The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aumhero, 2020-10-28 04:12:47

ไม้สนสามใบ

135








ทํางานก็ใช้ถนนปาไม้ชวยในการขนสง ใช้เปนเส้นทางตรวจสอบ การปฏบัติงานและควบคม
งาน


1.3.2.1.2 ใช้เปนแนวปองกันไฟ และแนวเขตแปลง

ปลกปา ในการปลกสนสามใบนอกจากจะต้องทําแนวป้องกันไฟโดยรอบแปลงปลก เพอเปนการ






ปองกันไฟแล้ว ถนนปาไม้ยังช่วยเปนแนวป้องกันไฟภายในแปลงปลูกอกด้วย การสร้างถนนปา




ไม้ปกตจะสร้าง เพอการแบงพื นทออกเปนแปลง ๆ ตามความเหมาะสม ของสภาพภมิประเทศ

















ทั งน เพื อเปนทางสกัดกั นไฟ ซงอาจเกดข นก็จะทําความเสยหาย บางสวนไมใชทั งหมดชนดของ





ถนนปาไม้ ก็มีถนนสายหลักใช้งานได้ตลอดป มีการบํารงรักษาดตลอดฤดกาล ถนนตรวจการ

แยกออกจากถนนสายหลัก ใช้เพียงรถแทรกเตอรเปดหน้าดน และยกรอง ถนนชั วคราวเปนถนน






ที สร้างขึ นชั วคราว เพื อใช้ในการลําเลียงขนสงกล้าไม้เข้าไปปลกในพื นที
1.3.2.2 การกําจัดวัชชพืช ในพื นที ที จะดําเนนการปลกสน





สามใบ จะได้รับการคัดเลอกพื นที แล้วว่าเปน พ นที ผ่านการบุกรกทําลายมาแล้ว มักจะไม่มีต้นไม้


ขนาดใหญหลงเหลออยู่ แต่หากปล่อยทิ งไว้เปนเวลานานหลายป อาจจะมีลูกไม้ขนาด





เล็ก ที ไม่ทราบชนดขึ นบ้างมีหญ้าชนดต่าง ๆ ขึ นบ้าง จงควรจะกําจัดออกให้หมด เพื อความ


สะดวกในการปฏบัติงาน





การกําจัดวัชชพืชนั น จะใช้มีดถางปาเปนเครองมือ เปนวธการที นยมปฏบัติกันในการ




กําจัดวัชชพืช ใช้ได้ในทุกสภาพพ นที ไม่ว่าพื นที ลาดชันหรอพื นทราบ โดยเฉพาะพื นที ที เปนภูเขา



สงชันมีปรมาณหนโผล่มาก การใช้มีดถางปาฟนไม้ออน หญ้าคา หญ้าพง ไผต่าง ๆ ทขึ นอยู่มี













ประสทธภาพดกว่าการใช้เครองจักรกล ปกตจะกระทําการกําจัด วัชชพืชระหว่างเดอนมกราคม -

มีนาคม



1.3.2.3 การเผา เก็บรบสมเผา หลังจากทําการกําจัดวัชชพชที


ขึ น อยู่ในพื นที แล้วการปล่อยให้วัชชพชที ถูกแผ้วถางแห้งสนนก่อน ที จะทําการเผา การเผาต้อง
ทําการ ควบคุมโดยสมกองเศษวัชชพืชเปนกอง ๆ ทั วพื นที ที จะทําการปลกสนสามใบ ทําการเผา







หลังจากเผาแล้วต้องทําการเกบรบ สวนของวัชชพืชและเศษไม้ต่าง ๆ ที ยังเหลออยู่รวมกองอีก
และทําการเผาอก ปกติจะดําเนนการเผากันใน เดือนมีนาคม - เมษายน



136







2. การปลูกสรางสวนปาเชิงเศรษฐกิจ







การปลกสนสามใบแบบเชงเศรษฐกิจน เปนการปลกปาแบบดแลรกษา แบบใกล้

ชดเปนพิเศษ และขั นตอนในการปฏบัติต้องกระทําด้วยความละเอยด โดยหวังให้ไม้สนสามใบ








ที จะปลกนั นมการเจรญเติบโตด อัตราการรอดตายสง และให้ผลผลิตตอบแทน ในรปผลกําไร









มากเปนพิเศษ ซงก็เปนไปตามวัตถประสงค์ของการปลูกปาแบบน คือ ได้ผลกําไรสงสดเมอถง









รอบตัดฟนที ต้องการ ซึงแนนอนต้นไม้ไม่ว่าชนดไหนที มีการปลกขึ นมาแล้ว การดแลรกษา




ปฏิบัติต่อต้นไม้ดเปนอย่างด ต้นไม้นั นก็ให้ผลตอบแทนที ดีมากกว่า การปลูกต้นไม้แบบธรรมดา



สําหรับสนสามใบก็เชนกัน การปลูกปาที ต้องการดแลสงนั น เปนการปลกสร้างสวนปาเชง






เศรษฐกิจ ซงมีแบ่งออกได้ดังน ี





2.1 การปลกสนสามใบเชงพาณชย์







ได้มีการศกษาถงแนวโน้มที จะมี การปลกปาสนสามใบเพื อเปน วัตถดบ


ในการทําเยื อกระดาษ และจากการศกษาเบ องต้นพบว่า ปรมาณสนสามใบในปาธรรมชาติ และ







จากสวนปาของรัฐที มีอยู่ในปจจบัน ยังมีปรมาณไม่เพียงพอต่อการดําเนนธรกิจด้านน ี จะต้อง








ดําเนนการปลกปาสนสามใบขึ นอกมากมายจํานวนมหาศาล เพราะการดําเนนธรกิจด้านน จะต้อง




มีการลงทนเปนก้อนใหญมาก และต้องการวัตถดิบปอนโรงงานใน ปรมาณที มากเชนกัน ซงก็คือ









สนสามใบจึงจะค้มกับการลงทุน ดังนั นการลงทุนด้านน คงต้อง รออีกสักระยะหนงก่อน


ปจจุบันได้มีการตัดสางขยายระยะ ไม้สนสามใบออกจากแปลงปลกของรัฐบาล ในท้อง




ที จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีการซ อขายกันเพื อทําเฟอรนเจอร ของเลนเด็ก ทําตะเกียบใช้แล้วทิ ง





เปนต้น จะเห็นได้ว่าธรกิจแบบน เปนธรกจขนาดเล็ก ลงทุนไม่มากนัก และทสําคัญคือไม่ต้องการ






สนสามใบที มขนาดใหญโตอะไรนัก อาจจะเปนไปได้ที ต้องการ สนสามใบที ปลกอย่างแบบเชง



เศรษฐกิจ แค่ 10 ป เปนวัตถุดิบ ปอนโรงงาน




ขั นตอนในการปลกสนสามใบเชงเศรษฐกิจ มีดังน ี




2.1.1 การคัดเลอกพื นที ปลกสนสามใบเชิงพาณชย์ ขั นตอนการ


ดําเนนการในการคัดเลอกพื นที ก็เหมือนกับ การคัดเลอกพื นที ปลกสนสามใบเชงอนรกษ์ ต้นนํ า







ลําธารทุกประการ เพียงแต่การคัดเลอกพ นที จะต้องเปนที คอนข้างราบ เพื อเครองจักรกลสามารถ



ทํางานได้สะดวก ในกรณที พื นเขาสงมักจะมีความลาดชัน เราก็อาจจะกําหนดให้ ระดับความสง




137






ของพื นที ที ต้องการปลกสงจากระดับนํ าทะเลประมาณ 800 เมตรขึ นไป ใช้ในการปลกสนสามใบ






ได้ เพราะการปลูกเชงพาณชย์นั น ต้องใช้เครองจักรกล จงจะช่วยลดต้นทุนได้มากข น

2.1.2 การเตรยมพื นที สําหรบปลูกสนสามใบเชงพาณชย์ ขั นตอน ต่าง









ๆ ในการปฏบัติงานเหมือนการเตรยมพื นที สําหรับปลก สนสามใบเชงอนรักษ์ปา ต้นนํ าลําธาร

ทุกประการ และเนองจากการปลูกปาเชิงพาณชย์ ได้กําหนดให้คัดเลอกพื นทที ค่อนข้างราบ หรอ





พื นที ที รถแทรกเตอรล้อยางสามารถเข้าทําการไถพรวนได้ ดังนั นขั นตอน หนงที จะต้องดําเนน




การรวมกับแรงคน คือ การกําจัดวัชชพืช ซงนอกจากจะใช้แรงคนแผ้ว ถางวัชชพชแล้ว รถ






แทรกเตอร์ยังจําเปนในการชวยดันตอไม้ที มีขนาดใหญ เพื อกําจัดตอไม้ออกให้หมดจากพื นที



ปลกแบบเชงเศรษฐกิจ เพราะรถแทรกเตอร์สามารถทํางาน ได้สะดวก ในขั นตอนปลูกและบํารง

รักษาต่อไป อีกขั นตอนหนงที จะต้องเพิ มเข้าไปใน การเตรยมพ นที ปลูกเชิงพาณชย์มากกวาปลก














เชงอนรักษ์ คอขั นตอนการไถพรวน ซึงจะดําเนนการได้หลังจากขั นตอนการเก็บรบสมเผา
โดยใช้รถแทรกเตอรล้อยางไถพ นที คร งแรก ด้วยผานสาม เพื อกําจัดรากไม้ ตอไม้ขนาดเลกออก








จากพื นที ให้หมด โดยใช้แรงงานคนเก็บมาสมกองไว้ และเผาอกคร งให้หมด ตอจากการไถพรวน





ครั งแรกด้วยผานสามแล้ว จะไถพรวนครั งที สองอกด้วยผานเจ็ด เปนการตดนให้ละเอยดเหมาะ

แกการปลกพืชต่อไป สาเหตุที จําเปนต้องไถพรวนพ นที ปลกเพราะจากการทดลองพบว่า สนสาม





ใบที ปลกในพ นที ได้รับการไถพรวนมีอัตราการเจรญเติบโตมากกว่า การปลกสนสามใบในพื น



ที ไม่ได้ไถพรวน อย่างมีนัยสําคัญยิ ง และสนสามใบตอบสนองดมากกับการไถพรวน โดยต้อง


กําหนดระยะปลก ให้รถแทรกเตอร์เข้าทํางานได้ (สมยศ กจค้า 2530)




2.2 การปลกสนสามใบในเชงวนเกษตร





ขั นตอนในการคัดเลอกพ นที และการเตรยมพ นที สําหรับปลูกเหมอน



กับการคัดเลอก และเตรยมพื นที ปลกเชงพาณชย์ทุกประการ เพยงแต่ต้องปลกให้มี ระยะกว้าง





มากขึ น เพื อสามารถปลูกพืชเกษตรควบระหว่างแถวปลกสนสามใบได้ สําหรับพืชที นยมปลก


ควบกัน ในแปลงปลกสนสามใบคือ กระหลํา และมะเขือเทศ การจะปลกได้ปรมาณมากน้อยแค่









ไหน คงต้องอยู่กับกําลังความสามารถของเกษตรกรผู้เข้ารวมโครงการ พบวาการปลกพชควบ สง




ผลดต่อกล้าสนสามใบที ปลกด้วย เพราะได้รับการดแลรักษาด และได้รับปยที เกษตรกรหว่านให้



กับพืชเกษตรด้วย นอกจากน พืชเมืองหนาวหลายชนด จําพวกผัก และไม้ดอกต่าง ๆ ก็สามารถ




ปลกควบไป ระหวางแถวปลูกสนสามใบ ได้เปนอย่างดี

138


วิธีการปลูกสนสามใบและระยะปลูกที เหมาะสม





หลังจากได้ทําการเตรยมพื นทสําหรับการปลกสนสามใบเรยบร้อยแล้ว ก็มาถึงเวลาที จะ










ทําการปลก ซงก็ยังมอีกหลายขั นตอน เรยกได้ว่าเปนขั นเตรยมการกอนลงมือ นํากล้าไม้ปลกใน

พื นที จรง โดยมขั นตอนดังน ี


1. ตัดหลักหมายแนวปลูก
หลักที จะใช้หมายแนวปลกนั น ปกตจะใช้ไม้ไผมาทําการผ่าแบ่งออก ให้ได้




ขนาดยาวประมาณ 1 เมตร แล้วตัดหรอเหลาให้ได้ปลายแหลม ปกติจะต้องดําเนนการทําไว้แต่





เน น ๆ ให้เสรจกอนเดอนเมษายน โดยรวมกองไว้เปนมัด ๆ เพื อสะดวกในการแบกหามเข้า

ปักหลักในพื นที



2. การปกหลักหมายแนวปลก
มีวัตถุประสงค์ทจะกําหนดตําแหนง ของต้นไม้ที จะปลูกให้เปนไปตามระยะ



ปลกที กําหนด เพื อความสะดวกต่อการปลกการบํารงรักษา การจัดการตามขั นตอนการเจรญเตบ









โตถงขั นอายุได้ขนาดตัดฟน ระยะปลกทเหมาะสม ตามวัตถประสงค์ของการปลกสนสามใบ




กอนที จะทําการปักหลักหมายแนวปลก เราต้องทราบถงระยะปลกที ต้องการกอนว่าจะใช้ระยะ



ปลกเท่าใด ตามวัตถุประสงค์ที ตั งไว้ ปกติทั วไปในการปลกปาเชงอนรักษ์ ต้นนํ าลําธารนยมปลก







