The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pim sawinee, 2023-05-27 02:36:29

Phrasomdej

32 พระสมเด็จกรุวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) และกรุวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) แบ่งการ สร้างออกเป็ น ๓ ช่วง ดังนี้ ๑. สร้างในปี พ.ศ. ๒๔๐๘ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี (ข า บุนนาค) เจ้าคุณกรมท่าในสมัยรัชกาลที่ ๔ สร้างพระสมเด็จ (พระสมเด็จกรมท่า)ฝีพระหัตถ์การแกะพิมพเ์ป็นบางส่วน โดยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกลา้ เจ้าอยู่หัว แต่ส่วนใหญ่ใช้แม่พิมพ์เดิมของพระสมเด็จวัดระฆังเท่าที่พบเป็ นพิมพ์ประธาน หรือพิมพ์ใหญ่ และ ปรก โพธ์ิลกัษณะเป็นพิมพช์ิ้นเดียวตดักรอบสี่ดา้น ปาดหลงัดว้ยวสัดุบางและมีคม ใชผ้งวิเศษของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ส่วนใหญ่เป็นลกัษณะเน้ือมวลสาร เน้ือมวลสารกงัไส และเน้ือมวลสารปูนสอ คลา้ยพระสมเด็จวดั ระฆัง แต่มีลักษณะที่แตกต่างจากการสร้างพระสมเด็จวัดพระแก้วใน ปี พ.ศ. ๒๔๑๑ และปี พ.ศ. ๒๔๒๕ หลาย ประการท้งัพุทธลกัษณะ พิมพแ์ม่แบบ และเน้ือมวลสาร ในเรื่องของวรรณเป็นวรรณขาวต้งัตน้เช่น ขาวนวลคลา้ยมุก ขาวขุ่น ขาวใส ขาวอมชมพู ขาวอมเขียว ขาว อมฟ้า ขาวอมเหลืองอ่อน ขาวอมเทา ขาวอมน้ าตาล เป็นตน้มีผงทองนพคุณ ผงแร่รัตนชาติผงแร่เหล็กไหล เล็กน้อยเป็ นบางองค์ ไม่ปรากฏวรรณเบญจสิริ สีสิริมงคลและสีประจ าวัน ไม่ลงรัก และไม่ปิ ดทอง ด้านหลังของ องค์พระบางส่วนโดยเฉพาะพิมพ์คะแนนจะปรากฏรูปสมอเรือ มีท้งัการแตกลายงาและไม่แตกลายงา พบการแตกลาย งาเป็ นส่วนใหญ่ในสองลักษณะคือ การแตกลายงาแบบสังคโลก และการแตกลายงาแบบไข่นกปรอท การพุทธา ภิเษก สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี พุทธาภิเษก พระเทพโลกอุดรเป็ นองค์ประธานในการพุทธาภิเษกโด ยอทิสสมานกาย (อทิสสมานกาย คือกายที่มองไม่เห็นถ้าไม่แสดงอภินิหาร) ณ วัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววัง หนา้) ในคราวน้นั ไดม้อบใหแ้ก่ขา้ราชการช้นัผใู้หญ่ขา้ราชการในพระบรมมหาราชวงัและประชาชนโดยทวั่ ไปเป็น บางส่วน ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการบรรจุกรุ ณ ที่ใด ๒. สร้างในปี พ.ศ. ๒๔๑๑-๒๔๑๒ เพื่อเป็ นสิริ มหามงคลเนื่องในการเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ เจ้าพระยาภานุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) และกรม พระราชวังบวรวิไชยชาญสถานมงคล (วังหน้า) ร่วมกันสร้างพระสมเด็จ (พระสมเด็จกรมท่าและพระสมเด็จวังหน้า) ใช้แม่พิมพ์ของพระสมเด็จวัดระฆัง และ แกะพิมพข์้ึนมาใหม่บางส่วนให้เหมือนกบัพิมพข์องพระสมเด็จวดัระฆงัวดั ไชโย เช่น พิมพใ์หญ่พิมพท์รงเจดีพิมพเ์กศบวัตูม พิมพฐ์านแซม พิมพป์รกโพธ์ิพิมพฐ์านเจ็ดช้นัพิมพฐ์านเกา้ ช้นันอกจากน้นัยงัพบพิมพท์ ี่แกะข้ึนใหม่อีกหลายพิมพเ์ป็นพิมพท์ ี่มีเอกลกัษณ์เฉพาะ ไดแ้ก่พิมพฐ์านคู่และพิมพอ์ก ครุฑเศียรบาตร และทรงพิมพอ์ื่น ๆ ที่มีความหมายในทางพุทธศาสนา เช่น พิมพช์ฎาหรหม พิมพฉ์ตัรสามช้นัพิมพ์ ทรงครุฑ พิมพ์ทรงคชสาร เป็ นต้น


33 ที่ส าคญั ได้พบพิมพ์พระประธานเป็นคร้ังแรก (พิมพ์พระประธาน คือการจ าลองแบบพระประธานในพระ อุโบสถ มีพุทธลกัษณะ ดงัน้ีปางสมาธิพระพกัตร์กลมใหญ่พระเกศปลีเรียวยาวจรดซุ้ม มีพระเนตร พระกรรณ พระนาสิก และพระโอษฐ์ ปรากฏเด่นชัด สังฆาฏิพาดคลุมจากพระอังสาจรดพระนาภี ขัดสมาธิกว้างโค้งเล็กน้อย บนนิสีทนสันถตัฐานสามช้นัสมส่วนสวยงาม) ฝีพระหัตถ์และฝีมือการแกะพิมพ์โดยพระวรวงศ์เธอพระองค์เจา้ ประดิษฐวรการ เจ้ากรมช่างสิบหมู่ และ ช่างสิบหมู่แห่งพระราชวงัหนา้ในรัชกาลที่๕ แม่พิมพแ์บบสองชิ้นประกบ กันเป็ นพิมพ์ที่ได้มีการพัฒนารูปแบบใหม่มีความละเอียดในสาระ สมส่วนสง่างาม ไม่ตัดกรอบ และไม่ปาดหลัง จึงมี ความงดงามมากจัดเป็ นประณีตศิลป์ พบมีการแต่งขอบเล็กน้อยหลังถอดพิมพ์ (แม่พิมพ์ลักษณะแบบโบราณคือพิมพ์ ชิ้นเดียวปาดหลงัและตดัขา้งดว้ยวสัดุบางและมีคม) ใช้ผงวิเศษของพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสี เน้ือมวลสาร ส่วนใหญ่เป็นลกัษณะเน้ือมวลสารคลา้ยพระสมเด็จวดัระฆงัและเน้ือมวลสารกงัไส หรืออาจเรียกว่าเน้ือน้า มนัมี ความละเอียดเนื่องจากใช้เครื่องบดแทนการโขลกหรือต า จึงมีความละเอียดมากกว่าพระในสกุลสมเด็จใด ๆ สูตรการ ท ามีการพัฒนาไปมากจึงท าให้มีการยึดเกาะตัวของมวลสารสูง หนึกนุ่ม มันวาว แข็งแกร่ง มีน้า หนัก มีท้งัการแตก ลายงา และไม่แตกลายงา พบส่วนที่แตกลายงาเป็ นส่วนใหญ่ในสองลักษณะคือ การแตกลายงาแบบสังคโลก และการ แตกลายงาแบบไข่นกปรอท วรรณเป็นสีขาว สีเหลืองหรดาล สีน้า ตาล สีดา สีดา ผงใบลาน เบญจสิริและสีสิริ มงคล (เบญจสิริ และสีสิริมงคล สีที่พบไดแ้ก่สีแดง สีเหลือง สีชมพูสีเขียว สีส้ม สีฟ้า สีม่วง สีขาว สีดา ) ที่ ส าคญั ใชแ้ร่มวลสารที่เป็นมงคลในตวัเอง และหายากเป็นส่วนประกอบ ไดแ้ก่ผงทองนพคุณ ผงแร่รัตนชาติ(ผงแร่ รัตนชาติพบท้งัหมด ๑๒ สีคือ ม่วง คราม น้า เงิน ฟ้า เขียว เหลือง น้า ตาล ส้ม แดง ชมพูดา และขาว) ผงแร่ เหล็กไหล นอกจากน้ันยงัพบหินอ่อนย่อยละเอียด (หินอ่อนจากศิลาจารึกพระคาถาพญาธรรมิกราชที่คน้พบอยู่ใน สระน้า วดัระฆงัโฆสิตาราม วดัอินทรวิหาร และวดัหงส์รัตนาราม) มีการลงรักสมุกสีดา รักสมุกสีน้า เงิน รักสมุกสี เหลือง และลงชาดสีแดง เป็นการลงสองช้นับาง ๆ คือลงชาดหน่ึง และลงรักหนึ่ง แต่ไม่พบการปิ ดทอง ด้านหลังของ พระจะปรากฏพระราชลัญจกรและสัญลักษณ์ต่าง ๆ แต่พบเป็ นส่วนน้อย เช่น ครุฑ จักร ชฎา ช้าง เป็ นต้น การ พุทธาภิเษกจัดเป็ นพระราชพิธีหลวงตามโบราณราชประเพณี สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสีเป็ นองค์ ประธานในการพุทธาภิเษก คณะสงฆ์ประกอบด้วยหลวงพ่อทัด (สมเด็จพระพุฒาจารย์) หลวงพ่อเงิน วัดบาง คลาน หลวงปู่คา วดัอมัรินทร์หลวงปู่จาด วดัภาณุรังสีและพระเกจิอาจารยท์ ี่ประพฤติดีปฏิบตัิชอบในยุคน้นัอีก หลายรูปร่วมพิธีพุทธาภิเษก ณ วัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) ในคราวน้นั ไดถ้วายแด่พระมหากษตัริย์พระบรมวงศานุวงศ์และมอบให้แก่ขา้ราชการช้นัผูใ้หญ่และขา้ราช บริภารในพระบรมหาราชวังเป็ นส าคัญ ที่เหลือบรรจุในสุวรรณเจดีย์ เจดีย์ย่อไม้สิบสอง ฐานชุกชีหลังครุฑวัดพระศรี รัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) อีกส่วนหนึ่งเก็บไว้บนเพดานพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) เพื่อสืบต่อพระพุทธศาสนาต่อไปในภายภาคหน้า


34 ๓. สร้างในปี พ.ศ. ๒๔๒๕ เพื่อเป็ นสิริมหามงคลการฉลองครบรอบ ๑๐๐ ปี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เจ้าพระยา ภานุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) และกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญสถานมงคล (วังหน้า) ร่วมกันสร้างพระ สมเด็จ (พระสมเด็จกรมท่า และพระสมเด็จวังหน้า) ใช้แม่พิมพ์ของพระสมเด็จวัดระฆังที่พัฒนาแล้วจาก ปี พ.ศ. ๒๔๑๑ และแกะพิมพข์ ้ึนมาใหม่บางส่วนมีเอกลกัษณ์เฉพาะนอกจากน้ันยงัพบพิมพท์ ี่แกะข้ึนอีกมากมายหลายร้อย พิมพ์เป็ นพิมพ์ที่มีความหมายในทางพุทธศาสนา ฝี มือการแกะพิมพ์สกุลช่างสิบหมู่แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แม่พิมพ์ เป็นลกัษณะถอดยกแบบสองชิ้นประกบกนัเป็นพิมพท์ ี่ไดม้ีการพฒันารูปแบบใหม่มีความละเอียดในสาระ สมส่วน สง่างาม ไม่ตัดกรอบ และไม่ปาดหลัง จึงมีความงดงามมาก จัดเป็ นประณีตศิลป์ พบมีการแต่งขอบเล็กน้อยหลังถอด พิมพ์เน้ือมวลสารส่วนใหญ่เป็นลกัษณะคลา้ยกนักบัการสร้างพระสมเด็จสกุลน้ีเมื่อ ปีพ.ศ. ๒๔๑๑ คือเน้ือมวลสาร กังไส มีความละเอียดเนื่องจากใช้เครื่องบดแทนการโขลกหรือต า สูตรการท ามีการพัฒนาไปมากจึงท าให้มีการยึดเกาะ ตัวของมวลสารสูง หนึกนุ่ม มันวาว แข็งแกร่ง มีน้า หนกัมีท้งัการแตกลายงา และไม่แตกลายงา พบส่วนที่แตกลายงา เป็ นส่วนใหญ่ในสองลักษณะคือ การแตกลายงาแบบสังคโลก และการแตกลายงาแบบไข่นกปรอท วรรณเป็ นสีขาว สีเหลืองหรดาล น้า ตาล สีดา สีดา ผงใบลาน เบญจสิริสีสิริมงคลและสีประจา วนั (สา หรับวรรณเบญจสิริสีสิริมงคล และสีประจา วนัน้นัพบจา นวนค่อนขา้งมากแต่มีลกัษณะแตกต่างจากการสร้าง ใน ปีพ.ศ. ๒๔๑๑ ท้งัแบบพิมพ์เน้ือ มวลสารและในเรื่องของสี) ที่สา คญั ใชแ้ร่มวลสารที่หายากและมีคุณค่าเป็นส่วนประกอบไดแ้ก่ผงทองนพคุณ ผงแร่ รัตนชาติ ผงแร่เหล็กไหล มีการลงรักสมุกสีด า และลงชาดสีแดง ไม่ปิ ดทอง ด้านหลังของพระจะปรากฏพระราช ลัญจกรและสัญลักษณ์ เช่น ครุฑ จักร ชฎา ช้าง เป็ นต้น แต่พบเป็ นส่วนน้อย ใช้ผงวิเศษของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสีที่เก็บรักษาไวร้วมท้งัการย่อยสลายพระสมเด็จที่หักชา รุดจา นวนหน่ึง และจากผงวิเศษของพระ เกจิอาจารย์ที่ประพฤติดีปฏิบตัิชอบในยคุน้นั การพุทธาภิเษกจัดเป็ นพระราชพิธีหลวงตามโบราณราชประเพณี สมเด็จ พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็ นประธานสงฆ์ คณะสงฆ์ประกอบด้วยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ม.จ.ทัต เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา) วัดพระเชตุพน พระเกจิอาจารย์ที่ประพฤติดีปฏิบัติชอบในยุคน้ันร่วมพิธีพุทธาภิเษก จ านวน ๑๐๘ รูป ท าพิธีในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วดัพระแกว้) ในคราวน้นั ไดถ้วายแก่พระบรมวงศา นุวงศ์ขา้ราชการทุกลา ดบัช้นัและประชาชนโดยทวั่ ไปเป็นสา คญัที่เหลือบรรจุใตห้ลงัคาพระอุโบสถวดัพระศรีรัตน ศาสดารามเพื่อสืบต่อพระพุทธศาสนาต่อไปในภายภาคหน้า ส าหรับการสร้างพระหลังจาก ปี พ.ศ.๒๔๒๕ ในช่วงปลายรัชสมัยของรัชกาลที่ ๕ ต่อในช่วงรัชสมัยของรัชกาล ที่๖ ยงัมีการสร้างพระเน้ือผง เน้ือดินเผา และเน้ือโลหะบรรจุกรุที่วดัพระศรีรัตนศาสดารามอีกหลายคร้ัง เช่น การ จัดสร้างในพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ปี พ.ศ. ๒๔๓๕ การฉลองพระรูปทรงม้า ในปี พ.ศ. ๒๔๕๑ ในรัชการที่ ๕ เป็ นต้น แม้จะมีแบบพิมพ์ และวรรณคล้ายกับพระสมเด็จวัดพระแก้ว เช่น พิมพ์ประธาน และพิมพ์อื่น ๆ เน้ือมวล สารวรรณสีขาว เน้ือมวลสารวรรณสีสายรุ้งซ่ึงหลายท่านเขา้ใจว่าเป็นพระสมเด็จเบญจสิริเน้ือมวลสารลงรักชาดปิด ทองทบัหน่ึงในสี่ของแผน่และคร่ึงแผน่ โดยปิดดา้นหนา้และดา้นหลงัเน้ือมวลสารบุทองทึบท้งัองค์เน้ือดินเผาบุทอง ทึบท้งัองค์มีการใชอ้ญัมณีและพลอยสีต่าง ๆ มาประดับ ลงเครื่องมุกแบบจีน จาลึก พ.ศ. เป็ นต้น ด้านหลังจะปรากฏ


35 พระสาทิสลักษณ์ของรัชกาลที่ ๕ หรือสัญลักษณ์อื่น ๆ บรรจุในสุวรรณเจดีย์ และ เพดานพระอุโบสถวัดพระศรีรัตน ศาสดาราม แต่ไม่ได้ใช้มวลสารของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสีเป็ นการสร้างและจัดสร้างโดยใช้ผงวิเศษ และการพุทธาภิเษกของพระเกจิอาจารยท์ ี่ประพฤติดีปฏิบตัิชอบในยคุน้นัจึงไม่ถือวา่เป็นพระในสกุลพระสมเด็จของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี กล่าวโดยสรุป พระสมเด็จวดัพระแกว้ที่สร้างมีท้งัทนัและไม่ทนัสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสี ช่วง ที่ทัน ได้แก่การสร้างในปี พ.ศ. ๒๔๐๘ และ ปี พ.ศ. ๒๔๑๑-๒๔๑๒ ส่วนการสร้างในปี พ.ศ. ๒๔๒๕ ใช้ผงวิเศษของ สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสีที่มอบไว้ให้ร่วมกับผงวิเศษที่เกจิอาจารย์ในยุคนั้นสร้าง (สมเด็จพระพุฒา จารย์ (โต) พรหมรังสี ได้ถึงชีพิตักษัย เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๔๑๕ แต่ถึงแม้ท่านมิได้พุทธาภิเษกแต่ก็ได้มอบผง วิเศษ และมวลสารส าคัญไว้ให้หลายส่วน เป็ นมวลสารแห่งสุดยอดพระสูตรคาถามีพุทธคุณ และ อิทธิคุณอย่างเป็ นเลิศ อเนกอนันต์) พระสมเด็จวัดพระแก้วพมิพ์ที่มีความหมายทางพุทธศาสนา อาจารย์ไพรพนา ศรีเสน พระสมเด็จวัดพระแก้วที่สร้าง และจัดสร้าง ใน ปี พ.ศ.๒๔๑๑ และ ปี พ.ศ.๒๔๒๕ โดยสมเด็จพระสมเด็จพระ พุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี มีมากมายหลายร้อยพิมพ์สามารถแบ่งเป็ นพิมพ์ที่มีความนิยมเช่นเดียวกับพระสมเด็จวัด ระฆัง และบางขุนพรหม และพิมพ์ที่ไม่นิยม ที่เรียกกันว่า “พิมพ์พิเศษ” ค าว่าพิมพ์พิเศษจัดได้ว่าเป็ นประโยคที่นัก นิยมพระสมเด็จใช้เรียกขานในกรณีที่พระชุดน้ันไม่ได้อยู่ในความนิยมตามที่สังคมพระเล่นกัน แต่ยอมรับด้วย เหตุผลที่ว่าเนื้อมวลสารใช่ความเก่าได้แต่พิมพ์ไม่ใช่หรือไม่รู้จักพิมพ์ เช่น เดียวกับพระสมเด็จกรุวัดพระแก้วที่ได้ พบน้ันจะประกอบไปดว้ยพระสมเด็จพิมพต์ ่าง ๆ คลา้ยกบัพระสมเด็จวดัระฆงับางขุนพรหม เกศไชโย ส่วนพิมพ์ นอกเหนือจากน้นัเช่น พิมพพ์ุทธประวตัิพิมพล์อ้จากแบบพระที่มีความนิยมในยุคต่าง ๆ และพิมพอ์ื่น ๆ ผูเ้ขียน จะไม่เรียกว่าพิมพ์พิเศษแต่จะเรียกว่า “ พิมพ์ที่มีความหมายในทางพุทธศาสนา ” ส าหรับพระสมเด็จวัดพระแก้ว พิมพท์ ี่มีความหมายทางพุทธศาสนาน้ีเน้ือมวลสารอายุความเก่าที่เป็นไปตามธรรมชาติรักสมุกสีดา สีน้า เงิน สี เหลือง ชาดจอแส ลว้นเป็นชนิดเดียวกนัท้งัหมดเพราะจดัสร้างในคราวเดียวกนัเป็นยคุ ๆ แต่แปลกตรงที่แม่แบบของ พิมพแ์ต่ละพิมพส์ ่วนใหญ่ก็มีลกัษณะเป็นพิมพช์นิดเก่าคือแบบพิมพโ์บราณ ไดพ้บลกัษณะของพิมพแ์บบใหม่ไม่ มากนัก ผู้เขียนได้น าเข้าไปเทียบเคียงกับพิมพ์พิเศษของพระสมเด็จวัดระฆังจากหนังสือของท่านอาจารย์ พ.ต.ต. จ าลอง มัลลิกะนาวิน เห็นว่ามีลักษณะที่เหมือนกันเป็นส่วนใหญ่จะแตกต่างกนัก็ในแง่ของเน้ือมวลสาร ที่นา มาจาก สถานที่ส าคญัต่าง ๆ หลายประเทศ และรัก ชาด ลญัจกรและสัญลกัษณ์ที่พิมพไ์วด้า้นหลงัเท่าน้ันที่เป็นเอกลกัษณ์


