The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปุจฉา - วิสัชนา เล่ม 1
เริ่มต้นปฏิบัติธรรม - ว่าด้วยการเริ่มต้นปฏิบัติธรรมและการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน
ประพันธ์โดยท่านทรงกลด มั่นสิงห์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by วรพงษ์ สุพิมล, 2020-08-18 07:22:51

ปุจฉา - วิสัชนา เล่ม 1

ปุจฉา - วิสัชนา เล่ม 1
เริ่มต้นปฏิบัติธรรม - ว่าด้วยการเริ่มต้นปฏิบัติธรรมและการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน
ประพันธ์โดยท่านทรงกลด มั่นสิงห์

ท่านทรงกลด : สาธุ ใช่แล้ว ท่ีเกิดขนึ ้ เป็นผลจากการปฏิบตั ิถ้าจิตต่ืน จะ
เหมือนนอนไม่ค่อยหลับแต่ไม่เพลีย จิตคือ พุทธะ พุทธะคือ ผู้รู้ ผู้ตื่น
ผ้เู บิกบาน

การภาวนาที่ถูกต้องหรือปฏบิ ตั ิย่ิงถกู จะยิ่งพบภาวะจิตต่ืน เพราะ
อะไรรู้ไหม ภาวะจิตต่ืนกับความรู้สกึ ตวั มันมีสภาวะเหมือนกนั อยา่ งที่เคย
ลงไปหลายครัง้ เวลางว่ ง ก็รู้วา่ งว่ ง แตย่ งั งว่ งอยู่ แสดงวา่ ยงั ไม่มีสตจิ ริง

ถ้ามีสติจริง มันจะต่ืนอยูท่ า่ มกลางความง่วง เช่ือไหม คนที่พบสติ
จริง ขบั รถ แม้จะง่วงก็ไม่หลบั ใน เพราะจิตมนั ตื่นแตก่ ายง่วง อนั นกี ้ ็เช่นกัน
กายเทา่ นนั้ ท่ีหลบั แตจ่ ิตพอมนั มีสตกิ ล้าขนึ ้ บ้างแล้ว มนั จะไมค่ อ่ ยหลบั ตาม
กาย ให้รักษาความต่ืนของจิตเชน่ นไี ้ ว้ เม่ือมีอารมณ์ใดมากระทบ มนั จะต่นื
ออกมา ไม่คลกุ วงในเหมือนเก่า ถ้าแยกจิตออกจากกายได้ ก็ไม่ยากที่จะ
แยกจิตออกจากอารมณ์ จากเวทนาได้ตอ่ ไป

อนง่ึ เรื่องนีแ้ ตก่ ่อนผมก็ไม่คอ่ ยเข้าใจหรอก เคยฟังหลวงป่ ชู าเทศน์
ให้ฟังวา่ แล้วโยมจะพบว่าจิตนีม้ นั จะไม่คอ่ ยหลบั หรอก ความงว่ งของจิตไม่มี
ให้เห็น แตก่ ่อนฟังแล้วก็งงๆ เอ! มันจะเป็นไปได้เหรอ ตอนนเี ้ชื่อสนทิ ใจแล้ว
กราบหลวงป่ ูชาอกี ครัง้ ด้วยเศียรเกล้า
คาถาม : สติ ปัญญา ตวั รู้ จิตเดิมทบ่ี ริสทุ ธ์ิ ถกู ต้องไหม

เร่ิมต้นปฏบิ ตั ธิ รรม | ๓๓

ท่านทรงกลด : ถกู แล้ว ตวั รู้กับสติอันเดียวกัน ตวั รู้จริง คือ ธาตุรู้ คือ จิต
เดมิ เคยสอนไปแล้วฝ่ายโลกยดึ เอาตวั ปลอมวา่ เป็นตวั จริง

ฝ่ายโลกถือสขุ กายเป็นใหญ่ ฝ่ ายธรรมถือสขุ ใจเป็นใหญ่ เพราะรู้
อริยสจั ตามความจริงว่า ร่างกายนีม้ ันเป็นเพียงแค่ธาตุ ๔ มันไม่ใช่เรา
ไม่ใช่ของเรา เราจริงๆ คือ จิต หรือ อทิสสมานกาย ท่อี าศยั ขนั ธ์ ๕ อยู่เพียง
ชวั่ คราวเทา่ นนั้

ฝ่ายโลกเข้าใจผิดจึงยดึ เอาตวั ปลอม (เงา) ว่าเป็นตวั จริง ...บารุง
บาเรอมัน แล้วทรมานตวั จริง (จิต) ขาดเมตตาตัวเอง ทาร้ ายตนเอง เผา
ตนเองตลอด พอกายแตกดบั ไป ตวั จริงต้องไปรับผลกรรมทที่ าไว้ ตวั ปลอม
ไมต่ ้องไปรับ คงเป็นแคธ่ าตุ ๔ อยกู่ บั โลกตอ่ ไป

หลวงป่ หู ลุย จนั ทสาโร

ตวั รู้คือ สติในการปฏิบตั ิทว่ี า่ ปฏิบตั จิ ิต ปฏบิ ตั ิใจ โดยให้ใจอยกู่ บั ใจ
นกี ้ ็คือ ให้มีสติกากับใจ ให้เป็นสติถาวร ไม่ใช่สติ คล้ายๆ หลอดไฟท่ีจวนจะ
ขาด เด๋ียวก็สว่างวาบ เดี๋ยวก็ดบั แต่ให้มันสว่างติดต่อกันไปตลอดเวลา
เม่ือมีสติติดต่อกันไปอย่างนีแ้ ล้ว ใจมนั ก็มีสติ ควบคมุ อย่ตู ลอดเวลา เรียก
อีกอยา่ งหนง่ึ วา่ อยกู่ บั ตวั รู้ตลอดเวลา

๓๔ | เร่ิมต้นปฏบิ ตั ธิ รรม

ตัวรู้ก็คือ สตินั่นเองหรือจะเรียกว่าพุทโธก็ได้ พุทโธที่ว่า รู้ ต่ืน
เบิกบาน ก็คอื ตวั สตินน่ั แหละ เม่ือมีสติ ความรู้สกึ นกึ คิดอะไรตา่ งๆ มันก็จะ
เป็นไปได้โดยอัตโนมตั ิของมนั เอง เวลาดีใจก็จะไม่ดีใจจนเกินไป สามารถ
พิจารณารู้ได้โดยทันทีว่า ส่ิงนีค้ ืออะไร อะไรเกิดขึน้ และเวลาเสียใจก็ไม่
เสยี ใจเกินไปเพราะวา่ สตมิ นั รู้อยแู่ ล้ว

คาชมก็เป็นคาชนดิ หนง่ึ คาติก็เป็นคาชนดิ หนง่ึ
เมื่อจบั สงิ่ เหลา่ นมี ้ าถ่วงกนั แล้ว

จะเห็นวา่ มนั ไม่แตกตา่ งกนั จนเกินไป
มนั เป็นเพยี งภาษาคาพดู เทา่ นนั้ เอง
ใจมนั ก็ไม่รับ เม่ือใจไม่รับก็รู้วา่ ใจไม่มีความกงั วล
ความวิตกกงั วลในเรื่องตา่ งๆ ก็ไม่มี
ความกระเพอื่ มของจิตก็ไมม่ ี ก็เหลอื แตค่ วามรู้อยใู่ นใจ

หลวงป่ ดู ลู ย์ อตุโล

“สติ” คอื ผ้รู ู้ คาวา่ “สติ” คอื ผ้รู ู้
คาวา่ รู้ๆ คอื รู้อยไู่ มป่ ลอ่ ยจิตไปตามอารมณ์ทกุ ประการ

หลวงป่ สู ิม พุทธาจาโร

เร่ิมต้นปฏบิ ตั ธิ รรม | ๓๕

ท่านทรงกลด : ถ้าเห็นธรรมจริง จะลงรอยเดียวกบั ครูบาอาจารย์ ในการ
ปฏิบตั ิเบือ้ งต้น ต้องเอาสติก่อน อย่าเพ่ิงไปละผ้รู ู้ ละผู้รู้ก็คือ ละสติ อันนนั้
คือ อรหตั ผล แล้วเอาสติ เอาผ้รู ู้ ให้เห็นธรรม รู้ธรรมก่อน อย่าข้ามขนั้ ตอน
มิฉะนนั้ จะเป็นการปฏิบตั ทิ สี่ ญู เปลา่ ใครจะเช่ือ ไมเ่ ชื่อก็แล้วแตน่ ะ

คาถาม : ท่ีทา่ นกลา่ ววา่ สติน่ี แปลวา่ ความระลกึ ได้ แตต่ ้องเป็นความระลกึ
ได้ในลกั ษณะรู้สกึ ตวั นะ ขอทา่ นโปรดยกตวั อยา่ งหนอ่ ยคะ่

ท่านทรงกลด : ได้ ตอนนีเ้ลยนะ ให้หายใจเข้าลกึ ๆ แล้วค้างไว้ ทาเลย ทกุ
ท่าน ทาสามที รู้จกั หรือยัง ความรู้สกึ ตวั หลวงป่ ูเทียนบอกว่า อะไรๆ ก็ไม่
สาคญั เทา่ กบั ความรู้สกึ ตวั ภาษาหลวงป่ดู ลู ย์ ทา่ นใช้คาวา่ "รู้อยกู่ บั ท"ี่ (สติ)
ถ้าเรารู้สึกตวั แท้ๆ นะ มันจะมีความรู้สกึ กลางๆ ไม่ซ้ายไม่ขวา ไม่ขนึ ้ ไม่ลง
สติน่ีแหละคือ ทางสายกลาง ถ้าอยกู่ บั ความรู้สกึ ตวั บอ่ ยๆๆ มากขนึ ้ ๆๆ จิต
จะสงบๆๆ ลง นี่คือ ความสงบที่ถกู ต้อง เห็นไหม ในมรรคมีองค์ ๘ ทาไมสติ
มาก่อนสมาธิ เคยสังเกตไหมอย่างทุกวันนี ้ เอะอะๆ ก็นั่งสมาธิๆๆๆ
ที่นง่ั ๆ กนั ไมใ่ ช่สมั มาสมาธิหรอก มิจฉาสมาธิทงั้ นนั้

มีใครตอบได้ไหมวา่ คืนท่ีพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ท่านเจริญกรรมฐาน
อะไร อานาปานสติ (ลมหายใจเข้าออก) แล้วจาได้ไหมวา่ ตอนพระองค์เป็น
เด็ก วนั พืชมงคล ท่านก็เจริญกรรมฐานดูลมหายใจเหมือนกัน ตะวันบ่าย
คล้อยไปแล้วแต่เงาต้นไม้ยงั อยู่ จนพระเจ้าสทุ โธทนะเหน็ อศั จรรย์ จึงก้มลง
กราบพระองค์ นั่นเป็นเพราะว่า ครัง้ แรกพระพุทธเจ้าท่านเพ่งลมหายใจ
เข้าออกเอาจิตไปไว้ท่ีลม หรือเรียกว่า เพง่ ลม จิตเป็นสมาธิแบบฌานขนึ ้ มา

๓๖ | เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม

ไม่เกิดปัญญาแต่อยา่ งใด แตค่ ืนตรัสรู้ ท่านหายใจแบบใหม่ หายใจเข้า "รู้"
หายใจออก "รู้" รู้ นี่แหละคือ สติทา่ นเกิดปัญญาวา่ พอรู้ คือ รู้สกึ ตวั ขนึ ้ มา
มนั เป็นความรู้สกึ กลางๆ ชะรอยทางนีก้ ระมังจะเป็นทางบรรลธุ รรม ทา่ นก็
นง่ั ภาวนาหายใจเข้ารู้สกึ ตวั หายใจออกรู้สกึ ตวั จนจิตกับรู้คือ สติรวมเป็น
หนง่ึ เกิดสมั มาสมาธิขนึ ้ คือ จิตพรากออกจากอารมณ์ทงั้ ปวง ไม่วา่ กศุ ลหรือ
อกศุ ล คือ พรากออกจากขนั ธ์นน่ั เอง ท่านจึงเห็นอารมณ์ทงั้ ปวง เห็นขนั ธ์ ๕
ทงั้ ปวงแยกออกไปจากจิตของพระองค์

ทา่ นจึงบอกวา่ ผ้ใู ดเหน็ ทกุ ข์ (อารมณ์) ผ้นู นั้ เห็นธรรม ผ้ใู ดเหน็ จิตผู้
นัน้ เห็นธรรม ท่านเห็นทุกข์ทัง้ ปวงไหลออกมาจากการปรุงแต่งของจิต
เรียกว่า เห็นปฏิจจสมุปบาท น่ีคือ เส้นทางตรัสรู้ของพระองค์ ท่ีเราพูดได้
เพราะเราก็ผ่านเส้นทางนีม้ าแล้วเหมือนกัน รู้หรือสติน่ีจึงสาคญั พุทธะ
แปลวา่ ผ้รู ู้ ผ้ตู ่ืน ผ้เู บกิ บาน ผ้รู ู้ ผ้ตู ื่น ผ้เู บิกบาน ใชใ่ ดอ่ืน คอื สติ พทุ ธศาสนา
จงึ เป็นศาสนาแหง่ สติ ตอนนเี ้อาแคเ่ รียนรู้เร่ืองสติก่อน อยา่ เพิง่ ไปเอาเรื่องผ้รู ู้
ละผ้รู ู้อะไรเลย ละผ้รู ู้น่คี อื อรหตั ตผลแล้ว เอาดวงตาเหน็ ธรรม โสดาปัตตผิ ล
กนั ก่อน

พอตอนหลงั ไปเปิดรายการทีวีธรรมะรายการหนึ่ง เขาเอาเทป
หลวงป่ เู ทสก์มาเปิดให้ฟัง ท่านบอกว่า อยากรู้จักหน้าตาจิตไหมถ้าอยาก
รู้จกั ให้หายใจเข้าลกึ ๆ แล้วค้างไว้สิ ตรงนนั้ แหละคือ จิต ตรงความรู้สกึ ตวั
ทวั่ พร้ อมนั่นแหละคือ จิต ความรู้สกึ ตวั หรือสติน่ีก็ออกมาจากจิต ถ้าเห็น
ธรรมจะเห็นสตินี่คือ วิญญาณขนั ธ์นนั่ เอง อย่างตาเห็นรูป ก็เกิดความรู้สกึ
ทางตา หรือท่ีเรียกว่า จักษุวิญญาณ ความรู้สกึ ตรงนีแ้ หละที่พระพุทธเจ้า

เร่ิมต้นปฏบิ ตั ธิ รรม | ๓๗

เอามาใช้ในคืนตรัสรู้ เม่ือลมหายใจสมั ผสั ปลายจมกู ก็เกิดความรู้สกึ ขนึ ้ มา
พระองค์เอาขนั ธ์มาเรียนรู้ขนั ธ์เพ่ือจะออกจากขันธ์ เคยดมู ายากลพนั หน้า
ไหม หน้าหลายร้ อยท่ีสลับสบั เปลี่ยนกันไปก็คือ อารมณ์ (เจตสิก) ต่างๆ
นน่ั เอง แตห่ น้าท่ีติดกับหน้าเดิม แต่ไม่ใช่หน้าเดิม (เป็นชนั้ สดุ ท้ายก่อนถึง
หน้าเดิม) นน่ั แหละคือ วิญญาณขนั ธ์ พระอาจารย์รูปหนึ่งจึงบอกวา่ รู้ไหม
อะไรอยหู่ ลงั วิญญาณก็คอื จิตนน่ั เอง นนั่ แสดงวา่ พระอาจารย์รูปนีท้ า่ นก็พบ
จิตพบใจตนเองแล้ว จึงพูดแบบนีไ้ ด้ สติหรือความรู้สึกตัวนี่แหละ จะมี
สภาวะคล้ายกับจิตมากท่ีสดุ แต่ไม่ใช่จิตเป็นสภาวะท่ีปราศจากอารมณ์
เป็ นความรู้สึกกลางๆ ทางสายกลาง จิตท่ีหลุดพ้ นไปจากอารมณ์
พระพทุ ธเจ้าจึงเรียกวา่ เป็นสตบิ ริสทุ ธ์ิ

ในเบือ้ งต้น เม่ือรู้จักสติแล้ว ก็ไม่ต้องคิดอะไรให้ปวดหวั ไม่ต้องไป
ค้นคว้าปฏิจจสมปุ บาทหรืออิทปั ปัจจยตาอะไรทงั้ สนิ ้ เมื่อทา่ นได้ดวงตาเห็น
ธรรม (บรรลโุ สดาบนั ) แล้ว ส่งิ ท่ีว่าจะปรากฏชดั ให้เห็นเอง พระอานนท์เคย
ถกู พระพุทธเจ้าตาหนิหนหน่ึงตอนนนั้ ท่านบรรลโุ สดาบนั แล้ว ทา่ นบอกว่า
พระพทุ ธเจ้าข้า ปฏจิ จสมปุ บาทนี่เป็นของงา่ ยเสยี จริงๆ หนอๆ พระพทุ ธเจ้า
จงึ ตาหนิวา่ อานนท์ ปฏิจจสมปุ บาทไม่ใช่ของทีพ่ งึ กลา่ ววา่ งา่ ย หมายความ
ว่า มันง่ายสาหรับผู้รู้เห็นธรรม แต่ถ้าเป็นปุถุชน ไม่มีทางจะเห็นภาพเลย
หากสนทนากัน ก็จะเถียงกนั เปลา่ ๆ ถ้ามีการโต้เถียงธรรมะกัน ผมจะบอก
ลกู ศิษย์ว่า ผมไม่ขอเถียงนะ เขาก็ถามวา่ ทาไม ผมบอกวา่ จะให้คนตาดี
กับคนตาบอด มาเถียงกันว่าหน้าตาช้างเป็นอย่างไร มันจะมีประโยชน์
อย่างไรมีแต่จะสร้ างความโกรธแค้นให้อีกฝ่ ายหนึ่งมากกว่า ซ่ึงก็จะเป็น
กรรมกนั อีก ผมก็พยายามเน้นเร่ือง "กรรม" ให้ฟังนะ ครัง้ หนง่ึ หลวงป่ รู ูปหนงึ่

