The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปุจฉา - วิสัชนา เล่ม 1
เริ่มต้นปฏิบัติธรรม - ว่าด้วยการเริ่มต้นปฏิบัติธรรมและการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน
ประพันธ์โดยท่านทรงกลด มั่นสิงห์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by วรพงษ์ สุพิมล, 2020-08-18 07:22:51

ปุจฉา - วิสัชนา เล่ม 1

ปุจฉา - วิสัชนา เล่ม 1
เริ่มต้นปฏิบัติธรรม - ว่าด้วยการเริ่มต้นปฏิบัติธรรมและการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน
ประพันธ์โดยท่านทรงกลด มั่นสิงห์

(ก)

ปุจฉา – วิสชั นา

เลม่ ๑

เรม่ิ ตน้ ปฏบิ ัติธรรม

ชื่อผู้แตง่ นายทรงกลด ม่ันสิงห์
ปีทีพ่ ิมพ์ 2563
ครง้ั ทีพ่ ิมพ์ 1
จานวน X,XXX เลม่
จดั ทาโดย นายทรงกลด มน่ั สิงห์
ISBN XXX-XXX-XXX-XXX-X
พิมพ์ที่ ห้างหุ้นสว่ นจากัด น่ากงั การพิมพ์
74 ซอยสาธุประดษิ ฐ์ 16 ถนนสาธปุ ระดษิ ฐ์
แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรงุ เทพฯ 10120
โทร. 02-211-1998, 02-211-9664

(ข)

คำนำ

หนงั สอื เลม่ นีเ้กิดขนึ ้ จากการตอบคาถามของท่านทรงกลด มนั่ สิงห์
ในกลมุ่ ไลน์ลกู ศิษย์ทกุ กลมุ่ เม่ือกลมุ่ เร่ิมเตบิ โต จงึ มีสมาชิกเก่าและใหมค่ ละ
กันไป คณะผ้จู ัดทาจึงเลง็ เห็นว่าน่าจะจดั เก็บคาถาม-คาตอบเป็นหมวดหมู่
เพ่ือสมาชิกท่านใดต้องการอ่านเป็นเร่ืองๆ ไป ไม่ต้องไปค้นหาจากโน้ตท่ี
จดั เก็บในไลน์และสามารถสง่ ไปให้กัลยาณมิตรตามภูมิธรรมของแต่ละท่าน
ได้อ่านอีกด้วย ถือเป็นการช่วยส่งเสริมกันให้ติดตามธรรมให้เท่าทัน ช่วย
เพื่อนและช่วยตวั เองได้ทบทวน ตลอดถึงช่วยงานธรรม ช่วยเผยแผ่คาสอน
ของพระพุทธเจ้า ต่อจากการอ่านหนังสือ “กว่าจะถึงกระแสธรรม” ของ
ทา่ นทรงกลด มน่ั สงิ ห์ เพม่ิ เตมิ อีกช่องทางหนงึ่

ปจุ ฉา-วิสชั นา ในหนงั สือนีไ้ ด้ผ่านการตรวจทานความถูกต้องจาก
ทา่ นทรงกลดฯ แล้ว คณะผ้จู ดั ทาได้จดั แบง่ เป็น ๔ เลม่ คอื

เลม่ ท่ี ๑ การเร่ิมต้นปฏบิ ตั ธิ รรม
เลม่ ท่ี ๒ กายคตาสตปิ ัฏฐาน เวทนานปุ ัสสนาสติปัฏฐาน
เลม่ ท่ี ๓ จิตตานปุ ัสสนาสติปัฏฐาน ธมั มานปุ ัสสนาสติปัฏฐาน
เลม่ ที่ ๔ โลกถาม ธรรมตอบ

(ค)

ซงึ่ เป็นการเรียงเนือ้ หาเป็นขนั้ ตอนจากเริ่มต้นการเดินทางธรรมไปจนจบสนิ ้
การเดินทาง ด้วยคาถามของลกู ศิษย์ท่ีมีข้อสงสยั และได้รับคาตอบเพ่ือการ
เพียรปฏิบตั ภิ าวนาตอ่ ไป

คณะผ้จู ดั ทาจึงขอเอาความเพียร ความตงั้ ใจและความเสยี สละใน
การรวบรวมบันทึกจัดทาเป็นอาจาริยบูชาอาจารย์ทรงกลด บุญกศุ ลใดที่
เกิดจากการได้ช่วยงานธรรมของทา่ นอาจารย์ ขออทุ ศิ ให้แก่ผ้ทู ่ีเก่ียวข้องกบั
คณะผ้จู ดั ทาทงั้ ท่ียงั มีชีวิตอยู่และได้ลว่ งลบั ไปแล้วตลอดจนสรรพสง่ิ ทม่ี ีชีวิต
ทว่ั ทกุ ภพโดยไม่มีประมาณ

สดุ ท้ายนี ้ขอให้ทา่ นผ้อู า่ นทกุ ท่านเม่ืออ่านแล้ว ให้ได้ใจ เห็นใจ รู้ใจ
และละใจกนั ถ้วนทกุ คน สาธุ

คณะผูจ้ ัดทำ

ช่องทางการติดตอ่

สายธารธรรม 2 songklod monsing

songkod.monsing [email protected]

(ง)

สรุปวธิ เี จรญิ สมาธภิ าวนา (สมั มาสมาธิ)
ตามแนวการสอนของหลวงปู่ดูลย์ อตโุ ล

เริ่มต้นด้วยอิริยาบถที่สบาย ยืน เดิน น่ัง นอน ได้ตามสะดวก
ทาความรู้ตวั เตม็ ทแี่ ละรู้อยู่กับที่ โดยไมต่ ้องรู้อะไร คอื รู้ตัว หรอื รู้ "ตัว"
อย่างเดียว รักษาจิตเช่นนี้ไว้เร่ือยๆ ให้ "รู้อยู่เฉยๆ" ไม่ต้องไปจาแนก
แยกแยะ อย่าบังคับ อย่าพยายาม อย่าปล่อยล่องลอยตามยถากรรม
เม่ือรักษาจิตได้สักครู่ จิตจะคิดแส่ไปในอารมณ์ต่างๆ โดยไม่มีทาง
รู้ทันก่อน เป็นธรรมดาสาหรับผู้ฝึกใหม่ ต่อเม่ือจิตแล่นไป คิดไปใน
อารมณ์นนั้ ๆ จนอิม่ แล้ว กจ็ ะ "ร้สู ึกตัว" ขึ้นมาเอง

เม่ือรู้สึกตัวแล้วให้พิจารณาเปรียบเทียบสภาวะของตนเอง
ระหว่างทีม่ ีความรอู้ ยู่กับทแ่ี ละระหว่างทจ่ี ิตคดิ ไปในอารมณ์วา่ มีความ
แตกต่างกันอย่างไร เพ่ือเป็นอุบายสอนจิตให้จดจา จากน้ันค่อยๆ
รักษาจิตให้อยู่ในสภาวะรู้อยู่กับท่ีต่อไป คร้ันพลั้งเผลอรักษาไม่ดีพอ
จติ ก็จะแลน่ ไปเสวยอารมณข์ ้างนอกจนอิ่ม แล้วจะกลบั รู้ตัว รตู้ ัวแล้วก็
พิจารณารักษาจิตต่อไป ด้วยอุบายอย่างน้ี ไม่นานนักก็จะสามารถ
ควบคมุ จิตและบรรลุสมาธใิ นทีส่ ุด และจะเป็นผู้ฉลาดใน "พฤติแห่งจิต"
โดยไมต่ ้องไปปรกึ ษาหารือใคร

*** ข้อห้ามในเวลาจิตฟุ้งเต็มที่ อย่าทา เพราะไม่มีประโยชน์
และยังทาให้บ่ันทอนพลังความเพียร ไม่มกี าลังใจในการเจริญจิตครั้ง
ต่อไป

การบริกรรม "พุทโธ" เปล่าๆ โดยไร้เจตจานง ไม่เกิดประโยชน์
อะไรเลย กลับเป็นเคร่ืองบ่ันทอนความเพียร ทาลายกาลังใจในการ
เจริญจติ ในคราวตอ่ ๆ ไป...

(ทีม่ า : หนังสอื วธิ เี จรญิ จิตภาวนา ตามวธิ ีหลวงปู่ดลู ย์ อตุโล)

(จ)

การปฏบิ ัติเบอื้ งต้น มดี ังน้ี

๑. ให้พิจารณากาย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ตลอดจนตับ ไต ไส้พุง (บทพิจารณา
อาการ ๓๒ มีในหนังสือสวดมนต์) ว่าเป็นของไม่สะอาดด้วยสี สัณฐาน กลิ่น
ที่เกิด ท่ีอยู่ เป็นส่งิ ไม่เทีย่ ง ต้องเส่ือมดับไปเป็นธาตุดิน น้า ไฟ ลม หาแก่นสาร
ตวั ตนอะไรไมไ่ ด้ จะถือเป็นเรา ของเราไม่ได้

๒. หายใจเขา้ ใหร้ ู้สกึ ตวั หายใจออกใหร้ สู้ กึ ตวั
๓. ยนื เดนิ นั่ง นอน พยายามใหอ้ ยกู่ ับความรูส้ กึ ตัวตลอดเวลา
๔. หากจะน่งั สมาธิ ให้น่ังโดยใช้ ขอ้ ๑ - ๓ ท่กี ล่าวมา
๕. เม่ือมีอารมณ์ใดมากระทบ ไม่ว่าความยินดียินร้าย ให้มสี ติรูเ้ ท่าทัน คือ ให้รู้สึก

ตวั ขึ้นมา แล้วพิจารณาให้เห็นความเป็นอนิจจังคือ ไม่เท่ียงในอารมณ์นั้นๆ ให้
เหน็ ว่า “ไม่ดบั ไปวนั น้กี ็พร่งุ นีแ้ หละ เจ้าอารมณ์เอ๋ย” ให้เหน็ ความเกดิ ความดับ
ของอารมณท์ ้ังปวง ให้เหน็ วา่ จะหาอารมณ์ไหนท่ีเท่ียงแท้ไม่ได้สกั อารมณ์เดียว
คือ หาแก่นสารอะไรไมไ่ ด้ จะถือเป็นเรา ของเรากไ็ มไ่ ด้
๖. เม่ือเกิดโทสะ ราคะ จิตฟุ้งซ่าน ง่วงเหงา หาวนอน หดหู่หรือสงสัย ให้ “รู้” คือ
รู้สึกตัวลูกเดยี ว ให้จิตออกมาอยู่กับรู้ ใหอ้ ยู่กับรู้ ถา้ อยู่กบั รู้ได้ อารมณต์ ่างๆ จะ
ค่อยบรรเทาแล้วเสื่อมดับไปให้เห็น ถ้าถึงข้ันน้ี แสดงว่า สติมีกาลังใช้ได้แล้ว
ให้รักษากาลังสติเช่นนไี้ ว้ วันหน่ึง จิตกับสติหรือรู้จะต้ังมนั่ เข้าด้วยกัน เรียกว่า
มคั คสมงั คี (สมั มาสมาธ)ิ วันนนั้ จะเหน็ ธรรมหายสงสัย

ท่ีกล่าวมาเรียกว่าการเจริญสติปัฏฐานส่ี หนทางเดียวท่ีจะรู้เห็นธรรม
หนทางเดยี วที่จะนาไปสกู่ ารพน้ ทุกข์แบบถาวร

ขอ้ ควรคานึงคือ

๑. ยงั ไม่ต้องไปคิดค้นคว้าหาผู้รู้ ให้ละ เลิกความคิดหาเหตุหาผลอะไรทั้งปวง ยัง
ไมต่ ้องคิดค้นเรื่องปฏิจจสมุปบาท เม่ือเกิดดวงตาเห็นธรรม (โสดาปตั ติผล) กจ็ ะ
เห็นสิ่งท่ีกล่าวมาโดยไม่ต้องไปถามใคร จากน้ันจิตมันจะซอกซอนหาเหตุผล
ของมันเองจนจบกิจ คือจิตบริสุทธิ์ พ้นไปจากความยึดมั่นในรูป นาม ขันธ์ห้า
อารมณ์ทง้ั ปวง พ้นทุกข์ หยุดการเวยี นวา่ ยตายเกิดในสังสารวัฏอันยาวนาน

๒. ให้ทิง้ เสน้ ทางทเี่ คยปฏิบตั มิ าแต่เดิมเสียใหส้ น้ิ
๓. ใครเคยภาวนาแบบพุทโธมา หากภาวนาแล้วจิตสงบบ้างแล้ว กอ็ อกมาเดินต่อ

ทางปัญญาคอื ดาเนนิ ตามข้อ ๑ , ๕ , ๖

(ฉ)

๔. สิ่งทเ่ี คยอ่านหรืออ่านอยู่ สิ่งที่เคยฟงั หรือฟังอยใู่ ห้วางไว้กอ่ น ถ้าจะอา่ น ใหอ้ ่าน
หนังสือของหลวงปู่ชา หลวงปดู่ ูลย์ หรือครูบาอาจารย์สายพระปา่ (หลวงปู่ม่ัน)
เทา่ นั้น

๕. ให้ปฏิบัตติ ามด้วยความศรัทธา ด้วยความเพียรต่อเนื่องไม่ใช่ทาๆ หยุดๆ หาก
ทาไดเ้ ชน่ น้ี ไม่เกนิ เจ็ดเดอื นจะเห็นความเปล่ียนแปลงปรากฏในจิตใจตน

ข้อชี้วัดการปฏบิ ตั ิวา่ ถกู ตอ้ ง ก้าวหน้า
๑. จติ จะอยูก่ บั อารมณ์น้อยลง ไมจ่ ม แชน่ านขา้ มวันข้ามคืน จะรู้สึกตวั บ่อยข้ึน สติ

จะดีข้นึ ทกุ ข์แม้จะมีก็จะทาอะไรไมไ่ ด้มากเหมือนเดิม
๒. จะฟุ้งซ่านน้อยลง การส่งใจไปในอดีตหรือวาดฝันถึงอนาคตจะน้อยลง จะอยู่

กับปัจจุบนั มากข้ึน
๓. จะใหอ้ ภัยคนไดง้ า่ ยขน้ึ ความอาฆาตพยาบาทจะน้อยลงหรอื แทบไม่มเี ลย
๔. จิตจะสงบได้เองแม้ลืมตา และจะมีอาการปติ ินอ้ ยๆ เกิดข้ึนเปน็ ของขวัญชิ้นแรกๆ

สาหรับการพากเพียรปฏิบัติ จะเห็นคุณค่าการปฏิบัติ เช่ือม่ันในคาสอนของ
พระพทุ ธเจ้ามากขึ้นเรือ่ ยๆ และทาให้มีกาลงั ใจในการปฏบิ ตั ิพากเพยี รตอ่ ไป จน
รเู้ หน็ ธรรมในทสี่ ดุ

ทา่ นทรงกลด มัน่ สิงห์ ๑๘ ม.ค. ๒๕๖๐

การรู้สกึ ตัว

การรตู้ ัวว่ากาลงั ทาโน่น นี่ นน่ั อยู่ กับการรู้สกึ ตัวท่ีเป็นสติน้ีต่างกัน อย่าง
แรกเป็นเพยี งความระลึกได้ในลกั ษณะจาได้ หมายรู้ (สัญญาขันธ)์ อันเป็นอารมณ์
อย่างหนึ่ง แต่อย่างหลังท่ีเป็นสติ จะต้องมีลักษณะเป็นความระลึกได้ในลักษณะ
รู้สึกตัวท่ัวพร้อมจะ “ต่ืนรู้อยู่กับท่ี” และ “เบิกบาน” อยู่ในตัว ส่วนอารมณ์ก็
เคล่ือนไหวอยรู่ อบๆ เหมอื นเวลาง่วงก็รู้ตวั วา่ ง่วง แตก่ ็ยังงว่ งอยู่ แต่ถ้าเปน็ สติข้ึนมา
มันจะออกจากความง่วงมาอยู่กับความรู้สึกตัว มันจะเป็นความง่วงท่ีไม่ง่วง จะ
“ต่ืนรู้” อยู่ท่ามกลางความง่วง หากไม่รู้จักสติอย่างถ่องแท้แล้วไปหลงการรู้ตัวว่า
การกาลังทาโน่น นี่ น่ัน อยู่เป็นสติ แม้ปฏิบัติธรรมอยู่ร้อยปีก็ไม่มีวันเห็นธรรม พบธรรม
พบ “พุทธะ” เลย เพราะ “พทุ ธะ” แปลว่า “ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน” อันหมายถึง สติ
นัน่ เอง