36 ส าคญัของพระสมเด็จวดัพระแกว้ (พิจารณาไดว้่าใชแ้บบพิมพเ์ดิมที่สภาพสมบูรณ์ตกทอดต้งัแต่ยุคสร้างพระสมเด็จ วดัระฆงัน่าจะแสดงถึงการสืบทอดพุทธศิลป์เป็นสา คญั )อีกท้งัในเรื่องของความเป็นวิจิตรศิลป์ส่วนในเรื่องของพิธี การพุทธาภิเษกได้ค้นคว้าและเขียนไว้แล้วว่าพระสมเด็จวัดพระแก้วจัดเป็ นพิธีหลวงตามโบราณราชประเพณี แต่จะ อย่างไรก็ตาม พระสมเด็จในสกุลแห่งพระสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี จะแสดงพุทธคุณ และอิทธิคุณ ตามพระสูตรคาถามูลกจัจายน์มหาราช ตรีนิสิงเห อิทธะเจ ปถมงัพุทธคุณ หกประการ ดงัน้ี ๑. เมตตามหานิยมผู้คนรักใคร่ นับถือ ๒. แคล้วคลาด และอยู่ยงคงกระพันตลอดจนถอนคุณไสยสิ่งอวมงคลท้งัมวล ๓. ความเจริญรุ่งเรืองค้าขายดี ๔. มีอ านาจ วาสนา บารมี ๕. รักษาโรค และสุขภาพกายใจสมบูรณ์ อายุยืนยาว ๖. อุดมไปด้วยโภคสมบัติบังเกิดลาภผลพูนทวี หวงัว่าบทความน้ีคงจะทา ให้หลาย ๆ ท่านที่ครอบครองพระสมเด็จวดัพระแกว้พิมพท์ ี่มีความหมายทางพุทธ ศาสนาต่าง ๆ ไดร้ับทราบ เขา้ใจและเกิดความมนั่ใจมากยงิ่ข้ึน อ้างอิง ๑. ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี จากบันทึกของมหาอ ามาตย์ตรี พระยาทิพโกษ า (สอน โลหะนันทน์) ปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ๒. ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี จากวิกิพีเดียร สารานุกรมเสรี ๓. สี่สมเด็จ โดยนายสุคนธ์ เพียรพัฒน์ พิมพ์ที่ แอลซีเพรสส์ ๒๕๒๗ ๔. ประวัติเจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี (ข า บุนนาค) จากวิกิพีเดียรสารานุกรมเสรี ๕. ประวัติเจ้าพระยาภานุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) จากวิกิพีเดียร สารานุกรมเสรี ๖. ประวัติพระราชวังบวรวิไชยชาญสถานมงคล (วังหน้า) จากวิกิพีเดียร สารานุกรมเสรี ๗. ประวัติความเป็ นมาของวังหน้าและวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า)จากพระ ราชนิพนธ์ เรื่อง "ต านานวังหน้า" ของสมเด็จฯกรมพระยาด ารงราชานุภาพ


37 ๘. ประวัติวัดพระศรีรัตนศาสดารามแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จากวิกิพีเดียร สารานุกรมเสรี ๙. การบูรณะวัดพระศรีรัตนศาสดาราม จากสารานุกรมไทยส าหรับเยาวชนฯ เล่มที่ ๑๖ ๑๐. ตา นานเรื่องเครื่องโต๊ะและถว้ยป้ัน พระนิพนธ์สมเด็จฯกรมพระยาดา รงราชานุภาพ ๑๑. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑๓ ๑๒. ฉัพพรรณรังสี จากวิกิพีเดียร สารานุกรมเสรี ๑๓. ประวัติช่างสิบหมู่ จากวิกิพีเดียร สารานุกรมเสรี ๑๔. พระราชลัญจกร จากวิกิพีเดียร สารานุกรมเสรี ๑๕. พระคัมภีร์และพระสูตรคาถา จากวิกิพีเดียร สารานุกรมเสรี ๑๖. สมณศักดิ์ โดยพระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) ป.ธ. ๙ ราชบัณฑิต พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ ชุด ค าวัด, วัดราชโอรสาราม กรุงเทพฯ พ.ศ. ๒๕๔๘ ๑๗. วิเคราะห์พระพิมพ์สมเด็จฯ และพระสมเด็จท่านเจ้าคุณกรมท่า ปรัศนี ประชากร พ.ศ.๒๕๓๙ ประสบการณ์ การตรวจด้วยวิธีทรงฌานสมาบัตร โดยหลวงพ่อวงศ์ หรือพระครูบาชัยยะวงศ์สา วัดพระบาทห้วยต้ม จังหวัดล าพูน จากการศึกษาค้นคว้าพระสมเด็จวัดพระแก้วในครอบครอง และการวัดค่าอายุวัตถุโบราณตามหลักวิทยาศาสตร์ เรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรง พระภิกษุวงษ์ สุธรรมโม ( พระอาจารยจ์ิ้ม กันภยัอายุ๘๕ ปี๕๐ พรรษา ) วัดดงมูลเหล็ก กรุงเทพฯ เรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรง นายธงชยัพลอยช่าง ช่างป้ันพระปฏิมากร บางกอกนอ้ย กรุงเทพฯ เรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรง นายกล้า สุริโย ช่างผู้บูรณะวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๒๐


38 หลักการพิจารณาพระสมเด็จวัดพระแก้ว อำจำรย์ไพรพนำ ศรีเสน พระสมเด็จวัดพระแก้วที่จัดสร้าง เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๐๘ ปี พ.ศ. ๒๔๑๑-๒ ปี พ.ศ. ๒๔๒๕ หลักที่ส าคัญในการ พิจารณาตอ้งศึกษาประวตัิความเป็นมาใหเ้ขา้ใจ ตอ้งมีความรู้และความเขา้ใจสิ่งต่าง ๆ เหล่าน้ีเป็นพ้ืนฐาน คือ พุทธศิลป์ ทรงพิมพ์ องคป์ระกอบของเน้ือมวลสาร พิจารณา รัก ชาด ทอง การพิจารณา แร่รัตนชาติ หลักแห่งวิทยาศาสตร์ และ หลักความเป็ นไปแห่งธรรมชาติ ฌานสมาบัตร พระสมเด็จวัดพระแก้วที่จัดสร้าง เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๐๘ เน้ือมวลสารที่พบ ดงัน้ีเน้ือมวลสารกงัไส หรือเน้ือน้า มนัและเน้ือมวลสารปูนสอ ๑. พุทธศิลป์ ทรงพิมพ์ เป็ นพิมพ์ของพระสมเด็จวัดระฆัง และทรงพิมพ์อื่น ๆ ที่พบส่วนใหญ่เป็ นพิมพ์ประธาน หรือ พิมพ์ใหญ่ และ ปรกโพธิ์ ข้อพิจำรณำ พระสมเด็จสกุลนี้ทรงพิมพ์ที่พบเป็ นส่วนใหญ่ คือ พิมพ์ประธำน หรือพิมพ์ ใหญ่ และพิมพ์ปรกโพธิ์ ๒. เน้ือมวลสาร ลกัษณะเน้ือมวลสารกงัไส และเน้ือมวลสารปูนสอ ใกลเ้คียงพระสมเด็จวดัระฆงัแต่มีลกัษณะที่ แตกต่างจากพระสมเด็จวัดพระแก้วที่สร้างใน ปี พ.ศ. ๒๔๑๑ และปี พ.ศ. ๒๔๒๕ หลายประการท้งัพุทธลกัษณะ พิมพแ์ม่แบบ และความละเอียดของเน้ือมวลสาร กล่าวคือเน้ือมวลสารขององคพ์ระจะแห้งจดัแต่หนึกนุ่ม มนัวาว แขง็แกร่ง มีน้า หนกัมีความละเอียดมากกวา่เน้ือของพระสมเด็จวดัระฆงัแต่นอ้ยกวา่พระสมเด็จวดัพระแกว้ที่สร้าง ใน ปี พ.ศ. ๒๔๑๑ และปี พ.ศ. ๒๔๒๕


39 ๓. ในเรื่องของวรรณลกัษณะขาวต้งัตน้เช่น ขาวนวลคลา้ยมุก ขาวขุ่น ขาวใส ขาวอมชมพู ขาวอมเขียว ขาวอม ฟ้า ขาวอมเหลืองอ่อน ขาวอมเทา ขาวอมน้า ตาล ๔. พิมพแ์ม่แบบเป็นลกัษณะเดิมคือ เป็นพิมพช์ิ้นเดียวมีการตดัขอบท้งัสี่ดา้น และปาดหลงัโดยใชว้สัดุบาง และมีคม เช่นเดียวกับพระสมเด็จวัดระฆัง ๕. ด้านหน้าและด้านหลัง พิจารณาโดยละเอียดจะพบ เกาะแก่ง หลุมเล็กๆ รอยปูไต่รอยหนอนดน้ทรายทอง รอยเหนอะจากการยุบ และหดตวัของเน้ือมวลสารที่เกิดจากธรรมชาติและกาลเวลาเป็นสา คญั ด้านหลังปรากฏรอย แล่ง หลังกระดาน และหลังเรียบ อันเกิดจากวัสดุปาดหลัง และการใช้ไม้กระดานรองในขณะผึ่ง ตาก เช่นเดียวกับ พระสมเด็จวัดระฆัง ข้อพิจำรณำ พระสมเด็จสกุลนี้ด้ำนหลังปรำกฏสัญลักษณ์ รูปสมอเรือโดยเฉพำะพิมพ์คะแนน ส่วนพิมพ์ประธำนจะพบเป็ นส่วนน้อยเท่ำนั้น ไม่พบสัญลักษณ์อื่นใดนอกจำกที่กล่ำวมำแล้ว ๖. การแตกลายงาขององค์พระจะมีสองประเภท คือ หนึ่งแตกลายงาแบบหยาบ (แบบสังคโลก คือเครื่องถ้วยชาม แบบเก่าในสมยัสุโขทยั) สองการแตกลายงาแบบละเอียด (เหมือนไข่นกปรอท) ท้งัสองลกัษณะร่องรอยการแตกตวั จะไม่ลึกถ้าดูเผินๆคล้ายไม่แยกจากกัน ต้องใช้กล้องส่องจึงจะเห็นชัด และขอให้จ าเป็ นหลักไว้ว่าการแตกลายงาของ องค์พระไม่ไดเ้กิดจากสาเหตุการลงชาด รัก ปิดทอง เพียงประการเดียวแต่เกิดจากการยุบ และหดตวัของเน้ือมวล สารในข้นัตอนของการตาก ผ่ึง และสภาพแวดลอ้มของธรรมชาติในขณะน้ันเป็นส าคญั ข้อพิจำรณำ พระสมเด็จ สกุลนี้ปรำกฏกำรแตกลำยงำเป็ นส่วนใหญ่ทั้งด้ำนหน้ำและด้ำนหลัง และเป็ นกำรแตกลำยงำโดยไม่ได้ลงชำดรักหรือ ปิ ดทอง ๗.คราบไขขาว ที่หลายท่านมีความเขา้ใจว่าเป็นคราบแป้งโรยพิมพ์แทท้ี่จริงแลว้ไม่ใช่ ในสมยัโบราณจะใช้น้า มนั มะพร้าวและน้า มนังาเป็นส่วนสา คญั ในการทาพิมพเ์พราะมีคุณสมบตัิใสและลื่น ส่วนคราบไขขาวที่พบเห็นบริเวณ ผิวหน้าองค์พระน้ันเกิดจากปฏิกิริยาระหว่างน้ ามันที่ทาพิมพ์กับเน้ือมวลสารของพระสมเด็จซ่ึงเป็นไปตาม ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ส่วนใหญ่จะพบเห็นไดจ้ากพระในสกุลพระสมเด็จ แต่ปรากฏการณ์ดงักล่าวน้ีก็ไม่ได้ เกิดข้ึนกบัพระสมเด็จทุกองค์คราบไขขาวน้ีจะติดแน่นลา้งออกไดย้าก ไม่สามารถลา้งออกไดด้ว้ยความร้อน และถา้ ใช้สารเคมีจะท าให้ผิวของพระเสียหาย ข้อพิจำรณำ พระสมเด็จสกุลนี้ปรำกฏครำบไขขำวเป็ นบำงส่วน


40 ๘ . ผงทองนพคุณ คือทองค าแท้เป็ นผงทองจากการตะไบทองของช่างท าทองโดยมีลักษณะ เป็ นผงละเอียด หยาบ และเกร็ด ส่วนที่หยาบเป็ นท่อนเล็ก ๆ ที่พบขนาดใหญ่ที่สุดกว้าง ๑.๕ มิลลิเมตร ยาว ๓ มิลลิเมตร โดยประมาณ โรย ไวท้ ้งัดา้นหน้าและดา้นหลงัเป็นบางองค์ ไม่บ่งบอกถึงรูปแบบอาจมีมากบา้งนอ้ยบา้ง สันนิษฐานว่าเป็นไปโดย อัธยาศัยของผู้กดพิมพ์(ถ้าพบผงทองที่เกิดสนิมสีเขียวแสดงว่าเป็ นผงทองเหลือง ไม่ใช่ของแท้) ข้อพิจำรณำ พระ สมเด็จสกุลนี้ปรำกฏผงทองนพคุณค่อนข้ำงหยำบ โดยวิธีโรยทั้งด้ำนหน้ำและด้ำนหลังเป็ นบำงองค์ ๙.ผงแร่เหล็กไหล คือโลหะเหล็กที่มีเน้ืออ่อนสีดา มนัเงา ละลายและหลอมเหลวไดใ้นอุณหภูมิที่ต่า กว่าแร่เหล็ก ชนิดอื่น ๆ นา มาย่อยมีขนาดไม่แน่นอนพบท้งัละเอียดและหยาบ สัมผสัดูจะรู้สึกคลา้ยมีคมเหมือนกระดาษทราย หยาบ กอ้นใหญ่สุดมีขนาดไม่เกิน ๓ มิลลิเมตร ผสมอยู่ในเน้ือมวลสาร มากบา้ง น้อยบา้ง เป็นแร่เหล็กที่เป็น มงคล ไม่เกิดสนิม และหายากมาก ข้อพิจำรณำ พระสมเด็จสกุลนี้มีผงแร่ เหล็กไหลผสมอยู่ในเนื้อมวลสำรแต่พบ เป็ นส่วนน้อยเป็ นส่วนน้อย ๑๐. ผงแร่รัตนชาติ(รัตนชาติคือแร่๙ ประเภทที่นา มาใชท้า เป็นเครื่องประดบั ) พบท้งัหมด ๑๒ สีคือ ม่วง คราม น้า เงิน ฟ้า เขียว เหลือง น้า ตาล ส้ม แดง ชมพูดา และขาว แบ่งเป็นสองลกัษณะ ลกัษณะมวลแขง็จะแลดูแกร่งแสง สลัว มันวาว ลักษณะมวลอ่อน จะแลดูแข็ง แต่ไม่แกร่ง ทึบแสง ไม่มันวาว แห้ง สัณฐานจะกลมหรือเหลี่ยมให้ สังเกตจะมนไม่มีคมถูกน ามาย่อยเป็ นเม็ดเล็ก ๆ ขนาดโดยประมาณ .๕ - ๓ มิลลิเมตร ผสมอยู่ในวรรณต่าง ๆ มาก บ้าง น้อยบ้าง ข้อพิจำรณำ พระสมเด็จสกุลนี้มีผงแร่ รัตนชำติลักษณะมวลอ่อนผสมอยู่ในเนื้อมวลสำรเล็กน้อย และ ผสมอยู่เป็ นบำงองค์ ๑๑. ไม่มีวรรณเบญจสิริ ไม่มีวรรณสีสิริมงคลหรือสีประจ าวัน ๑๒. ไม่ลงชาด รัก และไม่ปิ ดทอง (ไม่ลงรักปิ ดทองล่องชาด) ๑๓. ไม่ประดับอัญมณี ไม่ปิ ดทอง ไม่บุทอง ไม่ลงเครื่องมุกแบบจีน ไม่มีตรำแผ่นดิน ไม่มีอักขระเลขยันต์ ไม่จำ ลึก ปี พ.ศ. ไม่ฝังก้ำงปลำ ๑๔. ไม่บรรจุกรุ ๑๕. การพุทธาภิเษก สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสีเป็ นองค์พุทธาภิเษก พระเทพโลกอุดรเป็ นองค์ประธาน ในการพุทธาภิเษกโดยอทิสสมานกาย


41 พระสมเด็จวัดพระแก้วที่จัดสร้าง เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๑๑ – ๒๔๑๒ เน้ือมวลสารที่พบ ดงัน้ีเน้ือมวลสารกงัไส หรือเน้ือน้า มนัและเน้ือมวลสารปูนสอ วรรณลงชาด รัก ลงชาดสีแดงและรักสีด า ลงชาดสีแดงและรักสีน้า เงินจากพม่า ลงชาดสีแดงและรักสีเหลือง ๑. พุทธศิลป์ ทรงพิมพ์ เป็ นพิมพ์ของพระสมเด็จวัดระฆัง วัดไชโย เช่น พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ทรงเจดี พิมพ์เกศบัวตูม พิมพฐ์านแซม พิมพป์รกโพธ์ิพิมพฐ์านเจ็ดช้นัพิมพฐ์านเกา้ช้นันอกจากน้ันยงัพบพิมพท์ ี่แกะข้ึนใหม่อีกหลาย พิมพ์เป็นพิมพ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ได้แก่พิมพ์ฐานคู่และพิมพ์อกครุฑเศียรบาตร และทรงพิมพ์อื่น ๆ ที่มี ความหมายในทางพุทธศาสนา เช่น พิมพช์ฎาหรหม พิมพฉ์ ัตรสามช้นัพิมพท์รงครุฑ พิมพท์รงคชสาร พิมพร์ูป เหมือนสมเด็จฯ พิมพ์ล้อ เป็ นต้น ที่ส าคัญได้พบพิมพ์พระประธาน (พิมพ์พระประธาน คือการจ าลองแบบพระ ประธานในพระอุโบสถ มีพุทธลักษณะ ดงัน้ีปางสมาธิพระพกัตร์กลมใหญ่พระเกศปลีเรียวยาวจรดซุ้ม มีพระเนตร พระกรรณ พระนาสิก และพระ โอษฐ์ ปรากฏเด่นชัด สังฆาฏิพาดคลุมจากพระอังสาจรดพระนาภี ขัดสมาธิกว้างโค้งเล็กน้อยบนนิสีทนสันถัต ฐาน สามช้นัสมส่วนสวยงาม ) ข้อพิจำรณำ พระสมเด็จสกุลนี้ทรงพิมพ์มีมำกกว่ำหนึ่งร้ อยพิมพ์ ๒. เน้ือมวลสาร ลกัษณะเน้ือมวลสารกงัไส หรือเน้ือน้า มนัเน้ือมวลสารปูนสอ ในเรื่องของความหนึกนุ่มใกลเ้คียง พระสมเด็จวดัระฆงัส่าวนในเรื่องของวรรณลกัษณะขาวต้งัตน้ขาวนวลคลา้ยมุก ขาวข่นุขาวอมเหลืองอ่อน ขาว อมเทา ขาวอมน้า ตาล ข้อพิจำรณำ พระสมเด็จสกุลนี้เนื้อมวลสำรมีลักษณะที่แตกต่ำงกับพระสมเด็จในยุคใด ๆ คือ มีควำมละเอียดมำกกว่ำ หนึกนุ่ม มันวำว มีน ้ำหนัก แข็งแกร่ ง แห้งจัด สำมำรถสังเกตได้ด้วยตำเปล่ำ และที่ส ำคัญ ใช้มวลสำรที่หำยำก และเป็ นสิริมงคลในตัวเอง ๓. พิมพ์แม่แบบลกัษณะเดิม คือ เป็นพิมพช์ ิ้นเดียวมีการตดัขอบท้งัสี่ดา้น และปาดหลงัโดยใช้วสัดุบางและมีคม ข้อพิจำรณำ พระสมเด็จสกุลนี้ด้ำนข้ำงและด้ำนหลังขององค์พระจะปรำกฏรอยเหนอะจำกกำรยุบ และหดตัวของ


42 เนื้อมวลสำร ด้ำนหลังปรำกฏรอยแล่งอันเกิดจำกวัสดุปำดหลัง และรอยกระดำนอันเกิดจำกกำรใช้รองในขณะผึ่ง ตำก เรียกว่ำ “ หลังกระดำน ” เช่นเดียวกับพระสมเด็จวัดระฆัง ๔. พิมพแ์ม่แบบลกัษณะพฒันาใหม่ท้งัรูปแบบที่เนน้ สาระรายละเอียด มีความลงตวัในสัดส่วน สง่างาม มีความ คมชัด จัดเป็ นวิจิตรศิลป์ เป็นพิมพส์องชิ้นประกบกนัจึงไม่มีการตดัขอบท้งัสี่ดา้น และไม่ปาดหลงัแต่มีการแต่ง ขอบดา้นหนา้และดา้นหลงัหลงัท้งัสี่ดา้นเลก็นอ้ยอนัเนื่องดว้ยมีเน้ือเกิน ดว้ยการมนและปาดขอบหลงัถอดพิมพข์ณะ เน้ือพระแหง้หมาด ๆ ข้อพิจำรณำ พระสมเด็จสกุลนี้ด้ำนหลังและด้ำนข้ำงขององค์พระจะเรียบ ปรำศจำกรอยแล่ง แต่จะพบรอยเหนอะจำกกำรยุบและหดตัวของเนื้อมวลสำร และรอยหลังกระดำนอันเกิดจำกกำรใช้รองในขณะผึ่ง ตำก ๕. ดา้นหนา้และดา้นหลงัพิจารณาโดยละเอียดจะพบ เกาะแก่ง หลุมเล็กๆ รอยปูไต่รอยหนอนดน้ทรายทอง ที่ เกิดจากธรรมชาติ และกาลเวลาเป็ นส าคัญ ด้านหลังขององค์พระบางส่วนจะปรากฏพระราชลัญจกร และสัญลักษณ์ ต่าง ๆ ดงัน้ีครุฑ จกัร ชฎา ช้าง ข้อพิจำรณำ พระสมเด็จสกุลนี้ด้ำนหลังปรำกฏสัญลักษณ์ ต่ำง ๆ เป็ นส่วนใหญ่ ส่วนพระรำชลัญจกรพบเห็นเพียงส่วนน้อย ๖. การแตกลายงาขององค์พระจะมีสองประเภท คือ หนึ่งแตกลายงาแบบหยาบ (แบบสังคโลก คือเครื่องถ้วยชาม แบบเก่าในสมยัสุโขทยั) สองการแตกลายงาแบบละเอียด (เหมือนไข่นกปรอท) ท้งัสองลกัษณะร่องรอยการแตกตวั จะไม่ลึกถ้าดูเผินๆคล้ายไม่แยกจากกัน ต้องใช้กล้องส่องจึงจะเห็นชัด และขอให้จ าเป็ นหลักไว้ว่าการแตกลายงาของ องค์พระไม่ไดเ้กิดจากสาเหตุการลงชาด รัก ปิดทอง เพียงประการเดียวแต่เกิดจากการยุบ และหดตวัของเน้ือมวล สารในข้นัตอนของการตาก ผ่ึงและสภาพแวดลอ้มของธรรมชาติในขณะน้นัเป็นส าคญั ข้อพิจำรณำ พระสมเด็จ สกุลนี้ปรำกฏกำรแตกลำยงำเป็ นส่วนใหญ่ และไม่ปรำกฏกำรแตกลำยงำก็มีเป็ นบำงส่วน ๗.คราบไขขาว ที่หลายท่านมีความเขา้ใจวา่เป็นคราบแป้งโรยพิมพ์แทท้ี่จริงแลว้ไม่ใช่ ในสมยัจะใชน้ ้า มนัมะพร้าว และน้า มนังาเป็นส่วนส าคญั ในการทาพิมพเ์พราะมีคุณสมบตัิใสและลื่น ส่วนคราบไขขาวที่พบเห็นบริเวณผิวหน้า องคพ์ระน้นัเกิดจากปฏิกิริยาระหว่างน้า มนัที่ทาพิมพก์บัเน้ือมวลสารของพระสมเด็จซ่ึงเป็นไปตามปรากฏการณ์ทาง ธรรมชาติที่ส่วนใหญ่จะพบเห็นได้จากพระในสกุลพระสมเด็จ แต่ปรากฏการณ์ดงักล่าวน้ีก็ไม่ได้เกิดข้ึนกบัพระ สมเด็จทุกองค์คราบไขขาวน้ีจะติดแน่นลา้งออกไดย้าก ไม่สามารถลา้งออกไดด้ว้ยความร้อน และถ้าใช้สารเคมีจะ ท าให้ผิวของพระเสียหาย


