The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เภสัชกรหญิง กรัณฑ์รัตน์ ทิวถนอม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by คำนำ, 2023-09-25 03:45:46

หลักการเภสัชจลนศาสตร์การขับยาออกจากร่างกาย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เภสัชกรหญิง กรัณฑ์รัตน์ ทิวถนอม

หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 99 หรือ erythromycin เนื่องจากการไดรับยาทั้งสองตัวรวมกันจะมีโอกาสเสี่ยงตอการเกิดอาการ ขางเคียงของ statin ได กลาวคือ ทําใหเกิดอาการปวดกลามเนื้อ (myalgia) หรือภาวะ กลามเนื้อสลาย (rhabdomyosis) ซึ่งพบวามีรายงานกรณีศึกษาและการศึกษาของการเกิด อันตรกิริยาชองยาคูนี้ (Medscape 2018) (Johanna Standell,2009) พบวาการไดรับ รวมกันจะทําใหเพิ่มการเกิดอาการ rhabdomyosis และมีรายงานจาก WHO ถึงอันตรกิริยา ดังกลาวถึงการไดazithromycin รวมกับยากลุม statins จํานวน 58 ราย ในป 2552 (Sonja R Li, 2015) โดยเฉพาะในผูสูงอายุมีโอกาสเสี่ยงเปน 2 เทา ดังนั้นจึงควรเลี่ยงการใชยา2 ชนิดนี้ รวมกัน โดยเฉพาะในกรณีผูสูงอายุ จะขอยกกรณีศึกษาของอันตรกิริยายาคูนี้ดังนี้ ผูปวยชายอายุ70 ปมีโรคประจําตัวคือโรคไตเรื้อรัง เบาหวานชนิดที่2 โรคเกาต ความดันโลหิตสูง และ ไขมันในเลือดสูง มารักษาตัวที่โรงพยาบาลดวยอาการออนเพลีย และ ปวดที่แขนขามากนาน5วัน ยาประจําที่ไดรับคือallopurinol 100 mg, prednisolone 5 mg ตอวัน simvastatin 80 mg ตอวัน และยังมี ยาอื่น คือ labetalol, bumetanide, amlodipine และ insulin glargine. หนึ่งสัปดาหตอมา ผูปวยไดรับ azithromycin 500 mg ในวันแรก ตามดวย 250 mg ตอวันเปนเวลา 4 วันเพื่อรักษา หลอดลมอักเสบ เฉียบพลัน ผูปวยเริ่มมีอาการของไตเกิดการบาดเจ็บเฉียบพลัน (acute kidney Injury) โดยมี serum creatinine 3.8 mg/dL (Baseline 1.7 mg/dL) BUN = 200 mg/dL (baseline 50 mg/dL) และ rhabdomyolysis มี CPK = 11,240 u/L (คาอางอิง 0-310 u/L) จึงไดทําการสั่ง หยุด simvastatinและใหสารน้ําและ bicarbonate แกผูปวย เพื่อไมใหผูปวยขาดน้ําและปรับ pH ของปสสาวะใหเปนดาง (pH 7 - 8) เมื่อทําการ ติดตามพบวาคา BUN ของผูปวยกลับสู baseline รวมทั้งคา CPK ก็ลดลงสู baseline ใน 7 วัน โดยไมตองทํา hemaodialysis อาการปวด กลามเนื้อดีขึ้น และปกติใน 3 สัปดาหจากนั้นอีก 2 เดือนผูปวยก็ไดรับยา simvastsin 40 mg และ เพิ่มเปน 80 mg โดยไมมีอาการปวดกลามเนื้อ หรือกลามเนื้อออนแรง จากกรณีศึกษาดังกลาวจึงควรระวังการใชยา 2 กลุมนี้รวมกัน และขอแนะนําคือ 1. กรณีที่ไดรวมกันตั้งแตแรกอาจจะติดตามอาการแตสิ่งที่ตองระวังคือ หากมี การปรับขนาด หรือ หยุดยา เพราะการหยุด macrolides จะทําใหผลการยับยั้งเอนไซมหมดไป ดังนั้นจะมีระดับของยานอยลง กวาตอนที่ใชรวมกันตองดูขนาดยาที่เหมาะสมอีกครั้ง 2. กรณีที่ไดstatins อยูแลวและไดยากลุม macrolides ภายหลัง อาจจะตอง ปรับขนาดใหเหมาะสมโดยดูจากอาการทางคลินิกและผลการลดไขมัน ตองติดตามผล หากมี การปรับขนาดยาหรือหยุดยา กลุม macrolides เหมือนกับกรณีที่ไดรับยารวมกันมาตั้งแตตน ในทางปฏิบัติการตรวจ CPK จะไมทําเปนงานประจํา แตจะตรวจกอนใหยาและเมื่อเกิด อาการปวดกลามเนื้อ หรือสงสัยวาจะเกิดอาการไมพึงประสงคจากยาลดไขมันกลุมดังกลาว


100 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย 3 ยาตานการชัก มีรายงานถึงปฏิกิริยาตอกันของยาตานการชักกับยาหลายชนิด ที่มีการ เปลี่ยนแปลงที่ตับ เนื่องจากยาตานการชัก โดยเฉพาะยากลุมเกา เชน carbamazepine, phenobarbital, phenytoin มีคุณสมบัติ ในการกระตุนการทํางานของ enzyme CYP3A4 ซึ่งมีผลตอยาที่มีการเปลี่ยนแปลงดวย enzyme นี้ ตัวอยางที่ยกมาซึ่งเปนกรณีที่อาจจะไมมี การสัมภาษณประวัติไปถึงคือ การเกิดอันตรกิริยาระหวาง ยาตานการชักกับยาคุมกําเนิดชนิด รับประทาน โดยกลไกจะไปกระตุนการเปลี่ยนแปลงของยาคุมกําเนิด จากปฏิริยา การ เปลี่ยนแปลง estrogen สงผลใหประสิทธิภาพของการคุมกําเนิดลดลง ดังนั้นการสัมภาษณ ประวัติ ผูปวยถึงเรื่องการใชยาคุมกําเนิดในหญิงวัยเจริญพันธุที่ไดรับยาตานการชัก โดยเฉพาะ ในกลุมเกา จึงเปนสิ่งสําคัญ เพราะหากตั้งครรภจะมีปญหาการเลือกใชยากันชักในอนาคต กลไกการเปลี่ยนแปลงโครงสรางยาคุมกําเนิดสามารถอธิบายได ดังรูปที่ 4.6 (Tomoyuki O et.al, 2000) รูปทีˑ 4.6 การเปลีˑยนแปลงโครงสร้างยาคุมกําเนิด ที่มา : Ohe T., Hirobe M. and Mashino T. Novel Metabolic Pathway of Estrone and 17βEstradiol Catalyzed by Cytochrome P-450. Drug Metabolism and Disposition. 2000, 28 (2) 110-112;


หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 101 4. ยาตานอาการซึมเศรา ในปจจุบันประชากรโลกประสบกับปญหาทางจิตใจ และตองใชยาตานอาการ ซึมเศราเพิ่มขึ้น ซึ่งมีรายงานกรณีศึกษาของอันตรกิริยาระหวางยาตานอาการซึมเศรากลุม SSRI โดยเฉพาะ fluoxetine เมื่อใชรวมกับ tramadol วาทําใหเกิด serotonin syndrome ทั้งนี้กลไกเนื่องจากยา SSR Iและ tramadol ออกฤทธิ์ตอ receptor ที่เกี่ยวของกับการหลั่ง serotonin เหมือนกัน สวนผลอีกประการหนึ่งที่เกี่ยวของกับ CYP450 คือการที่ fluoxetine มีคุณสมบัติยับยั้ง CYP2D6 ซึ่งใชในการเปลี่ยนแปลง tramadol ใหเปน active metabolite (มีความชอบในการจับกับ µ receptor มากกวา tramadol) ตามรูปที่ 4.7 ดังนั้น ฤทธิ์ของ การระงับปวดจะลดลง จึงตองระวังในผูปวยที่ไดรับยา 2 ตัวนี้รวมกัน รูปทีˑ 4.7 การเปลีˑยนแปลงโครงสร้างยา tramadol ที่มา : https://www.practicalpainmanagement.com/treatments/what-type-withdrawalsymptoms-tramadol-might-patient-experience


102 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย 5. Grapefruit juice มีรายงานถึงอันตรกิริยาระหวาง Grapefruit juice (Bailey D et.al 2013, Muntingh G. 2011) และยาหลายชนิด ดังตารางที่ 4.5 ตารางทีˑ 4.5 ยาทีˑมีอันตรกิริยากับ Grapefruit juice กลุ่มยา ชืˑอยา Anti-cancer crizotinib, dasatinib, erlotinib., everolimus., lapatinib., nilotinib. pazopanib, sunitinib, vandetanib., venurafenib. Anti-infective erythromycin., halofantrine., maraviroc., primaquine., quinine. rilpivirine Hypolipidemic atorvastatin., lovastatin., simvastatin. Cardiovascular amiodarone, apixaban., clopidogrel., dronedarone., eplerenone. felodipine, nifedipine., quinidine., rivaroxaban., ticagrelor. Central nervous system alfentanil (oral). buspirone., dextromethorphan., fentanyl (oral). ketamine (oral). lurasidone., oxycodone., pimozide., quetiapine, triazolam, ziprasidone Gastrointestinal domperidone. Immunosuppressants cyclosporine., everolimus., sirolimus., tacrolimus. Urinary tract darifenacin, fesoterodine., solifenacin., silodosin., tamsulosin. ที่มา : Bailey, D. G. (2013). Grapefruit–medication interactions: Forbidden fruit or avoidable consequences? CMAJ, 309-316. ทั้งนี้กลไกเนื่องมาจาก Grapefruit มีสารที่ยับยั้งการทํางานของ enzyme CYP3A4 ซึ่งใชในการ เปลี่ยนแปลงยาหลายชนิดที่กลาวมา ทําใหผูใชเกิดความเสี่ยงในการที่ ไดรับผลไมพึงประสงคจากยา


หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 103 แนวทางการเฝ˔าระวังการเกิดอันตรกิริยาจากยา ทีˑมีกระบวนการเปลีˑยนแปลงผ่าน CYP450 1. ตรวจสอบรายการยาวามียาคูใดที่เกิดอันตรกิริยาตอกัน โดยผานขั้นตอน การวิเคราะหใบสั่งยา จากเภสัชกร กอนจายยาแกผูปวย หากมีการตรวสอบ รายการยากอน จายยาโดยเภสัชกร ก็จะลดอุบัติการณการเกิดอันตรกิริยาได 2. สรางระบบสารสนเทศที่ชวยในการเฝาระวัง เชน มีการใหขอมูลยาที่เกิดอันตร กิริยากันบอยๆ มีระบบเตือนโดยคอมพิวเตอรเมื่อแพทยสั่งยาที่มีปฏิกิริยาตอกัน หรือมี ขอความวิ่งเตือนในหองยา เพื่อใหเภสัชกรระลึกไดกอนจายยา 3. ใหความรูแกบุคคลากร จัดอบรมความรูใหมๆ ในดานการเกิดอันตรกิริยาตอกัน ของยาใหกับ เภสัชกร หรือบุคคลากรที่เกี่ยวของ 4. ใหความรูแกผูที่ไดรับยาในการสังเกตุอาการไมพึงประสงคหากจําเปนตองไดรับยา รวมกัน ในกรณีที่จําเปนตองไดรับยารวมกันและตองมีการติดตาม ควรใหความรูกับผูปวย ถึงการติดตาม หรือสังเกตุอาการไมพึงประสงครวมทั้งการจัดการเมื่อเกิดอาการไมพึงประสงค ในเบื้องตนเมื่อ ไดรับยารวมกัน สรุป 1. ตับเปนอวัยวะที่สําคัญในการเปลี่ยนแปลงยา และขับยาออกจากรางกาย ประกอบดวยชองเล็กๆ เรียกวา sinus และเสนเลือดที่ไปเลี้ยงตับ รวมทั้งชองระหวางเซลลตับ ซึ่งเรียกวา acinus องคประกอบของ Hepatic acinus แบงเปน 3 สวน (zone 1, zone 2, zone 3) ตามระยะทางที่หางจากเสนเลือดที่ไปเลี้ยงตับซึง Zone ที่1 จะไดรับเลือดและ ออกซิเจนไปเลี้ยงมากที่สุด 2. คาการขจัดยาของตับจะมีความสัมพันธกับ hepatic extraction ratio มีการแบง ยาตาม hepatic extraction ratio ออกเปน 2.1 Low hepatic extraction ratio 2.2 Medium hepatic extraction ratio 2.3 High hepatic extraction ratio 3. คาการขจัดยาของตับจะขึ้นกับคุณสมบัติของยาทางกายภาพและการจับกับ โปรตีนทําใหแบงยาตาม ปจจัยที่มีผลตอคาการขจัดยาดังนี้


104 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย 3.1 Flow limited: คาการขจัดยาขึ้นกับปริมาณไหลเวียนเลือดผานตับ 3.2 Capacity limited binding sensitive: คาการขจัดยาขึ้นกับการทํางาน ของตับ และการจับกับ โปรตีนเนื่องจาก protein binding สูง 3.3 Capacity limited binding insensitive: คาการขจัดยาขึ้นกับการทํางานของตับ ไมขึ้นกับการจับกับโปรตีนเนื่องจาก protein bindingต่ํา 4. ควรระวังเมื่อมีการจายยาที่มีอันตรกิริยากันโดยกระบวนการยับยั้งหรือกระตุน การทํางานของตับที่ใชในการเปลี่ยนแปลงยา เพราะจะทําใหเกิดอันรายตอผูปวยทั้งเสี่ยงตอการเกิด พิษจากยาและการไมไดผลการรักษา ซึ่งมีแนวทางระวังดังนี้ 4.1 ตรวจสอบรายการยาวามีคูใดที่เกิดอันตรกิริยาตอกัน 4.2 สรางระบบสารสนเทศที่ชวยในการเฝาระวัง 4.3 ใหความรูแกบุคคลากร 4.4 ใหความรูแกผูที่ไดรับยาในการสังเกตอาการไมพึงประสงคหากจําเปนตอง ไดรับยารวมกัน


หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 105 เอกสารอ้างอิง Bailey D, Dresser G, Arnold J. Grapefruit-medication interactions: Forbidden fruit or avoidable consequences? Canadian Medical Association Journal. 2012;185(4):309-316. Barclay L. Concurrent Macrolide Antibiotic May Increase Statin Toxicity [Internet]. Medscape. 2013 [cited 14 November 2017]. Available from: https://www.medscape.com/viewarticle/806436 Drug Excretion - Clinical Pharmacology - MSD Manual Professional Edition [Internet]. MSD Manual Professional Edition. 2019 [cited 24 Dec 2017]. Available from: https://www.merckmanuals.com/ professional/clinicalpharmacology/pharmacokinetics/drug-excretion Funk C. The role of hepatic transporters in drug elimination. Expert Opinion on Drug Metabolism & Toxicology. 2008;4(4):363-379. Grapefruit juice interaction with drugs can be deadly/CBC news [Internet]. CBC. 2012 [cited 14 November 2017]. Available from: https://www.cbc.ca/news/health/ grapefruit-juice-interaction-with-drugs-can-be-deadly-1.1253489 [Internet]. 2017 [cited 14 November 2017]. Available from: https://www.fda. gov/For Consumers/ConsumerUpdates /ucm292276. Htm Kamberi M, Tsutsumi K, Kotegawa T, Kawano K, Nakamura K, Niki Y et al. Influences of Urinary pH on Ciprofloxacin Pharmacokinetics in Humans and Antimicrobial Activity In Vitro versus Those of Sparfloxacin. Antimicrobial Agents and Chemotherapy. 1999;43(3):525-529. Li D, Kim R, McArthur E, Fleet J, Bailey D, Juurlink D et al. Risk of adverse events among older adults following co-prescription of clarithromycin and statins not metabolized by cytochrome P450 3A4. Canadian Medical Association Journal. 2014;187(3):174-180. Muntingh G. An overview of interactions between grapefruit juice and drugs. SA Pharmaceutical Journal. 2011;78(8):40-45. Parkinson A, W. Ogilvie B, B. Buckley D, Kazmi F, Czerwinski M, Oliver O. Biotransformation of xenobiotics. In: D. Klaassen C, B. Watkins III J, ed. by.


106 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย Casarett & Doull’s Essentials of oxicology. 3rd ed. New York: The McGrawHill; 2015. p. 79-107. Price A, Lynch T. The effect of cytochrome P450 metabolism on drug response, interactions, and adverse effects. Am Fam Physician. 2007;76(3):391-6. Ritschel W, Kearns G. Handbook of basic pharmacokinetics. Washington, D.C.: American Pharmacists Association; 2009. Strandell J, Bate A, Hägg S, Edwards I. Rhabdomyolysis a result of azithromycin and statins: an unrecognized interaction. British Journal of Clinical Pharmacology. 2009;68(3):427-434. Rowland M, Tozer T. Clinical pharmacokineticsand pharmacodynamics. 4th ed. Philadelphia: Wolters Kluwer-Lippincott William & Wilkins; 2011. RXList. Grapefruit: Health Benefits, Uses, Side Effects, Dosage & Interactions [Internet]. RxList. 2017 [cited 18 November 2017]. Available from: https://www.rxlist.com/grapefruit/supplements.htm Shargel L, Yu A. Applied biopharmaceutics & pharmacokinetics. 8th ed. New York: McGraw-Hill Professional Publishing.; 2022. Sigillum facultatis medicae tertiae universitatiscarolinae. 4. Liver and Biotransformation of Xenobiotics • Functions of Cells and Human Body [Internet]. Fblt.cz. 2017 [cited 18 November 2017]. Available from: http://fblt.cz/en/skripta/ix-travici-soustava/5-jatra-a-biotransformacexenobiotik/ Tomoyuki O, Masaaki H, Tadahiko M. Novel Metabolic Pathway of Estrone and 17βEstradiol Catalyzed by Cytochrome P-450. Drug Metabolism and Disposition. 2000;28(2):110-112. Tulane University. nsaid_side_effects [TUSOM | Pharmwiki] [Internet]. Tmedweb.tulane.edu. 2017 [cited 18 November 2017]. Available from: http://tmedweb.tulane.edu/ pharmwi- ki/doku.php/nsaid_side_effects.


หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 107 บททีˑ 5 การขจัดยาทาง นํ˓าลาย นํ˓าดี นํ˓านม และการประยุกต์ใช้ทางคลินิก


หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 109 บททีˑ 5 การขจัดยาทาง นํ˓าลาย นํ˓าดี นํ˓านม และการประยุกต์ใช้ทางคลินิก ในบทที่3 และ 4 เราไดทราบถึงหลักการขจัดยาทางไตและตับซึ่งเปนอวัยวะหลักใน การขจัดยาไปแลว แตยังมีอวัยวะอื่นที่สามารถทําหนาที่ขจัดยาดังจะกลาวตอไปในบทนี้ การขจัดยาผ่านทางนํ˓าดี(Biliary excretion of drug) ยาใดก็ตามที่สามารถละลายในน้ําดีไดจะไมดูดซึมแตจะถูกขจัดทางอุจจาระ ความสามารถใน การขจัดยาทางน้ําดีสามารถประเมินโดยสมการ = ݁ܿ݊ܽݎ݈ܽ݁ܿ ݕݎ݈ܽ݅݅ܤ (݈ܾ݁݅ ݊݅ ݊݋݅ݐܽݎݐ݊݁ܿ݊݋ܿ) ݔ ( ݓ݋݈݂ ݈ܾ݁݅) (ܽ݉ݏ݈ܽ݌ ݊݅ ݊݋݅ݐܽݎݐ݊݁ܿ݊݋ܿ) อัตราการไหลของน้ําดีประมาณ 0.5-0.8 mL/min ดังนั้น ยาจะมีความเขมขน ในน้ําดี นอยกวา หรือเทากับความเขมขนของยาในเลือด คาการขจัดยาทางน้ําดีจะมีคานอย ยาที่มี ความเขมขนในน้ําดีสูง การขจัดยาทางน้ําดีสูงดวย ซึ่งคาการขจัดยาทางน้ําดีจะถูกจํากัดโดย การแพรผานของยาสูตับ กลไกการขจัดยาผานทางน้ําดีคือกระบวนการ active secretion ซึ่ง จะคลายกับ การขจัดยาโดยกระบวนการหลั่งจากทอไต ลักษณะโดยทั่วไปของกลไกนี้คือมี กระบวนการอิ่มตัว (saturation) และมีการแยงจับกับตัวพา (competition) ได


110 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย 1. ยาที่มีคุณสมบัติที่จะขจัดทางน้ําดี 1.1 สามารถขจัดโดยกระบวนการ active secretion มีตัวพาที่เฉพาะ (specific carrier)) ซึ่งจะ แบงเปน กลุม คือ ยาที่เปนกรด ยาที่เปนดาง และยาที่ไมแตกตัว 1.2 เปนสารประกอบที่มีขั้ว (polar compounds) 1.3 มวลโมเลกุลมากกวา250 g/mole ตัวอยาง เชน ยาที่อยูในรูป glucuronide จะมีมวลโมเลกุลมากกวา 300, มีขั้ว, pKa มีคา ~ 3 สามารถขจัด ออกทางน้ําดีไดตัวอยางยาที่ขจัดทางน้ําดีแสดงดังตารางที่ 5.1 ตารางทีˑ 5.1 ยาทีˑขจัดทางนํ˓าดี (biliary excretion of drugs) Drug excreted in unchanged form cromoglycate, dichloromethotrexate, rifampicin, penicillin, quaternary ammonium ion Drug excreted at least partly as in active metabolism indomethacin, erythromycin, morphine. strychnine, quinine, steroid hormone, digitoxin, digoxin, chlorothiazide, thyroxine, chloramphenicol, estradiol, testosterone, sulfonamides, isoniazid ที่มา : Shargel L, Yu A. Applied biopharmaceutics & pharmacokinetics. 7th ed. New York: McGraw-Hill Professional Publishing.; 2022 การขจัดยาทางลําไส ้(intestinal excretion) ยาอาจจะขับทางลําไสไดจากการศึกษาในสัตวทดลองพบวา สามารถพบยาในทางเดิน อาหารหลังจากใหยาทางหลอดเลือดดํา ตัวอยางเชน doxycycline ซึ่งโดยปกติจะขับออกทางไต อยางไรก็ตาม ในผูปวยไตวายจําเปนตองปรับขนาดยาเนื่องจากสามารถขจัดทางลําไสได อีกการศึกษาหนึ่งที่เปนหลักฐานวา ยาบางชนิดมีการขับออกทางลําไสซึ่งเขียนเปน รายงานสรุปสั้นๆ คือยา ciprofloxacin (Ramon et.al, 2001) การขจัดยาทางนํ˓าลาย (salivary excretion) ยาที่จะขจัดทางน้ําลายจะใชกระบวนการแพรที่ใชพลังงานและไมใชพลังงาน ซึ่งมี ปจจัย เกี่ยวของที่ตองพิจารณาดังตอไปนี้ 1. การละลายในไขมัน (lipid solubility) 2. ผลตางของ pKa และ pH


หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 111 3. การจับกับโปรตีนในเลือด (plasma protein binding) ตัวอยางยาที่สามารถขจัดผานทางน้ําลายแสดงในตารางที่ 5.2 การขจัดยาทางนํ˓านม (mammary excretion) โดยทั่วไป การขจัดโดยวิธีนี้จะใชกระบวนการแพรแบบไมใชพลังงาน (passive diffusion) อยางไรก็ตาม บางครั้งก็พบการแพรโดยใชพลังงานหรือตัวพา หากการทํางานของ ไตในแมบกพรอง ปจจัยที่เกี่ยวของคือ 1. ความแตกตางของ pKa, pH ในน้ํานมและในเลือด* 2. ความเขมขนของยาในเลือด 3. คาการละลายในไขมัน (lipid solubility) * pH ของน้ํานมนั้นมีความเปนกรดกวาในเลือด ดังนั้น milk/plasma ratio ของ ยาที่เปนดางจะมีคามากกวายา ที่เปนกรด อธิบายไดดังนี้ เลือด มี pH 7.4 ยาที่เปนกรดจะ แตกแตกตัวนอยกวายาที่เปนดางและไปสูน้ํานมไดมากกวา แตเนื่องจากพออยูในสภาวะที่เปน กรดมากขึ้นตามภาวะของน้ํานมยาที่เปนกรดในรูปที่ใมแตกตัวจะกลับมาสูเลือดขณะที่ยาที่เปน ดางคงอยูในน้ํานมในรูปที่แตกตัว คา milk/plasma ratio ของยาที่เปนดางจึงสูงกวาอธิบาย ดังรูป 5.1 ตัวอยางยาที่ขับผานน้ํานมแสดงในตารางที่ 5.3 การขับยาทางเหงืˑอ (excretion of drug into sweat) ยาที่อยูในรูปไมแตกตัว เชน alcohol, antipyrine, urea, และยาที่มีกลไกการแพร ผานที่ไมอาศัยพลังงาน (passive diffusion) เชน sulfonamides, salicylic acid, thiamine, iodine, bromine, lead, arsenic. จะขับออกโดยวิธีนี้ การขับยาทางลมหายใจออก (excretion of drug into expired air) ยาสวนใหญที่เปนกาซที่ละลายน้ําได ระเหยได เชน alcohol, ammonium chloride, anesthetics, gaseous, camphor, coumarin จะขับออกโดยวิธีนี้


112 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย ตารางทีˑ 5.2 saliva-excreted drugs Drug Saliva plasma ratio Drug Saliva plasma ratio acetaminophen acetazolamide amitriptyline amphetamine caffeine carbamazepine chloramphenicol cyclophosphamide diazepam digoxin erythromycin estriol ethosuximide isoniazid lidocaine lincomycin lithium methotrexate methylprednisolone metoprolol nitrazepam nortriptyline 1.40 0.009 0.13 2.76 0.55 0.26 0.25 0.77 0.029 0.66 0.21 0.009 1.04 1.02 1.78 0.086 2.85 0.042 5.2 2.9 0.057 0.014 penicillin pentobarbital phenobarbital phenytoin primidone procainamide propranolol quinidine salicylate streptomycin sulfacetamide sulfadiazine sulfadimidine sulfamerazine sulfamethoxazole sulfanilamide sulfapyridine sulfathiazole theophylline tolbutamide trimethoprim valproic acid 0.015 0.42 0.32 0.11 0.97 3.50 12.0 0.51 0.033 0.15 0.92 0.31 0.72 0.32 0.074 0.87 0.81 0.23 0.75 0.012 1.26 0.06 ที่มา : Shargel L, Yu A. Applied biopharmaceutics & pharmacokinetics. 8th ed. New York: McGraw-Hill Professional Publishing.; 2022


หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 113 รูปทีˑ 5.1 การขจัดยาทางนํ ˓านมในยาทีˑเป˞นกรดและด่าง การประยุกต์ทางคลินิก จากความรูพื้นฐานเกี่ยวกับการขจัดยา รายละเอียดเกี่ยวกับโรคหรือภาวะที่จะมี ผลกระทบตอ ยาและสงผล ตอการตอบสนองทางคลินิกจะมีการกลาวถึงในสวนตอไปนี้ ตัวอยางของโรคที่มีผลตอการขจัดยาจะแสดงในตารางที่ 5.4 แตในเนื้อหาบทนี้จะเนน 2 ภาวะหลักที่มีผลตอการกําจัดยา คือ 1. ผลของโรคตับตอการขจัดยา 2. ผลของโรคไตตอการขจัดยา


