The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wongpoon23, 2019-03-24 01:07:40

ประเมิน

สื่อและแหล่งการเรียนรู้

มีดังนี้
1. แบบทดสอบหลังเรียน

2. กิจกรรมส่งเสริมกำรเรียนรู้
3. แบบฝึกหัดท้ำยหน่วย

4. หนังสือเรียนวิชำหลักกำรจัดกำร
5. แผนผังควำมคิด

6. รูปและตำรำงประกอบ

7. ห้องสมุด
8. Internet

กิจกรรม/ งานที่มอบหมาย
มีดังนี้

1. แบบทดสอบ
2. ปฏิบัติกิจกรรมกำรเรียนรู้

3. พฤติกรรมกำรเรียน กำรท ำงำนกลุ่ม
4. งำนที่มอบหมำย

การวัดผลและประเมินผล
ปฏิบัติดังนี้

1. แบบประเมินผล
2. กิจกรรม

3. งำนที่ได้รับมอบหมำย
4. กำรสอบเก็บคะแนน

5. พฤติกรรมกำรเรียน

บันทึกหลังการจัดการเรียนรู้ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561
มีดังนี้

ผลกำรใช้แผนกำรจัดกำรเรียนรู้

………………………………………………………………………………………………….………………….……...................................
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........

………………………………………………………………………………….………………………………….…………..……….………........
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………………….……………………………………………….………........

………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………………………….………………….……...................................
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........


ผลกำรเรียนของผู้เรียน
………………………………………………………………………………………………….…………………………………………………......
………………………………………………………………………………….……………………….……………………….…………..…........

………………………………………………………………………………….……………………….………………………………………........
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………………………………………….……………………….………........

………………………………………………………………………………………………………………….……………………….………........
………………………………………………………………………………………………………………….……………………….………........
………………………………………………………………………………………………….………………….……...................................
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........

………………………………………………………………………………….………………………………….…………..……….………........

ผลกำรสอนของครู
………………………………………………………………………………………………….……….....................................................

………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………….………………………………………………………….……….....
………………………………………………………………………………….……………………….……………………..……….………........

………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………….………………………………….………………..….………........
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………………………….………………….……...................................
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........

………………………………………………………………………………….………………………………….…………..……….………........

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 หน่วยที่ 6

ชื่อวิชาหลักการจัดการ สอนครั้งที่ 12-13

ชื่อหน่วย เทคนิคการเป็นผู้น าสมัยใหม่ คาบรวม 8 คาบ

ชื่อเรื่อง เทคนิคการเป็นผู้น าสมัยใหม่ จ านวนคาบ 8 คาบ

หัวข้อเรื่อง
1. บอกควำมแตกต่ำงของควำมเป็นผู้น ำและกำรบริหำรได้

2. สรุปทฤษฎีเกี่ยวกับคุณลักษณะของผู้น ำได้
3. เปรียบเทียบพฤติกรรมของผู้น ำตำมภำวะผู้น ำประเภทต่ำง ๆ ได้

4. อธิบำยควำมสัมพันธ์ระหว่ำงผู้น ำที่ให้ควำมส ำคัญกับงำนและกับคนได้
5. สรุปทฤษฎีเกี่ยวกับผู้น ำตำมสถำนกำรณ์ได้

6. อธิบำยกระบวนกำรปฏิรูปของผู้น ำเชิงปฏิรูปได้

7. สรุปข้อปฏิบัติของผู้น ำตำมหลักธรรมำภิบำลได้
8. ประยุกต์หลักในกำรท ำงำนและกำรด ำเนินชีวิตโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงได้

9. พัฒนำคุณธรรม จริยธรรม ค่ำนิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ด้ำนควำมกตัญญูกตเวที
กำรมี ระเบียบวินัย และกำรประหยัด

สาระส าคัญ
กำรศึกษำภำวะผู้น ำ โดยส่วนใหญ่เป็นกำรศึกษำจำกทฤษฎีซึ่งได้ก ำหนดและพิสูจน์โดยกำร

วิจัยด้วยวิธีกำรต่ำง ๆ มำแล้ว ผู้น ำควรระลึกอยู่เสมอว่ำ กำรน ำทฤษฎีต่ำง ๆ เหล่ำนี้มำใช้ให้เกิด
ประโยชน์สูงสุดนั้น จ ำเป็นต้องน ำมำประยุกต์ใช้ให้เหมำะสมกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องและสถำนกำรณ์

แวดล้อมอย่ำงถูกต้องและเหมำะสม ซึ่งควำมสำมำรถในกำรน ำทฤษฎีต่ำง ๆ เหล่ำนี้มำประยุกต์ใช้
ให้เกิดผลส ำเร็จเป็นหน้ำที่ที่ส ำคัญที่สุดประกำรหนึ่งของผู้บริหำรและควบคู่ไปกับกำรบริหำรตำม

หลักธรรมำภิบำลด้วย

พระบำทสมเด็จพระเจ้ำอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหำรำช ได้พระรำชทำนแนวพระรำชด ำรัสเรื่อง
เศรษฐกิจพอเพียงกับกำรท ำงำนตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว กลุ่มองค์กำร ชุมชนและ ภำครัฐ

หลักในกำรท ำงำนและกำรด ำเนินชีวิตโดยยึดหลักของเศรษฐกิจพอเพียง โดยรู้จักกำรประหยัด ไม่
ใช้จ่ำยฟุ่มเฟือย ใช้ปรัชญำในกำรครองตน รู้จักเก็บอดออมทรัพย์สิน และให้พ้นจำกภำระหนี้สิน

จุดประสงค์การเรียนรู้


จุดประสงค์ทั่วไป (จุดประสงค์ปลายทาง)
1. บอกควำมแตกต่ำงของควำมเป็นผู้น ำและกำรบริหำรได้

2. สรุปทฤษฎีเกี่ยวกับคุณลักษณะของผู้น ำได้

3. เปรียบเทียบพฤติกรรมของผู้น ำตำมภำวะผู้น ำประเภทต่ำง ๆ ได้
4. อธิบำยควำมสัมพันธ์ระหว่ำงผู้น ำที่ให้ควำมส ำคัญกับงำนและกับคนได้
5. สรุปทฤษฎีเกี่ยวกับผู้น ำตำมสถำนกำรณ์ได้

6. อธิบำยกระบวนกำรปฏิรูปของผู้น ำเชิงปฏิรูปได้

7. สรุปข้อปฏิบัติของผู้น ำตำมหลักธรรมำภิบำลได้
8. ประยุกต์หลักในกำรท ำงำนและกำรด ำเนินชีวิตโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงได้

9. พัฒนำคุณธรรม จริยธรรม ค่ำนิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ด้ำนควำมกตัญญูกตเวที
กำรมี ระเบียบวินัย และกำรประหยัด


จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม (จุดประสงค์น าทาง)

1. แบบทดสอบ
2. ปฏิบัติกิจกรรมกำรเรียนรู้

3. พฤติกรรมกำรเรียน กำรท ำงำนกลุ่ม
4. งำนที่มอบหมำย

เนื้อหาสาระ



มีดังต่อไปนี้

กำรศึกษำภำวะผู้น ำ โดยส่วนใหญ่เป็นกำรศึกษำจำกทฤษฎีซึ่งได้ก ำหนดและพิสูจน์โดยกำรวิจัย
ด้วยวิธีกำรต่ำง ๆ มำแล้ว ผู้น ำควรระลึกอยู่เสมอว่ำ กำรน ำทฤษฎีต่ำง ๆ เหล่ำนี้มำใช้ให้เกิดประโยชน์

สูงสุดนั้น จ ำเป็นต้องน ำมำประยุกต์ใช้ให้เหมำะสมกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องและสถำนกำรณ์แวดล้อมอย่ำง
ถูกต้องและเหมำะสม ซึ่งควำมสำมำรถในกำรน ำทฤษฎีต่ำง ๆ เหล่ำนี้มำประยุกต์ใช้ให้เกิดผลส ำเร็จ

เป็นหน้ำที่ที่ส ำคัญที่สุดประกำรหนึ่งของผู้บริหำรและควบคู่ไปกับกำรบริหำรตำมหลักธรรมำภิบำลด้วย
พระบำทสมเด็จพระเจ้ำอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหำรำช ได้พระรำชทำนแนวพระรำชด ำรัสเรื่อง

เศรษฐกิจพอเพียงกับกำรท ำงำนตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว กลุ่มองค์กำร ชุมชนและ ภำครัฐ หลักใน

กำรท ำงำนและกำรด ำเนินชีวิตโดยยึดหลักของเศรษฐกิจพอเพียง โดยรู้จักกำรประหยัด ไม่ใช้จ่ำย
ฟุ่มเฟือย ใช้ปรัชญำในกำรครองตน รู้จักเก็บอดออมทรัพย์สิน และให้พ้นจำกภำระหนี้สิน

กิจกรรมการเรียนการสอน ครั้งที่ 12

เตรียมควำมพร้อมก่อนสอน (เวลำ 30 นำที)
ผู้สอนจัดเตรียมหนังสือเอกสำรประกอบกำรสอนและวัสดุอุปกรณ์เพื่อที่ใช้ประกอบกำรสอนให้พร้อม

ผู้สอนเรียกชื่อผู้เรียน และจดบันทึกลงในสมุดบันทึกเวลำเรียน ขั้นสอนมีขั้นตอน ดังนี้
1. ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน (เวลำ 30 นำที)

1. ครูชี้แจงจุดประสงค์ หัวข้อเรื่อง เทคนิคกำรเป็นผู้น ำสมัยใหม่
2. ครูสนทนำกับผู้เรียนเรื่องของกำรบริหำรจัดกำรองค์กำร ที่เป็นกระบวนกำรในกำรที่จะมีผู้น ำ เพื่อ

ท ำกำรรับผิดชอบกำรปฏิบัติงำนของพนักงำนแต่ละฝ่ำยเพื่อให้งำนทุกชนิดส ำเร็จลุล่วง และท ำให้งำน

แต่ละชนิดสำมำรถประสำนกันได้ เพื่อควำมส ำเร็จตำมเป้ำหมำยที่ได้ก ำหนดขึ้น อย่ำงไรก็ตำมกำร
ปฏิบัติงำนให้ประสบควำมส ำเร็จได้นั้นสำมำรถท ำได้ด้วยผู้น ำพร้อมทั้งทีมงำนที่มีประสิทธิภำพโดยให้

พนักงำนปรำรถนำที่จะปฏิบัติงำน โดยใช้ควำมสำมำรถและควำมรับผิดชอบภำยในของแต่ละบุคคล
อย่ำงเต็มที่

3. ครูสุ่มถำมผู้เรียน และให้ร่วมแสดงควำมคิดเห็น
2. ขั้นสอน (เวลำ 90 นำที)

1. ครูอธิบำยควำมหมำยของเทคนิคกำรเป็นผู้น ำสมัยใหม่
2. ครูบรรยำยเกี่ยวกับควำมเป็นผู้น ำและกำรบริหำร

3. ในแต่ละหัวข้อมี รูปภำพ ตำรำง ประกอบ
4. หัวข้อทุกหัวข้อครูให้ผู้เรียนสรุป และบันทึก ซึ่งครูจะอธิบำยเพิ่มเติม และแก้ไขส่วนที่ผิด โดยขอให้

ผู้เรียนกลับไปทบทวนและปรับปรุงให้ดีขึ้น

3. ขั้นสรุป (เวลำ 30 นำที)
1. ครูและผู้เรียนร่วมกันสรุป เนื้อหำ และบันทึก

2. ให้ผู้เรียนซักถำมข้อสงสัย
3. ให้ผู้เรียนท ำแบบทดสอบหลังเรียน

4. ครูแนะน ำให้ผู้เรียนศึกษำค้นคว้ำเพิ่มเติมจำกแหล่งกำรเรียนรู้ต่ำง ๆ


4. ขั้นประเมินผล (เวลำ 60 นำที)
ผู้เรียนต้องมีคะแนนไม่ต่ ำกว่ำร้อยละ 50 จึงถือว่ำผ่ำนเกณฑ์ กำรประเมินผลวัดจำก
1. แบบประเมินผล

2. กิจกรรม

3. งำนที่ได้รับมอบหมำย
5. พฤติกรรมกำรเรียน

กิจกรรมการเรียนการสอน ครั้งที่ 13

เตรียมควำมพร้อมก่อนสอน (เวลำ 30 นำที)
ผู้สอนจัดเตรียมหนังสือเอกสำรประกอบกำรสอนและวัสดุอุปกรณ์เพื่อที่ใช้ประกอบกำรสอนให้พร้อม

ผู้สอนเรียกชื่อผู้เรียน และจดบันทึกลงในสมุดบันทึกเวลำเรียน ขั้นสอนมีขั้นตอน ดังนี้
1. ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน (เวลำ 30 นำที)

1. ทบทวนควำมหมำยของเทคนิคกำรเป็นผู้น ำสมัยใหม่ และควำมเป็นผู้น ำและกำรบริหำร
2. ขั้นสอน (เวลำ 90 นำที)

1. ครูอธิบำยทฤษฎีผู้น ำ กำรบริหำรตำมหลักธรรมำภิบำล

2. หลักปรัชญำของเศรษฐกิจพอเพียง
3. ในแต่ละหัวข้อมี รูปภำพ ตำรำง ประกอบ

4. หัวข้อทุกหัวข้อครูให้ผู้เรียนสรุป และบันทึก ซึ่งครูจะอธิบำยเพิ่มเติม และแก้ไขส่วนที่ผิด โดยขอให้
ผู้เรียนกลับไปทบทวนและปรับปรุงให้ดีขึ้น

