The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปุจฉา - วิสัชนา เล่ม 1
เริ่มต้นปฏิบัติธรรม - ว่าด้วยการเริ่มต้นปฏิบัติธรรมและการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน
ประพันธ์โดยท่านทรงกลด มั่นสิงห์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by วรพงษ์ สุพิมล, 2020-08-18 07:22:51

ปุจฉา - วิสัชนา เล่ม 1

ปุจฉา - วิสัชนา เล่ม 1
เริ่มต้นปฏิบัติธรรม - ว่าด้วยการเริ่มต้นปฏิบัติธรรมและการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน
ประพันธ์โดยท่านทรงกลด มั่นสิงห์

ท่านทรงกลด : ถกู ต้อง สาธุ

คาถาม : เหน็ มนั จะโผลเ่ ร่ืองอกศุ ล แล้วมนั บอกวา่ อกศุ ลเลย คืออะไรคะ

ท่านทรงกลด : ถ้ารู้วา่ อกศุ ล จริงๆ มันโผลแ่ ล้ว จิตมนั ปรุงแตง่ แล้ว บอกใน
ตวั เสร็จสรรพว่า อกศุ ล ถ้ายงั มีกุศล อกศุ ลอยู่ แสดงวา่ ยงั ปรุงแตง่ อยู่ ตวั ท่ี
จะมาหยดุ การปรุงแตง่ ก็คอื สติ หลวงป่ชู าบอกวา่ พอมีสติ มนั จะหยดุ หยดุ
ปรุงแต่ง และมนั ก็หยุดจริงๆ (ผมรับรอง) ตอนแรกไม่หยุดหรอก เพราะจิต
เคยชินว่ิงแสไ่ ปหาอารมณ์ (ทจ่ี ิตปรุงแตง่ ) จิตปรุงแต่งอารมณ์ทงั้ ดีและไม่ดี
แล้วจิตก็หลงอารมณ์ทีป่ รุงแตง่ นนั่ แหละเรียกว่า จิตหลอกจิต สตินแี่ หละจะ
มาเป็นตวั เบรค มันจะโผลอ่ ะไรก็แล้วแต่ ให้พยายามมีสติเข้าไว้ สติในที่นี ้
ต้องเป็นสมั มาสตินะ สติน่ี แปลว่า ความระลกึ ได้ แตต่ ้องเป็นความระลกึ ได้
ในลกั ษณะรู้สกึ ตวั นะ ถ้าระลกึ ได้ว่าเป็นนน่ั เป็นน่ี อนั นไี ้ ม่ใช่สติ เป็นสญั ญา
คือความจา นค่ี อื เหตผุ ลอยา่ งหนง่ึ ทค่ี นปฏบิ ตั ิธรรมมาทงั้ ชีวิต ก็ไม่ไปถงึ ไหน
มีทา่ นหนงึ่ ปฏบิ ตั ิธรรมมาเป็นสบิ ๆ ปี ผมให้หนงั สอื ไปอ่าน คนื นนั้ ทา่ นตะลยุ
อ่านจนจบ เช้ามาบอกกับผมว่า รู้แล้วว่าทาไมท่ีผ่านมาจึงปฏิบัติธรรมไม่
ก้าวหน้า การรู้จกั สตทิ แ่ี ท้จึงสาคญั มาก ทผี่ มลงให้อา่ นกนั นน่ั แหละ ผ้ใู ดรู้จัก
สติ ผ้นู นั้ รู้จกั ประตนู พิ พาน

คาถาม : เม่ือเช้าไปสง่ ลกู ทโี่ รงเรียน เขาลงรถผิดด้าน เลยทาให้ตวั เขาไปทบั
เอกสารท่ีวางไว้ด้านหลงั ท่ีต้องใช้งานจนยบั พอเหน็ รู้สกึ โกรธ ปากก็วา่ เอ๊ย!
แมต่ ้องใช้เอกสารนนั้ รู้สกึ วา่ ยงั พดู ไม่ทนั จบประโยค ความโกรธมนั หมดไป
พร้อมกบั เสยี งท่ีเบาลงและไม่อยากพูดตอ่ อยา่ งนคี ้ ือผลจากการปฏบิ ตั ทิ เ่ี อา

เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม | ๘๓

เหตกุ ารณ์ปัจจุบนั เป็นโจทย์ใชห่ รือไม่ แล้วความโกรธมันหายไปเป็นปลดิ ทิง้
รู้สึกเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรโกรธ ไม่มีอะไรค้างคาใจเลย พิจารณาแล้ว
โกรธมนั ดบั ดบั ไปแล้ว ดบั เร็ว ใจก็หยุด ปากก็หยุด มนั จึงไม่มีเชือ้ ให้ปรุง
อะไรเลย แล้วเราจะต่ออารมณ์ไปทาไม หากมีสติรู้เท่าทนั มันคงแค่ก่อตัว
และดบั ไปตรงนนั้ แตก่ ็เร็วขนึ ้ เรื่อยๆ จากเดิมมากแล้ว ตวั อยา่ งมีเอง สงั เกต
เอง จะลงแก่ใจเอง การระเบดิ ออกไปนดิ หนง่ึ คือ การไม่กดขม่ เพราะเม่ือเกิด
ผสั สะแล้วย่อมมีอาการ แต่หลงั จากนนั้ เร็วเทา่ ไหร่คือ การละนนั ทิ ถกู ต้อง
ไหมคะ

ท่านทรงกลด : ไม่มีใครห้ามอารมณ์ได้นะ มีแตจ่ ะรู้ทนั แบบนีแ้ หละ การ
ปฏิบตั จิ ึงอยา่ ไปกดขม่ อารมณ์ไว้ ทางโลกจะสอนให้ควบคมุ อารมณ์ แตท่ าง
ธรรมปลอ่ ยให้อารมณ์เกิด (ในใจ) แล้วให้มีสติรู้เท่าทนั การควบคมุ อารมณ์
บางครัง้ ก็ไปเผลอเก็บอารมณ์ไว้อย่างไม่รู้ตวั จริงๆ ไม่ได้เก็บหรอก คอย
ปรุงแต่งมันไว้ตอ่ แทนท่ีจะปลอ่ ยให้ดบั ถ้าปลอ่ ยให้ดบั แบบท่ีเลา่ มา มนั ก็
ไม่เหลือเชือ้ อะไรที่จะปรุงแต่งต่อ มันก็จบลงเพียงนนั้ ที่จะไปคิดอาฆาต
พยาบาทใครก็ไม่มี จิตก็สงบเยน็ โดยสภาวะธรรมชาติเดิมของเขา

การรู้เทา่ ทนั กบั การคิดบวกก็คนละเรื่องกนั อยา่ งแรกคือ การปฏบิ ตั ิ
ธรรม อยา่ งหลงั ไม่ใช่ อยา่ งหลงั เป็นการปรุงแตง่ หาเหตุดีๆ มากลบเกลื่อน
ใจตนให้สบายใจ หลอกตวั เองไปวันๆ แต่ถ้าเป็นสติท่ีรู้เทา่ ทนั จะเป็นการ

๘๔ | เร่ิมต้นปฏบิ ตั ธิ รรม

เห็นตามจริง เห็นวา่ อารมณ์ที่ดบั ไป มันไม่เที่ยง ทนไม่ได้ หาแก่นสารไม่ได้
อารมณ์ทเ่ี กิดเมื่อวาน วนั นไี ้ ปไหนแล้ว มนั ก็เหมือนกนั หมด ไมม่ ีอารมณ์ไหน
เทีย่ งแท้อย่เู ป็นตวั เป็นตนไปได้สกั อารมณ์เดียว เหมือนนา้ ค้างตอนเช้า ยงั ไง
ก็ต้องดบั เรียกวา่ กฎไตรลกั ษณ์ไง หนไี มพ่ ้นการเสอื่ มการดบั

เมื่อเห็นอยา่ งนี ้ใจก็จะถอนออกมาจากความยดึ มนั่ ในอารมณ์ เห็น
บอ่ ยๆ รู้ทนั บอ่ ยๆ วนั หนงึ่ มนั จะถอนออกมาปรากฏให้เหน็ เหมือนตาเห็นรูป
แต่เป็นการเห็นภายในที่เรียกว่า ญาณทัสสนะ ท่ีเราเฝา้ พากเพียรปฏิบตั ิ
ดกู ายดูใจ เจริญสติอยนู่ ี่ ก็เพ่ือเหตผุ ลเดียว ก็คือ ให้พบจิตพบใจ เม่ือพบใจ
แล้ว ตอ่ ไปก็ไม่ยากแล้ว แตถ่ ้าปฏบิ ตั ิธรรม แล้วไมม่ ีสติเลย อนั นนั้ ก็ไมใ่ ช่การ
ปฏิบตั แิ ล้ว เป็นเพียงการคิดปรุงแตง่ ไปวนั ๆ เทา่ นนั้ เอง สติอยตู่ รงไหน อยู่ที่
ความรู้สกึ ตวั อยทู่ ่ีเหน็ รูป เหน็ นาม เหน็ อารมณ์ขนั ธ์ ๕ ตามจริง เหน็ อนิจจงั
เห็นความดบั ไปไม่มีเหลอื ของอารมณ์ทุกๆ อย่าง ถ้าเห็นจริง มนั ก็จะหยุด
เพราะถ้าเหน็ มนั ดบั มนั ก็ไมม่ ีเชือ้ เม่ือไม่มีเชือ้ จะเอาอะไรมาปรุงแตง่ ตอ่ เลา่
มันก็จบทุกคราวที่เห็นนน่ั แหละ แต่ที่ไม่ดับ เพราะไม่เห็นว่ามันดบั มันก็
ปรุงแต่งขนึ ้ มาใหม่เรื่อยๆ ไป จนกลายเป็นสนั ตติคือ ความต่อเน่ือง ตรงนี ้
สาคญั มากทีเดียว เพราะไม่เห็นการดบั ของอารมณ์ เลยเห็นต่อเน่ืองกันไป
พอเห็นต่อเน่ือง ก็ทึกทักเป็นตัวเป็นตนขึน้ มาแล้ว เป็นอัตตาตัวตนแล้ว
พอเห็นเป็นอัตตาตัวตนก็เข้าไปยึดโดยปริยาย อย่างท่ีเราเห็นกายก้อนนี ้
เป็นก้อน เป็นตวั ตน เป็นสกนธ์กาย เลยยดึ ว่านี่คือ กายฉนั ลกู ฉนั สามีฉัน

เริ่มต้นปฏิบตั ธิ รรม | ๘๕

ถ้าลองพจิ ารณากายจนจิตสงบ เห็นกายเป็นเพียงธาตุ ซง่ึ ตามจริงเป็นอยา่ ง
นนั้ จริงๆ มนั จะเกิดความรู้หรือญาณท่ีรู้รูปนามขึน้ มาเลยว่า กายนีม้ นั สกั แต่
ธาตดุ ิน นา้ ลม ไฟมาประชุมกนั พอมีทกุ ข์ป๊ับ เช่น กาลงั จะถูกแย่งสามีบ้าง
ไอ้ความรู้ทเี่ หน็ มนั จะว่ิงมาตดั ทกุ ข์ทนั ที จริงๆ มนั ไมไ่ ด้ตดั ทุกข์หรอก มนั ตดั
ความยึดหรืออุปาทาน ยึดว่าลูกสามีคือของเรา ก็ขนาดกายเรา มือเรา
กระดกู เรา ผม ขน เลบ็ ฟัน หนงั ยงั ไม่ใช่ของเราเลย ใครท่ีไหนจะยดึ เอามา
เป็นของเราได้ นี่ ความรู้ท่ีเห็นมนั จะทางานโดยอตั โนมตั ิ ทกุ ข์แม้จะมี ก็จาง
คลายไปเยอะ เป็นอยา่ งนจี ้ ริงๆ

บางคนบอกปฏิบตั ิมานานหลายสบิ ปี แคม่ ือถือพงั รถถกู ชน ลกู ไม่
เป็นไปตามท่ีสอนสง่ั ก็จะเป็นจะตายขนึ ้ มา ถ้าอยา่ งนี ้บอกได้เลยวา่ ปฏิบตั ิ
ผดิ สว่ นใหญ่จะเอาแตส่ วดมนต์ นงั่ สงบอยา่ งเดียว พอเจอของจริง จิตก็หงอ
ทนั ที ไม่รู้ทนั กาย ไม่รู้เทา่ ทนั อารมณ์ ท่ีเราพิจารณากาย ก็เพื่อให้รู้เทา่ ทนั รูป
ทงั้ ปวง จะเป็นกายเรา กายลกู สามี มือถือ บ้าน รถ ที่ดิน เคร่ืองเพชรนิล
จินดา มันก็คือ รูป เมื่อเห็นความเป็นจริงของมันแล้วว่า มันเป็นแค่เพียง
ธาตดุ ิน ธาตนุ า้ เป็นสกั แตธ่ รรมชาติอยา่ งหนงึ่ ไม่มีใครสามารถอ้างสิทธิใน
ธรรมชาติดังกลา่ วได้ มีแต่เราทึกทกั เห็นผิดไปเอง ถามว่ารู้ไหมว่า กายนี ้
รถนีส้ กั แต่เป็นธาตุ คนส่วนใหญ่ก็บอกว่ารู้ แต่มันรู้ไม่จริง ถ้ารู้จริงเวลา
มือถือพัง ถูกโกงเงิน รถถูกชน ลูกสามีตาย ต้องไม่ทุกข์สิ ถ้ายังทุกข์อยู่
แสดงว่ารู้ไม่จริง ที่รู้ไม่จริงเพราะความรู้ที่ว่า มันเกิดจากการจา การคิด

๘๖ | เร่ิมต้นปฏิบตั ธิ รรม

การเข้าใจ แต่ไม่ใช่ความรู้ท่ีเกิดจากการ "เห็น" มันคนละเรื่องกัน ถ้าเห็น
หมายถึง จิตเหน็ เม่ือจิตสงบก็จะเกิดปัญญาคอื ความเห็น เหน็ กายตามจริง
ความเห็นน่ีแหละที่จะไปช่วยละอุปาทานคือ ความยึดมั่นในกาย ในรูป
ทงั้ ปวง เวลาถกู ใครโกงจะไม่ทกุ ข์มาก เพราะเห็นแล้ววา่ ขนาดกายเราทีเ่ คย
คิดว่ามันเป็นของเรา มันยังไม่ใช่ของเราเลย แล้วเงินทองทรัพย์สมบัติ
ภายนอกอะไรจะมาเป็นของเราได้ มันจะทันกันอย่างนี ้ นี่แหละเรียกว่า
“รู้เทา่ ทนั ” คาวา่ “รู้เทา่ ทนั ” จงึ มีความหมายท่ีลกึ ซงึ ้ กวา่ ท่เี ราเข้าใจกนั อยนู่ กั

