The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัย 5 บท ภานุวัฒน์ นาคศรี118

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 118ภานุวัฒน์ นาคศรี, 2024-02-09 08:56:00

วิจัย 5 บท ภานุวัฒน์ นาคศรี118

วิจัย 5 บท ภานุวัฒน์ นาคศรี118

การศึกษาผลสัมฤทธิ์การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ5eวิชาดนตรี เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภานุวัฒน์ นาคศรี วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาดนตรีศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปีการศึกษา 2566


ก ชื่อเรื่อง การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ5e วิชาดนตรี เรื่อง ทักษะการ ปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้วิจัย นายภานุวัฒน์ นาคศรี อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ นตทนันทิ เจริญ ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1.) การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการ สอนแบบ5e วิชาดนตรี เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75 / 75 2.) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ดนตรี เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการจัดการเรียนรู้ 5e ทั้งก่อน เรียนและหลังเรียน 3.) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาวิชา ดนตรี เรื่อง ทักษะการ ปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ สากล โดยใช้วิธีการสอนแบบ5e ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการ จัดการเรียนรู้สืบเสาะหาความรู้หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ ร้อยละ 75/75 4.) เพื่อศึกษาความพึงพอใจ ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ 5e ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่ม ตัวอย่าง คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 /1 ที่ก าลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 1 ห้อง จ านวนนักเรียน 27 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่มได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือ ที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ จ านวน 6 แผน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แต่ละแผนจะใช้เวลา 1 ชั่วโมง รวมเป็น 6 ชั่วโมง และ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จ านวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้ 1. ประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ 5e เรื่อง ทักษะการ ปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพของ E1/E2 เท่ากับ 78.66/91.33 ที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพสูงกว่า 75/75 ที่ก าหนดไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาดนตรี เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้วิธีการสอนแบบ 5e นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 8.67 และ


ข หลังเรียน เท่ากับ 17.73 โดยคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 และเมื่อเปรียบเทียบความ แตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ย พบว่านักเรียนมีคะแนน 3. ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ 5e ทักษะการปฏิบัติฆ้องวง ใหญ่ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีคะแนนเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.00 คะแนน มีคะแนนส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.6 อยู่ในระดับที่พึงพอใจมาก


ค กิตติกรรมประกาศ วิจัยการศึกษาฉบับนี้ส าเร็จได้ด้วยความกรุณาจาก อาจารย์ นตทนันทิ เจริญ อาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย ทางการศึกษาที่กรุณาให้ค าปรึกษาแนะน าและตรวจแก้ไข้ข้อบกพร่องต่าง ๆ ตลอดจนให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ และดูแลให้ก าลังใจแก่ผู้วิจัยด้วยความเอาใจใส่อย่างดีเสมอมา ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาและขอกราบ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงยิ่ง ขอขอบพระคุณผู้อ านวยการและคณะครูโรงเรียนเทศบาล 2 มุขมนตรีทุกท่านที่อ านวยความสะดวก และให้ความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ท้ายนี้ ผู้วิจัยขอกราบ ขอบพระคุณ เพื่อน ๆ สาขาวิชาดนตรีศึกษา เพื่อน ๆ สาขาวิชาภาษาไทย และเพื่อน ๆสาขาวิชาทัศนศิลป์ ชั้นปีที่ 5 ที่คอยช่วยเหลือ ห่วงใย สนับสนุน และให้ก าลังใจแก่ผู้วิจัยตลอดมา ประโยชน์และคุณค่าทั้งมวลที่เกิดจากงานวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ผู้วิจัยขอมอบเป็นเครื่องบูชาแด่บิดา มารดา และครูอาจารย์ทุกท่านที่ประสิทธิ์ประสาทความรู้แก่ผู้วิจัย ภานุวัฒน์ นาคศรี


ง สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ข สารบัญ ค สารบัญตาราง จ สารบัญภาพ ฉ บทที่ 1 บทน า 1 ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา 1 วัตถุประสงค์การวิจัย 2 สมมติฐานการวิจัย 3 ขอบเขตการวิจัย 4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 5 นิยามศัพท์เฉพาะ 6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 7 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 7 หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ 8 การเรียนการสอนแบบ 5E 9 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 11 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 13 กรอบแนวคิดการวิจัย 14 บทที่ 3 วิธีด าเนินงานวิจัย 15 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 16 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 17 การเก็บรวบรวมข้อมูล 19 การวิเคราะห์ข้อมูล 21 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 25


จ สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 27 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 27 ล าดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ 28 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 30 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 32 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 33 สมมติฐานของการวิจัย 35 วิธีด าเนินการวิจัย 36 สรุปผลการวิจัย 36 อภิปรายผลการวิจัย 36 ข้อเสนอแนะ 36 บรรณานุกรม 37 ภาคผนวก 39 ภาคผนวก ก แผนการจัดการเรียนรู้ 40


ฉ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 2.1 มาตรฐาน ศ 2.1 9 2.2 มาตรฐาน ศ 2.2 9 2.3 ศักยภาพของสมองซีกซ้ายและซีกขวา 13 3.1 แบบแผนการทดลองแบบ One Group Pre-test Post-test Design 20 4.1 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าร้อยละชุดกิจกรรม 4 ชุด ( E1 ) 24 4.2 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าร้อยละของคะแนนหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรม ( E2 ) 26 ด้วยชุดกิจกรรม ( E2 ) 4.3 ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม ( E1 / E2 ) 27 4.4 การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 28 ของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรม


ช สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 2.1 กรอบแนวคิด


บทที่ 1 บทน า ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ดนตรี เป็นศิลปะที่มนุษย์คิดค้นสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะในด้านต่าง ๆ รูป เสียง ลีลาท่าทาง ล้วนแต่เป็นหนึ่งในภาษาที่แสดงถึงความงาม สามารถใช้สื่อสาร อารมณ์ ความหมาย ภาษาแทนการพูด แต่ใน ปัจจุบันเด็กไทยยังไม่สามารถเรียนรู้กระบวนการถ่ายทอดทางดนตรี เนื่องจากการเรียนรู้แต่พื้นฐานของแต่ละ บุคคลในโรงเรียนต่าง ๆ นั้นไม่สามารถกระตุ้นหรือมองเห็นความส าคัญของการเรียนรู้ศิลปะในแขนงดนตรี จึง ท าให้ปัจจุบัน วิชาดนตรีนั้นยังเป็นวิชาที่อยู่ในหมวดวิชาที่เป็นวิชารอง จากวิชาอื่น ๆ จึงท าให้นักเรียนไทย มองเห็นความส าคัญของการเรียนรู้วิชาศิลปะ ดนตรีน้อยลงไปด้วย การสอนแบบการสืบเสาะหาความรู้เป็น เทคนิคหรือกลวิธีอย่างหนึ่งในการจัดให้เกิดการเรียนรู้เนื้อหาบางอย่างของวิชาวิทยาศาสตร์ โดยกระตุ้นให้ นักเรียนมีความอยากรู้อยากเห็น เสาะแสวงหาความรู้โดยการถามค าถาม และพยายามค้นหาค าตอบให้พบ ด้วยตนเอง อนึ่งคือ แสดงให้ถึงความอิสระทางการหาค้นหาของเด็กในรูปแบบที่ให้เด็กได้แก้ไขปัญหาด้วย ตัวเอง ฝึกการท างานร่วมกันและสร้างการเป็นส่วนร่วมในชั้นเรียน การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ5e หมายถึง ตามแนวคิดของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีการจัดกิจกรรมการเรียนการ สอนตามขั้นตอนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ โดยมีทั้งหมด 5 ขั้นตอน ซึ่งสามารถฝึกประสบการณ์แก ผู้เรียนและผู้สอนได้จากปัญหาข้างต้นผู้วิจัยจึงได้วิจัยการแก้ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาศิลปะ (ดนตรี) ด้วยการใช้รูปแบบการสอนแบบ 5e การสืบเสาะหาความรู้ เป็นรูปแบบการเรียนรู้ทางการเรียน วิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาและน าความรู้ที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้ไปประยุกต์ใช้ในกิจกรรมการ เรียนรู้ในอนาคตต่อไป วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ 5E วิชาดนตรี เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาดนตรี เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ด้วยการ จัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ 5E ก่อนเรียนและหลังเรียน 3. เพื่อเปรียบเทียบทักษะความสามารถในการอ่านและเขียนโน้ตดนตรีสากลในอัตราจังหวะต่าง ๆ โดยการจัดการเรียนรู้ด้วย วิธีการสอนแบบ 5E วิชาดนตรี เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ 5E วิชาดนตรี เรื่อง ทักษะ ก า ร ป ฏิ บั ติ ฆ้ อ ง ว ง ใ ห ญ่ ส า ห รั บ นั ก เ รี ย น ชั้ น ป ร ะ ถ ม ศึ ก ษ า ปี ที่ 6