5. ให้ผู้เรียนท ำแบบฝึกหัดท้ำยหน่วย
6. ให้ผู้เรียนแบ่งกลุ่มวิเครำะห์กรณีศึกษำ และตอบค ำถำมจำกเรื่อง ร้ำนสหกรณ์จุฬำลงกรณ์

มหำวิทยำลัย จ ำกัด

7. ให้ผู้เรียนท ำกิจกรรม
3. ขั้นสรุป (เวลำ 30 นำที)
1. ครูและผู้เรียนร่วมกันสรุป เนื้อหำ และบันทึก

2. ให้ผู้เรียนซักถำมข้อสงสัย

3. ให้ผู้เรียนท ำแบบทดสอบหลังเรียน
4. ครูแนะน ำให้ผู้เรียนศึกษำค้นคว้ำเพิ่มเติมจำกแหล่งกำรเรียนรู้ต่ำง ๆ


4. ขั้นประเมินผล (เวลำ 60 นำที)
ผู้เรียนต้องมีคะแนนไม่ต่ ำกว่ำร้อยละ 50 จึงถือว่ำผ่ำนเกณฑ์ กำรประเมินผลวัดจำก

1. แบบประเมินผล

2. กิจกรรม
3. งำนที่ได้รับมอบหมำย
5. พฤติกรรมกำรเรียน

สื่อและแหล่งการเรียนรู้
มีดังนี้
1. แบบทดสอบหลังเรียน

2. กิจกรรมส่งเสริมกำรเรียนรู้

3. แบบฝึกหัดท้ำยหน่วย
4. หนังสือเรียนวิชำหลักกำรจัดกำร

5. แผนผังควำมคิด
6. รูปและตำรำงประกอบ

7. ห้องสมุด
8. Internet

กิจกรรม/ งานที่มอบหมาย
มีดังนี้

1. แบบทดสอบ
2. ปฏิบัติกิจกรรมกำรเรียนรู้

3. พฤติกรรมกำรเรียน กำรท ำงำนกลุ่ม

4. งำนที่มอบหมำย
การวัดผลและประเมินผล
ปฏิบัติดังนี้

1. แบบประเมินผล
2. กิจกรรม

3. งำนที่ได้รับมอบหมำย
4. กำรสอบเก็บคะแนน

5. พฤติกรรมกำรเรียน

บันทึกหลังการจัดการเรียนรู้ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561
มีดังนี้

ผลกำรใช้แผนกำรจัดกำรเรียนรู้

………………………………………………………………………………………………….………………….……...................................
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........

………………………………………………………………………………….………………………………….…………..……….………........
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………………….……………………………………………….………........

………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………………………….………………….……...................................
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........


ผลกำรเรียนของผู้เรียน
………………………………………………………………………………………………….…………………………………………………......
………………………………………………………………………………….……………………….……………………….…………..…........

………………………………………………………………………………….……………………….………………………………………........
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………………………………………….……………………….………........

………………………………………………………………………………………………………………….……………………….………........
………………………………………………………………………………………………………………….……………………….………........
………………………………………………………………………………………………….………………….……...................................
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........

………………………………………………………………………………….………………………………….…………..……….………........

ผลกำรสอนของครู
………………………………………………………………………………………………….……….....................................................

………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………….………………………………………………………….……….....
………………………………………………………………………………….……………………….……………………..……….………........

………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………….………………………………….………………..….………........
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………………………….………………….……...................................
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........

………………………………………………………………………………….………………………………….…………..……….………........

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 หน่วยที่ 7

ชื่อวิชา หลักการจัดการ สอนครั้งที่ 14

ชื่อหน่วย การจูงใจ คาบรวม 4 คาบ

ชื่อเรื่อง การจูงใจ จ านวนคาบ 4 คาบ

หัวข้อเรื่อง
1. อธิบำยควำมหมำยและควำมส ำคัญของกำรจูงใจได้

2. แยกประเภทของสิ่งจูงใจที่เป็นตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงินได้
3. บอกควำมแตกต่ำงของพนักงำนตำมทฤษฎี x และทฤษฎี y ได้

4. อธิบำยกำรออกแบบงำนเพื่อกำรจูงใจได้
5. เปรียบเทียบทฤษฎีควำมต้องกำรของ Maslow และ ERG ว่ำมีสำระที่สอดคล้องหรือแตกต่ำง

กันได้

6. หำควำมสัมพันธ์ของทฤษฎีต่ำง ๆ ว่ำด้วยควำมต้องกำรได้
7.ประยุกต์ใช้ทฤษฎีควำมคำดหวังของ Vroom ในกำรอธิบำยพฤติกรรมของผู้เรียนที่ตั้งใจเรียน

เพื่อ เตรียมตัวสอบเข้ำมหำวิทยำลัยได้
8. แสดงควำมคิดเห็นกำรใช้ทฤษฎีควำมเท่ำเทียมกันในกำรบริหำรงำนได้

9. สร้ำงวัฒนธรรมกำรปฏิบัติงำนให้กับพนักงำน โดยใช้ทฤษฎีเสริมแรงได้
10. พัฒนำคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้ำนควำมมีวินัย กำรพึ่งตนเองและ

ควำมคิดริเริ่มสร้ำงสรรค์
สาระส าคัญ

กำรศึกษำเรื่องกำรจูงใจโดยส่วนใหญ่เป็นกำรศึกษำจำกทฤษฎีซึ่งได้ก ำหนดและพิสูจน์โดยกำร
วิจัยด้วยวิธีต่ำง ๆ มำแล้ว ผู้บริหำรควรระลึกอยู่เสมอว่ำกำรน ำทฤษฎีต่ำง ๆ เหล่ำนี้มำใช้ให้เกิด

ประโยชน์สูงสุดนั้นจ ำเป็นต้องน ำมำประยุกต์ใช้ให้เหมำะสมกับปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และสถำนกำรณ์

แวดล้อมอย่ำงถูกต้องเหมำะสม ซึ่งควำมสำมำรถในกำรน ำทฤษฎีต่ำง ๆ เหล่ำนี้มำประยุกต์ใช้ให้
เกิดผลส ำเร็จเป็นหน้ำที่ที่ส ำคัญที่สุดประกำรหนึ่งของผู้บริหำร

จุดประสงค์การเรียนรู้


จุดประสงค์ทั่วไป (จุดประสงค์ปลายทาง)
1. อธิบำยควำมหมำยและควำมส ำคัญของกำรจูงใจได้

2. แยกประเภทของสิ่งจูงใจที่เป็นตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงินได้

3. บอกควำมแตกต่ำงของพนักงำนตำมทฤษฎี x และทฤษฎี y ได้
4. อธิบำยกำรออกแบบงำนเพื่อกำรจูงใจได้
5. เปรียบเทียบทฤษฎีควำมต้องกำรของ Maslow และ ERG ว่ำมีสำระที่สอดคล้องหรือแตกต่ำงกันได้

6. หำควำมสัมพันธ์ของทฤษฎีต่ำง ๆ ว่ำด้วยควำมต้องกำรได้

7.ประยุกต์ใช้ทฤษฎีควำมคำดหวังของ Vroom ในกำรอธิบำยพฤติกรรมของผู้เรียนที่ตั้งใจเรียนเพื่อ
เตรียมตัวสอบเข้ำมหำวิทยำลัยได้

8. แสดงควำมคิดเห็นกำรใช้ทฤษฎีควำมเท่ำเทียมกันในกำรบริหำรงำนได้
9. สร้ำงวัฒนธรรมกำรปฏิบัติงำนให้กับพนักงำน โดยใช้ทฤษฎีเสริมแรงได้

10. พัฒนำคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้ำนควำมมีวินัย กำรพึ่งตนเองและ
ควำมคิดริเริ่มสร้ำงสรรค์


จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม (จุดประสงค์น าทาง)

1. แบบทดสอบ
2. ปฏิบัติกิจกรรมกำรเรียนรู้

3. พฤติกรรมกำรเรียน กำรท ำงำนกลุ่ม

4. งำนที่มอบหมำย

เนื้อหาสาระ



มีดังต่อไปนี้

กำรศึกษำเรื่องกำรจูงใจโดยส่วนใหญ่เป็นกำรศึกษำจำกทฤษฎีซึ่งได้ก ำหนดและพิสูจน์โดยกำรวิจัยด้วย
วิธีต่ำง ๆ มำแล้ว ผู้บริหำรควรระลึกอยู่เสมอว่ำกำรน ำทฤษฎีต่ำง ๆ เหล่ำนี้มำใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นั้นจ ำเป็นต้องน ำมำประยุกต์ใช้ให้เหมำะสมกับปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และสถำนกำรณ์แวดล้อมอย่ำงถูกต้อง
เหมำะสม ซึ่งควำมสำมำรถในกำรน ำทฤษฎีต่ำง ๆ เหล่ำนี้มำประยุกต์ใช้ให้เกิดผลส ำเร็จเป็นหน้ำที่ที่

ส ำคัญที่สุดประกำรหนึ่งของผู้บริหำร

กิจกรรมการเรียนการสอน ครั้งที่ 14

เตรียมควำมพร้อมก่อนสอน (เวลำ 30 นำที)
ผู้สอนจัดเตรียมหนังสือเอกสำรประกอบกำรสอนและวัสดุอุปกรณ์เพื่อที่ใช้ประกอบกำรสอนให้พร้อม ผู้สอน
เรียกชื่อผู้เรียน และจดบันทึกลงในสมุดบันทึกเวลำเรียน ขั้นสอนมีขั้นตอน ดังนี้
1. ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน (เวลำ 30 นำที)

1. ครูชี้แจงจุดประสงค์ หัวข้อเรื่อง กำรจูงใจ
2. ครูสนทนำกับผู้เรียนว่ำถ้ำเรำทุกคนต่ำงถูกกระตุ้นจำกสิ่งรอบ ๆ ตัวให้แสดงพฤติกรรมในด้ำนต่ำง ๆ จำกสิ่งเร้ำ
รอบ ๆ ตัว โดยเฉพำะสิ่งเร้ำที่มีอิทธิพลต่อควำมรู้สึก อำรมณ์ และควำมคิดของเรำ สิ่งต่ำง ๆ เหล่ำนี้ล้วนแต่

เกี่ยวข้องกับกำรจูงใจ มิใช่แรงผลักดันในกำรแสดงออกของบุคคลเท่ำนั้น แต่จะเป็นประเด็นส ำคัญในกำรศึกษำกำร
บริหำรองค์กำรหรือกำรจัดกำรที่ผู้บริหำรจะต้องหำวิธีกำรและเทคนิคที่จะท ำให้สมำชิกในองค์กำรสำมำรถ
ปฏิบัติงำนและทุ่มเทให้กับองค์กรอย่ำงเต็มที่ เพื่อให้เกิดผลงำนที่ต้องกำรอย่ำงมีประสิทธิภำพ
3. ครูให้ผู้เรียนร่วมแสดงควำมคิดเห็น

4. ครูกล่ำวชมเชยผู้เรียนที่มีส่วนร่วมในกำรเรียนรู้ และให้ก ำลังใจผู้เรียนคนอื่น ๆ ด้วย พร้อมทั้งกระตุ้นผู้เรียนให้มี
ส่วนร่วมมำกขึ้น
2. ขั้นสอน (เวลำ 90 นำที)
1. ครูอธิบำยควำมหมำยและควำมส ำคัญกำรจูงใจ

2. ครูบรรยำยเกี่ยวกับประเภทของสิ่งจูงใจ ทฤษฎี x ทฤษฎี y และกระบวนกำรจูงใจ
3. ในแต่ละหัวข้อมี รูปภำพ ตำรำง ประกอบ
4. หัวข้อทุกหัวข้อครูให้ผู้เรียนสรุป และบันทึก ซึ่งครูจะอธิบำยเพิ่มเติม และแก้ไขส่วนที่ผิด โดยขอให้ผู้เรียนกลับไป
ทบทวนและปรับปรุงให้ดีขึ้น

5. ให้ผู้เรียนท ำแบบฝึกหัดท้ำยหน่วย
6. ให้ผู้เรียนแบ่งกลุ่มวิเครำะห์กรณีศึกษำ และตอบค ำถำมจำกเรื่อง ดิกชันนำรี
7. ให้ผู้เรียนท ำกิจกรรม

3. ขั้นสรุป (เวลำ 30 นำที)
1. ครูและผู้เรียนร่วมกันสรุป เนื้อหำ และบันทึก
2. ให้ผู้เรียนซักถำมข้อสงสัย
3. ให้ผู้เรียนท ำแบบทดสอบหลังเรียน
4. ครูแนะน ำให้ผู้เรียนศึกษำค้นคว้ำเพิ่มเติมจำกแหล่งกำรเรียนรู้ต่ำง ๆ


4. ขั้นประเมินผล (เวลำ 60 นำที)
ผู้เรียนต้องมีคะแนนไม่ต่ ำกว่ำร้อยละ 50 จึงถือว่ำผ่ำนเกณฑ์ กำรประเมินผลวัดจำก
1. แบบประเมินผล

2. กิจกรรม
3. งำนที่ได้รับมอบหมำย
4. กำรสอบเก็บคะแนน
5. พฤติกรรมกำรเรียน

สื่อและแหล่งการเรียนรู้

มีดังนี้
1. แบบทดสอบหลังเรียน
2. กิจกรรมส่งเสริมกำรเรียนรู้

3. แบบฝึกหัดท้ำยหน่วย

4. หนังสือเรียนวิชำหลักกำรจัดกำร
5. แผนผังควำมคิด

6. รูปและตำรำงประกอบ
7. ห้องสมุด

8. Internet
กิจกรรม/ งานที่มอบหมาย

มีดังนี้
1. แบบทดสอบ

2. ปฏิบัติกิจกรรมกำรเรียนรู้
3. พฤติกรรมกำรเรียน กำรท ำงำนกลุ่ม

4. งำนที่มอบหมำย

การวัดผลและประเมินผล
ปฏิบัติดังนี้
1. แบบประเมินผล

2. กิจกรรม

3. งำนที่ได้รับมอบหมำย
4. กำรสอบเก็บคะแนน

5. พฤติกรรมกำรเรียน

บันทึกหลังการจัดการเรียนรู้ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561
มีดังนี้

ผลกำรใช้แผนกำรจัดกำรเรียนรู้

………………………………………………………………………………………………….………………….……...................................
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........