ทา่ นทรงกลด มนั่ สงิ ห์ ๒๖ ม.ี ค. ๒๕๖๐

(ช)

การเดนิ จงกรมที่ถูกต้อง

๑. เดนิ พิจารณาอาการ ๓๒ (กายคตาสต)ิ
๒. เดินพิจารณาอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดด้วยสติท่ีรู้เท่า

ทันอารมณ์ต่างๆ ให้เห็นเป็นไตรลักษณ์คือ อนิจจัง
ทุกขัง อนัตตา เห็นความเกิด ความเสื่อมดับในทุก
อารมณ์ ไมค่ วรยดึ ม่ันถือม่ัน
๓. เดินด้วยความรู้สึกตัวท่ัวพร้อมหรือความรู้สึกที่เป็น
กลางๆ “รูอ้ ย่กู บั ท่ี” ดังน้ี
ก. ยืนอยู่ตรงตน้ ทางจงกรม หายใจเขา้ ลกึ ๆ สามคร้ัง

ให้รูส้ กึ ตวั ทว่ั พรอ้ มขึ้นมา
ข. ให้รักษาความรู้สึกตัวท่ัวพร้อมนั้นไว้ แล้วยา่ งเท้า

ก้าวเดิน โดยไมต่ ้องบรกิ รรมคาภาวนาใดๆ
ค. เมื่อความรู้สึกตัวท่ัวพร้อมหายไป ให้หยุด และ

หายใจเข้าลกึ ๆ สามคร้ัง ให้ร้สู ึกตัวทว่ั พร้อมขึ้นมา
ใหม่ แล้วจึงค่อยเดิน รักษาความรู้สกึ ตัวนั้นไว้ หาก
ความรู้สึกตัว ท่ัวพร้อมหายไปอีก ก็ให้หยุดทา
เช่นเดมิ ทาเช่นนี้ จนสดุ ทางเดินจงกรม แลว้ จึงทา
ตามขอ้ ก - ค ใหม่
๔. หากทาได้ ไม่นานจิตจะเปล่ียนจากท่ีอยู่เดิมคือ
อารมณ์ต่างๆ มาอยู่กับสติได้ในที่สุด วันใดจิตต้ังม่ัน
อยู่กับสติได้ วันน้ันจะเกิดสัมมาสมาธิในมรรคมี
องคแ์ ปด จะรู้เหน็ ธรรมไดใ้ นวันน้ันเอง

(ซ)

อานาปานสตฉิ บบั ย่อ

การปฏิบัติท่ลี ัดทีส่ ุดกค็ อื การเจรญิ สตปิ ัฏฐานสี่

ให้เดินจงกรมย่ีสิบนาที แบ่งเป็นสองตอน สิบนาทีแรกให้เดิน
พิจารณากาย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ไป กลับ ถ้าจิตไม่สงบเพิ่มเป็น
สิบห้านาที หลังจากนัน้ ให้เดินทาความรู้สึกตัว ประมาณสิบนาที ไม่ตอ้ ง
บริกรรมว่า เดินหนอ ยา่ งหนอ ให้รูส้ กึ ตัวทั่วพรอ้ มอย่างเดยี วเทา่ นน้ั การ
ร้สู ึกตวั ทั่วพร้อมก็คือ สติ การพิจารณากายให้เหน็ ตามความเป็นจริงใน
ตอนแรกจะไดท้ ้งั สตแิ ละปัญญา

หลังจากทา่ นไดเ้ ดินจงกรมมาย่ีสบิ ถึงยส่ี ิบห้านาที ท่านนง่ั สมาธิ
อย่างที่เคยนั่ง หายใจเข้าลึกๆ สามคร้ัง เป็นอานาปานสติอย่างย่อ ท่ี
สามารถเห็นธรรมไดโ้ ดยง่ายขณะหายใจเข้าถึงท่ีสดุ ของลม ให้ทาความ
ร้สู ึกตวั ทั่วพร้อม ทาสติใหเ้ กิด จริงๆ มีสติอยู่แล้ว ไม่ต้องไปทามันข้ึนมา
แต่จิตเราไม่เคยอยู่กับสติเลย อยู่กับอารมณ์ตลอด เมื่อหายใจเข้าลึกๆ
รู้สึกตัวท่ัวพร้อม ให้รักษาความรู้สึกตัวนั้นไว้ ตรงน้ีสาคัญมากเป็นเคล็ดลับ
ของวิชาอานาปานสติ ให้คงความรู้สึกตัวท่ัวพร้อมไว้ แล้วหายใจออก
ขณะหายใจออก ให้รักษาความรู้สึกตัวไว้ตลอดสายท่ีหายใจออกไป
จากน้ันจึงหายใจเข้าใหม่ เม่ือทาได้ดังนี้ สติท่านจะต่อเนื่องเป็นวงกลม
ท่ีหลวงปู่มั่นบอกว่าการปฏิบัติให้ทาเป็นวงกลมก็คือ การเจริญสติให้
ต่อเนอื่ งกันไปไมข่ าดสายคืออนั น้ีน่เี อง

ในอานาปานสติ หายใจเข้ารู้ หายใจออกรู้ ส่วนใหญ่จะไปรู้ (สติ)
ตอนหายใจเข้า ตอนหายใจออกหมดแล้ว สติจึงขาดช่วง ไม่ต่อเน่ือง
เหมือนสายน้าขาดสาย เราต้องรักษาความรู้สึกตัวทั่วพร้อมไว้ ตลอด
สายของลมหายใจเขา้ ออก

(ฌ)

หากทา่ นทาขัน้ นสี้ าเร็จจะมอี าการดงั นี้

๑. ทา่ นจะเห็นลมหายใจเข้าออกเหมือนแขกมาแล้วก็ไป มาแล้ว
กไ็ ป มาแลว้ ก็ไป ลมหายใจจะมาเองโดยไม่ต้องบงั คับให้หายใจเข้าหรือ
ออก เปน็ ธรรมชาติ สตทิ ่านจะดีขึ้น จะมีความรสู้ ึกตวั ทวั่ พร้อมอยู่ตลอด

๒. หายใจเขา้ ให้รู้ แตพ่ อหายใจออกไปใหพ้ จิ ารณาว่าลมหายใจ
น้ันเที่ยงหรือไม่ มีเกิดและมีดับเป็นธรรมดาของมันใช่หรือไม่ ให้เห็น
อนิจจังในลมหายใจ จะเห็นว่า ลม (ซ่ึงเป็นกาย) จะถือเป็นเรา ของเรา
ไม่ไดเ้ ลย ตอนนี้ จติ ท่านจะเริ่มแยกออกจากลม จากกายไดแ้ ลว้

๓. หายใจเข้าให้รู้สึกตัวทั่วพร้อมเหมือนเดิม แต่คราวนี้ไม่ต้อง
พิจาณาลมแต่ให้พิจารณาอารมณ์ ทาความเข้าใจอีกคร้ังว่า ความรู้สึก
นึกคิดท้ังปวงคืออารมณ์ ไม่ว่าดีหรือร้าย ไม่ใช่หมายถึงอารมณ์โกรธ
ไม่พอใจอย่างเดียว สุข ทุกข์ก็เป็นอารมณ์ ความจาได้หมายรู้ สัญญา
ทั้งปวง กเ็ ป็นอารมณ์

เมือ่ เข้าใจดังนี้ สิ่งทเี่ ข้ามาในหัวเราตอนนีไ้ ม่ว่าอดตี อนาคต น้ัน
คืออารมณ์ท้ังสิ้น ตอนนี้หายใจเข้าลึกๆ ให้รู้สึกตัวทั่วพร้อม สามสี่ครั้ง
แล้วให้พิจารณาอารมณ์ท่ีเข้ามา ดุจดังพิจารณาลมหายใจท่ีเข้ามาแล้ว
ก็ไป เหมือนแขกมาเยือน หลวงปู่ชาบอกว่าเหมือนเรานั่งอยู่ในห้อง
ห้องหนง่ึ มีเก้าอ้ีตัวเดียว เรานั่งอยู่ แขกจรมาเราไม่ใหน้ ่ัง เด๋ียวแขกก็ไป
เหมือนลม เหมือนอารมณ์น่ันแหละ ไม่ว่าจะเป็นภาพคน สัตว์ ส่ิงของ
ใดๆ ท่ีผา่ นเข้ามาในใจ ให้พิจารณาเปน็ อนิจจัง คือ ไมเ่ ทย่ี งแท้ เกิดแล้ว
ดับ ความคิดหน่ึงเกิดข้ึนแล้วก็ไป มาแล้วก็ไป เกิดแล้วเส่ือมดับๆ ๆ ให้
เห็นเป็นของไมเ่ ทย่ี ง ทกุ ขงั ทนไม่ได้ อนัตตา หาแกน่ สารไมไ่ ด้

วิธีพิจารณาคือ หายใจเข้าให้รู้สึกตัวทั่วพร้อม ตอนน้ีไม่ต้องไป
สนใจลมหายใจออกแล้ว แต่ให้พิจารณาอารมณ์ทีเ่ กิดขึ้นในขณะน้ันแทน
ลมหายใจออก ให้เหน็ ว่ามนั เกิดข้ึนแล้ว ต้องเส่ือมดับไปเป็นธรรมดา ให้

(ญ)

เห็นอนิจจังในอารมณ์เหมือนเห็นอนิจจังในลม เม่ือจิตเห็นอนิจจังใน
อารมณ์มากขึ้นๆ จิตจะจางคลายจากอารมณ์ จากความยึดมั่นถือมั่น
เห็นอารมณ์ไม่ต่างจากลม มาแล้วไป เกิดแล้วดับ จะรู้สึกเบา ปิติมากขึ้นๆ
จนจิตหยุดวิ่งตามอารมณ์ จิตต้ังมั่น เป็นสัมมาสมาธิ จะเห็นอารมณ์
ความรู้สึกนึกคิดทั้งปวง แยกออกไปเฉพาะหน้า ท่ีพระไตรปิฎกเรียกว่า
จิตพรากออกจากขนั ธ์ จะเห็นขนั ธห์ า้ อารมณไ์ ม่ใช่เรา ของเรา ผ้ใู ดเห็น
จติ ผู้นัน้ เหน็ ธรรม

แต่หากวันนี้ยังไม่เห็น ก็อย่าเพ่ิงท้อใจ ให้ปฏิบัติอยู่เนืองๆ ด้วย
เพียร ด้วยศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา นี่คือ พละห้า อินทรีย์ห้าท่ี
พระพุทธเจ้าเนน้ มาก ให้สังเกตอารมณใ์ นแต่ละวัน น้อมเข้ามา โอปนยิโก
ให้เห็นว่าเป็นเหมือนลมหายใจเข้าออก มาแล้วก็ไป ไม่ต้ังอยู่นาน เกิด
แล้วก็ดับ อย่าไปหมายมั่นให้มากนัก พระพุทธองค์บอกให้พอกพูน
ความเห็นนี้ไว้ เหน็ อนจิ จงั ในอารมณ์อยู่เนืองๆ เราเสียเวลาปฏบิ ตั จิ ริงสัก
สี่สิบนาที โดยในช่วงแรกสักย่ีสิบนาที ช่วงอานาปานสติย่ีสิบนาที ขอ
เน้นว่าช่วงแรกอย่าตามหรือเพ่งลม ให้รู้สึกตัวทั่วพร้อมอย่างเดียว
ระหว่างวันเมื่อจิตของท่านชินกับสติ ท่านจะประหลาดใจ เม่ือเวลามี
อารมณ์มากระทบ จิตจะวิ่งมาอยูก่ บั สตโิ ดยอัตโนมตั ิ

ขอทิ้งท้ายว่า อานาปานสติท้ังหมดในพระสูตรมีสิบหกข้ัน เป็น
เร่ืองสติ สมาธิและปัญญา ผมย่อมาสามข้ันตอนเป็นหัวใจของอานาปานสติ
เลยทีเดียว โดยจิตจะเป็นสมาธิขณะท่ีตั้งม่ันอยู่กับสติ อยู่กบั รู้ ขณะนั้นเห็น
อารมณ์แยกออกไป ก็เปลื้องจิตออกจากความยึดม่ันในขันธ์ห้าอารมณ์
ด้วยปัญญา คือ เห็นอนิจจังในอารมณ์ทั้งปวง จิตจะจางคลาย ค่อยๆ สละ
คืนอารมณ์และหลดุ พ้นไปในทส่ี ุด ก็ลองปฏิบตั ิกันดู จะเห็นความก้าวหน้า
ในการภาวนาอย่างไมเ่ คยเปน็ มาก่อน

(ฎ)

ถาม : อามา้ ถามวา่ คาว่าเจริญสตภิ าวนา ต้องทาอย่างไร

ตอบ : หายใจเขา้ ยาวๆ ลึกๆ คา้ งไว้ ให้รู้สึกตัวทั่วพร้อม แลว้ หายใจออก
ยาวๆ ให้รู้สึกตัวทั่วพร้อมตลอดสาย ทาแบบนี้สามคร้ัง จะจับความ
รู้สึกตัวได้ มันเป็นความรู้สึกกลางๆ ถ้าทาไม่ได้ ก็ทาต่อไปจนกว่าจะได้
เม่ือพบความรู้สึกตัวดังกล่าวแล้ว รักษาความรู้สึกตัวท่ัวพร้อ มไว้
น่ันแหละคือ สติล่ะ เมื่อมีอารมณ์มากระทบ ให้อยู่กับความรู้สึกตัว
ทาบ่อยๆ สติจะมีกาลังขึ้นมา ตอ่ ไปเมือ่ อารมณ์ใดกระทบ มนั จะเสื่อมดับ
ให้เหน็ ปญั ญาจะเกดิ ตรงน้ี

ถาม : ผมขอกราบเรียนถามท่ีท่านอาจารย์บอกว่า อาการ ๓๒ อยู่ใน
บทสวดมนต์ กระผมอยากทราบว่า อยู่ในบทสวดมนตบ์ ทไหนครบั