114 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย ตารางทีˑ 5.3 ยาทีˑขจัดทางนํ˓านม (milk-excreted drug) Ampicillin Caffeine Chlorpromazine diazepam folic acid iodine meperidine nalidixic acid phenobarbital radio actives sex hormone theophylline Anticoagulants Carbamazepine colistin sulphate digoxin gold isoniazid methadone nicotine potassium chloride reserpine sodium chloride thiouracil Antihistamine chloral hydrate corticosteroids ergot alkaloids heroine kanamycin methimazole nitrofurantoin propylthiouracil rifampicin sodium iodide thyroxine Aspirin Chloramphenicol Cyclophosphamide Erythromycin Hydrochlorothiazide Licomycin Methotrexate oral contraceptive pyrimethamine salicylic acid sulfonamides trimethoprim Atropine Chloroform Cycloserine Ethanol Imipramine lithium carbonate morphine penicillin quinine sulphate scopolamine tetracycline ที่มา : Shargel L, Yu A. Applied biopharmaceutics & pharmacokinetics. 8th ed. New York: McGrawHill Professional Publishing.; 2022 ตารางทีˑ 5.4 โรคและภาวะทีˑมีผลต่อการขจัดยา Diseases Drugs Class Effect Comment Liver diseases cirrhosis acute viral hepatitis Cardiovascular heart failure Renal diseases Hyperruremic condition theophylline warfarin lidocaine gentamicin bronchodilator anticoagulant antiarrhythmic agent Antibacterial agent decrease drug metabolism increase anticoagulant effect increase plasma drug concentration Increase toxicity due to high plasma drug concentration since drug clearance is decreased, lower dose is recommended to avoid drug toxicity. lower dose is recommended to avoid bleeding. since drug clearance is decreased, lower dose is recommended to avoid drug toxicity since drug clearance is decreased, lower dose is recommended to avoid drug toxicity ที่มา : Shargel L, Yu A. Applied biopharmaceutics & pharmacokinetics. 8th ed. New York: McGraw-Hill Professional Publishing.; 2022


หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 115 1. โรคตับ (liver diseases) ภาวะโรคตับจะกอใหเกิดผลตังนี้ 1.1 การลดลงของการทํางานของเอนไซมเชน acetyltransferase, sulfotransferase 1.2 การลดลงของระดับโปรตีนในเลือดกรณีของยาที่จับกับโปรตีนสูง จะทําให เพิ่มยาในรูปอิสระ และเพิÉมความเสีÉยงในการเกิดพิษจากยา 1.3 การลดลงของเลือดที่ไปเลี้ยงผานตับทําใหลดการขจัดยาทางตับ การวัด การทํางานของตับ จะทําโดยการวัดการทํางานของเอนไซมตับ ซึ่งปจจุบันที่นิยมคือ Asparate aminotransferase (AST), Alanine aminotransferase (ALT) และ Alkaline phosphatase (AP). 2. โรคไต (renal diseases) ภาวะโรคไตจะกอใหเกิดผลดังนี้ 2.1 มีการลดลงของเลือดที่ผานไต (decrease in renal blood flow) 2.2 ผลตอการหลั่งและการดูดกลับสารที่ทอไต (effect on secretion and reabsorption at renal tubular) ตัวอยางความสัมพันธระหวาง คาการขจัดยาทางไจและคาอัตราการกรอง (ประมาณ โดยใช creatinine clearance) แสดงดังรูปที่ 5.2 รูปทีˑ 5.2 ความสัมพันธ์ระหว่าง ceftazidime clearance และ creatinine clearance ที่มา : Welage L, Schultz R, Schentag J. Pharmacokinetics of ceftazidime in patients with renal insufficiency. Antimicrobial Agents and Chemotherapy. 1984;25(2):201-204. 0 100 200 0 50 100 150 ceftazidime clearance … creatinine clearance (mL/min)


116 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย การประเมินการทํางานของไต ปจจุบันการประเมินการทํางานของไตจะใชการหาคาการขจัดของครีเอทินิน (creatinine clearance) ซึ่งจะเปนประโยชนตอการใชปรับขนาดยาในผูปวยกลุมนี้ ตาม ตารางที่ 5.5 ตารางทีˑ 5.5 Renal function และค่า Creatinine clearance Renal function Creatinine clearance Normal Slightly reduce Mild renal failure Moderate renal failure Severe renal failure above 80 50-80 30-50 10-30 <5-10 ที่มา : Shargel L, Yu A. Applied biopharmaceutics & pharmacokinetics. 8th ed. New York: McGraw-Hill Professional Publishing.; 2022 คา creatinine clearance (mL/min) จะสามารถคํานวณไดจาก 1. สมการของ Crockcroft -Gault creatinine clearance = (140-age) x IBW 72 x serum creatinine สมการนี้จะใชในผูชาย หากเปนผูหญิงตองคูณดวย 0.85 กรณีของเด็กอายุ 1-20 ป ใชสมการดังขางลาง creatinine clearance = 0.48 x height serum creatinine x ( weight 70 ) 0.7 วิธีอื่นๆ 1. Jelliffe multi-step method ซี่งมีขั้นตอนดังนี้ 1.1 ประมาณคา urinary creatinine excretion rate (E) E (males) = LBW x (29.305 – [0.203 x (age)]) E (females) = LBW x (25.3 – [0.18 x (age)])


หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 117 1.2 ปรับคา E กรณี non-renal creatinine excretion ใน chronic renal failure E = E x [1.035 -0.0377 Scr] Scr คือ คา serum creatinine ลาสุด หรือ หากScr ที่กําลังเพิ่มขึ้น ใหใช Scr เฉลี่ย 1.3 ปรับคา E กรณี serum creatinine ที่เพิ่มขึ้น E = E – [4 x LBW x (Scr1-Scr2)/D LBW = lean body weight in kilograms Scr1 = the latest serum creatinine Scr2 = the earlier serum creatinine D = the number of days between Scr1 and Sc2 1.4 คํานวณ normalized creatinine clearance (Clcr) Clcr = (E x 0.12) 1.73 m2 Scr x BSA * BSA is body surface area (m2) 2. Salazar and Corcoran creatinine clearance method Clcr (males) = {(137- age) x [(0.285x Wt) + (12.1x Ht2 )]} 51 x Scr Clcr (females) = {(146 - age) x [(0.287 x Wt) + (9.74 x Ht2 )]} 60 x Scr Scr = คาserum creatinine ลาสุด Wt = the current weight in kg Ht = height in meters


118 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย 2. Modified Diet in renal diseases (MDRD) creatinine clearance method Clcr (males) = exp [5.228 – (1.154 x log {Scr}) – (0.203 x log {Age})] Clcr (females) = 74.2% of males African Americans ใหคูณ 1.21, Scr = คา serum creatinine ลาสุด 3. CKD-EPI GFR = 186.3 x (Scr (mg/dL)-1.154 x age-0.203 x (0.742 if female) x (1.21 if black) โดยมีสูตรละเอียดดังตารางที่ 5.6 ตารางทีˑ 5.6 รายละเอียดสูตร CKD-EPI Race SEX Serum creatinine (mg/dL) Equations Black Female <0.7 GFR=166x (Scr/0.7)-0.329 x (0.993)Age Black Female > 0.7 GFR=166x (Scr/0.7)-1.209 x (0.993)Age Black Male <0.9 GFR=163x (Scr/0.9)-0.411 x 0.993Age Black Male >0.9 GFR=163x (Scr/0.7)-1.209 x 0.993Age White or others Female <0.7 GFR=166x (Scr/0.7)-0.329 x 0.993Age White or others Female > 0.7 GFR=144x (Scr/0.7)-1.200 x 0.993Age White or others Male <0.9 GFR=166x (Scr/0.9)-0.411 x 0.993Age White or others Male >0.9 GFR=166x (Scr/0.9)-1.209 x 0.993Age ที่มา : Satirapoj B, Jirawatsiwaporn K, Tangwonglert T, Choovichian P. Performance of the estimated glomerular filtration rate creatinine and cystatin C based equations in Thai patients with chronic glomerulonephritis. International Journal of Nephrology and Renovascular Disease.2015;145-50.


หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 119 มีการศึกษาเปรียบเทียบสมการการทํานายคาการขจัดยา (creatinine clerance) และไดเสนอสมการที่เหมาะสมในการใชประเมินการทํางานของไตและปรับขนาดยา ดังนี้ 1. สมการของ Crockcroft and Gualt 2. สมการ Modified Diet in renal diseases (MDRD) ซึ่งที่นิยมใชคือสมการที่มี 4 ตัวแปร Clcr (males) = exp [5.228 – (1.154 x log {Scr}) – (0.203 x log {Age}) Clcr (fem3-ales) = 74.2% of males African Americans multiply by 1.21, Scr = คาserum creatinine ลาสุด หรือ GFR = 186.3 x (Scr (mg/dL)-1.154 x age -0.203 x (0.742 if female) x (1.21 if black) 3. CKD-EPI=141 × min (Scr/k1) a × max (Scr/k,1)-1.209 × 0.993Age × 1.018 (if female x 1.159 (if black) อยางไรก็ตามไดมีการปรับสมการใหเหมาะสมในประชากรแตละประเทศโดยใชพื้นฐานจาก MDRD สรุปสมการที่มีการใชบอยในทางคลินิกเพื่อประเมินการทํางานของไตและการปรับ ขนาดยาและการศึกษาเปรียบเทียบความถูกตองแมนยําดังตารางที่ 5.7


120 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย ตารางทีˑ 5.7 สรุปสมการทีˑมีการใช้บ่อยในทางคลินิกเพืˑอประเมินการทํางานของไตและ การปรับขนาดยาและมีการศึกษาเปรียบเทียบความถูกต้องแม่นยํา ที่มา : Satirapoj B, Jirawatsiwaporn K, Tangwonglert T, Choovichian P. Performance of the estimated glomerular filtration rate creatinine and cystatin C based equations in Thai patients with chronic glomerulonephritis. International Journal of Nephrology and Renovascular Disease.2015;145-50. การปรับขนาดยา (Dose adjustment) ขนาดยาแบบประคับประคองสามารถคํานวณโดยสมการดังนี้ ݔ ܨ ݉ܦ ߬ ݒܽ ,ݏݏݑܥ ݔ ݑ݈ܥ = F= bioavailability, Dm = maintenance dose, Clu= Clearance, Cuss = concentration at steady state อัตราการบริหารยาในผูปวยโรคไตเมื่อเปรียบเทียบกับผูที่มีการทํางานของไตปกติแสดงดัง สมการ


หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 121 (݀)(߬/݉ܦ) (ݐ)߬/݉ܦ = (ݐ)ܨ ݔ (݀)ݑ݈ܥ (݀)ܨ ݔ (ݐ)ݑ݈ܥ d = ผูปวยโรคไต, t = ผูปวยที่ไตทํางานปกติ กรณีที่คา F คงที่อัตราการใหยาเทากับ (Dm/)(d) = Rd x ((Dm/)(t) Rd คือ อัตราสวนของคาการขจัดยาของยาในรูปแบบอิสระในผูปวยโรคไต เปรียบเทียบกับผูปวย คาดังกลาวนี้เรียกวา “Renal function (RF)” กรณีศึกษา ผูปวยชายอายุ23ปน้ําหนัก=68 kg, creatinine clearance = 13 mL/min แพทย ตองการใหAmikacin sulfate. จะมีวิธีการใหอยางไรหากเปรียบเทียบกับผูปวยที่มีการทํางาน ของไตปกติ อายุ 55 ป น้ําหนัก=70 kg, creatinine clearance = 77 mL/min ซึ่งไดขนาด ยา=7.5 mg/kg q 12 hrs จากขอมูลสามารถคํานวณR F ไดเทากับ 0.17 จากสมการ: (Dm/)(d) = Rd x ((Dm/)(t) (Dm/)(d) = 0.17 x ((Dm/)(t) อัตราการใหยาของผูปวยจะเทากับ 0.17 เทาของผูปวยที่การทํางานของไตปกติ มี 3 วิธี ในการปรับการใหยาดังนี้ 1. ขยายชวงเวลาแตขนาดยาคงที่ (extend interval and constant dosage) (7.5x 68/)(d) = 0.17 x ((7.5 x 70)/12 = 72 hrs ผูปวยรายนี้ควรไดรับ amikacin = 7.5 x 68 = 525 mg (500 mg) q 72 hr (3 days) 2. ลดขนาดยาลง แตชวงเวลาใหยาคงที่ (decrease dosage and constant interval) จากสมการ Dm (d) = 89. 25 mg (every 12 hrs) 3. ลดขนาดยาลงและขยายชวงการใหยา (decrease dosage and extend interval)