………………………………………………………………………………….………………………………….…………..……….………........
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………………….……………………………………………….………........

………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………………………….………………….……...................................
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………….………………………………….…………..……….………........


ผลกำรเรียนของผู้เรียน
………………………………………………………………………………………………….…………………………………………………......

………………………………………………………………………………….……………………….……………………….…………..…........
………………………………………………………………………………….……………………….………………………………………........
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........

………………………………………………………………………………………………………………….……………………….………........
………………………………………………………………………………………………………………….……………………….………........
………………………………………………………………………………………………………………….……………………….………........
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........

………………………………………………………………………………….………………………………….…………..……….………........

ผลกำรสอนของครู
………………………………………………………………………………………………….……….....................................................

………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………….………………………………………………………….……….....
………………………………………………………………………………….……………………….……………………..……….………........

………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………….………………………………….………………..….………........
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………………………….………………….……...................................
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........

………………………………………………………………………………….………………………………….…………..……….………........

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 หน่วยที่ 8
ชื่อวิชา หลักการจัดการ สอนครั้งที่ 15-16

ชื่อหน่วย การติดต่อสื่อสาร คาบรวม 8 คาบ

ชื่อเรื่อง การติดต่อสื่อสาร จ านวนคาบ 8 คาบ

หัวข้อเรื่อง

1. อธิบำยควำมหมำยและองค์ประกอบส ำคัญของกำรติดต่อสื่อสำรได้
2. สรุปวัตถุประสงค์ของกำรติดต่อสื่อสำรได้

3. อธิบำยกระบวนกำรติดต่อสื่อสำรได้
4. เปรียบเทียบกำรติดต่อสื่อสำรที่เป็นทำงกำรและไม่เป็นทำงกำรได้

5. อธิบำยควำมแตกต่ำงของรูปแบบกำรติดต่อสื่อสำรได้
6. สรุปอุปสรรคในกำรติดต่อสื่อสำรได้

7. อธิบำยประสิทธิภำพในกำรติดต่อสื่อสำรได้
8. อภิปรำยถึงกำรน ำเครื่องมือกำรติดต่อสื่อสำรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่มำใช้ในองค์กำรได้

9. พัฒนำคุณธรรม จริยธรรม ค่ำนิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้ำนควำมสนใจใฝ่รู้

ควำมกระตือรือร้น และกำรพัฒนำตนเอง
สาระส าคัญ

กำรติดต่อสื่อสำรภำยในองค์กำรสำมำรถกระท ำได้หลำยวิธี โดยผ่ำนช่องทำงกำรติดต่อสื่อสำร
ตำมควำมเหมำะสมของข้อจ ำกัดในแต่ละสถำนกำรณ์ ซึ่งช่องทำงกำรติดต่อสื่อสำรภำยในองค์กำร

แบ่งเป็น 2 ช่องทำง คือ กำรติดต่อสื่อสำรอย่ำงเป็นทำงกำร เป็นกำรติดต่อสื่อสำรตำมโครงสร้ำง
ขององค์กำร ซึ่งมักอยู่ในรูปแบบภำษำเขียนที่เป็นทำงกำร กำรติดต่อสื่อสำรที่ไม่เป็นทำงกำร หรือ

เรียกอีกอย่ำงหนึ่งว่ำ เถำองุ่น ซึ่งเปรียบเทียบกับสำยโทรพิมพ์ที่พำดกันไปมำดูเหมือนพวงองุ่น กำร
ติดต่อสื่อสำรรูปแบบนี้มีควำมถูกต้องและเชื่อถือได้ของข้อมูลคิดเป็นร้อยละ 75

เทคโนโลยีที่ใช้ในกำรติดต่อสื่อสำรในองค์กำร ได้แก่ Internet E-Commerce Internet
บริกำรสื่อสำรร่วมระบบดิจิตอล ระบบโทรคมนำคม เทคโนโลยีแบบ Generation (1G, 2G, 3G

และ 4G)

จุดประสงค์การเรียนรู้


จุดประสงค์ทั่วไป (จุดประสงค์ปลายทาง)
1. อธิบำยควำมหมำยและองค์ประกอบส ำคัญของกำรติดต่อสื่อสำรได้

2. สรุปวัตถุประสงค์ของกำรติดต่อสื่อสำรได้

3. อธิบำยกระบวนกำรติดต่อสื่อสำรได้
4. เปรียบเทียบกำรติดต่อสื่อสำรที่เป็นทำงกำรและไม่เป็นทำงกำรได้
5. อธิบำยควำมแตกต่ำงของรูปแบบกำรติดต่อสื่อสำรได้

6. สรุปอุปสรรคในกำรติดต่อสื่อสำรได้

7. อธิบำยประสิทธิภำพในกำรติดต่อสื่อสำรได้
8. อภิปรำยถึงกำรน ำเครื่องมือกำรติดต่อสื่อสำรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่มำใช้ในองค์กำรได้

9. พัฒนำคุณธรรม จริยธรรม ค่ำนิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้ำนควำมสนใจใฝ่รู้
ควำมกระตือรือร้น และกำรพัฒนำตนเอง


จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม (จุดประสงค์น าทาง)

1. แบบทดสอบ
2. ปฏิบัติกิจกรรมกำรเรียนรู้

3. พฤติกรรมกำรเรียน กำรท ำงำนกลุ่ม
4. งำนที่มอบหมำย

เนื้อหาสาระ



มีดังต่อไปนี้

กำรติดต่อสื่อสำรภำยในองค์กำรสำมำรถกระท ำได้หลำยวิธี โดยผ่ำนช่องทำงกำรติดต่อสื่อสำร
ตำมควำมเหมำะสมของข้อจ ำกัดในแต่ละสถำนกำรณ์ ซึ่งช่องทำงกำรติดต่อสื่อสำรภำยในองค์กำร

แบ่งเป็น 2 ช่องทำง คือ กำรติดต่อสื่อสำรอย่ำงเป็นทำงกำร เป็นกำรติดต่อสื่อสำรตำมโครงสร้ำง
ขององค์กำร ซึ่งมักอยู่ในรูปแบบภำษำเขียนที่เป็นทำงกำร กำรติดต่อสื่อสำรที่ไม่เป็นทำงกำร หรือ

เรียกอีกอย่ำงหนึ่งว่ำ เถำองุ่น ซึ่งเปรียบเทียบกับสำยโทรพิมพ์ที่พำดกันไปมำดูเหมือนพวงองุ่น กำร
ติดต่อสื่อสำรรูปแบบนี้มีควำมถูกต้องและเชื่อถือได้ของข้อมูลคิดเป็นร้อยละ 75

เทคโนโลยีที่ใช้ในกำรติดต่อสื่อสำรในองค์กำร ได้แก่ Internet E-Commerce Internet

บริกำรสื่อสำรร่วมระบบดิจิตอล ระบบโทรคมนำคม เทคโนโลยีแบบ Generation (1G, 2G, 3G
และ 4G)

กิจกรรมการเรียนการสอน ครั้งที่ 15

เตรียมควำมพร้อมก่อนสอน (เวลำ 30 นำที)
ผู้สอนจัดเตรียมหนังสือเอกสำรประกอบกำรสอนและวัสดุอุปกรณ์เพื่อที่ใช้ประกอบกำรสอนให้

พร้อม ผู้สอนเรียกชื่อผู้เรียน และจดบันทึกลงในสมุดบันทึกเวลำเรียน ขั้นสอนมีขั้นตอน
ดังนี้

1. ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน (เวลำ 30 นำที)
1. ครูชี้แจงจุดประสงค์ หัวข้อเรื่อง กำรติดต่อสื่อสำร

2. ครูกล่ำวน ำว่ำในกำรด ำเนินงำนขององค์กำร ปัจจัยส ำคัญประกำรหนึ่งก็คือ กำรติดต่อสื่อสำร

เพรำะเป็นสิ่งที่ท ำให้ทุกฝ่ำยในองค์กำรสำมำรถประสำนงำนซึ่งกันและกัน เพื่อให้กำรด ำเนิน
กิจกรรมต่ำง ๆ สำมำรถด ำเนินไปได้ตำมวัตถุประสงค์ขององค์กำร

3. ครูให้ผู้เรียนแสดงควำมคิดเห็นร่วมกัน
2. ขั้นสอน (เวลำ 90 นำที)

1. ครูอธิบำยควำมหมำย และองค์ประกอบส ำคัญของกำรติดต่อสื่อสำร
2. ในแต่ละหัวข้อมี รูปภำพ ตำรำง ประกอบ

3. หัวข้อทุกหัวข้อครูให้ผู้เรียนสรุป และบันทึก ซึ่งครูจะอธิบำยเพิ่มเติม และแก้ไขส่วนที่ผิด โดย
ขอให้ผู้เรียนกลับไปทบทวนและปรับปรุงให้ดีขึ้น

3. ขั้นสรุป (เวลำ 30 นำที)
1. ครูและผู้เรียนสรุป เนื้อหำ และบันทึก

2. ให้ผู้เรียนซักถำมข้อสงสัย

3. ให้ผู้เรียนท ำแบบทดสอบหลังเรียน
4. ครูแนะน ำให้ผู้เรียนศึกษำค้นคว้ำเพิ่มเติมจำกแหล่งกำรเรียนรู้ต่ำง ๆ


4. ขั้นประเมินผล (เวลำ 60 นำที)
ผู้เรียนต้องมีคะแนนไม่ต่ ำกว่ำร้อยละ 50 จึงถือว่ำผ่ำนเกณฑ์ กำรประเมินผลวัดจำก

1. แบบประเมินผล

2. กิจกรรม
3. งำนที่ได้รับมอบหมำย
4. กำรสอบเก็บคะแนน

5. พฤติกรรมกำรเรียน

กิจกรรมการเรียนการสอน ครั้งที่ 16

เตรียมควำมพร้อมก่อนสอน (เวลำ 30 นำที)
ผู้สอนจัดเตรียมหนังสือเอกสำรประกอบกำรสอนและวัสดุอุปกรณ์เพื่อที่ใช้ประกอบกำรสอนให้

พร้อม ผู้สอนเรียกชื่อผู้เรียน และจดบันทึกลงในสมุดบันทึกเวลำเรียน ขั้นสอนมีขั้นตอน
ดังนี้

1. ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน (เวลำ 30 นำที)
1. ทบทวนควำมหมำย และองค์ประกอบส ำคัญของกำรติดต่อสื่อสำร

2. ขั้นสอน (เวลำ 90 นำที)

2. ครูบรรยำยในหัวข้อวัตถุประสงค์ กระบวนกำร รูปแบบของกำรติดต่อสื่อสำร
- กำรติดต่อสื่อสำรระหว่ำงบุคคลในองค์กำร

- เครือข่ำยกำรติดต่อสื่อสำรของผู้บริหำร
- อุปสรรค ประสิทธิภำพในกำรติดต่อสื่อสำร

- กำรติดต่อสื่อสำรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่
3. ในแต่ละหัวข้อมี รูปภำพ ตำรำง ประกอบ

4. หัวข้อทุกหัวข้อครูให้ผู้เรียนสรุป และบันทึก ซึ่งครูจะอธิบำยเพิ่มเติม และแก้ไขส่วนที่ผิด โดย
ขอให้ผู้เรียนกลับไปทบทวนและปรับปรุงให้ดีขึ้น

5. ให้ผู้เรียนท ำแบบฝึกหัดท้ำยหน่วย
6. ให้ผู้เรียนแบ่งกลุ่มวิเครำะห์กรณีศึกษำ และตอบค ำถำมจำกเรื่อง อุปสรรคของกำรสื่อสำรใน

องค์กำร และน ำเสนอหน้ำชั้นเรียน

7. ให้ผู้เรียนท ำกิจกรรม
3. ขั้นสรุป (เวลำ 30 นำที)

1. ครูและผู้เรียนสรุป เนื้อหำ และบันทึก
2. ให้ผู้เรียนซักถำมข้อสงสัย

3. ให้ผู้เรียนท ำแบบทดสอบหลังเรียน
4. ครูแนะน ำให้ผู้เรียนศึกษำค้นคว้ำเพิ่มเติมจำกแหล่งกำรเรียนรู้ต่ำง ๆ


4. ขั้นประเมินผล (เวลำ 60 นำที)
ผู้เรียนต้องมีคะแนนไม่ต่ ำกว่ำร้อยละ 50 จึงถือว่ำผ่ำนเกณฑ์ กำรประเมินผลวัดจำก

1. แบบประเมินผล

2. กิจกรรม
3. งำนที่ได้รับมอบหมำย

4. กำรสอบเก็บคะแนน

5. พฤติกรรมกำรเรียน

สื่อและแหล่งการเรียนรู้

มีดังนี้
1. แบบทดสอบหลังเรียน

2. กิจกรรมส่งเสริมกำรเรียนรู้
3. แบบฝึกหัดท้ำยหน่วย

4. หนังสือเรียนวิชำหลักกำรจัดกำร
5. แผนผังควำมคิด

6. รูปและตำรำงประกอบ

7. ห้องสมุด
8. Internet

กิจกรรม/ งานที่มอบหมาย
มีดังนี้

1. แบบทดสอบ
2. ปฏิบัติกิจกรรมกำรเรียนรู้

3. พฤติกรรมกำรเรียน กำรท ำงำนกลุ่ม
4. งำนที่มอบหมำย

การวัดผลและประเมินผล
ปฏิบัติดังนี้

1. แบบประเมินผล
2. กิจกรรม

3. งำนที่ได้รับมอบหมำย
4. กำรสอบเก็บคะแนน

5. พฤติกรรมกำรเรียน

บันทึกหลังการจัดการเรียนรู้ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561
มีดังนี้

ผลกำรใช้แผนกำรจัดกำรเรียนรู้

………………………………………………………………………………………………….………………….……...................................
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........