กันที ระยะ 4 x 4 เมตร แตบางหนวยงานอาจจะกําหนดระยะปลกเปน 2 x 2 เมตร เพื อให้พ น














ที ต้องการปลกเปนสเขยวโดยเรว ซงแนนอนที จะต้องส นเปลองค่าใช้จ่าย และอาจจะต้องมีการ



ตัดสางขยายระยะในอนาคต เมื อไม้สนสามใบเจรญ เติบโตเบียดกันแนนเกนไป การปลูกใน




ระยะ 4 x 4 เมตร จะได้ต้นไม้ที ปลูก 100 ต้นตอไร การปลกระยะ 2 x 2 เมตร จะได้ต้นไม้ที ปลก

400 ต้นต่อไร ่

สําหรับการปลกปาเชงพาณชย์ จําเปนต้องใช้รถแทรกเตอร เข้าดําเนนการในระหว่าง










ชองว่างระหวางแถว เชน การไถพรวน เมื อกําจัดวัชชพืชเพื อเรงการเจรญเติบโต นยมใช้ระยะ


ปลก 3 x 3 เมตร ซงเปนระยะที รถแทรกเตอรล้อยางสามารถเข้าปฏบัติงานได้ ในระยะปลูกขนาด









น ในพื นที 1 ไร จะได้กล้าไม้ที ปลก 176 ต้น

139






สําหรับการปลกปาเชงวนเกษตร เปนการปลกสนสามใบควบค่กับพืชเกษตรกรรมซงก็





ต้องใช้รถแทรกเตอรไถพรวนพ นที เช่นกัน แต่ระยะปลูกต้องหางบ้าง เพอสามารถปลกพืชควบ











ได้ ปกตินยมใช้ระยะ 1.5 x 6 เมตร ซงจะได้กล้าไม้ทปลก 176 ต้นตอไร เชนกัน


วิธการปักหลักหมายแนวปลูก สามารถทําได้ดังน ี



2.1 เตรยมเชือกหรอลวดสลงขนาดเล็ก

ความยาวประมาณ 22 เมตร ผูกให้แนนกับไม้เสาขนาดยาว 1.50 เมตร





ที ใช้เปนเสาหลักในการดงเชอกหรอลวดสลิง ซงได้ทําการหมายระยะปลกไว้ให้ชัดเจนด้วยกัน



หากใช้ระยะปลูก 4 x 4 เมตร ก็ให้หมาย 6 จุด โดยจุดแรกหางจากคนถึงเสาประมาณ 1 เมตร

2.2 วางแนวหลัก (Base line)








โดยให้ครอบคลมพื นทให้มากทสด หรออยู่บรเวณกงกลางพื นที ให้





มากที สดเท่าทจะเปนไปได้ โดยวางแนวหลักจํานวน 2 เส้น ตัดกัน ทั งน ดําเนนการปกหลักตาม

ระยะให้ตลอดแนวที วางนั นทั งหมด


2.3 เร มวางกรอบจากจดตัดของแนวหลัก



โดยคนงานจดที ใช้ดึงเชือกเส้นที 1 จากจดที 1 (หลักที 6 จากจดตัด) ซง





จะมีทั งหมด 10 คน (กรณใช้ระยะปลก 4 x 4 เมตร) ประกอบด้วยผู้ดง 2 คน ผู้ปกหลัก 6 คน



และผู้ขนสงหลักอก 2 คน และคนงานชดที ใช้ดงเชือกเส้นที 2 จากจดที 2 ไปตัดกัน ณ จดที 3










(โดยให้จุดที หมายระยะปลูกอยู่ที จดเดยวกัน) เมื อขึงได้ที แล้วจงทําการปกหลักหมายแนวปลกตอ

ไป



2.4 เมื อดําเนนการเสรจในข้อที 2.3 แล้ว
ก็จะได้กรอบแนวปลก จํานวน 1 กรอบ จากนั นก็ดําเนนการสราง




กรอบท 2 ต่อไป โดยเร มจากจุดท 4 และจดที 3 โดยทาบเชอกหรอลวดสลงให้ตัดกัน ณ จุดที 5










จากขั นตอนน ผู้ดงเชอกจากจดที 3 ไปยังจดที 5 (ด้านจุดที 5) จะต้องทําการเล็งโดยใช้สายตา เพื อ

ให้แนวระยะปลกตรงควบค่ไปด้วย จากนั นก็ปฏบัติในทํานองเดียวกันตอไป เรอย ๆ






140




2.5 ในการวางกรอบ




ควรจะเร มจากแนวหลัก (Base line) ทุกครั ง ทเร มโดยอาจจะแยกการ




สร้างกรอบออกเปนหลาย ๆ ชด และคํานวณพื นที หรอระยะทางให้แต่ละกลุ่มทํางานสร้างกรอบ





ไปจนสดพื นที ใน 1 วันทํางาน หากยังมีพ นที เหลออยู่ ก็อาจตามเก็บงานภายหลังซงการวางกรอบ
จะไม่ยุ่งยากนัก ทั งน เพอให้การวางกรอบ เปนไปแนวอย่างถกต้องแนนอน ไม่คลาดเคลื อนมาก






2.6 เมื อวางกรอบเสรจแล้วหรอเมื อวางไปได้ระยะหนง




ุ่




ก็จัดคนงานอก 1 กลมหรอหลาย ๆ กลม ดําเนนการปกหลักซอยตาม
ุ่







ไป ซงการปกหลักในสวนน จะกระทําได้โดยสะดวกรวดเรวมาก เพราะไมจําเปนจะต้องเลงระยะ



ให้ตรงแต่อย่างใด อุปสรรคในการปกหลักหมายแนวปลก นับว่ามีอปสรรคอยู่มากพอสมควร ที





จะทําให้การหมายแนวหลักเปนไปอย่างถูกต้อง ทั งน ีเนองจากลักษณะของภมิประเทศที ไม่


สมําเสมอขึ น ๆ ลง ๆ คนงานทําการเลงแนวไม่รอบคอบ และการคลาดเคลื อนของเชอกหรอ









ลวดสลง โดยเฉพาะเชือกซงมักจะมีการยืดหดตามอณหภมิทเปลยนแปลงไป ทําให้ระยะที หมาย
ไว้เปลยนแปลงไปด้วย ดังนั นผ้ปฏิบัตงานปกหลักหมายแนวปลก ควรต้องใช้ความละเอยดอ่อน








ในการปฏิบัติงานพอสมควร และต้องควบคมอย่างใกล้ชดอยู่ตลอดเวลา


ในการปักหลักหมายแนวปลูกในพื นทขนาดเล็กและมระยะปลกแคบ หรอพื นที ซงได้จัด







แบ่งซอยออกเปนแปลงย่อย ๆ โดยแนวถนนหรอแนวอน ๆ ที ชัดเจนนั น อาจกระทําได้โดยใช้วิธ ี







ใช้ไม้ขึงทั ง 2 ด้านของเชือกหรอลวดสลงเปนตัวทาบระยะ ซง ระยะปลก 2 x 2 เมตร กใช้ไม้ขึงที

สามารถทาบระยะได้ 2 เมตร โดยไม่ต้องวางกรอบเปนต้น กนับว่าสะดวกรวดเรวพอสมควร แต ่



อาจเกิดความคลาดเคลอนได้งาย ถ้าไม่ระมัดระวัง และ ไม่เล็งแนวให้ด ี



3. การขนสงกล้าไม้





กอนที จะดําเนนการขนสงกล้าไม้ ต้องมีการปฏิบัตต่อกล้าไม้กอนย้ายปลกลง



สนาม ซงก็คือวิธการทําให้กล้าไม้แกรงกอนปลกเปนเวลา 1 เดอน ซงได้กลาวมาแล้วในการเพาะ











ชํากล้าไม้ การขนสงกล้าสนสามใบ เปนการลําเลยงกล้าไม้ที ได้ขนาด และการปฏบัติ เพื อให้กล้า








แกรงจากเรอนเพาะชํา เมอนําไปยังพื นที ที จะปลูก ซงการขนสงนั น จําเปนต้องมี การวางแผนให้


สัมพันธ์ เกี ยวกับชวงเวลาในการปลก ซงได้แกระยะเวลาที ฝนตกติดต่อ จนดินเปยกชมความช น




ุ่



141







ในดนจะสง และฝนตกอย่างต่อเนอง โดยทั วไปแล้วจะอยู่ประมาณ กลางเดอนมิถนายน -








กรกฎาคม ของทุกป หลายกรณที พบว่าทําการปลูกต้นไม้เรวเกนไป คอรบปลูกทันทีเมื อฝนตก


ประมาณต้นเดอนพฤษภาคม แต่มักเจอปญหาฝนทิ งชวงอก ในระยะเดอนพฤษภาคม - กลาง



มิถนายน จนต้นไม้ที ปลูกไว้กอนหน้าน ตายไปเปนจํานวนมากระยะเวลาที แนนอนที ดที สด ต้อง








มีการศึกษาข้อมูลนํ าฝนกอน หรออาจสอบถามการตกของนํ าฝนจากชาวบ้านก็ได้ สําหรับไม้สน

แม้ว่าจะเปนไม้ทนแล้งก็ตาม โอกาสรอดตายก็เหลอน้อยหากรบปลกเร็วเกนไป





ในขั นตอนการขนสงกล้าไม้ มีดังน ี

1) ควรรดนํ ากล้าไม้ให้ชมเสยก่อนที จะขนสงไปปลก

ุ่


2) การเคลอนย้าย กระทําด้วยความระมัดระวัง ไม่ให้กล้าไม้กระทบกระเทือน



ควรจะจับที ถงไม่ใช้ห วต้นไม้ ควรจะใช้ภาชนะบรรจุกล้าไม้ ซงมนํ าหนักพอเหมาะ




สําหรับคนงานที จะเคลอนย้ายได้สะดวก ปกติจะใช้กะบะ ซงสามารถบรรจกล้าไม้ ในถุงขนาด



4 x 6 น ว ได้ประมาณ 40 กล้า นํ าหนักรวมประมาณ 20 กิโลกรัม





3) ในการขนสง ถ้าใช้รถยนต์ในการขนสง ควรมีวัสดคลุมกล้าไม้ เพื อปองกัน
อันตรายจากลมพัดขณะรถยนต์แลน เช่น ตาข่ายพรางแสง




4) เมื อไปถึงบรเวณแปลงปลูกแล้ว ควรหาที พักกล้าไม้ไว้ในที รม เช่น ใต้รมไม้


หรอที ใกล้กับแหลงนํ าให้มากที สด และถ้าเปนไปได้ควรจะปลก กล้าไม้ให้เสรจ หมดภายในวัน





เดยว

4. การเตรยมหลุม


คนงานขุดหลมปกติใช้จอบขุด ให้มีความกว้างยาว และลึกประมาณ 25



เซนติเมตร และต้องขุดในตําแหนงเดยวกันตลอด เชน ขดหางจากหลักแนวปลกประมาณ 1 หน้า





จอบก็ต้องขุดในแนวน ไปตลอด และควรกระทําในวันเดยวกับที มีการปลก สําหรับการใสปุยรอง







ก้นหลม มักไม่คอยนยมทํากัน แต่นาจะใสปุยได้ในกรณปลกเชิงพาณชย์ ซงก็คงจะปฏิบัตเชน









เดยวกับการใสปุยรอง ก้นหลมในไม้ผลทั วไป โดยหลมที จะปลกต้องมีขนาดกว้างยาว และลก









อย่างน้อย 50 เซนติเมตร สําหรับการใสยากําจัดปลวก พบว่ายังไม่มีความจําเปนเพราะสนสาม



ใบเปนไม้ทนแล้ง ทนทานตอโรคแมลงอยู่แล้ว และยังไม่พบการทําลายรากไม้สนสามใบที ปลก
สร้างแต่ประการใด

142





5. การปลก

หลังจากขุดหลุมปลกแล้ว ใช้คนงาน 2 กลม กลมแรก จะขนกะบะบรรจุกล้าไม้
ุ่
ุ่


ุ่



เข้าแปลงปลก และนํากล้าสนสามใบวางเรยงตามหลุมที ขุดไว้ คนงานกลมท 2 จะทําการปลก
โดยฉกถงพลาสติก ออกแล้วนําถงครอบ ไว้ที ปลายหลัก หมายแนวปลก เพื อแสดงว่าได้ฉกถุง






แล้ว เมื อวางกล้าสน ให้ตรงแล้วกลบ ดนให้มิดโคนกล้า สน ใช้เท้าเหยียบให้แนน ในขณะเดยวกัน


ควรกวาดเศษไม้ใบหญ้าใกล้ ๆ มาทําการสมโดย กันนํ าฝนชะยังหน้าดินที กลบไว้





สําหรับการปลกกล้าสนสามใบ ไม่นยมปลกผสมกับไม้ชนดอน ๆ แม้ในพื นที ต้นนํ าลํา


ธาร เนองจากการดูแลรักษายากขึ น และไม้สนก็อาจจะโตแขงกับไม้ชนดอื น ทางด้านความสงไม่





ได้ ไม้อนๆ อาจปกคลุมจนชะงักงันการเจรญเติบโต ได้มีการทดลองที จะทําการปลกกล้าสนสาม










ใบ โดยวิธเปลอยรากกไม่ประสบผลสําเรจเทาที ควรเท่าการปลกโดยวธเพาะกล้าในถงพลาสตก

(สมยศ กิจค้า , 2530)

143




การบํารุงรกษาไมสนสามใบและโรคแมลง




การบํารงรักษาสวนปาไม้สนสามใบ เปนขั นตอนที จําเปนมากต่อการปลูกไม้สน ทั งน ี



เพื อให้กล้าไม้สนที ปลูกแล้วมีอัตราการรอดตายสง เและการเจรญเติบโตได้ดี พ้นจากการแกงแย่ง