๓๘ | เร่ิมต้นปฏบิ ตั ธิ รรม

ในวดั ป่ าแห่งหน่ึง ผมมีโอกาสไปสนทนาธรรมกับท่าน ก่อนกลบั ทา่ นเอ่ย
เบาๆ ตามมาว่า โยมปฏิบตั ิได้ขนาดนี ้ อย่าให้คนรอบข้างเขาละเมิดใน
ตวั โยมนะ ผมก็หันกลบั ไปถามว่า ทาไมหรือหลวงป่ ู ท่านก็เอ่ยเบาๆ ว่า
เขาจะวิบตั ิ กลบั มาก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก แต่พอสงั เกตคนที่ละเมิดเพราะ
ความไม่รู้ เออ! จริงอย่างที่หลวงป่ ูว่าเหมือนกันแฮะ ซึ่งไม่ขอเลา่ แล้วกัน
เพราะเก่ียวข้องกบั คนจานวนหลายคน

สาหรับวันนี ้ เร่ิมต้น ก็ขอให้พากันทาความรู้จักสติกันก่อน สติ
น่ีแหละคือ ตัวตัง้ พระพุทธศาสนา เม่ือรู้จักแล้วจะยืน เดิน นั่ง นอนให้
พยายามรู้สกึ ตัวเข้าไว้ รู้สึกตวั นะ ไม่ใช่รู้ตวั ว่าทาโน่น นี่ น่ันอยู่ อย่างเรา
เอือ้ มมือหยิบแก้วนา้ ก็รู้ว่านี่คือ แก้วนา้ นี่คือ มือ นี่คือ เรากาลงั รู้ตัวว่า
หยิบแก้วนา้ อนั นไี ้ ม่ใช่สติ เป็นการระลกึ ได้ในลกั ษณะสญั ญา คือ ความจา
รู้สึกตวั มันไม่มีอาการของจิตใดๆ ไม่มีการปรุงแตง่ ของจิตใดๆ เพราะมัน
เป็ นแค่ความรู้สึกตัวเท่านัน้ เม่ือจิตเคยชินกับความรู้สึกตัวมากเข้า
สติจะมีกาลังๆ จะเหน็ สตทิ างาน คอื อารมณ์จะมาไมถ่ งึ จิต ขณะเดียวกัน
ก็มีเคลด็ ลบั อยา่ งท่ีวา่ นน่ั คือ ต้องมีปัญญาด้วยปัญญานีค่ ือ การเฝา้ สงั เกต
เหมือนเราสงั เกตเห็นใบไม้บนต้นไม้ สงั เกตเห็นความเป็นอนิจจังของมัน
จากเขียว ก็เหลือง แล้วร่วง แล้วผุ พัง ย่อยสลายไปเป็นดิน มีใครไปนั่ง
ท่องไหม เขียวๆๆๆ เหลืองๆๆๆๆ ร่วงๆๆๆๆ ผุๆๆๆๆๆ สลายๆๆๆๆๆๆ การ
พิจารณาธรรมท่ีแท้คือการสงั เกต เหมือนกับอารมณ์นน่ั แหละ กศุ ล อกศุ ล
ยินดี ยินร้ าย เกิดแล้ว ดูสิ มันเสื่อม มันดับไปอย่างไร ไม่ต้องไปน่ังบ่น
เกิดหนอๆๆๆ ตงั้ อยหู่ นอๆๆๆ เสอ่ื มหนอๆๆๆ ดบั หนอๆๆๆๆ เรียกวา่ ความคิด
ปิดความเห็น เหน็ อนิจจงั สกั ครัง้ ต่อไปก็ไม่ยากแล้ว แล้วการปฏิบตั ขิ องเรา

เร่ิมต้นปฏิบตั ธิ รรม | ๓๙

จะเร็วมากๆๆ แถมเอาไปใช้ในชีวิตประจาวนั ได้เลย พรุ่งนีล้ องดู อารมณ์ดี
อารมณ์ไมด่ ี รู้ทนั สกั สองสามอารมณ์น่ีก็เกง่ แล้ว ถ้ารู้ทนั จะเห็นมนั ดบั ไป ถ้า
มีอารมณ์แล้วคิด นน่ั คือ ไม่รู้ทนั เรียกวา่ เสวยอารมณ์แล้ว ลองดู วนั หน้าจะ
มาตอ่ ยอดเร่ืองกายคตาสติ ซงึ่ เป็นเร่ืองสาคญั ให้มนั ชว่ ยให้สติปัญญาเราโต
อยา่ งรวดเร็ว

มีเคลด็ ลบั อยู่อยา่ งหนงึ่ เคยมีคนถามผมในกลมุ่ ใหญ่กลมุ่ หน่ึงถาม
วา่ เร่ืองนรกสวรรค์นีม้ ีจริงหรือไม่ หรือว่าจิตเราปรุงแตง่ ไปเอง ผมก็ตอบวา่
เม่ือใดท่ีจิตปรุงแต่งกศุ ล เม่ือนนั้ ก็คือสวรรค์ เม่ือใดท่ีจิตปรุงแต่งอกุศล เมื่อ
นนั้ ก็คือนรก แต่เมื่อใดที่จิตหยดุ ปรุงแตง่ เมื่อนนั้ ก็นิพพาน ตรงนีอ้ ยา่ ไปให้
ความสาคญั มากวา่ กศุ ลหรืออกศุ ล

คาถาม : สมั มาสติ ตามในหนงั สอื กว่าจะถึงกระแสธรรม ก็เข้าใจกันนะคะ
แต่พอเปลี่ยนคาถาม เช่น เราจับที่นอน แล้วรู้สึกแข็ง นิ่ม ตรงไหนท่ีเป็น
สมั มาสติ ยงั ตอบไม่คอ่ ยได้ค่ะ

ท่านทรงกลด : คาถามน่ีสาคญั และดีมาก ตงั้ ใจวา่ จะตอบยาวๆ ในตอน
สายๆ แตเ่ ม่ือตงั้ ใจถามมาอยา่ งนี ้ก็จะตอบให้ตอนนกี ้ อ่ น คนทวั่ ไปทป่ี ฏบิ ตั ิ
ไม่ถึงไหนเพราะไม่รู้จักสติ ซ่ึงก็ไม่แปลก เพราะจะหาคนท่ีมาสอนเรื่องนี ้
ให้รู้เรื่องน่ียากมากในสมัยปัจจุบนั สมยั ก่อนก็มีหลวงป่ เู ทียน หลวงป่ ชู า
หลวงป่ ูดูลย์ แต่ตอนนีห้ ายากแม้กระท่ังครูบาอาจารย์เราส่วนใหญ่จะ
เร่ิมต้นทีพ่ ทุ โธ แต่พอรู้เห็นธรรม ก็จะกลบั มาท่ีสติทงั้ สนิ ้ ผมเองก็เช่นกันพอ

๔๐ | เริ่มต้นปฏิบตั ธิ รรม

พบสติอัตโนมัติ คือ ความรู้สกึ ตวั ที่เกิดขึน้ เองโดยไม่ต้องคอยกาหนด จึง
เข้าใจทห่ี ลวงป่คู รูบาอาจารย์ทงั้ หลายยา้ ว่า "สตนิ ี่แหละคือ แก่นธรรม" ไม่มี
ใครบอกเลยว่า พุทโธคือ แก่นธรรม ซึ่งความจริงความหมายของพุทโธ
นน่ั แหละคอื แก่นธรรม แตค่ าว่าพทุ โธไม่ใช่แก่นธรรม พทุ โธแปลวา่ ผ้รู ู้ ผ้ตู ื่น
ผ้เู บิกบาน อนั นแี ้ หละคือ สติ

สาหรับคาถามท่ีถามมานนั้ เม่ือเราจบั ทนี่ อนแล้วรู้สกึ แข็งก็ดี น่ิมก็ดี
อันนีไ้ ม่ใช่สติ แต่เป็นเวทนาขณะท่ีมือเราสมั ผัสกบั ท่ีนอนเกิดผสั สะจริงๆ
ผสั สะก็คือ สัมผัสตาเห็นรูป ก็เป็นสมั ผสั ระหว่างตากับรูป ภาษาธรรมะ
เรียกวา่ ผสั สะ ตรงนกี ้ ็ขอให้จดจาไปกอ่ น เขาจะเป็นคกู่ นั หไู ด้ยินเสยี ง จมกู
ได้กลิน่ ลนิ ้ สมั ผัสรสอาหาร กายสมั ผสั เย็น ร้ อน อ่อน แข็ง อย่างที่ถามมา
คอื กายสมั ผสั (โผฏฐัพพะ) อนั สดุ ท้ายคือ ธรรมารมณ์สมั ผสั ใจ เช่น นงั่ ๆ อยู่
ก็ปรากฏภาพต่างๆ ลอยเข้ามาในหวั (จริงๆ ลอยเข้ามาที่ใจ) สมั ผสั ท่ีใจก็
ยอ่ มจะเกิดเวทนา ทา่ นจงึ กลา่ วว่า เม่ือมีผสั สะ ยอ่ มจะเกิดเวทนา

สาหรับคาถามนี ้ถือวา่ เป็นคาถามใหม่ที่ดีมากๆ ตอบเสร็จ บนั ทึก
เสร็จจะนาไปเผยแผต่ อ่ เพอื่ ให้เป็นบุญกบั คนถามไปในตวั ด้วย ตอนนเี ้ช่ือว่า
ทกุ คนจะเข้าใจเรื่องผสั สะกนั แล้ว ขอให้จาๆ ไปก่อน สมยั ก่อนผ้คู นสอนยาก
ทาความเข้าใจยาก หลวงป่กู ็เลยสอน ภาวนาพทุ โธเอา พอพทุ โธได้ จิตสงบ

เร่ิมต้นปฏบิ ตั ธิ รรม | ๔๑

ท่านก็บอกวา่ ให้พิจารณากาย พิจารณาอารมณ์เอา การสอนของท่านก็มี
แคน่ แี ้ หละ

ตอนพิจารณากาย พิจารณาอารมณ์ อนั นีค้ ือ สติปัฏฐานแล้ว เร่ือง
ผสั สะก็เหมือนกนั ขอให้จดจาไปก่อน วา่ มนั เป็นธรรมชาติของมันอยา่ งนนั้
เม่ือไปจับที่นอนก็เกิดผัสสะ สมั ผสั ได้ถึงความอ่อน ความแข็ง รู้สกึ อ่อน
รู้สกึ แข็ง ตรงความรู้สกึ อ่อนหรือแข็งคือ เวทนา ถ้าอ่อนน่ิมสบายก็เป็นสขุ
เวทนา ถ้าแขง็ กระด้างไมส่ บายก็เป็นทกุ ขเวทนา ตรงนกี ้ ็แยกให้ได้ด้วย ถ้าไม่
รู้สกึ อะไร ซง่ึ จริงๆ ก็คือ เฉยๆ อนั นคี ้ ือ อทกุ ขมสขุ เวทนา ตรงนเี ้ป็นความรู้สกึ
ที่เป็นเวทนา อยา่ งในปริยตั ิเขาก็เขียนไว้ว่า พอกายสมั ผสั ก็เกิดความรู้สกึ
เย็น ร้ อน อ่อน แข็ง ผมจึงเขียนไว้ในบททดสอบหนังสือกว่าจะถึงกระแส
ธรรมวา่ เวลาอาบนา้ รู้สกึ ร้อนหรือเย็นตามนา้ นน่ั แหละคือ เวทนา

บททดสอบท้ายเลม่ หนงั สอื กวา่ จะถึงกระแสธรรมก็ควรทากนั บ้าง
อย่าปล่อยให้มันนอนอยู่เปล่าๆ น่ันคือ หนทางพระอริยะเจ้า จริงๆ ใน
หนงั สอื กว่าจะถึงกระแสธรรมก็เขียนไว้หมด ถ้าอ่านอยา่ งละเอียด กลบั ไป
กลบั มา อยา่ อ่านแบบนิยาย อ่านจบแล้วก็วางทิง้ หนงั สือกว่าจะถึงกระแส
ธรรมเล่มนี ้ บางคนบอกใช้เป็นคู่มือชีวิตได้ มีอยู่คนหน่ึง อ่านผ่านๆ ไป
เพราะไมเ่ ช่ือไม่ศรัทธา แตพ่ อได้พูดคยุ กัน เกิดศรัทธา ย้อนกลบั ไปอ่านแบบ
ตงั้ ใจ คราวนโี ้ ทรศพั ท์มาเลยวา่ คนละเร่ืองกบั อ่านตอนแรกๆ สว่ นใหญ่ก็จะ

๔๒ | เร่ิมต้นปฏิบตั ธิ รรม

หยาบๆ กัน คืออ่านแบบสว่ั ๆ ไป นึกว่าอ่านนิยายกระมัง แต่ละอย่างใน
หนังสอื กว่าจะถึงกระแสธรรมออกมาจากจิตจากใจของผมทงั้ สิน้ ธรรมะ
บางอยา่ งก็เอาชีวิตเป็นเดิมพนั แตไ่ ม่ได้เลา่ ไว้เท่านนั้ เอง อย่างพวกเราน่ีก็
งา่ ย เช้ามาก็มีธรรมะมาจ่อปากแล้ว อะไรท่ีงา่ ยๆ ก็ไม่คอ่ ยมีคา่ เท่าใดนกั มี
บางคนเตือนผมเหมือนกันว่า จะเป็นการเสียเวลาเปลา่ ท่ีมาสอนคนอื่น แต่
ผมก็คดิ วา่ ในกลมุ่ คนร้อยคนมีสกั หนึ่งคนที่เข้าใจ เดินตาม รู้ธรรมเห็นธรรม
ก็ถือวา่ สาเร็จแล้ว หรือไม่รู้ธรรม แตเ่ อาไปใช้ในชีวิตประจาวนั เวลามีพายุ
อารมณ์เข้ามา รับมือกบั อารมณ์ได้สกั อารมณ์หนง่ึ ด้วยสติด้วยปัญญาอยา่ ง
ทีส่ อนๆ ไป ผมก็ปิติแล้ว ซง่ึ ก็มีให้เห็นบอ่ ยๆ โดยเขาไลน์มาบอกกัน บางคน
ก็มีความก้าวหน้าทางจิตอยา่ งอศั จรรย์ ไลน์มาขอคาชีแ้ นะเพมิ่ เติมอยเู่ รื่อยๆ
บางคน ผมก็ลองกาหนดดู ก็เห็นว่าจะบรรลอุ นาคามีมรรคในชาตินีเ้อง ซง่ึ
เขาก็บอกวา่ ตรงกับที่หลวงพ่อกล้วย วดั ป่ าธรรมอุทยาน (ขอนแก่น) พดู ไว้
เหมือนกนั

สาหรับพวกเรา ผู้เริ่มใหม่ ก็ต้องทาความเข้าใจเรื่องสตินี่แหละ
อย่างอ่ืนยงั ไม่ต้องไปสนใจหรอก เร่ืองผู้รู้อะไรนี่ หรือเรื่องปฏิจจสมปุ บาท
เอาสติให้รอดกอ่ นเถิด ดูหลวงพอ่ พธุ นน่ั ไง เป็นถึงทา่ นเจ้าคณุ หลวงป่แู หวน
ก็เตือนวา่ ทา่ นเจ้าคุณการปฏิบตั ิอยา่ ไปเอาอะไรมาก สติตวั เดียวเทา่ นนั้
แหละ สติก็คือ ความรู้สึกตัว วันนีร้ ู้สึกตัวกันบ้างหรือยัง รู้สึกตัวแบบ
ชาวธรรมนะ ไม่ใช่รู้สกึ ตัวแบบโลกๆ รู้สึกตวั แบบหยุดคิดนะ ไม่ใช่คิดไป

เร่ิมต้นปฏิบตั ธิ รรม | ๔๓

เรื่อยๆ ไม่รู้จักหยุด แต่ถ้าคิดก็ขอให้คิดลงไตรลกั ษณ์ เช่น เห็นอะไรก็เป็น
อนิจจัง เกิดขึน้ ตัง้ อยู่ ดับไป อันนีแ้ ม้จะคิดก็คิดเป็นธรรม พระพุทธเจ้า
เรียกวา่ ธัมมวจิ ยะ วนั หลงั จะสอนให้ วนั นเี ้อาสตใิ ห้รู้เร่ืองก่อน

เช้าๆ อาบนา้ ทกุ วนั รู้จักสติกันบ้างไหม อาบนา้ ร้อน นา้ อุ่น นา้ เย็น
รู้สึกร้ อน เย็น อุ่นใช่ไหม มนั ก็เหมือนจับที่นอนนน่ั แหละ รู้สกึ นุ่มบ้าง แข็ง
บ้าง ความรู้สกึ ร้อน ความรู้สกึ เย็น ความรู้สกึ แข็ง ความรู้สกึ นุม่ อนั นีไ้ ม่ใช่
สติ แสดงว่ายังอ่านหนงั สือกว่าจะถึงกระแสธรรมไม่ถึงประสบการณ์การ
ปฏิบตั ิธรรมของผม หรืออ่านผา่ นๆ ไป ไม่ได้ฉุกคิดอะไร ถ้าอ่านจะไม่ถาม
อยู่ที่ข้อ ๕๙ ในส่วนประสบการณ์ฯ แล้วสติอยู่ตรงไหน ความรู้สึกร้ อน
ความรู้สกึ เย็น ความรู้สกึ แข็ง ความรู้สกึ น่มุ อนั นไี ้ ม่ใช่สติ อยา่ งวนั นีอ้ ากาศ
ร้อนเหลอื เกิน น่ีก็เป็นผสั สะอีกแล้ว