………………………………………………………………………………….………………………………….…………..……….………........
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………………….……………………………………………….………........

………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………………………….………………….……...................................
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………….………………………………….…………..……….………........


ผลกำรเรียนของผู้เรียน
………………………………………………………………………………………………….…………………………………………………......

………………………………………………………………………………….……………………….……………………….…………..…........
………………………………………………………………………………….……………………….………………………………………........
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........

………………………………………………………………………………………………………………….……………………….………........
………………………………………………………………………………………………………………….……………………….………........
………………………………………………………………………………………………….………………….……...................................
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........

………………………………………………………………………………….………………………………….…………..……….………........

ผลกำรสอนของครู
………………………………………………………………………………………………….……….....................................................

………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………….………………………………………………………….……….....
………………………………………………………………………………….……………………….……………………..……….………........

………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………….………………………………….………………..….………........
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………………………….………………….……...................................
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........

………………………………………………………………………………….………………………………….…………..……….………........

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9 หน่วยที่ 9
ชื่อวิชา หลักการจัดการ สอนครั้งที่ 17-18

ชื่อหน่วย การควบคุม คาบรวม 8 คาบ

ชื่อเรื่อง การควบคุม จ านวนคาบ 8 คาบ

หัวข้อเรื่อง

1. อธิบำยควำมหมำยและควำมส ำคัญของกำรควบคุมได้
2. สรุปกระบวนกำรควบคุมได้

3. จ ำแนกระดับกำรควบคุมได้
4. อธิบำยประเภทของกำรควบคุมได้

5. อธิบำยลักษณะของระบบกำรควบคุมที่ดีได้
6. อธิบำยระบบกำรควบคุมหลักขององค์กำรได้

7. อธิบำยวิธีกำรควบคุมคุณภำพสินค้ำและบริกำรขององค์กำรได้
8. สรุปเทคนิคกำรควบคุมและประเมินผลได้

9. พัฒนำคุณธรรม จริยธรรม ค่ำนิยมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้ำนควำมมีวินัย ควำมสนใจ

ใฝ่รู้ และกำรมีมนุษยสัมพันธ์
สาระส าคัญ

กำรควบคุมที่มีประสิทธิภำพ ผู้บริหำรจะต้องเข้ำใจกระบวนกำรควบคุมที่ประกอบด้วยกำร
ก ำหนดขอบเขตสิ่งที่ต้องกำรควบคุม ก ำหนดมำตรฐำนหรือเป้ำหมำยในกำรควบคุม วัดผลกำร

ด ำเนินงำน เปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้ำหมำย และแก้ไขปรับปรุงจนได้ผลลัพธ์ตำมมำตรฐำนหรือ
เป้ำหมำยที่ต้องกำร แนวทำงกำรควบคุมตำมกระบวนกำรข้ำงต้นจึงต้องอำศัยผู้บริหำรทุกระดับ

เพื่อให้สำมำรถด ำเนินงำนให้เป็นไปตำมแผนและเป้ำหมำยที่วำงไว้โดยผู้บริหำรระดับสูงต้อง
ควบคุมแผนเชิงกลยุทธ์ด้วยกำรควบคุมระดับกลยุทธ์ ผู้บริหำรระดับกลำงควบคุมแผนเชิงยุทธวิธี

ด้วยกำรควบคุมระดับยุทธวิธี และผู้บริหำรระดับต้นควบคุมแผนปฏิบัติกำรด้วยกำรควบคุมระดับ
ปฏิบัติกำร

กำรควบคุมภำยในองค์กำรสำมำรถแบ่งออกได้ตำมกระบวนกำรด ำเนินงำนคือ กำรควบคุมเบื้อ

นงต้น กำรควบคุมขณะปฏิบัติงำน และกำรควบคุมผลผลิต โดยผู้บริหำรจะต้องเข้ำใจระบบกำร
ควบคุมที่ดีเพื่อจะสำมำรถน ำแนวทำงกำรควบคุมที่ดีนี้ไปใช้ในกำรปฏิบัติจริงเพื่อเพื่อให้บรรลุ

มำตรฐำนหรือเป้ำหมำยที่ก ำหนด ทั้งนี้ ผู้บริหำรสำมำรถใช้ระบบควบคุมกำรปฏิบัติงำนเพื่อให้
แผนงำนบรรลุตำมเป้ำหมำยได้หลำยระบบ ได้แก่ กำรควบคุมอัตรำส่วนทำงกำรเงิน กำรควบคุม

งบประมำณ กำรควบคุมสินค้ำคงเหลือ กำรควบคุมคุณภำพ ตลอดจนกำรควบคุมอื่น ๆ เช่น กำร
ควบคุมกำรด ำเนินงำนและระบบกำรตรวจสอบภำยใน เป็นต้น ซึ่งรวมทั้งเทคนิคต่ำง ๆ ที่ใช้ในกำร

ควบคุม อันได้แก่ Benchmarking และ Balanced Scorecard

จุดประสงค์การเรียนรู้


จุดประสงค์ทั่วไป (จุดประสงค์ปลายทาง)
1. อธิบำยควำมหมำยและควำมส ำคัญของกำรควบคุมได้

2. สรุปกระบวนกำรควบคุมได้

3. จ ำแนกระดับกำรควบคุมได้
4. อธิบำยประเภทของกำรควบคุมได้
5. อธิบำยลักษณะของระบบกำรควบคุมที่ดีได้

6. อธิบำยระบบกำรควบคุมหลักขององค์กำรได้

7. อธิบำยวิธีกำรควบคุมคุณภำพสินค้ำและบริกำรขององค์กำรได้
8. สรุปเทคนิคกำรควบคุมและประเมินผลได้

9. พัฒนำคุณธรรม จริยธรรม ค่ำนิยมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้ำนควำมมีวินัย ควำมสนใจใฝ่รู้
และกำรมีมนุษยสัมพันธ์


จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม (จุดประสงค์น าทาง)

1. แบบทดสอบ
2. ปฏิบัติกิจกรรมกำรเรียนรู้

3. พฤติกรรมกำรเรียน กำรท ำงำนกลุ่ม
4. งำนที่มอบหมำย

เนื้อหาสาระ



มีดังต่อไปนี้

กำรควบคุมที่มีประสิทธิภำพ ผู้บริหำรจะต้องเข้ำใจกระบวนกำรควบคุมที่ประกอบด้วยกำรก ำหนด
ขอบเขตสิ่งที่ต้องกำรควบคุม ก ำหนดมำตรฐำนหรือเป้ำหมำยในกำรควบคุม วัดผลกำรด ำเนินงำน

เปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้ำหมำย และแก้ไขปรับปรุงจนได้ผลลัพธ์ตำมมำตรฐำนหรือเป้ำหมำยที่
ต้องกำร แนวทำงกำรควบคุมตำมกระบวนกำรข้ำงต้นจึงต้องอำศัยผู้บริหำรทุกระดับเพื่อให้สำมำรถ

ด ำเนินงำนให้เป็นไปตำมแผนและเป้ำหมำยที่วำงไว้โดยผู้บริหำรระดับสูงต้องควบคุมแผนเชิงกลยุทธ์
ด้วยกำรควบคุมระดับกลยุทธ์ ผู้บริหำรระดับกลำงควบคุมแผนเชิงยุทธวิธีด้วยกำรควบคุมระดับยุทธวิธี

และผู้บริหำรระดับต้นควบคุมแผนปฏิบัติกำรด้วยกำรควบคุมระดับปฏิบัติกำร

กำรควบคุมภำยในองค์กำรสำมำรถแบ่งออกได้ตำมกระบวนกำรด ำเนินงำนคือ กำรควบคุมเบื้อนง
ต้น กำรควบคุมขณะปฏิบัติงำน และกำรควบคุมผลผลิต โดยผู้บริหำรจะต้องเข้ำใจระบบกำรควบคุมที่
ดีเพื่อจะสำมำรถน ำแนวทำงกำรควบคุมที่ดีนี้ไปใช้ในกำรปฏิบัติจริงเพื่อเพื่อให้บรรลุมำตรฐำนหรือ

เป้ำหมำยที่ก ำหนด ทั้งนี้ ผู้บริหำรสำมำรถใช้ระบบควบคุมกำรปฏิบัติงำนเพื่อให้แผนงำนบรรลุตำม

เป้ำหมำยได้หลำยระบบ ได้แก่ กำรควบคุมอัตรำส่วนทำงกำรเงิน กำรควบคุมงบประมำณ กำรควบคุม
สินค้ำคงเหลือ กำรควบคุมคุณภำพ ตลอดจนกำรควบคุมอื่น ๆ เช่น กำรควบคุมกำรด ำเนินงำนและ

ระบบกำรตรวจสอบภำยใน เป็นต้น ซึ่งรวมทั้งเทคนิคต่ำง ๆ ที่ใช้ในกำรควบคุม อันได้แก่

Benchmarking และ Balanced Scorecard

กิจกรรมการเรียนการสอน ครั้งที่ 17

เตรียมควำมพร้อมก่อนสอน (เวลำ 30 นำที)
ผู้สอนจัดเตรียมหนังสือเอกสำรประกอบกำรสอนและวัสดุอุปกรณ์เพื่อที่ใช้ประกอบกำรสอนให้พร้อม ผู้สอน
เรียกชื่อผู้เรียน และจดบันทึกลงในสมุดบันทึกเวลำเรียน ขั้นสอนมีขั้นตอน ดังนี้
1. ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน (เวลำ 30 นำที)

1. ครูชี้แจงจุดประสงค์ หัวข้อเรื่อง กำรควบคุม
2 . ครูกล่ำวน ำว่ำ กำรควบคุมเป็นหน้ำที่ทำงกำรจัดกำรประกำรสุดท้ำยของผู้บริหำรในกระบวนกำรจัดกำรเมื่อ
ผู้บริหำรได้วำงแผนกำรด ำเนินขององค์กำร จัดองค์กำรให้อยู่ในสภำพที่พร้อมส ำหรับกำรท ำงำน และกำร

อ ำนวยกำรซึ่งประกอบด้วยกำรใช้ภำวะผู้น ำ และกำรจูงใจให้สมำชิกขององค์กำรปฏิบัติหน้ำที่อย่ำงเต็มที่แล้ว
ผู้บริหำรจ ำเป็นต้องพิจำรณำต่อไปว่ำจะบริหำรจัดกำรอย่ำงไรเพื่อให้กำรท ำงำนต่ำง ๆ เป็นไปตำมแผนงำนที่ก ำหนด
ควรก ำกับดูแลกำรท ำงำนในส่วนต่ำง ๆ ของ องค์กำรอย่ำงไร จะน ำระบบหรือเครื่องมือใดบ้ำงมำใช้เพื่อให้สำมำรถ
ก ำกับดูแลกระบวนกำรด ำเนินงำน จึงจะเอื้อต่อควำมส ำเร็จขององค์กำร กำรที่ผู้บริหำรได้คิดหำแนวทำงในประเด็น

ต่ำง ๆ ข้ำงต้นและน ำไปปฏิบัติให้เกิดผลต่อองค์กำรถือว่ำเป็นกำรท ำหน้ำที่ทำงกำรบริหำรจัดกำรในขั้นสุดท้ำยของ
กระบวนกำรจัดกำรนั่นคือ กำรควบคุม
3. ครูให้ผู้เรียนร่วมแสดงควำมคิดเห็น
2. ขั้นสอน (เวลำ 90 นำที)

1. ครูอธิบำยควำมหมำยของกำรควบคุม
2. ครูบรรยำยหัวข้อเรื่องกระบวนกำร บังคับ ประเภทของกำรควบคุมคุณลักษณะของระบบกำรควบคุมที่ดี ระบบ
กำรควบคุมหลักขององค์กำรและเทคนิคของกำรควบคุม
3. ในแต่ละหัวข้อมี รูปภำพ ตำรำง ประกอบ

4. หัวข้อทุกหัวข้อครูให้ผู้เรียนสรุป และบันทึก ซึ่งครูจะอธิบำยเพิ่มเติม และแก้ไขส่วนที่ผิด โดยขอให้ผู้เรียนกลับไป
ทบทวนและปรับปรุงให้ดีขึ้น
3. ขั้นสรุป (เวลำ 30 นำที)

1. ครูและผู้เรียนร่วมกันสรุป เนื้อหำ และบันทึก
2. ให้ผู้เรียนซักถำมข้อสงสัย
3. ให้ผู้เรียนท ำแบบทดสอบหลังเรียน
4. ครูแนะน ำให้ผู้เรียนศึกษำค้นคว้ำเพิ่มเติมจำกแหล่งกำรเรียนรู้ต่ำง ๆ


4. ขั้นประเมินผล (เวลำ 60 นำที)
ผู้เรียนต้องมีคะแนนไม่ต่ ำกว่ำร้อยละ 50 จึงถือว่ำผ่ำนเกณฑ์ กำรประเมินผลวัดจำก
1. แบบประเมินผล
2. กิจกรรม

3. งำนที่ได้รับมอบหมำย
4. กำรสอบเก็บคะแนน
5. พฤติกรรมกำรเรียน

กิจกรรมการเรียนการสอน ครั้งที่ 18

เตรียมควำมพร้อมก่อนสอน (เวลำ 30 นำที)
ผู้สอนจัดเตรียมหนังสือเอกสำรประกอบกำรสอนและวัสดุอุปกรณ์เพื่อที่ใช้ประกอบกำรสอน ให้พร้อม

