การจดั การเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ (5Es) ร่วมกับ แอปพลเิ คชนั Nearpod ในรายวิชา
เศรษฐศาสตร์ ทีม่ ผี ลตอ่ ความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ และความพึงพอใจของนักเรยี นชน้ั
มัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 โรงเรียนนครขอนแกน่
THE 5ES OF INQURIY-BASED
LEARNING WITH NEARPOD APPLICATION IN THE ECONOMICS STUDIES THAT
AFFECT THE ABILITY OF THE CRITICAL THINKING AND SATISFACTION FOR 9TH
GRADE STUDENTS AT NAKHON KHONKAEN SCHOOL
คณะผู้วิจยั รหัสนักศึกษา 613050022-7
นางสาวประภัสสร เกยี งคำ รหสั นักศึกษา 613050153-2
นางสาวธัญญลกั ษณ์ สร้อยเสนา รหสั นกั ศึกษา 613050173-6
นายสหสวรรษ ขันธพ์ ฒั น์ รหสั นกั ศึกษา 613050481-5
นางสาวปณิตา ประภาการ
อาจารย์ท่ีปรกึ ษางานวจิ ัย
รองศาสตราจารย์ ดร.พชั รี จันทร์เพง็
อาจารย์ณฐมน สุธนเกียรติกานต์
รายงานวจิ ัยฉบับนี้เปน็ ส่วนหนึ่งของรายวิชา ED003003 การวจิ ัยในช้ันเรยี นเพื่อพัฒนาการ
เรยี นรู้ และรายวชิ า ED193004 การวจิ ัยนวตั กรรมทางสงั คมศึกษา
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ขอนแกน่
ภาคการศึกษาปลาย ปกี ารศึกษา 2563
THE 5ES OF INQURIY-BASED
LEARNING WITH NEARPOD APPLICATION IN THE ECONOMICS STUDIES THAT
AFFECT THE ABILITY OF THE CRITICAL THINKING AND SATISFACTION FOR 9TH
GRADE STUDENTS AT NAKHON KHONKAEN SCHOOL
RESEARCHERS
PRAPHASSORN KIANGKAM STUDENT ID 613050022-7
THANYALAK SOISENA STUDENT ID 613050153-2
SAHASAWAT KHANPAT STUDENT ID 613050173-6
PANITA PRAPHARKARN STUDENT ID 613050481-5
ADVISORS
ASSOC. PROF. DR. PUTCHAREE JUNPENG
LECTURER NATHMON SUTHANAKIATIKARN
THIS RESEARCH IS PART OF ED003003 CLASSROOM RESEARCH FOR LEARNING
DEVELOPMENT AND ED193004 RESEARCH FOR INNOVATIONS IN SOCIAL STUDIES
FACULTY OF EDUCATION, KHON KEAN UNIVERSITY
FINAL SEMESTER ACADEMIC YEAR 2563
ก
ชอื่ งานวิจัย: การศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ร่วมกับ แอปพลิเคชัน
Nearpod ในรายวชิ าเศรษฐศาสตร์ ท่มี ผี ลตอ่ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และ
ความพงึ พอใจของนกั เรียนช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรยี นนครขอนแกน่
คณะผวู้ ิจัย: นางสาวประภสั สร เกยี งคำ
นางสาวธญั ญลักษณ์ สรอ้ ยเสนา
นายสหสวรรษ ขนั ธ์พฒั น์
นางสาวปณติ า ประภาการ
อาจารย์ท่ีปรกึ ษา:
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. พชั รี จนั ทรเ์ พง็
อาจารย์ณฐมน สุธนเกยี รติกานต์
รองศาสตราจารย์ ดร. องั คณา ตงุ คะสมิต
ปกี ารศึกษา: 2563
บทคดั ยอ่
การวิจัยนี้มีวัตถปุ ระสงค์ (1) เพื่อศึกษาผลของความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์ของนกั เรยี น
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนนครขอนแก่น จากการใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้
(5Es) ร่วมกับ แอปพลิเคชัน Nearpod ในรายวิชา ส 23102 เศรษฐศาสตร์ โดยนักเรียนร้อยละ 70
มีคะแนนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 และ (2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
โรงเรียนนครขอนแก่น ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ร่วมกับ แอปพลิเคชัน
Nearpod ในรายวิชา ส 23102 เศรษฐศาสตร์ โดยนักเรียนร้อยละ 70 มีความพึงพอใจในระดับมาก
กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 โรงเรียนนครขอนแก่น
จังหวัดขอนแก่น จำนวน 30 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วน
เบ่ียงเบนมาตรฐาน
ผลการวจิ ยั พบวา่ (1) ความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ของนักเรยี นท้งั หมด 30 คน มีคะแนน
เฉล่ยี 15.87 คิดเปน็ ร้อยละ 63.48 และนักเรียนมีความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ผ่านเกณฑ์ร้อยละ
70 ขึ้นไป จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 33.33 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ นักเรียนร้อยละ 70
มีคะแนนผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 70 ขึ้นไป และ (2) ความพึงพอใจของนักเรียนโดยภาพรวมนักเรียน
ความพึงพอใจเฉลย่ี อยู่ที่ 4.85 สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน 0.59 ซึง่ อย่ใู นระดับ “มากทส่ี ุด” เมอื่ พจิ ารณา
รายด้าน พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจสูงสุดไปต่ำสุด คือ ด้านครูผู้สอน โดยมีค่าเฉลี่ย 4.72 และ
สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน 0.52 ดา้ นประโยชนท์ ี่ไดร้ ับ โดยมีคา่ เฉล่ยี 4.60 และส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน
ข
0.59 ด้านบรรยากาศในชั้นเรียน โดยมีค่าเฉลี่ย 4.51 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.63 และด้าน
กระบวนการจัดการเรียนรู้ โดยมคี า่ เฉลีย่ 4.40 และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.59 ตามลำดบั
ค
RESERCH TITLE: A STUDY 5ES OF INQURIY-Based LEARNING WITH NEARPOD
APPLICATION IN THE ECONOMICS STUDIES THAT AFFECT THE ABILITY OF
THE CRITICAL THINKING AND SATISFACTION FOR 9TH GRADE STUDENTS
AT NAKHON KHONKAEN SCHOOL
RESEARCHERS: PRAPHASSORN KIANGKAM
THANYALAK SOISEN
SAHASAWAT KHANPAT
PANITA PRAPHARKARN
ADVISORS: ASSOC. PROF. DR. PUTCHAREE JUNPENG
NATHMON SUTHANAKIATIKARN
ACADEMIC YEAR: 2020
ABSTRACT
The objectives of this research were 1) to study the results of the analytical
thinking ability of grade 9 students of Nakhon Khonkaen School. This is based on the
5Es of Inquiry-Based Learning with Nearpod Application in the course Economics, 70%
of students passed the criteria by 70% and 2) to study the satisfaction of 9th grade
students at Nakhon Khonkaen. It has been applied to the 5Es of Inquiry-Based Learning
with Nearpod Application in the course Economics, with 70% of students being satisfied
at a high level. The target group used in this research is grade 9 students of Nakhon
Khonkaen School, Khonkaen province. The statistics used for data analysis were
percentage, mean and standard deviation.
The research findings were as follows:
(1) the critical thinking ability of all 30 students had an average score of 15.87,
or 63.48 percent, and 10 students with critical thinking ability passed the criteria of
70 percent or more, 33.33 percent below the specified criteria. Is that 70% of
students have passed the criteria 70%.
(2) Overall student satisfaction the average student satisfaction was 4 . 8 5 ,
standard deviation of 0 . 5 9 , which was on the "highest" level. When considering each
asp , it was found that the students had the highest satisfaction in the teachers with a
mean of 4.72 and a standard deviation of 0.52, next is the benefits that have been
received with a mean of 4.60 and a standard deviation of 0.59, Next is the classroom
atmosphere a mean of 4.51 and standard deviation of 0.63. The least satisfied aspect
ค
was the learning management process with a mean of 4.40 and a standard deviation
of 0.59.
ง
กติ ตกิ รรมประกาศ
วิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยความกรุณาจากรองศาสตราจารย์ ดร.พัชรี จันทร์เพ็ง
อาจารย์ประจำรายวิชา ED003003 การวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ (CLASSROOM
RESEARCH FOR LEARNING DEVELOPMENT) เป็นที่ปรึกษาการวิจัยในครั้งนี้ ผู้ให้คำปรึกษา
แนวคดิ ขอ้ เสนอแนะเกยี่ วกับการทำวจิ ัย รวมไปถงึ การแก้ไขข้อบกพร่องในการทำวิจัยฉบับนี้ให้เสร็จ
สมบูรณ์ คณะผวู้ ิจัยจงึ ขอขอบพระคณุ ในความกรณุ าเป็นอย่างสูง
ขอขอบคุณ รองศาสตราจารย์ ดร.อังคณา ตุงคะสมิต และอาจารย์ณฐมน สุธนเกียรติกานต์
ที่ปรึกษาร่วมการทำวิจัยในครั้งนี้ผู้ซึ่งให้คำปรึกษาชี้แนะนำแนวคิดหรือข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการทำ
วจิ ัยในชั้นเรียน รวมทง้ั แนวทางในการแกไ้ ขข้อบกพร่องของการทำวจิ ัยฉบับนใี้ หเ้ สรจ็ สมบรู ณ์
ขอขอบคุณคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และโรงเรียนนครขอนแก่น ที่ให้ความ
อนุเคราะห์สนับสนุนเอื้อเฟื้อสถานที่ในการเก็บข้อมูลประกอบการทำวิจัยในครั้งนี้ให้เสร็จลุล่วงไปได้
ด้วยดี
ขอขอบคุณนายจรัส สุขราช นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ผู้ซึ่งคอยประสานงานกับ
ทางโรงเรียนนครขอนแก่นและอำนวยความสะดวกให้แก่คณะผู้วิจัยในการเก็บข้อมูล เพ่ือนำมา
ประกอบการทำวิจยั ฉบับนีใ้ หส้ ำเรจ็ ลุล่วงไปดว้ ยดี
ขอขอบคุณนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาสังคมศึกษา มหาวิทยาขอนแก่น ที่คอยให้คำแนะนำ
ปรกึ ษาในการทำวจิ ยั ฉบบั น้ีแกค่ ณะผู้วิจัย คณะผู้วิจัยซาบซ้ึงใจในความชว่ ยเหลอื ของท่านเป็นอยา่ งย่ิง
ขอขอบพระคุณมารดา บิดา ผู้ปกครอง และญาติพี่น้องทุกคนที่ช่วยเหลือสนับสนุนทั้งด้าน
กำลังใจและกำลังทรัพย์ด้วยดีตลอดมา นอกจากนี้ยังมีผู้ที่ให้ความร่วมมือช่วยเหลืออีกหลายท่าน
ซงึ่ คณะผู้วิจัยไมส่ ามารถกลา่ วนามในทน่ี ี้ได้หมด จงึ ขอขอบคณุ ทกุ ท่านเหล่านัน้ ไว้ ณ โอกาสนี้ดว้ ย
คณะผวู้ ิจยั
จ
สารบญั หนา้
เรอ่ื ง ก
ค
บทคดั ย่อภาษาไทย ง
บทคัดย่อภาษาองั กฤษ จ
กติ ตกิ รรมประกาศ ช
สารบญั ซ
สารบญั ตาราง ฌ
สารบัญรปู ภาพ
สารบญั แผนภาพ 1
บทที่ 1 บทนำ 4
4
1.1 ความเปน็ มาและความสำคัญ 4
1.2 คำถามการวจิ ยั 5
1.3 วตั ถุประสงค์การวิจัย 7
1.4 ขอบเขตการ
1.5 นิยามศัพทเ์ ฉพาะ 9
1.6 ประโยชนท์ ่ไี ด้รับ
บทที่ 2 วรรณกรรมและงานวิจัยท่เี กย่ี วข้อง 14
2.1 หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551
(ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560) 25
2.2 การจดั การเรยี นรูแ้ บบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ร่วมกับ แอปพลิเคชัน 34
Nearpodและงานวจิ ัยทีเ่ กีย่ วข้อง 39
2.3 ความสามารถในการคิดวิเคราะห์และงานวจิ ัยที่เก่ียวขอ้ ง
2.4 ความพึงพอใจและงานวจิ ัยที่เกย่ี วข้อง 41
2.5 กรอบแนวคิดในการวิจัย 42
บทท่ี 3 วธิ ีดำเนินการวจิ ัย 42
3.1 กลุ่มเป้าหมายในการวิจยั 42
3.2 รูปแบบการวิจยั
3.3 ตัวแปรทีศ่ ึกษา
3.4 เครื่องมือท่ีใชใ้ นการวจิ ยั
สารบัญ (ต่อ) ฉ
เร่อื ง หน้า
3.5 การสรา้ งและหาประสทิ ธิภาพของเคร่ืองมือทใ่ี ช้ในการวิจยั 43
3.6 การเกบ็ รวบรวมข้อมูล 55
3.7 การวิเคราะหข์ ้อมูล 56
3.8 สถติ ิที่ใชใ้ นการวิเคราะหข์ ้อมูล 57
3.9 ประโยชนไ์ ด้รบั 57
บทที่ 4 ผลกาวจิ ัยและการอภิปรายผล
4.1 ผลการวจิ ยั 60
4.2 การอภปิ รายผล 66
บทท่ี 5 สรปุ ผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ
5.1 วธิ กี ารดำเนนิ การวิจัย 71
5.2 สรุปผลการวจิ ยั 73
5.3 ขอ้ เสนอแนะ 74
บรรณานุกรม 75
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก ผู้เช่ียวชาญและผ้ชู ่วยวจิ ยั
ภาคผนวก ข เคร่ืองทใ่ี ช้ในการวจิ ัย
ภาคผนวก ค ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู
ภาคผนวก ง ภาพกิจกรรม
ประวัตผิ ู้วิจยั
ช
สารบญั ตาราง
เร่อื ง หนา้
ตารางที่ 1 จำนวนนักเรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 3/3 จำนวน 30 คน โรงเรียนนครขอนแก่น 41
อำเภอเมือง จังหวดั ขอนแกน่ ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563
47
ตารางท่ี 2 ตารางวเิ คราะห์แบบประเมนิ ความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ 60
ตารางท่ี 3 แสดงผลการวดั ความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ เรอ่ื ง บทบาทความสำคญั ของ
61
การรวมกลมุ่ ทางเศรษฐกจิ ระหวา่ งประเทศ
ตารางท่ี 4 แสดงผลคะแนนการวดั ความสามารถในการคิดวิเคราะห์เป็นรายด้านของ 61
นกั เรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนนครขอนแกน่ 64
ตารางที่ 5 แสดงผลคะแนนการวดั ความสามารถในการคิดวเิ คราะห์เป็นรายบุคคลของ
นักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 3/3 โรงเรียนนครขอนแกน่
ตารางท่ี 6 แสดงคา่ เฉลีย่ สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน และระดบั ความพึงพอใจของนักเรียน
ช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนนครขอนแกน่ ที่มตี ่อการจัดการเรยี นรแู้ บบสืบ
เสาะหาความรู้ (5Es) ร่วมกบั แอปพลิเคชนั Nearpod ในรายวิชารายวิชา
ส 23102 เศรษฐศาสตร์
สารบัญรูปภาพ ซ
เรือ่ ง หน้า
ภาพท่ี 1 แสดงหนา้ เริ่มตน้ ของแอปพลเิ คชนั Nearpod 18
ภาพท่ี 2 แสดงหน้าสมัครเขา้ ใช้งานแอปพลเิ คชนั Nearpod 18
ภาพที่ 3 แสดงหนา้ การใช้งานแอปพลเิ คชนั Nearpod 19
ภาพที่ 4 แสดงการสรา้ งสื่อการจัดการเรียนรู้ 19
ภาพที่ 5 แสดงหน้าตา่ งบันทึกบทเรยี น 20
ภาพท่ี 6 แสดงหนา้ ต่างการใช้งาน 20
ภาพที่ 7 กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั 40
ฌ
สารบญั แผนภาพ
เร่ือง หน้า
แผนภาพที่ 1 การสร้างแผนการจดั การเรยี นรู้ใช้รปู แบบการจัดการเรยี นรู้แบบสบื เสาะหา 46
ความรู้ (5Es) รว่ มกับ แอปพลเิ คชัน Nearpod
แผนภาพที่ 2 การสร้างแบบแบบประเมนิ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ 51
แผนภาพที่ 3 แผนภาพการสร้างแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัด 55
กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es)
รว่ มกบั แอปพลเิ คชัน Nearpod
1
บทท่ี 1
บทนำ
1.1 ความเปน็ มาและความสำคัญ
การศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาคนให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลต่อ
การพัฒนาประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง การปลูกจิตสำนึกให้รู้จักคุณค่า
ของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้
อย่างตอ่ เน่ือง ซึ่งปจั จุบนั โลกเขา้ สู่ยุคศตวรรษที่ 21 และเกิดประชาคมอาเซยี นขึ้นในปี 2558 จงึ ส่งผล
ให้เป็นสังคมแห่งยุคโลกาภิวัตน์ที่มีการการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและรุนแรงเพิ่มมากขึ้น การจัดการ
ศึกษาจึงมีบทบาทสำคัญในการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เท่าทันและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงทั้ งตัว
นักเรียนและครู เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคนให้มีคุณภาพ โดยเน้นคุณธรรมนำความรู้มีความพร้อมทั้ง
ด้านร่างกาย สติปัญญา คุณธรรม จริยธรรมและอารมณ์สามารถแก้ไขปัญหา มีทักษะในการคิด
มีความมั่นคงในการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีและอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข เพราะทักษะการคิดเป็น
ร า ก ฐ า น ส ำ ค ั ญ ข อ ง ก า ร ต ั ด ส ิ น ใ จ ใ น ก า ร แ ก ้ ป ั ญ ห า ท ี ่ เ ก ิ ด ข ึ ้ น ใ น ก า ร ด ำ เ น ิ น ช ี ว ิ ต ข อ ง ม น ุ ษ ย์
(วิภาดา พินดา และวิภาพรรณ พินลา, 2560) ซึ่งการสอนวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
ในปัจจุบันต้องใช้วิธีการเรียนรู้ที่ช่วยสร้างเสริมเติมเต็มประสบ การณ์ให้นักเรียนสามารถดำรงตนใน
สงั คมโลกในปจั จุบันไดอ้ ย่างมีความสุข
“ความสามารถในการคิดวิเคราะห์” เป็นกระบวนการในการใช้สติปัญญาในการกำหนด
แนวคิดของการวิเคราะห์สังเคราะห์ หรือการประเมินข้อมูลที่ได้จากการสังเกต ประสบการณ์
ประกอบการไตร่ตรอง การให้เหตุผล เพื่อพิสูจน์ความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ได้ (Two Rivers Public