กายสมั ผสั กบั อากาศท่ีร้อน ความรู้สกึ ร้อน ความรู้สกึ แข็ง ไม่ใช่สติ
สติอยู่แค่ความรู้สึก สติคือ ความรู้สกึ ตัว ถ้ามีสติจริงๆ มันจะร้ อนเหมือน
ไม่ร้ อน มันจะเย็นเหมือนไม่เย็น มันจะรู้สึกกลางๆ นี่ไงทางสายกลางที่
พระพุทธเจ้าบอก ก็คือ สติน่ีแหละ หลวงป่ ูเทสก์จึงสอนไงว่า ผู้ใดเข้าถึง
ความเป็นกลางได้ ผ้นู นั้ พ้นจากทุกข์ทงั้ ปวง ความเป็นกลางก็คือ ความรู้สกึ
กลางๆ รู้สกึ ตวั ทว่ั พร้อม รู้อยกู่ บั ที่

๔๔ | เริ่มต้นปฏิบตั ธิ รรม

เม่ือจบั ทนี่ อนแข็ง รู้สกึ วา่ แข็ง ให้รู้คอื ให้จิตอยกู่ ับรู้ ไม่ไปอยู่กบั แข็ง
ไม่ไปอยกู่ บั ร้อน อยกู่ ับเย็น อยกู่ บั นุ่ม ไอ้ท่ีร้อนเย็นก็คอื อากาศ คือ นา้ ไอ้ท่ี
แข็งนุ่มก็คือ ที่นอน ถ้ารู้สกึ ตามเท่ากับว่าเราปลอ่ ยให้จิตไหลตามส่ิงที่ถูก
รู้แล้ว เข้าใจไหม เม่ือรู้สกึ อยา่ งนนั้ ให้กลบั มาอยู่กับความรู้สกึ ตวั หาความ
รู้สกึ ตวั ให้พบ แล้วอยู่กับมนั การปฏิบตั ิมีแค่นี ้ หายใจเข้าลกึ ๆ ก็จะพบ ทา
ความรู้จกั มนั เสยี วางตารา เทป ซดี ที งั้ ปวง ถ้าพบสติ พบความรู้สึกตวั ก็
คอื พบแก่นของธรรมแล้ว ตาราธรรมะบางเลม่ ก็กลวงโบ๋ ไม่มีสาระธรรม
อะไรเลย มีแตค่ วามจา ความคดิ ความมโนของคนเขียน

คราวนพี ้ อเราแยกออกแล้ววา่ ความรู้สกึ เย็น ร้อน อ่อน แขง็ ไมใ่ ชส่ ติ
แต่เป็นเวทนา มันก็ไม่ยากท่ีจะไปรู้เท่าทนั อารมณ์ต่างๆ เพราะมนั ก็ใช้สติ
ตวั เดียวกัน พอจิตฟุ้งซ่านก็ให้รู้สึกตวั พอมีอารมณ์ไม่ดีเกิดก็ให้รู้สึกตัว
อารมณ์ดเี กิด ก็ให้รู้สกึ ตวั นี่คือ สติกุมใจท่ีหลวงป่มู ั่นสอน ผมถึงบอกเสมอ
ว่า สติน่ีแหละคือ เคร่ืองชีว้ ดั การเดินมรรค ถ้าเดินมรรคถูก สติมันจะโต
อยา่ งอากาศร้อน ถ้าร้อนตาม หงดุ หงิดตาม แสดงวา่ ขาดสติแล้ว ถ้ามีสติ
จริงๆ มนั จะร้อนเหมือนไมร่ ้อน ลองฝึกปฏิบตั ิกนั ดู แรกๆ จะยากหน่อย ให้มี
ความเพียร ให้สมกับท่ีผมสละเวลามาพร่าสอนพวกเราอยู่ โดยที่ไม่เคยรู้จกั
หน้าตากนั มาก่อน พระพทุ ธเจ้าบอกให้มาสอนพวกเรา ผมก็มาเทา่ นนั้ เอง
แสดงว่าท่านคงเล็งเห็นอะไรในพวกเราอยู่ ท่านคงไม่ให้ผมมาทาสิ่งที่ไร้
ประโยชน์

เร่ิมต้นปฏบิ ตั ธิ รรม | ๔๕

สติเป็นเคร่ืองชีว้ ดั การปลอ่ ยวางถ้าปลอ่ ยวางอารมณ์ได้จริง จะมีสติ
หรือความรู้สึกตัวขึน้ มา คือ จิตออกจากอารมณ์มาอยู่กับสติ ถ้าบอกว่า
ปลอ่ ยวาง แตไ่ ม่รู้สึกตวั ก็ยงั ขาดสติอยู่นนั่ เอง เม่ือรู้สกึ ตวั แล้ว ก็ให้อย่กู ับ
รู้สกึ ตวั นนั่ เรียกวา่ อยกู่ บั "รู้"
คาถาม : ปล่อยวางอารมณ์มาอยกู่ ับสติ เช่น เมื่อรู้สกึ ตัววา่ โกรธแล้ววาง
โกรธให้ใจเป็นปกติใช่ไหมคะ หรือว่ามีสติรู้ว่ากาลงั โกรธ แล้วเห็นโกรธคลาย
จางไปคะ
ท่านทรงกลด : สาธุ อนั แรกสตมิ ีกาลงั มาก คือ วางโกรธได้ทนั ที อนั หลงั สติ
ก็มีกาลงั แล้ว ยงั มีปัญญาคือ เห็นความเสอื่ มดบั ของอารมณ์ด้วย สาธุๆ ถ้า
เป็นคนท่ัวไป พอโกรธก็ยึดเลย หรือไม่ก็พยายามคิดบวกต่างๆ นานาจน
ความโกรธคอ่ ยๆ หายไป ซง่ึ ไม่ใช่สติ เป็นการหนีอารมณ์ไปอยกู่ บั ความคิด

๔๖ | เริ่มต้นปฏิบตั ธิ รรม

๖. สตโิ ตเตม็ รอบ

คาถาม : ขอโอกาสทา่ นขยายความคาวา่ สติโตเต็มรอบ ให้หนอ่ ยคะ่

ท่านทรงกลด : คาวา่ สติโตเต็มรอบ ก็เหมือนเราปลกู ต้นมะมว่ งนน่ั แหละ
หมนั่ รดนา้ พรวนดนิ ให้ป๋ ยุ ทาไปเรื่อยๆ ทกุ วนั ๆๆ ไมต่ ้องสนใจวา่ วนั นจี ้ ะโตก่ี
เซนติเมตร กี่เมตร วันหน่ึงพอมันออกลูกให้เรากิน ก็เรียกว่า มะม่วงโต
เต็มรอบของมัน แต่ก็ต้องปลูกมะม่วงนะจึงจะได้กินมะม่วง ถ้าไปปลูก
มะขวิด หวังจะกินมะม่วง ชาตินีก้ ็คงไม่ได้กิน ต้องเป็นมะม่วงแท้ จึงจะได้
มะม่วง การปลกู ก็ต้องตามหลักวิชา ลงดินเท่าไร ให้ป๋ ุย รดนา้ พรวนดิน
อาทติ ย์ละก่ีครัง้

การเจริญสติให้เต็มรอบก็เช่นกัน บางคนภาวนาอยู่ยี่สิบปี ได้แต่
ความสงบเลก็ ๆ น้อยๆ ปัญญาที่จะรู้เห็นรูปนามตามจริงไม่เกิดเลยเพราะไป
เข้าใจวา่ มะขวิดเป็นมะมว่ ง เอ! ทาไมมะม่วงต้นนีไ้ ม่ออกผลให้กินเสยี ทีนะ
แล้วก็ไปโทษพระพทุ ธเจ้า บอกการดมู ะมว่ ง การปลกู มะมว่ งมาผิดทงั้ ๆ ทีต่ น
เลือกต้นไม้ผิดไปปลกู ต้นไม้มีพิษแทนก็มี เรียกว่า เสพธรรมอันเป็นพิษอยู่
อยา่ งท่ีแสดงไป อนั ดบั แรกเลยก็ต้องเข้าใจสตใิ ห้ถกู ต้องก่อน เหมือนดตู ้นไม้
ให้ถกู ก่อนวา่ นมี่ ะม่วง นี่มะขวิด อยา่ งสติของแมว ของโจร ของซามไู รตา่ งๆ
น่ี มนั ไม่ใช่สติในทางธรรม ไอ้ความระลกึ ได้วา่ เป็นโน่น น่ี นนั่ ไม่ใช่สติเป็น
สญั ญา เป็ นความคิด คนละเรื่องกัน ต้องแยกตรงนีใ้ ห้ถูกก่อน คนด่า

เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม | ๔๗

จะดา่ ตอบ ระลกึ ขนึ ้ มาได้ว่า เขาเคยให้เรายืมเงนิ แล้วบอกวา่ มีสติอนั นไี ้ ม่ใช่
สติ เป็นสญั ญาความจาความคิดเทา่ นนั้ เป็นอารมณ์อยา่ งหนงึ่ เทา่ นนั้ คาวา่
อารมณ์ก็เหมือนกนั ท่ีครูบาอาจารย์บอกว่าอารมณ์ๆ มันไม่ใชอ่ ารมณ์แบบ
โลกๆ อารมณ์โกรธโมโหอะไรนี่ มันก็เป็นอารมณ์อย่างหนึ่ง แต่ความสุข
ความจา ความคดิ ตา่ งๆ ล้วนเป็นอารมณ์ทงั้ สนิ ้ รวมความวา่ อะไรก็ได้ท่ีเป็น
ที่อยขู่ องใจเรียกวา่ อารมณ์ ความระลกึ ได้หมายรู้ท่ีเข้าใจวา่ คือ สติ ตรงนคี ้ ือ
ความเห็นผิดอย่างมหนั ต์การปฏิบตั ิของคนสมัยนีจ้ ึงไม่ไปถึงไหน บางทีไป
เอาคาบริกรรมมาเป็นสติบ้าง ต้องบอกตรงๆ วา่ ไมใ่ ช่

มีสมาชิกกลมุ่ หนงึ่ เข้ามาคุยในไลน์สว่ นตวั บอกวา่ ช่วงหลงั อาจารย์
อธิบายเข้มข้นขนึ ้ เรื่อยๆ อยากจะบอกว่า พระพทุ ธเจ้าเวลาทา่ นสอนสาวก
ทา่ นก็เข้มข้นตรงๆ ทา่ นบอกว่า อยา่ หวงั ว่าเราจะประคบประหงมเธอเราจะ
ทบุ ตีเธอเหมือนช่างปัน้ หม้อทีท่ บุ ตีดิน กิเลสคนมันมีอานาจมากนะหากมวั
แต่มาสอนธรรมะด้วยวาจาพินอบพิเทา เกรงคนนีจ้ ะไม่พอใจ คนนนั้ จะ
ตาหนิไมใ่ ช่วิสยั ของผม เรื่องธรรมะเป็นเรื่องตรงไปตรงมา เวลาแสดงธรรม
แม้ประธานศาลฎีกาอยู่ในกลมุ่ ก็จะแสดงตรงๆ ไม่มีอะไรต้องมาเกรงใจกัน
ถกู ก็วา่ ถกู ไม่ถกู ก็คือ ไมถ่ กู อะไรท่ีไม่ใช่ธรรม ก็ไม่ใช่ จะบอกให้เป็นธรรมก็
คงไม่ได้ วนั หน้าไปพบพระพทุ ธเจ้า พระองค์จะตาหนิได้วา่ ทรงกลด ทาไม
เธอไม่สอนธรรมท่ถี ูกต้อง ไปสอนมิจฉามรรคทาไม อย่างเร่ืองสตินก่ี ็เช่นกัน
เราเข้าใจผดิ กนั มามากมาย เม่ือเข้าใจสตผิ ดิ ก็จะโยงไปถงึ สมาธิด้วย เพราะ

๔๘ | เริ่มต้นปฏิบตั ธิ รรม

สติจะมาก่อนสมาธิในมรรคมีองค์แปด เห็นไหม สัมมาสติ มาก่อน
สมั มาสมาธิ ทุกวนั นี ้ เราเอะอะๆ ก็จะน่งั สมาธิกันแล้ว สติยงั ไม่รู้จักเลย
เลยได้แตม่ ิจฉาสมาธิ มิจฉามรรค

สติท่ีแท้จริงก็คือ ความรู้สกึ ตัวทว่ั พร้ อมหรือหลวงป่ ูดูลย์บอกว่า
รู้อย่กู บั ท่ี หลวงป่ ูทา จารุธัมโม กบ็ อก รู้ซ่ือๆ หลวงป่ เู ทียนสอนแต่สติ
คือ ความรู้สึกตัว เม่ือรู้สกึ ตวั ขนึ ้ มาได้อยา่ งแท้จริง จะเห็นอารมณ์ความ
นกึ คิดทงั้ ปวงแยกออกไป เอาตรงนีก้ ่อน แยกอารมณ์กับสติให้ได้ก่อน ให้
พยายามเหน็ อารมณ์ไม่เที่ยงอยเู่ สมอ ให้พยายามรู้สกึ ตวั อยเู่ สมอ ถ้าเราทา
อย่างนีไ้ ด้ เทา่ กับเราได้ภาวนาตลอดเวลา อย่างมีน้องสมาชิกทา่ นหน่งึ ไลน์
มาคยุ บอกชอบดมู วย ดูมวยให้เป็นธรรมก็ได้เห็นไหม ขณะดู ความต่ืนเต้น
ซ่ึงก็คือ อารมณ์อย่างหนึ่งมันเกิด เกิดแล้วก็ดบั เห็นความดบั ไปของความ
ต่ืนเต้นไหม เวลาฝ่ายที่เราเชียร์ชนะ เราก็ยินดี เวลาฝ่ายท่ีเราเชียร์แพ้ เราก็
ยินร้ าย เห็นบ้างไหมว่าความยินดี ความยินร้ ายมันเส่ือมดับไปอย่างไร
หลวงป่ชู าก็สอนอยแู่ คน่ ี ้ทา่ นบอก การจะรู้เหน็ ธรรมเร็วอยตู่ รงสองอารมณ์นี ้
คอื ความยนิ ดี ยนิ ร้ายนีแ่ หละ ทา่ นก็บอกวา่ ตรงนแี ้ หละคอื ปัญญา

ถ้าเราจบั หลกั อนั นไี ้ ด้ จะดหู นงั ฟังเพลง ดมู วย สนทนาอะไรกบั ใคร
ก็ปฏิบัติภาวนาได้ตลอดเพราะจะเห็นอารมณ์มันเกิดดบั ตลอดเวลา เห็น
ครัง้ หน่ึงต่อไปก็จะเห็นบ่อยๆ ขึน้ ไม่ต้องไปวดั เข้าคอร์สถือศีล ๘ ศีล ๑๐
อะไรหรอก ไปเข้าคอร์ส ก็ไปนอนห้องแอร์เยน็ ๆ อาหารอร่อย เพ่ือนธรรม ก็

เริ่มต้นปฏิบตั ธิ รรม | ๔๙

พดู จาแต่ภาษาดอกไม้ เพราะต้องคอยระวงั ไม่พูดอะไรกระทบกระทง่ั ต้อง
คอยสารวม แหม! มนั มีแต่ความสขุ ความยินดีทงั้ นนั้ พอกลบั มาทที่ างาน ที่
บ้านอารมณ์ท่ีเก็บกดไว้ระเบิดสิ คนก็ด่า ไหนไปวดั มา ไปอบรมธรรมะมา
ทาไมอารมณ์มันแรงขึน้ กว่าเดิม มันหนีของจริงเพราะขาดสติท่ีรู้เท่าทัน
อารมณ์ ในหนงั สอื กวา่ จะถึงกระแสธรรมก็เขยี นไว้ รู้เทา่ ทนั อารมณ์ หนทาง
การรู้เห็นธรรมเร็ว ขณะเดียวกันให้พยายามรู้สึกตวั คือ มีสติประกอบกับ
หายใจเข้าให้รู้สกึ ตวั บ้าง หายใจออกให้รู้สกึ ตวั บ้าง พิจารณากายบ้าง น่ีเรา
กาลงั ปลกู สติกนั อยู่ อารมณ์ยนิ ดียินร้าย พอเห็นมนั เสื่อมดบั บอ่ ยๆ จิตมนั ก็
ไม่เอาแล้วจิตท่ีไม่เอาอารมณ์มนั จะรู้สกึ ตวั ขนึ ้ มาเอง ตอนแรกไม่รู้สกึ หรอก
แต่เม่ือเจริญได้ต่อเนื่องมนั จะค่อยๆ ผละออกมา ยิ่งเรายืน เดิน นง่ั นอน
รู้สกึ ตวั ตลอดมนั จะเสริมซงึ่ กนั และกนั เหมือนรดนา้ ต้นมะมว่ งบ้าง ให้ป๋ ยุ บ้าง
พรวนดนิ บ้าง วนั หนง่ึ มนั จะโตเตม็ รอบขนึ ้ มา คาวา่ โตเตม็ รอบหมายถึงอะไร
หมายถงึ มนั จะแยกจิตออกมาจากขนั ธ์ ๕ อารมณ์ให้เหน็ สตติ อนนขี ้ องพวก
เราก็เหมือนเด็กน้อย เหมือนต้นมะม่วงเล็กๆ มะม่วงต้นเลก็ ๆ มนั ไม่มีกาลงั
จะให้ผล เดก็ ตวั เลก็ ๆ มนั ก็ไม่มีกาลงั จะเดินได้ด้วยตนเอง พอมันโตเตม็ รอบ
หมายความวา่ มันมีกาลงั ของมนั ภาษาธรรมะเรียกว่า อินทรีย์แก่กล้าหรือ
พละ อนั เดียวกนั พละแปลวา่ กาลงั สติยงั ไมม่ ีกาลงั เพราะอบรมยงั ไม่เต็มท่ี

พละ ๕ อินทรีย์ ๕ มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ศรัทธามีไหม
วิริยะเพียรต่อเนื่องไหมหรือวา่ ไปทาเอามีสติเอาก่อนจะนอนไม่กี่นาที สติ