2 สมมติฐานของการวิจัย 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาดนตรี เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ 5E หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. ความสามารถในการอ่านและเขียนโน้ตสากลในอัตราจังหวะต่าง ๆ วิชาดนตรี เรื่อง ทักษะการ ปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ 5E หลัง เรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 ขอบเขตของงานวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากร นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 2 มุขมนตรีที่ก าลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 4 ห้อง รวม 103 คน ประกอบด้วย ชั้น ป. 6/1, ป. 6/2 ป.6/3 ป.6/4 1.2 กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนเทศบาล 2 มุขมนตรีที่ก าลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 1 ห้อง จ านวนนักเรียน 27 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม 2. ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย 2.1 ตัวแปรต้น คือ การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนสืบแสวงหาความรู้ 5E วิชาดนตรี เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ 2.2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาดนตรี เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ 2.2.2 ความสามารถในการอ่านและเขียนโน้ตดนตรีสากล วิชาดนตรี เรื่อง ทักษะ การปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ 2.2.3 ความพึงพอใจในการเรียนวิชาดนตรี เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ 3. เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย ตามหลักสูตรแกนกลาง พ.ศ. 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ วิชา ดนตรี หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 การปฏิบัติดนตรีสากล ประกอบด้วย 3.1 เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับฆ้องวงใหญ่ 1 จ านวน 1 ชั่วโมง 3.2 เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับฆ้องวงใหญ่ 2 จ านวน 1 ชั่วโมง 3.3 เรื่อง การปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ 1 จ านวน 1 ชั่วโมง 3.4 เรื่อง การปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ 2 จ านวน 1 ชั่วโมง 3.5 เรื่อง การปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ 3 จ านวน 1 ชั่วโมง


3 3.6 เรื่อง การปฏิบัติรวมวงฆ้องวงใหญ่ จ านวน 1 ชั่วโมง 4. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ท าการวิจัยในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จ านวน 6 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง รวมเป็น 6 ชั่วโมง เดือน พฤษภาคม 2566 – เดือน กันยายน 2566 นิยามศัพท์เฉพาะ 1. การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ5e หมายถึง การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ โดยมีทั้งหมด 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1.1 ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) เป็นการน าเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจ 1.2 ส ารวจและค้นหา (Exploration) การวางแผนก าหนดแนวทางการส ารวจตรวจสอบ ตั้งสมมติฐาน ก าหนดทางเลือก ลงมือปฏิบัติ 1.3 อธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) วิเคราะห์ แปลผลสรุปผล และน าเสนอผล 1.4 ขยายความรู้ (Elaboration) เป็นการน าความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับความรู้ 1.5 ประเมิน (Evaluation) เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่าง วัดได้โดยใช้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มี 6 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1.5.1 เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับฆ้องวงใหญ่ 1 จ านวน 1 ชั่วโมง 1.5.2 เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับฆ้องวงใหญ่ 2 จ านวน 1 ชั่วโมง 1.5.3 เรื่อง การปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ 1 จ านวน 1 ชั่วโมง 1.5.4 เรื่อง การปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ 2 จ านวน 1 ชั่วโมง 1.5.5 เรื่อง การปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ 3 จ านวน 1 ชั่วโมง 1.5.6 เรื่อง การปฏิบัติรวมวงฆ้องวงใหญ่ จ านวน 1 ชั่วโมง 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนที่ได้จากการทดสอบโดยประยุกต์แนวคิด Bloom (2001) ประกอบด้วย จ า เข้าใจ ประยุกต์ใช้ วิเคราะห์ ประเมินค่า คิดสร้างสรรค์วัดได้โดยใช้แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จ านวน 1 ฉบับ 20 ข้อ 3. ความสามารถในการแก้ไขปัญหา หมายถึง ความสามารถในการจัดการกับอุปสรรคอุปสรรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม 4. ความพึงพอใจ หมายถึง Applewhite (1965) ได้กล่าวถึง ความพึงพอใจ เป็นความรู้สึกส่วนตัว ของบุคคลในการปฏิบัติงาน 5. ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 คือ ตัวเลขที่ก าหนดนั้นหมายถึง E1/E2 โดยตัวเลขนั้นก าหนด ขึ้นอยู่กับผู้วิจัยเป็นคนก าหนด โดยจะต้องค าถึงถึงองค์ประกอบดังนี้


4 75 ตัวแรก หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้งหมดที่ได้จากกิจกรรมกลุ่ม การท า กิจกรรมและการทดสอบย่อยด้วยการจัดการเรียนรู้ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งต้องได้คะแนนเฉลี่ยไม่ต่ ากว่า ร้อยละ 75 75 ตัวหลัง หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้งหมดที่ได้จากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน หลังเรียนรู้ตามการจัดการเรียนรู้ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ประโยชน์ที่คาดว่า 1. การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ 5E วิชาดนตรี เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาดนตรี ทักษะดนตรีสากล ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ วิธีการสอนแบบ 5E มีผลการเรียนที่ดีขึ้นหลังเรียน 3. นักเรียนเกิดทักษะความสามารถในการอ่านและเขียนโน้ตดนตรีสากลในอัตราจังหวะต่าง ๆ โดย การจัดการเรียนรู้ด้วย วิธีการสอนแบบ 5E วิชาดนตรี เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอนแบบ 5E วิชาดนตรี ทักษะการปฏิบัติฆ้องวง ใหญ่ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6


5 แผนการด าเนินการวิจัย กิจกรรม ด าเนินงาน ระยะเวลา พ.ศ. 2566 สิงหาคม 2566 กันยายน 2566 ตุลาคม 2566 พฤศจิกายน 2566 ธันวาคม 2566 1. ศึกษาเอกสารที่ เกี่ยวข้องกับการวิจัย และวางแผนการวิจัย 2. สร้างเครื่องมือ ทดลองใช้และ ปรับปรุงคุณภาพของ เครื่องมือ 3. ทดลองและเก็บ รวบรวมข้อมูล 4. วิเคราะห์ข้อมูลและ แปรผลข้อมูล และ เขียนรายงานการวิจัย 5. จัดท ารายงาน ผลการวิจัยและจัดท า เป็นรูปเล่มฉบับ สมบูรณ์


6 งบประมาณการวิจัย รายการ จ านวนเงิน 1. หมวดค่าจ้างชั่วคราว 500 2. หมวดค่าใช้สอย 2.1 ค่าถ่ายเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.2 ค่าเอกสารเครื่องมือในการวิจัย - แบบประเมินวัดทักษะการอ่านจับใจความ - แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ 2.3 การจัดท ารายงานการวิจัย - ค่าท าเล่มวิจัยฉบับสมบูรณ์ 1,500 3. หมวดค่าวัสดุ 3.1 วัสดุส านักงาน (กระดาษ A4, ปากกา, ฯลฯ) 3.2 น้ าหมึก 3.3 อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ 1,000 รวม 3,000


บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสอนแบบ5e การสืบเสาะหาความรู้ 1.1 ความหมายการสอนแบบ5e การสืบเสาะหาความรู้ มีนักการศึกษาได้กล่าวไว้หลายท่านดังนี้ มนมนัส สุดสิ้น (2543) การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้เป็นวิธีการหนึ่งที่มุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จัก ค้นคว้าหาความรู้ คิดและแก้ปัญหาได้ด้วยตนเองอย่างมีระบบของการคิด โดยให้เด็กเกิดกระบวนการคิด วิเคราะห์ด้วยตนเอง ชลสีต์ จันทาสี (2543) การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้เป็นวิธีการที่มุ่งส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักค้นคว้า หาความรู้ด้วยตนเอง โดยใช้กระบวนการแสวงหาความรู้ ซึ่งครูมีหน้าที่เพียงเป็นผู้คอยให้ความช่วยเหลือ จัดเตรียมเนื้อหาให้เด็กได้คิดค้นกระบวนการอย่างต่อเนื่อง จากความหมายดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยจึงสรุปว่า การสอนแบบ5E (การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้) เป็นวิธีการ ที่ให้ผู้เรียนได้ค้นคว้าหาความรู้ อย่างมีคุณภาพและมีความหมาย 1.2 แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการสอนแบบ5e แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการสอนแบบ5e พัฒนาขึ้นมาโดยอาศัยแนวคิดต่อไปนี้ นักการศึกษาคนที่ส าคัญเผยแพร่แนวคิดของการสอนแบบ5e คือ สุรางค์ โค้วตระกูล (2541, 49) การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ มีรากฐานมาจากทฤษฎีของ Jean Piagat ที่กล่าวถึงพัฒนาการทางสมองของมนุษย์ไว้ว่า ความคิดของมนุษย์ ประกอบด้วยโครงสร้าง 2 ประการ คือ 1. กระบวนการดูดซึม (Assimilation) หมายถึง กระบวนการที่อินทรีย์ซึมซาบประสบการณ์ ใหม่เข้าสู่ประสบการณ์เดิมที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกัน 2. กระบวนการปรับขยายโครงสร้าง (Accommodation) เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องมาจาก กระบวนการดูดซึม คือ ภายหลังจากที่ซึมซาบของเหตุการณ์ใหม่เข้ามา และปรับเข้าสู่โครงสร้างเดิม แล้วถ้าปรากฏว่าประสบการณ์ใหม่ ที่ได้รับการซึมซาบเข้ามาให้เข้ากับประสบการณ์เดิมได้ สมองก็จะ สร้างโครงสร้างใหม่ขึ้นมาเพื่อปรับให้เข้ากับประสบการณ์ใหม่นี้ จากแนวคิด ทฤษฎีดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยจึงสรุปได้ว่า การพัฒนาทางสมองและความคิดของมนุษย์เกิดจากการ เรียนรู้สิ่งใหม่มาคิดวิเคราะห์ร่วมและองค์ความรู้เดิม เกิดเป็นองค์ความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ของผู้เรียน