Charter School, 2021) ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการต่อยอดองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ ทั้งการแก้ปัญหา
ตดั สนิ ใจ รวมไปถงึ ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งการคิดวิเคราะห์นั้นจะนำไปสู่การมองหาวิธีการแก้ปัญหาให้
นักเรียนเหน็ ความสำคัญของการคิดวิเคราะห์ การแกป้ ญั หาที่มีขน้ั ตอนเป็นระบบ ซ่ึงบทความดังกล่าว
มีความสำคัญมากกบั นักเรียนในยคุ ปจั จบุ นั เพราะเปน็ ทกั ษะท่ีจำเป็นของคนในยุคศตวรรษท่ี 21 ที่จะ
ช่วยให้คนอยู่รอดได้อย่างมีความสุขและปลอดภัย อีกทั้งความสามารถทางการวิเคราะห์เป็นการคิด
พื้นฐานที่จะช่วยต่อยอดสู่การคิดในขั้นสูง และเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนมี
ความจำในระยะยาว มีความภาคภูมิใจในความคิดของตนเอง ส่งผลให้เกิดความภาคภูมิใจและ
สร้างสรรค์ผลงานที่ดีมีคุณภาพได้ในอนาคต ดังนั้นจึงสมควรที่จะส่งเสริมการสอดแทรกกระบวนการ
คิดวิเคราะห์ลงไปในการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้นักเรียนเกิดการพัฒนาอย่างมีคุณภาพ และสอดคล้อง
กับสังคมในอนาคต แต่การคิดวิเคราะห์ (analytical thinking) เป็นวิธีการคิดที่คนไทยยังขาด
ความสามารถในการคิดด้านนี้อยู่และไม่มีทักษะการคิดประเภทนี้ที่ดีเพียงพอ เห็นได้จากการคิดนึก
เอาเองจากมโนทัศน์ส่วนตัวที่สร้างขึ้นเองแล้วนำไปสู่การบิดเบือนข้อมูลข้อเท็จจริงให้สอดคล้องกับ
มโนทศั นข์ องตน การดว่ นสรุปจากขอ้ มลู เท่าท่ีมีหรือสังเกตเหน็ ไดโ้ ดยการผกู โยงข้อมูลในเชงิ เหตุผล
2
อย่างผิด ๆ อาจกล่าวได้ว่ามีการละเลยข้อมูลที่มีนัยสำคัญไป เนื่องจากการคิดเชิงวิเคราะห์เป็น
รากฐานของการคิดอื่น ๆ อาทิ การคิดเชิงกลยุทธ์ การคิดเชิงสร้างสรรค์ เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างย่ิง
การแก้ปัญหาและตัดสินใจต้องพึ่งพาการคิดเชิงวิเคราะห์อย่างมาก ผลในเชิงลบที่เกิดจากการด้อย
ทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ คือ การไม่สามารถแก้ไขปัญหาจากสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งนำไปสู่ปัญหาที่
เพิ่มขึ้นหรือเกิดปัญหาใหม่ ๆ ตามมา การคิดวิเคราะห์เป็นการแสดงออกด้วยคำพูด หรือพฤติกรรม
การปฏิบัติที่บอกถึงความรู้ ความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ อย่างละเอียด สามารถอธิบายเหตุผล
ระบุปัญหา ระบุความเชื่อมโยง สามารถจำแนกส่วนประกอบต่าง ๆ รวบรวมข้อมูลที่สำคัญเพื่อนำมา
เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจและประเมินผลหรือเพื่อสรุปอย่างเหมาะสม (วัชรา เล่าเรียนดี, ปรณัฐ
กิจรุ่งเรือง, และอรพิณ ศิริสัมพันธ์, 2560) อีกทั้งความสามารถในการคิดวิเคราะห์จำเป็นอย่างยิ่งท่ี
ต้องสามารถคิดในเชิงสังเคราะห์ (synthesis Thinking) ที่เป็นรากฐานที่สำคัญของการคิดเชิงระบบ
(systems Thinking) โดยเป็นการคดิ แบบมองเห็นองค์ประกอบและนำองค์ประกอบต่าง ๆ มาบูรณา
การกัน ซึ่งจะทำให้เราสามารถเห็นและเข้าใจภาพใหญ่ของปัญหาได้ตามจริง เพื่อออกแบบวิธีการ
แก้ไขได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน การคิดดังกล่าวล้วนอยู่บนพื้นฐานของการคิดเชิงวิเคราะห์
(analytical Thinking) ทง้ั สน้ิ (ไรยว์ นิ ท์ บุญสวัสด์ิ, 2564)
ปัญหาที่ทำให้การเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
ยังขาดประสิทธิภาพ คือ ครูยังยึดหลกั การสอนแบบบรรยายเทคนิควิธกี ารสอนขาดความหลากหลาย
นักเรียนส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็น อีกทั้งยังไม่ค่อยมีส่วนร่วมในการเรียนอย่างทั่วถึง
(วิชัย ดิสระ, 2535) ได้กล่าววา่ การจัดการเรียนการสอนของวชิ าสังคมศึกษายงั คงใช้วิธีการเรียนการ
สอนที่เน้นบรรยายเนื้อหาส่งผลให้นักเรียนขาดการลงมือปฏิบัติจริงด้วยตนเอง ท้ัง ๆ ที่วิชาสังคม
ศึกษาให้ความสำคัญของทักษะการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลในสังคมควรเน้นการให้ความรู้เนื้อหาและ
ทักษะทางการเรียนให้แก่นักเรียนทั้งชั้นไปพร้อมกัน เนื่องจากครูสังคมศึกษามิได้คำนึงถึงความ
แตกต่างระหว่างบุคคลของนักเรียนแต่ละคน แต่ให้ความสนใจต่อนักเรยี นท่ีเรียนเกง่ มากกวา่ นักเรยี น
ที่เรียนอ่อน การเรียนการสอนดังกล่าวจึงเป็นการยากยิ่งที่ช่วยให้นักเรียนบรรลุความสำเร็จตามที่ตั้ง
วตั ถปุ ระสงคไ์ วใ้ นหลักสตู ร ด้วยเหตุนน้ี กั เรยี นจงึ ไมส่ นใจเรยี นสง่ ผลให้นักเรียนมปี ัญหาด้านผลสัมฤทธ์ิ
การการเรียนวิชาสังคมศึกษา ดังนั้นครูจึงต้องใช้รปู แบบการสอนที่หลากหลายเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว
ซ่ึงรปู แบบหนึ่งท่สี ามารถนำมาใชเ้ พื่อจดั การเรยี นรู้ คอื การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้
การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้นั้นมี
หลากหลายรูปแบบ อาทิ ครูเป็นผู้กำกับ นักเรียนเป็นผู้กำกับ และทั้งครูและนักเรียนเป็นผูก้ ำกับการ
เรียนร่วมกัน ดังนั้นจึงมีแนวคิดต่าง ๆ ที่อธิบายไว้อย่างมากมาย ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ แบบสืบ
เสาะหาความรู้ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ มีดังนี้ ขั้นที่ 1 สร้างสถานการณ์หรือปัญหา
จากเนื้อหาให้สอดคล้องกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมเพื่อกระตุ้นให้นักเรียนคิดและแก้ปัญหานั้น
ซึ่งควรเป็นสถานการณ์ที่ใกล้ตัวดึงดูดความสนใจของนักเรียนและโยงไปสู่การออกแบบการค้นคว้าได้
ขั้นที่ 2 ใช้คำถามในการอภิปรายเพื่อนำไปสู่แนวทางการหาคำตอบของปัญหา และควรเป็นคำถามท่ี
3
นักเรียนนำไปสู่การคาดคะเนคำตอบที่เป็นไปได้ (สมมติฐาน) ขั้นที่ 3 ใช้คำถามเพื่อนำไปสู่การ
ออกแบบการค้นคว้าการกำหนดเครื่องมือ เก็บรวบรวมข้อมูล การกำหน ดแหล่งข้อมูล
ข้นั ท่ี 4 นกั เรียนดำเนินการศึกษาค้นควา้ จากแหล่งค้นคว้าท่ีกำหนด ทำการบนั ทึกผลและจัดหมวดหมู่
ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า ขั้นท่ี 5 ใช้คำถามในการอภิปรายเพื่อสรุปผลการศึกษาค้นคว้า โดยใช้
คำถามต้องอาศัยข้อมูลจากการสืบค้นของนักเรียนเป็นหลักเพื่อนำไปสู่คำตอบในการแก้สถานการณ์
หรือปัญหาข้างตน้ และควรจะมีคำถามที่ฝึกใหน้ ักเรียนนำความรูท้ ีไ่ ด้ไปใช้ในสถานการณท์ ีพ่ บเห็นใน
ชีวิตประจำวนั หรอื เร่อื งทเ่ี รียนตอ่ ไป (พนั ธ์ ทองชมุ นมุ , 2554)
จากการสอบถามครูประจำรายวิชาและนักศึกษาฝึกประสบการณ์ในสถานศึกษา โรงเรียน
นครขอนแก่น รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ถึงพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนช้ัน
มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 มีจำนวน 36 คน พบวา่ นักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนนครขอนแก่นมีความ
สนใจการจัดการเรียนรู้การใช้เทคโนโลยแี ละนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่มีความทนั สมัยและน่าสนใจ
อาทิ Kahoot! Plikers Quizizz Classdojo Nearpod เป็นต้น นักเรียนมีความกระตือรือร้นต่อการ
จดั การเรยี นรดู้ งั กล่าว แต่นักเรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 3 ขาดความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์ สง่ ผลให้
การเรียนในรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม อยู่ระดับปานกลางถึงระดับต่ำเฉลี่ยร้อยละ
66.67 ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่ขาดองค์ความรู้ในการคิดวิเคราะห์ และการแยกแยะความสัมพันธ์ใน
เนื้อหาวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม นักเรียนไม่สามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ใน
ชีวิตประจำวนั ได้ (จรสั สขุ ราช, สัมภาษณ์, 4 มกราคม 2564).
จากปัญหาและความสำคัญที่กล่าวมาข้างต้นผู้วิจัยจึงเกิดความสนใจรูปแบบการเรียนรู้แบบ
สืบเสาะหาความรู้ (5Es) เป็นรูปแบบการเรียนการสอนรูปแบบหนึ่งที่สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน และความสามารถในการคิดวิเคราะห์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถใน การคิด
วิเคราะหซ์ ่งึ เป็นคุณลกั ษณะสำคัญของนักเรียนในศตวรรษที่ 21 มาใชใ้ นการจัดกระบวนการเรียนรู้ใน
กลุ่มสาระสงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ในนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 3
ร่วมกับ แอปพลิเคชัน Nearpod ซึ่งเป็นสื่อการเรียนการสอน โดยจะเป็นเครื่องมือสร้างงานนำเสนอ
แบบ Interactive การสร้างแบบสอบถาม และแบบประเมิน รวมถงึ การสรา้ ง homework ให้นกั เรียน
สามารถนำไปศึกษาเรียนรู้นอกเวลา และทำแบบฝึกหัดท้ายบท โดยระบบจะสร้างรายงานแจ้งให้ครู
ทราบไดท้ นั ทีวา่ มีใครส่งหรอื ยังไม่ส่งงานบ้าง พร้อมวเิ คราะห์คะแนนเป็นกราฟให้อัตโนมัติ โดยมงุ่ เน้น
ให้นักเรียนได้มีการพัฒนาความสามารถการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน ผลการศึกษาวิจัย ครั้งนี้จะ
สามารถนำมาใช้ในการจัดการเรียนรแู้ บบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เพอื่ เพ่ิมพฒั นาความสามารถในการ
คดิ วิเคราะห์ของนกั เรยี นในระดบั ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 ได้อยา่ งเหมาะสม
4
1.2 คำถามการวจิ ยั
1.2.1 ผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ร่วมกับ แอปพลิเคชัน
Nearpod ในรายวิชา ส 23102 เศรษฐศาสตร์ เป็นอย่างไร
1.2.2 นักเรียนมีความพึงพอใจจากการใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es)
ร่วมกับ แอปพลิเคชนั Nearpod ในรายวิชา ส 23102 เศรษฐศาสตร์ อย่ใู นระดับใด
1.3 วัตถปุ ระสงคก์ ารวจิ ยั
1.3.1 เพื่อศึกษาผลของความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
จากการใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ร่วมกับ แอปพลิเคชัน Nearpod ใน
รายวชิ า ส 23102 เศรษฐศาสตร์ โดยนกั เรยี นรอ้ ยละ 70 มคี ะแนนผา่ นเกณฑ์ร้อยละ 70
1.3.2 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้
แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ร่วมกับ แอปพลิเคชัน Nearpod ในรายวิชา ส 23102 เศรษฐศาสตร์
โดยนกั เรียนร้อยละ 70 มีความพงึ พอใจในระดับมาก
1.4 ขอบเขตการวิจยั
1.4.1 กล่มุ เป้าหมาย
นักเรียนระดบั มธั ยมศึกษาปีท่ี 3/3 โรงเรียนนครขอนแกน่ จังหวัดขอนแก่น ภาคเรียนที่ 2 ปี
การศกึ ษา 2563 จำนวนนกั เรียน 30 คน
1.4.2 ตวั แปรทีศ่ ึกษา
ตวั แปรต้น : การจดั การเรยี นรแู้ บบสบื เสาะหาความรู้ (5Es) และแอปพลิเคชนั
Nearpod
ตวั แปรตาม : ความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ และความพึงพอใจ
1.4.3 ขอบข่ายเน้ือหา
คณะผู้วิจัยดำเนินการวจิ ัยโดยใช้เนือ้ หาตามหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สาระการเรียนรู้
ที่ 3 เศรษฐศาสตร์ ตามมาตรฐาน ส 3.2 เข้าใจระบบและสถาบันทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ความสัมพันธ์
ทางเศรษฐกิจและความจำเป็นของการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจในสังคมโลก และตัวชี้วัด ในหัวข้อ
การแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของรัฐที่มีต่อบุคคล กลุ่มคน
และประเทศชาติ
1.4.4 ขอบข่ายเวลา
ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563 (ธันวาคม 2563 - มนี าคม 2564)
5
1.5 นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ
1.5.1 แอปพลิเคชัน Nearpod หมายถึง แอปพลิเคชันสำหรับบริหารจัดการสื่อการเรียน
การสอนจากเครื่องของครูไปแสดงยังอุปกรณ์ของนักเรียน โดยเป็นเครื่องมือสร้างงานนำเสนอแบบ
การมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างนักเรียนกับคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Interactive) นักเรียนมีการโต้ตอบ
ปฏิสัมพันธ์กับคอมพิวเตอร์ และบทเรียน มีโอกาสเลือก ตัดสินใจ และได้รับการเสริมแรง เป็นแอป
พลิเคชันใช้งานง่าย ซึ่งรองรับทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง Tablet Smartphone คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์
พกพาท่ีใช้ ระบบปฏบิ ตั กิ าร iOS และ Android มีฟงั กช์ ันท่ีเปน็ ประโยชน์กบั ครู เชน่ การสง่ ภาพสไลด์
วิดีโอ และเว็บเพจ จากเครื่องของครูไปยังเครื่องของนักเรียนแบบ real time การเช็คชื่อ การสร้าง
แบบสอบถาม และแบบประเมิน รวมถึงการสร้าง homework ให้นักเรียนสามารถนำไปศกึ ษาเรียนรู้
นอกเวลา และทำแบบฝึกหัดท้ายบท โดยระบบจะสร้างรายงานแจ้งให้ครูทราบได้ทันทวี ่ามีใครส่งหรือ
ยงั ไม่ส่งงานบ้าง พร้อมวิเคราะหค์ ะแนนเปน็ กราฟใหอ้ ตั โนมตั ิ
1.5.2 การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ร่วมกับ แอปพลิเคชัน Nearpod
หมายถึง รูปแบบการเรียนการสอน ที่พัฒนาขึ้น จนได้ขั้นตอนและแนวทางในการจัดกิจกรรมการ
เรียน ร่วมกับแอปพลิเคชัน Nearpod ในขั้นที่ 5 การแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน คิดพิจารณา
กระบวนการและผลงาน นำมาอภิปราย ประเมินและปรับปรุงแก้ไขข้อสรุป ถ้ายังมีปัญหาให้ศึกษา
ทบทวนใหมอ่ ีกครั้ง มกี ระบวนการ 5 ข้ันตอนดังน้ี (Bybee, 2009)
ขั้นที่ 1 การสร้างความสนใจ (Engagement) หมายถึง การนำเข้าสู่บทเรียนหรอื
เรอื่ งทสี่ นใจ กระตุ้นใหน้ ักเรียนสนใจในเนื้อหาท่กี ำลังจะเรยี น ซงึ่ ขั้นน้คี รไู ด้นำวิดิทศั นเ์ ร่ือง “FTA คือ
อะไร?” จากเว็บไซต์: https://youtu.be/0NPHyqesLkc เวลา 01.45 น. เป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียน
และครูสร้างคำถาม กำหนดประเดน็ ท่จี ะศกึ ษารว่ มกัน จากน้นั นกั เรียนและครูรว่ มกนั อภปิ รายวิดิทัศน์
เร่อื ง “ FTA คอื อะไร? ” และครูตั้งประเดน็ คำถามถามนักเรียน
ขั้นที่ 2 การสำรวจและค้นคว้า (Exploration) หมายถึง นักเรียนศึกษาค้นคว้า
ข้อมูล มีการวางแผนกำหนดการตรวจสอบ และลงมือปฏิบัติ ซึ่งขั้นนี้ครูได้นำภาพข่าวเกี่ยวกับ
“สิทธิประโยชน์การลงทุน 6 ชาติอาเซียน” เป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนและครูสร้างคำถาม กำหนด
ประเด็นที่จะศึกษาร่วมกัน จากนั้นนักเรียนและครูร่วมกันอภิปราย และครูตั้งประเด็นคำถามถาม
นกั เรียน
ข้นั ท่ี 3 การอธบิ าย (Explanation) หมายถงึ นกั เรียนนำขอ้ มลู ที่ได้จากการสำรวจ
และค้นหามาวิเคราะห์ แปลผล สรุปและอภิปรายถึง บทบาทความสำคัญของการรวมกลุ่มทาง
เศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยใช้สื่อ ppt ครูให้นักเรียนกระทำชิ้นงาน ใบกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง
บทบาทความสำคัญของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งแสดงถึงการสร้างองค์ความรู้
ใหม่ของนกั เรยี น
6
ขั้นที่ 4 การขยายความรู้ (Elaboration) หมายถึง การจัดกิจกรรมหรือ
ประสบการณ์การเรียนรู้ที่นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม โยครูอธิบายเรื่อง บทบาท
ความสำคัญของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ที่มีผลประโยชน์ทางดา้ นเศรษฐกิจและมี
ความสัมพันธ์กับประเทศไทยด้วยสื่อ Power Point เรื่อง บทบาทความสำคัญของการรวมกลุ่มทาง
เศรษฐกจิ ระหว่างประเทศ
ขั้นที่ 5 การประเมิน (Evaluation) หมายถึง การจัดกิจกรรมหรือสถานการณ์ให้
นักเรียนได้ประเมิน กระบวนการ สำรวจตรวจสอบ หรือองค์ความรู้ใหม่ของตนเองและเพื่อนร่วมช้ัน
เรียน โดยการวิเคราะห์วิจารณ์ อภิปรายซักถามแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ซึ่งกันและกันในเชิง
เปรียบเทียบ นักเรียนระบุสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเรียนรู้ทั้งด้านกระบวนการและผลผลิต มีการ
ตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาข้อมูลความรู้ที่ได้ อาทิ การแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน คิด
พจิ ารณากระบวนการและผลงาน นำมาอภิปราย ประเมนิ และปรับปรุงแก้ไขข้อสรุป ถา้ ยังมีปัญหาให้