43 ข้อพิจารณา พระสมเด็จสกุลนี้ปรากฏคราบไขขาวเป็นส่วนใหญ่โดยเฉพาะวรรณสีสิริมงคล และสีประจ าวัน และวรรณเบญจสิริ ที่ไม่ปรากฏคราบไขขาวก็มีเป็ นบางส่วน ๘. ผงทองนพคุณคือทองค าแท้ เป็ นผงทองจากการตะไบทองของช่างท าทองโดยมีลักษณะเป็ นผงละเอียด หยาบ และเกร็ด ส่วนที่หยาบเป็ นท่อนเล็ก ๆ ที่พบขนาดใหญ่ที่สุดกว้าง ๑.๕ มิลลิเมตร ยาว ๓ มิลลิเมตร โดยประมาณ โรยไวท้ ้งัดา้นหนา้และดา้นหลงัไม่บ่งบอกถึงรูปแบบอาจมีมากบา้งน้อยบา้ง สันนิษฐานว่าเป็นไป โดยอัธยาศัยของผู้กดพิมพ์(ถ้าพบผงทองที่เกิดสนิมสีเขียวแสดงว่าเป็ นผงทองเหลือง ไม่ใช่ของแท้) ข้อพิจารณา พระสมเด็จสกุลนี้ปรากฏผงทองนพคุณโดยวิธีโรยทั้งด้านหน้าและด้านหลังเป็นส่วนใหญ่ในทุกทรงพิมพ์และถ้ามี ผงทองนพคุณผสมอยู่ในเนื้อมวลสารเป็นเอกเทศเรียกว่า “เนื้อมวลสารทองนพคุณ” ๙.ผงแร่เหลก็ไหล คือโลหะเหลก็ที่มีเน้ืออ่อนสีดา มนัเงา วาวละลายและหลอมเหลวไดใ้นอุณหภูมิที่ต่า กวา่แร่เหล็ก ชนิดอื่น ๆ ไดถู้กนา มาย่อยมีขนาดไม่แน่นอนพบท้งัละเอียดและหยาบ กอ้นใหญ่สุดมีขนาดไม่เกิน ๓ มิลลิเมตร และผสมอยู่ในวรรณต่าง ๆ มากบ้าง น้อยบ้าง เป็ นแร่เหล็กที่เป็ นมงคล ไม่เกิดสนิม และหายากมาก ข้อพิจารณา พระสมเด็จสกุลนี้มีผงแร่เหล็กไหลผสมอยู่ในเนื้อมวลสารเป็นบางองค์และถ้ามีผงแร่เหล็กไหลผสมอยู่ในเนื้อมวล สารเป็ นเอกเทศเรียกว่า “เนื้อมวลสารแร่เหล็กไหล” ไม่ลงชาด รัก ๑๐.ผงหินอ่อน จากศิลาจารึกพระคาถาพญาธรรมิกราชอยู่ในสระน้า วดัระฆงัโฆสิตาราม วดัอินทรวิหาร และวดั หงส์รัตนาราม ข้อพจิารณา พระสมเด็จสกลุนี้มีผงหินอ่อนผสมอยู่เป็นบางองค์ลักษณะจะเป็นสีขาวขุ่นดังเช่นหิน อ่อนทั่วไป สีสม ่าเสมอ มีความเก่า ถูกน ามาย่อยละเอียด ขนาดมีความใกล้เคียงกัน ก้อนใหญ่สุดมีขนาดไม่เกนิ๓ มิลลิเมตร (ยกเว้นวรรณสีสิริมงคลและสีประจ าวันจะมีผงหินอ่อน และผงทองนพคุณ เป็นส่วนผสมหลัก) ๑๑. ผงแร่รัตนชาติ(รัตนชาติคือแร่๙ ประเภทที่นา มาใชท้า เป็นเครื่องประดบั ) พบท้งัหมด ๑๒ สีคือ ม่วง คราม น้า เงิน ฟ้า เขียว เหลือง น้า ตาล ส้ม แดง ชมพูดา และขาว แบ่งเป็นสองลกัษณะ ลกัษณะมวลแขง็จะแลดูแกร่งแสง สลัว มันวาว ลักษณะมวลอ่อน จะแลดูแข็ง แต่ไม่แกร่งทึบแสง ไม่มันวาว แห้ง สัณฐานจะกลมหรือเหลี่ยมให้ สังเกตจะมนไม่มีคมถูกน ามาย่อยเป็ นเม็ดเล็ก ๆ ขนาดโดยประมาณ .๕ - ๓ มิลลิเมตร และผสมอยู่ในวรรณต่าง ๆ มากบ้าง น้อยบ้าง


44 ข้อพิจารณา พระสมเด็จสกุลนี้มีผงแร่รัตนชาติผสมอยู่ในเนื้อมวลสารผสมอยู่เป็นบางองค์และถ้ามีผงแร่แร่รัตน ชาติผสมอยู่ในเนื้อมวลสารเป็นเอกเทศเรียกว่า “เนื้อมวลสารแร่รัตนชาติ” ๑๒. มีการลงชาดและลงรัก ดงัน้ีลงชาดสีแดงและลงทบัดว้ยรักสมุกสีต่าง ๆ คือ รักสมุกสีดา รักสมุกสีน้า เงิน รัก สมุกสีเหลือง(หรดาล) เป็นการลงสองช้นับาง ๆ คือลงชาดหน่ึงและลงรักสมุกสีต่าง ๆ หน่ึง การลงชาดรักจะลงท้งั ผิวดา้นหนา้และดา้นหลงัขององคพ์ระ พบวา่ชาดรักมีความเก่ามากใหส้ ังเกตว่าสีของรักดา เหมือนสีของตากุง้รักสีน้า เงินจากพม่าจะดูเป็นสีเทาเขม้ ส่วนรักสีเหลืองหรดาลจะเหมือนสีของหมากสุกแต่คล้า (รักสีเหลืองหรดารน้ีหาไดย้าก มาก) ข้อพิจารณา พระสมเด็จสกุลนี้ลงชาดและลงรักเป็นส่วนใหญ่ ที่ส าคัญชาดรักต้องไม่เป็ นมันเงา ต้องแห้งด้าน ต้องมีการร่อนและลอกออก เป็นแผ่นบาง หรือเป็นขุย ไม่มีลักษณะของการกะเทาะเพราะเป็ นการลงชาดรักบาง ๆ เพียงสองชั้นเท่านั้น การลอกจะเป็ นหย่อม ๆ ไม่ทั่วทั้งองค์ มากบ้างน้อยบ้างตามกาลเวลา และมีลักษณะเป็ นไปโดย ธรรมชาติ ๑๓. ไม่ประดับอัญมณี ไม่ปิ ดทอง ไม่บุทอง ไม่ลงเครื่องมุกแบบจีน ไม่มีตราแผ่นดิน ไม่มีอักขระเลขยันต์ ไม่จาลึก ปี พ.ศ. ไม่ฝังก้างปลา ๑๔. บรรจุกรุ พิจารณาจะพบคราบไขขาว และคราบฝุ่ นเล็กน้อย ไม่พบคราบกรุอื่นใด ด้วยเหตุผลคือสถานที่บรรจุ พระ(กรุ)ไม่ถูกน้า ท่วม ไมถู่กน้า คา้ง คงถูกความร้อน ความเยน็และความช้ืนจากสภาพอากาศกลางวนักลางคืน ตาม ฤดูกาลเท่าน้นั ข้อพจิารณา พระสมเด็จสกลุนี้บรรจุลงหีบปิดไว้อย่างดีแล้วจึงน าลงบรรจุกรุ ๑๕. ผงวิเศษของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ๑๖. การพุทธาภิเษก จัดเป็ นพระราชพิธีหลวงตามโบราณราชประเพณี สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสีเป็ น องคป์ระธาน พระเกจิอาจารยท์ ี่ประพฤติดีปฏิบตัิชอบในยคุน้นัอีกหลายรูปร่วมพิธีในการพุทธาภิเษก วรรณสีสิริมงคล และสีประจ าวัน วรรณสีสิริมงคล และสีประจ าวัน คือสีที่เป็นสิริมงคลใชเ้ป็นสีประจา วนัและแทนธาตุท้งัห้า ไดแ้ก่ธาตุดิน ธาตุน้า ธาตุไม้ธาตุไฟ และธาตุทอง ธาตุท้งัห้าถือเป็นองค์ประกอบที่ส าคญัของทุกสรรพสิ่งในโลกน้ีจึงมีอิทธิพลเกี่ยวกบั ความสัมพนัธ์กนัของสิ่งต่าง ๆ ให้มนุษย์ได้อยู่กับสภาพการณ์ และสภาวะแวดล้อมของโลกได้อย่างสมดุล และมีพลัง


45 ดงัเช่นหยินกบัหยาง สีสิริมงคล ที่นา มาผสมลงในเน้ือพระให้เป็นสีต่าง ๆ นา มาจากหลายประเทศ เช่น จีน เกาหลี และประเทศในยุโรป อันประกอบด้วย สีแดง สีเหลือง สีชมพู สีเขียว สีส้ม สีฟ้า สีม่วง มีท้งัสีอ่อน และสีเขม้ ปะปนกนัเป็นสีหลกัส่วนสีอื่น ๆ ที่พบ เช่น สีขาว สีดา สีน้า ตาล เป็นสีที่ใช้ทา เครื่องถว้ยชามเบญจรงค์ของไทย การพิจารณาสีสิริมงคลน้นัสีแต่ละสีจะมีลกัษณะพิเศษเฉพาะตวักล่าวคือ สีมนัเป็นเงางาม และสดใส เมื่อแห้งแลว้ ไม่ละลายในน้า และในน้า มนัทนต่อสภาวะธรรมชาติไดด้ีไม่หลุดลอกไม่ติดมือและที่ส าคญัสีต่าง ๆ จะไม่สามารถ น ามาผสมกันให้เป็ นสีใหม่ได้ดังเช่นแม่สี พระสมเด็จสกุลน้ีจดัเป็นเน้ือมวลสารลกัษณะเน้ือน้า มนัมีความละเอียด หนึกนุ่ม มนัวาว มีน้า หนกัและแขง็แกร่ง ๑. พิมพ์แม่แบบลักษณะเดิมพบเป็ นจ านวนน้อย พิมพ์แม่แบบลักษณะพัฒนาใหม่พบเป็ นจ านวนมาก ทรง พิมพท์ ี่พบไดแ้ก่พิมพป์ระธานหรือพิมพใ์หญ่ส่วนพิมพอื่น ๆ อาจจะมีบ้างแต่ยังไม่เคยพบเห็น ์ ๒. ปรากฏการแตกลายงาท้งัสองประเภท และไม่แตกลายงา ๓. ผงแร่รัตนชาติ ผงทองนพคุณ ผงแร่เหล็กไหล ผงหินอ่อน จะปรากฏมากบ้าง น้อยบ้าง คือ ปรากฏ ท้งัหมด บางชนิด หรือไม่ปรากฏ ข้อพจิารณา พระสมเด็จสกลุนี้จะมีผงหินอ่อน และผงทองนพคุณ เป็ นส่วนผสมหลัก ๔. ไม่ลงชาด และรัก ๕. ไม่ประดับอัญมณี ไม่ปิ ดทอง ไม่บุทอง ไม่ลงเครื่องมุกแบบจีน ไม่มีตราแผ่นดิน ไม่ลงอักขระเลขยันต์ ไม่จาลึก ปี พ.ศ. ไม่ฝังก้างปลา ข้อพิจารณา ด้านหลังไม่มีพระราชลัญจกร และไม่มีสัญลักษณ์ใด ๆ ๖. ผงวิเศษของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ๗. บรรจุกรุ และการพุทธาภิเษก การพุทธาภิเษกจัดเป็ นพระราชพิธีหลวงตามโบราณราชประเพณี สมเด็จ พระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสีเป็นองคป์ระธาน พระเกจิอาจารยท์ ี่ประพฤติดีปฏิบตัิชอบในยคุน้นัอีก หลายรูปร่วมพิธีในการพุทธาภิเษก


46 วรรณเบญจสิริ วรรณเบญจสิริ คือ สิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นสิริมงคลสูงสุดตามหลกัแห่ง สีสิริมงคลฉัพพรรณรังสีเป็ นส าคัญ ประกอบไปด้วยสีที่เป็ นสิริมงคลห้าสีเป็ นอย่างน้อย ไดแ้ก่สีขาว สีเหลือง สีดา สีเขียว สีแดง และใสดงัแกว้ผลึก และอาจมีสีอื่น ๆ ปะปนอยู่บ้าง เช่น สีน้า ตาล สีเทา และสีฟ้า เป็นตน้ สีต่าง ๆ นา มาจากหลายประเทศ เช่น จีน เกาหลี และ ประเทศในยุโรป เป็นสีที่ใชท้า เครื่องถว้ยชามเบญจรงคข์องไทย โดยมีเน้ือมวลสารขาวเหลือง ขาวนวล เป็ นหลัก แล้วน าสีแต่ละสีมาผสมลงไปลักษณะของศิลป์ ที่เป็ นเส้นสายมีการเรียงตัวตามธรรมชาติอย่างเป็ นเอกเทศ เป็ นศิลป์ สีสิริมงคลฉัพพรรณรังสี การพิจารณาสีสิริมงคลเบญจสิริน้นัสีแต่ละสีจะมีลกัษณะพิเศษเฉพาะตวักล่าว คือ สีมนัเป็นเงางาม และสดใส เมื่อแห้งแลว้ไม่ละลายในน้า และน้า มนัทนต่อสภาวะธรรมชาติไดด้ีไม่หลุดลอก ไม่ติดมือ และที่ส าคัญสีต่าง ๆ จะไม่สามารถน ามาผสมกันให้เป็ นสีใหม่ได้ดังเช่นแม่สี พระสมเด็จสกุลน้ีจดัเป็นเน้ือ มวลสารลกัษณะเน้ือน้า มนัมีความละเอียด หนึกนุ่ม มนัวาว มีน้า หนกัและแข็งแกร่ง ๑. พิมพ์แม่แบบลักษณะเดิมพบเป็ นจ านวนน้อยมาก พิมพ์แม่แบบลักษณะพัฒนาใหม่พบเป็ นจ านวนมาก ทรงพิมพ์ที่พบ ไดแ้ก่พิมพป์ระธานหรือพิมพใ์หญ่พิมพฉ์ตัรสามช้นัพิมพท์รงครุฑ พิมพท์รงคชสาร ส่วนพิมพ์อื่น ๆ อาจจะมีบ้างแต่ยังไม่เคยพบเห็น ๒. ปรากฏการแตกลายงาท้งัสองประเภท และไม่แตกลายงา จ านวนใกล้เคียงกัน ๓. ผงแร่รัตนชาติ(ประเภทมวลแข็ง)ผงทองนพคุณ ผงแร่เหล็กไหล ผงหินอ่อน จะปรากฏมากบ้างน้อย บา้ง คือ ปรากฏท้งัหมด บางชนิด หรือไม่ปรากฏ ๔. ไม่ลงชาด และรัก ๕. ไม่ประดับอัญมณี ไม่ปิ ดทอง ไม่บุทอง ไม่ลงเครื่องมุกแบบจีน ไม่มีตราแผ่นดิน ไม่ลงอักขระเลขยันต์ จาลึก ปี พ.ศ. ไม่ฝังก้างปลา ด้านหลังไม่ปรากฏพระราชลัญจกร และสัญลักษณ์ใด ๆ ๖. ผงวิเศษของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ๗. บรรจุกรุ และการพุทธาภิเษก การพุทธาภิเษกจัดเป็ นพระราชพิธีหลวงตามโบราณราชประเพณี สมเด็จ พระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสีเป็ นองค์ประธาน พระเกจิอาจารย์ที่ประพฤติดีปฏิบตัิชอบในยคุน้นัอีก หลายรูปร่วมพิธีในการพุทธาภิเษก


47 พระสมเด็จวัดพระแก้วที่จัดสร้าง เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๒๕ เน้ือมวลสารที่พบ ดงัน้ีเน้ือมวลสารกงัไส หรือเน้ือน้า มนัและเน้ือมวลสารปูนสอ วรรณลงชำด รัก ลงชำดสีแดงและรักสีด ำ ลงชำดสีแดงและรักสีน ้ำเงินจำกพม่ำ ลงชำดสีแดงและรักสีเหลือง ๑. พุทธศิลป์ ทรงพิมพ์ เป็ นพิมพ์ของพระสมเด็จวัดระฆัง วัดไชโย วัดบางขุนพรหม เช่น พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ ทรงเจดี พิมพ์เกศบัวตูม พิมพ์เส้นด้าย พิมพ์ฐานแซม พิมพ์สังฆาฏิ พิมพ์ปรกโพธิ์ พิมพ์ฐานคู่ พิมพ์อกครุฑ พิมพ์ ฐานเจ็ดช้นัพิมพฐ์านเกา้ช้นัพิมพล์อ้และทรงพิมพอ์ื่น ๆ ที่มีความหมายในทางพุทธศาสนา ๒. เน้ือมวลสาร ลกัษณะเน้ือมวลสารกงัไส หรือเน้ือน้า มนัเน้ือมวลสารปูนสอ ความหนึกนุ่ม ใกลเ้คียงพระ สมเด็จวดัระฆงั ในเรื่องของวรรณลกัษณะขาวต้งัตน้ขาวนวลคลา้ยมุก ขาวข่นุขาวอมเหลืองอ่อน ขาวอมเทา ขาว อมน้า ตาล ข้อพจิารณา พระสมเด็จสกลุนี้เนื้อมวลสารมีลักษณะที่เหมือนกับพระสมเด็จใน ปี พ.ศ. ๒๔๑๑ คือมีความ ละเอียด หนึกนุ่ม มันวาว มีน ้าหนัก แข็งแกร่ง และแห้งจัด สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า และที่ส าคัญใช้มวลสารที่ หายาก และเป็ นสิริมงคลในตัวเอง ๓. พิมพ์แม่แบบลักษณะพัฒนาใหม่ ลักษณะพุทธศิลป์ ทรงพิมพ์เหมือนพระสมเด็จวัดระฆังแต่เน้นสาระ รายละเอียด มีความลงตวัในสัดส่วน สง่างาม มีความคมชดัจดัเป็นวิจิตรศิลป์เป็นพิมพส์องชิ้นประกบกนัจึงไม่ มีการตดัขอบท้งัสี่ดา้น และไม่ปาดหลงั ข้อพิจำรณำ พระสมเด็จสกุลนี้ด้ำนหลังและด้ำนข้ำงขององค์พระจะเรียบ ปรำศจำกรอยแล่ง แต่จะพบรอยเหนอะจำกกำรยุบและหดตัวของเนื้อมวลสำร และรอยหลังกระดำนอันเกิดจำกกำร ใช้รองในขณะผึ่ง ตำก ๔. ดา้นหนา้และดา้นหลงัพิจารณาโดยละเอียดจะพบ เกาะแก่ง หลุมเล็กๆ รอยปูไต่รอยหนอนดน้ทราย ทอง ที่เกิดจากธรรมชาติ และกาลเวลาเป็ นส าคัญ ด้านหลังขององค์พระบางส่วนพบลัญจกร และสัญลักษณ์ต่าง ๆ