ผู้สอนเรียกชื่อผู้เรียน และจดบันทึกลงในสมุดบันทึกเวลำเรียน ขั้นสอนมีขั้นตอน ดังนี้
1. ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน (เวลำ 30 นำที)

1. ทบทวนควำมหมำยของกำรควบคุม กระบวนกำร บังคับ ประเภทของกำรควบคุมคุณลักษณะ
ของระบบกำรควบคุมที่ดี

2. ครูให้ผู้เรียนร่วมแสดงควำมคิดเห็น

2. ขั้นสอน (เวลำ 90 นำที)
1. ครูอธิบำย ระบบกำรควบคุมหลักขององค์กำรและเทคนิคของกำรควบคุม

2. ในแต่ละหัวข้อมี รูปภำพ ตำรำง ประกอบ
3. หัวข้อทุกหัวข้อครูให้ผู้เรียนสรุป และบันทึก ซึ่งครูจะอธิบำยเพิ่มเติม และแก้ไขส่วนที่ผิด

โดยขอให้ผู้เรียนกลับไปทบทวนและปรับปรุงให้ดีขึ้น
4. ให้ผู้เรียนท ำแบบฝึกหัดท้ำยหน่วย

5. ให้ผู้เรียนแบ่งกลุ่มวิเครำะห์กรณีศึกษำ และตอบค ำถำมจำกเรื่อง โรงเรียนเทคโนโลยีบริหำรธุรกิจ
รักไทย และน ำเสนอหน้ำชั้นเรียน

6. ให้ผู้เรียนท ำกิจกรรรม
3. ขั้นสรุป (เวลำ 30 นำที)

1. ครูและผู้เรียนร่วมกันสรุป เนื้อหำ และบันทึก

2. ให้ผู้เรียนซักถำมข้อสงสัย
3. ให้ผู้เรียนท ำแบบทดสอบหลังเรียน

4. ครูแนะน ำให้ผู้เรียนศึกษำค้นคว้ำเพิ่มเติมจำกแหล่งกำรเรียนรู้ต่ำง ๆ

4. ขั้นประเมินผล (เวลำ 60 นำที)

ผู้เรียนต้องมีคะแนนไม่ต่ ำกว่ำร้อยละ 50 จึงถือว่ำผ่ำนเกณฑ์ กำรประเมินผลวัดจำก

1. แบบประเมินผล
2. กิจกรรม
3. งำนที่ได้รับมอบหมำย

4. กำรสอบเก็บคะแนน

5. พฤติกรรมกำรเรียน

สื่อและแหล่งการเรียนรู้
มีดังนี้
1. แบบทดสอบหลังเรียน

2. กิจกรรมส่งเสริมกำรเรียนรู้

3. แบบฝึกหัดท้ำยหน่วย
4. หนังสือเรียนวิชำหลักกำรจัดกำร

5. แผนผังควำมคิด
6. รูปและตำรำงประกอบ

7. ห้องสมุด
8. Internet

กิจกรรม/ งานที่มอบหมาย
มีดังนี้

1. แบบทดสอบ
2. ปฏิบัติกิจกรรมกำรเรียนรู้

3. พฤติกรรมกำรเรียน กำรท ำงำนกลุ่ม

4. งำนที่มอบหมำย
การวัดผลและประเมินผล
ปฏิบัติดังนี้

1. แบบประเมินผล
2. กิจกรรม

3. งำนที่ได้รับมอบหมำย
4. กำรสอบเก็บคะแนน

5. พฤติกรรมกำรเรียน

บันทึกหลังการจัดการเรียนรู้ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561
มีดังนี้

ผลกำรใช้แผนกำรจัดกำรเรียนรู้

………………………………………………………………………………………………….………………….……...................................
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........

………………………………………………………………………………….………………………………….…………..……….………........
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………………….……………………………………………….………........

………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………………………….………………….……...................................
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………….………………………………….…………..……….………........


ผลกำรเรียนของผู้เรียน
………………………………………………………………………………………………….…………………………………………………......

………………………………………………………………………………….……………………….……………………….…………..…........
………………………………………………………………………………….……………………….………………………………………........
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........

………………………………………………………………………………………………………………….……………………….………........
………………………………………………………………………………………………………………….……………………….………........
………………………………………………………………………………………………………………….……………………….………........
………………………………………………………………………………………………….………………….……...................................

………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........

ผลกำรสอนของครู
………………………………………………………………………………………………….……….....................................................

………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………….………………………………………………………….……….....
………………………………………………………………………………….……………………….……………………..……….………........

………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………….………………………………….………………..….………........
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........
………………………………………………………………………………………………….………………….……...................................
………………………………………………………………………………….……………………………………………………….………........

บรรณานุกรม



หนังสือหมวดวิชำทักษะวิชำชีพ หลักกำรจัดกำร (Management)

อำจำรย์อำรีย์ หวังเจริญ ศศ.บ. (กำรจัดกำรทั่วไป) บธ.ม.(กำรจัดกำรทั่วไป)
ดร. ภควดี เลิศกำญจนวัติ บธ.บ., พบ.ม (กำรจัดกำรภำครัฐและเอกชน) , Ph.D


เอกสำรประกอบกำรเรียน วิชำกำรจัดกำรเชิงกลยุทธ์

หลักสูตรมหำบัณฑิต CEO MBA มหำวิทยำลัยหอกำรค้ำไทย
ของ ผู้ช่วยศำสตรำจำรย์ ดร. เอกชัย อภิศักดิ์กุล



หนังสือพฤติกรรมองค์กร พิมพ์ครั้งที่ 10 สิงหำคม 2558
ผศ.ดร. ภำวินี เพชรสว่ำง

จ ห ้ จ ศึ ษ

ห ่ จ้
ณ ศึ ษ

๓. ด้านการเรียนการสอน (ต่อ) (๔๐ คะแนน)

๓.๔ วิจัยในชั้นเรียนทุกภาคเรียน (๕ คะแนน)

ล าดับที่ ผลงาน/รายงานการปฏิบัติงาน หลักฐานอ้างอิง

๑ จัดท ำวิจัยในชั้นเรียน ส่ง ๑ เล่ม ภำคเรียนที่ ๒/๒๕๖๑ - เล่มวิจัย


















(นางสาววงเดือน พูลสวัสดิ์)
ครูอัตราจ้าง สาขาวิชาการตลาด

รายงานการวิจัย


เรื่อง


การศึกษาพฤติกรรมการไม่ส่งงาน/การบ้าน วิชาการค้าปลีกและ ค้าส่ง


ของนักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่


1/2 สาขาการตลาด วิทยาลัยเทคนิคระยอง









โดย


นางสาววงเดือน พูลสวัสดิ์



ครูผู้สอน



ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561












วิทยาลัยเทคนิคระยอง



สังกัด ส านักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

รายงานการวิจัย

เรื่อง
การศึกษาพฤติกรรมการไม่ส่งงาน/การบ้าน วิชาการค้าปลีกและการค้าส่ง

ของนักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง

ชั้นปีที่ 1/2 สาขาการตลาด วิทยาลัยเทคนิคระยอง









โดย

นางสาววงเดือน พูลสวัสดิ์

ครูผู้สอน




ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561










วิทยาลัยเทคนิคระยอง

สังกัด ส านักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

ค าน า




งานวิจัยเรื่องการศึกษาพฤติกรรมการไม่ส่งงาน/การบ้าน วิชาพฤติกรรมผู้บริโภคของนักศึกษา ระดับ

ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1/2 สาขาการตลาด วิทยาลัยเทคนิคระยอง ผู้ท าวิจัยได้พบกับปัญหาในการ
สอน ณ ปัจจุบัน นักศึกษาส่งงานไม่ตรงเวลาเมื่อเวลาผ่านไปเกิดการสะสมของงานท าให้นักศึกษาเกิดการท้อที่จะ

ท างานส่งจึงเกิดปัญหาตามมาในเรื่องผลสัมฤทธิ์ของการเรียน

ซึ่งในการท าวิจัยผู้วิจัยต้องการจะศึกษาพฤติกรรมการส่งงานของนักศึกษาว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลต่อ

พฤติกรรมนั้น แล้วจึงน าข้อมูลและปัญหาที่พบมาเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาและผู้ที่เกี่ยวข้องได้แก้ไข
พฤติกรรมการส่งงานของนักศึกษาต่อไป








นางสาววงเดือน พูลสวัสดิ์
ผู้วิจัย

ชื่อเรื่อง : การศึกษาพฤติกรรมการไม่ส่งงาน/การบ้าน วิชาการค้าปลีกและค้าส่ง

ของนักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1/2 สาขาการตลาด

วิทยาลัยเทคนิคระยอง

ชื่อผู้วิจัย : นางสาววงเดือน พูลสวัสดิ์

ปีการศึกษา : 2561



บทคัดย่อ



การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการศึกษาพฤติกรรมการไม่ส่งงาน/การบ้าน วิชาการค้าปลีกและ

ค้าส่ง ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1/2 สาขาการตลาด วิทยาลัยเทคนิคระยอง จ านวน 29 คน

ตอนเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ใช้ค่าสถิติ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อย

ละ ค่าเฉลี่ย ผลการวิจัย มีดังนี้
จากการศึกษาการวิจัยในครั้งนี้พบว่าพฤติกรรมการส่งงาน/การบ้าน วิชาการค้าปลีกและการค้าส่ง ระดับ

ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1/2 สาขาการตลาด วิทยาลัยเทคนิคระยอง จ านวน 29 คน ในเรื่องการไม่ส่ง

งานได้ท าให้ทราบถึงสาเหตุที่ส าคัญมากที่สุด จนถึงสาเหตุที่น้อยที่สุด ในการไม่ส่งงาน/การบ้าน คือ อาจารย์
ผู้สอนแต่ละวิชาสั่งงานมากเกินไป มีค่าเฉลี่ยเป็นอันดับที่ 1 รองลงมาคือ เกิดความเบื่อหน่ายไม่อยากท า

แบบฝึกหัดที่สั่งให้ท ายากเกินความสามารถ ไม่เข้าใจในเนื้อหาวิชาที่เรียน ท ากิจกรรมของวิทยาลัย และช่วยงาน

ผู้ปกครองเมื่อกลับถึงบ้าน

สารบัญ

หน้า




ค าน า......................................................................................................................

บทคัดย่อ............................................................................................................... ก

บทที่ 1 บทน า

ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา.................................................... 1

วัตถุประสงค์ของการวิจัย........................................................................... 1

ขอบเขตของการวิจัย.................................................................................. 1
นิยามศัพท์เฉพาะ....................................................................................... 1

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ....................................................................... 1


บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

เอกสารที่เกี่ยวข้อง..................................................................................... 4

งานการวิจัยที่เกี่ยวข้อง.............................................................................. 5



บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย

ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง............................................................................. 15
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย........................................................................... 15

ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ........................................................................ 16

การด าเนินการวิจัย/การเก็บรวบรวมข้อมูล............................................... 17

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล................................................................ 17


บทที่ 4 ผลการวิจัย.............................................................................................

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป……………………………………………. 19

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรม……………………………………….. 20

สารบัญ (ต่อ)

หน้า




บทที่ 5 สรุปและข้อเสนอแนะ............................................................................

วัตถุประสงค์ของการวิจัย........................................................................... 21
ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง............................................................................... 21

สรุปผลการวิจัย.......................................................................................... 21

อภิปรายผล................................................................................................. 22

ข้อเสนอแนะ.............................................................................................. 22


บรรณานุกรม........................................................................................................... 23



ภาคผนวก.................................................................................................................