ของวัชชพืชและสัตว์ธรรมชาติอื น ๆ ตลอดจนเปนการปรับปรงสภาพ การปลกสวนไม้สนสาม
ใบให้มีคุณภาพมากขึ นด้วย

ขั นตอนการบํารุงรักษา



ขั นตอนในการบํารงรักษาสวนปาที ปลกไปแล้ว มดังน ี


1. การกําจัดวัชชพืช



วัชชพืชเปนหญ้าเถาวัลย์หรอกล้าไม้ที งอกขึ นมาใน พื นที แปลงปลก และ

สามารถจะครอบคลมกล้าสนสามใบทเราปลกไปแล้ว ซงวัชชพืชจะเปน ตัวแกงแย่งธาตุอาหาร












ในดน ความช น แสงแดด ตลอดจนการเล อยพันกล้าสนสามใบที ปลก จนทําให้เสยรปทรงได้

ชวงเวลาที จะกําจัดวัชชพืชพิจารณาจาก อัตราการเจรญเติบโตของวัชชพช หลังจากที ปลูกสน






สามใบแล้ว ถ้าวัชชพืชเจรญเติบโตปกคลมกล้าไม้ ต้องรบแผ้วถางออกกอนที จะเกดความเสยหาย






กับไม้สนสามใบทปลก ปกติการกําจัดวัชชพืชจะกระทํากัน 2 คร งคือ กําจัดวัชชพืชหลังจากปลก



ไม้สนแล้ว โดยสังเกตจากวัชชพืชที ขึ นปกคลม กระทําครั งหนง อีกครั งกระทําการกําจัดวัชชพช



กัน ตอนเร มเข้าฤดแล้งจะต้องถางให้เสรจก่อนฤดแล้ง เพื อวัตถประสงค์ในการปองกันไฟปาใน






สวนสนด้วย


การกําจัดวัชชพืชในสวนปลูกสนสามใบ อาจทําได้ 2 วิธ โดยการไถพรวน พ นที และ
การใช้แรงคนแผ้วถาง

การไถพรวนพื นที ใช้รถแทรกเตอรล้อยางติดผานเจ็ดไถระหวางชองปลก เพื อเปนการ












ไถพรวนเอาวัชชพชกลับลงใต้ดน ให้เนาเปอยสลายตัวเปนอนทรย์วัตถ ชวยให้รากสนสามใบแผ่




ขยายได้มากขึ นด้วย และยังเปนการชวยลดเช อเพลง ปองกันมิให้เกิดไฟปาได้ด้วย การไถพรวน








สวนใหญกระทํากันในชวงต้นฤดูหนาว คือหลังจากหมดฤดฝนใหม่ ๆ คือราว ๆ เดอน



พฤศจกายน - ธันวาคม ของทุกป นอกจากน การไถพรวนด้วยรถแทรกเตอร์ล้อยาง จะกระทําได้





ในพื นที ค่อนข้างราบ ในการปลกปาเชงพาณชย์ ซงช่วยประหยัดค่าใช้จาย ป้องกันสวนจากไฟ



144









ไหม้ด้วย เพราะตัวเช อเพลงในฤดแล้งที ดคือวัชชพืชนั นเอง และยังช่วยให้ไม้สนสามใบเจรญเติบ

โตเรวขึ นอีกด้วย

การใช้แรงงานคนแผ้วถางวัชชพืช เปนวิธการทใช้ปฏบัติกันอยู่ทั วไปใน การปลกสร้าง








สวนปา เพราะใช้เครองมอและวิธการธรรมดาคือ มีดถางปา แผ้วถางวัชชพชออกให้ตําใกล้ผิวดน











มากที สด แต่เปนวธการที คอนข้างเปลืองแรงงานและเวลามาก สําหรับสวนปาขนาดใหญบาง



แหงพบว่าการใช้แรงงานคนกําจัดวัชชพืชมีปญหามาก เพราะหลังจากเร มต้นถางไปแล้ว เมื อส น




สดแปลงสดท้าย จะเปนระยะที วัชชพืชในแปลงแรกกลับขึ นมาหนาแนนอกแล้วเปนต้น การใช้






เครองทุ่นแรงขนาดเล็กอน ๆ จงเปนเรองสําคัญยิ ง เชน การใช้เครองตัดหญ้าชนดสะพายได้ จะ








ช่วยให้การปฏบัติงานเรวขึ น และส นเปลองแรงงานน้อยลงด้วย


การกําจัดวัชชพืชหรอการแผ้วถางวัชชพืชในสวนปา อาจทําได้หลาย ๆ แบบ คือ



1.1 แผ้วถางวัชชพชทั งหมด ตลอดทั งพื นที (Clear weeding)
1.2 แผ้วถางวัชชพช เจาะชองตามแนวปลูก (Line weeding)



1.3 แผ้วถางวัชชพช เฉพาะรอบ ๆ โคนต้นไม้ที ปลก (Spot weeding)


1.1 แผ้วถางวัชชพชทั งหมดตลอดทั งพื นที





เปนวธกําจัดวัชพืชที ลงทุนมาก แต่สะดวกในการควบคมและตรวจ



สอบการปฏบัติงาน โดยใช้แรงงานคนเดนหน้าแถวกระดานหางกันพอสมควร ปองกันไมให้เกด





อันตรายจากมดที ใช้ในการปฏิบัติงานได้ ทําการถางวัชชพืชในสวนปาออกทั งหมด เหลอไว้แต่




สนสามใบที ปลูก วิธน จึงต้องใช้แรงงานส นเปลองมาก แล้วยังมีผลเสยตามมาอีกหลายอย่าง เชน







1.1.1 เกดเช อเพลิงหลังการกําจัดวัชชพืชมากขึ น หากเปนการ ปฏบัต ิ





งาน ช่วงปลายฤดฝนหรอต้นฤดหนาว จะมีโอกาสเสยงตอไฟปามากข น



1.1.2 เกดพ นที โลง ชักจงให้สัตว์เล ียงเข้ามา และเล็มหาอาหาร




และเหยียบยํากล้าสนสามใบที ปลูกให้ตายมากขึ น



1.1.3 ในกรณทปลกสนแตหลักทปกหมายแนวไว้ล้มหาย จะสังเกต




ตําแหนงต้นไม้ที ปลูกได้ยาก โอกาสทจะตัดฟนเอาต้นไม้ที ปลูกในขณะกําจัดวัชชพืช จะมีมาก


ตามไปด้วย

145





1.2 แผ้วถางวัชชพืชเจาะชองตามแนวปลูก

เปนการกําจัดวัชชพืชทลดค่าใช้จ่ายลง โดยมิได้ถางวัชชพืชทั งหมดใน





พื นที สวนปาออก แต่จะถางเฉพาะแถวต้นสนสามใบที ปลกไว้เท่านั น ให้กว้างพอที เรอนยอดของ


สนสามใบ ที ปลกเจรญเติบโตพ้นวัชชพืชได้ โดยทั วไปแล้วจะต้องกว้างอย่างน้อย 2 เมตร คือ





หางจากโคนต้นด้าน ละไมน้อยกว่า 1 เมตร ตลอดแนวต้นไม้ที ปลก วิธน แม้ว่าจะสามารถลดค่า




ใช้จ่าย และทําให้การปฏบัติงานรวดเรวข นแล้วก็ตามยังคงมีปญหาต่าง ๆ เกิดข นบ้างเล็กน้อย คือ

1.2.1 การถางแนวเจาะชองตามแนวปลูก จะเปนทางเดนสําหรับ สัตว์




เล ยงที มีอยู่ในบรเวณนั นด้วย โดยปกตวิสัยแล้วสัตว์เล ยงจะเดนหากน เฉพาะในที โลงแจ้งจะไม่









เดินเข้าพื นที รกมาก ๆ เด็ดขาด ดังนั นการถางวัชชพืชเปนแนวตามแนวปลก จงทําให้สัตว์เล ยงเข้า

เหยียบยําต้นไม้ที ปลูกได้มากยิ งขึ น




1.2.2 หากเปนการถางวัชชพืช ตามแนวปลกทอยู่ในแนวขึ นลงของ





ภเขา หรอตามสภาพความลาดชัน จะเปนการเปดพื นที ให้รับนํ าฝน เฉพาะแนวที ถาง วัชชพช

ออก นํ าจะรวมตัวไหลลงลาดเขา ตามแนวที โลงแจ้งเช่นน มาก เกิดปญหาการพังทลายของดนได้





ง่าย โดยเฉพาะในบรเวณที ดนเปนดนรวนปนทราย หรอเปนทรายจัด โอกาสเกดการพังทลาย











ของดนจะสงมาก ทําให้แหลงนํ าตอนล่างต้องเสยไปด้วย ดังนั น จงไม่ควรวาง แนวถางวัชชพืช

ตามแนวความลาดชันเปนอันขาด
1.2.3 การถางวัชชพชเฉพาะแนวต้นไม้ แล้วมิได้ขนย้ายซาก วัชช







พืชออกไป ปลอยให้ทับถมอยู่แนวเดม จะเปนแหลงเพาะโรคพืช เชน แมลง และเหดราต่าง ๆ ให้
ทําลายกล้าไม้ได้มากขึ นด้วย
การถางวัชชพชเปนแถว เปนแนว จะใช้ได้ผลดต่อเมื อสวนปานั น ๆ มระยะ ปลูก 4 x 4






เมตร ขึ นไปเพราะถ้ามีระยะปลูกถ ๆ เช่น 2 x 2 เมตร หรอ 3 x 3 เมตร การถางวัชชพืชเปนแนว




ก็อาจไม่แตกต่างกับการถางวัชชพชทั งหมดในแปลงแต่ประการใด เพราะความกว้างของแนวที
จะถางจะเท่า ๆ กับระยะปลกอยู่แล้วนั นเอง


1.3 แผ้วถางวัชชพืชเฉพาะรอบ ๆ โคนต้นไม้ที ปลก (Spot weeding)






เปนวธกําจัดวัชชพชที ประหยัดที สด และได้ผลคอนข้างด โดยการใช้


จอบถากวัชชพืชรอบ ๆ โคนต้นสนสามใบ ที ปลกและทําให้เกดแอ่งเล็ก ๆ ตื น ๆ กว้างอย่างน้อย



146


เท่ากับเรอนยอดสนสามใบที ปลกแองดังกล่าว จะรองรับนํ าฝนไว้ให้ไหลซมลงดน อํานวย











ความช น ให้ดนรอบ ๆ โคนต้นได้มากขึ น ซงจะสงผลต่อการเจรญเติบโตของต้นสนให้ดีขึ นด้วย
อย่างไรกตาม ในการกําจัดวัชชพืชรอบ ๆ โคนต้นสนสามใบจะต้อง ให้กว้างพอที กล้าสนจะ





เจรญเตบโต พ้นการปกคลมของวัชชพืชได้อย่างเพียงพอ มิฉะนั นแล้วไม่นานหลังการถางวัชชพช



วัชชพืชจากรอบ ๆ หลมเฉพาะต้นนั นจะเจรญเติบโต มาปกคลุมต้นสนได้อก หากกําจัดวัชชพืชไม ่
กว้างพอ

2. การปลกซอม



การปลกซอมจะกระทําเมื อกล้าสนสามใบ ที นําไปปลกเกดมอัตราการรอดตายตํา









กว่าร้อยละ 80 หลังจากการแผ้วถางวัชชพชหลังปลกแล้ว ต้องรบดําเนนการปลูกซอมต้นที ตาย







ให้เรวที สดเท่าทจะทําได้ ทั งน เพื อจะได้ทําให้กล้าสน ที นําไปปลูกซอมใหม่สามารถเจรญเติบโต

ทันต้นสนสามใบทปลูกครั งแรก

กล้าสนสามใบที ปลูกไปแล้วเกิดตาย ก็มหลายสาเหตุเช่น

กล้าสนสามใบที นําไปปลก มีขนาดเล็ก ไมสมบูรณ์พอ


คนงานปฏบัติงานไมดีเท่าที ควร ปลูกตื น ไม่กลบดินในหลม




วัชชพืชปกคลมกล้าสนทปลูกมาก กําจัดไม่ทันเกดภาวะฝนท งช่วงนานจน



ความช นในดนไม่เอื ออํานวยต่อการคงอยู่รอดของกล้าสน


3. การใสปุย







นยมใสปุยกันในกรณปลกแบบเชงเศรษฐกจ เพราะปุยจะชวยเรงอัตราการเจรญ









ของกล้าสนสามใบให้รวดเรว ในระยะแรกปลกและหลังปลกแล้วในพื นที จนมีความสงพ้นจาก


การปกคลมของวัชชพืช อีกทั งยังชวยเพิ มผลผลตของสนสามใบด้วย การใสปุยจะกระทําหลัง




จากปลกกล้าสนสามใบได้ประมาณ 1 เดือน หรอเมื อเห็นว่ากล้าสนที ปลูกตั งตัวได้ด และเร มมี





การเจรญเติบโต ปยที ใช้นยมใช้ปุยสตร 16:16:16 โดยใสปุยให้กล้าสนสามใบประมาณ 50 กรม









ต่อต้น ไม้สนสามใบจะเจรญเติบโตดีกว่าไม่ใสปุย



147


4. การป้องกันไฟ




ไฟปานับว่าเปนปัจจัยที สาคัญที สด ในการทําให้การปลูกสร้างสวนปาทปลูกขึ น











มา ซงใช้เวลาอย่างน้อย 1 ป หรอหลายป ถูกทําลายเสยหายหมดภายในเวลาไม่กชั วโมง พอจะ




กลาวได้ว่าความสําเรจในการปลูกสร้างสวนปา คอความสามารถในการที จะป้องกัน ไฟปาไม่ให้








เกดขึ นภายในพื นที ปลูกสวนปาได้ เปนที ทราบกันวาไฟปาเกิดจากฝมือของมนษย์เท่านั น ในพ น