48 ดงัน้ีครุฑ จกัร ชฎา ชา้ง ข้อพิจำรณำ พระสมเด็จสกุลนี้ด้ำนหลังปรำกฏสัญลักษณ์ต่ำง ๆ เป็ นส่วนใหญ่ ส่วนพระ รำชลัญจกรพบเห็นเพียงส่วนน้อย ๕. การแตกลายงาขององค์พระจะมีสองประเภท คือ หนึ่งแตกลายงาแบบหยาบ (แบบสังคโลก คือเครื่องถ้วย ชามแบบเก่าในสมยัสุโขทยั) สองการแตกลายงาแบบละเอียด (เหมือนไข่นกปรอท) ท้งัสองลกัษณะร่องรอยการแตก ตัวจะไม่ลึกถ้าดูเผินๆคล้ายไม่แยกจากกัน ต้องใช้กล้องส่องจึงจะเห็นชัด และขอให้จ าเป็ นหลักไว้ว่าการแตกลายงา ขององค์พระไม่ไดเ้กิดจากสาเหตุการลงชาด รัก ปิดทอง เพียงประการเดียวแต่เกิดจากการยุบ และหดตวัของเน้ือ มวลสารในข้นัตอนของการตาก ผ่ึงและสภาพแวดลอ้มของธรรมชาติในขณะน้นัเป็นสา คญั ข้อพจิารณา พระสมเด็จสกลุนี้ปรากฏการแตกลายงาเป็ นส่วนใหญ่ ส่วนน้อยไม่ปรากฏการแตกลายงา ๖. คราบไขขาว ที่หลายท่านมีความเข้าใจว่าเป็ นคราบแป้งโรยพิมพ์ แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่ ในสมัยโบราณจะใช้ น้า มนัมะพร้าวและน้า มนังาเป็นส่วนส าคญั ในการทาพิมพเ์พราะมีคุณสมบตัิใสและลื่น ส่วนคราบไขขาวที่พบเห็น บริเวณผิวหน้าองค์พระน้ันเกิดจากปฏิกิริยาระหว่างน้า มนัที่ทาพิมพก์บัเน้ือมวลสารของพระสมเด็จซ่ึงเป็นไปตาม ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ส่วนใหญ่จะพบเห็นไดจ้ากพระในสกุลพระสมเด็จ แต่ปรากฏการณ์ดงักล่าวน้ีก็ไม่ได้ เกิดข้ึนกบัพระสมเด็จทุกองค์คราบไขขาวน้ีจะติดแน่นล้างออกได้ยาก ไม่สามารถล้างออกได้ด้วยความร้อน และถ้า ใช้สารเคมีจะท าให้ผิวของพระเสียหาย ข้อพิจารณา พระสมเด็จสกุลนี้ปรากฏคราบไขขาวเป็นส่วนใหญ่โดยเฉพาะวรรณสีสิริมงคล และสีประจ าวัน และวรรณเบญจสิริ ที่ไม่ปรากฏคราบไขขาวก็มีเป็ นบางส่วน ๗. ผงทองนพคุณคือทองค าแท้ เป็ นผงทองจากการตะไบทองของช่างท าทองโดยมีลักษณะเป็ นผงละเอียด สม่า เสมอ โรยไวท้ ้งัดา้นหนา้และดา้นหลงัไม่บ่งบอกถึงรูปแบบอาจมีมากบา้งน้อยบา้ง สันนิษฐานว่าเป็นไปโดย อัธยาศัยของผู้กดพิมพ์(ถ้าพบผงทองที่เกิดสนิมสีเขียวแสดงว่าเป็ นผงทองเหลือง ไม่ใช่ของแท้) ข้อพจิารณา พระสมเด็จสกลุนี้ปรากฏผงทองนพคุณโดยวิธีโรยทั้งด้านหน้า และด้านหลังแต่พบเป็นจ านวนน้อย ๘. ผงแร่รัตนชาติ ( รัตนชาติ คือแร่ ๙ ประเภทที่น ามาใช้ท าเป็ นเครื่องประดับ ) พบท้งัหมด ๑๒ สีคือ ม่วง คราม น้า เงิน ฟ้า เขียว เหลือง น้า ตาล ส้ม แดง ชมพูดา และขาว แบ่งเป็นสองลกัษณะ ลกัษณะมวลแข็งจะแลดู แกร่ง แสงสลัว มันวาว ลักษณะมวลอ่อนจะแลดูแข็ง แต่ไม่แกร่ง ทึบแสง ไม่มันวาว แห้ง สัณฐานจะกลมหรือ


49 เหลี่ยมให้สังเกตจะมนไม่มีคมถูกน ามาย่อยเป็ นเม็ดเล็ก ๆ ขนาดโดยประมาณ .๕ - ๓ มิลลิเมตร และผสมอยู่ในวรรณ ต่าง ๆ มากบ้าง น้อยบ้าง ข้อพจิารณา พระสมเด็จสกลุนี้มีผงแร่รัตนชาติลักษณะมวลแข็งผสมอยู่ในเนื้อมวลสารเป็นบางองค์ ๙. มีการลงชาดและลงรัก ดงัน้ีลงชาดสีแดงและลงทบัดว้ยรักสมุกสีต่าง ๆ คือ รักสมุกสีดา รักสมุกสีน้า เงิน รักสมุกสีเหลือง (หรดาล) เป็นการลงสองช้นับาง ๆ คือลงชาดหน่ึง และลงรักสมุกสีต่าง ๆ หน่ึง การพิจารณาชาด รัก การลงชาดรักจะลงท้งัผิวดา้นหนา้และดา้นหลงัขององคพ์ระ พบว่าชาดรักมีความเก่ามากให้สังเกตว่าสีของรัก ดา เหมือนสีของตากุง้รักสีน้า เงินจากพม่าจะดูเป็นสีเทาเขม้ ส่วนรักสีเหลืองหรดาลจะเหมือนสีของหมากสุก (รักสี เหลืองหรดารน้ีหาไดย้ากมาก) ข้อพิจำรณำ พระสมเด็จสกุลนี้ลงชำด และลงรักเป็ นส่วนใหญ่ ที่ส ำคัญชำดรักต้อง ไม่เป็ นมันเงำ ต้องแห้งด้ำน ต้องมีกำรร่ อนและลอกออก เป็ นแผ่นบำง หรือเป็ นขุย ไม่มีลักษณะของกำรกะเทำะ เพรำะเป็ นกำรลงชำดรักบำง ๆ เพียงสองชั้นเท่ำนั้น กำรลอกจะเป็ นหย่อม ๆ ไม่ทั่วทั้งองค์ มำกบ้ำงน้อยบ้ำงตำม กำลเวลำ และมีลักษณะเป็ นไปโดยธรรมชำติ ๑๐. ไม่ประดับอัญมณี ไม่ปิ ดทอง ไม่บุทอง ไม่ลงเครื่องมุกแบบจีน ไม่มีตราแผ่นดิน ไม่มีอักขระเลขยันต์ ไม่จาลึก ปี พ.ศ. ไม่ฝังก้างปลา ๑๑. บรรจุกรุ พิจารณาจะพบคราบไขขาว และคราบฝุ่ นเล็กน้อย ไม่พบคราบกรุอื่นใด ด้วยเหตุผลคือสถานที่ บรรจุพระ(กรุ)ไม่ถูกน้ าท่วม ไม่ถูกน้ าค้าง คงถูกความร้อน ความเย็นและความช้ืนจากสภาพอากาศกลางวนั กลางคืน ตามฤดูกาลเท่าน้นัข้อพจิารณา พระสมเด็จสกลุนี้บรรจุลงหีบปิดไว้อย่างดีแล้วจึงน าลงบรรจุกรุ ๑๒.ผงวิเศษของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสีที่เก็บรักษาไวร้วมท้งัการย่อยสลายพระสมเด็จที่หัก ชา รุดจา นวนหน่ึง และจากผงวิเศษของพระเกจิอาจารยท์ ี่ประพฤติดีปฏิบตัิชอบในยคุน้นั ๑๓. บรรจุกรุ และการพุทธาภิเษกจัดเป็ นพระราชพิธีหลวงตามโบราณราชประเพณี โดยพระเกจิอาจารย์ที่ ประพฤติดีปฏิบตัิชอบในยคุน้นั


50 วรรณสีสิริมงคล และสีประจ าวัน วรรณเบญจสิริ วรรณเบญจสิริ คือ สิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นสิริมงคลสูงสุดตามหลักแห่งสีสิริมงคลฉัพพรรณรังสีเป็นส าคัญ ประกอบไปดว้ยสีที่เป็นสิริมงคลห้าสีเป็นอยา่งนอ้ย ไดแ้ก่สีขาว สีเหลือง สีดา สีเขียว สีแดง และใสดังแก้วผลึก และอาจมีสีอื่น ๆ ปะปนอยู่บ้าง เช่น สีน้า ตาล สีเทา และสีฟ้า เป็นตน้ สีต่าง ๆ นา มาจากหลายประเทศ เช่น จีน เกาหลี และประเทศในยุโรป เป็ นสีที่ใชท้า เครื่องถว้ยชามเบญจรงคข์องไทย โดยมีเน้ือมวลสารขาวเหลืองขาวนวล เป็ นหลัก แล้วน าสีแต่ละสีมาผสมลงไป ลักษณะขององค์พระโดยรวมศิลป์ เป็ นจิตกรรมฝาผนัง (แสดงลักษณะต่าง จาก พระสมเด็จสกุลน้ีใน ปีพ.ศ.๒๔๑๑) การพิจารณาสีสิริมงคลเบญจสิริน้ันสีแต่ละสีจะมีลกัษณะพิเศษเฉพาะตัว กล่าวคือ สีมนัเป็นเงางาม และสดใส เมื่อแห้งแลว้ไม่ละลายในน้า และน้า มนัทนต่อสภาวะธรรมชาติไดด้ีไม่หลุด ลอกไม่ติดมือ และที่ส าคัญสีต่าง ๆ จะไม่สามารถน ามาผสมกันให้เป็ นสีใหม่ได้ดังเช่นแม่สี พระสมเด็จสกุลน้ีจดัเป็น เน้ือมวลสารลกัษณะเน้ือน้า มนัมีความละเอียด หนึกนุ่ม มนัวาว มีน้า หนกัและแขง็แกร่ง หลักในการพิจารณาทั้งสองวรรณ ๑. พิมพแ์ม่แบบลกัษณะพฒันาใหม่ท้งัหมด ทรงพิมพท์ ี่พบไดแ้ก่พิมพป์ระธานหรือพิมพใ์หญ่เป็นหลกั ลักษณะพุทธศิลป์ ทรงพิมพ์เหมือนพระสมเด็จวัดระฆัง ส่วนพิมพ์อื่น ๆ อาจจะมีบ้างแต่ยังไม่เคยพบเห็น ๒. ปรากฏการแตกลายงาท้งัสองประเภทนอ้ยมาก ส่วนใหญ่ไม่แตกลายงา ๓. ผงแร่รัตนชาติ ผงทองนพคุณ ผงแร่เหล็กไหล และผงหินอ่อน จะปรากฏน้อยเป็ นบางชนิด หรือไม่ปรากฏ ๔. ส าหรับวรรณเบญจสิริ ไม่ปรากฏผงแร่รัตนชาติ ผงทองนพคุณ ผงแร่เหล็กไหล และผงหินอ่อน ๕. ไม่ลงชาด และรัก ๖. ไม่ประดับอัญมณี ไม่ปิ ดทอง ไม่บุทอง ไม่ลงเครื่องมุกแบบจีน ไม่มีตราแผ่นดิน ไม่ลงอักขระเลขยันต์ ไม่จาลึก ปี พ.ศ.ไม่ฝังก้างปลา ด้านหลังไม่มีพระราชลัญจกร และไม่มีสัญลักษณ์ใด ๆ ๗.ผงวิเศษของสมเด็จพระพุฒาจารย(์โต)พรหมรังสีที่เก็บรักษาไวร้วมท้งัการยอ่ยสลายพระสมเด็จที่หกั ชา รุดจา นวนหน่ึงและจากผงวิเศษของพระเกจิอาจารยท์ ี่ประพฤติดีปฏิบตัิชอบในยคุน้นั บรรจุกรุ การพุทธาภิเษก จดัเป็นพระราชพิธีหลวงตามโบราณราชประเพณีโดยพระเกจิอาจารยท์ ี่ประพฤติดีปฏิบตัิชอบในยคุน้นัจา นวน ๑๐๘ รูป


51 ประวัติและหลักการพิจารณาพระสมเด็จตะกั่วห่อชาวัดลครท า อาจารย์ไพรพนา ศรีเสน วดัลครทา เป็นวดัราษฎร์ต้งัอยู่ใน ตา บลบา้นช่างหล่อ อา เภอบางกอกน้อย จงัหวดักรุงเทพฯ (ธนบุรี เดิม) ใกล้กับวัดระฆัง สร้างในปี พ.ศ. ๒๓๙๔ ในรัชสมยัสมเด็จพระพุทธเลิศหลา้นภาลยั (ร.๒) ผูส้ร้างวดัน้ีมี อาชีพเป็ นนายโรงละครนอกชื่อนายบุญยัง ชาวบ้านเรียกกันว่า นายบุญยัง ละครนอก เหตุที่เรียกกนัอยา่งน้ีก็เพราะ ในยุคน้นัต้งัแต่เริ่มก่อต้งักรุงรัตนโกสินทร์เป็นยุคที่มีการฟ้ืนฟูศิลปะวิทยาการ และ วฒันธรรมที่เคยมีต้งัแต่สมยั กรุงศรีอยุธยา ซึ่งศิลปะแขนงหนึ่งทางด้านการแสดง คือ ละคร ก็ได้มีการแบ่งเป็ นละครใน และละครนอก (ละครในฝึ กเฉพาะในวังเป็ นผู้หญิงล้วน ส่วนละครนอกฝึ กภายนอกวังเป็ นผู้ชายล้วน และห้ามใช้ผู้หญิง) ในสมัย น้นัมีละครอยู่สองคณะ คือละครในของเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี และ ละครนอกของนายบุญยังซึ่งมีฐานะดี มากอันเนื่องมาจากเป็ นนายละคร และ เป็นผูท้ี่มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง จึงไดส้ร้าง วดัข้ึนในบริเวณน้ีชาวบา้นไดช้่วยกนัต้งัชื่อวา่ “วัดละครท า ” ต้งัแต่น้นัมา เรื่องราวของวดัละครทา น้นัมีเรื่องเกี่ยวขอ้งกบัสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสีคือท่านไดส้ร้างพระ เจดียน์อนสององค์ไวท้ ี่วดัน้ีโดยหลกัฐานจากเรื่องเล่าในหนังสือประวตัิเจา้ประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ของพระมหาเฮง อิฏฐาจาโร ฉบับ พ.ศ. ๒๔๙๙ และอีกหลายๆท่าน ดังความว่า “ ในการก่อสร้างน้นั ปรากฎว่า เจา้ประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสีไดส้ร้างถาวรวตัถุหลาย อย่าง และท่านมักสร้างของแปลกๆ ของโตๆ ท่านได้สร้างพระเจดีย์นอนที่หลังโบสถ์วัดละครท าไว้สององค์หัน หนา้เขา้หากนั (ปัจจุบนัร้ือทิ้งแลว้) มูลเหตุที่ท่านไดส้ร้างพระเจดียน์อนน้นัเล่ากนัว่าเกิดจากท่านไดป้รารภว่าแต่ เดิมพระเจดียท์ ี่สร้างกนัน้นัสา หรับบรรจุพระธรรม เรียกกนัวา่ พระธรรมเจดีย์แต่ในกาลปัจจุบันความประสงค์ แปรเปลี่ยนไปเป็นเพื่อบรรจุอฐัิธาตุของสกุลวงศ์หรืออุทิศใหผ้ตู้าย จดัเป็นอนุสาวรียเ์ฉพาะบุคคล ดงัน้นัท่านจึง ไดส้ร้างพระเจดียน์อนไวเ้ป็นปริศนาธรรม ซ่ึงมีความหมายวา่ต่อไปเบ้ืองหนา้จะไม่มีผใู้ดสร้างพระธรรมเจดียอ์ีก แล้ว ” พระอาจารยจ์ิ้ม กนัภยั (พระภิกษุวงศ์สุธรรมโม) ปัจจุบนัมรณภาพ เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๒ สิริอายุ ๘๕ ปี (๕๐ พรรษา ) จ าพรรษาอยู่ที่วัดดงมูลเหล็ก บางกอกน้อย เป็ นผู้ที่ได้ครอบคลองพระสกุลสมเด็จ ไว้มากมาย ได้เล่าถึงมูลเหตุในการสร้าง พระเจดีย์นอน ความว่า


52 คราวหนึ่ง ประมาณ ปี พ.ศ. ๒๔๑๔ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ได้มาเป็ นพระ อุปัชฌาย์ที่วัดละครท าและได้ปรารภกับสานุศิษย์ถึงการสร้างพระเจดีย์นอน และการบรรจุพระสมเด็จเพื่อเป็ นที่ เคารพสักการะแก่ประชาชนในกาลขา้งหนา้จึงไดส้ร้างพระสมเด็จตะกวั่ห่อใบชาข้ึน ( เรียกว่าพระสมเด็จตะกวั่ห่อ ชา ) โดยการท าพิมพ์ของช่างจากทีมบ้านช่างหล่อใช้แบบของพระสมเด็จในสกุลวัดระฆัง และ จดัทา ข้ึนมาใหม่ใน บางส่วนเป็นพิมพส์องชิ้นประกบกนัแบบกดปั๊ม และตดัขอบในภายหลงั (ซ่ึงน่าสนใจอยู่ตรงที่ว่าพิมพข์องพระ สมเด็จตะกวั่ห่อชาชุดน้ีมีพิมพข์องพระสมเด็จวดับางขุนพรหมปะปนมาหลายพิมพ์และน่าเชื่อไดว้่าน่าจะจดัสร้าง ในเวลาใกล้เคียงกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมด้วย ) ท าพิธีลงพระสูตรคาถาร่วมกับพระสมเด็จวัดระฆังชุดปิ ด ทองทึบ ( ชุดปิ ดทองทึบ เป็ นชุดที่เก็บไว้บนเพดานวิหารวัดระฆัง ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็ นกรุสุดท้าย ) พิมพ์พระสมเด็จตะกั่วห่อชา มีดังนี้ ๑. พิมพ์พิมพ์ใหญ่ ๒. พิมพ์ฐานเส้นด้าย ๓. พิมพ์ทรงเจดีย์ ๔. พิมพ์สังฆาฏิ ๕. พิมพ์ฐานคู่ ๖. พิมพ์ฐานแซม ๗. พิมพ์เกศบัวตูม ๘. พิมพ์ปรกโพธิ์ ๙. พิมพ์ทรงประมูล ๑๐. พิมพ์สามเหลี่ยม (หน้าหมอน) ๑๑. พิมพห์นา้จวั่ ๑๒. พิมพ์กลีบบัว ๑๓. พิมพ์ขอบกระด้ง ๑๔. พิมพ์เล็บมือ ๑๕. พิมพ์อกครุฑเศียรบาตร


53 พระสมเด็จตะกวั่ห่อชา พระอาจารยจ์ิ้ม กนัภยั ( พระภิกษุวงศ์สุธรรมโม) ไดเ้ล่าใหฟ้ ังวา่ ในสมยัน้นัมีชาวจีน ที่มีความเคารพนับถือเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสี ไดน้า ชาช้นัดีมาถวายมากมาย (การรักษา คุณภาพของชาในสมยัโบราณในประเทศจีนน้นัหน่ึงในหลายๆวิธีที่คือการห่อดว้ยแผ่นตะกวั่บางๆ )และตะกวั่ห่อ ใบชาเหล่าน้ีเองที่เป็นที่มาของการสร้างพระสมเด็จตะกวั่ห่อชาวดัลครทา พิมพแ์ม่แบบทา ดว้ยหินลบัมีด และโลหะ ลกัษณะกดปั๊มแลว้ตดัขอบเป็นพิมพน์ ิยมซ่ึงเป็นพระสมเด็จเน้ือโลหะหลงัแบบทุกองค์มีความหนาประมาณ ๐.๖ มิลลิเมตร โลหะตะกวั่บางอ่อนนิ่ม ผิวพระแห้ง ปรากฏสนิมแดง สนิมตะกวั่คราบไขขาว คราบปูน และคราบฝุ่ น บางๆ เกาะติด ที่ส าคัญมีลักษณะสึกกร่อนไปตามกาลที่ถือเป็ นหลักการตามธรรมชาติ บางองค์ด้านหลังมีจารพระ คาถาไวด้ว้ย (แต่พบเป็นส่วนน้อยมาก) มีดว้ยกนัหลายพิมพ์ไดแ้ก่พิมพพ์ ิมพใ์หญ่พิมพฐ์านเส้นดา้ย พิมพท์รง เจดีย์ พิมพ์สังฆาฏิ พิมพ์ฐานแซม พิมพ์ทรงประมูล พิมพ์สามเหลี่ยม (หน้าหมอน) ฯ ล ฯ หรืออาจกล่าวได้ว่าพระ สมเด็จเนื้อผงของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสีมีพิมพ์อย่างไร พระสมเด็จตะกั่วห่อชาก็จะ เป็ นพิมพ์อย่างนั้น การค้นพบ ในราวปี พ.ศ. ๒๕๐๓–๒๕๐๔ ทางวดัละครทา ได้ร้ือพระอุโบสถหลังเดิมเพื่อสร้างพระ อุโบสถหลงัใหม่ โดยไดพ้บพระชุดน้ีในพระอุโบสถ และในวิหาร ส่วนในพระเจดียน์อนท้งัสององคท์ ี่นกัสะสม พระในสมยัน้นัเขา้ใจว่าจะมีพระสมเด็จกลบัไม่มี(ในเรื่องน้ีคุณธงชยัพลอยช่าง สกุลเดิม อิศรางกูร ณ อยุธยา ปัจจุบันมีอายุ ๘๑ ปีเป็นผชู้า นาญการทางดา้นช่างป้ันพระปฏิมากร เล่าวา่ขณะน้นัมีอายไุด้๑๙ ปีไดม้ีโอกาสเขา้ ไปดูพระชุดน้ีในพระอุโบสถ และในวิหาร เห็นว่ามีจ านวนมาก ประมาณพันเศษเห็นจะได้ ตอนแรกยังไม่มีใครรู้ มากนักแต่ต่อมาสักสองสามวันเห็นจะได้นักสะสมพระก็แห่กันมาเต็มวัด แต่พระส่วนใหญ่จะตกอยกู่บัหลวงตาจิ้ม ส่วนท่านเองไดม้าสี่องค์ซ่ึงไดใ้ส่ตลบัข้ึนคอบูชามาจนถึงปัจจุบนั ) ซ่ึงพระสมเด็จส่วนใหญ่หรือแทบจะท้งัหมด ตกอยู่กบัพระอาจารย์เนื่องดว้ยไดท้ราบข่าวจากช่างที่ทา การร้ือบูรณะซ่ึงเป็นสานุศิษยของ์ ท่านจึงได้ขอบูชาไว้ เป็นส่วนใหญ่นกัสะสมพระรุ่นเก่าๆพอจะทราบอยู่บา้งแต่เนื่องจากพระส่วนใหญ่ถูกเก็บไวจ้ึงไม่แพร่หลาย คง แจกใหเ้ฉพาะผทู้ี่มีความศรัทธา และสานุศิษยใ์กลช้ิดเท่าน้นัซ่ึงในปัจจุบนัถือเป็นวตัถุโบราณ และเป็นมงคลวตัถุที่ หายากมาก และไม่นิยมท าการตลาดในแง่พุทธพาณิชย์ แต่ในแง่ “ พุทธคุณ และอิทธิคุณ ” ในคราวที่ไปกราบ นมัสการ หลวงพ่อวงศ์ หรือพระครูบาชัยยะวงศ์สา แห่งวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม จังหวัดล าพูน ได้น า พระ สมเด็จวดัพระแกว้พระสมเด็จปิดทองทึบ และพระสมเด็จตะกวั่ห่อชาวดัละครทา ไปให้ท่านตรวจสอบดวยฌาน้ สมาบัตร ท่านได้กล่าวว่ามีมงคลพระคาถาพุทธคุณและอิทธิคุณแห่งสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี สูงมาก


