ก ชีวประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสี โดยอาจารย์ไพรพนาศรีเสน สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสีทรงเป็ นพระเถรภูมิแห่งแผ่นดินสยามที่เปี่ ยมล้นไปด้วยคุณงามความดี ประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติต่างให้ความศรัทธาและเสาะแสวงหาพระสมเด็จที่ท่านได้สร้าง ตลอดจนการได้ ท่องพระชินบญัชรคาถาอนัจะทา ใหเ้กิดสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัวสืบไป สิ่งที่น่าสนใจมากประการหน่ึงของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสีคือ ชีวประวัติของท่านซึ่งมีผู้ศึกษา ค้นคว้ามากมายหลายท่านแต่น่าแปลกตรงที่ว่าไม่ค่อยจะตรงกันนัก คงเป็นเพราะในสมยัน้นัขาดการจดบนัทึกไวเ้ป็น ลายลักษณ์อักษรหรืออาจจะจดไว้บ้างแต่สูญหายไม่ได้พิทักษ์รักษาไว้ตามที่ควร เพราะฉะน้นัเราจึงพบว่าวัน เดือน ปี เกิด สถานที่เกิด ชื่อบิดา มารดาและวัน เดือน ปีสถานที่ที่ท่านมรณภาพ ตลอดจนอายุ และ พรรษาก็ไม่ตรงกัน ( บุคคลส่วนใหญ่จะลืมนึกถึงการนับอายุครบอุปสมบทในสมัยโบราณจะนับ อายุในครรภ์ด้วย )
ข นอกจากน้นั ในการบรรพชาและอุปสมบท เป็นสามเณรและพระภิกษุก็ว่ากนั ไปต่างวดัต่างสถานที่ เป็ นการ ยากที่จะช้ีชดัลงไปว่าชีวประวตัิของสมเด็จฯ ต าราไหนถูกต้องที่สุดเพราะแต่ละท่านก็ดูจะมีเหตุมีผลพร้อมแหล่ง อา้งอิง เหล่าน้ีคงตอ้งอาศยันกัวิชาการที่สนใจในเรื่องน้ีหลายๆท่านมาช่วยกนัชา ระประวตัิของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสีให้ถูกต้องเสี ยทีเพื่อถวายเป็ นกุศลแด่ท่าน แต่จะอย่างไรก็ตามผู้เขียนได้พยายามสื บค้น ข้อมูลชีวประวัติของสมเด็จฯจากแหล่งความรู้ต่างๆ ท้งัจากตา รา และประสบการจากเรื่องเล่าของอาจารย์หลายๆท่าน จึงไดน้า ขอ้มูลเหล่าน้ีมาเรียบเรียงวิเคราะห์และสังเคราะห์เพื่อให้ท่านได้พิจารณา ดงัน้ี สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสีมีนามจารึกตามหิรัญบัตรว่า “ สมเด็จพระพุฒาจารย์อเนกปรีชา วิสุทธศีล จรรยาสมบัตินิพทัธุตคุณ สิริสุนทร พรตจาริกอรัญญิกคนฤศร สมณนิกรมหาปริณายก ตรีปิฎกโกศลวิมลศีลขันธ์” ชาตะ วันพฤหัสบดีที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๓๑ ตรงกบัเดือน ๕ ข้ึน ๑๒ ค่า ปีวอกจ.ศ. ๑๑๕๐ เวลา พระบิณฑบาต ๐๖.๔๕ น. (ย ่ารุ่ง ๙ บาท) ที่เรือนปลูกใหม่บางขุนพรหมกรุงเทพฯ บิดา เช้ือพระวงศใ์นราชวงศจ์กัรกรี มารดา นางงุด ตา นายผล ยาย นางลา เยาว์วัย ปี พ.ศ. ๒๓๓๘ อายุ๗ ปีเบ้ืองตน้เรียนหนังสือภาษาไทยและภาษาขอม โดยมีพระครูใหญ่แห่งเมืองพิจิตร เป็ น อาจารย์ บรรพชา ปี พ.ศ. ๒๓๔๓ บวชเป็ นสามเณร เมื่ออายุได้๑๒ ปี ณ วัดใหญ่เมืองพิจิตร โดยมีพระครูใหญ่แห่งเมืองพิจิตรเป็ นพระ อุปัชฌาย์เป็ นต่อมาย้ายมาศึกษาพระปริยัติธรรม ณ เมือง ชัยนาทกับพระครูวัด ณ เมืองชัยนาทบุรี ปี พ.ศ. ๒๓๔๘ อายุได้ ๑๗ ปี ศึกษากับพระอรัญญิกเถร (ด้วง) เจ้าอาวาสวัดบางขุนพรหมนอก “ ท่านเป็ นพระกรรมฐาน ชาวเวียงจันทร์ได้เข้ามาตามการอาราธนาของเจ้าอินทร์น้าชายเจ้าเขียวน้อย พระชายา ใน พระพุทธยอดฟ้า ราชตระกูลเวียงจันทร์ ผู้ปฏิสังขรวัดอินทรวิหาร ” และ พระบวรวิริยเถระ วัดสังเวชวิศยาราม จากน้นั ไดเ้รียนวิชาวิปัสสนากรรมฐานจาก สมเด็จพระสังฆราช สุกไก่เถื่อน และยังไดศ้ึกษาพระปริยตัิธรรมท้งัสาม ปิ ฎกกับพระโหราธิบดีและ พระวิเชียรกรมราชบัณฑิต ส านักท่านพระครูวัดเมืองไชยนาทบุรี ปี พ.ศ. ๒๓๔๙เมื่ออายุได้๑๘ ปีพระโหราธิบดี พระวิเชียร และเสมียนตราด้วง พระอาจารย์แก้ว วัดบางล าพูบน ได้ น าถวายตัวต่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร และให้จ าพรรษาอยู่กับสมเด็จพระสังฆราชมี วัดนิพพานาราม (วัดนิพพานาราม คือ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ในปัจจุบัน) ได้ศึกษาเล่าเรียนในแนวทางแห่ง พระสงฆ์จากสมเด็จพระสังฆราชเจ้าจนช านาญ และ เรียนพระธรรมกับพระอาจารย์เสม วัดนิพพานารามอุปสมบท
ค คร้ันถึงเดือน ๖ ปีมะเส็ง พุทธศกัราช ๒๓๕๐ สามเณรโต อายุตาม ปี พ.ศ. เกิด ครบ ๑๙ ปี(การนับอายุครบ อุปสมบท ในสมัยโบราณนับอายุในครรภ์ด้วย จึงเท่ากับ ๒๐ ปี บริบูรณ์การนับพรรษาจึงนับหนึ่งในปี ที่อุปสมบท ) สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิสรสุนทร จึงมีรับสั่งใหพ้ระโหราธิบดีกบัเสมียนตราดว้งเขา้เฝ้าแลว้มีรับสั่งให้ พระโหราธิบดีเป็ นผู้แทนพระองค์อุปสมบทสามเณรโต บรรพชาเป็ นนาคหลวงโดยให้ไปบวชที่วัดตะไกร จังหวัด พิษณุโลก โดยมี สมเด็จพระวันรัตวัดระฆังโฆสิตาราม ธนบุรี เป็ นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์แก้ววัดบางล าพูบน เป็ นกัมวาจา พระอธิการวัดตะไกรเมืองพิษณุโลก เป็ นอนุสาวะนะ ประชุมสงฆ์ ๒๘ รูป เป็ นคณะปักกะตัดตะในพัทธ สีมา หลังจากอุปสมบทเป็ นพระภิกษุแล้วได้กลับมาจ าพรรษาที่วัดนิพพานาราม ( คือวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์) กาลต่อมา พระโหราธิบดี ขุนพรมเสนา ปลัดกรมนุท เสมียนตราด้วง เสมียนบุญ ขรัว ยายโหง เกิดความศรัทธาจึงรับ เป็นโยมอุปัฏฐากต้งัแต่น้นัมา สมณศักดิ์ ปี พ.ศ. ๒๓๖๑ อายุ๓๐ ปีพรรษา ๑๑ พรรษาอันเป็ นปี ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ไดท้รงโปรดพระราชทานเรือพระที่นงั่กราบเป็นเรือสีถวายแก่พระภิกษุโต โปรดรับสั่งว่า “ เอาไว้ส าหรับไปเทศน์ โปรดญาติโยม ” ท้งัยงัทรงต้งัใหเ้ป็น “ มหาโต ” ปี พ.ศ. ๒๓๖๙ อายุ๓๘ ปีพรรษา ๑๙ พรรษา เป็ น พระครูสามัญ ปี พ.ศ. ๒๓๗๘ อายุ๔๗ ปีพรรษา ๒๘ พรรษา เป็ น พระครูปริยัติธรรม ปี พ.ศ. ๒๓๘๖ อายุ๕๕ ปีพรรษา ๓๖ พรรษา เป็ นพ ระราชปัญญาภรณ์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า สมณศักดิ์ (คือ บรรดาศักดิ์ หรือยศที่พระมหากษตัริยพ์ระราชทานแก่พระสงฆ)์ดงัน้ี ปี พ.ศ. ๒๓๙๕ อายุ๖๔ ปีพรรษา ๔๕ พรรษา เป็ นพระราชาคณะ “พระเทพกวีศรีวิสุทธินายก” ด ารงต าแหน่งเจ้า อาวาสวัดระฆังโฆษิตาราม ปี พ.ศ. ๒๓๙๗ อายุ๖๖ ปีพรรษา ๔๘ พรรษา เป็นพระราชาคณะช้นัผใู้หญ่“ พระธรรมกิตติโสภณ ” ปี พ.ศ. ๒๔๐๗ อายุ๗๖ ปีพรรษา ๕๘ พรรษาเป็ น “ สมเด็จพระพุฒาจารย์” มีนามจารึกตามหิรัญบัตรว่า “ สมเด็จ พระพุฒาจารย์อเนกปรีชา วิสุทธศีลจรรยาสมบัติ นิภัทธุตคุณ สิริสุนทร พรตจาริก อรัญญิกคนฤศร สมณนิกรมหา ปริณายก ตรีปิ ฎกโกศล วิมลศีลขันธ์”ขณะน้นัมีอายุ๗๖ ปี๕๘ พรรษา
ง สิ้นชีพิตักษัย (มรณภาพ) ปี พ.ศ. ๒๔๑๐ (จุลศักราช ๑๒๓๔) สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสีเป็นประธานก่อสร้างปูชนียวตัถุที่ ส าคัญ คือ องค์หลวงพ่อโต ที่วัดอินทรวิหาร ก่อสร้างไดสู้งถึงพระนาภีก็มีเหตุให้ไม่สา เร็จเพราะวนัเสาร์แรม ๒ ค่า เดือน ๕ ปี วอก ตรงกับวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๔๑๕ เวลาประมาณ ๒๔.๐๐ น.เศษ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหม รังสีไดส้ิ้นชีพตกัษยั (มรณภาพ) บนศาลาเก่าบางขนุพรหม สิริอายุ๘๔ ปี ๒ เดือน ๕ วัน มีพรรษา ๖๖ พรรษา (เป็ นปี ที่ ๕ ในรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) คุณูปการที่ส าคัญเพยีงบางส่วนที่ท่านมอบไว้แก่ประชาชนชาวไทย พระคาถาชินปัญชร สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสีในคราวเดินทางไปก าแพงเพชร ท่านไดไ้ปที่วดัเก่าแห่งหน่ึงชื่อวดั เสด็จ มีเจดียโ์บราณบรรจุพระบรมธาตุอยู่บนฝั่งแม่น้า ปิงได้พบคัมภีร์โบราณผูกหนึ่งเป็ นภาษาสิงหลเก็บอยู่ในเจดีย์ (พระคาถาน้ีเป็นคาถาศกัด์ิสิทธ์ิตกทอดมาจากลงักา) ท่านจึงน ามาเก็บไว้ที่กุฏิแดงวัดระฆังโฆษิตาราม ในเวลาต่อมา ท่านได้นา คมัภีร์น้นัออกมาศึกษา และแปลไดค้วามวา่ ปัญจระสูตรอัญเชิญพระบารมีพระพุทธเจ้า และพระอรหันต์มา ปกป้องคุ้มครอง ท่านจึงได้ต้ังชื่อพระคาถาบทน้ีว่า “ชินปัญชร” เพื่อถวายกุศลแด่ท้าวมหาพรหมชินปัญจระ มี เน้ือความดงัน้ี พระคาถาชินปัญชร ชะยาสะรากะตา พุทธา เชตตะวา มะรัง สะวาหะนัง จะตุสัจจาสะภัง ระสัง เย ปิ วิงสุ นะราสะภา ตัณหังกะราทะโย พุทธา อัฏฐะวีสะติ นายะกา สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง มัตถะเก มุนิสสะรา สีเล ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัย อุเร สัพพะคุณากะโร หะทะเย เม อะนุรุทโธ สารีปุตโต จะ ทักขิเณ โกณฑัญโญ ปิ ฏฐิภาคัสมิง โมคคัลลาโน จะ วามะเก ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง อาสุง อานันทะราหุโล กัสสะโป จะ มหานาโม อุภาสุง วามะโสตะเก เกเลนเต ปิ ฏฐิภาคัสมิง สุริโยวะ ปะภังกะโร นิสินโน สิริสัมปันโน โสภิโต มุนิปุงคะโว กุมาระกัสสะโป เถโร มะเหสี จิตตะวาทะโก
จ โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง ปะติฏฐาสิ คุณากะโร ปุณโณ อังคุลิมาโล จะ อุปาลีนันทะสีวะลี เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา นะลาเฏ ติละถา มะมะ เสสาสีติ มะหาเถรา ชิตะวันโต ชิโนระสา ชะวันตา สีละเตเชนะ อังคะมังเคสุ สัณฐิตา ระตะนัง ปุระโต อาสิ ทักขิเณ เมตตะสุตตะกัง ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ วาเม อังคุลาละกัง ขันธะโมระปะริตตัญจะ อาฏานาฏิยะสุตตะกัง อากาเส ฉะทะนัง อาสิ เสสา ปาการะสัณฐิตา ชินา นานา วะระสังยุตตา สัตตัปปาการะลังกะตา วาตะปิ ตตาทิสัญชาตา พาหิรัชฌัตตุปัททะวา อะเสสา วินะยัง ยันตุ อนันตะชินะเตชะสา วะทะโต เม สะกิจเจนะ สะทา สัมพุทธะปัญชะเร ชินะปัญชะระมัชเฌนหิ วิหะรันตัง มะหีตะเล สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ เต มะหาปุริสาสะภา อิจเจวะมันโต สุคุตโต สุรักโข ชินานุภาเวนะ ชิตุปัททะโว ธัมมานุภาเวนะ ชิตาริสังโค สังฆานุภาเวนะ ชิตันตะราโย สัทธัมมานุภาวะ ปาลิโต ชะจะรามิ ชินะปัญชะเรติ วิธีการท าลายกิเลส สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี มีปฏิปทาที่น่าเลื่อมใสอีกประการหนึ่ ง คือ ไม่ว่าท่านจะไปฉัน ภัตตาหารที่ไหน ไม่ว่าในวดัในวงัหรือตามที่เขานิมนตท์ ่านไปก็ตาม อาหารที่นา มาถวายน้นัท่านรับทุกอย่าง แต่พอ เวลาฉนัแลว้ถา้คา ใดที่ท่านขบเค้ียวแลว้รู้สึกอร่อยข้ึนมา ท่านก็จะรีบคายอาหารคา น้นัออกจากปาก โดยใชผ้า้เช็ดหนา้ ปิดปากและค่อยคายออกมาไม่ให้เป็นที่สังเกตหรือน่ารังเกียจแก่บุคคลทวั่ ไป การคายอาหารที่มีรสอร่อยก่อให้เกิด กิเลสน้ีแสดงให้เห็นว่า ท่านเป็นผูม้ีสติคอยพิจารณาอยู่ตลอดเวลา จึงสามารถรู้เท่าทนัและจบักิเลสของตวัเองไดว้่า เมื่อใดมีความโลภ ความโกรธ ความหลง นับว่าท่านได้ปฏิบัติจิตอันเป็ นการท าลายกิเลสอยู่ตลอดเวลา สร้างปูชนียสถานทางพุทธศาสนา