122 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย จากสมการ Dm/ = 7.44. ดังนั้นอาจจะให amikacin 178.56 mg หรือ amikacin (1.4 mL) q 24 hr จะทําให Dm/ประมาณ 7.44 ทางเลือกของการใหยานั้นขึ้นกับอาการของผูปวยควบคูไปกับระดับความเขมขนของยาใน พลาสมา ขนาดเริˑมต้น (Loading dose) ในบางครั้งการลดขนาดเริ่มตนของยาอาจจะมีความจําเปน ตัวอยางเชน amikacin จากการเปรียบเทียบระหวางขนาดเริ่มตนของยาตางๆ กัน กับการไมใหขนาดยาเริ่ม แสดงดัง รูปที่ 5.3จากรูปสามารถกลาวไดวา หากไมมีการใหขนาดยาเริ่มตน ระดับความเขมขนของยา เริ่มตน จะต่ํา อยางไรก็ตามหากชวงเวลาการใหยาบอยครั้งขึ้น อาจจะทําใหระดับยาใน พลาสมาเพิ่มขึ้นจนถึงความ เขมขนที่เกิดพิษ ดังนั้นจึงจําเปนตองลดขนาดยาเริ่มตน ข้อกําหนดโดยทัˑวไปและข้อจํากัด 1. ขอกําหนดทั่วไป 1.1 หากไมพิจารณาถึงยาที่มีดัชนีการรักษาแคบ จะไมแนะนําใหลดขนาดยาลง 30% ในผูปวยโรคไต เนื่อง จากมีความผันแปรสูงหรือหาก fe < 0.3 หรือ metabolite เปน สารที่ไมออกฤทธิ์ การลด ขนาดยาจะไมมีความจําเปน รูปทีˑ 5.3 ระดับของ amikacin กรณีไม่มีขนาดเริˑมต้น (A) และ ทีˑขนาดเริˑมต้นต่างๆ (B) (- - -) 500 mg q 72 hr (---) 83 mg q 12 hr, (…) 167 mg q 24 hr ที่มา : Shargel L, Yu A. Applied biopharmaceutics & pharmacokinetics. 8th ed. New York: McGraw-Hill Professional Publishing.; 2022


หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 123 1.2. ขณะที่การทํางานของไตมีคาใกล 0 เมื่อพิจารณาจากคาการขจัดยาทางไต วิธีการขจัดยาทางอื่น จะมีบทบาทสําคัญมากขึ้น อยางไรก็ตาม คาการขจัดยาโดยรวมจะ มี ความผันแปรสูง และไม สามารถนํา มาประยุกตในการปรับขนาดยาในแตละบุคคลได และ หากยาใดมี fe =1 คือยามีการขจัดทางไตทั้งหมดเมื่อ RF หรือ renal function มีคาใกลเคียง 0 คาการขจัดยาโดยรวมจะมีคานอย และอัตรา การใหยาควรจะลดลง 2. ขอจํากัด 2.1 กรณีของยาที่ตองไดเปนระยะเวลานาน แมวาจะมีการเปลี่ยนแปลง ของการ ทํางานของไตเพียงเล็กนอย แตก็ตองการการปรับขนาดยาลดลงเปนปริมาณมาก ตัวอยางเชน การทํางานของไตลดลง จาก 0.2 เปน 0.005 (เปลี่ยนไป 0.105) แตอัตราการใหยาควรลดลง ประมาณ 4 เทา 2.2 ความถูกตองของการวัดการทํางานของไต 2.3 การทํางานของไตจะเปนการเปลี่ยนแปลงแบบไปกลับได (dynamic change) การฟอกไต (dialysis condition) กรณีผูปวยฟอกไต คาการขจัดยาและความเขมขนของยา ณ สภาวะคงที่ (Steady state plasma drug concentration) สามารถคํานวนไดจากสมการตอไปนี้ ܳ = ஽ܮܥ (ݒܥ − ܽܥ) ܽܥ Q = renal blood flow Ca = the plasma drug concentration before dialysis Cv = the plasma drug concentration after dialysis ความเขมขนของระดับยาในเลือด ณ สภาวะคงที่ ของผูปวยฟอกไต เปนดังสมการ = ݏݏܥ ܦܨ ߬(஽ܮܥ + ோܮܥ) Css = ความเขมขนของยาในเลือด ณ สภาวะคงที่, F= bioavailability, D= dose, CLR = renal clearance, CLD = dialysis clearance, = interval ยาในกลุมที่มีการใชบอยในผูปวยที่อาจจะมีภาวะทางไตบกพรอง คือยาที่บรรเทาอาการ


124 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย ปวดปลายประสาท (Neuropathic pain) ในผูปวยเบาหวาน หรือ การติดเชื้อ herpes virusและ ยาปฏิชีวนะดังนั้นจึงขอยกตัวอยางแนวทางการปรับขนาดยา2 กลุมนี้ตามตารางที่ 5.8 และ 5.9 ตามลําดับ กรณีศึกษาการใช้ตาราง 5.8 และตาราง 5.9 1. กรณีศึกษาที่ 1 ผูปวยมีภาวะ neuropatic pain ตองไดรับยา neurontin® ขนาดเทาไร หากคา eGFR ผูปวยเทากับ 50 mL/min หากดูจากตารางการปรับยาของ neurontin® ผูปวยมีคา eGFR = 50 mL/min ดังนั้นขนาดยาที่ผูปวยควรจะไดรับคือ 200-700 mg bid อยางไรก็ตาม การจะเลือกขนาดยา ใดควรจะตองมีขอมูลดังอไปนี้ 1. อายุ 2. ความรุนแรงของอาการ 3. ยาที่ไดรับรวมดวย 4. ภาวะความเจ็บปวยอื่นๆ ของผูปวย ตารางทีˑ 5.8 ขนาดแนะนําจากบริษัทผู้ผลิตยา Neurontin (gabapentin) Clcr (mL/min) Today daily dose Dose regimen (mg) >60 900-3600 300 tid 400 tid 600 tid 800 tid 1200 tid > 30-59 400-1400 200 bid 300 bid 400 bid 500 bid 700 bid > 15-29 200-700 200 QD 300 QD 400 QD 500 QD 700 QD 15* 100-300 100 QD 125 QD 400 QD 500 QD 700 QD * For patients with creatinine clearance <15 mL/min, reduce daily dose in proportion to creatinine clearance (eg. patients with a creatinine clearance of 7.5 mL/min should receive one-half the daily dose that patients with a creatinine clearance of 15 mL/min receive). ที่มา: NEURONTIN® Dosage and Administration (gabapentin) | Pfizer Medical Information - US [Internet]. Pfizermedicalinformation.com. 2021 [cited 22 May 2021]. Available from: https://www.pfizermedicalinformation.com/en-us/neurontin/dosage-admin


หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 125 ตารางทีˑ 5.9 การปรับขนาดยาในผู้ป˳วยทีˑไตบกพร่อง สําหรับยาปฏิชีวนะ Drug Method Clcr>50 mL/min Clcr 10- 50 mL/min Clcr<10 mL/min acyclovir I 5 mg/kg q 8 hr 5 mg/kg q 12 hr 5 mg/kg q 24 hr ampicillin D,I 1-2 g q 6 hr 0.5 g q 6-8 hr 0.5-1 g q 12 hr aztreonam D,I 1-2 g q 6-8 hr 0.5-1 g q 8 hr 0.5-1 g q 12 hr cefazolin D,I 1-2 g q 6-8 hr 0.5-1 g q 12-24 hr 1 g q 48 hr cefotetan D,I 1-2 g q 12 hr 1-2 g q 12-24 hr 0.5-1 g q 24 hr ที่มา : Shargel L, Yu A. Applied biopharmaceutics & pharmacokinetics. 8th ed. New York: McGraw-Hill Professional Publishing; 2022. หากอายุมากและอาการรุนแรงนอย ขนาดที่ใหก็ควรเริ่มดวย 200 mg bid และ รอดูอาการตอไปวา สามารถควบคุมอาการไดหรือไม หากอายุนอยและอาการรุนแรง อาจจะ สามารถเริ่มไดที่ขนาด 300 mg bid หรือ 400 mg bid ได 2. กรณีศึกษาที่2 ผูปวยหญิงอายุ 50 ปไดรับการวินิจฉัยเปน acute pyelonephritis ไดรับยา cephazolin จากผลตรวจทางหองปฏิบัติการ ผูปวยมีคา GFR=30mL/min จงหาขนาดที่ เหมาะสมในการรับประทานยา cephazolin จากความรูเรื่องการขับยา cephazoline ขับทางไตเปนหลัก ตองปรับขนาดยา ตามคาการขจัดยาของ รางกายซึ่งแปรตามคา eGFR ผูปวยรายนี้คือ 30mL/min ขนาดยาที่ แนะนําคือ 0.5-1 g ทุก12-24 ชม. อยางไรก็ตามการจะเลือกขนาดยาใดควรจะตองมีขอมูลดอ ไปนี้ 1. ความรุนแรงของอาการ 2. ยาที่ไดรับรวมดวย 3. ภาวะความเจ็บปวยอื่นๆ ของผูปวย 4. ความสะดวกในการรับประทานยา ระหวางวันละครั้งหรือ วันละ 2 ครั้ง กรณีที่อาการรุนแรงไมมาก ไมไดรับยาอื่นรวมดวย และไมมีภาวะโรคเรื้อรัง อื่น ผูปวยสะดวก รับประทานยาวันละครั้ง ขนาดยาที่ควรไดรับคือ 500mg ทุก 24 ชม.


126 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย แหล่งข้อมูลในการค้นหาขนาดยาเพืˑอใช้ในผู้ป˳วยโรคไต เนื่องจากในทางปฏิบัติเวลาเจอผูปวยโรคไตหรือผูปวยที่มีการทํางานของไตบกพรอง เราจําเปนตองมี การหาขอมูลของขนาดยาที่เหมาะสมในผูปวยกลุมนี้ ดังนั้นจึงจะขอ ยกตัวอยางแหลงขอมูลที่ใชในการคนหาขนาดยาดังนี้ 1. หนังสือ 1.1 Drug prescribing in renal failure เปนหนังสือที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับ ผลของยาในแงชีวเคมีและทางกายภาพ ตอผูปวยไตวาย เนนเฉพาะยาที่ขับทางไตเปนหลัก และความสําคัญของคาการกรองผานไต ของผูปวย รวมทั้งคําแนะนํา ขนาดยาเพิ่มในผูปวยที่ไดรับการบําบัดทดแทนไต ครอบคลุมยา ฆาเชื้อแบคทีเรีย ยาตานไวรัส และอื่นๆ 1.2 Drug information handbook เปนหนังสือที่เหมาะสําหรับการคนอางอิงที่รวดเร็ว เพราะเนื้อหาจะไมละเอียด มากนัก มีขอมูล ของยาสวนใหญที่ใชในอเมริกา ในเลมประกอบดวยขอมูลยาในประเด็นตางๆ เชน ชื่อการคา คุณสมบัติ ทางเภสัชจลนพลศาสตรขนาดยาสําหรับผูปวย โดยรวมถึงผูปวยที่มี การทํางานของตับและไตบกพรอง ผลขางเคียง ของยาและอันตรกิริยาของยา 1.3 Applied biopharmaceutics and pharmacokinetics. เปนหนังสือที่อธิบายเกี่ยวกับหลักการทางเภสัชจลนพลศาสตรของยาและมี หลักการปรับขนาดยาในผูปวยที่มีการทํางานของตับและไตบกพรอง โดยจะมีสูตรการคํานวณ ขนาดยาโดยการใชตัวชี้วัดทางเภสัชจลนพลศาสตร หนังสือเลมนี้เหมาะสําหรับผูที่ตองการหา ความรูพื้นฐานทางเภสัชจลนพลศาสตรในผูปวยที่มีการทํางานของไตบกพรอง 1.4 Drug dosage in renal insufficiency เปนหนังสือที่สวนใหญจะเนนเกี่ยวกับขนาดยาในผูปวยที่ไดรับการบําบัด ทดแทนไต เชนไดรับการฟอกไต (Dialysis) โดยจะอธิบายถึงหลักการทางเภสัชจลนพลศาสตร ในผูปวยกลุมนี้ หนังสือเลมนี้ เหมาะกับผูที่ทํางานในหนวยไตซึ่งตองดูแลผูปวยฟอกไต เพราะ จะมีคําแนะนําการปรับขนาดยาในผูปวยที่ไดรับ การบําบัดทดแทนไต 1.5 Drug dosing in chronic kidney disease- Oxford medicine หนังสือเลมนี้กลาวถึงขนาดของยาที่เหมาะสมในผูปวยไตวายเรื้อรัง ซึ่งเหมาะ สําหรับ บุคลากรทางการแพทยที่ดูแลผูปวยโรคไตวายเรื้อรัง และผูปวยที่ทําการฟอกไตซึ่งตอง มีพื้นฐานเกี่ยวกับเภสัชจลนพลศาสตรของผูปวยกลุมนี้ เนื้อหาจะกลาวถึงการดูแลผูปวยกลุมนี้ ตั้งแตการสัมภาษณประวัติตรวจรางกาย ประเมินการทํางานของไต การคํานวณขนาดเริ่มตน ขนาดในการรักษา แบบประคับประคอง (maintenance dose) รวมทั้งการวัดระดับยาในเลือด


หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 127 1.6 AHFS drug information เปนหนังสือที่รวบรวมขอมูลยาในประเทศอเมริกา โดยมีขอมูลเกี่ยวกับ คุณสมบัติของยาในดานตางๆ เชน คุณสมบัติทางกายภาพของยา ชื่อทางการคา ชื่อทางเคมี ขนาดยาในผูปวยกลุมตางๆ เชน ผูปวยเด็ก ผูปวยผูใหญ ผูปวยโรคไต ผูปวยโรคตับ ฤทธิ์และ กลไกออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา อาการไมพึงประสงคเปนตน แตเนื้อหาในแตละสวน จะเปน เพียงสรุปสิ่งสําคัญๆ ดังนั้นอาจจะตองไปหารายละเอียดเพิ่มเติม หากตองการ ความลึกซึ้งของ เนื้อหามากขึ้น 2. Data base 2.1 Micromedex เปนฐานขอมูลเกี่ยวกับยาที่มีขอมูลในหลายๆ ดาน เชน คุณสมบัติทาง กายภาพของยา ชื่อทางการคา ชื่อทางเคมี ขนาดของยาในผูปวยกลุมตางๆ เชน ผูปวยเด็ก ผูปวยผูใหญ ผูปวยโรคไต ผูปวยโรคตับ ฤทธิ์ และกลไกออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา นอกจากนี้ยัง มีแนวทางการใหคําแนะนําในผูปวยที่ใชยานี้ โดยมีถึง 15 ภาษา 2.2 Lexicom-online เปนฐานขอมูลที่เกี่ยวกับยา เปนฐานขอมูลเกี่ยวกับยาที่มีขอมูลในหลายๆ ดาน เชน คุณสมบัติทางกายภาพของยา ชื่อทางการคา ชื่อทางเคมี ขนาดของยาในผูปวยกลุม ตางๆ เชน ผูปวยเด็ก ผูปวยผูใหญผูปวยโรคไต ผูปวยโรคตับ ฤทธิ์และกลไกออกฤทธิ์ทางเภสัช วิทยา นอกจากนี้ยังมีแนวทางการใหคําแนะนําในการใชยานี้ ลักษณะขอมูลที่ใหจะคลายคลึง กับ Micromedex 2.3 RxList Drug information เปนฐานขอมูลที่เกี่ยวกับยา เปนฐานขอมูลเกี่ยวกับยาที่มีขอมูลในหลายๆ ดาน เชน คุณสมบัติทางกายภาพของยา ชื่อทางการคา ชื่อทางเคมี ขนาดของยาในผูปวยกลุม ตางๆ เชน ผูปวยเด็ก ผูปวยผูใหญ ผูปวยโรคไต ผูปวยโรคตับ ฤทธิ์ และกลไกออกฤทธิ์ทาง เภสัชวิทยา นอกจากนี้ ย ังมีแนวทางการใหคําแนะนําในผูปวยที่ใชยานี้ ลักษณะขอมูลที่ใหจะ คลายคลึงกับ Micromedex เพียงแตฐานขอมูลนี้ไมเสียคาใชจาย 2.4 Medscape เปนฐานขอมูลที่รวบรวมขอมูลเกี่ยวกับยาในประเด็นตางๆ เชน เรื่อง คุณสมบัติทางกายภาพ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา กลไกการออกฤทธิ์ อาการไมพึงประสงครวมทั้ง ขนาดยาในกลุมผูปวยพิเศษ เชน ผูปวยโรคตับและผูปวยโรคไต


128 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย 3. Website 3.1 Website:http://www.kdigo.org เปน website ของสมาคม โรคไตนานาชาติ (Kidney Disease Improving Global Outcomes, (KDIGO))ซึ่งจะมีขอมูลแนวทางการดูแลผูปวยโรคไต คําแนะนําตางๆ เกี่ยวกับการจัดการ ภาวะแทรกซอนในผูปวยกลุมนี้ 3.2 DailyMed: U.S. the National Library of Medicine Website: https://dailymed.nlm.nih.gov/dailymed/ เปนweb site ที่ นาเชื่อถือ ที่ใหขอมูลเกี่ยวกับยาในทองตลาดที่จําหนายในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยใหขอมูล ที่อยูในเอกสารแนบ ของผลิตภัณฑตามที่อนุมัติ ขึ้นทะเบียน กับสํานักงานคณะกรรมการ อาหารและยาซึ่งก็ จะมีขนาดของยาใน ผูปวยกลุมพิเศษดวย 3.3 Renal dosing database http://www.globalrph.com/renaldosing2.htm เปน website ที่ใหขอมูลยา รวมถึงขนาดยา แตไมคอยมีรายละเอียดของ โรค การรักษา หรือ ขอมูลอื่นๆ ของยามากนัก 4. Application 4.1 Renal drug data base เปน application ที่ใชในการคนหาขนาดยาที่ใชในผูเปวยโรคไต และเปน application ที่ใชงายเหมาะสําหรับบุคลากรทางการแพทยในการตัดสินใจสั่งยา สามารถ download ไดจากมือถือทั้งระบบ iOS และ Andriod 4.2 Renal dose adjustment & creatinine clearance เปน application ที่ประกอบดวย CrCl (creatinine clearance) calculator, eGFR (MDRD) calculator, CrCl (paediatrics) calculator, SCr (creatinine) SI unit (mg/dL and μmol/dL) converter. ซึ่งเหมาะกับบุคลากรที่ดูแลผูปวยโรคไต 4.3 Renal dose เปน application สําหรับระบบ android ประกอบดวย CrCl (creatinine clearance) calculator eGFR (MDRD) calculator CrCl (paediatrics) calculator SCr (creatinine) SI unit (mg/dL and umol/dL) converter


หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 129 สรุป 1. นอกจากการขับยาทางตับและทางไตแลว ยายังสามารถกําจัดทางอื่นๆ อีก เชน น้ํานม น้ําลาย น้ําดี ลําไสเหงื่อ และ ลมหายใจออกเปนตน 2. ในทางปฏิบัติจะมีปจจัยที่สงผลตอการกําจัดยาหลัก 2.1 โรคตับ 2.2 โรคไต 3. การคํานวณขนาดยาในผูปวยโรคไตตองอาศัยคาการกําจัดยาผานไตซึ่งมีการวัด หลายวิธี โดยใชสูตรเชน 3.1 Cokcroft and Gault 3.2 Jelliffe 3.3 Salazar and Corcoran 3.4 MDRD 3.5 CKD-EPI 4. การปรับขนาดยาในผูปวยโรคไตมีหลักการปรับได3 วิธี คือ 4.1 ลดขนาดยาแตชวงเวลาในการใหยาคงเดิม 4.2 ขนาดยาคงเดิม แตเปลี่ยนชวงเวลาใหยาที่นานขึ้น 4.3 ปรับทั้งขนาดยาและชวงเวลาการใหยาใหเหมาะสม 5. แหลงขอมูลในการหาขนาดยาในผปวยโรคไตมีหลายแหลงขอมูล 5.1 หนังสือ เชน Drug prescribing in renal failure, Drug information handbook, Applied biopharmaceutics and pharmacokinetics, Drug dosage in renal insufficiency, Drug dosing in chronic kidney disease- Oxford medicine, AHFS drug information 5.2 Database เชน Micromedex, Lexicom-online, RxList Drug information, Medscape 6. Website ตางๆ เชน http://www.kdigo.org., DailyMed: U.S. the National Library of Medicine Website, Renal dosing database, http://www.globalrph.com/renaldosing2.htm 7. Application เชน Renal drug data base, Renal dose adjustment & creatinine clearance, Renal dose


130 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย เอกสารอ้างอิง Ali A, Asif N, Rais Z. Estimation of GFR by MDRD Formula and Its Correlation to Cockcroft-Gault Equation in Five Stages of Chronic Kidney Disease. Open Journal of Nephrology. 2013;03(01):37-40. Aronoff G. Drug prescribing in renal failure. Philadelphia: American College of Physicians; 2009. Boyer J, Schwarz J, Smith N. Selective Hepatic Uptake and Biliary Excretion of 35SSulfobromophthalein in Marine Elasmobranchs. Gastroenterology. 1976;70(2):254-256. DailyMed [Internet]. Dailymed.nlm.nih.gov. 2018 [cited 30 April 2018]. Available from: https://dailymed.nlm.nih.gov/dailymed/ Delanaye P, Cohen E. Formula-Based Estimates of the GFR: Equations Variable and Uncertain. Nephron Clinical Practice. 2008;110(1):c48-c54. Drug. com. Famciclovir Dosage Guide with Precautions - Drugs.com [Internet]. Drugs.com. 2017 [cited 30 November 2017]. Available from: https://www.drugs.com/dosage/famciclovir .html Drug Excretion - Clinical Pharmacology - MSD Manual Professional Edition [Internet]. MSD Manual Professional Edition. 2018 [cited 30 November 2018]. Available from: http://www.merckmanuals.com/professional/clinicalpharmacology/phar macokinetics/drug-excretion Earley A, Miskulin D, Lamb E, Levey A, Uhlig K. Estimating Equations for Glomerular Filtration Rate in the Era of Creatinine Standardization. Annals of Internal Medicine. 2012;156(11):785-95. Evans M, van Stralen K, Schon S, Prutz K, Stendahl M, Rippe B et al. Glomerular filtration rate-estimating equations for patients with advanced chronic kidney disease. Nephrology Dialysis Transplantation. 2013;28(10):2518- 2526. Hassan Y, Al-Ramahi R, Abd Aziz N, Ghazali R. Drug Use and Dosing in Chronic Kidney Disease. Ann Acad Med Singapore. 2009; 38:1095-103.


หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 131 Hofmann A. Biliary secretion and excretion in health and disease: Current concepts. Annals of Hepatology. 2007;6(1):15-27. IBM Watson Health Products [Internet]. Micromedex solutions.com. 2017 [cited 15 October 2017]. Available from: http://www.micromedexsolutions.com/ Kdigo. KDIGO – KIDNEY DISEASE | IMPROVING GLOBAL OUTCOMES [Internet]. Kdigo.org. 2018 [cited 30 November 2018]. Available from: http://www.kdigo.org Lexicomp. Drug information handbook with international trade names index. New York: Lexi-Comp; 2016. Lexicomp Online | Clinical Drug Information [Internet]. Wolterskluwercdi.com. 2007 [cited 30 November 2017]. Available from: https://www.wolterskluwercdi.com/lexicomp-online/ Medscape.com. [Internet]. Medscape.com. 2018 [cited 1 November 2018]. Available from: http://www.medscape.com Mula-Abed W, Al Rasadi K, Al Riyami D. Estimated Glomerular Filtration Rate (eGFR): A Serum Creatinine-Based Test for the Detection of Chronic Kidney Disease and its Impact on Clinical Practice. Oman Medical Journal. 2012;27(2):108- 113. NEURONTIN® Dosage and Administration (gabapentin) | Pfizer Medical Information - US [Internet]. Pfizermedicalinformation.com. 2021 [cited 22 May 2021]. Available from: https://www.pfizermedicalinformation.com/en-us/neurontin/dosageadmin Poge U, Gerhardt T, Palmedo H, Klehr H, Sauerbruch T, Woitas R. MDRD Equations for Estimation of GFR in Renal Transplant Recipients. American Journal of Transplantation. 2005;5(6):1306-1311. Ramon, J., et al. “Transepithelial Intestinal Excretion of Ciprofloxacin in Humans.” Clinical Infectious Diseases, vol. 32, no. 5, 2001, pp. 822–823, https://doi.org/10.1086/319206. Renal Dosing Database - GlobalRPH [Internet]. GlobalRPH. 2018 [cited 1 November 2018]. Available from:


132 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย http://www.globalrph.com/renaldosing2.htm. Ritschel W, Kearns G. Handbook of basic pharmacokinetics. Washington, DC: American Pharmaceutical Association; 2009. Rowland M, Tozer T. Clinical pharmacokinetics and pharmacodynamics. 4th ed. Philadelphia: Wolters Kluwer-Lippincott William & Wilkins; 2011 RxList - The Internet Drug Index for prescription drug information, interactions, and side effects [Internet]. RxList. 2018 [cited 27 February 2018]. Available from: https://www.rxlist.com/script/main/hp.asp Satirapoj B, Jirawatsiwaporn K, Tangwonglert T, Choovichian P. Performance of the estimated glomerular filtration rate creatinine and cystatin C based equations in Thai patients with chronic glomerulonephritis. International Journal of Nephrology and Renovascular Disease.2015;145-50. Shargel L, Yu A. Applied biopharmaceutics & pharmacokinetics. 8th ed. New York: McGraw-Hill Professional Publishing.; 2022. Shidhaye S, Dhone A, Budhkar T, Surve C. Technologies in Pulsatile Drug Delivery System. IJAPBC. 2012;1(4):438-445. Turner N. Oxford textbook of clinical nephrology. 4th ed. Oxford University Press; 2015. Welage L, Schultz R, Schentag J. Pharmacokinetics of ceftazidime in patients with renal insufficiency. Antimicrobial Agents and Chemotherapy. 1984;25(2):201-204. Yong S, Lawrence L. Drug Distribution and Drug Elimination [Internet]. intechopen.com. 2014 [cited 30 November 2017]. Available from: https://www.intechopen.com/books/basic-pharmacokinetic-conceptsand-some-clinical-applications/drug-distribution-and-drug elimination


หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 133 บททีˑ 6 กาลเภสัชจลนศาสตร์(Chronopharmacokinetics) ทีˑเกีˑยวข้องกับการขับยาออกจากร่างกาย


หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 135 บททีˑ 6 กาลเภสัชจลนศาสตร์ (Chronopharmacokinetics) ทีˑเกีˑยวข้องกับการขับยาออกจากร่างกาย ในบทที่ 1-5 เราไดทราบหลักการทางเภสัชจลนศาสตร โดยเฉพาะในการขับยา รวมทั้งการประยุกตทางคลินิก มีศาสตรใหมที่กําลังเปนที่สนใจและมีความเกี่ยวของกับเภสัช จลนพลศาสตรในกระบวนการขับยาคือ “กาลเภสัชจลนศาสตร” ซึ่งจะกลาวในบทนี้ดังนี้ กาลเภสัชจลนศาสตร์(Chronopharmacokinetic) Chronopharmacokineticsคือความรูเกี่ยวกับผลของเวลาตอคาทางเภสัชจลนพลศาสตร ซึ่งสงผลตอการรักษา ทฤษฎีการทํางานของรางกายตามเวลาในแตละวันหรือที่เราคุนเคยกันในคําวา “นาฬิกาชีวิต” กลาววา ในแตละชวงของเวลา จะมีการทํางานของอวัยวะหลักตางกัน ซึ่งนาฬิกา ชีวิตนี้ทฤษฎีแพทยแผนจีนนํา วินิจฉัยโรค กลาวโดยสรุปดังนี้ (Collage, 2017, Pachkov, 2017, Tianxing Zhang, 2016) เวลา เช้า 05.00-07.00 เปนเวลาการทํางานของสําไสใหญที่จะขับอาหารที่ผานการยอยและดูดซึมแลว เตรียม ที่จะขับถายออกจากรางกาย ดังนั้นเราจึงควรดื่มน้ําตอนเชาเมื่อตื่นนอน เพื่อใหขับถายสะดวก


