The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jui643, 2022-04-11 03:34:40

ช่างสีเรือ

ช่างสีเรือ

Keywords: ช่างสี,สีเรือ,color

ช่างสเี รือ

เรยี บเรยี งโดย แผนกหอ้ งสมดุ กรมพฒั นาการชา่ ง กรมอู่ทหารเรอื ปี 2565

สารบัญ หนา

บทท่ี 1 นิยามศัพท 1

บทท่ี 2 ความรทู ั่วไปเกีย่ วกบั สี 4
- ความมงุ หมายของการใชส ี 5
- การผลิตสี 14
- ประเภทสี 22

บทท่ี 3 เครอ่ื งมือชางสีและการบํารงุ รักษา 38

บทท่ี 4 การเตรยี มพนื้ ผวิ วสั ดุ 41
วตั ถปุ ระสงคของการเตรยี มพ้ืนผวิ 42
- การเตรยี มพ้ืนผวิ เหลก็
- การเตรยี มพ้นื ผวิ อลมู เี นียม 44
- การเตรียมพ้ืนผวิ ไม 53
ขอ ควรระวงั ในการเตรียมพน้ื ผิว 57
การเตรยี มสี 59

บทท่ี 5 เทคนิคการพนและทาสี 62
- การพน สี 62
- การทาสี 64
66
บทท่ี 6 ปจ จยั ทีม่ ผี ลตอ คณุ ภาพของสใี นการใชง าน 69

บทที่ 7 การเลือ่ มคุณภาพของฟล มสีในลกั ษณะตา ง ๆ

บทที่ 8 มาตรฐานสที าเรือ
- การผลิตสีและประเภทของสี
- ประเภทของสที าเรือและการใชงาน
- คุณลักษณะทตี่ อ งการและการใชงาน
- การทดสอบ
- การแบงสีประเภทตาง ๆ ออกตามระบบการทาสี

บทท่ี 9 มาตรฐานงานชา งกรมอูทหารเรือ 70
- กลา วโดยทว่ั ไป 70
- การตรวจสอบสภาพสีตวั เรือใตแ นวน้าํ 71
- นิยามของระดับมาตรฐาน 72
- การเตรยี มพนื้ ผิว 75
- การพนสตี วั เรือใตแ นวนา้ํ
110
บทท่ี 10 ระเบียบกองเรอื ยุทธการ วา ดวยการทาสเี รือ พ.ศ.2530
131
บทท่ี 11 ความปลอดภยั ในการปฏบิ ตั ิงานเก่ียวกบั สี 132
- การปอ งกนั อนั ตรายจากอุบตั เิ หตุ 134
- อันตรายจากไฟไหมแ ละการระเบดิ 136
- อันตรายตอสุขภาพ 136
- การปฐมพยาบาลเบื้องตน 136
- ขอควรปฏิบัติทั่วไป 141
- อปุ กรณปอ งกนั ภยั สว นบุคคล
- ขอแนะนําพเิ ศษ 144
145
บทท่ี 12 คําแนะนาํ การใชสขี อง พธ.ทร. 147
- คําแนะนาํ การใชสีเหนอื แนวนํ้า
- คาํ แนะนาํ การใช (APPLICATION) สใี นระบบสใี ตแ นวนํา้ ของ พธ.ทร. 152
- คาํ แนะนาํ การใช (APPLICATION) สใี นระบบสแี นวน้ําของ พธ.ทร.
161
บทท่ี 13 การควบคุมคุณภาพการปฏิบตั งิ านทาสเี รือ

บรรณานุกรม

1

บทที่ 1

นยิ ามศพั ท

ฟล มสี หมายถงึ ชน้ั บาง ๆของสที ีต่ วั ทาํ ละลายระเหยไป
ความเงา ” ความสามารถในการสะทอ นแสงของฟลม สี
พื้นผิว ” ผิวหนา วัตถทุ ่ีใชท าหรอื เคลอื บสีลงไป
สีเชอื่ มยึด ” สีช้ันกลางทใี่ ชเ ช่ือมระหวา งสี 2 ชน้ั ทีท่ า
ทบั กันไมได
การลับสี ” การทําความสะอาดพน้ื ผิวของสีที่ทาไวแ ลว
โพลเิ มอร ” สารโมเลกลุ ใหญท ีเ่ กดิ จากปฏิกิรยิ าการรวมตัว
ของสารโมเลกลุ เลก็ หลาย ๆ โมเลกุล
เรซิน ” โพลิเมอรช นดิ หน่ึงซง่ึ ใชเปนตวั ผสมของสี
ไบนเดอร ” สวนประกอบของสที ีท่ ําหนาท่ียดึ ผงสีเขาดวยกนั
และทาํ ใหเกดิ การเกาะติดกับพ้ืนผิว
ความหนดื ” ความตา นทานความไหลของของเหลว
สโี ปง พอง ” ลกั ษณะของสีทไี่ มย ดึ เกาะกับช้ินงานอันเกดิ
จากการเตรียมพ้นื ผวิ ไมสะอาด หรือเกิดจาก
สีผสมเสร็จ ” คุณภาพของฟล ม สไี มด ี
สียอย ( SAGGING ) ” สีทีใ่ ชงานไดโ ดยไมม สี ว นผสมแยกสว นกัน
การทส่ี ีไหลลงมาขณะเคลือบแลว เกดิ การแขง็ ตวั
อายุของสี ” เปน ผลใหผ วิ เคลือบไมส มาํ่ เสมอ มีขอบลา งหนา
นริ ภัย ” ตามปกตกิ ารยอ ยจะมลี ักษณะเหมือนมา นเกดิ ขึน้
จุดวาบไฟ ” เฉพาะผวิ ในแนวยนื
ระยะเวลาท่ีสีเส่อื มสภาพ
PPM ( PART PER MILLION ) ” ความปลอดภยั ไมม ีอนั ตราย
อุณหภมู ทิ ไี่ อของสารตดิ ไฟวาบหนง่ึ แลว ดบั โดย
เปลวไฟจากภายนอก
หนวยทใ่ี ชวดั ความเขม ขน ของสารหน่ึงหนว ยใน
ลา นหนว ย

2

บทท่ี 3

ความรูทัว่ ไปเกย่ี วกับสี

ในอดีตการตอเรอื จะตอดว ยไม ซง่ึ สามารถทนตอ การสึกกรอนไดด ี งายตอการบํารงุ รักษา

ตอมามีการนําโลหะมาใชตอ เรอื ซงึ่ โลหะราคาถกู เชน เหลก็ จะเกดิ การผกุ รอ นไดง า ย จึงตองมกี าร

ควบคุมการผกุ รอ นเปนอยา งดี เพื่อรักษาใหเรอื มอี ายกุ ารใชง านไดย าวนานทีส่ ดุ การผกุ รอนของ

โลหะ เกิดไดห ลายแบบคือ

1. การผกุ รอนทางเคมี หมายถึง การผกุ รอ นทเ่ี กิดจากการทําปฏกิ ริ ิยาระหวา งโลหะกับ

สารเคมีโดยตรง เชน การเปนสนิมของเหลก็ เกิดจากเหล็กทาํ ปฏกิ ริ ยิ ารวมตวั กับออ็ กซิเจนในอากาศ

การกัดกรอ นของสารละลาย กรด – ดา ง

2. การผกุ รอ นทางไฟฟา ซ่ึงมักเกิดรวมกบั การเปลย่ี นแปลงทางเคมี จึงเรียกวา

electro – chemical corrosion การผุกรอ นแบบนี้จะมลี ักษณะเหมอื นการกรอ นของแผน ตะกวั่ ทข่ี ั้ว

ลบ ( anode ) ของแบตเตอรี่เม่ือมีการตอเสน ลวดใหครบวงจร

ภาพขยายแสดงการผกุ รอ นทางไฟฟา ของเหลก็

3

ในกรณขี องเหลก็ เมอ่ื สมั ผสั กับสารละลายนาํ ไฟฟา (electrolyte) เชน ละอองนาํ้ เกลือ
อิเล็กตรอนของเหล็กจะเคลือ่ นทีจ่ ากจดุ หนง่ึ ไปยังอกี จุดหน่ึงไดง า ยขนึ้ เพราะละอองนาํ้ เกลอื ชวยให
อิเลก็ ตรอนเคล่ือนท่ีไดค รบวงจร อะตอมของเหลก็ ทเี่ สียอเิ ลก็ ตรอนจะเกดิ ปฏิกิริยาทางเคมไี ดงายกวา
ปกติ ดงั นน้ั ถามอี อกซิเจนละลายอยใู นน้ําเกลือมนั จะรวมตัวกับเหลก็ ทเ่ี สยี อิเลก็ ตรอนเกิดเปน สนิม
ไดทันที และสนมิ จะเกิดลามไปเร่ือย ๆ เนอ่ื งจากเนอ้ื สนมิ พรนุ นํ้าเกลอื สามารถแทรกตวั ลงไปถึง
เนื้อเหลก็ ทย่ี งั ดอี ยู ทําใหเ กดิ การเคลอื่ นทขี่ องอเิ ลก็ ตรอนไดอ กี

3. การผุกรอ นทเ่ี กิดจากสิ่งมีชีวิต พืชและสตั วท ง้ั นา้ํ จดื และน้ําทะเลหลายชนดิ จะเจรญิ
เติบโตโดยอาศัยเกาะกบั วัตถุที่แชน ้าํ ในระดับท่ีแสงสอ งไปถึง ในที่นีเ้ พอ่ื ความสะดวกเราจะรวม
เรยี กวาเพรยี ง ดงั นั้นทองเรือภายนอกถา ไมมีการปองกนั เพรียงกจ็ ะมาเกาะในบริเวณท่ีแสงสอ งลงไป
ถึง ทาํ ใหผ ิวเรือเกดิ ขรุขระจงึ ตานน้าํ ความเร็วเรือจึงลดลง และสนิ้ เปลอื งเชอ้ื เพลงิ เพ่ือการขับเคลื่อน
มากขึน้ เพรียงบางชนิดสามารถขับสารที่จะทําอนั ตรายเหล็กออกมาได จงึ ชว ยเรงการผุกรอ นของ
เหลก็

รูพรุนในสนิม

ภาพขยายแสดงองคป ระกอบของผวิ เหลก็ ทเี่ ปน สนิม

การปองกนั การผกุ รอน ก็ทาํ ไดหลายวิธี คือ
1. การปรบั สภาพผิวโลหะเพ่ือใหผ วิ โลหะทนสภาพทจี่ ะทําใหเ กิดการผุกรอ นไดดขี น้ึ

เชน การชุบฟอสเฟต โดยใชก รดฟอสฟอรคิ กรดจะไปทําปฏิกริ ยิ ากับผวิ เหลก็ เกดิ เปน
เกลือเหล็กฟอสเฟตเปนฟลม บาง ๆ ซ่ึงไมล ะลายและไมพ รนุ แบบสนิม ฟล ม ของมันจงึ ชว ยปองกนั
เน้อื เหล็กขางลางไมใ หสัมผสั กับสภาพแวดลอม การผุกรอนจงึ ไมเกดิ ข้ึนตอไป

2. การใชโลหะท่เี สียอเิ ลก็ ตรอนไดงา ยมาปะตดิ กับเนอื้ เหล็ก โลหะตวั นั้นกจ็ ะเปนตวั ผุ
กรอนแทนเนอ้ื เหล็กเน่อื งจากผลทางไฟฟา โลหะทน่ี ยิ มใชก็คอื สังกะสีท่ีเราเรยี กวาสงั กะสกี ัดกรอ น
ดงั นนั้ ขอ ควรระวังก็คอื ถามีโลหะท่เี สยี อิเล็กตรอนไดย ากมาสัมผัสกบั เหล็ก โลหะตวั นน้ั กจ็ ะ
กลายเปน ตวั เรง ใหเหลก็ เกดิ การผุกรอนเชน การใชห มุดทองแดงมายดึ แผนเหล็ก ซงึ่ ถา จําเปน ตองทาํ
ก็จะตองหาทางปอ งกันการผกุ รอนที่จะเกิดขนึ้ ตามมาดว ย

4

3. การใชสีทาเคลือบเพื่อปอ งกัน มลี กั ษณะเปน ฟล ม บาง ๆ จึงชว ยปอ งกันพน้ื ผิวไมใ ห

สมั ผัสกบั สภาพแวดลอ มท่จี ะทําอนั ตรายกบั ตัวมนั ได แตก ารใชสีจะตอ งทาํ ใหถ กู วธิ คี อื จะตองมกี าร

เตรยี มพน้ื ผวิ อยา งดี กาํ จดั สนิมและคราบสงิ่ สกปรกบนผิวเหลก็ ออกไปใหห มกกอ น เพ่อื ใหฟ ล มสี

สามารถยดึ เกาะกับผิวเหล็กอยางสม่ําเสมอทกุ จดุ เพราะถามจี ุดบกพรอ งอยูเพียงเลก็ นอย การผุกรอน

กจ็ ะเร่ิมจากจดุ นน้ั แลวลามไปท่วั ทกุ พน้ื ผวิ ท่ีมสี ีทาทับไวไ ด การเลอื กใชใหเ หมาะสมกบั สภาพ

แวดลอ มกม็ ีความสําคัญ เนือ่ งจากสบี างชนิดไมทนนํา้ และความชนื้ จึงไมค วรนาํ มาทาในบรเิ วณที่

ตองจมุ น้ําอยูเปน ประจํา เพราะสีจะเกิดการพองและหลดุ ลอนทําใหไมส ามารถปองกนั ผิวโลหะได

ตอไป

ความมงุ หมายของการใชส ี การใชส ีมีลักษณะเปน การผสมผสานระหวางวทิ ยาศาสตร

และศิลปศาสตร ผใู ชจะตองรูจักเลือกใชแ ละปฏิบัติอยา งถกู ตอง จงึ จะบรรลุความมุงหมายที่ตองการ

ซึ่งแบง ไดก วาง ๆ 3 ประการ

1. เพ่ืออนรุ ักษผวิ ของวัตถหุ รือส่งิ ของตา ง ๆ ใหอ ยูใ นสภาพเดมิ ไดนานท่สี ุดหรอื ปอ งกนั

และควบคมุ การผกุ รอนทอ่ี าจจะเกดิ ข้นึ

2. ชว ยในการตบแตงและประดบั ประดา เพอื่ ใหเ กิดความสวยงามและปด บงั ความ

บกพรอ ง

3. ชว ยลดอนั ตรายในวงการอุตสาหกรรมและในชวี ิตประจําวนั

สี (paint) หมายถึง สารทม่ี ผี งสี (pigment) เปนสว นผสม เม่ือใชในรูปของเหลวเคลอื บ

ลงบนพ้ืนผิวแลว จะแหง เกดิ เปน ฟล ม แข็งเกาะติดพ้นื ผิว สใี ชเ ปนคาํ กลาง ๆ ในความหมาย

รวมถงึ สารเคลือบ (coating) หลายชนดิ ไดแก แลคเกอร (lacquer), วารนชิ (varnish), ไพรเมอร

(primer), อนี าเมล (enamel) ฯ ลฯ

สปี ระกอบดว ยองคป ระกอบสําคัญคือ ผงสี (pigment), สงิ่ นาํ สี (vehicle), ตวั ทาํ ละลาย

(solvent) และตวั เตมิ (additive)

1. ผงสี (pigment) เปนของแข็งมลี ักษณะเปน ผงขนาดเลก็ มาก และไมละลายในส่ิงนาํ สี

ซึง่ มีหนา ทใ่ี นสีคอื ใหสี (color), กําลังซอนแสง (hiding power) และมีหนา ทีอ่ นื่ ๆ ในการควบคมุ

เกย่ี วกับความหนดื (viscosity), ชว ยควบคมุ ความเงา (gloss) ของสี

2. สิ่งนําสี (vehicle) เปนสวนทเ่ี ปน ของเหลวของสี ทาํ ใหเกดิ ฟล มสี (film former)

ประกอบดว ย (binder) ทาํ หนา ท่ยี ึดผงสเี ขา ดว ยกัน และทาํ ใหเ กิดการเกาะติดกับพน้ื ผวิ

คุณสมบตั ขิ องส่งิ นําสจี งึ มีผลโดนตรงตอ คณุ สมบตั ขิ องฟลมสี เชน ความหนาของฟล ม สี (film

thickness), การยดึ เกาะ (adhesion), ความทนทานตอการดดั โคง (flexibility), ความทนน้ํา (water

resistance) ดังน้ันจึงมกี ารแบง ชนิด (type) ของสีตามชนิดของไบนเดอร ไบนเ ดอรท ใ่ี ชใ น

อุตสาหกรรมสไี ดแ ก acrylic, alkyd, bitumen , chlorinated rubber, coal tar , epoxy , inorganic –

silicate, linseed oil, nitrocellulose, phenolic, polyurethane, shellac, silicone, tung oil , vinyl