ฉ ๑. พระพุทธรูปที่วัดกลาง ต. คลองข่อย อ.โพธาราม จ.ราชบุรี เป็ นพระพุทธรูปยืนปางอุ้มบาตร ท าด้วยอิฐถือปูน สูง ๖ วาเศษ ต่อมาได้กลายเป็ นส านักสงฆ์ และเป็ นวัดในที่สุด (สร้าง ปี พ.ศ. ๒๓๗๕) ๒. พระพุทธรูปนงั่ที่วดัพิตเพียน (วดักุฎีทอง)จงัหวดัพระนครเป็นพระก่ออิฐถือปูน ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๔ วา ๓ ศอก(สร้างประมาณ ปี พ.ศ. ๒๓๙๓) ๓. สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่หน้าตกักวา้ง ๘ ว่า ๗ นิ้ว สูง ๑๑ วา ๑ ศอก ๗ นิ้วก่ออิฐถือปูนประทบันงั่พระ มหาพุทธพิมพ์ปางสมาธิวัดไชโยวรวิหาร ต าบลไชโยอ าเภอไชโยจังหวัดอ่างทอง (สร้างประมาณ ปี พ.ศ. ๒๔๐๐) ๔. รูปป้ันแทนโยมตาและโยมแม่สร้างกุฏิ๒ หลงัอยู่ดา้นทิศใตข้องวดัอินทรวิหาร ก่ออิฐถือปูน หลงัคามุง กระเบ้ือง ขนาดเท่ากนักวา้ง ๑ วา ยาววาคร่ึง ป้ันรูปแทนโยมตาเป็นรูปพระสงฆ์นงั่ขดัสมาธิหนา้ตกักวา้ง ๒๔ นิ้วอยู่กุฏิหลงัซ้าย ส่วนแทนโยมมารดาป้ันเป็นรูปภิกษุนงั่ขดัสมาธิหนา้ตกักวา้ง ๒๓ นิ้ว ประดิษฐาน อยู่กุฏิหลังขวา (สร้าง ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๐๙) ๕. พระศรีอริยเมตไตรย์ (หลวงพ่อโต) วัดอินทรวิหาร ที่ต าบลบางขุนพรหม กรุงเทพมหานคร เป็ นพระพุทธรูป ยืนอุ้มบาตร สูง ๑๖ วาเศษ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จสร้างได้ประมาณ ๙ วาเศษ ท่านก็ถึงแก่มรณภาพเสียก่อน ต่อมาหลวงปู่แดงไดก้่อสร้างเพิ่มเติมจนเสร็จสมบูรณ์(สร้าง ปี พ.ศ. ๒๔๑๐) ๖. พระพุทธรูปนอนใหญ่ที่วดัสะตือ ต. ท่าหลวงอ. ท่าเรือจ. พระนครศรีอยธุยา เป็นพระพุทธไสยาสน์ก่ออิฐ ถือปูน องค์พระยาว ๑ เส้น ๖ วา สูง ๘ วา ฐานยาว ๑ เส้น ๑๐ วา กว้าง ๔ วา ๒ ศอก (สร้าง ปี พ.ศ. ๒๔๑๓) ๗. พระเจดียน์อนวดัละครทา ที่แขวงบา้นช่างหล่อเขตบางกอกน้อยฝั่งธนบุรีเป็นพระเจดียน์อน ๒ องค์หัน ฐานเขา้หากนัห่างกนั ประมาณ ๒ ศอก ปัจจุบนัชา รุดทรุดโทรมมาก องค์ดา้นใตถู้กร้ือทา ลายไปนานแลว้ องค์ด้านเหนือก็แทบจะไม่เป็ นรูปร่างเสียแล้ว เนื่องจากถูกคนขุดค้นหากรุพระสมเด็จ (สร้าง ปี พ.ศ. ๒๔๑๔) สร้างมงคลวัตถุ(พระสมเด็จ) สร้างพระสมเด็จโดยที่เจา้ประคุณสมเด็จ ท่านเชี่ยวชาญในดา้นวิปัสสนาธุระยงิ่นกั ด้วยพระเมตตาบารมีสูง ยิ่ง เมื่อท่านเจริญชนมายุเป็นพระมหาเถระแห่งกรุงรัตนโกสินทร์แลว้ก็ไดป้รารภเหตุว่า มหาเถระแต่ปางก่อนน้ัน มักจะนิยมสร้างพระพิมพ์จ านวนมาก บรรจุลงไว้ในปูชณียสถานต่าง ๆ เพื่อเป็ นการสืบอายุพระพุทธศาสนา และ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนคนรุ่นหลังได้กราบไหว้บูชาเป็ นการเจริญพุทธานุสติปรารภเหตุดงักล่าวน้ีเจา้ประคุณสมเด็จ จึงไดส้ร้างพระพิมพร์ุ่นแรกข้ึนจา นวน ๘๔,๐๐๐ องค์ เท่ากับจ านวนพระธรรมขันธ์เป็ นพระสมเด็จรุ่นแรกที่เรียกกัน ว่า “ ทรง ๓ ช้นั” และ ต่อมาได้สร้างพระสมเด็จที่หลากหลายทรงพิมพ์รูปแบบ และหลากหลายเน้ือเป็นที่เคารพ สักการะยงิ่ในปัจจุบนั นามธรรมเป็ นปัจจัยให้มีขันธ์ ขันธ์เป็ นปัจจัยให้ถึงธรรม ธรรมเป็ นปัจจัยให้ถึงนิพพาน “ สมเด็จพระพุฒา จารย์ (โต) พรหมรังสี”
ช อ้างอิง ๑. ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสีจากบันทึกของมหาอ ามาตย์ตรีพระยา ทิพโกษา (สอน โลหะ นันทน์) ปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ๒. ประวตัิของเจ้าประคุณสมเด็จฯ โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาด ารงราชานุภาพ “เรื่องต้ัง พระราชาคณะผู้ใหญ่ในกรุงรัตนโกสินทร์” ปี พ.ศ. ๒๔๖๖ ๓. ประวัติประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ผู้แต่ง : พระครูกัลป์ยาณานุกูล รวบรวมและเรียบเรียงจัดพิมพ์: พิมพ์เป็ นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายล้อม ฟักอุดม และนางพิมเสน ฟักอุดม ปี ที่พิมพ์ : พ.ศ. 2512พระมหาเฮง วัดกัลยาณมิตร ๔. หนังสือ “สมเด็จโต” โดย แฉล้ม โชติช่วง , มนัส ยอขันธ์ปี พ.ศ. ๒๕๓๔ ๕. หนังสือพระสมเด็จ โดยตรียัมปวาย ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ๖. หนังสือที่ระลึกงานสงกรานต์ชลบุรี ประจ าปี พ.ศ. ๒๕๐๗ เรื่อง “สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง สมเด็จพระพุฒา จารย์ (โต)” โดย อธึก สวัสดิมงคล ๘. ประวัติและอภินิหารของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรสี) หนังสือ “ ๘๐ ปี เขตบางกอกน้อย ” ๑๕ ตุลาคม ๒๕๓๘ ๘. ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี วิกิพีเดียร สารานุกรมเสรี ๙. ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสีโดยหลวงพ่อจรัญ ฐิตธรรมโม วัดอัมพวัน สิงห์บุรี ๑๐.จากบทความเรื่อง ๑๐๐ ปี ที่สมเด็จจากไป โดย นายฉันทิชย์กระแสสินธุ์ ในหนังสืออนุสรณ์ ๑๐๐ ปีสมเด็จ พระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี๒๒ มิถุนายน ๒๕๑๕ ๑๑. สี่สมเด็จโดยนายสุคนธ์เพียรพัฒน์พิมพ์ที่แอลซีเพรสส์ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ ๑๒. หนังสือภาพ-ประวัติพระสมเด็จโต โดย พ.ต.ต.จ าลอง มัลลิกะ นาวิน พิมพท์ ี่โรงพิมพส์ ่วนทอ้งถิ่น กรมการปกครอง ๑ มีนาคม ๒๕๒๗ ๑๓. เรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรง นายธงชัย พลอยช่าง (สกุลเดิม อิศรางกูร ณ อยุธยา) ช่างป้ันพระปฏิมากร บางกอกน้อยกรุงเทพฯ ๑๔. เรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรง พระภิกษุวงษ์สุธรรมโม (พระอาจารยจ์ิ้ม กันภัย)วัดดงมูลเหล็ก กรุงเทพฯ (อายุ ๘๕ ปี๕๐ พรรษา) ๑๕. ภาพเขียนบนผนังโบสถ์วัดอินทรวิหาร
ซ ๑๖. สมณศักดิ์ โดยพระธรรมกิตติวงศ์ ( ทองดี สุรเตโช ) ป.ธ. ๙ ราชบัณฑิต พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธ ศาสน์ ชุด ค าวัด, วัดราชโอรสาราม กรุงเทพฯ พ.ศ. ๒๕๔๘ ๑๗. บรรพชา และอุปสมบท วิกิพีเดียร สารานุกรมเสรี ๑๘. วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร วิกิพีเดียร สารานุกรมเสรี
ฌ ประวัติของผู้เขียน ประวัติบุคคล ชื่อ นายไพรพนา ศรีเสน สถานที่อยู่อาศัย และ ที่ท างานปัจจุบัน 54/102 ม.คุณาลัย ซ.15 หมู่ 8 ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี โทรศัพท์ : 08-5560-0999 Email : [email protected] ชีวประวัติ ไม่มีพี่น้องร่วมบิดามารดา คู่สมรส นางยุรี ศรีเสน มีบุตร 3 คน ชาย 2 คน หญิง 1 คน สถานที่เกิด โรงพยาบาลศิริราช แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ ( เดิมเป็ นจังหวัดธนบุรี) ภูมิลา เนาเดิม จังหวัดธนบุรี
ญ ประวัติการศึกษา ประถมศึกษา โรงเรียนวัดดงมูลเหล็ก และโรงเรียนวัดอัมพวา มัธยมศึกษาตอนต้นโรงเรียนสวนอนันต์ โรงเรียนชิโนรสวิทยาลัย มัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร ปริญญาตรี ศิลปศาสตร์บัณฑิต รัฐศาสตร์ สาขาการปกครอง มหาวิทยาลัยรามค าแหง ปริญญาโท ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต พัฒนาสังคม สาขาการวิเคราะห์นโยบายภาครัฐ ประวัติการท างาน อดีตผู้บริหาร โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล 15 มี.ค. 2549 ลาออกจากราชการเพื่อลงสมัครสมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพฯ ปัจจุบันเป็ นข้าราชการบ านาญ และประกอบอาชีพส่วนตัว การอบรม ศึกษา ดูงาน -อบรมหลกัสูตรการรักษาความมนั่คงภายในแห่งชาติ(ระดบัวิทยากร) -อบรมหลักสูตรลูกเสือชาวบ้าน (ระดับวิทยากร) -อบรมหลักสูตรไทยอาสาป้องกันชาติ -อบรมหลักสูตรผู้น าการพัฒนาชุมชน -อบรมหลักสูตรการพัฒนาทางการเมือง -อบรมหลักสูตรการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ระดับวิทยากร) -อบรมหลักสูตรการพัฒนาระบบงานตามทฤษฏี 5 ส (ระดับวิทยากร) -อบรมหลักสูตรการพัฒนาระบบการจัดเก็บเอกสาร -อบรมหลักสูตรการดูแล และควบคุมพัสดุและครุภัณฑ์ -อบรมหลักสูตรการประสานงาน และการพัฒนาคุณภาพงาน -อบรมหลักสูตรผู้เยี่ยมส ารวจ และตรวจสอบการพัฒนาคุณภาพงาน -อบรมหลักสูตรผู้บริหาร -ศึกษาดูงานท้งัภายใน และภายนอกประเทศ
ฎ ประสบการณ์ในการท างาน 1. หัวหน้าโครงการการพัฒนาชุมชน (ส่วนผู้น าชุมชน) ของการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. 2529 2. วิทยากรอบรมการพัฒนาชุมชนตามโครงการ 5 ส ของการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. 2529 3. วิทยากรพิเศษการรักษาความมนั่คงภายในแห่งชาติพ.ศ. 2535 4. วิทยากรการอบรมลูกเสือชาวบ้าน พ.ศ. 2533 5. วิทยากรการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ของโรงพยาบาลศิริราช พ.ศ. 2537 6. กรรมการตรวจรับงานจา้ง และการก่อสร้างของโรงพยาบาลริริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล 7. กรรมการสอบข้อเท็จจริงทางวินัย ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล 8. กรรมการการจัดงานและกิจกรรมต่างๆ ของโรงพยาบาลศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล 9. ประธานกรรมการ การจัดการด้านการจราจรในพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2537-2540 10. กรรมการเลขานุการ การตกแต่งและดูแลสถานที่ในพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัย มหิดล พ.ศ. 2537-2540 11.กรรมการฟ้ืนฟูวิชาการคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2539 12. ไดร้ับการแต่งต้งัตามคา สั่งคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลใหม้ีหนา้ที่ในการประสานงานอา นวยความสะดวก ในการเตรียมสถานที่เพื่อถวายการรักษาพยาบาลสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พ.ศ. 2538 13. ไดร้ับการแต่งต้งัตามคา สั่งคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลใหม้ีหนา้ที่ในการเตรียมสถานที่เพื่อถวายการ รักษาพยาบาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 15 มี.ค. 2538 14. ไดร้ับการแต่งต้งัตามคา สั่งคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลใหม้ีหนา้ที่ในการประสานงานอา นวยความสะดวก ในการเตรียมสถานที่เพื่อถวายการรักษาพยาบาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 4 ก.ย. 2538 15. ไดร้ับการแต่งต้งัตามคา สั่งคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลใหเ้ป็นกรรมการฝ่ายประสานงานในวโรกาสที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลักลักษณ์ อัครราชกุมารีเสด็จฯ พระราชด าเนินมาถวายการตรวจพระ สุขภาพ พ.ศ. 2538 16. ไดร้ับการแต่งต้งัตามคา สั่งคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลใหม้ีหนา้ที่ในการประสานงานอา นวยความสะดวก ในการเตรียมสถานที่เพื่อถวายการตรวจและรักษาพยาบาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2540 17. ผทู้รงคุณวุฒิคณะกรรมการสถานศึกษาข้นัพ้ืนฐานโรงเรียนชิโนรสวิทยาลยั 18. ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาข้นัพ้ืนฐานโรงเรียนเคหะชุมชนลาดกระบงั 19. ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของกรรมาธิการเปิ ดเผยการประชุมลับและตรวจรายงานการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร
ฏ พ.ศ. 2540 – 2547 20. อนุกรรมาธิการ การสื่อสารและโทรคมนาคมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2548 -2549 21. ที่ปรึกษาสมาคมผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนนอกระบบ 22. ที่ปรึกษาสมาคมพุทธสัมพันธ์แห่งประเทศไทย 23. ที่ปรึกษาสภาวัฒนธรรมเขตลาดกระบัง 24. กรรมการและผู้ช่วยเลขาธิการมูลนิธิ ๑๑๑ ไทยรักไทย พ.ศ. 2551 – ปัจจุบัน 25. ผู้อ านวยการหลักสูตรผู้น าการพัฒนาประชาธิปไตยมูลนิธิ ๑๑๑ ไทยรักไทย ( รุ่นที่ ๑-๔ ) 26. ผู้เชี่ยวชาญประจ าตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551 27. อนุกรรมการปรับปรุงและพัฒนากฎหมายด้านกระบวนการยุติธรรม สภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2555 28. ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา) มีหน้าที่ก ากับและติดตามการปฏิบัติราชการในส่วน ภูมิภาคและใหค้า ปรึกษาแก่รองนายกรัฐมนตรี( 24 ธันวาคม 2555 - 9 ธ.ค. 2556 ยุบสภา ฯ ) 29. ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการเครือข่ายยุวทัศน์ กรุงเทพฯ ( 2555 – ปัจจุบัน ) 30. ผู้ช่วยสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ( นายบุญเลิศ คชายุทธเดช ) ตุลาคม 2557-2558 เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ที่ได้รับ - ทุติยาภรมงกุฎไทย - เหรียญจักรพรรดิมาลา - เข็มพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในวโรกาสครองราชย์ครบ 50 ปี - เข็มพระราชทานของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนารถ - เข็มประทานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนน - เหรียญประธานของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา -อื่น ๆ
ฐ ค ากล่าวด้วยความศรัทธา ก่อนอื่นตอ้งขอขอบคุณทุกท่านที่ใหค้วามสนใจในการศึกษาเรื่องของสกุลพระสมเด็จของท่านสมเด็จพระพุฒา จารย์ (โต) พรหมรังสี ที่ท่านได้สร้าง และ จดัสร้าง ท้งัพิธีทวั่ ไป และพิธีหลวงรวมท้งัพระภิกษุที่ประพฤติดีปฏิบตัิ ชอบหลายรูปที่ได้ร่วมในพิธีดังกล่าว จึงจัดได้ว่า เป็ นพระสมเด็จที่เปี่ ยมไปด้วยพุทธคุณ และอิทธิคุณอย่างอเนก อนันต์ ในเรื่องของพระสมเด็จในสกุลของพระสมเด็จที่ท่านสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ได้สร้าง และ จดัสร้างน้ี ผู้เขียนได้ศึกษาอย่างรอบด้านทั้งศาสตร์และศิลป์ และจากพระสมเด็จที่ครอบครอง ซึ่งมีท้งัหมดดงัน้ี หนึ่ง พระสมเด็จวัดระฆัง สอง พระสมเด็จวัดไชโย สาม พระสมเด็จบางขุนพรหม สี่ พระสมเด็จวัดพระแก้ว หา้พระสมเด็จตะกวั่ห่อชาวดัละครทา หก พระสมเด็จวัดระฆังปิ ดทองล่องชาด (ปิ ดทองทึบ) ท้งัหมด ที่ผู้เขียนได้กล่าวมาน้ีได้มีการสืบค้นทางด้านประวัติของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี และ ในเรื่องของการสร้างพระสมเด็จของท่าน แต่น่าเสียดายที่หลักฐานไม่มีการบันทึกไว้อย่างเป็ นระบบโดยเฉพาะไม่ได้ บันทึกไว้ในจดหมายเหตุหรือในพระราชกิจจานุเบกษาแต่อย่างใด จึงพบปัญหาค่อนข้างมาก เช่น วัน เดือน ปี สถานที่เกิด บิดา มารดา หรือแม้แต่สถานที่ขณะท่านมรณภาพ (สิ้นชีพิตกัษยั) ก็ยงัไม่ตรงกนั ผู้เขียนจึงได้พยายาม ศึกษาจากการเทียบเคียงท้งัทางดา้นประวตัิศาสตร์ของบุคคลที่เกี่ยวขอ้ง จดหมายเหตุที่เกี่ยวขอ้ง สถานที่ในยคุที่กล่าว อ้างถึง และประสบการณ์ตรงจากผู้รู้ เป็ นต้น ซึ่ งเป็ นเรื่องที่ยุ่งยากมากจึงเป็ นปฐมเหตุของการขาดองค์ความรู้ ก่อให้เกิดความสับสน เรียนรู้กันแบบไม่ถูกทิศไม่ถูกทางใช้ความเชื่อและกระแสสังคมเป็ นหลัก ผู้เขียนหวังว่าทุก ท่านที่มีความศรัทธาแด่สมเด็จฯคงจะต้องร่วมกันศึกษาหาความรู้ สืบค้นให้ประจักษ์ต่อไป
ฑ ในเบ้ืองตน้ผูเ้ขียนเองมิไดม้ีเจตนาที่จะสนใจหรือสืบคน้ ในเรื่องน้ีเพียงแต่เคารพบูชากราบไหว้สมเด็จโตเป็ น นิจเท่าน้ัน ด้วยเพราะเป็นคนวงัหลงั ปู่ย่า ตา ทวด ก็สืบสายมาจากช่างสิบหมู่จนกระทงั่ปีพ.ศ. ๒๕๒๘ จึงได้มี โอกาสครอบครองพระสมเด็จชุดน้ีเพียงหน่ึงองค์เป็นพระสมเด็จสีเขียวสวยงามมากจาก พระภิกษุวงศ์ สุธรรมโม ( พระอาจารย์จิ้ม กนัภยัซ่ึงท่านเป็นคุณตาของผู้เขียน ) และ จ าพรรษาอยู่ที่วัดดงมูลเหล็ก ท่านชอบสะสมพระสมเด็จ ท่านได้บอกให้ผู้เขียนได้ทราบว่า “ นี่คือพระสมเด็จกรุวัดพระแก้ว ลูกศิษย์ซึ่งเป็ นนายทหารน ามาให้เป็ นจ านวนมาก ให้ไปศึกษาดูถ้าสนใจก็มาเอาไป ” แล้วท่านก็เปิ ดให้ดูในหีบ ผู้เขียนเห็นมีพระชุดน้ีเต็มไปหมด จากน้นัจึงนา มาข้ึนคอ บูชา แต่ถ้าถามความสนใจที่ผู้เขียนจะสืบค้นยังไม่ได้คิด เพราะในขณะน้ันผู้เขียนรับราชการที่โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลยัมหิดล มีภารกิจค่อนขา้งมากจวบจนกระทงั่ประมาณปีพ.ศ. ๒๕๓๙ ขณะที่ผู้เขียนไปเยี่ยมหลวงตาท่านบอกว่า “ผมมีฐานะความเป็ นอยู่ดีแล้ว และอยู่ในแวดวงวิชาการท่านบอกว่าจะให้ มรดกที่ต้องไปท าต่อเอาเอง ”และท่านไดม้อบพระชุดน้ีรวมท้งัพระสมเด็จตะกวั่ห่อชาวดัละครทา พระสมเด็จวดั ระฆงัชุดปิดทองล่องชาด ให้ท้งัหมด ( พระสมเด็จวดัพระแกว้จา นวน ๗๒๙ องค์๖๓ พิมพ์พระสมเด็จตะกวั่ห่อชา วัดละครท าจ านวน ๒๑๒ องค์ ๙ พิมพ์ พระสมเด็จวัดระฆัง และพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมจ านวนหนึ่ง ) ท่านก าชับ ให้ผู้เขียนไปสืบค้นหาข้อมูลที่แท้จริงเพื่อให้สังคมได้รับรู้ รับทราบ นี่คือที่มาที่ผู้เขียนได้ครอบครองพระในสกุลพระ สมเด็จ และในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ผู้เขียนได้ลาออกจากราชการ จากน้นั ไดเ้ริ่มทุ่มเทศึกษาค้นคว้าจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และจากบุคคลที่มีความรอบรู้ที่ ครอบครองพระสมเด็จสกุลต่าง ๆ เหล่าน้ี ที่ส าคัญ พระอาจารย์จิม้กันภัย (พระภิกษุวงศ์สุธรรมโม) ได้น าผู้เขียน และสานุศิษย์เข้ากราบนมัสการหลวงพ่อวงศ์ หรือพระครูบาชัยยะวงศ์สา วัดพระบาทห้วยต้ม จังหวัดล าพูน และได้ ขอความเมตตาท่านให้ตรวจสอบด้วยฌานสมาบัตร พระสมเด็จกรุวัดพระแก้ว พระสมเด็จตะกั่วห่อชาวัดละครท า และ พระสมเด็จวัดระฆังชุดปิดทองล่องชาด จากที่ท่านได้ตรวจสอบท่านได้กล่าวว่ามีมงคลพระคาถาพุทธคุณและ อิทธิคุณแห่งสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสีสูงมาก สิ่งต่าง ๆ เหล่าน้ีคือประสบการณ์ที่เป็นแรงบนัดาลใจให้ ผู้เขียนไดเ้ริ่มใหค้วามสนใจและคน้ควา้ศึกษาหาความรู้อยา่งเตม็กา ลงัความสามารถ ท้ายสุด สิ่งที่ส าคญั ในการจดัทา และสืบคน้ขอ้มูลพระสมเด็จในสกุลของพระสมเด็จที่ท่านสมเด็จพระพุฒา จารย์ (โต) พรหมรังสี ได้สร้าง และจัดสร้าง ดงัน้ี
ฒ ประการแรก การบูชากิตติคุณอนัยิ่งใหญ่และดา รงไว้ซ่ึงพระคุณอนั ประเสริฐแห่งสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสีที่ท่านได้สร้างคุณงามความดีไวแ้ก่แผ่นดิน เป็ นพระภิกษุที่ทรงศีลประพฤติดีปฏิบัติชอบ ช่วยเหลือ ประชาชนทุกชนช้นัและที่ส าคญั ไดท้รงทะนุบา รุงพระพุทธศาสนา เช่น สร้างถาวรวตัถุสร้างองคพ์ระพุทธรูปปาง และแบบต่าง ๆ สร้างพระสมเด็จจ านวนมากเพื่อเจตนาที่จะเป็ นที่พึ่งแห่งพุทธศาสนิกชนและสืบทอดพระพุทธศาสนา ใหย้งั่ยนต่อไปในภายภาคหน้า ื ประการที่สอง ต้องการให้ผู้ที่เคารพบูชากราบไหว้สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี และต้องการ ครอบครองพระสมเด็จของท่านได้มีโอกาสสักการะบูชาพระสมเด็จที่เป็ น “พระแท้” ประการที่สาม ผู้เขียนได้ต้งัใจไวว้่า รายได้อนัเกิดจากการให้บูชาพระสมเด็จชุดน้ีจะแบ่งส่วนเพื่อน ามา ทะนุบ ารุงพระพุทธศาสนา และเพื่อเป็ นสาธารณะกุศลตามความสมควร โดยอุทิศส่วนกุศลให้แด่หลวงตาของผู้เขียน (พระภิกษุวงศ์สุธรรมโม) ที่ไดม้รณภาพ รวมท้งับิดา มารดาและผู้มีพระคุณที่ล่วงลับไปแล้ว อาจารย์ไพรพนา ศรีเสน
ณ พระสมเด็จ ผู้เขียน อาจารย์ไพรพนา ศรีเสน ออกแบบและจัดพิมพ์ นางสาวสาวิณีแก้วฤทธิ์ จ านวนหน้า จ านวนพิมพ์ E-Book ผู้จัดจ าหน่าย นางสาวอารดา บุญทองช่วย *** ข้อเขียนและรูปภาพนี้สงวนลิขสิทธ์ิเป็นของผู้จัดท าแต่ผู้เดียวไม่อนุญาตให้คัดลอกและเผยแพร่ด้วย วิธีการใด ๆ ยกเว้นจะได้รับอนุญาตจากผู้จัดท าเป็นลายลักษณ์อักษรเท่าน้ัน หากจะน าไปใช้เพื่อประโยชน์ทาง การศึกษาหรือสาธารณกุศลให้แจ้งมาเพื่อขออนุญาตทังนี้ให้เป็นไปตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ และ พ.ศ. ๒๕๕๘ ของประเทศไทยทุกประการ ***
ด สารบัญ หน้า ชีวประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ก ประวัติผู้เขียน ฌ ค ากล่าวด้วยความศรัทธา ฐ ประวัติและหลักการพิจารณา พระสมเด็จวัดระฆัง 1 พระสมเด็จวัดไชโย 16 พระสมเด็จบางขุนพรหม 22 พระสมเด็จวัดพระแก้ว 31 พระสมเด็จตะกวั่ห่อชาวัดลครท า 52 พระสมเด็จวัดระฆังปิ ดทองล่องชาด (ปิ ดทองทึบ) 63 คราบกรุพระสมเด็จ 71 พระสมเด็จยายข า 75 พระสมเด็จผงใบลาน 78 พระสมเด็จวดัระฆงัเน้ือชานหมาก 81 พระสมเด็จเขียว 83 มงคลแห่งพระสมเด็จ 85 พระบรมครูเทพโลกอุดร 86 พระสมเด็จวัดพระแก้ว พระในสกุลสมเด็จที่ควรครอบครอง 88 พระสมเด็จวัดพระแก้วกับความเชื่อมากกว่าเหตุผล 90 พระสมเด็จวัดพระแก้วที่มีความหมายทางพุทธศาสนา 91 พระสมเด็จวัดพระแก้วปลอม 93 พระพิมพ์พิเศษรูปเหมือน สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสี 95 พระพิมพ์พิเศษรูปเหมือนท่านโต (วัดระฆัง) 96
ต สารบัญภาพ หน้า พระสมเด็จวัดระฆัง 97 พระสมเด็จวัดไชโย (เกตุไชโย) 100 พระสมเด็จบางขุนพรหม 101 พระสมเด็จวัดพระแก้ว 104พระสมเด็จวดัตะกวั่ห่อชาวดัละครทา 134
1 ประวัติและหลักการพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆัง อาจารย์ไพรพนา ศรีเสน ประวัติการสร้างพระสมเด็จวัดระฆัง พระสมเด็จวัดระฆัง คือหนึ่งในมงคลวัตถุที่ทรงพุทธคุณ และอิทธิคุณ เป็ นวัตถุโบราณที่ทรงคุณค่าอย่างอเนก อนันต์ ความเป็ นมาของชีวประวัติ การสร้างพระสมเด็จของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี จากการสืบค้นจาก ข้อเขียน และเรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรงของอาจารย์ และผู้รู้หลายท่านยืนยันตรงกันว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสีท่านไดเ้ริ่มสร้างพระต้งัแต่ปีพ.ศ. ๒๓๔๘ อนัเป็นช่วงเวลาที่ท่านไดบ้รรพชาเป็นสามเณรในพรรษาที่๕ ในเรื่องการสร้างเป็นพระสมเด็จควรเริ่มจากปีที่ท่านไดอุ้ปสมบทเป็นพระภิกษุแลว้คือ ปี พ.ศ. ๒๓๕๐ ( ส่วนการ สร้างพระเมื่อคร้ังยงัเป็นสามเณรน้ันคงยงันบั ไม่ไดถ้ือว่า ท่านไดส้ร้างให้กบัพระอาจารย์และผูม้ีพระคุณของท่าน ) การสร้างพระของท่านมิได้ยึดถือก าหนดว่า กดพิมพ์เป็ นองค์พระ แต่เมื่อใด แต่ท่านยึดถือว่า พระเครื่องรุ่นน้ัน ๆ ส าเร็จตั้ง แต่เป็ นผงวิเศษ ในเรื่องผงวิเศษของท่านน้นัจะทา อยู่ตลอดที่ท่านมีเวลาหรืออาจกล่าวไดว้่า ตามอธัยาศยั การทา แต่ละคร้ังสามารถสร้างพระได้หลายพรรษา และ พรรษาที่ท่านได้ท าผงวิเศษมากที่สุด (นับจากปีที่ท่าน อุปสมบท) ได้แก่สาม ห้า เจ็ด เก้า สิบเอ็ด สิบหกยี่สิบ ยี่สิบแปด และ สามสิบสาม กล่าวกันว่า การสร้างพระสมเด็จ ของท่านน้นักระทา ทุกพรรษา มากบา้งนอ้ยบา้งตาม แต่เวลาที่ท่านพึงมีผงวิเศษของท่านก็ยงัมอบใหแ้ก่วดัต่างที่มาขอ เพื่อเป็นส่วนผสมในการสร้างพระก็มาก หลงัจากที่ท่านสิ้นชีพิตกัษยัแลว้ (ปีที่ท่านสิ้น พ.ศ. ๒๔๑๕) ผงวิเศษก็ยงั เหลืออยู่จ านวนหนึ่ง จากการบนัทึกของจดหมายเหตุว่า ในสมยัพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลา้เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๓ ได้มีพระราช ประสงค์แต่งต้งัให้ท่านมีฐานานุกรมศกัด์ิเป็นพระราชาคณะ ดว้ยเห็นว่า ท่านมีความรู้ทางดา้นอกัษรศาสตร์และทาง วิปัสสนาธุระเป็นอย่างยิ่ง แต่ท่านไดทู้ลขอตวัไม่รับสมณศกัด์ิน้นั โดยไดอ้อกธุดงคไ์ ปตามสถานที่ต่างๆ และเมื่อไป พ านักยังท้องถิ่นที่จังหวัดใด ในแถบน้ันมีพระชนิดใดที่ผู้คนกราบไหว้ท่านก็จะสร้างล้อแบบพิมพ์ชนิดน้ันตามแบบ ของท่าน เช่น เนื้อกระเบื้อง เนื้อดินเผา เนื้อผง เนื้อตะกั่วห่อชา เป็ นต้น แล้วแจกจ่ายให้กับผู้คนในถิ่นน้ันๆ ที่เหลือ บรรจุกรุไวเ้พื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา ดว้ยประการน้ีเราจึงพบว่า ในหลายจงัหวดัมีพระสมเด็จในพิมพ์แบบและ เน้ือต่างๆ บรรจุกรุไวม้ากมาย เช่น ราชบุรีอยธุยาอ่างทอง สระบุรีชยันาท นครสวรรค์กา แพงเพชรเชียงราย เป็นตน้
