๑๙ ๙ คนของพระราชา
ทองมว้ น ภูเวยี งแก้ว : ภมู ปิ ญั ญาพลงั งานทางเลอื กผู้ตอ่ ลมหายใจธรรมชาติและชมุ ชน
โครงการจดั ทำแผนพลงั งาน 80 ชมุ ชนสนองพระราชดำริเศรษฐกจิ พอเพียง เม่อื ปี 50
นับเป็นจุดพลิกผันของชีวิตอดีตผู้ใหญ่บ้านวัยดึกอย่างทองม้วน ภูเวียงแก้ว กับบทบาทอาสา
สมัครพลังงานชุมชน เขาได้รับโอกาสให้ออกไปเปิดหูเปิดตาทั่วทุกซอกมุมของแหล่งบ่มเพาะ
ความรู้เรื่องพลังงานทางเลือกในประเทศ จากไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าพลังงานทางเลือกคืออะไร
กระทั่งสามารถอธิบายเป็นภาษาง่ายๆในแบบฉบับของเขาเองได้ว่า “การมีทางเลือกให้ชุมชนได้
ใช้พลังงานท่นี อกเหนอื จากไฟฟา้ และปรับเปลีย่ นพฤตกิ รรมการใช้ไฟฟา้ ของชมุ ชน” นับจากน้นั
ทองมว้ นได้ทำหน้าท่ีเติมแตง่ ชีวติ ชีวาใหก้ ับธรรมชาติและชมุ ชนอยา่ งน่าสนใจ
จากเตาเผาถา่ น 200 ลติ ร จกั รยานสบู นำ้ เครอ่ื งนวดขา้ วพลงั งานถบี สเู่ ตาประหยัด “ผมคิดถึงในหลวง น้ำตาจะไหลอยู่
พลังงานมหศั จรรย์ ตลอด ทำไมตอนพระองคอ์ ยู่ไมม่ ี
ใครเอาจริงเอาจัง ตอนน้ผี มได้
ความรู้จากหลายแหล่งถูกปรับประยุกต์เป็นนวัตกรรมลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและ ดำเนนิ รอยตามเศรษฐกิจพอเพยี ง”
น้ำมันหลายประเภท ไมว่ า่ จะเปน็ เตาเผาถา่ น 200 ลิตรลดการสญู เสียฟนื ในกระบวนการผลิต
จักรยานสูบน้ำ เครื่องนวดข้าวพลังงานจักรยาน นวัตกรรมจากภูมิปัญญาเหล่านี้ทำให้ชุมชน ...ทองมว้ น ภเู วียงแกว้ ...
สามารถลดรายจ่ายค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมันและเสริมสร้างสุขภาพได้ในคราเดียวกัน นอกจากนี้ทอง
ม้วนยังเป็นผู้นำในการรวมกลุ่มชาวบ้านจำนวนหนึ่งตั้งกลุ่มผลิตเตาประหยัดพลังงาน
ประสิทธิภาพสูง โดยมกี ารพัฒนาผลิตภณั ฑอ์ อกมาหลายรุ่นด้วยกันท้ัง เตาถ่านหุงตม้ ประหยัด
พลังงาน และเตาถ่านฟืนประหยัดพลังงาน รวมจำนวนกวา่ 10,000 ลกู ท้ังหมดไม่เพยี งสร้างราย
ไดเ้ ข้าสูค่ รัวเรือนสมาชิกเทา่ นนั้ แตเ่ ตาจำนวนมหาศาลทผ่ี ลติ ออกมายงั ถกู กระจายไปสกู่ น้ ครัวทั่ว
ภาคอสี านเพื่อทำหนา้ ทตี่ ่อลมหายใจให้กับธรรมชาติและชุมชนอกี ทางหนึ่ง
วิทยากรต้นแบบพลังงานชมุ ชน: วถิ ีแห่งผูน้ ำทาง
จากความสำเร็จอันโดดเด่นในฐานะช่างภูมิปัญญาพลังงาน ทองม้วนได้รับโอกาสให้
เล่อื นช้นั เปน็ วิทยากรของกระทรวงพลงั งาน เดินทางออกไปประสาทวชิ าพลังงานทางเลือกทั่วทุก
อำเภอในจังหวัดอุดรธานีและตามจังหวัดต่างๆในภาคอีสาน กับภารกิจใหม่เขาสกัดเอาตะกอน
ความรู้ออกมาบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ใหม่อย่างพิถีพิถัน จนสามารถสร้างแกนนำนักอนุรักษ์พลังงาน
ชุมชนรุ่นใหมไ่ ด้ในหลายพ้ืนท่ี กระทัง่ ระหวา่ ง ปี 56-57 ทองมว้ นถกู เชิญใหเ้ ขา้ แสดงผลงานที่
พิพธิ ภณั ฑ์เกษตรพอเพยี ง นวนคร จงั หวัดปทมุ ธานี และทำหนา้ ทีเ่ ปน็ วิทยากรพเิ ศษถ่ายทอด
ความรู้เรื่องนวัตกรรมพลังงานทางเลือกให้แก่ผู้สนใจเป็นประจำทุกเดือน อันนำมาซึ่งความ
ปลาบปลื้มอย่างล้นเหลือให้กับเขาในฐานะช่างภูมิปัญญาภูธรที่ได้รับโอกาสสนองงานใต้เบื้องพระ
ยุคลบาทของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั
!50
๑๙ ๙ คนของพระราชา
วชิ ยั แสงจันดา: ยอดชาวนา หวั ใจสีเขียว
หลากลีลา หลายวถิ ีของชาวนาอสี าน
7 ทศวรรษกอ่ นครอบครวั “แสงจันดา” พรอ้ มคาราวานเกวยี น 39 เล่ม จากเมอื งร้อยเอด็ มุ่งหน้าข้นึ เหนอื สเู่ มอื งอุดรธานี
วชิ ยั วยั 69 ปี เติบโตในครัวเรือนชาวนาขนาดใหญใ่ นบรรยากาศทีเ่ รยี กกนั วา่ ยุคชาวนาแสวงโชค สมยั นนั้ ชาวนาอสี านมีการเคลื่อนยา้ ย
ถ่ินฐานกันค่อนขา้ งกวา้ งขวาง การบุกเบกิ ทีด่ ินทำกินแหง่ ใหมเ่ ป็นไปอย่างอิสระ เขามชี วี ติ ทมี่ ิไดผ้ ดิ แผกจากครรลองของลูกชาวนาอสี านที่
ต้องเรยี นร้วู ถิ เี กษตรกรรม และการหาอยู่หากนิ ตามภมู นิ เิ วศในทอ้ งถนิ่ ทว่าการเข้ามาของรถไฟในอีสานทเ่ี ช่อื มโยงเศรษฐกิจและผู้คน
ระหวา่ งกรงุ เทพฯกับหวั เมอื งตา่ งๆ เป็นแรงกระต้นุ ใหเ้ ขากา้ วออกไปแสวงโชคตามแรงปรารถนาของครอบครัว จากเด็กเร่ขายไกย่ า่ งตาม
ชุมทางรถไฟ ทหารรับจ้างในสมรภมู ิอินโดจีน และเขา้ ร่วมกองทพั แรงงานอีสานไปขายแรงงานยังประเทศซาอุดอิ าระเบีย ถงึ กระนนั้ ชีวิต
ชาวนาผู้ท่องโลกกว้างของเขากลับมิได้ราบเรียบอย่างที่คาดคิด เพราะการเผชิญกับความยากลำบากในสภาพการทำงาน ความเปลี่ยว
เหงา ความรุนแรงในสมรภมู ิความขดั แยง้ และความไมเ่ ปน็ ธรรมของกลไกการคา้ แรงงานพลดั ถิน่ เหลา่ นี้กลายเป็นจุดคานงดั ทีเ่ ปล่ยี นมมุ
มองที่มีต่อโลกชีวิตของเขาไปอย่างไพศาล การหวนคืนสู่วิถีเกษตรกรรมธรรมชาติบนรากเหง้าบรรพชนจึงเป็นหมุดหมายใหม่และยั่งยืน
มากกว่า
จากชาวนา พ่อคา้ นกั รบ ผูน้ ำชุมชน สวู่ ถิ ีเกษตรกรรมแบบพง่ึ ตนเอง
การยอ้ นกลับมาเปน็ ชาวนาอีกคร้งั ของวชิ ยั ในปลายทศวรรษ 2520 สังคมชนบททีเ่ ขาจากมาเปล่ยี นแปลงไปอยา่ งผดิ หูผดิ ตา
การผลิตแบบพอเลี้ยงชีวิตกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การผลิตแบบทุนนิยมอย่างรวดเร็ว แรงงานในชุมชนกลายเป็นสินค้าในกระบวนการผลิต
แบบทุนนยิ ม และติดหล่มอยใู่ นวงั วนปัญหาหน้สี ิน ฐานทรพั ยากรธรรมชาติ เชน่ ดนิ น้ำ ป่า เส่อื มทรดุ ลงอยา่ งตอ่ เน่ืองจากกระบวนการ
ผลิตแบบใหม่ ทไ่ี ม่สอดคล้องกบั หลักการรกั ษาความสมดุลของระบบนิเวศและความหลากหลายทางชวี ภาพ เหลา่ น้ีเปรียบดงั กระแสนำ้
อันเชี่ยวกรากที่ท้าทายความมุ่งมั่นของวิชัยอย่างฉกาจฉกรรจ์ แต่หัวใจอันมั่นคงก็พาเขาก้าวทวนกระแสความเปลี่ยนแปลงได้อย่างเด็ด
เดย่ี ว แม้ระหว่างทางจะได้รับท้ังดอกไมแ้ ละกอ้ นหนิ จากผ้คู นทรี่ ายลอ้ มกต็ ามที ตน้ ทศวรรษ 2530 เขาถกู เลอื กให้เปน็ ตวั แทนเกษตรกร
ของชมุ ชนออกไปอบรมแนวทางการทำเกษตรกรรมแบบพึ่งตนเองตามพระราชดำรัสของในหลวง ตะกอนความร้ดู ้านการเพาะปลกู การ
ขยายพนั ธ์ุพืช การฟื้นฟสู ภาพดิน การทำปุ๋ยชีวภาพ การปลูกข้าวปลอดสารพิษ การรกั ษาความหลากหลายทางชวี ภาพ และหลกั การพง่ึ
ตนเองอยา่ งย่ังยืน ทตี่ กผลกึ ในตวั เขาถกู ผนวกรวมเปน็ เนื้อเดียวกบั วิถีชวี ิต แปลงนามรดกผนื สุดท้ายถูกฟ้ืนฟูเปน็ ไร่นาสวนผสมทีป่ ลอ่ ยให้
ธรรมชาตทิ ำงานสอดประสานเกื้อกลู กัน จนเบ่งบานเป็นผลผลติ อันลำ้ ค่า กอ่ นถา่ ยเทเปน็ บทเรยี นสู่คนในชมุ ชนอย่างพถิ พี ถิ ัน
สูว่ ถิ นี ักอนุรกั ษท์ รพั ยากรธรรมชาติและครูภมู ปิ ัญญาทอ้ งถ่นิ
บนเส้นทางชีวิตชาวนาแบบพึ่งตนเองนั้นสัมพันธ์กับแรงเสียดทานจากภายนอกเสมอ วิชัยจึงต้องละเมียดละไมในการรักษา
จดุ ยืน และเลือกปรับตวั ปะทะประสานกับปัจจัยเสย่ี งทถี่ าโถมเข้ามากระทบวถิ ที างที่เขาพงึ ปรารถนา ปลายปี 45 หลังมีข่าวการพัฒนา
เหมืองแรใ่ ตด้ นิ แพร่สะพัดท่วั ตำบล ด้านหนง่ึ ความกระหายใครร่ ู้ และความวิตกกงั วลต่อความเปลย่ี นแปลงของวิถชี วี ติ ชุมชน ได้ผลักให้
เขาและชาวนาอีกหลายตำบลรว่ มตรวจสอบการพฒั นาโครงการในนาม “กลมุ่ อนรุ กั ษส์ ิ่งแวดล้อมอดุ รธานี” อยา่ งใกลช้ ดิ อีกดา้ นหนง่ึ
แรงปรารถนาใหเ้ กิดการสืบสานสจั ธรรมชวี ติ ทีเ่ ขาศรทั ธา วชิ ัยและเพอ่ื นพอ้ งปราชญช์ าวบ้านไดร้ ว่ มกนั ก่อต้งั โรงเรยี นทางเลือกคนฮักถิ่น
เป็นพื้นที่บ่มเพาะและหล่อหลอมให้คนรุ่นหลังเกิดความหวงแหน และกล้ายืนยันการผลิตซ้ำความเป็นชาวนาอย่างมั่นยืน ท่ามกลาง
กระแสการพัฒนาที่มีมูลคา่ ทางเศรษฐกจิ เป็นตัวเหน่ียวนำ
!51
๑๙ ๙ คนของพระราชา
โรงเรยี นคนฮกั ถ่นิ : แนวทางการศึกษาเพือ่ ความมน่ั ยนื ของชีวิต “ผมเชอ่ื เสมอว่าชาวนาอสี านสามารถ
กว่าหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา บรรยากาศท่ามกลางปัญหาเด็กในชนบทอีสานหลุด พ่ึงตนเองได้อยา่ งมนั่ ยืนแน่ ถ้ากลา้
เปลยี่ นการผลิตให้สอดคลอ้ งกับหลกั
ลอยออกจากรากเหงา้ ทางสงั คมวัฒนธรรม ชาวบา้ น กลุ่มอนุรักษ์ส่งิ แวดลอ้ มอุดรธานี ผมู้ ี การของธรรมชาติ และรากเหงา้
ความรอบรู้ จดั เจนในการดำเนินชีวิตหลายคน ในอำเภอประจักษ์ศลิ ปาคมและอำเภอเมอื ง
จงั หวดั อุดรธานี ได้รว่ มกันสถาปนาโรงเรียนคนฮกั ถน่ิ เปน็ พื้นทค่ี วามรู้ พืน้ ที่ในการสานตาข่าย ภมู ปิ ัญญาของบรรพชน”
ความสมั พันธข์ องคนหลายรุ่นให้เหนียวแนน่ กลมเกลยี ว ตลอดจนสรา้ งใหมค่ วามเป็นโรงเรยี น ...วชิ ยั แสงจนั ดา...