รู้เทา่ ทันนี่มนั จะรู้โดยไม่ต้องคิด ถ้าคนทว่ั ไปเวลาของหาย ของพัง
ของถกู ขโมย สามีกาลงั ถกู แยง่ มนั ต้องมานง่ั คดิ เออ! มนั คงไม่ใช่ของเรานะ
ของพวกนี ้บางคนคิดไม่ได้ก็ทรุ นทุรายแล้ว เป็นทุกข์หนกั เลย บางคนก็ใช้
เวลาเป็นนานกว่าจะคิดได้ บางคนคิดไม่ได้เลย แต่ถ้ารู้เท่าทันเพราะเห็น
กายในกายมาแล้ว (คาวา่ เห็นกายในกาย เป็นคาพระพทุ ธเจ้าเลยนะ) คือ
เหน็ ความแท้จริงของกายมาแล้ว มันไมต่ ้องคดิ เลย ความเหน็ หรือความรู้นนั้
มันว่ิงมาตัดทันที ส่วนอารมณ์ซึ่งเป็นธรรมชาติฝ่ ายนามก็เช่นกัน อาทิ
เวทนา ความพอใจ ไม่พอใจ สญั ญา สงั ขาร การคดิ ปรุงแตง่ ต่างๆ หากเรา
เห็นความจริงได้เหมือนเห็นกาย คือ เห็นเวทนาในเวทนา (น่ีก็เป็ นคา
พระพุทธเจ้าเช่นกัน) ว่ามนั จะยดึ เป็นเรา ของเราไม่ได้ เวลามีอารมณ์ยินดี
ไม่ยินดี ความเห็นนนั้ ก็จะวิ่งมาตัดในไม่ช้า อย่างเช่นความไม่พอใจหรือ
อารมณ์โกรธ ความเห็นจะเข้ามาตดั ทนั ที แตใ่ นเบือ้ งต้นก็ขอให้เห็นการเกิด

เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม | ๘๗

ดบั ก่อน เพราะเรื่องอารมณ์เป็นของละเอียดมากกว่ากาย ให้พยายามเห็น
การเกิดดบั ของอารมณ์กอ่ น เพอ่ื อะไร

ทาไมพระพทุ ธเจ้าจึงสอนให้เห็นการเกิดดบั เห็นอนิจจงั ในอารมณ์
ทงั้ ปวง เพราะเม่ือเห็น มนั จะทาลายอตั ตาตวั ตนในอารมณ์ไป ถ้าเป็นอตั ตา
ตวั ตนเท่ียงแท้จริง มนั จะต้องไม่ดบั สิ นี่มันดบั ให้เห็นอยู่น่ี แสดงวา่ มนั ไม่ใช่
ตวั ใช่ตนใช่ใครที่ไหนแล้ว เป็นธรรมชาติที่ปรุงแต่งขึน้ มาเลน่ ชั่วขณะหนึ่ง
เทา่ นนั้ เอง พอเห็นเนืองๆ จิตมันจะค่อยฉลาดๆๆ เห็นอนิจจงั ทาให้จิตฉลาด
เพราะทาให้ความยดึ มั่นหรืออุปาทานในกาย ในอารมณ์จางคลาย ท่ีเคย
เหน็ ต่อเนื่อง (สนั ตติ ภาษาธรรมะ) มันจะขาดตอนลง เพราะเหน็ การดบั ของ
มนั น่แี หละ พอเห็นขาดตอนบอ่ ยๆ มนั ก็จางคลาย เหมือนเราจบั แก้วใบหนึ่ง
จบั ทีไรมันก็แตกทุกที แตกคามือทุกที พอเห็นมนั แตกบอ่ ยๆ มันก็ไม่อยาก
จบั แล้ว มนั เบื่อ เพราะรู้วา่ จบั อีกก็แตกอีก แตกทีไรก็เจ็บมือทกุ ที มนั จะสอน
ตนอยอู่ ยา่ งนี ้จนวนั หนงึ่ มนั เบื่อท่ีจะจบั (ยึด) แก้ว จบั อารมณ์แล้ว มนั ก็ถอน
ตวั ออกมา ละอุปาทาน วันนนั้ ก็จะหายสงสยั ในคาสอนของพระพุทธเจ้า
หายสงสยั ในสงิ่ ที่ผมพยายามแสดงมา

การปฏบิ ตั ิก็มีเท่านเี ้อง อยา่ ไปคดิ สงสยั อะไรให้มากเลย เมื่อทาไปๆ
ก็จะเห็น ทาเอง เห็นเอง สงบเอง การปฏิบตั ิธรรมน่ี ทาถูก ทาไม่ถูก มันจะ
เห็นตอนเผชิญอารมณ์ต่างๆ น่ันแหละ ถ้าละวางได้แบบท่านท่ีถามมา

๘๘ | เร่ิมต้นปฏิบตั ธิ รรม

ถือว่าถกู ใจสงบลงได้แม้ลืมตา รู้ทนั กนั อยแู่ บบนนั้ ไม่ต้องไปคิดหาต้นสาย
ปลายเหตุอะไรให้มาก แค่รู้ทัน จบตรงนัน้ คาสอนหลวงป่ ูดูลย์ทัง้ หมด
รวมลงทตี่ รงอนั นแี ้ หละนะ ขอให้เจริญในธรรมทกุ ทา่ น

ป.ล. เรื่องอนิจจังทาให้สนั ตติขาดตอน ทาลายอตั ตา มันออกมา
จากจิตเราเดีย๋ วนีน้ ีเ่ อง

คาถาม : บางคนทาให้เราหงุดหงิดได้ทกุ ครัง้ ท่ีได้พบเจอ หลงั จากมาฝึกดู
ฝึกวาง จนในวนั นีเ้ ม่ือได้พบอีกก็ไม่รู้สกึ อะไรกับเขาเลย และดูอารมณ์ใน
ขณะนนั้ มันว่างๆ เหมือนไม่มีเขาอยู่ ทงั้ ๆ ทเี่ ขากาลงั พดู กบั เรา ซงึ่ เราก็ตอบ
คาถามเขาได้หมด จึงไม่รู้วา่ อาการแบบนถี ้ กู หรือไม่คะ

ท่านทรงกลด : ถูกแล้ว หน้าที่เราคือ ดู ไม่เข้าไปเออออ หรือโต้แย้งตรงท่ดี ู
เหน็ อารมณ์ ไมเ่ ข้าไปยงุ่ เก่ียว น่ีแหละเรียกวา่ เดินมรรคชอบแล้ว ดกู ็คอื เหน็
คือ สมั มาทิฏฐิ ไมเ่ ข้าไป ก็คอื ออกมา คือ สมั มาสงั กปั ปะ ออกมาจากความ
ไมพ่ อใจ ความขนุ่ เคืองใจ ให้รักษาจิตอยา่ งนไี ้ ว้ ขณะเดียวกนั ก็พยายามให้
รู้สกึ ตวั ขนึ ้ ให้มาก แล้วจิตจะสงบขนึ ้ เอง สงบด้วยสติ ด้วยปัญญา รู้เทา่ ทนั วา่
สง่ิ ท่ีเห็น ที่ดู (อารมณ์) ไม่เที่ยงแท้แนน่ อน เห็นไหมความหงุดหงิดที่เราเห็น
เขาทกุ ครัง้ มนั แน่นอนไหม วนั นี ้มนั ไม่มีแล้ว มันดบั ไปแล้ว ให้พยายามอยู่
กบั ความเห็นอยา่ งนี ้อยกู่ บั ความรู้สกึ ตวั แบบนแี ้ คน่ แี ้ หละ

เริ่มต้นปฏิบตั ธิ รรม | ๘๙

๙. ขยายความเร่ืองธรรมารมณ์ อารมณ์ ความคิด

คาถาม : ขอให้ทา่ นกรุณาขยายความเร่ืองธรรมารมณ์ อารมณ์ ความคิด

ท่านทรงกลด : จริงๆ ความคิดนีห้ ยุดได้นะ ถ้าสติมีกาลงั พอมีสติ มนั จะ
หยดุ อย่แู คร่ ู้ มันจะไม่เลยไปคิดมันเป็นอย่างนนั้ จริงๆ (ท่ีเห็นอยู่) ตอนแรก
ผมก็ไม่เชื่อหรอกวา่ ความคิดจะหยดุ ได้ ต่อเมื่อหยดุ ได้จริงๆ จึงรู้ รู้วา่ คดิ ก็
คิด จิตก็จิต มนั คนละอนั กนั ท่ีเราฝึกสติก็เพื่อจะฝึกให้จิตหยดุ หยดุ ปรุงแต่ง
หยดุ ก่อร่างสร้างตวั อย่างที่หลวงป่ ดู ูลย์ว่านน่ั แหละมันคล้ายๆ กับเราโยน
หินลงไปในบ่อนา้ แล้วนา้ แยกออกจากกันให้เห็น พอออกมานา้ ก็รวม
เหมือนเดิม แตพ่ อมีสตขิ นึ ้ มาอีก มนั ก็แยกให้เห็นอีก บอกไมถ่ กู เหมือนกนั ได้
แตเ่ ปรียบเทยี บให้ฟัง ต้องมาเหน็ อยา่ งทผี่ มเหน็ จะหายสงสยั พอมีสติ ก็แยก
มีเผลอก็รวม (จิตกบั อารมณ์) มันจะเป็นอยา่ งนี ้จนจิตหลดุ พ้นไป เรียกว่า
มีสติบริบูรณ์ คือ จิตน่ันแหละเป็นมหาสติ (ภาษาหลวงตา) คนท่ีมีสติ
บริบรู ณ์คอื พระอรหนั ต์นน่ั เอง (ภาษาพระพทุ ธเจ้า) พระอรหนั ต์มีสตบิ ริสทุ ธิ์
บริบูรณ์ พอมีสติ มนั จะหยดุ หยดุ คิดเลยอนั นีก้ ็บอกไมถ่ กู เหมือนกนั มนั เป็น
ปัจจตั ตงั หลวงป่ ูชาก็เคยบอกว่า แล้ว (พอมีสติ) มนั จะหยุด อยใู่ นคาสอน
ไหนจาไม่ได้แล้ว ตอนแรกก็ไมเ่ ชื่อวา่ เอ! มนั จะหยดุ ได้อยา่ งไร มนั หยดุ จริงๆ
อย่างท่ีผมเคยบอกไว้ หากเห็นธรรมแล้ว จะเห็นภาพธรรมารมณ์เหมือน
ภาพสโลโมช่ันของอารมณ์ คือเห็นก่อนคิด มันเป็นอยา่ งนนั้ จริงๆ ไม่ได้โม้
นะครับ อยา่ งปฏิจจสมุปบาทนี่ ที่เห็นเป็นวงกลมยืดเยือ้ ให้เห็นมากมายนนั้
แท้จริงแล้วเป็นชั่วขณะจิตหนึ่งเท่านัน้ เอง มันเหมือนจุดปลายเข็ม แต่

๙๐ | เร่ิมต้นปฏบิ ตั ธิ รรม

พระพุทธเจ้าทรงขยายให้ดดู ้วยอานาจญาณ ตอนนผี ้ มเหน็ อะไรผมจะขยาย
ภาพสโลโมชนั่ ในจิตผมให้ดู ตอนนภี ้ าพทีป่ รากฏในใจมันค้างน่ิงอยู่ จิตก็อยู่
ของมนั อย่ไู ม่เข้าไปหมายมนั่ ความคิดเก่ียวกับภาพนนั้ ท่ีคิดปรุงแต่งก็ไม่มี
แล้ว ถ้อยคาผมมาจากไหน มนั ไม่ได้ออกมาจากความคิด มันออกมาจาก
ความ "รู้" จาก “ผ้รู ู้จริง” ผมไม่ได้ใช้ความคิดอะไรคุยกับท่านๆ เลย ผมใช้
ความรู้ความเห็นคุยกับท่านใช้สญั ญาเกี่ยวกับภาษาไทยถ่ายทอดออกไป
ใช้กาย (รูป) พมิ พ์มนั ออกมา

พระอรหนั ต์เจ้าบางทสี นทนากันไม่ได้ใช้วาจาเลยอยา่ งท่ีเคยเลา่ ให้
ฟัง หลวงป่ ูสองรูปพบกนั ไม่ได้คยุ กันเลยสกั คาน่งั มองหน้ากันแล้วหวั เราะ
เป็นชั่วโมงท่านคุยกันด้วยภาษาจิต จิตที่เป็นธาตุรู้หรืออย่างที่ในหนงั สือ
อตโุ ล เลา่ ให้ฟังว่า มีพระปฏิบตั ิรูปหนึง่ มาขอพบหลวงป่ ดู ูลย์ พระท่ีบนั ทึก
เหตกุ ารณ์ไว้ก็บอกวา่ โนน่ ไง หลวงป่ ูดลู ย์อยู่บริเวณหอระฆงั พระรูปนนั้ ก็
เดินไปกราบนงั่ คุย แต่ภาพที่พระรูปดงั กลา่ วเห็นก็คือ พระรูปนนั้ ไม่ได้ถาม
เลยสกั คา หลวงป่ ูดูลย์ก็ไม่ได้ตอบเลยสักคา สกั พักพระรูปนัน้ ก็กราบ
หลวงป่ ูดูลย์เดินออกมา พระท่ีบันทึกก็ถามว่า อ้าว! ไม่เห็นถามอะไรเลย
พระรูปนนั้ ตอบว่า ถามแล้ว หลวงป่ ูก็ตอบแล้ว ตอบเป็นภาษาที่สวยงาม
ตอนนีผ้ มใช้สญั ญาคุยแล้วนะ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ถามว่า ท่านเอาอะไรมา
ตรัสรู้ทา่ นก็เอาขนั ธ์ ๕ นแ่ี หละมาเรียนรู้ขนั ธ์ ๕ จนรู้แจ้งขนั ธ์ ๕ กลายเป็นผ้รู ู้
แจ้งโลก

ขนั ธ์ ๕ มีอะไร รูป คือ ร่างกายนีห้ รืออะไรก็ได้ทีเ่ ป็นรูป

เวทนา คอื ความรู้สกึ สขุ บ้าง ทกุ ข์บ้าง

เร่ิมต้นปฏบิ ตั ธิ รรม | ๙๑

สญั ญา คือ ความจาได้หมายรู้ เช่น เห็นโต๊ะ ก็จาได้วา่ น่ีคอื โต๊ะ แต่
ถ้าฝร่ังเห็น เขาจะไม่เรียกวา่ โต๊ะ เพราะอะไร คดิ ดเู อง

สงั ขารคือ ความคิดปรุงแตง่ วญิ ญาณคือ ตวั รู้ ถ้าใครเรียนอภิธรรม
(ผมไม่ได้เรียนมา เลยเถียงกับใครไม่ค่อยเป็น เพราะไม่มีความรู้เรื่อง
อภธิ รรมเลย) เขาจะเรียนเร่ืองจิต รูป เจตสกิ นิพพาน เวทนา สญั ญา สงั ขาร
นค่ี ือ เจตสกิ คอื อาการของจิตต่างๆ นานามีมากมายเรียนกันไม่หวาดไหว
ผมก็ไม่รู้หรอกวา่ มีอะไรบ้าง

สว่ นวิญญาณนี่ เขาจดั ไว้ในพวกเดยี วกบั จิต ผมเคยอา่ นผา่ นๆ เจอ
ตอนแรกก็งงพอเหน็ ออ๋ ! วิญญาณคือ ตวั รู้นี ้มนั ไม่มีอาการ มันสกั แตร่ ู้เท่า
นนั้ เอง มนั มีสภาพเหมือนจิตมากที่สดุ (ซง่ึ เร่ืองนีผ้ มก็พดู ไปหลายครัง้ แล้ว)
ตัวรู้ วญิ ญาณน่ีแหละคือ สติ

พระพทุ ธเจ้าเอาตวั รู้หรือวิญญาณ มาบญั ญตั ิแยกให้เห็นชดั ว่าคือ
สติ มาเรียนรู้ขันธ์ ๕ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ใช้อานาปานสติลมหายใจเข้ารู้
ลมหายใจออกรู้ อยากรู้ว่าจิตมีลกั ษณะเป็นอย่างไร ท่านลองทาอย่างนี ้
ทาตอนนีเ้ ลยก็ได้ หายใจเข้าลึกๆ แล้วค้างๆ ไว้ (ผมเคยสอนไว้ในการทา
อานาปานสติ) หายใจเข้าลกึ ๆ แล้วค้างไว้ ท่านจะเกิดความรู้สึกตวั ทนั ที
ความรู้สกึ รู้นี่แหละคือ สติ คือ วิญญาณ คือ ตวั รู้ ทม่ี ีสภาวะเหมือนจิต ทา่ น
ทเ่ี คยศกึ ษาปฏจิ จสมปุ บาท ทา่ นเหน็ หรือไม่เลา่ วา่ วญิ ญาณนี่ออกมาจากจิต
อยใู่ กล้จิตที่สดุ (มนั ออกมาหรือถกู ปรุงแตง่ โดยจิตนน่ั เอง)เดี๋ยวจะลกึ ไปอีก
หายใจเข้าลกึ ๆ รู้ตวั ขึน้ มานั่นแหละคือ ลกั ษณะของจิต ตอนหลงั ผมเปิด
ช่องธรรมช่องหน่งึ เขาเอาหลวงป่ ูเทสก์มาเปิด ท่านก็บอกวา่ อยากรู้ว่าจิต