136 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย ไมควรดื่มกาแฟในชวงเวลานี้ควรจะเดินออกกําลังกาย เพื่อใหลําไสมีการเคลี่อนไหว 07.00-09.00 เปนเวลาการทํางานของกระเพาะอาหาร ดังนั้นจึงควรรับประทานอาหารเชาในชวงนี้ โดยเลือกรับประทานอาหารเชาที่มีคุณคาทางโภชนาการครบ 5 หมูการรับประทานอาหารเชา ชวยใหกระเพาะอาหารทํางานไดดี ยอยอาหารและนําสารอาหารที่มีประโยชนไปเลี้ยงสวน ตางๆ ของรางกาย 09.00-11.00 เปนเวลาการทํางานของมาม ซึ่งมามจะทําหนาที่เปลี่ยนสารอาหารตางๆ ใหเปน พลังงาน ทําใหเรา ทํางานไดตลอดวัน เวลากลางวัน 11.00-13.00 เปนเวลาทํางานของหัวใจ เปนเวลารับประทานอาหารกลางวันและสังสรรคพูดคุยใน สิ่งที่สรางสรรคไมควรรับประทานจนอิ่มเกินไป 13.00-15.00 เปนเวลาทํางานของลําไสเล็ก ที่ทําหนาที่ดูดซึมอาหาร เปนชวงเวลาที่เราจะใช ความคิดแกไขปญหาตางๆ จัดการเรื่องตางๆ ใหเรียบรอย 15.00-17.00 เปนเวลาทํางานของกระเพาะปสสาวะ ชวงเวลานี้เหมาะกับการเรียนรูและทํางาน รวมถึงเวลาจิบน้ําชา ชวงเวลานี้ แนะนําใหดื่มน้ําหรือชา เวลาเย็น 17.00-19.00 เปนเวลาการทํางานของไต ในชวงเวลานี้เราควรรับประทานอาหารเย็นและพักผอน เพื่อเก็บสะสม พลังงานไวไตจะทําหนาที่เก็บสะสมพลังงานไวหากรูสึกเหนื่อย ตองทบทวนดู วาใช พลังงานไปกับอะไร ควรทําตัวใหสดชื่น หากมีอาการงวงเหงาหาวนอนในตอนนี้อาจจะมี ความผิดปกติของไต 19.00-21.00 เปนเวลาการทํางานของกลามเนื้อหัวใจ กลามเนื้อหัวใจจะทําหนาที่เกี่ยวกับการ ไหลเวียนโลหิต และการทํางานของอวัยวะสืบพันธุ ชวงเวลานึ้จึงเหมาะสําหรับการพักผอน มี กิจกรรมทางเพศหรือทําการนวด คลายกลามเนื้อ 21.00-23.00 เปนเวลาการทํางานของอวัยวะที่ควบคุมอุณหภูมิ (ระบบความรอน) ของรางกายคือ


หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 137 ตอมไทรอยด และตอมไทรอยดซึ่งรับผิดชอบตอการใชและการควบคุมอุณหภูมิเพื่อความ อบอุนแกรางกาย การเผาผลาญ พลังงาน ชวงนี้เหมาะแกการพักผอนและอานหนังสือ เวลาดึก 23.00-01.00 เปนเวลาการทํางานของถุงน้ําดี ชวงเวลานี้ควรเปนเวลานอนหลับ และหากมีนิ่วในถุง น้ําดี มักจะเกิดความเจ็บปวดในเวลานี้ 01.00-03.00 เปนเวลาการทํางานของตับหากยังไมนอนหรือตื่นขึ้นในเวลานี้ ตับจะทํางานหนัก เพื่อ กําจัดสารพิษ ออกจากรางกาย การดื่มแอลกอฮอลหรือสารเคมีหรืออาหารที่มี่ประโยชนก็จะ ถูกกําจัดใหหมดพิษ ชวงเวลานี้จึงควรนอนหลับและไมรับประทานอาหาร 03.00-05.00 เปนเวลาการทํางานของปอดหากเกิดความผิดปกติของปอดมักจะไอ หรือตื่นในเวลานี้ เพราะปอดจะ ทํางานเพื่อกําจัดสิ่งแปลกปลอม ตารางนาฬิกาชีวิตแสดงในรูปที่ 6.1 รูปทีˑ 6.1 นาǢิกาชีวิต ที่มา : Zhang T, Yan L, Ma S, He J. Human biological rhythm in traditional Chinese medicine. Journal of Traditional Chinese Medical Sciences. 2016;3(4):206-211.


138 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย ผลของชวงเวลาระหวางวันตอเภสัชจลนพลศาตรของยา (Pinar Erkekoglu, 2012) 1. การดูดซึมยา การศึกษาในมนุษยสําหรับการบริหารยาโดยการรับประทาน การดูดซึมยาไดรับ ผลกระทบตอการ เปลี่ยนแปลงชวงเวลาระหวางวัน เนื่องจากการหลั่งกรดและความเปนกรด ดางในกระเพาะอาหาร การเคลื่อนที่ของกระเพาะอาหาร และเวลาที่กระเพาะอาหารวาง รวมทั้งปริมาณเลือดที่ไหลไปสูทางเดินอาหาร มีความผันแปรระหวางวัน ซึ่งการเปลี่ยนแปลง ดังกลาวจะทําใหเกิดความแตกตางของการดูดซึมยา ตามเวลา ระหวางวัน เชนเดียวกับการ เปลี่ยนแปลงของความเปนกรดดางในกระเพาะอาหารในระหวางวัน ก็จะสงผลตอการแตกตัว ของยา ขึ้นกับคุณสมบัติทางเคมีและกายภาพของยา ในทางตรงกันขาม ชวงเวลาที่ กระเพาะ วางก็เปนอีกปจจัยหนึ่งที่สําคัญ จากการศึกษาชวงเวลาที่กระเพาะวางตอนเชา และตอนเย็นใน อาสาสมัครชาย พบวาชวงเวลาที่กระเพาะวางในชวงอาหารเย็น (20.00) จะยาวกวาชวงเชา (8.00) ในอาหาร ประเภทของแข็ง การเพิ่มขึ้นของชวงเวลาที่กระเพาะวางในตอนเย็น เปน สาเหตุหนึ่งที่ทําใหเวลาในการที่ ยาจะมีความเขมขนในเลือดสูงสุดชาออกไปในยาหลายชนิด การเปลี่ยนแปลงดังกลาวขึ้นกับคุณสมบัติทางเคมี และกายภาพของยา ยาที่ละลายในไขมันได จะดูดซึมเร็วในตอนเชามากกวาตอนเย็น ทั้งนี้กลไกเนื่องจาก มีชวงเวลาที่กระเพาะวางในตอน เชาสั้นกวา และมีการแพรผานที่ดีกวา แตการเปลี่ยนแปลงนี้ไมพบในยาที่ละลายน้ําดี 2. การกระจายยา ในเนื้อเยื่อหรือของเหลวในรางกาย การเปลี่ยนแปลงในชวงเวลาระหวางวัน อัตรา การไหลของเลือดซึ่งขึ้นกับปจจัยควบคุมตางๆ เชนระบบประสาทอัตโนมัติ(Sympathetic และ Parasympathetic) ซึ่งจะทํางานแปรผันตามชวงเวลาของวัน ระบบประสาท Sympathetics จะทํางานมากในชวงกลางวัน จึงทําใหเลือดไหลเวียนมาก และในชวงกลางคืนปริมาณเลือด ไหลเวียนจะลดลง ดังนั้นจึงเปนเหตุผลอธิบายความ แตกตางของการกระจายยาในเนื้อเยื่อของ แตละชวงเวลาในยาบางชนิด ขึ้นกับเวลาการใหยา การทํางานของตับที่แปรผันตามชวงเวลาก็สงผลทําใหระดับโปรตีนในพลาสมา (อัลบูมิน โกลบูลิน) เปลี่ยนแปลงไปในชวงระหวางวัน สวนใหญโปรตีนในพลาสมา (อัลบูมิน และ แอลฟา-1ไกลโคโปรตีน) จะมีความเขมขนลดลง และต่ําสุดในตอนกลางคืน จากนั้นคอยๆ เพิ่มตอนเชาและสูงสุดตอนเที่ยงวันซึ่งพบการรายงานของการแปรผัน (Touitou et al.1986) จากการศึกษาในอาสาสมัครหนุมสาวสุขภาพดี และผูสูงอายุที่มีสุขภาพดีพบวา ความแปรผัน ดังกลาวจะนอยในคนหนุมสาว (8-15%) แตเพิ่มขึ้นในผูสูงอายุ (20%) จากผลดังกลาวแสดงให เห็นวา ยาอิสระที่เพิ่มขึ้นในชวงกลางคืนจะมีมากขึ้นเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ซึ่ง พบในยาหลายชนิด เชน cortisol, mood stabilizers, valproic acid, 5-fluorouracil (5-FU), ketoprofen,


หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 139 carbamazepine, diazepam, lidocaine, prednisone, และ cisplatin จาก การศึกษาในหนูพบวา ความ สามารถในการจับกับโปรตีนของยา จะเกิดขึ้นในชวงนอนหลับ ซึ่งสอดคลองกับความสามารถ ในการจับกับ โปรตีนของยา disopyramide, lidocaine, และ carbamazepine ในทางตรงขามพบวา ยา cis- diamindichloroplatinum จะมีการจับกับ โปรตีนสูงสุดในชวง 16.00 อยางไรก็ตาม ในยาบางชนิด เชน NSAIDs และยาตานมะเร็ง (5-FU และ adriamycin) ไมไดมีการกระจายยาดวยอัตราที่คงที่ตลอด 24 ชั่วโมง อีกประเด็นหนึ่งที่ควรคํานึงคือยาที่จับกับเม็ดเลือดแดง เพราะมีการเปลี่ยนแปลง ตามชวงเวลาของวันเชน ยาชาเฉพาะที่ indomethacin หรือ theophylline นอกจากนี้ P-glycoprotein ซึ่งเปนสวนของยีนที่ทําใหเกิดการดื้อยาหลายชนิด (multidrug resistance (MDR), gene) ซึ่งจะมีสวนในการกําจัดยาทางไต น้ําดี และ ลําไสIntestinal H(+) /peptide co-transporter1 (PEPT1) ก็มีบทบาทสําคัญตอการสงผานสารอาหารและยา ซึ่งทําหนาที่ เสมือน ตัวสงผานในการกําจัดสารพิษและมีความแปรผันไดระหวางวัน ในมุมมองของ ดานพิษวิทยา ยาที่มีคาปริมาตรการกระจายตัวต่ําและ/หรือมีคาการจับกับโปรตีนสูง (high protein binding) และยาที่ มีชวงการรักษาแคบ จะมีผลหากมีการเปลี่ยนแปลงตามชวงเวลา และหากใหขนาดที่ผิดเชน ในชวงกลางคืน อาจทําใหเกิดพิษได 3. การเปลี่ยนแปลงยา การเปลี่ยนแปลงยาที่ตับขึ้นกับความสามารถของเอนไซมและเลือดที่ไหลผานตับ ทั้งสองปจจัย จะมี การแปรผันตามชวงเวลาระหวางวัน เนื่องจากชวงเวลาระหวางวันมีผลตอ การไหลเวียนเลือดผานตับ ดังนั้นจึงมึผลตอคาการขจัดยาทางตับในยาบางชนิด เชน propranolol ในสัตวเลี้ยงลูกดวยนม สวนใหญจะมีการเปลี่ยนแปลงสารพิษเพื่อกําจัดออกจาก รางกายทางตับ อยางไรก็ตามมีการเปลี่ยนแปลงยา ที่สามารถเกิดนอก ตับไดเชน ใน สมอง ไต ปอด หรือเนื้อเยื่ออื่นๆ ชนิดของสารพิษในรางกายแบงออกเปน 3 กลุมคือ 3.1 กลุมที่เปลี่ยนแปลงใน phase 1 ในกลุมนี้จะมีเอนไซมcytochrome P450 (CYP450) 3.2 กลุมที่เปลี่ยนแปลงโดย phase 2 หรือเอนไซม ที่ใชในกระบวนการ conjugation ประกอบดวย sulfotransferases (SULT), UDP-glucuronotransferases (UGT), NAD(P)H: quinine oxidoreductases (NQO), epoxide hydrolases (EPH), glutathioneS-transferases (GST), N-acetyltransferases (NAT). 3.3 กลุมที่เปลี่ยนแปลงโดย phase 3 ในสารบางชนิดก็สามารถเกิดปฏิกิริยา เปลี่ยนแปลงตอไป ซึ่ง เปนที่นาสนใจวาจากการวิเคราะหทางจีโนม ทําใหทราบวา โปรตีนที่ เกี่ยวของกับปฏิกิริยา Phase1-3 มีการแปรผันระหวางวัน นอกจากนี้ การทํางานของเอนไซมที่ เกี่ยวของ ก็จะแสดงออกตามชวงเวลาระหวางวันเชนกัน ในเนื้อเยื่อนอกตับเชน สมอง ซึ่งเชื่อวา