๕๐ | เร่ิมต้นปฏิบตั ธิ รรม

เจริญบ้างไหม เมื่อมีสตติ ่อเน่ือง จิตจะตงั้ มั่น เรียกวา่ สมาธิ มีไหม ปัญญา
เห็นการเกิดดบั ของอารมณ์บ้างไหม นี่เราจะรู้ธรรมเห็นธรรม แต่พละ ๕
อินทรีย์ ๕ เรายงั ไม่ไปถึงไหนกนั เลย จะเห็นธรรมได้อยา่ งไร บางทีเริ่มต้นที่
ศรัทธา ยงั ไม่มีกนั เลยจะเอาอะไรไปรู้ธรรม มนั ก็อยอู่ ยา่ งนไี ้ ปเร่ือยๆ อ่านเข่ีย
ไปเรื่อยๆ ทานิดทาหน่อย พอไม่เห็นผล ก็เปลย่ี นสานกั เปลีย่ นวิธี วนเวียน
อยอู่ ยา่ งนจี ้ ะไปสานกั ไหนก็ได้ ถ้าสอนสตปิ ัฏฐาน ๔ ถือวา่ ใช้ได้หมด

ในพละ๕ อินทรีย์ ๕ สติคือ แม่ทัพใหญ่ เมื่อสติอบรมดี ศรัทธา
วิริยะ สมาธิ ปัญญาก็จะตามมา หลวงป่ เู ทสก์จึงสอนว่า อยา่ งอื่นมากไป
ไม่ดี แตส่ ติยิ่งมากยงิ่ ดี หลวงป่ชู าก็บอก สมาธิอาตมาไมม่ ากหรอก แต่สตินี่
อาตมามาก ถ้าสติดี ศรัทธาก็ดี วิริยะก็ดี เพราะอะไร เพราะยิ่งมีสติ ก็จะยิ่ง
เห็นจริงตามท่ีพระพทุ ธเจ้าสอน ก็ยิ่งศรัทธาในคาสอน พอสติมาก จิตก็สงบ
ด้วยอานาจสติ พอสงบมนั ก็สขุ จิตทอี่ ารมณ์ไมข่ ้องแวะเพราะถกู อานาจของ
สติการาบ ย่อมเป็นสุข พอสุขมันก็ยิ่งเพ่ิมความเพียรไปเองเหมือนคน
เดินทางมาร้อนๆ พอถงึ ชายคาบ้านก็เร่ิมสมั ผสั ไอเย็นท่โี ชยมาจากในบ้าน ก็
ย่ิงขมีขมันเดินทาง บางคืนนี่ไม่อยากจะนอนเลยก็มี เขาเรียกว่าเร่งความ
เพียร สมาธิก็ดีขนึ ้ เองโดยไม่ต้องไปนง่ั หลบั ตาสติตงั้ สมาธิตงั้ ขนึ ้ ปัญญาก็
เห็นแจ้งแทงตลอดในอารมณ์ทัง้ ปวง รู้เท่าทันอารมณ์ทัง้ ปวง มันจะมา
ท่าไหน มุมไหน ปัญญาก็ตามสอดสอ่ งรู้เท่าทนั น่ีพูดถึงคนที่ยงั ไม่จบกิจ
ถ้าจบกิจแล้ว คงไม่ต้องทา หน้าที่เราตอนนี ้อย่าเพิ่งไปอะไรมากทาสติให้

เร่ิมต้นปฏิบตั ธิ รรม | ๕๑

โตก่อน วันไหนสติเต็มรอบ จะหายสงสยั ไปเอง แต่จะบอกให้ก็ได้วา่ สติโต
เต็มรอบเมื่อใด ใจก็จะขาดออกจากขนั ธ์เม่ือนนั้ พบใจพบธรรมใจหรือจิต
ขาดออกจากขนั ธ์นนั่ แหละ คอื วนั พลิกโลก วนั ท่ีความเหน็ ผดิ แปรเปล่ียนไป
เป็นความเห็นชอบ ถึงตรงนัน้ การเดินมรรคจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
เรียกวา่ เป็นโลกตุ รมรรคแล้ว

เอาเป็ นว่าวนั ท่สี ติโตเต็มรอบ คอื วนั ท่ไี ด้พบใจพบธรรม วนั ท่ี
สติมีกาลงั เพียงพอท่ีจะหักหาญกาลงั อุปาทานคือ ความยึดมั่นได้ผลก็คือ
ใจที่หลุดออกมาเหมือนผลมะม่วงโผล่ออกมาให้เห็น เพราะมันโตเต็มท่ี
นนั่ เอง ปลกู มะม่วง ย่อมได้มะม่วง ปลกู มะขวิด ยอ่ มได้มะขวิด จะหวงั ให้
เป็นมะม่วง หาได้ไม่

คาถาม : สว่ นตวั คอื พยายามหายใจลกึ ๆ เพ่ือให้เกิดสติ บางครัง้ มีสขุ ทกุ ข์
โกรธก็หายใจลกึ ๆ ความรู้สกึ ก็หายไป นกึ สงสยั วา่ เป็นการหนีอารมณ์หรือ
ไมค่ ะ

ท่านทรงกลด : เป็นการหนีอารมณ์ไปอยกู่ บั สติ ซึ่งถกู ต้องจริงๆ ไม่เรียกวา่
หนี ทาไมเป็นอย่างนนั้ แนะ่ ธรรมะมนั ไหลออกมาจากใจอีกแล้ว อย่างเรา
โกรธใคร ว่ิงหนีขนึ ้ ห้องพระ ไปนง่ั ภาวนาสวดมนต์บ้าง แผ่เมตตาบ้าง จนจิต
สงบ หายเงียบ ความโกรธก็หายไป อยา่ งนี ้จงึ จะเรียกว่าหนี หรืออยา่ งใคร
ทาให้เราโกรธ ก็พยายามนึกหาข้อดีในตวั เขา คิดบวก อนั นีก้ ็หนี แต่ถ้ามี

๕๒ | เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม

ความรู้สึกตวั หรือสติจริงๆ มนั จะหนีแบบไม่หนีคือ ขณะท่ีจิตมาอย่กู ับสติ
ความโกรธก็ยงั อยู่ แตอ่ ยู่ไม่นานเพราะมนั เกิดจากจิตท่ีปรุงแตง่ ต้องเสือ่ ม
ดบั ไปเป็นธรรมดา เมื่อจิตมาอยกู่ บั สตไิ ด้อยา่ งแท้จริง จะเหน็ ความโกรธแยก
ออกไปและจะเห็นมนั เสอ่ื มดบั ลงตรงหน้าตรงนนั้ เอง ลองไปอ่านหนงั สอื กวา่
จะถึงกระแสธรรมตรงประสบการณ์เรื่องนา้ หยดุ ไหล อารมณ์ดบั ตามนา้ ตรง
นีย้ งั อยใู่ นขนั้ ฝึกอยู่ แตเ่ มื่อทาเรื่อยๆ สติจะมีกาลงั จนวนั หนึง่ จะเป็นกาลงั
ใหญ่ ทาให้รู้วา่ อะไรเป็นอะไรได้ หลงั จากนนั้ มนั ก็ทาของมนั เองไม่ต้องคอย
กาหนดอีกตอ่ ไป

คาถาม : ในสว่ นของพละ ๕ ขอความกรุณาขยายความในเรื่องของศรัทธา
ด้วยคะ่

ท่านทรงกลด : ศรัทธาต้องประกอบด้วยปัญญาจึงจะเป็นศรัทธาในพละ ๕
ไม่ใช่ศรัทธาแบบอธิโมกข์ ไม่ใช่ศรัทธาแบบหวั ตอ

คาถาม : ศรัทธาแบบมีปัญญาคือ อะไรคะ เช่น ศรัทธาในครูบาอาจารย์
ท่ีเราเคารพใช่หรือไม่ ในหลักกาลามสูตรบอกว่า อย่าเชื่อเพราะเป็ น
ครูบาอาจารย์ ถ้าเช่นนนั้ ศรัทธาทถี่ กู ต้องเป็นเช่นไร

ท่านทรงกลด : มีศรัทธาแล้ว ก็ต้องใช้ปัญญาประกอบด้วย ไม่ใช่เช่ือแล้ว
เช่ือเลย ใครมาพูดอย่างไรก็ไม่ฟัง ใช้ ความคิดไตร่ตรองในเร่ืองที่เชื่อ
ที่ถามมาก็ตอบอยู่ในตวั แล้ว ศรัทธาโดยอาศยั หลกั กาลามสตู รน่ันแหละ

เริ่มต้นปฏิบตั ธิ รรม | ๕๓

พระพุทธเจ้ า พอสอนธรรมะเสร็จ ถามพระสารีบุตรว่า เธอเชื่อไหม
พระสารีบุตร บอกยงั ไม่เชื่อ พระพุทธเจ้าข้า พระพทุ ธเจ้ากลา่ ววา่ ถกู แล้วๆ
สารีบุตร แรกๆ จะไม่เช่ือหรอก แต่พอทาไปๆ เห็นผลมากขึน้ ๆ วิริยะก็
มากขนึ ้ ๆ มนั จะไปด้วยกันนะ ศรัทธากับวิริยะนี่ เชื่อเลยก็ไม่ฉลาด ไม่เชื่อ
เลยก็ไม่ฉลาด นี่แหละคือ ศรัทธาท่ีถูกต้อง อยา่ งเราฟังธรรม คิดใคร่ครวญ
ด้วยเหตุผล เออ! มันมีเหตุผลอยู่ในตวั เหมือนหงายของที่คว่าขึน้ มาให้ดู
อย่างนีศ้ รัทธาก็เกิดแล้ว แต่ถ้าย่ิงฟังยิ่งงง สบั สน ปฏิบตั ิแล้วก็ตือ้ มึนงง
ตนั ไปหมด สงสยั มากขนึ ้ ๆๆๆๆ อนั นีก้ ็ไม่ใช่ สตินี่แหละคือ ตวั วดั วา่ ถูกหรือ
ผิดทาแล้วรู้สึกตวั ขนึ ้ ไหม มีสติมากขนึ ้ ไหม ถามตนเองเอาตนเองนนั่ แหละ
เป็นพยาน ถ้ามีสติมากขึน้ ๆๆ ก็ถือว่า ถูกทาง คราวนีศ้ รัทธาก็มากขึน้ เอง
โดยไมต่ ้องมีใครมาบงั คบั เลย

คาถาม : จากที่สงั เกต เวลามีสติเราจะรู้สึกวา่ มีความคิด มีความทุกข์ มี
ความสขุ มีความโกรธเกิดขนึ ้ แต่เราไม่ทกุ ข์ ไม่สขุ ไม่โกรธ แตใ่ จมนั สงบ ซง่ึ
จะเห็นชดั กับเวลาโกรธโดยไม่มีสติ เพราะใจจะเร่าร้อน ทุรนทุราย ปากก็
พร้ อมจะต่อว่า กายก็พร้ อมจะเข้าไปทาร้ าย ส่วนความสุขน่ีแต่ก่อนเห็น
ไม่ชดั เพราะเวลาครูบาอาจารย์สอนจะใช้คาวา่ สงบสขุ เวลามีความสขุ ลกึ ๆ
เข้าใจว่ามีสติ แต่ช่วงหลงั จึงเร่ิมสงั เกตว่ามันไม่ใช่ จริงๆ มันคือ สังขาร
อย่างหนง่ึ พอเรามีสติมนั จะสงบ แตไ่ ม่ใช่ความสขุ อยา่ งท่ีตวั เองเคยเข้าใจ

๕๔ | เริ่มต้นปฏิบตั ธิ รรม

(อนั นเี ้ป็นเร่ืองของภาษานะคะ) ไม่ทราบวา่ เข้าใจถกู ต้องหรือไม่คะ ขอความ
กรุณาทา่ นอาจารย์ชว่ ยอธิบายด้วยคะ่

ปัญหาตอนนีค้ ือพยายามจะมีสติแล้วเอาความคิดมาสารวจ
ตรวจตราวา่ มีสตไิ หมโดยไม่รู้ตวั (จริงๆ ก็เริ่มรู้แล้วคะ่ ) มีทางแก้ไขไหมคะ
ท่านทรงกลด : เข้าใจถกู ต้องแล้ว ถ้ามีสติจริง ความคิดจะน้อยลงไป ถ้า
รู้สกึ ตวั ไม่ต้องใช้ความคิดตรวจตราอะไรอีก แตก่ ารไตร่ตรองวา่ ขณะนีม้ ีสติ
หรือยัง อันนีค้ ือการพยายามมีสติ เป็นวิริยะ ความคิดท่ีสารวจตรวจตราที่
ถามมา มันเริ่มจะทาของมันเองบ้างแล้ว บางทีมันก็ไตร่ตรองว่า ขณะนี ้
รู้สกึ ตวั เหมือนตอนหายใจเข้าออกไหม แล้วจิตมันจะจบั ความรู้สกึ ตวั ตรงนี ้
สาคญั บางอาจารย์ก็สอนวา่ ให้จดจาจริงๆ มนั ไมไ่ ด้จดจาอะไร มนั จบั ความ
รู้สกึ ตวั บางคนก็บอกว่า อ้าว! จับก็เป็นอุปาทานสิ มนั ไม่ได้จับแบบยดึ มนั
จบั แบบวาง แบบหลวงป่ ูชาสอน รู้แล้ววาง วางทงั้ ตวั รู้และสง่ิ ท่ถี กู รู้นน่ั แหละ
จิตมนั จงึ จะเป็นสติ “ท่แี ท้จริง” ขนึ ้ มา

เร่ิมต้นปฏบิ ตั ธิ รรม | ๕๕

๗. อาทติ ตปริยายสูตร

ท่านทรงกลด : เมื่อภาวนาเกิดสมาธินิมิตเห็นพระพทุ ธเจ้างามสงา่ มาบอก
วา่ ตอนเรามาถงึ เมืองพระเจ้าพิมพสิ าร ก็มาโดดเด่ียว ไม่รู้จกั ใคร ตอ่ เมื่อได้
พบอุรุเวลกสั สป นทีกัสสปและคยากสั สป จึงได้เกาะกุมตามกนั มา (บรรลุ
ธรรม) เอ! ชะรอย จะให้เราแสดงเร่ืองของอุรุเวลกัสสปละกระมงั หลงั จาก
พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม ไปโปรดปัญจวัคคีย์ โปรดพระยสะและเพ่ือนๆ
พระองค์ก็เสด็จเพียงพระองค์เดียวมาเมืองมคธ อันเป็ นเมืองของ
พระเจ้าพิมพิสารเสด็จลว่ งเข้าตาบลอรุ ุเวลา ที่มีฤษีสามพี่น้อง นาโดยทา่ น
อุรุเวลกัสสป พานักอยู่ริมแม่นา้ เนรัญชรา นงั่ บูชาไฟอยู่ พระองค์ขอเข้า
พานักในโรงบูชาเพลิง แต่อุรุเวลกัสสปเตือนว่า มีพญานาคอยู่ คืนนัน้
พระองค์ใช้ฤทธ์ิการาบพญานาคอยหู่ มดั แล้วจบั ขดไว้ในบาตร รุ่งเช้า แสดง
พญานาคที่อยู่ในบาตรให้อุรุเวลกัสสปดู ท่านอุรุเวลกัสสปก็คิดว่า โอ้ !
พระมหาสมณะน่ีมีฤทธิ์มาก แต่ถึงกระนนั้ ก็คงหาได้เป็นอรหนั ต์เหมือนเรา
ไม่ อรุ ุเวลกสั สปน่ี ทา่ นบชู าไฟ เพง่ ไฟ เป็นเตโชกสิณ เป็นฌาน (มิจฉาสมาธิ)
ขณะจิตเป็นฌาน กิเลสทงั้ ปวงก็หายไป จงึ เข้าใจวา่ ตนบรรลอุ รหตั ตผล

คนื ตอ่ มา พวกพระอินทร์ พรหมมาเข้าเฝา้ พระพทุ ธเจ้า แสงสวา่ งจ้า
ไปหมด รุ่งเช้าอุรุเวลกัสสปก็ถามวา่ ใครมาหา พอรู้เข้า อุรุเวลกัสสปก็คิดวา่
โอ้ ! พระมหาสมณะนี่มีเดชานุภาพมาก พวกท้าวเทวราชก็ดี พรหมก็ดี

๕๖ | เริ่มต้นปฏิบตั ธิ รรม

จึงพากันมาเฝา้ ฟังธรรม แต่ก็หาเป็นอรหันต์เหมือนเราไม่ ต่อมาจะมีงาน
บูชายญั ใหญ่ที่อาศรมของทา่ น ผ้คู นจะพากนั มามากมาย อุรุเวลกสั สปเกิด
ความกลวั ว่า จะมีคนหนั ไปนับถือพระพุทธเจ้าแทนตน จึงคิดไม่อยากให้
พระพทุ ธเจ้ามาร่วมงาน

ตรงนี ้ สาคัญมากนะสว่ นใหญ่พวกเล่นฌาน จิตจะแข็งกระด้าง
อหงั การมากและจะมีอัตตาตวั ตนสงู มาก ไม่อยากเหน็ ใครเด่น ดี ดงั กว่าตน
จะแอบอิจฉาริษยาโดยบางทีไม่รู้ตัว ซึ่งน่าสังเวชใจเป็นอย่างมาก แม้
อุรุเวลกสั สปก็เชน่ กนั

เมื่อพระพุทธเจ้ าทราบความคิดเช่นนัน้ พระองค์จึงหลบไป
บณิ ฑบาตท่ีอื่นแทน (ในวนั ที่เขาจัดงานกัน) พอวนั รุ่งขนึ ้ อุรุเวลกสั สปก็ไป
นิมนต์พระพทุ ธเจ้ามาฉนั ภตั ตาหาร (หลงั จากพิธีงานเสร็จแล้ว คนกลบั ไป
หมดแล้ว) และถามพระพทุ ธเจ้าวา่ เมื่อวานทา่ นไปไหน ทาไมไม่ไปร่วมงาน
(นัน่ ยังเสแสร้ งแกล้งถามอีก) พระพุทธเจ้าจึงสวนออกมาว่า ก็เม่ือวาน
ท่านคิดกลวั ว่า หากเราไป คนจะหันมานับถือเรามากกว่าท่านมิใช่หรือ
อุรุเวลกัสสปก็สะดุ้ง คิดอยู่ว่าพระมหาสมณะนี่สาคัญย่ิงนัก ทราบแม้
ความคิดเรา แต่ถึงกระนัน้ ก็หาเป็ นอรหันต์เหมือนเราไม่ หลังจากนัน้
พระองค์ก็แสดงฤทธิ์อีกมากมาย เพื่อทรมานอรุ ุเวลกสั สป เช่น ใช้ฤทธ์ิดบั ไฟ
ห้าร้อยกองท่ีพวกอุรุเวลกัสสปจุดบูชา ต่อเม่ืออนุญาต จึงจดุ ได้หรือใช้ฤทธ์ิ

เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม | ๕๗

ห้ามมิให้ไฟที่จุดบูชาดบั ตอ่ เม่ืออนญุ าต จึงดับได้ เป็นต้น จนอุรุเวลกสั สป
จางคลายทิฏฐิมานะ พระองค์จึงตรัสว่า ดูก่อนอุรุเวลกัสสป ท่านไม่ใช่
พระอรหนั ต์ มรรคปฏิปทาที่ทา่ นดาเนนิ อยู่ ไม่ใช่หนทางแหง่ การพ้นทกุ ข์

เท่านนั้ แหละ อุรุเวลกัสสปยอมซบศีรษะที่พระบาทพระพุทธเจ้า
ยอมถอดเครื่องทรงฤษี เคร่ืองบริขาร เคร่ืองบูชาไฟทงั้ หลายลอยลงแม่นา้
หันมาครองผ้ากาสาวพัสตร์อันเป็ นเคร่ืองหมายแห่งพระภิกษุสงฆ์ใน
พทุ ธศาสนาแทน สองพี่น้องทีอ่ ยดู่ ้านลา่ งของแม่นา้ เห็นเครื่องบริขารของพี่
ลอยมาก็ตกใจ เดินทางมาดู เมื่อรู้เหตุจึงพากันออกบวชด้วยกนั ทงั้ หมดสนิ ้
รวมได้ ๑,๐๐๓ รูป ตอ่ มาพระองค์พร้ อมพวกชฎิลสามพี่น้อง (ตอนนีเ้ ป็น
พระภิกษุแล้ว) ได้เดินทางมาพักอยู่ที่ตาบลคยาใกล้แม่นา้ คยา ตรงนีเ้ อง
พระองค์ทรงแสดงธรรมเรียกว่า อาทิตตปริยายสูตร อันเป็นพระธรรม ว่า
ด้วยไฟกบั อายตนะ ๖

อายตนะ ๖ มีภายนอกและภายใน
อายตนะภายนอกคือ รูป เสยี ง กลน่ิ รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์
สว่ นอายตนะภายในคือ ตา หู จมกู ลนิ ้ กาย ใจ
เม่ือตาเห็นรูป เรียกวา่ ผสั สะ หูได้ยินเสยี ง ยอ่ มเกิดผสั สะ คือ การ
กระทบ จมกู ได้กลนิ่ ลนิ ้ สมั ผสั รส กายสมั ผสั เยน็ ร้อน ออ่ น แข็ง ธรรมารมณ์
(มโนภาพทป่ี รากฏขนึ ้ ในใจ) สมั ผสั ใจ เหลา่ นเี ้รียกวา่ ผสั สะ คือ การกระทบ
การเสยี ดสี เม่ือมีผสั สะ ยอ่ มเกิดเวทนาตามมาอยา่ งมิต้องสงสยั ห้ามไม่ได้

๕๘ | เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม

ด้วย ผสั สะยอ่ มกอ่ ให้เกิดเวทนา ลองเอามือตีแขนดสู ิ ต้องเจ็บ (ทุกขเวทนา)
เป็นธรรมดา ขณะท่ีเกิดเวทนา แท้จริง (ถ้าเห็นธรรม) ขณะนนั้ ยังไม่เกิด
ตณั หาแต่เพราะไม่รู้เท่าทนั ในเวทนาทงั้ ปวง จิตจึงเข้าไปยึดและปรุงแต่ง
ตณั หาขนึ ้ มา ตรงนีแ้ หละเรียกว่า เวทนาก่อให้เกิดตณั หา ตณั หาช่ือวา่ ไฟ
เกิดตรงนี ้ราคะก็เป็นไฟ โทสะก็เป็นไฟ ขนึ ้ ชื่อวา่ ไฟเป็นของร้อน มีใครบ้างที่
อยากเข้าใกล้

ทาไมพระพทุ ธเจ้าเทศน์เรื่องไฟให้พวกชฎิลฟัง ก็เพราะพวกนอี ้ ยกู่ บั
ไฟมาตลอด จึงเหน็ งา่ ย การเห็นไฟภายนอกมนั ร้อนก็จริงอยู่ แตไ่ ม่นานก็ดบั
ไป แต่ไฟในใจของเราน่ไี ม่เคยดบั เลยแม้แต่นาทีเดียว พระองค์สอนให้พวก
ชฎิลเห็นความร้อนแหง่ ไฟตณั หาท่ีปรากฏในใจอนั เกิดจากผสั สะดงั กล่าว
ธรรมชาติคนเราย่อมต้องหนีร้ อนไปพ่งึ เย็น มีใครที่หนีเย็นไปหาร้อน อันนี ้
เพีย้ นสุด สอนไม่ได้แล้ว อย่างท่ีบอกบ่อยครัง้ ขนาดมือเราเผลอไปโดน
หม้อข้าวร้อนๆ ยงั ชกั มือกลบั แบบอัตโนมตั ิเลย จิตเราก็เหมือนกนั ทกุ วนั นี ้
จิตเรากอดโทสะไว้แน่น กอดราคะไว้แน่น โดยไม่รู้สกึ ร้อน บางคนถึงขนาด
เห็นโทสะเป็นของหอมหวานน่าลมิ ้ รส หารู้ไม่ว่า มนั คือไฟท่กี าลงั เผาไหม้ใจ
โดยไม่รู้ตวั ดูคนโกรธสิ เราบอกว่า โกรธจนหน้าแดงก่า มีภิกษุณีอรหนั ต์
องค์หนึ่ง กล่าวอุทานออกมาเลยว่า เม่ือยามท่ีมีไฟราคะเผาผลาญใจ
เหมือนไฟที่กาลงั หลอมเหลก็ ละลายฉะนนั้ ไฟโทสะก็เช่นกนั นึกภาพดสู ิวา่

เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม | ๕๙

ไฟทห่ี ลอมเหลก็ ได้ มันร้อนขนาดไหน พระอรหนั ต์จะเหน็ ราคะ โทสะ เป็นไฟ
หลอมเหลก็ เหมือนกนั หมด จิตทา่ นจงึ ไม่เอาเลย

ไฟมาจากไหน มาจากการขาดสติไม่รู้เทา่ ทนั เวทนาน่ันเอง เม่ือตา
เห็นรูปสวยย่อมเกิดอารมณ์ยินดีเป็นธรรมดา ตรงนีเ้ รียกว่า สขุ เวทนา แต่
เพราะไมร่ ู้เทา่ ทนั ขาดสติ หรืออบรมสติมาไม่ดพี อ จิตเข้าไปคว้าฉวยเวทนา
คอื อารมณ์ยินดีในรูปนนั้ มาปรุงแตง่ เป็นตณั หา ราคะ อาจจะเป็นกามตณั หา
หรือภวตณั หา อยากมี อยากได้รูปสวยๆ นนั้ ขนึ ้ มา รูปสวยๆ น่ี ไม่จาเป็นต้อง
เป็นหญิงงาม ชายหลอ่ ก็ได้ อาจจะเป็นกระเป๋ าหลยุ ส์ มือถือ รถยนต์ บ้าน
ทนั ทีที่จิตเข้าไปคว้าฉวยเวทนามาปรุงแต่งเป็นตณั หา ราคะ ขณะนนั้ ไฟถูก
จุดตดิ แล้ว คาวา่ ราคะอยา่ หมายถงึ ในทางกามคณุ อยา่ งเดยี ว อะไรที่อยากๆ
เรียกวา่ ราคะทงั้ หมด

ทานองเดียวกัน เม่ือหไู ด้ยินเสียงด่า อารมณ์ยินร้ าย คือ ความไม่
ชอบใจจะเกิดกอ่ น แต่เพราะขาดสติ สติไม่มีกาลงั พอท่ีจะหยดุ จิตเอาไว้ได้
จิตก็จะวิ่งแสไ่ ปเสวยอารมณ์ยินร้ ายไม่พอใจนนั้ มาปรุงแตง่ เป็นโทสะ คือ
ความโกรธขนึ ้ ทนั ที ตรงนี ้ไฟถูกจุดขนึ ้ แล้วเช่นกนั ลองนงั่ นกึ ย้อนถามตวั เอง
ดวู า่ วนั นี ้ทา่ นจุดไฟขนึ ้ ในใจทา่ นกี่กองเข้าไปแล้ว วนั หนง่ึ ๆ เราถูกไฟที่เรา
เองน่ีแหละจุดขนึ ้ มาทาร้ายตวั เอง เผาตวั เอง ไม่รู้ก่ีร้อยกี่พนั กอง บางทีหลบั
ไปแล้ว ยังตามไปจุดในฝันอีก เราโง่หรือเราฉลาด ที่ทาร้ ายตัวเองได้

๖๐ | เริ่มต้นปฏิบตั ธิ รรม

แม้กระทงั่ หลบั ขนาดร่างกายเราเอง พอแกว่งมือไปกระทบหม้อข้าวร้อน ยงั
ชกั กลบั เอาตวั รอดเลย แล้วทาไมใจเราจึงโงย่ ิง่ นกั เฝา้ กอดความร้อนอันเกิด
จากไฟทเ่ี ราตา่ งเฝา้ จดุ มนั ขนึ ้ มา

คาถาม : ในปฏิจจสมุปบาท ข้อ ๒ สงั ขาร และข้อ ๓ วิญญาณ เป็นตัว
เดียวกบั ในขนั ธ์ ๕ หรือไม่คะ

เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม | ๖๑

ท่านทรงกลด: ไมใ่ ช่ สงั ขารในขนั ธ์ ๕ คอื ความคิดปรุงแตง่ สว่ นสงั ขารใน
ข้อ ๒ ในปฏิจจสมุปบาท หมายถึง จิตปรุงแต่งวิญญาณขนึ ้ มา วิญญาณ
ในปฏิจจสมุปบาทข้อ ๓ หมายถึง ปฏิสนธิวิญญาณ ตรงนี ้คอ่ นข้างมั่วกัน
มาก บางคนก็ทอ่ งตารามาวา่ พออวิชชาดบั สงั ขารดบั วิญญาณดบั รูปนาม
ดบั อย่างนี ้พระอรหนั ต์พอบรรลอุ รหตั ตผล ก็ต้องตายหมดสิ คือ รูปดบั ไป
ด้วย จริงๆ หมายถงึ พออวิชชาดบั ปฏิสนธิวิญญาณ คือ วิญญาณที่จิตจะ
ปรุงแต่งไปเกิดใหม่ไม่มีแล้ว คงเหลือวิญญาณในขนั ธ์ ๕ รวมทัง้ เวทนา
สญั ญา สงั ขาร ต่อเม่ือดบั ขนั ธปรินิพพาน คือ ขันธ์ ๕ ดบั หมด ก็จะเหลือ
จิตบริสทุ ธ์ิอย่างเดียว เมื่อดบั ขนั ธ์ ขนั ธ์ ๕ ก็ดบั หมด เรียกว่านิพพานไม่มี
เศษเหลอื คือ อนปุ าทเิ สสนิพพาน

พระอรหนั ต์ที่ยงั มีชีวิตเรียกว่า นิพพานมีเศษ เศษก็คือ ขนั ธ์ท่ียัง
ครองอยู่ เรียกวา่ สอุปาทิเสสนิพพาน จริงๆ ตอบๆ ไปก็ไม่เข้าใจหรอก แต่
เหน็ ถามมาเลยตอบให้ คนทีย่ งั ใหม่จะงงเหมือนกนั ก็บนั ทกึ ไว้เป็นความรู้ ไว้
ศึกษาในวนั ข้างหน้าก็ได้ เม่ือปฏิสนธิวิญญาณดับ ภพชาติจะมาจากไหน
เลา่ พระอรหนั ต์จึงเป็นชาติสดุ ท้ายของทา่ น ถ้าจะเปรียบก็เหมือนข้าวสาร
เมลด็ หนงึ่ ปกติข้าวทเ่ี ขาปลกู จะมียางเหนยี ว เป็นเชือ้ ให้เตบิ โตได้ พอเชือ้ นนั้
ตายก็คือ อวิชชาดบั ข้าวนนั้ ก็ไม่สามารถเจริญงอกงามไปได้อีกตอ่ ไป แต่
ถามว่า ข้าวนนั้ จะแตกสลายไปทนั ทีหรือไม่ ไม่หรอก มนั ก็อยู่ของมัน แล้ว
คอ่ ยๆ เสือ่ มผพุ ังไปตามเวลาอายุขยั ของมนั ขนั ธ์ของพระอรหนั ต์ก็เช่นกัน
พอจะเหน็ ภาพกนั นะ

๖๒ | เร่ิมต้นปฏิบตั ธิ รรม

คาถาม : ขันธ์ ๕ รูป เวทนา สัญญา สงั ขาร วิญญาณ ถามว่าจิตกับ
วิญญาณคือตวั เดยี วกนั ไหมคะ

ท่านทรงกลด : ไม่ใช่ ตรงนเี ้ข้าใจผดิ กนั เยอะ ก่อนจะตอบเรื่องนี ้ทาให้ผม
คดิ ถึงคนื คืนหนงึ่ เม่ือปีก่อน ตอนนนั้ แสดงธรรมให้กลมุ่ หนง่ึ ฟัง แต่จะหาคนท่ี
เข้าใจ เข้าถึงธรรมทีแ่ สดงน้อยมาก แม้จะมีสมาชิกอยมู่ ากหลายก็ตาม จน
รู้สึกท้อใจ และคิดจะเลกิ แสดง อยากจะกลบั มาเร่งความเพียรตามลาพงั
เพราะเราเองก็ยังไม่ถึงท่ีสุดแห่งทุกข์ คืนนนั้ น่ังภาวนาจิตสงบลงไป ก็
ปรากฏภาพนิมิตพระพทุ ธเจ้าเสดจ็ กนั มามากมาย (ตรงนขี ้ อให้อา่ นแล้ววาง)
และปรากฏพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งที่สูงใหญ่กว่าองค์อื่นทงั้ หมด เกิดความรู้
ขนึ ้ ว่าน่คี ือ พระพุทธเจ้าองค์แรก ได้ยินเสยี งท่านบอกวา่ "อยา่ เพิ่งไป ขอให้
อยแู่ สดงธรรมกอ่ น" ก็แสดงตอ่

ตอ่ มาก็ท้อใจอีก เพราะบางทีสิ่งที่แสดงมนั ลกึ ซงึ ้ คนผิวๆ จะเข้าไม่
ถึง แม้จะพยายามใช้ภาษาที่ง่ายท่ีสดุ ซ่งึ สาเหตสุ ว่ นหนงึ่ ก็คือ สว่ นใหญ่ไม่
เคยปฏิบตั อิ ะไรกนั มาเลย จึงไม่เข้าใจ เข้าถึงสิ่งที่แสดงเลย ต่อมาภาวนาก็
ปรากฏความรู้ขึน้ ในจิต (ความรู้ออกมาว่าเป็นเสียงพระพุทธเจ้ าองค์
ปัจจุบัน) ว่า "ธรรมที่แสดงไม่เสียผล ธรรมท่ีแสดงไม่เสียผล" มาตอนนี ้จึง
พอจะเข้าใจแล้ววา่ ยงั มีคนมากมายที่สนใจธรรม แตข่ าดคนทรี่ ู้จริงมาแสดง
เหมือนอย่างที่หลวงป่ ูบุญส่งท่านตรวจสอบด้วยอานาจจิต แล้วบอกว่า

เร่ิมต้นปฏบิ ตั ธิ รรม | ๖๓

หนงั สอื กว่าจะถึงกระแสธรรม (ท่ีผมเขยี น) ตอ่ ไปจะเป็นแรงบนั ดาลใจให้คน
หนั มาปฏิบตั ิธรรมกันเยอะ ซ่ึงก็เป็นจริงตามที่หลวงป่ ูบุญสง่ กลา่ วไว้ สว่ น
เรื่องพระพทุ ธเจ้าที่ผมเลา่ อยา่ เพ่ิงเช่ือหรือไม่เช่ือ เป็นปัจจตั ตงั

บางคนอ่านตารามาเยอะ บอกวา่ พระพทุ ธเจ้านพิ พานไปแล้ว จะมา
ปรากฏอะไรได้ แสดงว่าไปเชื่อลทั ธิท่ีบอกว่านิพพานสูญเข้าแล้ว เป็ น
มิจฉาทิฏฐิอย่างแรง นิพพานสญู เฉพาะกิเลส จิตนีไ้ ม่ได้สญู ไป วิญญาณ
ออกมาจากจิต จิตปรุงแต่งวิญญาณ อวิชชาก่อให้เกิดสังขาร สงั ขาร
ก่อให้เกิดวิญญาณ ตอนแรกก็เข้าใจอยา่ งนเี ้หมือนกนั แตค่ วามจริงไมใ่ ช่เลย
เพราะจิตมีอวิชชาครอบงา จึงปรุงแต่งวิญญาณ พอปรุงแต่งก็เข้ายึด
วญิ ญาณแล้วปรุงแตง่ ต่อเป็นนามรูป ผสั สะตอ่ ๆ ไปเป็นภพ ชาติ ฯลฯ ตรงนี ้
อยา่ ไปสนใจมนั เลย พดู ไป ก็ไม่เข้าใจหรอก จะเถียงกนั เปลา่ ๆ ด้วยซา้ ไป ไม่
เกิดประโยชน์ แตจ่ ะชีใ้ ห้เห็นวา่ จิตก็จิต วิญญาณก็วญิ ญาณ คนละเร่ืองกนั
แตว่ ิญญาณนเี ้ป็นขนั ธ์ทอ่ี ยใู่ กล้ชิดกบั จิตมากทีส่ ดุ วญิ ญาณก็คือ ผ้รู ู้ ตาเห็น
รูป เขาเขียนว่าเกิดจกั ษุวิญญาณ เขียนอยา่ ง เห็นก็อีกอยา่ ง มนั ไม่ได้รู้ที่ตา
ที่รูปหรอก อายตนะทงั้ ปวงเมื่อกระทบกัน ล้วนรับรู้ท่ีใจทงั้ นนั้ มีวิญญาณ
เป็นตวั เช่ือมระหว่างส่ิงท่ีถูกรู้หรืออารมณ์กับจิต วิญญาณนี่แหละคือ ผู้รู้
หลวงป่ชู าจึงบอกวา่ ผ้รู ู้ออกมาจากจิต ทนี ี ้มนั ก็มีผ้รู ู้จริงกบั รู้ไม่จริง ผ้รู ู้จริงก็
คือ จิต ผู้รู้ไม่จริงก็คือวิญญาณ ที่บอกว่าไม่จริงก็มันก็ยังเกิดดับๆๆ
พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ไม่ได้ไปเอาเครื่องมืออะไรมาจากไหน ท่านก็เอาขันธ์คือ