8 1.3 ขั้นตอนการสอนแบบ5e การสืบเสาะหาความรู้ มีนักวิชาการหลายท่านได้ให้ ขั้นตอนการสอนแบบ5e การสืบเสาะหาความรู้ ไว้ดังนี้ กุล มูลแสดง (2554, 112-116) การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค 5E ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง และจากกลุ่มที่ ท างานร่วมกัน สามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง และช่วยให้มีพันธนาการด้านกระบวนการการคิดที่ หลากหลาย 5E ประกอบไปด้วยขั้นต่าง ๆ ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) เป็นขั้นการน าเข้าสู่บทเรียน เพื่อสร้างความ สนใจให้แก่นักเรียน เช่น เวลาช่วงบ่าย ถ้านักเรียนรู้สึกเบื่อกับการเรียนการสอน ผู้สอนจะต้องสร้าง ความสนใจในเนื้อหาวิชาเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการเรียนรู้มากขึ้น ขั้นที่ 2 ขั้นส ารวจและค้นหา (Exploration) เมื่อประเด็นที่จะศึกษามีความชัดเจนแล้ว วางแผน ส ารวจ ตรวจสอบ ประเมิน วิเคราะห์และสรุป ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อมูลสรุป (Explain) เมื่อมีข้อมูลมากพอแล้วจะต้องรู้จักอธิบาย เพื่อถ่ายทอดข้อมูลที่รับหรือศึกษามาให้กับผู้รับสารได้อย่างถูกต้อง เข้าใจ สรุป กระชับ น่าสนใจ ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความรู้ (Elaborate) เป็นขั้นของการจัดกิจกรรมในการขยายความรู้ที่เด็ก ได้มา เพื่อเพิ่มเติมความรู้ของเด็กที่มีอยู่แล้ว ให้ขยายมากขึ้น รับฟังปัญหาและพูดคุยอย่างละเอียด วิเคราะห์ข้อมูลช่วยกันอย่างถูกต้อง แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างผู้สอนและ ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล (Evaluate) เป็นการประเมินผลการเรียนรู้จากการท ากิจกรรมในขั้นที่ 1-4 เพื่อน าความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในชีวิตประจ าวัน และประเมินว่าผู้เรียนมีความรู้อะไรอย่างไร มาก น้อยเพียงใด พันธ์ ทองชุมนุม (2547, 55) เสนอขั้นตอนของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ไว้ ดังนี้ 1. สร้างสถานการณ์หรือปัญหาจากเนื้อหา ให้สอดคล้องกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เพื่อกระตุ้นให้ ผู้เรียนคิดและแกปัญหานั้น สถานการณ์ควรอยู่ใกล้ตัว ดึงดูดความสนใจของนักเรียนและ โยงไปสู่การออกแบบ การค้นคว้าได้ 2. ใช้ค าถามในการอภิปรายเพื่อน าไปสู่แนวทางการหาค าตอบของปัญหาและควรเป็น ค าถามที่นักเรียนน าไปสู่การคาดคะเนค าตอบทีเป็นไปได้ (สมมติฐาน) 3. ใช้ค าถามเพื่อน าไปสู่การออกแบบการค้นคว้า การก าหนดเครื่องมือ เก็บรวบรวมข้อมูลการก าหนด แหล่งข้อมูล 4. นักเรียนด าเนินการศึกษาค้นคว้าจากแหล่งค้นคว้าที่กาหนด ท าการบันทึกผลและจัดหมวดหมู่ที่ได้ จากการศึกษาค้นคว้า 5. ใช้ค าถามในการอภิปรายเพื่อสรุปผลการศึกษาค้นคว้า การใช้ค าถามต้องอาศัยข้อมูลจากการสืบค้น ของนักเรียนเป็นหลัก เพื่อน าไปสู่ค าตอบในการแก้สถานการณ์หรือปัญหาข้างต้นและควรจะมีค าถามที่ฝึกให้ นักเรียนน าความรู้ที่ได้ไปใช้ในสถานการณ์ที่พบเห็นในชีวิตประจ าวัน


9 จากขั้นตอนที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจึงสรุปว่าขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบ 5e มี 5 ขั้นตอนดังนี้ 1. ขั้นสร้างความสนใจ (engagement) 2. ขั้นส ารวจและค้นหา (exploration) 3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (explanation) 4. ขั้นขยายความรู้ (elaboration) 5. ขั้นประเมิน (evaluation) 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.1 ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีนักการศึกษาได้กล่าวเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้หลายท่าน ดังนี้ พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข (2548, 125) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึงขนาด ของความส าเร็จที่ได้จากกระบวนการเรียนการสอน ปราณี กองจินดา (2549, 42) กล่าว่า ความสามารถหรือผลส าเร็จที่ได้รับจากกิจกรรมการเรียนการ สอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์เรียนรู้ทางด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย และ ยังได้จ าแนกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ตามลักษณะของวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน ผู้วิจัยจึงสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากกระบวนการเรียนการสอนท าให้ นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม สามารถวัดได้โดยการแสดงออกมาทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้าน จิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย และสามารถน าความรู้ทีได้จากการเรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างชาญฉลาด 2.2 แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิวัฒน์ มีสุวรรณ (2555) กล่าวว่า Bloom’s Taxonomy Revised (2001) เกิดจากการปรับปรุง แนวคิดการแบ่งประเภทการเรียนรู้แบบดั้งเดิมโดยนักการศึกษา 2 ท่านได้แก่ Anderson และ Krathwohl ซึ่ง ได้ปรับปรุงวัตถุประสงค์ให้พิจารณาเป็น 2 มิติ คือ พิจารณาลักษณะของความรู้ และพิจารณาการเรียนรู้ทาง ปัญญา 6 ขั้น การจ า (Remembering) เป็นระดับพื้นฐานของการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการน าเอาหรือดึงเอาความรู้ การสืบค้น การเตือนความจ า การเข้าใจ (Understanding) ระดับถัดมาเป็นกระบวนการสร้างความรู้อย่างมีความหมาย จากสื่อ จากการอธิบาย การพูด การเขียน การแยกแยะ การเปรียบเทียบ การจัดหมวดหมู่ หรือการอธิบาย การวิเคราะห์ (Analysis) ระดับต่อมาเป็นกระบวนการน าส่วนต่าง ๆ ของการเรียนรู้ มาประกอบเป็น โครงสร้างใหม่