2 ท่านเจ้าคุณพระราชธรรมภาณีแห่งวัดระฆังได้เล่าให้ฟังว่า พระสมเด็จองค์แรกที่สมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหม รังสี ได้สร้างคือ “ พระสมเด็จหลังเบี้ย ” หรือ “ พระสมเด็จดินสอเหลือง ”ขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือของคนโบราณ ด้านหน้าเป็ นรูปพระสมเด็จทรงพิมพ์ใหญ่ ด้านหลัง แต่งให้นูนเหมือนหลงัเบ้ียจนั่สร้างดว้ยดินสอเหลืองผสมกลว้ย น้า ไทย น้า ออ้ย น้า ตาลเคี่ยว น้า มนัทงัและ มวลสาร นายชุบ วินทวามรอดีตผู้พิพากษา ซึ่งเป็นพี่ชาย(ลูกพี่ลูกน้อง) ของพระภิกษุวงศ์สุธรรมโม (พระอาจารย์จิม้กนัภัย) นักนิยมพระสมเด็จในสมัยโบราณ ท่านได้ศึกษาและรับฟังจาก ผู้ใหญ่หลายๆ ท่านบอกต่อกันมาว่า ปีที่สร้างน่าจะอยู่ราวๆ พ.ศ. ๒๓๕๑ และ เชื่อว่า สมเด็จพุฒาจารย์(โต) พรหม รังสีแกะพิมพ์นี้เองเป็นพิมพ์แรก ในปัจจุบันสมเด็จหลังเบี้ยหาดูไม่ได้แล้ว ได้ทราบว่า นายเปลื้อง แจ่มใส ซึ่งเป็น เจ้าของโรงงานหล่อพระที่บ้านช่างหล่อ อา เภอบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรีเป็นผู้หนึ่งที่ครอบครอง ต่อมาได้มอบพระ สมเด็จหลังเบี้ยนี้ให้แก่นายวิจิตร แจ่มใส ซึ่ง ต่อมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์หลายสมัย ปัจจุบันท่านเสียชีวิตแล้วและไม่ทราบว่า พระสมเด็จหลงัเบีย้ตกไปอยู่กบัท่านผู้ใด พระสมเด็จหลังเบีย้น้ัน พระภิกษุวงศ์สุธรรมโม (พระอาจารย์จิม้กันภัย) ได้ครอบครองไว้หนึ่งองค์ทราบว่า ก่อนจะมรณภาพได้มอบให้แก่นายแพทย์ส าเริง รัตนรพีอาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพยาธิวิทยาของ โรงพยาบาลศิริราช พระสมเด็จที่ท่านสร้างส่วนใหญ่สร้างที่วัดระฆัง แต่ยังมีข้อถกเถียงกันไม่รู้จบว่า พระสมเด็จวัดระฆังไม่บรรจุ กรุและมีพิมพ์ที่สร้างที่วดัระฆงัเพียง ๕ พิมพ์เท่าน้ัน ซ่ึงวงการพระสมเด็จที่บูชาพระตามกระแสของสังคมเชื่อ เช่นน้นัส่วนกลุ่มที่บูชาพระสมเด็จจากการศึกษาคน้ควา้หาความจริงจากประวัติศาสตร์เชื่อว่า พระสมเด็จมีมากมาย หลายร้อยพิมพม์ ีท้งับรรจุกรุและไม่บรรจุกรุและอาจจะมีนกัเล่นพระบางกลุ่มที่มิอาจหลีกเลี่ยงหลกัแห่งความเป็นจริง ไปได้ ยอมรับว่า มีพระสมเด็จวัดระฆังมีสภาพเหมือนพระในกรุจริง เป็ นพระฝากกรุเรียกกันว่า “ พระสองคลอง ”แต่ ในหลักแห่งความเป็ นจริงแห่งการสืบค้น และ ข้อสันนิษฐาน เชื่อได้ว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี สร้าง ถาวรวัตถุอันเป็ นมงคลวัตถุ หรือจะเรียกว่า ปูชนียสถานในทางพุทธศาสนาที่ใด ท่านจะน าพระพิมพ์ที่สร้างที่วัดระฆัง บรรจุกรุณ ที่น้นัและในหลาย ๆ ที่จะพบพระสมเด็จที่บรรจุในกรุมากมาย เช่น พระสมเด็จวัดอินทรวิหาร พระสมเด็จ วดัไชโยวรวิหาร พระสมเด็จตะกวั่ห่อชาวดัละครทา พระสมเด็จวดักลางคลองข่อย พระสมเด็จวดักุฎีทอง พระสมเด็จ วัดสะตือ พระสมเด็จบางขุนพรหม (วัดใหม่อมตรส) และอีกหลายวัดที่ได้ขอผงวิเศษของท่านไปสร้างพระเองก็มาก เช่น พระสมเด็จวัดพระแก้ว พระสมเด็จวัดพลับ พระสมเด็จปิ ลันท์ เป็ นต้น ส่วนพิมพพ์ระสมเด็จที่พบน้นัก็มีมากมาย หลายร้อยพิมพ์ ที่น ามากล่าวอ้างถึงอยากจะให้ท่านที่เคารพกราบไหว้ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี และ
3 ต้องการมีพระสมเด็จไว้บูชาจะได้ไม่เสียโอกาส และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก อีกท้ังเป็นการสืบทอดทาง พระพุทธศาสนาตามเจตนารมณ์อันบริสุทธิของท่านต่อไป พระสมเด็จไม่ว่า จะเป็ นพิมพ์ใดสร้างเมื่อใด อยู่ที่ไหน ลว้นแลว้แต่ทรงพุทธคุณ และอิทธิคุณเป็นอเนกอนันต์และที่ส าคญัก็คือความยึดมนั่ในคุณอนั ประเสริฐแห่งสมเด็จ พระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ขอให้ท่านประพฤติดีมีศีลธรรม พุทธคุณ และอิทธิคุณแห่งพระสมเด็จจะอยู่ที่ใจท่าน และคุม้ครองป้องกนัภยั ให้ท่านมีความสุขท้งักายและใจตลอดไป ขอให้ท่านผูเ้ลื่อมใสศรัทธาไดพ้ ิจารณาดว้ยสติให้ ถ่องแท้ ปูชนียสถานในทางพุทธศาสนา ที่ท่านได้สร้างไว้ดงัน้ี ๑. พระพุทธรูปที่วัดกลาง ต. คลองข่อย อ.โพธาราม จ.ราชบุรี เป็ นพระพุทธรูปยืนปางอุ้มบาตร ท าด้วยอิฐถือปูน สูง ๖ วาเศษ ต่อมาได้กลายเป็ นส านักสงฆ์ และเป็ นวัดในที่สุด (สร้าง ปี พ.ศ. ๒๓๗๕) ๒. พระพุทธรูปนงั่ที่วดัพิตเพียน (วดักุฎีทอง) จงัหวดัพระนคร เป็นพระก่ออิฐถือปูน ปางมารวิชยัหนา้ตกักวา้ง ๔ วา ๓ ศอก (สร้างประมาณ ปี พ.ศ. ๒๓๙๓) ๓. สร้างพระพุทธรูปองคใ์หญ่หนา้ตกักวา้ง ๘ ว่า ๗ นิ้ว สูง ๑๑ วา ๑ ศอก ๗ นิ้วก่ออิฐถือปูนประทบันงั่พระมหา พุทธพิมพ์ปางสมาธิ วัดไชโยวรวิหาร ต าบลไชโย อ าเภอไชโยจังหวัดอ่างทอง (สร้างประมาณ ปี พ.ศ. ๒๔๐๐) ๔. รูปป้ันแทนโยมตาและโยมแม่สร้างกุฏิ๒ หลัง อยู่ด้านทิศใต้ของวดัอินทรวิหาร ก่ออิฐถือปูน หลังคามุง กระเบ้ือง ขนาดเท่ากนักวา้ง ๑ วา ยาววาคร่ึง ป้ันรูปแทนโยมตาเป็นรูปพระสงฆน์งั่ขดัสมาธิ หน้าตักกว้าง ๒๔ นิ้วอยู่กุฏิหลงัซ้าย ส่วนแทนโยมมารดาป้ันเป็นรูปภิกษุนั่งขดัสมาธิหน้าตกักวา้ง ๒๓ นิ้ว ประดิษฐานอยู่กุฏิ หลังขวา (สร้าง ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๐๙) ๕. พระศรีอริยเมตไตรย์ (หลวงพ่อโต) วัดอินทรวิหาร ที่ต าบลบางขุนพรหม กรุงเทพมหานคร เป็ นพระพุทธรูปยืน อุ้มบาตร สูง ๑๖ วาเศษ ท่านเจา้ประคุณสมเด็จสร้างไดป้ระมาณ ๙ วาเศษ ท่านก็ถึงแก่มรณภาพเสียก่อน ต่อมา หลวงปู่แดงไดก้่อสร้างเพิ่มเติมจนเสร็จสมบูรณ์(สร้าง ปีพ.ศ. ๒๔๑๐) ๖. พระพุทธรูปนอนใหญ่ที่วดัสะตือ ต. ท่าหลวงอ. ท่าเรือจ. พระนครศรีอยุธยา เป็นพระพุทธไสยาสน์ก่ออิฐถือ ปูนองค์พระยาว ๑ เส้น ๖ วา สูง ๘ วา ฐานยาว ๑ เส้น ๑๐ วา กว้าง ๔ วา ๒ ศอก (สร้าง ปี พ.ศ. ๒๔๑๓) ๗. พระเจดียน์อนวดัละครทา ที่แขวงบา้นช่างหล่อเขตบางกอกนอ้ยฝั่งธนบุรีเป็นพระเจดียน์อน ๒ องค์หันฐาน เข้าหากัน ห่างกันประมาณ ๒ ศอก ปัจจุบันช ารุดทรุดโทรมมาก องค์ด้านใตถู้กร้ือทา ลายไปนานแลว้องคด์า้น เหนือก็แทบจะไม่เป็ นรูปร่างเสียแล้ว เนื่องจากถูกคนขุดค้นหากรุพระสมเด็จ (สร้าง ปี พ.ศ. ๒๔๑๔)
4 พุทธศิลป์ของพระสมเด็จวัดระฆัง ศิลปะโบราณใน แต่ละยุคที่ช่างสิบหมู่ (ช่างแกะพิมพ์) น ามาเป็ นต้นแบบในการแกะพิมพ์ ๑. สมัยเชียงแสน ๒ สมัยสุโขทัย ๓. สมัยอู่ทอง ๔. อยุธยา ๕. รัตนโกสินทร์ตอนต้น พุทธศิลป์ที่เป็นความหมายในองค์พระสมเด็จวัดระฆัง ๑. รูปสี่เหลี่ยมด้านไม่เท่า หมายถึงแผ่นดินที่ทรงพระอริยสัจจ์ ๒. วงโค้งในรูปสี่เหลี่ยม หมายถึงอวิชาที่คลุมพิภพ ๓. รูปสามเหลี่ยมในวงโค้ง หมายถึงพระรัตนตรัย ๔.รูปพระนงั่ขดัสมาธิบนบลัลงัก์หมายถึงพระพุทธเจา้ปางตรัสรู้พระอนุตตร สัมมาสัมโพธิญาณ ณ โพธิบัลลังก์ ๕.ฐานสามช้นัหมายถึงพระไตรปิฎก ๖.ฐานเจ็ดช้นัหมายถึงอปนิหานิยมธรรม ๗.ฐานเกา้ช้นัหมายถึงมรรคแปด นิพพานหน่ึง จ านวนการสร้าง จ านวนการสร้าง ๘๔,๐๐๐ องค์ตามจา นวนพระธรรมขนัธ์เป็นปฐม ต่อจากน้ันจะสร้างเพิ่มอีกเท่าใดไม่มี หลักฐานปรากฏแน่ชัด แม้ลูกศิษย์ใกล้ชิดที่มาช่วยท่านสร้างพระก็ยังไม่สามารถบอกได้ถึงจ านวนที่แน่นอน อาทิ พระภิกษุภูคือหลวงปู่ภูพระเกจิอาจารยช์ ้นัยอดของเมืองไทยแห่งวดัอินทรวิหาร หลวงปู่คา พระปลัดโฮ้ พระปลัด มินศร์ พระครูพิพัฒน์ พระใบฎีกา พระภิกษุพ่วง พระภิกษุแดง พระภิกษุโพ สามเณรเล็ก ทุกรูปขณะน้นัจา พรรษาอยู่ ที่วัดระฆังโฆสิตารามและวัดอัมรินทราราม ขรัวตาพลอย และท่านสุดท้ายที่กล่าวอ้างถึงคือ หลวงบริรักษ์โรคาพาธ (ฉุย) มีอายุใกล้เคียงกับท่าน มีบา้นอยู่วงัหลงัใกลก้บัวดัระฆงัและมีตา แหน่งเป็นแพทยห์ลวงในรัชกาลที่๔ ถึงแก่ มรณกรรมเมื่อตน้รัชกาลที่๕ และเชื่อไดว้่าคงไม่เฉพาะท่านที่เอ่ยนามมาเท่าน้นัอาจจะมีอีกหลายสิบหรือหลายร้อย ท่านที่เป็ นสานุศิษย์ของท่านได้ช่วยกันสร้างพระสมเด็จก็เป็ นไปได้
5 แบบพิมพ์ แบ่งเป็ น ๔ ประเภท ดงัน้ี ๑. พิมพ์ที่จัดท าเป็ นแม่แบบโดยช่างหลวง (ช่างสิบหมู่) จากการแกะแม่แบบโดยเจ้าฟ้าอิสราพงศ์ หลวงวิจิตรนฤมล (พึ่ง จิตรปฏิมากร เป็ นต้นสกุลจิตรปฏิมากร) หลวงวิจารเจียรนัย และช่างหลวงจากสกุลช่างสิบหมู่ จัดเป็ นพุทธ ศิลป์ ที่มีความวิจิตรงดงาม และไดร้ับการยอมรับเป็นพิมพน์ ิยม ๕ พิมพ์ในปัจจุบนัสันนิษฐานว่า พิมพเ์หล่าน้ี แกะถวายเมื่อท่านได้เป็ นเจ้าอาวาสแล้ว ๒. พิมพ์ที่จัดท าเป็ นแม่แบบตามความต้องการของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ส่วนใหญ่เป็ นฝี มือของ นาย เทศ ซึ่งเป็ นหลานของท่าน เป็ นช่างแกะพิมพ์พระ นายทอง ช่างติดกระจกหนา้บนัพระอุโบสถที่อ่างทองรวมท้งั สานุศิษย์และผู้ใกล้ชิด ๒.๑ แบบพิมพ์ที่มีความหมายในทางพุทธศาสนา เรื่องราวพุทธประวัติ และ เหตุการณ์ต่างๆ เช่น พิมพ์สมเด็จ เกศไชโย ๓, ๖ ช้นัและ ๗ ช้นัพิมพท์รงฉตัร พิมพท์รงครุฑ พิมพ์ระฆังครอบ พิมพ์ทรงเจดีย์นอน พิมพ์แจว เรือจ้าง พิมพ์รูปเหมือน เป็ นต้น ๒.๒ แบบพิมพท์ ี่ลอ้จากพิมพพ์ระที่กา ลงัมีความนิยมในยคุน้นัๆ และจดัสร้างตามแบบของท่าน เช่น พิมพ์ นางพญา พิมพ์ผงสุพรรณ พิมพ์ซุ้มกอ พิมพ์พระรอด พิมพ์ทุ่งเศรษฐี พิมพ์ขุนแผน พิมพ์ขอบกระด้ง พิมพ์ กลีบบัว พิมพ์สามเหลี่ยม พิมพ์เล็บมือ เป็ นต้น ๓. พิมพ์ที่จัดท าเป็ นแม่แบบโดยช่างในสกุลช่างสิบหมู่แห่งต าบลบ้านช่างหล่อ อ าเภอบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรี ไดแ้ก่นายเจิม วงศ์ช่างหล่อแกะพิมพแ์ม่แบบทา ดว้ยโลหะลกัษณะกดปั๊มแลว้ตดัขอบเป็นพิมพน์ ิยมหลงัแบบ สร้างพระสมเด็จตะกวั่ห่อชาวดัละครทา บรรจุกรุเพดานพระอุโบสถและพระวิหารวดัละครทา เป็นตน้ ๔. พิมพท์ ี่จดัทา เป็นแม่แบบโดยฝีมือช่างชาวบา้นมีท้งัคนไทยและชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีน ส่วนใหญ่จะแกะ ตามจินตนาการ และฝี มือของ แต่ละคน จึงเป็ นพิมพ์มีความแตกต่าง ไม่ค่อยสวยงามนักมีลักษณะผิดไปจากพิมพ์ นิยมมาก พิมพเ์หล่าน้ีมีมากมายสันนิษฐานวา่มีชาวบา้นแกะมาถวายต้งัแต่ท่านเริ่มสร้างพระจนกระทงั่ท่านถึงแก่ ชีพิตักษัย ***การสืบค้นในต ารา และข้อเขียนของผู้รู้หลายท่านได้กล่าวไว้ว่า คุณหลวงวิจารณ์เจียรนัย เป็ นผู้หนึ่งที่มีบทบาท สา คญั ในการใหค้วามเห็นถึงกรรมวิธีในการสร้างพระสมเด็จให้มีความคงทน สวยงาม ดว้ยการเพิ่มมวลสารที่ยึดเกาะ และเป็ นผู้หนึ่งที่ได้แกะพิมพ์พระสมเด็จถวาย ซึ่งกล่าวกันว่า มีความสวยงามไม่น้อยเช่นกัน***
