คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร ISBN 978-616-93113-4-8 บรรณาธิการ ผศ.ภก.ศุภทัต ชุมนุมวัฒน์ รศ.ภก.ปรีชา มนทกานติกุล รศ.ภญ.สุณี เลิศสินอุดม พิมพ์ครั้งที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 จ�ำนวน 1,000 เล่ม จัดท�ำและจัดพิมพ์โดย สภาเภสัชกรรม อาคารมหิตลาธิเบศร ชั้น 8 กระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 88/19 หมู่ 4 ถนนติวานนท์ ต�ำบลตลาดขวัญ อ�ำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000 โทรศัพท์ 0 2591 9992 (คู่สายอัตโนมัติ) โทรสาร 0 2591 9996 Email: [email protected] เครือข่ายวิชาชีพเภสัชกรรมเพื่อควบคุมยาสูบ ภายใต้มูลนิธิเภสัชกรรมชุมชน ได้รับการสนับสนุนงบประมาณโดย ส�ำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส) พิมพ์ที่ หจก.โรงพิมพ์คลังนานาวิทยา 232/199 ถ.ศรีจันทร์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000 Tel. 0-4346-6444, 081-7174207 E-mail : [email protected]
คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร i ค�ำน�ำ การฉีดวัคซีนเป็นการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคที่ส�ำคัญ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ลดอัตรา การเจ็บป่วย และลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปัจจุบันที่เชื้อโรค สามารถแพร่กระจาย ไปยังประเทศต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ทั่วโลกใช้วัคซีนเป็นเครื่องมือหลัก ในการควบคุมโรคติดต่อที่เป็นอันตราย มีภาวะแทรกซ้อน หรือมีอัตราการเสียชีวิตสูง อย่างไรก็ตาม ความครอบคลุมของการฉีดวัคซีนหลายชนิด ยังอยู่ในระดับที่ต�่ำ ส่งผลให้เกิดการระบาดของโรคติดเชื้อ ที่สามารถป้องกันได้โดยวัคซีนเป็นระยะ จึงมีความจ�ำเป็น ที่เภสัชกร ในฐานะของบุคลากรสาธารณสุข ที่ดูแลใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด จะเข้ามามีบทบาทส�ำคัญ ในการดูแลประชาชนในการให้ความรู้ กระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงความส�ำคัญ ของการได้รับวัคซีน ข้อห้าม ข้อควรระวัง และการติดตาม อาการไม่พึงประสงค์จากการฉีดวัคซีน ปฏิกิริยาระหว่างวัคซีนกับยาอื่นๆ การเก็บรักษาวัคซีน รวมถึง เป็นผู้ร่วมให้บริกการฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชน ตามข้อบังคับสภาเภสัชกรรม ว่าด้วยข้อจ�ำกัดและ เงื่อนไข ในการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรรม (ฉบับที่ 3) ประกาศ ณ วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2564 ที่ให้ เพิ่มเติม ความต่อไปนี้เป็นข้อ 16 แห่งข้อบังคับสภาเภสัชกรรม ว่าด้วยข้อจ�ำกัดและเงื่อนไขในการ ประกอบวิชาชีพ เภสัชกรรม พ.ศ. 2561 คือ “ข้อ 16 การให้ภูมิคุ้มกันโรคตามแนวทางที่กระทรวง สาธารณสุขก�ำหนด และมอบหมายโดยผ่านการฝึกอบรมตามที่สภาเภสัชกรรมประกาศก�ำหนด” สภาเภสัชกรรมได้ตระหนักถึงความส�ำคัญของการเตรียมความพร้อมของเภสัชกรในการให้การ ดูแลที่เกี่ยวกับวัคซีนแก่ประชาชน จึงได้จัดท�ำคู่มือ “ความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร” นี้ขึ้น เพื่อให้ เภสัชกรใช้ประกอบการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับวัคซีน ซึ่งประกอบด้วย หลักการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน โรค วัคซีนพื้นฐานส�ำหรับเด็ก วัคซีนพื้นฐานส�ำหรับผู้ใหญ่ และวัคซีนส�ำหรับผู้ป่วยเฉพาะกลุ่ม บทบาท ของเภสัชกรในการให้บริการวัคซีน การเก็บรักษาวัคซีน การขนส่ง และการจัดการห่วงโซ่ความเย็น (cold chain management) การเตรียมตัว ข้อห้าม ข้อควรระวัง และอาการไม่พึงประสงค์ใน การฉีดวัคซีน ขั้นตอนการฉีดวัคซีน และ การกู้ชีพ (Cardiopulmonary resuscitation: CPR) ทั้งนี้ เพื่อให้เภสัชกรสามารถให้การดูแลที่เกี่ยวกับวัคซีนแก่ประชาชน ให้เกิดประสิทธิภาพและ ความปลอดภัยต่อไป
ii คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร กิตติกรรมประกาศ คู่มือ “ความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร” เล่มนี้ สภาเภสัชกรรม วาระ 10 โดยความร่วมมือ ของทีมวิทยากรที่ร่วมจัดอบรม จัดท�ำขึ้นเพื่อให้เภสัชกรใช้ประกอบการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับวัคซีน รวมถึงในอนาคตที่เภสัชกรจะมีบทบาทในการช่วยประเทศด้านการฉีดวัคซีนเพื่อให้ประชาชนเข้าถึง การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคต่อไป สภาเภสัชกรรมขอขอบพระคุณ ผู้นิพนธ์และบรรณาธิการทุกท่านที่ให้ความอนุเคราะห์ องค์ความรู้ดังกล่าวและจัดท�ำคู่มือเล่มนี้จนส�ำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี และขอขอบพระคุณผู้สนับสนุน การจัดพิมพ์ทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายวิชาชีพเภสัชกรรมเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพและ ควบคุมยาสูบ ภายใต้มูลนิธิเภสัชกรรมชุมชน โดยการสนับสนุนงบประมาณจาก ส�ำนักงานกองทุน สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และบริษัทยา สภาเภสัชกรรม วาระที่ 10
คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร iii สารบัญ ค�ำน�ำ i หลักการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค 1 เจนนิษฐ์ มีนวัฒนา วัคซีนพื้นฐานส�ำหรับเด็กไทย 11 ปวลี เนียมถาวร วัคซีนพื้นฐานส�ำหรับผู้ใหญ่และวัคซีนส�ำหรับผู้ป่วยเฉพาะกลุ่ม 29 สิรภัทร สมสิริกาญจนคุณ จาฏพัจน์ เหมพรรณไพเราะ วิชัย สันติมาลีวรกุล การเตรียมตัว ข้อห้าม ข้อควรระวัง และอาการไม่พึงประสงค์จากการฉีดวัคซีน 47 ศุภทัต ชุมนุมวัฒน์ การจัดการห่วงโซ่ความเย็นส�ำหรับวัคซีน 63 รจพร วัชโรทยางกูร ขั้นตอนการฉีดวัคซีน 75 สินีนาฏ มุ่งมานิตย์มงคล คู่มือการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานและเครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ(เออีดี: AED) 87 ส�ำหรับประชาชน วิสุทธิ์ เกตุแก้ว บทบาทของเภสัชกรในการให้บริการวัคซีน 103 กิรติ เก่งกล้า สุณี เลิศสินอุดม รายนามผู้นิพนธ์ 115 ดัชนี 129
หลักการสร้างเสริม ภูมิคุ้มกันโรค เจนนิษฐ์ มีนวัฒนา
หลักการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค เจนนิษฐ์ มีนวัฒนา บทน�ำ การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคด้วยวัคซีนเป็นหนึ่งในวิธีการป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพและ มีความส�ำคัญอย่างมากในสร้างเสริมสุขภาวะที่ดีทั้งในระดับประเทศและระดับสากล โดยใน ประเทศไทยได้ใช้การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคเป็นเครื่องมือหลักในการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อที่ เป็นอันตราย มีภาวะแทรกซ้อน หรือมีอัตราการเสียชีวิตสูง เช่น วัณโรค (tuberculosis) คอตีบ (diphtheria) ไอกรน (pertussis) บาดทะยัก (tetanus) ไวรัสตับอักเสบบี (hepatitis B virus, HBV) หัด (measles) หัดเยอรมัน (rubella) คางทูม (mumps) ไข้สมองอักเสบเจอี (Japanese encephalitis, JE) พิษสุนัขบ้า (rabies) รวมถึงโรคระบาดจากเชื้อโคโรนาไวรัส 19 ซึ่งส่งผลให้การระบาดและ ผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข ของโรคเหล่านี้ลดลงอย่างมีนัยส�ำคัญ องค์การอนามัยโลกรายงานการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคด้วยวัคซีนในภาพรวมพบว่า แต่ละปี การให้วัคซีนแก่เด็กทั่วโลกสามารถลดอัตราการเสียชีวิตของเด็กได้มากถึง 3 ล้านคน และยังช่วยป้องกัน ไม่ให้เกิดความพิการรุนแรงในเด็กมากกว่า 750,000 คน1,2 อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของวัคซีนอาจ จะไม่สามารถลดโอกาสการเกิดโรคต่างๆ ได้ทั้งหมด เนื่องจากผู้ป่วยแต่ละคนมีความสามารถในการ สร้างภูมิคุ้มกันได้ไม่เท่ากันและมีความไว (susceptibility) ต่อการติดเชื้อที่แตกต่างกันไปตามพันธุกรรม รวมถึงวิถีการติดเชื้อ และการแพร่กระจายของเชื้อก่อโรคแต่ละชนิดมีความแตกต่างกัน นอกจากนี้ โรคติดเชื้อแต่ละชนิดยังมีความรุนแรงไม่เท่ากัน ระหว่างผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันปกติกับผู้ป่วยที่มีร่างกาย อ่อนแอหรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น เด็ก ผู้ที่ไม่มีม้าม ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน และผู้สูงอายุ ดังนั้น กลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้จึงควรได้รับการดูแลด้านสุขภาพเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันการเกิดความรุนแรง ของผลแทรกซ้อนต่างๆ จากการติดเชื้อ3 (ตารางที่ 1) ประเภทของระบบภูมิคุ้มกัน4,5 ระบบภูมิคุ้มกัน (immune system) เป็นระบบที่ส�ำคัญในการปกป้องร่างกายจากการติดเชื้อ และโรคต่างๆ ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบหลายประเภทที่มีหน้าที่และการท�ำงานที่แตกต่างกัน แบ่งได้เบื้องต้น 3 ลักษณะ ดังนี้ 1. ระบบภูมิคุ้มกันโดยก�ำเนิด (innate immunity) เป็นระบบภูมิคุ้มกันที่มนุษย์ทุกคนได้มา ตั้งแต่เกิด ระบบภูมิคุ้มกันประเภทนี้มีบทบาทส�ำคัญในการป้องกันเชื้อโรคในระดับเบื้องต้น เช่น ผิวหนัง น�้ำลาย เมือกในล�ำคอหรือล�ำไส้ และเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดไม่จ�ำเพาะเจาะจง เช่น neutrophil ระบบ ภูมิคุ้มกันประเภทนี้สามารถต้านการรุกรานของเชื้อโรคได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เมื่อเชื้อก่อโรค
4 คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร สามารถหลบหนีระบบภูมิคุ้มกันประเภทนี้ได้ ร่างกายจะกระตุ้นการท�ำงานของระบบภูมิคุ้มกันจ�ำเพาะ เป็นล�ำดับถัดมา โดยประสานงานกับภูมิคุ้มกันประเภทนี้อย่างใกล้ชิด ตารางที่ 1 เชื้อก่อโรค วิถีการติดเชื้อ และภาวะแทรกซ้อน1-4 ชนิดเชื้อก่อโรค ประเภท วิถีการติดเชื้อและ แพร่กระจาย ภาวะแทรกซ้อนที่ส�ำคัญ Diphtheria Gram + Bacteria-toxin Respiratory Myocarditis/Neuritis Hepatitis A Virus Fecal-oral Acute/chronic hepatitis Hepatitis B Virus Blood-serous fluids Acute hepatitis HPV (genital warts) Virus Sexual contact Cervical cancer Influenza, SARs-CoV-2 Virus Respiratory Pneumonia Measles Virus Respiratory Diarrhea, pneumonia Meningococcus Gram - Bacteria Respiratory Invasive disease Mumps Virus Respiratory Meningitis Pertussis (whooping cough) Gram - Bacteria Respiratory Pneumonia Pneumococcus Gram + Bacteria Respiratory Meningitis/Bacteremia Polio Virus Contact secretion Poliomyelitis Rubella Virus Respiratory Arthritis Tetanus (lockjaw) Gram + Bacteria-toxin wound Respiratory failure Varicella (chicken pox) Virus Respiratory Bacterial infection Zoster (shingles) Virus Latent varicella Neuralgia ตัวย่อ SARs-CoV-2 = severe acute respiratory syndrome coronavirus 2 2. ภูมิคุ้มกันจ�ำเพาะ (adaptive (acquired) immunity) เป็นระบบภูมิคุ้มกันที่ร่างกายได้ รับมาและสร้างให้มีความจ�ำเพาะต่อการติดเชื้อแต่ละประเภท เช่น การได้รับวัคซีน หรือร่างกายได้รับ เชื้อโรคหรือติดเชื้อนั้นมา โดยเมื่อร่างกายได้รับเชื้อโรคใดๆ ก็ตามเข้ามา ร่างกายจะสร้างแอนติบอดี้ (antibody) ขึ้นมาที่จ�ำเพาะส�ำหรับเชื้อโรคในแต่ละชนิด โดยการท�ำงานร่วมกับเซลล์เม็ดเลือดขาวใน innate immunity บางครั้งอาจเรียกภูมิคุ้มกันชนิดนี้ว่า หน่วยความจ�ำภูมิคุ้มกัน เนื่องจากเมื่อร่างกาย เจอเชื้อก่อโรคชนิดเดิมที่เคยเข้ามาในร่างกาย ร่างกายจะสามารถจ�ำแนกและก�ำจัดเชื้อโรคนั้นได้อย่าง รวดเร็วในครั้งถัดมา 3. ภูมิคุ้มกันที่ได้รับมา (passive immunity) เป็นรูปแบบของภูมิคุ้มกันที่ร่างกายได้รับจาก แหล่งอื่น แต่แตกต่างจาก adaptive immunity เนื่องจากสามารถออกฤทธิ์ก�ำจัดเชื้อก่อโรคได้ทันที แต่จะคงอยู่ในระยะเวลาสั้นๆ และถูกก�ำจัดออกจากร่างกายไป เช่น ทารกได้รับแอนติบอดี้จากแม่ผ่าน ทางสายรกในระหว่างการตั้งครรภ์หรือจากการได้รับนมแม่หลังคลอด ภูมิคุ้มกันรูปแบบนี้ช่วยปกป้อง
คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร 5 ทารกจากการติดเชื้อต่างๆ ในช่วงเริ่มต้นของชีวิต หรืออิมมูโนโกลบูลิน (immunoglobulin; Ig) ที่ได้รับเมื่อถูกสัตว์กัด นอกจากนี้เซรุ่ม (serum) ที่ผลิตจากสัตว์มีพิษชนิดต่างๆ ก็จัดว่าเป็นภูมิคุ้มกัน ที่ได้รับมาเช่นกัน กลไกการสร้างภูมิคุ้มกันจากวัคซีน4,5 วัคซีนจัดเป็นสารชีววัตถุที่สร้างขึ้นจากเชื้อมีชีวิตที่ถูกท�ำให้อ่อนฤทธิ์ลง หรือเชื้อที่ถูกท�ำให้ ตาย หรือเป็นชิ้นส่วนของเชื้อก่อโรค หรือใช้ส่วนที่มีพิษท�ำให้อ่อนฤทธิ์ การฉีดวัคซีนเข้าสู่ร่างกายจะ กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันที่จ�ำเพาะต่อเชื้อชนิดนั้น และสามารถป้องกันไม่ให้เกิดการเจ็บป่วย เมื่อสัมผัสโรคได้เมื่อเกิดการสัมผัสกับเชื้อก่อโรคชนิดเดิม (pathogen) ในครั้งถัดไป หลักการของวัคซีน จึงประกอบด้วยแอนติเจนที่ได้จากเชื้อก่อโรคโดยตรงหรือผลิตโดยการสังเคราะห์เพื่อแทนที่ส่วน ประกอบของสายพันธุ์ที่มีความจ�ำเพาะต่อเชื้อนั้น ซึ่งส่วนประกอบสารส�ำคัญในวัคซีนส่วนมากเป็น โปรตีนที่มีคุณสมบัติเป็นแอนติเจน (antigen) แต่ไม่ก่อโรค และสามารถกระตุ้นการตอบสนองของ ภูมิคุ้มกันเพื่อให้เกิดการป้องกันโรคได้ โดยภาพรวมแล้ว การกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนหรือการติดเชื้อจะมีการตอบสนองของ ระบบภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นได้ผ่าน 2 กลไกหลัก โดยกลไกแรกคือ กลไกการตอบสนองของเม็ดเลือดขาว ชนิด cell-mediated immune response ซึ่งมีเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ ท�ำงานร่วมกัน โดย เมื่อเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดที่ไม่จ�ำเพาะเจาะจง โดยเฉพาะ macrophages และ dendritic cell จะจับเชื้อเข้าสู่ภายในเซลล์และเปลี่ยนเป็นเซลล์ที่มีความสามารถ น�ำเสนอแอนติเจน (antigen presenting cells, APC) เพื่อกระตุ้นเซลล์ helper T cells ให้ปลดปล่อย ซายโตไคน์ (cytokine) เช่น interleukin 1 (IL-1), IL-6, tumor necrosis factor (TNF) ไปกระตุ้น เม็ดเลือดขาวทั้ง macrophages และ granulocytes ชนิดอื่นๆ เพื่อเพิ่มจ�ำนวนและความสามารถใน การจับกินเชื้อโรค (phagocytosis) ในระยะเริ่มต้นของการติดเชื้อ ในขณะเดียวกัน cytokine บางชนิด เช่น interferon (IFN)-gamma สามารถกระตุ้นเซลล์ B lymphocytes ที่รับรู้แอนติเจนดังกล่าวเพื่อ เพิ่มจ�ำนวนและเปลี่ยนแปลงให้เป็นเซลล์พลาสม่า (plasma cell) เพื่อสร้างแอนติบอดีที่เฉพาะกับ แอนติเจนนั้นในระบบ humoral immune response นอกจากนี้ helper T cells ที่ถูกกระตุ้นแล้ว ยังสามารถพัฒนากลายเป็นเซลล์ cytotoxic T cells ซึ่งหน้าที่สาคัญ คือการก ํ าจัดเซลล์ที่มีเชื้อโรคอยู่ ํ ภายในเซลล์ (infected cells) โดยทํางานร่วมกับ natural killer cells (NK cells) ในกระบวนการ ปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคในร่างกาย กลไกจาก T cells นี้เริ่มเกิดขึ้นหลังจากการติดเชื้อ หรือการฉีดวัคซีนเป็นเวลา 7-14 วัน ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มมีภูมิคุ้มกันที่ตรวจพบได้ในช่วง 10-21 วันหลังจากการติดเชื้อหรือการฉีดวัคซีน อีกกลไกหนึ่งที่มีบทบาทส�ำคัญต่อการออกฤทธิ์ของวัคซีน คือ การตอบสนองภูมิคุ้มกันทาง ร่างกายชนิด humoral Immune response ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างแอนติบอดีในเลือด โดยเซลล์