10 การประเมินผล (Evaluating) ตัดสิน เลือก การตรวจสอบ สิ่งที่ได้จากการเรียน สู่บริบทของตอนเอง ที่สามารถวัดได้ การสร้างสรรค์ (Creating) ในระดับสูงสุดของการเรียนรู้ เพื่อให้ได้องค์ประกอบของสิ่งที่เรียนรู้ร่วมกัน ด้วยการสังเคราะห์ เพื่อเชื่อมโยง ให้รูปแบบใหม่ของสิ่งที่เรียนรู้ ผู้วิจัยจึงสรุปได้ว่า การวัดผลสัมฤทธิ์เจตคติ และระดับความรู้ความสามารถตามแนวคิดของ Bloom มี 6 ระดับ ดังนี้ 1. ความจ า คือ สามารถจ าเรื่องต่าง ๆ ได้ เช่น โน้ตเพลงต่าง ๆ ได้ 2. ความเข้าใจ คือ สามารถแปลความ ขยายความ และสรุปใจความส าคัญได้ 3. การน าไปใช้ คือ สามารถน าความรู้ ไปใช้ในสภาพการณ์ที่ต่างออกไปได้ 4. การวิเคราะห์ คือ สามารถแยกแยะข้อมูลและปัญหาต่าง ๆ ได้ 5. การสังเคราะห์ คือ สามารถน าองค์ประกอบต่าง ๆ เข้ามารวมกันเป็นหมวดหมู่ความหมายได้ 6. การประเมินค่า คือ สามารถพิจารณาและตัดสินจากข้อมูล คุณค่าของ หลักการโดยใช้มาตรการที่ ผู้อื่นก าหนดไว้หรือตัวเองก าหนดขึ้น 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการแก้ไขปัญหา 3.1 ความหมายความสามารถในการแก้ไขปัญหา มีนักการศึกษาได้กล่าวเกี่ยวกับความสามารถในการแก้ไขปัญหาไว้หลายท่าน ดังนี้ สุกัญญา ศรีสาคร (2547) เป็นการด าเนินการเพื่อให้บรรลุตามจุดมุ่งหมายที่ต้องการโดยอาศัยความรู้ ประสบการณ์ และความคิด มาใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนอย่างมีคุณภาพ และประสบผลส าเร็จนั้น กัลยา ตากูล (2550) ความสามารถในการคิดรวบรวม หรือเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมกับสถานการณ์ ที่เป็นปัญหาเข้าด้วยกัน เพื่อหาทางแก้ไขอุปสรรคที่เกิดขึ้นให้บรรลุจุดมุ่งหมายในการขจัดปัญหาให้หมดไป จากปัญหาข้างต้นผู้วิจัยจึงสรุปได้ว่า การแก้ปัญหา เป็นขั้นตอนหรือกระบวนการที่ผ่านการคิดการไตร่ตรอง อาศัยความรู้ ประสบการณ์ เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจ เพื่อที่จะแก้ไขหรือขจัดปัญหาให้ส าเร็จได้ 3.2 แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการแก้ไขปัญหา มยุรี หรุ่นขา (2544) อ้างอิงจากทฤษฎีเชาวน์ปัญญาของกิลฟอร์ด (Guilford, 1967) ให้รูปแบบการ แก้ปัญหาโดยทั่วไป ประกอบด้วยการท างานของกระบวนการทางสมองด้านการ คิด (Operations) คือ การจ า (Memory) การรู้และเข้าใจ (Cognitive) การคิดแบบอเนกนัย (Divergent thinking) การคิดแบบเอกนัย (Convergent thinking) การประเมินค่า (Evaluation) จากแนวคิดข้างต้น ผู้วิจัยจึงสรุปได้ว่า ความสามารถผสมผสานการท างาน ตั้งแต่การใช้ความรู้ประสบการณ์ เดิมในสมอง คือ ความจ าที่ได้รู้จากการเรียนรู้ ประสบการณ์ที่ได้จากบุคคล สิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์ รอบตัวมาเป็นเครื่องประเมิน กลั่นกรอง แยกแยะ และวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อหาทางออกให้ปัญหาเหล่านั้น


11 3.3 ขั้นตอนเกี่ยวกับความสามารถในการแก้ไขปัญหา ทิศนา แขมมณี (2544) กล่าวถึงการแก้ปัญหาที่สามารถช่วยให้บุคลากรด าเนินการ ได้อย่างมีระเบียบ ไม่สับสน และสามารถแก้ปัญหาอย่างได้ผล มีขั้นตอนดังนี้ 1. ระบุปัญหา 2. วิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา 3. แสวงหาทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด 4. เลือกทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด 5. ลงมือด าเนินการแก้ปัญหาตามวิธี การที่เลือกไว้ 6. รวบรวมข้อมูล 7. ประเมินผล สุวิทย์ มูลค า (2550) ได้ก าหนดขั้นตอนของกระบวนการแก้ปัญหาไว้ 5 ขั้นตอนดังนี้ 1. ขั้นเตรียมการ เป็นขั้นของการตั้งปัญหาหรือค้นปัญหา 2. ขั้นวิเคราะห์ปัญหา เป็นขั้นของการวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา 3. ขั้นเสนอแนวทางในการแก้ปัญหา เป็นการหาวิธีแก้ปัญหา 4. ขั้นตรวจสอบผล เป็นการเสนอกฎเกณฑ์เพื่อตรวจสอบผลลัพธ์ 5. ขั้นการน าไปประยุกต์ใหม่ เป็นการน าวิธีการที่ถูกต้องไปใช้ในโอกาสข้างหน้า John Dewey (1970) ได้เสนอขั้นตอนในการแก้ปัญหาไว้ดังต่อไปนี้ 1. ขั้นเตรียมการ (Preparation) หมายถึง ขั้นการตั้งปัญหา หรือค้นหาว่าปัญหาที่ แท้จริงของเหตุการณ์คืออะไร 2. ขั้นวิเคราะห์ปัญหา (Analysis) หมายถึง ขั้นตอนในการพิจารณาดูว่ามีสิ่งใดบ้างที่เป็น สาเหตุของปัญหาหรือมีสิ่งใดบ้างที่ไม่ใช่สาเหตุส าคัญของปัญหา 3. ขั้นเสนอแนวทางการแก้ปัญหา (Production) หมายถึง การหาวิธีการแก้ปัญหา ให้ตรงกับสาเหตุของปัญหาแล้วเสนอออกมาในรูปของวิธีการ 4. ขั้นตรวจสอบผล (Verification) หมายถึง ขั้นในการน าเสนอเกณฑ์เพื่อตรวจสอบ ผลลัพธ์ที่ได้จากการเสนอวิธีการแก้ปัญหา 5. ขั้นการน าไปประยุกต์ใหม่ (Reapplication) หมายถึงการน าวิธีการแก้ปัญหาที่ ถูกต้องไปใช้ในโอกาสข้างหน้าเมื่อพบปัญหาคล้ายกับที่เคยพบมาแล้ว จากขั้นตอนข้างต้น ผู้วิจัยสรุปได้ว่าขั้นตอนของการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละ บุคคล แต่มี 4 ขั้นตอนหลักคือ ก าหนดปัญหา วิเคราะห์ปัญหา หาแนวทางแก้ไข และแก้ไขปัญหา 4. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ 4.1 ความหมายของความพึงพอใจ มีนักการศึกษาได้กล่าวเกี่ยวกับความหมายของความพึงพอใจไว้หลายท่าน ดังนี้


12 กชกร เป้าสุวรรณ และคณะ (2550) ได้กล่าวถึง ความหมายของความพึงพอใจว่า สิ่งที่ควรจะเป็นไป ตามความต้องการ เหมาะสมในการเรียนรู้อย่างถูกต้อง จากความหมายข้างต้นผู้วิจัยจึงสรุปได้ว่า ความพึงพอใจเป็นผลที่เกิดขึ้นตรงตามความปรารถนา ตรงความรู้สึก ตรงความต้องการ เช่น การกระท าใด ๆ ก็ตามที่มีความพึงพอใจก็จะสามารถกระท าได้อย่างดี 4.2 แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ สุเทพ (2541) สิ่งจูงใจที่ใช้เป็นเครื่องมือกระตุ้นให้บุคคลเกิดความพึงพอใจ มีด้วยกัน 3 ประการ คือ สิ่งจูงใจที่เป็นวัตถุ (material inducement) สภาพทางกายที่พึงปรารถนา (desirable physical condition ) ผลประโยชน์ทางอุดมคติ (ideal benefaction) Kotler and Armstrong (2002) พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นต้องมีสิ่งจูงใจ (motive) หรือแรงขับดัน (drive) เป็นความต้องการที่กดดันจนมากพอที่จะจูงใจให้บุคคลเกิดพฤติกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของ ตนเอง ซึ่งความต้องการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน จากแนวคิดและทฤษฎีข้างต้น ผู้วิจัยจึงว่า ความพอใจของมนุษย์ต้องมีสิ่งที่จูงใจ สามารถตอบสนองความ ต้องการ ความรู้สึก เมื่อมีแรงจูงใจก็จะเกิดเป็นความพอใจ ซึ่งความพอใจของมนุษย์เกิดขึ้นได้แตกต่างกัน แล้วแต่ประสบการณ์การของแต่ละคน 5. ความเป็นมาของฆ้องวงใหญ่ ฆ้องจัดได้ว่าเป็นเครื่องดนตรีที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานชนิดหนึ่ง ในบรรดาเครื่องดนตรีที่ ใช้บรรเลงกันในปัจจุบัน และเป็นเครื่องดนตรีที่มีความส าคัญมาตั้งแต่โบราณ เป็นเครื่องดนตรีหลักของวง ดนตรีไทย ทั้งในวงมโหรี และวงปี่พาทย์ โดยฆ้องได้มีหลักฐานการค้นพบ โดยมุ่งไปที่กลองมโหระทึก กลอง มโหระทึก ถูกค้นพบครั้งแรกที่บริเวณตอนใต้ของประเทศจีนแถบมณฑลยูนานและมณฑลใกล้เคียง ต่อเนื่องลง มาถึงเวียดนาม กัมพูชา ลาว พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย (สมชาย รัศมี,๒๕๔๑ : ๑๒) สิ่งที่ชี้ให้เห็นว่า กลองมโหระทึกเป็นต้นก าเนิดของฆ้องก็เพราะโลหะที่ใช้ในการสร้างนั้นเอง โลหะที่ใช้ ในการสร้างกลองมโหระทึก เป็นโลหะผสมแบบเดียวกับฆ้องที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน นอกจากลักษณะของเนื้อ โลหะผสมแล้ว เส้นทางวิวัฒนาการของกลองมโหระทึกยังผ่านการพัฒนาเป็นเครื่องดนตรีในตระกูลเดียวกัน แต่เปลี่ยนแปลงรูปร่างที่มีทิศทางมาใกล้ฆ้องมาขึ้นนั้นคือการค้นพบ “กังสดาร” ซึ่งสร้างด้วยโลหะผสมแบบ เดียวกันแต่รูปร่างเป็นแผ่นกลมขนาดใหญ่ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒ เมตร พบที่วัดพระธาตุหริกุญไชย ในจังหวัด ล าพูน คาดว่าน่าจะอยู่ราวศตวรรษที่ ๑๓ (อภิชาต ภู่ระหงษ์, ๒๕๔๐: ๑๖) ฆ้องวงใหญ่ เป็นเครื่องดนตรีที่วิวัฒนาการมาจากฆ้องรางของอินโดนีเซีย สันนิษฐานว่ามีมาตั้งแต่ สมัยสุโขทัย ส่วนประกอบของฆ้องวงใหญ่ประกอบด้วยลูกฆ้องและวงฆ้อง ลูกฆ้องมี16 ลูก ท าจาก ทองเหลือง เรียงจากลูกเล็กทางด้านขวา วงฆ้องสูงประมาณ 24 เซนติเมตร ใช้หวายโป่งท าเป็นราง ให้หวาย เส้นนอกกับเส้นในห่างกัน 14 - 17 เซนติเมตร ใช้หวาย 4 อัน ด้านล่าง 2 อัน ขดเป็นวงขนานกัน เว้นที่ไว้ให้ นักดนตรีเข้าไปบรรเลง