6 วัสดุที่ใช้ในการสร้างพมิพ์ ดินเผา ไมจ้นัทน์หินอ่อน หินลบัมีดโกน ปูนขาว โลหะ ฯลฯ ในปัจจุบนัพิมพแ์ม่แบบเหล่าน้ีหาดูไม่ไดแ้ลว้ ทราบ แต่ค าบอกเล่าของ พระภิกษุวงศ์สุธรรมโม (พระอาจารย์จิม้กันภัย) ว่า “ เมื่อท่านสิ้นพิมพ์พระสมเด็จส่วน หนึ่งจะอยู่ที่วัดระฆังอกีส่วนกก็ระจัดกระจายไปอยู่กบัลูกศิษย์บ้าง ชาวบ้านในละแวกน้ันบ้าง ไม่ได้เกบ็รักษาไว้ตามที่ ควรในตอนหลงัทราบว่าวัดได้ท าลายพมิพ์เหล่าน้ันจนสิ้นด้วยเหตุที่มีการปลอมแปลงกันมาก ” หลักฐานพิมพ์ของพระสมเด็จวัดระฆัง อีกหลักฐานหนึ่งที่ส าคัญได้มีการจดบันทึกไว้เป็ นประวัติพิมพ์พระสมเด็จวัดระฆัง แต่ละพิมพ์ โดยหลวงปู่ ค า (วัดอัมรินทร์) ซึ่งมีขุนพิทักษ์ราช นายเพชร นายเจิม นายพรเป็ นผู้จดบันทึก ซึ่งก็เป็ นในช่วงเวลาสุดท้ายของการ สร้าง พระสมเด็จ ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ที่ได้ถูกคัดลอกไว้ ซึ่งระบุเฉพาะแม่พิมพ์ที่ไม่ช ารุดแตกหัก อยู่ ในสภาพดีในเวลาน้นัเท่าน้นัซ่ึงบนัทึกไวว้า่จา นวนแม่พิมพท์ ี่มีเหลืออยใู่นสภาพดีดงัน้ี ๑. พิมพ์ประธาน ๕๑ ๒.พิมพ์ใหญ่(พิมพ์ชายจีวร บาง หนา เส้นลวด) ๑๕๒ ๓. พิมพ์อกร่อง หูยาน ฐานแซม ๓๑ ๔. พิมพ์เกศบัวตูม ๔๑ ๕. พิมพ์ปรก ๕๑ ๖. พิมพ์ฐานคู่ ๓๑ ๗. พิมพ์เส้นด้าย ๑๕๒ ๘. พิมพ์สังฆาฏิ ๗๑ ๙. พิมพ์หน้าโหนกอกครุฑ ๑๖๑ ๑๐.พิมพ์ทรงเจดีย์ ๒๑ นอกจากพิมพน์ ิยมขา้งบนน้ียงัรวมพิมพค์ะเเนน และมีพิมพอ์ื่น ๆ อีก ๘๓ พิมพ์ *** ที่ส าคัญพบว่ายังมีอีกร้อยกว่าพิมพ์ที่มิได้มีการจดบันทึกไว้เป็ นรายลักษณ์อักษร ***
7 พิมพ์พระสมเด็จวัดระฆังที่เป็ นพิมพ์นิยม ๑. พิมพ์ใหญ่ ๒. พิมพ์ทรงเจดีย์ ๓. พิมพ์เกศบัวตูม ๔. พิมพ์ปรกโพธิ์ ๕. พิมพ์ฐานแซม ประเภทของเนื้อพระสมเด็จวัดระฆัง ๑. เ น้ื อ ผ ง ๑.๑ เ น้ื อ น้ า ม นั ๑.๒ เ น้ื อ ปู น - เ น้ื อ ปู น เ พ ช ร - เ น้ื อ ปู น ข า ว ล ง รั ก ปิ ด ท อ ง ล่อ ง ช า ด ๑.๓ เ น้ื อ สั ง ค โ ล ก ๑.๔ เ น้ื อ หิ น ล บั มี ด โ ก น ๑.๕ เ น้ื อ ช า น ห ม า ก ๑.๖ เ น้ื อ ม ว ล ส า ร ( ข า้ ว สุ ก ก า้ น ธู ป เ ศ ษ จี ว ร ท อ ง ค า เ ป ล ว ) ๑.๗ เ น้ื อ เ ก ส ร ด อ ก ไ ม้ ๑.๘ เ น้ื อ ดิ น ส อ เ ห ลื อ ง ๑.๙ เ น้ื อ ผ ง ใ บ ล า น เ ผ า ๑.๑ ๐ เ น้ื อ แ ป้ ง ข า้ ว เ ห นี ย ว ๒. เ น้ื อ ก ร ะ เ บ้ื อ ง ๓. เ น้ื อ ดิ น เ ผ า ๔. เ น้ื อ โ ล ห ะ ๔.๑ เ น้ื อ เ งิ น ๔.๒ เ น้ื อ ต ะ ก วั่ห่อ ใ บ ช า
8 อานุภาพแห่งอภิญญา ๖แห่งสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสี ๑. อิทธิวิธี วิชาที่สามารถแสดงฤทธิ์ ได้ ๒. ทิพโสต วิชาหูทิพย์ ๓. เจโตปริยญาณ วิชารู้จิตใจผู้อื่น ๔. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ วิชาระลึกชาติได้ ๕. ทิพจักษุ วิชาตาทิพย์ ๖.อาสวกัขยญาณ วิชาการทา อาสวะใหส้ิ้น พระสูตรคาถาที่ลงในดินสอมหาชัยสร้างเป็นผงวิเศษของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสี ๑. มูลกจัจายน์พระสูตรคาถาใหญ่ก่อนที่จะเจริญพระสูตรคาถาอื่นๆ ๒. มหาราช ผงมหาราชมีอานุภาพทางเมตตามหานิยม ๓. ตรีนิสิงเห ผงตรีนิสิงเห เชื่อวา่มีอานุภาพท้งัทางอยยู่งคงกระพนัเมตตามหานิยม ตลอดจนถอนคุณไสยสิ่ง อวมงคลท้งัมวล ๔. อิทธะเจ ผงอิทธะเจมีอานุภาพทางเมตตามหานิยมโดยเฉพาะแก่สตรีเพศ ๕. ปถมัง ผงปถมัง เชื่อว่า มีอานุภาพทางด้านอยู่ยงคงกระพันโดยมากมักน ามาผสมท าเป็ นเครื่องราง ผู้ที่ส าเร็จ คัมภีร์ปถมังกล่าวกันว่าจะอยยู่งคงกระพนัรวมท้งัล่องหนหายตวัได้ ๕. ผงพุทธคุณเป็ นพระคาถาย่อยในพระคาถาปถมัง ผงพุทธคุณ ป้องกันได้สารพดัทั่วทุกทิศ คุ้มกันได้สิ้นศึก สงครามก็จะได้ชัยชนะ ค้าขายดีมีก าไร มีความเจริญรุ่งเรืองบังเกิดลาภผลพูนทวี จะลงเป็ นผ้าประเจียดป้องกัน ศาสตราอาวุธก็ได้ท้งัเป็นเสน่ห์แก่บุคคลโดยทวั่ ไป ( พระสมเด็จจึงประกอบไปด้วยพุทธคุณ และอทิธิคุณ “ พุทธคุณ ” คือ ค ากล่าวพรรณนาคุณของพระพุทธเจ้า หรือ การกล่าวถึงคุณความดีของพระพุทธเจ้าการเริ่มบทสวดที่จะเจริญพระคาถาใด ๆจะต้องเริ่มจากบทสวดในการกล่าว ค าพรรณนาคุณของพระพุทธเจ้าก่อนเสมอ “อิทธิคุณ ” คือ พระคาถาในทางไสยศาสตร์ หรือ ไสยเวททั้งสองด้าน คือ ขาวและด า )
9 การสร้างดินสอมหาชัย (ดินสอเหลือง) ดินสอมหาชัยหรือดินสอเหลือง คือวัตถุมงคลที่น ามาเขียนอักขละเลขยันต์ในขณะเจริญพระสูตรคาถา ลบและ ไดผ้งวิเศษนา มาเป็นส่วนผสมที่สา คญัยงิ่ในการสร้างพระสมเด็จ มีส่วนผสมที่สา คญัและการสร้าง ดงัน้ี ใช้ดินสอพองบดละเอียด หรื อน ำดินสอพองแช่ น ้ำพอละลำยผสมเข้ำกับน ้ำข้ำวและน ้ำอ้อยเพื่อให้ เกิดกำรจับตัว สำมำรถปั้นเป็ นแท่งขึ้นรูปได้ จำกนั้นตำกให้แห้ง และย้อมด้วยน ้ำเถำต ำลึงคั้นอย่ำงเข้มข้นเพื่อป้องกันดินสอและผง ติดมือขณะเขียน น ำมำเขียนลบขณะเจริญพระสูตรคำถำ เมื่อเขียนลบจนได้ผงวิเศษแล้วจึงน ำมำผสมกับมวลสำรมงคล ต่ำง ๆ แล้วจัดสร้ ำงเป็ นพระสมเด็จต่อไป มวลสารต่างๆ ที่เป็ นส่วนผสมที่ส าคัญของพระสมเด็จวัดระฆัง การใช้จะมีส่วนผสมหลัก และส่วนผสมอื่นๆตามความสะดวกในแต่ละคราว ๆไป ดังนี้ ๑. ปูนเพชร ปูนที่ใช้ท าเครื่องถ้วยชามกังไสของจีน หรือถ้วยชามเบญจรงค์ของไทย ๒. ปูนขาว ๓. หินอ่อน หรือ ศิลาธิคุณ ๔. ดินหลักเมือง ๗ หลัก ๕. ดินสอพอง ๖. ดินโปร่งเหลือง ๗. ข้าวสุก และอาหารส ารวม ๘. แป้งข้าวเหนียว ๙.กลว้ยน้า ไทย ๑๐. ยางมะตูม ๑๑. น้า ผ้ึง หรือ น้า ตาลออ้ยเคี่ยว ๑๒. น้า มนัทงั ๑๓.ข้ีเถา้ไส้เทียนบูชาพระประธาน ๑๔. ผงใบลานเผา ๑๕. ดอกบัวสัตตบุษย์ ๑๖. ดอกมะลิ ๑๗. ดอกกาหลง ๑๘. ยอดสวาท
10 ๑๙. ยอดรักซ้อน ๒๐. ราชพฤกษ์ ๒๑. พลูร่วมใจ ๒๒. พลูสองหาง ๒๓. กระแจะหอม ๒๔. ว่านและเกสรดอกไม้ ๑๐๘ ชนิด ข้อสรุปในการศึกษาการสร้างพระสมเด็จ ของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสี ๑. สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสีท่านไดเ้ริ่มสร้างพระต้งัแต่ปีพ.ศ. ๒๓๕๑ ถึง ๒๔๑๕ อันเป็ นช่วงเวลา ที่ท่านไดอุ้ปสมบทเป็นพระภิกษุส่วนการสร้างพระเมื่อคร้ังยงัเป็นสามเณรน้นัคงยงันบัไม่ไดว้า่เป็นพระ สมเด็จ ๒.สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี การสร้างพระของท่านมิได้ยึดถือก าหนดว่า กดพิมพ์เป็ นองค์พระ แต่ เมื่อใด แต่ท่านยดึถือวา่พระเครื่องรุ่นน้นัๆ สา เร็จต้งัแต่เป็นผงวิเศษแลว้ ๓.สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ได้สร้างพระสมเด็จจ านวน ๘๔,๐๐๐ องค์เท่ากับพระธรรมขันธ์ เป็ น ปฐมอันเปรียบได้ถึงการระลึกถึงพระคุณอันประเสริฐของสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า และการสืบทอด พระพุทธศาสนาต่อไปในภายภาคหน้า ๔.สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ได้สร้างแบบพิมพ์มากกว่า ๒๐๐ พิมพ์ โดยแบ่งเป็ น - พิมพ์ที่จัดท าเป็ นแม่แบบโดยช่างหลวง (ช่างสิบหมู่) - พิมพ์ที่จัดท าเป็ นแม่แบบตามความต้องการของท่าน - ที่มีความหมายในทางพุทธศาสนาเรื่องราวพุทธประวัติ และ เหตุการณ์ต่าง ๆ - พิมพท์ ี่ลอ้จากพิมพพ์ระที่กา ลงัมีความนิยมในยคุน้นัๆ - พิมพท์ ี่จดัทา เป็นแม่แบบโดยฝีมือช่างชาวบา้นมีท้งัคนไทย และชาวต่างชาติ ๕. พระสมเด็จวดัระฆงัมีท้งัสร้างแลว้แจกกบัสร้างแลว้นา บรรจุกรุเชื่อไดว้า่สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหม รังสี สร้างถาวรวัตถุอันเป็ นมงคลวัตถุ หรือจะเรียกว่าปูชนียสถานในทางพุทธศาสนาที่ใด ท่านจะน าพระ พิมพท์ ี่สร้างที่วดัระฆงับรรจุกรุณ ที่น้นั
11 อ้างอิง ๑. ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี จากบันทึกของมหาอ ามาตย์ตรีพระยา ทิพโกษา (สอน โลหะนันทน์) ปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ๒. ประวัติของเจ้าประคุณสมเด็จฯ โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาด ารงราชานุภาพ “เรื่องต้ัง พระราชาคณะผู้ใหญ่ในกรุงรัตนโกสินทร์” ปี พ.ศ. ๒๔๖๖ ๓. ประวัติประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ผู้ แต่ง : พระครูกัลยาณานุกูล รวบรวมและเรียบเรียงจัดพิมพ์:พิมพ์ เป็ นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายล้อม ฟักอุดม และนางพิมเสน ฟักอุดม ปี ที่พิมพ์ : พ.ศ. 2512 พระมหาเฮง วัดกัลยาณมิตร ๔. หนังสือ “สมเด็จโต” โดย แฉล้ม โชติช่วง , มนัส ยอขันธ์ ปี พ.ศ. ๒๕๓๔ ๕. หนังสือพระสมเด็จ โดยตรียัมปวาย ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ๖. หนังสือที่ระลึกงานสงกรานต์ชลบุรี ประจ าปี พ.ศ. ๒๕๐๗ เรื่อง "สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง สมเด็จพระพุฒา จารย์ (โต)" โดย อธึก สวัสดิมงคล ๗.ประวัติและอภินิหารของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรสี) หนังสือ " ๘๐ ปี เขตบางกอกน้อย " ๑๕ ตุลาคม ๒๕๓๘ ๘. ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี วิกิพีเดียร สารานุกรมเสรี ๙. ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี โดยหลวงพ่อจรัญ ฐิตธรรมโม วัดอัมพวัน สิงห์บุรี ๑๐.จากบทความเรื่อง ๑๐๐ ปี ที่สมเด็จจากไป โดยนายฉันทิชย์ กระแสสินธุ์ ในหนังสืออนุสรณ์ ๑๐๐ ปี สมเด็จ พระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ๒๒ มิถุนายน ๒๕๑๕ ๑๑. สี่สมเด็จ โดยนายสุคนธ์ เพียรพัฒน์ พิมพ์ที่ แอลซีเพรสส์ ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ ๑๒. หนังสือภาพ-ประวตัิพระสมเด็จโต โดย พ.ต.ต.จา ลอง มลัลิกะ นาวิน พิมพท์ ี่โรงพิมพส์ ่วนทอ้งถิ่น กรมการปกครอง ๑ มีนาคม ๒๕๒๗ ๑๓. เรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรง นายธงชยัพลอยช่าง (สกุลเดิม อิศรางกูร ณ อยธุยา) ช่างป้ันพระปฏิมากร บางกอกน้อย กรุงเทพฯ ๑๔. เรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรง พระภิกษุวงษ์สุธรรมโม (พระอาจารยจ์ิ้ม กนัภยั)วดัดงมูลเหลก็กรุงเทพ ฯ (อายุ ๘๕ ปี ๕๐ พรรษา) ๑๕. ภาพเขียนบนผนังโบสถ์วัดอินทรวิหาร
12 ๑๖. ประวัติช่างสิบหมู่ วิกิพีเดียร สารานุกรมเสรี ๑๗. พระคัมภีร์และพระสูตรคาถา วิกิพีเดียร สารานุกรมเสรี ๑๘. ประวัติวัดระฆังโฆษิตาราม วิกิพีเดียร สารานุกรมเสรี