ตอบ : ทวตั ติงสาการปาฐะ (อาการ ๓๒) (หันทะ มะยัง ทวัตติงสา การะ
ปาฐัง ภะณามะ เส) อะยัง โข เม กาโย กายของเรานี้แล อุทธัง ปาทะ
ตะลา เบื้องบนแต่พื้นเท้าข้ึนมา อะโธ เกสะมัตถะกา เบื้องต่าแต่ปลายผม
ลงไป ตะจะปะริยันโต มีหนังหุ้มอยู่เป็นท่ีสุดรอบ ปุโรนานัปปะการัสสะ
อะสุจิโน เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ อัตถิ อิมัสมงิ กาเย มี
อยู่ในกายน้ี เกสา คือผมท้ังหลาย โลมา คือขนทั้งหลาย นะขา คือเล็บ
ทั้งหลาย ทันตา คือฟันทั้งหลาย ตะโจ หนัง มังสัง เน้ือ นะหารู เอ็น
ทั้งหลาย อัฏฐิ กระดูกทั้งหลาย อัฏฐิมิญชัง เยื่อในกระดูก วักกัง ไต
หะทะยัง หัวใจ ยะกะนัง ตับ กิโลมะกัง พังผืด ปิหะกัง ม้าม ปัปผาสัง
ปอด อันตัง ไสใ้ หญ่ อันตะคุณัง สายรดั ไส้ อุทะริยัง อาหารใหม่ กะรีสัง
อาหารเก่า ปิตตัง น้าดี เสมหัง น้าเสลด ปุพโพ น้าเหลือง โลหิตัง
น้าเลือด เสโท น้าเหงื่อ เมโท น้ามันข้น อัสสุ น้าตา วะสา น้ามันเหลว
เขโฬ น้าลาย สิงฆานิกา น้ามูก ละสิกา น้ามันไขข้อ มุตตัง น้ามูตร
มัตถะเก มัตถะลุงคัง เยื่อในสมอง เอวะ มะยัง เม กาโย กายของเราน้ี
อย่างน้ี อุทธงั ปาทะตะลา เบือ้ งบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา อะโธ เกสะมตั ถะกา
เบื้องต่าแตป่ ลายผมลงไป ตะจะปะริยนั โต มหี นงั หมุ้ อยู่เปน็ ทส่ี ุดรอบ ปุโร
นานัปปะการัสสะ อะสุจิโน เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ
อย่างนแี้ ลฯ

(ฏ)

บทพิจารณาอาการ ๓๒ มรณานุสติ และอสุภกรรมฐาน

ปฏิกูลมนสกิ ารบรรพ

น้อมพิจารณาในกายว่า กายนี้แต่พื้นเท้าข้ึนไป แต่ปลายผมลง
มา มีหนังเปน็ ท่ีสุดโดยรอบ ประกอบไปด้วย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เน้ือ
เอ็น กระดูก เย่ือในสมอง เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด
ไส้ใหญ่ ไส้ทบ อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ
มนั ขน้ น้าตา มนั เหลว น้ามนั ไขขอ้ น้าลาย น้ามูก น้ามูตร (ปัสสาวะ) ซึ่ง
เป็นของไม่สะอาด ผสมปนกันมีแต่ส่ิงปฏิกูลทั้งสิ้น น่ารังเกียจ สกปรก
ดว้ ยสภาพ สี ลักษณะ กลน่ิ ทเ่ี กดิ ทอี่ ยู่

น้อมพิจารณาในกายว่า กายน้ีเปรียบเหมือนไถ้ คือ ถุงยาวๆ มี
ปากสองด้าน ในถุงเต็มไปด้วยธัญชาติต่างๆ คือ ข้าวสาลี ถั่วเขียว
ถั่วเหลือง งา ข้าวสาร ผู้มีปัญญาแก้ไถ้นั้นแล้ว พึงเห็นว่า นี้ข้าวสาลี น้ี
ข้าวเปลือก นีถ้ ่ัวเหลือง นีง้ า น้ีข้าวสาร กายนี้ล้วนประกอบด้วยส่งิ ต่างๆ
ที่ผสมปนกันแล้วกลายเป็นปฏิกูล ไม่สะอาดอยู่ภายใน ประกอบไปด้วย
ซากพืช ซากสัตว์ใหญ่น้อย ดุจดังสุสานใหญ่ อาหารนี้เข้าทางปากแล้ว
ขบั ถ่ายออกมาเปน็ สงิ่ ปฏิกลู ท้ังส้ิน กายนอ้ี ปุ มาดงั ไถ้กน้ รว่ั ที่มีปากเข้าอยู่
ด้านหนึ่งส่วนอีกด้าน กน้ รว่ั เสีย เติมเท่าไรก็ไมร่ ู้จกั เตม็ ต้องหมั่นเตมิ อยู่
เสมอๆ ทกุ ๆ วัน วนั ละหลายๆ ครัง้

(ทมี่ า : พระไตรปิฎกเลม่ ที่ ๑๐ บรรทัดที่ ๖๓๑๗-๖๓๔๓ หน้าที่ ๒๕๙ – ๒๖๐)

ธาตมุ นสกิ ารบรรพ

น้อมพิจารณาในกายว่า กายนี้แก่นแท้แล้วล้วนเกิดแต่เหตุของ
ธาตุทั้งสี่ ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้า ธาตุลม ธาตุไฟ มาเป็นปัจจัยประชุม
ปรุงแต่งรวมตัวกนั ธาตุดิน คือ ส่วนทเ่ี ป็นของแข็ง เชน่ ผม ขน เล็บ ฟัน
กระดกู ธาตนุ า้ คือ ส่วนท่เี ป็นของเหลว เช่น ดี เสลด หนอง เลอื ด เหงื่อ

(ฐ)

มันข้น น้าตา มันเหลว น้ามันไขข้อ น้าลาย น้ามูก น้ามูตร ธาตุลม คือ
ลมหายใจ ลมในปอด ลมในท้อง การเต้นของชีพจร ธาตุไฟ คือ ความ
อบอุ่นในร่างกาย ความร้อน ธาตุท้ังส่ีจะมาเป็นปัจจัยประชุมปรุงแต่ง
รวมตัวกันเปน็ กล่มุ ก้อนอยูช่ ั่วขณะหรือระยะหนึ่งเท่านั้น เป็นของไม่เท่ียง
คงทนอยู่ไม่ได้ หาสาระแก่นสาร ตัวตนไม่ได้ ย่อมเสื่อมไป เป็นอนิจจัง
ทุกขัง และสุดท้ายก็กลับไปเป็นธาตุดิน น้า ลม ไฟ ตามเดิม ไม่มีค่าอีก
ตอ่ ไป เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน กายนี้จึงมีอยู่ก็เพียงสกั ว่าใหอ้ าศัย
ระลึกรเู้ ท่าน้ัน กายนยี้ ึดม่นั ถือม่นั อะไรไม่ได้

(ที่มา : พระไตรปิฎกเลม่ ท่ี ๑๐ บรรทัดที่ ๖๓๓๙-๖๓๕๒ หน้าที่ ๒๖๐ – ๒๖๑)

นวสวี ถิกาบรรพ

น้อมพิจารณาในกายว่า กายนี้ตายแล้วเป็นซากศพถูกท้ิงไว้ใน
ปา่ ชา้ หน่ึงวันบ้าง สองวนั บา้ ง สามวันบ้าง ย่อมพองขึน้ ๆ ๆ เป็นศพท่ีข้ึน
อืดตามลาดับตั้งแต่สิ้นชีพไป ศพที่พองข้ึนมีสีเขียว เน่า น่าเกลียด มี
สีแดงท่มี เี นอ้ื นูนหนา มีสีขาวในท่ีอนั บม่ หนอง มีน้าเหลืองไหลออกจากท่ี
ปริแตกทางปาก แผลน่าเกลียด น้าเหลืองและซากศพมีกล่ินเหม็นเน่า
เพราะเปน็ ของปฏกิ ูลท่ีไม่สะอาดทัง้ สน้ิ

น้อมพิจารณาในกายว่า กายน้ีทิ้งไว้ในปา่ ช้า มีฝูงนกกา ฝูงแร้ง
สุนขั สตั ว์น้อยใหญ่ กัดกินอวัยวะตา่ งๆ เช่น ทอ้ ง และศรี ษะ เป็นตน้ แล้ว
ดึงเนอื้ ท้อง ตับ ไต ไส้นอ้ ย ไสใ้ หญ่ สมอง ออกมาให้เร่ียรายบนพ้ืนดิน

กายนที้ ิง้ ไวใ้ นปา่ ช้าเปน็ โครงกระดกู ยงั มีเนื้อ เลอื ด เส้นเอ็นผูกรดั อยู่
เปน็ โครงกระดกู ปราศจากเน้ือ แต่ยงั เปอื้ นเลือด ยงั มีเสน้ เอน็ ผูกรัดอยู่
เปน็ โครงกระดูก ปราศจากเนื้อและเลือดแลว้ ยังมีเสน้ เอ็นผกู รัดอยู่
เป็นโครงกระดูก ปราศจากเส้นเอ็นผูกรัดแล้ว เร่ียรายไปทุกทิศ
ทุกทางคอื กระดูกมือไปทางหน่ึง กระดูกเท้าไปทางหนงึ่ กระดกู แข้งไป
ทางหนึ่ง กระดกู ขาไปทางหน่ึง กระดกู สะเอวไปทางหน่ึง กระดกู หลังไป

(ฑ)

ทางหนึ่ง กระดูกสันหลังไปทางหนึ่ง กระดูกสีข้างไปทางหน่ึง กระดูก
หน้าอกไปทางหน่ึง กระดูกไหล่ไปทางหน่ึง กระดูกแขนไปทางหนึ่ง
กระดูกคอไปทางหนึ่ง กระดูกคางไปทางหน่ึง กระดูกฟันไปทางหนึ่ง
กระโหลกศีรษะไปทางหนงึ่ กระจัดกระจายแยกกันไป

เป็นกระดูกมีสีขาวเปรียบดว้ ยสสี งั ข์
เป็นกระดูกกองเรียงรายอยแู่ ลว้ เกินปีหนงึ่ ขนึ้ ไป กระดูกอันตัง้ อยู่
กลางแจง้ ยอ่ มเปื่อยผุ เพราะกระทบลม แดดและฝน ส่วนกระดูกที่อยู่ใต้
พื้นดิน ยอ่ มต้ังอยู่ได้นานกว่า แต่สดุ ทา้ ยก็ต้องเป่อื ย ผุพังไป
เป็นกระดูกผุเป็นจุณแล้วแหลกเป็นผุยผง ฟุ้งกระจายไปใน
อากาศและนา้
จะเห็นได้ว่า กายน้ีคือ รูปร่างท่ีไม่เที่ยง สีผิวกายท่ีไม่เที่ยง ผิว
งามที่ไม่เที่ยง กลิ่นกายไม่เที่ยง กายน้ีคือ กระดูกท่ียังไมเ่ รี่ยรายแผ่นดิน
หากมีเหตุปัจจัยท่ีจะทาให้เปล่ียนแปลงก็เปล่ียนแปลงได้ในทันที กายนี้
เป็นซากศพที่เน่าเปื่อย ผุพังและสลายไปในท่ีสุด ไม่ได้ประกอบรวมกัน
เปน็ กอ้ นเป็นตัว เปน็ ตน สามารถแยกออกและเปลีย่ นแปลงได้ เพราะกาย
น้ีประกอบด้วยธาตุสี่ คือ ธาตุดิน ธาตุน้า ธาตุไฟ ธาตลุ ม มาเป็นปัจจัย
ประชุมปรุงแต่งรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนอยู่ชั่วขณะหรือระยะหน่ึงเท่านั้น
และมีแต่สิ่งปฏิกูล ย่อมมีความเปลี่ยนแปลงไป ต้องเสื่อมไปเป็นธรรมดา
เป็นอนิจจัง - ไม่เที่ยง ทุกขัง - คงทนอยู่ไม่ได้ อนัตตา - หาสาระแก่น
สารตัวตนไมไ่ ด้ จึงยดึ ม่นั ถอื มัน่ อะไรไมไ่ ด้ และไมใ่ ชเ่ รา ไมใ่ ช่ของเรา
กายเราหรือกายผู้อ่ืน ก็ล้วนเป็นอสุภะที่เน่าเปื่อย ผุพัง ย่อย
สลายไปเช่นนี้เป็นที่สุดเช่นเดียวกัน ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างน้ีไปได้
จงละคลาย ความรัก ความหลง ความพอใจ ความยินดี ความยึดถือใน
กายตน ตลอดจนในกายของผู้อื่นซ่ึงเป็นเช่นเดียวกับกายเรา ไม่ล่วง
ความเป็นอยา่ งนไี้ ปได้ กายนม้ี ีอยูก่ ็เพยี งสักว่าให้อาศยั ระลกึ รู้เทา่ น้นั ยึด
มนั่ ถือมั่นอะไรไมไ่ ด้ กายของผูอ้ ื่นกย็ ึดมน่ั ถือมน่ั ไมไ่ ด้เช่นกัน

(ท่ีมา : พระไตรปิฎกเลม่ ที่ ๑๐ บรรทัดที่ ๖๓๙๔-๖๔๑๒ หน้าที่ ๒๖๒ – ๒๖๓)

(ฒ)

ประวัตทิ ่านทรงกลด มน่ั สงิ ห์

การศึกษา
 ปวช. (วทิ ยาลยั พณิชยการบางนา)
 นิตศิ าสตรบณั ฑิต (เกยี รตนิ ิยม) มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง
 บรหิ ารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA) จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั
 นบท. (เนติบณั ฑติ ไทย)
 LL.M. (University of Southern California, USA.)

การทางาน
 พนกั งานธนาคารกสิกรไทย จากดั (มหาชน)
 ผพู้ ิพากษาประจาศาลแพง่ กรงุ เทพใต้
 ผู้พพิ ากษาประจาศาลอาญากรุงเทพใต้
 ผ้พู ิพากษาศาลจังหวดั อทุ ยั ธานี
 ผู้พพิ ากษาศาลจังหวัดร้อยเอ็ด
 ผพู้ พิ ากษาศาลจังหวดั เพชรบรุ ี
 ผพู้ พิ ากษาศาลล้มละลายกลาง
 เลขานกุ ารศาลล้มละลายกลาง
 ผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวจงั หวดั สระบรุ ี
 ผพู้ ิพากษารองหวั หน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวดั นครสวรรค์
 ผู้พพิ ากษาหวั หนา้ คณะชน้ั ต้นในศาลจังหวดั ปราจีนบุรี
 อาจารย์พเิ ศษ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
E-mail: songklod๒๔๖๕@gmail.com

***************************

(ณ)

สำรบญั

เร่ืองท่ี หน้ำ

๑. เกิดเป็นมนษุ ย์ สดุ ประเสริฐ ๑

๒. ได้เกิดเป็นมนษุ ย์อยา่ เป็นกบเฒา่ เฝา้ กอบวั ๘

๓. เร่ิมต้นปฏบิ ตั ธิ รรม ทาอยา่ งไร ๑๒

๔. วธิ ีฝึกสติสาหรับมือใหม่ ๒๐

๕. สติ หวั ใจการปฏบิ ตั ิธรรม ๒๘

๖. สติโตเตม็ รอบ ๔๗

๗. อาทิตตปริยายสตู ร ๕๖

๘. มารู้จกั อารมณ์กนั เถอะ ๖๗

๙. ขยายความเร่ืองธรรมารมณ์ อารมณ์ ความคดิ ๙๐

๑๐. วิธีเจริญสมาธิภาวนาตามแนวการสอนของหลวงป่ดู ลู ย์ อตโุ ล ๑๐๓



(ด)

๑. เกิดเป็ นมนุษย์ สุดประเสริฐ

คาถาม : อ่านพบคาสอนของหลวงป่ ูเทสก์ เทสรังสี ว่า “การสาเร็จมรรค
ผลสาเร็จท่ีกายกับใจนี่แหละ "พวกเทพ" ทัง้ หลาย "มีแต่ใจ" เป็ นพวก
อทิสสมานกายไม่มีรูปปรากฏ พวกพรหมก็ไม่มีรูปปรากฏ พระพทุ ธเจ้าไม่ได้
ไปตรัสรู้ ไม่ได้ไปสอนท่ีโน่นหรอก ทรงเทศนาสอนมนุษย์พวกเราท่ีมีกาย
หยาบๆ เห็นกนั อยู่ด้วยตานี่เอง” เช่นนี.้.. มนุษย์ที่มีกายกับใจเทา่ นนั้ จึงจะ
สาเร็จมรรคผลได้ใช่ไหมคะ เทพที่มีแต่ใจจะสาเร็จมรรคผลได้ขนั้ ใดบ้าง
หรือไม่ ถ้าเทพสาเร็จไม่ได้ การเป็นมนษุ ย์จึงเป็นโอกาสทีด่ ที ่ีสดุ ท่ีจะได้อาศยั
กายกับใจปฏิบตั ิไปให้สาเร็จมรรคผลใช่ไหมคะ ขอทา่ นโปรดแสดงธรรมเพื่อ
ชีแ้ นะและเป็นกาลงั ใจในการปฏิบตั ิธรรมในประเด็นการเกิดเป็ นมนุษย์
นัน้ สุดประเสริฐ เพราะบางคนก็ปฏิบตั ิเพื่อให้ "ไปเกิดดีๆ" "ไปเป็นเทวดา"
และบางคนก็ยงั ไม่เหน็ โอกาสอนั ประเสริฐทไี่ ด้เกิดเป็นมนษุ ย์ ก็มี

