขยายช่วงเวลาแต่ขนาดยาคงทีÉ (Extend interval and constant dosage) (2)/ ) (d) = 0.13 x ((2)/12 = 90.9 hrs ผูปวยรายนี้ควรไดรับ ceftriaxone 2 g ทุก 90.9 ชม หรือ ทุก 4 วัน 2. ลดขนาดยาลงแตชวงเวลาใหยาคงที่ (Decrease dosage and constant interval) จากสมการ Dm (d) = 0.26 g (ทุก 12 hrs) 250 mg q 12 hrs 3. ลดขนาดยาลงและขยายชวงการใหยา Decrease dosage and extend interval) จากสมการ Dm/ = 0.022 ดังนั้นอาจจะใหceftriaxone 800 mg q 36 hrs จะทํา ให Dm/= 0.022 ทางเลือกของการใหยานั้นขึ้นกับอาการของผูปวยควบคูไปกับระดับความเขมขนของ ยาในพลาสมา
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 183 ขอ 5. ผูปวยหญิงอายุ 23 ปน้ําหนัก = 60 kg, creatinine clearance = 15 mL/min แพทยตองการใหceftriaxone จะมีวิธีการใหอยางไร หากเปรียบเทียบกับผูปวยที่มีการทํางานของไตปกติ อายุ 25 ปน้ําหนัก=70 kg, creatinine clearance = 107 mL/min ซึ่งไดขนาดยา 2g q 12 hrs จากขอมูลสามารถคํานวณ RF ไดเทากับ 0.14 จากสมการ: (Dm/)(d) = Rd x ((Dm/) (t) (Dm/)(d) = 0.14 x ((Dm/) (t) อัตราการใหยาของผูปวยจะเทากับ 0.14 เทาของผูปวยที่การทํางานของไตปกติ มี 3 วิธีในการปรับการใหยา 1. ขยายชวงเวลาแตขนาดยาคงที่ (Extend interval and constant dosage) (2)/ ) (d) = 0.14 x ((2)/12 = 86.95 87 hrs ผูปวยรายนี้ควรไดรับ ceftriaxone 2 g ทุก 87 ชม หรือ ทุก 4 วัน 2. ลดขนาดยาลงแตชวงเวลาใหยาคงที่ (Decrease dosage and constant interval) จากสมการ Dm (d) = 0.28 g (ทุก 12 hrs) 280 mg q 12 hrs 3. ลดขนาดยาลงและขยายชวงการใหยา (Decrease dosage and extend interval) จากสมการ Dm/ = 0.023 ดังนั้นอาจจะใหceftriaxone 850 mg q 36 hrs จะทําให Dm/ 0.023 ทางเลือกของการใหยานั้นขึ้นกับอาการของผูปวยควบคูไปกับระดับความเขมขน ของยาในพลาสมา ขอ 6 จากขอมูลเราทราบ เพศ หญิง อายุ= 60 ปserum creatinine = 2.5 mg/dL น้ําหนัก=70 kg, สูง = 165 cm สูตรคํานวณ creatinine clearance Crockroft and Gault
184 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย IBW: ชาย: IBW = 50 kg + 2.3 kg ตอความสูงเปนนิ้วที่เกิน 5 ฟุต หญิง: IBW = 45.5 kg + 2.3 kg ตอความสูงเปนนิ้วที่เกิน 5 ฟุต Creatinine clearance = (140 - age) IBW x0.85 72 serun creatinine แทนคา Creatinine clearance = (140 - 60) x 59.3 x 0.85 = 22.4 mL/min 72 x 2.5 สูตรคํานวณ GFR สมการคํานวน GFR สมการ คา MDRD GFR = 186.3 x (Scr (mg/dL)-1.154 x age-0.203 x (0.742 if female) x (1.21 if black) =20.91 mL/min/1.73 จาก KDOQI ประเมินไดวา อยูในระยะ G4 แตถาจะใหละอียดตองดูคาโปรตีนในปสสาวะ ดวย ขอ 7. จากคา Clcr ของผูปวยซึงเทากับ 22.4 และแนวทางการใหยาตาม Clcr ผูปวยควร ไดรับยาขนาด 1000 mg q 24 hrs ขอ 8. จากขอมูลสามารถคํานวณ RF ไดเทากับ0.48 จากสมการ: (Dm/)(d) = Rd x ((Dm/)(t) (Dm/)(d) = 0.48 x ((Dm/) (t) อัตราการใหยาของผูปวยจะเทากับ 0.48 เทาของคาเดิม มี3 วิธีในการปรับการใหยา