6 คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร ที่มีบทบาทส�ำคัญคือ เม็ดเลือดขาวชนิด B lymphocytes โดยหลังจากเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้า สู่ร่างกาย และผ่านระบบภูมิคุ้มกัน ชนิด cell-mediated immune response ดังกล่าวข้างต้นแล้ว B lymphocytes ที่ถูกกระตุ้นจาก cytokine จะเปลี่ยนเป็นเซลล์พลาสม่า และสร้างแอนติบอดีที่ จ�ำเพาะกับแอนติเจนนั้นๆ ซึ่งเรียกว่า อิมมูโนโกโบลิน (immunoglobulin, Ig) ที่มีทั้งหมด 5 ชนิดคือ IgM, IgG, IgA, IgD, และ IgE นอกจากนี้ B lymphocytes บางส่วนจะเปลี่ยนเป็นเซลล์หน่วยความจ�ำ (memory B cells) ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจดจ�ำแอนติเจน โดยเมื่อร่างกายได้รับแอนติเจนชนิด เดิมอีกครั้ง memory B cells จะเปลี่ยนเป็นเซลล์พลาสม่าเพื่อสร้างแอนติบอดีเข้าสู่ระบบได้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากกว่าการติดเชื้อครั้งแรก โดยภูมิคุ้มกันชนิดนี้สามารถคงอยู่ได้ยาวนานโดยเฉพาะ เมื่อได้รับการฉีดกระตุ้น (booster dose) ที่เหมาะสม ชนิดของวัคซีน2,4,5 วัคซีนประกอบด้วยแอนติเจนที่ได้จากเชื้อก่อโรคโดยตรงหรือผลิตโดยการสังเคราะห์เพื่อแทนที่ ส่วนประกอบที่มีความจ�ำเพาะต่อเชื้อก่อโรคชนิดนั้น และยังสามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้โดยไม่ก่อ โรค โดยแบ่งประเภทของวัคซีนตามกระบวนการผลิตหรือแหล่งที่มา ดังนี้ กลุ่มที่ 1 วัคซีนท็อกซอยด์ (toxoid) เป็นวัคซีนที่ใช้ในการป้องกันโรคที่เกิดจากพิษ (toxin) ของเชื้อแบคทีเรีย โดยการป้องกันนี้ไม่ได้เป็นการป้องกันโรคโดยตรงจากเชื้อแบคทีเรียเอง วัคซีนใน กลุ่มนี้ถูกผลิตขึ้น โดยน�ำพิษของแบคทีเรียมาท�ำให้อ่อนลงหรือสิ้นพิษ แต่ยังคงสามารถกระตุ้นร่างกาย ให้สร้างภูมิคุ้มกันได้ เช่น วัคซีนคอตีบ และวัคซีนบาดทะยัก กลุ่มที่ 2 วัคซีนเป็นชนิดเชื้อตาย (inactivated vaccine หรือ killed vaccine) แบ่งออก เป็น 2 กลุ่มย่อย คือ 2.1 วัคซีนที่ผลิตจากแบคทีเรียหรือไวรัสที่ถูกท�ำให้ตายแล้ว (killed whole cell vaccine หรือ whole virion vaccine) เช่น วัคซีนไอกรนชนิดทั้งเซลล์ วัคซีนอหิวาตกโรคชนิดฉีด วัคซีนโปลิโอ ชนิดฉีด วัคซีนพิษสุนัขบ้า 2.2 วัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์ (live attenuated vaccine) ผลิตจากเชื้อที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ถูกท�ำให้อ่อนฤทธิ์ลง จนไม่สามารถก่อโรคได้ เช่น วัคซีนโปลิโอชนิดรับประทาน วัคซีนรวมหัดคางทูม-หัด เยอรมัน วัคซีนอีสุกอีใส วัคซีนวัณโรค (Bacillus Calmette-Guerin; BCG) วัคซีนไข้สมอง อักเสบเจอี (SA 14-14-2) วัคซีนตับอักเสบเอ (ชนิดที่เตรียมจาก H2 attenuated strain) วัคซีน ไทฟอยด์ชนิดรับประทาน วัคซีนโรตาและวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูก (cold adapted, live attenuated quadrivalent influenza vaccine, LAIV) วัคซีนไวรัสชนิดเชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์สามารถ ให้พร้อมกันได้หลายชนิดภายในวันเดียวกัน ซึ่งมีประโยชน์ในการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีส�ำหรับชนิดวัคซีน ที่ได้รับในรอบเดียวกัน อย่างไรก็ตาม หากไม่ได้ฉีดในครั้งเดียวกันนี้ ก็ควรเว้นระยะห่างระหว่างการฉีด วัคซีนที่ต่างกันอย่างน้อย 1 เดือน (4 สัปดาห์) เพื่อลดความเสี่ยงต่อการกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่ไม่ดี เนื่องจาก
คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร 7 การกระตุ้นแอนติบอดี้ที่ถูกสร้างมาแล้วก่อนหน้า อาจไปท�ำลายวัคซีนที่ฉีดตามหลังได้ ข้อจ�ำกัดอีก ประการหนึ่งคือ ไม่ควรใช้วัคซีนชนิดนี้ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง กลุ่มที่ 3 วัคซีนที่ถูกผลิตจากส่วนบางส่วนของแบคทีเรียหรือไวรัส (subunit vaccine) โดยเลือกส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างภูมิคุ้มกันของเชื้อชนิดนั้น โดยทั่วไปวัคซีนชนิดนี้มักพบ มีผลข้างเคียงน้อยหลังการฉีด ตัวอย่างวัคซีน เช่น วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี วัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีน Haemophilus influenzae type b (Hib) วัคซีนไอกรนชนิดไร้เซลล์ วัคซีนไทฟอยด์ชนิดฉีด และ วัคซีนนิวโมคอคคัส กลุ่มที่ 4 วัคซีนชนิดใช้ไวรัสเป็นพาหะ (recombinant viral vector vaccine) เป็น เทคโนโลยีที่ใช้รหัสพันธุกรรมของไวรัส โดยแนบส่วนกระตุ้นภูมิคุ้มกันเข้ากับไวรัสที่ไม่สามารถก่อ โรคในมนุษย์ เช่น ไวรัสอะดีโน (adenovirus) ตัวอย่างของวัคซีนที่ผลิตโดยวิธีนี้ เช่น วัคซีนป้องกัน โรคอีโบล่า (Ebola) ซึ่งข้อดีของวัคซีนชนิดนี้ คือ สามารถผลิตได้เป็นจ�ำนวนมากและอย่างรวดเร็ว มีราคาไม่สูงมากนัก และสามารถเก็บรักษาได้ในอุณหภูมิตู้เย็นธรรมดา อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็น ไวรัสที่ยังมีชีวิตอยู่ วัคซีนชนิดนี้จึงอาจมีข้อจ�ำกัดในผู้ที่มีระดับภูมิคุ้มกันต�่ำเช่นกัน เช่น ผู้ป่วยมะเร็งที่ ก�ำลังรับยาเคมีบ�ำบัด ผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ หรือได้รับยา corticosteroid ในขนาดสูง กลุ่มที่ 5 วัคซีนชนิดสารพันธุกรรมอาร์เอนเอของไวรัส (messenger RNA, mRNA) เป็น เทคโนโลยีในการพัฒนาวัคซีน โดยใช้ mRNA น�ำส่งเข้าสู่ร่างกายเพื่อกระตุ้นกระบวนการสร้างโปรตีน จ�ำเพาะซึ่งก็คือโปรตีนหนาม (spike protein) จากนั้นโปรตีนในส่วนนี้จะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของ ร่างกายต่อไป วัคซีนชนิดนี้มีประสิทธิภาพสูงในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน แม้จะไม่มีสารกลุ่มเสริมฤทธิ์ (adjuvant) อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่น�ำมาใช้ช่วงระบาดจากเชื้อโคโรนาไวรัส 19 จึงควร มีการติดตามประสิทธิภาพและความปลอดภัยในระยะยาวต่อไป นอกจากนี้ RNA ในวัคซีนชนิดนี้ สามารถถูกท�ำลายได้ง่ายด้วยเอนไซม์ไรโบนิวคลีเอส (ribonucleases, RNase) จึงต้องถูกหุ้มด้วย nanolipid particle เพื่อเพิ่มความคงตัวของวัคซีน และยังต้องใช้สถานที่ผลิตและเทคนิคจ�ำเพาะ การเก็บรักษาเพื่อคงสภาพจะต้องอาศัยอุณหภูมิที่เย็นอย่างมาก เช่น -20 องศาเซลเซียสถึง -70 องศาเซลเซียส จึงจ�ำเป็นต้องมีระบบการขนส่งและการจัดเก็บที่จ�ำเพาะกับวัคซีนชนิดนี้ ส่วนประกอบของวัคซีน โดยทั่วไปนอกจากส่วนประกอบของวัคซีนที่เป็นแอนติเจนที่ได้จากเชื้อก่อโรคโดยตรงหรือผลิต โดยการสังเคราะห์เพื่อแทนที่ส่วนประกอบที่มีความจ�ำเพาะต่อเชื้อก่อโรคชนิดนั้นแล้ว ยังมีส่วนประ กอบอื่นๆ ที่ท�ำหน้าที่แตกต่างกันไปด้วย ส่วนประกอบอื่นๆ ที่พบได้ในวัคซีนได้แก่ 1. ของเหลวส�ำหรับแขวนตะกอน (suspending liquid) เช่น น�้ำ น�้ำเกลือ และโปรตีนเซรุ่ม (serum protein)
8 คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร 2. สารกันเสีย (preservative) สารเพิ่มความคงตัว (stabilizer) และยาปฏิชีวนะ (antibiotics) ส�ำหรับใช้ป้องกันแบคทีเรียที่อาจเข้ามาปนเปื้อนในระหว่างการเพาะเพื่อเพิ่มจ�ำนวนของ ไวรัสหรือแบคทีเรียในวัคซีน ทั้งนี้หากผู้ป่วยมีประวัติการแพ้สารต่างๆ ในกลุ่มนี้จ�ำเป็นต้องมีการหลีก เลี่ยงวัคซีนที่มีสารเหล่านี้เป็นองค์ประกอบเนื่องจากอาจเกิดปฏิกิริยาการแพ้ที่รุนแรง ยาปฏิชีวนะที่ พบได้บ่อยในกระบวนการผลิตวัคซีน เช่น neomycin, gentamicin, และ polymyxin 3. สารเสริมฤทธิ์ (adjuvant) เป็นสารที่ช่วยท�ำให้เกิดการกระตุ้นภูมิคุ้มกันดีขึ้น สารเสริม ฤทธิ์ที่ใช้อยู่อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน คือ เกลืออะลูมิเนียม (aluminium salt) การให้วัคซีนที่ผสม เกลืออะลูมิเนียมจะแนะน�ำให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเท่านั้น สารเสริมฤทธิ์มีกลไกการท�ำงานโดย ดูดซับและ ปลดปล่อยแอนติเจนอย่างช้าๆ จากบริเวณที่ฉีด และยังช่วยเปลี่ยนแอนติเจนนี้ไปเป็นอนุภาค (particulate material) ซึ่งจะสามารถถูกจับกินด้วย macrophage เซลล์เดนไดรติก (dendritic cell) และ B lymphocytes ได้ดีขึ้น และยังรวมถึงกลไกในการเหนี่ยวน�ำตัวกระตุ้นร่วมใน macrophage ได้ ดังนั้น สารเสริมฤทธิ์จึงช่วยกระตุ้นกระบวนการอักเสบ ท�ำให้เซลล์ต่างๆ ในระบบภูมิคุ้มกันเกิด การรับรู้แอนติเจนในบริเวณที่ฉีดวัคซีนได้ดีมากขึ้น6 วิธีการบริหารวัคซีน7 วิธีการให้วัคซีนในปัจจุบันมีทั้งหมด 5 วิธี ได้แก่ 1. การรับประทาน (oral route) หมายถึงการให้วัคซีนผ่านระบบทางเดินอาหารโดยตรง และเกิดการกระตุ้นภูมิคุ้มกันผ่านผนังล�ำไส้ เช่น วัคซีนโปลิโอ วัคซีนไทฟอยด์ และวัคซีนโรต้า 2. การฉีดเข้าชั้นผิวหนัง (intradermal หรือ intracutaneous route) หมายถึงการฉีด วัคซีนเข้าไปในชั้นผิวหนัง (dermis) ท�ำให้เกิดลักษณะตุ่มนูน การฉีดเข้าชั้นผิวหนังนี้ สามารถกระตุ้น การตอบสนองภูมิคุ้มกันแบบ cell-mediated immune response ได้ดีและใช้ปริมาณวัคซีนที่น้อยลง 3. การฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนัง (subcutaneous route) วิธีการฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนังมักใช้กับ วัคซีนที่ไม่ต้องการการดูดซึมที่เร็วเกินไป เพราะอาจเกิดปฏิกิริยาหรือผลข้างเคียงมากขึ้นได้ เช่น วัคซีน รวมหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี วัคซีนอีสุกอีใส 4. การฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (intramuscular route) เป็นการฉีดยาลงถึงชั้นกล้ามเนื้อ ควรท�ำ โดยการฉีดในมุมฉาก (90 องศา) กับผิวหนัง ขนาดของเข็มที่ใช้จะขึ้นอยู่กับขนาดตัวของผู้ป่วย โดย ทั่วไปจะไม่แนะน�ำให้ฉีดบริเวณสะโพก เนื่องจากอาจเกิดอันตรายต่อเส้นประสาทโดยเฉพาะ sciatic nerve ได้ นอกจากนี้บริเวณสะโพกนี้มีไขมันมากอาจท�ำให้ฉีดเข้าไม่ถึงชั้นกล้ามเนื้อได้ วัคซีนที่ผสม adjuvant ที่ความเข้มข้นสูง เช่น วัคซีน DTP (คอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน) ควรฉีดเข้ากล้ามเนื้อ เพราะการฉีดเข้าชั้นผิวหนังหรือใต้ผิวหนังจะท�ำให้เกิดการอักเสบและระคายเคืองได้มากกว่า นอกจาก นี้วัคซีนบางชนิดจะกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคได้ดีกว่า ถ้าฉีดเข้ากล้ามเนื้อ เช่น วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี และ วัคซีนพิษสุนัขบ้า
คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร 9 5. การพ่นทางจมูก (intranasal route) เป็นวิธีการที่น�ำมาใช้ในการให้วัคซีนที่เข้าไปในระบบ ทางเดินหายใจ ซึ่งการพ่นทางช่องจมูกเพื่อให้วัคซีนเข้าสัมผัสกับเยื่อบุเซลล์ที่จมูก ตัวอย่างวัคซีนที่ใช้ ในกรณีนี้ คือ วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นมีวิถีการติดเชื้อผ่านระบบทางเดินหายใจเป็นหลัก ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของวัคซีน4,5 ความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีนในกลุ่มประชากรหนึ่งๆ อาจขึ้นกับปัจจัยที่ หลากหลาย และมีผลต่อผลลัพธ์ทางสุขภาพทั้งในระดับรายบุคคลและระบบสาธารณสุข ซึ่งสามารถ แบ่งออกเป็นหลายปัจจัยได้ดังนี้ 1. คุณสมบัติของวัคซีน เช่น ความเข้มข้นของวัคซีน ส่วนผสมของวัคซีนและสารเสริมฤทธิ์ (adjuvants) สายพันธุ์ของเชื้อที่ใช้ในการผลิตวัคซีน เทคโนโลยีในการผลิต มีผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพ ของวัคซีน 2. สถานะภูมิคุ้มกันของบุคคลนั้นในช่วงที่มีการฉีดวัคซีน ซึ่งพิจารณาจากปัจจัย เช่น อายุ ของผู้ป่วย ประวัติการรับวัคซีนในอดีต โรคประจ�ำตัวอื่นๆ โดยพบว่ากลุ่มผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น เบาหวาน ผู้ป่วยมะเร็งที่ก�ำลังรับยาเคมีบ�ำบัด ผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน มักมี การตอบสนองต่อวัคซีนต�่ำกว่าประชากรทั่วไป 3. ความถี่และระดับความรุนแรงของการสัมผัสเชื้อ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสเชื้อโรค หรือวัคซีน เช่น ระดับการระบาดของโรค ระยะเวลาหลังจากการได้รับวัคซีนครั้งก่อน และการติดเชื้อ ของบุคคลอื่นๆ ในครอบครัว หรือบุคคลใกล้ชิด 4. ความสอดคล้องระหว่างเชื้อสาเหตุของโรคและภูมิคุ้มกันที่ถูกกระตุ้นจากวัคซีนที่ฉีด เช่น ความคล้ายคลึงของสายพันธุกรรมของเชื้อก่อโรคกับสายพันธุกรรมที่ใช้ในการผลิตวัคซีน จะส่งผลให้ โอกาสมีโอกาสที่ภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดีที่ถูกกระตุ้นจากวัคซีนมีโครงสร้างที่สามารถจับหรือต่อต้าน เชื้อไวรัสได้ 5. การดูแลอื่นๆ หลังได้รับวัคซีน ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับวิธีการใช้วัคซีนและการดูแลหลังได้รับ วัคซีน เช่น ประสิทธิภาพของการเข้าถึงการฉีดวัคซีนในชุมชนเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ (herd immunity) การติดตามหลังได้รับวัคซีน และการรักษาสภาวะสุขภาพอื่นๆ ในระยะเวลาหลังได้รับ วัคซีนเพื่อให้มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด ควรให้วัคซีนตามอายุที่แนะน�ำ หรือเมื่อมีภาวะ โรคประจ�ำตัวที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อลดโอกาสการเกิดโรคและผลแทรกซ้อนต่างๆ โดยทั่วไปแนะน�ำให้ วัคซีนแก่เด็กในกลุ่มอายุน้อยที่สุดที่เริ่มมีความเสี่ยงต่อโรค และสามารถสร้างภูมิคุ้มกันหลังจากการรับ วัคซีนนั้นได้
10 คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร บทสรุป การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคด้วยวัคซีนเป็นหนึ่งในวิธีการป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพและ มีความส�ำคัญอย่างมากในสร้างเสริมสุขภาวะที่ดีของประชากรทั่วโลก ซึ่งจัดว่าเป็นเครื่องมือที่ส�ำคัญ ของระบบสาธารณสุข โดยหลักการในการพิจารณาการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโดยใช้วัคซีนขึ้นกับปัจจัย หลายประการ ซึ่งจ�ำเป็นต้องเข้าใจในด้านธรรมชาติของเชื้อก่อโรค ผลแทรกซ้อนที่ส�ำคัญ กลไกการ กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยงต่างๆ ชนิดของวัคซีนและองค์ประกอบต่างๆ ที่อยู่ในวัคซีน เพื่อให้สามารถเลือกใช้วัคซีนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด เอกสารอ้างอิง 1. Vaccine and Immunization [Internet]. World Health Organization; 2022 [cited 2023 Jun 1]. Available from: https://www.who.int/topics/immunization/en/ 2. Larson HJ. The state of vaccine confidence. Lancet 2018;392(10161):2244-46. 3. Principles of Vaccination. Centers for Disease Control and Prevention; 2020 [cited 2023 Jun 1]. Available from https://www.cdc.gov/vaccines/vac-gen/generalpublic/index.html 4. Pollard AJ, Bijker EM. A guide to vaccinology: from basic principles to new developments. Nat Rev Immunol 2021;21(2):83-100. 5. Plotkin SA. Updates on immunologic correlates of vaccine-induced protection. Vaccine 2020;38(9):2250-57. 6. Marrack P, McKee AS, Munks MW. Towards an understanding of the adjuvant action of aluminium. Nat Rev Immunol 2009;9(4):287-93. 7. Administer the Vaccine(s). Centers for Disease Control and Prevention; 2021 [cited 2023 Jun 1]. Available from: https://www.cdc.gov/vaccines/hcp/admin/ administer-vaccines.html
วัคซีนพื้นฐาน ส�ำหรับเด็กไทย ปวลี เนียมถาวร