54 อ้างอิง ๑. ประวตัิวดัทวั่ราชอณาจกัร เล่ม ๒ กรุงเทพฯ :กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๕๒. ๒. ประวัติเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต ) พรหมรังสี วัดระฆังโฆสิตาราม เรียบเรียงโดย พระมหา สมคิด ปิ ยวัณโณ ป.ธ.๙ กรกฎาคม ๒๕๕๐ ๓. จากเรื่องเล่าในหนังสือประวัติเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ของพระมหาเฮง อิฏฐาจาโร ฉบับ พ.ศ. ๒๔๙๙ ๔. จากหนังสือ สี่สมเด็จ เรียบเรียงโดย นายสุคนธ์ เพียรพัฒน์ ส านักพิมพ์ แออล ซี เพรส ๒๕๒๗ ๕. ประสบการณ์ตรง พระภิกษุวงศ์สุธรรมโม (พระอาจารยจ์ิ้ม กนัภยั) วดัดงมูลเหลก็กรุงเทพฯ ๖. ประสบการณ์ตรง คุณธงชยัพลอยช่าง ช่างป้ันพระปฏิมากร บ้านช่างหล่อ บางกอกน้อย กรุงเทพฯ


55 หลักการพิจารณาพระสมเด็จตะกั่วห่อชาวัดละครท า อาจารย์ไพรพนา ศรีเสน หลักการพิจารณาพระสมเด็จตะกั่วห่อชาวัดละครท า ๑. ทรงพิมพ์ และพุทธศิลป์ จ าให้แม่นย าว่ามีกี่ทรงพิมพ์ และแต่ละพิมพ์มีพุทธศิลป์อย่างไร หลักส าคัญคือ พิมพส์มเด็จวดัระฆงัและพิมพส์มเด็จบางขุนพรหม มีอย่างไร พิมพข์องพระสมเด็จตะกวั่ห่อชาก็เป็น อยา่งน้นั ๒. พิมพ์แม่แบบทา ด้วยหินลบัมีด และโลหะ ลกัษณะกดปั๊มแลว้ตดัขอบเป็นพิมพ์นิยมขนาดความหนา โดยประมาณ ๐.๖ มิลลิเมตร ความกว้างและความยาวเป็ นมาตรฐานของพระสมเด็จวัดระฆังและบางขุน พรหม แต่มีลักษณะที่ต่างคือหลังแบบทุกองค์(หลังแบบคือลักษณะด้านหลังของแผ่นตะกั่วที่ เหมือนกับด้านแต่จะเป็ นล่องจากการกดแบบพิมพ์) และบางองค์ด้านหลังจะจารพระคาถาไว้ซึ่งพบเป็ น ส่วนน้อย ๓. โลหะตะกวั่บางอ่อนนิ่ม เหนียวสามารถพับได้ผิวพระแห้ง ปรากฏสนิมแดง สนิมตะกั่วคราบไขขาว คราบปูน และคราบฝุ่ นบางๆ เกาะติด ที่ส าคัญมีลักษณะสึกกร่อนไปตามกาลที่ถือเป็ นหลักการแห่ง ธรรมชาติ สนิมตะกั่ว ๑.ชินเขียว-สนิมไข เช่น พระหูยานชินเขียว พระชินเขียวเป็นพระที่นิยมเล่นกนันอ้ยในปัจจุบนัน้ีคงนิยมกันใน ส่วนพระชินเงินและพระตะกวั่สนิมแดง ซึ่งยังคงมาแรงในค่านิยมปัจจุบัน ๒.ชินเงินแก่เงิน-สนิมตีนกา เช่น พระกรุวัดราชบูรณะ อยุธยา ๓.ชินเงินแก่ตะกวั่เช่น พระกา แพงขาวกา แพงเพชร ๔.ตะกวั่-สนิมแดง เช่น พระร่วงหลังรางปื น สุโขทัย พระสมเด็จตะกวั่ห่อชาวดัละครทา ๕.พระตะกวั่สนิมแดง พระเน้ือตะกวั่เมื่ออยใู่นกรุที่มีความร้อนช้ืนเป็นเวลาหลายร้อยปีจะเกิด สนิมตะกวั่สีแดง ข้ึนและคลุมดว้ยคราบไขคลา้ยหินปูนอีกช้นัหน่ึงเมื่อลา้งคราบหินปูนออกด้วยกรรมวิธีที่ถูกต้อง ก็จะเห็นผิว สนิมแดงที่เป็ นธรรมชาติ คือ ปริราน เหมือนใยแมงมุมทวั่ๆ ท้งัองคพ์ระที่เป็นสนิมแดงน้นัๆ


56 ๖.ชินแก่ตะกวั่พระชินแก่ตะกวั่มกัจะไม่มีรอยปริรานหรือระเบิดของชินใหเ้ห็นเน้ือจากตะกวั่มีความอ่อนตัว อยู่แต่จะพบคราบสนิมชินตะกวั่เป็นคราบดา ๆ อยตู่ามซอกต่างๆ ขององคพ์ระ ส่วนบริเวณที่มีการสัมผัสมาก จะคลา้ยตะกวั่ ๗.ชินตะกวั่ หรือชินสังฆวานรเป็ นโลหะผสมระหว่าง ตะกวั่กบั ปรอท พระเครื่องที่สร้างถา้แก่ตะกวั่สนิม จะมี สีด า หรือมีสนิมไขขาว เกาะแน่น ตามอายกุารสร้าง (สนิมตะกวั่ มีสีด า หรือมีไขขาว)ถ้าองค์พระที่สร้าง แก่ ปรอทจะมีสนิมไขขาว ภายในสีแดง หรือที่เรียกว่า "พระสนิมแดง" สนิมของปรอทจะมีสีแดง


57 บทความ การวิเคราะห์พระสมเด็จในทุกสกุล อาจารย์ไพรพนา ศรีเสน การวิเคราะห์พระสมเด็จในทุกสกุลน้นั ไม่เนน้ ในเรื่องของจุดตา หนิและทรงพิมพเ์ป็นหลกัแต่จะเนน้เรื่อง ของพุทธศิลป เน้ือมวลสาร และความเป็ นไปตามธรรมชาติ เป็ นส าคัญ ด้วยสาเหตุก็เพราะว่าในสมัยที่ท่านสร้าง พระสมเด็จต้งัแต่ ปีพ.ศ. ๒๓๔๘ ก็ดว้ยเจตนาแห่งการสืบทอดพระพุทธศาสนาเป็นสา คญัมิไดม้ีเจตนาที่จะแปลงค่า เป็นราคา สมยัที่ท่านสร้างพระสมเด็จน้นัพิมพแ์ม่แบบมีหลากหลายแบบหลากหลายฝีมือดงที่ได้เขียนไว้ให้อ่านแล้ว ั และที่ส าคญัผูช้่วยท่านก็มีมากท้งัพระ เณร แม่ชีและ ฆราวาส ก่อนน้ันพระสมเด็จที่ท่านสร้างกองอยู่ในหอฉันท์ และหอระฆัง เต็มบาตร เต็มกระบุง ไม่มีค่าเป็ นราคาแต่คุณค่ากลับอยู่ที่ความศรัทธาในองค์สมเด็จท่านเป็ นส าคัญ จึงไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะต้องท าต าหนิไว้ที่แม่พิมพ์เหมือนดังเช่นในปัจจุบัน ส่วนในปัจจุบันมีการวิเคราะห์พระสมเด็จโดยใช้จุดต าหนิเป็ นหลักส าคัญก็ถือว่าเป็ นความเชื่อของแต่ละ บุคคล แต่มีเหตุผลในเชิงแยง้ว่าการกดพิมพใ์นยคุน้นัต่างคนต่างทา ไม่มีกฎเกณฑอ์ะไรที่แน่นนอน บางองคส์มส่วน สวยงาม บางองคห์ยาบมีตา หนิไปตามเหตุและปัจจยัต่าง ๆ เช่น กดพิมพไ์ปมาก ๆ เน้ือมวลสารติดพิมพแ์คะลา้งออก ไม่หมดก็อาจจะก่อใหเ้กิดความผิดเพ้ียนไปได้ขณะถอดพระออกจากพิมพอ์าจบิดเบ้ียว ชา รุดเสียหาย เป็นตน้ ท้งัหมดก็ไม่ไดม้ีการคดักรองอย่างไรคงรวม ๆ กนั ให้เป็นจา นวนตามความประสงค์เท่าน้นันอกจากน้นั การตากผ่ึงก็ทา ให้เกิดความเสียหายไดเ้ช่นเดียวกนัที่สา คญัพระสมเด็จเน้ือผงมวลสารที่มีอายุมากกวา่ร้อยปีย่อมตอ้ง ผ่านกาลเวลาแห่งธรรมชาติที่เป็ นตัวแปรที่ส าคัญ ถ้าพระที่ถูกบรรจุกรุยงิ่ตอ้งพิจารณาในเรื่องของหลกัธรรมชาติเป็น ส าคัญโดยเฉพาะพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม และพระสมเด็จที่บรรจุกรุอีกหลายกรุที่ยังไม่เป็ นที่ยอมรับในวงการ การที่เราใฝ่หาพระสมเด็จน้ันตอ้งถามใจตนเองก่อนว่าเพื่ออะไร และก็ตอ้งใคร่ครวญคิดให้ดีก่อนที่จะตอบคา ถาม ให้กบัตนเอง ถา้เรามุ่งที่ความศรัทธาต่อองคส์มเด็จท่านเป็นที่ต้งัเราก็จะตอ้งหมนั่ศึกษาหาความรู้ดว้ยเหตุและผล แต่ ถ้าเรามีความศรัทธาและแปลงค่าเป็ นทรัพย์สินได้ก็ต้องเข้าสู่สังคมพระสมเด็จในปัจจุบันที่มีค าตอบส าเร็จรูปให้เราไว้ แล้วและคงต้องใช้ทุนทรัพย์ที่สูงมาก ๆ นี่เป็นเพียงเหตุผลเบ้ืองตน้ที่ลองหยบิยกมาใหไ้ดพ้ ิจารณากนัเท่าน้นัขอ้เขียน น้ีหวงัวา่พอจะเป็นแนวทางใหทุ้กท่านไดใ้ชเ้ป็นเหตุเพื่อหาผลต่อไป


58 การสร้างดินสอมหาชัย(ดินสอเหลือง) ของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสี อาจารย์ไพรพนา ศรีเสน ดินสอมหาชัยหรือดินสอเหลือง คือวัตถุมงคลที่น ามาเขียนอักขละเลขยันต์ในขณะเจริญพระสูตรคาถา เขียน ลบและไดผ้งวิเศษนา มาเป็นส่วนผสมที่สา คญัยงิ่ในการสร้างพระสมเด็จ การสร้างดงัน้ี ใชด้ินสอพองบดละเอียด หรือนา ดินสอพองแช่น้า พอละลายผสมเขา้กบัน้า ขา้วและน้า ออ้ยเพื่อให้เกิดการจบั ตวัสามารถป้ันเป็นแท่งข้ึนรูปได้จากน้นัตากให้แห้งและยอ้มดว้ยน้า เถาตา ลึงค้นัอย่างเขม้ขน้เพื่อป้องกนัดินสอและ ผงติดมือขณะเขียน น ามาเขียนลบขณะเจริญพระสูตรคาถา เมื่อเขียนลบจนได้ผงวิเศษแล้วจึงน ามาผสมกับมวลสาร มงคลต่าง ๆ แล้วจัดสร้างเป็ นพระสมเด็จต่อไป จึงเป็นที่มาของคา พูดจากผใู้กลช้ิดสมเด็จและนกัสะสมพระในสมยัโบราณวา่“พระสมเด็จน้นัสา เร็จต้งัแต่ได้ เป็ นผงวิเศษแล้ว”


59 การเรียกชื่อพระสมเด็จในสมัยโบราณ อาจารย์ไพรพนา ศรีเสน พระสมเด็จในปัจจุบนัถา้กล่าวถึงทุกท่านคงทราบ และเป็นที่เขา้ใจดีว่า เป็นพระเน้ือผง เน้ือดิน หรือเน้ือ โลหะ ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสีสร้าง และจดัสร้างข้ึน แต่จะมีสักกี่ท่านที่ทราบว่าพระสมเด็จพิมพ์ ต่างๆน้นัอาจารย์และผรูู้้ที่นิยมสะสมพระสมเด็จในสมัยโบราณเขาเรียกขานกันอย่างไร วนัน้ีจะขอพูดคุยกนั ในเรื่องของ “พิมพ์ใหญ่” ที่นักนิยมเล่นพระ หรือ “เซียน” ในปัจจุบันเรียกขานกัน ค าว่าพิมพ์ใหญ่ถ้าย้อนกลับไปในสมัยโบราณ เขาจะเรียกกันว่าพิมพ์ทรงชายจีวร (ดังจะเห็นได้จำกบันทึก ของหลวงปู่ ค ำ (สมเด็จ “โต”ท่ำนเรียกหลวงพี่ค ำ) หลวงปู่ ค ำคือผู้ที่ใกล้ชิดสมเด็จฯ และมีได้บันทึกจ ำนวนพิมพ์ของ พระสมเด็จไว้ที่ถือเป็ นหลักฐำนทำงลำยลักษณ์อักษรที่ใช้อ้ำงอิงกันในปัจจุบัน) มีท้งัหมดสามพิมพ์ดงัน้ี ๑. พิมพ์ทรงชายจีวรบาง ๒. พิมพ์ทรงชายจีวรหนา ๓. พิมพ์ทรงชายจีวรแข็ง (จีวรเส้นลวด) ส่วนค าว่าพิมพ์ใหญ่ในสมัยโบราณ มีที่มาจากพิมพ์คะแนน (มีพุทธคุณ และอิทธิคุณ เท่าเทียมกับพระสมเด็จ พิมพ์อื่นๆทุกประการ) กล่าวคือ พิมพ์คะแนนเป็ นพระพิมพ์ที่เป็ นสัญลักษณ์ของจ านวนการผลิตเพื่อง่ายต่อการจดจ า เช่น คะแนนร้อย คะแนนพัน และคะแนนหมื่น จะมีขนาดที่เล็กใหญ่ไล่กันไปในขนาดที่พอเหมาะแต่จะใหญ่กว่า พิมพธ์รรมดาโดยทวั่ ไป นี่แหละที่โบราณเรียกว่า “พระพิมพ์ใหญ่” ที่ปัจจุบันน ามาเรียกแทนพิมพ์ประธานในสมัย โบราณนนั่เอง ในส่วนที่เรียกขานเป็นอยา่งอื่น เช่น ทรงพิมพช์ิ้นฟัก ทรงพิมพช์ะลูด ทรงพิมพอ์กทรงกระบอก ทรงพิมพ์ อกทรงสามเหลี่ยม ฯลฯ ลว้นนิยมเรียกกนั ในภายหลงัท้งัสิ้น ส่วนค าว่า “ พิมพ์พระประธาน ” เป็ นค าเรียกพระพิมพ์ที่เปรียบกับพระประธานในพระอุโบสถ จะมีพุทธ ลกัษณะที่สา คญัดงัน้ีพุทธลกัษณะพิเศษ มีพระเนตร พระกรรณ พระนาสิก และพระโอษฐ์ ปรากฏเด่นชดัพระ เกศคมเรียวงามจรดซุ้ม สังฆาฏิพาดคลุมจากพระอังสาจรดพระนาภี วนัน้ีคุยกนัเท่าน้ีก่อนนะครับ คราวหนา้ผมจะ มาคุยเรื่องน้ีต่อ


60 ปูนหอยหรือปูนเปลือกหอยกบัการสร้างพระเนื้อผง อาจารย์ไพรพนา ศรีเสน วนัน้ีผมอยากจะเผยแพร่ความรู้ในเรื่องของส่วนผสมหลกัในการสร้างพระเน้ือผง คือปูนเปลือกหอย อนั เป็นที่เขา้ใจยงัไม่ตรงกนับางท่านพูดถึงเรื่องน้ีจนเป็นประเด็นการขดัแยง้ที่ยงัหาขอ้ สรุปไม่ได ้อย่างไรก็ดีผมอยาก ใหย้ดึถือตามแนวทางวิทยาศาสตร์เป็นสา คญัเพราะเป็นสิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้ ปูนเปลือกหอย ชื่อทางวิทยาสาสตร์เรียก CaO เป็ นผงสีขาวลักษณะมันวาว ตกผลึกคืนสภาพเป็ น Calcite (CaCO3) หรือเรียกว่าปูนเพชร เปลือกหอยจะมีสารประกอบส าคัญคือหินปูน แคลเซียมคาร์บอเนต (calcium carbonate) aragonite หรื อ calcite หรือท้ังสองอย่างปนกัน หรื ออาจจะเป็ นพวกแคลเซียมฟอสเฟต (calcium phaosphate) ซิลิกา (silica) อะลูมินา (alumina) และอาจมีออกไซด์ของเหล็กปนอยู่บ้างแต่สารประกอบส่วนใหญ่ที่ พบคือแคลเซียมคาร์บอเนต (calcium carbonate, CaCO3 ) เมื่อน าเปลือกหอยมาสะตุจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของ สารประกอบภายในเปลือกหอยจากแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3 ) เป็ นแคลเซียมออกไซด์ (calcium oxide, CaO) และคาร์บอนไดออกไซด์ (carbon dioxide, CO2 ) ซึ่งแคลเซียมออกไซด์ที่ได้จะเป็ นของแข็ง เมื่อน ามาบดจะเป็ นผง สีขาวที่เรียกว่าปูนขาวหรือปูนหอย “ ปูนเปลือกหอยที่นิยมส่วนใหญ่จะเป็นปูนจากหอยประเภทกาบเดี่ยว และกาบ คู่ทั้งหอยน ้าเค็มและหอยน ้าจืด เช่น หอยโข่ง หอยสังข์ หอยขม หอยแครง หอยเบี้ยและหอยตลับ เพราะให้เนื้อปูน ได้มากกว่าและมีคุณภาพดี ปูนเปลือกหอยมีคุณสมบัติที่ส าคัญหลายประการ ได้แก่การน ามาเป็ นส่วนผสมหลักในการสร้างพระเนื้อผงตั้งแต่ ในสมัยโบราณและในสมัยปัจจุบันก็ยังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และเป็นส่วนประกอบหลัก โดยมีคุณสมบัติ ที่เอื้อให้การท าพระผงมีคุณภาพหลายประการ เช่น ท าปฏิกิริยากับกล้วยและน ้าผึ้งแล้วจะค่อยๆแข็งตัว ภายใน 3 วัน (เป็ นการหน่วงเวลาในการแข็งตัว) เมื่อผสมกับน ้ามันทัง (ทังอิ้ว) น ้าผึ้งหรือน ้าอ้อย จะท าให้พระเนื้อผงมีความ สวยงามและมีความคงทน ฯลฯ ” นอกจากน้นั ในสมยัโบราณนิยมใชผ้งปูนขาวโขกกบัเยื่อกระดาษที่แช่น้า และเมื่อนา น้า ออ้ยมาผสมใหเ้ขา้กนั สามารถป้ันข้ึนรูปทา งานดา้นศิลปะ หรือเอาไปก่อไปฉาบผนงักา แพงได้จึงนิยมนา มาฉาบผนงักา แพงวงักา แพง วัด หรือท าปูนส าหรับกินหมาก เป็ นต้น


61 ในปัจจุบันปูนเปลือกหอย สามารถน ามาใช้ในงานทางด้านการแพทย์ อุตสาหกรรม เกษตรกรรม ฯลฯ เช่น เป็ นส่วนผสมในต าหรับยาไทย น าไปท าอาหารสัตว์ ท าปุ๋ ย ปรับดินที่มีความเป็ นกรดสูง เป็ นต้น ขอให้ทุกท่านได้พิจารณาด้วยเหตุและผลอันสามารถพิสูจน์ได้มากกว่าความเชื่อที่ได้ฟังหรือได้ยินตามกันมา หรือเชื่อเพราะความศรัทธา สรุปได้ว่าวิทยาสาสตร์สามารถพิสูจน์ได้แต่จะต้องไม่ลืมประสบการณ์จากผู้รู้ที่ได้มี การศึกษาและคน้ควา้มาอยา่งถูกตอ้งนา สองสิ่งมาวิเคราะห์ใหเ้กิดเป็นองคค์วามรู้ที่แทจ้ริงต่อไป