ท่านทรงกลด : จริงๆ แล้ว อทิสสมานกายก็เป็นรูปอย่างหน่ึง เรียกว่า
รูปละเอียด เทวดาต่างๆ ก็มีรูปเป็นอาทิสสมานกาย พรหมมีรูปก็เรียก
รูปพรหม พรหมไม่มีรูปเรียกวา่ อรูปพรหม พวกเทวดาไม่ใช่วา่ จะสอนไม่ได้
ยังสอนได้อยู่ อย่างพระพุทธเจ้าก็ไปโปรดพุทธมารดาจนบรรลุโสดาบัน
เวลาพระพุทธเจ้าแสดงธรรม พวกเทวดาท่ีมีวิสัยทางธรรม ก็มาฟังและ
สาเร็จบรรลมุ รรคผลก็มีจานวนมาก

เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม | ๑

ตอนพระพทุ ธเจ้าสอนพระราหลุ ให้สาเร็จมรรคผล ก็มีเทวดาพนั ตน
ตามไปฟัง บรรลตุ ามไปด้วย หลวงป่ ูดูลย์เคยบอกวา่ ในเมลด็ ข้าวสารหนึ่ง
เมล็ด บรรจุเทวดาได้แปดองค์ ท่ีว่าเทวดาบรรลธุ รรมยาก เพราะสว่ นใหญ่
ติดสขุ ติดความสบาย จะไม่เหน็ ทกุ ข์ ทงั้ การเจริญภาวนาเร่ืองกายอะไรน่ีก็
ยากกว่าคน เพราะไม่มีตับ ไต ไส้พุง เลือด หนอง อุจจาระให้พิจารณา
เนื่องจากเป็นกายละเอียด เทวดาในโลกก็คือ พวกคนรวยตา่ งๆ อยากได้
อะไรก็ใช้เงนิ ทองซือ้ เอา จึงไมค่ อ่ ยเห็นทุกข์เท่าใดนกั ก็เพลดิ เพลินอยใู่ นสขุ
กลายเป็นคนประมาทในทางธรรมไป สดุ ท้ายก็ตายไปแบบโมฆบรุ ุษ

การบรรลธุ รรม รู้แจ้งธรรม รู้ที่ใจ เพยี งแตใ่ ช้ ขันธ์ ๕ มาพิจารณา
ให้เหน็ เป็ นไตรลักษณ์จนใจปลอ่ ยวางความยดึ ม่นั ในขนั ธ์ ๕ ได้เทา่ นนั้ เอง
เทวดาก็ยังมีสัญญาขันธ์ มีเวทนาขันธ์ มีสงั ขารขันธ์ มีวิญญาณขันธ์ มี
รูปขนั ธ์ แต่เป็นรูปละเอียด พระพุทธเจ้าสอนมนุษย์อย่างไรก็สอนเทวดา
อย่างนัน้ แหละ ไม่ได้แตกต่างอะไรกัน เห็นธรรมก็เห็นเหมือนกัน อย่าง
พระอนาคามี หากไม่บรรลอุ รหตั ตผล ก็จะไปเกิดในพรหมโลกชนั้ สทุ ธาวาส
เพ่ือบาเพ็ญภาวนาต่อจนบรรลุอรหัตตผลในท่ีสดุ การเกิดเป็นมนุษย์มี
โอกาสดีกว่าเทวดา ตรงท่ีจะเห็นทุกข์ จะเบื่อหนา่ ยในการเกิดการตาย ถ้า
คนมีปัญญาจริงๆ นะ ก้าวไปข้างหน้าก็เหน็ ทกุ ข์ ถอยไปข้างหลงั ก็เห็นทุกข์
คนไม่มีปัญญาไม่เห็นหรอก จะเห็นแต่ทรัพย์สมบัติ เงินทอง ชื่อเสียง
เกียรติยศวา่ เป็นเครื่องนาสขุ มาให้

๒ | เริ่มต้นปฏิบตั ธิ รรม

การปฏิบตั เิ พือ่ ไปเกิดเป็นเทวดานี่ ยงั ถือวา่ ไม่ถกู ต้อง ต้องปฏบิ ตั ิไป
ให้มนั นอกเกิดเหนือตายอยา่ งที่หลวงป่ชู าวา่ นนั่ แหละ จึงจะประเสริฐสดุ
ผมเคยไปธุดงค์กับพระอาจารย์รูปหน่ึง มีคนท่ีติดตามคนหน่ึงถาม
พระอาจารย์วา่ หลวงพอ่ ครับ ต้องปฏิบตั ิภาวนาทาบญุ อยา่ งไรจึงจะไปเกิด
ในสวรรค์ครับ พระอาจารย์หนั มาตอบเลยว่า โยมนีย้ ังหยาบอยู่มากนะ
การทาบุญทาทานสร้างบารมีหรือภาวนาเพื่อไปเกิดในสวรรค์ จึงเป็นเรื่อง
หยาบๆ สาหรับนักภาวนาทงั้ หลาย

เคยมีคนไปกราบหลวงป่ ดู ูลย์ เห็นหลวงป่ สู ร้างโบสถ์ใหญ่โต บอก
หลวงป่ วู า่ หลวงป่ ูต้องได้บุญเยอะเลย หลวงป่ ตู อบว่า บุญแค่นีห้ รือเราจะ
เอา จริงๆ ที่ท่านสร้ างก็เพื่อสงเคราะห์ญาติโยมที่ภาวนาไม่ได้ ก็เอาบุญ
หยาบไปกอ่ น ดีกวา่ ไม่มีอะไรติดตวั ไปเลย เคยมีคนถามผมวา่ จะอุทิศบุญ
ให้เจ้ากรรมนายเวร บุญไหนใหญ่ท่ีสดุ ผมก็ตอบวา่ บุญท่ีเกิดจากจิตท่ี
สงบด้วยอานาจสติปัญญา พระพุทธเจ้าบอกว่า ความสงบเป็นยอด
แหง่ บุญ การภาวนาแล้วจิตสงบ ตรงนนั้ มนั บญุ มหาศาล ย่ิงกวา่ สร้างโบสถ์
สร้างพระประธานเป็นบุญที่ไม่ต้องใช้เงินทอง เพียงแตใ่ ช้ความเพียรหนอ่ ย
เทา่ นนั้ เอง เป็นบุญท่ีแม้แตพ่ ญายมต้องหลกี ทางให้

ดงั นนั้ เมื่อเราเกิดมาพบพระพทุ ธศาสนาแล้ว อยา่ ให้เสียชาติเกิด
ทาบุญทาทานอะไรก็ทาไปตามกาลงั แตส่ ่ิงท่ีสาคญั ที่สดุ ก็คือการภาวนา

เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม | ๓

อัตภาพแห่งความเป็นมนุษย์น่ีแหละ เหมาะที่สุดท่ีจะภาวนา ให้รู้แจ้งใน
ธรรม เพราะมันเห็นทกุ ข์ (ทกุ ขเวทนา) ตลอดเวลา ต่ืนมาก็ทกุ ข์แล้ว ปวดอึ
ปวดฉี่ ทกุ ข์ไหม ร่างกายเนา่ เหม็นตอนเช้าๆ ทุกข์ไหม ปากมีกลิน่ สกปรก
เหม็น ต้องแปรง ต้องขดั น่ีทกุ ข์ไหม สกั พกั หิวแล้ว ทกุ ข์ไหม ไปทางาน มีคน
นินทา เจ้านายดา่ ขายของไม่ดี ทุกข์ไหม พอเท่ียงหิวอีกแล้ว ทุกข์อีกแล้ว
บางทีก็เจ็บป่ วยเป็นไข้ ทุกข์ไหม มีครอบครัว ลกู เอย สามีเอย ภรรยาเอย
พ่อแม่เอย เจ็บป่ วยไม่สบาย ทุกข์ไหม บางทีก็สูญเสียคนที่รักอย่างไม่มี
วนั กลบั ทุกข์หรือสขุ เลา่ ประจวบกับสงิ่ ที่ไม่รัก พลดั พรากจากสิง่ ท่ีรัก เป็น
ทกุ ข์หรือสขุ ลกู ไม่เป็นดงั ใจ พดู จาไม่ดีกบั เรา ทกุ ข์ไหม สามีนอกใจ ภรรยา
นอกใจ สขุ หรือทกุ ข์ คนเรามีทกุ ข์เผาใจอยตู่ ลอดเวลา หากอบรมสติมีกาลงั
จะเห็นชัดจนสุดท้ายจะเห็นว่า ไม่มีอะไร นอกจากทกุ ข์แล้ว ไม่มีอะไรเกิด
อะไรดบั เพราะมีแตท่ กุ ข์เทา่ นนั้ ทเี่ กิดขนึ ้ ตงั้ อยแู่ ล้วดบั ไป

พระพุทธเจ้าจึงสอนให้เอาทกุ ข์มาพิจารณา ให้เห็นเป็นอนิจจงั เสยี
เรียกว่าเวทนานุปั สสนาสติปั ฏฐาน จริงๆ ตอนมีผัสสะ มีเวทนา
(ทุกขเวทนา) มนั ยงั ไม่ทุกข์หรอก แต่เพราะจิตท่ีขาดสติ ไม่รู้เท่าทนั แสส่ า่ ย
เข้ าไปยึด (อุปาทาน) ในทุกข์ต่างหาก ทาให้ จิตพลอยทุกข์ไปด้ วย
พระพทุ ธเจ้าจึงบอกโดยยอ่ วา่ อุปาทานนี่แหละคือ ตวั ทกุ ข์ ถ้าไม่มีอุปาทาน
คือ ไม่ยดึ ทกุ ข์ก็อยสู่ ว่ นทกุ ข์ สว่ นจิตก็อยสู่ ว่ นจิต ตา่ งคนตา่ งอยู่

๔ | เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม

หลวงป่ ชู าก็สอนเหลือเกินว่า จิตก็จิต อารมณ์ก็อารมณ์ ทุกข์ก็
เป็นอารมณ์อย่างหนง่ึ ต่างคนตา่ งอยู่ มนั ไม่เก่ียวข้องกนั ดอก แตเ่ พราะจิต
เข้าไปยดึ นน่ั แหละทุกข์จึงเกิด หลวงป่ สู พุ ีร์ วดั ถา้ ซบั มืดก็บอกวา่ มนั แยก
กนั ได้ จิตกับอารมณ์น่ี แต่ถ้าเป็นเทวดา ไม่เห็นทุกข์ดังท่ีว่าหรอก เทวดา
ไมแ่ ก่ ไม่เจ็บ มีแตต่ ายหรือเรียกวา่ จุติ เทวดาไมม่ ีห้นุ ให้เลน่ เลยไมร่ ู้หรอกวา่
เวลาห้นุ ตกมันทุกข์เพียงใด ร่างกายก็เป็นทิพย์ ไม่เนา่ เหม็นสกปรกเหมือน
มนษุ ย์ ทุกอยา่ งเป็นทิพย์ ก็เพลดิ เพลนิ ติดอยู่ในความเป็นเทวดานนั่ แหละ
พระอาจารย์เปลี่ยนเคยเล่าว่า มีเทวดาผู้หญิงตนหน่ึงมาเข้าในสมาธิ
บอ กว่า ช่วยไ ป บอ กเพ่ือ นขอ งนา งที่เปิ ดร้ า นตัดผม อยู่ท่ีจังหวัด
พระนครศรีอยุธยาชื่อน่ัน ให้ทาบุญเยอะๆ ตายไปจะได้กลบั ไปเกิดเป็น
เทวดาอยดู่ ้วยกนั อีก ทา่ นก็ลองเดินธุดงค์มาดู ก็พบจริงๆ จงึ เลา่ ให้ฟัง ป่านนี ้
คงตายไปเกิดเป็นเทวดาอยดู่ ้วยกนั แล้วกระมงั

เทวดาชอบมนุษย์ที่ถือศีล ให้ทาน โดยเฉพาะพวกปฏิบัติภาวนา
เพราะบางทกี ็มาอาศยั บุญท่ีเกิดจากโมทนาบุญกบั คนปฏิบตั ิถือศลี ให้ทาน
ดงั กลา่ ว เทวดาบางพวกก็ชอบฟังธรรม อย่างบางคืนผมแสดงธรรม ก็ได้
กลน่ิ ดอกไม้แปลกๆ บ้าง กลน่ิ ธูปอบอวลไปหมดบ้าง คนอ่านบางคนก็ไลน์
มาบอกวา่ ตอนอ่านธรรมที่ผมแสดงก็ได้กล่ินเย็นๆ สมั ผัสได้ เคยมีพระรูป
หนึ่งตายไปแล้วไปเกิดเป็ นเทวดา พอรู้ว่ามาเกิดเป็นเทวดาก็รู้สกึ เสียใจ
เพราะอยากเกิดเป็นมนษุ ย์ จะได้บวชเพ่ือปฏิบตั ธิ รรมตอ่ เสยี งดนตรีสวรรค์

เริ่มต้นปฏิบตั ธิ รรม | ๕

กลายเป็นความอึกทกึ ครึกโครมสาหรับทา่ นไป ดงั นนั้ เม่ือมาเกิดเป็นมนษุ ย์
แล้ว ก็จงควรใช้โอกาสนปี ้ ฏิบตั ธิ รรมจึงจะดีทีส่ ดุ

เร่ืองทามาหากินทางโลก ก็ทาไปตามหน้าที่ แต่เรื่องปฏิบตั ิทางใจ
ต้องไม่ทงิ ้ ต่อให้มีสมบัติแสนล้าน ก็ปิ ดอบายไม่ได้หรอก และอยา่ หลง
เข้าใจผิดคิดว่า ชาตินีฉ้ ันทาบุญมากมายมหาศาล ชาติหน้าเกิดมาต้อง
สบาย มีบุคคลมากมายที่ชาตินีท้ าบุญตลอดเวลาแต่ตายไปเกิดมาเป็น
ยาจกขอทาน เพราะอะไร มันเป็นกฎแห่งกรรม ขณะตาย กรรมชวั่ ทเี่ คยทา
ตามมาสง่ ผล ทาไมคนชั่วทาช่ัวแล้วรวยเอาๆ เพราะกรรมดีท่ีเคยทากาลงั
ให้ผล หรือคนดีทาดี ก็แยล่ งๆ เพราะกรรมช่ัวกาลงั ส่งผล ทานองเดียวกัน
คนท่ีกรรมดีทาบุญ ให้ทานช่ัวชีวิต พอตายไปเกิดเป็นขอทานเฉยเลย
เพราะกรรมชว่ั ตามมาสง่ ผลพอดี กรรมดีท่ที าในปัจจุบนั ชาติต้องรอกอ่ น จึง
อยา่ ชะลา่ ใจ การปฏิบตั ภิ าวนานีแ่ หละดีท่สี ดุ เจริญสติ พบจิตพบใจ บรรลุ
โสดาปั ตติผลก็จะปิ ดอบายภูมิได้ สมบัติเป็ นแสนล้ าน สู้สมบัติ
พระโสดาบันไม่ได้เลย พระพทุ ธเจ้าก็ตรัสรับรองว่า สมบตั ิจักรพรรดิยัง
เทียบไม่ได้กับโสดาบนั สมบตั ิ เพราะพระเจ้าจักรพรรดิยงั มีสทิ ธ์ิตกนรกได้
ตลอดเวลา ผมก็ได้แต่บอก แต่เตือนอยู่อย่างนีใ้ ครจะทา ไม่ทาก็เป็นเร่ือง
ของใครคนนนั้ เอง บางคนอา่ นหนงั สอื ทีผ่ มเขียนจาได้หมด อะไรอยหู่ น้าไหน
รู้หมด แต่ไม่เคยหยิบมาใช้ในชีวิตจริงสกั บรรทดั เลย เวลามีทุกข์ ทุกข์ก็
เหยยี บยา่ หวั ใจอยเู่ หมือนเดิม ถึงบอกวา่ ความจา สญั ญา ความคิด ความ