5

การแหงของฟล มสีจะขึ้นกับสง่ิ นาํ สี ซ่งึ มกี ารแหงไดห ลายแบบคือ แบบแรกแหง โดย
การละเหยของตวั ทาํ ละลายไดแ ก bitumen, chlorinated rubber, nitrocellulose, vinyl แบบท่ีสอง
แหง โดยการทาํ ปฏกิ ิรยิ ากบั ออกซเิ จนในอากาศ ไดแก นํ้ามันซักแหง ตาง ๆ เชน linseed oil, tung
oil, aikyd ฯลฯ แบบทส่ี ามแหง โดยการทําปฏิกิริยากับสารเคมีไดแ ก epoxy สพี วกนจี้ ะเปน สี 2
กระปองนาํ มาผสมกนั เพ่ือใหเ กดิ การแข็งตัว นอกจากนยี้ ังมีการแหงแบบอน่ื ๆ อกี ซ่ึงจะไมกลาวถงึ

3. ตวั ทาํ ละลาย (solvent) เปนของเหลวระเหยงา ย ทาํ หนาที่ละลายสงิ่ นําสีใหม ีความ
หนืดพอเหมาะกับการใช ตวั ทาํ ละลายจะระเหยออกจากฟลมจนหมดเมื่อสีแหง

4. ตวั เติม (additive) เปน สารทเี่ ตมิ เขาไปเพื่อทําหนา ทบ่ี างอยางในสี ตัวเดมิ มหี ลายชนดิ
เชน driver ทําหนาท่ีเรงการแหง ของส,ี wetting agent ชว ยการกระจายของผงสี, defoamer ชวยลด
การเกิดฟองในขณะคนส,ี antisettling agent ชว ยลดการนอนกน ของสที ีเ่ ก็บไวน าน

การผลติ สี (Paint Manufacture)
การผลติ สีในเชิงอุตสาหกรรม มขี นั้ ตอนดงั น้ี คือ

การผสม (premixing) เปนการนาํ ผงสแี ละสว นประกอบทเ่ี ปนของเหลว เชน สาร
ยดึ ตวั ทําละลายหรอื ตัวกลางบางสวน ผสมเขาดวยกัน

การบด (grinding) เปน การทําใหอ นภุ าคของผงสีมขี นาดเล็กลงตามตอ งการ ซึ่งจะ
เปนผลใหผงสีเกิดการเปย กและกระจายตวั ไดด ี ในขนั้ ตอนนีอ้ าจมีการเติมสว นประกอบทีเ่ ปน
ของเหลวทเ่ี หลอื ลงไปอีกหรือไมกไ็ ด

การปรบั ความขน เหลว (adjustment of consistency) โดยการเติมสารยึด สารเตมิ
แตง และตวั ทาํ ละลายทเ่ี หลอื ลงไป

6

เทียบสีของผลิตภัณฑใ หไ ดตรงตามสีมาตรฐาน การเทียบสีนี้ ในอังกฤษใชคาํ ศัพท
วา tinting สว นในอเมรกิ า ใชค ําศัพทวา shading

ควบคมุ คุณภาพ (quality control) ใหม ีสมบตั ิตา ง ๆ ตรงตามมาตรฐานท่ไี ดระบไุ ว
บรรจุ (filling) ในภาชนะหรอื กระปอ งท่มี ขี นาดตา ง ๆ ตามตอ งการ
เครอื่ งผสม (Premixers)
เคร่อื งมอื ที่ใชใ นการผสมสีมีหลายชนิด ท้ังชนิดแนวนอนและชนดิ แนงตั้ง สาํ หรบั
เคร่อื งผสมสที ่ีใชกนั ทวั่ ไป มีดงั นี้
1. Horizontal pugs

เครอ่ื งผสมชนดิ น้ีใชส าํ หรับผสมสารทมี่ คี วามขน สงู มาก เชน พัตตี (putty) และ
สตอปเปอร (stopper) เปน ตน เครอ่ื งมอื ประกอบดว ยอางยาวทาํ ดว ยเหลก็ รูปตัว U ( U - shape steel
trough) ภายในอางมแี กนพรอมใบพดั ซง่ึ หมนุ ในแนวนอน 2 แกน สําหรบั กนอา งมกี ารออกแบบ
พิเศษเพ่อื ใหก ารผสมสามารถทาํ ไดท่ัวถึง

2. Vertical Premixer
เคร่ืองผสมชนดิ นปี้ ระกอบดว ยเครือ่ งกวนพรอ มใบพดั รปู ตวั U ทปี่ ลายแกนและ

สามารถปรับระดบั ใหสงู หรอื ต่ําภายในภาชนะผสมได ดังน้นั ภาชนะทใี่ ชจ งึ สามารถเลอื กขนาดตา ง ๆ
กนั ได เคร่อื งกวนชนดิ น้ี กวนอยา งชา ๆ จงึ เหมาะสําหรบั การผสมผลิตภณั ฑทม่ี ีความขน สงู

3. High - Speed Impellers
ในการใชเคร่อื งผสมชนิดนี้ใหมปี ระสิทธิภาพมากทสี่ ดุ ระดบั ของสที ่บี รรจุใน

ภาชนะผสม ควรมีระยะเทากับความยาวของเสนผานศูนยกลางของภาชนะผสม ความยาวของเสน
ผา นศนู ยกลางของใบพัดควรเทากับ 1/3 – 1/2 ของความยาวของเสน ผานศนู ยกลางของภาชนะผสม
และระดบั ของใบพัดควรอยสู ูงขน้ึ มาจากกน ภาชนะผสมเปนระยะทางเทา กับ 1/3 ของระดบั สี (ดูรูป 1)
เครอ่ื งผสมชนิดนจ้ี ะใหด ีกรขี องการกระจายตวั ของผงสีสูง

รูป 1 ขนาดของ high – speed impeller
ทมี่ ีประสทิ ธิภาพสูงสดุ

7

สาํ หรับใบพดั ที่ใชก ับ high – speed impeller ที่นยิ มใชก นั มาก ทาํ จากแผนเหล็กกลม
และทข่ี อบมลี ักษณะเหมอื นฟนปลา (steel disc with a scrated edge) (ดรู ูป 2)

รูป 2 ใบพดั ทน่ี ยิ มใชก บั high – speed impeller
เครอื่ งบด ( Dispersing mills )

เครอ่ื งบด แบง ไดเปน 2 ประเภทใหญ ๆ คือ
1. เคร่ืองบดทจ่ี ะตองทาํ การผสมผลติ ภัณฑมากอนทาํ การบด (dispersing mills
requiring premixes )
2. เคร่อื งบดทสี่ ามารถนําวตั ถุดิบทั้งหมดมาใสในภาชนะบดของเครอื่ ง แลว บดได
เลย (direct charge mills)

รูป 3 แสดงการจําแนกประเภทของเครอ่ื งบดสีชนิดตา ง ๆ

8

1. Triple Roll Mill
เคร่ืองบดชนิดน้ี ประกอบดว ยลกู กลงิ้ 3 ลกู ขนาดเทา กนั ซงึ่ โดยปกติขนาดของลูกกล้งิ ท่ีใช

กันท่ัวไปคอื เสนผา นศนู ยกลางยาว 25 - 40 เซนตเิ มตร (10 - 16 น้วิ ) และยาว 60 - 120 เซนติเมตร
(24 - 48 นว้ิ )

รปู 4 Triple Roll Mill

ลกู กลง้ิ 3 ลูกของเครอื่ งบดชนิดนี้ หมุนดว ยอตั ราความเรว็ ที่ตางกนั และหมนุ ในทิศทาง

ดังแสดงไวใ นรูป 4 กลาวคอื ลูกกลง้ิ ลูกหลงั (back roll) หมนุ เร็วท่สี ุดโดยท่ีลูกกลงิ้ ลกู หลงั และลกู

กลาง (centre roll) จะหมนุ เขาหากัน ในขณะท่ีลูกกลง้ิ ลกู หนา และลกู กลางจะหมนุ ออกจากกนั โดย

ปกตอิ ตั ราการหมุนของลกู กล้งิ 3 ลูกนีจ้ ะเปนอัตราสวนเทากับ 1 : 3 : 9 และสําหรบั ชองวา งระหวา ง

ลกู กลิง้ ลูกหลังและลูกกลาง จะมากกวา ชองวางระหวางลกู กลง้ิ ลกู หนา และลกู กลาง

การบดจะเกดิ ขน้ึ เม่ือนาํ ผลิตภัณฑซ ่ึงทําการผสมมาแลว ใสในถงั บรรจุ ( hopper )

ผลติ ภัณฑจ ะถกู บดผา นชอ งวางระหวางลกู กล้งิ ลูกหลังกบั ลูกกลางกอ น แลวจงึ จะถูกบดผานชอ งวาง

ระหวางลกู กลงิ้ ลูกกลิง้ ลูกกลางและลูกหนา ดงั นน้ั ยิ่งชอ งวา งเล็กลงเทาไร การบดกจ็ ะยิ่งบดได

ละเอียดขึ้น ผลิตภัณฑทีถ่ กู บดแลว จะไหลผา นลกู บดลกู หนาผา น scraper แลวไหลไปเกบ็ ในถาดเก็บ

หรอื ภาชนะบรรจุทีร่ องรบั อยูใต scraper

เน่อื งจากการบดดว ยเครอื่ ง triple roll mill มีขอ จาํ กดั หลายประการ เชน บดไดชา

การบํารงุ รักษาและการทําความสะอาดมีขอ ยงุ ยาก นอกจากนเี้ ครือ่ งบดชนดิ นย้ี ังไมเหมาะกบั การบด

ผลิตภัณฑซ ึ่งประกอบดว ยตวั ทาํ ละลายทรี่ ะเหยงาย ดงั น้นั ปจ จบุ ันนี้จึงไมนยิ มใชเ ครือ่ ง triple roll

mill มีขอจํากัดหลายประการ เชน บดไดชา การบาํ รงุ รกั ษาและการทาํ ความสะอาดมขี อยุงยาก

นอกจากนเี้ ครอื่ งบดชนิดนย้ี งั ไมเหมาะกับการบดผลิตภณั ฑซึ่งประกอบดว ยตวั ทาํ ละลายทร่ี ะเหยงา ย

ดังนน้ั ปจ จุบนั นจี้ งึ ไมน ิยมใชเครอื่ ง triple roll mill ในอุตสาหกรรมสี แตย งั มีการใชเ ครื่องบดชนดิ

นก้ี ันบา งในอตุ สาหกรรมหมึกพมิ พ และอตุ สาหกรรมท่ีผลิตสารทีม่ ีความขนสูง

9

2. Sand Mill
ประสทิ ธิภาพของเครอื่ งบดซ่งึ ทําใหผ ง

สกี ระจายตวั จากการเคลอื่ นทขี่ องลกู บดนน้ั วดั
ไดจ ากอตั ราการกระจายตัวของผงสีซึง่ จะ
เพิม่ ขน้ึ เมื่อเสน ผา นศูนยก ลางของลกู บดมขี นาด
เล็กลง โดยการใชลกู บดทรงกลมที่มีขนาดเล็ก
มาก ๆ และกวนในอตั ราความเร็วสูงจะทาํ ให
ไดผงสีที่มกี ารกระจายตวั ในตวั กลางไดด ีและ
รวดเรว็

รปู 5 Sand Mill

เครอื่ ง sand mill ประกอบดว ยภาชนะรปู ทรงกระบอกในแนวตั้ง และมีนํ้าหลอ เลีย้ ง
ภายนอก (vertical water – cooled cylindrical chamber) กลางภาชนะมแี กนพรอมแผน กลมหลาย
แผน (ดูรูป 5) ซ่งึ หมุนดว ยอัตราความเร็วสูง ภายในภาชนะบรรจทุ รายซ่งึ มีความละเอียด 20 - 40
mesh หรือลูกแกว (glass ballotini) ทมี่ ีเสนผา นศนู ยก ลาง 0.5 ถงึ 1 มิลลเิ มตร

เม่ือจะทําการบด ผงสแี ละตัวกลางซง่ึ ผานการผสมมาแลว จะถกู สูบเขา ไปที่กนของ
ภาชนะ จากนั้นผลิตภณั ฑผ สมจะถกู สูบขน้ึ ไปทด่ี านบนของภาชนะโดยอาศยั การหมนุ ของแกน โดย
วธิ นี ผ้ี งสีจะถกู ทําใหก ระจาย เนอ่ื งจากแรงเฉือนท่ีเกดิ ขนึ้ ในระหวางทผ่ี ลิตภณั ฑผสมถกู สบู ขนึ้ ไป
จนกระท่ังถงึ ดา นบนสุดของภาชนะ สูบผลติ ภณั ฑอ อกไปเกบ็ ในถงั หรอื ภาชนะอน่ื ๆ โดยผา น
ตะแกรง เพ่ือกรองไมใ หล กู แกวหลุดปะปนออกมากบั ผลติ ภัณฑด ว ย

การใชเ ครอื่ ง sand mill สามารถทาํ ไดอยางตอ เนอื่ ง นอกจากนี้ การทําความสะอาด
เคร่อื งก็ทาํ ไดงา ย โดยการผา นตัวทําละลายเขา ไปจากกน ของภาชนะ ดังนัน้ จงึ ยงั นยิ มใชเ คร่ือง sand
mill ในการบดสกี ันอยจู นถงึ ปจ จุบนั

3. Horizontal Bead Mill
เครอื่ งบดชนิดนมี้ ีหลกั การเชน เดยี วกบั เครือ่ ง sand mill แตแ ตกตางกนั ตรงทภ่ี าชนะ

รปู ทรงกระบอกซ่งึ ใชใ นการบดและทาํ ใหผ งสีกระจายตวั ต้งั อยใู นแนวนอน
4. Ball Mill
เครือ่ งบดชนดิ น้ี ประกอบดวยหมอ บดรูปทรงกระบอก ทาํ ดว ยเหลก็ หรือเซรามกิ ส

และหมนุ ในแนวนอน สาํ หรบั หมอ บดท่ที าํ ดวยเหลก็ ลกู บดท่ีบรรจุภายในจะเปน ลกู เหล็กและใชบ ด

10

ไดเฉพาะผลติ ภัณฑท ม่ี สี เี ขมเทานนั้ แตถาเปนหมอ บดทท่ี าํ ดว ยเซรามกิ ส ลูกบดทบ่ี รรจภุ ายในจะทํา
ดวยผลิตภัณฑเ ซรามิกส เชน สตีไทต (steatite) อะลมู ินา หรอื พอรซีเลน และสามารถใชบ ด
ผลติ ภณั ฑสขี าวและสอี อนได แตด กี รขี องการกระจายของผงสจี ากการใชหมอ บดเซรามกิ สจ ะต่ํากวา
จากการใชห มอ บดท่ที าํ ดวยเหลก็

ในการใชงาน นาํ วตั ถดุ ิบทงั้ หมดและลูกบดใสลงในหมอ บด (ดรู ปู 6) วางหมอบด
บนแกนของเคร่อื งโดยวางในแนวนอน เปด สวทิ ชท าํ ใหแ กนของเครือ่ งวางหมนุ ซ่ึงจะทาํ ใหห มอบด
หมนุ ตามไปดว ยระหวางการหมุนของหมอ บด วัตถดุ บิ และลูกบดจะเกดิ การเหวยี่ งไปมา การบดจะ
เกิดข้นึ เนื่องจากการกระแทกกนั ระหวางวัตถดุ ิบและลกู บดทีก่ ลิง้ ไปตลอดเวลาพรอมกับเกิดการเสียด
สีระหวางลูกบดและผนงั หมอ บดดวย ดงั นนั้ ถา ใชห มอ บดทีท่ าํ ดวยเหล็ก อาจมเี หลก็ เขา ไปเจือปนกับ
ผลติ ภัณฑ ทําใหส ีเขม ขน้ึ

รูป 6 Ball Mill

ประสทิ ธภิ าพในการบดของ ball mill ข้นึ กับแฟกเตอรห ลายประการดงั น้ี คือ
- อตั ราการหมนุ ของหมอ บด
- ขนาด ปริมาณ และธรรมชาติของหมอบด
- ปรมิ าณ และความขน เหลวของวัสดุทน่ี าํ มาบด

สําหรับอัตราการหมุนทีเ่ หมาะสมของหมอบดจะอยูในชว ง 50 - 60 % ของอัตราเร็ววกิ ฤติ
(critical speed) ซ่งึ สามารถคาํ นวณหาอัตราเร็ววกิ ฤตไิ ดจ ากสตู ร

อตั ราเร็ววิกฤติ = 54.18/ r เมอ่ื r คือ รศั มีภายใน (ฟตุ ) ของหมอ บด

11

อตั ราเรว็ วกิ ฤติ หมายถึง อตั ราเรว็ ตาํ่ สดุ ที่ทาํ ใหล ูกบดเกิดการเหวย่ี งตวั ไปมาได
โดยอาศัยแรงหนีศนู ยก ลาง (centrifugal force)

สาํ หรับลกู บดท่ใี ชจะมขี นาดเทา ใดนั้น ขนึ้ กับความหนาแนน ลูกบด และขนาดของ
หมอบดโดยปกติ ลูกเหลก็ ทใี่ ชโ ดยทวั่ ไปจะมีเสน ผา นศูนยกลาง 15 เซนติเมตร แตถ าเปน ลูกบดพอรซ ี
เลน จะมีเสน ผา นศูนยก ลาง 2.5 – 3.5 เซนตเิ มตร สวนปรมิ าณของลกู บดที่ใชใ นการบด จะอยู
ในชวง 40 - 50 % ของปริมาตรของหมอบด ในกรณีทเี่ ปน ลูกเหลก็ จะใชใ นปริมาณท่ีนอยกวา คอื
ประมาณ 35 - 40 %