๙๒ | เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม

เป็นอยา่ งไร ให้หายใจลกึ ๆ ตอนพระพทุ ธเจ้าทา่ นตรัสรู้ เม่ือหายใจเข้า ทา่ น
ก็รู้ หายใจออก ท่านก็รู้ เมื่อจิตกับรู้ตงั้ มั่นเข้าด้วยกัน ท่านก็แยกจิตแยก
อารมณ์ ออกจากกนั ได้ ทา่ นจงึ เห็นทกุ ข์ (อารมณ์) กอ่ นเป็นอนั ดบั แรก

ความคิดของคนทวั่ ไปมาจากไหน อย่างท่ีผมบอก จิตน่ีปรุงแต่ง
ขนั ธ์ ๕ แตจ่ ะเริ่มปรุงแตง่ เมื่อใด ไม่มีใครรู้จุดเร่ิมต้น แตต่ อนนีม้ ันปรุงแต่ง
ขนึ ้ มาแล้ว จริงๆ ถ้าปรุงแตง่ แล้วรู้เทา่ ทนั ความจริงของมนั ก็จบ แตเ่ พราะไม่
รู้เทา่ ทนั เห็นผิด เห็นวา่ รูปนีค้ อื เรา ของเรา เวทนา สขุ ทกุ ข์นี่คือเรา ของเรา
สญั ญาคือเรา ของเรา สงั ขารคือเรา ของเรา เรื่องมันจึงไม่จบ น่ีคอื ข้อสรุป
ของพระอรหันต์ ซึ่งผมจะขยายให้ฟัง ความหมายที่ลกึ ซึง้ ของมันท่ีไม่จบ
เพราะไปทะเลาะกับมัน คืออะไร (หมายเหตุ ท่านอาจจะไม่เคยฟังที่ใด
มาก่อน นี่เป็นความเห็นของผมล้วนๆ อย่าเอาไปเทียบคนอื่นเลย) โทสะ
เอออวยพลอยยินดี ราคะ วิพากษ์วิจารณ์ โมหะ หลง ไม่รู้เท่าทัน ก็
วิพากษ์วิจารณ์ คิดปรุงแต่งมากมายเหลอื คณานบั อยา่ ไปใสใ่ จ น่ีคือ จิต
เสวยอารมณ์ จิตเข้าไปหมายมน่ั ยดึ ม่ัน นี่คอื เหตแุ หง่ ทกุ ข์ทงั้ สนิ ้

เมื่อใดที่ใจไม่รู้เท่าทนั ไปหลงตะครุบอารมณ์ นน่ั คือ ใส่ใจ เสวย
อารมณ์เข้าแล้ว เคยไหม สมัยก่อนเห็นรูปหญิงงาม นอนคิดถึงทงั้ คืนนอน
ไมห่ ลบั กระวนกระวาย ปรุงแตง่ ไปมากมาย ทุกข์ร้อนอยทู่ งั้ คืน นีค่ ือ อาการ
ของจิตเสวยอารมณ์ยินดีอันเกิดจากตาเห็นรู ปงามน่ันเข้ าแล้ วเพราะอะไร
ผมจะขยายภาพสโลโมชนั่ ของอาการที่ว่าเคยเป็นมาก่อนให้ดู เม่ือเราพบ
เห็นหญิงงามเมื่อตอนกลางวัน ตาเห็นรูป อายตนะภายนอกภายใน
กระทบกัน (เรื่องอายตนะน่ีพดู ไปหลายทีแล้ว คงไม่ต้องทวนแล้ว จริงๆ เป็น

เร่ิมต้นปฏิบตั ธิ รรม | ๙๓

เร่ืองสาคญั มาก เพราะจะรู้ที่มาของอารมณ์) ตา หู จมูก ลนิ ้ กาย ใจ น่ีคือ
อายตนะภายใน รูป เสยี ง กลน่ิ รส โผฏฐัพพะ (การสมั ผสั กาย) ธรรมารมณ์
นคี่ อื อายตนะภายนอก แต่ช้าก่อน ธรรมดาเมื่อตาเหน็ รูป ธรรมดาไมม่ ีอะไร
เหมือนตาของคนตายนอนเห็นเพดาน จะเกิดอารมณ์ยินดียินร้ายก็หาไม่
เพราะคนตายไม่มีวิญญาณคือ ผู้รู้แจ้งทางอารมณ์ ขณะนนั้ จิตวิญญาณ
(ปฏสิ นธิวิญญาณ) ได้ไปกอ่ ร่างสร้างรูปนามใหม่ตามอานาจอวิชชาไป

ผมจะจบั เฉพาะผสั สะ น่ีแหละมาแสดงให้เห็นในวนั นี ้ เมื่อมีผสั สะ
ยอ่ มมีเวทนา นี่คือ กฎ (ในปฏิจจสมปุ บาท) แต่ผสั สะนนั้ ต้องประกอบไป
ด้วยวิญญาณ อย่างที่เคยอธิบายไปวา่ ตามคมั ภีร์บอกว่า เม่ือตาเห็นรูป
ยอ่ มเกิดจักขวุ ญิ ญาณแตจ่ ริงๆ แล้ว คาวา่ เกิดในท่ีนีไ้ ม่ได้หมายถึงเกิดใหม่
วิญญาณนนั้ มีอยแู่ ล้ว เพียงแต่มันทาหน้าท่ีรู้อารมณ์ เม่ือรู้แล้วก็แจ้งไปยัง
จิต ตาเห็นรูปหญิงงามก็เกิดอารมณ์ยินดี นี่คือ การทางานของเวทนา เมื่อ
เกิดแล้วใจก็รับรู้ผ่านทางวิญญาณกระทบครัง้ หน่ึง วิญญาณก็รู้ (ดเู หมือน
เกิด) ครัง้ หน่งึ จิตก็รับรู้ครัง้ หนึง่ ทีนี ้ถ้ารู้ตามความเป็นจริง หมายความว่า
เม่ือเกิดแล้ว ไม่ว่าเวทนา วิญญาณ อะไรก็แล้วแต่จะดบั ไป เมื่อตาเห็นรูป
เกิดความยินดี จิตก็รับรู้ (ผ่านวิญญาณ ตอนเห็นจะเหน็ ไอ้วญิ ญาณนี่เชื่อม
อยรู่ ะหวา่ งอารมณ์กับจิตจริงๆ แตม่ ันไม่มีรูปร่างอะไรเป็นแต่ความรู้เทา่ นนั้
มนั ไม่มีรูปให้เหน็ หรอก บอกไมถ่ กู เหมือนกนั )

พระพุทธเจ้า หลวงป่ ูดูลย์ หรือครูบาอาจารย์ จึงบอกว่า ให้รู้ๆๆๆ
สักแต่รู้ รู้น่ีแหละคือ สติ เม่ือจิตหยุดอยู่แค่รู้ อารมณ์ยินดีอันเกิดจาก
สาวงามก็ดับไป แต่ถ้ าไม่รู้ เกิดอะไรขึน้ จิตก็ไปจับอารมณ์ยินดีนัน้ มา

๙๔ | เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม

ปรุงแตง่ เป็นราคะทันที (มันไวมาก) หลกั หวั ใจของการปฏิบตั ิอยูต่ รงนีเ้ อง
ไอ้ตอนปรุงแตง่ นนั้ คืออะไร สงั ขารไงครับ สงั ขารคือ ความคิดปรุงแตง่ จิตใช้
สงั ขารขนั ธ์ปรุงแตง่ ราคะ

เคยอ่านพระพทุ ธเจ้าสอนพระอานนท์ก่อนปรินพิ พานไหม อานนท์
เราขอบอกว่า อารมณ์อันวิจิตร (อารมณ์ยินดี) น่ีไม่ใช่กามแต่การดาริ
(ความคิด)ของจิตต่างหากคือ กาม กาม (ราคะ) เกิดจากการดาริของจิต
น่ีเองลองไปหาอ่านดู อยใู่ นหนงั สือพทุ ธโอวาท ๓ เดือนก่อนปรินิพพาน น่ี
พอเหน็ ธรรม มนั จะอ่านหนงั สอื สอดคล้องต้องกนั ไปหมด อนั ไหนบนั ทกึ ผิด
จะรู้เลยแยกแยะได้ ใครกลา่ วตพู่ ระธรรม บอกได้ทนั ที โดยไมต่ ้องคิดเพราะ
เห็นแล้วน่ี ทีนีแ้ ม้ขณะเห็นหญิงงามแล้วเกิดอารมณ์ยินดีแล้วรู้ทนั แตย่ งั อยู่
ในขนั้ แยกอารมณ์ไมไ่ ด้เด็ดขาด จะเกิดอะไรขนึ ้ คืนนนั้ รูปหญิงงามก็ตามมา
หลอกหลอนอีก รูปหญิงงามน่ีแหละเรียกว่า ธรรมารมณ์ ผมบอกหลายที
แล้ววา่ ไอ้ท่ีแปลๆ ว่า ธรรมารมณ์คือ การท่ีใจคิดไปในเรื่องราวตา่ งๆ อนั นี ้
ผิดมากๆ รูปหญิงงามมาจากไหน สญั ญา สญั ญาขันธ์ที่ทาหน้าท่ีจาได้
หมายรู้ เหมือนอยา่ งท่ีเราเห็นโต๊ะแล้วจาได้ว่า นี่เขาเรียกวา่ โต๊ะน่ันแหละ
ตราบใดท่ียังไม่ได้ดับขันธ์แบบอนุปาทิเสสนิพพาน สญั ญาขันธ์ก็ยงั อยู่
สญั ญานี่ก็เกิดได้ ดับได้ รูปหญิงท่ีเราลืมไปแล้วตอนกลางวัน กลางคืน
โผลม่ า เขาเรียกว่า รูปสญั ญาเป็นธรรมารมณ์ เม่ือปรากฏขึน้ มาต้องใจ ก็
เกิดผสั สะ อันเป็นธรรมดาของมัน ใจต้องธรรมารมณ์จริงๆ (ความจริงเป็น
แบบนจี ้ ริงๆ) มนั ก็ทาหน้าทีข่ องมนั เทา่ นนั้ เอง เหมือนเราเอามือตแี ขน ก็ต้อง
เจ็บ นี่คือ เวทนาทาหน้าท่ี เมื่อใจต้องรูปสญั ญาคือ ธรรมารมณ์ มีผสั สะ ก็
เกิดอารมณ์ยินดีขนึ ้ มาอีก ใจก็รับรู้ผ่านตวั รู้คือ วิญญาณอีก คราวนีห้ ากไม่

เร่ิมต้นปฏบิ ตั ธิ รรม | ๙๕

รู้ทนั เหมือนตอนกลางวนั จิตไมห่ ยดุ ก็ไปคว้าฉวย เอออวยไปกบั มนั (ภาษา
หลวงป่ ูดูลย์) ปรุงแต่งดาริราคะขนึ ้ มา อยากได้ในหญิงงามนนั้ ทุกข์ร้ อนก็
เผาผลาญใจของชายนัน้ อยู่ทัง้ คืน ตาเห็นรูปอันเป็นกายเนือ้ เมื่อตอน
กลางวนั กบั ใจเห็นรูปสญั ญาในตอนกลางคืน มนั ก็คอื อนั เดยี วกนั

พระพาหิยะที่บรรลุธรรมอย่างเร็วพลัน เพียงแค่พระพุทธเจ้ า
เทศน์ว่า พาหิยะ เม่ือเห็นก็สักแต่ว่าเห็น ก็อาศัยหลักเพียงแค่นีแ้ หละ
ใจของพระพาหิยะ ไม่ได้ไปทะเลาะกบั รูป หรืออารมณ์ยินดียินร้ายใด ไม่ไป
เอออวยกบั มนั ไม่ไปวิพากษ์วิจารณ์ ไมไ่ ปใสใ่ จกบั มนั จิตทา่ นตงั้ มนั่ อยกู่ บั รู้
มันก็หยุดแค่นัน้ จิตก็หลุดพ้นไปทันที หรือพระพุทธเจ้าสอนพวกชฎิล
ก็สอนเร่ืองตา เรื่องรูปเหมือนกนั บรรลุอรหนั ต์เหมือนกนั ความคิดอันเป็น
สังขารขันธ์ เมื่อเอามาใช้ ประโยชน์ในการพิจารณาข้อธรรม เรียกว่า
โยนิโสมนสิการ หรือเรียกวา่ ธัมมวิจยะ เช่น พิจารณาอาการ ๓๒ ผม ขน
เล็บ ฟัน หนงั อย่างนีถ้ ือว่า คิดชอบ ดาริชอบ แตถ่ ้าไม่รู้เท่าทนั อารมณ์ คิด
ฟงุ้ ซา่ นไปในเรื่องกาม เรื่องโกรธ ความคิดเช่นนีไ้ ม่ชอบ ไปดูสมั มาสงั กัปปะ
ดาริชอบสวิ า่ ผมพดู หนไี ปจากความจริงตรงนหี ้ รือไม่ พระพทุ ธเจ้าจึงสอนวา่
ดาริ คือ คิดได้ แต่ต้องดาริ คือ คิดชอบ ดาริที่จะออกจากกาม ดาริที่จะไม่
พยาบาท จึงต้องใช้ความคิด อันเป็นสงั ขารขันธ์ไปในทางท่ีชอบท่ีหลวงป่ ู
ดลู ย์บอกวา่ คนท่ีศกึ ษามามากบรรลธุ รรมช้า มนั เป็นอยา่ งนดี ้ ้วยความจาใน
ตาราที่ตนศกึ ษามามากมาย คือ สญั ญา (ยงั ไมใ่ ช่ความจริงอนั เกิดจากการ
ปฏบิ ตั ิรู้แจ้งในจิต)