140 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย เกี่ยวของกับโปรตีนที่ทําหนาที่กําจัดสารพิษซึ่งมีผลเปลี่ยนแปลงประสิทธิภาพและการเกิดพิษของ ยา การเปลี่ยนแปลงในปฏิกิริยาออกซิเดชั่นที่เกิดโดยเอนไซม CYP450 มีการรายงาน ในยา aminopyrine, paranitroanisole, hexobarbital, 4-dimethylaminobenzene, aniline, benzphetamine, benzpyrene และ imipramine ซึ่งจะมีการเกิดมากตอนชวง เชาและต่ําที่สุดในชวงค่ํา ในทางตรงขาม ปฏิกิริยา sulfate conjugation จะเกิดเร็วในชวง กลางคืนมากกวา Peroxisome proliferation factor activated receptors (PPAR) โดยเฉพาะชนิด alpha หนาที่หลัก ของ PPAR คือการควบคุมสมดุลยของไขมันและน้ําตาล ปฏิกิริยาการ ทําลายสารพิษ จะเกิดกริยาที่เปนพวก ธัญญพืชเชน งา ตัวรับดังกลาวสามารถถูกกระตุน โดยสารที่เรียกวา Peroxisome periferators เชน ยาลดไขมันกลุม fibrates, phthalate-ester plasticizers กรดไขมัน เมื่อมีสารพิษ PPAR จะกระตุนการแสดงออกของยีน Phase1 และ Phase2 เชน CYP4A และ uridine 5’-diphospho glucuronosyl transferase (UGT) การแสดงออกของ PPAR จะแปรผันระหวางวันซึ่งมีผลในระดับของ mRNA การเปลี่ยนแปลง การแสดงออกจะมีผลตอการเปลี่ยนแปลงกรดไขมันและ คลอเรสเตอรอล เสตียรอยดและไขมันอื่นๆ ซึ่งเปนสารใน การเกิดปฏิกิริยาของ เอนไซม CYP สวนปฏิกิริยาของ UGT ก็จะเกิดกับสารในรางกาย (bilirubin, testosterone, aldosterone, retinoids, mineralocorticoids, bile acids, fatty acids) รวมถึงยาบางชนิดที่มีการเปลี่ยนแปลงโดย UGT (morphine, codeine, oxazepam, lorazepam, acetaminophen, zidovudine) ซึ่งไดรับผลจากการเปลี่ยนแปลงการแสดงออกของ PPAR ในทางตรงกันขาม PPAR ชนิด อื่น ก็มีสวนควบคุมตารางนาฬิกาชีวิตเชนกัน ซึ่งมีผูสันนิษฐานวาเปนองคประกอบหลักของ นาฬิกาชีวิต โดย PPAR จะเปรียบเสมือน ตัวรับสัญญาณซึ่งจะ เปนตัวควบคุมสมดุลของ พลังงานและการเผาผลาญไปสูนาฬิกาชีวิต การเปลี่ยนแปลง ยีนใดๆ ที่ควบคุมตารางนาฬิกาชี วิคอันเนื่องมาจากปจจัยภายนอกหรือปจจัยภายในจะ ทําใหเกิด การเปลี่ยนแปลงยีนที่มีผลตอ ระบบเผาผลาญของรางกายทําใหรบกวนระบบพลังงานและมีผลตอจุลชีพในรางกาย สมดุลถูก รบกวนนี้ ทําใหเกิดภาวะที่เรียกวา metabolic syndrome ซึ่งเปนโรคที่ซับซอนเชน โรคอวน ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ ความดันโลหิตสูง น้ําตาลในเลือดสูง งานวิจัยใหมๆ ที่ศึกษา ความสัมพันธดังกลาวจะทําใหเขาใจพยาธิสภาพการเกิดโรคมากขึ้น และอาจจะนํามาสู ยุทธศาสตรใหมในการรักษาภาวะผิดปกติดังกลาว


หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 141 4. การขับยา การทํางานของไต เชน การกรองผานโกลเมอรูรัส เลือดที่ไหลผานไต ความเปนกรด ดางของปสสาวะ และการดูดกลับของทอไต จะมีความผันแปรตามชวงเวลาระหวางวัน โดยจะมี คาสูงในชวงกลางวัน อาจจะเนื่อง มาจากกระบวนการผลิต ปสสาวะที่จะมีการผลิตปสสาวะ นอยลงในชวงกลางคืน ภาวะความเปนกรด ดางของปสสาวะที่มีการเปลี่ยนแปลง จะทําใหยามี การแตกตัวเปลี่ยนไป ซึ่งจะเปนเหตุผลอธิบายไดวายาที่เปนกรดออนจะมีการขจัดเร็วกวาในชวง กลางคืน เนื่องจาก pH ของปสสาวะเปนดางเพิ่มขึ้น หรือยาที่ละลาย น้ําไดดี ก็พบการ เปลี่ยนแปลงตามชวงวันเชนเดียวกัน ซึ่งแปรผันตามกระบวนการผลิตปสสาวะในระหวางวัน (Chhabra VS, et al. 2012) จากทฤษฏีดังกลาว จึงไดมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธระหวางการ บริหารยาในชวงเวลาตางๆ กับประสิทธิภาพของยา สําหรับในบทนี้ จะขอยกตัวอยางที่ เกี่ยวของกับกระบวนการขับยา ออกจากรางกาย ตามกลไกชวงเวลาของรางกาย ในการขับยา ออกจากรางกายนั้น ชวงเวลาระหวางวัน จะมีบทบาทสําคัญในการเปลี่ยนการเกิดพิษของยา โดยมีผลตอตับและลําไสนอกจากนี้ ยังเกี่ยวกับการไหลของน้ําดีและปสสาวะ จากการศึกษาในหนูที่มีความผิดปกติของการไหลของน้ําดีเรื้อรัง ในภาวะที่มีแสง (มีแสงตอน 6.00 และปดแสงตอน18.00) จะมี การไหลของน้ําดี ความเขมขนของน้ําดีอัตรา การสรางเกลือน้ําดี การสังเคราะหคอเลสเตอรอลและฟอสโฟลิปด แปรผันตามเวลา ในทาง ตรงขาม การขับออกของ polyamines จะสูงที่สุดตอนเชา จากการศึกษาในผูปวยสุขภาพดี สําหรับตัวอยางของยาเชน การขับออกของ ciprofloxacin จะลดลงเมื่อใหยาตอน 22.00 เชนเดียวกับการขับออกของ 17-oxosteroids ที่แปรผันตามชวงเวลา สรุปผลกระทบของ ชวงเวลาตางๆ ตอกระบวนการทางเภสัชจลนศาสตรของยาดังตารางที่ 6.1


142 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย ตารางทีˑ 6.1 สรุปผลกระทบของช่วงเวลาต่างๆ ต่อกระบวนการทางเภสัชจลนศาสตร์ ของยา กระบวนการทางเภสัชจลนศาสตร์ กระบวนการดูดซึม: การกิน : ความเปนกรดดางของกระเพาะอาหาร (gastric pH) การเคลื่อนไหว (บีบตัว) ของกระเพาะอาหาร (gastric motility) เวลาที่กระเพาะวางจากอาหาร (gastric emptying time) ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงทางเดินอาหาร (gastrointestinal blood flow) ตัวขนสง (transporter) การฉีด: ความสามารถในการแพรผานผิวหนัง (transderma permeability) ความสามารถในการแพรผานดวงตา (occular permeability) ความสามารถในการแพรผานปอด (pulmonary permeability) กระบวนการกระจายยา: การไหลเวียนของเลือดแอลบูมินแอลฟาแอซิดไกลโคโปรตีนเม็ดเลือดแดงและตัวขนสง กระบวนการเปลี่ยนแปลงยา: การทํางานของเอนไซมตับ เลือดที่ไปเลี้ยงตับ การทํางานของเอนไซมในทางเดินอาหาร ทางไต น้ําดี และ ลําไส กระบวนการขับยา: กระบวนการกรองผานไต ปริมาณเลือดที่ไหลผานไต ความเปนกรดดางของปสสาวะ ปริมาณเกลือแร กระบวนการดูดกลับโดยทอไต ตัวขนสง ที่มา : Baydar T, Erkekoglu P.. Chronolopharmacokenetics of drugs in toxicological aspects: A short review for pharmacy practitioners. J Res Pharm Pract, 2012;1(1):3-9. ตัวอย่างงานวิจัยทีˑกาลเภสัชจลนศาสตร์ทีˑเกีˑยวกับการขับยาออกจาก ร่างกาย มีตัวอยางงานวิจัยที่ไดทําการศึกษาเกี่ยวกับกาลเภสัชจลนศาสตรดังนี้ 1. ยากลุม NSAIDs ปจจัยทางดานสรีรวิทยาที่เปนไปตามชวงเวลาตางๆ เชน การหลั่งกรด อัตราไหล ของเลือดสูกระเพาะ ตับ หรือ ไต ซึ่งปจจัยที่กลาวขางตนจะมีผลกระทบตอเภสัชจลนพลศาสตร ของยาคือ การดูดซึม และการขับยา โดยในชวงกลางคืนจะมีชีวประสิทธิผลนอยกวาชวง กลางวัน ยามีการขับออกในชวงกลางคืนในอัตราที่มากกวาชวงกลางวัน ดังนั้นจึงมีขอแนะนําวา ควรการรับประทานยาในชวงกลางวันเพราะจะมีประสิทธิภาพดีกวาในชวงกลางคืน (Ashwini


หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 143 Phone et.al 2012, Harika Jawaji et. al. 2011) การเปลี่ยนแปลงของการทํางานของไตระหวางวัน การจับของยากับโปรตีนใน รางกาย ปริมาณเลือดที่ไหลเวียนผานตับก็เปนปจจัยที่สามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงของ ระดับยาระหวางวันได(Ashwini Phone et.al 2012) กรณีของ Rheumatoid Arthritis, มักจะเกิดอาการตึงขอในตอนเชา และยากลุมนี้ ควรใหในตอนเชาและเที่ยง เนื่องจากอาการ ของโรค NSAIDs จะมีอัตราและชีวประสิทธิผลดีเมื่อรับประทานในตอนเชา สรุปดังนี้ indomethacin: จะมีความเขมขนสูงสุดในเลือดและเวลาที่ยามีความเขมขนสูงสุดจะสูงกวาและใช เวลาสั้นกวาการใหยาตอนกลางคืน ibuprofen: ในการศึกษายาเม็ดเคลือบผลจะตรงขามกับรูปแบบแคปซูลพบวาคาความเขมขน ของ ยาในเลือดจะสูงในชวงรับประทานตอนทองวางและมีคาชีวประสิทธิผลมากในชวง กลางคืน 2 ยาลดความดันโลหิต 2.1 ยากลุมปดกั้นตัวรับเบตา (Beta-Blockers) กรณีของ propranolol จะมีคา Cmax สูงขึ้นและมี Tmax ลดลงในชวงเชา เมื่อเปรียบเทียบ กับตอนกลางคืน แตหากเปนรูปแบบ sustained release ไมพบความ แตกตาง กรณีที่พบความแตกตางนั้น จะพบในยา ที่มีคุณสมบัติละลายในไขมันไดดีจะมีอัตรา การดูดซึมเร็ว เมื่อรับประทานในชวงเชามากกวา ชวงบาย 2.2 ยากลุมปดกั้นแคลเซี่ยม (Calcium chanel-Blockers) ผลที่แตกตางกันในตอนชวงเชาและกลางคืนของยากลุมนี้เชน diltiazem จะ มีประสิทธิภาพ ในการควบคุมความดันโลหิต 24 ชั่วโมง ซึ่งรูปแบบเปนยาออกฤทธิ์เนิ่นและ รับประทานตอนกลางคืนกอนนอน จะลดความดันโลหิตในชวงกลางดึก ยากลุม dihydropyridine จะลดความดันโลหิตระหวางวันและกลางคืน โดยไมขี้นกับเวลาที่ใหยา สําหรับยา nitrendipine ที่ รับประทานตอนเชา (6.00) ออกฤทธิ์ลดความดันโลหิตดีกวา แตหากใหตอนกลางคืนมักจะเกิด ความดันโลหิตสูงชวงกลางดึกไดมากขึ้น สวนยา isradipine การใหตอนกลางคืนจะดีที่สุดใน การควบคุมความดันโลหิต 24 ชั่วโมง ซึ่งเหมาะกับผูปวยโรคไตเรื้อรัง ที่มีความดันโลหิตในชวง กลางคืนต่ํากวาตอนกลางวัน (Dipping pattern) 2.3 ยากลุมยับยั้ง Angiotensin Converting enzyme (Angiotensin Converting Enzyme inhibitors, ACEI)