ในการบดดว ย ball mill อตั ราสวนระหวา งผงสแี ละสารยึดหรอื ตัวกลาง ขน้ึ กับ
ธรรมชาติของทงั้ ผงสแี ละสารยึดหรอื ตวั กลาง การหาอตั ราสวนดงั กลา วนี้ สามารถหาไดโดยอาศัย
กรรมวิธีทเ่ี รียกวา Daniel flow – point method ซ่ึงมีวิธกี ารดังน้ีคอื เตรยี มสารละลายของสารยดึ ที่มี
ความเขม ขน ตา ง ๆ กนั คอื ที่ 10 - 30 % จากนั้น นําผงสหี นกั 20 กรมั ใสใ นบีกเกอร 100
มลิ ลลิ ติ ร ไตเตรตดวยสารละลายของสารยดึ ทเี่ ตรียมไวแลวโดยเริม่ จากสารละลายท่มี ีความเขม ขน ตาํ่
ทส่ี ุดกอน ระหวา งการไตเตรต ใหใชแทง แกว คนของผสมในบีกเกอรต ลอดเวลา ไตเตรตจนกระท่ัง
ของผสมที่หยดลงมาจากปลายแทงแกว ทีใ่ ชคนมีลกั ษณะเหมือนโคลนเหลว (slurry) ทดสอบแบบ
เดียวกนั น้ีตอไปกับสารละลายท่เี หลือ แลว นํามาพล็อตเสน โคง ระหวา งความเขม ขน กับปรมิ าตรของ
สารละลายท่ใี ชใ นการไตเตรต รูป 7 เปนการทดลองท่ีไดจากการใชส ารละลายของอลั คดิ เรซนิ
ชนดิ long – oil ในไวทส ปร ิต จุดต่ําสดุ บนเสนโคง แสดงปรมิ าตรและความเขมขน ของสารละลายที่
เหมาะสม ในการนาํ มาบดผสมกับผงสีหนกั 20 กรัม โดยใชเคร่อื ง ball mill

รปู 7 Daniel flow curve

เครื่อง ball mill เหมาะสาํ หรบั การผลิตแบบ batch ในกรณีท่ตี อ งการผลติ อยา ง
ตอ เน่ือง นิยมใชเครือ่ ง sand mill

12

5. Attritor Mill
เครือ่ งบดชนิดน้มี ีลกั ษณะเหมือน ball mill แตห มุนไดใ นแนวต้ัง (vertical ball

mill) กลาวคอื ประกอบดวยหมอบดรูปทรงกระบอก ซ่งึ โดยปกตทิ ําจากเหล็กกลา ไรส นิมและ
ภายในบรรจลุ กู บด ในการบดวัสดุท่ตี อ งการบดจะถกู กวนพรอมลูกบด โดยการหมนุ ของแกนหมุน
ภายใน (ดรู ปู 8) ลูกบดทใี่ ชอ าจเปน ลกู เหลก็ หรือลูกสตีไทต และมกั มีขนาดเล็กกวาลกู บดท่ีใชก บั
เครอ่ื ง ball mill

รปู 8 Attritor Mill

การใชง านของเครอ่ื ง attritor mill และเครอ่ื ง ball mill คลา ยคลงึ กนั มาก เชน วัสดุที่
นาํ มาบดไมจาํ เปน จะตอ งผานการผสมมากอ น นอกจากนี้ปรมิ าณของลกู บดและอัตราสวนระหวา งผง
สแี ละสารยดึ ทใ่ี ชก เ็ ทากนั ขอ แตกตา งท่เี หน็ ไดช ดั ระหวางเครื่องบด 2 ชนิด คอื เคร่ือง attritor
mill จะบดไดเ ร็วกวา ทาํ ใหไ ดดกี รขี องการกระจายของผงสสี ูงในเวลาส้นั ๆ

6. High Speed Disperser
เคร่ืองบกชนดิ น้ี ประกอบดว ยแกนพรอ มใบพดั ทาํ จากแผน เหลก็ กลม และมีลกั ษณะ

เหมือนฟน ปลาทขี่ อบ (ดูรูป 2) แกนตอ กับมอเตอรซง่ึ จะเปน อัตราการปรับอตั ราการหมนุ ของแกน
ในการใชเ คร่อื งบดชนิดนน้ี าํ สารยึดบางสวนใสในภาชนะบด เปดสวทิ ชมอเตอรใ หแกนหมนุ จากน้นั
จึงใสผ งสที ีละเล็กละนอ ยจนกระท่งั ไดข องผสมทีม่ คี วามขนสงู ทีส่ ุดเทาทีจ่ ะทําได เรยี กของผสมที่ได
นี้วา มลิ ลเบส (mill base) คอย ๆ เจอื จางมลิ ลเบสดว ยสารยึดทเี่ หลือและทนิ เนอร ในระหวางการ
กวนจะมีความรอนเกิดขน้ึ ดงั นนั้ ภาชนะบรรจุจะตองหลอ น้ํา

เน่ืองจากการใชเครื่อง high speed disperser ทําไดง าย จงึ นิยมใชก ันมากสาํ หรับการ
ผลิตสีเคลอื บเงา (gloss finishes) จากผงสีที่มีความละเอยี ดมาก ๆ นอกจากนีย้ ังนยิ มใชเคร่ือง high
speed disperser สําหรบั ผสมวสั ดุกอนนําไปบดดว ยเครอ่ื ง sand mill

13

เครื่องผสมใหเ หลว ( Thinning Mixers )

เคร่อื งผสมใหเ หลวประกอบดว ยภาชนะพรอ มดว ยเครอ่ื งกวนในแนวตง้ั ใชส ําหรับเจือ

จางมิลลเ บสทไี่ ดจ ากเครอ่ื งบดซง่ึ ประกอบดวยผงสแี ละบางสว นของสารยึดและทนิ เนอร โดยนําสาร

ยึดและทินเนอรสว นทเ่ี หลือมาผสมกับมลิ ลเ บสในเครอื่ งผสมใหเ หลว นอกจากนอ้ี งคประกอบอ่ืน ๆ

ทเ่ี หลอื ท้ังหมด เชน สารเรงแหง สารกนั การเกดิ ฝา ฯลฯ กน็ าํ มาผสมในเครอ่ื งผสมใหเหลวพรอ ม

กันดว ย จากนน้ั นําผลิตภณั ฑม าเทียบสใี หต รงตามมาตรฐานแลวนาํ มาตรวจสอบสมบัตติ า ง ๆ ความ

หนืด ความถว งจําเพาะ ระยะเวลาการแหง ฯลฯ ใหไ ดม าตรฐานท่รี ะบุไว นาํ มากรอง แลว บรรจุลง

ในภาชนะตามตอ งการ

การกรอง (Straining)

สที ่ไี ดจากกระบวนการผลติ จะมสี ารแปลกปลอมปนอยบู างเล็กนอย ย่ิงถา เปน สีชนดิ แหง

ไดในอากาศจะมีปรมิ าณของฝา (skin) เล็กนอย ดงั นัน้ จงึ จาํ เปนตอ งนําสไี ปกรองกอ นที่จะบรรจลุ งใน

ภาชนะตา ง ๆ ซึ่งเคร่ืองกรองท่ใี ชม ีหลายชนดิ ไดแ ก ผา มัสลิน ตะแกรง ไนลอน ตะแกรงโลหะ

ถุงกรองทาํ ดวยไนลอนหรือโพลโิ พรพิลนี เปน ตน

การบรรจุ (Filling)

ถงึ แมว า ในการขายสีจะขายในรปู ของปริมาตร แตการบรรจใุ นภาชนะตา ง ๆ อาจจะ

บรรจโุ ดยปรมิ าตรหรอื โดยนา้ํ หนกั กไ็ ด ซ่ึงในทางปฏิบตั พิ บวาการบรรจใุ นรูปของนา้ํ หนกั โดยอาศัย

คาความถวงจาํ เพาะจะสะดวกกวา การบรรจุอาจทําโดยใชแ รงงานคนหรอื เคร่ืองจกั รก็ได ขน้ึ กบั

จาํ นวนและขนาดของภาชนะท่ตี องการบรรจุ

หมายเหตุ ในการทาํ สอี มิ ัลชนั ในข้ันแรกใชเครื่อง high speed disperser บดใหอนภุ าคของผงสี

ละเอยี ดตามตอ งการกอ น ซงึ่ ระหวา งการบดน้ีบางครง้ั จะเกดิ ความรอ นสงู ดงั นนั้ จึงยังไมใสสารยึด

ผสมไปดว ยในขั้นแรกเพราะถา หากสารยดึ ไดร ับความรอ นสูง กจ็ ะเกดิ การรวมตัวจบั กนั เปนกอ น

การใสสารยึดในสอี มิ ลั ชันจะใสล งไปสําหรับบดผงสีไดล ะเอยี ดแลว คอื ใสพ รอ มกบั องคป ระกอบ

อื่น ๆ ทเี่ หลอื ในเครอ่ื งผสมใหเ หลว

ชนดิ สี ขอ ดี ขอ เสีย

สี drying Oil - ทนการดดั โคงไดด ี - แหง ชา, สเี ปน ฝุนและซีดงา ย

- เคลอื บผิวไดง าย - ไมท นการขดั สี ไมทนนาํ้ สารเคมี

และตัวทาํ ละลาย

สี alkyd - เกาะตดิ ดกี บั ทุกพน้ื ผิว - ไมทนสารเคมีและตวั ทาํ ละลาย
- คงความเงาไดนาน - ไมทนความรอน
- ทนการดดั โคง ไดด ี - ทนนาํ้ ปานกลาง
- ราคาถกู

14

ชนิดสี ขอ ดี ขอเสยี
สี Phenolic - ทนนาํ้ และสารเคมีไดด ี - เปราะ
- ฟล ม แขง็ - ชว งเวลาทาทบั ไดส ัน้
- สูญเสียความเงางาย, ฟล มเหลอื งงา ย

สี epoxy - ทนนาํ้ และสารเคมีไดด ี - เปน สีสองสว นผสมกันเมอ่ื ผสมกัน
- การยดึ เกาะดี แลวจะตองนาํ ไปใชใ หหมดโดยเรว็
- ทนการขดู ขดี ดี - ฟล ม และเปน ฝุน งา ย
- ทนตวั ทาํ ละลายไดด ี

สี acrylic - แหง ไว - ไมท นตวั ทาํ ละลาย

- คงความเงาและสีไดน าน - ตอ งเตรยี มพน้ื ผวิ อยางดี

- ทนความรอนไดดี - ราคาแพง

สี vinyl - แหงไว - ไมท นตวั ทาํ ละลาย
- ทนสารเคมแี ละนํ้าไดดี - ไมท นความรอน
- คงความเงาไดน าน - ตอ งเตรียมพนื้ ผิวอยา งดี

สี chlorinated - แหง ไว - ไมทนตวั ทาํ ละลาย
- ทนนา้ํ ทนสารเคมีไดดี - ไมทนความรอ น
- คงความเงาไดนาน - ตองเตรียมพน้ื ผิวอยา งดี

สี urethane - ทนนํา้ และสารเคมีดมี าก - ใชยากเพราะเปนสี 2 สวนผสมกัน

- ทนการขดู ขดี ไดดี เม่อื ผสมแลวตองใชใ หห มด

- ราคาแพงมาก

ประเภทสี
การปฏิบตั ิงานเกี่ยวกับสี มีข้ันตอนในการพิจารณากอนปฏบิ ตั งิ านโดยมกี ารเลือกใชส าร

เคลอื บผิวใหเ หมาะสมกับวสั ดทุ ีต่ องการเคลอื บทขี่ ึน้ กับสมบตั ทิ ้ังทางเคมี และ ฟส กิ สข องวัสดเุ ปน
อยางยิง่ ดงั นนั้ การรถู ึงสมบตั ิท่ัว ๆ ไป ของวสั ดทุ ตี่ องการเคลือบจึงเปน ส่ิงสําคัญมากซ่งึ สมบตั ิ
ดังกลาวไดแก

15

1. ความสะอาด (CLEANLINESS) ผิวหนา วสั ดุกอ นทาสีจะตองสะอาดปราศจากฝุน และ

คราบไขมนั นอกจากน้ี ผงฝนุ ชอลก ทเี่ กดิ จากสเี ตมิ ที่ทาไวก อ นกม็ ีผลเสยี อยางย่ิงตอการทาครง้ั ใหม

เพราะผงฝนุ ชอลกเหลาน้ี ทาํ ใหฟลมทไี่ ดจ ากการทาครงั้ ใหมมีแรงยึดกับผวิ หนา ตํ่า

2. ปริมาณความชืน้ (MOISTURE CONTENT) ผวิ หนาวสั ดุทต่ี องการทาดว ยสีที่ไมมนี ้าํ

(WATER FREE PAINTS) จะตอ งแหงสนทิ จงึ จะทาํ การเคลือบไดผลดี ถา ผิวหนาวัสดุมีนาํ้ หลง

เหลอื อยูจะทําใหฟ ลม ที่ไดห ลงั จากทามีแรงยดึ กับผวิ หนา ต่ํา เกิดการพอง (BLISTERING) และลอ น

เปน เกล็ดได ซงึ่ ในทางการคาสามารถวดั ความช้ืนของผิวหนาวสั ดุไดโ ดยการใชเ ครอ่ื งมอื ทอี่ าศยั

วิธกี ารวัดสภาพการนําไฟฟา สว นใน ทร. นิยมใชก ารวัดความชืน้ ในอากาศ

3. ความพรุน (POROSITY) วสั ดุท่มี ผี วิ หนา เปนรูพรนุ เนือ่ งจากการผุกรอนตามธรรมชาติ

หรือจากการเตรียมพน้ื ผวิ รพู รนุ จะดดู สารยดึ เขา ไปโดยเฉพาะอยางยิง่ ในกรณีทีผ่ วิ หนามรี ูพรนุ มาก

ๆ จะมีผลทําใหคา PVC (PIGMENT VOLUME CONCENTRATION) เปล่ียนแปลงไดนอกจากนี้

การปฏบิ ัตยิ ังพบอกี วา ผิวหนา เหลา นีจ้ ะมีรพู รนุ ทบ่ี ริเวณตาง ๆ ไมเทา กันทําใหค วามเงาและสขี อง

ฟลม หลงั การเคลือบไมสมํา่ เสมอ วิธแี กป ญ หาดังกลาว ทําไดโ ดยการใชส ีรองพื้นที่ทาํ จากสารยึด ทมี่ ี

นาํ้ หนกั โมเลกลุ สูง เคลือบผิวหนาวสั ดกุ อ น

ในการเคลอื บผิวหนา วัสดตุ า ง ๆ สารเคลือบผิวหรือสีทีใ่ ชเคลอื บ จะมีหลายชน้ั ดังนค้ี ือ ชนั้

แรกสุดคอื สรี องพ้ืนจากนนั้ ก็เปน สีชนั้ กลาง และช้นั สดุ ทา ยจะเปน สีทบั หนา

1. สรี องพน้ื (PRIMERS) สีรองพ้ืนเปน สที ี่ใชเ คลอื บเปนช้นั แรกบนพนื้ ผิวของวสั ดุ

หนา ทขี่ องสรี องพนื้ มีดงั น้ี

1. ยึดเกาะกับพืน้ ผวิ

2. เสรมิ การยดึ เกาะระหวางสชี นั้ ถัดไปกบั พนื้ ผิววัสดุ

3. ในกรณีทีใ่ ชเ คลอื บไมจ ะชว ยปอ งกันไมใ หค วามช้ืนซึมผานผิวไม

4. ในกรณีทีใ่ ชเ คลือบโลหะจะชว ยปอ งกันไมใหโลหะเกิดการกดั กรอ น

1.1 สรี องพน้ื สาํ หรบั ไม (PEIMERS FOR WOOD)

ไมเ ปน วสั ดุทีม่ รี พู รนุ และชอบนา้ํ ดงั น้นั ความชน้ื ของไมจ ะข้นึ กบั ความช้นื ใน

บรรยากาศที่เปล่ยี นแปลงจะทําใหไ มเกดิ การหดตวั หรอื ขยายตวั ได ดงั น้ัน สีรองพืน้ สําหรับเคลือบไม

โดยเฉพาะอยางย่ิงไมท ่ตี อ งใชง านภายนอกจะตอ งมสี มบตั ิดงั น้คี อื

1. ยึดเกาะกับพน้ื ผวิ ไมไ ดอ ยางดี

2. สามารถยดื หยนุ ไดต ามความเปลย่ี นแปลงของขนาดไมท ี่ขยายตวั หรอื หดตวั

3. ปองกันไมใหความช้ืนซมึ ผานผิวไมไ ด

สรี องพ้นื สาํ หรบั ไมส มัยแรก ๆ เรียกกนั วา “PINK PRIMER” ทําจากของผสมระหวา ง

นาํ้ มันลนิ สดี ตะกวั่ แดง และตะกวั่ ขาว แตเน่อื งจากมคี วามเปนพษิ จากตะกวั่ สงู จงึ ทําใหมกี ารใช

นอยลง

16

1.2 สรี องพืน้ สําหรบั เหล็กและเหลก็ กลา ( PRIMERS FOR IRON AND STEEL)