ศึกษาทบทวนใหม่อีกครั้ง โดยครูให้นักเรียนทำกิจกรรมที่ 2 คือ เกมทายสิฉันคือใคร เพื่อวัดสามารถ
ในการคิดวิเคราะห์ ร่วมกับ แอปพลิเคชัน Nearpod คือการจับคู่ความสัมพันธ์ของหลักการ สาเหตุ
เป้าหมาย จุดประสงค์ ความสำเร็จขององค์กร กับรูปภาพขององค์การระหว่างประเทศ ประเทศที่ทำ
สนธิสัญญา ข้อตกลงในการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งมีทั้งหมด 15 รูปภาพ 15
ประโยค ที่สมั พันธ์กนั ใช้ระยะเวลาในการเลน่ เกม 5 นาที และทำแบบประเมนิ ความพงึ พอใจจำนวน 4
ด้าน 16 ข้อ เรื่อง บทบาทความสำคัญของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยใช้การ
จัดการเรียนรแู้ บบสบื เสาะหาความรู้ (5Es) รว่ มกบั แอปพลิเคชัน Nearpod
1.5.3 ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ หมายถึง การคิดแยกแยะเพื่อหาส่วนย่อยของ
เหตุการณ์ เรื่องราว หรือเนื้อหาต่าง ๆ ว่าประกอบด้วยอะไร มีความสำคัญอย่างไร อะไรเป็น เหตุ
อะไรเป็นผล และที่เป็นอย่างนั้นอาศัยหลักการใด องค์ประกอบการคิดวิเคราะห์แบ่งเป็น 3
องคป์ ระกอบหลกั ไดแ้ ก่ (Bloom, 1956)
1) การคิดวิเคราะห์ความสำคัญ หมายถึง การแยกแยะสิ่งที่กำหนดมาให้ว่าอะไร
สำคญั หรอื จำเปน็ หรือมีบทบาทมากท่สี ุด ตัวไหนเป็นเหตุ ตัวไหนเปน็ ผล
2) การคิดวิเคราะห์ความสัมพันธ์ หมายถึง การค้นหาว่าความสัมพันธ์ย่อย ๆ
ของเรือ่ งราวหรอื เหตกุ ารณ์ น้นั เกี่ยวพันกนั อยา่ งไร สอดคล้องหรือขัดแยง้ กนั อยา่ งไร
3) การคิดวิเคราะห์หลักการ หมายถึง การค้นหาโครงสร้างของระบบและสิ่งของ
เรื่องราว และการ กระทำต่าง ๆ ว่าสิ่งเหล่านั้นรวมกันจนดำรงสภาพเช่นนั้นอยู่ได้เนื่องด้วยอะไร
โดยยดึ อะไรเป็นหลกั มีสิ่งใดเป็นตัวเช่ือมโยง ยึดถอื หลักการใด มีเทคนคิ อย่างไร หรอื ยึดคติใด
7
1.5.4 ความพึงพอใจ หมายถึง ค่าเฉลี่ยจากการบอกความรู้สึกของนักเรียนจากการจัดการ
เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ร่วมกับ แอปพลิเคชัน Nearpod ความรู้สึกที่ดีหรือความคิดที่ดี
เป็นไปตามความคาดหวัง ในการจัดการเรียนการสอน ความพึงพอใจแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ
จำนวน 16 ข้อ แบง่ เปน็ 4 ดา้ น ดงั นี้
1) ดา้ นบรรยากาศในชน้ั เรียน หมายถึง สภาพแวดล้อมทางการเรียนในชั้นเรียนทั้ง
ทางกายภาพ ระดับของอารมณ์และความรู้สึกนักเรียน สภาวะที่อยู่รอบตัวผู้สอนและนักเรียน
ซึ่งเกื้อหนุนให้นักเรียนและผู้สอนทำงาน โดยมีการประเมินการจัดการเรียนรู้เหมาะสมกับเนื้อหา
นักเรียนมีอิสระทางด้านความคิด และเกิดความคิดสร้างสรรค์ที่หลากหลาย โดยประเมินความพึง
พอใจ 5 ระดบั จำนวน 4 ข้อ
2) ด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง การปฏิบัติต่าง ๆ ที่เกี่ยวของกับการ
จดั การเรยี นรเู้ พอื่ ใหก้ ารจัดการเรยี นรู้ดำเนินไปอยา่ งมีประสิทธิภาพ และการเรยี นรู้ของนักเรียนบรรลุ
ตามจดุ ประสงค์ของการจัดการเรยี นรู้ การประเมนิ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีความเหมาะสมกับเนื้อ
สาระการเรียนรู้ ทำให้นักเรยี นกลา้ แสดงความคิดเหน็ และกลา้ ตอบคำถาม โดยประเมนิ ความพึงพอใจ
5 ระดับ จำนวน 4 ข้อ
3) ด้านครูผู้สอน หมายถึง การประเมินบุคลิกภาพที่ดีเหมาะสมกับความเป็นครู
ครูส่งเสริมและเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมการเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ
โดยประเมินความพึงพอใจ 5 ระดับ จำนวน 4 ขอ้
4) ด้านประโยชน์ที่ได้รับ หมายถึง หมายถึง สิ่งที่นักเรียนและผู้สอนพึงจะได้รับ
หลังจากจัดการเรียนรู้ โดยมีการประเมินการจัดการเรียนรู้ความสามารถพัฒนาการคิดวิเคราะห์
ช่วยให้นักเรียนตดั สนิ ใจโดยใชเ้ หตผุ ล โดยประเมินความพึงพอใจ 5 ระดับ จำนวน 4 ขอ้
1.6 ประโยชนท์ ี่ไดร้ บั
1.6.1 ประโยชนเ์ ชิงวิชาการ
1) สามารถนำการจัดการเรียนรูแ้ บบสบื เสาะหาความรู้ (5Es) ร่วมกับ แอปพลิเคชัน
Nearpod มาประยุกตใ์ ช้สำหรบั การจดั การเรยี นการสอนและสอื่ การเรียนรู้ได้
1.6.2 ประโยชนเ์ ชงิ นโยบาย
1) สามารถนำการจัดการเรียนรูแ้ บบสบื เสาะหาความรู้ (5Es) ร่วมกับ แอปพลิเคชนั
Nearpod ไปใช้ประกอบการพัฒนาหลักสูตรและกำหนดแนวทางการจัดการเรียนรู้ของสถานศึกษา
หรือโรงเรยี นได้
1.6.3 ประโยชน์เชงิ ปฏิบัติการ
1) ครูมีแนวทางสำหรับการจัดการเรียนรู้แบบรู้สืบเสาะหาความรู้ (5Es) ร่วมกับ
แอปพลิเคชัน Nearpod มาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิด
วเิ คราะห์หรือความสามารถดา้ นอ่ืน ๆ ของนักเรยี นตอ่ ไป
8
บทท่ี 2
วรรณกรรมและงานวิจยั ทเ่ี กยี่ วขอ้ ง
การวิจัยในครั้งนี้เป็นการศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ร่วมกับ
แอปพลิเคชัน Nearpod ในรายวิชา ส 23102 เศรษฐศาสตร์ เรื่องบทบาทความสำคัญของการ
รวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศท่ีมผี ลตอ่ ความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ และความพึงพอใจ
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนนครขอนแก่น โดยศึกษาจากวรรณกรรมและงานวิจัยที่
เก่ยี วข้อง ดังนี้
2.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560)
2.1.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง
พ.ศ. 2560)
2.1.2 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา
และวฒั นธรรม
2.2 การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ร่วมกับ แอปพลิเคชัน Nearpod
และงานวจิ ยั ทเ่ี กีย่ วข้อง
2.2.1 ความหมายการจดั การเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es)
2.2.2 รปู แบบการจดั การจัดการเรยี นรแู้ บบสบื เสาะหาความรู้ (5Es)
2.2.3 ประโยชนข์ องการจัดการเรียนรูแ้ บบสืบเสาะหาความรู้ (5Es)
2.2.4 แนวคิดและทฤษฎที ่ีเกีย่ วข้องกบั การจัดการเรยี นรู้แบบสืบเสาะหา
ความรู้ (5Es)
2.2.5 แอปพลิเคชนั Nearpod
2.2.6 การใช้งานแอปพลเิ คชนั Nearpod
2.2.7 ประโยชนข์ องแอปพลิเคชนั Nearpod
2.2.8 งานวิจัยทเ่ี กยี่ วขอ้ ง
2.3 ความสามารถในการคิดวิเคราะห์และงานวิจยั ทีเ่ กยี่ วข้อง
2.3.1 ความหมายของการคดิ วเิ คราะห์
2.3.2 องค์ประกอบของการคิดวิเคราะห์
2.3.3 ลักษณะของการคิดวิเคราะห์
2.3.4 ประโยชนข์ องการคดิ วิเคราะห์
2.3.5 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวข้องกับการคิดวเิ คราะห์
2.3.6 งานวิจัยที่เก่ียวขอ้ ง
2.4 ความพงึ พอใจและงานวิจยั ที่เกยี่ วข้อง
2.4.1 ความหมายของความพงึ ใจ
9
2.4.2 การวดั ความพงึ พอใจ
2.4.3 แนวคดิ และทฤษฎที เ่ี ก่ียวข้องกับความพึงพอใจ
2.4.4 งานวจิ ัยท่ีเกีย่ วขอ้ ง
2.5 กรอบแนวคิดในการวิจัย
2.1 หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560)
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560)
เป็นหลักสูตรที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดเพื่อใช้ในการพัฒนานักเรียน
มีรายละเอยี ด ดงั น้ี
2.1.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง
พ.ศ. 2560)
2.1.1.1 วสิ ยั ทศั นข์ องหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนานักเรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของ
ชาตใิ หเ้ ป็นมนษุ ยท์ ี่มคี วามสมดุลทง้ั ด้านร่างกาย ความรู้ คณุ ธรรม มีจิตสำนกึ ในความเป็นพลเมืองไทย
และเป็นพลเมืองโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น
ประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ และ
การศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นนักเรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และ
พฒั นาตนเองได้เต็มศักยภาพ
2.1.1.2 จดุ หมายของหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนานักเรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา
มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดมุ่งหมาย เพื่อให้เกิดกับ
นักเรียนเม่อื จบการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน ดังน้ี
1) มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคณุ คา่ ของตนเอง มีวินัยและ
ปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพรพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี ง
2) มคี วามรอู้ นั เปน็ สากลและมคี วามสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปญั หา
การใชเ้ ทคโนโลยี และมีทักษะชวี ิต
3) มีสุขภาพกายและสขุ ภาพจิตทีด่ ี มีสุขนสิ ยั และรกั การออกกำลงั กาย
4) มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิดีชีวิต
และการปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษัตริย์ทรงเปน็ ประมุข
10
5) มีจิตสำนึกในคารอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา
สงิ่ แวดลอ้ ม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสรา้ งสิ่งท่ดี ีงมในสังคม และอยรู่ ว่ มกันในสังคมอย่างมี
ความสุข
2.1.1.3 คุณภาพนักเรียนของหลักสูตรแ กนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551
จบช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 3
1) มีความรู้เรื่องเกี่ยวกับตนเองและผู้ที่อยู่รอบข้าง ตลอดจนสภาพแวดล้อมใน
ทอ้ งถนิ่ ท่อี ยอู่ าศัย และเชื่องโยงประสบการณ์ไปส่โู ลกกวา้ ง
2) มีทักษะกระบวนการและมีข้อมูลที่จำเป็นต่อการพัฒนาให้เป็นผู้มีคุณธรรม
จริยธรรม ประพฤติปฏิบัติตามหลักคำสอนของศาสนาที่ตนนับถือ มีความเป็นพลเมืองดี มีความ
รับผดิ ชอบ การอยรู่ ่วมกนั และการทำงานกับผู้อน่ื มสี ่วนร่วมในกิจกรรมของหอ้ งเรียน และได้ฝึกหัดใน
การตดั สนิ ใจ
3) มีความรู้เรื่องราวเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน และชุมชนในลักษณะ
การบูรณาการ นักเรียนได้เข้าใจแนวคิดเกี่ยวกับปัจจุบันและอดีต มีความรู้พื้นฐานทางเศรษฐกิจ
ได้ข้อคิดเกี่ยวกับรายรับ-รายจ่ายของครอบครัว เข้าใจถึงการเป็นผู้ผลิต ผู้บริโภค รู้จักการออมขั้นตน้
และวิธกี ารเศรษฐกจิ พอเพยี ง
4) รู้และเข้าใจในแนวคิดพืน้ ฐานเกี่ยวกบั ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม หน้าที่พลเมอื ง
เศรษฐศาสตร์ ประวตั ิศาสตร์ และภูมิศาสตร์ เพื่อเปน็ พ้ืนฐานในการทำความเข้าใจในขนั้ ทส่ี ูงตอ่ ไป
จบชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6
1) มีความรู้เรื่องของจังหวัด ภาค และประทศของตนเอง ทั้งเชิงประวัติศาสตร์
ลักษณะทางกายภาพ สังคม ประเพณีและวัฒนธรรม รวมทั้งการเมืองการปกครอง และสภาพ
เศรษฐกิจโดยเน้นความเป็นประเทศไทย
2) มีความรู้และความเข้าใจในเรื่องศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ปฏิบัติตนตาม
หลกั ธรรมคำสอนของศาสนาท่ตี นนบั ถือ รวมท้ังมสี ่วนรว่ มศาสนพธิ ีและพิธกี รรมทางศาสนามากยง่ิ ขึน้
3) ปฏิบัติตนตามสถานภาพ บทบาท สิทธิหน้าที่ในฐานะพลเมืองดีของท้องถ่ิน
จังหวัด ภาค และประเทศ รวมทั้งได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมตามขนบธรรมเนียมประเพณี และ
วฒั นธรรมของทอ้ งถิน่ ตนเองมากยิ่งขึ้น
4) สามารถเปรียบเทียบเรื่องราวของจังหวัดและภาคต่าง ๆ ของประเทศไทยกับ
ประเทศเพื่อนบ้าน ได้รับการพัฒนาแนวคิดทางสังคมศาสตร์เกี่ยวกับศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม
หน้าที่พลเมือง เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และภูมิศาสตร์เพื่อขยายประสบการณ์ไปสู่การทำความ
เข้าใจในภูมิภาค ซีกโลกตะวันออกและตะวันตกเกี่ยวกับศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม
11
ความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม การดำเนินชีวิต การจัดระเบียบทางสังคม และการ
เปลีย่ นแปลงทางสังคมจากอดีต ส่ปู ัจจุบัน
จบชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 3
1) มคี วามรู้เก่ียวกบั ความเป็นไปของโลก โดยการศกึ ษาประเทศไทยเปรียบเทียบกับ
ประเทศในภมู ิภาคตา่ ง ๆ ในโลก เพ่ือพัฒนาแนวคดิ เรือ่ งการอย่รู ่วมกันอย่างสนั ติสุข
2) มีทักษะที่จำเป็นต่อการเป็นนักคิดอย่างมีวิจารณญาณ ได้รับการพัฒนาแนวคิด
และขยายประสบการณ์ เปรียบเทียบระหว่างประเทศไทยกับประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ ในโลก
ได้แก่ เอเชีย โอเชียเนีย แอฟริกา ยุโรป อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ในด้านศาสนา คุณธรรม จริยธรรม
ค่านิยม ความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม การเมืองการปกครอง ประวัติศาสตร์
และภูมิศาสตร์ด้วยวิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์ และสังคมศาสตร์
3) รู้และเข้าใจแนวคิดและวิเคราะห์เหตุการณ์ในอนาคตสามารถนำมาใช้เป็น
ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตและวางแผนการดำเนนิ งานไดอ้ ย่างเหมาะสม
จบช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 6
1) มคี วามรเู้ กี่ยวกับความเป็นไปของโลกอย่างกว้างขวางและลึกซ้งึ ย่ิงขนึ้
2) เป็นพลเมืองที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม ปฏิบัติตามหลักธรรมของศาสนาที่ตน
นับถือ มีค่านิยมอันพึงประสงค์ สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นและอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข รวมทั้งมี
ศกั ยภาพเพื่อการศกึ ษาตอ่ ในชนั้ สงู ตามความประสงค์ได้
3) มีความรู้เรื่องภมู ิปัญญาไทย ความภูมิใจในความเป็นไทย ประวัติศาสตร์ของชาติ
ไทย ยดึ มน่ั ในวิถีชีวติ และการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั ริย์ทรงเปน็ ประมุข
4) มีนิสัยที่ดีในการบริโภค เลือกและตัดสินใจบริโภคได้อย่างเหมาะสม มีจิตสำนึก
และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมไทยและสิ่งแวดล้อม มีความรักท้องถิ่นและ
ประเทศชาติ มงุ่ ทำประโยชน์ และสรา้ งส่งิ ท่ีดีงามให้กับสังคม
5) มคี วามรู้ความสามารถในการจัดการเรียนรูข้ องตนเอง ชีน้ ำตนเองได้และสามารถ
แสวงหาความรูจ้ ากแหล่งการเรยี นรตู้ ่าง ๆ ในสังคมได้ตลอดชีวติ
2.1.1.4 สาระการเรยี นรู้สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม
สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ตามการกำหนดของหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐานสามารถแบ่งออกเป็น 5 สาระ ดังนี้
1) ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม
หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ การนำหลักธรรมคำสอนไปปฏบิ ตั ิในการพัฒนา
ตนเอง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เป็นผู้กระทำความดี มีค่านิยมที่ดีงาม พัฒนาตนเองอยู่เสมอ
รวมท้ังบำเพ็ญประโยชน์ตอ่ สงั คมและสว่ นรวม
12
2) หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ระบบการเมืองการ
ปกครองในสังคมปัจจุบันการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ลักษณะและความสำคัญ การเป็นพลเมืองดี ความแตกต่างและความหลากหลายทางวัฒนธรรม
ค่านยิ ม ความเชือ่ ปลูกฝงั ค่านยิ มดา้ นประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษัตริย์ทรงเปน็ ประมุข สิทธิ หน้าที่
เสรีภาพการดำเนินชวี ติ อย่าง สันตสิ ุขในสังคมไทยและสงั คมโลก
3) เศรษฐศาสตร์ การผลิต การแจกจ่าย และการบริโภคสินค้าและบริการ การ
บรหิ ารจัดการทรพั ยากรที่มีอยูอ่ ย่างจำกดั อย่างมีประสทิ ธภิ าพ การดำรงชีวิตอยา่ งมีดุลยภาพ และการ
นำหลักเศรษฐกจิ พอเพยี งไปใช้ในชีวิตประจำวัน
4) ประวัติศาสตร์ เวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ วิธีการทางประวัติศาสตร์
พัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตถึงปัจจุบัน ความสัมพันธ์และเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ
ผลกระทบที่เกิดจากเหตุการณ์สำคัญในอดีต บุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ
ในอดตี ความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรมและภูมิปญั ญาไทย แหลง่ อารยธรรมทีส่ ำคัญของโลก