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 185 1. ขยายชวงเวลาแตขนาดยาคงที่ (Extend interval and constant dosage) (7.5x68)/)(d) = 0.48 x ((7.5x68)/12 = 25 24 hr ผูปวยรายนี้ควรได amikacin รับ 7.5 mg/kg q 24 hrs 2. ลดขนาดยาลง แตชวงเวลาใหยาคงที่ (decrease dosage and constant interval) จากสมการ Dm (d) = 0.48 x 7.5x 68 g (ทุก 12 hrs) 250 mg q 12 hrs 3. ลดขนาดยาลงและขยายชวงการใหยา (Decrease dosage and extend interval) จากสมการ Dm = 20.4 ดังนั้น อาจจะใหamikacin 350 mg q 17 hr จะทํา ใหDm/ 20.4 ทางเลือกของการใหยานั้นขึ้นกับอาการของผูปวยควบคูไปกับระดับความเขมขน ของยาในพลาสมา ขอ 9. จากขอมูลสามารถคํานวณ RF ไดเทากับ 0.4 จากสมการ: (Dm/)(d) = Rd x ((Dm/)(t) (Dm/)(d) = 0.4 x ((Dm/)(t) อัตราการใหยาของผูปวยจะเทากับ 0.4 เทาของคาเดิม มี 3 วิธีในการปรับการใหยา 1. ขยายชวงเวลาแตขนาดยาคงที่ (Extend interval and constant dosage) (7.5x55)/)(d) = 0.4 x ((7.5x55)/12 = 30 hrs ผูปวยรายนี้ควรไดรับ amikacin 7.5 mg/kg q 30 hrs 2. ลดขนาดยาลงแตชวงเวลาใหยาคงที่ (Decrease dosage and constant interval) จากสมการ Dm (d) = 0.4 x 7.5 x 55 g (ทุก 12 hr) = 165 mg q 12 hrs 3. ลดขนาดยาลงและขยายชวงการใหยา (Decrease dosage and extend
186 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย interval) จาก สมการ Dm/= 13.75 ดังนั้นอาจจะใหamikacin 240 mg q 17 hrs จะ ทําใหDm/ 13.71 ทางเลือกของการใหยานั้นขึ้นกับอาการของผูปวยควบคูไปกับระดับความเขมขน ของยาในพลาสมา ขอ 10. จากแนวทางการใหยา famciclovir (ขอมูล Clcr ผูปวย = 45 mL/min) สรุปดังนี้ Indication Dosing Modifications Dose in Patients Acute herpes zoster CrCl ≥60 mL/min: Regular dosage CrCl 40-59 mL/min: 500 mg q12hr CrCl 20-39 mL/min: 500 mg once daily CrCl <20 mL/min: 250 mg once daily Hemodialysis: 250 mg after each session 500 mg q12hrs Herpes labialis CrCl ≥60 mL/min: Regular dosage CrCl 40-59 mL/min: 750 mg once CrCl 20-39 mL/min: 500 mg once CrCl <20 mL/min: 250 mg once Hemodialysis: 250 mg once after dialysis 500 mg q12hrs Genital herpes (treatment of recurrent disease) CrCl ≥60 mL/min: Regular dosage CrCl 40-59 mL/min: 500 mg q12hr for 1 day (2 doses total) CrCl 20-39 mL/min: 500 mg once CrCl <20 mL/min: 250 mg once Hemodialysis: 250 mg once after dialysis 500 mg q12hrs
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 187 Indication Dosing Modifications Dose in Patients Genital herpes (suppressive therapy) CrCl ≥40 mL/min: Regular dosage CrCl 20-39 mL/min: 125 mg q12hr CrCl <20 mL/min: 125 mg/day Hemodialysis: 125 mg after each session Regular dosage = 250 mg PO q 12hrs Herpes (HIV-infected adults) CrCl ≥40 mL/min: Regular dosage CrCl 20-39 mL/min: 500 mg/day CrCl <20 mL/min: 250 mg/day Hemodialysis: 250 mg after each session Regular dosage = Prevention of HSV reactivation: 500 mg PO q 12hrs Recurrent episodes: 500 mg PO 48 hrs of symptom or lesion onset ที่มา : https://reference.medscape.com/drug/famvir-famciclovir-3426
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 189 INDEX A absorption, 14, 156, 157 Active transport, 16 AHFS drug information, 127, 129 alprazolam, 23, 28, 96 atorvastatin, 23, 96, 102 B Biliary excretion, 109 biotransformation, 37, 88 Bowman’s capsule, 61 C Capacity limited, 92, 104 ceftriaxone, 9, 50, 52, 145, 148, 169, 182, 183 Chronopharmacokinetics, 135, 149, 160, 161 Chronotherapy, 154, 159 ciprofloxacin, 29, 51, 70, 96, 110, 141, 145, 146, 148, 152 Clearance, 