13 หลักการพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆัง อาจารย์ไพรพนา ศรีเสน ๑. พุทธศิลป์ ทรงพิมพ์ ๒. มวลสาร ๓. รัก ชาด ทอง ๔. หลักความเป็ นไปแห่งธรรมชาติ ๕. หลักแห่งวิทยาศาสตร์ ๖. ฌานสมาบัตร หลักการพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆัง ๑. ทรงพิมพ์ และพุทธศิลป์ จ าให้แม่นย าว่า มีกี่ทรงพิมพ์ และ แต่ละพิมพ์มีพุทธศิลปะอย่างไร หาข้อแตกต่าง และเปรียบเทียบโดยให้ยึดหลักแห่งธรรมชาติเป็ นส าคัญ ๒. คราบน้า ผ้ึงลกัษณะเกิดจากปฏิกิริยาของพระที่ผ่านการใชอ้ย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาพอสมควร สีขององค์ พระจะนวลคล้ายสีของน้า ผ้ึงแต่แข็งแกร่ง มีน้า หนกัและ หนึกนุ่ม (เกิดจากมวลสารสา คญักบัน้า มนัทงัและ ระยะเวลาตามธรรมชาติ) ๓. รอยปูไต่ และหนอนด้น “ รอยปูไต่” ลักษณะเป็ นรอยโค้งเล็ก ๆ หนักบ้างเบาบ้าง อาจเกิดเป็ นคู่หรือเดี่ยว “รอยหนอนด้น ” ลักษณะเป็ นจุดบุ๋มเล็ก ๆ เป็ นคู่ ๆ เรียงกนัท้งัสองชนิดเกิดบริเวณดา้นหลงัของพระสมเด็จ สมมุติฐานจากมวลสาร และเกสรดอกไม้ ที่หลุดล่วงตามกาลเวลาแห่งธรรมชาติ ๔. ความแห้งมีลกัษณะหลากหลายท้งัแห้งที่มีน้า หนักและไม่มีน้า หนักอนัเนื่องมาจากความหลากหลายของ มวลสาร และวัสดุที่ใช้ ให้พิจารณาจากความหนึกนุ่ม มีความเงางามตามธรรมชาติและความเก่าขององค์ พระเป็ นส าคัญ ๕. การหดตวัและรอยย่นของเน้ือพระสมเด็จ เปรียบไดก้บัอาณาจกัรแห่งธรรมชาติที่ปรากฏไปดว้ยภูเขา ห้วย ธาร เกาะแก่งต่างๆ ลักษณะที่เปรียบให้เห็นน้ันเป็นการหดตัวจนเกิดรอยย่นมากบา้งน้อยบ้างข้ึนอยู่กับ สภาพแวดล้อมของธรรมชาติเป็ นส าคัญ
14 ๖. พิมพ์ของพระสมเด็จวัดระฆังเป็ นพิมพช์ิ้นเดียวตดัขอบและยกข้ึน จึงพบรอยขอบคล้ายขอบกระจก และปาด หลังด้วยวัสดุบาง รอยด้านหลังของพระสมเด็จจะมีลักษณะเป็ นรอยแล่ง รอยหลังกระดาน รอยหลังกาบ หมาก ฯลฯ อันเกิดจากวัสดุที่ใช้ปาดหลัง และรอยภาชนะที่รองรับเวลาตากและผึ่ง ๗. ช้นัผิวของพระสมเด็จที่ยงัไม่ใชห้รือผ่านการใชม้าน้อย จะปรากฏร่องรอยของผิวพระเป็นช้นัๆ เป็นวงเล็ก บา้ง ใหญ่บา้งซ้อนกัน ลกัษณะบาง ๆ ช้ันบนสีจะเขม้ช้ันล่าง ๆ สีจะอ่อนลงตามลา ดับ แต่ถ้าผ่านการใช้ มาแล้วระยะเวลาที่พอสมควรสีของพระจะเป็ นสีเดียวกัน หนึกนุ่ม สวยงาม ๘. ทองทราย ลักษณะเป็ นรอยจุดเล็ก ๆ บนผิวพระสมเด็จ วิธีสังเกตให้พลิกองค์พระท ามุมกับแสงสว่าง โดยเฉพาะในเวลากลางคืนจะเห็นได้ชัด พระสมเด็จทุกองค์จะมีทองทรายซุกซ่อนอยู่การพิจารณาต้องใช้เวลา และอาจต้องผ่านการใช้มาเป็ นเวลาพอสมควร สันนิษฐานว่า เกิดจากปูนเพชร และผงศิลาธิคุณที่เป็ น ส่วนผสมหลัก ๙. การแตกลายงา มีสองชนิด คือ หนึ่งแบบหยาบ (สังคโลก เหมือนชามสังคโลก) สองการแตกลายงาแบบ ละเอียด (เหมือนไข่นกปรอท) ท้งัสองลกัษณะร่องลอยการแตกตวัจะไม่ลึกถา้ดูเผินๆ คล้ายไม่แยกจากกัน ต้องใช้กล้องส่องจึงจะเห็นชัด และขอให้จ าเป็ นหลักไว้ว่า การแตกลายงาขององค์พระสมเด็จเกิดจากข้นัตอน ของการตากผ่ึง และสภาพแวดล้อมของธรรมชาติในขณะน้ันเป็นส าคัญ ไม่ได้เกิดจากการลงรัก ปิ ดทองล่องชาดแต่เพียงสถานเดียว พระสมเด็จที่ลงรักปิ ดทองล่องชาด พบวา่เมื่อลอกรัก ชาด ทองเหล่าน้นั ออกไม่ปรากฏลอยแตกลายงาเลยก็มาก ๑๐.รักชาดสีแดง ให้พิจารณาจากความเก่าของชาด สีของชาดไม่ว่าจะนาน เท่าใดสีจะยังคงแดง (แดงเลือดนก) ไม่ลอก ไม่หลุดล่วงง่ายถ้าไม่ขูดหรือล้างออก ๑๑.รักสมุกสีดา ใหพ้ ิจารณาจากความเก่าของรักความเก่าของรักสีดา จะเปลี่ยนเป็นสีน้า ตาลเขม้อมดา (คลา้ยตาของกุง้)จะหลุดลอกออกเป็นแผน่มากบา้งนอ้ยบา้งตามจา นวนช้นัที่ลง และกาลเวลา เป็ นส าคัญ ๑๒. ทองให้พิจารณาจากสีของทอง เป็นทองคา เปลวทองเน้ือเกา้หรือที่โบราณเรียกกนัวา่ทองนพเกา้ที่นา มา ทา เป็นทองคา เปลวลกัษณะเงางาม พบการปิดทองพระสมเด็จท้งัดา้นหนา้ดา้นหลงัและ ปิ ดทองทึบ (กรุเเพดานวิหารวัดระฆัง) พระสมเด็จที่ลงรัก ชาด ทอง เรียกว่า “ลงรักปิ ดทองล่องชาด ”
15 ๑๓.คราบไขขาวที่พบบนองคพ์ระสมเด็จน้นัที่หลาย ๆ ท่านคิดวา่เป็นคราบแป้งโรยพิมพ์สืบคน้ ไม่พบ หลักฐาน แต่พบว่า ในสมยัโบราณจะใชน้ ้า มนัมะพร้าวและ น้า มนังาเป็นส่วนสา คญั ในการทาพิมพ์ เพราะเป็นน้า มนัที่ใสและลื่น ส่วนคราบขาวที่พบเห็นบริเวณผิวหนา้องคพ์ระน้นัเป็นปรากฏการณ์ทาง ธรรมชาติระหวา่งน้า มนัที่ทาพิมพก์บัเน้ือของพระสมเด็จ (การล้างและท าความสะอาดจะท าให้ผิวของพระเสียหายได้)
16 ประวัติและหลักการพิจารณาพระสมเด็จวัดไชโย อาจารย์ไพรพนา ศรีเสน พระสมเด็จวัดไชโย จังหวัดอ่างทอง หรือที่นักนิยมพระสมเด็จเรียกกันว่า “ พระสมเด็จเกศไชโย ” เป็ นพระ สมเด็จที่ในปัจจุบันหาได้ค่อนข้างยากอาจเป็ นเพราะว่าถูกเช่าบูชาจากผู้ที่มีก าลังทรัพย์มากและน าไปเก็บไว้เป็ นมรดก ตกทอดจึงไม่ถูกหมุนเวียนสู่ตลาดพระ อีกกรณีหนึ่ง คือ ถูกจ ากัดพิมพ์ตามความนิยมของสังคมนักเล่นพระบางส่วน แต่จะด้วยเหตุใดก็ตาม ทุกกรณีมีส่วนท าให้ประชาชนที่เคารพและศรัทธาในสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ที่ตอ้งการจะมีพระสมเด็จไวบู้ชาขาดโอกาสอนัเนื่องดว้ยกา ลงัทรัพย์และจา นวนพระที่มีในตลาดนอ้ยนนั่เอง จากการศึกษาคน้ควา้และหาขอ้มูลท้งัจากบนัทึกของมหาอา มาตยต์รีพระยาทิพโกษา (สอน โลหะนันทน์) และนายกนก สัชฌุกร ซึ่งได้บันทึกจากการบอกเล่าของ พระธรรมถาวร จันทโชติสามเณรที่เป็ นศิษย์ของสมเด็จพระ พุฒาจารย์ (โต) พฺรหฺมรังสี และ จากผู้รู้อีกหลายท่าน ส่วนใหญ่ให้ข้อมูลคล้ายกันว่าใน วดัไชโยต้งัอยู่ในจงัหวดั อ่างทอง เดิมเป็นวดัเก่าแก่ไม่ปรากฎหลกัฐานว่าสร้างในสมยัใด ต่อมาสมเด็จพุฒาจารย์ ( โต ) พรหมรังสี ได้สร้าง พระพุทธรูปปางสมาธิองค์ใหญ่เป็ นปูนขาวไม่ปิ ดทอง ( เรียกกันว่าหลวงพ่อโต) ประดิษฐานไว้กลางแจ้งโดยใช้เวลา สร้างประมาณสามปี แล้วเสร็จในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ถวายให้เป็ นวัดหลวง ได้รับ พระราชทานนามว่า วัดเกศไชโย คร้ันถึงสมยัรัชกาลที่๕ พระองค์ได้เสด็จมานมัสการและโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์วัดไชโย ในปี พ.ศ. ๒๔๓๐ ระหว่างการลงรากฐานพระวิหารทา ใหเ้กิดการสั่นสะเทือนองคหลวงพ่อโต ์ พังลงมา จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างหลวงพ่อโตข้ึนใหม่ตามแบบหลวงพ่อโต วัดกัลยาณมิตร มีขนาดหน้าตักกว้าง ๑๖.๑๐ เมตร สูง ๒๒.๖๕ เมตร แล้วพระราชทานนามว่า " พระมหาพุทธพิมพ์" แล้วสร้างพระวิหารเป็ นเรื อนองค์ พระพุทธรูป ความสูง ๑ เส้นเศษ สร้างพระอุโบสถเป็นมุขลดยื่นออกมาขา้งหนา้รวมท้งัศาลารายรอบพระวิหาร รวม ๔ หลัง เสร็จสมบูรณ์เมื่อ ปี มะแม พ.ศ. ๒๔๓๘ รวมเวลาที่ปฏิสังขรณ์นาน ๘ ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ฯ ให้ยกฐานะวดัไชโยข้ึนเป็นพระอารามหลวงและเปลี่ยนชื่อวดเป็ น วัดไชโย ั นอกจากน้ียงัโปรดเกลา้ฯ ให้มีมหกรรมเฉลิมฉลองพระอารามวัดไชโยเป็ นงานใหญ่ ๓ วัน ๓ คืน เมื่อวันที่ ๕–๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๘พระราชทานของช่วยงาน ไดแ้ก่ละครหนึ่งโรง หนังหนึ่งโรงดอกไม้เพลิงหนึ่งต้น กัลปพฤกษ์ สองตน้ต่อมาปีพ.ศ. ๒๕๓๑ ไดเ้ริ่มปิดทององคพระมหาพุทธพิมพ์ ์ โดยด าเนินการภายใต้การควบคุมดูแลของกรม ศิลปากร
17 กล่าวกันว่า ปี พ.ศ. ๒๔๐๐ – ๒๔๐๕ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชการที่ ๔) สมเด็จ พระพุฒาจารย์ (โต) พฺรหฺมรังสี ไดส้ร้างพระสมเด็จหลายพุทธลกัษณะ หลายพิมพ์ไดแ้ก่๓ ช้นั๕ ช้นั๖ ช้นั๗ ช้นั ๙ ช้นัและพิมพพ์ ิเศษ ที่วดัระฆงัโฆษิตาราม ลกัษณะพุทธศิลปะอยู่ในสมยัรัตนโกสินทร์ ปางทรมานพระวรกาย แล้วได้น าไปบรรจุไว้ที่ หลวงพ่อโต วัดเกศไชโย จงัหวดัอ่างทอง พระสมเด็จน้ีจึงถูกขนานนามตามชื่อวดัว่า " พระ สมเด็จเกศไชโย ” ต่อมาปัจจุบันได้มีการเรียกชื่อเป็ น “ พระสมเด็จวัดไชโย ” พระสมเด็จวดัไชโย แตกกรุถึงสี่คร้ัง คือในปีพ.ศ. ๒๔๑๐ หลวงพ่อโตไดพ้งัลงมา ปีพ.ศ. ๒๔๒๙ เจา้พระยา รัตนบดินทร์ไดป้ฏิสังขรณ์วดัหลวงพ่อโตพงัลงมาเป็นคร้ังที่สอง คร้ังที่สามสมยัที่ประเทศไทยมีกรณีพิพาทกับ ประเทศฝรั่งเศส และคร้ังสุดทา้ยในระหวา่งสงครามโลกคร้ังที่สอง เหตุจากคา บอกเล่าและหลกัฐานต่าง ๆ น่าจะพิจารณาไดว้่าพระสมเด็จวดัไชโยมีท้งัทา แลว้แจกที่วดัระฆงั และ บรรจุกรุใต้ฐานพระมหาพุทธพิมพ์ ที่วัดไชโยวรวิหาร โดยจากลักษณะ วรรณะ และ คราบกรุที่พบเหมือนกับ พระสมเด็จวัดระฆัง และ คล้ายกับพระสมเด็จบางขุนพรหม กล่าวคือ ขาว ขาวอมเหลือง เมื่อผ่านการใช้ตามกาลเวลา จะหนึกนุ่ม และแกร่ง มีคราบกรุมากบ้างน้อยบ้าง และที่พบว่าไม่มีคราบกรุติดมาเลยก็พบมาก พิมพ์ของพระสมเด็จ วดัไชโยเป็นพิมพถ์อดยกชิ้นเดียวปาดหลงัดว้ยของมีคม แต่งดา้นหลงันูนเล็กน้อย มีกรอบ (กรอบกระจก) แต่งขอบ มลท้งัสี่ดา้น (แตงในพิมพ์) ปรากฏรอยแล่งน้อยมาก (รอยแล่ง คือรอยที่เกิดจากภาชนะที่รองพระขณะผึ่งตาก) แต่ที่ ่ ส าคัญจะปรากฏมวลสารที่มีความสวยงามตามธรรมชาติ กล่าวคือ ด้านหลังขององค์พระพบการหดตัว และรอยย่น ของเน้ือพระ (รอยเหนอะ) พบเกาะแก่ง หลุมเลก็ๆ รอยปูไต่หนอนดน้ สวยงาม
18 อ้างอิง ๑. ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี จากบันทึกของมหาอ ามาตย์ตรีพระยา ทิพโกษา (สอน โลหะ นันทน์) ปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ๒. วิกิพีเดียร สารานุกรมเสรี ๓. สี่สมเด็จ โดยนายสุคนธ์ เพียรพัฒน์ พิมพ์ที่ แอลซีเพรสส์ ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ ๔. เรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรง พระภิกษุวงษ์สุธรรมโม (พระอาจารยจ์ิ้ม กนัภยัอายุ๘๕ ปี๕๐ พรรษา) วดั ดงมูลเหล็ก กรุงเทพ ฯ ๕.ไทยพระฉบับพิเศษ พระสมเด็จเกศไชโย พิมพ์ที่ เอสวีซิต้ี902/37อาคาร1ถ.พระราม 3 ยานนาวา กรุงเทพฯ 10120 ปี พ.ศ. ๒๕๕๓
19 หลักการพิจารณาพระสมเด็จวัดไชโย อาจารย์ไพรพนา ศรีเสน ๑. พุทธศิลป์ ทรงพิมพ์ ๒. เน้ือมวลสาร ๓. หลักความเป็ นไปแห่งธรรมชาติ ๔. หลักแห่งวิทยาศาสตร์ ๖. ฌานสมาบัตร พระสมเด็จวดัไชโยมีพุทธลกัษณะโดยรวมคลา้ยกบัพระสมเด็จวดัระฆงัมากที่สุด มีหลกัการพิจารณา ดงัน้ี หลักการพิจารณาพระสมเด็จวัดไชโยที่มิได้บรรจุกรุ ๑. ทรงพิมพ์ และพุทธศิลปะ จ าให้แม่นย าว่ามีกี่ทรงพิมพ์ และแต่ละพิมพ์มีพุทธศิลปะอย่างไรหาข้อ แตกต่างและเปรียบเทียบโดยให้ยึดหลักแห่งธรรมชาติเป็ นส าคัญ ๒. คราบน้า ผ้ึงลกัษณะเกิดจากปฏิกิริยาของพระที่ผ่านการใชอ้ย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาพอสมควร สีของ องค์พระจะนวลคลา้ยสีของน้ าผ้ึงแต่แข็งแกร่ง มีน้ าหนัก และ หนึกนุ่ม (เกิดจากมวลสารส าคญักับ ระยะเวลาตามธรรมชาติ) ๓. รอยปูไต่ และหนอนด้น “ รอยปูไต่ ”ลักษณะเป็ นรอยโค้งเล็ก ๆ หนักบ้างเบาบ้าง อาจเกิดเป็ นคู่หรือ เดี่ยว “รอยหนอนด้น”ลกัษณะเป็นจุดบุ๋มเล็ก ๆ เป็นคู่ๆเรียงกนัท้งัสองชนิดเกิดบริเวณดา้นหลงัของ พระสมเด็จ สมมุติฐานจากมวลสาร และเกสรดอกไม้ ที่หลุดล่วงตามกาลเวลาแห่งธรรมชาติ ๔. ความแห้งมีลกัษณะหลากหลายท้งัแห้งที่มีน้า หนัก และไม่มีน้า หนัก อนัเนื่องมาจากความหลากหลาย ของมวลสาร และวัสดุที่ใช้ แต่ที่ส าคัญให้พิจารณาจากความหนึกนุ่ม มีความเงางามตามธรรมชาติ และ ความเก่าขององคพ์ระเป็นสา คญั ๕. การหดตวัและรอยย่นของเน้ือพระสมเด็จ เปรียบไดก้บัอาณาจกัรแห่งธรรมชาติที่ปรากฏไปดว้ยภูเขา หว้ยธารเกาะแก่งต่าง ๆ ลกัษณะที่เปรียบใหเ้ห็นน้นัเป็นการหดตวัจนเกิดรอยยน่มากบา้งนอ้ยบา้งข้ึนอยู่ กับสภาพแวดล้อมของธรรมชาติเป็ นส าคัญ