วัคซีนพื้นฐานส�ำหรับเด็กไทย ปวลี เนียมถาวร บทน�ำ การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันในเด็กนอกจากภูมิที่ได้จากแม่สู่ลูกแล้ว ในระยะยาววัคซีนเป็น ส่วนส�ำคัญในการช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกันโรคติดเชื้อที่อาจก่อให้เกิดความเจ็บป่วยเล็กน้อยไป จนถึงการเสียชีวิตตลอดช่วงวัยเด็กได้ ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราเกิดที่ต�่ำลงมาก ฉะนั้นการดูแล เด็กให้มีชีวิตไปจนถึงวัยผู้ใหญ่นั้นจ�ำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการใช้วัคซีนมาช่วยในการป้องกันโรค บทบาทของเภสัชกรในการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันนั้นเริ่มมีความส�ำคัญมากขึ้น และเห็นได้ชัดเจนจากช่วง ของโรคระบาดโควิด-19 ซึ่งมีความต้องการบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความรู้และทักษะเกี่ยวกับวัคซีน มาช่วยเหลือมากขึ้น ฉะนั้นเภสัชกรจึงควรมีความรู้เรื่องวัคซีนพื้นฐานเพื่อให้ปฏิบัติงานด้านการสร้าง เสริมภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีน โดยเฉพาะวัคซีนพื้นฐานส�ำหรับเด็กได้อย่างถูกต้องได้มีประสิทธิภาพและ ปลอดภัย วัคซีนป้องกันวัณโรคหรือบีซีจี(Bacille Calmette-Guérin [BCG] vaccine) วัคซีนที่ใช้ส�ำหรับป้องกันวัณโรคโดยผลิตจากเชื้อ Mycobacterium bovis ค้นพบโดย Calmette และ Guerin ใน ปี ค.ศ. 1921 มีชื่อเรียกสากลว่า BCG (บีซีจี) เป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็น อ่อนฤทธิ์ (live-attenuated vaccine) และยังเป็นวัคซีนป้องกันวัณโรคตัวเดียวที่ได้รับการขึ้นทะเบียน จนถึงปัจจุบัน โดยประสิทธิภาพของวัคซีนบีซีจีนั้นมีรายงานว่าสามารถป้องกันโรคได้ตั้งแต่ร้อยละ 0 – 80 เนื่องจากประสิทธิภาพในการป้องกันโรคยังไม่แน่นอน ในปัจจุบันยังคงมีการพัฒนาวัคซีนชนิด นี้อยู่ โดยวัคซีนที่อยู่ในช่วงการศึกษาวิจัยมีทั้งหมด 22 ชนิด1, 2 แต่มีอยู่ชนิดหนึ่งที่มีผลการศึกษาค่อน ข้างดีนั่นคือ วัคซีน M72/AS01E ซึ่งเป็นวัคซีนผสมระหว่างแอนติเจน M. tb32A และ M. tb39A และ ใช้ AS01 เป็นสารช่วยในการสร้างภูมิคุ้มกัน (adjuvant) ซึ่งขณะนี้ก�ำลังอยู่ในการศึกษาทางคลินิกระยะ ที่ 3 (phase III clinical trial) 1,3 สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทยแนะน�ำให้ฉีดวัคซีนบีซีจีในทารกแรกเกิด ในขนาด 0.1 มิลลิลิตร ในชั้นผิวหนังที่ไหล่ซ้าย ไม่แนะน�ำให้ฉีดบริเวณสะโพก4 และไม่แนะน�ำให้ฉีดในทารกที่มี ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องชนิดรุนแรงและผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี อาการข้างเคียงหลังได้รับวัคซีน ได้แก่ อาการนูนแดงบริเวณที่ฉีดจะเกิดขึ้นหลังการรับวัคซีนไปแล้วประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ ในบางรายอาจ พบต่อมน�้ำเหลืองโตได้ โดยเฉพาะบริเวณรักแร้และไหปลาร้า บางรายมีอาการรุนแรง เช่น แผลบริเวณ ที่ฉีดวัคซีนอักเสบมากหรือต่อมน�้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงบวมแดงมาก หรือเป็นฝี ในกรณีนี้แนะน�ำให้ พบแพทย์เพื่อประเมินการรักษาต่อไป5
14 คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี(hepatitis B vaccine) ไวรัสตับอักเสบบีเป็นโรคติดเชื้อที่ยังคงเป็นปัญหาทางสาธารณสุขระดับโลก และมีความสัมพันธ์ กับการเกิดโรคตับอักเสบเรื้อรัง โรคตับแข็งและโรคมะเร็งตับ6 วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับ อักเสบบี เริ่มใช้กันมาตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1982 โดยเป็นวัคซีนที่ได้มาจากพลาสมา (plasma-derived vaccine) และในปี ค.ศ. 1986 มีการผลิตวัคซีนในรูปแบบรีคอมบิแนนท์ (recombinant vaccine) จากนั้นมีการน�ำมาใช้ทดแทนวัคซีนที่ได้มาจากพลาสมา เนื่องจากกระตุ้นภูมิป้องกันโรคได้ดีกว่า7 ประเทศไทยได้บรรจุวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบีเข้าเป็นวัคซีนพื้นฐานส�ำหรับเด็กไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2531 จากนั้นพบว่าร้อยละของพาหะไวรัสตับอักเสบบีในคนไทยมีแนวโน้มลดลง กลุ่มคนอายุต�่ำกว่า 20 ปี มีผู้ที่เป็นพาหะของโรคน้อยกว่าร้อยละ 1 ในขณะที่ผู้ที่เกิดก่อนปี พ.ศ.2531 เป็นพาหะของโรค ประมาณร้อยละ 3 – 6 ของประชากรชาวไทย8 วัคซีนอยู่ในรูปน�้ำยาแขวนตะกอนของโปรตีนส่วนผิว HBsAg โดยมีความเข้มข้นแตกต่างกันขึ้นอยู่กับบริษัทผู้ผลิต เช่น 10 หรือ 20 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร9 ปัจจุบันแนะน�ำให้เด็กทุกรายได้รับวัคซีนอย่างน้อย 3 ครั้ง ที่ 0, 1-2, 6 เดือน ในขนาด 0.5 มิลลิลิตร ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ โดยเข็มสุดท้ายที่ให้จะต้องมีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 6 เดือน ห้ามให้ใน กรณีที่มีประวัติแพ้วัคซีนมาก่อน โดยวัคซีนมีทั้งชนิดเดี่ยวและชนิดรวมกับวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน (ไอกรนชนิดทั้งเซลล์ และ ชนิดไร้เซลล์) โปลิโอ และฮิบ เมื่อให้ร่วมกับวัคซีนรวม แนะน�ำให้ฉีดวัคซีนเดี่ยวเมื่อแรกเกิด จากนั้นฉีดวัคซีนรวมที่อายุ 2, 4, และ 6 เดือน ในกรณีที่มารดา ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีนั้นแนะน�ำการฉีดวัคซีนส�ำหรับทารกดังแสดงตารางที่ 1 ตารางที่ 1 การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีส�ำหรับเด็กที่คลอดจากมารดาที่ติดเชื้อ4, 10 การติดเชื้อของมารดา การฉีดวัคซีนป้องกันส�ำหรับทารก HBsAg เป็นบวก (โดยเฉพาะ HBeAg เป็นบวกร่วม ด้วย) กรณีที่ได้รับ HBIG พร้อมกับวัคซีนครั้งที่ 1 - HBIG 0.5 มล. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ภายใน 12 ชั่วโมง หลังคลอด - ให้วัคซีนครั้งที่ 1 พร้อมกันแต่ฉีดคนละข้าง - ให้วัคซีนครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 1-2 เดือน - ให้วัคซีนครั้งที่ 3 เมื่ออายุ 6 เดือน กรณีที่ไม่ได้รับ HBIG พร้อมกับวัคซีนครั้งที่ 1 - ให้วัคซีนครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 1 เดือน - ให้วัคซีนครั้งที่ 3 เมื่ออายุ 6 เดือน - หากฉีดเป็นวัคซีนรวมที่ 2, 4, 6 เดือน ให้ฉีดวัคซีนเดี่ยวที่อายุ 1 เดือนเพิ่ม รวมเป็น 5 เข็ม ไม่ทราบผล HBsAg - ให้วัคซีนครั้งที่ 1 ภายใน 12 ชั่วโมงหลังคลอด - ให้วัคซีนครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 1 เดือน - ให้วัคซีนครั้งที่ 3 เมื่ออายุ 6 เดือน ทราบภายหลังว่า HBsAg เป็นบวก - ให้ HBIG 0.5 มล. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ หากวัคซีนครั้งที่ 1 ได้รับมาไม่เกิน 7 วัน HBsAg = hepatitis B surface antigen, HBeAg = hepatitis B envelope antigen, HBIG = hepatitis B immune globulin
คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร 15 อาการข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน ได้แก่ อาการปวด บวมบริเวณที่ฉีด อาจมีไข้ต�่ำ ๆ ได้ โดย จะเริ่มมีอาการภายใน 3-4 ชั่วโมงหลังฉีด และอาการมักจะดีขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง อาการแพ้รุนแรง เช่น หน้าบวม ตาบวม ปากบวม หายใจล�ำบาก ใจสั่น มีการรายงานเช่นกัน5 วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน (diphtheria, tetanus, pertussis vaccine) โรคคอตีบเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Corynebacterium diphtheriae สายพันธุ์ที่มักก่อ ให้เกิดการติดเชื้อที่รุนแรงคือสายพันธุ์ที่สร้างสารพิษ (toxin) ได้ ซึ่งสารพิษสามารถท�ำลายเนื้อเยื่อที่ ติดเชื้อและท�ำให้เซลล์ตายได้ หากสารพิษดูดซึมเข้ากระแสเลือดจะท�ำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตและเสียชีวิตได้ ส่วนสายพันธุ์ที่ไม่สร้างสารพิษจะก่อให้ เกิดอาการคออักเสบและมักมีอาการไม่รุนแรง9, 11 โรคบาดทะยักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Clostridium tetani มักพบปนเปื้อนในดิน เชื้อสามารถสารพิษได้เช่นกัน ก่อให้เกิดโรคได้ผ่านการติด เชื้อที่บาดแผล จากนั้นเชื้อจะสร้างสารพิษที่ท�ำลายระบบประสาท ที่พบได้บ่อยคือเกิดภาวะเกร็งทั้งตัว โดยมีอาการน�ำคือ อาการขากรรไกรค้าง คอแข็ง กลืนล�ำบาก และอาการแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อ หน้าท้อง ซึ่งมีอาการเกร็งได้นานถึง 4 สัปดาห์ นอกจากนี้ยังมีไข้ ความดันโลหิตที่สูงขึ้น รวมถึงอัตรา การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติและเสียชีวิตได้9, 11 โรคไอกรนเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Bordetella pertussis ซึ่งสามารถสร้างสารพิษได้เช่นกัน โดยสารพิษจะท�ำให้เกิดการอักเสบของเซลล์ในระบบทาง เดินหายใจ ส่งผลให้เกิดความผิดปกติในระบบขจัดสารคัดหลั่งในทางเดินหายใจ การติดเชื้อในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกมักมีอาการคล้ายกับอาการหวัด แต่มักมีอาการไอมากและรุนแรงเนื่องจากไม่สามารถ ขับเสมหะที่เหนียวข้นออกมาได้ อาการรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตนั้นพบได้ในกรณีที่เกิดโรคปอดติดเชื้อ ที่แทรกซ้อน9, 11, 12 โรคติดเชื้อทั้งสามชนิดนี้มีแม้มีอุบัติการณ์การเกิดในประเทศไทยน้อยกว่า 1 รายต่อแสน ประชากร แต่ผู้ติดเชื้อมักมีอาการรุนแรงและเสียชีวิตสูง ซึ่งในปัจจุบันพบการติดเชื้อในประเทศในกลุ่ม คนที่ไม่ได้รับวัคซีนหรือรับวัคซีนไม่ครบ รวมถึงพบจากแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาท�ำงาน9 ฉะนั้นการฉีด วัคซีนยังคงมีความจ�ำเป็นเพื่อควบคุมโรค วัคซีนที่ใช้เป็นวัคซีนรวมเพื่อป้องกันทั้งสามโรค โดยแนะน�ำ ให้ฉีดได้ทั้งชนิดไร้เซลล์ (DTaP) หรือชนิดทั้งเซลล์ (DTwP) โดยจะฉีดเป็นวัคซีนเดี่ยวหรือวัคซีนรวม hexavalent (DTaP/DTwP-HB-Hib-IPV) ก็ได้ โดยฉีดเมื่ออายุ 2, 4, 6 เดือน และมีเข็มกระตุ้นที่อายุ 18 เดือน โดยใช้ DTwP, DTaP หรือวัคซีนรวม (DTaP-IPV-Hib หรือ DTwP-HB-Hib, DTaP/DTwPHB-Hib-IPV) ที่อายุ 4-6 ปี โดยใช้ DTwP, DTaP, Tdap หรือ TdaP และกระตุ้นอีกครั้งที่อายุ 11-12 ปี โดยใช้ Tdap หรือ TdaP จากนั้นฉีดกระตุ้นทุก 10 ปี ด้วย Td, Tdap หรือ TdaP4 โดยอาการข้างเคียง ทั่วไปที่พบได้แก่ บวม แดง เจ็บบริเวณที่ฉีด และอาจทาให้มีไข้ ปวดศีรษะ ส่วนอาการแพ้รุนแรง ได้แก่ ํ มีผื่นทั้งตัว หน้าบวม คอบวม หายใจลาบาก ใจสั่น วิงเวียนหรือเกิดภาวะ ํ hypotonic-hyporesponsive
16 คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร episodes ซึ่งมีอาการอ่อนแรงไม่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าและมีอาการตัวเขียว (cyanosis) ได้ ซึ่งมีความ เกี่ยวข้องกับวัคซีนป้องกันโรคไอกรน แต่เป็นอาการที่พบได้น้อย13 วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อฮิบ (Haemophilus influenzae type b [Hib] vaccine) โรคติดเชื้อฮิบมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Haemophilus influenzae type b เป็น เชื้อที่พบในระบบทางเดินหายใจและก่อโรครุนแรงได้โดยเชื้อจะแพร่จากทางเดินหายใจสู่กระแสเลือด ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดและปอด เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ข้ออักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ และ เนื้อเยื่ออักเสบ (cellulitis) ได้ มักพบการติดเชื้อในเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี และการติดเชื้อฮิบในเด็กเล็ก นั้นท�ำให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบสูงถึงร้อยละ 50-65 ทั้งนี้ มีผู้ป่วยถึงร้อยละ 15-30 ที่เกิดผล กระทบต่อเนื่องทางระบบประสาท และร้อยละ 3-6 เสียชีวิต แต่หลังจากมีวัคซีนป้องกันโรคนี้ อัตรา การเกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบลดลงเหลือเพียงร้อยละ 1911, 14-16 ปัจจุบันวัคซีนฮิบเป็นชนิดคอนจูเกต โพลีแซคคาไรด์ (conjugated polysaccharide vaccine) ซึ่งกระตุ้นการสร้างภูมิได้ดี โดยแบ่งตามชนิดของโปรตีนพาหะ (protein carrier) ได้ดังนี้9, 11, 16 1. Polyribosylribitol Phosphate Chemically conjugated to Tetanus Toxoid (PRP-T) ซึ่งมีวัคซีน 2 แบบ คือ 1) วัคซีนเดี่ยว ได้แก่ Hiberix™, Act-HIB™ และ 2) วัคซีนรวม ได้แก่ TETRActHIB™, Pediacel™, Pentaxim™, Infarix-IPV/Hib™, Infarix-Hexa 2. Polyribosylribitol Phosphate conjugated to an outer-membrane protein complex of N. meningitidis (PRP-OMP) ปัจจุบันไม่มีจ�ำหน่ายในประเทศไทย 3. Haemophilus b oligosaccharide conjugate vaccine (HbOC) โดยใช้ Cross reactive material 197 (CRM197) ซึ่งเป็น non-toxic mutant ของสารพิษจากเชื้อคอตีบ (diphtheria toxin) เป็นพาหะ ซึ่งมีเฉพาะวัคซีนรวม คือ Quinvaxem™ วัคซีนนี้เพิ่งถูกบรรจุอยู่ในโปรแกรมการวัคซีนพื้นฐานที่เด็กไทยทุกคนต้องได้รับในปี พ.ศ. 2562 ซึ่งแนะน�ำให้ฉีดวัคซีนฮิบในรูปแบบวัคซีนรวม (DTP-HB-Hib) ดังแสดงในตารางที่2 โดยฉีดเข้า กล้ามเนื้อในเด็กอายุ 2, 4 และ 6 เดือน ส่วนเข็มกระตุ้นที่อายุ 12 - 18 เดือน หรือฉีดห่างจากเข็ม 3 อย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งเข็มกระตุ้นอาจไม่จ�ำเป็นต้องฉีดในเด็กที่สุขภาพดี แต่จะแนะน�ำให้ฉีดในกลุ่ม เด็กที่มีความเสี่ยง เช่น ไม่มีม้ามหรือม้ามท�ำงานผิดปกติ เป็นโรคธาลัสซีเมีย หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หากเด็กที่แข็งแรงอายุเกิน 2 ปีและยังไม่ได้รับวัคซีนนี้ ไม่มีความจ�ำเป็นต้องฉีด เนื่องจากส่วนใหญ่มัก ติดเชื้อตามธรรมชาติและมีภูมิคุ้มกันแล้ว ในทางกลับกันหากเด็กเคยติดเชื้อฮิบมาก่อน แต่อายุน้อยกว่า 2 ปี กรณีนี้ยังแนะน�ำให้ฉีดวัคซีน 1 เข็มหลังจากการติดเชื้อฮิบไปแล้ว 1 เดือน เนื่องจากเด็กอายุน้อย กว่า 2 ปี การติดเชื้อตามธรรมชาติกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่ยังไม่เพียงพอ
คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร 17 ตารางที่ 2 ค�ำแนะน�ำการวัคซีนป้องกันโรคฮิบส�ำหรับเด็กไทยที่ไม่ได้รับการฉีดตามก�ำหนด9, 11 อายุที่เริ่มฉีด (เดือน) จ�ำนวนเข็มของ PRP-T/HbOC ที่แนะน�ำ ก�ำหนดการฉีด 2 – 6 4 เข็ม เดือนที่ 0, 2 และ 4 (แต่ละเข็มห่างกันอย่างน้อย 8 สัปดาห์), เข็มกระตุ้มที่อายุ 12 – 18 เดือน 7 – 11 2 เข็ม 0 และ 2 (แต่ละเข็มห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์) [อาจให้เข็มกระตุ้นได้ทีอายุ 12 – 15 เดือน ห่างจาก เข็ม 2 อย่างน้อย 8 สัปดาห์) 12 – 24 1 เข็ม ฉีดได้ทันที >24 ไม่มีความเสี่ยง* ไม่ต้องฉีด ไม่ต้องฉีด >24 มีความเสี่ยง* 2 เข็ม 0, 2 (แต่ละเข็มห่างกันอย่างน้อย 8 สัปดาห์) *ความเสี่ยง เช่น ไม่มีม้ามหรือม้ามท�ำงานผิดปกติ ธาลัสซีเมีย โรค sickle cell หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาการข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนป้องกันโรคฮิบนั้นพบได้น้อย โดยทั่วไปมักพบอาการปวด บวม แดง หรือมีไข้ได้ อาการมักหายได้เองภายใน 12 – 24 ชั่วโมงหลังฉีด วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ (Polio vaccine) โรคติดเชื้อโปลิโอมีสาเหตุจากเชื้อไวรัสโปลิโอ (Poliovirus) ซึ่งมีอยู่ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ type 1, 2, และ 3 โดยการติดเชื้อสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่ง ไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ครอบคลุมทั้งสาม สายพันธุ์ เชื้อโปลิโอติดต่อได้ทางปาก จากสารคัดหลั่งในช่องปากที่ปนเปื้อนเชื้อหรือติดจากอุจจาระ ได้ จากนั้นเชื้อจะแบ่งตัวในช่องปากไปจนถึงในระบบทางเดินอาหารและแพร่กระจายเข้าต่อมน�้ำเหลือง และกระแสเลือดได้ ซึ่งเชื้อจะไปท�ำลายระบบประสาทส่วนกลางท�ำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้ หากไป ท�ำลายระบบประสาทสั่งการ (motor neuron) จะท�ำให้เกิดภาวะแขนขาอ่อนแรงเฉียบพลันได้ (flaccid paralysis) ซึ่งอาจท�ำให้เกิดความพิการและเสียชีวิตได้ร้อยละ 10 นอกจากนี้ยังสามารถแพร่ กระจายโรคได้นาน 1 – 2 สัปดาห์หลังติดเชื้อแม้ว่าในขณะนั้นเพิ่งจะเริ่มมีอาการ ฉะนั้นการสร้าง ภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนจึงมีความจ�ำเป็นอย่างมาก9, 11 ในปี ค.ศ. 1988 องค์การอนามัยโลกได้ริเริ่มโครงการ Global Polio Eradication Initiative (GPEI) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในยับยั้งการแพร่ระบาดของโปลิโอ โดยมีความตั้งใจให้โรคติดเชื้อจากไวรัส โปลิโอสิ้นสุดไปจากโลก ซึ่งในปี ค.ศ. 1999 และ 2020 องค์การอนามัยโลกประกาศว่าสายพันธุ์ wild type 2 และ 3 ได้สิ้นสุดการแพร่ระบาดในโลกนี้แล้วตามล�ำดับ แต่ในปัจจุบันสายพันธุ์ type 1 ยังมี รายงานผู้ติดเชื้อในประเทศอัฟกานิสถาน และปากีสถาน โดยในปี ค.ศ. 2023 นี้องค์การอนามัยโลกมี เป้าหมายที่จะก�ำจัดการติดเชื้อจากสายพันธุ์ type 1 ให้หมดไป