13 ฆ้องวงใหญ่ เป็นเครื่องดนตรีประเภทตีด าเนินท านอง มีบทบาทหน้าที่ส าคัญในการด าเนินท านองหลักของ เพลง ในรูปแบบการประสมวงต่าง ๆ เช่น วงปี่พาทย์เครื่องห้า วงปี่พาทย์เครื่องคู่ วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ วง มโหรีเครื่องใหญ่ เป็นต้น โดยบรรเลงเป็นท านองห่างๆ อีกทั้งยังสามารถบรรเลง “ เดี่ยว ” อวดความสามารถ ของนักดนตรีได้อีกด้วย ฆ้องวงใหญ่ มีส่วนประกอบที่ส าคัญ 2 ส่วน ดังนี้ ร้านฆ้อง ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้ 1. ร้านฆ้อง ท าด้วยหวายเป็นต้น 4 เส้น ดัดโค้ง เป็นวงกลม ใช้2 เส้นดัดเป็นโค้งเป็นวงนอก อีก 2 เส้น โค้งเป็นวงใน ยึดติดกับลูกมะฮวด 2. ลูกมะหวด ท าด้วยไม้กลึงให้กลมเป็นลอนขนาบด้วย ลูกแก้ว หัวท้ายบากและปาดโค้งรับกับต้นหวาย เป็นระยะตลอดทั้งวง 3. โขนฆ้อง ท าด้วยไม้หนา มีลักษณะตอนกลางนูน เป็นสันเรียวแหลมเหมือนใบโพธิ์ข้างปาดเรียวลง ยึดติดติดกับต้นหวายทั้งสองข้าง ข้างหนึ่งใหญ่ อีกข้างหนึ่งเล็ก 4. ไม้ค่ าล่าง เป็นไม้ลักษณะสี่เหลี่ยมทรงแบน ยึด ติดกับหวายคู่ล่างโดยรอบ ระยะห่างพอสมควร บางวง จะใช้แผ่นโลหะตอกตะปูคลุมอีกทีหนึ่ง 5. ไม้ตะคู้คือไม้ไผ่เล็กๆเจาะฝังเข้าไปในลูก มะหวด เพื่อกั้นสะพานหนู 6. สะพานหนูเป็นเส้นลวดสอดโค้งเป็นวงใต้ไม้ตะคู้ เพื่อไว้ผูกหนังลูกฆ้อง ด้านในและด้านนอก 7. ไม้ค้ าบน หรือ ไม้ถ่างฆ้อง เป็นไม้แผ่นบางๆปาดหัวท้ายเว้าตามเส้นหวาย เพื่อใช้ถ่างให้วงฆ้อง ให้อยู่ใน สภาพเป็นวงสวยงาม ปกติลูกฆ้อง 4 ลูกจะ ใส่ไม้ถ่างฆ้อง 1 อัน ฆ้องวงใหญ่มี16 ลูก จึงมีไม้ถ่างฆ้องวง หนึ่ง 4 อัน ที่ต้นหวายทั้ง 4 ต้นจะมีหวายผ่าซีก 2 หรือ 3 เส้นประกบโดยรอบ เพื่อรองรับหนังผูกฆ้อง และ เพื่อให้สวยงาม จะกลึงเป็นเม็ดติดไว้ที่ปลายต้นหวายทั้งสี่ต้น ส าหรับสมัยโบราณจะกลึงเม็ดเป็นขา ติดอยู่ที่ใต้ ไม้ถ่างล่างอีกทีหนึ่ง ลูกฆ้อง ท าจากโลหะชนิดต่าง ๆ ในอดีตนิยมใช้สัมฤทธิ์ (ทองแดงผสมดีบุก) ปัจจุบันนิยมใช้ทองเหลือง น ามาขึ้นรูปด้วยวิธีการตีโลหะ ในขณะที่ร้อนจัดจนเกิดรูปร่าง (เรียกว่า“ฆ้องตี”) หรือน าโลหะเหลวเทลงใน แม่พิมพ์(เรียกว่า“ฆ้องหล่อ”) ให้เกิดเป็นลูกฆ้องที่มีลักษณะเป็นวงกลม ตรงกลางกลมนูนเป็นต าแหน่งเพื่อการ ตี(เรียกว่า"ปุ่มฆ้อง") ด้านริมหักลงไปเป็นขอบโดยรอบ (เรียกว่า "ฉัตร") ที่ขอบฉัตรด้านข้าง เจาะรูร้อยเชือก หนังเพื่อผูกเข้ากับร้านฆ้องด้านในของลูกฆ้อง บริเวณที่เป็นปุ่มฆ้องจะหยอดตะกั่วผสมขี้ผึ้งเพื่อถ่วงเสียง ลูก ฆ้องจะเรียงจากต่ าไปหาสูง ลูกฆ้องจะมีเสียง สูง ต่ าได้นั้น จะต้องปรับระดับเสียงโดยใช้วิธีใส่ตะกั่วใต้ลูกฆ้อง ถ้าตะกั่วน้อยความสั่นสะเทือนจะมาก เสียงก็จะสูง แต่ถ้าตะกั่วมากสียงก็จะต่ า ดังนั้นเสียงลูกฆ้องจะเรียงเสียง ตามล าดับจากซ้ายไปขวาของผู้นั่งตีฆ้องวงใหญ่ ในวงฆ้อง โดยลูกฆ้องลูกที่ 1 หรือที่นิยมเรียกว่า “ลูกทั่ง ลูก ต้น ,ลูกทวน” จะเริ่มเสียงต่ าสุดไล่ตามล าดับจนถึงลูกสุดท้ายเสียงสูงสุดเป็นลูกที่ 16 หรือที่นิยมเรียกว่า “ลูก ยอด”


14 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6.1 งานวิจัยในประเทศ แคทลียา เคนทุม(2559) การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ด้วยวัฏจักรการเรียนรู้แบบ 5E ร่วมกับการ เรียนแบบร่วมมือแบ TGT ต่อมโนมติสารละลาย และความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ส าหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีความสามารถทางการเรียนเคมีต่างกัน THE DEVELOPMENT OF LEARNING MANAGEMENT BASED ON 5E LEARNING CYCLE AND TEAM-GAME-TOURNAMENT (TGT) COOPERATIVE LEARNING ON SOLUTION CONCEPTS AND ANALYSIS THINKING ABILITY OF MUTHAYOMSUKSA 5 STUDENTS WITH DIFFERENT LEARNING ABILITIES น้ าฝน พรมประราบ(2560) ผลการจัดการเรียนรู้ตามวัฏจักร 5e เสริมด้วยการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ต่อมโนมติการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 THE EFFECTS OF LEARNING CYCLE SUPPREMENTED WITH STAD TECHNIQUE COOPERATIVE LEARNING ON HEREDITY CONCEPTS FOR THE FIRST YEAR STUDENTS IN CERTIFICATE OF VOCATIONAL EDUCATION 6.2 งานวิจัยต่างประเทศ Ramya Enugu & Hayat Hokayem (2017) ความท้าทายที่ครูก่อนเข้ารับบริการต้องเผชิญเมื่อใช้ รูปแบบการเรียนการสอนแบบสอบถาม 5E CHALLENGES PRE-SERVICE THACHERS FACE WHEN IMPLEMENTING A 5E INQUIRY MODEL OF INSTRUCTION