๙๖ | เร่ิมต้นปฏบิ ตั ธิ รรม

ดงั นนั้ เวลาปฏบิ ตั พิ อก้าวหน้าไปสกั นดิ สญั ญาก็ทางาน เอ! ตอนนี ้
ถงึ ญาณนีแ่ ล้วมงั้ ถงึ ตรงนี ้ตรงนนั้ แล้วมงั้ พอสญั ญาทางานใจก็คิดทนั ทีวา่
เอ! มนั เป็นอยา่ งไร หลวงป่ ูชาไม่เคยพดู เลยวา่ บดั นถี ้ ึงญาณนีแ้ ล้ว ถงึ ญาณ
นนั้ แล้ว ดเู หมือนเคยมีคนไปถาม ทา่ นตอบว่า เวลาคนตกจากต้นไม้พรวด
เดยี วลงมานี่ ไม่ได้มามวั นบั อยวู่ ่า ถึงก่ิงนนั้ ก่ิงนี ้ทีบ่ อกวา่ คิดเทา่ ใดก็ไม่รู้ จะ
รู้เมื่อหยดุ คดิ แตถ่ ้าไม่คิดก็ไม่รู้น่ี หมายความว่า รู้กับคิดมนั คนละเรื่องกัน รู้
ก็รู้ คิดก็คิด เม่ือคิดก็ไม่รู้ เพราะมวั แตว่ พิ ากษ์วิจารณ์อยู่ แตเ่ ม่ือใช้ความคิด
ในเชิงธัมมวิจยะ (อนิจจัง ทุกขงั อนตั ตา) อย่างมีคนชมเกิดความยินดีก็รู้
เทา่ ทนั วา่ ความยนิ ดีนไี ้ ม่เท่ียง ขณะนนั้ คือ ธมั มวจิ ยะ ขณะนนั้ ยงั ไมร่ ู้เพราะ
คดิ พิจารณาอยู่ ตอ่ เม่ือพจิ ารณาเนอื งๆ เหน็ เนอื งๆ จนจิตไมเ่ อาอารมณ์ใดๆ
เพราะเห็นแล้วว่ามนั ไม่เที่ยง หาแก่นสารไม่ได้ จิตก็แยกจากอารมณ์ได้ มา
ตงั้ มัน่ อยู่ (สมั มาสมาธิ) ขณะนนั้ จิตก็จะหยดุ หยดุ วิ่งตามอารมณ์ จิตหยุด
คิด ก็จะรู้ รู้อะไร สมาหิโต ยถาภูตัง ปชานาติ จิตหยุดคิด จิตตงั้ ม่ัน อัน
เดียวกนั เมื่อจิตตงั้ มัน่ ก็จะรู้เห็นตามความเป็นจริง ดงั บาลีท่ียกมา รู้ เห็น
อะไรตามความเป็นจริง รู้เห็นวา่ รูปนาม อารมณ์ทงั้ ปวง (ที่แยกออกให้เห็น
เสมือนตาเห็นรูป เหมือนนา้ ท่ีแยกออกจากกนั ช่ัวขณะให้ด)ู รู้เห็นวา่ รูปนาม
ขนั ธ์ ๕ อารมณ์ จะถือเป็นเรา เป็นเขาไม่ได้ (อันนีผ้ มพดู ประมาณร้อยครัง้
แล้ว) เรานี่คือ จิตอนั หน่ึง ซง่ึ ว่างอยู่ มีอยู่ แตห่ ารูปหาร่างไม่ได้ ผ้ใู ดเห็นจิต
ผ้นู นั้ เห็นธรรม หยุดคิดก็จะรู้ รู้ธรรมนน่ั เอง แตถ่ ้าไม่คิดก็ไม่รู้ อนั นีม้ ีสองนยั
นยั แรกคือ ต้องคิดในเชิงธมั มวิจยะ ถ้าไมค่ ิดในเชิงนนั้ ก็ไมร่ ู้ อนั นี ้นยั หนง่ึ

อีกนยั หน่ึง ไม่คิดก็ไม่รู้ คือ การเข้าฌานเงียบสงบ แน่น่ิง หมดคิด
สขุ มาก ออกมาก็โงเ่ หมือนเดิมไม่รู้อะไรเลย ดงั อาฬารดาบส อุททกดาบส

เร่ิมต้นปฏบิ ตั ธิ รรม | ๙๗

หรืออย่างหลวงป่ ูชอบ ตอนเดินธุดงค์กลบั จากพม่าเข้าแดนป่ าไทยระหว่าง
ทางเผชิญกับเสือโคร่งตวั ใหญ่ คารามลน่ั ขณะนนั้ จิตท่านกลวั มาก ด้วย
ความเคยชินกบั การภาวนา จิตท่านหลบเข้าไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ เงียบไปหมด
ความคดิ กลวั หรือความคิดใดๆ หายเงียบไปหมด พอรู้สกึ ตวั อีกที ตะเกียงที่
ถืออยู่ดบั ไปนานแล้ว เสือก็หายไปไหนแล้ว ไม่รู้ไม่คิด ก็ไม่มีอะไรจะให้รู้
นี่คอื ปริศนาธรรมท่ีหลวงป่ ดู ลู ย์ทงิ ้ ไว้ และลกู ศษิ ย์หรือใครมากมายพยายาม
อธิบาย ผมก็อธิบายไปตามทร่ี ู้เห็น ผิดถกู ก็ไม่รู้เหมือนกนั รู้เห็นอยา่ งไรก็พูด
ไปแบบนนั้ พดู ไปตามความรู้ความเห็น ไม่ได้พูดตามความคิดอย่างที่เคย
บอก ความคิดไมใ่ ช่เร่ืองเลวร้าย ถ้าใช้ให้เป็น อยา่ งพระพทุ ธเจ้าเวลาทา่ นจะ
สอน ทา่ นก็คดิ (ดาริ) เหมือนอย่างท่ีผมเคยยกตวั อย่างวา่ ความคิดเหมือน
จอบขดุ ดิน เม่ือขดุ ดินเสร็จ เราก็วางเสยี แตท่ เี่ ราทกุ ข์ทกุ วนั นี ้เพราะไม่ยอม
วางจอบคือ ความคิด ไปยึดมั่นมันไว้ว่า ความคิดฉันต้องใหญ่สดุ ถูกสดุ
ผมถึงบอกแตแ่ รกวา่ ไมร่ ับไปนง่ั โต้วาทีเร่ืองธรรมนะ จะเอาความคิดมาเถียง
กับความรู้ มันคนละเร่ืองกัน ไปอ่านประวัติหลวงป่ ูมนั่ ตอนตอบคาถามสิ
ท่านไม่บอกว่า ท่านคิดว่าอย่างนัน้ อย่างนี ้ ท่านจะตอบว่า ท่าน "เห็น"
อยา่ งนนั้ "เห็น" อยา่ งนี ้

ความเห็นมาจากความรู้ แต่ความคิดมาจากความปรุงแต่ง
ความรู้น่ี ต้องเป็ นความรู้อนั เกดิ จากจิตสงบตงั้ ม่นั เป็ นสัมมาสมาธิ จึง
จะเป็นความรู้จริง (ภาษาธรรมเขาเรียกญาณ ยถาภูตญาณทสั สนะ) ถ้า
ความรู้เกิดจากการศกึ ษาความคิด อนั นีย้ งั ไม่ใช่ความรู้ หลวงป่ ูชาถึงสอน
พระเวลาจะออกไปสอนประชาชนว่า ให้เอาความจริงไปแสดง อย่าเอา
ความจาไปแสดง เอาความคิด (สงั ขารขนั ธ์) มาพิจารณาธรรม อันนีถ้ ือว่า

๙๘ | เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม

เป็นความคิดท่ีถูกต้อง พิจารณาในเชิงธัมมวิจยะ เห็นอะไรจบั เข้าอนิจจัง
ให้หมด อย่างที่หลวงป่ ูชาสอนเอากาย ผม ขน เล็บ ฟัน หนงั เอาอารมณ์
ไม่วา่ ยินดียินร้ายมาพิจารณาให้เหน็ เป็นอนิจจงั ไม่ควรเข้าไปหมายมน่ั วาง
ความคดิ ความจาเรื่องตาราทงั้ หมดเอาแคน่ แี ้ หละ

การปฏิบตั ิเมื่อพบจิต รู้แจ้งในจิต มันจะแตกฉานไปเอง จะอศั จรรย์
ใจว่า ธรรมะมันมาจากไหนมากมายบนั ทึกแทบไม่ทัน อย่างท่ีเคยบอก
พวกทา่ นไปนน่ั แหละ อยา่ งพระพทุ ธเจ้า ตอนตรัสรู้ไม่รู้อะไรมากหรอก แต่
สส่ี บิ เก้าวนั หลงั จากนนั้ ท่ีท่านทบทวนข้อธรรมนนั่ แหละมนั ออกมามากมาย
เหลือเกิน เหมือนเราเดินทางกลบั บ้าน ตอนถึงบ้านก็ไม่รู้อะไรมาก แต่พอ
เดินไปเดินมาสารวจบ้าน จึงเห็นวา่ เออ! มันมีหน้าตา่ งก่ีบาน ประตู กลอน
ห้องนอน แต่พวกเราทกุ วนั นี ้ยังเดินไม่คอ่ ยจะถูกกนั เลย ก็มานง่ั เถียงกัน
แล้วว่า บ้านหน้าตาเป็นอยา่ งไร มีหน้าตา่ งก่ีบาน ประตูก่ีบาน คาดเดาไป
ตามความเข้าใจของตนเอง พระชอบเอาพระอภิธรรมมาสอนคนที่ปฏิบตั ิยงั
ไม่ถึงไหนกนั เลย ถ้าศกึ ษาจริงๆ จะเหน็ วา่ ตอนตรัสรู้ใหม่ๆ พระพทุ ธเจ้าไม่ได้
สอนเร่ืองเจตสกิ พระอภธิ รรมอะไรเลย เพราะเป็นของยาก จนลว่ งไปแล้วถึง
หกพรรษาหลงั ตรัสรู้ จึงสอน แม้พระพทุ ธเจ้ายงั บอกเป็นของยากเลย แตเ่ รา
ก็ชอบถกกนั เอางา่ ยๆ แคน่ ีก้ ่อน ตาเห็นรูป (ไม่วา่ จะเป็นรูปภายนอกหรือ
ภายใน) เกิดอารมณ์ยินดียินร้าย ให้รู้เท่าทนั ให้หยุดอย่แู ค่รู้ หยุดอยแู่ คส่ ติ
หยุดด้วยปัญญาที่รู้เท่าทัน เม่ือแยกจิตแยกอารมณ์ เสมือนตาเห็นรูปได้
เม่ือใด จะหายสงสยั ไปเอง สว่ นความคดิ ถ้าคิดเพราะไม่รู้เท่าทนั อารมณ์ มัน
ก็คือ คิดฟุ้งซ่าน คิดแบบนีไ้ ม่มีวนั จบ ไม่มีวนั หยุด พอรูปสญั ญา (ความจา
เรื่องรูป) อะไรโผล่ขนึ ้ มา ก็ตะครุบๆ แล้วก็คิดๆๆๆๆ นี่เรียกว่า ไม่รู้เทา่ ทัน

เร่ิมต้นปฏบิ ตั ธิ รรม | ๙๙

อารมณ์ (ธรรมารมณ์) อย่างสมาชิกเอามาลงไว้วันก่อน จิตมีราคะก็ให้รู้
จิตมีโทสะก็ให้รู้ จิตฟุ้งซ่านก็ให้รู้ นี่คือ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ
ให้รู้เท่าทนั อาการของจิตที่คิดปรุงแตง่ เป็นราคะ โทสะ หรือฟุ้งซา่ นก็ตาม
มนั ก็อนั เดียวกนั กับเวทนานปุ ัสสนาสตปิ ัฏฐานนน่ั แหละคือ ให้จิตอยกู่ ับ "รู้"
อยู่กับสติ หลายคนไปเข้าใจว่า สติท่ีแปลว่า ความระลกึ ได้ คือ ความจา
อันนีเ้ ข้าใจผิดมากๆ คนละเร่ืองกันเลย ความระลกึ ได้ เร่ืองนนั้ เรื่องนี ้คือ
สญั ญา ความจาแต่ความระลกึ ได้ รู้สึกตวั ทว่ั พร้ อมขึน้ มา อันนีค้ ือ สติคน
ทวั่ ไปท่ีปฏิบตั ิแล้วไม่ถึงไหนเพราะไม่เข้าใจคาวา่ สตินน่ั เอง ท่ีผมบอกตงั้ แต่
แรกๆ เลยว่า เวลามีคนด่าเรา เราก็โกรธ จะด่าตอบ แตม่ ีสตินกึ ขนึ ้ ได้วา่ คน
ดา่ เป็นเจ้านายเรา อนั นไี ้ ม่ใช่สติ แตเ่ ป็นอารมณ์ (สญั ญา) อีกอนั หนงึ่ ท่ีซ้อน
ขนึ ้ มาถ้าใช้สติแบบนี ้ไม่มีทางเหน็ ธรรม รู้ธรรม เขาเรียกวา่ เดนิ มรรคผิด แต่
ถ้าเวลาคนด่า เกิดอารมณ์ยินร้าย ไม่ชอบใจ ให้มีสติ ให้รู้สกึ ทวั่ พร้อม แรกๆ
ให้หายใจเข้าลกึ ๆ จะเกิดสติ แล้วก็ใช้ปัญญาให้เห็นวา่ เออ! ไอ้อารมณ์ไม่
ชอบใจน่ีมันไม่แน่ ไม่เท่ียงหรอก เกิดแล้วต้องเสื่อมดบั ไป อย่างนีเ้ รียกว่า
เดินมรรคถกู นี่คือสมั มาทิฏฐิ อยา่ งนีจ้ ะรู้ธรรม เห็นธรรม ถ้าคิดเห็นแบบนี ้
มนั จะหยดุ มนั จะจบ อย่างหลงั นี่ไม่ใช่ความคิดฟุ้งซ่าน หรือสมัยก่อนผม
นอนไม่หลบั เอาอาการ ๓๒ ผม ขน เลบ็ ฟัน หนงั มาพจิ ารณาด้วยไตรลกั ษณ์
จิตก็สงบลงไปได้ ถ้าคิดในทางธรรม มนั จะหยุด มันจะสงบเพราะเห็นชอบ
คดิ ชอบ (สมั มาสงั กปั ปะ) โนน่ ปลายทาง จิตสงบเป็นสมั มาสมาธิ

สติน่ีเป็นทงั้ สมถะและวปิ ัสสนา หลวงป่มู ั่นก็กลา่ วไว้เชน่ นี ้หลวงป่ ชู า
ก็กลา่ วไว้ เม่ือมีสติ จิตก็สงบ ความสงบนี่แหละคือสมถะ เมื่อมีสติก็จะรู้
เท่าทันอารมณ์ว่า มันเกิดแล้วต้องเสื่อม (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) น่ีคือ

๑๐๐ | เร่ิมต้นปฏบิ ตั ธิ รรม

วิปัสสนา ดังนัน้ อย่าไปสนใจ (ซึ่งผมบอกหลายครัง้ แล้ว) ว่าอันไหน
สมถวิปัสสนา หลวงป่ ูชาเคยดุลูกศิษย์ฝรั่ง เพราะง่วนอยู่กับความเข้าใจ
สมถวิปัสสนา ทา่ นบอก ประเดี๋ยวฉันจะทาสมถะ บดั นี ้ฉันจะทาวิปัสสนา
ท่านบอกมันก็เหมือนมีดเล่มเดียวกันนั่นแหละ พลิกด้านนีก้ ็เป็นสมถะ
พลกิ อีกด้านก็เป็นวิปัสสนา อยา่ ไปงว่ นกบั มนั มากเลย สตปิ ัญญานแี่ หละคือ
มีดทีจ่ ะฟาดฟันอวิชชา ดงั นนั้ ต้องแยกให้ออกเรื่องความคิดน่วี า่ อนั ไหนเป็น
สมั มาความคิด อันไหนเป็นมิจฉาความคิด สมั มาความคิด เม่ือคิดแล้วจิต
จะสงบ เรียกว่า สงบด้วยปัญญา มิจฉาความคิดคือ คิดแล้วจิตย่ิงฟุ้งซ่าน
ยิ่งสงสยั เพ่ิมวจิ ิกิจฉา ท่านจึงสอนหากจะคิดให้คิดอยู่ในกายน่ี กายคตาสติ
แตเ่ ม่ือปฏบิ ตั ไิ ปจน "รู้" แล้ว ความคิดก็น้อยลงไปเอง จะเหน็ อารมณ์มนั ค้าง