โลหะทุกชนดิ โดยเฉพาะอยางยง่ิ เหล็กจะเกดิ การกัดกรอ นได เมอ่ื สัมผัสกบั นาํ้

ออกซเิ จน เกลอื กรดหรือดา ง ทม่ี อี ยใู นบรรยากาศ การกดั กรอนยังเกิดขนึ้ ไดก บั โลหะทตี่ อ งจมุ หรือ

แชอ ยใู นของเหลวเปน เวลานาน ๆ เมือ่ โลหะเกดิ การกดั กรอนจะเปน สนมิ ทําใหใ ชง านตอ ไปไมได

ดงั นัน้ การปอ งกันไมใ หโ ลหะเกดิ การกดั กรอ นหรือเปน สนิม สามารถทําไดโ ดยการหลกี เล่ยี งไมใ ห

โลหะสัมผสั กับส่งิ ตา ง ๆ ดังกลา วขางตน ซ่งึ จะมผี ลทําใหเกดิ การกดั กรอนได ออกซิเจน ความชนื้

เปน ตน ซ่งึ กท็ ําไดโ ดยการเคลอื บพนื้ ผิวโลหะ

ในกรณีทีเ่ ปน เหล็ก การเคลือบผิวหนา ดงั สงั กะสี ดบี กุ และแคดเมียม จะใหผ ลดี

เนื่องจากความชน้ื และออกซเิ จนไมสามารถซมึ ผานเขาไปได ถา ใชส ีเคลือบ จะตองเคลอื บใหมี

ความหนาเพยี งพอทจี่ ะไมย อมใหค วามชน้ื และออกซิเจนซมึ ผา นพ้ืนผวิ หนาได และสที ี่ใชส วนใหญ

ทาํ มาจากยางคลอรเิ นเตด โพรยี รู ิเทน ชนดิ 2 สวน และอพี อกซเี่ รซนิ ชนิด 2 สว น ถา นําสที ีท่ าํ

จากอลั คิดเรซนิ หรือนํา้ มนั วารน ิชมาเคลอื บ ความชน้ื และออกซเิ จนยังสามารถซมึ ผา นเขา ไปไดแ ต

ปญ หาการซมึ ผา นน้ี สามารถแกไ ขไดโ ดยการใชผ งสีทีอ่ นุภาคมรี ูปรางเปน แผน บาง ๆ เชน ผง

อะลมู เิ นียม หรือการใชผ งสีท่ียับยัง้ การเกดิ การกดั กรอ น (corrosion inhibiting pigments) เชน ซงิ ก

โครเมต หรือ ตะกว่ั แดง (red lead,Pb3 O4) ผสมลงในสีรองพ้นื ดว ย

ในการทาสปี อ งกันการกรอนของเหลก็ การเตรยี มพนื้ ผวิ ใหสะอาดกอนทาสเี ปน สิง่

สาํ คญั ซง่ึ สามารถทาํ ไดห ลายวธิ ีดงั นค้ี อื

(1) โดยวธิ ีลางดวยตัวทําลาย (solvent cleaning) เปนการทาํ ความสะอาดพน้ื ผวิ

ขจัดสงิ่ สกปรก คราบนํา้ มนั และไขมันโดยการใชต วั ทําละลาย เชน แอซโี ตน แอลกอฮอล โทลอู ีน

ไซลีน คารบ อนเตตระคลอไรด และเมทิลนี คลอไรด เปฯตน

(2) โดยวธิ ีขดู หรอื ขดั ดว ยแปรงลวด (wire brushing)

(3) โดยใชเครอื่ งทุน แรง (POWER TOOL CLEUNING) ทที่ ํางานดวยไฟฟาหรอื

แรงดันลม ไดแ ก เคร่ืองเจยี รนยั เครื่องขดั กระดาษทราย

(4) โดยวธิ พี นดว ยนํา้ (water blasting) เปน การใชน าํ้ ท่มี ีแรงดนั สงู พนสีเกาหลดุ

ออกจากพนื้ ผวิ หรอื ชะลางคราบไขมันและส่ิงสกปรกออกจากพนื้ ผิว โดยวธิ ีการนจ้ี ะทําไดเรว็ กวา วิธี

พนทราย และพน้ื ผิวทไ่ี ดจะมคี วามขรขุ ระนอยกวา

(5) โดยวิธกี ารพนทราย (sand blasting) เปน การขจดั แผนสนิม คราบสนมิ และสงิ่

สกปรกตาง ๆ ทาํ ใหไดพ ้นื ผวิ ทส่ี ะอาดและขรขุ ระ (rough) ทําใหส เี กาะติดแนนไดด ี

สรี องพ้นื สาํ หรบั เหลก็ มหี ลายชนดิ ดงั นีค้ อื

1.2.1 สีวอชไพรเมอร (WASH PRIMER)

วอชไพรเมอรเ ปนสรี องพนื้ ชนดิ 2 สวน หรือ ชนิด 1 สว นก็ได แตโ ดยท่วั ไปแลว

นิยมใชว อชไพรเมอรช นดิ 2 สว นผสมกนั สามารถเพ่มิ สมบัตทิ นนํ้าของวอชไพรเมอรไ ดโ ดยการ

17

ใชอ พี อกซีเรซนิ แทน โพลีไวนลิ บวิ ทวิ รลั เรซนิ ถา ใชอ พี อกซเี รซินชนิดกกั แปร สรี องพื้นทไ่ี ดจ ะ
นํามาใชเคลือบเหล็กท่พี นทรายใหม ๆ แตถ าใชอพี อกซเี รซนิ ชนิอไมก ัดแปร กจ็ ะใชเปน สรี องพื้น
สําหรบั โลหะชนิดนอนเฟอรสั (NON – FERROUS) เชน สังกะสี และอลูมิเนียม

การใชส วี อชไพรเ มอรบ นพ้ืนผิวท่สี ะอาดที่เปนโลหะเจือหรอื เหลก็ หรือมิใชเ หลก็ จะ
ทําใหม คี วามตดิ แนน ดมี ากเกดิ เปน ฟล ม ขดั ขวางการกดั กรอน และเปน พื้นฐานทด่ี ีสาํ หรับการเคลอื บสี
ชัน้ ตอไป แตฟ ล มทีไ่ ดจากวอชไพรเ มอรจ ะบางมาก ซึง่ อาจจะทาํ ใหโ ลหะเกิดการกดั กรอนไดดงั นั้น
ในกรณีท่ีตอ งการปอ งกนั พน้ื ผิวมากท่สี ดุ มกั เคลอื บทบั ดว ยสรี องพน้ื ชนิดอ่ืน เชน ซิงกโครมไพร
เมอร (ZINC CHROME PRIMER) เพ่ือใหฟ ลมหนาขน้ึ

1.2.2 ซงิ กร ิชไพรเมอร (ZINC RICH PRIMERS)
ซิงกร ิชไพรเ มอรเปน สีรองพน้ื ชนิด 2 สว น ผสมกนั ประกอบดว ยผงสงั กะสีและ

สารละลายของซลิ ซิ กิ เอสเตอร (SILISIC ESTER) ฟลม ทไี่ ดจากสรี องพืน้ ชนดิ นี้ ทนทานตอ นํ้า
เคมีภํณฑ และตวั ทาํ ละลายไดด ี

1.2.3 RED OXIDE – ZINC (HROME PRIMERS)
สีรองพื้นชนิดนี้นิยมใชก นั มาก เรซนิ ท่ีใชเปน สารยดึ อาจเปน อลั คดิ เรซนิ หรอื

ฟนอลิกเรซนิ ถงึ แมวาปริมาณของซงิ กโครเมตในสรี องพนื้ ชนิดน้จี ะตาํ่ กวาปรมิ าณทใ่ี ชในซิงกโครม
ไพรเ มอร แตส ีรองพ้นื ทง้ั สองชนิดนี้จะมสี มบตั คิ ลายกนั มาก

1.2.4 RED LEAD PRIMERS
สีรองพน้ื ชนดิ น้ีใชเ คลอื บเหลก็ มานานแลว เนอ่ื งจากสามารถปองกนั ไมใหเหลก็ เกิด

การกดั กรอนไดด ี สําหรับเรซินท่ใี ชเปนสารยดึ ไดแ ก อลั คดิ เรซนิ และนํ้ามันลนิ สดี ซง่ึ ผลจากการ
ใชน ้าํ มันลนิ สดี น้ี จะทําใหฟ ลม สีที่ไดจากสรี องพน้ื ชนดิ นแี้ หงชาตองใชเ วลานานหลายวัน ฟลม จงึ จะ
แหง แข็งพอทจ่ี ะทาทบั ใหมไ ด จงึ ไดม ีการปรบั ปรงุ โดยการใชสารยดึ หรือเรซินชนิดอ่นื แทน เชน
ยางคลอรเิ นเตดหรอื ไวนลิ เรซนิ

2. สชี นั้ กลาง (UNDERCOATS)
สีชน้ั กลาง หมายถึง สีทใี่ ชเคลอื บบนพืน้ ผวิ หลงั จากผานการรองพนื้ หรอื การอุดรูมาแลว

หรือใชเคลือบสําหรับการเตรยี มพน้ื ผวิ ทเี่ คลือบสีมากอ นแลว และกอนการเคลอื บชั้นสดุ ทายสีชนั้ ลา ง
ควรมีความสามารถในการปด บังผวิ หนาดี มีสีเดียวกับสีชน้ั สุดทาย และเขา กนั ไดกับสอี น่ื ตวั กลาง
หรือสารยึดทใี่ ชในสชี น้ั กลางไดแก อลั คิดเรซนิ ฟนอลกิ เรซิน สําหรับปรมิ าณของผงสปี ดบงั ในสีชัน้
กลางจะมากกวา ในฟล เลอร ดังนนั้ ฟลม สที ่ไี ดจ ากสชี น้ั กลางนอกจากจะละเอยี ดแลวปดบังผิวหนาดี
แลวยงี มีสีเรยี บสม่าํ เสมออีกดว ย และโดยทัว่ ไปความเงาของสชี ้ันกลางจะอยูระหวา งดา นถงึ กึ่งดาน

3. สที ับหนา (TOPCOATS OR FINISHING COATS)
3.1 สีทบั หนาจาก อลั คิดเรซนิ (ALKYD FINISHES) ในทางปฏิบัติเปน สที บั หนาสาํ หรับ

การตกแตงที่มคี วามเงาสงู ทาํ มาจาก อัลคดิ เรซนิ ชนดิ LONG OIL เปนสวนใหญน ํ้ามันทีน่ ิยมใช

18

ทําอัลคิดเรซินไดแ ก นํ้ามนั ลนิ สีด สีอลั คดิ ประเภทนแ้ี หงโดยการเกดิ ปฏกิ ริยากบั ออกซเิ จนในอากาศ
และแหงภายใน 4 - 8 ชั่วโมง ใหฟ ล ม ทแ่ี ข็ง เงา และทนทานตอการใชง านไดด ี ขอเสยี ของสอี ัลคิด
ประเภทนี้คือไมท นดาง ฟลม จะบวมและนม่ิ เม่อื ไดรับความชนื้ จึงไมเ หมาะทจี่ ะนาํ ไปเคลือบผวิ วสั ดุ
ทีม่ คี วามเปน ดา งสงู หรอื วัสดทุ ต่ี อ งแชอ ยใู นนา้ํ

3.2 สที ับหนา กึ่งเงา (SEMI – GLOSS FINSHES)
สที ับหนาชนดิ นี้ ทาํ จาก อัลคดิ เรซินชนิดท่มี ีปรมิ าณนาํ้ มันนอยกวา อลั คดิ เรซนิ ทีใ่ ช

ทําสที บั หนา ประเภทสที าบา นซึ่งความเงาของสชี นดิ นีส้ ามารถควบคมุ ไดโดยการใชผ งสี เอกซเ ทน
เกอร ท่มี ีการดดู กลนื น้าํ มนั สูง การใชงานสที บั หนาชนดิ นส้ี ว นใหญใชสําหรบั ตกแตง ภายใน

3.3 สีประเภทอีพอ กซี่ (EPOXY PAINT)
สีอีพอกซี่ เปน ชอ่ื สปี ระเภทหนง่ึ ทม่ี ีสวนประกอบของเรซินอีพอกซ่ี ซึ่งเปน พวงเทอร

โมพลาสตคิ (Thermoplastic) และเรซินทชี่ วยทําปฏกิ ริ ยิ าแข็งตวั (curing agent) เชน พวก อะมนี
(amine) โพลีอะมนี (polyamine) โพลีอไมด (polyamide) เปน ตน ปฏกิ ริ ยิ าทเี่ กดิ ขึน้ จะเปลย่ี น
สภาพเรซิน่ อพี อ็ กซีท่ ม่ี นี ํ้าหนักโมเลกลุ ตาํ่ โครงสรา งแบบธรรมดาใหม โี ครงสรา งโมเลกลุ ใหญขน้ึ ทาํ
ใหมีคณุ สมบัตเิ ดน ขน้ึ หลายอยาง เชน ความแขง็ ทนทานตอ สารเคมี กรด ดา ง สารซักฟอกโซล
เวนทแ ละนาํ้

เน่ืองจาก เปนปฏกิ ริ ิยาที่เกดิ ขนึ้ ภายในไมต อ งการออกซเิ จนในการแหง ตวั ดังนน้ั จึง
สามารถทาสีตอคร้ังจะไดค วามหนามากกวา สธี รรมดา ตัวสปี ระกอบดว ย 2 สวน สว นแรกเปน
เรซ่ินอพี อ กซ่ี สว นทสี่ องเปน ตวั ชว ยใหแ ขง็ ตวั เม่ือนาํ สี 2 สวนผสมกนั จะมีอายุการใชง านจาํ กดั
จะชา หรอื เรว็ ขึ้นอยกู บั ชนดิ ของโซลเวน ท (solvent) ขนึ้ อยูกับชนดิ ของตัวชวยใหแ ขง็ และอณุ หภูมิ
ดังน้ันเวลาใชง านตอ งผสมสีใหปรมิ าณพอเหมาะทจ่ี ะใชใหห มดไดภ ายในชว งอายกุ ารใชง าน

เรซ่นิ ทีช่ ว ยใหปฏกิ ิรยิ าแข็งตวั ที่ใชก นั โดยทว่ั ไปคอื polyamines และ polyamides
ปกติปริมาณการใช polyamines นอย และ polyamines เองคอนขางจะเปน พษิ คอื ถา ถูกผิวหนังระยะ
ยาวอาจเกดิ อาการแพไ ดแ ละไวตอ ความชน้ื สงู สวนใหญจ ะใชใ นรปู ของ amine adducts คอื สว นผสม
ของ amine จํานวนมากเกนิ พอกบั เรซ่ินอพี อกซี่ amine addicts นม้ี ขี อดคี อื จะทาํ ใหอ าการผิวสเี ปน
หลมุ เปน บอ (cratering) และเปน ฝา (blushing) นอ ยลง ไมไวตอ ความชืน้ และอณุ หภูมิที่ต่ํามาก ๆ
ทนทานตอนา้ํ และสารเคมไี ดด ี

สาํ หรบั polyamides เปน ที่นยิ มใชทว่ั ไป เพราะทําหนาทใี่ หทัง้ ความแขง็ และความ
ยดื หยุนอกี ทง้ั ไมเปนพษิ ตอผวิ หนังเม่ือเปรียบเทยี บคณุ สมบตั ิทว่ั ๆ ไปแลว polyamines ใหค ุณสมบัติ
เดนในดา นการทนทานตอนาํ้ และสารเคมีและความแขง็ แรง polyamides ใหค ุณสมบัติเดน ในดานการ
งอตัว การยดึ เกาะ ทนตอ สภาวะอากาศ คงสภาพความเงาไดด กี วา ทนตอ น้าํ แตไ มค อ ยทนตอ
สารเคมีและ solvent