18 คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร วัคซีนป้องกันโปลิโอที่ใช้ในการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันพื้นฐานในปัจจุบันมีสองชนิด คือ 1) ชนิด หยอดทางปาก (oral polio vaccine: OPV) เป็นชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (live-attenuated vaccine) ซึ่งประกอบไปด้วยเชื้อสายพันธุ์ type 1 และ 3 (bivalent) ซึ่งจะสร้างภูมิคุ้มกันในทางเดินอาหารได้ ดีกว่าแบบฉีด ดังนั้น OPV จึงเป็นวัคซีนที่ช่วยป้องกันโรคได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่มีการแพร่ ระบาดอยู่ และ 2) วัคซีนแบบฉีดเข้ากล้าม (inactivated polio vaccine: IPV) เป็นชนิดเชื้อตายซึ่งมี เชื้อครบทั้งสามสายพันธุ์ สร้างภูมิคุ้มกันในกระแสเลือดได้ดี นอกจากนี้ยังมีชนิดหยอดส�ำหรับสายพันธุ์ type 2 (monovalent) ที่ผลิตขึ้นมาหลังจากเกิดการแพร่ระบาดของสายพันธุ์นี้ในปี ค.ศ. 2006 ซึ่ง วัคซีนชนิดนี้จะถูกน�ำมาใช้เมื่อเกิดแพร่ระบาดของสายพันธุ์นี้เท่านั้น17 ส�ำหรับเด็กไทยนั้นแนะน�ำให้รับ วัคซีนโปลิโอที่อายุ 2, 4, 6 และ 18 เดือน และกระตุ้นที่อายุ 4-6 ปี โดยใช้วัคซีนโปลิโอแบบหยอด ที่ อายุ 2, 4, 6 และ 18 เดือน และครั้งสุดท้ายที่อายุ 4-6 ปี และให้วัคซีนแบบฉีดเข้ากล้าม (IPV) ร่วม ด้วยที่อายุ 4 เดือน นอกจากนี้ยังสามารถใช้วัคซีนแบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อแทนการหยอดได้ที่อายุ 2 และ 4 เดือน (sequential regimen) หากเลือกแบบฉีดเข้ากล้ามชนิดเดียวส�ำหรับสร้างภูมิป้องกันโรค สามารถให้ฉีดเพียง 4 เข็มได้ ที่อายุ 2, 4 และ 6-18 เดือน และกระตุ้นที่อายุ 4-6 ปี ข้อควรระวัง คือ ห้ามให้วัคซีนแบบหยอดในเด็กที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ห้ามให้วัคซีนแบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อหากเด็ก มีประวัติแพ้วัคซีนอย่างรุนแรง เช่น anaphylaxis หรือมีประวัติแพ้ยา streptomycin, neomycin หรือ polymyxin B มาก่อน อาการข้างเคียงที่พบได้หลังจากได้รับวัคซีนชนิดหยอด (OPV) ได้แก่ vaccine-associated paralytic polio (VAPP) แต่พบได้ไม่มาก ส่วน IPV นั้นหลังฉีดวัคซีนมักพบ อาการไข้ ปวด บวม บริเวณที่ฉีดได้ แต่จะไม่พบ VAPP9, 11 วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโรต้า (rotavirus vaccine) โรต้าไวรัสเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคอุจจาระร่วงในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ในช่วงก่อนมีการให้ วัคซีนนั้น เด็กเล็กมักติดเชื้อโรต้าก่อนอายุ 1 ปี และเชื้อมักท�ำให้เกิดภาวะกระเพาะอาหารและล�ำไส้ อักเสบที่รุนแรง (severe gastroenteritis) ซึ่งท�ำให้เกิดภาวะขาดน�้ำที่รุนแรงและเสียชีวิตได้ในกรณีที่ ได้รับการรักษาที่ไม่เหมาะสม โดยเชื้อสามารถติดต่อได้ทางปากผ่านการปนเปื้อนจากอุจจาระ (fecal-oral route) ผู้ที่ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อผ่านอุจจาระได้นาน 1 - 3 สัปดาห์หลังติดเชื้อ และมี มากถึงร้อยละ 20 ที่พบเชื้อในอุจจาระ นานถึง 8 สัปดาห์ โดยช่วงอากาศหนาวเย็นมักเป็นช่วงที่มีการ ระบาดของเชื้อ11, 18, 19 เชื้อไวรัสโรต้าแบ่งเป็นกลุ่มได้ทั้งหมด 8 กลุ่ม (A-H) ซึ่งกลุ่มที่ก่อให้เกิดโรค ส่วนใหญ่นั้นคือกลุ่ม A, B, และ C การแบ่งจีโนไทป์แบ่งจากโปรตีนชั้นนอกของไวรัส ได้แก่ VP7 glycoprotein (G) และ VP4 protease-cleaved hemagglutinin (P) โดยสายพันธุ์ที่มักแพร่ระบาด ในกลุ่มเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี นั้น ประกอบไปด้วยสายพันธุ์ G1P[8], G2P[4], G3P[8], G4P[8], และ G9P[8] ซึ่งทั้งหมดรวมกันเป็นสายพันธุ์ที่ก่อโรคได้ถึงร้อยละ 909, 18, 20
คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร 19 วัคซีนโรต้าเป็นชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ส�ำหรับหยอดทางปาก ในปัจจุบันแนะน�ำให้หยอดในเด็ก ไทยทุกราย ก�ำหนดการหยอดวัคซีนแสดงในตารางที่ 3 โดยสามารถให้วัคซีนครั้งแรกเมื่ออายุ 6 – 15 สัปดาห์ และครั้งสุดท้ายไม่เกิน 8 เดือน ซึ่งแต่ละครั้งที่หยอดวัคซีนจะต้องมีระยะห่างกันไม่น้อยกว่า 4 สัปดาห์ แนะน�ำให้ใช้วัคซีนชนิดเดียวกันจนครบ หากไม่ทราบชนิดวัคซีนหรือไม่สามารถจัดหาวัคซีน ชนิดเดิมได้ แนะน�ำให้หยอดวัคซีนทั้งหมด 3 ครั้ง ข้อห้ามและข้อควรระวังของการหยอดวัคซีนโรต้า ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ ได้แก่ เด็กที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องชนิดรุนแรง (severe combined immune deficiency: SCID) มีประวัติแพ้วัคซีนมาก่อน ในผู้ที่แพ้ latex ไม่แนะน�ำให้ วัคซีน monovalent เนื่องจากหลอดส�ำหรับหยอดวัคซีนมีส่วนประกอบของ latex โดยสามารถเปลี่ยน มาให้วัคซีนชนิด pentavalent แทนได้ และให้หลีกเลี่ยงการใช้วัคซีนในเด็กที่ประวัติของภาวะล�ำไส้ กลืนกัน (intussusception)4, 11 ตารางที่ 3 ค�ำแนะน�ำการหยอดวัคซีนโรต้าส�ำหรับเด็กไทย4, 11 ชนิดของวัคซีน ก�ำหนดการหยอดวัคซีน Human monovalent (Rotarix™) หยอด 2 ครั้ง ที่อายุ 2 และ 4 เดือน Human-bovine monovalent (Rotavac™) หยอด 3 ครั้ง ที่อายุ 2, 4 และ 6 เดือน Human-bovine pentavalent (RotaTeq™, Rotasil™) หยอด 3 ครั้ง ที่อายุ 2, 4 และ 6 เดือน ผลข้างเคียงที่พบได้บ้าง แต่มักมีอาการน้อย เช่น ไข้ เบื่ออาหาร อาเจียน อุจจาระร่วง ส่วน ภาวะล�ำไส้กลืนกันนั้นพบได้น้อยมาก11 วัคซีนป้องกันโรคคางทูม-หัด-โรคหัดเยอรมัน (mumps, measles, and rubella [MMR] vaccine) โรคคางทูมเกิดจากเชื้อไวรัสที่เป็น enveloped single-stranded ribonucleic acid (RNA) ใน Family Paramyxovirus, Genus Rubulavirus โดยไวรัสท�ำให้เกิดอาการต่อมน�้ำลายอักเสบ (parotitis) และอัณฑะอักเสบ (orchitis) ซึ่งภาวะการติดเชื้อนี้ถูกกล่าวถึงครั้งแรกในศตวรรษที่ห้าก่อน คริสต์ศักราชโดย Hippocrates แต่ในขณะนั้นยังไม่ทราบว่าเชื้อใดเป็นเชื้อที่ก่อโรค จากนั้นในปี ค.ศ. 1934 Johnson และ Goodpasture พบว่าโรคคางทูมสามารถแพร่จากน�้ำลายมนุษย์ ท�ำให้เกิดโรค คางทูมในลิงได้ และในปี ค.ศ. 1935 จึงได้ค้นพบว่าโรคคางทูมเกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง และ ค้นพบว่าเป็นเชื้อไวรัสคางทูมในปี ค.ศ. 1945 โดยไวรัสสามารถแพร่กระจายเชื้อผ่านการสัมผัสละออง ฝอยของสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจของผู้ติดเชื้อ ในช่วงก่อนปี ค.ศ. 1967 ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นช่วงที่ยังไม่มีวัคซีนในการป้องกันโรค พบว่าไวรัสคางทูมมักท�ำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบและ เกิดการสูญเสียการได้ยิน (hearing loss) หลังจากการน�ำวัคซีนมาใช้ใน ปี ค.ศ. 1967 พบว่าอุบัติการณ์
20 คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร ของโรคลดลงมากถึงร้อยละ 99 ทั้งนี้ ในประเทศไทยเริ่มมีการให้วัคซีนป้องกันคางทูม ซึ่งเป็นวัคซีน รวมร่วมกับวัคซีนป้องกันโรคหัดและหัดเยอรมัน (MMR) ในปี พ.ศ. 2540 ท�ำให้อุบัติการณ์ของโรคลด ลงเช่นกัน9, 11, 21 โรคหัดเกิดจากเชื้อไวรัสที่เป็น enveloped single-stranded RNA ใน Family Paramyxovirus, Genus Morbillivirus ติดต่อผ่านการหายใจ (air borne) โดยโรคนี้ถูกกล่าวถึง ครั้งแรกในศตวรรษที่ 7 และในปี ค.ศ. 1954 John Enders และ Thomas Chalmers Peebles ค้นพบว่าเชื้อที่ก่อโรคคือไวรัสหัด ในช่วงก่อนค้นพบวัคซีนป้องกันโรค การติดเชื้อท�ำให้เกิดการเสียชีวิต ได้สูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่ก�ำลังพัฒนา ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อฉวยโอกาสระหว่างที่ เป็นโรคหัด11 ผลข้างเคียงทางระบบประสาทที่รุนแรงแต่พบไม่บ่อย ได้แก่ ภาวะ encephalomyelitis ซึ่งพบในเด็กโตและผู้ใหญ่ และภาวะ subacute sclerosing panencephalitis (SSPE) ซึ่งเกิดจาก การติดเชื้อไวรัสหัดช่วงวัยเด็กเล็ก และอาการแสดงของโรคปรากฎหลังจากติดเชื้อไปแล้วหลายปี นอกจากนี้ยังพบอาการอื่นได้ เช่น ผื่น ไข้ หูชั้นกลางอักเสบ ปอดอักเสบ ท้องเสีย เป็นต้น9, 22 ฉะนั้น การฉีดวัคซีนป้องกันโรคจึงยังมีความส�ำคัญ โดยวัคซีนถูกน�ำมาใช้ครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ใน ปี ค.ศ. 1963 ส่วนในประเทศไทยนั้นเริ่มมีการให้วัคซีนครั้งแรกในปี พ.ศ. 2527 ซึ่งเป็นวัคซีนเดี่ยว แต่ ในปัจจุบันให้ในรูปแบบวัคซีนรวม MMR โรคหัดเยอรมันเกิดจากเชื้อไวรัสที่เป็น enveloped single-stranded RNA ใน Family Togovirus, Genus Rubivirus เป็นเชื้อที่ติดต่อผ่านการสัมผัสละอองฝอยของสารคัดหลั่งจากทางเดิน หายใจของผู้ติดเชื้อ โดยทั่วไปเด็กที่ติดเชื้อจะมีอาการผื่น ไข้ และต่อมน�้ำเหลืองโตได้ เดิมโรคนี้ถือว่า โรคในกลุ่มเดียวกันกับหัดหรือ scarlet fever จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1814 ถูกบันทึกในรายงานทางการ แพทย์เยอรมันว่าเป็นอีกโรคและให้ชื่อว่าโรคหัดเยอรมัน ในปี ค.ศ. 1941 เป็นครั้งแรกที่มีการบันทึก การเกิดโรคหัดเยอรมันแต่ก�ำเนิด (congenital rubella syndrome)11 ซึ่งเกิดจากมารดาติดเชื้อหัด เยอรมันในระหว่างตั้งครรภ์ท�ำให้ทารกที่คลอดออกมาเกิดโรคแทรกซ้อน เช่น ต้อกระจก โรคความผิด ปกติของหัวใจ หูหนวก น�้ำหนักแรกคลอดน้อย และมีปัญหาด้านพัฒนาการตามมา ในขณะที่ตัวโรค เป็นที่รู้จักมานาน แต่เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุการก่อโรคนั้นถูกค้นพบภายหลังในปี ค.ศ. 1962 และมีการ พัฒนาเป็นวัคซีนต่อมาในปี ค.ศ. 1969 ปัจจุบันเป็นวัคซีนรวม MMR11, 23 วัคซีน MMR นั้นเป็นวัคซีนรวมชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ที่ถูกผลิตขึ้นมาครั้งแรกในปี ค.ศ.197111 และยังคงใช้ป้องกันโรคมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งแนะน�ำให้ฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนัง (subcutaneous injection) และมีก�ำหนดการฉีดครั้งแรกอายุ 9 – 12 เดือน และครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 18 เดือน ในกรณีที่อยู่ในบริเวณ ที่มีการแพร่ระบาดหรือมีโอการสัมผัสเชื้อสูง สามารถฉีดเข็มแรกได้ตั้งแต่อายุ 6 – 9 เดือน จ�ำเป็นต้อง ฉีดครบ 3 เข็ม เข็มที่ 2 เมื่ออายุ 12 เดือน และฉีดเข็มที่ 3 เมื่ออายุ 18 เดือน หากเริ่มเข็มแรกหลัง อายุ 12 เดือน ให้ฉีดเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรกนานอย่างน้อย 1 เดือน และถือว่าฉีดครบตามเกณฑ์ สามารถใช้วัคซีนรวมที่ประกอบไปด้วย MMR และวัคซีนอีสุกอีใส (varicella) ได้ (MMRV) เนื่องจาก
คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร 21 มีรายงานว่าการฉีด MMRV แทน MMR ในเด็กอายุ 12 – 23 เดือน ท�ำให้เกิดไข้และชักได้ภายใน 5 – 12 วันหลังจากฉีดวัคซีน จึงแนะน�ำให้ฉีดแยกเข็มมากกว่า4, 9, 11 ข้อห้ามอื่นๆ ได้แก่ มีประวัติแพ้วัคซีน แพ้ gelatin หรือ neomycin เนื่องจากเป็นส่วนประกอบของวัคซีน มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือได้รับ ยาสเตียรอยด์ติดต่อกันนานกว่า 14 วัน ข้อควรระวังที่ไม่แนะน�ำให้ฉีดวัคซีน ได้แก่ มีความเจ็บป่วย ปานกลางถึงรุนแรง ได้รับเลือดหรือส่วนประกอบของเลือดมาภายใน 11 เดือน เป็นผู้มีประวัติเกล็ด เลือดต�่ำ หรือมีแผนการตรวจ tuberculin เป็นต้น หลังจากฉีดวัคซีนไปแล้ว อาการข้างเคียงที่พบได้ คือ ไข้สูง มีอาการชัก และผื่นขึ้นได้ ส่วนผลข้างเคียงที่รุนแรงแต่พบได้น้อย ได้แก่ เกล็ดเลือดต�่ำ เยื่อ หุ้มสมองอักเสบชนิดไม่มีเชื้อ (aseptic meningitis) หรือเป็นโรคไข้สมองอักเสบ (encephalitis) ได้4, 9, 11 วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบเจอี(Japanese encephalitis vaccine) โรคหัดไข้สมองอักเสบเจอีเกิดจากเชื้อไวรัส Arbovirus ใน Family Flaviviridae, Genus Flavivirus มียุงร�ำคาญ Culex tritaeniorhynchus เป็นพาหะ และเป็นโรคติดเชื้อที่พบในแถบทวีป เอเชีย มีการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1924 และในปี ค.ศ. 1934 จึงค้นพบเชื้อก่อโรคคือเชื้อไวรัส เจอีสายพันธุ์ Nakayama ส�ำหรับในประเทศไทยมีการแพร่ระบาดครั้งแรกในปี พ.ศ. 2512 และมี รายงานว่ามีผู้ป่วยราว 2,000 รายต่อปีในช่วงก่อนเริ่มการให้วัคซีน โดยอาการที่พบ มีได้ตั้งแต่อาการ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน แต่ผู้ป่วยบางส่วนอาจเป็นไข้สมองอักเสบที่ท�ำให้เสียชีวิตหรือ เกิดความพิการตามมาได้9, 24 ในปัจจุบันมีวัคซีนส�ำหรับป้องกันโรคอยู่สองชนิด ได้แก่ ชนิดเชื้อตาย และชนิดเชื้อเป็นอ่อน ฤทธิ์ ค�ำแนะน�ำการฉีดวัคซีนแสดงดังตารางที่ 5 โดยข้อห้ามหรือข้อควรระวัง ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ มีภาวะเจ็บป่วยเฉียบพลัน มีประวัติแพ้วัคซีน ห้ามฉีดวัคซีนเจอีชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกัน บกพร่อง หรือระวังการใช้ในผู้ที่มีประวัติโรคตับหรือไตระยะรุนแรง รวมถึงเคยมีประวัติชักภายใน 1 ปี9 ตารางที่ 5 ค�ำแนะน�ำการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอีส�ำหรับเด็กไทย4, 9 ชนิดของวัคซีน ก�ำหนดการฉีดวัคซีน ชนิดเชื้อตาย (JEVAC™) ฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนัง จ�ำนวน 3 เข็ม เริ่มเข็มแรกที่อายุ 6 เดือนขึ้นไป (แนะน�ำที่อายุ 9 - 12 เดือน) เข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรก 1 – 4 สัปดาห์ และเข็มที่ 3 ห่างจากเข็มแรก 1 ปี ชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (CD-JEVAX™, IMOJEV™/THAIJE™) ฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนัง จ�ำนวน 2 เข็ม เริ่มเข็มแรกที่อายุ 9 - 12 เดือน เข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรก 12 –24 เดือน (สามารถใช้วัคซีนทั้งสองยี่ห้อทดแทนกันได้) กรณีเคยรับวัคซีนเชื้อตายมาก่อน รับวัคซีนแล้ว 1 เข็ม แนะน�ำให้ฉีดชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ อีก 2 เข็ม ห่างกัน 3 – 24 เดือน รับวัคซีนแล้ว 2-3 เข็ม แนะน�ำให้ฉีดชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ อีก 1 เข็ม ห่างจากวัคซีนเข็มสุดท้าย นาน 12 เดือน รับวัคซีนมามากกว่าหรือเท่ากับ 4 เข็ม ไม่จ�ำเป็นต้องชนิดวัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์