พระพุทธเจ้าบอก อารมณ์วิจิตรนัน้ มันจะเก้อๆ อยู่ ท่านใช้คานี ้
จริงๆ นะ พอตาเห็นรูปเกิดอารมณ์ยนิ ดี จะเห็นอารมณ์นีม้ ันค้างแล้วดบั ไป
ไม่ใช่อารมณ์ค้างแบบชาวโลกนะ อารมณ์ค้างอย่างหลงั น่ีคือ จิตเสวย
อารมณ์ เฝา้ ครุ่นคิดอยู่ เอ! กูจะเอามนั อยา่ งไรดีให้มนั เจ็บสาหสั อันนีไ้ ม่ใช่
อารมณ์ค้าง แต่เรียกว่าไม่ยอมให้อารมณ์ดบั ไปตามธรรมชาติของมนั ไป
ปรุงแต่งมนั ต่อ ไปทะเลาะวิวาทกับมัน นี่คือ การปฏิบตั ิที่ตรงที่สุดแล้วนะ
อ้ อ! คาว่าอารมณ์ภายนอกนี่ต้องเข้ าใจด้วยนะไม่ใช่อารมณ์ตาเนือ้
อยา่ งเดียว อารมณ์อนั เกิดจากใจสมั ผสั กับธรรมารมณ์ใด (สญั ญาใดๆ ทีผ่ ดุ
ขึน้ ในใจ) ก็จัดเป็ นอารมณ์ภายนอกทัง้ สิน้ คาว่าภายนอกคือ นอกใจ
อารมณ์น่ีถ้าเห็นธรรมจะเห็นวา่ มันเกิดอย่นู อกใจทงั้ นนั้ หลวงป่ ูดลู ย์จึงใช้
คาวา่ อารมณ์ภายนอก คาวา่ กระทบคือ รู้ รู้อาการท่กี ระทบ อยา่ งใจกระทบ
กับรูปหญิงงามหรือชายหนุ่มรูปงามท่ีปรากฏในภายหลงั ที่มานึกขึน้ ได้

เร่ิมต้นปฏบิ ตั ธิ รรม | ๑๐๑

รูปหญิงงามนนั่ ก็คือ อารมณ์ภายนอก นอกใจ นอกจิต นี่คอื ทมี่ าของคาสอน
หลวงป่ ดู ลู ย์ทว่ี า่ อย่าส่งจติ ออกนอก เม่ือกระทบกร็ ู้ รู้แล้ววางไม่ส่งจิต
ไปจบั อารมณ์ท่มี ากระทบ

การเปล่ียนท่ีอยู่ของใจจากท่ีเคยอยู่กับ
อารมณ์ ให้มาอยู่กับสติ คือความรู้สึกตัวท่ัว
พร้อม หากพูดตามตาราปริยัติก็คือ การเจริญ
สตปิ ัฏฐานน่ันเอง

สติปั ฏฐาน แปลว่ า ฐานท่ีตั้งคือสติ
หมายถึง ไม่เอาอารมณ์เป็ นฐานท่ีตัง้ ของใจ
แต่ให้ใช้สติเป็ นฐานท่ตี ัง้ แทน ให้ใจมาอยู่กับ
สติ

การประคับประคองใจให้อยู่กับสติหรือ
สตกิ ุมใจน่ีแหละ เรียกว่า การเจริญสติปัฏฐาน

ทรงกลด ม่นั สิงห์

๑๐๒ | เริ่มต้นปฏิบตั ธิ รรม

๑๐. วธิ ีเจริญสมาธิภาวนาตามแนวการสอนของหลวงป่ ดู ลู ย์ อตโุ ล

เร่ิมต้นด้วยอิริยาบถที่สบาย ยืน เดิน นงั่ นอน ได้ตามสะดวก ทา
ความรู้ตวั เต็มท่ีและรู้อยกู่ ับที่ โดยไม่ต้องรู้อะไร คือ รู้ตวั หรือรู้ "ตวั " อย่าง
เดยี ว รักษาจิตเช่นนไี ้ ว้เร่ือยๆ ให้ "รู้อยเู่ ฉยๆ" ไมต่ ้องไปจาแนกแยกแยะ อย่า
บงั คับ อย่าพยายาม อย่าปลอ่ ยลอ่ งลอยตามยถากรรม เมื่อรักษาจิตได้
สกั ครู่ จิตจะคิดแสไ่ ปในอารมณ์ต่างๆ โดยไม่มีทางรู้ทันก่อน เป็นธรรมดา
สาหรับผู้ฝึกใหม่ ตอ่ เม่ือจิตแลน่ ไป คิดไปในอารมณ์นนั้ ๆ จนอ่ิมแล้ว ก็จะ
"รู้สกึ ตวั " ขนึ ้ มาเอง

เมื่อรู้สกึ ตวั แล้วให้พิจารณาเปรียบเทยี บสภาวะของตนเอง ระหวา่ ง
ที่มีความรู้อยกู่ ับท่ีและระหว่างทีจ่ ิตคิดไปในอารมณ์วา่ มีความแตกตา่ งกัน
อย่างไร เพื่อเป็นอุบายสอนจิตให้จดจา จากนนั้ ค่อยๆ รักษาจิตให้อยู่ใน
สภาวะรู้อยู่กับท่ีต่อไป ครัน้ พลงั้ เผลอรักษาไม่ดีพอ จิตก็จะแลน่ ไปเสวย
อารมณ์ข้างนอกจนอิ่ม แล้วจะกลบั รู้ตวั รู้ตวั แล้วก็พิจารณารักษาจิตต่อไป
ด้วยอบุ ายอยา่ งนี ้ไม่นานนกั ก็จะสามารถควบคมุ จิตและบรรลสุ มาธิในทสี่ ดุ
และจะเป็นผ้ฉู ลาดใน "พฤติแหง่ จิต" โดยไมต่ ้องไปปรึกษาหารือใคร

*** ข้อห้ามในเวลาจิตฟุง้ เต็มท่ี อยา่ ทา เพราะไม่มีประโยชน์ และยงั ทาให้
บนั่ ทอนพลงั ความเพยี ร ไมม่ ีกาลงั ใจในการเจริญจิตครัง้ ตอ่ ไป

เร่ิมต้นปฏิบตั ธิ รรม | ๑๐๓

การบริกรรม "พุทโธ" เปลา่ ๆ โดยไร้เจตจานง ไม่เกิดประโยชน์อะไร
เลย กลบั เป็นเคร่ืองบนั่ ทอนความเพียร ทาลายกาลงั ใจในการเจริญจิตใน
คราวตอ่ ๆ ไป...

(ทีม่ า : หนงั สือ วิธีเจริญจิตภาวนา ตามวิธีหลวงป่ ดู ลู ย์ อตโุ ล)
ท่านทรงกลด : กายนีเ้ ป็นของช่ัวคราว ส่วนใหญ่อย่ไู ด้อย่างมากไม่เกิน
ร้อยปี แตเ่ รากงั วลคอยหาอาหารให้มนั กินตลอดเวลา

แตใ่ จเป็นของถาวร (จิตนีไ้ ม่มีวนั ตาย : หลวงตามหาบวั ) เรากลบั
ปลอ่ ยปละละเลยไม่เคยหาอาหารให้มนั เลย ใจก็เลยไมเ่ คยอ่ิมไม่เคยพอ

อาหารใจ ก็คือ ความสงบ และต้องเป็นความสงบที่แท้จริงด้วย สงบ
ด้วยสติปัญญา ไม่ใช่สงบเพราะหนีอารมณ์ หนีกิเลส ทงั้ ไม่ใช่สงบเฉพาะ
ตอนหลบั ตาภาวนาเทา่ นนั้

๑๐๔ | เร่ิมต้นปฏบิ ตั ธิ รรม

คาถาม : จาเป็นไหมทผี่ ้ปู ฏบิ ตั ิจะขอดจู ิตเลย ไมด่ กู าย

ท่านทรงกลด : ควรจะทาไปด้วยกันเพราะจิตน่ีเป็นของละเอียด ดูยาก
ตามไม่ทนั หรอก หลวงป่ ูเทียนจงึ สอนวา่ ให้รู้เทา่ ทนั กายเพื่อไปรู้เทา่ ทนั การ
เคลอื่ นไหวของใจ ถ้าไปดจู ิตเลย ถ้ามีปัญญาก็พอได้ แตส่ ว่ นใหญ่จะไมม่ ี จึง

เร่ิมต้นปฏิบตั ธิ รรม | ๑๐๕

ควรทาไปพร้อมกัน เพราะเราต้องการจะทาให้ "สติ" มนั โต พอโต มรรคก็จะ
สมงั คีให้เห็น หลวงตามหาบวั ทา่ นก็บอกให้ดกู าย แตจ่ ากประสบการณ์ผม
จะทาไปพร้อมๆ กนั กลางคนื ก็พิจารณากาย กลางวนั ก็เดนิ ยนื นง่ั ให้รู้สกึ ตวั
และดูจิตคือ ดอู ารมณ์ไปด้วย แล้วมนั จะเร็วมาก มนั จะเสริมซง่ึ กันและกัน
อยใู่ นตวั อยา่ งเราดกู าย พอเห็นกายตามจริง จิตจะผละจากความยดึ มัน่ ใน
กายออกมา ขณะนนั้ จิตมีสติเกิดขนึ ้ การที่จิตละออกมาได้ แสดงว่าสติมี
กาลงั ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา พละ ๕ คอื กาลงั ทงั้ ห้า ต้องสม่าเสมอ
กนั ท่ีสาคญั อยา่ ใจร้อน ปลกู ต้นไม้ หน้าที่เราคือ รดนา้ พรวนดิน ให้ป๋ ยุ พอ
มนั โตเตม็ ท่ี เต็มรอบ มนั จะออกผลให้เชยชมเอง ข้อสาคญั คอื ต้องปลกู ดแู ล
เป็นด้วย อย่าไปยอมแพ้พวกแมลงหนอนท่ีมาไต่ตอมย่ัวเย้า อันได้แก่
อารมณ์ฝ่ายต่านน่ั เอง มนั จะชกั พาให้ออกจากกลมุ่ ทงิ ้ ทางธรรมไปได้งา่ ยนะ
ถ้าขาดปัญญา

เม่ือมี สติ มเี คร่ืองมือเหมอื นมีมดี ท่คี มกริบแล้ว เราจะเดนิ ไป
ฟันอวิชชาให้ดับดิน้ สิน้ ลงต่อหน้าด้วยมรรคมีองค์ ๘ พระปฐมเทศนา
พุทธองค์สอนเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน แก่ ปัญญจวัคคีย์ พระองค์สอน
ทางสายกลาง คือสัมมาทิฏฐิในเชิงโลกียมรรค ก่อน หมายถึง ขณะท่ีจิต
พระโกณฑญั ญะ พิจารณาตาม เห็นว่า อารมณ์ทัง้ ยินดี ยินร้าย ไม่ควร
เข้าไปหมายม่ัน ขณะนนั้ ยงั เป็นโลกียมรรค ต่อเมื่อจิตตงั้ มั่นเป็นสมั มาสมาธิ
แยกจิตแยกอารมณ์ทงั้ ปวงได้ ขณะนนั้ เรียกว่า เป็นมัคคสมงั คีในรอบแรก

๑๐๖ | เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม

จติ ตัง้ ม่ันเป็ นสัมมาสมาธิ เกิดสัมมาทิฏฐิท่ีเป็ นโลกตุ รมรรคจริงๆ เกิด
ญาณอยา่ งหนึ่ง คอื ยถาภูตญาณทสั สนะ ญาณที่เห็นรูปนาม อารมณ์ตาม
ความเป็นจริง แตย่ งั ไม่จบ นเี่ ป็นเบือ้ งต้น ทา่ นได้เพียงดวงตาเห็นธรรม เป็น
พระโสดาบันบุคคลคนแรก วันต่อมา ท่านก็ให้พระอัญญาโกณฑัญญะ
ไปบิณฑบาต สว่ นพระองค์ก็สอนสี่องค์ที่เหลือ จนได้ดวงตาเห็นธรรม เป็น
พระอริยบุคคลเบือ้ งต้น คือโสดาบันทัง้ หมด น่ันแหละ ท่านจึงสอนอนัตต-
ลกั ขณสตู ร วา่ ด้วยรูปนาม ขนั ธ์ ๕ อารมณ์ทีเ่ ห็นทงั้ ปวง มีสภาวะอนิจจงั คือ
ไม่เทยี่ ง ทกุ ขงั คือทนอยไู่ มไ่ ด้ และเป็นอนตั ตา คอื หาสาระแก่นสารทีจ่ ะเป็น
ตวั เป็นตนไม่ได้ ไม่ควรเข้าไปหมายมนั่ วา่ นนั่ คือ ของเรา จิตปัญญจวคั คีย์ก็
เบื่อหน่ายคลายกาหนดั และหลดุ พ้นไปตามลาดบั เป็นพระอรหนั ต์ทงั้ หมด
สัมมาทิฏฐิ เป็ นหัวขบวนแรกในมรรคมอี งค์ ๘ จึงสาคัญมาก

ท่านเคยสงสยั หรือไม่ว่า ทาไมสัมมาทิฏฐิ จึงมาก่อนสัมมาสติ
โดยเฉพาะสัมมาสมาธิ ทาไมอย่ขู ้อท้ายสุดในอริยมรรคมีองค์ ๘ แตก่ อ่ น
ผมก็ไม่เข้าใจ เอ! พระพุทธเจ้าบญั ญัติผิดหรือพระอรรถกถาจารย์บญั ญัติ
ผิด อริยมรรคน่ี เหมือนรถไฟ สมั มาทิฏฐิคอื หวั ขบวน คาวา่ องค์ คือ ตามๆ
กนั ไป เหมือนบทละคร องก์ที่หน่งึ มากอ่ นองก์ที่สอง เมื่อเห็นตรงนถี ้ ึงเข้าใจ
เพราะเมื่อมีความเหน็ ชอบ เห็นวา่ ขนั ธ์ ๕ อารมณ์ไม่ใชเ่ รา ของเรา จิตมนั จะ
ออกจากกามโดยตวั มนั เอง

เริ่มต้นปฏิบตั ธิ รรม | ๑๐๗

แก่นของการปฏิบัติคืออะไร เช่น มีคนด่า มีผัสสะ เกิดอารมณ์
ยินร้ าย ถ้ าจิตเห็นว่า อารมณ์ยินร้ ายนัน้ จะถือเป็นของเราไม่ได้ ก็เป็ น
สมั มาสงั กัปปะ เม่ือตาเห็นรูปสวยงาม เกิดอารมณ์ยินดี จิตไม่เข้าไปฉวย
คว้า ด้วยเห็นวา่ อารมณ์นนั้ จะถือเป็นของเราไม่ได้ น่ีคือ สมั มาสงั กัปปะ
จากนนั้ วาจาก็ชอบ การงานชอบ อาชีพชอบไปเอง เมื่อทาด้วยความเพยี ร ก็
จะเกิดสติขนึ ้ เอง เป็นสติชอบ ทา่ นสงั เกตดู สมั มาวายามะ มาก่อนสมั มาสติ
สติจะเกิดขนึ ้ เองโดยอัตโนมตั ิ เป็นอศั จรรย์ เมื่อดาเนินไปเรื่อยๆ มรรคก็จะ
รวมกันเป็นสมั มาสมาธิ หรือเรียกว่า มัคคสมังคี น่ีคือ แผนท่ีการเดินทาง
กลบั บ้านของพวกเรา

การมีสติเป็ นสัมมาทิฏฐิกเ็ พ่อื ให้เกิดความเหน็ ชอบ เห็นตาม
ความเป็ นจริงว่า ขันธ์ ๕ อารมณ์ทัง้ ปวง จะถือเป็ นเราไม่ได้ เอาแค่
เป็นเราก่อน เม่ือใดท่ีเจริญสติปัฏฐาน ๔ เต็มรอบของมัน จิตกับสติจะ
รวมกันเป็นหน่งึ แยกขนั ธ์ ๕ อารมณ์ออกมาให้เห็น จะเห็นอารมณ์เกิดดับ
อยู่ตรงหน้า (จิต) ยงั กิญจิสมทุ ยธมั มัง สพั พนั ตงั นโิ รธธัมมนั ติ เห็นอารมณ์
เกิดเป็นธรรมดา ดบั ไปเป็นธรรมดา จะถือเป็นสตั ว์ บุคคล ตวั ตน เรา เขา
หาได้ไม่