๖๔ | เร่ิมต้นปฏิบตั ธิ รรม

ตวั วิญญาณมาเรียนรู้ขนั ธ์ทงั้ หมด นนั่ คือ ท่านก็หายใจเข้ารู้ หายใจออกรู้
(อานาปานสต)ิ ตวั รู้น่ีแหละคอื วิญญาณขนั ธ์ แตท่ า่ นมาบญั ญตั เิ สยี ใหม่เพื่อ
แยกออกจากขนั ธ์ เรียกวา่ สติ ถ้าเป็นวิญญาณขนั ธ์ ตาเหน็ รูป มนั ก็จะรู้แล้ว
ดับไปทนั ที แต่ที่พระพุทธเจ้าสอนให้จิตอยู่กับรู้ก็คือ เมื่อตาเห็นรูป เกิด
เวทนาอะไรก็ตาม เกิดราคะ โทสะ ฟุ้งซ่านก็ตาม ท่านก็บอกให้จิตอยู่กบั รู้
ตอนแรกให้อยู่กับรู้ท่ีเกิดดับๆๆ น่ีแหละ ตรงท่ีพยายามอยู่กับรู้น่ีแหละ
เรียกวา่ สติ เอารู้ไมจ่ ริง คือรู้ที่เกิดดบั ๆๆ มาเรียนรู้ เพอ่ื นาทางไปสกู่ ารรู้จริง
ท่ีท่านเรียกว่ารู้จริง เห็นแจ้ง คือตรัสรู้ไงล่ะ รู้จริงก็คือ จิต เห็นแจ้งก็คือ
เห็นจิต จติ น่ีแหละคือ ผู้รู้จริง

หลวงตามหาบวั จงึ บอกวา่ จิตนไ่ี ม่มีวนั ตาย เป็นอมตธาตุ เป็นธาตรุ ู้
การปฏิบตั ไิ ม่ต้องไปสนใจมากว่า ตอนนีว้ ิญญาณเกิด วิญญาณดบั มันจะ
กลายเป็นความฟุง้ ซา่ น ไม่ต้องไปไลส่ ายปฏิจจสมุปบาท มันจะกลายเป็น
ความฟุง้ ซ่าน และเพ่ิมทิฏฐิมานะโดยไม่รู้ตวั ให้เอาสติเป็นตวั ตงั้ ท่ีหลวงป่ ทู า
บอกว่ารู้ซ่ือๆ นั่นแหละ เอาปัญญาเป็นตัวละ ตัวตัด สติปัญญาต้องไป
ด้วยกันเสมอ การปฏิบัติจึงจะสมั ฤทธิ์ผล ถ้าเห็นธรรมเม่ือใด จะเห็นว่าผู้รู้
หรือวิญญาณอยู่ข้างหน้าเรา (จิต) น่ีเอง เหมือนเป็นสะพานเช่ือมระหว่าง
อารมณ์กบั จิต อยา่ งพระอาจารย์รูปหนงึ่ เคยถามญาติโยมว่า รู้ไหมอะไรอยู่
หลงั ผ้รู ู้ หลงั วิญญาณ น่แี สดงวา่ ทา่ นเห็นธรรม รู้ธรรมแล้ว เราก็เห็นเหมือน
ทา่ น จึงรู้วา่ ทา่ นเหน็ หลวงป่ มู ั่นบรรลอุ รหตั ตผล ก็บอกวา่ อารมณ์ทาอะไร

เร่ิมต้นปฏบิ ตั ธิ รรม | ๖๕

ท่านไม่ได้แล้ว เพราะสะพานเชื่อมมันขาดแล้ว คาว่าขาดในที่นีไ้ ม่ได้
หมายถึง ทา่ นตดั วิญญาณขาด วิญญาณยงั ไม่ขาด วญิ ญาณจะขาด (ดบั )
จริงก็ตอ่ เมื่อดบั ขนั ธปรินพิ พาน คาวา่ ขาดของทา่ นก็คือ ทา่ น "ละ" วญิ ญาณ
คือ ผ้รู ู้ได้แล้ว วิญญาณยงั มีอยู่ แตจ่ ิตไม่เข้าไปยดึ มน่ั อีกตอ่ ไป จิตขาดจาก
ความยดึ มน่ั ในวญิ ญาณผ้รู ู้ ทา่ นจงึ บรรลอุ รหตั ตผล

ผมจึงบอกเสมอว่า วิญญาณคือ ผู้รู้ อยู่ในชัน้ ในสุดที่ต้องละ แต่
ชนั้ นอกๆ เช่น กาย เวทนา สญั ญา สงั ขาร เรายงั วุ่นอยู่เลย อยู่ๆ จะไปละ
วิญญาณ จึงเป็นการกระทาท่ีสญู เปลา่ เป็นไปไม่ได้เลยสาหรับนกั ปฏิบตั ิท่ี
เร่ิมใหม่อย่างพวกเรา วนั นีเ้ นือ้ หาก็ค่อนข้างลกึ ซึง้ เพราะผู้ถามถามสิ่งที่
ลกึ ซงึ ้ มา จริงๆ คาถามก็ธรรมดา แตม่ ันลึกซึง้ สาหรับผู้ท่ีเห็นธรรม รู้ธรรม
เรื่องนีบ้ างคนไปถามพระ พระก็ยงั งงๆ อยู่ ให้คาตอบไม่ได้หรอก คนท่ีจะ
ตอบได้ ต้องรู้เห็นธรรมจริงๆ เท่านนั้ วนั นีก้ ็ถือวา่ เป็นการแสดงธรรมท่ีลกึ ซงึ ้
อา่ นแล้วไม่เข้าใจ ก็อยา่ น้อยใจ เป็นธรรมดาๆ แตเ่ ม่ือปฏิบตั ิไปถึง ก็จะเห็น
จริงตามทีผ่ มแสดงมา

๖๖ | เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม

๘. มารู้จักอารมณ์กันเถอะ

เร่ิมต้นปฏบิ ตั ธิ รรม | ๖๗

คาถาม : อารมณ์กบั ธรรมารมณ์ ใช้แทนกนั ได้ไหมคะ

ท่านทรงกลด : อารมณ์ทางโลกกบั ทางธรรมนตี ้ า่ งกนั อารมณ์ทางโลกคน
ทั่วไปจะหมายถึง ความรู้สึกฉุนเฉียวไม่พอใจ แต่อารมณ์ทางธรรมมี
ความหมายกว้างกวา่ อารมณ์ทางโลกมาก อารมณ์ทางธรรมหมายถึง อะไร
ก็ตามที่เป็นท่ีอยู่ของใจ ท่ีท่ีใจเข้าไปกาหนดหมายม่ัน ล้วนแล้วแต่เป็น
อารมณ์ทงั้ สนิ ้ ไม่วา่ สขุ ไม่วา่ ทกุ ข์ ไมว่ า่ จะเป็นความจา ความคดิ ทงั้ ปวงล้วน
เป็นอารมณ์ เม่ือเจริญสติรู้เท่าทนั อารมณ์ทงั้ ปวงอย่เู นืองๆ จนอารมณ์ขาด
สะบนั้ ออกจากใจเม่ือไหร่ก็จะพบใจเม่ือนนั้ จะเหน็ วา่ อารมณ์ทงั้ ปวงเกิดเป็น
ธรรมดาและดบั เป็นธรรมดาของเขาอยอู่ ยา่ งนนั้ จะถือเป็นสตั ว์บคุ คลตวั ตน
เราเขาอะไรไมไ่ ด้เลย ตรงนเี ้รียกวา่ ดวงตาเห็นธรรม โสดาปัตติผลเกิดตรงนี ้

นักภาวนาจึงต้องแยกแยะให้ถูกระหว่างอารมณ์ สติ จิต เมื่อ
อายตนะภายนอกกบั ภายในกระทบกนั เช่น ตาเห็นรูป เรียกวา่ ผสั สะ เม่ือมี
ผสั สะ ย่อมเกิดเวทนา คือ ยินดีบ้าง (สขุ เวทนา) ไม่ยินดีบ้าง (ทุกขเวทนา)
เฉยๆ บ้าง (อทกุ ขมสขุ เวทนา) ตรงนเี ้รียกวา่ อารมณ์

สว่ นธรรมารมณ์เป็นความนึกคิดทางใจ มาสมั ผสั ใจ เช่น นง่ั ๆ อยู่
ภาพที่เกิดเมื่อวาน (สญั ญาขันธ์) เกิดขึน้ ผ่านมากระทบใจ (ธรรมารมณ์
กระทบใจ เหมือนตาเห็นรูป) พอกระทบกนั ก็เกิดเวทนา แตแ่ ทนที่จะจบแค่
นนั้ จิตเราด้วยไม่รู้เท่าทนั เข้าไปฉวยเวทนามาปรุงแต่งต่อ สุขเวทนาก็
ปรุงแตง่ เป็นราคะ ทุกขเวทนาก็ปรุงแต่งเป็นโทสะ โทสะคือ วิภวตณั หา เมื่อ
จะละกิเลส ท่านจึงให้ละที่เวทนา ดทู ี่เวทนา อย่างท่ีหลวงป่ ูเทียนบอกว่า
เมื่อโซค่ ล้องกลางขาด จะเอาตณั หา เอาภพมาจากไหน โซค่ ล้องกลางก็คือ
เวทนาน่ีเอง ลองไปดปู ฏิจจสมปุ บาท เวทนาอยู่ตรงกลางพอดี จะให้เข้าใจ

๖๘ | เร่ิมต้นปฏิบตั ธิ รรม

งา่ ยก็คอื อะไรท่ีเป็นนามธรรม นอกเหนือจากรูป เสยี ง กลน่ิ รส โผฏฐัพพะ ก็
เป็นธรรมารมณ์หมด อารมณ์ท่ีมากระทบใจเรียกว่า ธรรมารมณ์ พอ
กระทบก็เกิดเวทนา จิตไปยดึ เวทนาเรียกวา่ เอาเวทนามาเป็นอารมณ์ ไปยึด
สญั ญา เรียกว่า เอาสญั ญาเป็นอารมณ์ ไปอยู่กับความคิดฟุ้งซ่าน เอา
สงั ขารมาเป็นอารมณ์ แม้วิญญาณขนั ธ์ (ตวั รู้ ผ้รู ู้) ก็เป็นอารมณ์คือที่อยขู่ อง
ใจได้เหมือนกนั ไปยึดผ้รู ู้ เอาวิญญาณมาเป็นอารมณ์ เม่ือละวิญญาณขนั ธ์
วิญญาณก็ไม่อาจจะเจริญเติบโตได้ ดบั ลงตรงนนั้ บรรลอุ รหตั ตผล แตอ่ ยา่
เพง่ิ ไปไกลขนาดนนั้ เอางา่ ยๆ แคน่ กี ้ ่อน รู้เท่าทนั อารมณ์หยาบๆ ก่อน กิเลส
หยาบๆ เชน่ โทสะก่อน หน้าท่เี ราก็คอื เพยี งรู้เทา่ อยา่ งพวกเพง่ กสณิ เพง่ นา้
จนมีอารมณ์เดยี ว เอกคั คตารมณ์ คอื เอานา้ มาเป็นอารมณ์ จนใจกบั นา้ เป็น
อนั เดยี วกนั กิเลสหายไปหมด

แต่พระพุทธเจ้ามาสอนใหม่ ให้เอาใจมาอยู่กับสติ เพื่อจะแยก
ขนั ธ์ ๕ ออกจากจิต เหน็ ตามจริงวา่ ขนั ธ์ ๕ ไม่ใช่เรา ของเรา จงึ จะพ้นทุกข์
ไปได้เพราะวางขนั ธ์ ๕ ได้ เพง่ กสิณ ก็ยังพ้นทกุ ข์ไม่ได้ สรุปสนั้ ๆ คืออะไร
ที่มากระทบใจ คือ ธรรมารมณ์ทงั้ สิน้ มันเป็นคู่ๆ กัน ตากับรูป หูกับเสียง
ธรรมารมณ์กับใจ แต่ธรรมารมณ์เป็ นฝ่ ายนามเท่านัน้ เอง อย่างเช่น
ความรู้สกึ ไม่ดี (เวทนา) อยู่โผลๆ่ ขึน้ มากระทบใจ โดยท่วั ไปจึงหมายถึง
ความรู้สึกนึกคิดทั่วไปท่ีกระทบใจเรียกว่า ธรรมารมณ์ แต่ตรงนนั้ ไม่ใช่
ปัญหา ปัญหาคือเม่ือกระทบแล้ว จะวางอยา่ งไร เราห้ามไม่ให้มนั โผลไ่ ม่ได้
หรอก มันทาหน้าทข่ี องมนั ไปห้ามไม่ได้หรอก แตเ่ มื่อกระทบแล้วเกิดเวทนา
ตรงนตี ้ ่างหากที่หลวงป่ชู าหรือพระพุทธเจ้าสนใจ รู้เท่าทนั เวทนา จึงเรียกวา่
เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถ้าวางเวทนาได้ ที่เหลือก็วางได้เอง เพราะ

เริ่มต้นปฏิบตั ธิ รรม | ๖๙

เวทนาเป็นตัวแทนฝ่ ายทกุ ข์ ที่เราทุกข์ก็เพราะทุกขเวทนา ทาอย่างไรจึงมี
ทุกข์แล้วไม่ทุกข์ตาม นี่ต่างหากที่พระพุทธเจ้ าสอน ถ้าไปจับอย่างอื่น
มากมายยงุ่ ตาย ไมม่ ีทางสาเร็จ มีแตค่ วามฟงุ้ ซา่ น ตอนนคี ้ ิดให้ตายก็ไมเ่ ห็น
หรอก ได้แคค่ ิดๆๆ ท่หี ลายคนบอกวา่ เห็น ยงั ไม่เหน็ จริงหรอก

คาวา่ อารมณ์จึงกว้าง จริงๆ ก็คอื ขันธ์ ๕ นน่ั แหละ อารมณ์ทงั้ ปวง
ที่มากระทบ เม่ือรู้เท่าทนั ด้วยสติ ด้วยปัญญาว่าจะถือเป็นเรา ของเราไม่ได้
จิตก็ไมส่ า่ ยแสเ่ ข้าไปรับ เข้าไปเสวย จิตจะหยดุ หยดุ คิด หยดุ ปรุงแตง่ จิตท่ี
หยดุ คิดหยดุ ปรุงแต่งเป็นจิตท่ีสงบ นัตถิ สันติ ปะรัง สุขัง สุขอ่ืนย่ิงกว่า
ความสงบไม่มี

จิตท่ีไม่พัวพนั ข้องแวะในอารมณ์ทงั้ ปวง พ้นจากอารมณ์ทงั้ ปวง
เป็นจิตทีส่ งบเยือกเย็นเป็นสขุ ทีส่ ดุ เมื่อมีสติที่แท้จริงก็จะเห็นอารมณ์ทงั้ ปวง
ดบั ลง เม่ืออารมณ์ทงั้ ปวงดบั ลงก็ไม่มีอะไรเหลือให้ยดึ ถือปรุงแต่งอีกต่อไป
จบกันเพียงนนั้ จิตวางเฉยตอ่ อารมณ์ คือจิตท่ีไม่เสวยอารมณ์ใด กบั เห็นสกั
แต่ว่าเห็น ไม่ต้องทาอะไร ไม่ปรุงไม่แต่ง หยดุ คิดหยุดปรุงแต่ง ดับเสียซึ่ง
สงั ขาร จิตวา่ ง จิตวา่ งงาน เป็นเรื่องเดยี วกนั

คาถาม : ใจคอื จิตรึเปลา่ คะ อารมณ์คือขนั ธ์ ๕ หรือเปลา่ คะ

ท่านทรงกลด : ใช่ เข้าใจว่าคนถามคงรู้อยแู่ ล้ว แต่ถามเพ่ือคนอ่ืน จิตกับ
ใจอนั เดียวกัน บางทีทา่ นก็เรียกจิต บางทีก็เรียกใจ แตค่ วามหมายก็คืออนั
เดียวกัน อยา่ งพระพุทธเจ้าบอกวา่ ผ้ใู ดเห็นจิต ผ้นู นั้ เห็นธรรม พบจิตก็คือ

๗๐ | เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม

พบธรรม หลวงป่ ูมั่นก็บอกว่า เห็นใจคือ เห็นธรรม พบใจก็คือ พบธรรม
เหน็ ไหมอนั เดียวกนั สว่ นอารมณ์หมายถงึ ทอี่ ยขู่ องใจ

เอากายมาเป็นอารมณ์ เช่น แม่เอากายลกู มาเป็นอารมณ์ ลูกอยู่
ไหนทาอะไร ภาพลกู ปรากฏอยตู่ ลอดเวลา ลกู ลงไปเลน่ ทสี่ นามหน้าบ้าน ไป
ทาโนน่ น่ี นน่ั ไม่ละสายตาเลย น่เี รียกวา่ เอารูปมาเป็ นอารมณ์