ใหเ้ ปน็ กลไกเชิงสถาบันทมี่ จี ุดยดึ โยงใหเ้ ดก็ หันกลบั มาสัมผสั วฒั นธรรมชมุ ชนมากยิ่งขนึ้
วา่ ดว้ ยโรงเรยี นกับครูในความหมายใหม่
ภายใต้ปรชั ญาการก่อเกิดทแี่ ตกต่างกบั โรงเรยี นในระบบปกติ โรงเรียนคนฮักถนิ่ จึง
เน้นการเรยี นร้นู อกตำราเรยี น และให้ความสำคัญกบั การเรียนรเู้ ชงิ ปฏิบัติการทีเ่ ชือ่ มโยงเน้ือหา
ความรจู้ ากเบอื้ งลา่ ง เช่น ตำนาน นทิ านปรัมปรา วัฒนธรรมความเชอ่ื ประวตั ิศาสตร์ชมุ ชน
ภูมินิเวศชมุ ชน วิถเี กษตรกรรม ผา่ นบอกเล่าจากมุมมองของคนในทอ้ งถนิ่ เอง พรอ้ มกบั สอด
แทรกเน้ือหาของศาสตรส์ มยั ใหม่บางดา้ นทจี่ ำเป็นสำหรับการปรับตวั เช่น อาชพี เพ่ือความพอ
เพยี ง ส่ือเพอื่ การรณรงค์ และประชาธปิ ไตยชมุ ชน โดยครจู ะกา้ วขา้ มการผูกขาดความรู้ การ
กำกบั ควบคมุ มาทำหนา้ ทก่ี ระต้นุ หนุนเสริม สงั เคราะห์ประเดน็ เนื้อหาเพ่อื สร้างกระบวนการ
เรยี นรรู้ ว่ มกับผู้เรยี นเป็นสำคญั
กระบวนการเรียนรู้ นอกห้องส่เี หลี่ยม: จุดเชื่อมโยงสู่รากฐานชมุ ชน
ในทกุ เชา้ วันเสารข์ องฤดกู าลปิดภาคเรยี น เดก็ น้อยจากหมบู่ ้านโนนสมบูรณ์ สังคม
สะอาดนามูล โคกสี เชยี งกรม หนองลมุ พุก หนองแก โนนแสวง นาเจรญิ จำนวนกวา่ ร้อยชวี ิต
ตา่ งมุง่ หน้าส่จู ดุ หมายปลายทางเดียวกนั ศาลาวดั บ้าน ลำหว้ ย ปา่ โคก ท้องทุ่ง ร่มไม้ แปลง
เกษตร ลานโล่ง และสถานีวิทยุชุมชน ถูกใชเ้ ป็นพ้ืนทเี่ รียนร้ทู ีเ่ ปิดโอกาสให้ผ้เู รียนได้เก็บเก่ียว
ประสบการณ์ ขอ้ คิดเห็น มมุ มองทแ่ี ตกตา่ งหลากหลาย ผ่านกระบวนการกลุ่ม เช่น การสำรวจ
พันธ์ุพชื ทอ้ งถน่ิ สำรวจปัญหาชมุ ชน การแสดงบทบาทสมมติ หรอื การฝกึ ปฏบิ ัติการ เช่น การ
ทำแผนท่ีทรพั ยากรและวฒั นธรรม การทำนำ้ หมกั ชีวภาพ การจัดรายการวิทยชุ มุ ชน และการ
แบ่งกลุม่ เกบ็ ขอ้ มูลประวัติศาสตร์ชุมชน เป็นตน้ แนน่ อนว่า กระบวนการเรียนรู้ดังกลา่ วดา้ น
หนึ่งไม่เพียงเอื้อให้ผู้เรียนถักทอความรู้สึกนึกคิดเป็นสำนึกที่เคารพและหวงแหนความเป็นท้อง
ถ่ินอสี าน อีกดา้ นหน่งึ ก็เปดิ พ้นื ทใ่ี หเ้ กิดการเช่อื มร้อยผู้เรียนเขา้ กับพ้นื ท่ี มติ รสหาย และครูจาก “พืน้ ทที่ ุกแหง่ ในชุมชนเป็นห้องเรียนได้
ตา่ งหมบู่ า้ นไดอ้ ย่างลงตวั โรงเรียนทางเลอื ก คนฮกั ถน่ิ จึงเป็นภาพแทนหนง่ึ ในการสรา้ งชุมชน ป่าไม้ ลำห้วย ทอ้ งทุ่ง ลานโลง่ และชาว
ทอ้ งถน่ิ เขม้ แขง็ บนฐานนิเวศวฒั นธรรมและเครอื ข่ายชมุ ชนท้องถน่ิ
บ้านธรรมสามญั ก็เป็นครูไดเ้ ชน่ กนั
เพยี งแค่เรากลา้ บิดมุมความคิด”
!52
๑๙ ๙ คนของพระราชา
ปราชญเ์ กษตรของแผ่นดนิ ในอดุ รธานี
พอ่ แสวง ละมัยกลาง ปัจจุบนั อายุ 62 ปี ท่อี ยู่ 171 หมู่ 2 บา้ นนาจาน ตำบลศรสี ำราญ อำเภอน้ำโสม จังหวดั อดุ รธานี
ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ผู้เรียนรู้ลงมือปฏิบัติ และอุทิศตนตามปรัชญาเกษตรทฤษฎีใหม่ ในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จ
พระเจา้ อยหู่ วั ภูมพิ ลอดลุ ยเดช เก่ยี วกับการจัดท่ดี ินเพ่ือการอยูอ่ าศยั และทำกนิ อย่างยงั่ ยืน
พ่อแสวง ได้เปิดเผยว่าก่อนหน้าทต่ี นเองจะทำเกษตรทฤษฎใี หม่นัน้ เคยปลกู พืชเชงิ เดย่ี วมากอ่ น แตย่ ิ่งทำย่ิงขาดทนุ ยิ่งทำย่งิ
เปน็ หน้ี ไมว่ ่าจะเป็นการปลูกมนั ปลกู ออ้ ย ปลกู ข้าวโพด โดยคิดวา่ ถา้ เราปลูกในปริมาณที่มากๆ เมือ่ ถงึ ช่วงเวลาจำหน่ายจะได้เงนิ มาก
ด้วย แต่พอทำเข้าจรงิ ๆ กลับไม่ไดส้ วยงามอย่างที่เราคิดไว้ เมื่อทำมากกม็ คี า่ ใช้จ่ายมาก ไหนจะค่าไถ่ คา่ ปุ๋ย ค่าจา้ งคนปลกู และดูแล
เดอื ดร้อนเงินไม่พอก็ไดไ้ ปก้หู นี้ หยบิ ยืมคนอ่ืนมา ดอกเบ้ียก็ขึน้ ตามหลงั กย็ ิง่ หนัก ทำให้เปน็ หนเ้ี พม่ิ มากขนึ้ ครอบครัวกล็ ำบาก ซึง่ ตนเอง
เครยี ดมากในช่วงน้นั ตอ่ มาทางสำนกั งานเกษตรอำเภอ ไดส้ ง่ ให้ไปฝกึ อบรมและเรยี นรู้ เร่อื งเกษตรทฤษฎีใหม่ ทำให้ตนเองมีความรูเ้ พม่ิ
มากขึ้น จึงไดห้ นั หลงั ให้กับการทำเกษตรเชงิ เดย่ี ว หันหนา้ ใหก้ ับการเกษตรแบบผสมผสาน ปลกู พชื และเลยี้ งสตั ว์นานาชนดิ หมุนเวยี น
สลับกันไป
ซ่ึงในปัจจบุ นั พอ่ แสวงไดเ้ ปดิ เผยว่าตนเองมีท่ีดินในการครอบครอง อยปู่ ระมาณ 41 ไร่ ซง่ึ ไดแ้ บง่ พน้ื ท่อี อกเปน็ 3 สว่ น ใน
อัตราส่วน 3:3:4 โดยจดั สรรพ้นื ทใ่ี นแตล่ ะสว่ น ตามลำดบั ดงั นี้
ส่วนท่ี 1 เป็นพนื้ ทนี่ ำ้ โดยไดข้ ดุ บ่อ จำนวน 5 บ่อ กระจายในพืน้ ท่ี เพื่อใหม้ นี ้ำเพยี งตอ่ การทำการเกษตร เลี้ยงสัตว์ และเกบ็
กกั น้ำไว้ใช้ให้เพยี งพอตลอดท้งั ปี ซง่ึ จากการขุดบอ่ นน้ั นอกเหนือจากการมนี ำ้ ใช้แล้ว ยังสามารถเลยี้ งปลานำ้ จดื ไวจ้ ำหนา่ ยเพือ่ สรา้ งราย
ได้ให้กับครอบครัวอีกดว้ ย
ส่วนที่ 2 พืน้ ทป่ี ลกู ขา้ ว สำหรับบรโิ ภคตลอดทั้งปี และบางสว่ นยงั สามารถนำไปจำหนา่ ยได้ นอกจากนัน้ ในพนื้ ทสี่ ่วนทส่ี องนี้
ยังสามารถปลูกผักนานาชนดิ เพอ่ื บริโภคในครวั เรือน และจำหนา่ ยเพ่อื สรา้ งรายได้ให้กบั ครอบครวั อาทิ มะละกอ มะเขอื พวง ที่เปน็ ที่
ต้องการของตลาดและมรี าคาคอ่ นขา้ งสูง
ถดั มาสว่ นท่ี 3 เปน็ พ้ืนท่สี ำหรับสร้างเปน็ ทีอ่ ยอู่ าศัยและเล้ียงสตั ว์ ซ่งึ พื้นทใ่ี นส่วนน้ที ีเ่ หลอื จากการสรา้ งเปน็ ทอ่ี ยอู่ าศยั และ
โรงเรอื นสำหรับเก็บเครื่องมือทางการเกษตร จะเปน็ พนื้ ทส่ี ำหรบั การเล้ียงสัตว์ท้ังหมด ทส่ี ำคญั ได้แก่ หมู ไก่ และกบ โดยเฉพาะการเล้ยี ง
กับท่ีในปัจจุบนั ถอื ไดว้ ่าพอ่ แสวงนัน้ ประสบความสำเรจ็ ในการผสมพนั ธุก์ บนอกฤดูกาล เป็นการนำภมู ปิ ญั ญาท้องถนิ่ จากการเรียนรู้ และ
ลองผิดบ้าง ถูกบ้าง จนตกผลึกเปน็ องคค์ วามรแู้ ลว้ นำมาปรบั ประยกุ ต์ใชจ้ นไดผ้ ลความสำเร็จจากการจดั สรรพืน้ ทแี่ ละการทำการเกษตร
ดังกล่าว ทำใหใ้ นปจั จุบันพ่อแสวง มีรายได้เฉลยี่ ตอ่ วนั ไมต่ ่ำกว่าวันละ 1,000 บาท จากการจำหน่ายผลผลติ ต่างๆ ซึง่ มใี ห้จำหนา่ ยทกุ วัน
แตอ่ าจแตกตา่ งชนดิ กัน อาทิ ผัก มะละกอ กลว้ ย ข้าว ปลา กบ เปน็ ตน้
ท้งั น้ี พ่อแสวงไดเ้ ปิดเผยวา่ ส่งิ ทป่ี ระสบความสำเรจ็ มากกวา่ การไม่มีหนี้และรายได้ท่ีเพม่ิ ขึ้นนน้ั คือการทต่ี นเองได้ตอบแทน
บญุ คณุ ของแผ่นดิน โดยการสง่ ตอ่ ความรู้ ภมู ปิ ัญญาที่ตนเองมีอยู่ ใหก้ บั เกษตรกรและประชาชนท่ัวไป ที่มองวา่ ตนเองพอทจ่ี ะให้ข้อมลู
ใหค้ วามรู้ แนะนำแนวปฏบิ ัติในด้านการเกษตรทฤษฏีใหม่ได้ โดยการจัดต้งั ศนู ยก์ ารเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพยี งและเกษตรทฤษฎใี หม่ ตาม
แนวพระราชดำริ (ในที่ดนิ ของตนเอง) เพ่อื เป็นศูนย์การเรียนรู้ในการถา่ ยทอดความรูต้ ามปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎใี หม่
ตลอดจนให้คำปรึกษาด้านเงินทุนแก่สมาชิกและประชาชนทั่วไป ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกทั้งในอำเภอน้ำโสมและอำเภอใกล้เคียงจำนวน
69 คน
5! 3
๑๙ ๙ คนของพระราชา พ่อแสวง ละมยั กลาง
พ่อศุภเศรษฐ์ ศริ ิ
นักปกครองทอ้ งทีย่ อดเยี่ยมในอดุ รธานี
...ทา่ นเปน็ ผทู้ ี่ไดร้ ว่ มทุกข์ รว่ มสขุ กับราษฎรในทอ้ งทข่ี องทา่ นมาอย่าง
ใกล้ชิด ย่อมเข้าถึงจิตใจและความต้องการของเขาเหล่านั้น ได้ดีกว่าผู้ที่อยู่ห่างไกล
ราษฎรยอ่ มจะตอ้ งหวงั พึง่ ท่านเม่ือมคี วามเดือดรอ้ น
ฉะนัน้ ขา้ พเจ้าจึงหวงั ว่าทา่ นทง้ั หลาย จะเอาใจใสด่ แู ลความเปน็ อยู่ของ
เขาใหม้ าก และทำตวั เองใหเ้ ปน็ ที่พ่ึงแกเ่ ขา สมกบั ที่เขาไดไ้ ว้วางใจ เลือกท่านขึน้ มา
เปน็ หัวหนา้ จงพยายามบำเพ็ญตนใหส้ มกบั ตัวอกั ษร ท่ีตราหนา้ หมวกเคร่ืองแบบของ
ท่านทีว่ ่า ระงบั ทกุ ขบ์ ำรุงสขุ
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
พระราชทานในการอบรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในเขตชายแดนภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
เมอ่ื วนั ท่ี 12 สงิ หาคม2505
พ่อศุภเศรษฐ์ ศิริ ปจั จบุ ันอายุ 53 ปี ทีอ่ ยู่ 359 บ้านนาขา่ หมู่ 1 ตำบล
นาขา่ อำเภอเมอื ง จงั หวดั อุดรธานี ดำรงตำแหน่งผ้ใู หญ่บา้ น บ้านนาขา่ เป็นผูท้ ี่
น้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ต่อการ
ปฏบิ ัตหิ นา้ ท่ีในตำแหน่งผใู้ หญ่บ้านอยา่ งแท้จริง
พอ่ ศุภเศรษฐ์ หรอื ทีช่ าวบ้านนาขา่ เรียกวา่ ผู้ใหญน่ ้ำหวาน เป็นผู้ทป่ี ฏิบั ติ
หน้าทีใ่ นฐานะผู้นำหม่บู ้าน ดว้ ยความตั้งใจจรงิ มีความวริ ยิ ะ อตุ สาหะ และมคี วาม
เสียสละ ทั้งแรงกายและแรงใจ จนเปน็ ที่รักของคนในหมูบ่ า้ น ซงึ่ งานดา้ นการพัฒนา
หมู่บ้านท่ีสำคญั อาทิ การสง่ เสริมใหเ้ ยาวชนทเี่ ป็นอนาคตของชาติ ใหเ้ ขา้ ถงึ กีฬา ท้งั
กีฬาพื้นบ้านและกฬี าสากล เพือ่ เสรมิ สรา้ งสขุ ภาพให้แขง็ แรงและห่างไกลจากยาเสพ
ติด ตลอดจนจัดกจิ กรรมตา่ งๆ เพ่อื ใหเ้ ยาวชนในหมบู่ า้ นมีจิตสาธารณะมากขึน้ ซึง่ ทง้ั
สองประเด็นดังกล่าว เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ ทั้งใน
ปจั จุบันและอนาคต
นอกจากนนั้ ยังได้รณรงค์ใหร้ าษฎรในหมบู่ า้ นปลูกผกั ปลอดสารพิษ เพื่อ
บริโภคในครวั เรอื น ซึง่ ไม่เพยี งแตเ่ ปน็ การได้บริโภคผกั ทีด่ ีต่อสุขภาพเทา่ นัน้ ยงั ช่วย
ลดรายจา่ ยในครัวเรือนไดอ้ กี ดว้ ย
ตลอดจนการปฏิบตั ิหน้าท่ตี ามนโยบายทสี่ ำคญั ของรัฐอน่ื ๆ อาทิ ดา้ นการ
ปกครอง การพฒั นา สาธารณะสขุ ผ้ใู หญ่นำ้ หวานเองกไ็ ด้ปฏบิ ัตหิ น้าที่ในฐานะผู้นำ
เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ราษฎรในหมู่บ้าน ซึ่งส่วนหนึ่งที่สะท้อนถึงความสำเร็จ
คอื การไดร้ ับ รางวัลแหนบทองคำ หรอื รางวัลผ้ใู หญบ่ ้านยอดเยี่ยม ประจำปี 2557
โดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
5! 4
๑๙ ๙ คนของพระราชา