ตัวอย่างแบบสอบถาม................................................................................... 24

สรุปแบบสอบถาม....................................................................................... 25
ประวัติผู้ท าวิจัย……………………………………………………………. 26

บทที่ 1





บทน า



ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา


ปัจจุบันจากการสอนในสาขาวิชาการตลาด และสอบถามครูผู้สอนในรายวิชาอื่นๆของนักศึกษา ปวส. พบว่า
นักศึกษาส่วนใหญ่มักจะไม่ส่งงานหรือการบ้านที่ได้รับมอบหมายไม่ตรงเวลาที่ครูผู้สอนก าหนด หรือบางคนก็

ไม่ส่งงานเลยซึ่งท าให้ครูผู้สอนไม่สามารถวัดความรู้ หรือติดตามความก้าวหน้าของนักศึกษาได้ และในบาง

รายวิชาอาจมีผลต่อคะแนนเก็บของนักศึกษา ผลส าฤทธิ์ทางการศึกษา ดังนั้นผู้วิจัยซึ่งในฐานะที่เป็นครูผู้สอน
เห็นความส าคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้ท าการวิจัยเพื่อศึกษาพฤติกรรมของนักเรียนในระดับชั้น ปวส.1/2 สาขา

การตลาด ในรายวิชาการค้าปลีกและการค้าส่ง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและน ามาเป็นข้อมูลในการแก้ปัญหาของ

นักศึกษาในเรื่องการไม่ส่งงานต่อไป

วัตถุประสงค์การวิจัย

1. เพื่อศึกษาสาเหตุของการไม่ส่งงาน/การบ้าน ของนักศึกษา ระดับชั้น ปวส.1/2 สาขาการตลาด ในรายวิชาการค้า

ปลีกและการค้าส่ง
2. เพื่อรวบรวมข้อมูลส าหรับการแก้ปัญหาการไม่ส่งงาน/การบ้านของนักศึกษา


ขอบเขตในการศึกษา


1) ขอบเขตเนื้อหา
การวิจัยครั้งนี้ได้ก าหนดขอบเขตในการศึกษา คือ นักศึกษาสาขาการตลาด วิทยาลัยเทคนิคระยอง โดยมีการจด

บันทึกพฤติกรรมทุกครั้งที่มีการจัดการเรียนการสอน ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาการค้าปลีกและการค้าส่ง

2) ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
2.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย: นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคระยอง ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1

สาขาการตลาด จ านวน 51 คน

2.2 กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1/2 สาขาการตลาด
จ านวน 29 คน ที่เรียนวิชาการค้าปลีกและการค้าส่ง

3) ขอบเขตเวลา

การวิจัยครั้งนี้มีก าหนดระยะเวลาในภาคเรียนที่ 2/2561

4) ตัวแปรที่ศึกษา ได้แก่

4.1 ตัวแปรต้น แบบสอบถาม
4.2 ตัวแปรตาม ค่าเฉลี่ยแบบสอบถาม

5. ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษา 3 เดือนดังตารางด้านล่าง



ตารางการท าวิจัยในชั้นเรียน วัน เดือน ป ี กิจกรรม หมายเหตุ

1 – 10 ตุลาคม 2561 - ศึกษาสภาพปัญหาและวิเคราะห์ปัญหา
11 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2561 - เขียนเค้าโครงงานวิจัยในชั้นเรียน

- ศึกษาเทคนิคการสร้างแบบสอบถาม
-ออกแบบและสร้างแบบสอบถามที่จะ
ใช้ในงานวิจัย

1-20 ธันวาคม 2561 - นักศึกษาท าแบบสอบถาม ผู้วิจัยบันทึกข้อมูล
21 ธันวาคม 2561 – 20 มกราคม 2562 -เก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยบันทึกข้อมูล

20 มกราคม – 10 กุมภาพันธ์ 2562 - สรุปและอภิปรายผล
- จัดท ารูปเล่ม



นิยามศัพท์เฉพาะ
1. การบ้าน หมายถึง งานหรือกิจกรรมที่ครูมอบหมายให้นักศึกษาได้ท านอกเวลาเรียนเพื่อเป็นการฝึกทักษะ

ค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

2. งาน หมายถึง แบบฝึกหัดที่ครูให้ในชั่วโมงเรียน แบบฝึกหัดที่ครูให้เป็นการบ้าน ใบงาน รวมถึงการ

ท างานเป็นกลุ่มและชิ้นงาน

3. โรงเรียน หมายถึง วิทยาลัยเทคนิคระยอง
4. นักศึกษา หมายถึง นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคระยอง ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1/2 สาขา

การตลาด จ านวน 29 คน ที่เรียนวิชาการค้าปลีกและการค้าส่ง

5. แบบสอบถาม หมายถึง เอกสารที่สร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงจากผู้ตอบแบบสอบถาม




ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

1. ทราบถึงพฤติกรรมและสาเหตุของการไม่ส่งงาน/การบ้านของนักศึกษา

2. น าข้อมูลที่ได้ไปเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาการเรียนการสอนต่อไป

บทที่ 2


เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง



ในการวิจัยครั้งนี้ได้ด าเนินการศึกษา ค้นคว้าเอกสารประกอบการวิจัย ดังนี้

1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรหรือรายวิชาที่สอน

1.1. เป้ าหมายหลักสูตร

1.1.1 บุคลากรมีคุณภาพ สามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้เต็มศักยภาพ
1.1.2 ชุมชนมีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา และสนับสนุนการจัดการ ศึกษาได้อย่างมี

ประสิทธิภาพ

1.1.3 นักเรียนได้รับการพัฒนา เกิดทักษะการเรียนรู้ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามเป้ าหมายของโรงเรียน มี

สุขภาพที่ดี คุณธรรม จริยธรรม มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข
1.1.4 นักเรียนสามารถศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง จากแหล่งความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น

1.1.5 นักเรียนมีจิตส านึกในการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมให้ร่มรื่นน่าอยู่

1.2.โครงสร้างหลักสูตร
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่ได้ประกาศใช้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2542 เป็นต้นมา ได้

เน้นให้ครู-อาจารย์และผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายจัดการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนส าคัญที่สุด ซึ่งกิจกรรมการเรียน

การสอนที่จัด ควรมีลักษณะส าคัญดังนี้
1. ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง

2. ผู้เรียนมีโอกาสเลือกเรียนรู้ในสิ่งที่ตนถนัดและสนใจ

3. ผู้เรียนได้มีโอกาสแสวงหาความรู้และสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวเอง

4. ผู้เรียนได้มีโอกาสที่จะน าความรู้ไปปฏิบัติใช้จริงในชีวิตประจ าวัน
5. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการประเมินผลการเรียนรู้ของตนเอง

1.3. ค าอธิบายรายวิชา

ศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับกระบวนการค้าปลีกและค้าส่ง เข้าใจโครงสร้างหน่วยงานธุรกิจค้าปลีกและค้า

ส่ง มีทักษะในการด าเนินงานการค้าปลีกและค้าส่ง วางแผนและด าเนินการตามการค้าปลีกและค้าส่ง ประยุกต์ใช้
เทคโนโลยีและการสื่อสารกับการค้า


2. เอกสารเกี่ยวกับนวัตกรรมที่ใช้ในการแก้ปัญหา

2.1.ความหมายของแบบสอบถาม

เอกสารที่สร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและสารสนเทศของระบบจากผู้ตอบแบบสอบถาม

ซึ่งจะท าให้นักวิเคราะห์ระบบสามารถวิเคราะห์หาความต้องการในระบบใหม่ของผู้ใช้ได้

2.2.ส่วนประกอบแบบสอบถาม

2.2.1 ค าถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริง ได้แก่ ค าถามที่เป็นข้อเท็จจริง เช่น ข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบ ได้แก่ เพศ อายุ
ระดับการศึกษา ฯลฯ ค าถามเหล่านี้มีไว้ส าหรับตรวจสอบเกี่ยวกับการเป็นตัวแทนของประชากรของกลุ่มตัวอย่าง

2.2.2 ค าถามเกี่ยวกับสารสนเทศ เป็นค าถาม เพื่อจะรู้ว่าผู้ตอบรู้เรื่องที่ศึกษาหรือไม่ รู้อย่างไร เมื่อไร มากน้อย

เพียงไร เป็นต้น

2.2.3 ค าถามที่เป็นข้อคิดเห็นและเจตคติ ได้แก่ ค าถามที่เกี่ยวข้องกับความคิด ความรู้สึก ความเชื่อ ความยึดมั่น
และอื่น ๆ ในเรื่องที่ศึกษาว่า เขาคิดและรู้สึกอย่างไร

2.3.วิธีการสร้างแบบสอบถาม

2.3.1 ก าหนดข้อมูลที่ต้องการ

2.3.2 ก าหนดรูปแบบของค าถาม
2.3.3 ร่างแบบสอบถาม

2.3.4 ขั้นตรวจสอบแบบสอบถาม

2.3.5 ทดลองใช้แบบสอบถาม
เพื่อเป็นพื้นฐานในงานวิจัยเรื่องการศึกษาพฤติกรรมการไม่ส่งงาน/การบ้าน ของนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคระยอง

ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1/2 สาขาการตลาด จ านวน 29 คน ที่เรียนวิชาการค้าปลีกและการค้า

ส่ง ผู้วิจัยจึงศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องโดยเสนอตามล าดับหัวข้อดังนี้
1. ความหมายของพฤติกรรม

2. ความหมายของการบ้าน

3. แนวคิดทฤษฏีที่เกี่ยวข้องกับการบ้าน
4. วิธีการเรียนที่ดีหรือพฤติกรรมเรียนรู้ที่ส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ในการเรียน

5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง




พฤติกรรม ( Behavior )

พฤติกรรม หมายถึง ปฏิกิริยาหรือกิจกรรมทุกชนิดของสิ่งมีชีวิตแม้ว่าจะสังเกตได้หรือไม่ก็ตาม เช่น

คน สัตว์ มีนักพฤติกรรมศาสตร์บางคนได้ให้ความหมายไว้ว่า พฤติกรรมมีความหมายกว้างขาวงครอบคลุมไป

ถึงพฤติกรรมของสิ่งที่ไม่มีชีวิตด้วย เช่น การไหลของน ้า คลื่นของน ้าทะเล กระแสลมที่พัด การปลิวของฝุ่น
ละออง การเดือดของน ้า เป็นต้น สิ่งที่กล่าวมาเป็นการเคลื่อนไหวของสิ่งไม่มีชีวิต แต่มีการเปลี่ยนแปลงจาก

ลักษณะหนึ่งไปยังอีกลักษณะหนึ่ง เลยถือว่าคล้าย ๆ กับเป็นปฏิกิริยาหรือเป็นกิจกรรมที่ปรากฏออกมาจากสิ่ง

นั้นจึงนับว่าเป็นกิจกรรมด้วย
การศึกษาเรื่องพฤติกรรมส่วนใหญ่จะมุ่งศึกษาเฉพาะพฤติกรรมของคนส่วนพฤติกรรมของสัตว์กระท า

เป็นบางครั้ง เพื่อน ามาเป็นส่วนประกอบให้เข้าใจในพฤติกรรมของคนได้ดียิ่งขึ้น

พฤติกรรมภายนอก ( Overt Behavior )

พฤติกรรมภายนอก หมายถึง ปฏิกิริยาของบุคคลหรือกิจกรรมของบุคคลที่ปรากฏออกมาให้บุคคลอื่น
ได้เห็น ทั้งทางวาจาและการกระท าท่าทางอื่นๆ ที่ปรากฏออกมาให้เห็นได้ พฤติกรรมที่ปรากฎออกมาให้เห็น

ภายนอกนั้นเป็นสิ่งที่คนมองเห็นตลอดเวลา เป็นปฏิกิยาที่คนเราได้แสดงออกมาตลอดเวลาของการมีชีวิต ถ้า

ล าดับตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งนอนหลับ จะเห็นว่าได้แสดงพฤติกรรมออกมาตลอดเวลา

พฤติกรรมภายนอกที่แสดงออกมามีความส าคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าสังคมใดที่ประเมินคุณภาพ
ของคนว่าเป็นคนดี มีระเบียบวินัย สุภาพ ซื่อสัตย์ ทารุณ เป็นต้น ล้วนแต่ประเมินคุณภาพของพฤติกรรม

ภายนอกทั้งสิน ถ้าไม่แสดงออกมาสังคมก็ไม่ทราบว่าบุคคลนั้นเป็นคนอย่างไร

พฤติกรรมที่คนแสดงออกมาให้เห็นภายนอกจึงนับว่าเป็นองค์ประกอบที่ส าคัญเกี่ยวกับความสัมพันธ์
ระหว่างบุคคลในสังคม สังคมชอบตัดสินคนด้วยพฤติกรรมภายนอก ดังนั้นพฤติกรรมที่เราเห็นได้ทราบอาจ

ไม่ใช่พฤติกรรมที่แท้จริงของเขา และไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง คือการกระท าไม่ตรงกับความคิดความรู้สึก บางคน

อาจสวมหน้ากากเข้าหากัน หรือแสดงไปตามบทบาทที่เขาเป็นบางครั้งจึงก าหนดไม่ได้ว่าเป็นเรื่องจริง เพราะ

ไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงออกมาทั้งหมด


พฤติกรรมภายใน ( Covert Behavior )

พฤติกรรมภายใน หมายถึง กิจกรรมภายในที่เกิดขึ้นในตัวบุคคล ซึ่งสมองท าหน้าที่รวบรวม สะสมและสั่งการ
ซึ่งเป็นผลจากการกระท าของระบบประสาทและกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางด้านชีวเคมีของร่างกาย พฤติกรรม

ภายในมีทั้งรูปธรรมและนามธรรม ที่เป็นรูปธรรมคนอื่นจะสังเกตเห็นไม่ได้แต่จะใช้เครื่องมือทางการแพทย์

ทดสอบได้ สัมผัสได้ เช่น การเต้นของหัวใจการหดและการขยายตัวของกล้ามเนื้อ การบีบของล าไส้ การสูบ
ฉีดโลหิตไปเลี้ยงร่างกาย เป็นต้น ที่เป็นนามธรรมได้แก่ ความคิด ความรู้สึก เจตคติ ความเชื่อ ค่านิยม ซึ่งจะ

อยู่ในสมองของคน บุคคลภายนอกไม่สามรถจะมองเห็นได้ หรือสัมผัสได้เพราะไม่มีตัวตน และจะทราบว่าเขา

คิดอย่างไรก็ต่อเมื่อเขาแสดงออกมา เช่น การแสดงอาฆาตมาดร้าย ใช้ค าพูดข่มขู่หรือระท าดังที่คิดไว้

พฤติกรรมภายในจะมีเหมือนกันหมดทุกวัยไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ เพศชาย เพศหญิง หรือต่างเชื้อชาติ ส่วนที่จะ
แตกต่างกันจะอยู่ที่จ านวน ปริมาณหรือคุณภาพเท่านั้น

พฤติกรรมภายในมีความส าคัญต่อคน เป็นคุณสมบัติที่ท าให้คนเหนือกว่าสัตว์ คนมีแนวคิดที่มีระบบและ

คาดการณ์ในสิ่งต่างๆ ในอนาคตได้ พฤติกรรมภายในของคนมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมภายนอกที่แสดง
ออกมา บางสถานการณ์ก็ไม่อาจสอดคล้องกันได้ เช่น บางครั้งไม่พอใจในการกระท าของผู้อื่นก็อาจจะท าเฉย

เพราะไม่กล้าต่อว่าหรืท าร้ายเขา เพราะถ้ากระท าอะไรลงไปอาจท าให้เกิดการทะเลาะวิวาทกันขึ้นได้