5) ภูมิศาสตร์ ลักษณะทางกายภาพของโลก แหล่งทรัพยากร และภูมิอากาศของ
ประเทศไทย และภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก การใช้แผนที่และเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ ความสัมพันธ์กัน
ของสิ่งต่าง ๆ ในระบบธรรมชาติ ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และสิ่งที่
มนุษยส์ ร้างขึ้น การนำเสนอข้อมูลภมู สิ ารสนเทศ การอนรุ กั ษส์ ง่ิ แวดล้อมเพอ่ื การพัฒนาท่ยี ่งั ยืน
2.1.2 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรม
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ใน
กลุ่มสาระสงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม ตามสาระการเรยี นรไู้ ว้ ดงั น้ี
สาระที่ 1 ศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม
มาตรฐาน ส 1.1 รู้และเขา้ ใจประวัติ ความสำคัญ ศาสดา หลกั ธรรมของพระพุทธศาสนาหรือ
ศาสนาที่ตนนับถือและศาสนาอื่น มีศรัทธาที่ถูกต้อง ยึดมั่นและปฏิบัติตามหลักธรรม เพื่ออยู่ร่วมกัน
อยา่ งสนั ติสุข
มาตรฐาน ส 1.2 เข้าใจ ตระหนักและปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนที่ดี และธำรงรักษา
พระพุทธศาสนาหรือศาสนาทตี่ นนับถอื
สาระท่ี 2 หน้าท่ีพลเมอื ง วัฒนธรรม และการดำเนนิ ชวี ติ ในสงั คม
มาตรฐาน ส 2.1 เข้าใจและปฏิบัติตนตามหน้าที่ของการเป็นพลเมืองดี มีค่านิยม ที่ดีงาม
และธำรงรกั ษาประเพณีและวฒั นธรรมไทย ดำรงชวี ิตอยูร่ ว่ มกันในสงั คมไทย และสังคมโลก อย่าง
สนั ตสิ ุข
13
มาตรฐาน ส 2.2 เขา้ ใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปจั จุบัน ยดึ มั่น ศรทั ธา และธำรง
รกั ษาไว้ซงึ่ การปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอันมพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเปน็ ประมุข
สาระท่ี 3 เศรษฐศาสตร์
มาตรฐาน ส.3.1 เข้าใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในการผลิตและการบริโภคการ
ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า รวมทั้งเข้าใจหลักการของเศรษฐกิจ
พอเพยี ง เพ่ือการดำรงชวี ิตอย่างมดี ุลยภาพ
มาตรฐาน ส.3.2 เข้าใจระบบและสถาบันทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
และความจำเปน็ ของการร่วมมือกนั ทางเศรษฐกิจในสงั คมโลก
สาระท่ี 4 ประวัตศิ าสตร์
มาตรฐาน ส 4.1 เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์
สามารถใชว้ ธิ ีการทางประวตั ิศาสตรว์ เิ คราะห์เหตกุ ารณ์ต่าง ๆ อย่างเปน็ ระบบ
มาตรฐาน ส 4.2 เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาตจิ ากอดีตจนถึงปัจจุบัน ในดา้ นความสัมพันธ์
และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง ตระหนักถึงความสำคัญ และสามารถ วิเคราะห์
ผลกระทบที่เกดิ ขึ้น
มาตรฐาน ส 4.3 เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความรักความ
ภูมิใจและธำรงความเปน็ ไทย
สาระที่ 5 ภูมิศาสตร์
มาตรฐาน ส 5.1 เข้าใจลักษณะทางกายภาพของโลกและความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งซึ่งมีผล
ต่อกัน ใช้แผนที่และเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ในการค้นหา วิเคราะห์ และสรุปข้อมูลตามกระบวนการ
ทางภูมิศาสตร์ ตลอดจนใชภ้ ูมิสารสนเทศอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
มาตรฐาน ส 5.2 เข้าใจปฏิสมั พนั ธร์ ะหวา่ งมนษุ ย์กบั สิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่ กอ่ ให้เกิดการ
สร้างสรรค์วิถีการดำเนินชีวิต มีจิตสำนึกและมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
เพอ่ื การพัฒนาทีย่ ่งั ยืน
จากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และมาตรฐานการเรียนรู้
และตัวชี้วัดฯ (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ. 2560) สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม
ศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ซึ่งคณะผู้วิจัยได้ใช้เนื้อหาสาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ มาตรฐาน ส.3.2
เข้าใจระบบและสถาบันทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและความจำเป็นของการ
ร่วมมือกันทางเศรษฐกจิ ในสงั คมโลก เรื่องบทบาทความสำคัญของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระหว่าง
ประเทศสำหรบั การเก็บขอ้ มูลวจิ ยั ในครง้ั นี้
14
2.2 การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5 Es) ร่วมกับ แอปพลิเคชัน Nearpod
และงานวิจัยทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง
นักการศึกษากลุ่ม BSCS (Biological Science Curriculum Study) ได้นำวิธีการสอนแบบ
การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความความรู้ (5Es) มาใช้ในการพัฒนาหลักสูตรวิชา
วิทยาศาสตร์(Bybee, 2009) ซึ่งการจิวัยในครั้งนี้ได้นำการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความความรู้
(5Es) ร่วมกับ แอปพลิเคชัน Nearpod มาออกแบบการเรียนการสอนในชั้นเรียนโดยบูรณาการเข้า
ด้วยกัน โดยมีทั้งหมด 5 ขั้นตอน ได้แก่ การสร้างความสนใจ (Engagement) การสำรวจและค้นคว้า
(Exploration) การอธิบาย (Explanation) การขยายความรู้ (Elaboration) และการประเมิน
(Evaluation)
2.2.1 ความหมายการจัดการเรียนรแู้ บบสืบเสาะหาความรู้ (5Es)
สถาบันส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (สสวท.) สาขาชีววิทยา (2557) อธิบาย
ว่า การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เป็นกระบวนการที่นักเรียนต้องสืบค้น เสาะหา
สำรวจตรวจสอบ และศึกษาค้นคว้าด้วยวิธีการต่าง ๆ จนเข้าใจและเกิดเป็นองค์ความรู้สามารถนำ
ความรทู้ ี่ได้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
สกุล มูลแสดง (2554) อธิบายว่า การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) คือ
กระบวนการท่ีนกั เรียนเรียนรูด้ ้วยตนเอง และจากการทำงานกลุ่ม ซึง่ ทำให้สามารถสร้างองค์ความรู้ได้
ดว้ ยตนเอง และชว่ ยใหม้ ีพัฒนาการดา้ นกระบวนการการคดิ ทหี่ ลากหลาย 5Es
ภพ เลาหไพบูลย์ (2547) อธิบายว่า การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เป็นวิธี
สอนที่เหมาะกับวิชาวิทยาศาสตร์ โดยที่ครูเตรียมสภาพแวดล้อมจัดลำดับเนื้อหา แนะนำ หรือช่วยให้
นักเรียนประเมินความก้าวหน้าของตนเอง ส่วนนักเรียนเป็นนักเรียนภายใต้เงื่อนไขของครู นักเรียนมี
อิสระในการดำเนินการทดลองอยา่ งเต็มท่ี
Bundnitz (2003) อธิบายวา่ การจัดการเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เป็นแนวคิดท่ีมี
ความซับซ้อนและมีความหมายแตกต่างกันไปตามบริบทที่ใช้และผู้ที่ให้คำจำกัดความ โดยศูนย์กลาง
ของการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความร้นู ั้น มตี ้นกำเนิดจากนักวิทยาศาสตร์ ครู และ นักเรียน
ดังนั้น การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) หมายถึง กระบวนการจัดกาเรียนรู้ท่ี
เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลางของการจัดการเรียนรู้ มีการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง จากการใช้
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการเรียนรู้ โดยมีครูครูคอยให้คำปรึกษา เสริมแรงทางบวก
เพอื่ กระตนุ้ ให้นักเรียนเกดิ การเรียนรูด้ ว้ ยตนเอง
15
2.2.2 รูปแบบการจดั การจดั การเรียนรแู้ บบสบื เสาะหาความรู้ (5Es)
สาขาชีววิทยา สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้พัฒนา
กระบวนการจัดการเรียนรู้ในแต่ละขั้นตอนการจัดการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5 Es)
ซึ่งมี 5 ข้นั ดังน้ี
ขั้นที่ 1 การสร้างความสนใจ (Engagement) เป็นการนำเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจ
กระตุ้นให้นักเรียนสนใจในเนื้อหาที่กำลังจะเรียน การตั้งคำถามจากความสงสัยหรือความสนใจของ
นกั เรยี น เก่ียวกบั เรื่องท่ีนา่ สนใจ เหตกุ ารณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ณ ชว่ งเวลาน้นั ๆ หรือเป็นเร่ืองท่ีเชื่อมโยง
กับความรเู้ ดมิ ที่เพงิ่ เรยี นมารู้มาแล้วเป็นตัวกระตุ้นให้นกั เรียนสรา้ งคำถาม กำหนดประเดน็ ท่จี ะศึกษา
ขั้นที่ 2 การสำรวจและค้นคว้า (Exploration) นักเรียนศึกษาค้นคว้าข้อมูล มีการวางแผน
กำหนดการตรวจสอบ และลงมือปฏบิ ตั ิ โดยการสงั เกต ทดลอง รวบรวมข้อมลู ตา่ ง ๆ
ขั้นที่ 3 การอธิบาย (Explanation) นักเรียนนำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจและค้นหามา
วิเคราะห์ แปลผล สรุปและอภิปราย พร้อมทั้งนำเสนอผลงานในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนหรือ
โต้แย้งกับสมมตฐิ านที่ตัง้ ไว้ โดยมีการอ้างองิ เอกสารและขอ้ มูลประกอบการให้เหตผุ ลอยา่ งชัดเจน
ข้ันท่ี 4 การขยายความรู้ (Elaboration) ประกอบดว้ ยขน้ั ตอนยอ่ ย 2 ขนั้ ตอน ดังน้ี
1) การจัดกิจกรรมหรือสถานการณ์ เพื่อสร้างองค์ความรู้ให้นักเรียนมีความรู้ลึกซ้ึง
ขึ้น หรือขยายกรอบความคิดกว้างขึ้นหรือเชื่อมโยงความรู้เดิมสู่ความรู้ใหม่หรือนำไปสู่การศึกษา
ค้นคว้า ทดลอง เพิ่มขึ้น เช่น ตั้งประเด็นเพื่อให้นักเรียน ชี้แจงหรือร่วมอภิปรายแสดงความคิดเห็น
เพิ่มเติมให้ชัดเจนยิง่ ขึ้น ซักถามให้นักเรียนชัดเจนหรอื กระจ่างในความรู้ที่ได้หรือเชือ่ มโยงความรู้ท่ไี ด้
กบั ความรู้เดมิ
2) นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรม เช่น อธิบายและขยายความรู้เพิ่มเติมให้มีความ
ละเอียดมากขึ้น ยกตัวอย่างสถานการณ์ อธิบายเชื่อมโยงความรู้ที่ได้อย่างระบบนำไปสู่ความรู้ใหม่
ประยุกต์ความรู้ที่ได้ไปใช้ในเรื่องอื่นหรือสถานการณ์อื่น ๆ หรือสร้างคำถามใหม่และออกแบบการ
สำรวจ คน้ หา และรวบรวมเพือ่ นำไปสกู่ ารสร้างความรใู้ หม่
ข้ันที่ 5 การประเมนิ (Evaluation)
1) นักเรยี นระบสุ ง่ิ ท่ีนกั เรยี นไดเ้ รียนรู้จากการเรยี นรู้ทัง้ ดา้ นกระบวนการและผลผลิต
2) นกั เรยี นตรวจสอบความถกู ต้องของเน้อื หาข้อมูลความรู้ทไ่ี ด้ อาทิ การแลกเปลี่ยน
ความรู้ซึ่งกันและกนั คดิ พิจารณากระบวนการและผลงาน นำมาอภิปราย ประเมินและปรับปรุงแก้ไข
ข้อสรปุ ถ้ายงั มปี ัญหาให้ศึกษาทบทวนใหม่อีกคร้งั อา้ งองิ ทฤษฎีหรือหลักการและเกณฑ์ เปรียบเทียบ
ผลกับสมมติฐาน เปรียบเทียบความรู้ใหม่กบั ความรเู้ ดิม
3) นกั เรียนทราบจดุ เด่น จดุ ด้อยในการศึกษาค้นคว้า หรอื ทดลอง
16
2.2.3 ประโยชนข์ องการจัดการเรียนรแู้ บบสืบเสาะหาความรู้ (5Es)
จากการศึกษาประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) สามารถสรุปได้
ดงั น้ี
1) การเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ เป็นการสอนที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญส่งเสริม
นักเรียนได้พัฒนาความคิดอย่างเป็นระบบโดยการสืบค้นข้อมูลและเสาะแสวงหาด้วยตนเองเพื่อ
สามารถถา่ ยโยงการเรยี นรู้ ทำใหเ้ กดิ เปน็ การจำแบบยั่งยืน
2) สามารถพัฒนาความสามารถในการคิด ทำให้เกิดการคิดอย่างเป็นระบบ สามารถคิด
วิเคราะห์ แยกแยะ เน้ือหาสาระไดด้ ้วยตนเอง
3) ส่งเสริมให้มีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยอาศัยการจัดการเรียนรู้ท่ี
นกั เรียนเป็นศนู ยก์ ลางของการเรยี นรทู้ ำใหเ้ กิดการศึกษาหาความรดู้ ้วยตน
4) สามารถนำความรู้หรือประสบการณ์ที่ได้จากการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้มา
ประยุกต์ใชส้ ำหรบั การคดิ วเิ คราะห์และแกป้ ญั หาไดด้ ว้ ยตนเอง
2.2.4 แนวคิดและทฤษฎีทีเ่ กยี่ วขอ้ งกบั การจัดการเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es)
การจัดการเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ (5Es) เป็นการจัดการเรียนรู้ที่สนับสนุนให้นักเรียน
สามารถค้นพบความรู้หรือเชื่อมโยงความรู้ที่มีอยู่เดิม หาแนวทางแก้ปัญหาได้ตัวเอง แล้วนำมา
ประยุกต์ใช้ในชีวติ ประจำวัน ซ่ึงมีแนวคิดและทฤษฎีทีเ่ กีย่ วข้อง ดังนี้
ปรัชญาวิทยาศาสตร์
การค้นพบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโลกทั้งปรัชญาและวิทยาศาสตร์ต่างก็ใช้วิธีการไตร่ตรอง
(Methods of reflection) ในการคน้ หาความจริงของโลกและชีวิต เช่น วทิ ยาศาสตร์เปน็ แหล่งข้อมูล
ของปรัชญา ดังนั้นปรัชญาในแต่ละยุคสมัยก็จะสะท้อนให้เห็นทัศนคติวิทยาศาสตร์ในยุคสมัยน้ัน
ปรัชญามีส่วนทำให้วิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าขึ้น เมื่อวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าก็ทำให้ปรัชญามี
ความก้าวหน้าขึน้
ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพยี เจต์
Piaget (1969 อ้างถึงใน ฐิติมา ชูใหม่, 2559) มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมตั้งแต่
แรกเกิดมาอย่างต่อเนื่องระหว่างบุคคลกับสิ่งแวดล้อมนี้ ทำให้ระดับสติปัญญาและความคิดมีการ
พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทางสติปัญญาและ
ความคิดมี 2 กระบวนการ คอื การปรบั ตัว (adaptation) และการจัดระบบโครงสรา้ ง (organization)
การปรับตัวเป็นกระบวนการที่บุคคลหาหนทางที่จะปรับสภาพความไม่สมดุลทางความคิดให้เข้ากับ
สิ่งแวดล้อมทีอ่ ยรู่ อบ ๆ ตวั และเม่อื บคุ คลมีปฏสิ มั พันธก์ ับสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตวั โครงสร้างทางสมอง
17
จะถูกจัดระบบให้มีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม มีรูปแบบของความคิดเกิดขึ้น กระบวนการ
ปรับตัวประกอบด้วยกระบวนการท่ีสำคญั 2 ประการ คือ
1) กระบวนการดูดซึม (assimilation) เป็นบวนการที่อินทรีย์ซึมซับประการณ์ใหม่
เขา้ สปู่ ระสบการณ์เดิมท่ีเหมอื นหรือคลา้ ยคลึงกันให้สมองรวบรวมปรับเหตุการณ์ใหม่เขา้ กับโครงสร้าง
ของความคิดอันเกิดจากการเรียนรทู้ ีม่ ีอยูเ่ ดิม
2) กระบวนการปรับขยายโครงสรา้ ง (accommodation) เปน็ กระบวนการท่ตี ่อเน่ืองมาจาก
กระบวนการดูดซึม คือภายหลังจากที่มีการซึมซับของเหตุการณ์ใหม่เข้ามา และปรับเข้าสู่โครงสร้าง
เดมิ แล้ว ถ้าปรากฏวา่ ประสบการณ์ใหม่ท่ีรับเข้ามามสี มบัตเิ หมือนกบั ประสบการณ์เดิม ประสบการณ์
ใหม่จะถูกซึมซับและปรับเข้าหาประสบการณ์เดิม คือ ทำให้ประสบการณ์เดิมมีความสมบูรณ์ยิ่งข้ึน
แต่ถ้าไม่สามารถปรับปรับประสบการณ์ใหม่ที่ได้รับการซึมซับเข้ามา ให้เข้ากับประสบการณ์เดิมได้
สมองกจ็ ะสรา้ งโครงสร้างใหม่ขน้ึ มาเพอ่ื ปรบั ใหเ้ ขา้ กบั ประสบการณ์ใหมน่ นั้
การจดั การเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรู้เป็นการเรยี นที่เนน้ ให้นักเรียนเปน็ ศูนย์กลางของการ
เรียนรู้ ส่งเสริมให้นักเรียนพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์โดยกระบวนการสืบค้นข้อมูลอย่าง
เปน็ ระบบ ทำใหเ้ กดิ การเรยี นรู้อย่างมีประสิทธภิ าพ
2.2.5 แอปพลเิ คชัน Nearpod
แอปพลิเคชัน Nearpod เป็นอุปกรณ์สำหรับบริหารจัดการสื่อการเรียนการสอนจากเครื่อง
ของครูไปแสดงยังอุปกรณ์ของนักเรียน เป็นแอปพลิเคชันที่ใช้งานง่ายสามารถรองรับได้ทุก
แพลตฟอร์ม สามารถสรา้ งงานนำเสนอแบบการมีปฏิสมั พันธ์กันระหว่างนักเรียนกับคอมพิวเตอร์ช่วย
สอน (Interactive) นักเรียนมีการโต้ตอบปฏิสัมพันธ์กับคอมพิวเตอร์ และบทเรียน มีโอกาสเลือก
ตัดสินใจ และได้รับการเสริมแรง สามารถใช้งานได้ทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง Tablet Smartphone
คอมพวิ เตอร์ หรอื อุปกรณพ์ กพาทใี่ ช้ระบบปฏิบัติการ iOS และ Android
2.2.6 การใช้งานแอปพลิเคชัน Nearpod
นนั ธิสา อว่ มคุ้ม (2562) อธบิ ายการเขา้ ใชง้ านแอปพลเิ คชนั Nearpod ทส่ี ามารถใช้งานได้ทั้ง
ระบบปฏิบตั ิการณ์ iOS และ Android ซ่งึ มขี ั้นตอน ดงั นี้
1) เข้าไปที่เว็บไซต์ https://nearpod.com/ จากนั้นคลิกปุ่ม Sign up for FREE เพื่อสมัคร
เข้าใช้งาน
18
ภาพท่ี 1 แสดงหนา้ เร่ิมต้นของแอปพลิเคชนั Nearpod
(ที่มา: https://nearpod.com.)