ภูมิปัญญาหมอลำหนังปโมทยั ในอดุ รธานี
พอ่ สมหมาย ศรีเมอื งแก้ว ปัจจบุ นั อายุ 72 ปี ทีอ่ ยู่ 534 บ้านเชียงพณิ หมู่ 1 ตำบลเชียงพิณ อำเภอ
เมือง จังหวดั อุดรธานี เป็นบคุ คลผทู้ ่มี ีความร้แู ละความเชี่ยวชาญเก่ียวกับการเขียนบทและการพากย์หมอลำหนังป
โมทยั ที่มีชื่อเสยี งในระดบั จงั หวดั และระดบั ประเทศ จนไดร้ บั รางวัลเกียรติยศมากมาย อาทิ รางวลั ศลิ ปินพื้นบ้าน
อีสาน ในปี 2550 รางวัลคนดีศรีอุดร ในปี 2552 และรางวลั ครภู มู ปิ ัญญาไทย รนุ่ ท่ี 6 ดา้ นศิ ลปกรรม ในปี
เดยี วกัน
พ่อสมหมาย ไดเ้ ปดิ เผยวา่ ในการเขียนบทพากย์หมอลำหนังปโมทัยนั้น ตนเองจะสอดแทรกสิ่งทส่ี ร้าง
เสรมิ คุณธรรม จรยิ ธรรม การเป็นคนดีของสังคม และส่ิงที่ขาดไมไ่ ด้เลย คือ การนอ้ มนำคำสอนของพระบาท
สมเด็จพระเจา้ อยู่หวั ภูมพิ ลอดลุ ยเดช เขา้ มาในบทพากย์ อาทิ คำสอนเก่ยี วกบั การเปน็ คนดีของสงั คม การใช้ชีวิต
อย่างพอเพียง ตลอดจนบางฉากในบทพากย์หากตัวละครเปน็ ผใู้ หญบ่ า้ น กำนนั หรือขา้ ราชการจะตอ้ งปฏิบตั ิ
หน้าทีเ่ พอื่ ประโยชนข์ องประชาชน อยา่ ไปทำสง่ิ ทไี่ ม่ดีตอ่ สงั คม เพื่อให้คนดไู ดร้ บั ขอ้ คดิ และความรู้ นอกเหนอื จาก
ความบันเทงิ
นอกจากน้นั สว่ นตวั พ่อสมหมายเอง ได้นอ้ มนำหลักคำสอนของพระองค์ เกีย่ วกับการอยู่ การกนิ การ
ใชจ้ า่ ยอยา่ งพอเพียง พออยู่ พอกิน ไม่ฟุ่มเฟอื ยมาเปน็ แนวทางในการดำรงชีวติ ทำใหค้ รอบครวั อยู่อย่างมีความ
สขุ และเป็นตวั อยา่ งพลเมอื งดจี นเปน็ ทยี่ อมรบั ของบคุ คลโดยท่ัวไป
ซง่ึ ในปัจจบุ ันพอ่ สมหมาย มีความตง้ั ใจและทมุ เททจ่ี ะถา่ ยทอดองคค์ วามรู้เกยี่ วกับหมอลำหนงั ปโมทัย
อาทิ การเขยี นบท การพากย์ การจัดทำตวั ละคร การเขยี นฉาก ตลอดจนการเขยี นกลอนลำและการเลน่ ดนตรี
อีสาน ให้กับบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์หมอลำหนังปโมทัยให้คงอยู่คู่เมือง
อุดรธานี และสังคมไทยสบื ไป
!55
๑๙ ๙ คนของพระราชา
ผูอ้ ทุ ศิ ตนเพื่อรกั ษาศลิ ปะพนื้ บ้านอีสาน
แมเ่ ทวี บุตรต้วั ปจั จุบนั อายุ 69 ปี ทอ่ี ยู่เลขที่ 14 ถนนหมากแข้ง ตำบลหมากแขง้ อำเภอ
เมอื ง จังหวดั อุดรธานี เปน็ ผ้มู ีความรแู้ ละความเชย่ี วชาญทางดา้ นศลิ ปะพื้นบา้ นอีสาน โดยเฉพาะทาง
ดา้ นหมอลำพืน้ บ้านอสี าน ในระดบั ชน้ั ครู
ซ่งึ แม่เทวี เปน็ บุคคลที่ต่อส้เู พ่ืออุทศิ ตนในการสง่ เสรมิ สนบั สนุน อนุรกั ษ์ สืบสาน และ
ถา่ ยทอดศิลปะการแสดงพืน้ บ้านอสี าน (หมอลำ) ให้กบั คนรนุ่ ใหมผ่ ่านทางสถาบันการศึกษาหลายแหง่ ใน
จังหวัดอดุ รธานี และจังหวัดใกลเ้ คียง จนในปจั จบุ ันเป็นที่ยอมรับ ทง้ั ในระดบั จงั หวดั และระดบั ประเทศ
อกี ทัง้ แม่เทวี ยังเปน็ บุคคลผกู้ ่อตง้ั ชมรมศลิ ปนิ พ้นื บา้ นอีสาน จังหวัดอุดรธานี และสมาคม
ศลิ ปินหมอลำ จงั หวดั อดุ รธานี เพ่อื เปน็ ศนู ย์สำหรบั ถ่ายทอดศิลปวฒั นธรรมพน้ื บ้านอสี านใหค้ นรนุ่ ใหม่
และบุคคลท่วั ไปได้เรยี นรแู้ ละศึกษาอีกด้วย
นอกจากนี้ แม่เทวี ยงั ได้เปดิ เผยถงึ ชีวิตการเปน็ หมอลำ คือการเป็นศลิ ปิน ผทู้ ี่ใหค้ วามบนั เทิง
แก่ผชู้ มและฟัง แตค่ วามบนั เทงิ นนั้ ตอ้ งแฝงไปด้วยกลอนลำทีม่ ีประโยชน์ สอดแทรกเรื่องศลี ธรรม คำ
สอนทางศาสนา วัฒนธรรมและประเพณีของอสี าน และคำสอนของพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ วั ภูมิพล
อดลุ ยเดช เขา้ ไปในกลอนลำด้วย
โดยเฉพาะกลอนลำที่สอดแทรกคำสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ตลอดจนการทรงงานและพระราชกรณยี กจิ ตา่ งๆ ของพระองคท์ า่ น ซง่ึ แมเ่ ทวจี ะใหค้ วามสำคญั เปน็ อยา่ งย่งิ
โดยเฉพาะในปที พี่ ระองค์ทรงครองราชย์ ครบ 60 ปี แมเ่ ทวี ก็ไดป้ ระพันธก์ ลอนลำล่องเทิดพระเกียรตฯิ
ใจความสำคญั ตอนหนึง่ วา่
“...สุดแผ่นดิน แผน่ ฟ้า สดุ แมน่ ำ้ คงคามหาสมุทรอนั กวา้ ง...ใหญ่ ยังบป่ านนำ้ พระทยั ของ
ในหลวงห่วงไพรฟ่ ้า ห่วงประชาสิเดือดรอ้ นจงั สอนให้คอ่ ยขยนั คอ่ ยหมัน่ เพียร....ฮ่ือ...เดอ้ ...นา...”
แม่เทวี ได้เปดิ เผยตอ่ ว่า ในวันที่ 13 ตลุ าคม 2559 หลังจากทีไ่ ด้รับทราบขา่ วอยา่ งเปน็
ทางการจากสำนกั พระราชวัง ซ่ึง แถลงการณ์ผ่านทางโทรทศั น์ เหมือนกบั คนทห่ี ัวใจแตกสลาย ซ่งึ เปน็
ข่าวทีค่ นทงั้ ประเทศไม่อยากให้เกิดขึ้น คอื ขา่ วการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อย่หู ัวฯ ซงึ่
ไมเ่ คยคิดไมเ่ คยฝันเลยว่าจะมวี นั น้ี ตอ่ มาเมือ่ เวลาผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์พอต้งั สตไิ ด้ จงึ ประพนั ธ์
กลอนลำล่องอาลยั พอ่ หลวง เปน็ การถ่ายทอดความร้สู กึ ของตนเองผ่านกลอนลำ ซึ่งมีใจความสำคัญตอน
หน่ึงวา่
“...พอใด้ยนิ แล้วอึง ฟงั ขา่ วแถลงการณ์ วา่ พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ไดส้ วรรคตจากไป
แลว้ วันนี้ วันที่ 13 ตลุ าคม ตอนเวลา 15 นาฬิกา 52 นาที เป็นเวลาพระองคส์ ้ินแถลงใหฮ้ ู้ขา่ ว
ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นสวรรคตแล้วใลร่างสู่สวรรค์ ใจแทบขาดสบั้น ตอนฟังข่าว
แถลงการณ์...”
!56
๑๙ ๙ คนของพระราชา
๖
ประวัติศาสตร์
5! 7
๑๙ ๙ คนของพระราชา
“๙ เรอ่ื งราว ๙ ความทรงจำ” ในการเสดจ็ ฯ จังหวดั อดุ รธานี เชิดชาย บุตดี
“อดุ รธาน”ี คอื หน่งึ ในจงั หวดั ท่ตี ้งั อย่ใู นพ้นื ท่ภี าคอสี านตอนบน ท่ผี า่ นมาจงั หวดั ผชู้ ว่ ยศาสตราจารยป์ ระจำ
อดุ รธานมี พี ฒั นาการของความกา้ วหนา้ ในดา้ นตา่ งๆ มาเปน็ ลำดบั โดยเฉพาะในทศวรรษ 2500 – กล่มุ วชิ าสงั คมศาสตร์
10 อนั เปน็ สองทศวรรษท่กี องทพั สหรฐั ฯ ได้ มาใชพ้ ้นื ท่จี งั หวดั อดุ รธานเี ปน็ ฐานทพั และสถานภี าค สำนักวิชาศึกษาทัว่ ไป
พน้ื ดาวเทยี ม จงั หวดั อดุ รธานกี ไ็ ดร้ บั การพฒั นาโครงสรา้ งพน้ื ฐานอยา่ งมากมาย อาทิ กจิ การไฟฟา้ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อดุ รธานี
ประปา การส่อื สาร ถนน สะพาน และสนามบนิ ฯลฯ กระทง่ั พฒั นาการเหลา่ นไ้ี ดเ้ ปน็ พลวตั สำคญั ท่ี
ทำใหจ้ งั หวดั อดุ รธานกี ลายเปน็ ศนู ยก์ ลางของภมู ภิ าคอสี านตอนบนในเวลาตอ่ มา
อยา่ งไรกด็ ี ในอกี ดา้ นหน่งึ ประชาชนในจงั หวดั อดุ ธานแี ละพ้นื ทใ่ี กลเ้ คยี งกไ็ ดร้ บั การ
บำบดั ทกุ ขบ์ ำรงุ สขุ รวมท้งั ไดร้ บั การเสรมิ สรา้ งขวญั และกำลงั ใจจากพระบรมวงศานวุ งศแ์ หง่ ราชจกั รี
วงศข์ องไทยอยเู่ ร่อื ยมาดว้ ยเชน่ กนั ทป่ี ระจกั ษแ์ ละรบั รกู้ นั ไดอ้ ยา่ งเดน่ ชดั คอื การเสดจ็ มาเพ่อื เปน็
ขา้ หลวงประจำมณฑลลาวพวน (ในเวลาตอ่ มาเปลย่ี นชอ่ื เปน็ มณฑลอดุ ร) ของพลตรพี ระเจา้ บรม
วงศเ์ ธอ กรมหลวงประจกั ษศ์ ลิ ปาคม ในปี พ.ศ. 2436 และโดยเฉพาะการเสดจ็ พระราชดำเนนิ เพ่อื
ปฏบิ ตั พิ ระราชกรณยี กจิ ในโอกาสตา่ งๆ ของพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช
รชั กาลท่ี ๙ รวมถงึ พระบรมวงศานวุ งศพ์ ระองคอ์ ่นื ๆ ซ่งึ นบั เปน็ พระมหากรณุ าธคิ ณุ อยา่ งหาท่สี ดุ
มไิ ดแ้ กป่ ระชาชนในจงั หวดั อดุ รธานแี ละพน้ื ท่ใี กลเ้ คยี ง
และในโอกาสท่พี ระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดชทรงเสดจ็ สวรรคต
ครบ 100 วนั หรอื “พธิ บี ำเพญ็ พระราชกศุ ลสตมวาร” ในวนั ท่ี 20 มกราคม 2560 งานเรยี บเรยี ง
เร่อื งน้จี งึ เกดิ ข้นึ เพ่อื เปน็ สว่ นหน่งึ ในการรว่ มแสดงออกถงึ ความสำนกึ ในพระมหากรณุ าธคิ ณุ ดงั กลา่ ว
โดยท่เี น้อื หาสาระหลกั ๆ คอื การนำเสนอเก่ยี วกบั เร่อื งราวการเสดจ็ พระราชดำเนนิ มายงั จงั หวดั
อดุ รธานจี ำนวน 9 คร้งั ของพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช และพระบรมวงศานุ
วงศพ์ ระองคต์ า่ งๆ ซง่ึ ในท้งั 9 เร่อื งน้นั แตล่ ะเรอ่ื งแบง่ เนอ้ื หาไดเ้ ปน็ สองสว่ น คอื สว่ นแรกคอื เร่อื ง
ราว เหตกุ ารณ์ หรอื สถานทน่ี ้นั ๆ ทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกบั การเสดจ็ ฯ สว่ นถดั มาคอื ขอ้ มลู ของพระบรมวงศานุ
วงศท์ เ่ี สดจ็ ฯ โดยท้งั 9 เรอ่ื งประกอบดว้ ย
!58
๑๙ ๙ คนของพระราชา
ภาพที่ 1 พระตำหนกั หนองประจกั ษ์ 1. การเสดจ็ ฯ เยย่ี มราษฎรในพ้นื ทจ่ี งั หวดั อดุ รธานรี ะหวา่ ง 7 – 10 พฤศจกิ ายน ปี พ.ศ. 2498
ทีป่ ระทับของพระบาทสมเดจ็ ในระหว่างวนั ที่ 2 – 20 พฤศจกิ ายน 2498 คือ ช่วงเวลาทพ่ี ระบาทสมเดจ็ พระ
พระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถได้เสด็จ
และ สมเด็จพระนางเจ้าสริ กิ ติ ์ิ พระราชดำเนินเพื่อเยย่ี มราษฎรในพื้นทภ่ี าคอีสาน ซงึ่ นับเปน็ การเสดจ็ พื้นท่ภี าคอีสานครั้งแรก
ของทั้งสองพระองค์ และก็เป็นการเสด็จมายังจังหวัดอุดรธานีเป็นครั้งแรกของทั้งสองพระองค์
พระบรมราชนิ ีนาถ ในคราวท่ีเสด็จ ด้วยเช่นกัน โดยหลงั เสด็จเยยี่ มราษฎรที่จงั หวดั เลยแล้วพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ล
เยือนราษฏร์ในพืน้ ที่จังหวดั อดุ รธานี อดลุ ยเดช และสมเด็จพระนางเจา้ สริ กิ ิต์ิ พระบรมราชินนี าถ ก็ได้เสด็จมายังจงั หวดั อดุ รธานใี น
ระหว่างวันท่ี 7 – 10 พฤศจกิ ายน 2498 ซ่ึงในระหวา่ งนี้ไดเ้ สด็จเข้าประทับแรมท่พี ระตำหนกั
ระหวา่ งวนั ที่ หนองประจักษ์
7 - 10 พฤศจิกายน 2498
ผู้ที่มีโอกาสในการเฝ้ารับเสด็จในครั้งดังกล่าวได้ให้ข้อมูลไว้ว่า “มีราษฎรเฝ้ารอรับ
เสด็จท้งั สองพระองค์ที่ทุง่ ศรเี มอื งในวันท่ี 8 พฤศจิกายน 2498 มากมายนับหมนื่ ๆ คน” ซ่งึ ใน
เวลาต่อมาทั้งสองพระองค์ก็เสด็จพระราชดำเนินไปเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้กับหน่วย
ทหารและตำรวจในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีหลายแห่งไม่ว่าจะเป็น ค่ายประจักษ์ศิลปาคม ค่าย