หลวงป่ ชู าเรียกว่า นา้ ไหลนิ่ง หลวงป่ ูดูลย์ เรียกคิดเทา่ ไร ไม่มีวนั รู้
จะรู้เม่ือหยุดคิด แต่ถ้าไม่คิดก็ไม่รู้ หลวงป่ ูมั่นบอก รู้จิตต้นพ้นโหยหวน
ศิษย์หลวงพ่อเทียนคนหน่ึงบอก จะเห็นเหมือนลกู ปืนหมุนอยู่กลางแกน
แกนนน่ั แหละคอื จิตทตี่ งั้ มนั่

๑๐๘ | เร่ิมต้นปฏิบตั ธิ รรม

สว่ นทที่ าสมาธิแล้ว อารมณ์หายไป เหลอื แตค่ วามว่าง สวา่ งไสว ไม่
มีอะไร วา่ งเปลา่ แล้วจะเอาอะไรมารู้เลา่

พระพุทธเจ้า ตอนตรัสรู้ธรรมใหม่ๆ คนแรกๆ ที่ท่านจะสอนคือ
อุททกดาบสและอาฬารดาบส แตพ่ อกาหนดจิตดู อ้าว! ทา่ นทงั้ สองตายแล้ว
บดั นีไ้ ปเกิดเป็นอรูปพรหม วา่ ง หาตวั ตน (ขนั ธ์) อะไรไม่ได้ ทา่ นก็อุทานมา
วา่ ฉิบหายแล้ว คาว่า ฉิบหายในทางธรรม ไม่ใช่เป็นคาหยาบ แต่หมายถึง
หมดโอกาสในทางธรรม เพราะดาบสทงั้ สองติดสุขในความว่างเสียแล้ว
ไม่มีขนั ธ์ ๕ อารมณ์ใดๆ จะให้เห็น แตก่ ็ต้องกลบั มาเกิดอีก เพราะการทา
สมาธิแบบนี ้ เป็ นการหนีอารมณ์ อวิชชายังครอบงาเต็มหัวใจแม้ จิต
ผอ่ งใส สว่างไสวก็เช่นกัน อันนนั้ คือ จิตเดิมท่ีมีอวิชชาครอบงา หลวงตา
มหาบวั จึงบอกวา่ จิตผ่องใสคือ อวิชชา ผมจึงเช่ือหมดหวั ใจวา่ หลวงตา
คือ พระอรหนั ต์

วนั หน่ึงเมื่อไม่มีโอกาสได้คุยกับผม จะได้ระลกึ ได้วา่ ผมเตือนทา่ น
แล้ว จิตเดิมผ่องใสแต่ไม่บริสุทธ์ิ เพราะยงั เห็นผดิ อยู่ เม่ือออกจากตรงนนั้
มาก็โงเ่ หมือนเดิม แตม่ ีจานวนมากท่ีเข้าใจวา่ ตนเองบรรลธุ รรม ผมเคยขนึ ้
ไปเขาสงู ป่ าใหญ่แหง่ หนึ่ง ไปหลบปฏิบตั ิ เจอพระบอก หลวงตาองค์หนึ่ง
บรรลธุ รรม ถาม ยงั ไงครับหลวงพี่ พระบอก ท่านน่งั กระดิกเท้า อย่ๆู จิตก็
รวมพรึ่บลงไป เพ่ือนนกั ปฏิบัติผมหลายคน นงั่ คยุ ๆ อยู่ จิตก็รวมลงไปได้
แม่ชีคนหนงึ่ เข้าห้องนา้ นงั่ ถ่าย จิตก็รวมลงไป ป่านนีไ้ ม่รู้แก้ได้หรือยงั

เริ่มต้นปฏิบตั ธิ รรม | ๑๐๙

จิตรวมเป็นเร่ืองดี แตท่ า่ นต้องรู้เทา่ ทนั มัน อยา่ ติดมัน ฌานแปลว่า
ชิน จิตมันเคยชิน การภาวนาจนจิตรวมได้ แสดงวา่ จิตทา่ นมีกาลงั ให้เอา
กาลงั นนั้ ไปเดินตอ่ ในเชิงปัญญา คอื การเจริญสติปัฏฐาน ๔

๑๑๐ | เร่ิมต้นปฏบิ ตั ธิ รรม

เร่ิมต้นปฏิบตั ธิ รรม | ๑๑๑

ประวตั ทิ ่านทรงกลด ม่นั สิงห์

การศกึ ษา
 ปวช. (วทิ ยาลยั พณิชยการบางนา)
 นิตศิ าสตร์บณั ฑิต (เกียรตนิ ิยม) ม.รามคาแหง
 บริหารธรุ กิจมหาบณั ฑติ (MBA) จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั
 นบท. (เนตบิ ณั ฑติ ไทย)
 LL.M. (University of Southern California, USA.)

การทางาน
 พนกั งานธนาคารกสกิ รไทย จากดั (มหาชน) (2528-2543)
 ผ้พู พิ ากษาประจาศาลแพง่ กรุงเทพใต้ (2543-2545)
 ผ้พู พิ ากษาประจาศาลอาญากรุงเทพใต้ (2543-2545)
 ผ้พู พิ ากษาศาลจงั หวดั อทุ ยั ธานี (2546-2547)
 ผ้พู พิ ากษาศาลจงั หวดั ร้อยเอ็ด (2547)
 ผ้พู พิ ากษาศาลจงั หวดั เพชรบรุ ี (2548-2549)
 ผ้พู พิ ากษาศาลล้มละลายกลาง (2549-2551)
 เลขานกุ ารศาลล้มละลายกลาง (2552)
 ผ้พู พิ ากษาศาลเยาวชนและครอบครัวจงั หวดั สระบรุ ี (2552-2557 )
 ผ้พู พิ ากษารองหวั หน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจงั หวดั นครสวรรค์
(2557-2558)
 ผ้พู พิ ากษาหวั หน้าคณะชนั้ ต้นในศาลจงั หวดั ปราจีนบรุ ี (2558 ถึงปัจจบุ นั )
 อาจารย์พเิ ศษ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สวนสนุ นั ทา
E-mail:[email protected]

๑๑๒ | เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม

รายช่อื ผบู้ รจิ าค

Eric Gordon Mckinlay ๑,๐๐๐ กิม ญาณทศศิลป์
และครอบครัว บุตร หลาน ๑,๕๐๐
กชกร มีวงศ์อโุ ฆษ และครอบครัว ๕๐๐ ก้มิ อจั ฉราพรรณ กนั ตงั กลุ
กนกกาญจน์ คงสอน ๑๐๐
กนกพร ขจรศลิ ป์ ๑,๐๐๐ และลกู หลานบรวิ าร ๔,๐๐๐
กิรณา อายุเจริญ ๑,๐๐๐
กนกวรรณ วิบูลรตั น์ ๑,๐๐๐ กหุ ลาบ เนตรประสพสุข ๑,๐๐๐
กนกวรรณ วบิ ูลรตั น์ , มรกต บวั มหะกุล ,
ศิริพงษ์ วงศศ์ วิ ะวิลาส , เกรียงไกร ชนื่ รอด ๑๐๐
เกรียงศกั ดิ์ รอดพนั ธุช์ ู ๓,๐๐๐
ศิรญั ญา พงศาวลี ๒,๐๐๐ เกศนี สิทธธิ ัญญาการ ๑,๐๐๐
กนลรตั น์ บูชางกูร ๕๐๐
กมล จิรบรุ านันท์ ๗,๐๐๐ เกศนิ ี บุตรพรหมอ่อน ๕๐๐
เกยี วหวย แซโ่ ง้ว ๑๐๐
กมลพชร คงสมและ ครอบครัว ๑,๐๐๐ โกศล โรจนช์ ทู อง และครอบครวั ๒,๐๐๐
กมลพร ล่มิ สกุล ๓,๕๐๐
กมลภู ปิยะกาญจน์, ปภาพบ , ไกรฤกษ์ ขนั ทองคา ๑,๕๐๐
ขนิษฐา ประดิษฐผ์ ล ๑,๐๐๐
พบปภา พนั ทวี ๑,๐๐๐ ขวัญใจ สรรสงา่ สกลุ ๑,๐๐๐
กร อัศวเมธี ๑,๐๐๐
กรณศิ กิตตปิ ระภสั ร์ ๑,๐๐๐ ขวญั ปภัสสร จานทอง ๒,๐๐๐
ขวัญพฒั น์-ฐานะเชษฐ์ สวุ ัฒนากลุ วงศ์
กรรณกิ า จริ าธิวฒั น์ ๒๐,๐๐๐ และครอบครวั ๑,๐๐๐
กรรณิการ์ วงศจ์ นิ ดาเวศย์ ๔,๐๐๐
กฤษณณ์ รงค์ ปรีดา จุลปาน และครอบครัว ๕๐๐ ขวญั อร สารมาศ ๕๐๐
เขมชาติ ปา่ นรอด ๘,๕๐๐
กฤษณา โรหิตรัตนะ ๑,๐๐๐ เขมพนั ธ์ ดวงใจ เวยี รศิลป์ ๑,๐๐๐
กลมุ่ ปฏบิ ตั ิธรรมเพอื่ นบี อาภาพชั ร์ ลี้ลบั ๙,๘๙๐
กวี พรรคติวงษ์ ๑,๐๐๐ คเชนทร์ สิงห์ชู และครอบครัว ๒,๐๐๐
คเชนทร์ สงิ หช์ แู ละกลั ยาณมิตร ๕๐๐
กัมพล บุญส่ง และครอบครวั ๑,๐๐๐ คเชนทร์ สงิ หช์ แู ละครอบครวั ๕๐๐
กาญจนา กาญจนรุจววิ ัฒน์ ๓,๕๐๐
กาญจนา จฑุ าเจริญวงศ์ ๑๕,๐๐๐ คณกร อัศวเมธี ๑๐,๙๘๙
ครอบครวั นพทีปกังวาล ๔,๓๑๐
กาญจนา บุญจนั ทร์ ๑,๐๐๐ ครอบครัว จฑุ าเจรญิ วงศ์ ๑๐,๐๐๐
กาญจนา หล่อพัฒนเกษม ๒,๐๐๐
กาญญ์ระวี อนนั ตอคั รกลุ ๑,๐๐๐ ครอบครัว พ.ประสทิ ธิ์ ๑,๕๐๐
ครอบครัวสาราญรี่น และกิจเจริญธนารักษ์ ๑,๐๐๐
กิ่งแก้ว ศรีสงวน ๒,๕๐๐ ครอบครัวกานตเ์ รืองศิริ ๑,๐๐๐
กจิ ชณัฎฐ์ คงกระพนั ธุ์ ๒,๐๐๐
กติ ติ กิตตวิ รวฒั น์ ๖,๐๐๐ ครอบครัวชานาญสทิ ธ์ิ ๑,๐๐๐
ครอบครวั ไชยญาติ ๑,๐๐๐
กติ ติช์ ญาห์ ภัทรวรรธพงศ์ ๑,๐๐๐ ครอบครวั ทรัพยว์ รพล ๑๑,๐๐๐
กติ ติพงศ์-จงดี แสนเครือวงศ์ ๑,๐๐๐
กติ ติมา นพทีปกงั วาล ๓,๐๐๐ ครอบครวั นทิ ัศน์ พ.ประสทิ ธ์ิ ๒,๐๐๐
ครอบครัวพลจันทร์ และสรุ างคนารมภ์ ๑๓,๐๐๐
กติ ตมิ า พีระเดช นพทีปกังวาล ๒,๑๐๐ ครอบครวั ม่ันสิงห์ ๑๒,๐๐๐
กติ ิมา เจรญิ สุข ๗,๐๐๐
กติ ยิ า สวุ รรณ ๕๐๐ ครอบครวั เมฆวิมล ๑๑,๐๐๐

๑๑๒ | เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม

ครอบครวั เรยี วโชติสกุล อุทิศบญุ ให้ ๕,๐๐๐ ฉนั ทนา ศริ ิรตั ตัญญู ๑,๐๐๐
คุณพ่อวสันต์ เรยี วโชตสิ กุล เฉลมิ ชาติ วรรณพฤกษ์ และครอบครัว ๒,๐๐๐
ครอบครวั โรจนช์ ทู อง ๒,๐๐๐ ชนนา อุดมศรีอนันต์ ๒๐๐
ครอบครวั โรจนอดุ มวฒุ กิ ุล ๑,๐๐๐ ชนติ า ววิ ฒั นอาจารย์ ๒,๐๐๐
ครอบครวั วชั รี ดารงธนานรุ กั ษ์ ๑๐,๐๐๐ ชมพร เพ็ชรม์ กุ ข์ ๑,๐๐๐
ครอบครัววัฒนโฆวรณุ ๕,๐๐๐ ชยพทั ธ์ พงษเ์ พชรและครอบครวั ๒,๐๐๐
ครอบครัวศรีวลธี ร ๑,๐๐๐ ชยรัตน์ ศักด์ิโกศล ๑,๐๐๐
ครอบครัวสง่ พริ ยิ ะกิจ ๑,๕๐๐ ชยตุ ม์ ชุติมันต์ ธัญญภัค ณ ปอ้ มเพชร ๓,๐๐๐
ครอบครัวสุคนั ธรัตน์ ๑,๐๐๐ ชลจนั ทน์ นาคงาม ๘,๐๐๐
ครอบครัวสุวรรณรุจิ ๑,๐๐๐ ชลธร ฤทธิท์ องพทิ ักษ์ ๕๐๐
ครอบครวั อมรวาที ๑,๐๐๐ ชยั เกียรติ ชยุตม์ ชตุ ิมันต์ ชญั ญภัค
ครอบครัวอินทรลกั ษณ์ ๑,๐๐๐ มยรุ ฉตั ร ณ ปอ้ มเพชร ๕,๐๐๐
เง็กจก-คเี จา แซ่เจีย ลุ้น-เจียงกิม แซ่เลก็ ชัยเกียรติ ณ ป้อมเพชร ๑,๐๐๐
ชูจติ ต์-ประเสรฐิ แซเ่ ลก็ ๒,๔๙๙ ชิตพล ชานาญสทิ ธิ์ ๑,๐๐๐
เงินบริจาคของญาตมิ ติ รในงาน ๑๐๐ วนั ชินดนัย อมรวาที ๕๐๐
บี อาภาพชั ร์ ล้ีลับ ๓,๐๐๐ ชน่ื ชม พริ าพรรณ ชเู วสศริ ิพร ๑,๐๐๐
จรัลรัตน์ สาราญรื่น ๑,๐๐๐ ชลุ ี เกษสรุ ิยงค์ ๒,๐๐๐
จกั รพนธ์ สีหพยัคฆ์ ๑,๐๐๐ ชจู ิตต์-ประเสรฐิ พนั ธวาณี
จกั รพล ตาลทรพั ยแ์ ละครอบครวั ๕๐๐ และครอบครวั สุรชั ดาภิวัฒน์ ๕,๙๙๙
จันทร์หอม เอยี สุวรรณ ๓,๐๐๐ เชฏฐพรรณ บงั อร ปรียาวรรณ ๑๗,๐๐๐
จนั ทรา วงศ์มณี ๑,๐๐๐ โชติกา ฤทธิเรอื งเดชน์ ๑,๐๐๐
จาณษิ ภักด์ิ จริ วฒั นวาณิช ๔,๕๐๐ ญาณนิ ท์ อังคาร อิทธพิ ล พ.ประสิทธิ์ ๕๐๐
จารุพัฒน์ จารุรัตนานนท์ และครอบครัว ๖,๐๐๐ ณัฏฐ์ฑิพัฒณ์ กาญจนา ณฐั นันท์
จินดา มหาพัณณาภรณ์ ศภุ ณัฐ จฑุ าเจรญิ วงศ์ ๑๗,๐๐๐
สมไชย จิรถาวรอนันต์ ๔,๐๐๐ ณัฐกิตต์ จิรเจรญิ จิตต์ ๓,๐๐๐
จนิ ตนา แกว้ อารีลักษณ์และครอบครวั ๕๐๐ ณฐั ชาต,ณัฐภพ ธัมกิตติคณุ ๒,๐๐๐
จิรกานท์ จันดี ๕๐๐ ณฐั นันท์ จฑุ าเจรญิ วงศ์ ๖,๘๐๘
จริ าพร บญุ ตาม ๓๐๐ ณัฐนนั ท์ จุฑาเจรญิ วงศ์ อทุ ศิ ให้ พกั สอน
จริ าภรณ์ ด่านวิรุทยั ๑,๐๐๐ เซ่งไพเราะ,ทรพั ย์ ทองสขุ บัวรอด ๕,๐๑๐
จิราภรณ์ พิลาบตุ ร ๑๐,๐๐๐ ณฐั นนั ท์ ศุภณฐั จฑุ าเจรญิ วงศ์ ๓,๐๐๐
จฑุ าทพิ ย์ สนิทพนั ธ์ุ ๑,๐๐๐ ณัฐปพนต์ กจิ ไพบลู ย์ และพอ่ แม่ ๕๐๐
จุไรพร ขุนจง ๑,๐๐๐ ณฐั พงษ์ วีนา ตนพิทกั ษแ์ ละครอบครัว ๕,๐๐๐
เจง๋ ๕๐๐ ณฐั พชั ร์ จนั ทรส์ ยุ ะ ๖๐๐
เจน ตุงคะศิริและครอบครวั ๑,๐๐๐ ณฐั ภสั สร ลานยั และครอบครวั ๕๐๐
เจรยิ ง จันทรกมล ๔๐๐ ณัฐวฒั น์ โรจนอดุ มวุฒิกุล ๓๐๐
เจือจนั ทน์ พ.ประสทิ ธ์ิ ๑,๐๐๐ ณษั ดา แกว้ วบิ ลู ย์ ๑,๕๐๐
ฉวีวรรณ์ จนั ทรไ์ ทยและครอบครวั ๕๐๐ ดวงตา กุมุท ๕๐๐
ฉว-ี สจุ ิต-พรณภัส ส่งพิรยิ ะกจิ ๒,๗๐๐ ดวงสมร สุขกนิษฐ์ ๒,๐๐๐