2) สามารถสมคั รเข้าใชง้ านไดโ้ ดย Google, Office 365 หรือกรอกขอ้ มูล First Name, Last
Name, Email, Password หลังจากกรอกข้อมูลต่าง ๆ เรียบร้อยแล้วให้คลิกปุ่ม Sign Up เพื่อยืนยัน
การสมัครเข้าใช้งาน
ภาพที่ 2 แสดงหนา้ สมัครเขา้ ใช้งานแอปพลเิ คชัน Nearpod
(ที่มา: https://nearpod.com.)
3) หน้าแรกของ Nearpod เม่อื เขา้ ระบบเรียบร้อยแล้ว จะพบกบั หน้าจอหลกั ซ่ึงมีเมนูการใช้
งาน ดังน้ี
1. My Lessons เมนูทีใ่ ชเ้ กบ็ รวบรวมบทเรียนทเ่ี ราทำการสรา้ ง
2. Explore lessons เมนูที่ใช้ในการคุ้นหาสื่อการเรียนการสอนต่าง ๆ ของบุคคล
อ่ืน รวมไปถึงสามารถซ้อื ส่อื ของบคุ คลนัน้ ๆ ได้
3. Join a lessons เมนูสำหรับแชร์ให้นักเรียนเขา้ มาดสู ือ่ การเรียนการสอนที่ใช้ใน
ช้ันเรียนผ่าน Code ท่ไี ด้จากระบบ Create เมนเู พื่อเขา้ ไปสร้างบทเรียนใหม่
4. Reports ที่เข้าไปดูข้อมูลของนักเรียนที่เข้าร่วมในการทำแบบทดสอบต่าง ๆ
ในชนั้ เรยี น
19
4) จากนั้นสร้างสื่อการจัดการเรียนรู้ด้วย Nearpod เริ่มจากคลิกเลือกที่แถบ Create a
Lessons ทเ่ี มนูในหนา้ หลัก จากน้ันทำการสร้างสื่อการเรยี นการสอนและแชรบ์ ทเรียนทจี่ ัดทำส่งไปถึง
นกั เรยี น พร้อมกับควบคุมการเรียนรู้ผ่านสื่อมปี ฏสิ มั พนั ธก์ บั นักเรียน แบบ Real time
3 2
13
4
ภาพท่ี 3 แสดงหน้าการใชง้ านแอปพลิเคชนั Nearpod
(ทีม่ า: https://nearpod.com.)
5) จะพบกบั หนา้ ต่างสำหรับสรา้ งส่ือการจดั การเรียนการสอน ให้คลิกที่ Add slide หรือลาก
ไฟล์จากรูปภาพ, Power Point หรือไฟล์ PDF มาใสใ่ นหนา้ ตา่ งไดเ้ ลย
ภาพที่ 4 แสดงการสร้างสอ่ื การจัดการเรยี นรู้
(ที่มา: https://nearpod.com.)
20
6) เมื่อสร้างสื่อสำหรับการจัดการเรียนการสอนสำเร็จ สามารถ Share เนื้อหานี้กับคนอื่น ๆ
ได้ผ่านทาง E-mail สามารถดูตัวอย่างของเนื้อหาที่ได้จำทำไปในมุมมองของนักเรียนก่อนบันทึก
และสุดทา้ ยบนั ทึกบทเรยี นและออกจากหนา้ ต่างการสร้างบทเรียนโดยคลกิ Save & Exit
7) เมื่อคลิก Save & Exit จะปรากฏหน้าต่างเพื่อให้กรอกชื่อบทเรียน เลือกชั้นเรียน
และเลอื กวิชา เมือใสข่ ้อมลู ครบแล้วให้คลิกที่ Save & Exit อกี ครั้ง
ภาพท่ี 5 แสดงหน้าต่างบันทึกบทเรียน
(ทม่ี า: https://nearpod.com.)
8) ในการจัดการเรียนรู้จะมี code สำหรับใช้เข้าสู่บทเรียนให้กับนักเรียน โดยหลังจากที่
นักเรียนได้รับ code แล้ว ให้เข้าไปที่เว็บไซต์ https://nearpod.com/ แล้ว log in เข้าระบบ
เรียบร้อยแล้ว จะเข้าสู่หน้า My Lessons แล้วนำ code ที่ได้จากครูมากรอกในชอ่ ง CODE แล้วคลิก
วงกลมสฟี ้าท่ีอยทู่ ้ายชอ่ งเพอื่ เขา้ ส่บู ทเรยี น
ภาพที่ 6 แสดงหนา้ ตา่ งการใชง้ าน
(ทมี่ า: https://nearpod.com.)
21
2.2.7 ประโยชน์ของแอปพลิเคชัน Nearpod
แอปพลิเคชัน Nearpod มีคุณสมบัติการทำงานท่ีมีประโยชน์ต่อครูเป็นอย่างมาก
อาทิ การส่งภาพสไลด์ วิดีโอ และเว็บเพจ จากเครื่องของครูไปยังเครื่องของนักเรียนแบบ real time
การเช็คชื่อ การสร้างแบบสอบถาม และแบบประเมิน รวมถึงการสร้าง homework ให้นักเรียน
สามารถนำไปศึกษาเรียนรู้นอกเวลา และทำแบบฝึกหัดท้ายบท โดยระบบจะสร้างรายงานแจ้งให้ครู
ทราบได้ทนั ทีวา่ มใี ครสง่ หรอื ยังไม่สง่ งานบ้าง พรอ้ มวเิ คราะห์คะแนนเปน็ กราฟใหอ้ ตั โนมตั ิ
จากการศึกษาแอปพลิเคชัน Nearpod เป็นแอปพลิเคชันที่การใช้งานสะดวกสบาย วิธีการ
สร้างสื่อสำหรับการจัดการเรียนรู้มีความน่าสนใจ และมีหลากหลายวิธี การใช้งานของแอปพลิเคชัน
สามารถใช้งานง่าย รองรับอุปกรณ์สำหรับเข้าใช้งานได้หลายแพลตฟอร์มเหมาะสำหรับการจัดการ
เรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากเป็นแอปพลิเคชันที่ส่งเสริมให้นักเรียนกระตือรือร้นและให้ความ
สนใจในเนื้อหาบทเรียนท่ีกำลังทำการศกึ ษา ซ่งึ สง่ ผลให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพมิ่ มากขนึ้
2.2.8 งานวจิ ยั ท่เี กีย่ วขอ้ ง
ในการทำวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยได้แยกประเภทของงานวิจัยเกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้แบบ
สืบเสาะหาความรู้ (5Es) ร่วมกับ แอปพลิเคชัน Nearpod ออกเป็น 2 ประเด็น ได้แก่ งานวิจัย
ภายในประเทศ และงานวจิ ัยตา่ งประเทศ สามารถสรุปความได้ ดงั นี้
1) งานวจิ ยั ภายในประเทศ
งานวิจัยภายในประเทศเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ร่วมกับ
แอปพลิเคชนั Nearpod มีงานวจิ ยั ท่เี กีย่ วขอ้ ง ดังน้ี
ซูไรดา จารง, ทัศณา เกื้อเส้ง, มลิวรรณ รักษ์วงศ์ และวิทิต บัวปรอท (2560) ได้ศึกษา
เรือ่ ง ผลการจัดการเรียนร้แู บบวฏั จักรการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขนั้ (5E) สาระเศรษฐศาสตร์ เรื่องการ
รวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนคณะราษฎร
บำรุง จังหวัดยะลา ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพือ่ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระเศรษฐศาสตร์
เรื่องการรวมกลุม่ ทางเศรษฐกจิ ระหว่างประเทศ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ระหว่างก่อนเรยี น
และหลังเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5 ขั้น (5 E)
และ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระเศรษฐศาสตร์ เรื่องการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ
ระหวา่ งประเทศ ของนักเรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 หลงั ไดร้ บั การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้
แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5 ขั้น (5E) กับเกณฑ์ (ร้อยละ 75) โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็น
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง จังหวัดยะลา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา
2559 ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม 1 ห้องเรียน จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้สาระเศรษฐศาสตร์ เรื่องการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
22
จำนวน 8 แผน และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นสาระเศรษฐศาสตร์ เรือ่ งการรวมกลุ่มทาง
เศรษฐกิจระหว่างประเทศ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนน
ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้การทดสอบค่าที (T-Test) แบบ Dependent
Sample และเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสาระเศรษฐศาสตร์ เร่อื งการรวมกลมุ่ ทางเศรษฐกิจ
ระหว่างประเทศกบั เกณฑท์ ี่กำหนด โดยใช้การทดสอบค่าที (T-Test) แบบ One Sample
ผลการวจิ ยั พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นสาระเศรษฐศาสตร์ เรื่องการรวมกล่มุ ทางเศรษฐกิจ
ระหว่างประเทศของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้
แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5 ขั้น (5E) หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระเศรษฐศาสตร์ เรื่องการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสูงกว่า
เกณฑ์รอ้ ยละ 75 อย่างมีนยั สำคัญทางสถิตทิ ่ีระดับ .05
นชุ จรินทร์ รอดสมั ฤทธ์ิ และอังคณา ตงุ คะสมติ (2560) ไดศ้ ึกษา เรือ่ ง การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนและพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การจัดก าร
เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ร่วมกับสิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า (Advanced Organizer)
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ซึ่งมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี น โดยใช้การจดั การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ร่วมกับ สิ่งชว่ ยจัดมโนมติลว่ งหน้า
(Advanced Organizer) กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม หน่วยการเรียนรู้
ที่ 2 เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงกับการผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
โดยนักเรียนจำนวนร้อยละ 70 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนร้อยละ 70 ขึ้นไป 2) เพื่อพัฒนาพฤติกรรม
การทำงานกลุ่ม โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ร่วมกับ สิ่งช่วยจัดมโนมติ
ล่วงหน้า (Advanced Organizer) กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 2 เรอ่ื งเศรษฐกจิ พอเพยี งกับการผลติ สินค้าและบริการ ของนกั เรยี นชัน้ มัธยมศึกษา
ปีที่ 2 โดยใหน้ กั เรยี นมพี ฤติกรรมการทำงานกลุ่มอยใู่ นระดับ ดี ขึน้ ไป กลมุ่ เปา้ หมายทีใ่ ช้ในการศึกษา
เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้องเรียนที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 โรงเรียนหนองโน
ประชาสรรค์ อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น
จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบ่งเป็น 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองปฏิบัติการได้แก่
แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 9 แผนการจัดการเรียนรู้ 2) เครื่องมือที่ใช้ในการสะท้อนผลการ
ปฏิบัติการจัดการเรียนรู้ของครู ได้แก่ แบบบันทึกพฤติกรรมการเรียนรู้ของครูและนักเรียน
แบบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน แบบบันทึกผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้และ
แบบทดสอบย่อยท้ายวงจร 3) เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ได้แก่
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม การวิจัยครั้งนี้เป็น
วจิ ยั เชิงปฏบิ ตั กิ าร สถิตทิ ่ีใชใ้ นการวิเคราะหข์ อ้ มูล ไดแ้ ก่ คา่ เฉล่ีย ค่าร้อยละ ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน
23
ผลการวิจัยพบวา่ 1) ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรูปแบบการเรียนรูโ้ ดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ
สืบเสาะหาความรู้ (5Es) ร่วมกับสิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า (Advanced Organizer) จำนวนนักเรียน
ที่ผ่านเกณฑ์ คิดเป็นร้อยละ 76.00 และมีคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 73.86 2) ผลการพัฒนา
พฤติกรรมการทำงานกลุ่ม มีคะแนนเฉลี่ย 2.82 ระดับคุณภาพดี ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้
คือนกั เรยี นมีพฤตกิ รรมการทำงานกลุ่มอยู่ในระดบั ดี ขน้ึ ไป
เดือนเพ็ญ ตุ่นคำ และลัดดา ศิลาน้อย (2558) ได้ศึกษา เรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนและทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณโดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es)
รายวิชา ส31101 สังคมศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษา
ผลสัมฤทธิท์ างการเรียน รายวชิ า ส31101 สังคมศึกษา ของนกั เรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 4 ท่ีใช้รูปแบบ
การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) โดยให้นักเรียนจำนวนร้อยละ 70 มีคะแนนผ่านเกณฑ์
ร้อยละ 70 ขึ้นไป 2) ศึกษาทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหา
ความรู้ (5Es) รายวชิ า ส31101 สังคมศึกษา ของนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยให้นกั เรียนจำนวน
ร้อยละ 70 มีคะแนน ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ขึ้นไปรูปแบบการวจิ ัยเปน็ การวิจัยแบบทดลองเพียงกลมุ่
เดียวกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ห้องเรียนที่ 4/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา
2556 โรงเรียนคำแคนวิทยาคม อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น ที่เรียนรายวิชา ส31101
สังคมศกึ ษา จำนวน 30 คน เครอ่ื งมือท่ีใชใ้ นการทดลองประกอบด้วย 1) แผนการจดั การเรยี นรโู้ ดยใช้
รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) จำนวน 9 แผน ใช้เวลาในการทดลอง 17 ชั่วโมง 2)
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ 3) แบบวัด
ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ แบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ สถิติที่ใช้ใน
การวิเคราะห์ข้อมลู คอื ค่าเฉล่ีย (Mean) คา่ รอ้ ยละ (%)
ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการ
สอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (5Es) มีจำนวนนักเรยี นร้อยละ 76.67 ไดค้ ะแนนผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน
คดิ เปน็ รอ้ ยละ 77.25 ซง่ึ สงู กว่าเกณฑ์ท่ีกำหนดไว้ 2) ผลการวดั ทักษะการคดิ อย่างมีวิจารณญาณของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) มีจำนวนนักเรียนร้อยละ
83.33 ได้คะแนนผลการวัดทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณร้อยละ 82.25 ซึ่งสูงกวา่ เกณฑ์ท่ีกำหนด
ไว้
24
2) งานวิจยั ตา่ งประเทศ
งานวิจัยต่างประเทศเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ร่วมกับ
แอปพลิเคชัน Nearpod มีงานวิจยั ที่เกย่ี วขอ้ ง ดังน้ี
Husni (2020) ไดศ้ กึ ษา เรื่อง ผลของการเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ในรายวชิ าศาสนาโดย
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเชิงทดลองในโรงเรียนมัธยม มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบประสิทธิภาพ
ของรูปแบบการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ของ
นักเรียนให้มีความกระตือรือร้นในการเรียนมากขึ้น โดยการวิจัยในครั้งนี้ได้แบ่งนักเรียนเป็น 2 กลุ่ม
ได้แก่ นักเรียนกลุ่มที่เรียนโดยใช้การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ และนักเรียนกลุ่มที่ไม่เรียนโดยใช้
การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ จากน้ันผลการสอบก่อนเรียนและหลงั เรียนของนักเรียนทั้งสองกลุ่ม
มาเปรยี บเทียบกัน
ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ทำให้นักเรียนกระตือรือร้น
มากขึ้น มีการตอบสนองต่อการจัดการเรียนรู้ของครูเพิ่มขึ้น เกิดการถามคำถามในชั้นเรียนมากขึ้น
และนักเรียนมีความสุขที่ได้ค้นพบความรู้หรือสิ่งใหม่ ๆ กลุ่มนักเรียนทีเ่ รยี นโดยใช้รูปแบบการจดั การ
เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้มีการทำกิจกรรมสูงกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มนักเรียนที่ไม่ใช้รูปแบบการ
จัดการเรียนรู้สืบเสาะหาความรู้ นักเรียนกลุ่มแรกมคี วามขยันกระตือรือร้นมากขึ้น เกิดการตั้งคำถาม
มากขึ้น มีความกระตือรือร้นในการอภิปรายมากขึ้น นักเรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาและ
ค้นหาความรู้ใหม่ ๆ ส่งผลให้นักเรียนกลุ่มที่เรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา
ความรู้มีผลการเรียนที่สูงกว่านักเรียนกลุ่มที่เรียนโดยไม่ใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา
ความรู้จากการทำแบบทำสอบหลงั เรียน
จากการศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่า การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้
(5Es) ร่วมกับ แอปพลิเคชัน Nearpod พัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนให้สูงขึน้
เนอ่ื งจากการจดั การเรยี นรู้ไดส้ ง่ เสริมใหน้ ักเรยี นมีความกระตือรือร้นในการเรียน เกดิ การตัง้ คำถามต่อ
สิ่งที่ค้นพบหรือสงสัยที่นำไปสู่การหาคำตอบโดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์หาข้อเท็จจริง
ของสิ่งที่สงสัย ซึ่งส่งผลให้นักเรียนได้พัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สามารถแยกแยะข้อมลู
องค์ความรู้ที่มีได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ สามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ใน
ชวี ิตประจำวันได้
25
2.3 ความสามารถในการคิดวเิ คราะห์และงานวิจัยทเ่ี กี่ยวข้อง
การคิดวิเคราะห์เป็นความสามารถที่มีการใช้ความคิดที่สลับซับซ้อน ต้องอาศัยข้อมูลความรู้
ในการพิจารณาอยา่ งมเี หตผุ ล ซงึ่ มปี ระเด็นทเ่ี กี่ยวขอ้ งกบั การคิดวเิ คราะห์ ดงั ต่อไปนี้
2.3.1 ความหมายของการคดิ วิเคราะห์
การคิดวิเคราะห์เป็นทักษะความสามารถที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตใน
ศตวรรษที่ 21 จากการศึกษาพบว่ามีนักการศึกษา นักวิจัย และนักจิตวิทยาให้ความหมายไว้
หลากหลายความหมาย ดงั นี้
พิชญะ กันธิยะ (2559) ให้ความหมาย การคิดวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการคิด
พิจารณาข้อมลู ต่าง ๆ อย่างรอบคอบ อาศยั การจำแนกข้อเทจ็ จริง ขอ้ คิดเหน็ รวมท้ังหาความสัมพันธ์
และความเชอื่ มโยงขององค์ประกอบย่อย ก่อนทตี่ ดั สนิ ใจสรุปข้อมลู เพือ่ ความสมเหตุสมผล
ประพันธ์ศิริ สุเลารัจ (2556) การคิดวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถการมองรายละเอียด
จำแนกแยกแยะข้อมูลออกเป็นส่วนย่อย และจัดหมวดหมู่ เพื่อค้นหาความจริง ความสำคัญ
ขององค์ประกอบนั้น ๆ รวมทั้งหาความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงของสิ่งต่าง ๆ จนได้ความคิดนำ
ไปสกู่ ารสรปุ การประยกุ ต์ใช้ ทำนายหรอื คาดการณ์สงิ่ ต่าง ๆ ได้อยา่ งถูกต้อง
สำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2551) อธิบายว่า การคิดวิเคราะห์เป็นการระบุ
เรื่องหรือปญั หา โดยผา่ นการจำแนกแยกแยะ การเปรียบเทยี บข้อมูลอนื่ ๆ และตรวจสอบข้อมูลอย่าง
ชำนาญหรือหาขอ้ มลู เพมิ่ เติมเพ่อื ให้และแม่นยำเพยี งพอแก่การตดั สนิ ใจ
ราชบัณฑิตยสถาน (2546) อธิบายว่าการคิดวิเคราะห์ หมายถึง ความชำนาญในการคิด
ใคร่ครวญอย่างละเอียดรอบคอบในเรือ่ งราวต่าง ๆ อย่างมีเหตุผล โดยหาข้อดีข้อเสยี หรือ จุดเด่นจุด
ดอ้ ยของเรื่องน้ัน ๆ แล้ว เสนอแนะสิง่ ทด่ี สี ่งิ ท่เี หมาะสมนั้นอยา่ งยุติธรรม
Good (1973 อ้างถึงใน วิภาดา พินลา, 2559) อธิบายว่า การคิดวิเคราะห์เป็นการคิด
พิจารณาอย่างรอบคอบ มีการประเมินจากหลักฐานเพื่ออ้างอิงข้อสรุปที่เป็นไปได้ มีการตัดสินจาก
องคป์ ระกอบท้ังหมดท่ีเกย่ี วข้อง และใช้กระบวนการตรรกวิทยาได้อย่างถกู ต้องสมเหตุสมผล
Bloom (1956 อ้างถงึ ใน ล้วน สายยศและอังคณา สายยศ, 2539) อธบิ ายว่าการคดิ วเิ คราะห์
คือ ความสามารถในการแยกส่วนเหตุการณ์ เรื่องราว หรือเนื้อหาต่าง ๆ ว่ามีส่วนประกอบใดบ้าง
มคี วามสำคญั อย่างไร อะไรเปน็ เหตอุ ะไรเปน็ ผล และท่เี ปน็ อย่างนน้ั อาศัยหลกั การของอะไร
จากการให้ความหมายคิดวิเคราะห์ของนักการศึกษาและนักวิชาการหลาย ๆ ท่าน สามารถ
สรปุ ได้วา่ การคดิ วิเคราะห์ หมายถงึ การจำแนกแยกแยะเนื้อหาขอ้ มูลต่าง ๆ โดยผา่ นกระบวนการคิด
และพจิ ารณาอยา่ งถีถ่ ว้ นถงึ หลกั ความถูกตอ้ งและความสมเหตุสมผลของของข้อมูล
26
2.3.2 องค์ประกอบของการคิดวเิ คราะห์
องคป์ ระกอบของการคดิ วิเคราะห์มนี ักการศึกษาและนักวิชาหลายได้ให้นิยามไว้ ดังน้ี
ณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง (2560) อธิบายว่า ความสามารถในการคิดวิเคราะห์เปน็ หนึ่งในสง่ิ
ที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 เนื่องเป็นยุคที่ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว
สง่ ผลใหต้ ้องมีการคิดและแยกแยะข้อมูลได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ ซึ่งองคป์ ระกอบของความสามารถใน
การคดิ วิเคราะหม์ ี 4 องคป์ ระกอบ ดังน้ี
1) การใช้เหตุผล (Reasoning) เป็นการมุ่งเน้นการใช้เหตุผลเพือ่ วิเคราะห์คุณภาพของข้อมลู
ว่ามีความเท็จจริงมากนอ้ ยเพียงใด มีความน่าเชื่อหรือไม่ โดยไม่ตัดสนิ ผ่านอารมณ์หรอื อคติเพือ่ ความ
ถกู ตอ้ งของขอ้ มูล
2) การเปดิ ใจ (Open Mind) การเปดิ ใจและมองสงิ่ ต่าง ๆ โดยรอบ ทำใหเ้ กดิ มมุ ต่อสิ่งที่กำลัง
พจิ ารณาท่มี ากขึ้น เพือ่ ทำให้เห็นภาพรวมหรอื ข้อเท็จจริงจากทุก ๆ ดา้ น
3) การวิเคราะห์ (Analysis) นำข้อมูลต่าง ๆ มาวิเคราะห์ อย่างถี่ถ้วน เพื่อประเมินคุณภาพ
ข้อมูลที่มีอยู่ ทำความเข้าใจข้อมูล และสรุปความ จากการคิดวิเคราะห์ แยกแยะ และจัดประเภท
ข้อมลู
4) การใชต้ รรกะ (Logic) เปน็ การหาขอ้ สรุปจากข้อมลู ตา่ ง ๆ ว่าเป็นจริงหรือเท็จ นำไปสู่การ
เช่ือมโยงของข้อมลู หรอื ข้อเท็จจรงิ ต่าง ๆ เพอ่ื ใชอ้ า้ งถึงและสรปุ ความอย่างเป็นเหตุและผล
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2548) อธิบายว่า องค์ประกอบของการคิด
วเิ คราะห์ มี 4 องคป์ ระกอบ ดังน้ี
1) การตีความ ความเข้าใจ และการให้เหตุผลต่อส่ิงท่ีต้องการวิเคราะห์ เพื่อแปลความหมาย
ของสงิ่ นัน้ โดยขึน้ อยูก่ บั ความรู้ ประสบการณ์ และค่านิยมของผู้ตคี วาม
2) การมีความรู้ความเข้าใจในข้อมูลเนื้อหาที่จะวิเคราะห์และสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ที่มี
ในการทำความเขา้ ใจ
3) การช่างสังเกต สงสัย ช่างถาม ขอบเขตของคำถาม ที่เกี่ยวข้องกับการคิดเชิงวิเคราะห์จะ
ยึดหลัก 5 W 1 H คือ ใคร (Who) อะไร (What) ที่ไหน (Where) เมื่อไร (When) ทำไม (Why)
อยา่ งไร (How)
4) การหาความสมั พนั ธ์เชงิ เหตผุ ล (คำถาม) การค้นหาคำตอบเพือ่ เชอื่ มโยงเหตุและผลของส่ิง
ต่าง ๆ ทีเ่ กดิ ข้นั นำไปส่กู ารคิดแก้ปัญหาหรือเตรียมความพร้อมรบั มือกำส่ิงท่ีเกิด
27
Center for Critical Thinking (1996 อ้างถึงใน วนิช สุธารัตน์, 2547) อธิบายว่า
ความสามารถในการใหเ้ หตุผลอยา่ งถูกตอ้ ง มีความสำคัญตอ่ การคิดวิเคราะห์เป็นอย่างมาก เนื่องจาก
เป็นกระบวนการที่ทำให้สามารถตีความ แยกแยะข้อมูลได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ซึ่งความสามารถใน
การให้เหตผุ ลอย่างถกู ต้อง ประกอบด้วย
1) วัตถุประสงค์และเป้าหมายของการให้เหตุผลต้องมีความชัดเจน ส่งผลทำให้การใหเ้ หตุผล
สะดวกย่ิงข้นึ นอกจากน้ีเปา้ หมายตอ้ งมคี วามสำคญั และมองสามารถจะทำใหส้ ำเรจ็ ได้จรงิ ๆ
2) ความคิดเห็นหรือกรอบความจริงที่นำมาอ้าง เมื่อมีการให้เหตุผลย่อมมีความคิดเห็นหรือ
กรอบของความจริงที่นำมาสนับสนุน ซึ่งการให้เหตุผลสามารถทำได้จำกัดเนื่องจากสิ่งที่นำมาอ้างมี
ความเทยี่ งตรงและมเี สถียรภาพ
3) ความถูกต้องของสิ่งที่อ้างอิง การอ้างอิงข้อมูล ข่าวสาร เหตุการณ์ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่นำมา
อา้ งต้องมคี วามชดั เจน สอดคลอ้ ง และเปน็ ความจริง เพอ่ื ความถูกตอ้ งตอ่ การอ้างอิงขอ้ มูล
4) การสร้างความคิดหรือความคิดรวบยอด การบ่งบอกให้ชัดเจนถึงลักษณะของแนวคิด
ทฤษฎีจากการสร้างความคดิ รวบยอด ทำใหก้ ารเช่ือมโยงความสัมพันธ์มคี วามลกึ ซ้ึงและกลาง
5) ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุผลกับสมมติฐาน สมมติฐานที่ดตี ้องมคี วามชัดเจน มีเสถียรภาพ
สามารถนำมาประกอบการตดั สนิ ใจได้ ซงึ่ จะแสดงให้เห็นถึงความถกู ต้องของสมมตฐิ าน
6) การลงความเห็น จะทำได้ก็ต่อเมื่อมีหลักฐานบ่งบอกอย่างชัดเจน มีการตรวจสอบ
ความเห็นเกย่ี วกบั สอดคล้องต่อสมมตฐิ าน ซ่งึ อาจทำใหก้ ารลงความเห็นผิดพลาด
7) การนำไปใช้ เมื่อได้ข้อสรุปของข้อมูลแล้วจะต้องมีความคิดเห็นประกอบว่าข้อสรุปที่
เกดิ ขน้ึ ว่าสามารถนำไปใช้ได้มากนอ้ ยเพยี งใด
จากแนวคิดท่นี กั วิชาการได้ให้นยิ ามเก่ียวกับองค์ประกอบของการคิดวิเคราะห์ไว้น้นั สามารถ
สรุปได้ว่า การคิดวิเคราะห์มีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ มีการกำหนดสมมตินำไปสู่กระบวนการค้นหา
คำตอบที่ถูกต้อง โดยผ่านการตีความ การวิเคราะห์ ประกอบกับการอ้างอิงด้วยหลักฐานที่มีความ
ชัดเจน ถูกต้อง และเป็นความจริง เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่มีความถูกต้องผ่านการคิดพิจารณาข้อมูล
อย่างละเอยี ดถ่ีถ้วน
28
2.3.3 ลักษณะของการคดิ วิเคราะห์
จากการจำแนกพฤติกรรมด้านพุทธิพิสัยตามแนวคิดของบลูม Bloom (1956 อ้างถึงใน ล้วน
สายยศ และอังคณา สายยศ, 2539) ลักษะของการคิดวิเคราะห์ สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท
ดังนี้
1) การคดิ วเิ คราะห์ความสำคัญ หมายถงึ การแยกแยะสิ่งทก่ี ำหนดมาใหว้ ่าอะไรสำคัญจำเป็น
หรือมบี ทบาทมากทส่ี ดุ ส่งิ ไหนเป็นเหตุ และสิ่งไหนเป็นผล
2) การคิดวิเคราะห์ความสัมพันธ์ หมายถึง การค้นหาว่าความสัมพันธ์ย่อย ๆ ของเรื่องราว
หรอื เหตกุ ารณน์ ้ันเก่ยี วพันกนั อยา่ งไร มคี วามสอดคล้องหรอื ขดั แยง้ กนั อย่างไร
3) การคิดวิเคราะห์หลักการ หมายถึง การค้นหาโครงสร้างของระบบและสิ่งของ เรื่องราว
และการ กระทำต่าง ๆ ว่าสิ่งเหล่านั้นรวมกันจนดำรงสภาพเช่นนั้นอยู่ได้เนื่องด้วยอะไร โดยยึดอะไร
เปน็ หลกั มสี ิง่ ใดเป็นตัวเช่อื มโยง ยึดถอื หลกั การใด มีเทคนิคอยา่ งไร หรือยดึ คติใด
2.3.4 ประโยชน์ของการคดิ วิเคราะห์
จุฑามาศ เจริญธรรม (2549) กล่าวว่า การคิดวิเคราะห์ช่วยให้รู้ข้อเท็จจริง โดยไม่ด่วนสรุป
เพียงสิ่งที่เห็น มีการพิจารณาสาระสำคัญอื่น ๆ ช่วยพัฒนาความสามารถในการสังเกต การคิด
วิเคราะห์เน้ือหาข้อมูลทไี่ ดร้ บั เปน็ การพจิ ารณาเน้ือหาข้อมลู อย่างถ่ีถ้วนป้องกนั การรบั สารทีผ่ ดิ พลาด
สุวิทย์ มูลคำ (2547) กล่าวว่า การคิดวิเคราะห์เป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำหรับ
การดำเนนิ ชวี ิตในศตวรรษที่ 21 ซ่ึงประโยชน์ของการคดิ วิเคราะห์ มดี งั น้ี
1) รู้ข้อเท็จจริง เข้าใจความเป็นมาของเหตุการณ์ต่าง ๆ เหตุผลของสิ่งที่เกิดขึ้น นำไปใช้ใน
การตดั สนิ ใจในการแกป้ ญั หาไดอ้ ยา่ งถูกต้อง
2) สำรวจความถูกต้องของข้อมูลที่ปรากฏ ไม่ด่วนสรุปตามอารมณ์ ความรู้สึก หรืออคติ
สบื ค้นตามหลักเหตผุ ลและขอ้ มลู ทเ่ี ปน็ จริง
3) สรปุ ข้อมูลของสิง่ ต่าง ๆ ตามความเป็นจริง มกี ารพจิ ารณาขอ้ มูลอยา่ งถีถ่ ว้ น
4) การพิจารณาสาระสำคัญในหลาย ๆ มิติไม่มองเพียงด้านเดียวส่งผลให้สามารถมองข้อมูล
อยา่ งครบถ้วนในแงม่ มุ ตา่ ง ๆ ท่มี ีอยู่
5) พัฒนาความสามารถในการสังเกต การพิจารณาความสมเหตุสมผลของสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนท่ี
จะสรุปสรปุ ข้อคิดเหน็
สามารถสรปุ ไดว้ า่ การคดิ วิเคราะห์มีความสำคัญและมปี ระโยชน์เป็นอย่างมากต่อการดำเนิน
ชีวิต เนื่องจากเป็นความสามารถที่ช่วยพัฒนาบุคคลให้เกิดการเรียนรู้ พิจารณาข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่าง
ละเอยี ดถีถ่ ้วน สามารถตัดสนิ ความนา่ เช่ือถอื และขอ้ เท็จจริงของข้อมลู ได้อยา่ งถูกต้อง
29
2.3.5 แนวคิดและทฤษฎเี กยี่ วขอ้ งกับการคดิ วเิ คราะห์
แนวคดิ และทฤษฎีทเ่ี กย่ี วข้องกับทักษะการคิดวิเคราะห์ได้มนี ักวชิ าการและนักจิตวิทยาเสนอ
แนวคิดไว้ ดังน้ี
ทฤษฎีการเรยี นรขู้ องบลูม (Bloom’s Taxonomy)
ทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูม (Bloom’s Taxonomy) ได้จำแนกพฤติกรรมการเรียนรู้ออกเป็น
3 ด้าน โดยอาศัยทฤษฎีการเรียนรู้และจิตวิทยาพื้นฐาน ประกอบด้วย พุทธพิสัย (Cognitive
Domain) จิตพิสัย (Affective Domain) และทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) ซึ่งพฤติกรรม
แต่ละด้านได้มกี ารจำแนกความสามารถจากระดบั ต่ำสดุ ไปถึงระดับสูงสุด ดงั นี้
1) พทุ ธพิสยั (Cognitive Domain)
พฤติกรรมด้านสมองมคี วามเกย่ี วข้องกับสตปิ ัญญา ความคิด ความสามารถในพิจารณาข้อมูล
เนื้อหาต่าง ๆ อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ ซง่ึ แบ่งเป็น 6 ขั้น ดังน้ี
1.1) ความรู้ (Knowledge) เปน็ ความสามารถในการจดจำหรอื จำแนกประสบการณ์
ต่าง ๆ ท่ีไดร้ ับรู้ และสามารถระลกึ ถงึ เหตุการณ์หรอื เรือ่ งราวนนั้ ได้อย่างแม่นยำ
1.2) ความเข้าใจ (Comprehension) เป็นความสามารถในการจับใจความประเด็น