๖ | เร่ิมต้นปฏิบตั ธิ รรม

เข้าใจ ช่วยให้พ้นทกุ ข์ไม่ได้หรอก อย่างพวกสมาชิกในกลมุ่ นหี ้ รือในกลมุ่ ไหน
ก็คงไม่ได้เพง่ิ มารู้จกั กนั แตใ่ นชาตินหี ้ รอก รู้จกั เกือ้ หนุนชีแ้ นะกนั มาเนิ่นนาน
พอควร เรื่องนีก้ ็แปลกเหมือนกัน แต่ก่อนแสดงธรรมอยู่ในกลมุ่ Natural
Mind ตอนนนั้ สมาชิกก็ไม่มากเทา่ ใด คนื หนึ่งภาวนา นึกอยา่ งไรไมร่ ู้ ตงั้ จิต
กบั พอ่ ท่านคล้าย วาจาสทิ ธ์ิ หลวงพ่อท่ีนบั ถือวา่ ชาตินเี ้ป็นชาตสิ ดุ ท้ายของ
เราแล้ว หากใครท่ีเคยทาบุญเกือ้ หนุนกันมา ชีแ้ นะกันมา ก็ขอให้จงมา
ปรากฏในชาตินีเ้ ถิด พอวันรุ่งขึน้ กาลังแสดงธรรมตามปกติ สมาชิก
หลายทา่ นก็ไปเชิญสมาชิกใหม่เข้ามามากมายเป็นอศั จรรย์จนตอ่ เนื่องกัน
มาเป็นกลมุ่ นีแ้ หละ ผมก็ตงั้ จิตไว้เช่นกันใครท่ีเคยทาบุญร่วมกัน (แม้ชาติ
ปัจจุบนั จะไม่ได้พบกนั ) ชีแ้ นะกนั มา มีวาสนาบารมีทางธรรมร่วมกนั มา ก็จง
มาปรากฏตามเหตตุ ามปัจจยั ก็เป็นดงั ท่ีเหน็ อยนู่ ่ีแหละ สว่ นใครจะมาจะไป
ก็ไม่ได้สนใจให้ความสาคญั อะไร ทุกอย่างเป็นไปตามวาสนาบารมีของ
แตล่ ะคนทบี่ าเพญ็ มา

เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม | ๗

๒. ได้เกดิ เป็ นมนุษย์อย่าเป็ นกบเฒ่าเฝ้ากอบวั

ท่านทรงกลด : มีท่านขอให้อธิบายภาพนี ้กบเฒ่าเฝ้ากอบัว หลวงป่ ชู า
เคยเทศน์สอนไว้เหมือนกนั ท่านเลา่ ถึงชายคนหนึ่ง อยู่ใกล้วดั ท่าน เที่ยว
เสาะหาสานกั ปฏิบตั ิไปเร่ือยๆ สดุ ท้ายก็กลบั มาฟังธรรมะ ท่านเลยเรียกว่า
กบเฒา่ เฝา้ กอบวั คอื อย่กู บั คนมีปัญญา แตไ่ ม่เห็นคา่ เรียกวา่ กรรมบงั ตาก็
ได้กระมงั อยา่ งชาวพทุ ธสว่ นใหญ่ร้อยละเก้าสบิ เก้า เป็นกบเฝา้ กอบวั ทงั้ สนิ ้
เกิดมาพบพระพทุ ธศาสนา พบคาสอนท่ีประเสริฐ พบคาสอนที่นาไปสกู่ าร
พ้นทกุ ข์ได้จริง แตไ่ มเ่ อา จะเอาแตแ่ คท่ าบญุ สร้างพระ ยิ่งสมยั นี ้คนยิ่งสอน
ยากมากๆ แตก่ ่อนผมก็คิดวา่ คนนี ้คงจะสอนได้เหมือนกนั หมด แตพ่ อเวลา
ผ่านไป มันไม่ใช่ ไม่ใช่เลย ย่ิงคนใกล้ตัว ย่ิงสอนยาก พอจะสอน ถูกสอน
กลบั อีกเลยไม่สอน ปลอ่ ยให้เป็นกบกับดอกบวั ดงั ภาพที่เอามาลงนนั่ แหละ

๘ | เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม

เลยนึกถึงพระฉันนะ (ตอนหลงั บวช) แม้พระพุทธเจ้าดูเหมือนจะสอนยัง
ไม่ได้เลย ทาไมคนสมัยนีส้ อนยาก ส่วนหน่ึงคงเห็นว่าวิชาการเทคโนโลยี
ใหม่ๆ จะช่วยทาให้สขุ ได้กระมัง เดี๋ยวนที ้ ุกอย่างมันสะดวกสบายไปหมด นี่
ไงที่หลวงป่ ชู าบอกวา่ สขุ ทาให้โง่ ทาให้ประมาท เวลาเข้ากรุงเทพมหานคร
ขนึ ้ รถไฟฟา้ เหน็ สภาพของคนยคุ นี ้เรานี่นกึ สงสารขนึ ้ มา และสงั เวชใจไปใน
คราวเดียวกนั ทกุ คนใช้ชีวิตเหมือนไม่มีวนั ตาย ใช้ชีวิตประหนงึ่ ไก่ทเ่ี ขาเลยี ้ ง
ในเล้า รอวนั อ้วนพี แล้วเขาก็พาไปเชือดคอ ใช้ชีวติ เหมือนจะรู้อะไร แตจ่ ริงๆ
ไม่รู้อะไรเลย พบพระพทุ ธศาสนา แตไ่ มร่ ู้จกั คา่ ของคาสอน

วันก่อน ไปนั่งคุยกับน้องคนหน่ึง อ่านหนังสือผมไปบางส่วน
ถามว่า ไม่เข้าใจทพ่ี ี่เขยี นไว้ว่า สงสารพระพทุ ธเจ้าท่ีบาเพ็ญบารมีมาหลาย
อสงไขยกัป ก็อธิบายว่า พระพุทธเจ้า กว่าจะตรัสรู้ได้บาเพ็ญบารมีแสน
สาหสั สละชีวิตไม่รู้ก่ีล้านครัง้ เพื่อมาตรัสรู้ธรรม แต่พวกชาวพทุ ธกลบั ได้แค่
ทาทาน รักษาศีล สร้ างพระ สร้ างวิหาร ธรรมะปฏิบัติโดยเฉพาะเร่ือง
สตปิ ัฏฐาน ๔ นี่ไมเ่ อากนั เลย พอจะภาวนา ก็เดินมรรคผิดอีกพอมีคนที่สอน
ถกู ทางมาสอน ก็ไม่เอาอีก เลยเป็นเรื่องของใครของมนั จริงๆ เรื่องการปฏบิ ตั ิ
ธรรมนี่ บางคนก็บอก ไม่มีเวลาปฏิบตั ิ วนั ๆ ต้องทามาหากิน คนพูดอย่างนี ้
คือคนที่ไม่รู้เร่ืองการปฏิบตั ิ ลองไปอ่านหนงั สือ “กว่าจะถึงกระแสธรรม”
หน้า ๙ ถึง ๒๕ ดูว่าตรงไหนที่ปฏิบัติแล้วขดั ขวางการทางานทาการใน
ชีวิตประจาวันบ้าง ไม่มีหรอก เพราะไม่รู้เรื่อง รู้แบบผิดๆ เลยพูดเช่นนัน้

เร่ิมต้นปฏิบตั ธิ รรม | ๙

ออกมา เชน่ นบั ลมหายใจ ถ้าวนั ๆ นบั ลมหายใจอยู่ ก็ไมต่ ้องทางานกนั หรือ
ทอ่ งพทุ โธๆๆๆๆ วนั ๆ จะเอาแตท่ ่องพุทโธๆๆๆๆๆ ก็ไม่ต้องทางานกัน หรือจะ
มานงั่ เอาแตพ่ ิจารณากาย พิจารณาอาการ ๓๒ ไลผ่ ม ขน เล็บ ฟัน หนงั อยู่
ก็ไมต่ ้องทางานกนั หรือจะมามัวคอยกาหนดไลป่ ฏจิ จสมปุ บาทกนั ก็ไม่ต้อง
ทางานกัน น่ีคือการไม่เข้าใจการปฏิบตั ิอยา่ งสนิ ้ เชิง ในหนงั สือ “กว่าจะถึง
กระแสธรรม” ผมเขียนไว้แล้วว่า กลางคนื ซ้อมรบ กลางวนั รบจริง จะภาวนา
พทุ โธ จะนบั ลมหายใจ จะพิจารณาอาการ ๓๒ ถ้าจะทาก็ทาตอนกลางคืน
แตท่ ีด่ ที ่ีสดุ ก็คือการพิจารณากาย พจิ ารณาอาการ ๓๒ หรือวิธีอานาปานสติ
ฉบบั ยอ่ ที่เขียนไว้ในหนงั สอื “กว่าจะถึงกระแสธรรม” เพราะเป็นการปฏิบตั ิ
ทอ่ี ิงสติ

เม่ือจับสติได้ ก็เอากาลังสตินัน้ ไปใช้ระหว่างวัน ระหว่างวันก็ดู
อารมณ์ที่เกิดสิ อยา่ งผู้พิพากษาท่านหนึ่งทางานบนบลั ลงั ก์เวลาพิจารณา
คดีก็เห็นอารมณ์เกิดดบั ได้ ใจไม่เข้าไปยุ่ง ระหวา่ งวนั ทางานไป อารมณ์ก็
เกิดมากมายเหลือคณานับ เพียงแค่มีสติรู้เท่าทันเสีย ก็แค่นัน้ สว่ นงาน
ก็ทาไป

สติที่รู้เท่าทันอารมณ์ท่ีเกิดกับความคิดในการทางาน การ
เคล่ือนไหวการทางาน มนั คนละสว่ นกนั คนละเรื่องกนั เอากาลงั สติที่เราฝึก
ในกลางคืนมาใช้ระหวา่ งวนั ใช้อยา่ งไร ในหนงั สอื เรื่อง สตริ ู้เทา่ ทนั อารมณ์

๑๐ | เร่ิมต้นปฏิบตั ธิ รรม

ก็เขยี นไว้ ไปอ่านดู ถ้าจะเอาจริงนะถ้าทาได้ จะสง่ ผลให้ทางานได้ดีกวา่ ปกติ
ด้วยซา้ ไป บางทีปัญหาบางอยา่ ง นกึ ทางแก้ไม่ออก ถ้ามีสตกิ ล้า มนั จะตอบ
ออกมาเอง แปลกดีเหมือนกนั มนั ช่วยการทางานได้ ขณะเดียวกนั ก็เป็นการ
ปฏิบตั ธิ รรมไปในตวั

ผมจึงบอกเสมอว่า การทางานนี่แหละคือ การปฏิบัติธรรมที่
เย่ียมยอด ไมใ่ ชไ่ ปรอเข้าคอร์สหลบั ตา คอยเข้าหาครูบาอาจารย์ เวลาอยกู่ บั
อาจารย์มนั ก็สงบ พอกลบั บ้าน ไม่สงบอีกแล้ว แสดงวา่ ไม่รู้เร่ืองการปฏิบตั ิ
ถ้ารู้ อยทู่ ี่ไหนก็สงบ ถ้าเข้าใจ จะทางานมีความสขุ เพ่ิมขนึ ้ ย่ิงทางานด้วย
ความยดึ มน่ั ถือมนั่ ทน่ี ้อยลงก็มีความสขุ เทา่ นนั้

เริ่มต้นปฏิบตั ธิ รรม | ๑๑

๓. เร่ิมต้นปฏบิ ัตธิ รรม ทาอย่างไร

คาถาม : ขอให้ทา่ นทรงกลดชีแ้ นะวิธีปฏบิ ตั ิเบือ้ งต้นสาหรับผ้ทู เี่ ริ่มฝึกปฏิบตั ิ
ด้วยคะ่
ท่านทรงกลด : การปฏบิ ตั ิเบือ้ งต้น มีดงั นี ้

๑. ให้พิจารณากาย ผม ขน เล็บ ฟัน หนงั ตลอดจนตบั ไต ไส้พุง
(บทพิจารณาอาการ ๓๒ มีในหนงั สือสวดมนต์) ว่าเป็นของไม่สะอาดด้วย
สี สณั ฐาน กลน่ิ ท่ีเกิด ทอี่ ยู่ เป็นสง่ิ ไม่เที่ยง ต้องเสอื่ มดบั ไปเป็นธาตดุ ิน นา้
ไฟ ลม หาแกน่ สารตวั ตนอะไรไมไ่ ด้ จะถือเป็นเรา ของเราไม่ได้

๒. หายใจเข้าให้รู้สกึ ตวั หายใจออกให้รู้สกึ ตวั
๓. ยืน เดิน นง่ั นอน พยายามให้อยกู่ บั ความรู้สกึ ตวั ตลอดเวลา
๔. หากจะนงั่ สมาธิ ให้นง่ั โดยใช้ข้อ ๑-๓ ทก่ี ลา่ วมา
๕. เม่ือมีอารมณ์ใดมากระทบ ไม่ว่าความยินดียินร้ าย ให้มีสติรู้
เท่าทัน คือให้รู้สึกตัวขึน้ มาแล้วพิจารณาให้เห็นความเป็นอนิจจัง คือ
ไม่เที่ยงในอารมณ์นนั้ ๆ ให้เห็นวา่ "ไม่ดับไปวนั นีก้ ็พรุ่งนีแ้ หละ เจ้าอารมณ์
เอ๋ย” ให้เห็นความเกิด ความดบั ของอารมณ์ทงั้ ปวง ให้เห็นวา่ จะหาอารมณ์
ไหนที่เทีย่ งแท้ไมไ่ ด้สกั อารมณ์เดียว คือ หาแก่นสารอะไรไม่ได้ จะถือเป็นเรา
ของเราก็ไม่ได้
๖. เม่ือเกิดโทสะ ราคะ จิตฟงุ้ ซา่ น งว่ งเหงา หาวนอน หดหู่ หรือสงสยั
ให้ "รู้" คือ รู้สกึ ตวั ลกู เดียวให้จิตออกมาอยู่กับรู้ ให้อยู่กับรู้ ถ้าอยู่กับรู้ได้
อารมณ์ตา่ งๆ จะคอ่ ยบรรเทาแล้วเสอ่ื มดบั ไปให้เห็น ถ้าถงึ ขนั้ นี ้แสดงวา่ สติ
มีกาลงั ใช้ได้แล้ว ให้รักษากาลงั สติเชน่ นีไ้ ว้ วนั หนงึ่ จิตกบั สติหรือรู้จะตงั้ มน่ั

๑๒ | เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม

เข้าด้วยกนั เรียกวา่ มคั คสมงั คี (สมั มาสมาธิ) วนั นนั้ จะเห็นธรรม หายสงสยั
ที่กล่าวมาเรียกว่าการเจริญสติปัฏฐาน ๔ หนทางเดียวที่จะรู้เห็นธรรม
หนทางเดยี วท่ีจะนาไปสกู่ ารพ้นทกุ ข์แบบถาวร