พอนงั่ อยูค่ นเดียว ภาพความจา สญั ญาตา่ งๆ ก็ผดุ ขนึ ้ มา ผดุ ไม่ผดุ
เปล่า เกิดเวทนาตามมาด้วยเพราะภาพความจา สัญญาต่างๆ ก็คือ
ธรรมารมณ์ที่มากระทบใจ พอเกิดผสั สะ ย่อมเกิดเวทนา จาไว้ว่า เมื่อใดมี
ผสั สะ เชน่ ตาเห็นรูป หไู ด้ยนิ เสยี ง ธรรมารมณ์ (คืออารมณ์ทางใจได้แกพ่ วก
สญั ญาต่างๆ เป็นต้น) จะเกิดผสั สะ แล้วต้องเกิดเวทนาคือ ความรู้สกึ ยินดี
บ้าง (สขุ เวทนา) ไม่ยินดีบ้าง (ทุกขเวทนา) ตรงนีก้ ็ขอให้สาเหนียกให้จงดี
เพราะมนั ห้ามไม่ให้เกิดไม่ได้ พระอรหนั ต์ก็ห้ามไม่ได้ เพราะมนั เป็นการทา
หน้าทีข่ องขนั ธ์ (เวทนาขนั ธ์) พอเกิดแล้วใจก็ไปซุกอยู่ เรียกวา่ เอาเวทนามา
เป็ นอารมณ์ ซุกแล้วก็คิด จมอยกู่ บั คดิ นน่ั สงั ขารคอื การปรุงแตง่ เกิดแล้ว ก็
ไปเอาคดิ มาเป็นอารมณ์อีกเรียกว่า เอาสังขารมาเป็ นอารมณ์

สว่ นวิญญาณคือตวั รู้ ก็เป็นอารมณ์ของใจ ท่ีอยขู่ องใจได้ คืออยู่
กบั รู้ แตก่ ารอยกู่ บั รู้ อยกู่ บั วิญญาณน่ี มนั ไมเ่ หมือนอยกู่ บั อารมณ์อื่น เพราะ
สภาวะท่ีรู้แตกต่างไปจากอารมณ์อื่น แตกตา่ งจากเวทนา สญั ญา สงั ขาร

เร่ิมต้นปฏบิ ตั ธิ รรม | ๗๑

เวทนา สญั ญา สงั ขาร มีสภาวะวุ่นวาย เร่าร้ อน ไม่สงบ แต่วิญญาณมี
สภาวะสงบ น่ิง เป็ นกลาง วญิ ญาณขนั ธ์มีสภาวะเหมือนจติ มากทส่ี ดุ ไป
ดูในปฏิจจสมปุ บาทสิ จิตปรุงแต่งวิญญาณก่อน จึงอยู่สนิทชิดกบั จิตมาก
ท่ีสดุ และมีสภาวะคล้ายจิต คือ สงบ รู้ ตนื่

พระพุทธเจ้าก็เอาวิญญาณมาศึกษา คือ หายใจเข้าให้อยู่กับรู้
ตอนหายใจเข้าเกิดอะไร ลมปะทะจมกู เกิดผสั สะแล้ว เกิดเวทนาแล้ว เช่น
ลมเย็นก็เยือกเย็น ลมร้อนก็ร้อน แต่ทา่ นไม่เอาจิตไปอยกู่ ับเวทนา ทา่ นเอา
จิตไปอยู่กับตัวรู้ เพียงเท่านัน้ ตรงนีแ้ หละเรียกว่า ทางสายกลางจริงๆ
การเจริญสติก็คือ เอาวิญญาณมาเป็ นอารมณ์ แทนท่ีจะเอาเวทนา
สญั ญา สงั ขารมาเป็นอารมณ์ ทีนีใ้ นการปฏิบตั ิธรรม เวลาพดู ถึงอารมณ์
ครูบาอาจารย์จะหมายถึง เวทนา สญั ญา สงั ขาร เชน่ อารมณ์ยินดี ไม่ยนิ ดี
อารมณ์ทางโลก เขาจะหมายถึง อารมณ์ไม่ดี แต่อารมณ์ทางธรรมไม่ใช่
อยา่ งนนั้ ความรู้สึกยินดี ยินร้ายก็เป็นอารมณ์ทางธรรม การส่งไปในอดีต
สญั ญาก็เป็นอารมณ์ การคิดปรุงแต่งแล้วยึดอยู่ในคิดก็เป็นอารมณ์ แต่
อารมณ์จริงๆ ก็คือ ขนั ธ์ ๕ ทงั้ หมด เป็นแต่ตวั สตทิ ี่เราฝึกอยนู่ ี่ จะเป็นตวั มา
แยกจิตออกจากอารมณ์ให้เห็น พอเหน็ ก็จะพบจิต พบธรรม พบวา่ อารมณ์
ไมใ่ ช่จิต (เพราะพบจิตแล้ว) จิตไม่ใชอ่ ารมณ์

๗๒ | เร่ิมต้นปฏบิ ตั ธิ รรม

หลวงป่ ชู าพอท่านเห็นทา่ นบอกเลยว่า เหมือนนา้ มันกับนา้ ทา่ (นา้
ในคลอง) จิตกบั อารมณ์ จริงๆ มนั แยกกนั อยู่ หลวงป่ ชู าจึงสอนวา่ การเจริญ
สติต้องให้ตอ่ เน่ือง เหมือนเราหยดนา้ ออกจากกา ตอนแรกก็ตอ๋ มๆ แล้วหาย
พอหยดถี่เข้าๆ ตอ๋ มๆๆๆๆๆๆๆๆ มันก็ไม่เป็นหยดนา้ แล้ว มันจะกลายเป็น
สายนา้ สายนา้ เส้นนีแ้ หละมนั จะมาแยกจิตหรือใจออกจากอารมณ์ โดยตวั
แยกก็คอื สติ ก็คือ วญิ ญาณคนั่ อยรู่ ะหวา่ งจิตกบั ขนั ธ์ที่เหลอื คือ รูป เวทนา
สญั ญา สงั ขาร ขณะเดียวกันก็เห็นตวั แยกคือ สติ คือ วิญญาณอยูต่ รงนนั้
ด้วย ตอนนกี ้ ็จะเหน็ ธรรม จะเห็นสว่ นท่ีแยกออกไปหรือจะเรียกวา่ สง่ิ ท่ีถกู รู้ก็
ได้หรืออารมณ์เกิดดับๆๆๆ อยู่ จะหาความหมายเป็นสตั ว์ บุคคล ตัวตน
ไม่ได้เลยเหมือนอยา่ งท่ีพระอญั ญาโกณฑญั ญะเห็น พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า
โกณฑญั ญะรู้แล้วหนอๆๆ รู้แล้วก็คือ จิตของพระโกณฑญั ญะอยกู่ ับรู้ (สติ)
จึงรู้แล้วหนอๆๆ โสดาปัตติผลเกิดตรงนี ้ ตรงนีเ้ รียกว่า ดวงตาเห็นธรรม
กลา่ วอีกครัง้ ว่า จิตกบั ใจอนั เดียวกนั หลวงป่ ศู ิษย์หลวงป่ มู นั่ ทา่ นหนึง่ กลา่ ว
ว่า จิตฉันใดใจก็ฉนั นนั้ ที่เรามาพากเพียรปฏิบตั ิเจริญสติกันอยู่ทุกวันนีก้ ็
เพื่อให้พบจิตพบใจตนเองน่ีแหละ พบใจก็คือ พบธรรม อย่างที่หลวงป่ มู ่ัน
บอก สว่ นท่พี ระอภธิ รรมพดู วา่ จิตดวงนนั้ ดวงนมี ้ ีเป็นร้อยดวง เกิดดบั ๆๆ อยู่
จิตทีเ่ กิดดบั ไม่ได้หมายถงึ จิตเดิมแตห่ มายถึง จิตที่ปรุงแตง่ ธรรมดาอะไรท่ี
ปรุงแตง่ ก็ต้องเสอื่ มดบั จิตก็เหมือนกนั เมื่อมนั ปรุงแตง่ อารมณ์ขนึ ้ มา (ขนั ธ์)
สิง่ ท่ีมันปรุงแตง่ หรือจิตที่ปรุงแต่งหรือที่เรียกวา่ เจตสิกนนั่ แหละที่ดบั แต่

เร่ิมต้นปฏบิ ตั ธิ รรม | ๗๓

เพราะปรุงแต่งแล้ว จิตเข้าไปยึดสิ่งที่ปรุงแตง่ ไว้ เวลาดับจึงเหมือนดบั ไป
พร้อมกัน จิตมีหนึ่งเท่านนั้ หลวงป่ ดู ูลย์จึงสอนวา่ การภาวนานีก้ ็เพ่ือทาให้
ถงึ จิตหนงึ่

หลวงป่ชู าทา่ นก็สอนวา่ ธรรมเดิม จิตเดิมหรือใจนม่ี นั สะอาดเหมือน
นา้ ฝน พอโดนอารมณ์คือ นา้ สีเข้าไป ใจมันก็เปลี่ยนไปตามอารมณ์
หลากหลายสนี นั่ แหละ หรือบางทีทา่ นก็เปรียบวา่ จิตใจนี่เปรียบเหมือนใบไม้
พอลมพัดทีก็แกว่งที พอไม่มีลม ก็สงบน่ิง ดังนัน้ อย่าไปสงสยั เลยว่า จิต
กับใจจะเหมือนหรือต่างกันขอให้เข้าใจสติ แล้วพากันเจริญสติ ก็จะหาย
สงสยั เอง หายสงสยั วา่ ส่ิงที่ถกู รู้คือ ขนั ธ์ ๕ คือ อารมณ์ทงั้ ปวง ไม่ใช่เรา
ของเรา เพราะมนั แยกออกไปเกิดดบั ให้เห็นอยู่ สว่ นทีเ่ หลอื อยทู่ ่ีไม่เกิดดบั แต่
ตงั้ ม่ันอยู่ จะเรียกว่าจิตหรือใจ มันก็แคช่ ื่อสมมติเท่านนั้ เอง ถึงตรงนนั้ จะ
เรียกอะไรก็ได้สภาวะนนั้ แตท่ ่ีแจ้งชัดก็คือจะเห็นรูป นาม ขนั ธ์ ๕ อารมณ์
ไมใ่ ช่เรา ไมใ่ ช่ใคร ไม่ใชส่ ตั ว์ บุคคล ตวั ตน เราเขาอีกต่อไป ความเห็นผดิ ถกู
ทาลายอยู่ตรงนนั้ สกั กายทิฏฐิพินาศดบั ลงตรงนนั้ ไอ้ที่จะรวนเรกลบั ไป
กลบั มาเป็นไม่มี ไม่ใช่ความเห็นทางโลก วนั นีเ้ ห็นอย่าง พรุ่งนีก้ ็เห็นอยา่ ง
ความเห็นทางโลกย่อมมีความปรวนแปร เพราะเป็นอารมณ์หนึ่ง เป็นการ
ปรุงแตง่ ของจิตอยา่ งหนึง่ เหมือนความชอบก็เหมือนกัน วนั นชี ้ อบทา่ นมาก
สง่ หนงั สอื ไปให้อา่ น พอถามคาถามมา ตอบไมถ่ กู ใจก็ไม่ชอบ ออกจากกลมุ่
ไป คาถามท่ีถามมา ผมก็ตอบไปตามความเห็นท่ีเป็นจริง จะชอบหรือ

๗๔ | เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม

ไม่ชอบ จะโปรดหรือไม่โปรด ไมไ่ ด้สนใจ บางทเี รียนมาอยา่ งนี ้จามาอยา่ งนี ้
ก็คิดว่าเราจะตอบให้ตรงที่จาที่เรียนท่ีเข้าใจมา พอตอบไม่ตรงก็ไม่ชอบ
อย่างนีถ้ ือวา่ ยงั มืดบอดอย่มู าก ก็ให้อยแู่ บบมืดบอดตอ่ ไป ช่วยอะไรไม่ได้
เหมือนกนั

อย่างท่ีพระพุทธเจ้าบอกสาวกว่า เราจะไม่สอนพวกท่านด้วยคา
โอ้โลม ด้วยทา่ ทอี ่อนหวานนะ แตจ่ ะสอนตีเหมือนชา่ งปัน้ หม้อตบตีดินโคลน
เพือ่ ปัน้ หม้อให้เป็นหม้อท่ีสวยงามใช้งานได้ดี ผมก็เชน่ กนั จะให้ตอบหวานๆ
เป็นไม่มี บางคนก็บอกว่า ตอบคาถามเหมือนประชดประชัน ใช้ถ้อยคา
แดกดนั ผมก็ขอบอกว่า ไม่เคยคิดจะแดกดนั ประชดประชนั ใครเลยแตธ่ รรม
มันไหลล่ืนออกมาตามธรรมดาของมันอย่างนนั้ พวกที่รู้สกึ อย่างนนั้ ก็คือ
พวกท่ียงั อยภู่ ายใต้อานาจกิเลส กิเลสมันร้อนขนึ ้ มาเลยบอกกับเจ้าของว่า
เฮ้ย! อยูไ่ ม่ได้แล้ว ทา่ นทรงกลดนปี่ ากจดั ไปเถิด ไปกลมุ่ อื่นดีกว่า เจ้าของก็
โง่ ไม่เทา่ ทนั กิเลสก็หนีออกจากกลมุ่ ไป ซึ่งก็เป็นธรรมดา เพราะดอกบวั ยอ่ ม
มีหลายเหล่าอยู่ แม้ขนาดพระพุทธเจ้า พระองค์เป็ นเลิศในการสอนทัง้
เทวดาและมนษุ ย์ก็ยงั มีคนไม่เชื่อ เดินสา่ ยหวั หนจี ากท่านไป ท่านจึงบอกว่า
เราจะสอนเฉพาะดอกบวั เหลา่ ที่หนึ่งถึงสาม ส่วนเหล่าที่สี่ก็ต้องปลอ่ ยให้
เป็นอาหารปปู ลาไป ก็อนโุ มทนากับสมาชิกกลมุ่ นีอ้ ีกครัง้ เพราะดเู อาใจใส่
ข้อธรรมดี มีคาถามมาเร่ือยๆ อยา่ ถือเป็นการรบกวน ยนิ ดีสาหรับทกุ ทา่ นนะ

เริ่มต้นปฏิบตั ธิ รรม | ๗๕

ครับ แสดงให้เหน็ วา่ ท่านเริ่มลงมือเดนิ ทางปฏิบตั ิกนั แล้ว จึงมีคาถามกนั มา
พอเดินทางก็จะพบโนน่ พบนี่ จึงมีคาถาม

คาถาม : กรุณายกตวั อย่าง อารมณ์กับธรรมารมณ์หน่อยได้ไหมคะ เช่น
อย่างนีเ้รียกอารมณ์ อย่างนีเ้ รียกธรรมารมณ์ ตามความเข้าใจว่าการเกิด
ธรรมารมณ์เกิดจากอายตนะภายในและภายนอก ๖ คู่ผสั สะกันแล้วสง่ ต่อ
เจตสกิ เป็นธรรมารมณ์ กับอยๆู่ สญั ญาทางานขนึ ้ มาเองแล้วเกิดอาการที่ใจ
ก็เป็นธรรมารมณ์ อาการที่ใจก็เกิดได้จากสองเหตนุ เี ้ทา่ นนั้ ก็เหมือนอารมณ์

ท่านทรงกลด : เม่ืออายตนะภายนอกกับภายในกระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป
เรียกวา่ ผสั สะ เมื่อมีผสั สะ ยอ่ มเกิดเวทนา คอื ยินดีบ้าง (สขุ เวทนา) ไม่ยินดี
บ้าง (ทกุ ขเวทนา) เฉยๆ บ้าง (อทกุ ขมสขุ เวทนา) ตรงนเี ้รียกวา่ อารมณ์

สว่ นธรรมารมณ์เป็นความนกึ คิดทางใจ มาสมั ผสั ใจ เช่น นง่ั ๆ อยู่
ภาพท่ีเกิดเม่ือวาน (สญั ญาขันธ์) เกิดขึน้ ผ่านมากระทบใจ (ธรรมารมณ์
กระทบใจเหมือนตาเห็นรูป) พอกระทบกนั ก็เกิดเวทนา แต่แทนที่จะให้จบ
แค่นนั้ จิตเราด้วยไม่รู้เท่าทนั เข้าไปฉวยเวทนามาปรุงแต่งต่อ สุขเวทนาก็
ปรุงแตง่ เป็นราคะ ทุกขเวทนาก็ปรุงแต่งเป็นโทสะ เวทนาจึงก่อให้เกิดตณั หา
ด้วยเหตุนี ้ โทสะคือ วิภวตัณหา เมื่อจะละกิเลส ท่านจึงให้ละที่เวทนา
ดทู ี่เวทนา อยา่ งท่หี ลวงป่ เู ทียนบอกว่า เมื่อโซค่ ล้องกลางขาด จะเอาตณั หา

๗๖ | เริ่มต้นปฏิบตั ธิ รรม

เอาภพมาจากไหน โซค่ ล้องกลางก็คอื เวทนานเี่ อง ลองไปดปู ฏิจจสมปุ บาท
เวทนาอยตู่ รงกลางพอดี

คาถาม : อารมณ์กบั ธรรมารมณ์ตา่ งกนั ตรงท่ธี รรมารมณ์ไมไ่ ด้เกิดจากการ
ผสั สะของอายตนะภายในและภายนอก ๖ คู่ แต่เกิดจากสญั ญาขนั ธ์หรือ
สงั ขารขนั ธ์ ก็ได้ใช่ไหมคะแล้วอยา่ งนี ้ธรรมารมณ์เป็นขนั ธ์ ๕ สคิ ะ