มนุษย์จะแสดงพฤติกรรมภายในและพฤติกรรมภายนอกตั้งแต่เกดจนตาย พฤติกรรมที่แสดงออกมาอาจเป็นผล

สืบเนื่องมาจากการเลี้ยงดูและอบรมจากครอบครัวหรือในทางตรงกันข้ามอาจสืบเนื่องมาจากการขาดการเลี้ยงดู
และอบรมจากครอบครัวหรือในทางตรงกันข้ามอาจสืบเนื่องมาจากการขาดการเลี้ยงดูอบรมจากครอบครัว จึงท า

ให้มีปัญหาอยู่มาก

ในแต่ละช่วงของชีวิตจะมีพัฒนาการปรับเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปบ้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องปรับ

พฤติกรรมให้เข้ากับขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของชุมชนนั้นๆ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของสังคม
ในทุกๆด้าน เมื่อขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นตัวก าหนดพฤติกรรมของคนจึงท าให้ตนเปลี่ยนพฤติกรรมได้ยาก

เช่น บางชุมชนมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารสุก ๆ ดิบๆ เป็นต้น



ความหมายของการบ้าน
กู๊ด ( Good , 1973 : 224 ) กล่าวว่า การบ้าน หมายถึง งานที่ครูมอบหมายให้นักเรียนกลับไปท าที่บ้าน เพื่อ

ทบทวนความรู้ที่เรียนไปแล้ว และเป็นการฝึกทักษะ การใช้กฎ หรือสูตรต่างๆที่เรียนไปแล้ว

ไพโรจน์ โตเทศ ( 2529 : 9 - 12 ) กล่าวถึงการบ้านไว้ว่า การบ้านเป็นงานที่ครูผู้สอนมอบหมายหันักเรียน

ไปท าที่บ้าน เพื่อเป็นการทบทวนความรู้ที่นักเรียนได้เรียนไปแล้วจากโรงเรียน ประการหนึ่ง อีกประหนึ่ง เป็น
การให้งานที่มุ่งวางพื้นฐานในการเรียนต่อไป เพื่อความเข้าใจตรงกันหรือความง่ายต่อการสอนในเนื้อหาวิชา

ต่อไป

จินตนา ใบกาซูยี ( 2531 : 40 ) กล่าวถึงการบ้านไว้ว่า หมายถึง สิ่งจ าเป็นที่เด็กทุกชั้นจะต้องปฏิบัติ ท าให้
เด็กรู้จักวินัย รู้จักควบคุมตนเอง มีความรับผิดชอบต่อตนเอง แบ่งเวลาเป็น และรู้จักเรียนด้วยตนเอง

จันทนา คุณกิตติ ( 2532 : 14 ) กล่าวถึงการบ้านไว้ว่า หมายถึง งานหรือกิจกรรมที่ครูมอบหมายหันักเรียนท า

นอกเวลาเรียนปกติตามข้อก าหนดที่ตกลงร่วมกันระหว่างครูกับนักเรียนเพื่อให้นักเรียนได้คิด ค้นคว้า ทบทวน
ความรู้ที่เรียนไปแล้ว เพื่อฝึกทักษะหรือเตียมสู่ทเรียนใหม่ตลอดจนเพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ

นักเรียน

ยอว์นี ( Yvonne ) กล่าวถึงการบ้านไว้ว่า หมายถึง งานที่มอบหมายให้นักเรียนท านอกเวลาเรียน Yvonne .
1984 . Developing Homework Policies. ( ออนไลน์ ) สืบค้นได้จาก : www. Eg.gov./databases/ERIC

Digests/ed256473.html [20 พฤศจิการยน 2544 ]

บัทเลอร์ ( Butler ) กล่าวถึงการบ้านไว้ว่า หมายถึง การให้นักเรียนใช้เวลานอกชั้นเรียนในการท ากรรมกิจกรรม

จากแบบฝึกหัด เป็นการเสริมแรงหรือประยุกต์ทักษะหรือความรู้ใหม่และเรียนรู้ทักษะขั้นพื้นฐานด้วยตนเอง
อย่างอิสระ Butler. 1987. Homework. ( ออนไลน์) สืบค้นได้จาก : www.bigchalk.com [ 5 กุมภาพันธ์

2541 ]

กระทรวงศึกษาธิการ ( 2539 : 2 ) กล่าวถึงการบ้านไว้ว่า การบ้าน หมายถึง กิจกรรมที่ครูมอบหมายให้
นักเรียนท านอกเวลาเรียน ตามข้อก าหนดที่ตกลงร่วมกันระหว่างครูกับนักเรียนหรืออาจเป็นกิจกรรมที่นักเรียน

คิดขึ้นเองโดยความเห็นชอบของครู

จากความหมายข้างต้น พอสรุปได้ว่า การบ้านหมายถึง งานหรือกิจกรรมที่ครูมอบหมายให้นักเรียนได้ท านอก

เวลาเรียนเพื่อเป็นการฝึกทักษะ คันคว้าหาความรู้เพิ่มเติมและใช้ว่างให้เกิดประโยชน์

แนวคิดทฤษฏีที่เกี่ยวข้องกับการบ้าน

วัตถุประสงค์ของการบ้าน

สแตรง ( Strang , 1960 อ้างถึงใน สุขดี ตั้งทรงสวัสดิ์. 2533 : 9 ) กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการมอบหมาย

การบ้านไว้ดังนี้
1. เพื่อช่วยกระตุ้นให้นักเรียนมีความพยายาม ความคิดริเริ่ม ความเป็นอิสระ มีโอกาสใช้ความคิดของตนเอง

2. ส่งเสริมให้นักเรียนใช้เวลาว่างจากการเรียนในโรงเรียนให้เป็นประโยชน์

3. เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ที่ได้รับจากโรงเรียนโดยท ากิจกรรม
4. สนับสนุนการเรียนรู้โดยมีการเตรียมตัวฝึกปฏิบัติ

กระทรวงศึกษาธิการ ( 2539 : 3 ) ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการบ้านไว้ดังนี้

1. เพื่อเพิ่มทักษะและประสบการณ์จากสิ่งที่ได้เรียนรู้มาแล้ว

2. เพื่อให้รู้จักศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
3. เพื่อให้รู้จักตนเองเกี่ยวกับความถนัด ความสามารถ ความสนใจและข้อบกพร่องในการเรียนวิชานั้น ๆ

4. เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในสิ่งที่เรียนรู้และท าให้กล้าตัดสินใจ

5. เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
6. เพื่อให้มีวินัยรักการท างาน มีความรับผิดชอบและรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

7. เพื่อปลูกฝังคุณธรรม รู้จักเสียสละ ช่วยเหลือสังคมและท างานเป็นหมู่คณะได้

8. เพื่อให้ครูและผู้ปกครองสามารถสนับสนุน และช่วยเหลือในข้อบกพร่องต่างๆ ของ

นักเรียนที่เกิดจากการเรียนการสอนได้
บัทเลอร์ ( Butler ) ได้ให้วัตถุประสงค์ของการบ้านไว้ Butler. 1987 .

Homework. ( ออนไลน์ ) สืบค้นได้จาก : www.bigchalk.com [ 5 กุมภาพันธ์ 2545]

1. การบ้านควรจะเป็นการเสริมทักษะที่ถูกแนะน าในห้องเรียน
2. เพื่อบรรลุผลในความเชี่ยวชาญต่อบทเรียนพื้นฐาน เช่น กฎทางคณิตศาสตร์ เป็นต้น

3. สนับสนุนให้เลือกหัวข้อที่จะศึกษาได้อย่างอิสระ

4. ให้โอกาสในการท ากิจกรรมที่มีคุณค่าอย่างอิสระ

5. สนับสนุนให้ใช้เวลาอย่างฉลาดและเป็นระเบียบ


ประเภทของการบ้าน

ส าอาง สีหาพงษ์ ( 2531 : 43 - 47) แบ่งการบ้านออกเป็น 3 ประเภท คือ

1. ภาคความรู้ คือ การบ้านที่เป็นเรื่องทักษะ ความรู้ ความคิด เช่น การศึกษาค้นคว้าท ารายงาน การ
หาข่าว ท าแบบฝึกหัด การตอบค าถาม การเติมค า การอ่านหนังสือเพิ่มเติม

2. ภาคปฏิบัติ คือ การบ้านที่ท าด้วยมือเพื่อก่อให้เกิดความช านาญและประสบการณ์ เช่น การท า

กระบวยตักน ้า การจัดนิทรรศการ การตอนกิ่งไม้ การทดลองต่างๆ เป็นต้น

3. ประเภทให้ประโยชน์สาธารณะ เช่น การช่วยงานโรงเรียน การเข้าร่วมกิจกรรมชุมนุมและการเข้าร่วม

กิจกรรมสาธารณะประโยชน์ เป็นต้น
กระทรวงศึกษาธิการ ( 2539 : 4 ) ได้แบ่งประเภทของการบ้านไว้ดังนี้

1. ประเภทเสริมความรู้ เช่น การศึกษาค้นคว้า การศึกษานอกสถานที่ การท ารายงาน และการท า

แบบฝึกหัด เป็นต้น

2. ประเภทเสริมการปฏิบัติ เช่น การท าชิ้นงาน การฝึกงาน การจัดนิทรรศการ และการจัดป้ายนิเทศ
เป็นต้น

3. ประเภทให้ประโยชน์สาธารณะ เช่น การช่วยงานโรงเรียน การเข้าร่วมกิจกรรมชุมชนและการเข้า

ร่วมกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ เป็นต้น

ซัลลิแวน และซีคิวรา ( Sullivan and sequeira ) ได้เสนอรูปแบบการบ้านไว้ 4 ประเภทดังนี้
Sullivan and sequeira. 1996. Homework tips for Teacher. [ 5 กุมภาพันธ์ 2545 ]

1. ประเภทแบบฝึกหัด ( Practice ) เป็นการท าซ ้าและเป็นการฝึกฝนซึ่งจะเป็นการเสริมแรงให้กับการ

เรียนรู้ต่อเนื้อหาวิชา ตลอดจนเป็นการเพิ่มความเร็วและความเชี่ยวชาญของทักษะเฉพาะด้าน
2. ประเภทเตรียมความพร้อม ( Preparation ) มีผลการเรียนรู้ของการท างานและกระตุ้นให้นักเรียน

รวบรวมข้อมูลของบทเรียน ซึ่งเขาจ าเป็นจะต้องเตรียมพร้อมในชั้นเรียนต่อไป

3. ประเภทเสริมบทเรียน ( Extension ) อนุญาตให้นักเรียนได้ขยายความรู้ที่มีต่อเนื้อหาหรือประยุกต์
ทักษะการเรียนในการท างานใหม่

4. งานประดิษฐ์ ( Creative ) อนุญาตใหันักเรียนรวมกลุ่มเพื่อสร้างความคิดดั้งเดิมหรือคิดงานใหม่



ลักษณะของการบ้าน
การบ้านเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้และทัศนคติของ

ผู้เรียนเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของครูในการจัดการบ้านที่ดีให้แก่นักเรียนกระทรวงศึกษาธิการ ( 2539

: 5 – 6 ) ได้กล่าวถึงคุณลักษณะที่ดีของการบ้านไว้ดังนี้

1. ตรงตามหลักการ จุดหมาย และจุดประสงค์ของหลักสูตร
2. สัมพันธ์และสอดคล้องกับจุดประสงค์รายวิชา และแผนการเรียนการสอน

3. ชัดเจน ไม่มากและยากเกินไป สอดคล้องกับสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของนักเรียน

4. ยั่วยุและท้าทายความถนัด ความสามารถ และความสนใจของนักเรียน
5. ส่งเสริมและพัฒนาการ ด้านความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ของนักเรียน

6. ใช้เวลาพอเหมาะกับวัยและความสามารถของนักเรียน


หลักการส าคัญในการมอบหมายการบ้าน

ฟิลิป และแดเนียล ( Philip and Daniel, 1972 : 55 - 57 ) ได้เสนอหลักการมอบหมายการบ้าน ไว้ดังนี้

1. ควรให้การบ้านเป็นประจ า ไม่ใช่ให้บางครั้งบางคราว และควรก าหนดส่งตามเวลา

2. ควรให้เหมาะสมกับความแตกต่างระหว่างบุคคลวัตถุประสงค์ของหลักสูตรและจุดมุ่งหมายของครู
นักเรียนเก่งควรให้การบ้านประเภทศึกษาสารานุกรม แล้วน ามาสนทนาในห้องเรียน นักเรียนอ่อนควรให้

การบ้านที่เป็นการฝึกฝนและเพิ่มพูนเนื้อหาความรู้ในบทเรียน

3. ควรให้การบ้านที่ส่งเสริมสัมพันธภาพที่ดีระหว่างบ้านกับโรงเรียน
4. ไม่ควรเป็นงานซับซ้อนหรือเป็นงานที่ครูยัดเยียดให้นักเรียน เพราะอาจจะท าในสิ่งที่ตนไม่เข้าใจ ซึ่ง

มีผลเสียอย่างมากส าหรับนักเรียนที่อ่อน

อ้อม ประนอม ( 2529 อ้างถึงใน สุขดี ตั้งทรงสวัสดิ์ , 2533 : 13 ) ได้เสนอหลักการในการมอบหมาย

การบ้านดังนี้

1. ครูให้การบ้านเมื่อนักเรียนเข้าใจบทเรียนดีแล้ว
2. แบบฝึกหัดที่ให้การบ้านนั้น ควรมีความยากง่ายเหมาะสมกับความสามารถของนักเรียนและ