62 พระสมเด็จวัดระฆังปิ ดทองล่องชาด ( ปิ ดทองทึบ ) การลงรัก ปิ ดทอง (ลงรักปิ ดทองล่องชาด) อาจารย์ไพรพนา ศรีเสน การลงรักและการปิ ดทองถือได้ว่าเป็ นงานประเภทประณีตศิลป์ และประเภทวิจิตรศิลป์ จัดอยู่ในสกุลงาน ช่างสิบหมู่แขนงหมู่ช่างรักซึ่งช่างรักอยู่ในหมู่ช่างเขียนอันเป็นช่างแม่บท ได้มีวิวฒันาการสืบต่อกนัมาต้งัแต่เมื่อคร้ัง สมยัสุโขทยัเป็นราชธานีจนถึงปัจจุบนั ใช้ในการตกแต่งประดบัสิ่งของเครื่องใช้ตามโบราณราชประเพณีส าหรับ พระมหากษัตริย์ราชนิกุล ขุนนางช้นัผูใ้หญ่ชนช้นัสูง รวมท้งัประชาชนโดยทวั่ ไป นอกจากน้นัยงัมีการลงรักปิด ทองพระพุทธรูป และเครื่องใช้ในพระพุทธศาสนาหลายสิ่งหลายอย่าง ที่ส าคัญสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหม รังสี ท่านได้สร้างและจัดสร้างพระสมเด็จและได้ท าการลงรักปิ ดทองไว้มากมายหลายสิบพิมพ์ จึงอยากจะเขียนเรื่อง น้ีให้ผูท้ี่กา ลงัศึกษาในเรื่องพระสมเด็จไดม้ีความรู้ที่แทจ้ริงในการพิจารณาเพราะนับวนัความรู้ดา้นน้ีไดถู้กลบเลือน และลดความส าคัญลงมากจะด้วยสาเหตุแห่งการเข้าใจที่ผิด ความไม่รู้ รู้แต่ไม่มีข้อมูล หรือไม่สามารถพิสูจน์ได้ จน เป็ นสาเหตุให้ขาดองคค์วามรู้ที่ส าคญัท้งัๆที่องคค์วามรู้ทางดา้นน้ีนกันิยมพระเครื่องสกุลพระสมเด็จในสมยัโบราณ ใหค้วามสา คญัมากถึงขนาดพิจารณารัก และทองคา เปลวก็สามารถบ่งบอกว่าพระสมเด็จองคน์ ้นัแทห้รือเทียมเป็นตน้ ก่อนที่เราจะศึกษาถึงการลงรักปิดทองในพระสมเด็จจะอธิบายถึงเรื่องของรักและทองให้เขา้ใจเป็นเบ้ืองต้นก่อน ดงัน้ี รัก เป็ นชื่อยางไม้ชนิดหนึ่งที่ได้มาจาก ต้นรัก (ชื่อพฤกษศาสตร์Melanorrhoea Usitata) ทวั่ ไปเรียกว่า “ตน้ น้า เกล้ียง” เป็นไมป้่ายืนตน้อายุยืนมากกว่า ๒๐๐ ปีชอบข้ึนและเจริญเติบโตในที่มีอากาศค่อนขา้งเยน็อยู่สูงจาก ระดบัน้า ทะเลต้งัแต่๑๔๐๐ ฟุต ข้ึนไป อายปุระมาณ ๑๐ ปีจึงจะใหน้ ้า รัก และจะใหน้ ้า รักไปจนถึง ๒๐๐ ปีน้า รักจะ มีสีขาวและมีพิษ การไดน้ ้า รักจะใช้วิธีการกรีดหรือสับที่ลา ตน้เช่นเดียวกบัการกรีดยาง ยางรักมีคุณสมบัติในการ สมุกกบัวสัดุต่างๆหรือสีต่างๆเขา้ดว้ยกนั ใช้ลงหรือถมพ้ืนเคลือบผิววสัดุต่างๆในงานตกแต่ง คงทนต่อ ความร้อน ความช้ืน กรดหรือด่างอ่อนๆได ้ในสมยัก่อนประเทศไทยจะมีการปลูกกนัมากทางภาคเหนือ ภาคอิสาน และภาคใต้ ส่วนในต่างประเทศนิยมปลูกกันที่ จีน พม่า เขมร มาเลเซีย ฯลฯ


63 ประเภทของรัก ๑.รักดิบ คือยางรักที่ไดจ้ากการกรีดจากตน้รัก รักดิบน้ีจะตอ้งผา่นการกรองใหป้ราศจากสิ่งสกปรกและตอ้ง ขบัน้า ที่เจืออยตู่ามธรรมชาติใหร้ะเหยออกก่อนจึงน าไปใช้ตามกรรมวิธีต่อไป ๒. รักน ้าเกลี้ยง คือรักดิบที่ผา่นกระบวนการกรองและการขบัน้า ออกไดเ้ป็นน้า ยางรักบริสุทธ์ิจึงเรียกวา่"รัก น้า เกล้ียง" ๓. รักสมุก คือรักน้า เกล้ียงผสมกบัสมุก (สมุกเป็ นวัสดุที่มีลักษณะเป็ นผง หรือเป็นฝุ่น) เช่น รักน้า เกล้ียง ผสมกับผงถ่านใบตองแห้งและ/หรือผงถ่านหญ้าคาจะได้รักสมุกสีด า ผสมกับแร่หรดารจะได้รักสมุกสีเหลืองซึ่งพบ ไดน้อ้ยมาก ผสมกบัครามน้า เงินจะไดร้ักสมุกสีน้า เงินที่ประเทศพม่านิยมใช้ผสมกบัชาดจอแสจะไดร้ักสมุกสีแดง หรือรักชาดที่มาจากประเทศจีน เป็ นต้น สมุกที่ใช้ในงานเครื่องรักแบบไทยตามประเพณีอย่างโบราณวิธีมีสองชนิด ดงัน้ี สมุกอ่อน สมุกชนิดน้ีได้แก่ผงดินสอพอง ผงดินเหนียว เลือดหมูก้อน อย่างใดอย่างหน่ึงผสมกับรักน้า เกล้ียงตีหรือปั่นใหเ้ป็นเน้ือเดียวกนั ใชท้ารองพ้ืน ในลักษณะที่บางๆและผิวเรียบ สมุกแข็ง สมุกชนิดน้ีไดแ้ก่ผงถ่านใบตองแห้ง ผงถ่านหญา้คา ผงปูนขาวอย่างใดอย่างหน่ึง ผสมกบัรักน้า เกล้ียงตีหรือปั่นใหเ้ป็นเน้ือเดียวกนั ใชท้ารองพ้ืนในลกัษณะที่หนาและเมื่อแหง้แลว้จะแขง็มาก ๔.รักเกลี่ย คือรักน้า เกล้ียงผสมกบัสมุกถ่านใบตองแห้งบางทีเรียกว่า " สมุกดิบ " ใช้เฉพาะงานอุดรูยาร่องยา แนวบนพ้ืนก่อนทารักสา หรับปิดทองคา เปลว ๕.รักเช็ด คือรักน้า เกล้ียงนา มาเคี่ยวไฟอ่อนๆ เพื่อไล่น้า ใหร้ะเหยออกจนไดเ้น้ือรักขน้และเหนียว สา หรับใช้ แตะ ทา หรือเช็ดลงบนพ้ืนผิวบางๆ เพื่อปิ ดทองค าเปลวหรือท าชักเงาผิวหน้างานเครื่องรัก ๖.รักใส คือรักน้า เกล้ียงที่ผา่นกรรมวิธีสกดัใหส้ีอ่อนและเน้ือโปร่งใสกวา่รักน้า เกล้ียง ใชส้า หรับผสมสีต่างๆ ให้เป็ นรักสี ทองค า (อังกฤษ: gold) คือธาตุเคมีที่มีหมายเลขอะตอม ๗๙ และสัญลักษณ์คือ Au (มาจากภาษาละตินว่า aurum) ทองคา เป็นธาตุโลหะทรานซิชนัสีเหลืองทองมนัวาวเน้ืออ่อนนุ่ม จุดหลอมเหลว ๑๐๖๔ และจุดเดือด ๒๙๗๐ องศาเซลเซียส เป็ นโลหะที่มีค่าความเหนียว (Ductility) และ ความสามารถในการข้ึนรูป (Malleability) คือสามารถ


64 ยืดขยาย (Extend) เมื่อถูกตีหรือรีดในทุกทิศทาง โดยไม่เกิดการปริแตกได้สูงสุด ทองค าบริสุทธิ์ หนัก ๑ ออนซ์ สามารถดึงเป็ นเส้นลวดยาวได้ถึง ๘๐ กิโลเมตร ถ้าตีเป็ นแผ่นก็จะได้บางเกินกว่า ๑/๓๐๐,๐๐๐ นิ้ว ส่วนความกวา้งจะ ได้ถึง ๙ ตารางเมตร ทองค าเปลว คือ ทองที่ได้รับการตีแผ่จนเป็ นแผ่นที่บางมาก ทองค าเปลวมักจะใช้ส าหรับการปิ ดทอง (gilding) งานทางด้านประณีตศิลป์ และ วิจิตรศิลป์ หรือ ปิดบนองคพ์ระพุทธรูปหรือสิ่งสักการระ ทองค าเปลวมีสองชนิด คือ ทองคา เปลวแทน้ ้ันจะผลิตจากทองคา บริสุทธ์ิร้อยละ ๙๖.๕ และ ๙๙.๙๙ หรือที่เรียกว่าทองค า ๒๒ กะรัต และทองค า ๒๔ กะรัต ใช้งานทางด้านประณีตศิลป์ และวิจิตรศิลป์ ทองค าเปลววิทยาศาสตร์ (ทองผสม) นิยมใช้ปิ ดพระพุทธรูปตามวัดต่าง ๆ


65 การลงรักปิ ดทองล่องชาดพระสมเด็จ โดยอาจารย์ไพรพนา ศรีเสน การลงรักปิ ดทองล่องชาดในพระสมเด็จที่สร้างและจัดสร้างโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี สันนิษฐานว่าเริ่มต้งัแต่ปีพ.ศ. ๒๓๗๘ อายุ๔๗ ปีพรรษา ๒๘ พรรษา ในขณะที่ท่านเป็นพระครูปริยตัิธรรม จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๐๗ ถือเป็ นยุคแรก ส่วนยุคหลังปี พ.ศ. ๒๔๐๘ จนถึง ปี พ.ศ. ๒๔๑๒ มีมูลเหตุแห่งการสร้างที่ ส าคัญก็คือให้เป็ นไปตามขนบธรรมเนียมประเพณีนิยม เพื่อเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนา การรักษาพุทธศิลป์ เนื้อมวลสารให้มีความคงทนสวยงาม และแสดงความเป็นสิริมงคลสูงสุด การลงรักปิดทองพระสมเด็จในยุคแรก (ปีพ.ศ. ๒๓๗๘ จนถึง ปีพ.ศ. ๒๔๐๗) การเริ่มลงรักปิดทองพระสมเด็จในยุคแรกน้ีสมเด็จฯท่านเป็นผูร้ิเริ่มจนถือได้ว่าเป็นตน้แบบที่ได้มีการ ปฏิบตัิสืบทอดกนัมาจนถึงปัจจุบนั โดยมีจุดประสงคห์ลกัก็เพราะการสร้างพระสมเด็จในยคุแรกๆน้น ยังมีปัญหาใน ั เรื่องของการเกาะยึดตวัของมวลสาร การกะเทาะ บิ่น แตกหกัไดง้่าย หรือพิจารณาใหช้ดัก็คือการรักษาเน้ือมวลสาร และพุทธศิลป์นั่นเอง การลงรักปิดทองในยุคแรกน้ีบ่งบอกว่าเป็นไปตามอธัยาศยั ไม่กา หนดว่าเป็นพิมพใ์ด เน้ือ มวลสารใด สมเด็จฯ และสานุศิษย์ไดร้่วมกนัจดัทา ข้ึน ในขณะน้นัลงรักเพียงช้นัเดียวหรือสองช้นัเท่าน้นัเช่น การ ลงรักสมุกสีด า หรือลงรักสมุกชาดจอแส หรือเป็ นการลงรักสมุกสีด า และทับด้วยการลงรักสมุกชาดจอแส ต่อมาจึง มีการปิดทองทบัทวั่องค์บา้งไม่ทวั่องค์บา้งซ่ึงก็ทา เป็นจา นวนน้อย ปัญหาก็คือฝีมือไม่ละเอียดและยังขาดความรู้ ในทางช่าง การลงรักขณะพระไม่แห้ง ปิ ดทองไม่เรียบ ท าให้ขาดความสวยงาม เป็ นต้น นอกจากน้นัก็จะเป็นฝีมือ ชาวบ้านที่น าพระสมเด็จมาลงรักปิ ดทองกันตามอ าเภอใจด้วยความประสงค์ที่แตกต่างกันออกไปตามความเชื่อของ แต่ละคน จึงไม่สวยงาม และไม่ตอ้งใจ บางท่านถึงกบัลอกรักทองออกจนเน้ือของพระเสียหายก็มาก จนมาถึงช่วง ปลายของยคุแรกไดเ้ริ่มมีการพฒันาการลงรักปิดทองโดยฝีมือสกุลช่างมากข้ึน แต่ไม่ไดม้ีการสร้างอยา่งเป็นทางการ และยังไม่เป็ นที่นิยม


66 หลักการวิเคราะห์และการพิจารณา ๑. รักสมุกจะมีความแห้งมากแต่การเกาะยึดไม่ดีนัก จึงพบว่าการหลุดลอกของรักสมุก จะมีทั้งการร่อน ออกเป็นแผ่นเล็กๆ หรือเป็นขุยจากการลงรักสมุกที่บาง และการกะเทาะอันเนื่องมาจากการลงรักสมุกที่ หนา ๒. สีของรักสมุกส่วนใหญ่จะเป็ นสีด าที่ผลิตข้ึนในประเทศไทยซ่ึงเรามีชื่อเสียงมากแต่การลงรักสมุกที่ไม่มี กฎเกณฑ์ที่แน่นอน และเงื่อนไขแห่งกาลเวลา จึงพบว่าถ้าบางมากจะเป็ นสีน ้าตาล (คล้ายสีของตาของ ก้งุ )ถ้าหนามากจะเป็นสีด ามันดูเหมือนรักใหม่ ๓. พระสมเด็จบางองค์สีของรักสมุกจะซึมเข้าเนื้อพระอันเนื่องจากการลงรักเมื่อพระยังไม่แห้ง และน ้ารัก ใสอันเกดิจากการสมุกไม่ได้ส่วนท าให้ผิวของพระชั้นต้นจะเห็นเป็นสีเทาด าอ่อนๆแต่เนื้อมวลสารข้างใน ยังคงเป็ นสีขาว ถา้พิจารณาไม่ลึกซ้ึงจะเขา้ใจว่าเน้ือมวลสารมีความผิดเพ้ียนและหลายท่านที่ไม่ชา นาญ จึงพิจารณาว่าเป็ นพระสมเด็จไม่แท้ ๔. ทองค าเปลวที่ปิดทบัส่วนใหญ่จะเป็นทองนพคุณ ที่เรียกกนัทวั่ ไปวา่ทองเน้ือเกา้เป็นทองคา เปลวบริสุทธ์ิ แต่วิธีการลงไม่ใช่ฝี มือช่าง จึงไม่คงทนต่อการเกาะยึดหลุดลอกออกจนแทบหมดสิ้น หรือติดแน่นอยู่ กบัองค์พระแต่ไม่มีความสวยงาม สีทองแลดูคลา ้เรียกกนัว่า “ ทองจม ” การลงรักปิดทองพระสมเด็จในยุคหลัง พระสมเด็จกรมท่าและพระสมเด็จวังหน้ากรุวัดพระแก้ว (ปีพ.ศ. ๒๔๐๘ จนถึง ปี พ.ศ. ๒๔๑๒) เริ่มจดัสร้างอย่างเป็นทางการตามโบราณราชประเพณีจดัพิธีพุทธาภิเษกเมื่อปีพ.ศ. ๒๔๐๘ และปีพ.ศ. ๒๔๑๒ เป็ นฝี มือช่างในสกุลช่างสิบหมู่ ที่จัดเป็ นประณีตศิลป์ และวิจิตรศิลป์ โดยจดัสร้างท้งัหมดสองรุ่นดว้ยกนัคือ พระสมเด็จวัดพระแก้ว และพระสมเด็จวัดระฆังปิ ดทองทึบ (ลงรักปิ ดทองล่องชาด)โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็ นการ สืบทอดพระพุทธศาสนา เพื่อมอบให้แก่พระบรมวงศานุวงศ์และขา้ราชการช้นัผูใ้หญ่เป็นเบ้ืองตน้นอกจากน้ันก็ มอบใหแ้ก่คหบดีและประชาชนโดยทวั่ ไป พระสมเด็จวัดพระแก้ว จัดสร้างเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๑๒ และปีพ.ศ.๒๔๒๕ ส่วนใหญ่ลงรักแทบท้งัสิ้นเป็น การลงรักท้งัองค์(ยกเวน้ ในช่วงที่ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี (ข า บุนนาค) เจ้าคุณกรมท่าในสมัยรัชกาลที่ ๔ สร้างพระสมเด็จ (พระสมเด็จกรมท่า) ไม่มีการลงรักและปิดทอง) พระชุดน้ีไดร้ับการพฒันาแบบพิมพ์พุทธศิลป์ และเน้ือมวลสาร ที่ทนัสมยัข้ึนและทา การ ลงรักสมุกโดยไม่มีการปิดทอง มีข้นัตอนดงัน้ี


67 ขั้นตอนแรก จะเป็นการลงดว้ยรักสมุกชาดจอแสเป็นการลงเพียงคร้ังเดียว แล้วปล่อยให้แห้งสนิทโดยการ ตากผึ่งในที่แจ้งประมาณหนึ่งวัน ขั้นตอนที่สองลงทบัดว้ยรักสมุกสีดา หรือรักสมุกสีน้า เงิน หรือรักสมุกสีเหลือง (หรดาล)อีกหน่ึงคร้ังแลว้ ปล่อยให้แห้งสนิทโดยการตากผึ่งในที่แจ้งประมาณหนึ่งวัน ตั้งแต่เริ่มจนจบสิ้นกระบวนการเป็นการลงรักสมุกเพียง สองครั้งเท่านั้นแต่การท าโดยฝีมือสกุลช่างสิบหมู่จึงมีความประณีตและสวยงามมาก หลงัจากน้นัจึงนา บรรจุกรุที่วดั พระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) และกรุวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) ในปัจจุบันพบว่าพระ สมเด็จวดัพระแกว้ท้งัหมดที่ลงรักหลุดลอกจนแทบจะหมดสิ้นแลว้ ลงรักสมุกชาดจอแสลงทับด้วยรักสมุกสีด า ด้านหน้า ด้านหลังและขอบทั้งสี่ด้าน ลงรักสมุกชาดจอแสและลงทับด้วยรักสมุกสีน ้าเงินจากพม่า ด้านหน้า ด้านหลังและขอบทั้งสี่ด้าน หลักการวิเคราะห์และการพิจารณา รักสมุกสีดา ในประเทศไทย ส่วนที่นา เขา้จากประเทศจีน และพม่า จะมีท้งัหมด ๓ สีสีแดง สีน้า เงิน สี เหลือง โดยลงรัสมุกชาดจอแส (สีแดง)ลงทบัดว้ยรักสมุกสีดา หรือรักสมุกสีน้า เงิน หรือรักสมุกสีเหลือง (หรดาร) ท้งัดา้นหนา้หลงัและดา้นขา้งท้งัสี่ดา้น เป็ นการลงสองขั้นตอน บาง สม ่าเสมอ มีความละเอียด ปัจจุบนัหลุดลอกแทบจะหมดท้งัองค์(รักสมุกที่ลงในสมเด็จวัดพระแก้วจะไม่มีการกะเทาะโดยเด็ดขาด เพราะการกะเทาะจะเกดิได้เฉพาะการลงรักสมุกหลายชั้นจนเกดิความหนาและจับตัวแข็ง) และเป็ นการลงรัก สมุกโดยไม่มีการปิดทอง ***การลงรักสมุกชาดจอแสและลงทับด้วยรักสมุกสีน ้าเงินจากพม่า ข้อพิจารณา สีที่มองเห็นจะ เป็ นสีแดงอมม่วงหม่นๆหรือน ้าเงินอมม่วงหม่นๆ *** ***การลงรักสมุกชาดจอแสลงทับด้วยรักสมุกสีด า ข้อพจิารณา สีที่มองเห็นสีแดง และสีด าจะแยก ออกจากกันอย่างชัดเจน ***


68 พระสมเด็จวัดระฆังปิ ดทองทึบ (ลงรักปิ ดทองล่องชาด)จัดสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๐๘ พระสมเด็จชุดน้ีสมเด็จฯท่านได้จดัสร้างประมาณ ปีพ.ศ. ๒๔๐๘ ในสมยัสมเด็จพระจอมเกลา้เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๔ (พร้อมการสร้างพระสมเด็จวดัพระแกว้ในคร้ังแรกคือ ปีพ.ศ. ๒๔๐๘ และเป็นในยคุปลายก่อนที่ท่านจะ ถึงแก่ชีพตักษัย) หลังจากท่านได้สมณะศักดิ์เป็ น “สมเด็จพระพุฒาจารย์” ิ ด้วยอายุ ๗๖ ปี หรือพรรษาที่ ๕๘ และได้ ถูกคน้พบบนเพดานวิหารวดัระฆงัเมื่อคราวทา บุญแด่สมเด็จฯเนื่องในวนัครบรอบร้อยปีที่สมเด็จสิ้นชีพิตกัษยัแต่น่า เสียดายที่พระชุดน้ีไม่ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะ พระสมเด็จชุดน้ีไดร้ับการพฒันาแบบพิมพ์พุทธศิลป์และเน้ือมวล สารที่ท าจากปูนขาว(ปูนเปลือกหอยที่น ามาสตุ)ผสมกับดินสอพอง ถ้าลอกรักทองออกจะเห็นเป็ นสีขาวมันวาวดั่ง งาช้าง การลงรักและปิ ดทองโดยสกุลช่างสิบหมู่ จัดสร้างในลักษณะ “งานลงรักปิ ดทองทึบ”อันเป็ นหนึ่งในสี่หมวด ของงานช่างรัก เน้นควำมหมำยอันเป็ นสิริมงคลสูงที่สุด คือ สีแดง ที่แสดงควำมสว่ำงไสว ควำมอบอุ่น ควำมรุ่ งเรืองโชติ ช่วง และพลังอ ำนำจ สีทอง ที่หมำยถึงควำมมั่งคั่ง มั่งมีและ ควำมเมตตำ ส่วนวิธีการลงรักปิดทองน้ันมีการ กระทา สามข้นัตอนคือ ขั้นตอนแรก น าพระสมเด็จที่ตากแห้งได้ตามเวลาแล้วลงรักสมุกชาดจอแสปล่อยให้แห้งสนิทโดยการตากผึ่ง ในที่แจ้งสามวัน หรือลงรักสมุกสีด าแล้วปล่อยให้แห้งสนิทโดยการตากผึ่งในที่แจ้งสามวัน (รักสมุกสีด าพบเป็ นส่วน น้อยมาก) ขั้นตอนที่สอง นา พระสมเด็จที่ทา การลงรักตามข้นัตอนที่หน่ึงแลว้ทา ซ้า ขั้นตอนที่สาม นา พระสมเด็จที่ลงรักสองข้นัตอนแลว้ทาดว้ยน้า มนังาหรือน้า มนัมะพร้าวบางๆทวั่ท้งัองค์ทิ้ง ไวใ้ห้แห้งประมาณหน่ึงวนัการลงน้า มนัน้นัเพื่อให้ทองที่ปิดมีความคงทนสวยงาม จากน้นันา ทองคา เปลวบริสุทธิ์ ร้อยละ ๙๖.๕ หรือ ร้อยละ ๙๙.๙๙ ปิดทบัหน่ึงคร้ัง ท้งัดา้นหนา้หลงัแต่ไม่ปิดขอบดา้นขา้งท้งัสี่ดา้น เรียกกนัว่า “ปิ ดทองทึบ” หรือบางองคป์ิดทองคา เปลวทบัเฉพาะดา้นหนา้ ไม่ปิดดา้นหลงัก็มีปรากฏ พระชุดน้ีจะสวยงามมาก รักสมุกที่ลงมีความคงทน ทองคา เปลวที่นา มาปิดน้นัเมื่อทา ความสะอาดจะเป็นประกายเหลืองอร่าม สมกบัเป็นฝีมือ ช่างสิบหมู่ ปัจจุบันยังไม่พบการหลุดลอกพบเพียงการกระเทาะ และร่อนออกเป็นบางส่วนเท่าน้นั