ข้อควรคานึงคอื
๑. ยังไม่ต้องไปคิดค้นคว้าหาผู้รู้ ให้ละ เลิกความคิดหาเหตุหาผล

อะไรทงั้ ปวง ยงั ไม่ต้องคิดค้นเรื่องปฏิจจสมุปบาท เมื่อเกิดดวงตาเห็นธรรม
(โสดาปัตติผล) ก็จะเห็นส่งิ ที่กลา่ วมาโดยไม่ต้องไปถามใคร จากนนั้ จิตมัน
จะซอกซอนหาเหตุผลของมันเองจนจบกิจ คือจิตบริสทุ ธิ์ พ้นไปจากความ
ยดึ มั่นในรูป นาม ขนั ธ์ ๕ อารมณ์ทงั้ ปวง พ้นทกุ ข์ หยุดการเวียนว่ายตาย
เกิดสงั สารวฏั อนั ยาวนาน

๒. ให้ทงิ ้ เส้นทางทีเ่ คยปฏิบตั ิมาเดิมเสยี ให้สนิ ้
๓. ใครเคยภาวนาแบบพุทโธมา หากภาวนาแล้วจิตสงบบ้างแล้ว ก็
ออกมาเดนิ ตอ่ ทางปัญญาคอื ดาเนนิ ตามข้อ ๑ ข้อ ๕ และข้อ ๖
๔. สงิ่ ที่เคยอ่านหรืออ่านอยู่ สิ่งที่เคยฟังหรือฟังอยใู่ ห้วางไว้ก่อน ถ้า
จะอ่าน ให้อ่านหนังสอื ของหลวงป่ ชู า หลวงป่ ดู ลู ย์ หรือครูบาอาจารย์สาย
พระป่า (หลวงป่มู น่ั ) เทา่ นนั้
๕. ให้ปฏบิ ตั ิตามด้วยความศรัทธาด้วยความเพียรต่อเน่ืองไม่ใช่ทาๆ
หยุดๆ หากทาได้เช่นนีไ้ ม่เกินเจ็ดเดือน จะเห็นความเปลย่ี นแปลงปรากฏใน
จิตใจตน

เร่ิมต้นปฏบิ ตั ธิ รรม | ๑๓

ข้อชีว้ ัดการปฏิบัตวิ ่าถกู ต้อง ก้าวหน้า
๑. จิตจะอยู่กับอารมณ์น้อยลง ไม่จม แช่ นานข้ามวนั ข้ามคืน จะ

รู้สกึ ตวั บอ่ ยขนึ ้ สติจะดขี นึ ้ ทกุ ข์แม้จะมี ก็จะทาอะไรไมไ่ ด้มากเหมือนเดมิ
๒. จะฟุ้งซ่านน้อยลง การสง่ ใจไปในอดีตหรือวาดฝันถึงอนาคตจะ

น้อยลง จะอยกู่ บั ปัจจุบนั มากขนึ ้
๓. จะให้อภยั คนได้งา่ ยขนึ ้ ความอาฆาตพยาบาทจะน้อยลงหรือแทบ

ไม่มีเลย
๔. จิตจะสงบได้เองแม้ลมื ตา และจะมีอาการปีติน้อยๆ เกิดขนึ ้ เป็น

ของขวัญชิน้ แรกๆ สาหรับการพากเพียรปฏิบตั ิ จะเห็นคุณค่าการปฏิบัติ
เช่ือมนั่ ในคาสอนของพระพุทธเจ้ามากขนึ ้ เรื่อยๆ และทาให้มีกาลงั ใจในการ
ปฏบิ ตั พิ ากเพียรตอ่ ไป จนรู้เห็นธรรมในท่สี ดุ

คาถาม : ทีท่ ่านสอนวา่ เมื่อเกิดโทสะ ราคะ จิตฟงุ้ ซ่าน ง่วงเหงา หาวนอน
หดหหู่ รือสงสยั ให้ “รู้” คือ รู้สกึ ตวั อยา่ งเดยี วนนั้ ผมสงสยั ว่าที่วา่ ให้กลบั มา
รู้สึกตัว หมายถึง ให้ทาความรู้สกึ ตัวเท่านนั้ ไม่ใช่ให้รู้สึกตัวว่ากาลังเกิด
ความโกรธหรือรู้สกึ วา่ กาลงั รัก ชอบ เกลยี ด ตามผสั สะขณะนนั้ ใช่ไหมครับ
เหมือนความรู้สกึ ตวั แบบเดียวกับขณะปกติที่ไม่มีผสั สะมากระทบใช่ไหม
ครับ เช่น ถ้าโกรธแล้วเราไปรู้ตวั ว่าโกรธ อันนนั้ เป็นการไปดูเงาจิตใช่ไหม
ครับ เหมือนเราถูกตีหัว อันแรกเลยเราจะรู้สึกว่าถูกตีหัวก่อน และอีก
ขณะหน่ึงเราจะรู้สกึ เจ็บ ที่ต้องฝึกคือ ให้รู้วา่ ถูกตีหวั แต่ไม่ใช่ให้รู้ความเจ็บ
และถ้าเป็นอยา่ งท่ีผมเข้าใจ จะไม่ขดั กบั ข้อความท่วี ่า "จิตมีราคะก็รู้วา่ จิตมี

๑๔ | เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม

ราคะ จิตมีโทสะก็ให้รู้วา่ จิตมีโทสะฯ.." หรือครับ คือผมสบั สนกบั เร่ืองนมี ้ ากๆ
ครับ รบกวนด้วยครับ ณ เวลาที่เกิดความรู้สึกตวั มนั เป็นแค่ช่วงเวลาเสยี ้ ว
วนิ าทีเดียวเทา่ นนั้ เอง ใชไ่ หมครับซง่ึ นนั่ ก็คอื การเกิดสติ ใช่ไหมครับ

ท่านทรงกลด : ที่วา่ ให้กลบั มารู้สกึ ตวั หมายถงึ ให้ทาความรู้สกึ ตวั เทา่ นนั้
ไม่ใชใ่ ห้รู้สกึ ตวั วา่ กาลงั เกิดความโกรธหรือรู้สกึ วา่ กาลงั รัก ชอบ เกลยี ด
คาถาม : ความรู้สกึ ตวั แบบเดียวกบั ขณะปกตทิ ีไ่ ม่มีผสั สะมากระทบใช่ไหม
ครับ เช่น ถ้าโกรธแล้วเราไปรู้ตวั ว่าโกรธ อันนนั้ เป็นการไปดูเงาจิตใช่ไหม
ครับ

เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม | ๑๕

ท่านทรงกลด : ตรงนีใ้ ช่ ให้รู้ คือ รู้สกึ ตัวเท่านนั้ เป็นความรู้สกึ ตัวแบบ
เดียวกับไม่มีผสั สะมากระทบ แต่จริงๆ ผัสสะมันกระทบตลอดเวลา แม้ไม่
เป็นผสั สะทางตา ก็เป็นผสั สะทางใจ คือ ใจต้องธรรมารมณ์ ตวั โกรธคือ เงา
ของจิต คือ ส่งิ ที่จิตปรุงแต่งขนึ ้ มา เมื่อรู้สกึ ตวั คือ มีสติแล้ว ก็ต้องมีปัญญา
ประกอบด้วย จึงจะรุดหน้าเร็ว คือ จะต้องเหน็ ความเสอ่ื มดบั คอื อนิจจงั ใน
ตวั โกรธนนั้ ด้วย หมายความวา่ เมื่อโกรธ พอรู้สกึ ตวั มีสตอิ ยา่ งแท้จริง จิตจะ
ออกจากเงาจิต ออกจากความโกรธ (สมั มาสงั กัปปะ) มาอยกู่ บั สติ และจะ
เห็นความโกรธดับไปต่อหน้า เหมือนเห็นพยับแดดแล้วดับไป ต้องเห็น
ขนาดนี ้จึงจะเอาตวั รอดได้ เหมือนเราถูกตีหวั อันแรกเลยเราจะรู้สกึ ว่าถกู ตี
หวั ก่อน และอีกขณะหนง่ึ เราจะรู้สกึ เจ็บ ท่ีต้องฝึกคือ ให้รู้สกึ ตวั เมื่อถูกตีหวั
แตไ่ ม่ใช่ให้รู้ความเจ็บ ตรงท่ีรู้วา่ ถกู ตหี วั อนั นไี ้ ม่ถูก อยา่ งที่แสดงไป เห็นคน
อาเจียน คนไอ ก็รู้ว่าอาเจียน ว่าไอ อันนีไ้ ม่ใช่สติ เป็นเพียงสญั ญาขนั ธ์
คนไทยเห็นคนไอ หรือตนเองไอ ก็รู้วา่ ไอ ฝร่ังเวลาไอ ก็รู้ว่าตนเอง cough
ไม่ใชส่ ตแิ ตอ่ ยา่ งใด แม้รู้วา่ เจ็บก็ไม่ใช่สติ ฝร่ังก็รู้วา่ มนั hurt

เวลาถกู ตีหวั แม้จะเจ็บแตก่ ็ให้อยู่กบั รู้ คือ รู้สกึ ตวั ถ้าอยไู่ ด้จริง มนั
จะรู้สกึ เจ็บแบบไม่เจ็บ บอกไมถ่ ูกเหมือนกนั ถ้าพบสติจริงจะเข้าใจและเห็น
จริงตามที่พดู เวทนาก็สกั แตเ่ วทนา มนั จะรู้สกึ กลางๆ สติคือ ทางสายกลาง
คาวา่ ทางสายกลางก็คือความรู้สกึ กลางๆ หลวงป่เู ทสก์จงึ สอนวา่ ผ้ใู ดเข้าถึง
ความเป็นกลาง (จิตที่เป็นกลาง) ได้ ผ้นู นั้ ยอ่ มพ้นจากทกุ ข์ทงั้ ปวง ถ้าถกู ตหี วั

๑๖ | เร่ิมต้นปฏิบตั ธิ รรม

แล้วคิดว่า เอ! ทาไมเจ็บจงั เจ็บจริงโว้ย มาตีเราทาไม เด๋ียวจะตีคืนให้หนกั
กวา่ เทา่ กบั เราเข้าไปวพิ ากษ์วิจารณ์แล้ว เข้าไปยดึ ความเจ็บมาปรุงแต่งต่อ
เป็นอารมณ์ขนึ ้ มาอีกอนั หนงึ่ แล้ว ที่หลวงป่ดู ลู ย์สอน ตอนแรกก็ไมเ่ หน็ หรอก
พอมาเหน็ จึงเข้าใจ มนั ลงรอยกนั อยา่ งพอดี

คาถาม : ถ้าเป็นอยา่ งท่ีผมเข้าใจ จะไมข่ ดั กันกบั ข้อความท่ีวา่ "จิตมีราคะก็
รู้วา่ จิตมีราคะ จิตมีโทสะก็ให้รู้วา่ จิตมีโทสะฯ.." หรือครับ คือ ผมสบั สนกับ
เรื่องนมี ้ ากๆ ครับ

ท่านทรงกลด : ถ้าอา่ นคาตอบมาข้างต้นเข้าใจ จะเหน็ วา่ ไมข่ ดั ตรงคาสอน
ท่ีว่าจิตมีราคะก็ให้รู้ จิตมีโทสะก็ให้รู้ ไม่ว่าจิตจะมีราคะ มีโทสะ ฟุ้งซ่าน
พระพทุ ธเจ้าทรงสอนให้ออกมาอย่กู บั รู้ คือ สติ คือ รู้สกึ ตวั เสยี ถ้าออกมาได้
จริง จะเห็นอนิจจังในราคะ ในโทสะ ในความฟุ้งซ่านว่ามันดบั ไปอย่างไร
หลวงป่ ชู าทา่ นก็ไม่ได้สอนอะไรมาก รู้ซ่ือๆ ก็คือ รู้สกึ ตวั อย่างตรงไปตรงมา
ไมไ่ ปแตง่ เติมเสริมตอ่ เพราะเมื่อใดไปวพิ ากษ์แตง่ เตมิ เทา่ กบั รู้ไม่ซอ่ื แล้ว

คาถาม : คาถามที่เก่ียวเน่ืองกนั ขณะเวลาท่ีเกิดความรู้สกึ ตวั มันเป็นแค่
ช่วงเวลาเสีย้ ววินาทีเดียวเท่านัน้ เองใช่ไหมครับซึ่งนั่นก็คือ การเกิดสติ
ใช่ไหมครับ

ท่านทรงกลด : ตอนแรก จะเกิดเพียงเสยี ้ ววินาที ถึงได้บอกไงว่า เมื่อเกิด
แล้ว ให้รักษาสติไว้ให้ต่อเนื่องตลอดสาย หลวงป่ ูดูลย์บอกว่า สตินี ้ ต้อง

เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม | ๑๗

รู้สกึ ตวั ตอ่ เนื่อง ไม่ใช่เกิดๆ ดบั ๆ แบบไฟฟา้ ติดๆ ดบั ๆ เมื่อไรจะสวา่ งเสยี ที
จงึ ต้องฝึก ใครบอกวา่ ฟังธรรมแล้วบรรลุ อย่าไปเช่ือเด็ดขาด หากไม่รู้จักสติ
แล้ว ไม่มีทางบรรลุอะไรได้เลย เป็ นแค่ความคิดความเข้าใจทั้งนั้น
เหน็ ไหม พระสงั ฆราชยงั สอนเรื่องสตเิ ลย ปัญญาจะเกิดได้ต้องอาศยั สติ

ดังนัน้ ใครบอกบรรลุธรรม แต่ไม่รู้เรื่องสติ คนนัน้ บรรลุไม่จริง
ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ห้าอย่างนคี ้ ือ องค์ประกอบทีจ่ ะทาให้บรรลุ
ธรรม ปัญญาก็ต้องเป็นปัญญาในชนั้ “เห็น” ไมใ่ ชค่ ดิ เอา หมายเอา สติตอน
แรกจะเกิดแคเ่ สยี ้ ววินาที แตเ่ มื่อเราเพียรให้เกิดมากขนึ ้ ๆ มันจะกลายเป็น
นาที เป็นชว่ั โมง และเป็นตลอดเวลา

สติเป็ นเคร่ืองกางกัน้ กิเลส พระพุทธเจ้าสอนไว้ คนท่ีมีสติ
ตลอดเวลากิเลสจะมาจากไหน คนที่กิเลสทาอะไรไม่ได้ หรือทาได้ แตท่ าได้
น้อย คิดดวู า่ เขาจะสขุ สงบขนาดไหน เป็นความสขุ สงบแบบไม่ต้องไปคอย
น่ังหลบั ตาภาวนาอะไรเลย ซ่ึงก็ไม่รู้จะถ่ายทอดความรู้สึกที่ว่าให้รับรู้ได้
อยา่ งไร เพราะมนั เป็นปัจจตั ตงั สตจิ ึงเป็นแมท่ พั ใหญ่ ใครบอกวา่ บรรลธุ รรม
ลองจีถ้ ามเร่ืองสติ ถ้าคิดอยนู่ านสองนาน หรืออกึ ๆ อกั ๆ คงไม่ใชแ่ ล้วละ่ มัน
ต้องตอบได้ทนั ที เพราะมันสมั ผสั ได้อยตู่ ลอดเวลา เห็นอยตู่ ลอดเวลา ไม่ใช่
วนั นมี ้ ีสติ พรุ่งนไี ้ ม่มี สติของพระอริยะเจ้าไมใ่ ชป่ ระเดีย๋ วมี ประเดี๋ยวไม่มี มนั
เป็นสตทิ พ่ี ้นจากการปรุงแต่งไปแล้ว เป็นของคใู่ จตราบจนนิพพาน เพราะใจ