38, 39, 41, 44, 45, 46, 47, 53, 66, 69, 120, 168, 174 clonazepam, 23 Competition, 68 conjugation, 24, 139, 140 D diffusion, 22, 31, 79, 111 Distribution, 33, 57, 132 Drug information handbook, 126, 129, 131 E Edema, 19 Elimination, 33, 47, 54, 57, 132 elimination rate constant, 41, 42, 55 excretion, 1, 2, 7, 9, 32, 37, 43, 57, 69, 70, 71, 72, 81, 105, 110, 111, 116, 117, 130, 131 exporter inhibitors, 22 Extraction ratio, 7, 38, 39, 44, 45, 46, 95 F Flow limited, 104 folic acid, 22, 114 G gabapentin, 10, 23, 124, 131, 145 gastric emptying time, 16, 17, 142 glomerular filtration, 31, 68, 79, 118, 120, 132, 167 glucuronide, 25, 32, 110 grapefruit, 29, 105, 106 H Half-life, 54 Henderson-Hasselbalch, 64 hepatic artery, 85, 87 hepatic clearance, 88, 89, 91, 93, 166
190 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย hepatic extraction ratio, 9, 89, 90, 91, 103 hepatocyte, 86, 87 Hydrostatic pressure, 63 I Intestinal Excretion, 131 Intracellular hydrostatic, 63 K ketoconazole, 29, 96 ketoprofen, 138, 149 L levothyroxine, 17, 22 liothyronine, 22 lisinopril, 23, 150 lithium, 70, 112, 114 Loading dose, 122 losartan, 23, 28, 96 M mammary excretion, 111 Medscape, 99, 105, 127, 129, 131 Metabolism, 24, 100, 105, 106 methotrexate, 22, 23, 112, 147, 148, 149 methylation, 24 Micromedex, 127, 129, 131 Modified Diet in renal diseases (MDRD), 118, 119 N naproxen, 28, 90 nortriptyline, 28, 90, 95, 112 O Obese, 20 occular permeability, 142 Organ clearance, 38 Osmotic pressure, 63 P passive transport, 16, 79 perivenous, 87 permeability, 142 pharmacodynamics, 13, 33, 53, 57, 81, 106, 132 pharmacokinetics, 13, 30, 31, 33, 40, 44, 45, 46, 47, 48, 50, 55, 57, 66, 69, 70, 71, 72, 75, 76, 81, 90, 92, 95, 105, 106, 110, 112, 114, 116, 122, 125, 126, 129, 130, 132 Phase 1 Metabolism, 24 Phase 2 Metabolism, 24 pore transport, 17 portal vein, 85, 87 pressure, 63 protein binding, 64, 74, 75, 92, 93, 104, 110, 139 Q quaternary ammonium, 70, 110 quinidine, 22, 28, 29, 90, 95, 96, 102, 112 quinine, 31, 66, 102, 110, 114, 139 R ranitidine, 70 RxList Drug information, 127, 129
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 191 S salivary excretion, 110 simvastatin, 23, 28, 96, 97, 99, 102 sinusoid, 85, 86 Sodium Iodide transporter, 20 sulfation, 25 T tetracycline, 17, 31, 114 Total body clearance, 38, 41 tramadol, 7, 23, 96, 97, 101 Tubular reabsorption, 64 Tubular secretion, 67 V valproic acid, 90, 112, 138, 145, 149, 152 verapamil, 22, 28, 29, 90, 96, 97, 150 W warfarin, 17, 23, 28, 90, 94, 95, 97, 98, 114 X xenobiotics, 88, 105 Z zidovudine, 140 ก กระจายตัวของยา, 14, 20, 46, 55 กระบวนการกรอง, 63, 68, 69, 142 กระบวนการกระจายยา, 18, 32, 142 กระบวนการขับยา, 30, 32, 37, 65, 135, 141, 142 กระบวนการดูดกลับทางทอไต, 64, 65 กระบวนการดูดซึม, 142 กระบวนการเปลี่ยนแปลงยา, 24, 32, 37, 43, 88, 89, 142, 145, 154 การประเมินการทํางานของไต, 116 การปรับขนาดยา, 52, 53, 74, 75, 98, 99, 