69 ลงรักสมุกชาดจอแสและปิดทองค าเปลวทับด้านหน้า หลัง (ปิดทองทึบ) ลงรักสมุกชาดจอแสและปิดทองค าเปลวทับเฉพาะด้านหน้า ไม่ปิดด้านหลัง พระสมเด็จวัดระฆังปิ ดทองทึบที่ลอกรักและทองออก เนื้อมวลสารสีขาวดั่งงาช้าง หลักการวิเคราะห์และการพิจารณา การลงรักและปิดทองจดัทา โดยฝีมือสกุลช่างสิบหมู่รักสมุกชาดจอแสที่ใชผ้ลิตข้ึนและนา เขา้จากประเทศจีน จึงมีความสวยงาม คงทน การลอกรักและทองออกกระท าได้ยากมาก ให้สังเกตจากสีที่แดงเหมือนเลือดนก การหลุดลอกของรักโดยธรรมชาติจะเป็นการกะเทาะ ทองค าเปลวที่ปิ ดทับเป็ นทองนพคุณ (คือทองค าเปลว บริสุทธ์ิ) มีความประณีตมาก สม่า เสมอทวั่ท้งัองค์เหลืองอร่ามสวยงามเป็ นที่สุด ทดสอบได้ด้วยการใช้ สารเคมีกดัสีใดๆจะไม่สามารถท าลายเนื้อทองค าเปลวได้การหลุดลอกของทองค าเปลวโดยธรรมชาติจะหลุด ออกมาโดยการกะเทาะพร้อมรัก การลงรักปิ ดทองพระสมเด็จน้นัจะแตกต่างกบัการการลงรักปิ ดทองศิลปวัตถุตามแบบสถาปัตยกรรมประเพณี ไทยอยู่มากกล่าวคือ การลงรักปิ ดทองศิลปวัตถุตามแบบสถาปัตยกรรมประเพณีไทยจะมีข้นัตอนการลงรักปิดทอง ถึงร้อยกวา่คร้ังใชเ้วลาเป็นปีหรือหลายปีจึงพบวา่ศิลปวตัถุของไทยน้นัมีความคงทนและงดงามหลายร้อยปีทีเดียว อ้างอิง ๑. การลงรักปิ ดทองล่องชาด จากวิกิพีเดียร สารานุกรมเสรี ๒. ประวัติช่างสิบหมู่ จากวิกิพีเดียร สารานุกรมเสรี


70 คราบกรุพระสมเด็จ อาจารย์ไพรพนา ศรีเสน ผมไดใ้ชเ้วลาพอสมควรในการเขียนเรื่องคราบกรุท้งัน้ีก็เพราะมีหลายท่านที่ไดใ้ห้ผมพิจารณาพระสมเด็จ ส่วน ใหญ่ยงัไม่เขา้ใจหรือไม่มีความรู้พ้ืนฐานในเรื่องน้ีนกัสะสมพระในสมยัโบราณจะชา นาญในเรื่องคราบกรุเป็นอย่างยิ่ง เพราะสามารถบอกไดว้่าเป็นพระแทห้รือไม่แทโ้ดยดูสิ่งอื่นๆประกอบเป็นดา้นรอง จากมูลเหตุที่ว่าคราบกรุปลอมยาก กวา่เน้ือมวลสารเพราะการเกิดคราบกรุตอ้งเป็นไปตามปฏิกิริยาของเน้ือมวลสารกบัสภาพแห่งธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามกาลเวลานนั่เอง ในที่น้ีผมจะพูดถึงเรื่องคราบกรุของพระสมเด็จบางขนุพรหม ท้งักรุพระเจดียใ์หญ่และกรุพระเจดีย์ เล็ก พระสมเด็จบางขุนพรหมกรุพระเจดีย์ใหญ่ เริ่มสร้างเมื่อ ปีพ.ศ. ๒๔๑๑ – ๒๔๑๓ มีทั้งหมด ๙ พิมพ์ ๑. พิมพ์ใหญ่ ๖. พิมพ์สังฆาฏิ ๒. พิมพ์ทรงเจดีย์ ๗. พิมพ์ปรกโพธิ์ ๓. พิมพ์เกศบัวตูม ๘. พิมพ์ฐานคู่ ๔. พิมพ์เส้นด้าย ๙.พิมพ์อกครุฑ ๕. พิมพ์ฐานแซม


71 ไดถู้กลกัลอบเปิดกรุถึงสามคร้ัง และเปิดกรุเป็นทางการหน่ึงคร้ัง รวมเป็นสี่คร้ัง ครั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๔๒๕ พระอยู่ในกรุ ๑๒ ปี ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๓๖ พระอยู่ในกรุ ๒๓ ปี ครั้งที่ ๓ พ.ศ. ๒๔๕๙ พระอยู่ในกรุ ๔๖ ปี พระที่นา ออกมาคร้ังน้ีนกันิยมพระสมเด็จเรียกกนัวา่ “ พระสมเด็จบางขนุพรหม กรุเก่า ” ครั้งที่ ๔ เปิ ดกรุอย่างเป็ นทางการ วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๐ พระอยู่ในกรุ ๘๗ ปี พระที่นา ออกมาคร้ังน้ีนกันิยมพระสมเด็จเรียกกนัวา่ “ พระสมเด็จบางขุนพรหมกรุใหม่ ” พระสมเด็จบางขุนพรหม กรุพระเจดีย์เลก็ ปีพ.ศ.๒๕๐๘ พระครูอมรคณาจารย์ (เส็ง) เจ้าอาวาสวัดใหม่อมตรส บูรณะวัดโดยได้ปรับปรุงบริเวณรอบองค์เจดีย์ใหญ่ ซึ่งมีเจดียเ์ลก็เรียงรายรอบท้งั๔ ทิศของเจดียอ์งคใ์หญ่ทิศละ ๒ องค์ต้งัซอ้นกนัอยอู่ยา่งเป็นระเบียบรวมท้งัหมด ๘ องค์ และไดพ้บพระสมเด็จในเจดียอ์งคเ์ลก็มีท้งัหมด ๖ พิมพ์คือ ๑. พิมพ์ฐานคู่ ๔. พิมพ์ไสยาสน์ ๒. พิมพ์ฐานหมอน ๕. พิมพ์ยืนประทานพร ๓. พิมพ์สามเหลี่ยม ๖. พิมพ์เจดีย์แหวกม่าน


72 ค้นพบ ปีพ.ศ.๒๕๐๘ พระอยู่ในกรุ๙๕ ปี จ านวน ทราบไม่เป็ นที่แน่ชัดเนื่องจากพระสมเด็จส่วนใหญ่ถูกช่างที่มาท าการบูรณะลักลอบน าออกไปแทบจะหมด คง ประมาณเอาจากประสบการณ์จากผใู้หญ่หลายๆท่านในสมยัน้นักล่าวกนัวา่ ประมาณสี่พนัองค์ ส่วนในข้อถกเถียงกันที่ว่าสร้างพร้อมกันกับพระสมเด็จบางขุนพรหม ใน ปี พ.ศ.๒๔๑๑ หรือไม่ก็ต้องขอ เรียนว่าสร้างพร้อมกัน และบรรจุกรุพร้อมกันด้วยเหตุผลก็คือการสร้างพระเจดีย์ที่บรรจุพระสมเด็จฯ น้ัน ประกอบดว้ยพระเจดียใ์หญ่หน่ึงองคร์ายลอ้มดว้ยพระเจดียเ์ลก็ท้งัสี่ทิศจา นวนแปดองค์ (ทิศละสององค)์จึงพบวา่ ไม่ ว่าจะเป็นเน้ือมวลสาร ความเก่าตามกาลแห่งธรรมชาติ และที่ส าคัญก็คือคราบกรุมีความคล้าย และ/หรือ มีความ เหมือนกันแทบจะทุกประการ อันเนื่องด้วยองค์ประกอบจากสภาพทางธรรมชาติที่แวดล้อมในลักษณะเดียวกัน เช่น ความร้อน ความเยน็ความช้ืน และที่สา คญัสภาวะน้า ท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ ปีพ.ศ. ๒๔๒๒ พ.ศ. ๒๔๖๐ และ พ.ศ. ๒๔๘๕ เป็ นต้น จา นวนการสร้างพระสมเด็จท้งักรุพระเจดียใ์หญ่และกรุพระเจดียเ์ล็ก ท้งัสิ้น ๘๔,๐๐๐ องค์ เท่ากับจ านวนพระ ธรรมขันธ์ คราบกรุของพระสมเด็จบางขุนพรหม (กรุพระเจดีย์ใหญ่และกรุพระเจดีย์เลก็ ) ๑. คราบไข ลักษณะเป็ นฝ้าบาง ๆ (เหมือนน้า ตม้ไขมนัของววัเมื่อเยน็ลงจะแลเห็นคราบไขลอยอยู่เป็นผา เล็กบ้างใหญ่บ้าง) เคลือบอยู่บนองค์พระซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ตามบริเวณซอกขององค์พระ สีขาวนวลแกม เหลืองอ่อน ๆ คราบน้ีจะติดอยกู่บัองคพ์ระและจะค่อยจางลงเมื่อพระถูกใชใ้นระยะเวลาพอสมควร (เกิด จากความร้อนช้ืนทา ปฏิกิริยากบัเน้ือมวลสาร พระสมเด็จในลกัษณะน้ีจะอยตู่อนบนที่เรียกกนัวา่กรุเก่า) ๒. คราบน้ าปูน ลกัษณะเป็นฟองละเอียดจนมองเห็นเป็นฝ้าขาวปกคลุมทวั่องค์พระมีความหนาบางไม่ เท่ากนัสีขาวอมน้า ตาลอ่อน เกาะติดกบัองค์พระแน่น ( เกิดจากน้า ท่วมองค์พระเป็นเวลานานเมื่อน้า ลดลงคราบปูนที่ลอยอยู่บนผิวจะแห้งติดองค์พระสมเด็จ ลกัษณะการเกิดเช่นน้ีจะเป็นไปได้ในสอง ประการก็คือคราบจากน้า ปูนภายในพระเจดีย์( เพราะพระเจดียท์ ี่บรรจุน้ันสร้างใหม่) และ ปฏิกิริยาที่ เกิดจากเน้ือมวลสารในองคพ์ระสมเด็จกบัสภาพแวดลอ้มตามธรรมชาติพระชุดน้ีจะอยตอนกลางที่เรียกู่ กนัวา่กรุเก่า )


73 ๓. คราบฟองเตา้หู้ลกัษณะเป็นวงเล็กบา้งใหญ่บา้ง ฟูบางเหมือนฟองของน้ าเตา้หู้ ในฟองเมื่อแตกจะ สังเกตเห็นเมด็เลก็ๆ สีขาวข่นุแขง็ฝังแน่นในเน้ือพระ ( เกิดจากความช้ืนแฉะ และถูกน้า ท่วมและลดลงที ละน้อย ถูกความร้อนที่สูงเป็ นเวลานาน เป็นเช่นน้ีสลบักันไปตามสภาพแวดลอ้มของธรรมชาติใน ขณะน้นัจนเน้ือมวลสารในส่วนที่เป็นปูนเปลือกหอย และปูนขาวทา ปฏิกิริยากบัน้า มนัทงั (ทงัอิ๊ว) พระ สมเด็จในลกัษณะน้ีจะอยตู่อนตอนกลางค่อนมาทางดา้นล่างที่เรียกกนัวา่กรุเก่า) ๔. คราบกระเบน ลักษณะเป็ นเม็ดเล็กๆคล้ายหนังกระเบน สีเทาแกมม่วงอ่อนๆ สีน้า ตาลอ่อน และเขม้อนั เกิดจากเม็ดทรายเกาะอยู่ทวั่องคพ์ระ แข็งมากไม่สามารถชา ระลา้งให้ออกได้ (เกิดจากพระที่ล่วงลงสู่ พ้ืนปะปนกบัดินและทรายถูกน้า ท่วมขงัเป็นเวลานานพระสมเด็จในลกัษณะน้ีจะพบไดไ้ม่มากนกัและจะ อยู่ตอนล่างเรียกกันว่าพระกรุใหม่) ๕. คราบน้า ผ้ึง ลกัษณะเกิดจากปฏิกิริยาของพระที่ผา่นการใชอ้ยา่งต่อเนื่องเป็นระยะเวลาพอสมควรเกิดข้ึน ไดท้ ้งัพระสมเด็จที่ไม่บรรจุกรุและบรรจุกรุ (พระที่บรรจุกรุจะเกิดข้ึนไดย้ากกว่า ตอ้งใชเ้วลามากกว่า ความหนึกนุ่มและสีจะด้อยกว่า) สีขององค์พระจะนวลคล้ายสีของน้า ผ้ึงแต่แข็งแกร่ง มีน้า หนัก และ หนึกนุ่ม (เกิดจากเน้ือมวลสารที่ส าคัญทา ปฏิกิริยากับน้ ามันทงั โดยมีระยะเวลาตามธรรมชาติเป็น องคป์ระกอบที่สา คญัคราบน้า ผ้ึงถือเป็นลกัษณะเด่นที่สา คญัและพบมากในสกุลพระสมเด็จ) สิ่งที่ผมได้เขียนนีผ้มได้ศึกษาและพยายามสืบค้นอย่างรอบด้านน่าจะถือเป็นองค์ความรู้หนึ่งในอกีหลากหลาย องค์ความรู้ขอให้ทุกท่านได้ช่วยกนัศึกษาเพื่อเป็นแนวทางในการต่อยอดพฒันาองค์ความรู้ในเรื่องนี้ต่อไป


74 พระสมเด็จยายข า อาจารย์ไพรพนา ศรีเสน ในกลุ่มบุคคลผู้ที่ศรัทธาพระในสกุลพระสมเด็จของสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก พระสมเด็จยายข า แต่คา ว่ารู้จกัน้นั ไม่พอตอ้งวดัค่าออกมาให้ไดเ้พื่อเป็นตวัช้ีวดัว่า รู้จกัมากนอ้ยเพียงใด ซ่ึงจะเป็น สิ่งที่ดีในการประกอบการคิดต่อยอดและการตดัสินใจต่อไป ซ่ึงในเรื่องน้ีถือเป็นจุดอ่อนของวงการนักนิยมพระ เครื่องของพวกเราที่ว่าเราเชื่อโดยขาดเหตุผลประกอบ เราเชื่อเพราะฟังตามกันมา เราเชื่อเพราะศรัทธา ฯลฯ เราจึง ตกเป็นเหยอื่แก่นกัคา้พระปลอม และเขา้สู่วงัวนของพุทธพาณิชยอ์ยา่งไม่รู้ตวั วนัน้ีผเู้ขียนอยากจะคุยกับทุกท่านในเรื่องของ พระสมเด็จยายข า ที่วงการนักนิยมพระสมเด็จได้กล่าวขานกัน เป็ นอย่างมาก ผู้เขียนจึงได้น าข้อมูลที่ได้ศึกษาและสืบค้นไว้ให้ทุกท่านได้พิจารณาเพื่อเป็ นแนวทางในการพิจารณา กันต่อไป จากการสืบค้นประวัติของ “พระสมเด็จยายข า” จากผู้ทรงความรู้ท้งัในสมยัโบราณ และในปัจจุบนัอาทิเช่น จากข้อเขียนของอาจารย์ตรียัมปวาย อาจารย์จ าลอง มัลลิกะนาวิน อาจารย์มนัส ยอขันธ์ พระภิกษุวงศ์ สุธรรมโม อาจารย์ประถม อาจสาคร ฯลฯ ล้วนมีข้อคิดและข้อเสนอที่น่าสนใจ ผู้เขียนได้พยายามประมวลจากองค์ความรู้ โดยเฉพาะจากขอ้เขียนของอาจารยต์รียมั ปวาย และคา บอกเล่าของพระภิกษุวงศ์สุธรรมโม (พระอาจารยจ์ิ้ม กนัภยั) ซึ่งเป็ นคุณตาของผู้เขียน ความว่า “ ประมาณ ปี พ.ศ. ๒๓๙๕ คุณยายข า เดิมเป็ นข้าหลวงในวังหลัง และเป็ นผู้หนึ่งที่เป็ นโยมอุปัฏฐากของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ทุกวันจะน าอาหารคาวหวานมาถวายแด่ท่าน มูลเหตุในเรื่อง พระสมเด็จยาย ข า เกิดตรงที่วา่ ในระหวา่งที่คุณยายขา รอท่านสมเด็จฯฉนัทภ์ตัราหารน้น ก็จะช่วยพระ เณร และสานุศิษย์สร้างพระ ั ดว้ยการผสมมวลสารกบัผงวิเศษ กดพิมพ์ถอดพิมพ์กระทงั่ถึงการตากผ่ึง กระทา อย่างน้ีอยู่เป็นนิจประมาณไดว้่า เกือบยี่สิบปีจนกระทงั่สมเด็จฯท่านสิ้นเมื่อ ปีพ.ศ. ๒๔๑๕ ผูเ้ขียนไดฟ้ ังเรื่องเล่าจากคุณตาซ่ึงรับฟังมาจากนาย เปล้ือง แจ่มใส ( ท่านผนู้้ีอาจารยจ์า ลอง มลัลิกะนาวิน ไดก้ล่าวไวว้า่เป็นผคู้รอบครองสมเด็จหลงัเบ้ีย ที่ปัจจุบนัหาดู ได้ยากมาก) ท่านเป็นคหบดีในวงัหลงัซ่ึงไดเ้ล่าให้ฟังว่าคร้ันสมเด็จท่านสิ้น ท้งัพระสมเด็จที่ทา ไวม้ากมาย รวมท้งั แม่พิมพ์ มิได้มีการพิทักษ์รักษาไว้ในที่อันควร คุณยายข าเป็ นผู้หนึ่งที่ได้ครอบครองพระสมเด็จ และแม่พิมพ์อยู่ จ านวนหนึ่งซึ่งกล่าวกันว่าเป็ นพิมพ์ประธาน ( พิมพ์ใหญ่ )เสียส่วนใหญ่ และ ที่ส าคัญคุณยายข าได้ผงวิเศษไปจ านวน ครึ่ งบาตร อีกท้งัยงัมีเรื่องเล่าซ่ึงว่าในขณะที่สมเด็จท่านสิ้นใหม่ๆไดมีชาวอ่างทองผู้หนึ่งป่ วยเป็ นอหิวาตกโรคและ ้ ญาติไดฝ้ันเห็นสมเด็จฯมาบอกวา่ ให้นา พระสมเด็จที่เก็บไวบ้นเพดานวิหารนอ้ยวดัระฆงัมาทา น้า มนตด์ื่มกิน จนชาย


75 ผูน้้นัหายจากอหิวาตกโรคอย่างน่าอศัจรรย์ ปีพ.ศ. ๒๔๑๖ ในสมยัรัชกาลที่๕ เป็นปีที่เกิดอหิวาตกโรค (โรคห่า) ระบาดใหญ่ในกรุงเทพอีกคร้ังหน่ึง ในคราวน้ีผูค้นลม้ตายเป็นอนัมากไม่ว่าเจา้ไม่ว่านาย หรือบ่าวไพร่และประชาชนโดยทวั่ ไป ตามพระราช พงศาวดารบนัทึกไวว้า่มีคนตายดว้ยโรคน้ีเป็นจา นวนถึงหลายหมื่นคน จนมีเรื่องเล่ากนัวา่ ไดม้ีประชาชนหลายคนได้ อาราธนาพระสมเด็จของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสีทา น้า มนต์ดื่มกิน และ ด้วยความศักดิ์ สิทธิ์ ผู้ที่ดื่ม น้า มนตน์ ้ีหายจากโรคอหิวาไดอ้ยา่งน่าอศัจรรยย์งิ่จึงมีชาวบา้นจากทวั่ทุกสารทิศมาที่วดัระฆงัเป็นจา นวนมาก พระ สมเด็จที่ถูกเก็บไวท้ี่วิหารนอ้ยจา นวนหลายพนัองคถ์ูกแจกจ่ายให้กบั ประชาชนโดยทวั่ ไปจนหมด จึงเกิดการซ้ือขาย ข้ึนผทู้ี่มีพระสมเด็จมากก็แบ่งขาย คุณยายขา เองก็ขายพระสมเด็จที่มีอยู่จนหมด กล่าวกนัว่าราคาขายในขณะน้ันเพียงองค์ละหน่ึงถึงสามตา ลึง เท่าน้นัจากน้นัคุณยายขา ไดท้า การสร้างพระสมเด็จข้ึนมาใหม่จากผงวิเศษ ผสมกบัมวลสาร และใชแ้ม่พิมพของวัด ์ ระฆังที่ได้ครอบครองอยู่ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็ นพิมพ์ประธาน จะสร้างได้จ านวนเท่าไหร่ไม่มีอาจารย์ท่านใดระบุไว้ ทราบแต่เพียงว่าเมื่อคุณยายข ามรณกรรมยังเหลือพระสมเด็จอีกจ านวนหนึ่งนับได้สองโถใหญ่ และได้ถูกบรรจุลงใน เจดียร์ายริมน้า ที่วดัระฆงัร่วมกบัอฐัิของคุณยายขา ปีพ.ศ. ๒๔๗๕ เจดียร์ายริมน้า ที่วดัระฆงัหลายองคไ์ดเ้กิดพงัทลายลงมาอาจเป็นเพราะความเก่าและเกิดการ ทรุดตัว หนึ่งในเจดีย์ที่พังทลายได้พบพระสมเด็จวัดระฆังเป็ นจ านวนถึงสี่ร้อยกว่าองค์มีมากมายหลายพิมพ์ส่วนใหญ่ จะเป็ นพิมพ์ประธาน แต่ที่แปลกกลับไม่พบพิมพ์ปรกโพธิ์แต่อย่างใด และที่ส าคญัเป็นอย่างยิ่งก็คือเจดียท์ ี่พบพระ สมเด็จคือเจดียท์ ี่บรรจุอฐัิของคุณยายขา ในขณะน้ันมีประชาชนจา นวนหน่ึงไดค้รอบครองพระชุดน้ีซ่ึงกล่าวกนัว่า ส่วนใหญ่เป็นขา้ราชการช้นัผูใ้หญ่และชาวบา้นในละแวกน้ัน” (จากคา ยืนยนัของ หลวงศรีสารบาญ และพระยา รัถยานุรักษ์ ซึ่งเป็ นราชนิกุลแห่งราชวงศ์วังหลัง มีหลายท่านที่เข้าใจผิดว่าพบพระสมเด็จวัดระฆัง ลงรัก ปิ ดทองและ ลงชาดในเจดียน์ ้ีแทท้ี่จริง พระสมเด็จวดัระฆงั“ลงรักปิดทองล่องชาด”พบที่เพดานวิหารนนั่เอง) (ขอ้ความที่เขียนน้ีอาจไม่ไดร้้อยแกว้เพราะบนัทึกลอกมาจากค าพูดที่บอกเล่าโดยมิได้ตัด ต่อ เติม แต่ประการใด) พระสมเด็จยายข า ถือเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกนัต้งัแต่น้นัมา ท้งัทางดา้นพุทธคุณ และอิทธิคุณที่บรรจุอยู่ ในองค์พระสมเด็จ หลายฝ่ายเห็นว่าเป็นเพียงพระสมเด็จปลอมที่ทา ข้ึนไม่มีคุณค่าอะไรเหมือนกบัพระปลอมใน สนามขณะน้ีอีกหลายฝ่ายกลบัมองในมุมตรงกนัขา้มถึงพุทธคุณ และอิทธิคุณทางดา้นอยยู่งคงกระพนัเป็นที่สุด ขอ้ ขดัแยง้เหล่าน้ีพวกเราที่ถือว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่จะตอ้งสืบคน้และทา ความจริงให้กระจ่างข้ึนผูเ้ขียนคิดว่าจะไดค้วาม จริงไม่มากก็น้อย