สำคญั ของสารและบอกเรอื่ งราวโดยการแปลความ ตคี วาม หรอื สรปุ ใจความสำคญั ของเน้ือหาได้
1.3) การนำความรู้ไปประยุกต์ (Application) เป็นความสามารถในการนำความรู้
หลักการ หรอื ประสบการณไ์ ปประยกุ ตใ์ ชก้ ับสถานการณป์ ญั หาตา่ ง ๆ ได้
1.4) การวิเคราะห์ (Analysis) เป็นความสามารถในการจำแนกแยกแยะข้อมูล
ทสี่ มบรู ณอ์ อกเปน็ สว่ นยอ่ ย ๆ ไดอ้ ย่างชดั เจน
1.5) การสังเคราะห์ (Synthesis) เป็นความสามารถในการรวบรวมข้อมูลส่วนย่อย
เข้าเป็นเนื้อเดียวกนั โดยผา่ นกระบวนการท่ีทำให้ส่งิ ที่มคี ณุ ภาพมากย่ิงขึน้
1.6) การประเมินค่า (Evaluation) เป็นความสามารถในการพิจารณาหรือตัดสิน
เกย่ี วกบั คณุ คา่ ของสงิ่ ใดสิง่ หนงึ่ กอ่ นจะลงมือกระทำลงไป โดยอาศัยเกณฑก์ ารประเมินทม่ี มี าตรฐาน
2) จติ พสิ ยั (Affective Domain)
ค่านิยม ค่านิยม ความรู้สึก ความซาบซึ้ง ทัศนคติ ความเชื่อ ความสนใจและคุณธรรม
เป็นพฤติกรรมที่ต้องใช้ระยะเวลาในการแสดงออก อาจไม่แสดงออกโดยทันที ดังนั้นการจัดกิจกรรม
การจัดการเรียนรู้ควรมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้ส่งผลให้พฤติกรรมการเรียนรู้
เปลย่ี นแปลงไปในทิศทางท่ีเหมาะสมได้ ซง่ึ ประกอบดว้ ยพฤตกิ รรมยอ่ ย 5 ขัน้ ดงั น้ี
30
2.1) การรับรู้ (Receive) เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นต่อปรากฏการณ์ หรือสิ่งเร้า
โดยสง่ ผลออกมาทาบงอารมณค์ วามร้สู ึกที่เกิดขึ้น
2.2) การตอบสนอง (Respond) เป็นการกระทำที่แสดงออกมาด้วยความยินยอม
เตม็ ใจ และพอใจต่อสง่ิ เร้า
2.3) คุณค่า ค่านิยม (Value) เป็นการปฏิบัติตามสิ่งที่ยอมรับกันภายในสังคม
การยอมรบั คณุ ค่าหรือการปฏิบตั ิตามสิง่ นั้น ๆ จนกลายเป็นความเช่ือและทัศนคตทิ ี่ดตี ่อสิ่งนั้น
2.4) การจัดระบบ (Organize) เป็นการสร้างแนวคิด เกิดการจัดระบบค่านิยมโดย
อาศัยความสัมพนั ธ์ระหวา่ งค่านิยมเดิมกบั ค่านิยมใหม่ หากนิยมมีลกั ษณะไปในทางเดียวกันย่อมยึดถือ
ตอ่ ไป แตถ่ ้าเกิดความขัดแยง้ กันระหว่างค่านยิ มเก่าและใหมย่ อ่ มเกิดการปฏเิ สธคา่ นยิ มใดคา่ นิยมหนึ่ง
2.5) บุคลิกภาพ (Characterize) การยึดถือค่านิยมและแสดงออกจนกลายเป็น
ลักษณะนสิ ัยทม่ี ีความเปน็ เอกลักษณ์
3) ทักษะพสิ ยั (Psychomotor Domain)
พฤติกรรมที่บ่งบอกความสามารถในการปฏิบัติงานได้อย่างชำนาญการ คล่องแคล่ว และ
ว่องไว สามารถแสดงออกพฤติกรรมได้โดยตรง ซึ่งมีเวลาและคุณภาพของงานเป็นตัวชี้วัดระดับของ
ทักษะพิสยั แบ่งเป็นพฤตกิ รรมย่อย 5 ข้ัน ดังน้ี
3.1) การรับรู้ (Imitation) เป็นการรู้หลักการปฏิบัติอย่างถูกต้อง เลือกหาตัวแบบ
เพ่ือสงั เกตและปฏิบตั ิตาม
3.2) การลงมือปฏิบัติ (Manipulation) เป็นการฝึกปฏิบัติตามแบบที่สนใจ กระทำ
ซ้ำ ๆ จนกระท่ังสามารถปฏิบัตติ ามได้
3.3) ความถูกต้อง (Precision) เปน็ พฤติกรรมที่สามารถปฏิบัติได้ดว้ ยตนเอง โดยไม่
อาศยั การชี้แนะและสามารถปฏบิ ตั ไิ ดอ้ ย่างถูกต้อง
3.4) การกระทำต่อเนื่อง (Articulation) เป็นการปฏิบัติจากวิธีการที่ถูกต้องจนเกิด
การกระทำอยา่ งต่อเนือ่ ง ส่งผลให้มีความชำนาญและรวดเรว็ ขน้ึ
3.5) ความเป็นธรรมชาติ (Naturalization) เป็นพฤติกรรมที่ผ่านการฝึกมาอย่าง
ตอ่ เนื่อง จนสามารถปฏบิ ตั ิได้คล่องแคลว่ วอ่ งไวเป็นธรรมชาติ
31
ทฤษฎพี ัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจท์ (Piaget’s Theory of intelligence)
เพยี เจท์ (Piaget) ไดศ้ ึกษาเก่ยี วกบั การเจรญิ เตบิ โตและพัฒนาการทางด้านสตปิ ัญญาของเด็ก
โดยสติปัญญาสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมทางชีวภาพและสังคม และเป็นการพัฒนาจาก
ประสบการณ์ของเด็กที่มีปฏิสัมพันธ์ (Interaction) มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่แรกเกิด เป็นพัฒนาการ
ตามช่วงวัยต่าง ๆ เป็นลำดับขนั้ ทง้ั นเี้ พียเจท์ไดแ้ บ่งลำดบั ข้ันพฒั นาการทางสตปิ ัญญาไว้ 4 ขั้น ดงั น้ี
1) ขน้ั ประสาทรบั รู้และการเคล่ือนไหว (Sensorimotor Stage) เริ่มต้ังแต่แรกเกิดจนถึง 2 ปี
พฤติกรรมของเด็กส่วนใหญ่เป็นการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ มีการเรียนรู้จากประสาทสัมผัส และ
ปรับตวั ให้เข้ากบั สภาพแวดล้อม
2) ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด (Preoperational Stage) อยู่ในช่วงอายุ 2-7 ปี โดยเด็กช่วง
อายุ 2-4 ปี ยึดตนเองเป็นศนู ย์กลางมขี ดี จำกัดในการรับรู้ สามารถเขา้ ใจไดเ้ พียงมิติเดียว และชว่ งอายุ
5-6 ปี กำลังจะข้าวเข้าสู่ขั้นการคิดแบบญาณหยั่งรู้ (Intuitive Thought) เกิดการคิดรวบยอด
รู้จักแยกประเภทและชิ้นส่วนของวัตถุ สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้โดยไม่ผ่านการคิดวิเคราะห์ให้
รอบคอบ
3) ขั้นปฏิบัติการคิดด้านรูปธรรม (Concrete Operation Stage) อยู่ในช่วงอายุ 7-11 ปี
มีการสร้างกฎเกณฑ์ในการจำแนกสิ่งต่าง ๆ ออกเป็นหมวดหมู่ สามารถเข้าใจเหตุผล รู้จักการ
แก้ปัญหาสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นรูปธรรม เข้าใจความสัมพันธ์ของส่วนย่อย ส่วนรวม และสามารถคิด
ยอ้ นกลับได้
4) ขั้นปฏิบัติการคิดด้วยนามธรรม (Formal Operational Stage) อยู่ในช่วงอายุ 11 ปี
ขึ้นไป เด็กคิดหาเหตุผลนอกเหนือจากข้อมูลท่ีมอี ยู่ เกิดการตั้งสมมติฐานตอ่ ส่ิงต่าง ๆ มีความสนใจใน
การสร้างทฤษฎีเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างและมีความพอใจที่จะคิดพิจารณาเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่มีตัวตน
หรอื สง่ิ ที่เป็นนามธรรม
2.3.6 งานวจิ ยั ที่เก่ียวขอ้ ง
ในการทำวิจยั ในครั้งนีผ้ ู้วิจัยไดแ้ ยกประเภทของงานวิจยั เก่ียวขอ้ งกับความสามารถในการคดิ
วเิ คราะห์ ออกเป็น 2 ประเดน็ ได้แก่ งานวิจัยภายในประเทศ และงานวจิ ัยต่างประเทศ
1) งานวิจยั ภายในประเทศ
งานวิจัยภายในประเทศเกย่ี วกบั ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ดังน้ี
ประเสริฐ ภู่ถนนนอก (2561) ได้ศึกษา เรื่อง การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน
รายวิชาเพิ่มเติม ส33203 กฎหมายทีป่ ระชาชนควรรู้ สาระหนา้ ทพี่ ลเมือง วฒั นธรรม และการดำเนิน
ชีวิตในสังคมโดยใชก้ ารสอบแบบวัฏจกั รการเรยี นรู้ 7 ข้ันเพอื่ ส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์
32
สำหรับนกั เรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 6 ซงึ่ การวจิ ยั มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ 1) ศึกษาขอ้ มูลพ้ืนฐานสำหรับการ
พัฒนาเอกสารประกอบการเรียน รายวิชาเพิ่มเติม ส33203 กฎหมายที่ประชาชนควรรู้ สาระหน้าที่
พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การสอนแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น
เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2) พัฒนาเอกสาร
ประกอบการเรียน รายวิชาเพิ่มเติม ส33203 กฎหมายที่ประชาชนควรรู้ สาระหน้าที่พลเมือง
วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การสอนแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น เพื่อส่งเสริม
ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์
80/80 3) ศึกษาผลการทดลองใช้เอกสารประกอบการเรียนที่พัฒนาข้ึน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรยี นช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 6/5 โรงเรียนชุมพวงศึกษา อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา สำนักงานเขตพื้นที่
การศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต 31 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 38 คน ได้มาโดยการส่มุ แบบ
กลุ่ม (Cluster Random Sampling) ซึ่งมีการจัดห้องเรียนแบบคละกันระหว่างนักเรียนเก่ง ปาน
กลาง และอ่อน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ 1) เอกสารประกอบการเรียนที่ผู้วิจัยสรา้ งข้ึน 2) แบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สถิติที่ใช้ในการวิจัย
ได้แก่ สถิติพ้นื ฐาน ค่าเฉล่ีย คา่ เบย่ี งเบนมาตรฐานและ t-test (Dependent Samples)
ผลการวิจัยพบว่า 1) ข้อมูลพื้นฐานพบว่านโยบาย จุดหมายการจัดการศึกษาจากหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ หลักสูตร
สถานศึกษา โรงเรียนชุมพวงศึกษา พบว่าสภาพที่คาดหวังในการจัดการเรียนรู้ มุ่งสู่การส่งเสริมให้
นักเรียนมีทักษะของนักเรียนในศตวรรษที่ 21 มีทักษะการคิด ทักษะการใช้เทคโนโลยี ทักษะการใช้
ชีวิตเน้นการส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เพื่อให้นักเรียนมีความสามารถในการคิด
วิเคราะห์ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสม
และมีสื่อประกอบการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมที่มีประสิทธิภาพ 2) เอกสารประกอบการเรียน
รายวชิ าเพมิ่ เติม ส33203 กฎหมายท่ปี ระชาชนควรรู้ สาระหน้าทีพ่ ลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนิน
ชีวิตในสังคม โดยใช้การสอนแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิด
วิเคราะห์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 พบว่า มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.67/83.50 3) ผลการ
ทดลองใช้ เอกสารประกอบการเรียนทีพ่ ฒั นาข้นึ พบวา่ ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนของนกั เรยี นหลังเรียน
สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของ
นักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) นักเรียนมีความพึงพอใจ
ต่อเอกสารประกอบการเรียนทพี่ ฒั นาขึน้ พบวา่ มคี วามพงึ พอใจ โดยรวมอย่ใู นระดับมากที่สดุ
พิทยาภรณ์ แก้วพิลากุล และลัดดา ศิลาน้อย (2559) ได้ศึกษา เรื่อง การพัฒนาความสมารถ
ในการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 รายวิชาสังคมศึกษา ส31103 โดยใช้รูปแบบ
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิด
วิเคราะห์ จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based-Learning)
กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ห้องเรียนที่ 3 จำนวน 33
33
โรงเรียนวัฒนานคร อำเภอวัฒนานคร สังกัดองค์กรบริหารส่วนจังหวัดสระแก้ว ที่กำลังศึกษาในภาค
เรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยชิปฏิบัติการ เครื่องมือที่ใช้ในก ารวิจัย
ได้แก่ 1) เครื่องมือปฏิบัติการ คือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based
leaning) จำนวน 5 แผน 10 ชั่วโมง 2) เครื่องมือสะท้อนผลการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกการจัด
กิจกรรมการเรียนของครู, แบบสังเกตพฤติกรมการจัดกิกรรมการเรียนรู้โดยผู้ช่วยวิจัย และแบบ
สัมภาษณ์ นักเรียน และแบบทดสอบย่อยท้ายวงจร 3) เครื่องมือประเมินผลการวิจัย ได้แก่
แบบทดสอบความสามารถในการคิดวิเคราะห์และแบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน การวิเคราะห์
ข้อมูลโดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยนำข้อมูลที่ได้จากก าร
สังเกตโดยผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัย และการสัมภาษณ์นักเรียนมาวิเคราะห์ ตีความ สรุปผล และการ
วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยนำแบบทดสอบย่อยท้ายวงจร แบบทดสอบความสามารถในการคิด
วเิ คราะห์ และแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมาหาคำเฉลย่ี และค่าร้อยละ
ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีคะแนนความสามารถในการคิดวิเคราะห์ผ่านเกณฑ์ร้อยละ
81.82 ของคะแนนเต็ม จำนวน 27 คน ผลคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 75.36 คะแนน ซึ่งสูงกว่า
เกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ นักเรียนร้อยละ 70 มีคะแนนความสมารถในการคิดวิเคราะห์เฉลี่ยร้อยละ 70
และมีจำนวนนกั เรียนทผี่ ่านเกณฑร์ ้อยละ 70 ขึ้นไป 2) นกั เรยี นมีคะแนนผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น ผ่าน
เกณฑ์ร้อยละ 87.87 ของคะแนนเต็ม จำนวน 29 คน ผลคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 75.36 คะแนน
ซ่ึงสูงกว่าเกณฑ์ท่ีกำหนดไว้ คอื นักเรียนรอ้ ยละ 70 มคี ะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นเฉล่ยี ร้อยละ 70
และมีจำนวนนักเรียนทผี่ ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ขน้ึ ไป
ปนิตา ประทุมสุวรรณ, วิทวัฒน์ ขัตติยะมาน และอมลวรรณ วีระธรรมโม (2557) ได้ศึกษา
เรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระหน้าที่พลเมือง วัตนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม
ความสามารถในการคดิ วเิ คราะหแ์ ละความพึงพอใจของสามเณร ช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 1 โดยการจดั การ
เรียนรู้แบบซินดิเคทร่วมกับเทคผังกราฟิก ซึ่งการวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ก่อนและหลังการจัดการ
เรียนรู้แบบชินดิเคท ร่วมกับเทคนิดผังกราฟิก 2) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ก่อน
และหลังการจัดการเรียนรู้แบบซินดิเคทรวมกับเทคนิดผังกราฟิก 3) ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการ
จัดการเรียนรู้แบบซินดิคทรวมกับเทคนิดผังกราฟิก กลุ่มตัวอย่าง เป็นสามเณรชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556 โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา หลวงพ่อเดิมประสิทธ์ิ
วทิ ยา 1 ห้องเรียน จำนวน 30 รปู ได้จากการสุม่ แบบกล่มุ เครื่องมือการวจิ ัยประกอบดว้ ย 1) แผนการ
จัดการเรยี นรู้ แบบซินดิเคทร่วมกับเทคนิคผงั กราฟิก สาระหน้าท่ีพลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนนิ
ชีวิตในสังคม 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบวัดความสมารถในการคิดวิเคราะห์
และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของสามเณรที่มีต่อการจัดการเรยี นรูแ้ บบซนิ ดิเดทร่วมกับเทคนิค
ผังกราฟิก
34
จากผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของสามเณร สาระหน้าที่พลเมือง
วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม โดยการจัดการเรียนรู้แบบซินดิเคทร่วมกับเทคนิคผังกราฟิก
หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ .01 2) ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของสามเณร
หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ .01 3) ความพึงพอใจของสามเณรต่อการจัดการเรียนรู้
แบบซนิ ดิเคทร่วมกบั เทคนคิ ผังกราฟิกอยู่ในระดบั มาก
2) งานวจิ ัยต่างประเทศ
งานวิจยั ต่างประเทศเก่ยี วกับความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ดงั นี้
Dave S., Rob C., Jody K.T. & Leanne C. (2020) ได้ศึกษา เรื่อง ผลกระทบของการ
เรียนรู้แบบทีมต่อทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาเภสัชศาสตร์ (The impact of team-based
learning on the critical thinking skills of pharmacy students) มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผล
กระทบของการจัดการเรียนรู้ที่มีต่อทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาเภสัชศาสตร์ ผลการวิจัย
พบว่า คะแนน HSRT เฉลี่ยโดยรวมเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามผู้เข้าร่วมบางคน (29%) มีคะแนน HSRT
เฉล่ียสูงกวา่ ในตอนแรกไม่ไดแ้ สดงให้เห็นว่าเพม่ิ ข้นึ ผู้เขา้ รว่ มเกือบทง้ั หมด (99%) แสดงให้เห็นถึงการ
ปรับปรุงหนึ่งในแปดโดเมนของการคิดเชิงวิพากษ์ที่ประเมินใน HSRT สอดคล้องกับการปรับปรุง
คะแนนของผเู้ ข้าร่วมสว่ นใหญ่
จากการศึกษาพบว่า ความสามารถในการคิดวิเคราะห์มีความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพ
ทางการเรียนรู้ของนักเรียนให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น จึงควรที่ส่งเสริมให้มีการพัฒนาสามารถใน
การคดิ วเิ คราะหใ์ นการจัดการเรียนรู้
2.4 ความพงึ พอใจและงานวจิ ัยทเ่ี กี่ยวขอ้ ง
ความพึงพอใจเป็นปัจจยั สำคญั ที่ทำให้การจดั การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ร่วมกับ
แอปพลเิ คชนั Nearpod บรรลเุ ปา้ หมายของการจัดการเรียนรู้
2.4.1 ความหมายของความพึงใจ
นักวิชาการ นักวิจัย และนักการศึกษาได้ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้หลากหลาย
ความหมาย ดงั นี้
จรัส โพธิ์จันทร์ (2553) อธิบายว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกของบุคคลต่อบุคคล
หน่วยงาน หรือสิ่งของ อาจเป็นความรู้สึกในทางบวก หรือทางลบ ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้มีผลต่อ
ประสิทธภิ าพในการปฏิบัตหิ น้าที่ กล่าวคือ หากความรสู้ ึกโนม้ เอียงไปในทางบวก การปฏิบัติหน้าท่ีจะ
มปี ระสทิ ธิภาพสูง แตห่ ากความรู้สึกโนม้ เอียงไปในทางลบการปฏบิ ตั หิ น้าทจี่ ะมีประสิทธิภาพต่ำ
35
กชกร เป้าสุวรรณ, ธนภัทร ปัจฉิม และสุจิตรา ฉายปัญญา อธิบายว่า ความพึงพอใจ คือ ผล
ของการแสดงออกทางทัศนคติของบุคคล ซ่งึ มาจากความร้สู ึกของจิตใจจากประสบการณ์ท่ีไดร้ ับ และ
เป็นความรูส้ กึ ทม่ี ตี อ่ ส่ิงใดส่งิ หนึ่ง ซึง่ เป็นไปได้ท้ังทางบวกและทางลบ
อุทัยพรรณ สุดใจ (2545) ได้กล่าวว่า ความพึงพอใจ เป็นความรู้สกึ หรือเจตคติท่ีดขี องบุคคล
ต่อสง่ิ ใดสงิ่ หนงึ่ ความพอใจจะเกิดเมือ่ ได้รบั ตอบสนองความตอ้ งการ
Good (1973 อ้างถึงใน พรมสิษฐ์ รักษาพรามหมณ์, 2551) ได้กล่าวว่า ความพึงพอใจ
หมายถึง สภาพหรอื ระดับความพึงพอใจทเี่ ป็นผลมาจากความสนใจและเจตคติของบุคคลที่มีต่องาน
จากทฤษฎีข้างต้น สรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง อารมณ์ความรู้สึกหรือเจตคติทีม่ ีต่อสง่ิ
ใดสิ่งหนง่ึ ซ่ึงเป็นผลมากจากความตอ้ งการและความสนใจต่อสง่ิ นัน้ ๆ
2.4.2 การวดั ความพึงพอใจ
โยธิน แสวงดี (2551) กล่าวว่า มาตรวัดความพึงพอใจในการเรียนรู้สามารถกระทำได้หลาย
วิธี ดงั น้ี
1) การใช้แบบสอบถาม เป็นวิธีที่นิยมใช้มากอย่างแพร่หลายวิธีหนึ่ง โดยแบบสอบถามมี
จุดประสงค์เพื่อทราบความคิดเห็นผ่านการออกแบบสอบถาม และสามารถทำได้ในลักษณะที่กำหนด
คำตอบให้เลือกหรือตอบคำถามอสิ ระ ซึ่งอาจถามความพึงพอใจต่อดา้ นต่าง ๆ เช่น การจัดการเรยี นรู้
เนอ้ื หาการเรียน ส่ือการเรียนการสอน เป็นต้น
2) การสัมภาษณ์ เป็นวิธีที่ต้องอาศัยเทคนิคและความชำนาญพิเศษของผู้สัมภาษณ์ที่จะจงู ใจ
ใหผ้ ตู้ อบคำถามตามข้อเทจ็ จริง
3) การสังเกต เป็นการวัดความพึงพอใจโดยสังเกตพฤติกรรมบุคคลเป้าหมาย ทั้งการ
แสดงออกทางวาจา กรยิ ามารยาท ซงึ่ ตอ้ งสังเกตอยา่ งมขี ้ันตอนแบบแผน
จะเห็นได้ว่าการวัดความพึงพอใจในการเรียนรู้สามารถที่จะวัดได้หลายวิธี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ
ความสะดวก ความเหมาะสม ตลอดจนจุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายของการวัดที่จะส่งผลให้การวัดนั้น
มปี ระสิทธิภาพนา่ เชอ่ื ถอื
2.4.3 แนวคิดและทฤษฎีทเ่ี กี่ยวข้องกับความพงึ พอใจ
นกั การศึกษา นักวิชาการ และนกั จติ วิทยาหลายคนไดเ้ สนอแนวคิดและใหน้ ิยามเกีย่ วกับกบั
ความพงึ พอใจไว้มากหมาย มีดงั นี้
ทฤษฎลี ำดบั ข้ันความต้องการของมาสโลว์ (Maslow's Hierarchy of Needs)
Abraham Maslow (1960 อา้ งถึงใน ยงยุทธ เกษสาคร, 2541) ไดเ้ สนอแนวคดิ ทฤษฎีลำดับ
ขั้นความต้องการของมาสโลว์ (Maslow's Hierarchy of Needs) โดยมนุษย์มีความต้องการที่จะ
36
สนองความต้องการให้กบั ตนเองต้องได้รับความพึงพอใจจากความต้องการพ้ืนฐานหรอื ต่ำสุดเสียก่อน
จึงจะมีความต้องการในขั้นท่สี งู ขน้ั ซง่ึ มกี ารแบ่งเปน็ 5 ระดับ ซงึ่ ดงั นี้
ขั้นที่ 1 ความต้องการทางร่างกาย (physiological needs) หมายถึง ความต้องการพื้นฐาน
ของร่างกายท่ีมคี วามจำเปน็ ตอ่ การดำรงชวี ิต เป็นความต้องการขนั้ พื้นฐานของมนุษยเ์ พ่ือความอยู่รอด
เชน่ อาหาร เครอ่ื งนงุ่ ห่ม ท่ีอยู่อาศัย ยารกั ษาโรค อากาศ นำ้ ดม่ื การพักผอ่ น เป็นต้น
ขั้นที่ 2 ความต้องการความปลอดภัยและมั่นคง (security or safety needs) หมายถึง
ความต้องการมั่นคงปลอดภัยทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ โดยเมื่อมนุษย์สามารถตอบสนองความ
ต้องการทางร่างกายได้แล้ว มนุษย์ก็จะเพิ่มความต้องการในระดับที่สูงขึ้นต่อไป เช่น ความต้องการ
ความปลอดภยั ในชวี ิตและทรพั ย์สิน ความต้องการความมั่นคงในชวี ิตและหนา้ ทีก่ ารงาน
ขั้นที่ 3 ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของ (belonging and love needs)
หมายถึง ความต้องการที่จะเป็นที่รักของผู้อื่น และต้องการมีสัมพันธภาพที่ดีกับบุคคลอื่น โดยความ
ต้องการในข้ันนี้จะเกิดขึ้นเมื่อ ความต้องการทางด้านร่างกายและความต้องการความปลอดภัย ได้รับ
การตอบสนองแลว้ บุคคลต้องการไดร้ ับความรักและความเป็นเจา้ ของ โดยการสร้างความสัมพนั ธ์กับ
ผอู้ ื่นเชน่ ความตอ้ งการได้รับการยอมรบั การตอ้ งการไดร้ ับความชืน่ ชมจากผ้อู ่ืน เป็นต้น
ขั้นท่ี 4 ความต้องการการยกย่อง (esteem needs) หมายถึง ความต้องการที่จะมองตนเอง
ว่ามีคุณค่าสูง เป็นบุคคลที่น่าเคารพยกย่องจากทั้งตนเองและผู้อื่น หรือมีความภาคภูมิใจในตนเอง
เป็นความต้องการได้รับการยกย่องนับถือและสถานะจากสังคมเช่น ต้องการที่จะให้ผู้อื่นเห็นตนมี
ความสามารถมีคุณค่า มีเกียรติ มีตำแหน่งฐานะ มีความต้องการจะเป็นผู้ที่มีความมั่นใจในตนเอง
ความตอ้ งการได้รับความเคารพนับถือ ความต้องการมีความรู้ความสามารถ เป็นต้น
ขั้นที่ 5 ความต้องการความสำเร็จในชีวิต (self-actualization) หมายถึง ความต้องการที่จะ
รู้จักและเข้าใจตนเองตามสภาพที่แท้จริง เพื่อพัฒนาชีวิตของตนเองให้สมบูรณ์ เป็นความต้องการ
สงู สดุ ของแตล่ ะบคุ คลเช่น ความตอ้ งการที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างได้สำเรจ็ ความตอ้ งการทำทุกอย่างเพ่ือ
ตอบสนองความต้องการของตนเอง เปน็ ต้น
จากทฤษฎีขา้ งตน้ สรุปได้วา่ มนษุ ย์ทุกคนมีความต้องการอยา่ งไม่ส้ินสุด มีความพยายามท่ีจะ
ตอบสนองความต้องการของตนเองอยู่เสมอ ซึ่งความต้องการของมนุษย์แบ่งออกเป็น 5 ระดับเรียง
จากระดับตำ่ สดู ไประดับสูงสุด
มาตรวัดเจตคติแบบลเิ คริ ์ทสเกล (Likert Scale)
เครื่องมือวัดเจตคติขึ้นครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1932 เป็นแบบวัดที่มีการกำหนดค่าน้ำหนัก
ความรู้สึกของแต่ละข้อความหลังจากการนำแบบวัดไปทดสอบแล้ว ข้อความอาจจะเป็นทางบวก
ทั้งหมดหรืออาจจะเป็นทางลบทั้งหมด หรือผสมกันก็ได้ แบบวัดเจตคติมีความเชื่อมั่นสูง และพัฒนา
เพ่อื วัดความรสู้ กึ ได้หลายอย่าง (ธรี ชยั ใจดี, 2557)
37
มาตรวัดเจตคติแบบลิเคิร์ทสเกลเกิดจากการตรวจสอบข้อความในแบบวัดเจตคติ เป็นการ
ตรวจสอบขั้นแรกเพื่อดูความเหมาะสมของข้อความที่จะนำไปใช้วัดเจตคติตามเป้าหมาย โดยแบ่ง
ระดับการตอบมากกว่า 2 ระดับ เช่น แบ่งเป็น 3 ระดับ (เห็นด้วย ไม่แน่ใจ ไม่เห็นด้วย) แบ่งเป็น 5
ระดับ (เห็นด้วยอยา่ งยิง่ เห็นด้วย ไม่แน่ใจ ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยอยา่ งย่ิง) เป็นต้น ทั้งนี้สามารถเปน็
ในลักษณะอื่นได้ขึ้นอยู่กับข้อความที่แสดงความรู้สึก เช่น ปฏิบัติทุกครั้ง ปฏิบัติปานกลาง ไม่ปฏิบัติ
เป็นต้น ส่วนใหญ่นิยมแบ่งน้ำหนักของข้อความออกเป็น 5 ระดับ ทั้งนี้การบอกว่าข้อความมีน้ำหนัก
ความรู้สกึ ระดบั ใดน้นั ลิเคริ ท์ ใช้วิธีการคำนวณน้ำหนักขอ้ ความ 3 วธิ ี ดังตอ่ ไปน้ี
1) วิธีหาน้ำหนักซิกมา (Sigma deviate weighting method) ด้วยการหาค่าส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐานจากจดุ กลางของพน้ื ทขี่ องแต่ละตัวเลือกทีม่ ีอยู่
2) วิธีหาน้ำหนักคะแนนมาตรฐาน (Standard score weighting) ด้วยการหาคะแนน
มาตรฐานทจ่ี ุดกลางของช่วงพอดี คล้ายเป็นคะแนนมาตรฐานเฉลีย่ ของช่วงในตวั เลอื กหน่งึ ๆ
3) วิธีกำหนดน้ำหนักแบบพลการ (Arbitrary weighting method) เป็นการกำหนดโดยคิด
วา่ ถ้ามากที่สดุ ให้ 5 ถดั มาเป็น 4 เป็น 3 จนถงึ 1 หรอื 0 ตามลำดบั
ทั้งนี้วิธีการหาค่าน้ำหนักระดับความรู้สึกของข้อความทั้ง 3 วิธีนี้ ให้ค่าน้ำหนักใกล้เคียงกัน
มีความสัมพันธ์กันสูงมากถึง 0.99 ดังนั้นวิธีกำหนดน้ำหนักแบบพลการ (Arbitrary weighting
method) จึงได้รบั ความนยิ มและใชม้ ากทสี่ ดุ
ในการแปลผลระดับเจตคตติ ามแนวคิดของลิเคิร์ทนั้นนยิ มแปลผลเป็นตวั เลขตามมาตรวัด
หรอื ระดับที่กำหนด โดยการนำจำนวนขอ้ ไปหารคะแนนเฉล่ียและสว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน ใช้เกณฑ์
การแปลคะแนนแบบวดั (กรณกี ำหนด 5 ระดบั ) ดังน้ี
คะแนน ความหมาย
4.51-5.00 มเี จตคตสิ งู มาก
3.51-4.50 มเี จตคตสิ งู
2.51-3.50 มเี จตคติปานกลาง
1.51-2.50 มเี จตคติตำ่
1.00-1.50 มเี จตคตติ ำ่ มาก
ดังจะเห็นได้ว่า มาตรการวัดเจตคติตามแนวคิดของลิเคิร์ทนั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
ในการสร้างแบบวัดเจตคติ เนื่องจากวิธีการสร้างมีความง่ายและวัดความรู้สึกได้หลากหลาย แต่มีข้อ
ควรระวงั ในการแปลผลซ่งึ ต้องกลบั ค่ามาตราในกรณีทีเ่ ปน็ ขอ้ ความทางลบก่อนเสมอเทา่ น้ัน
38
2.4.4 งานวจิ ัยทเ่ี กย่ี วขอ้ ง
1) งานวิจัยภายในประเทศ
ณิชารัตน์ สวาสดิพันธ์, ลลิตา เอียดนุสรณ์ และสุภาพร พรไตร (2551) ได้ศึกษาเรื่อง
การพฒั นาผลสัมฤทธแ์ิ ละความพึงพอใจในการเรียนเรื่องการสลายสารอาหารระดบั เซลล์ของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ด้วยชุดการเรียนรู้และการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5 E)
มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น และความพึงพอใจในการเรียนวิชาชีววิทยาเรื่องการ
สลายสารอาหารระดับเซลลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนนราธิวาส จำนวน 76 คน
ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05) โดยค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียนคิด
เป็นร้อยละ 22.67 และ 85.30 ตามลำดับ 2) ชุดการเรียนรู้มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 86.40
และ 81.01 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจในการเรียนด้วยชุดการเรียนรู
และการจัดการเรียนรูแบบสบื เสาะหาความรู้อยู่ในระดบั มาก
2) งานวจิ ัยต่างประเทศ
Bo, G., Juan, T. &Ying, T. (2020) ได้ศึกษาเรื่อง ผลของการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน
และการมีส่วนร่วมต่อความพึงพอใจของนักเรียนการจัดการการท่องเที่ยว ผลการวิจัยพบว่า
1) ความพึงพอใจของหลักสูตรต่อการเรียนรู้แบบผสมผสานได้รบั อิทธิพลจากความผูกพันทางอารมณ์
และการรับรู้ความสนุกสนานของการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน 2) การรับรู้ประโยชน์ใช้งานง่าย
และปฏิสัมพันธ์ส่งผลทางอ้อมต่อความพึง พอ ใจข องหลัก สูตรผ่าน การมีส่วนร่วมทาง อ า ร ม ณ์
3) การรับรูป้ ระโยชน์มีอิทธพิ ลโดยตรงมากขึ้นตอ่ การมีส่วนร่วมทางความคดิ และอารมณ์ของนักเรยี น
ในการเรียนรู้แบบผสมผสานความผูกพันทางอารมณ์เป็นสื่อกลางระหว่างการรับรู้และความพึงพอใจ
มีการหารือเกีย่ วกับผลกระทบของการปฏบิ ตั ิการสอนข้อจำกัดต่าง ๆ และแนะนำแนวทางการวิจัยใน
อนาคต
จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่า ความพึงพอใจมีเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้การจัดการ
เรียนรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากนักเรียนมีความกระตือรือร้นและให้ความสนใจกับ
กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มีชอบ ดังนั้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es)
ร่วมกับ แอปพลิเคชัน Nearpod ควรมีกระบวนการที่น่าสนใจกระตุ้นให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่าง
สงู สดุ