119, 120, 123, 124, 125, 126, 129 การแพรโดยใชพลังงาน, 111 การฟอกไต, 123, 126 การหลั่งสารทางทอไต, 67 กาลเภสัชจลนศาสตร, 3, 135, 142, 147, 152, 155, 159 กาลเภสัชบําบัด, 154 ข ขนาดเริ่มตน, 122, 126 ค คาการขจัดยา, 38, 39, 40, 41, 42, 44, 45, 46, 47, 48, 50, 51, 52, 53, 54, 55, 56, 63, 64, 65, 66, 67, 68, 69, 70, 71, 73, 74, 75, 80, 88, 89, 91, 103, 109, 115, 119, 121, 123, 125, 139, 144, 146, 147, 148, 149, 154, 167, 174 คาการสกัดยา, 38, 39, 45, 47, 56, 89, 91, 92, 93, 95 คาคงที่ในการขจัดยา, 42, 46, 47 คาสัมประสิทธิ์การ, 14
192 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย น นาฬิกาชีวิต, 135, 137, 140, 145, 155, 159 ป ปริมาตรการกระจายตัว, 20, 24, 41, 42, 46, 55, 56, 73, 139 ภ เภสัชจลนศาสตร, 3, 13, 18, 30, 32, 50, 135, 142, 147, 155, 171 เภสัชพลศาสตร, 13, 53 ย ยากดภูมิคุมกัน, 146, 159 ยากลุม NSAIDs, 142, 147 ยาแกหอบหืด, 144, 159 ยาตานการชัก, 100, 145, 152, 159 ยาตานมะเร็ง, 139, 147, 148, 152, 153, 159 ยาปฏิชีวนะ, 17, 124, 125, 144, 145, 146, 148, 151, 159 ยาปดกั้นตัวรับ H2, 144 ยาลดความดันโลหิต, 44, 143, 149, 159 ร รูปแบบของยา, 16, 18, 32, 40, 63, 71 โรคตับ, 75, 93, 113, 115, 127, 129, 159 โรคไต, 44, 49, 75, 80, 99, 113, 115, 120, 122, 126, 127, 128, 129, 143, 159
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 193 ประวัติผู้เขียน ชื่อ-นามสกุล กรัณฑรัตน ทิวถนอม ตําแหนง ผูชวยศาสตราจารย ดร. สถานที่ทํางาน คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยศิลปากร การศึกษา ภด. (บริบาลทางเภสัชกรรม) จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย (2551) ภม. (เภสัชกรรมคลินิก) มหาวิทยาลัยมหิดล(2545) ภบ. มหาวิทยาลัยศิลปากร (2538) Scholarship and Grant 1. The University Developing Commission (UDC) Programme 1995-1998 2. Research grant from Government Pharmaceutical Organization 1996 3. The training grant for Therapeutic Drug Mornitoring from the embassy of France 1999 4. The faculty scholarship for participating European Society of Clinical Pharmacy conference at Malta 2001. 5. The faculty scholarship for PhD 2002-2003, at present 6. The CRN Scholarship for PhD. 2003-2005
194 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย 7. ISN travel grant 2005 8. Faculty research grant (2010) 9. University research grant (2011) 10. ISPOR Travel grant (2012) 11. NRCT research grant (2016) 12. Graduate research grant (2017) 13. Faculty research grant (2021) 14. NRCT research grant (2022) Publications 1. Thewtanom, T .; Sarunyakasitarin K.; Prajitr, S.; Tewthanom, K. The Principle of Formulation of Borneol Camphor Solution from EssentialOil of Amomum biflorumJack. ASEAN J. Sci. Tech.Report. 2022, 25(3), 18-24.https:// doi.org/10.55164/ajstr.v25i3.247035. 