22 คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร อาการข้างเคียงหลังรับวัคซีนที่พบได้บ่อย ได้แก่ ปวด บวม บริเวณที่ฉีด อาจมีไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ส่วนอาการข้างเคียงที่รุนแรงแต่พบได้น้อย ได้แก่ อาการแพ้รุนแรง หน้าบวม ปากบวม หายใจล�ำบาก 24 วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (Influenza vaccine) โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่เป็น single-stranded RNA ใน Family Orthomyxovirus แบ่งได้เป็น 3 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์ A, B และ C โดยสายพันธุ์ A แบ่งเป็นสาย พันธุ์ย่อยตาม surface antigens hemagglutinin และ neuraminidase สายพันธุ์ B แบ่งสายพันธุ์ ย่อยเป็นสองชนิด คือ B/Yamagata และ B/Victoria ส่วนสายพันธุ์ C นั้นยังไม่พบการแพร่ระบาด เนื่องจากไวรัสมีการกลายพันธุ์เป็นระยะ หรือเกิดการรวมกันใหม่ของยีน (genetic recombination) ท�ำให้เกิดสายพันธุ์ย่อยใหม่ส่งผลให้มีการระบาดใหม่ ในปี ค.ศ. 1580 เป็นปีแรกที่มีการระบาดของเชื้อ ไข้หวัดใหญ่ไปทั่วโลก จากนั้นมีการระบาดใหญ่เช่นนี้อีกเจ็ดครั้ง ครั้งแรกในศตวรรษที่ 20 นี้เกิดขึ้นใน ปี ค.ศ. 1918 – 1919 โดยมีอีกชื่อว่า Spanish influenza ซึ่งมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 21 ล้านคนทั่วโลก โดย พบเชื้อไวรัสก่อโรคภายหลังในปี ค.ศ. 1933 การแพร่เชื้อเกิดจากการสัมผัสละอองฝอยของสารคัดหลั่ง จากทางเดินหายใจของผู้ติดเชื้อ ซึ่งท�ำให้เกิดอาการ ได้แก่ ไข้สูง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เจ็บคอ คัดจมูก ไอเล็กน้อย ตาแดง และอ่อนเพลีย นอกจากนี้ยังเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบจากเชื้อฉวย โอกาสที่เป็นแบคทีเรีย อาการของโรคทางเดินหายใจก�ำเริบ หูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ9, 11, 25 วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อตายนั้นถูกพัฒนาขึ้นมาครั้งแรกในช่วงปลายทศวรรษ 1930 และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนมีประสิทธิภาพมากขึ้นในช่วงทศวรรษ 1950 ส่วนวัคซีนเชื้อเป็นอ่อน ฤทธิ์ได้รับการขึ้นทะเบียนในปี ค.ศ. 201311 ในประเทศไทยนั้นมีเพียงวัคซีนชนิดเชื้อตายประกอบด้วย ไวรัส 3 – 4 สายพันธุ์ และมีการปรับสายพันธุ์ในวัคซีนทุกปี โดยแนะน�ำให้เด็กไทยฉีดเข้ากล้ามตั้งแต่ อายุ 6 เดือน ถึงน้อยกว่า 2 ปี, ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหืด โรคหัวใจ โรคไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบ�ำบัด และโรคเบาหวาน) ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภูมิคุ้มกัน บกพร่อง ผู้ป่วยโรคอ้วน (ดัชนีมวลกาย > 95 เปอร์เซ็นไทล์) และผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเอง ไม่ได้ หากเป็นเด็กอายุน้อยกว่า 9 ปี การฉีดครั้งแรกต้องฉีดจ�ำนวน 2 เข็ม ห่างกัน 1 เดือน และแนะน�ำ ให้ฉีดก่อนเข้าฤดูฝน อย่างไรก็ตามสามารถฉีดได้ตลอดปี ข้อห้ามและข้อควรระวัง ได้แก่ หากมีประวัติ แพ้ไข่จะต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดหลังฉีดวัคซีนไปแล้วอย่างน้อย 30 นาที และห้ามให้หากมีประวัติแพ้ วัคซีนหรือส่วนประกอบของวัคซีนที่รุนแรง อาการข้างเคียงที่พบบ่อย เช่น ปวด บวม บริเวณที่ฉีด ปวดกล้ามเนื้อ หรือมีไข้ได้4, 9
คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร 23 วัคซีนป้องกันโควิด-19 (COVID-19 vaccine) ใน ปี ค.ศ. 2019 เกิดโรคระบาดโควิด-19 ไปทั่วโลก สาเหตุของโรคเกิดจากไวรัสโคโรนา (coronavirus) สายพันธุ์ซาร์ส-โควี-2 (SARS-CoV-2: Severe acute respiratory syndrome coronavirus 2) ซึ่งเป็น enveloped single-stranded RNA อยู่ใน Family Coronaviridae, Genus Betacoronavirus และ Sub-genus Sarbecovirus โดยเชื้อติดต่อผ่านการสัมผัสละอองฝอยของสาร คัดหลั่งจากทางเดินหายใจของผู้ติดเชื้อ26 ท�ำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้ทั้งส่วนบน และส่วนล่าง โดยในทารกอาจมีอาการรุนแรงได้ มักพบภาวะปอดอักเสบ (pneumonia) หรือหลอดลม ฝอยอักเสบ (bronchiolitis) หรือในเด็กโตอาจมีอาการของโรคหืด (asthma) ก�ำเริบได้ ในรายที่ได้รับ การรักษาช้าอาจท�ำให้เสียชีวิตได้จากการติดเชื้อเองหรือจากภาวะแทรกซ้อนที่เกิดภายหลัง เช่น ภาวะ อาการอักเสบหลายระบบ (Multisystem Inflammatory Syndrome in Children: MIS-C) ซึ่งมักแสดงอาการภายใน 6 สัปดาห์หลังติดเชื้อ นอกจากนี้หลังติดเชื้อ 1-2 เดือน อาจพบภาวะ long COVID เช่น อาการเหนื่อย อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ไอเรื้อรัง เจ็บหน้าอก หรือ นอนไม่หลับ27-29 ในปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อโควิดทั่วโลกมากกว่า 700 ล้านคน และเสียชีวิตรวมเกือบ 7 ล้าน คน แต่อัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้อลดลงอย่างต่อเนื่อง30 การให้วัคซีนโควิด-19 ส�ำหรับเด็กไทยนั้น เป็นไปตามค�ำแนะน�ำของกรมควบคุมโรค กระทรวง สาธารณสุขร่วมกับสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย โดยมีค�ำแนะน�ำดังตารางที่ 6 ข้อห้าม หรือข้อควรระวังส�ำหรับการฉีดวัคซีน ได้แก่ มีประวัติการแพ้วัคซีนหรือส่วนประกอบของวัคซีนมาก่อน ตารางที่ 6 การให้วัคซีนโควิด-19 ส�ำหรับเด็กไทย31-34 ช่วงอายุ ชนิดของวัคซีน ก�ำหนดการฉีดวัคซีน 6 เดือน – น้อยกว่า 5 ปี (ใช้ได้ถึงอายุ 4 ปี 11 เดือน 29 วัน) mRNA (Comirnaty™) ฝาสีแดง - ให้ 3 ไมโครกรัม ฉีดเข้ากล้าม จ�ำนวน 3 เข็ม เข็มที่ 1 และ 2 ห่างกัน 4 สัปดาห์ (ห่างได้ 3 - 8 สัปดาห์) และเข็มที่ 3 ห่างเข็มที่ 2 นานอย่างน้อย 8 สัปดาห์ - หากเคยติดเชื้อโควิดให้เว้นระยะห่าง 3 เดือน ก่อนเริ่ม ฉีดวัคซีน - ยังไม่มีค�ำแนะน�ำส�ำหรับเข็มกระตุ้น 5 – น้อยกว่า 12 ปี (ใช้ได้ถึงอายุ 11 ปี 11 เดือน 29 วัน) mRNA (Comirnaty™) ฝาสีส้ม - กรณียังไม่เคยติดเชื้อโควิด ให้ 10 ไมโครกรัม ฉีดเข้า กล้าม จ�ำนวน 2 เข็ม โดยเข็มที่ 1 และ 2 ห่างกัน 8 -12 สัปดาห์ (ห่างได้ 3 - 12 สัปดาห์) ฉีดกระตุ้น 1 เข็ม ห่าง จากเข็มสุดท้าย 3 – 6 เดือน - หากเคยติดเชื้อโควิดมาก่อนหรือได้รับวัคซีนเพียง 1 เข็ม ให้ เว้นระยะห่าง 3 เดือน ก่อนเริ่มฉีดวัคซีนกระตุ้นเพียง 1 เข็ม - หากเคยรับวัคซีนครบ 2 เข็ม และมีการติดเชื้อโควิด ภายหลัง ยังไม่แนะน�ำให้ฉีดเข็มกระตุ้น
24 คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร ช่วงอายุ ชนิดของวัคซีน ก�ำหนดการฉีดวัคซีน 6 – น้อยกว่า 12 ปี (ใช้ได้ถึงอายุ 11 ปี 11 เดือน 29 วัน) mRNA (Moderna) - ให้ 50 ไมโครกรัม ฉีดเข้ากล้าม จ�ำนวน 2 เข็ม โดยเข็มที่ 1 และ 2 ห่างกัน 8 -12 สัปดาห์ยังไม่รับรองให้ฉีดเข็ม กระตุ้น - หากเป็นเด็กที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง 50 ไมโครกรัม ฉีดเข้า กล้าม จ�ำนวน 3 เข็ม เข็มที่ 1 และ 2 ห่างกัน 4 สัปดาห์ และเข็มที่ 3 ห่างเข็มที่ 2 นานอย่างน้อย 4 - 8 สัปดาห์ ยัง ไม่รับรองให้ฉีดเข็มกระตุ้น 12 - น้อยกว่า 18 ปี (ใช้ได้ถึงอายุ 17 ปี 11 เดือน 29 วัน) mRNA (Comirnaty™) ฝาสีม่วง - ให้ 30 ไมโครกรัม ฉีดเข้ากล้าม จ�ำนวน 2 เข็ม ห่างกัน 3 – 4 สัปดาห์ 12 - น้อยกว่า 18 ปี (ใช้ได้ถึงอายุ 17 ปี 11 เดือน 29 วัน) mRNA (Moderna) - ให้ 100 ไมโครกรัม ฉีดเข้ากล้าม จ�ำนวน 2 เข็ม โดยเข็ม ที่ 1 และ 2 ห่างกัน 4 สัปดาห์ยังไม่รับรองให้ฉีดเข็ม กระตุ้น - หากเป็นเด็กที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง 100 ไมโครกรัม ฉีดเข้า กล้าม จ�ำนวน 3 เข็ม เข็มที่ 1 และ 2 ห่างกัน 4 สัปดาห์ และเข็มที่ 3 ห่างเข็มที่ 2 นานอย่างน้อย 4 - 8 สัปดาห์ ยัง ไม่รับรองให้ฉีดเข็มกระตุ้น 12 - น้อยกว่า 18 ปี (ใช้ได้ถึงอายุ 17 ปี 11 เดือน 29 วัน) Protein recombinant (Covovax™) - ให้ 5 ไมโครกรัม ฉีดเข้ากล้าม จ�ำนวน 2 เข็ม โดยเข็มที่ 1 และ 2 ห่างกัน 3 สัปดาห์ อาการข้างเคียงที่พบได้ เช่น ปวด บวม ร้อนบริเวณที่ฉีด ไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดเมื่อย ใจสั่น หมดแรง อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน มึนงง และเวียนศีรษะ ได้ เป็นอาการที่เกิดภายใน 1 – 2 วันหลัง ฉีดวัคซีน อาการที่รุนแรง เช่น ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (myocarditis) จากวัคซีนชนิด mRNA นั้น พบได้น้อยในเด็ก วัคซีนป้องกันเอชพีวี(Human papillomaviruses vaccine) เชื้อไวรัสเอชพีวีหรือ Human Papillomaviruses นั้นเป็นชนิด non-enveloped double stranded-DNA อยู่ใน Family Papillomaviridae, Genus Papillomavirus ในปัจจุบันพบมากกว่า 200 สายพันธุ์ และมีถึง 40 สายพันธุ์ก่อให้เกิดการติดเชื้อที่ mucosal epithelium และก่อให้เกิดการ เจริญขึ้นเป็นมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์และทวารหนัก (anogenital cancers) โดยสายพันธุ์ 6 และ 11 เป็น สายพันธุ์ที่มักท�ำให้เกิดหูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศมากถึงร้อยละ 90 นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วยมะเร็งปาก มดลูก มะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์และทวารหนักมากถึงร้อยละ 99 พบความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสเอชพี ตารางที่ 6 การให้วัคซีนโควิด-19 ส�ำหรับเด็กไทย31-34 (ต่อ)
คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร 25 วีสายพันธุ์ที่ก่อมะเร็งสูง (high-risk HPV types) โดยสายพันธุ์ที่ก่อมะเร็งได้สูง เช่น สายพันธุ์ 16, 18, 31, 33, 35, 45, 51, 52, 56, 58, 59, และ 61 โดยสายพันธุ์ 16 มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็ง ปากมดลูกถึงร้อยละ 50 หากรวมสายพันธุ์ 16 และ 18 ความสัมพันธ์จะเพิ่มเป็นร้อยละ 669, 11 ปัจจุบันวัคซีนป้องกันเอชพีวีมี 3 ชนิด คือ ชนิด 2 สายพันธุ์ ได้แก่ 16 และ 18 (Cervarix™, Cecolin™) ชนิด 4 สายพันธุ์ ได้แก่ 6, 11, 16, และ18 (Gardasil™) ชนิดสุดท้ายประกอบด้วย 9 สายพันธุ์ ได้แก่ 6, 11, 16, 18, 31, 33, 45, 52 และ 58 (Gardasil 9® ) แนะน�ำให้ฉีดช่วงอายุ 9 – 26 ปี หากเข็มแรกควรให้ในช่วงอายุ 11- 12 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่แนะน�ำ เข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรก 1-2 เดือน และเข็มที่ 3 ห่างจากเข็มที่ 1 นาน 6 เดือน หรือให้ในเดือนที่ 0, 1-2 และ 6 ในกรณีที่เป็น วัยรุ่นที่แข็งแรงอาจพิจารณาให้ 2 เข็มได้ ในเดือนที่ 0 และ 6-12 เดือน โดยเข็มแรกต้องฉีดก่อนอายุ 15 ปี หากฉีดวัคซีนชนิด 2 หรือ 4 สายพันธุ์มาก่อน สามารถเปลี่ยนการชนิดฉีดได้ แต่ต้องฉีดให้ครบ ตามจ�ำนวนเข็มที่แนะน�ำตามช่วงอายุ หากอายุเกินก�ำหนด การฉีดให้พิจารณาเป็นกรณีไป โดยเฉพาะ อย่างยิ่งประวัติการติดเชื้อเอชพีวี ข้อห้ามหรือข้อควรระวัง ได้แก่ มีประวัติแพ้วัคซีนและส่วนประกอบ ของวัคซีนมาก่อน ส่วนอาการข้างเคียงที่พบทั่วไป ได้แก่ ปวด บวม ร้อนบริเวณที่ฉีด4, 9, 11 ค�ำแนะน�ำเพิ่มส�ำหรับการฉีดวัคซีนพื้นฐานส�ำหรับเด็ก เนื่องจากกลุ่มเด็กเป็นกลุ่มที่ได้รับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันหลัก ท�ำให้มีความจ�ำเป็นต้องฉีด วัคซีนหลายชนิดพร้อมกัน ค�ำแนะน�ำการให้วัคซีนหลายชนิดพร้อมกันมีดังนี้ สามารถให้วัคซีนเชื้อตาย พร้อมกันหรือวัคซีนเชื้อตายพร้อมกับชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ สามารถให้พร้อมกันได้ ในกรณีที่ฉีดพร้อม กันไม่ได้ หากต้องให้วัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์มากกว่าหรือเท่ากับ 2 ชนิดขึ้นไป จะต้องเว้นระยะ ห่างระหว่างแต่ละเข็มนานอย่างน้อย 28 วัน และในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับเลือด ส่วนประกอบของเลือด หรือ immunoglobulins จะต้องเว้นระยะการฉีดวัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ออกไปก่อน ส่วนระยะ เวลาการเลื่อนนั้นขึ้นกับชนิดและปริมาณการให้เลือด ส่วนประกอบของเลือด หรือ immunoglobulins ที่เด็กได้รับมาก่อนหน้า25 บทสรุป ปัจจุบันวัคซีนพื้นฐานส�ำหรับเด็กไทยนั้นมีอยู่ทั้งหมด 11 ชนิด โดยเป็นวัคซีนรวมเข็ม 2 ชนิด (MMR, DTwP) และวัคซีนเดี่ยวอีก 9 ชนิด ซึ่งมีความส�ำคัญอย่างยิ่งในการควบคุมโรคภายในประเทศ ฉะนั้นเภสัชกรในฐานะผู้ให้บริการทางสาธารณสุข จึงมีความจ�ำเป็นต้องสร้างเสริมองค์ความรู้ด้านวัคซีน เพื่อให้ค�ำแนะน�ำหรือแก้ปัญหาให้แก่ผู้มารับบริการได้ว่า วัคซีนแบบใดเหมาะส�ำหรับเด็กในช่วงอายุ ใด ๆ รวมถึงขนาดการให้ การติดตามอาการไม่พึงประสงค์ หรือกรณีมาฉีดล่าช้าหรือต้องการปรับตาราง การฉีด เพื่อให้เด็กได้รับวัคซีนอย่างถูกต้อง
26 คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร เอกสารอ้างอิง 1. Bagcchi S. WHO’s global tuberculosis report 2022. Lancet Microbe. 2023;4(1):e20. 2. Cho T, Khatchadourian C, Nguyen H, Dara Y, Jung S, Venketaraman V. A review of the BCG vaccine and other approaches toward tuberculosis eradication. Hum Vaccin Immunother. 2021;17(8):2454-70. 3. Tait DR, Hatherill M, Van Der Meeren O, Ginsberg AM, Van Brakel E, Salaun B, et al. Final Analysis of a Trial of M72/AS01(E) Vaccine to Prevent Tuberculosis. N Engl J Med. 2019;381(25):2429-39. 4. สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย. ตารางการให้วัคซีนในเด็กไทย 2566. สมาคมโรคติด เชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย; 2566 [เข้าถึงเมื่อ 7 ตุลาคม 2566]. เข้าถึงได้จาก: https://www. pidst.or.th/C25.html. 5. กรมควบคุมโรค. ก�ำหนดการให้วัคซีนตามแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวง สาธารณสุข ปี 2566 [เข้าถึงเมื่อ 7 ตุลาคม 2566]. เข้าถึงได้จาก: https://ddc.moph.go.th/ dcd/journal_detail.php?publish=13857&deptcode=dcd. 6. Rizzo GEM, Cabibbo G, Craxì A. Hepatitis B Virus-Associated Hepatocellular Carcinoma. Viruses. 2022;14(5). 7. Pattyn J, Hendrickx G, Vorsters A, Van Damme P. Hepatitis B Vaccines. J Infect Dis. 2021;224(12 Suppl 2):S343-s51. 8. Posuwan N, Wanlapakorn N, Sa-Nguanmoo P, Wasitthankasem R, Vichaiwattana P, Klinfueng S, et al. The Success of a Universal Hepatitis B Immunization Program as Part of Thailand’s EPI after 22 Years’ Implementation. PloS one. 2016; 11(3):e0150499. 9. โอฬาร พรหมาลิขิต, อัจฉรา ตั้งสถาพรพงษ์, อุษา ทิสยากร. วัคซีน. กรุงเทพฯ:: นพชัยการพิมพ์; 2554. 10. Wodi AP, Murthy N, McNally V, Cineas S, Ault K. Advisory Committee on Immunization Practices Recommended Immunization Schedule for Children and Adolescents Aged 18 Years or Younger - United States, 2023. MMWR Morb Mortal Wkly Rep. 2023;72(6):137-40. 11. Hall E, Wodi A, Hamborsky J, Morelli V, Schillie S. Epidemiology and prevention of vaccine-preventable diseases: US Department of Health and Human Services, Centers for Disease Control and Prevention; 2021.
คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร 27 12. Cherry JD. The 112-Year Odyssey of Pertussis and Pertussis Vaccines—Mistakes Made and Implications for the Future. J Pediatric Infect Dis Soc. 2019;8(4):334-41. 13. Committee to Review Adverse Effects of V, Institute of M. Stratton K, Ford A, Rusch E, Clayton EW, editors. Washington (DC): National Academies Press (US) Copyright 2012 by the National Academy of Sciences. All rights reserved.; 2011. 14. Park JJ, Narayanan S, Tiefenbach J, Lukšić I, Ale BM, Adeloye D, et al. Estimating the global and regional burden of meningitis in children caused by Haemophilus influenzae type b: A systematic review and meta-analysis. J Glob Health. 2022;12:04014. 15. Slack M, Esposito S, Haas H, Mihalyi A, Nissen M, Mukherjee P, et al. Haemophilus influenzae type b disease in the era of conjugate vaccines: critical factors for successful eradication. Expert Rev Vaccines. 2020;19(10):903-17. 16. Zarei AE, Almehdar HA, Redwan EM. Hib Vaccines: Past, Present, and Future Perspectives. J Immunol Res. 2016;2016:7203587. 17. Rachlin A, Patel JC, Burns CC, Jorba J, Tallis G, O’Leary A, et al. Progress toward polio eradication—worldwide, January 2020–April 2022. MMWR Morb Mortal Wkly Rep. 2022;71(19):650. 18. Schollin Ask L. Global and Swedish review of rotavirus vaccines showed considerable reductions in morbidity and mortality. Acta Paediatr. 2021; 110(12):3161-9. 19. Glass RI, Tate JE, Jiang B, Parashar U. The Rotavirus Vaccine Story: From Discovery to the Eventual Control of Rotavirus Disease. J Infect Dis. 2021;224(Supplement_4): S331-S42. 20. O’Ryan M. Rotavirus Vaccines: a story of success with challenges ahead. F1000Research. 2017;6:1517. 21. Almansour I. Mumps Vaccines: Current Challenges and Future Prospects. Front Microbiol. 2020;11:1999. 22. Griffin DE. Measles virus persistence and its consequences. Curr Opinion Virol. 2020;41:46-51. 23. Plotkin SA. The history of rubella and rubella vaccination leading to elimination. Clin Infect Dis. 2006;43 Suppl 3:S164-8.
28 คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร 24. Satchidanandam V. Japanese Encephalitis Vaccines. Curr Treat Options Infect Dis. 2020;12(4):375-86. 25. Committee on Infectious Diseases AAoP, Kimberlin DW, Barnett ED, Lynfield R, Sawyer MH. Red Book: 2021–2024 Report of the Committee on Infectious Diseases: American Academy of Pediatrics; 2021. 26. Hu B, Guo H, Zhou P, Shi ZL. Characteristics of SARS-CoV-2 and COVID-19. Nat Rev Microbiol. 2021;19(3):141-54. 27. Howard-Jones AR, Burgner DP, Crawford NW, Goeman E, Gray PE, Hsu P, et al. COVID-19 in children. II: Pathogenesis, disease spectrum and management. J Paediatr Child Health. 2022;58(1):46-53. 28. Patel JM. Multisystem Inflammatory Syndrome in Children (MIS-C). Curr Allergy Asthma Rep. 2022;22(5):53-60. 29. Zimmermann P, Pittet LF, Curtis N. How Common is Long COVID in Children and Adolescents? Pediatr Infect Dis J. 2021;40(12):e482-e7. 30. WHO. WHO Coronavirus (COVID-19) Dashboard: WHO; 2023 [updated 4 November 2023; cited 2023 13 November]. Available from: https://covid19.who.int/. 31. กรมควบคุมโรค. แนวทางการให้บริการวัคซีนโควิด 19 ส�ำหรับเด็กอายุ 5 – 11 ปี กรมควบคุม โรค กระทรวงสาธารณสุข: กรมควบคุมโรค; 2565 [ปรับปรุง 28 มกราคม 2565; เข้าถึงเมื่อ 20 ตุลาคม 2566]. เข้าถึงได้จาก: https://ddc.moph.go.th/vaccine-covid19/guidelines. 32. กรมควบคุมโรค. แนวทางการให้บริการวัคซีนโควิด 19 ส�ำหรับเด็กอายุ 6 เดือน - 4 ปี กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข: กรมควบคุมโรค; 2565 [ปรับปรุง 12 กันยายน 2565; เข้าถึงเมื่อ 20 ตุลาคม 2566]. เข้าถึงได้จาก: https://ddc.moph.go.th/vaccine-covid19/ guidelines. 33. กรมควบคุมโรค. แนวทางการให้วัคซีนโควิด 19 ในสถานการณ์การระบาด ปี 2564. กรมควบคุม โรค กระทรวงสาธารณสุข: บริษัท ทีเอส อินเตอร์พริ้นท์ จ�ำกัด; 2564 [เข้าถึงเมื่อ 20 ตุลาคม 2566]. 34. ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย. ค�ำแนะน�ำก�ำรฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ส�ำหรับ เด็ก และวัยรุ่น ฉบับที่ 6: ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย; 2565 [ปรับปรุง 15 พฤษภาคม 2565; เข้าถึงเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2566]. เข้าถึงได้จาก:https://drive.google.com/ file/d/1jrgV7oaq4ruhlhi67us4lTm-1qNAScu3/view.
วัคซีนพื้นฐาน ส�ำหรับผู้ใหญ่และวัคซีน ส�ำหรับผู้ป่วยเฉพาะกลุ่ม สิรภัทร สมสิริกาญจนคุณ จาฏพัจน์ เหมพรรณไพเราะ วิชัย สันติมาลีวรกุล
วัคซีนพื้นฐานส�ำหรับผู้ใหญ่ และวัคซีนส�ำหรับผู้ป่วยเฉพาะกลุ่ม สิรภัทร สมสิริกาญจนคุณ จาฏพัจน์ เหมพรรณไพเราะ วิชัย สันติมาลีวรกุล บทน�ำ การฉีดวัคซีนเป็นการป้องกันโรควิธีหนึ่งที่มีผลในระยะยาว อย่างไรก็ตาม วัคซีนที่ได้รับตาม แผนการฉีดวัคซีนในวัยเด็ก เมื่อเจริญเติบโตขึ้นอาจมีระดับภูมิคุ้มกันที่ต�่ำลง และไม่เพียงพอต่อ การป้องกันโรค จึงมีความจ�ำเป็นต้องฉีดวัคซีนเพื่อกระตุ้นซ�้ำ นอกจากนี้เมื่ออายุมากขึ้นจะมีความเสี่ยง ต่อการติดเชื้อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจาก ระบบภูมิคุ้มกันที่บกพร่อง โรคประจ�ำตัวที่ มากขึ้น ความเสี่ยงของการสัมผัสโรคที่เพิ่มขึ้นจากพฤติกรรมหรืออาชีพ ดังนั้น ความจ�ำเป็นของวัคซีน ส�ำหรับผู้ใหญ่แต่ละชนิดขึ้นกับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคของแต่ละบุคคล สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทยและศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา แนะน�ำ ชนิดวัคซีนตามความจ�ำเป็นที่ควรจะได้รับ โดยพิจารณาจากวัคซีนที่ควรได้รับตามช่วงอายุ และวัคซีน ที่ควรได้รับเนื่องจากมีข้อบ่งชี้พิเศษ เช่น มีโรคประจ�ำตัว ตั้งครรภ์ เป็นบุคลากรทางการแพทย์ หรือ ต้องเดินทางไปบริเวณที่มีการแพร่ระบาดของโรค1,2 ในบทนี้จะกล่าวถึงวัคซีนที่สมาคมโรคติดเชื้อ แห่งประเทศไทยแนะน�ำในบุคคลทั่วไป ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจ�ำตัว วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (Influenza vaccine) ไข้หวัดใหญ่มีสาเหตุจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด A และ B แพร่กระจายโดยการไอ จาม หรือ พูดคุย ในประเทศไทย พบรายงานการแพร่ระบาดไข้หวัดใหญ่ตลอดปี โดยพบมากช่วงฤดูฝนและเดือน มกราคมถึงกุมภาพันธ์ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่ในผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และ ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง มักมีอาการรุนแรงและเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ หรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ การได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่จึงช่วยลดการติดเชื้อและความรุนแรงของโรค รวมทั้งป้องกันภาวะ แทรกซ้อน1, 3, 4 จึงมีค�ำแนะน�ำให้ผู้ใหญ่ทุกคนที่ไม่มีข้อห้าม ให้ได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 1 ครั้ง ทุกปี1, 2 วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่มีในประเทศไทยเป็นชนิดเชื้อตาย (inactivated influenza vaccine) ซึ่งประกอบด้วยไวรัส 3 สายพันธุ์ หรือ 4 สายพันธุ์ คือ A 2 สายพันธุ์ (H1N1, H3N2), และ B 1 หรือ 2 สายพันธุ์ ตามล�ำดับ โดยวัคซีนชนิด 3 และ 4 สายพันธุ์มีประสิทธิภาพไม่แตกต่างกัน เพียงแต่ ครอบคลุมสายพันธุ์ B มากขึ้น1, 4 สายพันธุ์ของวัคซีนไข้หวัดใหญ่จะเปลี่ยนแปลงทุกปีตามสายพันธุ์ที่ องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าจะระบาดในปีนั้น โดยเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในประเทศไทย
32 คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร คล้ายกับสายพันธุ์ซีกโลกใต้ จึงแนะน�ำให้ฉีดสายพันธุ์ซีกโลกใต้ช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมก่อน ฤดูฝน แต่หากไม่ได้ฉีดช่วงเวลาดังกล่าว สามารถฉีดวัคซีนได้ตลอดปี โดยมีระยะห่างจากการฉีดครั้ง ก่อนหน้าอย่างน้อย 6 เดือน1, 5 สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย แนะน�ำให้ฉีดวัคซีนขนาดมาตรฐาน (hemagglutinin 15 ไมโครกรัม ต่อสายพันธุ์) เข้ากล้ามเนื้อในผู้ใหญ่ทุกคน และอาจพิจารณาวัคซีนขนาดสูง (hemagglutinin 60 ไมโครกรัม ต่อสายพันธุ์) ในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป เนื่องจากลดการติดเชื้อ ที่ท�ำให้เกิดอาการไข้หวัดใหญ่และการนอนโรงพยาบาลจากไข้หวัดใหญ่มากกว่าขนาดมาตรฐาน1, 3 หากวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่มีจ�ำนวนจ�ำกัด กลุ่มบุคคลที่ควรได้วัคซีนเป็นล�ำดับแรก คือ 1) กลุ่มที่มี ความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อรุนแรงและเกิดภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป หญิงตั้งครรภ์ ไตรมาส 2 และ 3 มีโรคเรื้อรัง (ปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหืด โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคไตเรื้อรัง โรคเลือด ธาลัสซีเมีย) มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน และ 2) กลุ่มที่สามารถแพร่ไวรัสไป สู่กลุ่มเสี่ยงสูง ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์และผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง1 วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมค็อกคัส (Pneumococcal vaccine) โรคติดเชื้อนิวโมค็อกคัสมีสาเหตุจากเชื้อ Streptococcus pneumoniae ซึ่งเป็นเชื้อประจ�ำ ถิ่นในร่างกาย สามารถท�ำให้เกิดโรคติดเชื้อรุนแรง เช่น ติดเชื้อในกระแสเลือด ปอดอักเสบติดเชื้อ และ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อลุกลาม ได้แก่ เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปี ขึ้นไป มีโรคเรื้อรังหรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง มีโรคพิษสุรา และสูบบุหรี่ การได้รับวัคซีนจึงช่วยลดการติด เชื้อรุนแรงและลดอัตราการเสียชีวิตในบุคคลกลุ่มเสี่ยงได้4, 6 วัคซีนป้องกันการติดเชื้อนิวโมค็อกคัสมี 2 ชนิด คือ 1) วัคซีนชนิดคอนจูเกต (pneumococcal conjugate vaccine; PCV) ได้แก่ ชนิด 13 สายพันธุ์ (PCV13) 15 สายพันธุ์ (PCV15) และ 20 สาย พันธุ์ (PCV20) และ 2) วัคซีนชนิดพอลิแซ็กคาไรด์ (pneumococcal polysaccharide vaccine; PPSV) ได้แก่ ชนิด 23 สายพันธุ์ (PPSV23) โดยวัคซีนชนิด PCV สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้สูงและ นานกว่าชนิด PPSV โดย PCV13/PCV15 และ PPSV23 ครอบคลุมสายพันธุ์ที่ท�ำให้เกิดโรคติดเชื้อนิว โมค็อกคัสในประเทศไทย ร้อยละ 72.1 และร้อยละ 83.7 ตามล�ำดับ1, 7 ปัจจุบันชนิดวัคซีนที่มีใช้ใน ประเทศไทย PCV15 และ PPSV23 มีค�ำแนะน�ำให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมค็อกคัสเข้ากล้ามเนื้อในผู้ใหญ่ทุกคนที่มีอายุ ตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และผู้ใหญ่ที่อายุน้อยกว่า 65 ปีที่มีโรคประจ�ำตัวหรือมีปัจจัยเสี่ยง (ตารางที่ 1)1, 2
คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร 33 ตารางที่ 1 ค�ำแนะน�ำการฉีดวัคซีนโรคติดเชื้อนิวโมค็อกคัส1 กลุ่มอายุ โรคประจ�ำตัว/ความเสี่ยง ทางเลือกที่ 1 ทางเลือกที่ 2 เข็มที่ 1 ระยะห่าง เข็มที่ 2 ขึ้นไป ตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป มี/ไม่มี PCV13 หรือ PCV15 อย่างน้อย 1 ปี* PPSV23 1 เข็ม PCV20 1 เข็ม 18-64 ปี โรคประจ�ำตัวที่ไม่ใช่กลุ่ม โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (โรคหัวใจเรื้อรัง โรคปอด เรื้อรัง โรคตับเรื้อรัง เบา หวาน สูบบุหรี่ โรคพิษสุรา) PCV13 หรือ PCV15 อย่างน้อย 1 ปี PPSV23 1 เข็ม PCV20 1 เข็ม 18-64 ปี ฝังประสาทหูเทียม น�้ำ ไขสันหลังรั่ว PCV13 หรือ PCV15 อย่างน้อย 8 สัปดาห์ PPSV23 1 เข็ม PCV20 1 เข็ม 18-64 ปี ภูมิคุ้มกันบกพร่อง** PCV13 หรือ PCV15 อย่างน้อย 8 สัปดาห์ PPSV23 2 เข็ม*** PCV20 1 เข็ม ตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ปลูกถ่ายเซลล์ต้นก�ำเนิดเม็ด เลือด ฉีด 4 เข็ม คือ PCV13 3 เข็ม (ห่างกันเข็มละ 1 เดือน) และ PPSV23 1 เข็ม**** (ห่างจาก PCV13 เข็ม 3 นาน 6 เดือน) อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปและ 18-64 ปี ที่มีโรคประจ�ำตัวที่ไม่ใช่กลุ่มโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องและเคยได้รับวัคซีนมาก่อน - เคยได้รับ PPSV23 PCV13, PCV15 หรือ PCV20 1 เข็ม (ห่างจากเข็มก่อนหน้าอย่างน้อย 1 ปี) - เคยได้รับ PCV13 PCV20 หรือ PPSV23 1 เข็ม (ห่างจากเข็มก่อนหน้าอย่างน้อย 1 ปี) - เคยได้รับ PCV13 และ PPSV23 ก่อน อายุ 65 ปี PCV20 หรือ PPSV23 1 เข็ม (ห่างจากเข็มก่อนหน้าอย่างน้อย 5 ปี) เมื่อ อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป - เคยได้ PCV13 และ PPSV23 ตั้งแต่ อายุ 65 ปีขึ้นไป อาจพิจารณา PCV20 1 เข็ม (ห่างจากเข็มก่อนหน้าอย่างน้อย 5 ปี) *ห่างอย่างน้อย 8 สัปดาห์ ถ้ามีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ฝังประสาทหูเทียม น�้ำไขสันหลังรั่ว **ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ได้แก่ โรคไตเรื้อรัง (โดยเฉพาะระยะที่ 4 ขึ้นไป) nephrotic syndrome ไม่มีม้ามหรือม้ามท�ำงานบกพร่อง ติดเชื้อ เอชไอวีที่ซีดีสี่น้อยกว่า 200 เซลล์/ลูกบาศก์มิลลิเมตร congenital หรือ acquired immunodeficiency โรคมะเร็ง (เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน�้ำเหลือง และ multiple myeloma) ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน (รวม systemic steroid ระยะยาวหรือได้รับรังสีรักษา) และได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ ***PPSV23 2 เข็มห่างกันอย่างน้อย 5 ปี ****หากมีภาวะ เซลล์ผู้บริจาคท�ำลายเซลล์ผู้ป่วยเรื้อรัง (chronic graft-versus-host disease) ให้ PCV13 แทน PPSV23 วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก-คอตีบ-ไอกรน (Tetanus, Diphtheria, Pertussis vaccine) โรคบาดทะยักมีสาเหตุจากเชื้อ Clostridium tetani ที่อยู่ในดิน เข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล เชื้อจะสร้างสารพิษท�ำให้เกิดอาการขากรรไกรแข็ง คอแข็ง กลืนล�ำบาก กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง และเกิด ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง (กระดูกหัก กล่องเสียงหดเกร็ง และเสียชีวิต) โรคคอตีบมีสาเหตุจากเชื้อ Corynebacterium diphtheriae ที่สร้างสารพิษ มักติดต่อกันทางการไอและจาม หากติดเชื้อบริเวณ