19

ขอจํากดั ในการใชงาน
สปี ระเภทอีพอ กซี่ไมส ามารถทนตอแสงอุลตรา ไวโอเลตจากแสงแดดได จะมกี ารเสอื่ ม
สภาพเปนฝุน ผง (CHALKING) ดงั นน้ั จงึ ไมเ หมาะสมที่จะใชก ับงานภายนอก
4. สกี นั เพรียง (ANTIFOULING PAINT)
สกี ันเพรยี ง หมายถึง สชี นั้ นอกทใี่ ชท าเรือระดับแนวนํา้ และ ใตแนวนํ้า เพือ่ ปอ งกนั เพรยี ง
หรอื สิ่งมชี ีวิตอน่ื ๆ เกาะ สีนมี้ สี ารท่ีเปน พิษตอเพรียงหรือสิง่ มชี ีวติ อื่น ๆ ในระยะแรกของการ
เจริญเติบโตผสมอยซู ่ึงสารพิษทใ่ี ชจะตอ งไมก อใหเ กิดปญหามลภาวะดว ย
องคป ระกอบของสีกันเพรยี งกเ็ หมอื นกบั สีทั่ว ๆ ไป กลา วคือ ประกอบดว ยผงสีที่
กระจายอยใู นสารยึดหรอื เรซนิ และมีสารเตมิ แตง อ่ืน ๆ รวมทงั้ สารท่ีเปน พษิ ตอเพรียงซึ่งทใี่ ชกนั
ทว่ั ไปคอื คอปเปอร (1) ออกไซด สาํ หรับสารยึด โดยทัว่ ไปใช อะคริลกิ เรซนิ ไวนลิ เรซิน และ
ยางคลอรเิ นเตด
สีกันเพรียงจะมปี ระสทิ ธภิ าพในการกนั เพรียงไดมากนอ ยแคไ หน ขึน้ อยกู บั อตั ราการชะ
ละลาย (LEACHING RATE) ของสี เมอ่ื สัมผสั กบั น้ํา อัตราการชะละลายของสจี ะคงท่ี และตอ งไม
เร็วเกนิ ไปเพราะจะทาํ ใหอายุการใชง านของสีสัน้ แตขณะเดยี วกนั กต็ องไมชาเกินไป เพราะจะทาํ ให
หยดุ ยั้งเพรยี ง หรือส่งิ มชี ีวิตอน่ื ๆ ได สีกนั เพรียงเมอ่ื ชะละลายในน้าํ กจ็ ะปลดปลอ ยสารพิษทีส่ ามารถ
ทาํ ลายเพรียงไดออกมาทําใหเ พรียงไมเ กาะ เมื่อใดทีส่ ารพษิ ทอ่ี ยใู นสถี ูกละลายหมดไป สนี ั้นก็จะไม
สามารถกนั เพรียงไดอีกตอไปตองเคลอื บสีกนั เพรยี งใหมจ งึ สามารถกนั เพรียงไดอกี

20

ตารางแสดงการเขา กันไดข องสีชนดิ ตา ง ๆ
ชนิดสีทาทับ

21

ทานควรจะทาสีเมื่อไร คาํ แนะนาํ น้ีจัดทาํ ขึ้นเพ่อื ใหทราบวิธีทจ่ี ะใชเ ปน มาตรฐานสาํ หรบั
การพนทรายทาํ ความสะอาดผวิ พน้ื การทาํ ความสะอาดดว ยเครอ่ื งมอื กล และการระวังรักษาเรอื ของ
ราชนาวี ใหม ีการผุกรอ นนอ ยทสี่ ดุ ยิ่งกวา นั้นคาํ แนะนําน้จี ะชว ยใหเ จาหนาทที่ างเรือปฏบิ ตั ิงาน
เก่ยี วกบั การทาสไี ดอ ยา งถูกตอ ง สาํ หรบั ปญหาวาควรจะทาสีเมอื่ ไรนนั้ มคี าํ แนะนําดังน้ี

1. ทาสใี หมโ ดยเรว็ ทีส่ ดุ เม่อื ผิวพืน้ ของโลหะหรือไม เกิดการชาํ รดุ เสียหายหรอื มีการขดู
ลอกสจี นถึงเนอ้ื วตั ถุ เพ่ือปองกันการผกุ รอ น

2. เม่ือทางการออกคําชี้แจงหรอื คาํ สั่งเปล่ียนแปลงวธิ ีการปฏิบัติการทาสใี หม ควรรอ
จังหวะท่ีเหมาะสม (เวนแตจ ะมีคาํ สัง่ โดยตรงเปน อยา งอื่น)

3. จะไมม กี ารทาสีใหมนอกจากจะพจิ ารณาเหน็ วาจาํ เปน เพื่อคงสภาพเดิมเทานนั้
3.1 ถา สามารถทําไดควรใชวิธลี า งทาํ ความสะอาดผิวพื้นภายใน จะดกี วา การทาสีใหม
หมายเหตุ ถา จําเปน ตอ งทาสใี หมควรทานอ ยชั้นท่สี ดุ (ถาไมมคี าํ แนะนาํ เปน อยา ง

อ่ืน ทาชั้นเดยี วพอ)
3.2 ควรใชวธิ ีแตงเตมิ (touch up) ดกี วา การทาใหมท้งั หมด ขอบโดยรอบบรเิ วณที่

จะแตงเติมตองทําใหลาดหรอื บางลงดว ยการใชกระดาษทรายละเอียด ขัดใหกลมกลืนกัน
3.3 เมือ่ จาํ เปน ตอ งทาสผี ิวพ้นื ภายนอก จงพยายามใหก ารลบั สแี ทนการขดู สเี กา ออก

โดยตองแนใ จวาไมมีสนมิ เกดิ อยูใ ตฟ ล ม สีเกา
3.4 ฝาก้ันภายในควรไดร ับการทาสีใหมนอยท่ีสุด ควรใชวธิ ีการลบั สี และระวงั อยา

ใหส ที ท่ี าหนา ซึง่ จะทําใหสารละลายสสี ะสมอยู อันจะเกิดอนั ตรายรนุ แรงมากเมื่อเกดิ ไฟไหมไ มควร
ใหความหนาของสมี ากกวา 0.005 น้วิ หรอื 127 ไมครอน

22

บทที่ 3

เครือ่ งมอื ชา งสีและการบาํ รุงรกั ษา

เครอ่ื งมือชา งสี ประกอบดว ย
1. เครอ่ื งมือเตรยี มพ้ืนผวิ ไดแ ก

1.1 Hand Tool เชน กระดาษทราย คอนมือ เหล็กขูดสนิม ฯลฯ
1.2 Power Tool เชน เครอื่ งขัดไฟฟา จานขัดไฟฟา
1.3 Abrasive Blasting เชน เคร่ืองพน ทราย เคร่ืองพน กริท
2. เครือ่ งมอื ทาสี ไดแก
2.1 แปรง ( Brushes )
2.2 ลกู กลง้ิ และถาด ( Roller and Tray )
2.3 เครื่องพน ( Sprays )

แปรงลวด เหล็กขดู สนิม คอ นเคาะ
Hand Tool

เครอ่ื งเจียรนัย เครอื่ งขัดกระดาษทราย

เครอื่ งขดั
Power Tool

23

เครือ่ งพน ทราย
การเลอื กเครื่องมือชา งสจี ะขึ้นอยกู ับ

สที ่ีใชท า ดตู ารางที่ 1
พืน้ ท่ที ี่จะทา ดูตารางที่ 2
ขีดความสามารถของผทู าสี ดตู ารางที่ 3

24

ตารางที่ 1

สี การเกิดฟลม สี เครื่องมอื เครอ่ื งมือทาสี
(Film FER) เตรียมพนื้ ผวิ
1. สนี ํ้ามัน (Oil – Derived) Air Drying โดย O2 ในอากาศ Hand Tool แปรง
a) Straight Oil จะทําปฏกิ ริ ิยากับตัว Double Power Tool ลูกกลง้ิ
b) Alkyd bone เกดิ โพลเี มอรเปน ฟล ม แข็ง Abrasive Blasting เคร่ืองพน
c) Phenolic - tung
d) Epoxy - ester Physically Drying ตัวทาํ ละลาย Hand Tool แปรง
e) Silicone - alkyd (Sovent) ระเหย เรซินจงึ แขง็ ตวั Power Tool เครอ่ื งพน
2. สีนํ้ามันดิน (Bitumen) การแขง็ ตวั ใชเ วลา 8 ชม. และ Abrasive Blasting ลกู กลิง้ ไมใช
a) Asphalt แข็งไมเ ตม็ ท่ี สมี ีความหนดื สูง เพราะความ
b) Coal Tar หนืดสงู
แปรง (กรณี
3. สี Thermoplastic Physically Drying ตวั ทําละลาย Power Tool พ้นื ทเ่ี ลก็ ๆ
a) Vinyl (Sovent) ระเหย เรซินจงึ แขง็ ตวั Abrasive Blasting ปาดสไี ด
b) Chlorinated rubber การแขง็ ตัวใชเ วลา ½ - 1 ชม. Hand Tool ครัง้ เดยี ว)
เครื่องพน
4. Thermosetting เพราะการเกาะติด
a) Phonolic ของสจี ะไมดสี จี ะ แปรง
b) Epoxy รอ น ลูกกล้ิง
c) Urethane เครือ่ งพน
Chemical Drying ตวั ทําปฏกิ ริ ิยา Hand Tool
กับเรซิน เรซินจึงแข็งตวั การ Power Tool
แขง็ ตัวใชเ วลา 8 ชม. แข็งเตม็ ที่ Abrasive Blasting
ใชเ วลา 1 สปั ดาห

25

ตารางท่ี 2

พ้ืนทที่ จี่ ะทา เครอ่ื งมอื เตรียมพ้นื ผวิ เครอ่ื งมอื ทาสี
บริเวณเลก็ ๆ Hand Tool แปรง
บรเิ วณกวางและเรยี บสมาํ่ เสมอ Power Tool ลูกกลงิ้

Abrasive Blasting เคร่ืองพน

ขดี ความสามารถผูทาสี ตารางที่ 3 เคร่อื งมือทาสี
นอย (กลาสเี รอื ) แปรง
เคร่อื งมือเตรียมพ้ืนผิว ลูกกลง้ิ
มาก (ชา งสีระดบั โรงงาน) Hand Tool แปรง
Power Tool ลกู กลิ้ง
Hand Tool
Power Tool เครอ่ื งพน

Abrasive Blasting

แปรงทาสี เปน เครอื่ งมือทาสีทัว่ ไป แตเหมาะสาํ หรบั งานทาสีที่พืน้ ทไี่ มก วางนัก เชน งาน
ซอ มทาํ สี (touch up) และบริเวณที่ทาสียาก เชน ตามขอบ มมุ พน้ื ทีไ่ มเ รียบ

แปรงทาสปี ระกอบดวยสว นตา ง ๆ คอื
1. ขนแปรง (Bristling material) อาจเปน ขนจากธรรมชาติ เชน ขนหมู ขนมา หรือ ขน
สังเคราะหก ็ได
2. สารยึด (Setting compound) เปนสารที่ใชสําหรบั ยดึ ขนแปรงเขา ดวยกัน สมันกอ นใช
กาวยาง ปจ จบุ นั ใชกาวเรซิน
3. ตดั อัด (Btring or Filler) เปน ล่ิมตอกเพอ่ื อดั ขนแปรงใหแนน
4. ปลอกโลหะ (Ferrule) ใชสาํ หรบั รดั ขนแปรงกับดา มจบั
5. ดา มจับ (Handle) โดยทวั่ ไปเปนไม
คณุ ภาพของแปรง ข้นึ กบั คณุ สมบัตแิ ละปรมิ าณของขนแปรงท่ีเหมาะสม ขนแปรงทด่ี ีตองไมแข็ง
และออนเกินไป ถาขนแปรงแข็งไปจะซมึ ซาบหรอื บรรจสุ ีไดไ มดี เมอ่ื ทามกั จะเกิดรอยแปรง ถาขน
แปรงออนไปสีจะหยดงา ยเมือ่ ทาสีจะหนาเกินไป

26

การใชแ ละบํารงุ รกั ษาแปรงทาสี ถา เปน แปรงใหมกอ นใชง านตองตรวจสอบขนแปรง โดย
การดงึ และแตง ใหอยใู นสภาพที่จะใชงานได กอนใชค วรทาํ ความสะอาดโดยจมุ ลงในทินเนอร
เสยี กอ น เพื่อขจดั ผงฝนุ ละอองตาง ๆ แลว สลัดทินเนอรออก

แปรงทาสีเม่ือใชเ สร็จแลว ใหร ีบลา งทําความสะอาดสีออกทันที โดยใชทนิ เนอรท ่เี ปน
สว นผสมของสที ท่ี าลางหลาย ๆ ครั้งใหส ะอาดหมดจด โดยใหจ มุ ขนแปรงถูกบั กน กระปองใหทิน
เนอรขนึ้ มาถงึ โคนแปรงใชน ้ิวขยข้ี นแปรงแรง ๆ ตรวจดจู นแนใจวาไมม ีสตี ิดคางอยทู ีโ่ คนแปรง เมอ่ื
ลางสะอาดดแี ลวทําใหแ ปรงแหงแตง ขนแปรงใหเ รยี บรอ ยแลวหอดว ยกระดาษ แตถ าจะใชง านอกี ใน
เวลาส้ัน ๆ ใหเ ช็ดปากสอี อกแลวแชไวในทินเนอรผสมสที ่ที าโดยการแขวนไมใ หขนแปรงสมั ผัสกน
กระปอ ง เพราะจะทําใหข นแปรงเสนี รปู กอนใชงานครงั้ ตอ ไปใหบบี ทินเนอรออก

27

28

การเกบ็ รกั ษาแปรงทาสที ถี่ กู วิธี

ลูกกล้งิ ทาสี เปน เคร่อื งมอื ชนิดหนึ่งของชางสเี หมาะสําหรับใชกลิง้ ทาสบี ริเวณทม่ี พี ื้นทีม่ าก
และเรยี บ (ตองใหแ นใจวา ไดขจดั พน้ื ผวิ ท่จี ะทาใหสะอาดปราศจากฝุนละออง หรอื นํ้ามันตาง ๆ
อยางแทจริง การใชล กู กล้ิงจะเปน วิธีทด่ี ที สี่ ุดเพราะประหยดั เวลา และสะดวกขณะทาโดยเวนที่ไวใช
แปรงตรงทีเ่ ปน สันหรือขอบเทา นน้ั )

ลกู กลงิ้ ทาสีประกอบดว ยสวนตา ง ๆ คอื 1. ตัวลูกกลง้ิ 2. แกน 3. ดา มจบั
1. ตัวลูกกลงิ้ มเี สนผา นศูนยก ลางตั้งแตขนาด 1 ½ นิว้ ถงึ 2 ¼ น้ิว แตทน่ี ิยมใชคอื ขนาด
1 ½ นว้ิ
ความยาวของลกู กล้งิ มตี ั้งแต 1 - 18 นิ้ว แตท ่นี ยิ มใชค อื ขนาด 7 - 9 นวิ้
ความยาวขนลกู กลง้ิ แบงเปน 3 ขนาด คือ ขนาดสนั้ เทา กับ 3/8 นว้ิ หรอื นอยกวา ขนาด
กลาง เทา กบั 3/8 นว้ิ ถึง 3/4 นว้ิ ขนาดยาว เทา กับ 3/4 นว้ิ ถงึ 1 ½ นิว้

29

ลกู กลิ้งทาสี ถาดรอง

ชนิดขนของลกู กล้งิ ใชก บั สี Latex และสที ่ใี ช hydrocarbon เปน
1. Dynel a ( nylon reinforced )

2. Mohair ( ขนแพะชนิดละเอียด ) ทินเนอรไมเหมาะกับสีที่ใช Katone เปนทนิ เนอร
3. Dacron b เปน พวกทนตอ ทนิ เนอรท แ่ี รง แตขนสัน้

ใชก บั พ้นื ผวิ ทเี่ รียบ

4. Lamb’s wool (pelt) ใชไดดกี ับสีทุกชนิด “ นยิ มใช ”

5. Rayon แพรเทียม ไมเหมาะกบั สี Latex

6. Carpet พรม ใชกับสที ม่ี คี วามหนืด (ขน ) สูง

7. Frieze ผาสกั กะหลาดมขี นขา งเดยี ว ใชก บั สี

8. Miscellaneous (อื่น ๆ) Polyurethane Foam

a Registered trademark , Union Carbide Corporation .

bRegistered trademark , E.I. du pont de Nemours $ Co .