ท่านทรงกลด : ใช่ สาธุ ถกู แล้ว จะให้เข้าใจงา่ ยก็คอื อะไรท่ีเป็นนามธรรม
นอกเหนือจากรูป เสียง กล่นิ รส โผฏฐัพพะ ก็เป็นธรรมารมณ์หมด อารมณ์
ที่มากระทบใจเรียกว่า ธรรมารมณ์ พอกระทบก็เกิดเวทนา จิตไปยึดเวทนา
เรียกว่า เอาเวทนามาเป็นอารมณ์ ไปยึดสญั ญา เรียกว่าเอาสญั ญาเป็น
อารมณ์ ไปอยู่กับความคิดฟุ้งซ่าน เรียกว่าเอาสงั ขารมาเป็นอารมณ์ แม้
วญิ ญาณขนั ธ์ (ตวั รู้ ผ้รู ู้) ก็เป็นอารมณ์คอื ที่อยขู่ องใจได้เหมือนกนั การไปยดึ
ผ้รู ู้เรียกวา่ เอาวิญญาณมาเป็นอารมณ์ เคยมีพทุ ธพจน์กลา่ วไว้ จาไมไ่ ด้แล้ว
เมื่อละวิญญาณขันธ์ วิญญาณก็ไม่อาจจะเจริญเติบโตได้ ดับลงตรงนัน้
บรรลุอรหัตผล แตอ่ ย่าเพิ่งไปไกลขนาดนนั้ รู้เท่าทนั อารมณ์หยาบๆ ก่อน
กิเลสหยาบๆ เช่น โทสะ ก่อน อารมณ์คือ ท่ีอยู่ของใจจริงๆ อารมณ์มัน
กระทบตลอดนน่ั แหละ แต่เราไม่เห็นมันเอง หน้าที่เราก็คือ เพียงรู้เทา่ อยา่ ง
พวกเพ่งกสิณ เพง่ นา้ จนมีอารมณ์เดียว เอกัคคตารมณ์ คือ เอานา้ มาเป็น
อารมณ์ จนใจกับนา้ เป็นอนั เดียวกนั กิเลสหายไปหมด แต่พระพุทธเจ้ามา

เริ่มต้นปฏิบตั ธิ รรม | ๗๗

สอนใหม่ ให้เอาใจมาอยูก่ บั สติ เพอ่ื จะแยกขนั ธ์ ๕ ออกจากจิต เห็นตามจริง
วา่ ขนั ธ์ ๕ ไม่ใช่เรา ของเรา จึงจะพ้นทกุ ข์ไปได้เพราะวางขนั ธ์ ๕ ได้ เพง่ กสณิ
ก็ยงั พ้นทกุ ข์ไม่ได้ สรุปสนั้ ๆ คืออะไรท่ีมากระทบใจ คือ ธรรมารมณ์ทงั้ สิน้
มนั เป็นคู่ๆ กัน ตากบั รูป หูกบั เสียง ธรรมารมณ์กับใจ แต่ธรรมารมณ์เป็น
ฝ่ายนามเทา่ นนั้ เอง

คาถาม : อายตนะภายนอกคือ สงิ่ ท่ีถูกรู้นะคะ ธรรมารมณ์เป็นอายตนะ
ภายนอก คอื สงิ่ ท่ถี กู รู้ ใชไ่ หมคะ

ท่านทรงกลด : ใช่ครับ ใจหรือจิตคือ ผ้รู ับรู้ มีตวั เช่ือมระหวา่ งส่งิ ท่ถี กู รู้กับ
จิตคือ ผู้รู้ อายตนะภายนอก เป็นขนั ธ์ ๕ รูป เสียง กลิ่น สว่ นธรรมารมณ์
ก็คือฝ่ายนามธรรม เป็นสญั ญาขนั ธ์บ้าง เวทนาบ้าง สงั ขารบ้าง อย่างเช่น
ความรู้สกึ ไม่ดี (เวทนา) อยู่ๆ โผล่ขึน้ มากระทบใจ โดยท่วั ไปจึงหมายถึง
ความรู้สึกนึกคิดทั่วไปที่กระทบใจเรียกว่า ธรรมารมณ์ แต่ตรงนนั้ ไม่ใช่
ปัญหา ปัญหาคือ เม่ือกระทบแล้ว จะวางอยา่ งไร เราห้ามไม่ให้มนั โผลไ่ ม่ได้
หรอก มนั ทาหน้าท่ีของมัน แต่เมื่อกระทบแล้วเกิดเวทนา ตรงนีต้ า่ งหากที่
หลวงป่ชู าหรือพระพทุ ธเจ้าสนใจ รู้เทา่ ทนั เวทนา จงึ เรียกวา่ เวทนานปุ ัสสนา
สติปัฏฐาน ถ้าวางเวทนาได้ ท่ีเหลอื ก็วางได้เอง เพราะเวทนาเป็นตวั แทน
ฝ่ายทกุ ข์ ท่เี ราทกุ ข์ก็เพราะทกุ ขเวทนา ทาอยา่ งไรจึงมีทกุ ข์แล้วไมท่ ุกข์ตาม
น่ีต่างหากที่พระพทุ ธเจ้าสอน ถ้าไปจบั อย่างอ่ืนมากมายยุ่งตาย ไม่มีทาง

๗๘ | เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม

สาเร็จ มีแตค่ วามฟุ้งซา่ น อยา่ งอ่ืนจะเหน็ เองเม่ือเห็นธรรม ตอนนคี ้ ิดให้ตาย

ก็ไม่เห็นหรอก ได้แคค่ ดิ ๆๆ มีหลายคนบอกวา่ เห็น ยงั ไมเ่ ห็นจริงหรอก

คาถาม : กาลงั ฝึกการรับรู้ท่ีเป็นอารมณ์ต่างๆ และพิจารณาว่าเป็นกุศล
หรืออกศุ ล แล้วจะรับหรือไม่รับ แบบนพี ้ อมาถกู ทางหรือไมค่ ะ

ท่านทรงกลด : ถ้าเป็นกุศลก็ไม่เป็นกลาง ถ้าเป็นอกุศลก็ไม่เป็นกลาง
หวั ใจคาสอนของพระพทุ ธเจ้าคือ ละบาป บาเพ็ญบุญและทาจิตให้ผ่องใส
บริสทุ ธ์ิ ละอกุศล ทากศุ ล ทาจิตให้บริสทุ ธ์ิ อารมณ์ดีก็คอื กศุ ล อารมณ์ไม่ดี
ก็คอื อกศุ ล ตรงนยี ้ งั เป็นโลกอยู่ เม่ือรับรู้แล้ววางอารมณ์ทงั้ สองได้ จิตก็เป็น
กลาง อยทู่ า่ มกลางกศุ ลและอกศุ ล ตรงนนั้ เรียกวา่ จิตบริสทุ ธิ์ แตท่ ถ่ี ามมาก็
พอจะมาถูกทางบ้างแล้ว แต่ถ้าจะให้ถูกยิ่งก็คือ ต้องวางอารมณ์ทงั้ สอง
อารมณ์ อกศุ ลก็ไม่รับ ไม่เอา กศุ ลก็ไมร่ ับ ไม่เอา เพราะไม่มีอารมณ์ไหนแน่
เท่ียงแท้ ไปได้ สักอารมณ์เดียว การรู้เท่าทันอารมณ์ไม่ว่ากุศลหรื อ
อกศุ ลวา่ ไมเ่ ท่ียงแท้ ต้องเสอื่ มต้องดบั นี่คอื การเจริญสติปัฏฐาน ๔ เรียกวา่
เวทนานปุ ัสสนาสติปัฏฐาน ซ่งึ ที่ผ่านมา ผมจะบอกลกู ศิษย์เสมอวา่ ไมต่ ้อง
ไปเคร่งครัดเร่ืองชื่อ เร่ืองบาลี พระพุทธเจ้าตอนไปสอนปัญจวคั คีย์ ท่าน
ไม่ได้บอกเลยว่า บดั นีเ้ราจะแสดงเร่ืองเวทนานปุ ัสสนาสติปัฏฐานนะ ท่าน
บอกแต่เพียงว่า ภิกษุทัง้ หลาย กามสุขัลลิกานุโยค คือ การยังตนให้มี
ความสขุ หรืออารมณ์ยนิ ดี หรือกศุ ลอยา่ งหนงึ่ กับอตั ตกิลมถานโุ ยค คอื การ
ยงั ตนให้ทุกข์ร้ อนลาบาก คือ ทุกขเวทนา คือ อารมณ์ยินร้ าย คือ อกุศล
อยา่ งหนง่ึ สองอยา่ ง หรือสองทางนี ้สมณะไม่ควรข้องแวะ คือ ไม่ควรเข้าไป
หมายมั่นยึดม่ัน ให้ละวางเสีย พระโกณฑัญญะได้ฟังก็เข้าใจเลย จิตท่าน

เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม | ๗๙

ละออกจากอารมณ์ทงั้ สอง มาตงั้ ม่นั อยู่ตรงกลาง เห็นอารมณ์ทัง้ สองเกิด
ดบั ๆๆ อทุ านวา่ ยงั กิญจิ สมุทยธมั มงั สพั พนั ตงั นโิ รธธัมมนั ติ สง่ิ ใดเกิดเป็น
ธรรมดา สง่ิ นนั้ ยอ่ มดบั เป็นธรรมดา ไม่อาจจะถือเป็นสตั ว์ บคุ คล ตวั ตน เรา
เขาได้เลย เกิดดวงตาเห็นธรรม เป็นพระอริยบุคคลเบือ้ งต้นองค์แรกของโลก
(สมัยพระพทุ ธเจ้าเรานี)้ พระพุทธเจ้ารู้วาระจิต จึงอุทานวา่ โกณฑญั ญะรู้
แล้วหนอๆ น่ีคือ ปฐมเทศนา กาเนิดพระพทุ ธศาสนา มีพระพุทธ พระธรรม
พระสงฆ์ครบ จึงเอามาเป็นปฐมบทในการสนทนาธรรมในวนั นี ้ ประจวบ
เหมาะกับท่ีมีสมาชิกท่านหน่ึงถามมาพอดี เรื่องแสดงธรรมนีก้ ็แปลก ผม
ไม่ได้ตระเตรียมกาหนดว่า วันนีจ้ ะแสดงเรื่องอะไร ให้ธรรมะจัดสรรไปเอง
อย่างวันนีก้ ็เหมือนกัน ไม่ได้นึกกาหนดว่าจะคุยเรื่องอะไร ก็มีคาถามมี
โปรยให้ แถมเป็นเร่ืองหัวใจพระพุทธศาสนาเสียด้วย บางทีก็มีคาถาม
ระหวา่ งทาง กาหนดจิตลงไป คาตอบก็โพลง่ ออกมาทนั ทีเหมือนกนั

เรื่องกุศล เรื่องอกุศลนี ้จริงๆ เป็นเรื่องหลกั แตไ่ ม่คอ่ ยมีใครสอนกนั
สว่ นใหญ่จะข้ามขนั้ ตอนไปเอาเรื่องละเอียดภายในกัน จึงไม่แปลกท่ีคน
สมัยนี ้ไมม่ ีใครรู้ธรรมเห็นธรรมกนั จริงๆ หลวงป่ ชู าก็พยายามสอนเหลอื เกิน
พระก็ไม่เอากันหรอก จะไปน่ังหลับตา เอาความสงบกันอย่างเดียว
พุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาของพวกฤษีชีไพร ที่ต้องหลบหนีผู้คนเข้าป่ าน่ัง
หลบั ตาภาวนาทงั้ วนั ทงั้ คืน พระอาจารย์อนนั ต์ (วดั มาบจันทร์) ท่านเลา่ ให้
ฟังวา่ วนั หนงึ่ เดินจงกรมอยู่ในป่ า นกึ ในใจวา่ เอ! เราจะปฏิบตั ิอย่างไรหนอ
จงึ จะรู้ธรรมเห็นธรรมเร็วๆ คืนนนั้ หลวงป่ ชู าก็ขนึ ้ เทศน์เลย ทา่ นบอกวา่ การ
จะรู้ธรรมเห็นธรรมเร็วนี ้ อยู่ที่การรู้เท่าทันอารมณ์สองอารมณ์นี ้ ก็คือ

๘๐ | เริ่มต้นปฏิบตั ธิ รรม

อารมณ์ดี (กุศล) กับอารมณ์ไม่ดี (อกุศล) เจออารมณ์อะไร มันก็ไม่แน่
(อนิจจงั ) ทงั้ นนั้ แหละ

ตอนแรกเราก็คิดวา่ มันจะงา่ ยถึงเพียงนนั้ หรือลองทาดเู ถิด ไม่งา่ ย
หรอก ตอนแรกๆ ไม่งา่ ยเลย อยา่ งทผ่ี มเอามาลงนน่ั แหละ ถูกอารมณ์มนั ชก
หน้าตาแหกทุกวนั แตพ่ อเรามีสติรู้เทา่ ทนั มนั มากขนึ ้ ๆๆๆ มันก็เร่ิมเป็นฝ่าย
ตงั้ รับขนึ ้ มาบ้าง

คาถาม : ยดึ มนั่ อะไรๆ ไม่ได้เลยใช่ไหมคะ

ท่านทรงกลด : ใช่ครับ ทงั้ สองอารมณ์ไมค่ วรยดึ มน่ั อยา่ งใครชม แหม! มนั
ก็ดีใจ หลงไปสกั พกั เออ! มนั ไม่แน่ ไม่เที่ยงน่ีหวา่ จิตก็กลบั มา พอมีคนดา่
เอาอีกแล้ว โมโหทนั ที สกั พกั ก็กลบั มา ชกั เยอ่ อยอู่ ยา่ งนีแ้ หละจนวนั หน่งึ จิต
จะตงั้ มนั่ ไม่ว่ิงตามทงั้ สองอารมณ์แล้ว

คาถาม : แตจ่ ิต ทงั้ กศุ ลและอกศุ ล อยๆู่ ก็สามารถเข้ามาหาเราได้ใช่ไหมคะ

ท่านทรงกลด : ไม่ได้ มีแตเ่ ราวิ่งไปหาเขา ถ้าเขาวิ่งมาหาเรา ไม่มีทางพ้น
ทุกข์เลย จริงๆ มนั เกิดแล้วก็ดบั (ถ้าเห็นธรรมนะ) แต่ที่มนั ไม่ดบั เพราะจิต
เราวงิ่ แสไ่ ปหาเขา

คาถาม : แล้วท่ีเราคิดอกศุ ลทงั้ ๆ ทีเ่ รารู้ตวั เองวา่ ไม่ควรคิด คอื อะไรละ่ คะ

ท่านทรงกลด : ไปยึด ไปปรุงแต่ง คือ การใคร่ครวญธรรมอย่างหนึ่ง ทีนี ้
คาวา่ ไม่ควรคดิ กบั การเหน็ อนิจจังในอารมณ์อกศุ ลนี่ต่างกนั อยา่ งแรกเป็น
การปรุงแตง่ "ไมค่ วรคิด" พอคิดวา่ ไม่ควรคิด นน่ั แหละ คิดแล้ว ปรุงแตง่ แล้ว

เร่ิมต้นปฏบิ ตั ธิ รรม | ๘๑

ถ้าคิดไม่รู้ จะรู้เม่ือหยดุ คิด ท่ีเรียกว่า คิดซ้อนคิดนนั่ แหละ มนั ก็เป็นสงั ขาร
อยอู่ ยา่ งนนั้ หรืออยา่ งชาวโลกสอนให้คิดบวก อนั นกี ้ ็ไม่ใช่สติ ไมใ่ ชท่ างธรรม
แตถ่ ้าพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เห็นมนั คอ่ ยๆ เสื่อมดบั ไป อย่างนีแ้ หละ
ธรรมะ ยกตวั อยา่ ง เหมือนบ้านทีก่ าลงั จะพงั เราจะวงิ่ เข้าไปซุกไหม

คาถาม : แสดงวา่ การที่เราเห็นวา่ ตวั เองไม่ควรคดิ อกศุ ล น่ีถือว่า อยใู่ นชว่ ง
ของการเริ่มเข้าใจธรรมไหมคะ ต้องขอโทษนะคะ ถ้าบางทีหนูอาจจะถาม
คาถามโงๆ่ บางทีหนสู งสยั และอยากกระจา่ งคะ่

ท่านทรงกลด : ใช่ ช่วงเข้าใจ บ้านทเี่ ห็นแล้ววา่ กาลงั จะพงั ลงมา เราจะวิ่ง
เข้าไปหาไหม

ผู้ถามเดมิ : ไม่ควรเข้าไปคะ่

ท่านทรงกลด : เหมือนกนั เม่ือเราเหน็ วา่ ไมค่ วรเข้าไป อารมณ์ทงั้ ดีหรือไมด่ ี
ก็เหมือนกนั เมื่อเราเหน็ มนั กาลงั เสอ่ื มกาลงั ดบั เหมือนใบไม้ท่ีกาลงั ร่วงหลน่
จิตเราก็ไม่เข้าไป พระพทุ ธเจ้าบอกวา่ เม่ือเหน็ แล้ว ให้พอกพนู ความเห็นนีไ้ ว้
ตรงนแี ้ หละเรียกวา่ เห็นชอบ สมั มาทิฏฐิ พอไม่เข้าไปเนืองๆ ไม่วา่ อารมณ์ดี
หรือไมด่ ี กศุ ล อกศุ ล จิตก็เป็นอิสระจากอารมณ์ทงั้ สองออกมาตงั้ มั่นให้เห็น
ผ้ใู ดเห็นจิต ผ้นู นั้ เห็นธรรม พระพทุ ธเจ้ากับหลวงป่ ชู าก็สอนเหมือนกันเปี๊ยบ
เห็นไหมการเร่ิมต้นปฏิบัติ เอาแค่นีก้ ่อนชีวิตประจาวนั น่ีแหละ ไม่ต้องไป
หลบั ตาภาวนาอะไรหรอก

คาถาม : อารมณ์ดี = บ้านกาลงั จะพงั อารมณ์ไม่ดี = บ้านกาลงั จะพงั
แบบนี ้ไมค่ วรเข้าไปทงั้ สองเลยใช่ไหมคะ

๘๒ | เริ่มต้นปฏบิ ตั ธิ รรม


Click to View FlipBook Version