34 คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร ทางเดินหายใจ จะมีแผ่นเยื่อปกคลุมกล่องเสียง ทอนซิล และหลอดลมท�ำให้เกิดการอุดตันทางเดิน หายใจ4, 8 แม้จะมีการฉีดวัคซีนตามแผนเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแห่งชาติ แต่ภูมิคุ้มกันโรคบาดทะยักและ คอตีบมีแนวโน้มลดลงในช่วงอายุ 15-30 ปี และ 20-50 ปี ตามล�ำดับ จึงควรให้ฉีดวัคซีนบาดทะยัก และคอตีบทุก 10 ปี เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันและป้องกันการเกิดโรค9 โรคไอกรนมีสาเหตุจากเชื้อ Bordetella pertussis ติดต่อกันทางการไอและจาม ระยะแรก มีอาการคล้ายไข้หวัด ต่อมามีการไอถี่ๆ ติดกันเป็นชุดและตามด้วยหายใจเข้าอย่างแรงจนอาจ มีหน้าเขียวและหยุดหายใจ ทารกมีความเสี่ยงต่อการเกิดปอดอักเสบติดเชื้อ ชัก สมองเสียหาย และ เสียชีวิตได้สูง ส่วนผู้ใหญ่อาการของโรคมักไม่รุนแรงหรือไม่มีอาการ ผู้ใหญ่มักเป็นแหล่งแพร่เชื้อสู่เด็ก และภูมิคุ้มกันที่ฉีดในวัยเด็กลดลง จึงควรให้วัคซีนป้องกันไอกรนเพื่อลดการแพร่เชื้อสู่เด็กเล็ก4, 8-10 วัคซีนที่มีในประเทศไทยมีทั้งชนิดรวมและชนิดเดี่ยว ได้แก่ วัคซีนบาดทะยักและคอตีบ (tetanus-diphtheria; Td) วัคซีนบาดทะยัก คอตีบและไอกรน (tetanus-diphtheria-acellular pertussis; Tdap, TdaP) และวัคซีนไอกรน (acellular pertussis; aP) โดยแนะน�ำให้ฉีด Td เข้ากล้าม เนื้อทุก 10 ปี โดยต้องมี 1 เข็มเป็น Tdap หรือ TdaP (Tdap หรือ TdaP ใช้แทน Td ได้) หากไม่เคย ได้รับวัคซีนครบตามช่วงอายุ ควรได้รับวัคซีน 3 เข็มก่อน คือ Tdap 1 เข็ม ตามด้วย Td หรือ Tdap ในเข็มที่ 2 โดยห่างจากเข็มที่ 1 อย่างน้อย 4 สัปดาห์ และ Td หรือ Tdap เข็มที่ 3 โดยห่างจากเข็ม ที่ 2 นาน 6-12 เดือน และหลังจากนั้นให้ Td หรือ Tdap หรือ TdaP ทุก 10 ปี1, 2 ส�ำหรับหญิงตั้งครรภ์ สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทยแนะน�ำให้ฉีด Tdap หรือ TdaP 1 เข็ม ในช่วงอายุครรภ์ 20-32 สัปดาห์ หากไม่ได้รับวัคซีนในช่วงเวลาดังกล่าวสามารถให้หลัง 32 สัปดาห์ หรือเร็วที่สุดหลังคลอดได้ และสามารถให้เฉพาะ aP ได้หากได้รับวัคซีนบาดทะยักและ คอตีบเข็มสุดท้ายไม่เกิน 10 ปี1 ส่วนศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐอเมริกาให้ฉีด Tdap 1 เข็ม ในช่วงอายุครรภ์ 27-36 สัปดาห์2 วัคซีนป้องกันโรคหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (Measles, Mumps, Rubellavaccine) โรคหัด (measles) มีสาเหตุจากเชื้อไวรัสหัดที่ติดต่อทางการหายใจ ผู้ป่วยมีอาการไข้สูงและ ผื่นขึ้น ภาวะแทรกซ้อนที่ส�ำคัญได้แก่ สมองอักเสบและปอดอักเสบ โรคคางทูม (mump) มีสาเหตุจาก เชื้อไวรัสคางทูมที่ติดต่อผ่านการได้รับละอองฝอยเชื้อผ่านทางปากและจมูก อาการที่พบบ่อยคืออาการ ไข้และต่อมน�้ำลายอักเสบโดยมากเป็นต่อมน�้ำลายพาโรติด (parotid gland) ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ คือ การติดเชื้อที่ระบบประสาทและสมอง และโรคหัดเยอรมัน (rubella) มีสาเหตุจากไวรัสที่ติดต่อ ผ่านการสัมผัสกับสารคัดหลั่งในระบบทางเดินหายใจ หากติดเชื้อขณะตั้งครรภ์โดยเฉพาะในไตรมาส แรกอาจส่งผลให้เกิดการแท้ง ทารกตายในครรภ์ หรือโรคหัดเยอรมันแต่ก�ำเนิด (congenital rubella syndrome) การฉีดวัคซีนมีวัตถุประสงค์เพื่อลดการเกิดโรคจากการติดเชื้อและป้องกันการเกิด congenital rubella syndrome8, 11
คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร 35 วัคซีนเป็นชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ เป็นวัคซีนชนิดรวม ได้แก่ วัคซีนหัดและหัดเยอรมัน (measles-rubella; MR) และวัคซีนหัด คางทูมและหัดเยอรมัน (measles-mumps-rubella; MMR) แนะน�ำให้ฉีดวัคซีน MR หรือ MMR 2 เข็ม เข้าใต้ผิวหนังห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ ในผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน โรคหัดหรือหัดเยอรมัน ได้แก่ ไม่เคยได้รับวัคซีน ไม่เคยเป็นโรคหัดหรือหัดเยอรมัน หรือตรวจไม่พบ ภูมิคุ้มกันโรคหัดหรือหัดเยอรมัน1 วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส (Varicella vaccine) โรคอีสุกอีใส มีสาเหตุจากเชื้อไวรัส varicella zoster ส่วนใหญ่แพร่กระจายผ่านการสัมผัส ใกล้ชิดจากผู้เป็นโรค การได้รับวัคซีนช่วยป้องกันโรคอีสุกอีใสและช่วยลดอาการรุนแรงหากเป็นโรค อีสุกอีใส วัคซีนป้องกันอีสุกอีใสเป็นวัคซีนเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ แนะน�ำให้ฉีดวัคซีนอีสุกอีใสเข้าใต้ผิวหนัง 2 เข็มห่างกัน 4-8 สัปดาห์ ในผู้ที่ไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสหรืองูสวัดมาก่อน หรือตรวจไม่พบภูมิคุ้มกัน ต่อโรค (varicella IgG ผลลบ)1, 2 วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด (Zoster vaccine) โรคงูสวัด มีสาเหตุจากเชื้อไวรัส varicella zoster ที่แฝงอยู่ในปมประสาทไขสันหลังภายหลัง เกิดอีสุกอีใส งูสวัดพบบ่อยในผู้สูงอายุและผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง การปวดปลายประสาทหลังจากเป็น งูสวัด (postherpetic neuralgia) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อย โดยพบเพิ่มขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น การได้รับวัคซีนเพื่อป้องกันการเกิดงูสวัดและภาวะแทรกซ้อน8 วัคซีนป้องกันงูสวัดมี 2 ชนิด คือ ชนิด เชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (zoster vaccine live; ZVL) ซึ่งมีปริมาณเชื้อไวรัสมากกว่าวัคซีนอีสุกอีใส 14 เท่า และชนิดตัดต่อพันธุกรรม (recombinant zoster vaccine; RZV) ซึ่งเป็นชนิดเชื้อตาย1 สมาคมโรค ติดเชื้อแห่งประเทศไทยแนะน�ำให้วัคซีนป้องกันงูสวัดเป็นวัคซีนทางเลือก โดยอาจพิจารณาฉีด ZVL เข้าใต้ผิวหนัง 1 เข็มในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป หรือฉีด RZV เข้ากล้ามเนื้อ 2 เข็ม ห่างกัน 2-6 เดือน ในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ผู้ใหญ่ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องแนะน�ำให้ได้รับ RZV 2 เข็ม ห่างกัน 1-2 เดือน1 โดยวัคซีนป้องกันงูสวัดสามารถฉีดให้แก่ผู้รับโดยไม่จ�ำเป็นต้องตรวจ varicella IgG และผู้ที่เคย เป็นงูสวัดมาก่อนสามารถฉีดวัคซีนได้ โดยให้เว้นระยะห่างหลังจากเป็นงูสวัดอย่างน้อย 6 เดือน1 วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A vaccine) การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอเกิดจากการรับประทานอาหารหรือน�้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ หากติดเชื้อ ส่วนใหญ่อาการเล็กน้อยและหายได้เอง แต่บางคนอาจเกิดภาวะตับวายจนเสียชีวิตได้ การฉีดวัคซีน ป้องกันไวรัสตับอักเสบเอในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรครุนแรงจึงช่วยลดการติดเชื้อ ภาวะ แทรกซ้อนและการเสียชีวิต11, 12
36 คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอในประเทศไทยมีทั้งวัคซีนชนิดเชื้อตายและเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ โดยมีทั้งชนิดเดี่ยวและชนิดรวมกับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งมีวิธีการบริหารที่แตกต่างกันออก ไปดังตารางที่ 2 แนะน�ำให้ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอชนิดเชื้อตายในผู้ใหญ่ทั่วไปที่ต้องการได้ รับวัคซีนและไม่เคยติดเชื้อหรือได้รับวัคซีนมาก่อน โดยแนะน�ำให้ฉีดใน 1) ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิด โรครุนแรง เช่น ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และผู้ที่อายุมากกว่า 40 ปี หรือ 2) เสี่ยงต่อการติดเชื้อสูงกว่าประชากรทั่วไป เช่น ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย ใช้ยาเสพติด ท�ำงาน ที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อและใกล้ชิดกับผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ก่อนได้รับวัคซีนไม่จ�ำเป็นต้องตรวจ ภูมิคุ้มกันหรืออาจตรวจในผู้ที่เสี่ยงที่จะติดเชื้อมาแล้วถ้าสามารถตรวจได้1, 12 ตารางที่ 2 การบริหารวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอในผู้ใหญ่12, 13 วัคซีน ชื่อการค้า อายุ วิธีบริหาร เชื้อตาย Havrix® ตั้งแต่ 19 ปีขึ้นไป ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 2 เข็ม ห่างกัน 6-12 เดือน Vaqta® ตั้งแต่ 19 ปีขึ้นไป ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 2 เข็ม ห่างกัน 6-18 เดือน Avaxim® ตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 2 เข็ม ห่างกัน 6-36 เดือน เชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ Mevac-A® มากกว่า 18 เดือน ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง 1 เข็ม ไวรัสตับอักเสบเอ และบี ชนิดเชื้อตาย Twinrix® ตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 เข็ม ที่ 0-1-6 เดือน หรือ 4 เข็ม วันที่ 0, 7, 21-30 และ เดือนที่ 12-18 วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี(Hepatitis B vaccine) การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเกิดจากการรับเชื้อผ่านทางเลือดและสารคัดหลั่งที่มีเชื้อ ดังนั้น การติดต่อจึงผ่านทางการรับเลือด ทางเพศสัมพันธ์ การใช้สิ่งของร่วมกันและจากแม่สู่ลูกในครรภ์ ไวรัส ตับอักเสบบีก่อให้เกิดโรคได้ทั้งชนิดฉับพลันและเรื้อรัง การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังพบในเด็ก มากกว่าผู้ใหญ่ และสามารถพัฒนาจนเกิดโรคตับแข็งและมะเร็งตับได้ การได้รับวัคซีนสามารถช่วยลด การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีได้ถึงร้อยละ 9011, 14 วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีเป็นวัคซีนเชื้อตาย มี 2 ชนิด ได้แก่ วัคซีนชนิดตัดต่อพันธุกรรม (recombinant hepatitis B vaccines) เช่น Engerix-B® , Hepatitis B Vaccine® (rDNA) และวัคซีน ชนิดติดต่อพันธุกรรม (Recombinant adjuvanted hepatitis B vaccine) ที่ช่วยกระตุ้นภูมิได้ดีขึ้น เช่น Heplisav-B® ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนชนิดที่เติมสารเสริมฤทธิ์ใช้ในประเทศไทย วัคซีนป้องกัน ไวรัสตับอักเสบบียังมีชนิดรวมกับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ ซึ่งมีปริมาณแอนติเจนของไวรัสตับ อักเสบบี 20 ไมโครกรัม สามารถใช้แทนชนิดแยกได้ (ตารางที่ 2) สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย แนะน�ำให้ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีเข้ากล้ามเนื้อ ในผู้ใหญ่ทุกคนที่ไม่เคยติดเชื้อหรือได้รับวัคซีนมาก่อน การตอบสนองของภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยก่อนได้รับ
คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร 37 การบ�ำบัดทดแทนไตต�่ำกว่าผู้ที่สุขภาพดีจึงอาจพิจารณาให้วัคซีนขนาด 20 ไมโครกรัม 4 ครั้งในผู้ป่วย ไตเรื้อรังระยะ 3-4 เนื่องจากกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าการให้ 3 ครั้ง (ตารางที่ 3)1, 4 ร่างกายมีภูมิคุ้มกัน ต่อโรค คือ ระดับ anti-HBs มีค่าตั้งแต่ 10 ล้านหน่วยสากล/มิลลิลิตร การตรวจ anti-HBs หลังฉีด วัคซีนอาจพิจารณาตรวจ 1-2 เดือนหลังฉีดวัคซีนครบในผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคไตเรื้อรังระยะ 3-5 โดยรวมผู้ที่ได้รับการบ�ำบัดทดแทนไต และบุคลากรทางการแพทย์ ตารางที่ 3 การบริหารวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบีที่มีในประเทศไทย1, 14 กลุ่มผู้ป่วย อายุ ชื่อการค้า ขนาด วิธีบริหาร ไม่ได้ได้รับการบ�ำบัด ทดแทนไต ตั้งแต่ 20 ปี ขึ้นไป Engerix-B, Hepatitis B Vaccine (rDNA)* 20 ไมโครกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 เข็ม ที่ 0-1-6 เดือน ผู้ใหญ่** วัคซีนชนิดตัดต่อพันธุกรรม 20 ไมโครกรัม ไตเรื้อรังระยะ 5 ได้ รับการบ�ำบัดทดแทน ไต หรือภูมิคุ้มกัน บกพร่อง ตั้งแต่ 20 ปี ขึ้นไป Engerix-B Hepatitis B Vaccine (rDNA) 40 ไมโครกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 4 เข็ม ที่ 0-1-2-6 เดือน ผู้ใหญ่** วัคซีนชนิดตัดต่อพันธุกรรม ไตเรื้อรังระยะ 3-4*** ผู้ใหญ่ วัคซีนชนิดตัดต่อพันธุกรรม 20 ไมโครกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 4 เข็ม ที่ 0-1-2-6 เดือน * กรณีใช้ Engerix-B® , Hepatitis B Vaccine® (rDNA) ในผู้ที่อายุน้อยกว่า 20 ปี ใช้ขนาด 10 ไมโครกรัม ** ช่วงอายุที่สามารถใช้ได้ขึ้นกับยี่ห้อวัคซีน *** ทางเลือก ผู้ที่เกิดหลังพ.ศ. 2535 ส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนตั้งแต่แรกเกิดและมีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบบี แล้วไม่จ�ำเป็นต้องตรวจ anti-HBs แต่หากไม่ทราบประวัติให้ตรวจ anti-HBs และหาก anti-HBs น้อยกว่า 10 ล้านหน่วยสากล/มิลลิลิตร ให้ฉีดวัคซีน 1 เข็มและตรวจ anti-HBs ที่ 1-2 เดือน หากพบ anti-HBs ที่เพียงพอไม่จ�ำเป็นต้องได้รับวัคซีนต่อ แต่หากมีผลลบต่อการตรวจ anti-HBs ให้ฉีดวัคซีน ต่อให้ครบ 3 เข็ม1 วัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวี(Human papillomaviruses vaccine) เชื้อไวรัสเอชพีวี (Human papillomaviruses; HPV) สามารถติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์ เชื้อไวรัสสายพันธุ์ 6 และ 11 ท�ำให้เกิดหูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศและทางเดินหายใจถึงร้อยละ 90 สายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูก มะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์และทวารหนัก หรือมะเร็งช่องปากและ คอหอย คือสายพันธุ์ 16 และ 18 โดยร้อยละ 70 ของมะเร็งปากมดลูกเกิดจากสายพันธุ์ 16 และ 18