144 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย ยา trandolapril ที่มักจะใหกอนนอนและตอนเชา พบวาการ ใหยาดังกลาว กอนนอนจะมี ประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับตอนเชาrimipril จะลดความดันโลหิตในชวงกลางวันไดดี ถารับประทานตอนเชา และลดความดันโลหิตตอนกลางคืนไดดี หากรับประทานตอนกลางคืน spirapril จะมีฤทธิ์ลดความดันโลหิต ตลอด 24 ชั่วโมงไดดี หากรับประทานตอนเชาเมื่อ เปรียบเทียบกับรับประทานกอนนอน ซึ่งรูปแบบยาสามารถใหไดวันละครั้ง เนื่องจากยานี้มีคาครึ่ง ชีวิตการกําจัดยานานประมาณ 40 ชั่วโมง (Ashwini Phone et.al 2012, Harika Jawaji et. al. 2011) 3. ยาปดกั้นตัวรับ H2 (H2 receptor blockers) มีคําอธิบายทางสรีระวิทยาของรางกายที่จะมีผลตอยาคือ ยานี้ควรรับประทาน ในชวงบาย หรือตอนกลางคืน ไมวาจะเปนยาที่มีคาครึ่งชีวิตยาวหรือสั้น กรณีของยากลุมนี้เมื่อ ใหตอนกลางคืนจะใหผลดีกวา ใหตามชวงระหวางวัน ปกติตามเวลาเนื่องจากจะมีการหลั่งกรด อาการปวด และมีการแพรผานของกรดมากกวาในชวงกลางคืน เนื่องจากยาสามารถเพิ่ม pH ของกระเพาะอาหารไดในชวงดังกลาว (Harika Jawaji et. al. 2011) 4. ยาแกหอบหืด สวนใหญโรคหอบหืดมักจะมีอาการเกิดขึ้นตอนกลางคืน เนื่องจาก ปอดเปน อวัยวะที่ไวตอสารตางๆ เชน acetylcholine, histamine, ไรฝุน หญา ในตอนกลางคืน มากกวากลางวัน ดังนั้นจึงสามารถรักษาดวย Antihistamine ไดในตอนกลางคืน อีกตัวอยาง หนึ่งคือ theophylline หากใหขนาดที่สูงขึ้นในตอนกลางคืน อาจจะไดประโยชนในการคุม อาการ เพราะมีการศึกษาพบวา theophylline จะมี ความเขมขนสูงสุด (Cmax) สูงและเวลา ที่ยามีความเขมขนสูงสุด (Tmax) สั้นกวาเมื่อใหตอนกลางคืน 5. ยาปฏิชีวนะ มีคําอธิบายทางสรีระวิทยาของรางกายที่จะมีผลตอยาดังนี้ ในการศึกษาเภสัช จลนศาสตรของaminoglycosides, พบวา คาการขจัดยาของ gentamicin, amikacin, isepamicin จะสูงกวาในกรณีที่มี กิจกรรมหรือการเคลื่อนไหว และมีคาครึ่งชีวิตยาวกวา รวมทั้งมีพื้นที่ใตกราฟความเขมขนในเลือดกับเวลา (AUC) สูงกวาในชวงกลางวัน อัตราการขับ ออกทางปสาวะของยากลุมนี้สูง จากการศึกษาพบความผันแปรของคาการขจัดยาระหวางวัน ดังนี้ gentamicin จะมี AUC มากขึ้น คาครึ่งชีวิตยาวขึ้นและคาการขจัดยาทางไต ลดลงในชวง 20.00-24.00 (Rajesh Gollapudi et. al, 2011, Chhabra VS, et al. 2012) ในทางปฏิบัติ จึงนิยมบริหารยากลุมนี้ในตอนเชา เพื่อลดการเกิดพิษตอไต


หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 145 อีกการศึกษาหนึ่งคือยา ciprofloxacin ซึ่งมีการศึกษา การขับยาออกจาก รางกายเมื่อ ใหยากับอาสาสมัครสุขภาพดีจํานวน 12 ราย โดยทําการศึกษาแบบไขวสลับ (crossover) เปรียบเทียบเวลา ในการใหยาระหวาง 10.00 และ 22.00 เมื่อนําตัวอยาง ปสสาวะมาวิเคราะหพบวา การขับออกของ ciprofloxacin ลดลงในชวง 22.00 เมื่อเทียบกับ 10.00 ซึ่งผูวิจัยอภิปรายวา อาจจะเนื่องมาจากผลของ การทํางานของไตในชวงระหวางวัน หรืออาจจะเปนกระบวนการเปลี่ยนแปลงยาในชวงระหวางวัน (Rajesh Gollapudi et al, 2011, Chhabra VS, et al. 2012) มีกรณีการศึกษาในยา ceftriaxone ที่มีการกําจัดยาเปลี่ยนแปลงไปในแตละชวงวัน โดยจะมีคาสูงตอน กลางคืนและลดลงในชวงกลางวันผลการศึกษาของชวงเวลากับผลที่มีตอยา ปฏิชีวนะ สรุปดังตารางที่ 6.2 6. ยาตานการชัก หลักฐานเกี่ยวกับผลของชวงเวลาระหวางวันกับยากันชัก พบในยา valproic acid โดยพบวา จะลดความไวในการหลั่งสาร melatonin โดยแสง เมื่อไดรับยาครั้งเดียวเพื่อ รักษาอาการ bipolar แตไมมี ผลตอปริมาณโดยรวม หรือการออกฤทธิ์ของ melatonin โดย การศึกษาเพื่อดูผลชวงเวลาระหวางวันของ valproate กับ แมลงหวี่ พบวา ยาจะยืดชวงเวลา ที่ตอบสนองตอแสงไดจากการทํา real time PCR fibroblast ของหนูและ มนุษย พบวา valproate จะยืดเวลาการตอบสนองตามชวงเวลาของยีน ซึ่งขึ้นอยูกับเวลาที่ใหยา สําหรับยาอื่นก็มี diazepam ที่จะชะลอการหลั่ง melatonin และมีการ เปลี่ยนแปลงกระบวนการ transcription ของยีนที่ควบคุมเวลาของรางกายดังที่กลาวมาแลว ในการศึกษาของ valproate การรบกวน รูปแบบการนอนหลับยังพบในยา carbamazepine, levetiracepam, lamotrigine, vigabarin, และ gabapentin แตยังไมชัดเจนวา องคประกอบใดของยาที่สามารถเปลี่ยนแปลงวงจรการนอนหรือนาฬิกาชีวิต (Rampopal et. al, 2013)


146 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย ตารางทีˑ 6.2 ผลของเวลาระหว่างวันต่อเภสัชลนพลศาสตร์ของยาปฏิชีวนะ ผลกระทบ ยาปฏิชีวนะ คาเฉลี่ยของระดับยาในเลือดจะสูงขึ้น เวลา 05.00 Netilmicin คาระดับยาต่ําสุด (Trough) จะสูงขึ้นเวลา 9.00 น และระดับยา ในเลือดจะสูงขึ้นเวลา 21.00 น amikacin ระหวางชวง 20.00 - 24.00 น คาครึ่งชีวิตของยาในเลือดจะยาวขึ้น คาการขจัดยาทางไตจะลดลง คาปริมาณยาในรางกาย(วัดจากพื้นที่ใตกราฟของความเขมขน ของยาในเลือดกับเวลา, AUC) จะสูงขึ้น gentamicin และ isepamicin คาการขจัดยาทางไตลดลงเวลา 20.00 และ เวลา 01.30 น. ปริมาณยาสะสมที่ไตเพิ่มขึ้น คาการขจัดยาลดลง amikacin คาปริมาณยาในรางกาย (วัดจากพื้นที่ใตกราฟความเขมขน ของ ยาในเลือดกับเวลา, AUC) จะสูงขึ้น เวลา 24.00 cefodizime คาครึ่งชีวิดของยาในเลือดจะยาวขึ้นเวลา 24.00 Sulfamethoxazole การกําจัดยาทางไตจะลดลงเวลา 22.00 น ciprofloxacin ชวงเวลาของวันไมสงผลกระทบตอ คาครึ่งชีวิตของยาใน เลือด และคาการกําจัดยาทางไต netilmicin ชวงเวลาของวันไมสงผลกระทบตอคาการกําจัดยาทางไต vancomycin ที่มา : Baydar T, Erkekoglu P.. Chronolopharmacokenetics of drugs in toxicological aspects: A short review for pharmacy practitioners. J Res Pharm Pract, 2012;1(1):3-9. 7. ยากดภูมิคุมกัน มีการเพิ่มขึ้นเล็กนอยของพื้นที่ใตกราฟระหวางความเขมขนของยาและเวลา (AUC, AUMC) ซึ่งแสดงถึงปริมาณยาในรางกาย เนื่องจากมีการลดลงของคาการกําจัดยา cyclosporine ในระหวางพัก (ชวงบาย ถึงกลางคืน) เมื่อเปรียบเทียบกับชวงเชา และ ระยะเวลาเฉลี่ยที่ยาอยูในรางกาย (mean residence time) เพิ่มขึ้นในชวงบายและคาพื้นที่ ใตกราฟระหวางความเขมขนและเวลา (AUC, AUMC) จะมากขึ้นกวาชวงเชา จากผล การศึกษาถึงแนวโนมดังกลาวทําใหคําแนะนําในเรื่องวิธีการใหยา cyclosporine เพื่อใหระดับ ยา สมดุลในชวงเชาและบายเพื่อผลในการกดภูมิคุมกัน (Chhabra VS, et al. 2012)


หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย | 147 8. ยาตานมะเร็ง ในรางกายมนุษยไขกระดูกหนังผิวเยื่อบุผิวที่ปากหรือทวารหนัก การสังเคราะห สารพันธุกรรมในชวงของการแบงเซลลจะไดผลดีกับยาที่ออกฤทธิ์ตรง Sphase และ ผลจะ ลดลงประมาณรอยละ50 หรือนอยกวา ในชวง 00.00-04.00 เมื่อเปรียบเทียบกับชวงกลางวัน การทํางานของเอนไซม dyhydropyrimidine dehydrogenase ใน mononuclear cell ของมนุษยจะเพิ่มขึ้นประมาณรอยละ 40 เมื่อเวลาประมาณเที่ยงคืน ซึ่งเอนไซม ดังกลาวมีสวน สําคัญในการเปลี่ยนแปลง 5-FU ปรากฏการณนี้ จึงชวยใหผูปวยทนตอยาไดมากขึ้น ระหวาง เวลาดังกลาว (00.00-04.00) ในทางตรงกันขาม ในยา cisplatin ผูปวยจะทนตอยาดีขึ้นใน ชวงเวลา 16.00-20.00 กาลจลนศาสตรของยา cisplatinจึ งนํามาสูการใหยาในตอนกลางคืน เพื่อลดการเกิดพิษตอไต การพบปรากฎการณดังกลาวแสดงใหเห็นวาควรคํานึงระยะเวลาตางๆ ที่ใหยาตานมะเร็งแกผูปวย มีคําแนะนําในการบริหารยาตานมะเร็งตามตารางที่ 6.3 เพื่อใหได ประสิทธิภาพและผูปวยทนตอยาไดมากที่สุด (Chhabra VS et al., 2012) ตัวอยางของความรูนี้แสดงในตารางที่ 6.4 และ ขอเสนอของขนาดยาที่ เหมาะสม ของการบริหารยาแสดงดังตารางที่ 6.5 การประยุกต์ใช้ความรู้ทางกาลเภสัชจลนพลศาสตร์ทีˑเกีˑยวกับการขับยา ออกจากร่างกาย 1. การรับประทานยาแกอักเสบ จากการศึกษาเรื่องกาลเภสัชจลนศาสตรของยาแกอักเสบกลุมที่ไมใชเสตียรอยด (Non-steroidal Anti-inflammatory drugs, NSAIDs) ที่พบวา การใหยาตอนเชาจะสามารถ มีฤทธิ์แกอักเสบไดผลดีกวา ดังนั้นก็จะแนะนําใหผูปวยรับประทานยาตอนเชา และเที่ยง เวน แตมีอาการในชวงอื่นดวย พยาธิสภาพ ของโรคมัก จะมีอาการเกิดขึ้นในตอนเชา เชนในโรครู มาตอยดที่มีอาการปวด หรือขอติดตอนตื่นนอน ดังนั้น การแนะนําใหรับประทานยากลุม NSAIDs ในชวงเชา และเที่ยง ตอนเกิดอาการ จะทําใหยาไดผลมากขึ้น นอกจากนี้ยังรวมไปถึง ยาลดการอักเสบในกลุม DMARDs ที่ใชรักษาโรครูมาตอยด เชน methotrexate ที่จะเสี่ยงตอ การเกิดพิษ หากรับประทานชวงกลางคืน เพราะจะมีคาการขจัดยาที่ลดลงตามกลไกของ รางกายใน ระหวางวัน ซึ่งจะมีการทํางานของอวัยวะที่ทําการกัดสารพิษลดลงในตอนกลางคืน ตามที่กลาวมาแลวขางตน การรับประทานยาตอนเชาก็จะชวยลดการเกิดพิษจากยาได


148 | หลักการเภสัชจลนศาสตรการขับยาออกจากรางกาย ตารางทีˑ 6.3 คําแนะนําในการบริหารยาต้านมะเร็ง ยา ชนิดของมะเร็ง เวลาทีˑจะทําให้ผู้ป˳วยทนต่อยา doxorubicin ovarian bladder 06.00 (>18.00) 4-Tetrahydropyranyl adriamycin ovarian 06.00 (>18.00) cisplacin ovarian bladder 16.00-20.00 (> 04.00-08.00) 18.00 (> 06.00) etoposide 5-FU methotrexate anthracyclins solid tumors 07.00 (>19.00) 02.00-10.00 08.00 early morning ที่มา : Chhabra VS, Tilloo SK, Walde SR., Ittadwar AM. The essentials of chronopharmacotherapies. International Journal of Pharmacy and Pharmaceutical Sciences, 2012;4(3), 1-8. ตารางทีˑ 6.4 การบริหารยาระหว่างวันซึˑงมีผลกระทบต่อเภสัชจนพลศาสตร์ ยา ผล กลุมยาปฏิชีวนะ aminoglycosides การศึกษาในสัตวทดลองจะพบพิษตอไตสูงสุดเมื่อบริหารยาในตอนกลางคืน gentamicin การบริหารยาในชวงกลางวันจะลดพิษตอไตและเพิ่มประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะ tobramycin เมื่อใหยา tobramycin ในตอนกลางคืน (02.00) คาการขจัดยาโดยรวมจะ เพิ่มขึ้นและ AUC ลดลงกวาตอนที่ไดรับเวลา 14.00 amikacin Amikacin ในมนุษยจะมีคา ke สูงในตอนเชามากกวาตอนกลางคืน ceftriaxone คาการขจัดยารวมของ ceftriaxone จะเปลี่ยนแปลงตามชวงเวลาของวัน คือมีคาสูงในตอนกลางคืนและมีคาต่ําสุดในตอนกลางวันเมื่อศึกษาในหนูทดลอง ciprofloxacin จากการศึกษาในมนุษย ปริมาณของ ciprofloxacin ที่ขจัดทางปสสาวะจะมาก ขึ้นเมื่อใหยาตอน 10.00 น. เมื่อเทียบกับ 22.00 น. 4-ampicilin การศึกษาในหนูทดลอง คาการขจัดยาของ Ampillin ทางน้ําดี และทางไต จะเพิ่มขึ้นอยางมีนัยสําคัญตอนกลางวันมากกวาตอนนอนหลับ


Click to View FlipBook Version