2. Tewthanom, K., & Suntharasaj, S. . (2022). Basic Knowledges of Disease and Role of Pharmacists in Pharmaceutical Care for Patient with Systemic Lupus Erythematosus (SLE) . Hua Hin Medical Journal, 2(2), 43–57. Retrieved from https://he01.tci-thaijo.org/index.php/hhsk/article/view/254026 3. Praewa Netsuk, Jirapat Jullabath, Pornchita Lakum, Passara Phuetthanyakij,Pongsri Phuawaranukhroh, and Karunrat Tewthanom. Incidence and Risk Factors of Hypophosphatemia in Patients with HIV Infection Receiving Tenofovir Disoproxil Fumarate; a real practice report from a Hospital Belonging to a Medical Service Department. Archives of Microbiology and Immunology 6 (2022): 242-246. 4. Tunwongsa K, Chonnawakul M, Geratikornsupuk N, Tewthanom K. Genetic screening to avoid adverse drug reactions from medication use and approach patients' better outcomes: A lesson learn from the report of the Queen Savang Vadhana Memorial Hospital. Health Science Reports. 2022;5(3):1-6. 5. Tewthanom_k. The population pharmacokinetic parameters of Busulfan: A meta-analysis June 2022. Conference: The International Conference and Exhibition on Pharmaceutical Sciences and Technology (PST)At: Online 6. Walker, A., Chan, A., Labra, C. C., de Lemos, M. L., Geirnaert, M., AlbertMarí, M. A., Atik, E. A., Borlagdan, J., Crespo, A., Danilak, M., Kandemir, E. A., Lim, C. X.,
หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 195 Alabelewe, R. M., Mutiara, R., Tewthanom, K., Yim, B., & Nakashima, L. (2022). International Society of Oncology Pharmacy Practitioners (ISOPP) position statement: The role of Oncology Pharmacy Practitioners in immunotherapy treatment with immune checkpoint inhibitors for malignant conditions. Journal of Oncology Pharmacy Practice, 107815522210901. https://doi.org/10.1177/10781552221090199 7. Lisa M Holle, Tegan Bilse.,Ramatu Masud Alabelewe, Polly E Kintzel, Esin Aysel Kandemir, Chia Jie Tan, Irene Weru, Carole R Chambers, Roxanne Dobish, Evelyn Handel, Karunrat Tewthanom, Manit Saeteaw, Luh Komang Mela Dewi12, Rowena Schwartz. Brooke Bernhardt, Manju Garg, Ashraf Chatterjee, Pinky Manyau15 , Alexandre Chan, Aygin Bayraktar Ekincioglu18 , Elif Aras-Atik1,R Donald Harvey19 and Barry R Goldspiel. International Society of Oncology Pharmacy Practitioners (ISOPP) position statement: Role of the oncology pharmacy team in cancer care. J Oncol Pharm Practice 2021, Vol. 27(4) 785–801. 8. Tewthanom K. Using Flip-classroom model in the topic of Thyroid disorders in the pharmacotherapeutic class: a pilot study. J Adv Pharm Educ Res. 2021;11(2):36-39. 9. Tewthanom K. The Effect of Kahoot Web-Based Learning on Learning Skills of Pharmacy Students: The Trend in Clinical Pharmacokinetics Course for 2 Generations Indian Journal of Pharmaceutical Education and Research 2019;53(2): 212-15. 10. Tewthanom K. The Effect of Kahoot Web-Based Learning on Learning Skills of Pharmacy Students:The Trend in Clinical Pharmacokinetics Course for 2 Generations. Indian J of Pharmaceutical Education and Research. 2019;53(2):212-5.
หลักการเภสัชจลนศาสตรฯ ISBN 978-616-604-111-8 มหาวิทยาลัยศิลปากร 6 ถนนราชมรรคาใน ตําบลพระปฐมเจดีย์ อําเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม 73000