เสนีย์รณยุทธ และค่ายเจา้ พระยาสุรวงศ์วฒั นศักดิ์ ขณะที่ในวันที่ 9 พฤศจิกายน ทั้งสองพระ
องคก์ ็เสด็จไปเยย่ี มราษฎรทจี่ ังหวดั หนองคาย กระทัง่ ในวนั สดุ ท้ายคือวนั ที่ 10 พฤศจิกายน ทรง
เสด็จพระราชดำเนินเข้ากราบนมสั การพระอาจารยจ์ ูม แห่งวดั โพธิสมภรณ์ และพระอาจารย์ดี
เนาะ แหง่ วัดมัชฌิมาวาส ก่อนท่ีจะเสดจ็ ไปยังจังหวดั สกลนครตอ่ ไป
ภาพท่ี 2 พสกนกิ รชาวจงั หวัดอดุ รธานีและ 2. การเสดจ็ ฯ เปดิ พระอนสุ าวรยี ์ กรมหลวงประจกั ษศ์ ลิ ปาคม ในปี พ.ศ. 2524
ใกล้เคยี งถ่ายภาพรว่ มกนั เปน็ ทร่ี ะลกึ ในคราว ชาวอดุ รธานโี ดยท่วั ไปท่เี ปน็ คนร่นุ ใหมส่ มยั หลงั ปี พ.ศ. 2523 ยอ่ มพบเหน็ วา่ พระ
ที่พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมพิ ล
อนสุ าวรยี พ์ ลตรพี ระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมหลวงประจกั ษศ์ ลิ ปาคม นน้ั ถกู ประดษิ ฐานอย่บู รเิ วณกลาง
อดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจา้ สริ ิกิต์ิ วงเวยี นทเ่ี ปน็ ถนนหา้ แยกเย้อื งมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อดุ รธานี ซง่ึ อาจมจี ำนวนไมม่ ากนกั ท่พี อทราบวา่
พระบรมราชนิ นี าถ เสดจ็ พระราชดำเนนิ เพอ่ื พระอนสุ าวรยี แ์ หง่ นเ้ี คยถกู ประดษิ ฐานอยทู่ บ่ี รเิ วณทงุ่ ศรเี มอื งมากอ่ น โดยในวนั ท่ี 11 มนี าคม 2514
พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช และสมเดจ็ พระนางเจา้ สริ กิ ติ ์ิ พระบรมราชนิ นี าถ
เปดิ พระอนุสาวรยี ์ ไดเ้ สดจ็ พระราชดำเนนิ มาเพอ่ื เปดิ พระอนสุ าวรยี ด์ งั กลา่ วน้ี กอ่ นทใ่ี นภายหลงั ขา้ ราชการ พอ่ คา้ และ
กรมหลวงประจกั ษศ์ ิลปาคม ที่ทงุ่ ศรเี มือง ชาวจงั หวดั อดุ รธานจี ะทลู ขอพระบรมราชานญุ าตเพ่อื อญั เชญิ มาประดษิ ฐานยงั บรเิ วณวงเวยี นเย้อื ง
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อดุ รธานี ในปี พ.ศ. 2523 จนกระท่งั พระอนสุ าวรยี ข์ องพลตรพี ระเจา้ บรมวงศ์
ในปี พ.ศ. 2514 เธอ กรมหลวงประจกั ษศ์ ลิ ปาคม ไดก้ ลายเปน็ หน่งึ ในสถานท่เี คารพสกั การะของชาวอดุ รธานใี นฐานะ
ส่งิ ศกั ด์สิ ทิ ธ์ปิ ระจำจงั หวดั เมอ่ื ชาวอดุ รธานจี ะเดนิ ทางไปตา่ งบา้ น ตา่ งเมอื ง หรอื กลบั มาถงึ เมอื ง
อดุ รธานี มกั จะยกมอื ไหวเ้ พอ่ื สกั การะและเพอ่ื ความเปน็ สริ มิ งคล โดยในวนั ท่ี 18 มกราคม ของทกุ ปี
ชาวอดุ รธานจี ะมกี ารจดั พธิ รี ำบวงสรวงพระอนสุ าวรยี แ์ หง่ น้ี ซ่งึ เปน็ การจดั ตอ่ เน่อื งมาย่สี บิ กวา่ ปี
ตง้ั แตป่ ลายทศวรรษ 2530
!59
๑๙ ๙ คนของพระราชา
3. การเสดจ็ ฯ บา้ นเชยี ง ในปี พ.ศ.๒๕๑๕
จากขา่ วคราวทม่ี ชี าวบา้ นในบา้ นเชยี ง ตำบลบา้ นเชยี ง อำเภอหนองหาน จงั หวดั อดุ รธานี ได้
คน้ พบภาชนะลายเขยี นสใี นรปู แบบตา่ งๆ บนพ้นื ท่ที ำกนิ ของตนอยบู่ อ่ ยๆ ในตน้ ทศวรรษ 2500 ในปี
พ.ศ. 2509 นายสตเี ฟน ยงั (Stephen Young) นกั ศกึ ษาจากมหาวทิ ยาลยั ฮารว์ ารด์ ประเทศสหรฐั ฯ จงึ
ไดล้ งพน้ื ท่เี กบ็ ตวั อยา่ งภาชนะไปใหศ้ าสตราจารยช์ นิ อย่ดู ี ผเู้ ชย่ี วชาญดา้ นโบราณคดี ของกรมศลิ ปากร
ศกึ ษาวเิ คราะห์ และไดล้ งความเหน็ วา่ “เปน็ เศษภาชนะดนิ เผาสมยั กอ่ นประวตั ศิ าสตรแ์ ละยคุ หนิ ใหม”่
ตอ่ มาในปี พ.ศ. 2510 กรมศลิ ปากรไดส้ ง่ เจา้ หนา้ ทไ่ี ปขดุ คน้ เปน็ ครง้ั แรกรวมท้งั ไดส้ ง่ โบราณวตั ถไุ ปท่ี
สหรฐั ฯ เพ่อื หาคา่ อายุ และเมอ่ื กรมศลิ ปากรมกี ารขดุ คน้ ในคร้งั ท่สี องในปี พ.ศ. 2515 พระบาทสมเดจ็
พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช และสมเดจ็ พระนางเจา้ สริ กิ ติ ์ิ พระบรมราชนิ นี าถ จงึ ไดเ้ สดจ็
พระราชดำเนนิ ไปทอดพระเนตรการขดุ คน้ ดว้ ยพระองคใ์ นวนั ท่ี 20 มนี าคม 2515 นอกจากน้ี ทง้ั
สองพระองคย์ งั ไดใ้ ชโ้ อกาสน้ใี นการเสดจ็ พระราชดำเนนิ เพ่อื เย่ยี มราษฎรในตำบาลบา้ นเชยี งท่มี าเฝา้ รบั
เสดจ็ เปน็ จำนวนมาก
ภาพท่ี 3 พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ
ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช และสมเดจ็
พระนางเจา้ สริ กิ ติ ์ิ พระบรมราชนิ นี าถ
เสดจ็ พระราชดำเนนิ ทอดพระเนตรการ
ขดุ คน้ แหลง่ โบราณคดบี า้ นเชยี ง ในปี
พ.ศ. 2515
นางอังคณา บุญพงษ์ ซึ่งเป็นข้าราชการครูบำนาญทีม่ ีโอกาสได้เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด
เล่าว่า ก่อนทีใ่ นหลวงจะเสด็จมาที่บ้านเชียง คนบ้านเชียงยังไม่รู้คุณค่าของโบราณวัตถุ... ไม่รูว้ ่า
สิ่งเหล่านี้มีค่ามากแค่ไหน แต่พอในหลวงเสด็จมาที่บ้านเชียงแล้ว ท่านตรัสว่า ต่อไปนี้คนบ้าน
เชียงควรจะดูแลสมบัติโบราณวัตถุเหล่านีไ้ ว้ อย่าให้ใครเข้ามาขโมยเข้ามาลักลอบขุดเอาไป ให้
คนบ้านเชียงดูแลรักษาโบราณวัตถุสมบัติล้ำค่าเหล่านีไ้ ว้ จากคำบอกเล่าในข้างต้นจึงทำให้พบว่า
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรม
ราชินีนาถ ทรงใส่พระทัยอย่างยิ่งต่อความสำคัญของโบราณวัตถุเหล่านั้นในฐานะมรดกสำคัญ
ของประเทศชาติ จนมีพระราชดำรัสให้ราษฎรอนุรักษ์และหวงแหนรักษาไว้ กระทั่งแหล่ง
โบราณคดีบ้านเชียงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี พ.ศ. 2535
!60
๑๙ ๙ คนของพระราชา
ภาพท่ี 4 พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดชทรงมีพระราชปฏิสนั ถารกบั หลวงปู่เครอ่ื ง ธมมฺ จาโร
ในระหว่างท่เี สด็จไปในพน้ื ทสี แี ดงในอำเภอนำ้ โสมในปี พ.ศ. 2520
4. การเสดจ็ ฯ พ้นื ทส่ี แี ดงของจงั หวดั อดุ รธานี ในปี พ.ศ. 2520
เมอ่ื เกดิ สงครามเยน็ ขน้ึ ในภมู ภิ าคอนิ โดจนี ต้งั แตท่ ศวรรษ 2500 เปน็ ตน้ มา ขบวนการคอมมวิ นสิ ตใ์ นภมู ภิ าคอนิ
โดจนี กม็ กี ารเคลอ่ื นไหวอยา่ งแขง็ ขนั ทง้ั ในเวยี ดนาม ลาว กมั พชู า และไทย โดยเฉพาะในไทยเมอ่ื ผปู้ ฏบิ ตั งิ านของ พรรค
คอมมวิ นสิ ตแ์ หง่ ประเทศไทย หรอื พคท. ไดผ้ า่ นการฝกึ อบรมจากโรงเรยี นการเมอื งและการทหารทจ่ี นี หรอื เวยี ดนามแลว้ ก็
จะถกู สง่ เขา้ มาปฏบิ ตั งิ านท่ภี าคเหนอื และภาคอสี านของไทยเพอ่ื แสวงหาแนวรว่ มและขยายฐานมวลชน และสำหรบั พ้นื ท่ใี น
จงั หวดั อดุ รธานที ส่ี มาชกิ พคท.ไดเ้ ขา้ มาเคลอ่ื นไหวอยา่ งตอ่ เน่อื งกค็ อื พน้ื ทแ่ี นวเทอื กเขาในเขตอำเภอนำ้ โสม ซ่งึ โดยทว่ั ไปเรยี ก
กนั วา่ เปน็ พน้ื ท่สี แี ดง ขณะท่อี กี ดา้ นหน่งึ เพอ่ื เปน็ การตอ่ ตา้ นและปราบปรามการเคลอ่ื นไหวของ พคท. เจา้ หน้าท่ที หารและ
ตำรวจตระเวนชายแดน หรอื ตชด. กถ็ กู สง่ เขา้ ไปต้งั ฐานปฏบิ ตั กิ ารในพน้ื ท่อี ำเภอนำ้ โสมดว้ ยเชน่ กนั
และเพ่อื เปน็ การเสรมิ สรา้ งขวญั และกำลงั ใจแกเ่ จา้ หนา้ ท่รี ฐั ท่ปี ฏบิ ตั งิ านตอ่ ตา้ นภยั ลทั ธคิ อมมวิ นสิ ตใ์ หก้ บั รฐั บาล
และประเทศชาตใิ นพ้นื ทส่ี แี ดง ในวนั ท่ี 26 พฤศจกิ ายน 2520 พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช พรอ้ มดว้ ย
สมเดจ็ พระนางเจา้ สริ กิ ติ ์ิ พระบรมราชนิ นี าถ สมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ า สยามบรมราชกมุ ารี และสมเดจ็ พระเจา้ ลกู เธอเจา้
ฟา้ จฬุ าภรณว์ ลยั ลกั ษณ์ อคั รราชกมุ ารี จงึ ไดเ้ สดจ็ ไปท่สี ถานตี ำรวจภธู รอำเภอนำ้ โสม และทฐ่ี านปฏบิ ตั กิ ารกองพนั ทหารราบ
เฉพาะกจิ ท่ี 123 บา้ นนำ้ ทรงน้ อย นอกจากนน้ั พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช ยงั ไดเ้ ขา้ กราบหลวงปู่
เครอ่ื ง ธมมฺ จาโร ผ้ซู ง่ึ เปน็ พระเถระสายวปิ สั สนากรรมฐานชอ่ื ดงั อกี รปู หน่งึ ของจงั หวดั อดุ รธานี และเปน็ เจา้ อาวาสวดั เทพสงิ
หาร ในอำเภอนำ้ โสม ซ่งึ หลงั มพี ระราชดำรสั กบั หลวงปเู่ ครอ่ื งแลว้ พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดชกท็ รง
ถวายปจั จยั แกห่ ลวงป่เู ครอ่ื ง พรอ้ มทง้ั พระราชทานทนุ ทรพั ยเ์ รม่ิ ตน้ สำหรบั การสรา้ งพระอโุ บสถของวดั เทพสงิ หาร
!61
๑๙ ๙ คนของพระราชา
ภาพที่ 5 พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดชทรงมพี ระราชปฏิสันถารกับหลวงปูข่ าว อนาลโย แหง่ วดั ถ้ำกลองเพล
(ในภาพไมป่ รากฏปพี ทุ ธศกั ราช)
5. การเสดจ็ ฯ พระราชทานเพลงิ ศพหลวงปขู่ าว อนาลโย ในปี พ.ศ.๒๕๒๗
หากกล่าวถึงพระเถระสายวิปัสสนากรรมฐานที่ชาวอุดรธานีและชาวอีสานโดยทั่วไปศรัทธา
และเคารพนับถือกันมากทีส่ ุด หนึ่งในนัน้ คงรวมถึง “หลวงปูข่ าว อนาลโย” แห่งวัดถ้ำกลองเพล จังหวัด
หนองบัวลำภู (เดิมทีวัดแห่งที่อยูใ่ นท้องที่จังหวัดอุดรธานีมาก่อน ก่อนที่หนองบัวลำภูจะแยกตัวออก
เป็นจังหวัดในปี พ.ศ.2536) จากการสืบค้นประวัติและข้อมูลที่เกีย่ วข้องทำให้พบว่า พระบาทสมเด็จ
พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็ทรงมีพระราชศรัทธาต่อหลวงปู่ขาวเป็นอย่างยิ่งเช่นเดียวกัน โดย
ทรงมีการเสด็จเพื่อกราบหลวงปู่ขาวที่วัดถ้ำกลองเพลอยูห่ ลายครั้งทั้งแบบเปิดเผยและไม่เปิดเผย และ
เมื่อหลวงปู่ขาวมรณภาพ ในปี พ.ศ. 2526 นอกจากพระองค์จะทรงรับศพหลวงปู่ขาวไว้ในพระบรม
ราชานุเคราะห์เป็นเวลา 7 วันแล้ว พระองค์ยังได้พระราชทานโกศโถฉัตรเบญจาตั้งประดับ และใน
วันพระราชทานเพลิงศพ คือ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2527 พระองค์ก็ทรงรับเป็นองค์ประธานในพิธี โดยที่
ได้เสด็จพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยาม
บรมราชกุมารี ทัง้ นี้ ในวันดังกล่าวมีประชาชนและพระสงฆ์จากทั่วทุกสารทิศมาร่วมงานพระราชทาน
เพลิงศพหลวงปู่ขาวนับแสนคน
6! 2
๑๙ ๙ คนของพระราชา
ภาพท่ี 6 พระบาทสมเด็จพระ
ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ ขณะ
สนทนาธรรมกับหลวงตามหาบัว
ในวนั ท่ี 7 มกราคม ปี พ.ศ.