2. แกน ทําดว ย Plastic , Phenolic fiberboard , Plate steel wire
3. ดา มจบั เปนแกนโลหะหมุ ดว ยพลาสติก หรอื ไม
การใชแ ละบาํ รุงรักษาลกู กลง้ิ ทาสี หลงั จากเลกิ ใชง านใหก ลง้ิ ลกู กลิ้งลงบนกระดาษ เชน
กระดาษหนงั สือพิมพ เพอ่ื เช็ดสีออกใหม ากทส่ี ดุ เทาทจ่ี ะมากได แลวลางดว ยทนิ เนอรท เ่ี ปน สว นผสม
ของสีท่ีทานน้ั หลาย ๆ ครงั้ จนเหน็ วาสะอาดดี ทําเหมือนการทําความสะอาดแปรงดว ยมอื เมือ่
สะอาดแลวทาํ ใหแหงแลว เอาพลาสติกหอ ใสดา มแขวนไว ถา วางลกู กลิ้งนอนไวจ ะทําใหล ูกกล้ิงแบน
ไปก็ได

30

ลูกกลิง้ ทาสีชนดิ ตา ง ๆ

การบาํ รงุ รักษาลกู กล้ิงทาสี

31

เครอ่ื งพน สี
เครอื่ งพนสี เปนอุปกรณท ่ีเหมาะจะใชก บั พน้ื ผวิ ที่มพี นื้ ท่มี าก ตลอดจนพน้ื ผวิ ทีม่ ีซอกเปน

มุมโคง เวา ยากตอการทาดวยแปรง การใชเ คร่ืองพนสจี ะตอ งมคี วามชาํ นาญพอสมควรจึงจะได
ผลงานทด่ี ี เครือ่ งพนสีมี 2 ชนดิ คอื เครือ่ งพน สีระบบใชล มอดั และเครือ่ งพนสรี ะบบไรอากาศ

เครื่องพนสรี ะบบใชล มอดั (air spray) เปนเคร่ืองพนสรี ะบบท่ีตองใชปม ลม โดยปม ลมให
ลมท่ีมีแรงดนั ประมาณ 40 - 60 ปอนดต อตารางนวิ้ ดนั ใหสอี อกจากหวั พนเปน ละอองขนาดเลก็ ซึ่ง
เราจะตอ งปรบั ตัวควบคุมทห่ี วั พน ใหป ระมาณสที อ่ี อกมาและรปู ทรง ตลอดจนขนาดของละอองสี
พอเหมาะกับการพน นอกจากน้ีในขณะทีพ่ น จะตอ งใหห วั พน อยูหางจากพน้ื ผิวประมาณ 6 - 8 นว้ิ

เครอ่ื งพนสีระบบไรอ ากาศ (airless spray) การพน สีระบบไรอ ากาศเปน ระบบใหมซ ง่ึ
ใชป มลกู สูบดดู สีโดยตรงจากกระปอ ง แลว อดั ดนั สีใหผ านหวั ฉดี ออกมาเปนละอองขนาดสม่ําเสมอ
โดยไมต องอาศยั ลมดัน การพนจงึ เหมือนกบั การยิงละอองสีจากหวั พนไปยังพ้ืนผวิ โดยไมมีการผสม
กบั อากาศเหมอื นกบั ใชลมอดั จงึ ไมมปี ญ หาในเรอื่ งความชนื้ หรอื สิง่ สกปรกของอากาศ

การพนสโี ดยระบบไรอากาศใชล มกาํ ลังดนั ตํ่า ประมาณ 30 - 40 ปอนดต อตารางน้ิว
สําหรับขับดนั ลูกสบู ท่มี อี ัตราสวนอดั 30 - 40 ตอ 1 ลูกสูบจะขบั ดนั ใหส ีผา นไปในสายจนถึงหวั พน
สี จะแตกตัวเปน ฝอยโดยแรงอัดสบู น้จี งึ ไมต อ งมสี ายลมมาตอทหี่ ัวพน อีก

32

AIRLESS SPRAY

การบํารงุ รักษาเครื่องพน เม่ือใชงานเสร็จแลว ใหพน ลา งหวั พน และลา งอุปกรณป ระกอบ
ที่เปอ นสที นั ทดี ว ยทนิ เนอรท ใี่ ชผ สมสีนน้ั จนสะอาด หา มใชลวดหรอื วสั ดุท่มี ีความแข็งเขยี่ หรือแยง
เขาไปในรขู องหวั พน

33

ปน พน สี
ปนพนสี (SPRAY GUN) เปนอุปกรณที่ใชส ําหรบั พน สี ทํางานโดยอาศัยแรงดนั ลมหรือ
อากาศทําใหส แี ตกตวั เปน ฝอยละอองเลก็ ๆ จากนั้นจงึ นําละอองสีเขา สพู ื้นผวิ ทพ่ี น

รูปท่ี 9 แสดงสวนประกอบปน พน สี
ปนพน สี ดังรปู ท่ี 9 มสี ว นประกอบท่สี าํ คญั ดังนี้
หวั ลม (air nozzle) เปนสว นประกอบทส่ี ําคัญทส่ี ดุ ของปน พน สี ใชท าํ หนา ทีบ่ ังคับ
ทศิ ทางและความเร็วของอากาศอัดทท่ี ําใหส ีแตกตัวเปน ฝอยละออง และนาํ ฝอยละอองทเี่ กดิ ขึ้นเขา สู
พนื้ ผวิ ทท่ี ําการพน หัวลมทีใ่ ชก นั ในปจ จุบันยังจําแนกไดเ ปน 2 แบบ คอื หัวลมแบบผสมภายนอก
(external mix) และหวั ลมแบบผสมภายใน ( intermal mix )
หัวจา ยสี (fluid nozzle) : เปนสว นประกอบท่สี ําคัญเปน อนั ดับที่ 2 รองลงมาจากหวั ลม
ใชทําหนาทคี่ วบคุมอัตราการไหลของสี หัวจายสจี ะมีลกั ษณะเปน เบาะรองรับเขม็ ปรบั ปริมาณสแี ละ
เปนชอ งทางใหสีไหลออกเมอื่ ไกปน ถกู เหน่ยี วเขามา และจะปดชอ งทางการไหลของสเี มื่อไกปน ถูก
ปลอยออกไป
เขม็ ปรับปรมิ าณสี (fluid needle) : เขม็ นีจ้ ะประกอบเขาหัวจายสแี ละจะทาํ งานรวมกันโดย
จะทําหนาทเี่ ปน ลน้ิ ปด – เปด ชองทางเดนิ ของสีทจ่ี ะออกไปจากหวั จา ยสี ปกตเิ ขม็ ตัวนีจ้ ะปด ชอ ง
ทางเดนิ ของสตี ลอดเวลาโดยแรงกดของสปรงิ และจะเปด เมื่อไกปน ถูกเหนย่ี วเขา มา

34

ไกปน (trigger) : เปน ตวั ทีท่ าํ ใหป น พน สที าํ งาน โดยจะทาํ หนา ทคี่ วบคุมการทํางานของ
ล้นิ ลม (air valve) และล้นิ สี (fluid valve) ท่อี ยภู ายในตัวปน โดยเปด ใหอากาศและสีไหลออกมา
จากตวั ลิ้นเมื่อไกปน ถกู ปลอ ยออกไป

ตวั ควบคุมปรมิ าณการจา ยสี (fluid control) : ตวั ควบคุมนจี้ ะมลี ักษณะเปนลกู บดิ ท่ใี ช
สําหรบั หมุนปรับความตึงของสปริงเขม็ ปรับปรมิ าณสี จึงสามารถปรับปริมาณการจา ยสีของเขม็ ได

ตวั ควบคุมล้นิ ลม (air valve control) : ตัวควบคมุ นจี้ ะทาํ หนา ที่ควบคุมการไหลของ
อากาศอัดท่จี ะเขา สูหวั ลม ปกตจิ ะทาํ งานรว มกบั ไกปน

ตวั ควบคุมรปู แบบการพน (side port or fan control) : ตัวควบคุมนีจ้ ะทาํ หนาทป่ี รับ
ความกวางของรูปแบบของสีทีพ่ น โดยการควบคุมอากาศอดั ที่จายไปยงั หวั ลมในปนพน สีทใ่ี ชห วั ลม
แบบผสมภายนอก

ดา มปน พนสี (body handle) : ดา มปน โดยท่วั ไปจะไดรับการออกแบบมาเพือ่ ใหส ามารถ
จับถือไดอ ยา งสะดวกสบาย มีความสมดุลยแ ละสบายตอ การถือในขณะพน

ชอ งลมเขา (air inlet) : เปน จดุ ตอสาํ หรบั ตอ เขากับทอลม ปกตจิ ะมขี นาดโต 3/4 นิว้
ชอ งสเี ขา (fluid inlet) : เปนจุดตอสําหรบั ตอ เขา กับทอดดู สี ซงึ่ อาจจะเปน ทอโลหะทย่ี ่ืน
ลงไปในกาพน สี หรอื เปน ทอสายยางในกรณีท่กี าหรือกระปอ งสีแยกออกจากตวั ปน
การดูแลรกั ษาอุปกรณพนสี
การดแู ลรักษาปน พน สี
ปนพนสี เปน อุปกรณท ่ไี ดร บั การออกแบบและสรา งดว ยความละเอยี ดและประณตี หลงั การ
สรา งไดม กี ารทดสอบและปรบั แตง มาแลว เปนอยา งดี เพือ่ ใหล ะอองสที ่ีพนออกมามคี วามละเอยี ด
เพยี งพอ ประกอบกบั คณุ สมบตั ขิ องสีทใี่ ชพนยงั มรแนวโนมทอ่ี าจจะทําใหช องทางเดนิ ของสีภายใน
ตัวปนเกดิ การตบี ตันได ดงั นนั้ ในการใชป น พน สีจึงตองใชค วามระมดั ระวงั และมกี ารดแู ลรกั ษาเปน
อยางดี หลงั การใชงานทุกคร้ังจะตอ งลา งทําความสะอาดอยา งถกู ตอง และจะตองปฏบิ ัตติ าม
คําแนะนาํ ของบริษัทผูผ ลติ อยา งเครง ครัด
การดูแลรกั ษาปน พนสีทถ่ี ูกวิธี มีดงั น้ี
1. อยาจุมปน พนสลี งในทินเนอร หรอื ลงในสารละลายทีใ่ ชในการชะลาง หากจําเปน ใหจ ุม
แคห ัวพน ของปน พน สเี ทา นนั้ ท้ังน้เี นือ่ งจากทินเนอรห รอื สารละลายดงั กลาวไมเพยี งแตจ ะทําลายสาร
หลอ ล่ืนตาง ๆ จากตวั ปน เพยี งเทา นนั้ แตย งั จะทาํ ใหปะเกน็ ตาง ๆ แหง ตัวซึง่ จะทําใหเกดิ การรว่ั ไหล
ไดใ นภายหลัง นอกจากน้นั ยงั จะทําใหสง่ิ สกปรกเกิดการรวมตวั อยใู นชองทางเดินของอากาศ ดงั น้ัน
เมือ่ นําปน ไปใชง านส่งิ สกปรกตา ง ๆ จะถกู พนออกมาทาํ ใหผ ิวงานทพ่ี น เกดิ การเสียหายได
2. เชด็ ทําความสะอาดปน พน สที ุกครงั้ หลงั ใชงานดว ยเศษผา ชบุ ทนิ เนอรห รอื ชุบสารละลายที่
ใชในการชะลา ง

35

3. หลงั ทําความสะอาดทุกคร้ัง ใหใชนาํ้ มันหลอ ลื่นชนิดใสหลอ ลน่ื ตามจดุ ตา ง ๆ ตาม
คําแนะนําของบริษทั ผผู ลิต กจ็ ะชว ยใหล ดการสึกหรอของชิ้นสว นตา ง ๆ ลงได จึงมผี ลทําใหอายกุ าร
ใชงานของปน พนสยี าวนานขึน้ หา มใชนํ้ามนั หลอ ล่นื ท่ีมีสว นผสมของซิลิโคนทําการหลอ ล่ืน
ตวั อยางจุดตาง ๆทตี่ องการหลอลนื่ ไดถกู แสดงไวใ นรปู ท่ี 10

รปู ที่ 10 แสดงจุดตาง ๆ ของปนพนสีทต่ี องการหลอลนื่
การลา งทาํ ความสะอาดปน พน สี
สาํ หรบั การลา งทาํ ความสะอาดปนพนสีแบบดดู ทก่ี าพน ตดิ ตง้ั อยกู บั ตวั ปน หลังจากเทสีท่ี
เหลอื อยภู ายในกาออกแลวใหเททินเนอรลงในกาพอประมาณ จากน้ันใหป ดฝาแลว เขยา เพือ่ ใหท นิ
เนอรไดช ะลา งสที ีต่ กคา งอยภู ายในกา แลว จึงจุม ทอดดู สขี องปนพนสลี งไปในกา จากนน้ั เหนย่ี วไก
เพ่ือใหป น พน สที าํ งานพนทนิ เนอรออกไปเหมอื นกบั การพน สีตามปกติ เพื่อชะลางชอ งทางเดนิ ของสี
ภายในตวั ปน อาจทําซ้ําตามความจําเปน จนกวา ปน พนสจี ะสะอาด
สวนการลางทาํ ความสะอาดปนพนสแี บบแรงดนั ท่ใี ชถงั สีแบบแรงดนั ตดิ ตง้ั แยกออกจาก
ปนพน สกี อ นอนื่ ใหเปด ฝารูระบายท่ีถังออกเสยี กอนแลว คลายหัวลมทตี่ ัวปนออก 2 - 3 รอบ จากน้ัน
ปด หวั ลมดว ยผา โดยทม่ี อื ยงั กุมผาอยแู ลวเหนีย่ วไกปน ลมก็จะดนั สีทตี่ กคา งอยูภ ายในชอ งทางเดนิ
ของสภี ายในตวั ปน และสีที่ตกคางอยูภ ายในทอ กลบั เขาสูถ งั หลงั จากเทสอี อกจากถังหมดแลว ใหเททนิ
เนอรลงในถงั พอประมาณแลวจึงทําการลา งภายในถงั ทอ และชองทางเดินของสีภายในตวั ปนเหมอื น
กับการลางทาํ ความสะอาดปน พน สแี บบดดู อาจทาํ ซํ้าตามความจาํ เปน กอ นเปด ฝารูระบายทถ่ี ังจะตอ ง
ระบายแรงดันภายในถงั สอี อกเสยี กอ น มิฉะน้ันอาจจะทาํ ใหเกดิ อันตรายได
กรณที ี่หวั ลมเกิดการอุดตนั ใหถ อดหัวลมออกแลวลา งในทนิ เนอรทีส่ ะอาด อาจใชแ ปรง
สําหรบั ทําความสะอาดรขู องหวั ลมโดยเฉพาะ หรอื อาจใชไ มจ ้ิมฟน แหลม ๆ แยงทาํ ความสะอาดรู
ของหัวลมก็ได หา มใชลวดแยงเพราะอาจทํารไู ดรับความเสยี หายได

36

เครอ่ื งอดั อากาศ
เคร่ืองอัดอากาศเปน เครือ่ งมอื ท่ีใชใ นการสรา งแรงดนั ใหก บั ปน พนสี มีหลายขนาด หลาย
แบบตง้ั แตข นาดเล็กๆ ทต่ี ิดต้ังอยูกับปน พน สี จนถงึ ขนาดใหญซึง่ มีท้ังชนิดท่ขี บั ดวยมอเตอรไฟฟา
และชนดิ ที่ขบั ดวยเครอ่ื งยนต ดงั รูปที่ 11 สวนประกอบทส่ี ําคญั ของเครื่องอัดอากาศขนาดใหญ
ไดแ ก เคร่อื งตนกําลงั ชดุ อดั อากาศและถงั เกบ็ อากาศอดั

รูปที่ 11 เคร่ืองอัดอากาศ

เครอื่ งตน กาํ ลงั
เคร่ืองตน กาํ ลงั ทีน่ ยิ มใชก ันโดยท่ัวไปในปจ จุบนั ไดแก มอเตอรไฟฟา (electric motor) หรอื
ในพนื้ ทที่ ก่ี ระแสไฟฟา เขา ไมถงึ กอ็ าจจะใชเ คร่อื งยนตกา ซโซลนี ขนาดเล็กเปนเครือ่ งตนกาํ ลังก็มี
เครือ่ งตนกําลังนจี้ ะทําหนาท่ขี บั ชดุ อดั อากาศใหท าํ งาน
ชุดอัดอากาศ
ชุดอัดอากาศจะทาํ หนาทดี่ ดู อากาศจากภายนอกเขามา แลวอัดใหม แี รงดนั สงู ข้นึ ใหเ หมาะกับ
การใชง าน ชดุ อดั อากาศน้ีอาจเปนแบบอดั คร้งั เดียว (single stage) ซงึ่ โดยทวั่ ไปจะมีสบู เดยี วแบบนี้
จะเหมาะกบั งานทไ่ี มต องการแรงดันสูงมากนัก ปกติจะไมเ กิน 100 ปอนดต อตารางน้วิ แบบอดั 2
คร้งั (two stage) โดยทวั่ ไปจะมีตั้งแต 2 สูบขึ้นไป แบบน้ีจะประกอบดว ยลกู สูบขนาดใหญ 1 ลูก
และลกู สูบขนาดเล็กอีก 1 ลกู การอดั อากาศจะทําการอัด 2 คร้ัง โดยลกู สบู ขนาดใหญจ ะทาํ การอัด
อากาศคร้ังแรกแลวสง ใหก บั ลกู สูบขนาดเลก็ โดยผานทางถงั ระบายความรอ น ( intercooler) จากน้ัน
ลูกสูบขนาดเลก็ ก็จะทาํ การอดั อากาศอดั นน้ั อีกครั้งหนึง่ จงึ ทําใหช ุดอดั อากาศแบบนม้ี ีแรงดันสูงกวา
แบบแรก ปกติจะมีแรงดนั เกินกวา 100 ปอนดต อตารางนิ้ว