๑๘ | เร่ิมต้นปฏิบตั ธิ รรม

ของพระอริยะเจ้ายอ่ มเป็นสติอยใู่ นตวั แล้วนนั่ เอง ไม่ต้องคอยกาหนด เป็น
ด้วยตวั มนั เอง สมยั พทุ ธกาล คนฟังธรรมแล้วบรรลธุ รรมจานวนมากเพราะ
พอเอ่ยคาว่า “สติ” เขายอ่ มทราบว่ามันคืออะไร บางทีพระพุทธเจ้าก็สอน
สติก่อน สตินาไปสู่ปัญญา บางทีก็สอนปัญญาก่อนสอนเรื่องสมั มาทิฏฐิ
ปัญญาก็อบรมสติแต่สุดท้ายปัญญากับสติจะมาลงตัวกัน ทาให้เกิด
สมั มาสมาธิ

เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม | ๑๙

๔. วิธีฝึ กสตสิ าหรับมอื ใหม่

คาถาม : ขอทา่ นทรงกลดช่วยชีแ้ นะ วิธีฝึกสติสาหรับผ้ฝู ึกเริ่มต้น (มือใหม่)
ด้วยคะ่

ท่านทรงกลด : สาหรับมือใหม่หัดขบั เรื่องสติ การฝึกก็เหมือนฝึกขับรถ
นนั่ แหละ อย่างรถน่ี ก่อนจะขับรถ เราต้องรู้ก่อนว่าเกียร์อยูต่ รงไหน เบรค
คนั เร่ง วงเลยี ้ ว การถอย การออกตวั การเข้าซอง และต้องรู้เรื่องกฎจราจร
ด้วย ต้องจอดหา่ งฟุตบาทเทา่ ไร การฝึกสติก็เช่นกนั เร่ิมต้นท่ีกายคตาสติ
ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ดูสิว่า มันอยู่ตรงไหน ลองหยิบผมขึน้ มาสกั เส้นสิ
โดยเฉพาะผ้หู ญิง เส้นผมจะร่วงลงมาให้เห็นงา่ ย ลองมาพิจารณาดู ดใู ห้ดีๆ
วา่ มนั สะอาด สกปรก สวยหรือไม่สวย ลองเอาใสช่ ามแกงสิ จะกินตอ่ ได้ไหม
ตอนยังไม่ร่วงจากศีรษะ ไม่สระผมสักส่ีห้าวัน มันจะยังหอมอยู่หรือไม่
นี่ต้องคอยสระ คอยดูแลทุกวัน ตกลงมันสะอาดหรือสกปรก ไม่สระผม
สกั เดือน มนั จะมีกลน่ิ เหม็นแคไ่ หน พอมนั ร่วงลง เราก็เอาไปทิง้ เคยตามไป
ดไู หมวา่ ตอนจบมนั เป็นอยา่ งไร มันก็เปื่อยผพุ งั กลบั คืนไปเป็นดินนนั่ แหละ
เป็นธาตุดิน เล็บก็เหมือนกนั ตดั เล็บแล้วหยิบมาพิจารณาดูวา่ มันสะอาด
หรือสกปรก เอาหย่อนใส่ชามข้าว จะกินข้าวต่อได้หรือไม่ นี่ ถ้าเข้าใจ
ผมเส้นหนึ่ง ก็ไม่ยากที่จะเข้าใจผมเส้นท่ีเหลือ เข้าใจเล็บอันหนง่ึ ก็ไม่ยาก
ท่ีจะเข้ าใจเล็บที่เหลือ ส่วนอื่นๆ ของร่างกายก็เหมือนกัน (เรียกว่า

๒๐ | เริ่มต้นปฏิบตั ธิ รรม

การพิจารณาอาการ ๓๒ มีในหนงั สือสวดมนต์ ลองไปหาอ่านสาธยายดู)
นเ่ี รียกวา่ กายคตาสติ เป็นสติปัฏฐาน เรียกวา่ กายานุปัสสนาสตปิ ัฏฐาน

ก่อนจะไปดูจิตดใู จ ดูกายให้ชัดก่อน อย่ามองข้ามนะ ถ้าดเู ห็นชัด
มันจะปรากฏในใจเวลาใจสงบ การเกิดสมาธิจะไม่ยากเลย หลวงป่ ชู าเคย
สอนพระอาจารย์อนนั ต์ วดั มาบจนั ทร์ ทา่ นเคยเลา่ วา่ ครัง้ หนง่ึ ตอนนนั้ สมาธิ
ท่านดีมาก เลยอยากจะพิจารณาให้เห็นธรรมไวๆ อยากจะดูจิต เดินไปหา
หลวงป่ ูชา หลวงป่ ูชาบอกว่า ให้กลบั ไปพิจารณากาย เท่านนั้ แหละจิตที่
เป็นสมาธิของพระอาจารย์อนันต์ก็หว่ันไหวทันที เพราะหลวงป่ ูชารู้ว่า
พระอาจารย์อนนั ต์กาลงั ติดอยใู่ นความสงบ ไมม่ ีปัญญา พระอาจารย์อนนั ต์
เลา่ วา่ หากไมไ่ ด้หลวงป่ชู าในวนั นนั้ ก็จะตดิ อยใู่ นความสงบอีกนานแสนนาน
เหมือนหลวงป่หู ลวงพอ่ บางรูป

ขณะเดียวกัน การมีสติประคองไว้กับความรู้สึกตัวขณะกายนี ้
เคล่ือนไหวก็สาคัญ ยืน เดิน น่ัง นอน ให้รู้สึกตัวอยู่เสมอ ที่สาคัญท่ีสุด
พวกเรามกั จะไม่ค่อยรู้จักความรู้สกึ ตวั กัน ความรู้ตัวว่ากาลังทาโน่น น่ี
น่ัน นัน้ ต่างกับความรู้สึกตัวท่ีเป็ นสติ อยา่ งแรกเป็นเพยี งความระลกึ ได้
ในลกั ษณะจาได้หมายรู้ (สญั ญาขนั ธ์) อนั เป็นอารมณ์อย่างหน่งึ แตอ่ ย่าง
หลงั ท่ีเป็นสติ จะมีลกั ษณะ "ต่ืนรู้อยู่กับที่" และ "เบิกบาน" อยู่ในตวั สว่ น
อารมณ์ก็เคลอื่ นไหวอยู่รอบๆ เหมือนเวลาง่วง ก็รู้ตวั ว่างว่ ง แตก่ ็ยงั งว่ งอยู่

เร่ิมต้นปฏิบตั ธิ รรม | ๒๑

แตถ่ ้าเป็นสติขนึ ้ มา มันจะออกจากความงว่ งมาอยูก่ ับความรู้สกึ ตวั มนั จะ
เป็นความงว่ งทไี่ ม่ง่วง จะ "ตืน่ รู้" อยู่ทา่ มกลางความงว่ ง หากไมร่ ู้จกั สติอยา่ ง
ถ่องแท้แล้ว ไปหลงการรู้ตวั วา่ กาลงั ทาโนน่ นี่ นนั่ อยเู่ ป็นสติ แม้ปฏิบตั ธิ รรม
อยู่ร้ อยปี ก็ไม่มีวันเห็นธรรม พบธรรม พบ "พุทธะ" เลย เพราะ "พุทธะ"
แปลวา่ "ผ้รู ู้ ผ้ตู ่ืน ผ้เู บิกบาน" อนั หมายถึง สตินนั่ เอง ตรงนสี ้ าคญั ให้อ่านทา
ความเข้าใจให้ดี ท่ีเราปฏบิ ตั ธิ รรมกนั มา บางคนสิบปี ย่สี บิ ปี แตไ่ มเ่ ห็นอะไร
เลย เพราะไมร่ ู้จกั สติ คือ ความรู้สกึ ตวั

ถ้าอยากรู้ความรู้สกึ ตวั เป็นอย่างไร ง่ายนิดเดียว ลองหายใจเข้า
ลกึ ๆ ดูสิ มันจะรู้สกึ ตวั ทว่ั พร้อมขึน้ มา จะมีอาการต่ืนรู้ขึน้ พระพทุ ธเจ้าจึง
บรรลธุ รรมด้วยสติ ด้วยความรู้สกึ ตวั (อานาปานสติ คือ หายใจเข้าออกอยู่
กบั รู้ รู้สกึ ตวั )ความรู้สกึ ตวั หรือสตจิ ะมีสภาวะกลางๆ ไม่ขึน้ ไมล่ ง แต่สงบสขุ
ใครพบสติ คนนนั้ ก็พบประตูพระนิพพาน อีกประการหน่ึง ในระหว่างวัน
เราเผชิญอารมณ์มากมาย ทงั้ ดีและไม่ดี อารมณ์ตา่ งๆ เรียกว่า เวทนา สขุ
เวทนาบ้าง ทุกขเวทนาบ้าง ให้มีสติรู้เทา่ ทนั คือ พอมีอารมณ์เกิด ไม่วา่ ตา
เห็นรูป หูได้ยินเสียงด่า เสียงชม ให้มีสติ คือ รู้สึกตัวขึน้ มา พร้ อมทงั้ ให้
พิจารณาให้เห็นว่าอารมณ์นนั้ เกิดได้ก็ดบั ได้ ไม่เท่ียงแท้ไปได้ ไม่ดบั วนั นีก้ ็
พรุ่งนีอ้ ันนีเ้ รียกวา่ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เม่ือทาไปประกอบด้วย
ความเพียร มันก็เหมือนขบั รถน่ันแหละ แรกๆ จะเก้ ๆ กังๆ พอขับได้ก็จะ
คลอ่ งแคลว่ เป็นอตั โนมัติ สติท่ีสอนมาก็เช่นกนั พอทาไปได้ มนั จะคลอ่ งตวั

๒๒ | เร่ิมต้นปฏิบตั ธิ รรม

มันเอง เวลาคนด่า จิตจะวิ่งมาอยู่กับสติทันที เห็นอารมณ์โกรธดับไป
ตอ่ หน้าทนั ที ถ้าฝึกได้ขนาดนี ้ก็ถือวา่ ใกล้บรรลธุ รรมแล้ว คาวา่ พทุ โธ แม้จะ
แปลหรือมีความหมายวา่ "สติ" แตค่ าวา่ พทุ โธ ก็ไม่ใชส่ ติ การบริกรรมคาวา่
พทุ โธ จงึ ไม่ได้ทาให้สติงอกงามขนึ ้ แต่อยา่ งใด แตอ่ าจจะทาให้จิตสงบลงได้
บ้างชว่ั ครู่ชวั่ คราวเทา่ นนั้ เองเพราะความสงบของจิตท่ีเกิดจากการบริกรรม
ก็ยงั เป็นการปรุงแต่งของจิตอยู่ต้องเจริญสติปัญญาจนจิตพ้นไปจากการ
ปรุงแตง่ นนั่ แหละ จึงจะเป็นความสงบท่ีแท้จริง ทาไมความรู้สกึ ตวั หรือสติ
จึงสาคญั เพราะสตินี่แหละ คือ กญุ แจดอกสาคญั ที่จะนาไปสกู่ ารรู้จริง เห็น
แจ้งในขันธ์ ๕ และจะนาไปสู่การพ้นทุกข์ได้ในที่สดุ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็
อาศยั สติ (อานาปานสติ)หากไม่ใช่สติแล้ว พทุ ธศาสนาไม่อาจจะบงั เกิดขนึ ้
ในโลกได้เลย

ศาสนาพุทธจึงเป็ นศาสนาแห่งสติ ไม่ใช่ศาสนาแห่งความเช่ือ
เพราะคนเราไม่อาจพ้ นทุกข์ ได้ ด้ วยความเช่ื อแต่จะพ้ นทุกข์ด้ วยสติด้ วย
ปัญญา หลวงป่ เู ทียนจงึ สอนวา่ "อะไรๆ ก็ไม่สาคญั เทา่ สติ" หลวงป่ สู มชาย
วัดเขาสุกิมก็บอกว่า "สติตัวเดียวรู้แจ้งโลก" โลกในท่ีนีค้ ือ ขันธ์โลกหรือ
ขนั ธ์ ๕ นนั่ เอง ธรรมใดที่ไม่ประกอบด้วยสติ (ความรู้สึกตวั ) ด้วยปัญญา
(เห็นขันธ์ ๕ อารมณ์ตามความเป็นจริงว่าจะถือเป็นเรา ของเราไม่ได้)
ธรรมนนั้ ไม่เป็นไปเพ่ือความจางคลายความยึดมั่นถือม่ัน ไม่เป็นไปเพื่อ
ความสงบระงบั แห่งจิต ต่อให้ปฏิบตั ิอยู่เป็นร้ อยปี ก็จะไม่มีวนั รู้เห็นธรรม

เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม | ๒๓

ถึงธรรม พ้นทุกข์ ถึงความสงบท่ีแท้จริงได้เลย อนึ่งการรู้เห็นธรรม เม่ือเห็น
แล้วจะหายสงสยั หมดคาถาม ถ้ายงั มีคาถาม แสดงวา่ ยงั ปรุงแตง่ (คดิ ) อยู่
จึงยงั ไม่ได้ชื่อวา่ เห็นจริง แต่เป็นการทกึ ทกั เอา หลวงป่ ดู ลู ย์จึงบอกวา่ "จะรู้
เม่ือหยดุ คิด" คือ หยดุ ปรุงแต่งน่ันเอง

เมื่อสิบปี ก่อน ผมไปบวชปฏิบัติอยู่กับพระอาจารย์อนันต์
วดั มาบจันทร์ ศิษย์หลวงป่ ชู า ท่านเลา่ ให้ฟังวา่ วนั หนึ่งเดินจงกรมอยูใ่ นป่ า
นกึ ในใจว่า ทาอย่างไรจึงจะรู้เหน็ ธรรมเร็วๆ คืนนนั้ หลวงป่ชู าก็เทศน์เลยวา่
การปฏิบตั ิที่จะรู้เห็นธรรมเร็วนนั้ อยู่ที่อารมณ์น่ี อารมณ์ยินดีก็ให้มีสติรู้
เทา่ ทนั อารมณ์ยินร้ายก็ให้มีสติรู้เทา่ ทนั รู้วา่ ไม่มีอารมณ์ไหนจริงแท้ ล้วนไม่
แนเ่ ป็นอนิจจังทงั้ นนั้ ไม่ควรหมายมนั่ คาสอนหลวงป่ ูชาเหมือนพระพุทธเจ้า
สอนพระโกณฑญั ญะเลย (ทางสายกลาง) ครัง้ แรกทฟ่ี ัง เอ! มนั จะงา่ ยขนาด
นนั้ เลยหรือ ครัน้ พอปฏิบตั ิดู ไม่งา่ ยเลย เผลอให้อารมณ์มนั กดั เอาทุกที แต่
เม่ือทาจริงไม่ย่อท้อ จนสติต่อเนื่องไม่ขาดสาย จึงเห็นจริงดงั ท่ีหลวงป่ ูชา
สอน กราบพระพทุ ธเจ้า กราบหลวงป่ชู า ครูบาอาจารย์ทงั้ หลายสนิทใจ ไม่
สงสยั อีกตอ่ ไป

การพิจารณากายนี ้มีผม ขน เล็บ ฟัน หนงั เป็นต้น หรือที่เรียกว่า
กายคตาสติ มีจุดหมายเพื่อให้เหน็ ความเป็นจริงของร่างกาย วา่ เป็นอนิจจัง
ทกุ ขงั อนตั ตา จะถือเป็นเรา ของเราไมไ่ ด้ จิตจะได้เบ่ือหนา่ ยคลายความยดึ
ม่นั ถือมน่ั ในกายออกมา ไม่ใช่พิจารณาแล้วเกิดนิมิต ติดอยู่ในนิมิต ซง่ึ แม้

๒๔ | เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม

จิตจะสงบแตก่ ็ไม่เกิดปัญญาแต่อย่างใด จึงต้องระวงั ไม่หลงเข้าไปติดใน
กบั ดกั แหง่ การภาวนาดงั กลา่ ว