2531 ขณะเดียวกันก็มีการ
นิมนต์หลวงตามหาบัวเพื่อรวม
งานบำเพ็ญพระราชกุศลในงาน
พระราชพิธีสมโภชสิริราชสมบัติ
รัชมงั คลาภิเษก
6. การเสดจ็ ฯ เพอื่ กราบหลวงตามหาบวั ญาณสมั ปนั โน ทวี่ ัดปา่ บ้านตาดในปี พ.ศ. 2531
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน คือพระเถระฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานอีกรูปหนึ่ง
ท่พี ทุ ธศาสนกิ ชนในจังหวัดอุดรธานแี ละพืน้ ทใี่ กล้เคียงเคารพและศรทั ธา เพราะนอกจากจะเปน็ พระเถระท่ี
มีวัตรปฏิบตั ิท่งี ดงามตามจารีตของพระวัดป่าแล้ว ยงั เปน็ ทรี่ บั รกู้ ันวา่ หลวงตามหาบวั เปน็ พระเถระรปู หน่ึงท่ี
มีบทบาทสำคัญยิ่งในการสนับสนุนและพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอุดรธานีและชาวอีสานตอน
บน ไม่ว่าจะเป็นการที่หลวงตามหาบัวรับเป็นประธานในการจัดหาทุนเพื่อสร้างตึกและเครื่องมือแพทย์ให้
กับโรงพยาบาลศูนย์จังหวัดอุดรธานี (ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่ดูแลผู้ป่วยเกือบทุกจังหวัดในพื้นที่
อีสานตอนบน) การสร้างอาคารเรียน การสร้างถังเก็บน้ำเพื่อบรรเทาภัยแล้งในโรงเรียนหลายแห่งของ
จังหวัดอุดรธานีและใกล้เคียง และโดยเฉพาะการจัดทำโครงการผ้าป่าช่วยชาติ (อันเนื่องมาจากภาวะ
เศรษฐกิจของไทยตกตำ่ ในปี พ.ศ. 2540 หลวงตามหาบวั จึงต้องการระดมทุนเพือ่ นำเงนิ สดและทองคำเป็น
ทนุ สำรองใหก้ ับประเทศ)
จากปฏิปทาและวัตรปฏิบัติที่งดงามของหลวงตามหาบัวดังกล่าวมาในข้างต้น จึงไม่ใช่เฉพาะ
เพียงชาวอดุ รธานแี ละพุทธศาสนิกชนทัว่ ไปเทา่ น้นั ทเี่ คารพศรัทธาตอ่ หลวงตามหาบวั ญาณสัมปนั โน แต่
รวมถึงพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสริ ิกติ ์ิ พระบรมราชนิ ีนาถ
ซึ่งทั้งสองพระองค์มักเสด็จไปกราบไหว้หลวงตามหาบัว ที่วัดป่าบ้านตาดอยู่เสมอทั้งแบบเปิดเผยและไม่ได้
เปดิ เผย โดยเฉพาะการเสดจ็ ไปในวนั ที่ 7 มกราคม 2531 เพ่อื กราบนิมนตห์ ลวงตามหาบวั ให้เดนิ ทางเขา้ วัง
ที่กรุงเทพฯ เพื่อร่วมงานบำเพ็ญพระราชกุศลในงานพระราชพิธีสมโภชสิริราชสมบัติ รัชมังคลาภิเษก
นอกจากนี้ พระบรมศานุวงศ์อีกหนึ่งพระองค์ที่เสด็จพระราชดำเนินเพื่อกราบไหว้หลวงตามหาบัวเป็นการ
ส่วนพระองค์บอ่ ยเช่นกนั คือ สมเดจ็ พระเจา้ ลกู เธอ เจ้าฟ้าจฬุ าภรณวลัยลกั ษณ์ อัครราชกมุ ารี
6! 3
๑๙ ๙ คนของพระราชา
ภาพท่ี 7 สมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ าฯ
สยามบรมราชกมุ ารี ทรงเสดจ็ เปน็ องคป์ ระธาน
ในพธิ เี ปดิ อทุ ยานประวตั ศิ าสตรภ์ พู ระบาท
ในวนั ท่ี 26 มถิ นุ ายน ปี พ.ศ. 2535
7. การเสดจ็ ฯ เพอ่ื ประกอบพธิ เี ปดิ อทุ ยานประวตั ศิ าสตรภ์ พู ระบาท ในปี พ.ศ. 2535
อทุ ยานประวตั ศิ าสตรภ์ พู ระบาท ทต่ี ำบลเมอื งพาน อำเภอบา้ นผอื จงั หวดั อดุ รธานี ถอื เปน็
สถานท่ที อ่ งเท่ยี วในทางประวตั ศิ าสตรแ์ ละโบราณคดที ่สี ำคญั แหง่ หน่งึ ของจงั หวดั อดุ รธานี ภายในสถานท่ี
แหง่ นม้ี เี พงิ หนิ ทม่ี รี ปู รา่ งแปลกตาจำนวนมาก นอกจากน้ยี งั มใี บเสมาหนิ ใหญน่ อ้ ยมากมายท่ถี กู ปกั ลอ้ มรอบ
เพงิ หนิ เหลา่ นน้ั ท้งั น้ี นกั โบราณคดแี ละนกั ประวตั ศิ าสตรส์ ว่ นใหญต่ า่ งเหน็ ตรงกนั วา่ บรเิ วณตา่ งๆ ภายใน
อทุ ยานประวตั ศิ าสตรภ์ พู ระบาทน้นั คงเคยเปน็ พน้ื ทศ่ี กั ด์สิ ทิ ธ์มิ าตง้ั แตผ่ คู้ นในยคุ กอ่ นประวตั ศิ าสตรเ์ รอ่ื ยมา
จนถึงยุคประวัติศาสตร์ และเพ่ือเป็นการรักษาและอนุรักษ์พ้ืนท่ีท่ีมีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์และ
โบราณคดี ในปี พ.ศ. 2524 กรมศลิ ปากรจงึ ไดด้ ำเนนิ การขอใชพ้ ้นื ท่ปี า่ สงวนจำนวน 3,430 ไร่ จากกรมปา่
ไมเ้ พ่อื กนั เปน็ เขตโบราณสถาน และไดป้ ระกาศขน้ึ ทะเบยี นเปน็ เขตโบราณสถานในราชกจิ จานเุ บกษา เลม่ ท่ี
98 ตอนท่ี 63 เม่อื วนั ท่ี 28 เมษายน ปี พ.ศ. 2524 กระทง่ั ตอ่ มาพ้นื ทด่ี งั กลา่ วไดร้ บั การพฒั นาพ้นื ท่จี น
กลายเปน็ “อทุ ยานประวตั ศิ าสตรภ์ พู ระบาท” ดงั ท่ปี รากฏในปจั จบุ นั ท้งั น้ี สมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ าฯ
สยามบรมราชกมุ ารี ในฐานะผ้สู นบั สนนุ และสง่ เสรมิ ใหก้ รมศลิ ปากรดำเนนิ การรกั ษาและอนรุ กั ษพ์ น้ื ท่บี นภู
พระบาทมาตง้ั แตต่ น้ ไดท้ รงพระกรณุ าเสดจ็ เปน็ องคป์ ระธานในพธิ เี ปดิ อทุ ยานประวตั ศิ าสตรภ์ พู ระบาท ใน
วนั ท่ี 26 มถิ นุ ายน ปี พ.ศ. 2535
!64
๑๙ ๙ คนของพระราชา
ภาพท่ี 8 “ศาลหลักเมอื งอุดรธานี”
เริ่มสร้างครงั้ แรกในปี พ.ศ. 2502
ก่อนมีการบูรณปฏสิ ังขรณใ์ นปี พ.ศ.๒๕๓๙ และ
สมเดจ็ พระบรมโอรสาธริ าชฯ สยามมกฎุ ราชกมุ าร
เปน็ ผแู้ ทนพระองคท์ รงประกอบพธิ เี ปดิ อยา่ งเปน็
ทางการ ในวนั ท่ี 29 มกราคม ปี พ.ศ. 2542
8. การเสดจ็ ฯ เพ่อื ประกอบพธิ เี ปดิ ศาลหลกั เมอื งอดุ รธานใี นปี พ.ศ. 2542
ศาลหลักเมืองอุดรธานี หรือ ศาลเจ้าพอ่ หลักเมอื งอดุ รธานี ถือเปน็ หน่งึ ในสถานท่ศี ักด์สิ ทิ ธ์ทิ ่ี
ชาวอดุ รธานีได้ไปเคารพกราบไหวแ้ ละบนบานศาลกล่าวเพ่ือขอพรกันอยู่เนืองๆ ซ่ึงนอกจากภายในบรเิ วณ
ศาลหลักเมืองอุดรธานจี ะประกอบไปดว้ ยเสาหลักเมอื งแลว้ ยงั มีสิ่งศักดิ์สทิ ธิ์อื่นๆ รวมอยูด่ ้วยไมว่ ่าจะเปน็
หลวงพอ่ พระพทุ ธโพธท์ิ อง หรือ ทา้ วเวสสุวณั ทตี่ ่อมาไดก้ ลายเปน็ สัญลกั ษณ์ของจังหวัดอดุ รธานี กลา่ วกัน
ว่ามกี ารสร้างศาลหลกั เมืองอดุ รธานีเปน็ ครง้ั แรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502แตไ่ มค่ ่อยเป็นทีร่ จู้ กั กนั แพรห่ ลายมาก
นัก ประกอบกับผู้ที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้มีการขอพระบรมราชานุญาตในการสร้างจากสำนักพระราชวังอย่าง
เป็นทางการ
ดว้ ยเหตุน้ใี นปี พ.ศ. 2538 นายดำรง รตั นพานชิ ผ้วู ่าราชการจังหวดั อดุ รธานีและพสกนกิ ร
ภายในจังหวัดอุดรธานีจึงทำเรื่องกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตก่อสร้าง
ศาลหลักเมืองอุดรธานีอย่างเป็นทางการ พร้อมๆ กับที่มีแนวคิดที่จะสร้างศาลหลักเมืองหลังใหม่ขึ้นมา
ทดแทนหลงั เดิมที่ทรดุ โทรม โดยรปู แบบสถาปัตยกรรมของศาลหลกั เมืองหลงั ใหม่น้นั มลี ักษณะโดดเด่น
อย่ทู ี่การผสมผสานกนั ระหว่างสถาปตั ยกรรมของไทยและอีสาน (ผ้อู อกแบบคอื ดร.ภญิ โญ สุวรรณคีรี ซ่ึง
เป็นศลิ ปนิ แหง่ ชาติ) การกอ่ สร้างไดแ้ ลว้ เสร็จในปี พ.ศ. 2539 และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา
ภมู ิพลอดุลยเดช รชั กาลที่ 9 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเดจ็ พระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎ
ราชกุมาร เป็นผู้แทนพระองค์ทรงประกอบพิธีเปิดศาลหลักเมืองอุดรธานีอย่างเป็นทางการในวันที่ 29
มกราคม ปี พ.ศ. 2542 กระทัง่ ต่อมาในทกุ ๆ ปี “คณะกรรมการเพ่อื ทำนบุ ำรงุ ศาลหลกั เมืองอดุ รธาน”ี
ไดก้ ำหนดให้ทกุ วันท่ี 29 มกราคม คือวนั ประกอบพธิ บี วงสรวงศาลหลกั เมอื ง
!65
๑๙ ๙ คนของพระราชา
9. การเสดจ็ ฯ ประกอบพธิ บี รรจพุ ระบรมสารรี กิ ธาตภุ ายในพระบรมธาตธุ รรมเจดยี ์ วดั โพธสิ มภรณ์ ในปี พ.ศ. 2552
วดั โพธสิ มภรณ์ ถอื เปน็ วดั เกา่ แกว่ ดั หนง่ึ ของจงั หวดั อดุ รธานี โดยถกู สรา้ งขน้ึ ตง้ั แตป่ ลายรชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้
อย่หู วั รชั กาลท่ี 5 และผสู้ รา้ งคอื “มหาอำมาตยต์ รพี ระยาศรสี รุ ยิ ราชวรานวุ ตั ร” (โพธ์ิ เนตโิ พธ์)ิ ซง่ึ ในขณะนน้ั ดำรงตำแหนง่ เปน็ สมหุ เทศาภบิ าล
มณฑลอดุ ร สว่ นท่มี าของช่อื กม็ าจากการประทานของสมเดจ็ พระสงั ฆราชเจา้ (หมอ่ มเจา้ ภชุ งค์ ชมุ พนู ทุ สริ วิ ฑฒฺ โน) เพ่อื ใหเ้ ปน็ อนสุ รณแ์ กม่ หา
อำมาตยต์ รพี ระยาศรสี รุ ยิ ราชวรานวุ ตั ร (โพธ์ิ เนตโิ พธ์)ิ ในฐานะผสู้ รา้ งวดั แหง่ น้ี ท้งั น้ี ในเวลาตอ่ มาวดั โพธสิ มภรณไ์ ดเ้ ปน็ วดั สงั กดั ในคณะธรรม