ที ปาเกอบทุกแหงจะเกดไฟปาไหม้ทกป จงต้องกําหนดมาตราการในการปองกันไฟอย่างรดกุม




และเหมาะสม


ไฟปาเปนภัยอย่างมหันต์ โดยเฉพาะอย่างย งสนสามใบ ซงมีนํ ามันสนเปนเช อเพลงอย่าง









ดอยู่แล้ว ไม้สนอายุน้อย ๆ ที โดนไฟไหม้แทบจะหาเปอร์เซนต์รอดตายได้ยาก ปกติแล้วสวนปา

สนสามใบอายุตํากว่า 3 ปลงมา จะมโอกาสล้มเหลว เนองจากไฟไหม้ได้เกอบร้อยละ 100 แต่ถ้า






อายุเกนกว่า 3 ปขึ นไปแล้ว โอกาสรอดตายจะมากน้อยแค่ไหน ขึ นอยู่กับสภาพพื นท และอัตรา




การเจรญเติบโต ตลอดจนความหนาแนนของเช อเพลงด้วย โดยทั วไปแล้วหากสนสามใบโตพอที


ตายอดไมถูกไฟไหม้หรอไฟลวก หมายความว่าหลังจากโดนไฟไหม้แล้ว ตายอดยังเขียวอยู่แสดง



ว่าโอกาสรอดตายยังคงมี แต่อาจเกิดชะงักงันไปบ้างระยะหนง

แม้ว่าไฟปาจะไม่ทําให้ต้นสนสามใบตายไปโดยส นเชงก็ตาม เช่น สวนสนสามใบอายุ


มาก ๆ จะรอดตายจากไฟไหม้ได้มาก แต่ไฟปาก็อาจทําให้ชะงักงัน หยุดการเจรญเติบโตไปได้



ระยะหนง แล้วยังทําให้เช อโรคอื น ๆ ทั ง รา แมลง เข้าทําลายต้นสนที เกดบาดแผล เนองจากไฟ









ไหม้ได้ง่ายและมากขึ น ยิ งกวานั นไฟปายังเผาไหม้ทําลายอินทรย์วัตถ ในดนลดความอุดม



สมบูรณ์ของดน แล้วยังทําให้ดินแข็ง นํ าฝนไหลซมลงดินได้ยากขึ น จนเกดปญหาอื น ๆ ตามมา


ได้มาก ดังนั นจึงมีความจําเปนยิ ง ที จะต้องทําการควบคมและปองกันไฟปามให้ไหม้ลุกลามเข้า





ไปในสวนปาไม้สนสามใบได้
การป้องกันไฟปา อาจทําได้หลายวิธ แต่ที ได้ผลนาพอใจ มดังตอไปน ี







4.1 การจัดทําแนวกันไฟ รอบ ๆ พื นที สวนปา
4.2 การจัดเวรยามป้องกันไฟ
4.3 การไถพรวนพื นที

4.4 การชงเผาซากพืชในสวนปา


4.5 การประชาสัมพันธ์ขอความรวมมอ อย่าจุดไฟเผาปา



148


4.1 การจัดทําแนวกันไฟรอบ ๆ พื นที สวนปา





โดยปกติในการสรางสวนปา จะมการสรางถนนปาไม้ซอยแบ่งพื นที










ปลกออกเปนแปลง ๆ ตามสภาพพื นที ซงทางเหลาน เองที ใช้เปนแนวกันไฟด้วย บางคร งก็ใช้ลํา


ห้วยเปนแนวปองกันไฟตามธรรมชาตด้วย ในการปลกสร้างสวนสนสามใบก็เช่นกัน ต้องมีการ


สร้างแนวกันไฟให้รอบพื นที ปลก และแบ่งซอยพ นที ปลกออกเปนแปลงย่อย ๆ เพราะถ้าเกด










ความเสยหาย เนองจากไฟปาลกลามเข้ามาในพื นที ปลก หลังคนเข้ามาจดไฟภายในพื นที ปลก





ความเสยหายจะได้เกดขึ นเพียงบางสวน


ขนาดของแนวกันไฟ สําหรับการปองกันไฟไมให้เข้ามาในพื นที ปลกสน สามใบได้



ต้องมีขนาดกว้างประมาณ 8 -10 เมตร สร้างโดยรอบพื นที ปลก โดยจะใช้รถแทรกเตอรหรอแรง









คนงานก็ได้ การทําแนวกันไฟจะต้องถางวัชชพช ซงจะเปนเช อเพลงออกให้หมดเหลอ แตดน

โลง ๆ สวนแนวกันไฟที แบ่งพ นที แปลงปลูกออกเปนแปลงย่อย มักทําให้มีขนาด 4 - 6 เมตร






หลังจากทําแนวกันไฟแล้ว จะต้องคอยหมั นตรวจตราอยู่เสมอ มิให้เกดเช อเพลงขึ นมา

ในบรเวณแนวกันไฟได้อก นอกจากนั นเพื อความมั นใจว่า ไฟจากนอกแนวกันไฟออกไป จะไม่ถก




ลมพัดเข้าไปในสวนปาได้ ควรทําการชงเผา (Prescribe burning) ซากพืชจากแนวกันไฟออก

ไปอก 5 - 10 เมตร เพื อมิให้เกดไฟไหม้ลกลาม เข้าไปใกล้แนวกันไฟได้ ปรากฏวาสวนปาหลาย







แหง หลังจากสร้างแนวกันไฟแล้ว มได้ชงเผาซากพืชจากขอบแนวกันไฟ ออกไป เมื อเกดไฟ





ไหม้ลมจะพัดลูกไฟเข้าไปในสวนปา ทําให้สวนปาเสยหายได้มาก

4.2 การจัดเวรยามปองกันไฟ

การสรางแนวกันไฟรอบ ๆ สวนปา และการชิงเผาซากพืชจากแนวกัน


ไฟออกไปแล้ว เพื อมิให้ลมพัดหอบลูกไฟมาตกในสวนปา แต่พบเสมอว่ายังเกดไฟไหม้ในสวน







ปาได้ ทั งน เนองจากการกลั นแกล้งจงใจจุดไฟเผาปา ของชาวบ้านทสัญจรไปมา เพื อหวังผล



ประโยชน์ประการใดประการหนง พบว่าชาวบ้านบางราย จดไฟเผาสวนปาสนสามใบ โดยไม่ร ู ้


ถึงผลเสยหาย เพียงเพื อต้องการให้ผักหวานปาแตกยอดใหม หรอต้องการเก็บเหด เปนต้น การจด








ไฟเผาปาเช่นน แนวกันไฟที สรางไว้จงไม่มีประโยชน์ใด ๆ ทั งส น ดังนั นจงควรจัดเวรยามคอย








ระมัดระวังไฟในชวง ฤดแล้ง เปนพิเศษ ปกตจะจัดให้มียามไฟเปนหลาย ๆ ผลัด ทั งกลางวันและ

กลางคืนสลับหมุนเวยนกันไป ยามไฟนอกจากจะคอยระวังป้องกันมิให้มีการแอบจดไฟเผาปา




149








แล้ว หากมีไฟปาเกิดขึ นและยังลุกลามออกไป ใหญโตกจะสามารถควบคมดับไฟที เกดขึ นได้ทัน





ท่วงที ดังนั นการจัดยามคอยดแลระวังไฟ แม้ว่าจะค่อนข้างส นเปลือง แต่กได้ผลอย่างค้มคา นา



พอใจยิ งสําหรบบางหนวยงานจะจัดให้ยามไฟมอุปกรณ์สอสาร เชน วิทยุขนาดเลก พร้อมยาน






พาหนะ คือมอเตอร์ไซด์ เพอให้สามารถสงข่าวสาร หรอแจ้งข่าวขอความชวยเหลือ ในการควบ




คุมดับไฟได้ทัน ก่อนที จะลกลามออกไปมาก

4.3 การไถพรวนพื นที
ในพื นที คอนข้างราบ หรอพื นที ที รถแทรกเตอร สามารถทํางานได้การ







ใช้รถไถผานเจ็ด ไถวัชชพืชระหว่างแถวปลกสนสามใบ จะชวยทําให้เช อเพลิงน้อยลงโอกาสทจะ


เกดไฟไหม้สวนสนแทบจะหมดไป ปกตจะทําการไถพรวนสวนสนสามใบกันประมาณปลายฤด ู













ฝน - ต้นฤดูหนาว วิธการน เหมาะแกการปลกปาเชงพาณชย์ เปนวิธที คมไฟปาได้ผลจรง ๆ แม้ส น

เปลืองค่าใช้จ่าย แต่ผลตอบแทนที ได้นับว่าคุ้มค่า ยังจะทําให้ได้ผลผลิตมากข นอกด้วย




4.4 การชงเผาซากพืชในสวนปา (Prescribe burning)



เปนอก มาตราการหนงในการลดปรมาณเช อเพลงในสวนปาลง จะทําการ










ชงเผาซากพชในสวนปา เฉพาะในกรณที ไมสามารถกําจัดวัชชพืช หรอไถพรวนพื นทได้ทัน จง



ทําการชงเผาซากพืช ในสวนปาทิ งไป โดยจะทําในชวงปลายฤดฝน - ต้นฤดหนาว เมื อความช น







ยังสง และจะทําในชวงตอนเช้ามืดหรอตอนเย็น เพื อปองกันมิให้เกิดไฟรนแรงยากต่อการ




ควบคุม ได้



4.5 การประชาสัมพันธ์ขอความรวมมืออย่าจดไฟเผาปา


เปนมาตราการในการปองกันไฟปาที ยังรางเลือน และหางไกลต่อความ




เปนจรงมาก โดยเฉพาะในพื นทชนบทที หางไกลออกไป ชาวบ้านยังไม่ทราบคณ-โทษ ของไฟ











ปาต่อชวิตประจําวัน และส งแวดล้อมจะใช้ไฟจดเผาปา เพื อวัตถประสงค์ต่าง ๆ เชน ลาสัตว์ เล ยง





สัตว์ เก็บหาของปา ทําไรเลอนลอย เปนต้น การจดไฟเผาปาโดยปราศจากการควบคม จะทําให้






ไฟลุกไหม้ลามออกไปทําลายส งตาง ๆ ได้กว้างขวาง การประชาสัมพันธ์ ขอความรวมมือปองกัน




ไฟปา โดยขอร้องมให้จดไฟเผาปา จงดูเหมือนว่าจะยังไม่ได้ผลเท่าที ควร นอกจากจะค่อย ๆ ให้




150















ความรกอน โดยการสอตางๆ เชน จัดฉายภาพยนต์ ภาพน ง หรอแผนปลว ชี ให้เหนคุณ - โทษ
ของไฟปา ให้การศึกษาแกนักเรยนหรอเยาวชน เพื อตระหนักในเรองน และเปนกําลังในการ







ต่อต้านการจุดไฟเผาปาต่อไปในอนาคต


5. การป้องกันโรคและแมลง


การปองกันวิธทดที สด คอการกําจัดวัชชพืช หรอการจัดการให้สวนสนสามใบท ี






ปลกสะอาดอยู่เสมอ ปจจุบันยังไม่พบว่าไม้สนสามใบ ที ปลกถกทําลายโดยโรคและแมลงจนถึง






ขั นเสยหายร้ายแรง แม้กระทั งปลวกซงเปนอันตราย อย่างร้ายแรงกับไม้สนชนดอน แต่ไม่พบ





ความเสยหายอันเกดจากปลวก ทําลายรากสนสามใบมากเท่าใด พวกหนอนกนใบ หนอนเจาะ

ยอดสน ก็ไมพบว่ามีการระบาดจน ถึงทําความเสยหายให้แก สนสามใบอย่างหนักแตอย่างใด






6. การป้องกันสัตว์เล ยง




สัตว์เล ยงที ทําความเสยหายให้แก่สวนปาสนสาม ใบมากที สดได้แก วัว ควาย ซง








ชาวบ้านเล ยงไว้และปลอยให้หากนเองตามธรรมชาติ วัว ควาย เหลาน จงเข้าไปหากิน เหยียบยํา






แทะเล็มต้นไม้ทปลกไว้ให้ตายไปได้ เพราะเปนพฤติกรรมของ วัว - ควาย ที จะหากนเฉพาะในที
โลงแจ้งซงสวนใหญจะเปนไร - นา ในชวงฤดูฝนชาวบ้านจะทํารั วกันไว้ และเปนเวลาเดียวกับที













ทางสวนปา จะทําการถางวัชชพชในสวนปาจนโล่งเตียน เปนที ดงดดใจให้สัตว์เข้าเหยียบยํ าสวน








ปาได้ง่าย การปองกันความเสยหายจากสตว์เลี ยง อาจทําได้หลายวิธ เชน การทําร วล้อมรอบสวน









ปา แต่สําหรับพื นที ขนาดใหญ ไมอาจทําได้ทั วถงแนนอน จงควรหามาตราการอน ๆ แก้ไข เชน

การกําจัดวัชชพืชแบบทางลวง ให้สัตว์เดนไป - มาเฉพาะในเส้นทางลวงเท่านั น ไม่เหยียบยํากล้า