15 บทที่ 3 วิธีการด าเนินงานวิจัย การวิจัยครั้งนี้ การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ5e วิชาดนตรี เรื่อง ทักษะการ ปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้วิจัยด าเนินการวิจัยตามขั้นตอนดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการวิจัย 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จ านวน นักเรียน 107 คน 2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม โดยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรียน ที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 1 ห้องเรียน 27 คน ได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 เป็นกลุ่มทดลอง โดย การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ 5E แบบแผนการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็น การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ5e วิชาดนตรี เรื่อง ทักษะการปฏิบัติ ฆ้องวงใหญ่ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบ One Group Pretest - Posttest Design ซึ่งมีลักษณะแบบแผนการวิจัย ดังตารางที่ 1


16 ตารางที่ 1 แบบแผนการวิจัยจ าแนกตามตัวแปรตาม ตัวแปรตาม แบบแผนการวิจัย หมายเหตุ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน One Group Pretest - Posttest Design ใช้แบบทดสอบฉบับเดิม ทักษ ะ ก ร ะบ ว น ก า รใน ก า ร คิ ด วิเคราะห์ One Group Posttest – Only Design ใช้แบบทดสอบความรู้ ความพึงพอใจต่อการใช้วิธีการสอน แบบ5e One Group Posttest - Only Design -แบบป ร ะเมินค ว ามพึง พอใจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1. เครื่องมือที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ 1.1 แผนการจัดการเรียนรู้วิชาดนตรี โดยใช้วิธีการสอนแบบ5e จ านวน 6 แผนการจัดการเรียนรู้ แผนการ จัดการเรียนรู้ละ 1 ชั่วโมง รวม 6 ชั่วโมงต่อโรงเรียน 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดนตรีเรื่อง ทักษะดนตรีสากล ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จ านวน 1 ฉบับ จ านวน 20 ข้อ 2.2 แบบสังเกตพฤติกรรมรายกลุ่มในการท ากิจกรรม ที่สังเกตจากพฤติกรรมการท ากิจกรรมการสืบเสาะหา ความรู้ เรื่อง ทักษะดนตรีสากล และมีเกณฑ์เป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า 3 ระดับ คือ ท าได้ดี ท าได้ปาน กลาง ท าได้ควรปรับปรุง ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยใช้เกณฑ์การประเมิน (Rubric Score) ประเมินการตอบค าถาม ในกิจกรรมที่ใช้วัดในครั้งนี้ 4 ทักษะ คือ ความสนใจ การตอบค าถาม เข้าใจเนื้อหา จ านวน 1 ฉบับ 2.3 แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้วิชาดนตรี โดยใช้วิธีการสอนแบบ5e เป็นแบบมาตราส่วน ประเมินค่า (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert) 5 ระดับ วัดความพึงพอใจ 3 ด้าน จ านวน 1 ฉบับ 2. การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยของเครื่องมือที่ใช้ในการทดลองและเครื่องมือที่ใช้ใน การเก็บรวบรวมข้อมูล


17 1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ5e ทักษะดนตรีสากล จ านวน 6 แผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ละ 1 ชั่วโมง รวม 6 ชั่วโมงต่อโรงเรียน ตามขั้นตอนดังนี้ 1.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระที่ 2 ดนตรี มาตรฐาน ศ ๒.๒ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่าของดนตรีที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญา ไทยและสากล หนังสือเรียนดนตรี-นาฏศิลป์ ม.4-6 เรื่อง ทักษะดนตรีสากล 1.2 วิเคราะห์และก าหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ และกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ 1.3 เขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ5e เรื่อง ความรู้ทั่วไป เกี่ยวกับดนตรีสากล โดยให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้และกิจกรรมการเรียนรู้ในการสอนแบบ5e ที่ ก าหนดไว้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1.3.1 เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับฆ้องวงใหญ่ 1 จ านวน 1 ชั่วโมง 1.3.2 เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับฆ้องวงใหญ่ 2 จ านวน 1 ชั่วโมง 1.3.3 เรื่อง การปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ 1 จ านวน 1 ชั่วโมง 1.3.4 เรื่อง การปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ 2 จ านวน 1 ชั่วโมง 1.3.5 เรื่อง การปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ 3 จ านวน 1 ชั่วโมง 1.3.6 เรื่อง การปฏิบัติรวมวงฆ้องวงใหญ่ จ านวน 1 ชั่วโมง 1.4 น าแผนการจัดการเรียนรู้ที่ เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจ านวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอน ดนตรี และการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิง โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณา ตรวจสอบให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความเหมาะสมและสอดคล้อง กัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความเหมาะสมและสอดคล้อง กัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ มีความไม่เหมาะสมและไม่ สอดคล้องกัน แล้วน าคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยดัชนีความสอดคล้อง ขององค์ประกอบ ที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 1.5 ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของ น าแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านการ ปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 1.6 น าแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ไปใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาดนตรี เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ทดสอบก่อนเรียน และ หลังเรียน เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จ านวน 1 ฉบับ จ านวน 20 ข้อ ตามขั้นตอน ดังนี้


18 2.1 ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลทางการศึกษาในเรื่องการวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาดนตรี วิธีสร้างแบบทดสอบ และการเขียนข้อสอบตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ศิลปะ 2.2 วิเคราะห์และก าหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ และกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ ทักษะการปฏิบัติฆ้อง วงใหญ่จากนั้นสร้างตารางวิเคราะห์ข้อสอบให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 2.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาดนตรี เป็นแบบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก โดย วัดผลการเรียนรู้ 3 ด้าน ตามแนวคิดของคอล์ฟเฟอร์ (Klopfer, 1971) คือ 1) ด้านความรู้ความจ า 2) ด้าน ความเข้าใจ 3) ด้านการน าความรู้ไปใช้ จ านวน 20 ข้อ 2.4 น าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาดนตรี ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ เสนอต่อ ผู้เชี่ยวชาญจ านวน 3 ท่าน ระหว่างข้อค าถามและจุดประสงค์การเรียนรู้โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณา ตรวจสอบให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบทดสอบ มีความไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกัน แล้วน าคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบ โดยดัชนีความสอดคล้องของ องค์ประกอบ ที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 2.5 ปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ตาม ข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญแล้วน าไปทดสอบกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัด อุดรธานี ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง ที่ผ่านการเรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การปฏิบัติเครื่องเป่าลมไม้ แล้ว น าคะแนนการทดสอบมาวิเคราะห์หาความยากง่าย (p) และอ านาจจ าแนก (r) เป็นรายข้อ โดยมีความยากง่าย ระหว่าง 0.21 – 0.75 และอ านาจจ าแนกตั้งแต่ 0.23 – 0.65 2.6 น าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จ านวน 20 ข้อ ที่คัดเลือกไว้ มาวิเคราะห์ หาความ เชื่อมั่นทั้งฉบับ โดยค านวณจากสูตร KR -20 โดยพิจารณาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับตั้งแต่ 0.72 2.7 น าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาดนตรี ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ที่หาคุณภาพ เรียบร้อยแล้ว ไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป 3. แบบสังเกตพฤติกรรมรายบุคคลในการตอบค าถาม ที่สังเกตจากพฤติกรรมการตอบค าถาม ตามขั้นตอนดังนี้ 3.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวัดและประเมินผลแบบสังเกต และวิธีสร้างแบบ สังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้และตอบค าถาม 3.2 สร้างแบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ เป็นแบบมาตรส่วนประเมินค่า 3 ระดับ คือ 3 2 และ 1 โดยแบ่งพฤติกรรมที่จะวัดและประเมิน ออกเป็น 4 ทักษะ คือ 1) ทักษะความตั้งใจ 2) ทักษะการตอบค าถาม 3) ทักษะการจ า เข้าใจ และ 4) ทักษะการจ าแนกประเภท