20 ๖. ช้นัผิวของพระสมเด็จที่ยงัไม่ใชห้รือผ่านการใชม้านอ้ย จะปรากฏร่องรอยของผิวพระเป็นช้นัๆ เป็นวง เล็กบา้ง ใหญ่บา้งซ้อนกนัลกัษณะบาง ๆ ช้นับนสีจะเขม้ช้นัล่าง ๆ สีจะอ่อนลงตามลา ดบั แต่ถ้าผ่าน การใช้มาแล้วระยะเวลาที่พอสมควรสีของพระจะเป็ นสีเดียวกัน หนึกนุ่ม สวยงาม ๗. ทองทราย ลักษณะเป็ นรอยจุดเล็ก ๆ บนผิวพระสมเด็จ วิธีสังเกตให้พลิกองค์พระท ามุมกับแสงสว่าง โดยเฉพาะในเวลากลางคืนจะเห็นได้ชัด พระสมเด็จทุกองค์จะมีทองทรายซุกซ่อนอยู่การพิจารณาต้อง ใช้เวลา และอาจต้องผ่านการใช้มาเป็ นเวลาพอสมควร สันนิษฐานว่าเกิดจากปูนเพชร และผงศิลาธิคุณที่ เป็ นส่วนผสมหลัก ๘. การแตกลายงา มีสองชนิด คือ หนึ่งแบบหยาบ (สังคโลก เหมือนชามสังคโลก) สองการแตกลายงา แบบละเอียด (เหมือนไข่นกปรอท) ท้งัสองลกัษณะร่องลอยการแตกตวัจะไม่ลึกถ้าดูเผิน ๆ คล้ายไม่แยก จากกัน ต้องใช้กล้องส่องจึงจะเห็นชัด และ ขอให้จ าเป็ นหลักไว้ว่าการแตกลายงาขององค์พระไม่ได้เกิด จากการลงรัก ปิดทองล่องชาด แต่เกิดจากข้นัตอนของการตากผ่ึง และ สภาพแวดลอ้มของธรรมชาติใน ขณะน้ันเป็นส าคัญ พระสมเด็จที่ลงรักปิดทองล่องชาด พบว่า เมื่อลอกรักชาดทองเหล่าน้ันออกไม่ ปรากฏลอยแตกลายงาเลยก็มาก ๙. คราบไขขาวที่พบบนองค์พระสมเด็จน้ัน ที่หลาย ๆ ท่านคิดว่าเป็นคราบแป้งโรยพิมพ์สืบคน้ ไม่พบ หลกัฐานแต่พบวา่ ในสมยัโบราณจะใชน้ ้า มนัมะพร้าว และ น้า มนังาเป็นส่วนสา คญั ในการทาพิมพเ์พราะ เป็นน้ ามันที่ใสและลื่น ส่วนคราบขาวที่พบเห็นบริเวณผิวหน้าองค์พระน้ันเป็นปรากฏการณ์ทาง ธรรมชาติระหวา่ง น้า มนัที่ทาพิมพก์บัเน้ือของพระสมเด็จ (การลา้งและทา ความสะอาดจะทา ใหผ้ิวของ พระเสียหายได้)
21 หลักการพิจารณาพระสมเด็จวัดไชโยที่บรรจุกรุ ๑. ทรงพิมพ์ และพุทธศิลปะ จ าให้แม่นย าว่ามีกี่ทรงพิมพ์ และ แต่ละพิมพ์มีพุทธ ศิลปะ อย่างไร หาข้อ แตกต่างและเปรียบเทียบโดยให้ยึดหลักแห่งธรรมชาติเป็ นส าคัญ ๒. คราบไข ลกัษณะเป็นฝ้าบางๆเคลือบอยู่บนองค์พระ สีขาวนวล คราบน้ีจะติดอยู่กบัองค์พระและจะ ค่อยจางลงเมื่อพระถูกใช้ในระยะเวลาพอสมควร (เกิดจากความร้อน ช้ืน) ๓. คราบน้า ผ้ึง ลกัษณะเกิดจากปฏิกิริยาของพระที่ผ่านการใช้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาพอสมควร สี ขององคพ์ระจะนวลคลา้ยสีของน้า ผ้ึงแต่แข็งแกร่ง มีน้า หนกัและหนึกนุ่ม (เกิดจากมวลสารส าคญักบั ระยะเวลาตามธรรมชาติ) ๔. รอยปูไต่ และหนอนด้น ลักษณะอันเกิดจากเกสรดอกไม้ และมวลสาร ที่หลุดล่วงตามกาลเวลาแห่ง ธรรมชาติ ๕. ทองทราย ลักษณะเป็ นรอยจุดเล็ก ๆ บนผิวพระสมเด็จ วิธีสังเกตให้พลิกองค์พระท ามุมกับแสงสว่าง โดยเฉพาะในเวลากลางคืนจะเห็นได้ชัด พระสมเด็จทุกองค์จะมีทองทรายซุกซ่อนอยู่การพิจารณาต้อง ใช้เวลา และอาจต้องผ่านการใช้มาเป็ นเวลาพอสมควร สันนิฐานว่าเกิดจากปูนเพชร และผงศิลาธิคุณที่ เป็ นส่วนผสมหลัก ๖. การหดตวัและรอยย่นของเน้ือพระสมเด็จเปรียบไดก้บัอาณาจกัรแห่งธรรมชาติที่ปรากฏไปด้วยภูเขา ห้วย ธาร เกาะแก่งต่าง ๆ ลกัษณะที่เปรียบให้เห็นน้ันเป็นการหดตวัจนเกิดรอยย่นมากบ้างน้อยบ้าง ข้ึนอยกู่บัสภาพแวดลอ้มของธรรมชาติเป็น สา คญั
22 ประวัติและหลักการพิจารณาพระสมเด็จบางขุนพรหม อาจารย์ไพรพนา ศรีเสน ประวัติพระสมเด็จบางขุนพรหม ปีพุทธศกัราช ๒๔๑๐ สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสีท่านไดเ้ริ่มทา การก่อสร้างพระพุทธรูปก่ออิฐถือ ปูนปางโปรดสัตว์(ยืนอุม้บาตร) โดยใช้ซุงท้งัตน้เป็นฐานราก และควบคุมการก่อสร้างดว้ยตวัท่านเองที่วดัอินทร วิหาร อนัเป็นวดัที่ท่านไดจ้า พรรษาอยเู่มื่อคร้ังยงัเป็นสามเณร ในระหวา่งการก่อสร้างเสมียนตราดว้ง ตน้ สกุล ธนโก เศรษฐ และเครือญาติได้ปวารณาตนเองเป็ นโยมอุปัฏฐากของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี คร้ันในปีพ.ศ. ๒๔๑๑ " เสมียนตราด้วง " ต้นสกุล "ธนโกเศศ" ได้ท าการบรูณะพระอารามวัดใหม่อมตรส และปฏิสังขรณ์พระเจดีย์ไว้เพื่อเป็ นมหากุศล และเป็นพระเจดียป์ระจา ตระกูล ตามประเพณีนิยมในสมยัน้ัน โดยได้ สร้างพระเจดียข์้ึนสององค์องค์ใหญ่เพื่อบรรจุพระพิมพต์ ่าง ๆ ตามโบราณคติในอันที่จะสืบทอดพระพุทธศาสนา และสร้างเจดียอ์งค์เล็กเพื่อบรรจุอฐัิธาตุบรรพบุรุษ โดยเริ่มสร้างต้งัแต่ปีพ.ศ. ๒๔๑๑ จนกระทงั่ปีพ.ศ. ๒๔๑๓ จึง แล้วเสร็จ จากน้นัจึงไดก้ราบนมสัการขอความเห็นจากสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสีในการสร้างพระสมเด็จ เพื่อสืบทอดทางพระพุทธศาสนา และเป็ นการสร้างมหาบุญแห่งวงศ์ตระกูล สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ท่านได้ให้อนุญาต และมอบผงวิเศษที่ใช้ในการสร้างพระสมเด็จวัดระฆังของท่านให้ส่วนหนึ่ง (จากข้อเขียนของ นายกนก สัชฌุกร ที่ได้สัมภาษณ์ท่านเจ้าคุณธรรมถาวรซึ่งมีชีวิตทันสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ความว่า ได้ผงวิเศษประมาณครึ่ งบาตรพระ และทุกคร้ังที่ตา ผงในครกท่านเจา้ประคุณสมเด็จจะโรยผงวิเศษของท่านมากบา้ง นอ้ยบา้งตามอธัยาศยัจนกระทงั่แลว้เสร็จ) เมื่อไดผ้งวิเศษแลว้เสมียนตราเจิม และทีมงานก็ไดจ้ดัหามวลสารต่างๆตรง ตามต าราการสร้างพระสมเด็จของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ทุกประการ
23 ในเรื่องของการสร้างพิมพ์ข้ึนมาใหม่น้ันมีการจดัสร้างและแกะพิมพ์แม่แบบข้ึนมาใหม่ท้งัหมดจา นวน ๙ พิมพ์เป็นพิมพช์ ิ้นเดียวตดัขอบและปาดหลงั โดยฝีมือของช่างสิบหมู่แห่งกรุงรัตนโกสินทร์น่าจะเป็นคนละทีมกบั ช่างที่แกะพิมพ์พระสมเด็จวัดระฆัง แต่เนื่องด้วยเป็ นฝี มือช่างในยุคเดียวกันมีศิลปะในสกุลช่างเดียวกัน และต้นแบบ ที่สา คญัคือพิมพพ์ระสมเด็จวดัระฆงัดงัน้นัพระสมเด็จวดับางขุนพรหมจึงมีความสวยงามใกลเ้คียงกนักบัพระสมเด็จ วดัระฆงัเป็นอยา่งยงิ่ พมิพ์พระสมเด็จบางขุนพรหม ๙ พมิพ์ ๑. พิมพ์ใหญ่ ๒. พิมพ์ทรงเจดีย์ ๓. พิมพ์เกศบัวตูม ๔. พิมพ์เส้นด้าย ๕. พิมพ์ฐานแซม ๖. พิมพ์สังฆาฏิ ๗. พิมพ์ปรกโพธิ์ ๘. พิมพ์ฐานคู่ ๙. พิมพ์อกครุฑ
24 จ านวนที่สร้างสันนิษฐานกันว่า ๘๔,๐๐๐ องค์ (รวมท้งัมีขอ้สันนิษฐานวา่ ไดน้า พระสมเด็จวดัระฆงัลงบรรจุ กรุด้วยเพื่อให้ครบตามจ านวน ดังที่หลาย ๆ ท่านนิยมเรียกกันว่า พระสองคลอง ) การปลุกเสกโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสีไดเ้จริญพระพุทธมนต์และปลุกเสกเดี่ยวจนกระทงั่ บริบูรณ์ด้วยพระสูตรคาถา เมื่อได้ปลุกเสกเป็นที่สุดแลว้ไดม้ีการเรียกชื่อพระสมเด็จน้ีวา่ “ พระสมเด็จบางขุนพรหม ” ตามตา บลที่ต้งัของ พระเจดีย์ และไดถู้กนา เขา้บรรจุกรุในพระเจดียใ์หญ่และพระเจดียเ์ลก็ท้งัสิ้นไม่มีการแจกจ่ายแก่ผหู้น่ึงผใู้ด หลงัจาก ที่ไดบ้รรจุพระสมเด็จไวใ้นพระเจดียท์ ้งัสองแลว้ต้งัแต่ปีพ.ศ. ๒๔๑๓ จนกระทงั่เกิดวิกฤตกบั ประเทศในกรณีพิพาท กบั ประเทศฝรั่งเศส ในสมยัพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้เจา้อยหู่ ัว รัชกาลที่๕ และในกรณีพิพาทอินโดจีน ได้ มีการลกัลอบเปิดกรุถึงสามคร้ัง ดงัน้ี คร้ังที่๑ พ.ศ. ๒๔๒๕ คร้ังที่๒ พ.ศ. ๒๔๓๖ คร้ังที่๓ พ.ศ. ๒๔๕๙ ในการลกัลอบเปิดกรุท้งัสามคร้ังน้ีผูล้กัลอบไดใ้ชว้ิธีต่าง ๆ เช่น การตกเบ็ด โดยใชด้ินเหนียวป้ันเป็นก้อน กลมๆ ติดกับปลายเชือกหย่อนเขา้ไปทางรูระบายอากาศติดพระแลว้ดึงข้ึนมา การใช้น้ ากรอกเขา้ไปทางรูระบาย อากาศเพื่อให้น้า ไปละลายการเกาะยึดขององคพ์ระเป็นตน้ซ่ึงการลกัลอบเปิดกรุท้งัสามคร้ังน้นัพระสมเด็จที่ไดจ้ะ อยู่ในส่วนบนจึงสวย และมีความสมบูรณ์ นักนิยมพระสมเด็จเรียกกันว่า “ พระสมเด็จบางขุนพรหมกรุเก่า ” ซ่ึงลกัษณะของวรรณะจะปรากฏคราบกรุเพียงเล็กน้อย หรือบางๆเท่าน้ัน พิมพ์คมชัดสวยงามเน้ือหนึกนุ่ม เน้ือ ละเอียดมีน้า หนกัและแก่ปูน ท้ายที่สุด คือ การลกัลอบขุดกรุที่ฐานในปีพ.ศ. ๒๕๐๐ วิธีน้ีได้พระไปเป็นจา นวนมาก เป็นที่มาของพระ สมเด็จบางขุนพรหมกรุธนา เรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรง ของพระภิกษุวงศ์สุธรรมโม หรือพระอาจารย์จิ้ม กันภัย ความว่าในตอนกลางคืนฝนตกไม่หนักมากนัก นักเลงพระทางภาคเหนือได้ร่วมกันลักลอบเจาะที่บริเวณใกล้ ฐานของพระเจดียพ์อตวัมุดเขา้ไปได้และนา พระออกมาไดเ้ป็นจา นวนมากจนหิ้วไม่ไหวประกอบกบักลวัเจา้หนาที่จะ ้ พบเห็นจึงทิ้งไวข้า้งวดัก็หลายถุง มีบุคคลผหู้น่ึงชื่อธนาบา้นอยใู่นละแวกวดัไดเ้ก็บพระชุดน้ีไวเ้ป็นจา นวนมากจะเก็บ
25 ไดจ้ากผูท้ี่ลกัลอบทิ้งไวห้รือซ้ือมาก็มิอาจทราบไดแ้ต่ภายหลงัไดข้ายให้กบัคุณเถกิงเดช คล่องบญัชีซ่ึงเป็นศิษย์ ของท่านเองซึ่งต่อมาได้เขียนหนังสือร่วมกับนายสุคนธ์ เพียรพัฒน์ เรื่อง “ สี่สมเด็จ” ซึ่งพระสมเด็จบางขุนพรหมที่ ซ้ือมามีท้งัที่สวยงามมีคราบกรุนอ้ย และคราบกรุหนาจบักนัเป็นกอ้นก็มี) จนกระทงั่ทางวดัใหม่อมตรส ไดต้ิดต่อให้ กรมศิลปากรเข้ามาดูแล และเปิ ดกรุอย่างเป็ นทางการโดยเชิญ พลเอกประภาส จารุเสถียร เป็ นประธานในพิธีเปิ ดกรุ เมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๐ พระที่นา ออกมาคร้ังน้ีนักนิยมพระสมเด็จเรียกกนัว่า “ พระสมเด็จบางขุน พรหม กรุใหม่ ” เมื่อนา มาคดัแยกคงเหลือพระที่มีสภาพดีและสวยงามเพียงสามพนัองค์เศษเท่าน้ัน ที่เหลือจบักนั เป็ นก้อน หักช ารุดแทบท้งัสิ้น ลกัษณะของวรรณะส่วนใหญ่จะมีคราบกรุค่อนขา้งหนาและจบักนัเป็นกอ้น ที่สภาพดี จะพบวา่ผิวของพระเป็นเกลด็ๆทวั่ท้งัองค์หรือที่เรียกวา่เหนอะ มีคราบไขขาว ฟองเตา้หู้คราบข้ีมอด จะต้งัชื่อหรือ เรียกว่าอย่างไรก็สุดแลว้แต่ลว้นเกิดข้ึนจากปฎิกริยาระหว่างน้า กบั ปูนและเน้ือมวลสารที่เป็นองคป์ระกอบของพระ สมเด็จท้งัสิ้น ท้งัสภาพเปียกช้ืน ร้อน เยน็และถูกแช่อยใู่นน้า เป็นเวลานานกบัดินโคลน เป็นตน้แต่แปลกตรงที่วา่ พระสมเด็จบางขนุพรหมเมื่อถูกใชส้ ักระยะเน้ือจะเริ่มหนึกนุ่มใกลเ้คียงกบัพระสมเด็จวดัระฆงัเป็นอยา่งยงิ่ ส่วนในเรื่องของทรงพิมพท์ ี่เรียกกนัว่าพิมพน์ ิยม ๙ พิมพน์ ้นัพิมพท์ ี่พบนอ้ยที่สุดคือพิมพป์รกโพธ์ิกล่าวกนั ว่ามีไม่ถึง ๒๐ องค์ และที่ส าคัญยังพบพิมพ์ไสยาสน์อีกหลายแบบมีประมาณไม่เกิน ๒๒ องค์ ซึ่งในปัจจุบันหาดู ได้ยากมาก ในส่วนของกรุพระเจดีย์เล็กนกัเลงพระในยุคน้นั ไม่ค่อยให้ความสนใจแต่ปรากฏว่าหลงัจากเปิดกรุก็ได้ พบพระสมเด็จอยู่มากมายนับไดเ้ป็นพนัองค์ทรงพิมพท์ ี่พบไดแ้ก่พิมพฐ์านคู่พิมพฐ์านหมอน พิมพส์ามเหลี่ยม (หน้าหมอน) พิมพ์จันทร์ลอย ลักษณะของวรรณะคราบกรุจะไม่มาก จะมีความสวยงามกว่ากรุพระเจดีย์ใหญ่ซึ่งใน ปัจจุบันหาดูได้ยากเช่นกัน หลังจากเปิ ดกรุอย่างเป็ นทางการทางวัดได้ประทับตราที่ด้านหลังขององพระ เรียกกันว่า “ ตราน้า หนกั ”และ จา หน่ายในราคาองคล์ะหา้ร้อยถึงสองพนับาท ในยคุน้นันบัวา่มีราคามากอยแู่ต่ก็หมดลงในเวลาไม่นานนกั