37

ถังเก็บอากาศอดั
ถังเกบ็ อากาศอดั จะทําหนา ทเ่ี ก็บอากาศอดั ท่ีไดร บั จากชดุ อัดอากาศเพอ่ื รอการใชง าน ถัง
เก็บอากาศอัดน้ีมีหลายขนาดแตท่นี ยิ มใชก นั โดยทว่ั ไปไดแ ก ขนาด 60 ถึง 80 แกลลอน โดยทั่วไปที่
ถังจะมที ัง้ มาตรวดั แรงดนั และสวิตซอัตโนมัตติ ิดต้ังอยู มาตรวดั แรงดนั จะทาํ หนา ทแี่ สดงแรงดนั ของ
อากาศอัดทอี่ ยภู ายในถัง สว นสวติ ซอ ัตโนมัติก็จะทาํ หนา ทตี่ ดั – ตอ วงจรใหก ับมอเติรไฟฟาของ
เครอื่ งอัดอากาศ โดยสวิตซจ ะตอ วงจรไฟฟาทันทีท่ีแรงดันของอากาศภายในถงั ลดตาํ่ ลงถึงจดุ ทตี่ ัง้ ไว
เพอื่ ใหเคร่อื งอดั อากาศทําการอดั อากาศชดเชย อากาศทถ่ี ูกใชไป และเมอ่ื เครือ่ งอดั อากาศไดอ ัดอากาศ
จนมแี รงดนั ถึงจุดทตี่ ง้ั ไวแ ลว สวิตซก ็จะตัดวงจรไฟฟา เครื่องอัดอากาศก็จะหยุดทาํ งานทันที จึง
สามารถปองกันอันตรายจากแรงดนั ท่ีสงู เกนิ พิกัดได
ทอลม
ทอ ลมทีน่ ยิ มใชก บั งานพนสี มที ง้ั ทอแขง็ และทอออน สําหรบั งานขนาดกลางและขนาดใหญ
เชน ในโรงงานพนสีจะใชท ้ังทอ แขง็ และทอออน แตกบั งานขนาดเลก็ ใชท อออ นอยา งเดยี วกเ็ ปนการ
เพยี งพอแลว สาํ หรับทอแข็งทน่ี ิยมใชก นั จะเปน ทอ เหลก็ อาบสังกะสี ใชต อระหวางเครื่องอัดอากาศ
กับจดุ ที่ตองการใชง าน สว นทอออ นจะใชตอระหวา งจดุ ที่นาํ ไปใชง านกบั ปนพน สี ทอ แบบนจี้ ะมีสี
แดงสมมหี ลายขนาด แตไ มควรใชข นาดเสนผา ศูนยกลางทตี่ ่าํ กวา 5/16 นิ้ว ทอ ออนนอกจากจะใช
เปน ทอลมแลว ยงั ถกู นาํ ไปใชเ ปน ทอ สีดว ยเชนกนั แตท อ ออนท่ีใชเ ปน ทอสนี นั้ ผวิ ดา นในจะตองทน
ตอการกัดกรอ นของสีและสารละลายตา ง ๆ ไดดี ดังน้ันทอ ทใี่ ชกบั งานประเภทนจี้ ึงตองสรา งใหม ี
ลักษณะทแี่ ตกตางกัน เพอื่ จะเปน ทสี่ ังเกตแุ ละสามารถเลือกใชไ ดอยางถกู ตอ ง ปกติทอสจี ะเปน สดี ํามี
หลายขนาด เชนกัน ขนาดเสน ผา นศูนยก ลางเล็กสดุ โต 5/16 นวิ้ เนอ่ื งจากทอทั้ง 2 แบบ มี
คณุ สมบัตทิ ีแ่ ตกตา งกัน ดังนั้นในการเลอื กใชจึงตอ งเลอื กใหถ กู ตอ ง
การบํารุงรักษา
ในการบาํ รงุ รักษาเครอื่ งอดั อากาศ เน่ืองจากในขณะทํางานมีชน้ิ สว นทเ่ี คลอื่ นไหวอยหู ลายชิ้น
จงึ ตอ งการการหลอลน่ื ทมี่ ปี ระสทิ ธิภาพ โดยทวั่ ไปจะใชน ้าํ มนั หลอ ล่นื ที่มีความหนดื ระหวาง SAE
20 - 30 ดงั นนั้ นอกจากจะตอ งใชนาํ้ มนั หลอ ลน่ื ที่มคี วามหนืดทีถ่ กู ตอ งแลว ก็ยังควรมกี ารตรวจระดับ
นาํ้ มนั หลอลืน่ ภายในเครอ่ื งอดั อากาศอยางสม่ําเสมอ และเปลีย่ นตามระยะเวลาทกี่ าํ หนดไวใ นหนงั สือ
คมู ือการใชเคร่อื ง การปลอยใหน าํ้ มันเครอื่ งอยใู นระดับตํา่ กวา ปกติมาก ๆ หรอื การใชน้าํ มนั เครื่องที่
หมกสภาพแลว จะทาํ ใหร ะบบการหลอลน่ื บกพรอง เพราะปริมาณนาํ้ มนั มีไมเ พยี งพอหรือนาํ้ มนั ไมมี
คณุ สมบัติในการหลอลน่ื อกี ตอไป กรณที ่ตี องเปลยี่ นนํ้ามันหลอล่นื ก็จะตองใชน ํา้ มนั ทม่ี คี วามหนืด
เทาเดิม การใชน ้ํามันทีม่ ีความหนดื ต่ํากวา กจ็ ะทําใหเครอื่ งมีความสึกหรอสูงขนึ้ และถาใชน ํา้ มันท่มี ี
ความหนดื สูงกวากจ็ ะทาํ ใหป ระสทิ ธภิ าพในการทํางานของเครอ่ื งอัดอากาศลดลงได นอกจากนัน้ ยัง
ควรมกี ารถายนาํ้ ออกจากถงั เกบ็ อากาศอัดทกุ วันหลงั เลกิ ใชง าน เพราะถา ปลอยทิง้ ไวอาจทาํ ใหถ งั เกิด
สนมิ และผกุ รอ นได

38

บทท่ี 4

การเตรียมพืน้ ผวิ วสั ดุ

สิง่ สําคัญอนั ดับแรกท่ีชางสจี ะตอ งดําเนนิ การใหถ ูกตอ ง เพอื่ ใหไ ดผ ลงานท่ีดี คอื การเตรียม
พืน้ ผวิ ของวัสดุทจ่ี ะทา ไมว า ชางสีจะเลือกใชสีทมี่ คี ณุ ภาพดีเพยี งใดกต็ าม แตถ าการเตรียมพื้นผวิ วสั ดุ
ไมด ี คณุ ภาพของงานก็จะไมดีไปดว ย ซึ่งเปนผลใหเสียเวลาในการทาสี และสนิ้ เปลืองเงินทองไป
โดยเปลาประโยชน
วตั ถปุ ระสงคข องการเตรียมพื้นผวิ ท่สี าํ คญั มี 2 ประการ คือ

1. เพอ่ื กําจัดความสกปรกของพ้ืนผวิ ซงึ่ เกดิ ผง ฦน คราบไขมัน นาํ้ มัน เกลือ ตลอดจนสี
เกา ทีห่ ลดุ รอ น สนิมและความชนื้ ออก เพราะส่ิงเหลา นนี้ อกจากจะกนั ไมใ หสีไดส มั ผสั กบั พน้ื ผวิ ทาํ
ใหก ารยึดเกาะของฟลม สีไมด ี ยังเปนสาเหตใุ หเกดิ การพอง หลุดรอ นไดอยา งรวดเรว็

2. เพ่อื ปรบั พน้ื ผวิ ใหม ีความขรขุ ระท่ีเหมาะสม ซงึ่ จะชว ยใหก ารยึดเกาะของฟลมสดี ขี ึ้น
โดยเฉพาะผิวโลหะที่คอนขา งเรยี บสีจะยึดเกาะไดไ มด ี จงึ ตอ งขดั หรือพนทรายใหผวิ ขรุขระขน้ึ
สําหรบั ผวิ ไมซ ่ึงมีความพรนุ มากไป กจ็ ะตองลดความพรนุ ลงเพื่อไมใ หเ ปลืองสที ่ใี ชเ นื่องจากถูกดูด
ซมึ เขา ไปในเน้ือไมม ากไป

การเตรยี มพื้นผิวเหลก็ ทําไดห ลายวิธไี ดแก
1. การทาํ ความสะอาดโดยการเช็ดลา งดว ยตัวทาํ ละลาย (solvent cleaning) เพอ่ื กําจัด
ความชื้น คราบนาํ้ มนั และไขมันออก วธิ นี ้ไี มส ามารถกําจัดสนมิ สะเกลตลอดจนสเี กาออกไดหมด
หลงั จากเช็ดลา งดว ยตัวทาํ ละลายแลว จงึ ตองทําความสะอาดดว ยวธิ อี นื่ อีกตามความเหมาะสม

คราบนา้ํ มันและไขมนั สามารถเช็ดลา งออกได โดยใชผาสะอาดชบุ ทินเนอรม าเช็ด
หลาย ๆ คร้งั จนสะอาด แตถาไมมีทนิ เนอรอ าจใชนํ้าสบูแทน จากนนั้ ใชนา้ํ สะอาดลา งจนหมดคราบ
สบูแลว เช็ดหรอื ใชลมเปาใหพ ื้นผิวแหงสนทิ ในกรณที ีม่ คี วามจาํ เปนตอ งทาสีบรเิ วณท่ีช้นื แฉะตองเช็ด
ผวิ พน้ื ดว ยทนิ เนอรหรือบวิ ทลิ แอลกอฮอล (butyl alcohol) แลวรอจนแหง สนทิ กอนทาสี

2. การทาํ ความสะอาดดวยมอื (hand tool cleaning) โดยใชค อ นเหลก็ ขูดสนมิ ผาทรายหรือ
แปรงลวดเพ่อื กําจดั สนมิ สะเกล ตลอดจนสเี กา เปนวธิ ที ีช่ าไมเหมาะสมกับพนื้ ทข่ี นาดใหญ และ
เปน วธิ เี ลวท่สี ดุ สาํ หรับการเตรยี มพ้ืนผิว เนือ่ งจากไมส ามารถกําจัดสนมิ ท่กี นิ ลกึ ไดห มด แตอยา งไรก็
ตามถาจาํ เปนตองใชวธิ ีน้ี เชน เรืออยใู นทะเล ผูค วบคมุ งานจะตองตรวจดูจนแนใจวา ไดใ ชเ คร่ืองมือ
ทาํ ความสะอาด เชน แปรง ผา ทรายหรอื เหล็กขดู ขูดขดั สที ี่ลอนและสนิมออกไดห มด
จนผวิ สะอาดจริง ๆ โดยเฉพาะบริเวณรอยตอ และรอยเช่ือมตาง ๆ การใชเคร่อื งมือเหลานีจ้ ะตอ ง
ระวังไมใ หเกดิ ความเสียหายกบั พนื้ ผวิ เนอ่ื งจากใชแ รงมากเกนิ ไป

39

3. การทําความสะอาดดว ยเครื่องทุนแรง (power tool cleaning) ที่ทาํ งานดว ยไฟฟาหรอื

แรงดนั ลม ไดแ ก

Chipping hammer ใชส าํ หรับขจดั สนมิ สะเกลและสีเกา ทีต่ ิดแนน

Nire brushes ใชกับสนมิ สะเกลและสีเกาทไ่ี มต ิดแนน แตจ ะตองระวงั ไมขดั จน

ผิวเหล็กมนั เกนิ ไป เนือ่ งจากจะทาํ ใหก ารเกาะตดิ ของสีเลวลง

Crinder และ Sander ใชข ดั ใหผ วิ สมํ่าเสมอขนึ้ โดยเฉพาะตรงรอยเชอื่ มถา ไมข ัดให

เรียบลงเทาผวิ พน้ื ขา งเคยี ง จะเปน จดุ ทีเ่ กดิ สนมิ ไดงาย

Needle gun ใชสาํ หรับขจดั สนมิ และสเี กา เหมาะสาํ หรบั พน้ื ผวิ ทใ่ี ชเ ครือ่ งมือ

อยางอื่นไมสะดวก เชน บรเิ วณตะเข็บหรอื มมุ การใชเ ครื่องทุน แรงถึงแมว า จะชวยใหท าํ งานไดเ รว็

ขน้ึ แตก ย็ ังไมใชวธิ เี ตรียมพนื้ ผวิ ทดี่ ที ี่สุด และกเ็ หมาะสมกบั งานซอ มทําสขี นาดเลก็ เทา นน้ั

4. การพน ฉดี ดวยนํ้าแรงดนั สูง (Water blasting) ใชกําจดั ฝุน คราบเกลือ สนิมหรือสีเกาท่ี

ไมตดิ แนนไดอ ยางรวดเรว็ จึงเหมาะสาํ หรับทําความสะอาดกอนซอมทําสที บั หนา ทสี่ ีชน้ั ลางยงั อยใู น

สภาพดี หรือบรเิ วณทผี่ งฝนุ ทเ่ี กิดจากการขัดจะไปทําอนั ตรายเคร่ืองมือหรือวัสดุทอ่ี ยูใกลเคยี งได

5. การพน ขัด (Abrasive blasting) เปน วธิ ีเตรยี มพื้นผวิ ที่ดีที่สุดสําหรบั ผวิ เหล็กเนอ่ื งจาก

สามารถขจดั สนมิ สะเกล สีเกา ตลอดจนสง่ิ สกปรกอื่น ๆ ไดอ ยางมปี ระสทิ ธิภาพ นอกจากนยี้ ังทาํ

ใหผ ิวมคี วามขรขุ ระพอเหมาะ ชว ยในการยดึ เกาะของฟลม สีเปน อยางดี การพน ขดั สามารถทําได

อยา งรวดเรว็ จงึ ใชก บั การเตรยี มพืน้ ผวิ ขนาดใหญ วสั ดทุ ีน่ ํามาใชเ ปน ตวั ขัดมหี ลายชนิด เชน ผง

โลหะ ทราย อลูมิเนียม ออกไซด การพนขัดมอื 3 วธิ ี คอื การพนขัดแหง (Dry Blasting) การ

พนขดั เปย ก (Wet Blasting) และการพน ขัดสุญญากาศ (Vacuum Blasting) สาํ หรบั ผวิ โลหะใหมที่

จะทาสีเปน ครง้ั แรก ถาพน ขัดจนผิวเหลก็ เปนสเี งนิ (White metal) และเลือกใชส ที ่มี คี ุณภาพดี จะ

ทําใหสามารถปอ งกันการผุกรอนของเน้ือเหล็กไดน านกวา 10 ป

สําหรับการพนทรายน้นั ตอ งพยายามหลีกเลีย่ งการใชเ มด็ ทรายที่หยาบเกนิ ไป ควรใช

กรวดทรายทผี่ า นตาตะแกรงขนาด 18 - 40 เมช ( mesh ) จะทาํ ใหไ ดลกั ษณะพืน้ ผวิ ที่มีความหยาบ

ระหวา ง 2 - 2 ½ มลิ ล (50 - 63 ไมครอน) การพน ทรายจะตอ งปฏบิ ัตติ ามลาํ ดับตอไปน้ี

ก. กอ นทาํ การพน ทรายใหก าํ จดั คราบ นา้ํ มัน ไขมนั เกลอื ออกใหห มด

ข. ใหพน ทรายจนไดเกรดใด เกรดหน่งึ ทตี่ อ งการ

ค. หลังจากการพน ทรายแลว ใหขจดั ทรายฝนุ ละออง ออกใหห มดดวยเครอ่ื งดดู ฝุน

เครอื่ งเปาลม (สะอาดและแหง ) หรอื แปรงสะอาด

ง. ทาสโี ดยเรว็ ท่ีสดุ ที่จะทําไดกอนทผี่ วิ พน้ื ท่สี ะอาดจะมวี ัตถุอื่นมาจบั ใหสกปรก หรือเริ่ม

เกดิ สนิมใหม นอกจากการเตรยี มพ้นื ผวิ เหลก็ ทง้ั 4 วธิ ีนี้แลว ยังมวี ธิ ีเตรียมพืน้ ผวิ แบบอืน่ ๆ อีก

ไดแ ก Flame Cleaning , Acid Pickling ซ่ึงจะไมกลาวถงึ ในรายละเอยี ด เน่ืองจากไมเหมาะท่จี ะใช

40

กบั เรอื การเตรียมพืน้ ผวิ ทง้ั หมดทกี่ ลาวมาใหไดม าตรฐานไดมกี ารจดั ทําเปนรปู ถายมาตรฐานสาํ หรับ
ใชเ ปรยี บเทยี บ โดยหนว ยงานตาง ๆ ดงั ตาราง

ตารางเปรยี บเทียบการเตรียมพื้นผวิ มาตรฐานตา ง ๆ

คณุ ลกั ษณะเฉพาะ วธิ ี อปุ กรณและวสั ดใุ นการเตรยี มพ้ืนผวิ NACE
(specification) ( Method ) -
SSPC - SP1
Solvent Cleaning สารละลาย, (Solvent), สารทาํ ความ - -
SSPC - SP2 -
SSPC - SP3 สะอาด (Cleaning agent), ไอนาํ้ St 2
- St 3
SSPC - SP4 ( Stream ) No.1
SSPC - SP5 -
Hand Tool Cleaning คอนมอื , เหลก็ ขูดสนิม, กระดาษทราย No.3 Sa 3
SSPC - SP6 (ดที ีส่ ดุ )
Power Tool Cleaning เครื่องขดั ไฟฟา, ปนขดั สนมิ No.4 Sa 2
SSPC - SP7
(Needle gun) - Sa 1
SSPC - SP8 -
SSPC - SP9 Flame Cleaning Oxyacetylene Flame -
No.2 -
SSPC - SP10 White Metal ทราย, Grit, Shot
Sa 2 ½
Blast Cleaning (นิยมทส่ี ดุ )

Commercial ทราย, Grit, Shot

Blast Cleaning

Brush - off ทราย, Grit, Shot

Blast Cleaning

Pickling กรด (Acid), เบส (Alkali )

Weathering Followed ทราย, Grit, Shot

By Blast Cleaning

Near – White ทราย, Grit, Shot

Blast Cleaning

SSPC = Steel Structures Painting Council
SP = Surface Preparation
NACE = The National Association of Corrosion Engineers