เร่ิมต้นปฏบิ ตั ธิ รรม | ๑๑๓

ดารณี นรจิตรแ์ ละครอบครัว ๕๐๐ นวลรตั น์ ไม่ระบชุ ื่อสกุล ๑,๐๐๐
ดาลนิ เชี่ยวชล ๓๒๐ นนั ทนา แจง้ สวุ รรณ์ ๔,๐๐๐
ดารง โอวรากร และครอบครวั ๘,๐๐๐ นันทา แซแ่ ตแ้ ละครอบครัว ๒,๐๐๐
ตรวี ฒุ ิ ธาริตา สาขากร ๔,๐๐๐ นนั ทนิ ี หาญนอก
ตฤบดี ฤทธิเรอื งเดชน์ ๕๐๐ นิตยา วรี ะอาชากลุ ๕๐๐
ตลุ ย์ ยุพาพรรณ เอมอชั ฌา ๓,๐๐๐ นิทรา ตงุ คะศิรแิ ละครอบครวั ๒,๔๐๐
๕๐๐ นิธิชา ชีวนรสชุ ากุล ๓,๐๐๐
มนปณัย สมสมาน ๑,๐๐๐ นิยมศรี ศรคี ุณ และครอบครวั ๒,๐๐๐
ทรรศยา จารพุ ัฒนาพงศ์ ๑,๐๐๐ เนาวรัตน์ แย้มเยอ้ื น ๑,๐๐๐
ทวี ผิวแก้วและครอบครัว ๑,๐๐๐ บรรจง ตันทางกูล ๑,๐๐๐
ทวีศักดิ์ ภักดโี ต ๕,๙๐๐ บริษัท บลู แอลฟ่า จากัด ๑,๐๐๐
ทศพล ไหลมา ๑,๐๐๐ บัณฑรโฉม แกว้ สอาด ๑,๕๐๐
ทติ ยิ า พลอยแก้ว ๕๐๐ บวั ลอ้ ม พูลลาภและครอบครัว ๑,๐๐๐
ทวิ า ชวี ินไกรสร ๑,๕๐๐ บุคลากรศาลเยาวชน ๑,๐๐๐
เทวี เทพประชา ๕๐๐ ๒,๗๐๐
ธนัท ผดงุ สนิ และครอบครัว ๕๐๐ และครอบครวั จังหวดั ชัยนาท
ธนติ สุคนั ธรตั น์ ๒๐๐ บุญเกียรติ ๕๐๐
ธญั รดี ราชบุรี ๑,๐๐๐ บุญชู บุญญฤทธ์ิ ๕๐๐
ธานินทร์ ปาละวธั นะกลุ ๒,๐๐๐ บญุ ฤทธิ์ ยาหอม ๑,๐๐๐
ธติ นิ นั ธ์ุ ชาญโกศล ๒๕,๘๖๐ บญุ สม วฒุ ิคุณ และครอบครวั ๑,๐๐๐
ธรี เดช มโนลีหกุล ๑๐,๐๐๐ บษุ กร ดารงธนานุรักษ์ ๕๐๐
ธีรวิทย์ สิริเวสมาศ, พิสนี กาญจนโภคิน ๕๐๑ บษุ ฎี วาสนา วจิ ติ รศริ ิ และครอบครัว ๕,๐๐๐
๑๐,๐๐๐ บุษบง ภูวรักษ์ ๕๐๐
และครอบครัว ๕๐๐ บุษบนั ปราการวลิ าศและครอบครัว ๒๖,๐๐๐
ธีระพงศ์ สุรางคนารมภ์ ๘๐๐ ปฏิญญา วงค์กุศลเลิศ ๑,๐๐๐
ธรี ะศกั ดิ์ ไชยวรรณ ๑,๐๐๐ ปฐมนันทน์ พานชิ กลุ ๕๐๐
ธีระศกั ดิ์ สรุ างคนารมภ์ ๒,๐๐๐ ปภาพบ พนั ทวี ๕๐๐
ธีราภรณ์ เลย้ี งสคุ นธร ๕๐๐ ประพิส บุญยนื ๕๐๐
นงนุช ตันติประภาส ๑๕,๐๐๐ ประภา, กิตติ อินทรหนองไผ่ ๑,๒๐๐
นงนุช รังษีและครอบครวั ๑,๐๐๐ ประภาวดี การยบ์ รรจบ ๑,๐๐๐
นงนุช พ้ัววงศ์ ๑,๐๐๐ ประมวลพร แย้มบุญชู ๕๐๐
นงเยาว์ ปัญควณชิ ๑,๐๐๐ ประสงค์ จรูญรัตนา ๒,๐๐๐
นงลกั ษณ์ คงธรรม ๑,๐๐๐ ประสาน มุสกิ ศริ ิ ๕๐๐
นพงารัตน์ มาประณตี ๑,๐๐๐ ปรัชญา ถนอมแก้ว ๑,๐๐๐
นพดล,มทั นี โชตศิ ริ ิ ๔,๐๐๐ ปรางค์ทิพย์ ตน๋ั มาลี ๒๐๐
นพร เพชรคณุ ๕๐๐ ปรญิ ญา วงศ์วทิ วสั ๒,๐๐๐
นพวรรณ งามมศี รี ปรวิ ันท์ พฤกษช์ าตศิ ริ ิและครอบครัว ๕๐๐
นภาพร แสงชยั ทวรี ักษ์ ปวณี า เทยี มเทศ ๑,๐๐๐
นฤมล ล้ิมประเสริฐ ปานฌวิณทร์ อานวยสนุ นั ท์ ๕๐๐
นลินทพิ ย์ -ไธพัตย์ สวสั ด์มิ งคล

๑๑๔ | เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม

ปานทิพย์ เลก็ มณี ๓,๐๐๐ พิกลุ ไฟลค์ ๓,๐๐๐
ปารชิ าติ ปรีชาพรกลุ อุทิศใหท้ กุ ดวงจิต พินทสุ ร ติวุตานนท์ ๑,๐๐๐
ดวงวญิ ญาณที่เกยี่ วขอ้ งกับ พิมพพ์ รรณ พิธานพิทยารัตน์ ๑,๐๐๐
ท่ีดินทบี่ างบ่อ ๕๐๐ พมิ พ์ลภัส พลจันทร์ ๑๐,๐๐๐
ปยิ พร พรหมเทศน์ ๑,๐๐๐ พิมลวรรณ เสนะวงศ์ ๒,๐๐๐
ปณุ ญภา เธยี รศริ พิ ิพัฒน์ ๙๐๐ พิสนี กาญโภคิน
ปณุ ณภา อภิชาตอิ ังกรู ๑,๐๐๐ พสิ ิฐคณุ สวุ พี ฒั นานนท์ ๕๐๐
เปรมยดุ า ล่มิ สกุล ๒,๐๐๐ ๑,๐๐๐
พงศกร เศรษฐวชริ า และครอบครวั ๑๔,๐๐๐ และบดิ ามารดาผู้ล่วงลับ ๑,๐๐๐
พงษ์ดนัย คาแสน ๑,๐๐๐ พีระเดช นพทปี กังวาล ๒,๐๐๐
พงษศ์ กั ดิ์ อนุจารีและครอบครัว ๑,๓๐๐ ไพทยา จิระภา ขาวารแี ละครอบครัว ๒,๐๐๐
พงษ์โสภณ พลจนั ทร์ ๑๐,๐๐๐ ไพทูรย์ ชตุ ิมา เวทการ ๑,๔๒๐
พจนลักษณ์ ปยิ ะกุลชัยเดช ๑,๐๐๐ ไพโรจน์ - ศิริรตั น์ นพทปี กงั วาล
พนาพร เดชกิจบรรหาร ๕๐๐ ภริตา เฉยศริ ิ ๕๐๐
พรพมิ ล บริบรู ณช์ ัยศิริ จริ ภทั ร จอมพล ๓,๐๐๐ ภรษิ า ไพโรจน์ ๕๐๐
พรฑติ า ชัยอานวย และครอบครัว ๒๗,๐๐๐ ภวัต เรืองเดชวรชัย ๕๐๐
พรพรรณ ญาณทศศิลป,์ พฒั นพงศ์ ภัคจิรา ภสร คุณพระสหี กลุ ๕,๐๐๐
พพิ ฒั น์ เรงิ ประเสริฐวทิ ย์ ๓,๕๐๐ ภัควิภา เกษมศรรี ัตน์ ๕๐๐
พรเพญ็ เหลา่ วิไลเลศิ ๑,๐๐๐ ภทั ชา ณลิ งั โส ๕๐๐
พรภคั จริ เจรญิ จิตต์ ๒,๖๐๐ ภทั รลกั ษณ์ เข็มทอง ๑๐๐
พรภัค จริ เจรญิ จิตต์ ๑,๐๐๐ ภัทราพร ย้มิ ละมัย ๑,๐๐๐
พรรณี กรองทอง สงิ ห์อนกูล ๑,๐๐๐ ภารณี โกสินทรต์ ระการและครอบครวั ๒,๕๐๐
พรรณี เรอื งเล็ก ๒,๐๐๐ ๕๐๐
พรหมภสั สร เทพหัสดนิ ณ อยุธยา ๒,๐๐๐ และคุณแมบ่ ุญภทั ร์ วรรณพฤกษ์ ๓,๕๐๐
พรอมุ า หมอยา ๓,๐๐๐ ภารดี นพทีปกังวาล ๕๐๐
พชั นยี ์ พิชิตการณแ์ ละครอบครัว ๒,๐๐๐ ภารดี พธิ านพิทยารตั น์ ๑๓,๙๓๑
พชั รมณฑ์ พฒั นสขุ วสันต์ ๔,๐๐๐ ภญิ ญาพัชญ์ อัครพุทธิวฒั น์ ๑๐,๐๐๐
พชั รียา คาแสน ๑,๐๐๐ ภรู นิ ทร์ พลจันทร์ ๓,๐๐๐
พฒั น์ธาวัลย์ ซานเชส ๒,๐๐๐ ภสู ทิ ธิ์ แสงมณี ๒,๐๐๐
พัฒนา ตันตระกูล ๔,๐๐๐ มงคล กลั ยาณ,ี กลุ ธดิ า มตั นาวี ๕๐๐
พัณณรัตน์ วณชิ ย์กุล ๑,๕๐๐ มงคล นฤนาทดารงค์ และครอบครัว ๕๐๐
พทั น์ธาวัลย์ ซานเชส และ เออเนส ซานเชส มณฑา สทิ ธพิ งศ์ ๖,๕๐๐
และภสั สรอ์ รณ์ โชตโิ สภณฐั ๒,๑๐๐ มณฑชิ า ลัภนะนรเศรษฐ์ และ ๒,๐๐๐
พัทน์ธาวัลย์ วิทักษบตุ ร ๒,๕๐๐
ขออทุ ศิ บญุ ให้บิดา มารดา ๑,๕๐๐ กนกพชิ ญ์ เวชพาณิชยก์ ิจกลุ ๑,๐๐๐
พนั ธวาณี ชจู ติ ต์ สรุ ัชดาภิวัฒน์ อุทศิ ให้ มณี ตรเี พชรกุล ๑,๐๐๐
ประเสริฐ สุรัชดาภิวัฒน์, มณี-ศรสี มวงศ์ ธรรมศิริ
เง็กจก กจิ เภาสงค์, คเี จา แซ่เจีย ๙๙๙ มนต์จันทร์ เทพสุวรรณ –