19 3.3 น าแบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจ านวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน การสอนวิชาดนตรี และการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item objective congruence: IOC) ระหว่าง ข้อค าถามกับเนื้อหา โดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนนดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบประเมิน มีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบประเมิน มีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น –1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบประเมิน มีความไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้อง กัน แล้วน าคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบประเมิน โดยดัชนีความสอดคล้องของ องค์ประกอบ ที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 3.4 ปรับปรุงแก้ไขแบบแบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ ตามที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะ แล้วน าไปทดลอง ใช้ (Try Out) กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 2 มุขมนตรี ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จ านวน 27 คน แล้วน าแบบประเมินมาหาคุณภาพ 3.5 หาคุณภาพของแบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ทักษะดนตรีสากล เป็นรายข้อ โดยหาค่า จ าแนกโดยวิธี (Item Total Correlation หรือ t-test) พบว่า ได้ข้อที่เข้าเกณฑ์ที่มีค่าอ านาจจ าแนกตั้งแต่ 0.73 - 0.78 3.6 น าแบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ ที่คัดเลือกไว้มาหาค่าความเชื่อมั่น ทั้งฉบับ (หรือรายด้าน) ด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ตามวิธีของครอนบาค (Cronbach) พบว่าได้ค่าความเชื่อมั่นทั้ง ฉบับของแบบประเมิน เท่ากับ .86 3.7 น าแบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้หาคุณภาพเรียบร้อยแล้วไปพิมพ์เป็นฉบับจริงเพื่อน าไปเก็บ ข้อมูลกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป 4. แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ5e เรื่อง ทักษะดนตรีสากล เป็นแบบมาตรา ส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert) 5 ระดับ วัดความพึงพอใจ 3 ด้าน จ านวน 1 ฉบับ ตามขั้นตอนดังนี้ 4.1 ศึกษาเอกสาร ต ารา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบวัดความพึงพอใจตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert) และวัดความพึงพอใจที่มีต่อแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ 5e เรื่อง ทักษะการปฏิบัติ ฆ้องวงใหญ่ 4.2 สร้างแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อแผนการจัดการเรียนรู้ เป็นแบบวัดมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert, s Scale) โดยแบ่งออกเป็น 5 ระดับ คือ 5 4 3 2 และ 1 ซึ่งหมายถึง มาก ที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด จ านวน 1 ฉบับ พิจารณาโดยรวม 3 ด้าน คือ 1) ด้านความรู้สึกต่อแผนการจัดการเรียนรู้ 2) ด้านการแสดงออกต่อแผนการจัดการเรียนรู้


20 3) ด้านการเห็นประโยชน์ของแผนการจัดการเรียนรู้ 4.3 น าแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อแผนการจัดการเรียนรู้ เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญพิจารณาความ เหมาะสมของข้อความ และความเที่ยงตรง (Validity) จ านวน 3 ท่าน (Index of item objective congruence: IOC) ระหว่างข้อค าถามและเนื้อหาโดยให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาตรวจสอบให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบวัด มีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบวัด มีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแบบวัด มีความไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกัน แล้วน าคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบวัด โดยดัชนีความสอดคล้องของ องค์ประกอบ ที่มีค่า IOC ที่ใช้ได้มีค่าระหว่าง 0.67 – 1.00 4.4 ปรับปรุงแก้ไขแบบวัดความพึงพอใจตามที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะ แล้วน าไปทดลอง ใช้ (Try Out) กับกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จ านวน 30 คน แล้วน าแบบวัดความพึงพอใจมาหาคุณภาพ 4.5 หาคุณภาพของแบบวัดความพึงพอใจเป็นรายข้อ โดยหาค่าจ าแนกโดยวิธี (Item Total Correlation หรือ t-test) พบว่า ได้ข้อที่เข้าเกณฑ์ที่มีค่าอ านาจจ าแนกตั้งแต่ 0.23 – 0.67 4.6 น าแบบวัดความพึงพอใจที่คัดเลือกไว้มาหาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ (หรือรายด้าน) ด้วย สัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ตามวิธีของครอนบาค (Cronbach) พบว่า ได้ค่าความเชื่อมั่นทั้ง ฉบับของแบบวัดความพึงพอใจ มีค่าเท่ากับ 0.88 4.7 น าแบบวัดความพึงพอใจที่หาคุณภาพเรียบร้อยแล้วไปพิมพ์เป็นฉบับจริงเพื่อน าไปเก็บข้อมูลกับ นักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ5e วิชาดนตรี ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้วิจัยมีขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 1. เก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ โดยการศึกษาในต ารา หนังสือเรียนวิชาดนตรี - นาฏศิลป์ ม.4-6 พร้อมกับเก็บวิจัยที่เกี่ยวข้องกับดนตรีเพื่อใช้เป็นตัวอย่างในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสรุปเนื้อ เกี่ยวกับทักษะดนตรีสากล 2. ตรวจสอบเนื้อหาวิชา โดยน าเนื้อหาที่ได้มาเปรียบเทียบกับงานวิจัยว่ามีเนื้อที่ถูกต้องพ้องกันหรือไม่ เพื่อระบุกรอบเนื้อหาที่จะสอน 3. ติดต่อประสานงานกับผู้บริหารโรงเรียนเพื่อขอความร่วมมือในการศึกษาและทดลองใช้แผนการ จัดการเรียนรู้ ทักษะดนตรีสากล 4. เลือกนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ก าลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จ านวน จังหวัดละ 2 โรงเรียน รวมทั้งหมด 6 โรงเรียน ในจังหวัดอุดรธานี จังหวัดหนองคาย จังหวัดหนองบัวล าภู


21 5. จัดท าแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ทักษะดนตรีสากล และประเมินความสอดคล้องเชิงเนื้อหา (IOC) 6. สร้างและหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์คัดเลือกคุณภาพ มีค่า IOC ค่าความยาก ค่าอ านาจจ าแนก และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 7. สร้างแบบวัดความพึงพอใจและประเมินความเหมาะสม 8. น าไปใช้จัดกรรมการเรียนรู้โดยการชี้แจงกระบวนการจัดการเรียนรู้ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ ทักษะดนตรีสากล เพื่อให้ผู้เรียนปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง 9. ทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาดนตรี เพื่อน าคะแนนมาวิเคราะห์เป็นคะแนนก่อนเรียน 10. ด าเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในจังหวัดอุดรธานี 11. เมื่อสิ้นสุดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท าการทดสอบหลังเรียน (Post-test) กับนักเรียนกลุ่มเดิมใน แต่ละโรงเรียน 12. หาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ E1/E2 13. น าคะแนนจากการตรวจแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบสังเกตพฤติกรรมการ เรียนรู้วิชาดนตรี มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีทางสถิติ เพื่อตรวจสอบสมมติฐาน 14. น าแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ มาวิเคราะห์ข้อมูล โดยวิธีทางสถิติ 4. การวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ5e วิชาดนตรี เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ได้ด าเนินการการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่6 ตามเกณฑ์ 75/75 ด้วยค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E1/E2) 2. วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาดนตรีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5โดยใช้ แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ก่อนเรียนและหลังเรียนมาคิดคะแนนเป็นร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 3. วิเคราะห์เปรียบเทียบพฤติกรรมการเรียนรู้ทางดนตรีของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้ แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ หลังเรียนมาคิดคะแนนเป็นร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) เทียบกับเกณฑ์ที่ก าหนด คือ ไม่ต่ ากว่าร้อยละ 75


22 4. วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดย ใช้แผนการจัดการ เรียนรู้ เรื่อง ทักษะดนตรีสากล หาคะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล้วน าคะแนนการประเมินมา เทียบกับเกณฑ์การประเมิน โดยพิจารณาค่าเฉลี่ย ดังนี้ 4.51–5.00 หมายถึง มีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ อยู่ในระดับมากที่สุด 3.51–4.50 หมายถึง มีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก 2.51–3.50 หมายถึง มีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ อยู่ในระดับปานกลาง 1.51–2.50 หมายถึง มีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ อยู่ในระดับน้อย 1.00–1.50 หมายถึง มีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ อยู่ในระดับน้อยที่สุด 5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 5.1 ก่อนการทดลอง ให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างท าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาดนตรี เพื่อ น าคะแนนมาวิเคราะห์เป็นคะแนนก่อนเรียน 5.2 ผู้วิจัยด าเนินการสอนนักเรียนกลุ่มตัวอย่างโดยใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนการรู้วิชาดนตรี โดย ใช้รูปแบบการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นเกณฑ์ เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 จ านวน 6 แผน รวม 6 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 6 สัปดาห์ 5.3 เมื่อสิ้นสุดการทดลอง ท าการทดลองหลังเรียน โดยให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างท าแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาดนตรีชุดเดิมกับทดสอบก่อนเรียน เพื่อน าคะแนนมาวิเคราะห์เป็นคะแนนหลังเรียน 5.4 สถิติt-test Dependent น าคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียนมาคิดคะแนนเป็นร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) แล้วน าคะแนนทั้งสองมาเปรียบเทียบโดยใช้สถิติ t-test Dependent 5.4.1 ค่าร้อยละ (Percentage) ใช้สูตร (บุญชม ศรีสะอาด, 2545 : 101) เมื่อ p แทน ค่าร้อยละ (Percentage) fx แทน ความถี่ของคะแนน n แทน ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง 5.4.2 ค่าเฉลี่ย (Mean) ของคะแนนใช้สูตร (บุญชม ศรีสะอาด, 2545: 101)