38 คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร ส่วนสายพันธุ์อื่นๆ ที่ท�ำให้เกิดมะเร็งได้ร้อยละ 15 คือสายพันธุ์ 31, 33, 45, 52, และ 58 การฉีดวัคซีน เอชพีวีช่วยป้องกันการติดเชื้อ ป้องกันการคงอยู่ของเชื้อภายหลังการติดเชื้อ และป้องกันรอยโรคก่อน เป็นมะเร็งปากมดลูกได้9, 15, 16 วัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีมี 3 ชนิด คือ 1) ชนิดครอบคลุม 2 สายพันธุ์ คือ 16 และ 18 (Cervarix™) 2) ชนิดครอบคลุม 4 สายพันธุ์ คือ 6, 11, 16, 18 (Gardasil® ) และ 3) ชนิดครอบคลุม 9 สายพันธุ์ คือ 6, 11, 16, 18, 31, 33, 45, 52 และ 58 (Gardasil 9® ) สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย แนะน�ำให้ฉีดในหญิงทุกคนที่อายุ 9-26 ปี และอาจ พิจารณาฉีดในชายที่อายุ 9-26 ปี เนื่องจากยังไม่เคยได้รับเชื้อเอชพีวี การฉีดวัคซีนในผู้ที่อายุ 27-45 ปียังมีประโยชน์ป้องกันโรคจากสายพันธุ์ที่มีในวัคซีนที่ยังไม่เคยติดเชื้อ ส่วนผู้ที่อายุมากกว่า 45 ปี อาจพิจารณาเป็นรายๆ ไป โดยผู้ที่จะได้ประโยชน์จากการได้รับวัคซีนเอชพีวีและควรได้รับวัคซีน ได้แก่ ผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยเอชไอวี ผู้ที่มี คู่นอนหลายคน1, 16 วัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 3 เข็มที่ 0, 1-2 และ 6 เดือน ในผู้ที่อายุมากกว่า 15 ปีหรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และสามารถฉีด 2 เข็มได้ห่างกัน 6-12 เดือน ในผู้ที่ อายุ 9-15 ปี1 วัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal vaccine) โรคไข้กาฬหลังแอ่นมีสาเหตุจากเชื้อ Neisseria meningitidis ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณทางเดิน หายใจส่วนบนจึงสามารถติดต่อจากคนสู่คน โดยการสัมผัสกับสารคัดหลั่งในระบบทางเดินหายใจหรือ สูดละอองฝอยในระยะ 1 เมตร หากติดเชื้อมักก่อให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบและเสียชีวิตได้ใน 24-48 ชั่วโมง ซีโรกรุ๊ปของเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคในคนคือ A, B, C, W, X และ Y ส�ำหรับประเทศไทยพบ อุบัติการณ์การติดเชื้อน้อยและส่วนใหญ่ติดเชื้อซีโรกรุ๊ป B9, 15, 17 เนื่องจากการติดเชื้อน�ำไปสู่การเสียชีวิตได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว จึงมีค�ำแนะน�ำให้ฉีด วัคซีนเพื่อป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นมี 2 ชนิด คือ ชนิดที่ครอบคลุมเชื้อ 4 ซีโรกรุ๊ป ได้แก่ A, C, W-135 และ Y (MenACWY) และชนิดที่ครอบคลุมเฉพาะซีโรกรุ๊ป B (MenB) ปัจจุบันประเทศไทยมีเฉพาะวัคซีนชนิดคอนจูเกตชนิด 4 ซีโรกรุ๊ป18 การฉีดวัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นยังไม่แนะน�ำในคนทั่วไปเนื่องจากมีการระบาดต�่ำ แต่แนะน�ำใน ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และอาจพิจารณาฉีดทั้ง MenACWY และ MenB ในบางกรณี (ตารางที่ 4)
คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร 39 ตารางที่ 4 ค�ำแนะน�ำการฉีดวัคซีนไข้กาฬหลังแอ่น1, 2 กลุ่มเสี่ยง MenACWY MenB** ผู้ที่ไม่มีม้ามหรือม้ามทํางานผิดปกติ, sickle cell disease, ภาวะขาดคอมพลีเมนต์ เช่น C3 หรือ C5-C9, ภาวะขาด properdin, factor H หรือ factor D, ผู้ที่ได้รับยา eculizumab, ravulizumab ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 2 เข็ม ห่าง กันอย่างน้อย 2 เดือน* อาจพิจารณา ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 2 เข็ม ห่าง กันอย่างน้อย 2 เดือน* ไม่มีค�ำแนะน�ำ ทํางานในห้องปฏิบัติการที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อไข้กาฬหลังแอ่น ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 เข็ม* อาจพิจารณา ผู้ที่อยู่อาศัยหรือจะเดินทางไปพื้นที่ที่เป็นถิ่นของโรคหรือมีการ ระบาด ของโรคด้วยซีโรกรุ๊ปที่วัคซีนป้องกันได้ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 เข็ม* อาจพิจารณา ผู้ที่จะเดินทางไปพิธีฮัจญ์หรืออุมเราะห์ที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย ที่มีข้อ บังคับให้ฉีดวัคซีนก่อนเข้าประเทศ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 เข็ม* ไม่มีค�ำแนะน�ำ นักศึกษาที่จะไปศึกษาในประเทศในแถบยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะที่ต้องอยู่หอพัก ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 2 เข็ม เมื่อ อายุ 11-12 ปี และ 16 ปี แต่หากอายุมากกว่า 16 ปี และไม่เคยได้รับวัคซีนให้ฉีด เข้ากล้ามเนื้อ 1 เข็ม อาจพิจารณาถ้า เป็นข้อก�ำหนด ของสถานศึกษา *ฉีดซ�้ำทุก 5 ปีหากยังมีความเสี่ยง **2 หรือ 3 เข็มขึ้นกับวัคซีน รูปแบบวัคซีนและข้อห้าม ข้อควรระวังของวัคซีนในผู้ใหญ่ นอกเหนือจากการทราบข้อบ่งใช้ของวัคซีนแล้ว การคัดกรองผู้ป่วยที่มีข้อห้ามใช้และ การติดตามผู้ป่วยตามข้อระวังของวัคซีนแต่ละชนิด รวมไปถึงการบริหารและเก็บรักษาวัคซีนอย่าง เหมาะสมยังเป็นบทบาทที่ส�ำคัญในการประกันคุณภาพและความปลอดภัยของผู้รับบริการฉีดวัคซีน ของเภสัชกร โดยข้อมูลดังกล่าวสรุปไว้ดังตารางที่ 5 และ 6
40 คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร ตารางที่ 5 ข้อห้ามใช้ ข้อควรระวัง และอาการไม่พึงประสงค์ของวัคซีน1, 4, 13, 15, 19 ชนิดวัคซีน ข้อห้ามใช้และข้อควรระวัง*, **, *** อาการไม่พึงประสงค์**** วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ชนิดเชื้อตาย - ถ้าแพ้ไข่ไม่รุนแรงมีเฉพาะผื่นสามารถรับวัคซีนได้ ถ้าแพ้ ไข่รุนแรง ไม่ได้มีเพียงผื่น (แอ็งจิโอเอดีมา บวม หายใจ ล�ำบาก) ควรได้รับวัคซีนภายใต้การดูแลของบุคลากร ทางการแพทย์ในสถานพยาบาลที่มีความพร้อมจัดการ อาการแพ้รุนแรง - ระวังการได้รับวัคซีนในผู้ที่มีประวัติ Guillain-Barré syndrome ภายใน 6 สัปดาห์หลังฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ครั้งก่อน ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหัว รู้สึกไม่ สบาย และตัวสั่น วัคซีนโรคติดเชื้อ นิวโมค็อกคัส - ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ (ไม่มีข้อมูลความปลอดภัยเพียงพอ) - ห้ามใช้ PCV ในผู้ที่มีประวัติแพ้วัคซีนคอตีบ (diphtheria toxoid) รุนแรง - PPSV23 อาจลดประสิทธิภาพของ ZVL แนะน�ำให้วัคซีน ห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ อ่อนล้า ปวดหัว ปวดกล้าม เนื้อ ปวดข้อ PCV13: ลดความอยากอาหาร วัคซีนโรค บาดทะยัก-คอตีบไอกรน - ห้ามใช้วัคซีนที่มีวัคซีนไอกรนเป็นส่วนประกอบในผู้ที่มี อาการทางระบบประสาท เช่น ชัก โคม่า ภายใน 7 วัน หลังจากได้รับวัคซีนที่มีวัคซีนไอกรนเป็นส่วนประกอบ ครั้งก่อน - เลื่อนการฉีดวัคซีนที่มีวัคซีนไอกรนเป็นส่วนประกอบใน ผู้ที่มีอาการชัก หรือโรคทางระบบประสาทไม่คงที่ - ระวังการใช้วัคซีน Td, Tdap และ TdaP ในผู้มีประวัติ Guillain-Barré syndrome ภายใน 6 สัปดาห์หลังฉีด วัคซีนบาดทะยักครั้งก่อน Tdap: ปวดหัว อ่อนล้า ท้อง เสีย คลื่นไส้ อาเจียน (Adacel® : ปวดตัว กล้ามเนื้อ อ่อนแรง) TdaP/Td/aP: ปวดหัว อ่อน ล้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดข้อ วัคซีนโรคหัดคางทูมหัดเยอรมัน ห้ามใช้วัคซีนในผู้ที่แพ้เจลาติน neomycin หรือส่วน ประกอบของวัคซีนแบบอนาฟิแล็กซิส ผู้ที่ภูมิคุ้มกัน บกพร่องรุนแรงหรือได้รับยากดภูมิ ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ซีดีสี่ น้อยกว่า 200 เซลล์/ลูกบาศก์มิลลิเมตร หรือน้อยกว่าร้อย ละ 15 และหญิงตั้งครรภ์ MMR: ไข้สูง ผื่น ติดเชื้อทาง เดินหายใจส่วนบน MR: ไข้สูง ผื่น ต่อมน�้ำเหลือง บริเวณ cervical และ occipital อาจมีขนาดโตขึ้น วัคซีนโรคอีสุกอีใส - ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้เจลาติน neomycin หรือส่วนประกอบของ วัคซีน ผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรงหรือได้รับยากดภูมิ ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ซีดีสี่น้อยกว่า 200 เซลล์/ลูกบาศก์มิลลิเมตร หรือน้อยกว่าร้อยละ 15 และหญิงตั้งครรภ์ - ยา acyclovir, valacyclovir, famciclovir จะท�ำให้ วัคซีนป้องกันอีสุกอีใสประสิทธิภาพลดลง ควรหลีกเลี่ยง ยาต้านไวรัสภายใน 24 ชม. ก่อนและ 14 วันหลังได้รับ วัคซีน ไข้ ผื่นคล้ายอีสุกอีใส
คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร 41 ชนิดวัคซีน ข้อห้ามใช้และข้อควรระวัง*, **, *** อาการไม่พึงประสงค์**** วัคซีนโรคงูสวัด - ห้ามใช้ ZVL ในผู้ที่แพ้เจลาติน neomycin หรือส่วน ประกอบของวัคซีน ผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรงหรือได้ รับยากดภูมิ ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ซีดีสี่น้อยกว่า 200 เซลล์/ ลูกบาศก์มิลลิเมตร หรือน้อยกว่าร้อยละ 15 และ หญิงตั้งครรภ์ - ยา acyclovir, valacyclovir, famciclovir จะท�ำให้ ZVL ประสิทธิภาพลดลง ควรหลีกเลี่ยงยาต้านไวรัส ภายใน 24 ชั่วโมง ก่อนและ 14 วันหลังได้รับวัคซีน - ประสิทธิภาพของ ZVL อาจจะลดลงหากให้ร่วมกับ PPSV23 จึงควรให้ห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ - เลี่ยงการใช้ RZV ในหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากไม่มีข้อมูล การใช้ ZVL: ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนล้า รู้สึกไม่สบาย ปวดหัว ท้องเสีย อาเจียน ไข้ RZV: ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนล้า ปวดหัว ตัวสั่น ไข้ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง วัคซีนโรคไวรัสตับ อักเสบเอ - ห้ามใช้ Mevac-A® ถ้าโรคติดเชื้อฉับพลันหรือเจ็บป่วย รุนแรง มีไข้สูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส ภาวะภูมิคุ้มกัน บกพร่อง และมีโรคฮีโมฟิเลีย เอ - ระวังการใช้ในผู้ที่มีประวัติแพ้ ยางลาเทกซ์ - ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย - Mevac-A® : ไข้ ง่วง/เพลีย ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ ปวด ข้อ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย พฤติกรรมเปลี่ยน วัคซีนโรคไวรัสตับ อักเสบบี - ห้ามใช้ในผู้ที่มีประวัติแพ้ส่วนประกอบในวัคซีน เช่น ยีสต์ อ่อนล้า เบื่ออาหาร ปวดหัว ง่วงนอน คลื่นไส้ อาเจียน ไข้ วัคซีนโรคไวรัส เอชพีวี - ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ - ห้ามใช้ Gardasil® และ Gardasil 9® ในผู้ที่แพ้ยีสต์ รุนแรง ปวดหัว มีไข้ คลื่นไส้ เวียน ศีรษะ อ่อนเพลีย อาการแพ้ วัคซีนไข้กาฬหลัง แอ่น หลีกเลี่ยงการให้ Menactra® พร้อมกับ PCV ควรให้ห่าง กันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ เบื่ออาหาร ท้องเสีย ปวดหัว เหนื่อยล้า ปวดข้อ *ห้ามใช้วัคซีนในผู้ที่แพ้ส่วนประกอบของวัคซีนแบบรุนแรง **วัคซีนเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ห้ามใช้ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรงและหญิงตั้งครรภ์ ***ถ้ามีไข้สูงหรือเจ็บป่วยหนักให้เลื่อนการฉีดวัคซีนไปก่อน ****อาการไม่พึงประสงค์บริเวณที่ฉีด ได้แก่ ปวด แดง คัน บวม มีรอยนูนบริเวณที่ฉีด ตัวย่อ: PCV; pneumococcal conjugate vaccine, PPSV23; pneumococcal polysaccharide vaccine, Td; tetanus-diphtheria, TdaP/Tdap; tetanus-diphtheria-acellular pertussis, aP; acellular pertussis, MMR; measles-mumps-rubella, MR; measles-rubella, ZVL; zoster vaccine live, RZV; recombinant zoster vaccine ตารางที่ 5 ข้อห้ามใช้ ข้อควรระวัง และอาการไม่พึงประสงค์ของวัคซีน1, 4, 13, 15, 19 (ต่อ)
42 คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร ตารางที่ 6 รูปแบบผลิตภัณฑ์ การบริหาร และการเก็บรักษาวัคซีนที่มีแนะน�ำการใช้ในประเทศไทย1, 4, 13 วัคซีน# ชื่อการค้า รูปแบบ วิธีบริหาร เก็บรักษา IIV3 Influvac® , GC Flu® prefilled syringe 15 ไมโครกรัม /0.5 มิลลิลิตร ฉีดเข้า กล้ามเนื้อ 2-8 องศา เซลเซียส IIV4 GC FLU Quadrivalent® , Influvac tetra® , FluQuadri® , SKYCellflu Quadrivalent® , VaxigripTetra® , Fluarix Tetra® prefilled syringe 15 ไมโครกรัม /0.5 มิลลิลิตร ฉีดเข้า กล้ามเนื้อ 2-8 องศา เซลเซียส IIV4 ขนาดสูง* Efluelda® prefilled syringe 60 ไมโครกรัม /0.7 มิลลิลิตร ฉีดเข้า กล้ามเนื้อ 2-8 องศา เซลเซียส PCV13 Prevnar-13® prefilled syringe 0.5 มิลลิลิตร ฉีดเข้า กล้ามเนื้อ 2-8 องศา เซลเซียส PCV15** Vaxneuvance® prefilled syringe 0.5 มิลลิลิตร ฉีดเข้า กล้ามเนื้อ 2-8 องศา เซลเซียส PCV20** Prevnar-20® prefilled syringe 0.5 มิลลิลิตร ฉีดเข้า กล้ามเนื้อ 2-8 องศา เซลเซียส PPSV23 Pneumovax-23® Single-dose vial 25 ไมโครกรัม /0.5 มิลลิลิตร ฉีดเข้า กล้ามเนื้อ 2-8 องศา เซลเซียส Tdap Adacel® Single-dose vial 0.5 มิลลิลิตร ฉีดเข้า กล้ามเนื้อ 2-8 องศา เซลเซียส Boostrix® Prefilled syringe 0.5 มิลลิลิตร ฉีดเข้า กล้ามเนื้อ 2-8 องศา เซลเซียส TdaP Boostagen® Prefilled syringe 0.5 มิลลิลิตร ฉีดเข้า กล้ามเนื้อ 2-8 องศา เซลเซียส Td BE Td, Td Vax, Adsorbed Td ® Single-dose ampule 0.5 มิลลิลิตร Single-dose vial 0.5 มิลลิลิตร multidose vial 0.5 มิลลิลิตร/ครั้ง ฉีดเข้า กล้ามเนื้อ 2-8 องศา เซลเซียส aP Pertagen® Prefilled syringe 0.5 มล. ฉีดเข้า กล้ามเนื้อ 2-8 องศา เซลเซียส MMR M-M-R II® Single-dose vial 0.5 มล. ฉีดเข้าใต้ ผิวหนัง 2-8 องศา เซลเซียส PRIORIX® Single-dose vial 0.5 มล. ฉีดเข้าใต้ ผิวหนัง 2-8 องศา เซลเซียส MR MEASLES AND RUBELLA VIRUS VACCINE LIVE® Single-dose vial 0.5 มล. multidose vial 0.5 มล./ครั้ง ฉีดเข้าใต้ ผิวหนัง 2-8 องศา เซลเซียส
คู่มือความรู้เรื่องวัคซีนส�ำหรับเภสัชกร 43 วัคซีน# ชื่อการค้า รูปแบบ วิธีบริหาร เก็บรักษา Varicella Varivax® Single-dose vial 0.5 มล. ฉีดเข้าใต้ ผิวหนัง 2-8 องศา เซลเซียส ZVL SKYZoster® Single-dose vial 0.5 มล. ฉีดเข้าใต้ ผิวหนัง 2-8 องศา เซลเซียส RZV Shingrix® Single-dose vial 50 มคก. / 0.5 มล. ฉีดเข้า กล้ามเนื้อ 2-8 องศา เซลเซียส Hepatitis A, inactivated Havrix® Prefilled syringe 1,440 ยูนิต ELISA/ 1 มล. ฉีดเข้า กล้ามเนื้อ 2-8 องศา เซลเซียส Vaqta® Single-dose vial 50 ยูนิต/ 1 มล. ฉีดเข้า กล้ามเนื้อ 2-8 องศา เซลเซียส Avaxim® Prefilled syringe 160 ยูนิต/ 0.5 มล. ฉีดเข้า กล้ามเนื้อ 2-8 องศา เซลเซียส Hepatitis A, live Mevac-A® Single-dose vial 0.5 มล. ฉีดเข้าใต้ ผิวหนัง 2-8 องศา เซลเซียส Hepatitis B Engerix-B® , Euvax-B® , Bevac® , Heberbiovac-HB® , Hepatitis B Vaccine® (rDNA) Single-dose vial 10 มคก. / 0.5 มล. และ 20 มคก. / 1 มล. ฉีดเข้า กล้ามเนื้อ 2-8 องศา เซลเซียส Hepatitis A-Hepatitis B Twinrix® Prefilled syringe 720 ยูนิต ELISA ของไวรัสตับอักเสบเอ และ 20 มคก. ของไวรัสตับอักเสบบี / 1 มล. ฉีดเข้า กล้ามเนื้อ 2-8 องศา เซลเซียส HPV Cervarix® , Gardasil® , Gardasil 9® Prefilled syringe 0.5 มล. ฉีดเข้า กล้ามเนื้อ 2-8 องศา เซลเซียส MenACWY Menectra® Single-dose vial 0.5 มล. ฉีดเข้า กล้ามเนื้อ 2-8 องศา เซลเซียส *อนุมัติการใช้ในผู้ที่อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป # IIV; inactivated influenza vaccine, PCV; pneumococcal conjugate vaccine, PPSV23; pneumococcal polysaccharide vaccine, Td; tetanus-diphtheria, TdaP/Tdap; tetanus-diphtheria-acellular pertussis, aP; acellular pertussis, MMR; measles-mumps-rubella, MR; measles-rubella. ZVL; zoster vaccine live, RZV; recombinant zoster vaccine ZVL; zoster vaccine live, HPV; human papillomaviruses, MenACWY; quadrivalent meningococcal conjugate ตารางที่ 6 รูปแบบผลิตภัณฑ์ การบริหาร และการเก็บรักษาวัคซีนที่มีแนะน�ำการใช้ในประเทศไทย1, 4, 13 (ต่อ)