วนั ชนะ วลัยกนก
มนตรี สขุ กนษิ ฐ
มนชุ นนั ท์ สวาทยานนท์

เริ่มต้นปฏิบตั ธิ รรม | ๑๑๕

มยรุ ฉัตร ชยั เกียรติ ณ ป้อมเพชร เรณู ป้อมสมบูรณ์ ๕๐๐
และครอบครัว ๑๗,๑๒๐ โรงเรียนเจริญวิทยา (อานาจเจริญ) ๒,๐๐๐
มยรุ ฉตั ร ณ ปอ้ มเพชร อทุ ิศบญุ ให้ ลดั ดา ธมั กิตติคุณและลกู หลาน
กมิ ม่วย ทันจิตต์ ๒,๐๐๐ ลัดดา ไสวเกียรติ และครอบครวั ๕๐๐
มยรุ ฉัตร ณ ปอ้ มเพชร อุทศิ ให้ ลาวณี เรียวโชตสิ กุล ๑,๐๐๐
มนตรี สขุ กนษิ ฐ ๑,๑๐๐ ลกู ศษิ ยจ์ ากเยอรมันและเดนมารก์ ๒,๐๐๐
มยุรฉตั ร ณ ป้อมเพชร อุทศิ ให้ ลูกหลานนายหวน นางบญุ มี เจรญิ สุข ๒,๙๐๐
นางไถ่ โชตมิ าน ๑,๐๐๐ เลขาชนก หมายสินและครอบครวั ๑,๐๐๐
มรกต บวั มหะกลุ , กนกวรรณ วบิ ลู รัตน์ ๑,๐๐๐ ไลง้ ิม้ แซอ่ ิ้งและครอบครัวจริ เจริญจิตต์
มลฤดี ภกั ดีคง ๔,๐๐๐ วงศธ์ รณ์ ปอ้ มสมบรู ณ์ ๕๐๐
มลฤดี อุทิศให้ สมศรี แซอ่ ึ้ง ๒,๐๐๐ วชริ พันธ์ุ โพธิราช ๑,๐๐๐
มานิตา มัตนาวีและครอบครัว ๔,๕๐๐ วชิรศักดิ์ โภชนกิจ ๑,๐๐๐
มารศรี สุขกนิษฐ ๓,๐๐๐ วณิชา รัชตะนาวนิ ๒,๐๐๐
มาลี จนั ทนยิง่ ยง ๓,๕๐๐ วณภิ า เสริมสวุ รรณ และ ครอบครวั ๑,๐๐๐
มาลนี า บุนนาค ลู ๑,๐๐๐ วรญา เดชาภูรีกุลธร และครอบครัว ๑,๐๐๐
มาลวี ลั ย์ สายวรรณะ ๑,๐๐๐ วรนุช ผิวเหลอื งสวัสด์ิ ๑,๑๐๐
มุ้ยชุ้น แซ่เตยี ว สงวนวงศ์ แซ่ตง้ั ๕๐๐ วรพงษ์ สุพิมล
เมตตา ศลิ าพันธ์และครอบครัว ๕๐๐ วรรณพร พละภิญโญ ๕๐๐
เมตตา อนุจารแี ละครอบครวั ๑,๓๐๐ วรรณี จนั ทรสาขา ๕,๐๐๐
ไม่ประสงค์ออกนาม ๗,๐๑๐ วราภรณ์ ชาญโกศล ๑,๐๐๐
ย้ง แซจ่ งึ ลกู -หลานครอบครวั จิรเจรญิ จิตต์ ๑,๕๐๐ วศิน ศุจินันทน์ ๑,๐๐๐
ย่งหลี แซต่ ัง้ และครอบครวั ๑,๐๐๐ วสนั ต์ เงก็ เตียง เรยี วโชติสกลุ
ยวนใจ หยนิ่ แซ่อุ่ย ๑๐,๐๐๐ วัชระ จริ ัฐิตเิ จริญ ๓๐๐
ยทุ ธศกั ธิ์ เกิดภู่ ๒,๐๐๐ วันเพ็ญ ยิ่งยงวัฒนากลุ และครอบครวั ๑,๐๐๐
ยุวดีย์ คภู ิรมย์ และครอบครวั ๒,๐๐๐ วาณี สายประดิษฐ์
โยธิน วรวทิ ย์ ศิรินทร วราภรณ์ วาทินี จติ จาตุรันต์ ๕๐๐
เกศนิ ี จิตจาตุรันต์ ๒,๕๐๐ วารถณี ภ ๑,๐๐๐
รกั ใจ พนาอภิชน ๑,๕๐๐ วารณุ ี จิตจาตรุ ันต์ ๑,๐๐๐
รัชกร ศรีวลธี ร ๖,๘๐๐ วารุณี ภาพยเ์ สนีย์ ๔,๐๐๐
รชั กร ศรวี ลธี ร และครอบครัว ๙๐๐ วิชยั ชานาญการค้า ๑,๐๐๐
รัฐนนั ท์ เดชบุญภาและครอบครัว ๕,๐๐๐ วชิ าญ ชาญโกศล ๑,๐๐๐
รตั ตนิ ันท์ ไพศาลอุดมฤทธ์ิ ๕๐๐ วิญญู อินทิรา ม่ันธรรม
รตั นา วงศ์อรณุ นยิ ม ๓,๐๐๐ วฑิ รู ย์ ไทยธญั ญพานิช ๕๐๐
รศั มี อมรวาที ๕๐๐ วิไล พิชญ์ พ่วงพงษ์ ๕๐๐
รงุ่ ทิพย์ อภญิ ญาปุญญเขต ๑,๐๐๐ วิไลลกั ษณ์ เต็มธนาภัทร ๑,๐๐๐
รุ่งนภา อิว้ ตกสา้ น ๕,๐๐๐ วิวฒั น์ ศักดพิ์ ชิ ยั มงคล และครอบครัว ๒,๐๐๐
รุ่งโรจน์ ดีพรอ้ ม ๕๐๐ วีณา ตนพทิ ักษ์ ๑,๐๐๐
รุจริ ัตน์ ลม้ิ ทองเจริญ ๒๐๐ วรี ะชัย อมรรัตน์และครอบครัว ๓,๕๐๐
๓,๐๐๐
๕,๐๐๐
๕๐๐
๕๐๐
๑๑,๐๐๐
๒,๐๐๐

๑๑๖ | เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม

วีระยทุ ธ บุญรอด ๓๐๐ สมศรี ,เคย่ี งพวง แซ่อึ๊ง ๒,๐๐๐
ศรชัย ศาสนบัณฑิตและครอบครวั ๕๐๐ สมหมาย - อญั ชลี
ศรณั ยพชั ร์ สขุ นทีธรรม ๕๐๐ ภัทรพล - ณชิ าภัทร อปุ ถมั ภ์ ๕,๐๐๐
ศรีน้อย ลิมปิวฒั นา ๗,๐๐๐ สมาน เบกิ บาน ๑,๐๐๐
ศรีประภา ปยิ ะศริ ิศิลป์ ๑,๐๐๐ สรณพ แสงสาลี ๕๐๐
ศรีเมอื ง ทองประจกั ษ์ ๑,๕๐๐ สายชล พงศส์ ธุ างค์ ๑,๕๐๐
ศรีวรรณ เกลยี วสริ ิกลุ ๕๐๐ สิทธิโชค สทิ ธิโชคคาวงศ์ ๓๐๐
ศรีสมวงศ์ ธรรมศิริ ๔,๐๐๐ สทิ ธิศกั ดิ์ ปฏเิ มธีกรณ์ ๓,๐๐๐
ศักดา พงษ์รกั ษาและครอบครวั ๑,๐๐๐ สิรญิ าพทั ธ์ วงศ์สนุ ทร ๑,๐๐๐
ศักดา หริ ิญวัชรพฤกษ์ ๕๐๐ สิรรี ศั มิ์-พฤกษ์มงคล-กนกพร-
ศิรณั ญา พงศาวลี , ศริ ิพงษ์ วงศศ์ ิวะวิลาศ ๑,๐๐๐ ฉตั รพร-ขจรศลิ ป์ ๑๔,๐๐๐
ศิราภรณ์ บวั ชาติ ๕๐๐ สุกญั ญา เพ็ชรไทย ๑,๐๐๐
ศริ ชิ ยั และสนุ ิดา เจริญวุฒิลาภ ๕๐๐ สกุ ญั ญา หอมชน่ื ชม สมชาติ ธรรมศิริ ๑,๐๕๐
ศริ พิ ร โฆษวณิชการ ๒,๕๐๐ สคุ นธ์ กิตติพนั ธ์ ๒,๐๐๐
ศริ พิ ร โฆษวณิชการและครอบครวั ๑,๐๐๐ สจุ ิตต์ สรุ โชคสริ ิพร ๑,๕๐๐
ศิริพรรณ จารุพัฒนาพงศ์ ๒๐๐ สทุ ธพิ งษ์ วงศว์ ัฒนแ์ ละครอบครวั ๑,๓๐๐
ศิรริ ัตน มณีโชตแสงมณี ๑๑,๐๐๐ สุธีรา โตษยานนท์ ๑,๐๐๐
ศิวพร วิปลุ านสุ าสน์ ๑,๐๐๐ สธุ รี า ปกรโณดม ๑,๐๐๐
ศิวพร วิปุลานุสาสน์ อทุ ศิ ให้ สนุ ทร ศรปี รชั ญาอนันต์ และครอบครวั ๑๕,๐๐๐
ณัฐฐธิชา วงศ์วัชรมงคล ๓,๐๐๐ สนุ ันท์ ทองสาย ๑,๐๐๐
ศุภธดิ า พรหมพยคั ฆ์ ๕๐๐ สุนันท์ บุญรอด ๖๐๐
ศภุ สทิ ธ์ิ งามพรรคพนั ธ์ุ ๒๐๐ สุนันทา ธนสารสมบตั ิ ๒,๐๐๐
เศกสรร เอย๊ี ววิจิตรจารุ และครอบครัว ๕๐๐ สุนี ว่องเดชากุล ๑,๐๐๐
เศรษฐสทิ ธ์ิ สพุ รทิพย์ ธรี สวุ ฒั น์ บลุ เสฏฐ์ ๑,๐๐๐ สุนีย์ และครอบครัว ๑,๐๐๐
สกลศรี มาลนี นท์ ๒๐,๐๐๐ สุบิน พรวิสทุ ธิ ๒,๐๐๐
สงวนวงศ์ ตงั้ ๑,๙๕๔ สปุ รญี า เจริญสนิ สัมฤทธ์ิ ๑,๐๐๐
สงวนวงศ์ แซต่ ง้ั และมุ้ยชนุ้ แซเ่ ตยี ว ๔,๐๐๐ สพุ ร วัลลภา ณฐั ชาต ณัฐภพ ธมั กติ ติคณุ ๖,๐๐๐
สถาพร-ศริ ิพร โฆษวณิชการ ๑,๐๐๐ สุพร ทองฤทธิ์ ๑,๐๐๐
สมเกียรติ คูวธั นไพศาล ๙,๐๐๐ สุพร, ดุษฎี ,สาริศา ทองฤทธ์ิ ๑,๐๐๐
สมเจตน์ รัตตกิ าล ๕๐๐ สุภณัฐ ชว่ งงาม ๑,๐๐๐
สมไชย จิรถาวรอนันต์ ๑,๐๐๐ สุมาลี ธรานนท์ ๔,๐๐๐
สมนา ปนาทกุล ๑,๐๐๐ สุมาลี โวลฟ์ ๓,๐๐๐
สมบูรณ์ สรุ ีย์ ล้มิ ประเสรฐิ ๓,๐๐๐ สมุ าลี มหณรงคช์ ัย ๕๐๐
สมปรารถนา สุนทรรงั ษี ๕๐๐ สรุ พัศ เพ็ชรคง ๑,๐๐๐
สมพล ศรบี รบิ าล ๙๙๙ สุรสทิ ธิ์ ศรประสิทธิ์ ๖,๐๐๐
สมภพ วงษ์ตระกลู ๕๐๐ สุวรรณดี ไชยวรุ ๑,๐๐๐
สมภาพ สอนวงศ์ ๒,๕๐๐ สวุ รรณา ธรรมยศและครอบครวั ๒,๐๐๐
สมวาสนา สทิ ธิดารงการ ๕๐๐ สวุ รรณี ตนั ตวิ ีรสุต ๕๐๐

เร่ิมต้นปฏิบตั ธิ รรม | ๑๑๗

สวุ ิชา โกมลทตั ๑,๐๐๐ อังคาร เกษตร พ. ประสิทธิ์ ๑,๑๐๐
เสรมิ โชตน์ เหรียญเจรญิ ๑,๐๐๐ อัจฉราวรรณ พิมพาเพ็ชร ๒๐๐
เสาวลักษณ์ ฤกษเ์ กษม- จารวี เลิศวนิชกิจกุล ๒,๐๐๐ อัจฉริยา มีระเกตุ ๕๐๐
เสาวลักษณ์ วิทวสั ชุตกิ ลุ ๒,๐๐๐ อัจฉรียา ส่งวฒั นา ๑,๐๐๐
โสภณิ จริ ะเกียรติกลุ ๕๐๐ อญั ชนา คุ้มกนั ๕๐๐
โสรยา สมานเสรีศกั ด์ิ, รัสเซลิ เคียร่า หว่อง ๕๐๐ อญั ชลี กล่ิมจติ ร ๑,๐๐๐
หทัยพัชร มหาพิรณุ ๕๐๐ อญั ชลี อนิ ทรียงค์ ๑,๐๐๐
หรรษา สสุ ายัณห์ และครอบครวั ๒,๐๐๐ อปั สร วิสทิ ธวงศ์ ๒,๐๐๐
หลกั สตู รอบรมสารวัตรรุ่นที่ 167 ๒,๐๐๐ อัมพร เจยี รรตั นพงศ์ ๕๐๐
หลกั สตู รอบรมสารวัตรรนุ่ ที่ 188 ๑๑,๒๔๑ อาภาพรรณ ศรสี ขุ ประเสรฐิ และครอบครัว ๑๔,๐๐๐
หลกั สูตรอบรมสารวตั รร่นุ ที่ 193 ๔,๗๒๐ อาวุธ อิ่นคา-คณุ เบญจวรรณ สว่างดี ๕๐๐
หว่ น วงศ์วัฒน์ และครอบครวั ๕๐๐ อานาจ คงไทย ๕๐๐
อนงค์ สุวรรณราช ๕๐๐ อานาจ วิมล นชุ ประไพ ๒,๐๐๐
อนชุ า จิตจาตรุ ันต์ ๒,๐๐๐ อาไพพรรณ สมานเสรศี ักด์ิ , Mr.Craig Bligh ๕๐๐
อนุชา จติ จาตรุ ันต์และครอบครัว ๒,๐๐๐ อิทธพิ ล พ.ประสิทธิ์ ๕๐๐
อนเุ ทพ ฉ่าประสิทธิ์ ๕๐๐ อิ่มบญุ มณีรัตนแ์ ละครอบครัว ๒,๕๐๐
อภญิ ญา ก้นั เกษและครอบครวั ๕๐๐ อิสรยี ์ กานต์เรืองศิริ ๔,๐๐๐
อภิสิทธ์ิ สุนทรเรขา ๑,๐๐๐ อุทิศ กินแก้ว ๕๐๐
อมรรชั อุดมศรีอนันต์ , ณิชา ประสทิ ธิภาพ ๒๐๐ อุทศิ ให้ สทุ ัสน์ ตนั ติพศิ าลกลุ ๓,๐๐๐
อมรรตั น์ ปิยะตระกูล ๑,๐๐๐ อทุ ิศใหส้ มบูรณ,์ อนงค์ สนุ ทรเรขา ๑,๐๐๐
อมรา พงค์ศิรกิ ลู ๒,๕๐๐ อทุ ศิ สว่ นกุศลแด่ สมบรู ณ,์ ไพรนยิ ม ลิ้มประเสรฐิ
อรนุช อุดมศรอี นันต์และครอบครัว ๒๐๐ นิรมล ลิม้ วรนันท์ ๓,๐๐๐
อรวรรณ ทศั นยิ ม ๑,๐๐๐ อทุ ิศใหจ้ รญู ,เปรมใจ เล็กมณี ๕๐๐
อรอุมา ผดงุ พฒั โนดม ๑,๐๐๐ อทุ ิศใหจ้ รญู ,เปรมใจ เล็กมณี ๕๐๐
อรอมุ า ผลผลึกและครอบครวั ๑,๐๐๐ อุทิศใหโ้ สภา สง่ คุณฤทธกิ าร ๑,๐๐๐
อรอมุ า สมานเสรศี ักดิ์ ๕๐๐ อษุ ณยี ์ สมบตั ิชัยศกั ดิ์ ๕๐๐
อรุณพร รจุ นิ ิรนั ดร์ และครอบครัว ๖,๐๐๐ อษุ า ติกขะปญั โญ ๑,๐๐๐
อัครวัตน์ เสาวไพบูลย์ ๑,๐๐๐

๑๑๘ | เริ่มต้นปฏิบตั ธิ รรม


Click to View FlipBook Version