เหมาะสมกับเวลาที่ท า

3. การบ้านต้องให้สม ่าเสมอและติดตามผอย่างใกล้ชิด
4. ครูควรมีสมุดบันทึกการบ้านเป็นการตระเตรียมบทเรียนที่จะให้การบ้านที่เหมาะสมยิ่งขึ้น



หลักในการให้การบ้านได้ประมวลจากแนวคิดของนักการศึกษาหลายท่านที่มีความสอดคล้องกัน

กระทรวงศึกษาธิการ ( 2539 : 6 ) สรุปได้ดังนี้
1. ต้องจัดให้สัมพันธ์สอดคล้องกับราบวิชา กลุ่มวิชา และแผนการเรียนการสอน

2. ต้องเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้าและแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง

3. ต้องจัดให้สอดคล้องกับความแตกต่างของนักเรียนแต่ละคน มีความยากง่ายและปริมาณพอเหมาะกับ
ความสามารถและเวลาของนักเรียน

4. ต้องไม่เพิ่มภาระให้ผู้ปกครองมากเกินไป

5. ต้องเป็นการสร้างความร่วมมือและความเข้าใจอันดีระหว่างโรงเรียนกับบ้าน

6. ต้องสอดคล้องกับสภาพการด าเนินชีวิตของนักเรียนและชุมชน
7. ควรสอนความสามารถเบื้องต้นที่เด็กจ าเป็นต้องใช้ในการท าการบ้าน เพราะเมื่อนักเรียนท าการบ้าน

ถูกจะก่อให้เกิดความชื่นชมตนเอง ครูจึงควรให้การบ้านที่ช่วยให้ก าลังใจแก่นักเรียนมากกว่าเป็นการฉุดรั้งให้เกิด

ความล้มเหลวในการเรียน
8. ควรให้อย่างสม ่าเสมอ ให้แต่น้อยๆ และบ่อยๆ อย่างต่อเนื่อง การท าทุกครั้งให้เด็กประสบ

ความส าเร็จเสมอ คือท าแล้วได้เครื่องหมายถูกมากกว่าผิด เพราะถือว่าการฝึกฝนในปริมาณที่พอดีกับเวลา

ก่อให้เกิดผลดี การฝึกมากเกินไปจะให้ผลเสียมากกว่า เพราะจะท าให้นักเรียนเบื่อหน่าย หลีกเลี่ยง หรือท าแบบ
ขอไปที

9. ให้การบ้านหลายๆ แบบ เพราะคนเราชอบความแปลกใหม่ จึงไม่ควรให้การบ้านลักษณะเดียวกัน

ตลอดปี
10. เมื่อให้การบ้านแล้วครูต้องก าหนดวันส่ง พร้อมทั้งจะต้องตรวจการบ้านและติดตามผลอย่างใกล้ชิด

ว่านักเรียนยังบกพร่องในเรื่องใด ตรงไหนควรช่วยเหลือเป็นรายบุคคลหรือช่วยเป็นกลุ่ม



ประโยชน์ของการบ้าน
การบ้านมีประโยชน์หลายประการดังนี้คือ ( กระทรวงศึกษาธิการ , 2539 : 9 )

ก. ต่อนักเรียน

1. ได้พัฒนาแนวคิดอย่างต่อเนื่องและสม ่าเสมอ

2. ได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ซึ่งเป็นปัจจัยส าคัญที่ช่วยให้เด็กเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง ปลูก
นิสัยให้รักเด็กและพยายามค้นคว้าหาความรู้ และความก้าวหน้ามาสู่ตนเอง

3. ได้ส ารวจและพัฒนาตนเองในด้านความรู้ ความถนัด ความสามารถ และความสนใจ

4. ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ ซึ่งเป็นการสร้างนิสัยที่ดีให้กับนักเรียน
5. ปลูกฝังความมีระเบียบ ความรับผิดชอบและความเสียสละ รู้จักแบ่งเวลาเพื่อพัฒนาตนเอง รู้ว่าเวลา

ไหนควรท าอะไร ล าดับกิจกรรมก่อนหลัง วางแผนงานเป็นไปในแต่ละวัน


ข. ต่อผู้ปกครอง

1. ลดความวิตกกังวลในเรื่องความประพฤติของบุตรหลาน

2. ทราบพัฒนาการและข้อบกพร่องทางการเรียนของบุตรหลาน

3. เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ปกครอง ครู และนักเรียน
ค. ต่อครูผู้สอน

1. ช่วยเสริมให้แผนการสอนของครูเป็นระบบและครบถ้วน

2. เป็นเครื่องมือช่วยจ าแนกความแตกต่างของนักเรียนเพื่อก าหนดวิธีสอนให้เหมาะสมกับนักเรียน

3. ทราบผลการเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่างต่อเนื่อง


ข้อควรค านึงในการมอบหมายการบ้าน

กระทรวงศึกษาธิการ ( 2539 : 13 ) ได้กล่าวว่า ในการมอบหมายการบ้าน อาจจะประสบปัญหาต่างๆ
เช่น ขาดการประสานงานระหว่างครู การบ้านยาก มากหรือน้อยเกินไป นักเรียนเกิดความวิตกกังวล เบื่อหน่าย

การเรียนและหนีเรียน ท าให้ผู้ปกครองเดือดร้อน และขาดแหล่งศึกษาค้นคว้า เป็นต้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา

ดังกล่าว ในการมอบหมายการบ้าน โรงเรียนและครูควรค านึงถึงแนวปฏิบัติดังต่อไปนี้
1. ควรหลีกเลี่ยงการใช้การบ้านเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน

2. ควรก าหนดปริมาณ ความยากง่ายให้พอเหมาะกับสภาพและพ้นฐานของนักเรียนโดย

ไม่จ าเป็นต้องให้เท่ากันทุกคนและต้องชัดเจน

3. ควรหลีกเลี่ยงการใช้การบ้านเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหากาสอนไม่จบหลักสูตร
4. ควรอ านวยความสะดวกและเตรียมการล่วงหน้าส าหรับการบ้านที่ต้องใช้วัสดุอุปกรณ์

5. ควรจูงใจให้นักเรียนเห็นประโยชน์และคุณค่าของกาบ้าน

6. ควรสร้างเสริมการบ้านให้มีลักษณะยั่วยุ และท้าท้ายความถนัดความสามารถและความ
สนใจของนักเรียน

7. ควรมอบหมายการบ้านหลายรูปแบบและไม่ซ ้าซาก

8. ควรเปิดโอกาสให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการท าการบ้าน

9. ควรหลีกเลี่ยงการใช้การบ้านเป็นเครื่องมือในการลงโทษนักเรียน


ทัศนีย์ ศุภเมธี ( 2532 : 113 ) กล่าวว่า การให้แบบฝึกหัดของการให้ท าการบ้านเป็น

กิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักเรียน ผลงานจากาท าแบบฝึกหัดจะบอกให้ครูทราบว่านักเรียนเข้าใจ

บทเรียนที่เยนไปหรือไม่ ถ้านักเรียนท าแบบฝึกหัดหรือการบ้านไม่ค่อยได้ ก็แสดงให้เห็นว่า ครูต้องสอนซ่อม
เสริมหรืออาจจะต้องทบทวนบทเรียนใหม่



ข้อเสนอแนะในการให้ท าแบบฝึกหัดหรือการให้ท าการบ้าน
1. ควรจะให้ทันทีหลังจากสอนจบบทเรียน

2. ควรให้ในปริมาณพอสมควรและเหมาะสมกับความสามารถของนักเรียน

3. ครูควรจะร่วมมือกับผู้ปกรองในการเอาใจใส่ดูแลการท าการบ้านของนักเรียน
4. การให้การบ้านหรือแบบฝึกหัดแต่ละครั้งครูต้องแน่ใจว่านักเรียนเข้าใจค าสั่งในงานที่ได้รับมอบหมาย

5. ให้นักเรียนเข้าใจจุดหมายและปะโยชน์ของการท าแบบฝึกหัดและการบ้าน

6. การให้การบ้านของครูไม่ควรเน้นที่งานหนังสืออย่างเดียว ครูควรให้การบ้านที่นักเรียนจะลงปฏิบัติ
ด้วยตนเองด้วย เช่น ให้ตัดเล็บให้สั้นทุกวันศุกร์ ปลูกต้นไม้กระถาง ให้ใส่ปุ๋ ยต้นไม้ 7 วันต่อครั้ง

คูเปอร์ ( Cooper ) ได้ศึกษาถึงข้อควรค านึงในการให้การบ้านดังนี้ Cooper.1999. Homewort : Time

To Turn It In ? ( ออนไลน์ ) สบค้นได้จาก : www.bigchalk.com [ 21 มีนาคม 2545 ]

1. ไม่ควรให้การบ้านเป็นการลงโทษ

2. หลีกเลี่ยงการบ้านที่เป็นงานซึ่งเด็กสามารถท าได้ดีอยู่แล้ว
3. การให้การบ้านควรจะมีปริมาณไม่มาก และไม่ยากเกินไป และควรเป็นการบ้านที่น่าสนใจซึ่งเด็ก

สามารถจะท าได้ด้วยตนเอง

4. ควรจะให้การบ้านที่เหมาะสมกับระดับการศึกษาของเด็ก

บทที่ 3


วิธีด าเนินการวิจัย



ในการด าเนินการศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมของ
นักศึกษาในเรื่องการไม่ส่งงาน/การบ้าน โดยใช้แบบสอบถามเพื่อหาสาเหตุของการไม่ส่งงาน/การบ้าน โดย

ด าเนินการตามล าดับขั้นดังนี้

 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

 เครื่องมือที่ใช้

 ขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือ

 การเก็บรวบรวมข้อมูล
 การวิเคราะห์ข้อมูล

 สถิติที่ใช้ในการวิจัย



ประชาการและกลุ่มตัวอย่าง

กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาในการวิจัยครั้งนี้ นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคระยอง ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่
1/2 สาขาการตลาด จ านวน 29 คน ที่เรียนวิชาการค้าปลีกและการค้าส่ง


เครื่องมือที่ใช้

เครื่องที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลของนักศึกษากลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคระยอง

ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1/2 สาขาการตลาด จ านวน 29 คน ที่เรียนวิชาการค้าปลีกและการค้า

ส่ง เป็นแบบสอบถาม ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ตอนคือ
ตอนที่ 1 เป็นข้อมูลส่วนตัวของนักศึกษา ได้แก่ เพศ อายุ ระดับ และสาขา

ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามพฤติกรรมของนักศึกษากลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้

นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคระยอง ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1/2 สาขาการตลาด จ านวน 29 คน ที่
เรียนวิชาการค้าปลีกและการค้าส่ง แบบสอบถามเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ตาม

แบบของลิเคิทร์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด โดยข้อความแต่ละข้อจะ

ใช้เกณฑ์การตรวจให้คะแนนดังนี้
มากที่สุด หมายถึง ปัญหามากที่สุด เท่ากับ 5

มาก หมายถึง ปัญหามาก เท่ากับ 4

ปานกลาง หมายถึง ปัญหาปานกลาง เท่ากับ 3

น้อย หมายถึง ปัญหาน้อย เท่ากับ 2

น้อยที่สุด หมายถึง ปัญหาน้อยที่สุด เท่ากับ 1

ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในเรื่องพฤติกรรมการส่งงานของนักศึกษา


ขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือ

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยในครั้งนี้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการไม่ส่ง

งาน/การบ้าน นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคระยอง ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1/2 สาขาการตลาด

จ านวน 29 คน ที่เรียนวิชาการค้าปลีกและการค้าส่ง โดยมีขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือดังนี้
1.ขั้นวิเคราะห์

1.1 วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของผู้เรียน การวิเคราะห์ผู้เรียนได้ก าหนดไว้ดังนี้

ประชากร คือนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคระยอง ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1/2 สาขาการตลาด

จ านวน 29 คน ที่เรียนวิชาการค้าปลีกและการค้าส่ง
1.2 วิเคราะห์สาเหตุของการไม่ส่งงาน/การบ้านของนักศึกษาโดยใช้แบบสอบถาม

2. ขั้นออกแบบ

ผู้วิจัยด าเนินการสร้างแบบสอบถามเพื่อวัดพฤติกรรมของนักศึกษาในการไม่ส่งงาน/การบ้านโดยมีล าดับขั้นตอน

การสร้างดังนี้
1.1 ศึกษาเทคนิคการสร้างแบบสอบถามจากเอกสารต่างๆ

1.2 สร้างแบบสอบถามเพื่อวัดพฤติกรรมของนักเรียนเพื่อหาสาเหตุในการไม่ส่งงาน/

การบ้านของนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคระยอง ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1/2 สาขาการตลาด
จ านวน 29 คน ที่เรียนวิชาการค้าปลีกและการค้าส่ง จ านวน 6 ข้อ โดยให้นักศึกษาตอบแบบสอบถาม

1.3 น าแบบสอบถามที่สร้างขึ้นเสนอต่อที่ปรึกษางานวิจัย เพื่อตรวจสอบแก้ไข

1.4 น าแบบสอบถามมาปรับปรุงแก้ไขก่อนน าไปใช้จริง
3. ขั้นด าเนินการ

ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้มีการด าเนินการดังนี้

3.1 น าแบบสอบถามเพื่อศึกษาพฤติกรรมการไม่ส่งงาน/การบ้าน วิชาลูกค้าสัมพันธ์ของนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิค

ระยอง ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1/2 สาขาการตลาด จ านวน 29 คน ที่เรียนวิชาการค้าปลีกและ
การค้าส่ง เพื่อหาสาเหตุของการไม่ส่งงาน/การบ้าน

3.2 ด าเนินการหาค่าเฉลี่ยจากแบบสอบถาม



การเก็บรวบรวมข้อมูล
ผู้วิจัยด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยการด าเนินตามขั้นตอนดังนี้


Click to View FlipBook Version