สนที ปลูก

7. การลดและแตงก ง




การตัดสางขยายระยะ สนสามใบในตอนที อายุยังน้อย รปทรงของเรอนยอดจะ




เปนพุ่มกลม มีก งก้านโดยรอบต้นมากตั งแต่โคนต้นขึ นมา เมอเจรญเติบโตไปได้ระยะหนง ก ง










ด้านลางกจะแห้งตายไปแต่ยังคงติดอยู่กับลําต้น ซงเปนแหล่งที อยู่อาศัยของโรคแมลง การชวย

ลิดก งและแต่งก ง นับว่าเปนการช่วยให้สนสามใบ ไม่เปนโรคแมลง และเรงการเจรญเติบโตอก







151







ด้วย การลดกิ งจะกระทํา เมอสนสามใบอายุได้ 5 ป ขึ นไปโดยสังเกตวา มีก งแห้งทางด้านลาง











ของลําต้นมาก หรอมีก งซงไมสามารถจะพัฒนาต่อไปได้ ปลอยท งไว้ก็ต้องแห้งตายไป จงควรใช้



เลอยแต่งก งตัดก งแห้ง หรอก งทไม่สมบูรณออก หลังจากตัดก งออกแล้วควรใช้ปูนแห้งทาที รอย






แผลที เกดจากการตัดของเลอย ทั งน เพื อป้องกันการเข้าทําลายของเช อรา หรอแมลงตรงรอยแผล










ได้ การลดก งและแตงกิ งคร งต่อไป ต้องอาศัยการสังเกตถงกิ งแห้งด้านล่างของทรงพุ่มยอด สวน
สนสามใบจะมีอายุเท่าไรคงจะอยู่ที การดแลรกษา และการใสปย ว่าจะทําให้กล้าสนทปลกเจรญ








เติบโตเรวหรอช้า



การตัดสางขยายระยะ เปนการตัดสนสามใบออกเสยบ้าง เมื อเหนไม้สนสามใบทปลูกม ี







ทรงพุ่มชดติดกัน เร มมการแกงแย่งแสงและอาหารกันถ้าปลอยทิ งไว้ โดยไม่ทําการตัดสางขยาย






ระยะออก ก็จะสงผลตอการเจรญเตบโตที เร มชะงักงัน สวนต้นที ถกเบียดบังก็จะแคระแกนไป


และตายไปในที สด การตัดสางขยายระยะ นับว่ามีความสําคัญในการชวยเรงอัตราการเจรญเติบ




โตของสนสามใบ ที เหลือให้เจรญทางด้านความสง และความโตเพิ มมากขึ น สวนระยะเวลาที สน



สามใบ มอายุเท่าไรถงจะทําการตัดสางขยายระยะได้ คงต้องขึ นกับระยะปลูกครั งแรกว่ากว้าง











แคบแค่ไหน การดแลรกษา ด เลวแค่ไหน ไถพรวนใสปุยหรอไม่ โดนไฟไหม้หรอเปลา ปจจัย




เหลาน เปนตัวกําหนดการเจรญเติบโตของสนสามใบ ใน สนสามใบที ระยะปลูก 3 x 3 เมตร การ

ดแลรักษาดการเจรญเตบโตดอายุ 8 - 10 ป ก็ควรจะตัดสางขยายระยะได้แล้ว การตัดสางก็นยม







เลอกตัดต้นที มีลักษณะเลว การเจรญเติบไม่ดออก นอกจากน ก็ยังนยมตัดแถว หรอตัดต้นเว้นต้น











ด้วย ซงกคงขึ นอยู่กับวัตถประสงค์ของผ้ปลก วาต้องการตัดออกขนาดหนักหรอขนาดเบา





ต้องการเหลอไม้ให้เจรญเตบโต สดท้ายในรอบตัดฟนกี ต้น สนสามใบเปนไม้ไม่แตกหนอ เมื อ




ตัดชิดโคนจะตายทันที

โรค แมลง และศัตรูธรรมชาติ
สนสามใบ จะมีโรคแมลงและศัตรเข้าทําลายบ้าง ปรากฏว่ายังพบในปรมาณที น้อยมาก




ในประเทศไทย เท่าที พบในปจจบัน พอจะกล่าวในที น ได้


1. ศัตรพืชจําพวกแมลง

เข้าทําลายสนสามใบทั งระยะเปนกล้าไม้ ทั งเปน ไม้โตเต็มวัย มีได้ดังน ี



152


1.1 ปลวก



ทําลายทั งรากไม้สน ไม้สนที ยืนต้นอยู่แล้วล้มตายไปแล้ว เนองจาก




สภาพบรเวณใกล้จอมปลวกมสภาพเปนด่างจัด ไม้สนจะไม่สามารถเจรญ เติบโตอยู่ได้

1.2 แมลง




ในป 2526 ฉวีวรรณ หตะเจรญ ได้รวบรวมศึกษาแมลงชนดตางๆ ที



ทําลายไม้สนสาใบไว้ ดังต่อไปน คือ

1.2.1 แมลงเจาะยอดไม้สน (Pine shoot moth) พบทั วไปในสวน ปา
สนโดยเฉพาะอย่างยิ งสนสามใบ มีบ้างทเข้าทําลายสนสองใบ หรอสนทนําเข้าจากต่าง ประเทศ



จากการศึกษาพบว่าแมลงเจาะยอดสนเปน


พวกวงศ์ Pynalidae ได้แก่ Dioryctria sylvestrella Ratz, Dioryctria abietella
พวกวงศ์ Trotricidae ได้แก่ Rhyacionia cristata Wals
พวกวงศ์ Olethreutidae ได้แก่ Petrova salweenensis




แมลงพวกน จะเจาะทําลายยอดอ่อนสน จนเหยวแห้งหายไป และเมื อ แตกยอดใหมจะม ี
ก งหลาย ๆ กิ งแตกออกมาจากลําต้นเดม มีลักษณะเปนพุ่มหรอคดงอ เสยลักษณะ ลําต้นตรงเปลา







ไป จะมีความเสยหายรนแรงในชวงสนสามใบอายุน้อย 2 - 5 ป นอกจากน ยังพบการทําลาย




แมลงเจาะยอดดังกลาว ยังเจาะทําลายผลสนอกด้วย จะพบแมลงเจาะยอดสนมากในระดับตํากว่า


1,000 เมตรลงมา ระดับสงกว่าน จะพบแมลงเจาะยอดสนน้อยลง


1.2.2 ต่อสนจด (Spotted pine sawfly) เปนแมลงที ขณะเปนตัวหนอน



จะกัดกนใบสนอย่างรนแรง จนใบสนโกรน และลดการเจรญเติบโตลงได้ มีชื อทางวิทยาศาสตร ์





ว่า Nesodeprion biremis Konow อยู่ในพวกวงศ์ Diprionidae แมลงชนดน ยังพบว่าระบาดน้อย


มากในประเทศไทย ที เคยพบแถบแถวสถานทดลองปลูกพรรณไม้บ่อแก้ว อําเภอฮอด จังหวัด

เชียงใหม่ แต่พบว่าเปนการระบาดในชวงสั น ๆ เท่านั น


1.2.3 ต่อสนดํา (Black pine sawfly) เปนแมลงที ตัวหนอนกัดกนใบ



สน แต่พบเฉพาะในปาธรรมชาติเท่านั น และพบในปรมาณน้อยไม่ระบาดรนแรง มชื อวทยา




ศาสตรว่า Gilpinia manshalli Forsivs อยู่ในพวกวงศ์ Diprionidae

153



1.2.4 ด้วงเจาะเปลือกสน (Pine bark beetle) เปนแมลงที โดยปกต ิ
จะเข้ากัดกินเยื อเจรญของต้นสนทตัดฟนลงมาแล้ว หรอล้มตายใหม ๆ แต่มีโอกาสที จะเข้ากัดกน







เปลอกไม้สนที ยืนต้นอยู่ได้เชนกัน สําหรบการระบาดของด้วงเจาะเปลอกสนใน ประเทศไทยยัง







พบว่าระบาดยังไมมากนัก ในภาคเหนอพบด้วง ชนดน ในชวงเดอนเมษายน - ตุลาคม เพราะ





ฉะนั นการปลอยให้สนล้มตาย หรอตัดฟนลงมาแล้ว ไม่ได้ซักลากออกนอก พื นที จะทําให้แมลง




ดังกลาวเข้าทําลายเปลอกได้ มีชอเรยกทางวิทยาศาสตรว่า Ips acuminatus Gyllenhal หรอ Ips



sexdentatus Becson อยู่ในพวกวงศ์ Scolytidae สารเคมีที แนะนําให้ใช้ปองกันและทําลาย

แมลงต่าง ๆ ดังกลาวได้แก่ พวกเชฟวิน เปนต้น (ฉวีวรรณ หตะเจรญ, 2526)




2. โรค
โรคที เกิดขึ นกับสนสามใบ ที พบเหนกันและพอทจะกล่าว ในที น ได้แก ่




2.1 โรคเนาคอดน (Damping off)





ทําลายกล้าไม้ตั งแต่อายุ 0 - 2 ป โดยจะเนาตายตรงระดับรากคอดนและ


จะระบาดอย่างรวดเรวในฤดูฝน อากาศร้อนอบอ้าว และความช นสง


2.2 โรคใบเหลอง (Yellow blight)


ทําลายต้นกล้าอายุ 0 - 2 ป เมื อเกดการระบาดทําให้ใบแห้งเหลอง และ


รวงหลนตายในที สด




2.3 โรคทําลายราก (Root diseases)
เชื อจะเข้าทําลายระบบราก ของต้นไม้ ทําให้ลําต้นหยุดชะงักการ
เจรญเติบโตเมื อเกิดพายุ ทําให้ต้นล้ม ตายลงมาได้


154




2.4 โรคทําลายกระพี เกิดจากเช อเหดกระเปา (Pouch fungus)





โดยจะเข้าทําลายกระพ ที สงถึง 15 เมตร เช อจะเข้าทําลายทางบาดแผลที






ถูกไฟปาไหม้ หรอมนษย์เจาะเอายางชันสน อาจจะทําให้ลกลามถงแกนไม้ได้



2.5 โรคเหยวแห้ง (Wilt)



เชื อเข้าทําลายในสวนของใบ ทําให้ใบจะน ม ยอดพับลงมา และเหยว
แห้งตายในที สด คล้าย ๆ ต้นไม้ขาดนํ า


2.6 โรคราสนม (Rust)

จะเข้าทําลายใบสนบ้าง แต่ไม่รนแรงมากนัก





2.7 โรคเชื อราทเข้าทําลายเน อไม้ (Blue stian)


เชื อราชนดน จะ เข้าทําลายเน อสนสามใบได้ เมื อต้นสนสามใบถกโค่น


ล้มไว้ในปาเปนเวลาหลายวันเช อราชนดน จะเข้าทําลายเน อไม้ เมื อมีการขนย้ายออกจากพื นที ปา












แล้ว นําสนสามใบไปทําการแปรรปเปนเฟอรนเจอร ทําให้คณภาพของเน อไม้เสอมเสยความ





สวยงามไป จะปรากฏลายเส้นสนํ าเงนอ่อนแทรกอยู่ตามเน อไม้โดยทั วไป เพราะสภาพของนํ ามัน







และชันสนในเน อไม้เปนอาหารที เหมาะสมแกการเจรญเติบโตของเช อรา ชนดน ได้เปนอย่างด ี







ในทางปฏบัติที จะไมให้เชื อราชนดน เข้าทําลายเน อไม้ จําเปนต้องมีการชักลากสนสามใบ ที ได้





รับการตัดฟนออกจากพื นทปลกปาทันที และจัดการทําการอบแห้งเน อไม้ก่อน นําไปใช้





ประโยชน์ถ้าเช อโรคชนดน เข้าทําลายแล้ว จะไมสามารถแก้ไขอย่างใดได้เลย


3. ศัตรธรรมชาติประเภทอน ๆ




ยังไมพบการทําลายของสัตว์ประเภทหน และอ้น ต่อระบบรากของสนสามใบแต ่
ประการใด จะมีอันตรายที เกิดจากสัตว์เล ยงจําพวก วัว ควาย ที ชาวบ้านปล่อยเข้าเลี ยงในแปลง




ปลกกล้าสนสามใบ ซงนับว่าเปนอันตรายร้ายแรงต่อกล้าสน เนองจากสัตว์เล ยงจําพวก วัว ควาย



จะเข้าทําการเหยียบยํ ากล้าสนสามใบ หรอแม้แต่กล้าสนสามใบที เปนระยะกล้าไม้หนม วัว ควาย

ุ่


155











ก็เข้าทําการเสยดสทําให้ต้นไม้พับเอน เสยรปทรง จําเปนต้องใช้วธการปองกันมิให้สัตว์เล ยง








จําพวกวัวควาย เข้าหากนในแปลงปลกสนสามใบ ดังได้กลาวมาแล้วและยังมีอกวิธหนง คือมียาม


ประจําแปลงปลกคอยไล่ วัว ควาย ไม่ให้เข้าแปลงได้

156






การเจรญเติบโต ผลผลิต และการใชประโยชนไมสนสามใบ



ไม้สนสามใบที ขึ นกระจายพันธ์ในประเทศไทย มอัตราการเจรญเติบโต ที แตกต่างกัน

ทางด้านความสงและความโต อย่างไรก็ตามก็คงขึ นอยู่กับพันธกรรมของไม้สนสามใบเอง และ



ปัจจัยส งแวดล้อมภายนอกที เอ ออํานวยต่อการเจรญเติบโต



การเจรญเติบโตและผลผลิต

ได้มีการศกษาถงอัตราการ เจรญเติบโตของไม้สนสามใบ ที ขึ นอยู่ในปาธรรมชาติ






บรเวณอําเภออมกอย จังหวัดเชียงใหม่ โดย FAO,1968 ดังตารางที 20




ตารางที 20 อัตราการเจริญเติบโตของไมสนสามใบในปาธรรมชาติ บรเวณ อําเภออมกอย


จังหวัดเชยงใหม ่

อายุ เส้นผ่าศูนย์กลาง ความสง ปรมาตรไม้ ความเพิ มพูน



3

(ป) ใต้เปลือก (ซม.) (ม.) (ม. ) เฉลยรายป (%)