ยตุ นิ กิ าย และเปน็ ทจ่ี ำพรรษาของพระเถระผ้ดู ำรงตำแหนง่ เปน็ เจา้ คณะมณฑลอดุ ร น่นั คอื “พระธรรมเจดยี ”์ (จมู พนั ธโุ ล) และสำหรบั ปชู นยี
สถานท่สี ำคญั ภายในวดั โพธสิ มภรณท์ ่พี ทุ ธศาสนกิ ชนในจงั หวดั อดุ รธานแี ละ
ใกล้เคียงรู้จักและแวะเวียนเข้าไปกราบไหว้กันอยู่เนืองๆ คงหนีไม่พ้น
“พระบรมธาตธุ รรมเจดยี ”์ ซ่งึ เปน็ พระบรมธาตทุ ่มี กี ารแบง่ สว่ นประกอบ
ตา่ งๆ ออกเปน็ 3 สว่ นคอื 1.พระเจดยี พ์ พิ ธิ ภณั ฑ์ 2.พระระเบยี งเจดยี ์ และ
3.ศาลาธรรมมงคล โดยผ้รู เิ ร่มิ ในการสรา้ งพระบรมธาตแุ หง่ น้คี อื “พระอดุ ม
ญาณโมล”ี หรอื “หลวงปจู่ นั ทรศ์ รี จนั ททโี ป” ทง้ั น้ี กเ็ พอ่ื ใหเ้ ปน็ สถานท่ี
บรรจพุ ระบรมสารรี กิ ธาตแุ ละอฐั ธิ าตขุ องพระเถรานเุ ถระในฝา่ ยวปิ สั สนา
กรรมฐาน รวมถงึ เพอ่ื เปน็ อนสุ รณแ์ ดพ่ ระธรรมเจดยี ์ (จมู พนั ธโุ ล) โดย
เฉพาะแลว้ เพ่อื นอ้ มเกลา้ ถวายแดพ่ ระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ล
อดลุ ยเดช รชั กาลท่ี 9 ซง่ึ จากพลงั ศรทั ธาของพทุ ธศาสนกิ ชนทกุ สารทศิ ท่ี
รว่ มกนั บรจิ าคเพ่อื สมทบทนุ ในการสรา้ งพระธาตแุ หง่ น้จี งึ ทำให้ พระบรม
ธาตธุ รรมเจดยี ์ ถกู สรา้ งจนแลว้ เสรจ็ ตามเปา้ หมาย โดยสมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี ไดเ้ สดจ็ เปน็ องคป์ ระธานในงานฉลอง
สมโภชพระบรมธาตุ และไดท้ รงประกอบพธิ บี รรจพุ ระบรมสารรี กิ ธาตภุ ายในพระธรรมธาตุ เมอ่ื วนั องั คารท่ี 1 กนั ยายน ปี พ.ศ. 2552 นอกจาก
น้ใี นปถี ดั มา พระเจา้ หลานเธอ พระองคเ์ จา้ พชั รกติ ตยิ าภากไ็ ดเ้ สดจ็ เปน็ องคป์ ระธานในงานฉลองสมโภชพระระเบยี งพชั รกติ ตยิ าภาในวนั
พฤหสั บดที ่ี 11 กมุ ภาพนั ธ์ ปี พ.ศ. 2553
บทสง่ ทา้ ย
แมเ้ ปน็ ท่ปี รากฏชดั วา่ ดว้ ยพลวตั ของสงั คมการเมอื งระหวา่ งประเทศในชว่ งสงครามเยน็ ทม่ี สี ว่ นสำคญั ในการทำใหจ้ งั หวดั อดุ รธานไี ด้
รบั การพฒั นาโครงสรา้ งพ้นื ฐานในดา้ นตา่ งๆ อยา่ งกา้ วกระโดด จนกลา่ วไดว้ า่ จงั หวดั อดุ รธานไี ดก้ ลายเปน็ จงั หวดั ศนู ยก์ ลางของการพฒั นาใน
ภาคอสี านตอนบนอยา่ งแทจ้ รงิ อยา่ งไรกด็ ี ในอกี ดา้ นหน่งึ ราษฎรในจงั หวดั อดุ รธานแี ละพ้นื ท่ใี กลเ้ คยี งกไ็ ดร้ บั การบำบดั ทกุ ขบ์ ำรงุ สขุ และไดร้ บั
การเสรมิ สรา้ งขวญั กำลงั ใจอนั ดจี ากพระมหากษตั รยิ แ์ ละพระบรมวงศานวุ งศพ์ ระองคต์ า่ งๆ ของไทยอยเู่ สมอไมไ่ ดข้ าด อนั จะเหน็ ไดจ้ ากโครงการ
พระราชดำรใิ หญน่ อ้ ยนานปั การในพ้นื ท่ตี า่ งๆ ของจงั หวดั อดุ รธานี อาทิ โครงการสรา้ งเขอ่ื นเพ่อื แกป้ ญั หาภยั แลง้ และขาดแคลนนำ้ โครงการ
ศลิ ปาชพี โครงการแพทย์ พอสว. และโครงการโรงเรยี นตชด.ในพน้ื ท่หี า่ งไกล ฯลฯ นอกจากน้ี ยงั รวมไปถงึ การเสดจ็ พระราชดำเนนิ ไปเยย่ี ม
ราษฎรในโอกาสตา่ งๆ กม็ สี ว่ นสำคญั ท่ที ำใหพ้ ระบรมวงศานวุ งศท์ กุ พระองคไ์ ดท้ รงรบั ทราบถงึ ความเดอื ดรอ้ นของประชาชน อนั ทำใหเ้ กดิ
โครงการพระราชดำรติ า่ งๆ ตามมา ดงั การเสดจ็ ฯ ทง้ั 9 คร้งั ท่ผี ้เู ขยี นไดเ้ ลอื กมานำเสนอในทน่ี ้ี ซ่งึ ผู เ้ ขยี นขอขอบพระคณุ เน้อื หาและภาพถา่ ยท่ี
เก่ยี วขอ้ งจากทกุ แหลง่ ทง้ั หนงั สอื เวบ็ ไซต์ และบลอ็ ก ฯลฯ ทผ่ี ้เู ขยี นไดน้ ำมาใชป้ ระกอบการนำเสนอ
6! 6
๑๙ ๙ คนของพระราชา
๗
เกจอิ าจารย์
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ไกรฤกษ์ ศิลาคม
สำนกั วชิ าศกึ ษาท่ัวไป มหาวิทยาลัยราชภฏั อดุ รธานี
6! 7
๑๙ ๙ คนของพระราชา
๙ พระราชศรัทธา
๙ บรู พาจารย์แห่งภาคอีสาน
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ พระราชวุฒาจารย์ (หลวงป่ดู ูลย์ อตุโล) วดั บูรพาราม จ.สรุ นิ ทร์
ดร.ไกรฤกษ์ ศิลาคม พระราชปุจฉา พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดช
หลวงปู่ การทีจ่ ะละกิเลสให้ไดน้ ั้น ควรจะละกิเลสอะไรกอ่ น
หลวงป่ถู วายวิสชั นาว่า กิเลสท้ังหมดเกิดรวมอยูท่ ีจ่ ติ ใหเ้ พง่ มองดูทจี่ ิต อันไหนเกดิ ก่อน ใหล้ ะอนั
นั้นกอ่ น
ขออาราธนาหลวงปู่ใหด้ ำรงขันธอ์ ยู่ให้นานตอ่ ไปอกี เกนิ ร้อยปี เพอื่ เปน็ ทเ่ี คารพนับถอื ของปวงชน
ท่ัวไป หลวงปู่จะรบั ได้ไหม
หลวงปทู่ ูลว่า อาตมาภาพรับไมไ่ ดห้ รอก แล้วแต่สังเขาจะเปน็ ไปของเขาเอง จะอยูไ่ ด้นานอีกเทา่
ไหรไ่ ม่ทราบ
(บทพระราชปจุ ฉาเนื่องในพระราชวโรกาสเสด็จพระราชดำเนิน ณ วัดบรู พาราม อ.เมือง จ.สุรนิ ทร์ 18
ธ.ค. 2522)
6! 8
๑๙ ๙ คนของพระราชา
พระราชนิโรธรังสีคมั ภีรปญั ญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเปง้ จ.หนองคาย
พระราชปจุ ฉา พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช
ที่สุดของศีล คืออะไร ท่สี ดุ ของสมาธิ คอื อะไร ทส่ี ุดของปญั ญา คอื อะไร
หลวงปู่ถวายวสิ ชั นาวา่
ท่ีสุดของศีล คือ เจตนาวริ ตั ิ (เจตนางดเว้นจากการทำบาป)
ที่สดุ ของสมาธิ คือ อัปปนาสมาธิ (อาการท่ีจิตรวมเข้าสนิทสนม ตัดอารมณ์ท้ังปวดขาดส้นิ และถอนสละออกจากอปุ าทาน แลว้ เขา้ รวม
กำลังสติ สมาธแิ ละปญั ญาให้มีกำลงั สมบูรณผ์ อ่ งใส สวา่ งแจม่ จา้ อยูโ่ ดยลำพังดวงเดยี ว ไมเ่ กาะเกีย่ วดว้ ยอปุ าทานใดๆ) และทีส่ ุดของ
ปัญญา คือ ไตรลักษณ์ (ลักษณะสาม อาการที่เป็นเครือ่ งกำหนดหมายใหร้ ู้ถงึ ความจริงของสภาวธรรมทั้งหลาย มี 3 ประการ ไดแ้ ก่
1. อนิจจตา ความเป็นของไมเ่ ทีย่ ง 2. ทุกขตา ความเปน็ ทุกข์หรือความเปน็ ของคงทนอยมู่ ิได้ 3. อนตั ตตา ความเปน็ ของมิใช่ตวั ตน)
6! 9
๑๙ ๙ คนของพระราชา
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ จ.เลย
คตธิ รรมคำสอน
นิพพานไม่ไดส้ ูญ ไมไ่ ด้อยู่ตามทีโ่ ลกคาดคะเน หรือเดากนั ทำจริงจะได้เห็นของจริง รจู้ รงิ และจะเหน็ นพิ พานเอง เห็นพระพทุ ธเจ้า
พระธรรม พระสงฆ์ เหน็ ครูบาอาจารย์ท่ีท่านบริสุทธเิ์ อง และหายสงสัยโดยประการท้ังปวง
ถ้าหากเธอยังหวังความสุขกายสุขใจก็ควรรับเมตตาธรรมนี้ดีกว่ามาขู่เข็ญหรือทำร้ายผู้อื่นซึ่งไม่ได้ประโยชน์อะไร แม้เธอจะทำให้ผู้
อื่นตายสมประสงค์ แต่ตัวเธอกจ็ ะไม่เห็นคณุ งามความดี มีแตจ่ ะเป็นทกุ ข์เทา่ น้ัน และเราทง้ั หลายนัน้ ก็เป็นทกุ ขอ์ ยูแ่ ลว้ จึงไม่ควรจองเวร
เบียดเบยี นกนั
อวิชชามนั พาให้เกิด เมอ่ื จะต้องตาย ก็ ขอปลดอวชิ ชาไว้ข้างหลัง ให้เขา้ ปา่ ดงไป เราไม่ต้องการอกี ต่อไป ขอให้เช่อื จิตเช่อื ธรรมน้ัน
เถิด เป็นเอกในโลกทั้งสามนแ้ี น่นอน
7! 0
๑๙ ๙ คนของพระราชา
หลวงปูข่ าว อนาลโย วัดถำ้ กลองเพล จ.หนองบัวลำภู
พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดุลยเดชทรงอาราธนาใหห้ ลวงปูด่ ำรงขันธ์
คร้งั หนงึ่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั รชั กาลที่ 9 ทรงรบั สัง่ ขอหลวงปู่ขาวมิใหล้ ะสงั ขาร ด้วยการถวายขันน้ำบรรจดุ อกไม้หา้ สใี ห้
แก่หลวงปู่ เพื่อขอมใิ หห้ ลวงปู่ละขันธไ์ ป
หลวงปทู่ ูลตอบวา่ มนั หนักกระดกู ขันธม์ นั เป็นทุกข์หนัก แบกขันธ์มนั หนกั กวา่ แบกครก
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชนิ นี าถ กไ็ ด้ทรงขอเชน่ กนั เม่ือทรงทราบวา่ หลวงปขู่ าวอาพาธหนัก ในขณะท่พี ระองคท์ ่านทรง
พระประชวรเชน่ กัน กจ็ ะทรงสง่ ดร.เชาวน์ ณ ศลี วนั ต์ องคมนตรี เป็นผู้แทนไปขอไมใ่ หห้ ลวงปู่ละสังขารซำ้ อีก หลวงป่กู ็ตอบสนองดว้ ย
การหวั เราะเชน่ ครัง้ ก่อนๆ
7! 1
๑๙ ๙ คนของพระราชา
หลวงปฝู่ นั้ อาจาโร วัดป่าพรรณนานคิ ม จ.สกลนคร
พระราชปุจฉา พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดลุ ยเดช
ทำอยา่ งไร ประเทศชาติ ประชาชน จะอยู่ดกี นิ ดี มคี วามสามัคคีปรองดองกัน