การเตรียมพืน้ ผิวอลูมิเนียม
การเตรียมพ้ืนผวิ อลมู เิ นยี มกม็ ีความสาํ คญั มาก ถึงแมอลูมิเนยี มจะไมเปน สนมิ แบบเหลก็ แต
เนอื่ งจากการยดึ เกาะของสบี นผวิ อลูมิเนยี มเกิดไดไมดีเทา กบั เหล็ก ดงั น้ันเมอ่ื ทําความสะอาดกาํ จดั ขี้
เกลอื คราบนา้ํ มัน ไขมนั และความสกปรกตาง ๆ ออกหมดแลว โดยเลอื กวธิ ีท่เี หมาะสมตามท่ไี ด
อธิบายมาแลวในการเตรยี มพื้นผิวเหล็กจะตองใชสรี องพน้ื เตรยี มพนื้ ผวิ (Wash Primer) พน ลงบาง ๆ

41

(ความหนาประมาณ 0.0005 นว้ิ หรอื 13 ไมโครเมตร) ซึง่ สีชนิดนี้มีกรดฟอสฟอรคิ ( Phosphoric
Acid) เปน องคประกอบ มนั จะไปกัดผวิ อลูมเิ นยี มเกดิ เปนฟล มบาง ๆ ของสารประกอบท่ีชว ยใหสยี ดึ
เกาะไดดขี ึน้ การใชส ีจึงตอ งระวงั ไมพ นจนหนาไปเพราะกรดจะไปทาํ ใหเกดิ ความเสยี หารไดสาํ หรบั
ในการซอ มทาํ สถี าไมมสี ีรองพืน้ เตรยี มพื้นผวิ หรอื ถาใชแลว จะไปทาํ อนั ตรายกับอุปกรณท ่อี ยใู กลเคยี ง
กอ็ าจเตรียมพนื้ ผิวโดยขดั ดว ยผาทรายชนดิ ละเอียด เพ่อื ใหผวิ อลูมเิ นียมขรุขระจะชวยใหก ารยึดเกาะ
ของสีดีขน้ึ

การเตรยี มพ้ืนผวิ ไม
ผวิ ไมจะมีลกั ษณะเปนรพู รนุ ขนาดเล็กมาก ซงึ่ สง่ิ สกปรกตา ง ๆ จะไปติดอยู ยากตอการกาํ จัด
ดงั นั้นหลงั จากทาํ ความสะอาดเทา ทีส่ ามารถทาํ ไดแ ลว โดยเลือกวิธีที่เหมาะสมตามท่ีไดอธบิ ายมาแลว
ในการเตรยี มพนื้ ผวิ เหล็กจะตองใชสารอดุ (Sealer) พน หรือทาจนเตม็ รูพรุน จากนน้ั ขดั สวนเกินออก
จนไดผวิ เรียบกอนลงสี สารอดุ นอกจากจะชวยปดทับสง่ิ สกปรกแลว ยังชว ยลดการส้นิ เปลอื งของสี
ไดเปน อยางดี สงิ่ สาํ คญั ท่ตี องระวังในการทาสีไมคอื ความช้ืนของไมถ า ไมม คี วามชืน้ สูง (เกิน 10
เปอรเซน็ ต) มันจะทําใหสโี ปง พองไดในภายหลงั
ขอควรระวงั ในการเตรยี มพน้ื ผวิ
1. กอ นเตรยี มพืน้ ผวิ จะตอ งสํารวจสภาพของผิวกอ น เพอ่ื เลือกวธิ ปี ฏิบัติที่เหมาะสมโดย
จะตอ งคาํ นึงถงึ ความปลอดภยั ของผปู ฏิบตั ิงานและอุปกรณท ่อี ยูใ กลเคียง ซง่ึ อาจจะเกดิ เสียหายขน้ึ ได
จากผงฝนุ ตลอดจนไอระเหยของสารเคมที เี่ กดิ จากการเตรยี มพนื้ ผวิ
2. นํา้ ยาลางทําความสะอาดตองใชต ามวธิ ีที่ถูกตอ งหรอื ตามทีผ่ ูมีความรูแนะนาํ มา หา มใช
กรดหรอื ดางอยา งแรง
3. บรเิ วณที่อาบหรือชุบ สงั กะสี ทอง ทองเหลอื ง ทองแดง นิเกลิ อลมู เิ นยี มและเหล็กกลา
ท่ไี มเปน สนิม ( Corrosion Resisting Steel ) หามขดั ดว ยผาทรายหรอื การพนขดั ยกเวน เมือ่ ไดร บั
คาํ แนะนาํ จากผมู คี วามรูใหท าํ
4. อยา พยายามลอกสเี กา ออกจากเคร่อื งไฟฟา สายไฟฟา สวนประกอบของแผงควบคมุ และ
แผงไฟฟา เพราะไมมวี ธิ ีใด ๆ ทจี่ ะลอดสีออกจากสายไฟฟา โดยไมทาํ ใหฉ นวนสายไฟฟาชาํ รดุ
เสยี หาย
5. ขณะกาํ ลงั ลอกสเี กา ออกจากโครงสรางตัวเรือ ตองคลมุ เคร่ืองกําเนิดไฟฟา เครื่องยนต
ไฟฟา และเครอื่ งควบคมุ ตา ง ๆ และหลังจากทาสใี หมแ ลวตอ งขจดั ฝุนออกใหหมด (ควรใช
เครอ่ื งดดู ฝนุ )
6. การเตรียมผิวไมห รืออลมู ิเนียมตองระวังไมกระทํารนุ แรง เพราะผวิ ของมนั ไมแ ข็งมากอาจ
ทะลุหรอื สีกรอนจนเสียหายไดง า ย
7. พนื้ ผิวท่เี ตรยี มไวแ ลวตอ งรีบลงสีใหเรว็ ที่สุด กอ นทจ่ี ะเกดิ สนิมหรอื สิ่งสกปรกตา ง ๆ เขา
มาเกาะ

42

ภาพแสดงพ้นื ผวิ ท่เี ตรียมไวแ ลวระดับตาง ๆ

การเตรยี มสี
กอ นเปด กระปอ งสจี ะตอ งอานฉลากที่ขางกระปองเสียกอนเพื่อใหแ นใ จวา เปนสีทีต่ อ งการ

จะใชน อกจากนฉ้ี ลากยงั บอกวธิ ีการใชตลอดจนขอควรระวังตา ง ๆ อันจะเปน ประโยชนตอ ผูใช
จากน้ันจงึ เช็ดปด ฝนุ ผงตลอดจนสิง่ สกปรกตา ง ๆ ออกจากฝากระปอ งใหหมด

1. สีท่ีไมม สี ว นผสมแยกจากกบั สีทผ่ี สมเสร็จ (Read – Mixed Paint )
1.1 ถาเปนสที ่ีผลติ มาใหม ๆ สจี ะอยใู นสภาพดี คนงา ย ไมจบั ตัวเปน ฝา หรือนอนกน

เมื่อเปดกระปอ งแลวใหใชใ บพายทีส่ ะอาดคนจนเปน เนอ้ื เดยี วกัน จากนนั้ ถา จาํ เปนใหก รองผา น
ตะแกรงละเอยี ด หรอื ผากรองแลวจึงนําไปใช

1.2 สําหรบั สีทเ่ี กบ็ ไวน านแลว สีอาจนอนกน จบั ตวั เปนกอ นหรอื เปนฝา เม่ือเปด
กระปอ งแลว ใหคอ ย ๆ เลาะตดั สวนทีเ่ ปน ฝาออกท้งิ ใหห มด จากนน้ั ใชใบพายทส่ี ะอาดลองคนดู ถา
ไมนอนกน หรอื จับตวั กนั มากนักก็ใหคนตอ จนเปน เน้อื เดยี ว แตถานอนกน มากใหเ ทของเหลว
สว นบนออกใสภาชนะทสี่ ะอาดแลว ใชใ บพายกวนบดสวนท่ีนอนกน ใหแตกตวั ออก โดยกวนบดไป
กบั ขา งกระปอ งจนกระจายตวั ออกหมด จงึ เทสว นของเหลวคนื คนตอ จนเปน เนือ้ เดยี ว ถาสีมีความ

43

หนืดสูงเกนิ ไปใหผสมทนิ เนอรท ี่ใชผ สมสีนั้นลงไปจนไดความหนดื พอเหมาะ จากนน้ั กรองผาน

ตะแกรงละเอยี ดหรือผา กรองกอ นนําไปใช

2. สที ี่มีสว นผสมแยกจากกนั

2.1 สชี นิดน้มี สี ว นผสม 2 หรอื 3 สวนผสมกนั เชน สอี พี อ กซี่ กอนอ่นื จะตอ งกวน

สวน เอ (หรือสวนที่มผี งสีอยดู วย) ใหสีเขา กันเสยี กอ น แลว จงึ คอย ๆ ผสมสวน บี หรือ ซี ( สวน

ที่เปนของเหลวใสซ่งึ เปนตวั ทําใหส ีแข็งตวั ) ลงไปทีละนอ ย แลว กวนใหเขา กันใหด ที ง้ิ ไวป ระมาณ 1

ชม. กอนนําไปใชง าน

2.2 สีที่ผสมแลว ตองนาํ ไปใชภายในเวลาอายุการใชง าน (ยอดใช) เชน สชี นิดน้ีมอี ายุ

การใชง าน 8 ชม. หมายถงึ ใหใชสีนใ้ี หห มดภายใน 8 ชม.

2.3 การท่จี ะผสมสีนําไปใชงานน้ัน ตอ งประมาณสีกบั ชน้ิ งานเสยี กอนวา จะใชสี

ประมาณเทาใดก็ใหผ สมสีไปใชใ หพ อดกี บั งาน เพราะสชี นิดนเ้ี มือ่ ผสมไปใชงานแลวไมห มด สีท่ี

เหลอื จะเสยี

2.4 การผสมสตี อ งใชอตั ราสวนที่แนน อน ตามทีผ่ ูผลติ กาํ หนด

3. ลกั ษณะของสีผดิ ปกติ

เมือ่ เปดกระปองสแี ลว ตรวจดูถามีลกั ษณะผดิ ปกติตอ ไปนี้เกดิ ข้ึนไมค วรนาํ มาใช ไดแ ก

3.1 การขน แขง็

3.2 การจบั เปนกอนเปน ปริมาณมากไมสามารถคนใหกระจายออกได

3.3 การเปนวนุ

3.4 การเปนเมด็ ปริมาณมาก

3.5 มีกล่นิ ท่เี กิดจากการบูดเนา

3.6 มฟี องกาซเกดิ ขึ้นมากผิดปกติ

44

บทท่ี 5

เทคนิคการพนและทาสี

สีเปนสวนประกอบทสี่ ําคัญในการตกแตง โดยทําใหโ ลหะหรอื ชน้ิ งานมีความสวยงาม
และทนทานสที ่ใี ชงานมมี ากมายหลายชนดิ แลว แตว ัตถปุ ระสงคและชนดิ ของงาน สที ี่จะนํามาใชก ับ
เรอื ของราชนาวีไทยนนั้ จาํ เปนอยา งยง่ิ ทจี่ ะตองเปน สีทาเรือทีม่ ีคุณภาพสงู สามารถปองกันการผุ
กรอ นของเรอื อนั เนอื่ งมาจากการสมั ผัสกับน้าํ ทะเลและมลภาวะทจ่ี ะทําใหเกดิ ปฏิกิรยิ าทางเคมกี บั
พื้นผิวโลหะ ซ่งึ จะเปนตน เหตขุ องความเสยี หายที่เกดิ ขน้ึ ดังน้นั เพ่ือใหส สี ามารถอนุรักษผ ิววสั ดใุ หค ง
สภาพทีด่ ีและใชง านไปไดน าน จงึ ควรปฏบิ ตั ิใหถูกตองตามเทคนิคการพน และทาสี

การพน สี การทจี่ ะพนสงี านไดส วยงามและประหยดั สีนน้ั ขนึ้ อยกู ับหลักการหลาย
ประการ เชน การเลอื กใชเ คร่ืองพนและสว นประกอบของเครอ่ื งพนทถี่ กู ตอง ไดแก ปนพน หัวพน
และองศาของหวั พน ใหเ หมาะสมกบั ชิ้นงาน และยงั ขน้ึ กับความขนเหลวของสีท่ีจะพน หวั พนเพยี ง
หวั เดยี วไมส ามารถใชพนสไี ดทกุ ชนดิ ฉะน้ันควรเลือกหวั พน ในขนาดตาง ๆ ไวใ ชใหเหมาะสมกบั
งานและสีที่ใช ตลอดจนจะตอ งศกึ ษาหลกั การเคลื่อนปน พน สีไปในลกั ษณะทีถ่ กู ตอง จึงทําใหก าร
พนสปี ระสพผลสําเร็จไดดี

1. การจบั ปน การจบั ปน พนสีกเ็ ปน สว นประกอบทสี่ ําคัญอยา งหนง่ึ ในการใชปน พน สี
คือจะตอ งจบั ใหป น พน สีต้ังฉากและขนานกับผวิ งานทจ่ี ะพนตลอดเวลา ในการพน สถี า จับปน ไม
ถูกตอ งใหส ีทพี่ นนั้นเกาะจบั งานไมเ ทากนั

45

2. การเหนย่ี วไก ไกปนเปนตวั คุมการทํางานของปน พน สี ซง่ึ ถกู ควบคมุ โดยผพู น ผู

พน ผพู นสีควรศึกษาวิธเี หนยี่ วไกกบั การเคล่ือนปนแตล ะคร้ัง ควรดําเนนิ การดงั น้ี

2.1 เคล่ือนปนพนสีกอ นแลว จึงเหนยี่ วไก ยง่ิ กลไกลกึ เทาใดสยี ง่ิ ออกมากข้ึน

เทา นั้น และตอ งปลอ ยไกปนพนสีกอ นหยุดเคลอ่ื นปน มิฉะนนั้ จะทาํ ใหส พี น ออกมามากในชว งตน

และชว งสุดทาย

2.2 ไกปน พน สรี ะบบใชลมอัดจะมีชว งทํางานอยู 2 ระบบ ระยะแรกในการเหนีย่ ว

ไกเขาจะเปนการเปดวาลวลม สว นระยะที่สอง ในการเหนย่ี วไกลงไปจะเปนการเปดวาลวสี ซง่ึ จะมี

ท้ังสีและลมพน ออกมา การเปด สีมากนอยเพยี งใดยอมขน้ึ อยกู ับการปรบั ท่ีตัวควบคมุ และการเหน่ียว

ไกทกุ ครั้งควรสดุ ระยะไกท่ตี ง้ั ไว

3. การทดสอบฝอยสกี อนทําการพน กระทาํ โดยทดลองพน แลว ตรวจดขู นาดของฝอยสี
วาถูกตอ งหรือไม ถาฝอยสหี ยาบสีหนาเกนิ ไปใหเพม่ิ ความดันอากาศ ถาฝอยสีละเอยี ดหรือบาง
เกนิ ไปใหลดความดันอากาศหรือปรบั แตง ตวั ควบคมุ การจายสมี ากข้ึน

46

4. การเคลอื่ นปน พน สี การเคลื่อนปน ท่ีจะพน สีใหต งั้ ฉากและขนานกบั ผวิ งานท่จี ะพน
ระยะหา งของปนพนสจี ะตองสมั พันธก บั ความเรว็ ในการเคล่ือนปน พนสี ผทู ่ีทาํ การพน จะตอ งกําหนด
เองโดยมหี ลกั อยวู า ในการพนสคี วรเคลือ่ นปนดว ยความเรว็ ท่ีสมาํ่ เสมอ เพื่อใหฟลม สมี ีความหนา
พอเหมาะ ถา ถอื ปน ใกลกบั งานมากปริมาณของสที ีเ่ กาะบนงานจะเพมิ่ ขึน้ จะตอ งเคลอื่ นปน ใหเ รว็ ข้ึน
เพอ่ื ปองกันสียอ ย ถา ถอื ปนหา งจากงานมากละอองสจี ะฟงุ กระจาย ทาํ ใหเ กดิ การสญู เสยี สีไปโดยเปลา
ประโยชน ขณะเวลาเคลือ่ นมือไปทั้งแขน อยาขยับแตเ ฉพาะ ตามรปู

ขอ แนะนาํ ในการพนสีทุกครั้งในการปฏบิ ตั ิใหถูกตอง อยา ถือปนพน สีเปนวงโคง เพราะ
สวนโคง จะทําใหส เี กาะผวิ ไมส มํ่าเสมอตามรูป

47

4.1 การเคล่ือนปน พนสี ถา ผพู น ถนัดมือขวาใหผ พู นสีเรม่ิ ตน จากซา ยไปขวา

4.2 ถา ผูพนถนดั มือซาย ในการเคลอ่ื นปน พน สจี ะตองเรมิ่ จากขวาไปซา ย

4.3 การเคล่อื นปน พนสคี วรเปนแนวตรง และเคล่อื นท่ไี ปมาขนานกับชิน้ งาน

ตลอดเวลาไมค วรสายหรือตวดั ปน พน ใหเ ปนสวนโคง เพราะจะทาํ ใหส เี กาะงานไมเ ทากนั ซง่ึ เกดิ จาก

ความผิดพลาดในการเคลือ่ นปน พนสี


Click to View FlipBook Version