10 4.0 4.3 0.02 -
15 8.7 8.3 0.08 15.2
20 14.0 13.3 0.21 12.4
25 18.1 19.0 0.34 7.5

ที มา : FAO ,1968


จากตารางพอจะกลาวได้ถงอัตราการเจรญเติบโต ของไม้สนสามใบในปาธรรมชาติ และ





ช ถงแนวโน้ม อัตราของการเจรญเติบในระยะเวลาตอไป แต่อัตราการเจรญเติบโตของ ไม้สน





สามใบบรเวณน คงไม่ใชตัวแทนอัตราการเจรญเติบโต ของไม้สนสามใบที ข นอยู่ทั งหมดภายใน



ประเทศ การเจรญเติบโตทางด้านความโตของไม้สนสามใบบรเวณ อําเภออมกอย จังหวัด








เชยงใหม่ พบว่าเจรญดมาก ในชวงอายุระหว่าง 15 – 20 ป คือเฉลยปละ 1.06 เซนติเมตร แตการ










เจรญเตบโตทางด้านความสง จะเจรญเติบโตดที ชวงอายุระหว่าง 20 – 25 ป คือเจรญเฉลยปละ







1.14 เมตร ซงก็เปนไปตามหลักการทว่าอัตราการเจรญเตบโตทางด้านเส้นผ่าศูนย์กลาง จะเพ ม



พูนขึ นตามอายุ และลดลงตามความหนาแนนที เพ มขึ น สวนขนาดของความสงนั นจะเพ มขึ นตาม





157







อายุที เพ มขึ น จะเหนแนวโน้มที ว่า เมื ออายุของไม้สนสามใบในปาธรรมชาติ บรเวณน เกนกว่า 20

ู่






ปขึ นไป เกิดการเบียดบังกันในหมไม้ ซงก็คงรวมกับ ไม้ชนดอน ๆ ที ขึ นอยู่ด้วย เกดการแก่งแย่ง





แสงแดดและอาหารเกดข น วธที จะทําให้ไม้สนสามใบเจรญเติบโตดตอไป จําเปนต้องตัดสาง






ขยายระยะกลมไม้บรเวณน ออก เมื อไม้สนอายุเกิน 20 ปขึ นไป
ุ่





พงษ์ศักดิ สหนาฬ และคณะ(2524) ได้ทําการศึกษาถงผลผลตขั นปฐมภมิ ของสวนปา





ไม้สนสามใบที สวนปาบ่อหลวง อําเภอฮอด จังหวัดเชยงใหม พบว่าผลผลิตจะมากที สดที ในสวน








ปาอายุ 12 ป (69.00 ตันต่อเฮกแตรต่อป) แตอัตราการเพ มพูนทางด้าน ปรมาตรของลําต้น ซงถือ








ว่าเปนผลผลิตเพื อผลทางด้านเศรษฐกิจ นั นสวนปาอายุ 10 ป ซงปลกด้วยระยะปลก 2 x 4 เมตร




จะให้อัตราการเพ มพนทางด้านปรมาตรของลําต้น มากที สด (27.45 ลูกบาศก์เมตรต่อเฮกแตรต่อ






ป) ซงความเพิ มพนทางด้านปรมาตรน จะขึ นอยู่กับอายุ และความหนาแนนของหมู่ไม้




ุ่

จากการสํารวจในสวนปาอายุ 10 ป ทางภาคเหนอ โดยสมตัวอย่างเพียง 25 ต้น ปรากฏว่า

อัตราการเจรญเติบโตด้านความสงเฉลย 9.30 เมตร และเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี ย 14.2 เซนติเมตร





หรอสงประมาณปละ 0.93 เซนติเมตร และมีความเพ มพูนด้านเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี ย ปละ 1.42


เซนติเมตร (Chuntanaparp et. al, 1974)

วิโรจน์ นมมานโรจนกูล (2522) ได้จัดทําตารางปรมาตรไม้สนสามใบ โดยเก็บตัวอย่าง





จากสวนปาต่าง ๆ ในจังหวัดเชยงใหม วัดทั งความโตเปนเส้นผ่าศูนย์กลาง ระดับอกนอกเปลือก





และความสงถงระดับทเปนสนค้าได้นําข้อมูลต่าง ๆ มาสร้างสมการพยากรณ์ปรมาตรไม้ เมื อม ี





ขนาดตาง ๆ กัน จัดเปน Site Index ที สัมพันธ์กับปรมาตรไม้ เมื อมีอายุ ต่าง ๆ จงสามารถ

พยากรณ์ปรมาตรไม้สนสามใบได้โดยตรง ทั งการวัดเสนผ่าศูนย์กลางความสง หรอจากการร้ ู




Site Index และอายุไม้ก็อาจหาปรมาตรไม้ออกมาได้ ดังแสดงในตารางที 21


ไม้สนสามใบที ปลกจากถ นกําเนดดีมาจากแหลงต่างกัน หากนําไปปลกใน พื นที เดยวกัน





ก็เจรญเติบโตไมเทากัน ได้มีการทดลองหาถิ นกําเนดที ดที สด เมื อมีการปลกบนที สง ตั งแต่ป ี











1971 จากข้อมูลทได้พบว่า ถ นกําเนดที ดที สดของไม้สนสามใบ ที มีการเจรญเติบโตทางความเพ ม







พูนปรมาตรไม้เฉลี ยรายปสงสด เปนถ นกําเนดจากดอยอนทนนท์ จังหวัด เชยงใหม่ ในเมืองไทย













น เองถ นกําเนดจากตางประเทศมการเจรญเติบโตไมดีในประเทศไทย และถ นกําเนดของไม้สน

สามใบนับว่าสําคัญมาก เมื อมีการพิจารณาถงความเพ มพูนปรมาตร









ตารางที 21 ตารางปรมาตรไมมาตรฐาน สาหรบไมสนสามใบ (ลูกบาศกเมตร)


เส้นผ่าศูนย์กลางระดับอก ความสงที ทําสนค้าได้ (เมตร)

(เซนติเมตร) 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16
6 .0017 .0036 .0054 .0074 .0093
8 .0027 .0055 .0084 .0114 .0144 .0174 .0205 .0236
10 .0037 .0077 .0118 .0160 .0202 .0244 .0278 .0330
12 .0049 .0102 .0156 .0211 .0266 .0322 .0379 .0436
14 .0062 .0129 .0197 .0267 .0336 .0407 .0478 .0550
16 .0076 .0158 .0241 .0326 .0412 .0499 .0586 .0674
18 .0091 .0188 .0288 .0390 .0492 .0596 .0700 .0806
20 .0107 .0211 .0338 .0457 .0577 .0699 .0822 .0945
22 .0391 .0528 .0667 .0808 .0949 .1092
24 .0446 .0602 .0761 .0922 .1083 .1246
26 .1040 .1223 .1406
158 28 .1164 .1368 .1574
12 .0493 .0550 .0608 .0666 .0725
14 .0623 .0695 .0768 .0842 .0915
16 .0762 .0851 .0941 .1031 .1121
18 .0911 .1002 .1125 .1232 .1340 .1448 .1557 .1665
20 .1069 .1194 .1320 .1446 .1572 .1699 .1829 .1954
22 .1236 .1380 .1525 .1670 .1817 .1963 ..2111 .2259
24 .1410 .1574 .1740 .1906 .2073 .2240 .2408 .2577
26 .1592 .1778 .1964 .2152 .2340 .2529 .2719 .2909
28 .1781 .1989 .2198 .2408 .2619 .2830 .3042 .3255
30 .1977 .2208 .2240 .2673 .2907 .3142 .3378 .3614
32 .2181 .2435 .2691 .2948 .3206 .3465 .3725 .3986
34 .2391 .2670 .2950 .3232 .3515 .3799 .4084 .4370



ที มา : วิโรจน์ พิมมานโรจนกล(1979) วิทยานพนธ์ประกอบปรญญาเอก สาขาการจัดการปาไม้ มหาวิทยาลัยฟลิปปนส : A Yield Prediction Model for Pinus kesiya Plantation in Chiang Mai










ตารางที 21 ตารางปรมาตรไมมาตรฐาน สาหรบไมสนสามใบ (ลูกบาศกเมตร)


เส้นผ่าศูนย์กลางระดับอก ความสงที ทําสนค้าได้ (เมตร)

(เซนติเมตร) 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16
6 .0017 .0036 .0054 .0074 .0093
8 .0027 .0055 .0084 .0114 .0144 .0174 .0205 .0236
10 .0037 .0077 .0118 .0160 .0202 .0244 .0278 .0330
12 .0049 .0102 .0156 .0211 .0266 .0322 .0379 .0436
14 .0062 .0129 .0197 .0267 .0336 .0407 .0478 .0550
16 .0076 .0158 .0241 .0326 .0412 .0499 .0586 .0674
18 .0091 .0188 .0288 .0390 .0492 .0596 .0700 .0806
20 .0107 .0211 .0338 .0457 .0577 .0699 .0822 .0945
22 .0391 .0528 .0667 .0808 .0949 .1092
24 .0446 .0602 .0761 .0922 .1083 .1246
26 .1040 .1223 .1406
158 28 .1164 .1368 .1574
12 .0493 .0550 .0608 .0666 .0725
14 .0623 .0695 .0768 .0842 .0915
16 .0762 .0851 .0941 .1031 .1121
18 .0911 .1002 .1125 .1232 .1340 .1448 .1557 .1665
20 .1069 .1194 .1320 .1446 .1572 .1699 .1829 .1954
22 .1236 .1380 .1525 .1670 .1817 .1963 ..2111 .2259
24 .1410 .1574 .1740 .1906 .2073 .2240 .2408 .2577
26 .1592 .1778 .1964 .2152 .2340 .2529 .2719 .2909
28 .1781 .1989 .2198 .2408 .2619 .2830 .3042 .3255
30 .1977 .2208 .2240 .2673 .2907 .3142 .3378 .3614
32 .2181 .2435 .2691 .2948 .3206 .3465 .3725 .3986
34 .2391 .2670 .2950 .3232 .3515 .3799 .4084 .4370



ที มา : วิโรจน์ พิมมานโรจนกล(1979) วิทยานพนธ์ประกอบปรญญาเอก สาขาการจัดการปาไม้ มหาวิทยาลัยฟลิปปนส : A Yield Prediction Model for Pinus kesiya Plantation in Chiang Mai





159









ไม้เฉลี ยรายปแล้ว จากการศกษาพบว่าไม้สนสามใบที ปลกในสวนปาบ่อหลวง จังหวัดเชยงใหม่





ซงไม่ทราบถ น กําเนดของเมล็ดที นํามาปลกปรากฏ ว่าเมื อปลกอายุได้ 10 ป อัตราความเพิ มพน









ปรมาตรไม้เฉลย รายป 0.4 – 0.9 ลกบาศก์เมตรต่อไรต่อป และผลผลต (yield) ของไม้สนสามใบ


ที อายุ 20 ปเท่ากับ 40 ลกบาศก์เมตรต่อไร ในขณะที สวนปาที มีการปลกสร้างโดยคัดเลอกถ น









กําเนดที ด เชน ถ นกําเนดจากดอยอนทนนท์ ซงถือวาเปนถ นกําเนดที ดที สดของประเทศนํามา


















ปลก เมอสนสามใบอายุ 10 ป ความสงเฉลย 7 เมตร โตเฉลย 12.2 เซนติเมตร อัตราการเพ มพูน

ปรมาตรไม้ เฉลยรายปเท่ากับ 0.6 –1.5 ลูกบาศก์เมตรต่อไรต่อป ซงนับว่าการคัดเลือก ถิ นกําเนด
















ที ด กอนการนํามาปลกสร้างสวนปา จะให้ผลผลิตทสงข นอย่างมากทีเดยว ทั งน ต้องขึ นอยู่กับการ






ดูแลรักษาอย่างดด้วย ไม้สนสามใบที ปลกโดยไม่ทราบถ นกําเนดถงรอบอายุตัดฟนเมออายุ 28 ป ี







ในขณะทไม้สนสามใบ ที ปลกโดยคัดเลือกถ นกําเนดที ดให้อายุถึงรอบตัดฟันสั นกว่า 8 ป คือ




รอบตัดฟันที อายุ 20 ป ซงถึงเวลาทต้องตัดฟันไม้สนสามใบ เพื อนําเน อไม้ไปใช้ประโยชน์

(เรงชัย เผ่าสัจจะ, 2527)





ประดษฐ์ หอมจีน (2540) ได้ทําการศกษาการเจรญเตบโตของสนสามใบ ที ปลกที


สถานทดลองปลกพรรณไม้ห้วยบง อําเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ อายุ 10 ป และ 20 ป มีการเจรญ






เติบโตทางความสงเท่ากับ 12.23 เมตร และ 18.70 เมตร การเจรญเติบโตทางเส้นผ่าศนย์กลาง



เพียงอก 16.71 เซนติเมตร และ 20.75 เซนติเมตร ความเพิ มพนรายป (MAI) ของไม้สนสามใบ
อายุ 10 ป เท่ากับ 4.9 ลูกบาศก์เมตร/เฮกแตร์/ป ี