หลวงป่ถู วายวสิ ชั นาวา่ ใหเ้ ขา้ หาพระศาสนา เพราะศาสนาสอนให้ละช่ัว กระทำความดี ทำใจใหผ้ ่องใส
คนส่วนมากทำดี คนสว่ นนอ้ ยทำชวั่ จะทำใหค้ นสว่ นมากเดอื ดร้อนไหม ทำอยา่ งไรจงึ จะแกไ้ ขได้
หลวงปู่ถวายวสิ ชั ชนาวา่ ขอถวายพระพร ทุกวันนี้คนไมร่ ้ศู าสนาจึงเบยี ดเบยี นกัน เพราะต้องการความสขุ ความเจรญิ คนอ่ืนก็เชน่
กนั คนทุกวันน้เี ข้าใจวา่ ศาสนาอยู่กับวดั อยู่ในตู้ ในหบี ในใบลาน อยกู่ บั พระพุทธเจา้ ประเทศอินเดยี โน่น จึงไม่สนใจ บ้านเมอื งจึงเดือด
ร้อนวุ่นวาย มองหน้ากันไมไ่ ด้ ถ้าคนเราถือกนั เปน็ บดิ ามารดา เปน็ พี่น้องกันแล้ว ก็สบาย ไปมาหาสู่กนั ได้ เพราะใจเราไม่มีเวร เวรกไ็ ม่มี
ใจเราไม่มกี รรม กรรมกไ็ ม่มี ฉะน้ัน ให้มพี รหมวิหารธรรม อยา่ งมหาบพิตรเสด็จมานี้ ทกุ อย่างเรยี บร้อยหมด
7! 2
๑๙ ๙ คนของพระราชา
หลวงปจู่ วน กุลเชษโฐ วัดเจติยาคีรีวิหาร (ภทู อก) จ.หนองคาย
พระราชดำริ พระราชปรารภ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ ัวฯ เสดจ็ พระราชดำเนนิ ทรงเยีย่ มนมสั การท่านพระอาจารย์จวน กลุ เชฏโฐ อกี วาระหนง่ึ เมื่อวันที่ 11
พฤศจิกายน 2522 ทรงมีพระราชปรารภจะให้จดั สรา้ งอา่ งเกบ็ นำ้ เพือ่ ช่วยราษฎรในการเกษตร ใหร้ ถแทรกเตอร์มาเกรดพนู ดินสรา้ งอา่ ง
เกบ็ น้ำ เงินกฐนิ ผ้าปา่ และแม้เงนิ พระราชทาน ทา่ นพระอาจารย์สั่งจา่ ยเปน็ คา่ แทรกเตอร์หมด ทา่ นพระอาจารย์ว่า เงินของทา่ น ก็
ทำบุญใหท้ า่ น ความจริงแผน่ ดนิ นเี้ ปน็ ของทา่ น ราษฎรก็ของทา่ น ก็เอาเงินของท่าน ทำใหแ้ ผน่ ดินของท่าน ทำใหร้ าษฎรของทา่ น ใน
วันพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธาน
ระหว่างพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณให้ญาติสนิทและศิษย์เข้าเฝ้าเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระ
ราชปรารภว่า
อฐั ิของทา่ นพระอาจารย์จวนน้นั ไม่ควรจะแบ่งแยกกันออกไป ควรจะเก็บรวบรวมกนั ไว้ ณ ที่วัดที่เดยี วกัน เพื่อใหบ้ รรดาศษิ ย์และ
ประชาชนไดม้ าเคารพสกั การะได้ทั่วกัน
(จาก หนังสือกุลเชฏฐาภวิ าท ท่ีระลกึ เนอื่ งในวโรกาสทรงเป็นประธานในพิธีบรรจุพระอัฐธิ าตุ พระอาจารยจ์ วน กุลเชฎโฺ ฐ)
7! 3
๑๙ ๙ คนของพระราชา
อาจารย์อัจฉริยา สุรยิ า ส่วนผสม ไขพ่ ระอาทติ ย์
สาขาวชิ าอาหารและบริการ คณะเทคโนโลยี
ไข่ไก่ 3 ฟอง
อาหารของพอ่ ขา้ วสวย 1 ถว้ ยตวง
แนวคดิ พ่อหลวงรชั กาลที่ 9 ทรงโปรดเสวย ซอี ว๊ิ ขาว 2 ชอ้ นชา
อาหารอ่อนแบบอาหารฝรั่ง อาหารไทย และ นำ้ มันพชื 3 ช้อนโต๊ะ
อาหารจนี ทปี่ รุงงา่ ยๆ มขี น้ั ตอนการปรุงไม่ซับ วิธีทำ
ซอ้ น โปรดผัดผักทกุ ชนดิ โดยใส่ผักใหม้ าก ใส่ 1. ตอกไขใ่ ส่ถว้ ย ใชส้ อ้ มตีไข่ให้เขา้ กันแลว้ ใส่ขา้ วสวย ปรงุ รสด้วยซอี ๊วิ
เนื้อสัตว์น้อยๆ และอาหารทุกชนิดต้องไม่ใส่ ขาว ตีไขก่ ับสว่ นผสมใหเ้ ข้ากัน
ผกั ชี ต้นหอม และข้นึ ฉา่ ย 2. เทน้ำมนั ลงในกระทะ ต้งั กระทะนำ้ มนั บนไฟกลาง เมือ่ นำ้ มันร้อน
ได้ที่ เทส่วนผสมไขท่ ัง้ หมดลงในกระทะ เมื่อไขเ่ ริม่ จบั ตวั ใชต้ ะหลิว
แซะรอบๆ กระทะ ทอดจนไข่ดา้ นล่างสกุ เหลือง จึงใช้ตะหลิวพลกิ
กลับดา้ น ทอดตอ่ จนไข่อกี ดา้ นสุกเหลอื ง
3. ตักไข่พระอาทิตยใ์ สจ่ านเสิร์ฟ
!78
๑๙ ๙ คนของพระราชา
ส่วนผสม ผดั ถว่ั งอก วธิ ที ำ
1.
กระเทยี มสบั 3 ชอ้ นโต๊ะ เทน้ำมันทอดลงในกระทะ ตั้งกระทะน้ำมันบนไฟกลาง
เตา้ หแู้ ขง็ 1 แผน่ 2. เมื่อน้ำมันร้อนได้ที่ ใส่เต้าหู้แข็งลงในกระทะ ทอดจน
ถั่วงอก 2 ถ้วยตวง 3. เต้าหูด้ า้ นล่างสุกเหลือง จึงใช้ตะหลิวพลกิ กลับด้าน ทอด
ซีอ๊ิวขาว 1 ชอ้ นโต๊ะ 4. ต่อจนอีกดา้ นสุกเหลอื ง ตักขึน้ พกั ไว้
ซอสหอยนางรม 2 ชอ้ นโต๊ะ เทนำ้ มันผดั ลงในกระทะ ต้ังกระทะนำ้ มนั บนไฟกลาง เมอ่ื
นำ้ ตาลทราย 1 ชอ้ นชา น้ำมนั รอ้ นได้ที่ ใส่กระเทยี มลงไปเจยี วพอหอม
นำ้ มนั พืชสำหรับผัด 2 ช้อนโต๊ะ เรง่ ไฟให้แรง ใส่ถัว่ งอกลงไป ปรุงรสดว้ ยซอสหอยนางรม
น้ำมันพืชสำหรับทอด 1 ถ้วยตวง ซอี ๊วิ ขาว น้ำตาลทราย และน้ำซปุ รีบผดั ให้เข้ากนั จนสุก
น้ำซปุ ¼ ถ้วยตวง ใส่เต้าห้ทู อด ผดั ให้เข้ากัน
ตกั ใส่จานเสริ ฟ์
!79
๑๙ ๙ คนของพระราชา
ส่วนผสม ผดั ถ่วั หวาน วิธีทำ
1.
กระเทยี มสับ 1 ชอ้ นชา 2. เทน้ำมันผัดลงในกระทะ ตั้งกระทะน้ำมันบนไฟกลาง
ถั่วหวาน 200 กรมั เมื่อนำ้ มันรอ้ นได้ที่ ใส่กระเทยี มลงไปเจียวพอหอม
ซอี ว๊ิ ขาว 1 ช้อนโตะ๊ 3. เร่งไฟให้แรง ใส่ถั่วหวานลงไป ปรุงรสด้วยซอสหอย
ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ นางรม ซีอว๊ิ ขาว และน้ำตาล ผัดให้เขา้ กันประมาณ 1
นำ้ ตาลทราย 1 ชอ้ นชา นาที ปิดไฟ
นำ้ มันพชื สำหรบั ผดั 2 ช้อนโต๊ะ ตกั ใส่จานเสิร์ฟ
!80
๑๙ ๙ คนของพระราชา
ส่วนผสม ผัดพรกิ ขิงปลาดุกฟู
ปลาดุกฟู 250 กรัม วิธที ำ
พริกแกงคว่ั 50 กรมั 1. แกะหัว หาง หนงั และก้างปลาดุกย่าง เอาแต่เนอ้ื
ใบมะกรดู ห่ันฝอย 5 ใบ โขลกเนือ้ ปลาให้ฟู พักไว้
พรกิ ชฟ้ี ้าแดงหนั่ เปน็ เส้นเล็กๆ ¼ เมด็ 2. เทน้ำมันทอดลงในกระทะ ตั้งกระทะน้ำมันบนไฟ
น้ำปลา 1 ชอ้ นชา กลาง เม่อื นำ้ มันร้อนได้ท่ี ใส่เนื้อปลาลงไปทอดจน
นำ้ ตาลป๊ีบ 2 ช้อนโต๊ะ เหลอื ง แล้วตักขนึ้ จากกระทะพกั ไว้
นำ้ มนั พืชสำหรับผดั 2 ช้อนโตะ๊ 3. เทนำ้ มนั ผัดลงในกระทะ ต้ังกระทะน้ำมันบนไฟออ่ น
น้ำมนั พืชสำหรับทอด 2 ถว้ ยตวง เมื่อนำ้ มนั รอ้ นได้ท่ี ใสพ่ รกิ แกงลงไปผัดจนหอม ใส่
น้ำตาลปีบ๊ และนำ้ ปลา เคี่ยวให้น้ำพรกิ แกงขน้ ใส่
ปลาดุกฟูลงไปผัดกับน้ำพริก คั่วจนกรอบเข้ากันดี
ปิดไฟ
4. ตักใสจ่ านเสิรฟ์
8! 1
๑๙ ๙ คนของพระราชา
ส่วนผสม หลนปูเคม็ วธิ ที ำ
1.
หมบู ด 500 กรัม 2. แกะกระดองปเู ค็มออก ลวกปู แล้วพักไว้
ปเู คม็ 300 กรัม นำปเู ค็ม หมูบด และพริกข้ีหนูบบุ ใสห่ มอ้ เติมหวั
หอมแดงซอย 1 ถว้ ยตวง 3. กะทิ ยกหมอ้ ขน้ึ ตัง้ ไฟกลาง เมื่อเดือดลดไฟลง ปรงุ
ใบมะกรูดฉกี 5 ใบ 4. รสดว้ ยนำ้ ตาลปีบ๊ นำ้ มะขามเปียก และเกลอื ชิมรส
หวั กะทิ 3 ถว้ ยตวง ให้รสชาติออกเปรี้ยวหวานนำเค็มตาม ใส่หอมแดง
เกลือ 1 ช้อนชา ซอย ใบมะกรดู ฉีก
นำ้ ตาลปีบ๊ 2 ช้อนโตะ๊ เคี่ยวต่อประมาณ 20 นาที เติมพริกชี้ฟา้ แดงซอย
น้ำมะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ คนใหเ้ ขา้ กัน ปดิ ไฟ
พริกขี้หนูบุบ 10 เม็ด ตกั ใส่ถว้ ยเสิรฟ์ ค่กู บั ผกั สด
พรกิ ชีฟ้ า้ แดงซอย 1 เมด็
!82
๑๙ ๙ คนของพระราชา
สว่ นผสม ซปุ อาสาเรน(ซุปใสใสไ่ ข่)
นำ้ ซปุ ไก่ 4 ถ้วยตวง วิธีทำ เทนำ้ ซุปลงในหมอ้ ยกข้ึนตง้ั ไฟกลาง เตมิ เกลอื ซอี ว๊ิ
ไข่ไก่ 4 ฟอง 1. ขาว และนำ้ ตาล คนใหเ้ ข้ากนั ต้มจนเดอื ด
นำ้ ตาล 1 ชอ้ นชา 2. ต่อยไขใ่ สถ่ ้วย ใช้ส้อมตีไขใ่ หเ้ ขา้ กนั แล้วพักไว้
เกลอื 1 ช้อนชา 3. ละลายแป้งขา้ วโพดในน้ำเปล่าพักไว้
ซอี ว๊ิ ขาว 2 ช้อนชา 4. เม่อื น้ำซุปเดือด ใชท้ ัพพคี นใหน้ ำ้ ซุปวนไปทางเดียวกัน
น้ำมนั งา 1 ชอ้ นชา 5. คอ่ ยๆเทไข่ทีต่ ีไวล้ งไปเปน็ สาย
แป้งขา้ วโพด 1 ช้อนโตะ๊ 6. เมอื่ เดือดอกี ครงั้ ใสน่ ้ำมนั งา และแปง้ ขา้ วโพด
น้ำเปล่า 3 ช้อนโต๊ะ ตักใสถ่ ้วยเสริ ์ฟ โรยหน้าด้วยพรกิ ไทยป่น
!83
๑๙ ๙ คนของพระราชา
สว่ นผสม กราแตงปลากระพง
ปลากระพงแลเ่ ป็นช้ิน 1 ตัว วธิ ีทำ เตรยี มซอสขาว โดยใสน่ มสดและใบกระวานลงใน
นมสด ½ ถว้ ยตวง 1. หม้อ ตง้ั ไฟอ่อนค่อยๆเติมแปง้ สาลี แล้วใชต้ ระกร้อ
วิปป้ิงครีม ½ ถว้ ยตวง มอื คนผสมตลอดเวลาจนซอสข้น ปรงุ รสดว้ ยเกลือ
เกลือ 1 ช้อนชา 2. พรกิ ไทย และไวนข์ าว ชมิ รสแล้วเตมิ วปิ ปง้ิ ครีม คน
แปง้ สาลี ¼ ถ้วยตวง 3. ให้เข้ากนั พอเดอื ดอีกคร้งั ปิดไฟ
ใบกระวาน 2 ใบ บีบน้ำมะนาวลงบนชิ้นปลา ทาเกลือและมัสตาร์ด
พรกิ ไทย ปน่ ¼ ชอ้ นชา ครมี ให้ทัว่ ทาผิวหนา้ ดว้ ยน้ำมันมะกอก พกั ไว้
มะนาว 2 ลูก ใสน่ ้ำมนั มะกอกลงในกระทะ ตงั้ ไฟจนรอ้ น ใช้ไฟ