76 บทสรุป ส าหรับความเห็นของผูเ้ขียน้ันมีความเห็นที่สอดคลอ้งกบัขอ้เท็จจริงที่ปรากฏจากคา บอกเล่าของคุณตาของ ผู้เขียน และอาจารย์อีกหลาย ๆ ท่าน ส่วนในเรื่องของพุทธคุณ และ อิทธิคุณเห็นว่ามิใช่จะมีแต่อยู่ยงคงกระพันเพียง อย่างเดียว เมตตามหานิยม แคล้วคลาดพ้นภัย สุขภาพสมบูรณ์ท้งักายใจ หรืออาจกล่าวไดว้่ามีพุทธคุณ และอิทธิคุณ ดังเช่น พระสมเด็จของสมเด็จฯทุกประการเพราะใช้ผงวิเศษของสมเด็จที่เหลือและคุณยายข าเก็บรักษาไว้เพียงแต่พลัง จะอ่อนกว่าเท่าน้นัเนื่องจากขาดการบรรจุพลงักฤตยาคมในภายหลงัก็ดว้ยเหตุผลส าคญัที่ผูเ้ขียนไดศ้ึกษาและสืบค้น ไว้ในบทความที่เกี่ยวข้องกับพระสมเด็จวัดระฆังตอนหนึ่งว่า “ ในการสร้างพระสมเด็จของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสีท่านมิไดย้ดึถือกา หนดวา่กดพิมพเ์ป็นองคพ์ระแต่เมื่อใดแต่ท่านยึดถือวา่พระเครื่องคราวน้นัๆ สา เร็จต้งัแต่ เป็ นผงวิเศษแล้ว”


77 พระสมเด็จผงใบลาน อาจารย์ไพรพนา ศรีเสน ค่านิยมในเรื่องของพระสมเด็จเปรียบเสมือนพลังแสงแห่งดวงอาทิตย์ที่ไม่มีวันมอดดับ ดว้ยเหตุน้ีเอง ผู้เขียนจึงได้พยายามศึกษา ค้นคว้าหาค าตอบเกี่ยวกับพระสมเด็จในอีกมิติหนึ่งที่มีความหลากหลายอย่างมีองค์ ความรู้ โดยต้งัอยบู่นพ้ืนฐานของการไม่ให้ร้ายต่อผูอ้ื่นที่เห็นต่าง ไม่แข่งขนัทางพุทธพาณิชยแ์ต่จะเป็นทางเลือก ใหแ้ก่ผมู้ีความศรัทธาในเจา้ประคุณสมเด็จฯเป็ นประการส าคัญ เพื่อต่อยอดพัฒนาศึกษาหาความรู้กันต่อไป อย่าง ที่ผู้เขียนได้เคยเรียนกับท่านผู้อ่านที่ได้ติดตามอ่านบทความของผู้เขียนมาแล้วว่าสมเด็จฯ ท่านสร้างพระไว้ มากมายหลายร้อยพิมพ์หลากหลายพุทธลกัษณะ หลากหลายเน้ือ ท้งัเป็นพิมพท์ ี่นิยม และเป็ นพระพิมพ์ที่อยู่ นอกพิมพน์ ิยมในปัจจุบนัทา้ยสุดก็คือพระทุกพิมพท์ ี่ท่านสร้างลว้นมีพุทธคุณ และอิทธิคุณเท่าเทียมกนัสิ่งที่ ผู้เขียนจะเขียนให้ท่านผู้อ่านได้ศึกษา และพิจารณาล้วนมาจากการศึกษา และค้นคว้าจากต ารา และประสบการณ์ ของครูบาอาจารย์หลายท่านที่ได้เคยกล่าวมาแล้ว ก่อนที่ผู้เขียนจะน าเสนอเรื่องพระสมเด็จผงใบลานผมได้คัดข้อเขียนบางตอนของ อาจารย์ตรียัมปวาย มาให้ พิจารณาดังนี้ “การสร้างพระของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสี หนึ่ง เนื้อผงใบลานเผา ท าน้อยมาก เพราะเปลืองผงใบลาน เจ้าพระคุณจะนั่งจานใบลานตลอดเวลา พอมากๆ เข้ากเ็อามาสุมไฟ คนที่เห็นกว็่าท่านบ้า เป็น พิมพ์ปรกโพธ์ิมีท้ังโพธ์ิเมล็ด และโพธ์ิใบ ท่านใช้ผสมในพระเนื้อปูนป้ันด้วย สอง เนื้อชานหมาก พระอาจารย์ ขวัญ กล่าวว่า ท่านสร้างพระเนื้อชานหมาก คู่กับเนื้อใบลานเผา แต่เนื้อชานหมาก เป็นพิมพ์ทรงประธาน (ท้ังสอง เนื้อ เจ้าพระคุณได้ถวายรัชกาลที่๕ และได้ทรงแจกข้าราชการในปี ๒๔๑๖ ปี ระกาป่ วงใหญ่ หลังสมเด็จมรณะ ๑ ปี ) สาม เนื้อปูนน ้ามัน เหมือนพิมพ์ทรงนิยม แต่เนื้อฉ ่าคล้ายมีน ้ามันอยู่แต่หาหลักฐานการสร้างไม่ได้” ท้ังหมดนี้ถือ เป็นค าบอกเล่าถึงพระพิมพ์ต่างๆ นอกจากพิมพ์นิยมในปัจจุบัน เพราะยังมีครูบาอาจารย์และนักนิยมพระสมเด็จใน สมัยโบราณหลายท่านแย้งว่าท่านได้สร้างพระผงใบลานพิมพ์ใหญ่ด้วย ประกอบกับพระสมเด็จผงใบลานที่เป็ น ตัวอย่างในข้อเขียนนี้เป็นพระสมเด็จผงใบลานพิมพ์ใหญ่เช่นกันที่ถูกเกบ็รักษาไว้อย่างดีข้อมูล ต่าง ๆ เหล่านีท้ี่ต้อง น ามาพิจารณาประกอบการศึกษา และค้นคว้า


78 พระสมเด็จเน้ือผงใบลานสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสีไดจ้ดัสร้างประมาณ ปีพ.ศ. ๒๔๐๕-๒๔๐๖ ในสมัยสมเด็จพระจอมเกล้าเจา้อยู่หัวรัชกาลที่๔ (ก่อนที่ท่านจะไดส้มณศกัด์ิเป็น “สมเด็จพระพุฒาจารย”์ ในปี พ.ศ.๒๔๐๗) ท่านได้จดัสร้างพร้อมกับพระสมเด็จเน้ือชานหมากที่วดัระฆงัโฆษิตาราม การจดัสร้างในคร้ังน้ัน จัดสร้างพระสมเด็จเน้ือผงใบลาน และเน้ือชานหมากได้ไม่ถึงร้อยองค์และได้มอบให้แก่พระบรมวงศานุวงศ์ ขา้ราชการช้นัผูใ้หญ่และศิษยผ์ูใ้กลช้ิดเพียงไม่กี่คน พระสมเด็จชุดน้ีไม่ไดบ้รรจุกรุอนัเนื่องจากจดัสร้างเป็นการ เฉพาะและมีปริมาณนอ้ยนนั่เอง พุทธศิลปที่พบจะเป็นแม่พิมพส์มยัใหม่ในยุคแรก ๆ ที่เรียกว่าพิมพป์ระธาน (พิมพ์ ใหญ่) และพิมพ์ปรกโพธิ์ พิมพ์อื่น ๆ ไม่พบเห็น การสร้างพระผงใบลานของเจา้ประคุณสมเด็จฯ เริ่มจากการที่ท่าน นา พระคมัภีร์ใบลานเก่าที่ชา รุด และไดค้ดัลอกอกัขระพระสูตรคาถาแลว้รวมกบั ใบลานที่ท่านไดเ้จียรไว้นา มาเผาให้ เป็นเถา้บดให้ละเอียด นา มากรองจนเป็นผงฝุ่น ต่อจากน้นัจึงผสมตามสูตรการสร้างพระสมเด็จของท่านตามสูตร โบราณ อนั ไดแ้ก่ ปูนเปลือกหอย มวลสาร ผงวิเศษ น้า มนัทงัน้า ผ้ึง กล่าวกนัว่าพระสมเด็จผงใบลานซ่ึงสร้าง พร้อมกบัเน้ือชานหมากรวมกนัน้นัสร้างไดไ้ม่ถึงร้อยองคเ์พราะเนื่องจากใบลานมีจา นวนไม่มากเมื่อนา มาเผาบดแลว้ จะเหลือเพียงจ านวนน้อย การพจิารณาและวิเคราะห์พุทธศิลป์และเนื้อมวลสาร วรรณะองค์พระจะเป็ น สีเทาด า เนื่องจากผสมกับปูนเปลือกหอย และอีกประการความเข้มของสีมากน้อย ข้ึนอยู่กบัสภาพแวดลอ้มทางธรรมชาติเป็นสา คญัเน้ือพระแห้งสนิท จุดที่ควรพิจารณาเป็นพิเศษไดแ้ก่เน้ือของพระ จะมีความละเอียดมากเนื่องจากผงใบลานผ่านการกรองจนเป็ นฝุ่ น ปูนที่น ามาผสมถูกบด ต า อย่างละเอียด ปรากฏ เห็นกอ้นมวลสารสีเหลืองนวล หินสีน้า ตาลออกส้ม หินอ่อนศกัด์ิสิทธ์ิสีขาวจากประเทศจีน ท้งัหยาบและละเอียด รวมท้งัปรากฏผงทอง และผงทรายทองกระจายทวั่องค์ถือเป็นหลกัส าคญัคาบไขสีขาวหม่น ๆ ซ่ึงจะปรากฏเป็น หย่อม ๆ กระจายอยู่ทวั่ ไปทางดา้นหน้าและมีความชดัเจนมากกว่าดา้นหลงัน้ันเกิดจากปฏิกิริยาทางธรรมชาติของ มวลสารกับน้ ามนังาหรือน้ ามนัมะพร้าวที่ใช้ทาพิมพผ์ ่านกาลเวลามิใช่เกิดจากคราบแป้งโรยพิมพด์ ังที่หลายท่าน เขา้ใจคราบดงักล่าวน้ีจะค่อย ๆ ผุดออกมาเป็นไขเคลือบผิว หรือมีลกัษณะเป็นขลุยหรือเป็ นเกร็ดเล็ก ๆ บาง ๆ หลุด ล่อนเองตามธรรมชาติก็ปรากฏ (รายละเอียดและเหตุผลผมได้เขียนให้อ่านไปแล้วในหลักการพิจารณาพระสมเด็จวัด ระฆงั) การยุบตวัและการหดตวัต่างจากพระสมเด็จเน้ือมวลสารโดยทวั่ ไปด้วยเหตุแห่งเน้ือผงใบลานที่มีความ ละเอียด น้า มนัทงัและน้า ผ้ึงที่เป็นตัวประสาร จึงท าให้มีการเกาะยึดได้ดีจึงมีความแกร่งกว่า ด้านหลังที่พบส่วนใหญ่ จะค่อนขา้งเรียบหรือมีลกัษณะคลา้ยสิ่งที่รองรับในขณะผ่ึง ตาก มีรอยปูไต่หรือรอยหนอนดน้แต่ไม่ค่อยชดัเจนมาก นัก พุทธศิลปจัดได้ว่าเป็ นพิมพ์แบบสมัยใหม่ในยุคแรก ๆ ที่ค่อนข้างมีความสวยงามใกล้เคียงกับพิมพ์ของพระสมเด็จ วดัพระแกว้องค์พระสมส่วนสง่างาม เส้นสายรายละเอียดชัดเจน การตดัขอบท้งัสี่ด้านค่อนขา้งปราณีต สิ่งที่น่า พิจารณาอีกประการก็คือการไดพ้บว่าการจดัสร้างพระสมเด็จเน้ือชานหมากกบัเน้ือผงใบลานเป็นการสร้างในคราว


79 เดียวกันแต่พิมพ์ที่ใช้มีลักษณะต่างกัน อันเป็ นการบ่งบอกถึงอัจฉริยะที่มีความเป็ นอิสระในวิธีคิด ไม่ยึดติด แต่คงไว้ ซึ่งการเผยแพร่พุทธศิลปในหลายแนวทาง และหลายรูปแบบของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี นนั่เอง ท้ายสุดขอให้พยายามพิจารณาจากของจริง และเปรียบเทียบกับหลักการทางวิทยาศาสตร์เป็ นส าคัญ ขอให้ ท่านผทู้ี่มีความศรัทธาไดโ้ปรดสืบคน้กนัต่อไป ดว้ยจิตใจที่มนั่คงในสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสี


80 พระสมเด็จวัดระฆังเนื้อชานหมาก อาจารย์ไพรพนา ศรีเสน พระสมเด็จวดัระฆงัเน้ือชานหมากจดัเป็นพระสมเด็จที่หาไดย้ากมากพอๆกบัพระสมเด็จที่เน้ือมวลสารทา ดว้ยหินลบัมีดโกน และพระสมเด็จที่เน้ือมวลสารทา ดว้ยผงใบลาน จนในปัจจุบนัวงการพระสมเด็จแทบไม่มี ใครรู้จกัและไม่หาเล่นกนัคงเป็นเพราะไม่เคยเห็นของจริงและไม่มีพ้ืนฐานความรู้การเขียนเรื่องพระสมเด็จวัด ระฆงัเน้ือชานหมากน้ีขอ้มูลที่ได้มาจากสามทางด้วยกันคือจากการสืบคน้ทางวิชาการ จากคา บอกเล่าของครู อาจารย์โดยเฉพาะของพระภิกษุวงศ์สุธรรมโม (พระอาจารยจ์ิ้ม กนัภยั) ซ่ึงผูเ้ขียนยึดถือเป็นหลกัเบ้ืองตน้ ใน การสืบค้นเพื่อต่อยอดพัฒนาต่อไป และอีกประการที่ส าคัญก็คือการไดพ้ ิจารณาจากพระสมเด็จเน้ือชานหมากที่ ครอบครองอยู่ พระสมเด็จเน้ือชานหมากสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสีไดจ้ดัสร้างประมาณ ปีพ.ศ. ๒๔๐๕-๒๔๐๖ ในสมยัสมเด็จพระจอมเกลา้เจา้อยู่หัวรัชกาลที่๔ (ก่อนที่ท่านจะไดส้มณศกัด์ิเป็น “สมเด็จพระพุฒาจารย”์ ในปี พ.ศ.๒๔๐๗) ท่านได้จดัสร้างพร้อมกับพระสมเด็จเน้ือผงใบลานที่วดัระฆงัโฆษิตาราม การจดัสร้างในคร้ังน้ัน จดัสร้างพระสมเด็จเน้ือชานหมากไดไ้ม่ถึงร้อยองคแ์ละไดม้อบให้แก่พระบรมวงศานุวงศ์ขา้ราชการช้นัผูใ้หญ่และ ศิษยผ์ูใ้กลช้ิดเพียงไม่กี่คน พระสมเด็จชุดน้ีไม่ได้บรรจุกรุอันเนื่องจากจัดสร้างเป็ นการเฉพาะและมีปริมาณน้อย นนั่เอง พุทธศิลป์ที่พบจะเป็นแม่พิมพแ์บบโบราณ ที่เรียกวา่พิมพป์ระธาน (พิมพใ์หญ่) พิมพอ์ื่น ๆ ไม่ปรากฏ พระสมเด็จเน้ือชานหมากน้ีพระภิกษุวงศ์สุธรรมโม (พระอาจารยจ์ิ้ม กนัภยั) ท่านไดเ้ล่าให้ผูเ้ขียนฟังว่า ท่านได้รับความรู้จากการบอกเล่าของ หลวงปู่นาคแห่งวัดระฆัง (พระเทพสิทธินายก นาค โสภโณ ) ซึ่งเป็ นพระ อุปัชฌาย์ของท่านได้เล่าให้ฟังว่า “ พระสมเด็จเนื้อชานหมากจะจัดว่าเป็นพระเครื่องที่มีพุทธคุณสูงที่สุดก็ว่าได้ เพราะสมเด็จท่านจะฉันท์หมากเป็นอาจินต์เวลาสวดพระคาถาใด ๆ หมากก็จะอยู่แต่ในปากอิทธิปาฏิหาริย์ใดล้วนถูก บรรจุแต่ในชานหมากนั้น ๆ ผู้ใกล้ชิดและลูกศิษย์กแ็ย่งกันอยู่เนือง ๆแต่ท่านไม่ค่อยให้ใครไม่รู้ว่าเกบ็ ไว้ที่ใดต่อมาพอ เห็นพระสมเด็จเนื้อชานหมากจึงเข้าใจว่าท่านเก็บไว้สร้างพระ” การจัดสร้างเกิดจากส่วนผสมของ “ หมาก ” ที่สมเด็จฯท่านโปรดอันประกอบไปด้วย หมากดิบ ใบพลู ปูน แดง สีเสียด การบูรกานพลูชะเอม ยาฉุน ซ่ึงพระสมเด็จเน้ือชานหมากน้ีเกิดจากการขบเค้ียวของสมเด็จพระพุฒา จารย์(โต) พรหมรังสีชานหมากที่เหลือเก็บรวบรวมไวแ้ลว้นา มาบดพอละเอียดจากน้นันา มาผสมกบัผงวิเศษ น้า มนั ทงัและน้า มนัสน ( เพื่อเร่งการยึดเกาะตวัของชานหมากกบัเน้ือมวลสารอื่น เมื่อแห้งจะเป็นสีอมัพนัคือสีน้า ตาล เหลืองแบบน้า ผ้ึง ) สร้างเป็นพระสมเด็จเน้ือชานหมากแลว้นา ไปพุทธาภิเษกร่วมกบัพระสมเด็จพิมพแ์ละเน้ือมวลสาร อื่นๆ


81 การพจิารณาและวิเคราะห์พุทธศิลป์และเนื้อมวลสาร วรรณะองคพ์ระจะเป็นสีอมัพนัคือสีน้า ตาลเหลืองแบบน้า ผ้ึง ปรากฏเห็นกอ้นมวลสาร และส่วนประสมของ วตัถุที่รวมกนัเป็นหมากทวั่ท้งัองคเ์ป็นลกัษณะแบบธรรมชาติคือละเอียดไม่เท่าเทียมอนัเกิดจากการขบเค้ียวและการ โขลก แห้งจดัแข็งแกร่งอนัเกิดจากส่วนผสมของชานหมากผสมกับมวลสารผงวิเศษ น้ ามนัทงัและน้ ามนัสน นา มาผ่ึงตากจนแห้งสนิท หลกัการพิจารณาเบ้ืองตน้ที่ส าคญั ให้พิจารณาจากพระเน้ือชานหมากในยุคหลงัๆเน้ือจะ หยาบไม่แข็งแกร่ง เน้ือมวลสารจะมีความแตกต่างกนัมากท้งัสีน้า หนกัและความสวยงาม อนัเนื่องมาจากสูตรและ วิธีการสร้างที่แตกต่างกนัและถา้เราพูดกนัถึงในดา้นความเชื่อจะพบว่าพระสมเด็จน้นัพิจารณาผ่านตาเพียงคร้ังแรก จะรู้สึกถึงความแตกต่างกับพระในยุคหลังๆหรือของไม่แท้ ส่วนพุทธศิลป์ เป็ นพิมพ์แบบโบราณที่ค่อนข้างหาดูได้ ยาก การจะกา หนดว่าพุทธศิลป์จะตอ้งมีลกัษณะเฉพาะตายตวัมีจุดโค๊ตจุดตา หนิคงเป็นไปไม่ไดก้บัพระเน้ือมวลสาร ที่ผ่านกาลเวลามาเป็ นร้อยปี ส่วนด้านหลังขององค์พระสมเด็จจะพบร่องลอยหลังแบบตามลักษณะของวัสดุที่ตัด และรองขณะตากผึ่ง ท้ายสุดขอให้พยายามพิจารณาจากของจริงและเปรียบเทียบกับหลักการทางวิทยาศาสตร์เป็ น ส าคญัการเขียนเรื่องพระสมเด็จเน้ือชานหมากเท่าที่สืบคน้และไดย้ินไดฟ้ ังก็มีเท่าน้ีขอให้ท่านผูม้ีความศรัทธาได้ โปรดสืบคน้กนัต่อไปดว้ยจิตใจที่มนั่คงในสมเด็จพระพุฒาจารย(์โต)พรหมรังสี


Click to View FlipBook Version