สมเกยรต กลั นกล น (2539) ได้ทําการศึกษาการเจรญเติบโตของสนสามใบ ที ปลกที





สถานทดลองปลกพรรณไม้ห้วยบง อําเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ซงปลูกจากการขยายพันธ์แบบ

ไม่อาศัยเพศ (Vegetative propagation) เมื ออายุได้ 10 ป ดังน ี


สง (เมตร) ความโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางเพียงอก (เซนติเมตร)


สนสามใบปลกจากก งปักชํา 7.46 14.46
สนสามใบปลกจากก งตอน 9.17 14.87


สนสามใบปลกจากการเปลยนยอด 8.38 13.63



160



คณต รัตนวัฒน์กุล และคณะ (2540) ได้ทําการศึกษาการเจรญเติบโต ของสนสามใบใน






แปลงทดลองถิ นกําเนดป 1971 ที ปลกที สถานทดลองปลกพรรณไม้ห้วยบง เมื ออายุได้ 26 ป

(2514 – 2540) พอสรปได้ดังน ี




สง (เมตร) ความโตทางเส้นผาศนย์กลางเพียงอก

(เซนติเมตร)
สนสามใบดอยอินทนนท์(S.0006) เชยงใหม่ 21.71 21.49


สนสามใบดอยสเทพ (S.0002) เชียงใหม ่ 21.09 21.26
สนสามใบแม่รด (S.0001) เชียงใหม ่ 20.38 20.78








รายละเอยดการเจรญเตบโตของไม้สนสามใบ ในแปลงทดลองถ นกําเนดได้ แสดงใน
แผนภูมิที 3 และ 4



การใชประโยชนจากไมสนสามใบ









ไม้สนสามใบมีกระพ ไม้มีสขาวถึงเหลองซด สวนของเน อไม้ที เปนแกน จะเกดหลังจาก



ไม้สนสามใบอายุได้ 15 ปข นไป มีสออกเหลองถึงแดงนํ าตาล ชันสนจะอยู่ในกระพี ประมาณ





ร้อยละ 2 – 3 และอยู่สวนที เปนแกนไม้ประมาณร้อยละ 10 Wood density ของไม้สนสามใบใน




เมืองไทยเท่ากับ 3.34 – 3.17 g/cm. ท่อนไม้ซงสนสามใบเลอยแปรรปงาย แต่เนองจากมียางสน

3
ทําให้ติดใบเลอยและฟนเลื อย เน อไม้อบแห้งง่าย ขัดและชักเงาง่าย ยึดตะปู และนอตด โดยทั วไป





การใช้ประโยชน์จากไม้สนสามใบมดังน ี



1. การใช้ประโยชน์จากเน อไม้โดยตรง



ประเทศไทยแต่เดมนยมการใช้ไม้ เพื อวัตถประสงค์ต่าง ๆ สวนใหญจากไม้เน อ







แข็งและไม้สัก เมื อประเทศในสมัยกอนมีไม้ให้เลอกใช้ได้หลายชนด แต่เมื อสภาพปาและไม้



หลายชนด ที เปนไม้เศรษฐกิจกําลังหายาก และจะหมดไปในที สด ประชาชนก็เร มหันมาใช้ไม้

ชนดอน ๆ แทนไม้สนสามใบก็เชนกัน เน อไม้มีความแข็งปานกลาง ปรากฏว่ามีการใช้ไม้สนใน








การทําพื นกระดาน เฟอรนเจอร ตกแต่งภายใน ประตูหน้าต่างไม้กลง ดนสอไม้บาง


161

















































ที มา  คณต รัตนวัฒน์กุลและคณะ,

162




อปกรณ์การเกษตร เสา ไม้คํายัน ไม้ลัง ของเล่นเด็กที ทําด้วยไม้ เพื อสงไปต่างประเทศ เนองจาก









ไม้มีสค่อนข้าง ขาวเปนทนยมของตลาด ยุโรป ญปุน และอเมรกา โดยโรงงานได้ทําการซ อไม้



สนสามใบ ที ตัดสางขยายระยะออก จากสวนปาบอหลวงที มีอายุมากกว่า 10 ปขึ นไป นอกจากน ี

ยังใช้ไม้สนที ตัดสางขยายระยะ ทําไม้ปาเก้ ทําตะเกยบใช้แล้วทิ ง สงญปุนอกด้วย ชาวบ้านใน








ภาคเหนอนยมใช้เน อไม้เปน ไม้เช อเพลิงเพราะติดไฟง่าย


2. การทําเยื อกระดาษ




เน อไม้ของไม้สนสามใบ เหมาะสมที จะนําไปใช้เปนวัตถดบ ในการทําเยื อ


กระดาษคุณภาพด จากการสํารวจของ FAO (1968) ในประเทศไทยถึงกําลังผลตของ
ไม้สนสามใบจากปาธรรมชาติ และไม้ที จะตัดสางขยายระยะออกจากสวนปา พบว่าประเทศไทย


มีความเปนไปได้ ที จะตั งโรงงานทําเยื อกระดาษจากไม้สนโดยวิธการ Alkaline process และ







Bisulphite process ซงในขณะนั นยังมได้มการปลกสนสามใบ ในพื นที ต้นนํ าลําธารทาง

ภาคเหนอแต่อย่างใด เมื อมีการก่อตั งกองอนรักษ์ต้นนํ าในป 2517 ก็ได้เร มระดมปลก








ไม้สนสามใบตามพื นทต้นนํ า ในภาคเหนอเปนบรเวณกว้าง ในอนาคตอาจจะเปนไปได้ที ต้องมี




การตัดสางขยายระยะออกจากพื นที ดังกลาว โดยใช้เทคโนโลยีที จะไมทําให้เกิดความเสยหาย



แกการอนรักษ์ดนและนํ า เชนวิธขนสงทางลวดสลิงไปในอากาศ (Sky line) เปนต้น เมื อถึงจดนั น





ประเทศไทยก็อาจจะมีโรงงานทําเยื อกระดาษจาก ไม้สน สามใบเกิดข นได้


3. นํ ามันและชันสน

มีการเจาะนํ ามันและชันสน (oleoresin) จากไม้สนสามใบ ในปาธรรมชาติใน



สภาพที ยังยืนต้นอยู่ โดยวิธเจาะโคนต้นให้นํ ามันไหล ออกมาตรงรอยเจาะ และมการกระต้นการ


ไหลของนํ ามันและชันสน โดย วิธการใช้ไฟเผาตรงรอยเจาะ แม้ว่าผลผลตของนํ ามันและชันสน





จะไม่ดเท่าสนสองใบ อย่างไรก็ตามนํ ามันและชันสน จากสนสามใบมคณภาพดที สด ในขบวน


ตระกูลสนด้วยกัน เนองจากมี alpha – pinene และ beta - pinene สงมาก (Watt, 1908 cited in
Armitage and Burley, 1980)

163




4. ประโยชน์ในเชิงอนรักษ์ต้นนํ าลําธาร




ไม้สนสามใบที ขึ นกระจัดกระจาย ตามธรรมชาติบรเวณปาต้นนํ าลําธารของ


ประเทศ สวนใหญจะข นปะปนกับไม้กอ และไม้ไมผลัดใบชนดอน ๆ ไม้สนสามใบเปนไม้ที












สําคัญอีกชนดหนง ที ชวยในการอนรักษ์นํ าให้กับพ นที ที มันขึ นอยู่


ความสามารถในการอุ้มนํ าของอินทรย์วัตถและดน ในปาไม้สนดพอ ๆ กับปา











ผสม และในขณะที ความหนาของอนทรย์วัตถใต้ปาสนกับปาทติยภมิธรรมชาติ (Natural



secondary forest) มีเท่า ๆ กัน แต่ความสามารถในการอ้มนํ าสงสดจะแตกต่างกันมากถึง 3 เท่า

(Liu Changming และคณะ, 1985 อ้างใน สมยศ กจค้า, 2530) ดังตารางที 22


ตารางที 22 ความสามารถในการอุมน าของอินทรียวัตถุและดินภายใตปาชนิดตาง ๆ







ชนดปา ปาธรรมชาติ ปาทุติยภูมิ ปาผสม ปาสน Fir ทุ่งหญ้าบน






ธรรมชาต ิ ที ชัน


ความหนาของอนทรย์ 20 6 8 6 3 1
วัตถุ (เซนติเมตร)

นํ าหนักอนทรย์วัตถุ 94.5 13.2 38.6 36.1 13.9 1.3

(ตัน/เฮกแตร)

อัตราการอ้มนํ าสงสด 270.0 33.8 105.1 109.2 27.5 2.0






ของอนทรย์วัตถ (ตัน/
เฮกแตร)



อัตราการอ้มนํ าสงสด 1,018.0 1,209.0 795.1 792.8 720.5 512.1



ของดน (ตัน/เฮกแตร)
ที มา : Liu Changming และคณะ, 1985 อ้างใน สมยศ กจค้า, 2530


164






ไม้สนสามใบที ปลกบรเวณพื นที ต้นนํ าลําธาร ในพื นทรับผดชอบของหนวย พัฒนา

ต้นนํ าที 35 (ขุนคอง) อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชยงใหม่ สภาพพ นดนเปนหญ้าคา เกดจากการทํา












ไรเลอนลอยของชาวเขา ดินเปนดนรวนปนดนเหนยว โดยปลกแปลงสนสามใบ พร้อมกับแปลง





ปลกไม้ซ้อซงเปนไม้ใบกว้าง หลังจากปลกได้ 12 ป ปรากฏว่าเร มมีนํ าซับ (Spring) เกิดข นไหล




ออกจากสวนปาปลูกสนสามใบ แต่สวนปาไม้ซ้อไม่ม (สมยศ กิจค้า,2530)




165



เอกสารอางอิง



______. 2532. การวางแผนและเทคนคในการปลกสร้างและบํารงรักษาสวนปา

โครงการวิจัยและฝกอบรมการปลกสร้างสวนปา กรมปาไม้ และองค์การความ









รวมมือระหวางประเทศ แหงรัฐบาลญปุน. 126 หน้า
______. 2540 . การปลกสร้างสวนปาในประเทศไทย . สํานักสงเสรมการปลกปา กรม








ปาไม้ กรงเทพฯ . 29 หน้า
คณต รัตนวัฒน์กุล สาโรจน์ วัฒนสขสกุล และอําไพ พรลแสงสวรรณ์ . 2540.






การทดลองถ นกําเนดไม้สนสามใบป 2541 . สวนวนวัฒนวิจัย สํานักวชาการปาไม้




กรมปาไม้ กรงเทพฯ. 24 หน้า


จํานงค์ กาญจนบุรางกูร . 2535 . การคัดเลอกแม่ไม้. เอกสารประกอบคําบรรยาย


การฝกอบรมหลักสตรการใช้อปกรณ์การปนต้นไม้ และการเก็บเมล็ดไม้ ณ.



ศนย์บํารงพันธ์ไมัสัก อําเภองาว จังหวัดลําปาง วันที 21-30 มกราคม 2535 .



24 หน้า.

จําลอง เพ็งคล้าย . 2518 . วงศ์ไม้สนเขา . ใน ไม้ที มค่าทางเศรษฐกจของไทย ตอนที 2 หอ



พรรณไม้ กรมปาไม้ กรงเทพฯ . หน้า 115-117.





ฉวีวรรณ หตะเจรญ . 2526 . แมลงปาไม้ของไทย . กรมปาไม้ กรงเทพฯ. 171 หน้า.






ชบ เข็มนาค . 2529 . การเลือกที ปลกปา . การอบรมหลักสตรการปลกสร้างสวนปา . ฝาย




พัฒนาบุคคล กองการเจ้าหน้าที และโครงการวจัยฝกอบรมการปลูกสร้างสวนปา


กองบํารง กรมปาไม้ กรงเทพฯ . หน้า 8-20 .



นันทิยา สมานนท์ . 2525 . การขยายพันธพืช . ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรศาสตร

มหาวิทยาลัยเชยงใหม่ เชียงใหม่ . 207 หน้า.





บรรดษฐ์ หงษ์ทอง . 2528 . การบํารงพันธ์ไม้สนสามใบในประเทศไทย. ภาควิชาชววิทยา

ปาไม้ บัณฑตวิทยาลัย มหาวทยาลัยเกษตรศาสตร์ . กรงเทพฯ . 101 หน้า.





ประดษฐ์ หอมจน . 2540 . การปลกสร้างสวนปาไม้สนในประเทศไทย. สวนวนวัฒนวิจัย






สํานักวิชาการปาไม้ กรมปาไม้ กรงเทพฯ . 161 หน้า.





ประสทธ สอาดอาวุธ และ อําไพ พรลแสงสวรรณ์ . 2538 . โครงการปรับปรงพันธไม้สน


ในประเทศไทย . เอกสารเผยแพรทางวิชาการ . 13 หน้า.

ไพบูลย์ กวินเลิศวัฒนา . 2524 . หลักการและวิธการเล ยงเน อเยื อพืช . กรงเทพฯ . 109 หน้า.





166








เรงชัย เผ่าสัจจะ . 2527 . การทดลองชนดพันธ์ไม้และถิ นกําเนดไม้สนเพื อทําเยื อกระดาษ .

การประชมการปาไม้ประจําป 2527 เลมที 3 กรมปาไม้ กรงเทพฯ . หน้า 434-459 .