ไวน์ขาว 1 ช้อนโตะ๊ ปานกลางจป่ี ลาจนสกุ ตกั ใสจ่ าน ราดดว้ ยซอสขาว
น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ ที่เตรียมไว้ โรยหน้าด้วยเนยแข็ง นำเข้าอบที่
มสั ตารด์ ครีม 1 ช้อนชา อณุ หภมู ิ 180 องศาเซลเซียส อบใหเ้ นยแข็งละลาย
เนยแข็งเชดด้า/มอสซาเรลลา่ 3 ชอ้ นโต๊ะ และผิวหนา้ เปน็ สเี หลืองทอง จดั เสิรฟ์
!84
๑๙ ๙ คนของพระราชา
ส่วนผสม สเตก๊ แซลมอน
ปลาแซลมอน 1 ชน้ิ วธิ ที ำ
มะนาว 1 ลกู 1. บีบน้ำมะนาวลงบนช้ินปลา ทาเกลอื พรกิ ไทย และไวนข์ าว
เกลือ 1 ชอ้ นชา
พริกไทย ป่น ¼ ช้อนชา ให้ทั่ว ทาผวิ หน้าด้วยน้ำมันมะกอก พกั ไว้
แปง้ สาลี ¼ ถว้ ยตวง 2. นำปลามาคลุกแป้งสาลีบางๆ นำไปจี่กับน้ำมันมะกอกจน
ไวน์ขาว 1 ช้อนโตะ๊
ชอ้ นโตะ๊ กระทงั่ ปลาสุกเหลอื ง ตกั ใสจ่ าน จดั เสิรฟ์ คูก่ ับผกั ผัดเนยและ
มันโซเต
นำ้ มนั มะกอก 1
8! 5
๑๙ ๙ คนของพระราชา
สปาเกตตมี ลิ านเนส 70 กรัม วิธที ำ ต้มน้ำในหม้อใหญ่จนเดือดจัด ใส่เกลือ
สว่ นผสม 2 ช้อนโตะ๊ 1. เล็กน้อย ใส่สปาเกตตีลงต้มจนสุกพอดี
1 ชอ้ นชา 2. ต้ังกระทะน้ำมันมะกอกบนไฟกลาง พอ
สปาเกตตี 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันร้อนใส่หอมใหญ่ เห็ดแชมปิยอง
น้ำมันมะกอก 5 ดอก และแฮมลงในกระทะ เม่ือหอมใหญ่สุก
เกลือ 40 กรัม ใสเ่ น้ือมะเขอื เทศหัน่ เต๋า และมะเขือเทศ
หอมใหญส่ บั ละเอียด ¼ ช้อนชา เข้มข้นลงในกระทะ ปรุงรสด้วยเกลือ
เห็ดแชมปยิ องหน่ั ช้ินบาง 3 ลกู และนำ้ ตาลผัดใหเ้ ข้ากนั เตมิ นำ้ เปล่า เม่อื
แฮมห่นั เต๋า 2 ช้อนชา เดือดอีกครั้ง ใส่เส้นสปาเกตตีต้มสุกลง
พริกไทย ปน่ 1 ชอ้ นชา ไป ผัดจนเสน้ เขา้ กับซอสดี ปิดไฟ ตักใส่
มะเขอื เทศสกุ จดั ลอกเปลือกหั่นเต๋า ¼ ถว้ ยตวง จานเสริ ฟ์
มะเขอื เทศเขม้ ขน้
นำ้ ตาลทราย
นำ้ เปลา่
8! 6
๑๙ ๙ คนของพระราชา
๙
เบเกอร่ี
!87
๑๙ ๙ คนของพระราชา
ส่วนผสม วาฟเฟิลบีทรทู
อาจารย์นงนภสร ทองศลิ า แปง้ สาลที ำขนมปงั 140 กรมั
สาขาวิชาอาหารและบรกิ าร คณะเทคโนโลยี แป้งสาลอี เนกประสงคบ์ ัวแดง 310 กรัม
นำ้ ตาลทราย ½ ถว้ ยตวง
เกลือ ½ ช้อนชา
ยีสต์ 4 ช้อนชา
ไข่ไกท่ ง้ั ฟอง เบอร์ 2 2 ฟอง
นมสดรสจดื ¾ ถว้ ยตวง
บที รทู ½ ถ้วยตวง
เนยสด 1 ถว้ ยตวง
ผลไม้แหง้ ½ ถว้ ยตวง(สำหรบั แตง่ หน้า)
เนยสด ½ ถ้วยตวง(สำหรบั แตง่ หน้า)
ผลติ ภณั ฑโ์ ครงการหลวงทีใ่ ช้
1. นมสดรสจืด
2. ผลไมแ้ หง้
8! 8
๑๙ ๙ คนของพระราชา
พดุ ด้ิงขนมปงั
ส่วนผสม 1 2 แผ่น
ขนมปงั ถ่ัวอะซูกิ 2 ถ้วยตวง
นมสดรสจืด ½ ถ้วยตวง
นำ้ ตาลทราย 2 ฟอง
ไข่ไกเ่ บอร์ 2 ช้อนชา
กลน่ิ วานิลา 30 กรัม
เนยสดเคม็ 1 ช้อนโต๊ะ
ลูกเกดดำ 1 ช้อนโตะ๊
สตรอวเ์ บอรอี่ บแหง้
ผลติ ภณั ฑ์โครงการหลวงทใ่ี ช้
1. ขนมปงั ถว่ั อะซกู ิ
2. นมสดรสจืด
3. สตรอว์เบอรีอ่ บแห้ง
!89
๑๙ ๙ คนของพระราชา
เครมบรเู ล่
ส่วนผสม 1¾ ถ้วยตวง ชอ้ นชา วปิ ปง้ิ ครีม 1 ถ้วยตวง
นมสดรสจืด 3 ฟอง ถ้วยตวง ไขไ่ กท่ ้ังฟอง เบอร์ 2 1 ฟอง
ไขแ่ ดง เบอร์ 0 1 เกลือ ¼ ช้อนชา
กล่นิ วานลิ ลา ½ นำ้ ตาลทราย ½ ถ้วยตวง(สำหรบั ทำหน้า)
นำ้ ตาลทราย
ผลติ ภณั ฑ์โครงการหลวงท่ีใช้
1. นมสดรสจืด
!90
๑๙ ๙ คนของพระราชา
เค้กผลไม้
สว่ นผสม ผลไมแ้ ห้ง 500 กรัม
ถ้วยตวง
นำ้ สม้ ¼ ช้อนโต๊ะ
แยมผวิ สม้ ½ ถว้ ยตวง
เหลา้ รัม ½ กรัม
เนยสดเคม็ 125 กรัม
น้ำตาลทรายแดง 110 ช้อนชา
เกลือ ½ ฟอง
ไข่ไก่ เบอร์ 2 2 ถว้ ยตวง
แป้งสาลีเอนกประสงค์ 1 ช้อนชา ผลติ ภณั ฑโ์ ครงการหลวงทใ่ี ช้
ผงฟู ½ ชอ้ นโตะ๊ (สำหรับทาเคก้ ) 1. สตรอวเ์ บอร่ีอบแห้ง กระเจย๊ี บอบแห้ง มะม่วง
น้ำผ้ึง 1 ชอ้ นโต๊ะ(สำหรับทาเค้ก) อบแห้ง มะเขือเทศอบแหง้ ฝรงั่ อบแห้ง แคน
น้ำรอ้ น 1 ชอ้ นโตะ๊ (สำหรับทาเคก้ ) ตาลปู อบแหง้
แยมผวิ ส้ม ½ 2. นำ้ ผึง้
9! 1
๑๙ ๙ คนของพระราชา
บราวนี่แมคคาเดเมยี
สว่ นผสม 1 ถว้ ยตวง ผลิตภณั ฑโ์ ครงการหลวงท่ีใช้
แป้งสาลอี เนกประสงค์ 2/3 ถ้วยตวง 1. ผงกาแฟ
ผงโกโก้ 1 ช้อนชา 2. แมคคาเดเมียบด
เกลือ 1 ช้อนชา 3. แมคคาเดเมยี แบบเมด็ รสธรรมชาติ
ผงกาแฟ 4 ฟอง
ไขไ่ ก่เบอร์ 2 2 ถ้วย
น้ำตาลทราย 1 ชอ้ นชา
กล่ินวานลิ า 150 กรมั
เนยสดเค็มละลาย 1 ถ้วยตวง
แมคคาเดเมียบด 1 ถ้วยตวง(สำหรบั แตง่ หนา้ )
แมคคาเดเมีย
9! 2
๑๙ ๙ คนของพระราชา
เสาวรสชสี พาย
ผลติ ภณั ฑ์โครงการหลวงท่ีใช้ ส่วนผสม 330 กรมั
1. คกุ กแี้ มคคาเดเมยี คุกกแ้ี มคคาเดเมยี 200 กรมั
2. โยเกริ ์ตรสธรรมชาติ เนยสดเคม็ 3 กรัม
3. เสาวรส เกลือ กรัม กรัม
เนือ้ เสาวรส300 100 กรัม
นำ้ เปล่า 80 ช้อนโตะ๊
น้ำตาลทราย 3 กรมั
แปง้ กวนไส้ 225 กรมั
ชีสฟิลาเดเฟยี 100 ถ้วยตวง
โยเกิร์ตรสธรรมชาติ ½ ชอ้ นโตะ๊
นมขน้ หวาน ½
นำ้ มะนาว
9! 3
๑๙ ๙ คนของพระราชา
พันนาคอตต้าเสาวรส
สว่ นผสม 1 ถว้ ยตวง ผลิตภณั ฑ์โครงการหลวงท่ใี ช้
นมสดรสจืด 1 ถ้วยตวง 1. นมสดรสจดื
วิปป้งิ ครีม 1/3 ถ้วยตวง 2. เสาวรส
นำ้ ตาลทราย 3 แผ่น
เจลาตินแบบแผ่น ¾ ถว้ ยตวง
เสาวรส 2 ช้อนโตะ๊
นำ้ ตาลทราย(ซอส) 1 ช้อนโต๊ะ
แปง้ กวนไส้
9! 4
๑๙ ๙ คนของพระราชา
ผลิตภณั ฑ์โครงการหลวงท่ีใช้ พายฟกั ทอง 220 กรมั
1. นมสด สว่ นผสมแป้งพาย 1 ช้อนโตะ๊
2. ฟักทอง 1 ฟอง
แปง้ สาลีอเนกประสงค์ 110 กรัม
น้ำตาลทราย 2-3 ช้อนโต๊ะ
ไขแ่ ดง 1 ถว้ ยตวง
เนยสดเค็ม 2 ถว้ ยตวง
น้ำเยน็ จัด 2 ช้อนโต๊ะ
ส่วนผสมไสค้ รีมข้าวโพด 1 ชอ้ นชา
นมสดรสจดื ½ ถ้วยตวง
ฟักทองต้มสุก 1 ช้อนโตะ๊
แป้งข้าวโพด
เกลือ
นำ้ ตาลทราย
เนยสดเคม็
!95
๑๙ ๙ คนของพระราชา
สตรอว์เบอร่สี โคน
สว่ นผสม 225 กรมั ผลติ ภณั ฑ์โครงการหลวงที่ใช้
แปง้ เค้ก ½ ช้อนชา 1. สตรอว์เบอรอ่ี บแห้ง
ผงฟู ¼ ชอ้ นชา 2. นมสด
เกลือ 1½ ชอ้ นโตะ๊ 3. แยมสตรอวเ์ บอรี่
น้ำตาลทราย 40 กรัม
เนยสดเคม็ 40 มลิ ลิลิตร
นมสดรสจืด 40 กรัม
สตรอว์เบอรีอ่ บแหง้ ชอ้ นชา ฟอง
กลิ่นวานลิ า1 1
ไขไ่ ก่ เบอร์ 2
แยมสตรอวเ์ บอร่ี
9! 6
๑๙ ๙ คนของพระราชา
๑๐
ขนมไทย
9! 7
๑๙ ๙ คนของพระราชา
สว่ นผสม สาคูเปียกขา้ วโพดหวานสนี ิล
อาจารย์เชญิ พร จนั ทรสนาม สาคูเมด็ เล็ก 100 กรัม
หัวหน้าสาขาวิชาอาหารและบรกิ าร น้ำตาลทรายขาว 60 กรมั
คณะเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอดุ รธานี นำ้ เปลา่ 600 มล.
ขา้ วโพดหวานสนี ลิ 120 กรัม
ขนมไทยจากพชื ผกั โครงการหลวง หวั กะทิ 100 มล.
โครงการหลวงเป็นอีกหนึ่งโครงการส่วน เกลือปน่ ½ ชอ้ นชา
พระองค์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล ใบเตย ½ ใบ
อดลุ ยเดช เพื่อสง่ เสริมและสนับสนุนใหช้ าวเขามคี วาม
เป็นอยดู่ ีข้ึน สามารถเพาะปลูกสิง่ ที่เป็นประโยชน์และ วธิ ีทำ
เป็นรายได้กับเขาเอง ผู้เขียนจึงเลือกผลผลิตจาก 1. ต้งั น้ำใหร้ อ้ นจัดใสเ่ ม็ดสาคลู งไปตม้ พอสกุ เป็นตากบแล้วใสน่ ำ้ ตาล
โครงการหลวงได้แก่ ข้าวโพดหวานสีนลิ บที รทู ขา้ ว ทรายขาวลงไป ใช้ไฟปานกลางพอเริ่มสกุ ใสข่ ้าวโพดหวานสีนิล คนเข้า
ไรซเ์ บอรร์ ี่ มนั ม่วงญปี่ ุ่น ฟักทองญปี่ ุ่น เสาวรส สตรอว์ กันจนขา้ วโพดสกุ ปดิ ไฟพกั ไว้
เบอร์ร่ี และลกู พลบั มารังสรรค์เป็นขนมไทย 9 ชนิด 2. นำหวั กะทติ ้งั ไฟพอเดอื ดใสเ่ กลือลงไปคนตลอดเวลาพอเร่มิ ขน้ ปดิ ไฟ
3. เสิร์ฟโดยการตกั ขนมใส่ถว้ ย แลว้ ตักหัวกะทริ าด
!98
๑๙ ๙ คนของพระราชา
ขนมข้าวโพดหวานสีนลิ
สว่ นผสม 300 กรมั
ข้าวโพดหวานสีนลิ 40 กรมั
แป้งขา้ วเจ้า 26 กรัม
แปง้ ขา้ วเหนียว 40 กรัม
แปง้ มนั 110 กรมั
หัวกะทิ 80 กรัม
นำ้ ตาลทราย ¼ ชอ้ นชา
เกลอื ป่น
วธิ ที ำ
1. ฝานขา้ วโพดเมด็ ๆ ใสอ่ ่างผสมพักไว้
2. ผสมแป้งและนำ้ ตาลเกลอื ลงในอา่ งผสมคนให้เขา้ กนั ขย้ำจนเนื้อข้าวโพดและแป้งเนยี นเขา้ ดว้ ยกัน ใช้เวลาประมาณ 10 นาที
3. ทยอยหยดน้ำกะทเิ ละนวดจนเข้ากันจนกะทหิ มดและนวดตอ่ ประมาณ 10 นาที
4. ตกั ขนมใสถ่ ้วยตะไลนำไปนง่ึ นานประมาณ 20 นาที นำออกรอจนขนมเยน็ ตกั ขนมออกจากถว้ ยจัดเสริ ฟ์
9! 9