พระพุทธเจ้าสอนให้เอากายเป็นเครื่องระลกึ รู้ของจิต เพื่อให้รู้ว่า
กายนีไ้ ม่เท่ียง เป็นอนิจจัง ท่านไม่ได้สอนให้เอากายเป็นเครื่องเพ่ง เป็น
เครื่องอยู่ของจิต ไม่อย่างนัน้ ก็ไม่ต่างจากพวกฤษีชีไพรที่เพ่งดิน เพ่งนา้
เพง่ ไฟ เพง่ ลมนน่ั เอง

คาถาม : ผู้เริ่มปฏิบตั ิธรรม ควรจะไปค้นคว้า ทาความเข้าใจกับขันธ์ ๕
องค์ประกอบของขันธ์ ๕ การทางานของขนั ธ์ ๕ ความหมายภาษาบาลี
พนื ้ ฐาน เชน่ เวทนา สญั ญา สงั ขาร ฯลฯ กอ่ นหรือไม่

ท่านทรงกลด : ถ้าทาได้ก็จะทาให้การปฏิบตั ิธรรมคลอ่ งตวั ขนึ ้ ในหนงั สือ
กวา่ จะถึงกระแสธรรมผมก็เขยี นไว้ จะได้รู้ว่ามนั คืออะไร พระพุทธเจ้าทา่ นก็
สอนอยู่เรื่องสองเร่ืองคือ ขนั ธ์ ๕ กบั จิต แคน่ ีแ้ หละ เร่ืองกาย เร่ืองความสขุ
ความทกุ ข์ (เวทนา) เรื่องความจาได้หมายรู้ (สญั ญา) เร่ืองความคิดปรุงแตง่
(สงั ขาร) เร่ืองความรู้สกึ ทางตา ทางหู ทางกาย (วิญญาณ)

คาถาม : ผมเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับธรรมอันมีอุปการะมาก คือ สติกับ
สมั ปชญั ญะ สติ คือความระลกึ ได้ สมั ปชญั ญะคอื ความรู้ตวั ตาราวา่ อยา่ ง
นนั้ แตใ่ นมรรค ๘ เป็นเร่ืองสมั มาสติ สมั มาสมาธิ ไม่ได้กลา่ วถงึ สมั ปชญั ญะ
เลยและในการปฏบิ ตั ิธรรม ครูบาอาจารย์เน้นเรื่องสตปิ ัฏฐาน ๔ ทาให้สงสยั

เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม | ๒๕

วา่ สมั ปชญั ญะอยตู่ รงไหน เพราะเป็นธรรมอนั มีอุปการะมากเหมือนกบั สติ
จะเก่ียวข้องกบั การรู้ตัว การกากบั ตวั ผ้รู ู้หรือกากบั จิตเดิมแท้ หรือไม่ครับ
ตามที่พระอาจารย์รูปหนึ่ง ท่านสอนเรื่องกายผู้รู้ ผู้ถูกรู้ และผู้รู้ ตรงนีม้ ี
สมั ปชญั ญะมาชว่ ยสตอิ ยา่ งไรครับ

ผมเปรียบเองกบั ทางโลก เช่น เรากาลงั จะขบั รถทางไกล สติบอกให้
เราขบั ด้วยความไม่ประมาทตามเส้นทาง สมาธิชว่ ยให้เรามีความตงั้ ใจม่นั
คิดว่าสมั ปชัญญะ ช่วยให้เรารู้ตวั วา่ เราขบั รถอยู่ สมั ผสั ท่ีมือและเท้าบงั คบั
รถ บางทีตกหลมุ บางทีได้กล่ินไหม้ ได้ยินเสยี งกึงกังบ้าง มาจากวิญญาณ
และสญั ญา แต่เรารู้ตัวว่าขับรถอยู่หรือว่าสมั ปชัญญะเป็นการรู้ตัวของ
ผ้ไู ม่ได้ปฏิบตั ิธรรมลกึ ซงึ ้ แตส่ ติจะลกึ ซงึ ้ กวา่ ครับ หรือต้องไปควบคู่ด้วยกนั
เสมอครับ

ท่านทรงกลด : สติคือ ความรู้สกึ ตวั สมั ปชัญญะคือ ความรู้สกึ ตัวในการ
เคลื่อนไหวของกายในอิริยาบถย่อยจากยืน เดิน นงั่ นอน (อิริยาปถบรรพ)
ลองไปดใู นกายานปุ ัสสนาสตปิ ัฏฐานเร่ือง สมั ปชญั ญบรรพ

สัมปชัญญบรรพ

[๒๗๖]ดูกรภิกษุทงั้ หลาย อีกข้อหนึง่ ภิกษุย่อมทาความรู้สกึ ตวั ในการก้าว
ในการถอย ในการแล ในการเหลยี ว ในการค้เู ข้า ในการเหยียดออกในการ
ทรงผ้าสงั ฆาฏิ บาตรและจีวร ในการฉัน การด่ืม การเคีย้ ว การลิม้ รส
การถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ ย่อมทาความรู้สึกตัวในการเดิน การยืน
การน่งั การหลบั การต่ืน การพูด การน่ิง ดังพรรณนามาฉะนี ้ ภิกษุย่อม

๒๖ | เริ่มต้นปฏิบตั ธิ รรม

พจิ ารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นกายในกายทงั้ ภายในทงั้ ภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือ
ความเกิดขึน้ ในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือ ความเสื่อมในกายบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมคือ ทงั้ ความเกิดขึน้ ทงั้ ความเสื่อมในกายบ้าง ย่อมอยู่
อีกอยา่ งหน่งึ สติของเธอท่ีตงั้ มัน่ อยูว่ ่า กายมีอยู่ ก็เพียงสกั ว่าความรู้ เพียง
สกั ว่าอาศยั ระลกึ เทา่ นนั้ เธอเป็นผ้อู นั ตณั หาและทิฏฐิไม่อาศยั อยูแ่ ล้ว และ
ไม่ถือม่ันอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทงั้ หลาย อย่างนีแ้ ลภิกษุช่ือว่าพิจารณา
เห็นกายในกายอยู่ ฯ

จบสมั ปชญั ญบรรพ

ท่านทรงกลด : เรียกวา่ เจริญสติให้ต่อเน่ือง ในหนังสือกว่าจะถึงกระแส
ธรรมก็พูดถึงไว้ สรุปสติคือ ความรู้สึกตวั สมั ปชัญญะคือ ความรู้สึกตวั ที่
ต่อเนื่องกันไปขอให้เข้าใจให้ถูกต้ องตามนี ้ เอาคาสอนพระพุทธเจ้าเป็น
หลกั นะ ท่านสอนถูกต้องไว้แล้ว อย่าไปคิดใหม่ ทาใหม่อะไรเลยจะเป็น
มิจฉามรรคเสยี เปลา่ ๆ การปฏิบตั ิใดไม่อิงสตทิ าอย่รู ้อยปีก็พายเรือวนอยใู่ น
อ่างเหมือนเดมิ

เร่ิมต้นปฏิบตั ธิ รรม | ๒๗

๕. สติ หวั ใจการปฏบิ ตั ธิ รรม

"ใครจะเจริญสมถะหรือวิปัสสนาขนั้ ใดก็ตาม ถ้าขาด "สติ" แล้ว
สมถะและวิปัสสนานนั้ ไม่มีทางเจริญได้เลย นบั แตเ่ ร่ิมแรกปฏิบตั ิมาจนสดุ
ทางเดนิ ผมไม่มองเหน็ ธรรมใดท่ีเดน่ และฝังลกึ ในใจเทา่ "สติ" นเ่ี ลย

"สติ" เป็นทงั้ พ่ีเลีย้ ง เป็นทงั้ อาหาร เป็นทงั้ ยารักษาของสมาธิและ
ปัญญาทุกขนั้ ธรรมดงั กล่าวนีจ้ ะเจริญได้จนสดุ ขนั้ ของตน ล้วนขึน้ อยู่กับ
"สต"ิ เป็นผ้บู ารุงรักษาโดยจะขาดไมไ่ ด้,

ทา่ นจงฟังให้ถึงใจ ยดึ ไว้อย่าหลงลืม "สติ" นี่แลคือ ขมุ กาลงั ใหญ่
แหง่ ความเพียรทุกด้าน ต้องผ่าน "สติ" นีก้ ่อนจะเคลื่อนไหวโยกย้ายความ
คิดเห็นไปในทางใด หยาบหรือละเอียดในธรรมขนั้ ใด ต้องมี "สติ" เป็นตวั การ
สาคญั ในวงความเพยี ร"

หลวงป่ มู ่นั ภรู ิทตั โต

ผ้ใู ดทาใจให้ถงึ ความเป็นกลางได้ (จิตที่เป็นกลาง)
ผ้นู นั้ จะพ้นจากทกุ ข์ทงั้ ปวง
หลวงป่ เู ทสก์ เทสรังสี

๒๘ | เริ่มต้นปฏิบตั ธิ รรม

อาตมาเองตงั้ แตเ่ กิดมา ไมเ่ คยมีพระแขวนคอสกั องค์เดยี ว
“พทุ โฺ ธ ธมโฺ ม สงฺโฆ” นนั้ เป็นเพียงวตั ถหุ รือเครื่องหมายของพระ

ไมใ่ ช่องค์พระจริงๆ สว่ นองค์พระจริงๆ นนั้ คอื “สต”ิ
ถ้าเรามีสติอยเู่ สมอ

ก็เทา่ กบั เราได้สร้าง “พระ” ไว้ในตวั ของเรา
พระทา่ นก็จะช่วยให้เรามีความสขุ กายสขุ ใจตลอดเวลา

พระอาจารย์ลี ธมมฺ ธโร

เร่ิมต้นปฏิบตั ธิ รรม | ๒๙

ท่านทรงกลด : ถ้าไม่เข้าใจเร่ืองสติ ก็ไม่เข้าใจการปฏิบตั ิ แม้ปฏิบตั ิอยเู่ ป็น
สิบๆ ปี ก็จะไม่เห็นธรรม รู้ธรรมอะไรเลย นอกจากวนเวียนอย่กู ับความคิด
ความจาสญั ญาเทา่ นนั้ เอง

๓๐ | เร่ิมต้นปฏิบตั ธิ รรม

สติคือ ทางกลบั บ้าน ผ้ใู ดพบสติผู้นนั้ ก็พบทางกลบั บ้าน พบมรรค
หลวงป่ ูชาเคยสอนว่า มรรคกล้าก็ฆ่ากิเลส กิเลสกล้าก็ฆ่ามรรค ผลดั กนั แพ้
ผลดั กันชนะ คาวา่ มรรคก็คือ สติ เมื่อใดท่ีสติกล้า กิเลสก็หงอ เมื่อใดที่สติ
อ่อน กิเลสก็ผงาด การปฏิบตั ิก็เพียงเทา่ นี ้หน้าท่ีเราไม่มีอะไรมาก บารุงสติ
ให้มนั โต ให้มนั มีกาลงั

คาถาม : จิตพทุ ธะ จิตผ้รู ู้ จิตว่างๆ นีค้ ือ จิต จิตคือ ใจ ใช่ไหมคะ ขนั ธ์ ๕
ปรุงแตง่ อารมณ์ สติ พจิ ารณาผดิ ถกู ใช่ ไม่ใช่ ใชไ่ หมคะ กิเลส มีนิวรณ์
เป็นอาหาร นวิ รณ์มีใจทจุ ริต วาจาทจุ ริต กายทจุ ริต เป็นอาหาร

ท่านทรงกลด : จิตคือ ใจ อนั เดียวกัน รู้มีสองรู้ รู้แรกยงั ต้องคอยฝึกคอย
กาหนด รู้ท่ีสอง ไม่ต้องคอยฝึกคอยกาหนด รู้แรกยงั ไม่จริง รู้ที่สองจึงจะจริง
การจะพบรู้ทีส่ องได้จะต้องรู้จกั รู้แรกและอบรมรู้แรกให้ดกี อ่ น เม่ือพบรู้ท่ีสอง
รู้แรกก็ถูกทิง้ ไปเองโดยปริยาย รู้ท่ีสองนีแ้ หละคอื พทุ ธทีแ่ ท้จริง และรู้ท่ีสอง
นี่เองท่ีจะนาไปสกู่ ารพ้นทกุ ข์ได้อยา่ งแท้จริง ขนั ธ์ ๕ ไม่ได้ปรุงแตง่ อารมณ์
จิตเป็นผ้ปู รุงแตง่ ขนั ธ์ ๕ อารมณ์ กิเลส

คาถาม : การแยกแบบนี ้ แล้วพิจารณาไปเรื่อยๆ จะถกู ทาง นามาซง่ึ สติ
แกร่งจนเป็นมหาสติ แล้วเข้าไปสกู่ ารแยกจิตกับอารมณ์ได้ไหมคะ เข้าสู่
พทุ ธะได้ไหม เข้าสทู่ างพ้นทกุ ข์ได้ไหมคะ

เร่ิมต้นปฏิบตั ธิ รรม | ๓๑

ท่านทรงกลด : ไม่ได้ อ่านทาความเข้าใจเร่ืองสติปัฏฐานให้เข้าใจ สติอัน
เดียวทจ่ี ะนาไปสกู่ ารแยกจิตจากอารมณ์ นาไปสมู่ หาสติ ทางอื่นไม่มี ถ้าไม่
เข้าใจเร่ืองสติ ก็ไม่เข้าใจการปฏิบัติ แม้ปฏิบตั ิอยู่เป็นสิบๆ ปีก็จะไม่เห็น
อะไร นอกจากความคิด ความจา สญั ญาเทา่ นนั้ เอง ทางโลกจะเฝา้ ดูการ
กระทบกระทง่ั กนั ระหวา่ งคนนนั้ คนนีแ้ ละนามาซงึ่ เรื่องราว ความวุ่นวายใจ
ความเดือดร้ อนใจอยู่ตลอดเวลาไม่รู้จบ แต่ทางธรรม ท่านให้เฝ้าดูการ
กระทบกันของอายตนะทงั้ หก คือ ตากระทบรูป หกู ระทบเสยี ง จมูกกระทบ
กล่ิน ลนิ ้ กระทบรส กายกระทบโผฏฐัพพะ (เย็น ร้อน อ่อน แข็ง) ตลอดจน
ธรรมารมณ์กระทบใจ กระทบแล้วเกิดเวทนาอารมณ์อยา่ งไร เสอื่ มดบั ไหม
เทย่ี งไหม ควรยดึ มั่น หมายมน่ั ไหม ให้มีสตริ ู้เท่าทนั หากเฝา้ ดอู ารมณ์ตนอยู่
อยา่ งนี ้วนั หนง่ึ รู้แจ้ง เหน็ จริงขนึ ้ มา นแ่ี หละ มนั จะจบ

คาถาม : ในเรื่องปฏิบตั ิค่ะ เมื่อคืนได้สวดมนต์ทาวัตรเย็นและได้นง่ั สมาธิ
โดยพิจารณาลมหายใจรู้สกึ วา่ ไม่อึดอดั สบายๆ เพราะเริ่มค้นุ เคยกบั การ
พิจารณาบ้างแล้ว ก่อนนอนจึงนง่ั สมาธิพิจารณาลมหายใจเช่นเดิม พอล้ม
ตวั ลงนอนก็พิจารณาลมหายใจจนหลบั แต่รู้สกึ ได้ว่าจิตมันตื่นมากๆ เม่ือ
คืนนีไ้ ม่คอ่ ยหลบั แต่ไม่เพลยี ปกติจะนอนหลบั ไปเลยค่ะท่าน ที่เกิดขึน้ นนั้
คือเร่ืองปกติในด้านการปฏบิ ตั ิใชไ่ หมคะ

๓๒ | เร่ิมต้นปฏิบตั ธิ รรม


Click to View FlipBook Version