เรงชัย เผ่าสัจจะ . 2528 . การปลกสร้างสวนปาเพื อทําเยื อ-กระดาษ การประชมปา




ไม้ประจําป 2528 . เล่มที 1 กรมปาไม้ กรงเทพฯ . หน้า 53-69 .








วิเชยร สมันตกุล. 2540 . หลักการปรบปรงพันธไม้ปาเบื องต้น . สวนวนวัฒนวิจัย

สํานักวิชาการปาไม้ กรมปาไม้ กรงเทพฯ . 95 หน้า.






วิโรจน์ พิมมานโรจนากูร. 2522 . รปแบบการคาดคะเนผลผลตของสวนปาไม้สนสามใบ



ในท้องที จังหวัดเชียงใหม่ เอกสารทางวิชาการประชมการปาไม้ . ประจําป 2522
สาขาวนศาสตรทั วไป เล่มท 2 กรมปาไม้ กรงเทพฯ . หน้า 168-198 .




วิโรจน์ พิมมานโรจนากูร . 2524 . อายุรอบตัดฟันด้านเศรษฐศาสตร์ ของสวนปาไม้





สนสามใบในท้องที จังหวัดเชยงใหม . การประชมวิชาการปาไม้ . ประจําป 2524 .



กรมปาไม้ กรงเทพฯ . หน้า 160-164 .




สถตย์ สวินทร . 2529 . ระเบียบและหลักเกณฑ์เกยวกับการปลกสร้างสวนปา การอบรม


หลักสตรการปลกสร้างสวนปา ฝายพัฒนาบุคคล กองการเจ้าหน้าที โครงการวจัย







และฝกอบรมการปลูกสร้างสวนปา กองบํารงกรมปาไม้ กรงเทพฯ . หน้า 5-7 .

สนั น ก งเมืองเก่า . 2541. การอนรักษ์ และการพัฒนาไม้สนในประเทศไทย. สวนวนวัฒน





วิจัย สํานักวิชาการปาไม้ กรมปาไม้ กรงเทพฯ. 91 หน้า.

สมเกยรติ กลั นกล น . 2536 . การขยายพันธไม้โดยไม่อาศัยเพศของไม้สนสามใบ. เอกสาร








สมทบการประชมการปาไม้ . ประจําป 2536 กรมปาไม้ กรงเทพฯ . หน้า 1 - 13.

สมเกียรติ กลั นกลิ น. 2539 . การเจริญเติบโตของไม้สนสามใบ ไม้สนสองใบ และไม้




สนคารเบียร์ โดยการขยายพันธ์แบบไม่อาศัยเพศ. สวนวนวัฒนวิจัย สํานักวชา


การปาไม้ กรมปาไม้ กรงเทพฯ . 30 หน้า .





สมเกยรติ กลั นกล น และคณต รัตนวัฒน์กุล . 2536 . สนสามใบ . ใน การปลกไม้ปา







โครงการพัฒนาปาชุมชน. สวนวนวัฒนวิจัย สํานักวิชาการปาไม้ และสวนปาชมชน


สํานักสงเสรมการปลูกปา กรมปาไม้ กรงเทพฯ . หน้า 38-60 .





สมยศ กิจค้า . 2530 . ไม้สนในประเทศไทย. ฝายวนวัฒนวิจัย กองบํารง กรมปาไม้


กรงเทพฯ . 225 หน้า .
สวิทย์ แสงทองพราว . 2516 . การศึกษาสัณฐานวิทยาของไม้สนในประเทศไทย .


167






รายงานวนศาสตรวิจัย เลมที 26 คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร

กรงเทพฯ .






อภชาติ ขาวสอาด . 2533 . แนวทางการปรับปรงพันธ์ไม้ปาสําหรบประเทศไทย.

ฝายวนวัฒนวิจัย กองบํารง กรมปาไม้ กรงเทพฯ . 27 หน้า.




อําไพ พรลแสงสวรรณ์ . 2541 . การจัดการเมล็ดไม้สน. สวนวนวัฒนวิจัย




สํานักวิชาการปาไม้ กรมปาไม้ กรงเทพฯ . 118 หน้า.






อําไพ พรลแสงสวรรณ์ สาโรจน์ วัฒนสขสกุลและคณต รตนวัฒน์กุล . 2539 . การศึกษา

อัตราการงอกของเมล็ดสนสามใบที เก็บรกษาไว้ในสภาวะต่างๆ กัน.
ศูนย์วนวัฒนวจัยที 1 จังหวัดเชยงใหม่ สวนวนวัฒนวิจัย สานักวิชาการปาไม้






กรมปาไม้. 49 หน้า.

อําไพ พรลแสงสวรรณ์ สมชาย นองเนอง และคณต รัตนวัฒน์กุล . 2541 .



คุณภาพเมลดและอายุการเก็บรักษาเมล็ดไม้สน 4 ชนด. ศูนย์วนวัฒนวิจัยที 1








จังหวัดเชยงใหม่ สวนวนวัฒนวจัย สํานักวชาการปาไม้ กรมปาไม้. 42 หน้า.
Armitage , F.B and Burley , J. 1980 . Pinus kesiya . Tropical Forest Papers No. 9.
Department of Forestry, Commonwealth Forestry Institute, University of Oxford.
199 p.
Baadsgaard, J . and Stubsgaard. F. 1984 . Seed Collection. Lecture Note No. C-3, April
1989. (revised March 1994) DANIDA Forest Seed Centre, Humlebaek,
Denmark. 24 p.
Barner, H. ; Olesen , K. and Wellendorf, H. 1988 . Classification and Selection of Seed
Sources. Lecture Note No. B-1 , November 1988. DANIDA Forest Seed Centre,
Humlebaek, Denmark. 33 p.
Bagchi, S.K. 1988 . Concept of Provenance. In: Seminar on Provenance Research. Indian
Council of Forestry Research and Education, Institute of Forest Genetics and Tree
Breeding, Coimbatore, India. 9 p.
Barner , H. and Ditlersen, B. 1988. The Strategies and Procedures for an Integrated
National Tree Seed Programme for Seed Procurement, Tree Tmprovement and
Genetic Resources. Lecture Note No. A-1, September 1988. DANIDA Forest

168




Seed Centre, Humlebaek, Denmark. 15 p.
Bryndum, K. 1970 . Yearly Report No. 2. Thai - Danish Pine Project . Report to Danish

International Development Agency (DANIDA).

Chuntanaparp, L. ; Songpitakchai, M . and Bryndam , K . 1974b. Early Results of a
Provenance Trial of Pinus kesiya in Thailand. Thai - Danish Pine Project 1969-

1974. p.23-28.

Ditlevsen, B.; Shrestha, N.B. and. Robbins, A.M.J. 1988. Tree Improvement. An Outline
and Plan of Action for Nepal. MHGN/EEC/ODA. National Tree Seed rogramme,

Kathmandu, Neple.

FAO. 1968 . Pulp and Paper Material Survey. Thailand Vol. 1 Final Report. General.
FAO/SF: 46/THA - 11.

FAO. 1969. Paper and Pulp Material Survey. Volume II Final Report - Technical

Annexes. FAO/SF : 46/THA - 11. 169 p.
Feilberg, L. and Søegaard, B. 1975. Historical Review of Seed Orchards . In : Seed

Orchard. Forestry Commission Bulletin, No. 54 , London. p.1-7 .
Giertych, M. 1975 . Seed Orchard Designs. In: Seed Orchard. Forestry Commission

Bulletin, No. 54 , London. p. 25-37.

Granhof , J.J. 1983. Review of Provenance Investigations. Thai - Danish Cooperation on
Eucalyptus and Pine Improvement 1969-1980 . Vo1 . II . Forest Research Paper.

Silvicultural Research Sub-Division, Royal Forest Department, Bangkok and
Danish International Development Agency (DANIDA), Copenhagen. p. DI-9.

Granhof, J.J. 1983. Growth and Variation in Pinus kesiya at High Elevation in Thailand .

Thai - Danish Cooperation on Eucalyptus and Pine Improvement 1969 - 1980 .
Volume II. Forest Research Paper. Silvicultural Research Sub - Division, Royal

Forest Department, Bangkok and Danish International Development Agency

(DANIDA), Copenhagen. p. 2A1 - 27
Granhof, J.J. Some Principal Aspect of Tree Improvement. Discussion Notes. Pine

Improvement Centre. 42 p.

169




Granhof, J.J. 1990 . Seed Orchard . Location, Establishment and Management. Lecture
Note, March 1990 . DANIDA Forest Seed Center, Humlebaek, Denmark. 12 p.

Keiding, H. and Graudal , L. 1989. Introduction to Conservation of Forest Genetic

Resources. Lecture Note No. A - 4, Mach 1989. DANIDA Forest Seed Centre,
Humlebaek, Denmark. 13 p.

Kemp, R.H. 1976. Seed Procurement for Species and Provenance Research. In : A.

Manual on Species and Provenance Research with Particular Reference to the
Tropics. Trop. For . Papers No. 10 , Depf. of Forestry, Oxford Forestry Institute,

University of Oxford, England . p. 41-43.

Kingmuangkow, S. 1974a. Flowering and Seed Formation of P. kesiya in Thailand. Thai
– Danish Pine Project Report 1969-1974 . 6 p.

Lloyd, R.D. ; Rudyj, E. and Granhof, J.J. 1983. Vegetative Propagation of Pine. Thai –

Danish Cooperation on Eucayptus and Pine Improvement 1969 - 1980. Volume II.
Forest Research Paper. Silvicultural Research Sub - Division, Royal Forest

Department , Bangkok and Danish International Development Agency (DANIDA),
Copenhagen. p. J1-15.

Mullin, T.J. 1992. Making Choices --Seedling and Clonal Options for Breeding and

Reforestation in New Brunswiek. Canada/New Brunswiek Cooperation Agreement
on Forest Development, under Program 5.1 , Applied Research and Development,

Canada. 55 p.
Namkoong , C. ; Barnes , R. D. and Burley , J . 1980. A Philosophy of Breeding Strategy

for Tropical Forest Trees. Trop. For. Paper No. 16, CFI, Univ. Oxford, England.

p. 9-13.
OECD , 1974. OECD Scheme for the Control of Forest Reproductive Material

Moving in International Trade. Organization for Economic Co-operation and

Development, Directorate for Agriculture and Food, Paris. p. 4-5.
Pousujja, R.; Granhof, J. J. and Willan, R.L. 1986. Pinus kesiya Royle ex Gordon. Seed

Leaflet No. 5, June 1986. DANIDA Forest Seed Center, Humlebaek, Denmark.

170




26 p.
Pousujja, R.; Granhof, J.J. and Wellendorf, H. Estimation of Needs of A Pine Plantation in

Thailand and Feasibility for Further Improvement of 4 Major Pine species. 13 p.

Sa-Ardavut, P. 1995. Experiences in Silviculture and Conventional Forest Gene
Conservation Programmes of Pinus merkusii and Pinus kesiya. Pine Improvement

Centre, Silviculture Research Division, Forest Research Office, Royal Forest

Department, Bangkok, Thailand. 20 p.
Sa-Ardavut, P.; Pornleesaengsuwan, A. and Chairuangsirikul, T. 1995. Note on In situ

and Ex situ Gene Conservation of Tropical Pines Established by the Pine

Improvement Centre. Silvicultural Research Division, Forest Research Office ,
Royal Forest Department, May 1995. 9 p.

Sirikul, W. 1994. Seed Production of Pine in Thailand. Eds. Drysdale, R. M.; John,

S.E.T.; Yapa, A.C. Proceedings : International Symposium on Genetic Conservation
and Production of Tropical Forest Tree Seed. ASEAN - Canada Tree Seed Centre

Project, Muak - Lek, Saraburi, Thailand. P. 229-232.
Sirikul, W. and Kanninen, M. 1990. Shoot Growth and Its Clonal. Variation in Pinus

kesiya. Silva Fennica 1990, Vol. 24 No. 3 : 303-313.

Snyder, E.B. 1972. Glossary for Forest Tree Improvement Workers. U.S. Dept. &
Agricaltural, Forest Service.

Stabsgaard, F. and Baadsgaard, J. 1989. Planning Seed Collections. Lecture Note No. C-
3, December 1989. DANIDA Forest Seed Centre, Hamlebaek, Denmark. 19 p.

Sumantakul, V. 1983 g. Seed Orchards. Training Course in Forest Tree Seed Collection

and Handling . Lecture Note. ASEAN - Canada Forest Tree Seed Centre, Muak –
Lek, Saraburi Thailand . 12-27 Aprily 1983.

Tawatchai, S. 1987. Natural Distribution of Pines in Thailand. Second Regional Training

Course in Forest Tree Improvement Thailand . September 15, 1987- October 20,
1987. Vol. 3 No. 17. 15 p.

Willam, R.L. 1984. A Guide to Forest Seed Handling. DANIDA Forest Seed Centre.

171


Humlebaek, Denmark . 394 p.

Willam, R.L. 1988. Benefits from Tree Improvement. Lecture Note No. A-2 , October
1988. DANIDA Forest Seed Centre. Humlebaek, Denmark. 34 p.

Willam, R.L. ; Olesen, K. and Barner, H. 1989. Natural Variation as a Basis for Tree

Improvement. Lecture Note No. A-3 , December 1989 . DANIDA Forest Seed
Centre. Humlebaek, Denmark. 13 p.

Wright, J.W. 1976. Introduction to Forest Genetics. Academic Press, New York, USA.

463 p.
Zobel, B.J. and Talbert, J. 1984 . Applies Forest Tree Improvement. John Wiley and

Sons, Inc. New york, USA.

172

173

174

175

176

177

178


Click to View FlipBook Version