26 พระสมเด็จบางขุนพรหม (กรุพระเจดีย์เลก็ ) ปีพ.ศ.๒๕๐๘ พระครูอมรคณาจารย์ (เส็ง) เจ้าอาวาสวัดใหม่อมตรส ได้น ารายได้ในการให้เช่าบูชาพระ สมเด็จบางขุนพรหม เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐ มาบูรณะวัดโดยได้ว่าจ้างให้ช่างรับเหมา มาปรับปรุงบริเวณรอบองค์เจดีย์ ใหญ่ซึ่งมีเจดียเ์ล็ก เรียงรายรอบท้งั ๔ ทิศของเจดีย์องค์ใหญ่ ทิศละ ๒ องค์ต้งัซ้อนกันอยู่อย่างเป็นระเบียบรวม ท้งัหมด ๘ องค์ ซ่ึงทางช่างไดร้้ือเจดียเ์ล็ก ท้งัหมดออก ทา ให้ช่างรับเหมาพบ กรุพระเครื่องจา นวนหน่ึงในเจดียเ์ลก็รวมอยกู่บั อัฐิจึงไดเ้ก็บพระเครื่องซ่อนไวไ้ม่ใหท้างวดัทราบ คงมอบแต่อฐัิให้เท่าน้นั ต่อมาช่างรับเหมาได้น าพระที่พบน้ีไปขาย แก่เซียนพระคนหน่ึงในสนามพระ ทา ให้พระเครื่องกรุเจดียเ์ลก็เป็นที่รู้จกัในวงการพระสมยัน้นั มีผู้น าพระเครื่องมา สอบถามกับเจ้าอาวาสวัดว่า มีพระเครื่องแตกกรุจากเจดีย์เล็กจริงหรือไม่ เจ้าอาวาสบอกว่า "ไม่มี" ท าให้เกิดความ สับสนกนัข้ึนในช่วงแรกแต่เมื่อไดท้ราบในภายหลงัและไดม้ีการตรวจสอบพิจารณากนัถึงเน้ือพระและคราบกรุกับ พระสมเด็จบางขนุพรหม (กรุใหม่)แลว้พบวา่มีความเก่าใกลเ้คียงกนัมาก ซึ่งคาดว่าคงสร้างข้ึนในคราวเดียวกนัคือใน ปี พ.ศ.๒๔๑๑-๒๔๑๓ ในการตรวจสอบประวัติซึ่งเชื่อว่าผู้สร้าง พระกรุเจดีย์เล็ก ก็คือ"เสมียนตราด้วง" ต้นสกุล "ธน โกเศศ "ผูส้ร้างพระเครื่องชุดน้ีไวเ้พื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา เช่นเดียวกับพระกรุเจดีย์ใหญ่ ซึ่ง เจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ได้มอบผงวิเศษห้าประการ คือ ผงอิทธิเจ ผงปถมัง ผงมหาราช ผงพุทธคุณ และผงตรีนิสิง เห ให้ผสมลงไปด้วยในตอนกดพิมพอ์งคพ์ระท้งัหมด และไดเ้มตตาปลุกเสกให้ดว้ยจากน้นั เสมียนตราด้วงจึงได้น า พระเครื่องในส่วนน้ีไปบรรจุไวคู้่กบัอฐัิของบรรพชนในตระกูล และเมื่อช่างร้ือเจดียเ์ล็กออกจึงพบอฐัิและพระเครื่อง ดังกล่าว
27 พระเครื่องกรุเจดีย์องค์เลก็มีท้ังหมด ๖ พมิพ์คือ ๑. พิมพ์ฐานคู่ ๒. พิมพ์ฐานหมอน ๓. พิมพ์สามเหลี่ยม ๔. พิมพ์ไสยาสน์ ๕. พิมพ์ยืนประทานพร ๖. พิมพ์เจดีย์แหวกม่าน พระทุกองค์มีคราบกรุเกาะอยู่ด้วย มากบ้างน้อยบ้าง ซ่ึงเป็นเอกลกัษณ์อย่างหน่ึงของพระกรุน้ีในปัจจุบัน วงการพระ เครื่องไดใ้หค้วามสนใจในพระกรุเจดียเ์ลก็น้ีมาก
28 อ้างอิง ๑. ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี จากบันทึกของมหาอ ามาตย์ตรีพระยา ทิพโกษา (สอน โลห นันทน์) ปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ๒.ประวัติประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ผู้แต่ง : พระครูกัลยาณานุกูลรวบรวมและเรียบเรียงจัดพิมพ์: พิมพ์ เป็ น อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายล้อม ฟักอุดม และนางพิมเสน ฟักอุดม ปี ที่พิมพ์ : พ.ศ. ๒๕๑๒ พระมหาเฮงวัดกัลยาณมิตร ๓. หนังสือพระสมเด็จ โดยตรียัมปวาย ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ๔. จากบทความเรื่อง ๑๐๐ ปี ที่สมเด็จจากไป โดยนายฉันทิชย์ กระแสสินธุ์ ในหนังสืออนุสรณ์ ๑๐๐ ปี สมเด็จพระ พุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ๒๒ มิถุนายน ๒๕๑๕ ๕. สี่สมเด็จ โดยนายสุคนธ์ เพียรพัฒน์ พิมพ์ที่ แอลซีเพรสส์ ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ ๖. หนังสือพระเครื่องเรื่องของขลัง โดยประชุม กาญจนวัฒน์ ๗. หนงัสือพระในฝัน โดย ๙๙ มีดียแอนด์พบัลิชชิ่ง ๘. เรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรง นายธงชัย พลอยช่าง (สกุลเดิม อิศรางกูร ณ อยุธยา) ช่างป้ันพระปฏิมากร บางกอกน้อย กรุงเทพฯ ๙. เรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรง พระภิกษุวงษ์สุธรรมโม (พระอาจารยจ์ิ้ม กนัภยั อายุ ๘๕ ปี ๕๐ พรรษา) วัด ดงมูลเหล็ก กรุงเทพฯ ๑๐. ภาพเขียนบนผนังโบสถ์วัดอินทรวิหาร ๑๑. ประวัติช่างสิบหมู่ จากวิกิพีเดียร สารานุกรมเสรี ๑๒. ประวัติวัดใหม่อัมตรส จากวิกิพีเดียร สารานุกรมเสรี ๑๓. ประวัติวัดอินทรวิหาร จากวิกิพีเดียร สารานุกรมเสรี
29 หลกัการพจิารณาพระสมเด็จบางขุนพรหม อาจารย์ไพรพนา ศรีเสน ๑. พุทธศิลป์ ทรงพิมพ์ ๒. เน้ือมวลสาร ๓.หลักความเป็ นไปแห่งธรรมชาติ ๔.หลักแห่งวิทยาศาสตร์ ๕.ฌานสมาบัตร หลกัการพจิารณาพระสมเด็จบางขุนพรหม ๑.ทรงพิมพ์ และพุทธศิลป์ จ าให้แม่นย าว่ามีกี่ทรงพิมพ์ และ แต่ละพิมพ์มีพุทธ ศิลปะ อย่างไร หาข้อแตกต่าง และเปรียบเทียบโดยให้ยึดหลักแห่งธรรมชาติเป็ นส าคัญ ๒. พิมพข์องพระสมเด็จบางขุนพรหมเป็นพิมพช์ ิ้นเดียวตดัขอบและยกข้ึน จึงพบรอยขอบกระจกและปาด หลัง ด้วยวัสดุบาง รอยด้านหลังของพระสมเด็จ จะมีลักษณะเป็ นรอยแล่ง รอยหลังกระดาน รอยหลังกาบ หมาก อันเกิดจากวัสดุที่ใช้ปาดหลัง และรอยภาชนะที่รองรับเวลาตากและผึ่ง ๓.คราบไข ลกัษณะเป็นฝ้าบางๆ (เหมือนน้า ตม้ไขมนัของววัเมื่อเยน็ลงจะแลเห็นคราบไขลอยอยู่เป็ นผาเล็ก บ้างใหญ่บ้าง) เคลือบอยู่บนองค์พระซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ตามบริเวณซอกขององค์พระ สีขาวนวลแกมเหลืองอ่อนๆ คราบน้ีจะติดอยู่กับองค์พระและจะค่อยจางลงเมื่อพระถูกใช้ในระยะเวลาพอสมควร (เกิดจากความร้อนช้ืนทา ปฎิกิริยากบัเน้ือมวลสาร พระสมเด็จในลกัษณะน้ีจะอยตู่อนบนที่เรียกกนัวา่กรุเก่า) ๔.คราบน้า ปูน ลกัษณะเป็นฟองละเอียดจนมองเห็นเป็นฝ้าขาวปกคลุมทวั่องคพ์ระมีความหนาบางไม่เท่ากนั สีขาวอมน้า ตาลอ่อน เกาะติดกบัองคพ์ระแน่น (เกิดจากน้า ท่วมองคพ์ระเป็นเวลานานเมื่อน้า ลดลงคราบปูนที่ลอยอยู่ บนผิวจะแห้งติดองค์พระสมเด็จ ลักษณะการเกิดเช่นน้ีจะเป็นไปไดใ้นสองประการก็คือคราบจากน้า ปูนภายในเจดีย์ (เพราะพระเจดียท์ ี่บรรจุน้นัสร้างใหม่) และปฏิกิริยาที่เกิดจากเน้ือมวลสารในองคพ์ระสมเด็จกบัสภาพแวดลอ้มตาม ธรรมชาติพระชุดน้ีจะอยตู่อนกลางที่เรียกกนัวา่กรุเก่า)
30 ๕. คราบฟองเต้าหู้ ลักษณะเป็นวงเล็กบา้งใหญ่บา้ง ฟูบางเหมือนฟองของน้ าเตา้หู้ ใน ฟองเมื่อแตกจะ สังเกตเห็นเม็ดเล็กๆ สีขาวขุ่นแข็งฝังแน่นในเน้ือพระ(เกิดจากความช้ืนแฉะ และถูกน้า ท่วมและลดลงทีละนอ้ย ถูก ความร้อนที่สูงเป็นเวลานาน เป็นเช่นน้ีสลบักนั ไปตามสภาพแวดลอ้มของธรรมชาติในขณะน้นัจนเน้ือมวลสารใน ส่วนที่เป็นปูนเปลือกหอยและปูนขาวทา ปฏิกิริยากบัน้า มนัทงั (ทงัอิ๊ว) พระสมเด็จในลกัษณะน้ีจะอยู่ตอนตอนกลาง ค่อนมาทางดา้นล่างที่เรียกกนัวา่กรุเก่า) ๖.คราบกระเบน ลกัษณะเป็นเม็ดเล็กๆคลา้ยหนงักระเบน สีเทาแกมม่วงอ่อนๆ สีน้า ตาลอ่อน และเขม้อนั เกิดจากเม็ดทรายเกาะอยทู่วั่องคพ์ระ แข็งมากไม่สามารถชา ระลา้งใหอ้อกได้ (เกิดจากพระที่ล่วงลงสู่พ้ืนปะปนกบั ดินและทรายถูกน้า ท่วมขงัเป็นเวลานานพระสมเด็จในลกัษณะน้ีจะพบไดไ้ม่มากนกัและจะอยตู่อนล่างเรียกกนัวา่พระ กรุใหม่) ๗.คราบน้า ผ้ึง ลกัษณะเกิดจากปฏิกิริยาของพระที่ผ่านการใชอ้ย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาพอสมควรเกิดข้ึน ไดท้ ้งัพระสมเด็จที่ไม่บรรจุกรุและบรรจุกรุ (พระที่บรรจุกรุจะเกิดข้ึนไดย้ากกว่า ตอ้งใชเ้วลามากกว่า ความหนึก นุ่มและสีจะดอ้ยกวา่ ) สีขององคพ์ระจะนวลคลา้ยสีของน้า ผ้ึงแต่แข็งแกร่ง มีน้า หนกัและหนึกนุ่ม (เกิดจากเน้ือมวล สารส าคญัทา ปฏิกิริยากับน้ ามนัทงั โดยมีระยะเวลาตามธรรมชาติเป็นองค์ประกอบที่ส าคญัคราบน้ าผ้ึงถือเป็น ลักษณะเด่นที่ส าคัญและพบมากในสกุลพระสมเด็จ) ๘. รอยปูไต่ และหนอนด้น ลักษณะอันเกิดจากเกสรดอกไม้ และมวลสาร ที่หลุดล่วงตามกาลเวลาแห่ง ธรรมชาติ ๙. ทองทราย ลักษณะเป็ นรอยจุดเล็ก ๆ บนผิวพระสมเด็จ วิธีสังเกตให้พลิกองค์พระท ามุมกับแสงสว่าง โดยเฉพาะในเวลากลางคืนจะเห็นได้ชัด พระสมเด็จทุกองค์จะมีทองทรายซุกซ่อนอยู่การพิจารณาต้องใช้เวลา และ อาจต้องผ่านการใช้มาเป็ นเวลาพอสมควร สันนิฐานว่าเกิดจากปูนเพชร และผงศิลาธิคุณที่เป็ นส่วนผสมหลัก ๑๐.การหดตวัและรอยย่นของเน้ือพระสมเด็จเปรียบไดก้บัอาณาจกัรแห่งธรรมชาติที่ปรากฏไปดว้ยภูเขา ห้วย ธาร เกาะแก่งต่างๆ ลกัษณะที่เปรียบให้เห็นน้ันเป็นการหดตวัจนเกิดรอยย่นมากบา้งน้อยบา้ง ข้ึนอยู่กับ สภาพแวดล้อมของธรรมชาติเป็ นส าคัญ ๑๑. เน้ือของพระสมเด็จบางขุนพรหม “แก่ปูน” หมายความว่ามีมวลสารนอ้ยไม่เทียบเท่าพระสมเด็จวดัระฆงั และพระท้งัหมดถูกบรรจุกรุแต่เริ่มแรกอีกท้งัผ่านกาลเวลาและสภาพ เช่น ร้อน เยน็ช้ืน น้า ท่วมมายาวนาน จึงมี ความแข็งแกร่งของเน้ือพระและร่องลอยของสภาพธรรมชาติ ดังที่นักนิยมพระสมเด็จเรียกกันว่า “คราบกรุ” ให้ พิจารณาสิ่งน้ีเป็นส่วนสา คญั
31 ประวัติและหลักการพิจารณาพระสมเด็จวัดพระแก้ว อาจารย์ไพรพนา ศรีเสน ประวัติการสร้างพระสมเด็จวัดพระแก้ว ขอ้มูลเรื่องพระสมเด็จวดัพระแก้วที่แยกแยะมาให้ศึกษาน้ัน ผูเ้ขียนไม่อาจกล่าวอา้งจดัเป็นตา ราได้แต่ สามารถจดัเป็นขอ้เขียนที่ก่อให้เกิดเป็นองค์ความรู้ได้จากการที่ไดศ้ึกษาและค้นคว้าจากเอกสารหลักฐานหลาย แหล่งที่พอหาได้รวมท้ังจากประสบการณ์ของท่านผูรู้้อันประกอบด้วย พระภิกษุครูอาจารย์และ บุคคล หลากหลายสาขาอาชีพ สิ่งที่ส าคญัคือการศึกษาจากพระสมเด็จสกุลน้ีที่ครอบครองอยู่ขอให้ทุกท่านศึกษาอย่าง ต้งัใจ อนัเนื่องดว้ยพระสมเด็จสกุลน้ีมีความสลบัซับซ้อนมาก ถา้ไม่ต้งัใจ และไม่มีสมาธิจะเขา้ใจไดย้าก ขอใหทุ้ก ท่านที่มีความศรัทธาแด่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี และ ศรัทธาพระสมเด็จสกุลน้ีไดช้ ่วยกนัคน้ควา้หา หลกัฐานใหม้ากยงิ่ข้ึนเพื่อเป็นการดา รงไวแ้ห่งโบราณวตัถุที่เป็นมงคล และ ทรงคุณค่ายงิ่ พระสมเด็จกรมท่า และ พระสมเด็จวังหน้า การจัดสร้าง และ บรรจุกรุวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) และบรรจุกรุวัดบวรสถานสุทธาวาส (วดัพระแกว้วงัหน้า ปัจจุบนัต้งัอยู่ในบริเวณเดียวกบั สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป เป็ นวัดที่ไม่มีการประกอบสังฆกรรมใด ๆ และถูกใช้เป็ นสถานที่ประกอบพิธีมงคลต่าง ๆ เช่น พิธีไหว้ครูและพิธี ครอบครูเป็ นต้น ) การจดัสร้างพระสมเด็จสกุลน้ีมีหลายคร้ังแต่ละคร้ังมีความแตกต่างท้งัพุทธศิลป์แบบพิมพ์เน้ือ มวลสาร ผสู้ร้าง ผจู้ดัสร้าง พระคณาจารยผ์พูุ้ทธาภิเษก ท้งัทนั และไม่ทันสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ใน เวลาต่อมาได้มีการนา พระสมเด็จสกุลน้ีนา เขา้บรรจุกรุเดียวกนัคือ วดัพระศรีรัตนศาสดาราม (วดัพระแกว้) รวมท้งัยงั มีพระสมเด็จวดัระฆงัจา นวนหน่ึงร่วมลงในกรุน้ีดว้ย นอกจากน้นั ในยคุหลงัๆ ก็ยงัมีการจดัสร้างพระเน้ือผง พระเน้ือ ดินเผา พระเน้ือโลหะในแบบต่าง ๆ บรรจุกรุในวดัพระศรีรัตนศาสดารามอีกหลายคร้ัง เพื่อความเขา้ใจในการศึกษา จึงจะขอเรียกชื่อพระสมเด็จสกุลน้ีวา่“ พระสมเด็จวัดพระแก้ว ” ตามสถานที่บรรจุ และค้นพบเป็ นส าคัญ