23 เมื่อ x แทน ค่าเฉลี่ย (Mean) ∑X แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดในกลุ่ม n แทน จ านวนคนในกลุ่ม 5.4.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ใช้สูตร (กัลยา วานิชยบัญชา, 2550 : 48) เมื่อ S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน X1 แทน ค่าคะแนนแต่ละตัวในกลุ่มตัวอย่าง x แทน ค่าคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง n แทน ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง 6. สถิติในการหาคุณภาพของเครื่องมือ 6.1 การหาค่าความเที่ยงตรง (Validity) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้สูตรดัชนีค่า ความสอดคล้อง IOC (สมนึก ภัททิยธนี, 2541 : 220) เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างแบบทดสอบกับผล การเรียนรู้ที่คาดหวัง ∑R แทน ผลรวมระหว่างคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N แทน จ านวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 6.2 การหาค่าความยากง่าย (P) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้สูตร (บุญชม ศรีสะอาด, 2545: 84) เมื่อ p แทน ระดับความยากง่าย RU แทน จ านวนผู้ตอบถูกข้อนั้นในกลุ่มเก่ง


24 RL แทน จ านวนผู้ตอบถูกข้อนั้นในกลุ่มอ่อน f แทน จ านวนผู้เข้าสอบทั้งหมด เมื่อ P แทน ค่าความยากของข้อสอบแต่ละข้อ R แทน จ านวนผู้ตอบถูกในแต่ละข้อ N แทน จ านวนผู้เข้าสอบทั้งหมด - อ านาจจ าแนก (r) โดยใช้สูตร (บุญชม ศรีสะอาด, 2514 : 58-66) เมื่อ แทน ระดับความยากง่าย แทน จ านวนคนในกลุ่มสูงที่ตอบถูกที่ท าข้อสอบถูก แทน จ านวนคนในกลุ่มต่ าที่ตอบถูกที่ท าข้อสอบถูก แทน จ านวนคนในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ าซึ่งเท่ากัน 6.3 ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ KR - 20 หาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้สูตร KR - 20 (บุญชม ศรีสะอาด, 2545 : 85) ดังนี้ เมื่อ rtt แทน ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ n แทน จ านวนข้อสอบในแบบทดสอบ p แทน สัดส่วนของผู้ที่ตอบถูกในแต่ละข้อ q แทน สัดส่วนของผู้ที่ตอบผิดในแต่ละข้อ (q = 1 - p) S 2 แทน คะแนนความแปรปรวนของแบบทดสอบ 6.4 ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ โดยหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (α-Coefficient) ของครอนบัค (Cronbach’alpha Coefficient) (กัลยา วานิชย์บัญชา, 2545)


25 เมื่อ α แทน ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม k แทน จ านวนค าถาม convariance แทน ค่าสมัครของค่าความแปรปรวนร่วมระหว่างค าถามต่างๆ variance แทน ค่าเฉลี่ยของค่าความแปรปรวน 7. สถิติในการทดสอบสมมติฐาน t-test dependent ทดสอบค่าที (t-test) เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา ของผู้เรียนก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ ค านวณโดยใช้ชนิดกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test Dependent) โดยสูตรดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2545: 109) เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่จะใช้เปรียบค่าวิกฤต เพื่อทราบความมีนัยส าคัญ D แทน ผลต่างระหว่างคู่คะแนน n แทน กลุ่มตัวอย่างหรือจ านวนคู่คะแนน 7.1 การหาดัชนีประสิทธิผล E1กระบวนการ E2 ผลสัมฤทธิ์ การหาประสิทธิภาพของนวัตกรรม โดยใช้สูตร E1/ E2 ดังนี้ (เผชิญ กิจระการ, 2542: 13 - 14) เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการเรียนการสอน ∑X1 แทน คะแนนรวมของนักเรียนจากการท ากิจกรรม A แทน คะแนนเต็มของกิจกรรมรวมกัน N แทน จ านวนผู้เรียน


26 เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ∑x2 แทน คะแนนรวมของนักเรียนจากการท าแบบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน B แทน คะแนนเต็มของแบบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน N แทน จ านวนผู้เรียน 7.2 สถิติพื้นฐานที่ใช้ในการบรรยายข้อมูล สถิติพื้นฐานในการบรรยายข้อมูลใช้โปรแกรมส าเร็จรูปทางสถิติส าหรับการวิเคราะห์ ข้อมูลทางสังคมศาสตร์ (SPSS for Windows) ประกอบด้วย 7.2.1 ค่าเฉลี่ย (Mean) 7.2.2 ร้อยละ (Percentage) 7.2.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) 7.3 สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ค านวณ โดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูปทางสถิติส าหรับการวิเคราะห์ข้อมูลทาง สังคมศาสตร์ (SPSS for Windows) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมทัศน ศึกษาหลังการจัดกิจกรรม โดยใช้การทดสอบที่แบบไม่อิสระ (t-test for. Dependent Sample)


27 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ 5e วิชาดนตรี เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่พัฒนาขึ้น ผู้ศึกษาได้ด าเนินการศึกษาและขอเสนอผลการวิเคราะห์ ข้อมูลตามล าดับหัวข้อ ดังนี้ 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 2. ล าดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล N แทน จ านวนกลุ่มตัวอย่าง X แทน ค่าเฉลี่ย S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน X แทน คะแนนรวม E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ t – Test แทน การทดสอบค่าเฉลี่ยของสมมติฐานทางสถิติ ล าดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ 5e วิชาดนตรี เรื่อง ทักษะการปฏิบัติ ฆ้องวงใหญ่ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 ตอนที่ 2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาดนตรี เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่โดยใช้ วิธีการสอนแบบ 5e ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียนและหลังเรียน ตอนที่ 3 ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ 5e วิชาดนตรี เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตอนที่ 1 การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ 5e วิชาดนตรี เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 ตารางที่ 2 การวิเคราะห์ประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ 5e


28 จากการทดลองใช้ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 STAD ก่อน เรียน (20) คะแนนที่ได้จากการท าใบงานในแต่ละการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ รวม หลังเรียน (20) แผนที่ 1 แผนที่ 2 แผนที่ 3 แผนที่ 4 แผนที่ 5 แผนที่ 6 รวม 394 249 239 229 257 250 270 1494 548 ค่าเฉลี่ย 85 84.67 83.67 82.67 83.67 89.33 84.83 85 84.67 S.D. 8.50 8.47 8.37 8.27 8.37 8.93 50.90 8.50 8.47 ร้อยละ 1.07 0.63 0.85 0.91 0.96 1.20 1.58 1.07 0.63 ประสิทธิภาพกระบวนการ (E1) = 78.66 ประสิทธิภาพกระบวนการ (E2) = 91.33 จากตารางที่ 1 พบว่า ประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ 5e วิชาดนตรี เรื่อง ทักษะดนตรีสากล ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพของ E1/E2 เท่ากับ 78.66/91.33 ที่ พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่า 75/75 ที่ก าหนดไว้ ตอนที่ 2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาดนตรีเรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ โดยใช้วิธีการสอน แบบ 5e ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียนและหลังเรียน ตารางที่ 3 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติทดสอบที และระดับนัยส าคัญทางสถิติของการทดสอบ เปรียบเทียบคะแนนสอบก่อนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (n =27) การ ทดสอบ ก่อน เรียน 8.67 2.20 9.07 2.57 19.31 0.0000 หลัง เรียน 17.73 1.28 เมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่าคะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05


29 จากตารางที่ 2 พบว่า การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้วิธีการสอนแบบ 5e วิชาดนตรี ทักษะการ ปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 8.67 คะแนน และ 17.73 คะแนน ตามล าดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของ นักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตอนที่ 3 ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ 5e วิชาดนตรี เรื่อง ทักษะการ ปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตารางที่ 4 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และความหมายของความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดย วิธีการสอน 5e วิชาดนตรี เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6


30 3.ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน รายการประเมิน ความหมาย 1.ด้านครูผู้สอน 1.1ครูชี้แจงกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบ 5e ให้นักเรียนเข้าใจอย่างชัดเจน 4.53 0.63 มากที่สุด 1.2 ครูพัฒนางานตามความสามารถของนักเรียนได้ อย่างเหมาะสม 4.27 0.64 มาก 1.3 ครูแนะน า ให้ค าปรึกษาและดูแลนักเรียนในการ เรียนรู้ได้อย่างทั่วถึง 4.37 0.67 มาก 1.4 ครูส่งเสริมให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการ เรียนและการท ากิจกรรม 4.47 0.57 มาก 1.5 ครูให้การเสริมแรงโดยการให้รางวัลแก่คนที่ท า กิจกรรมได้คะแนนสูงสุด 4.60 0.56 มากที่สุด รวม 22.23 3.07 มาก 2.ด้านเนื้อหา 2.1 ความยากง่ายของเนื้อหาเหมาะสมกับ ความสามารถของนักเรียน 4.37 0.67 มาก 2.2 การจัดเนื้อหามีความเหมาะสมกับเวลาเรียน 4.47 0.57 มาก 2.3 เนื้อหา ภาษา รูปแบบตรงกับความสนใจและความ ต้องการของนักเรียน 4.60 0.62 มากที่สุด 2.4 เนื้อหามีสาระและประโยชน์ สามารถน าไป ประยุกต์ใช้งานได้ในชีวิตประจ าวัน 4.27 0.64 มาก 2.5 ความชัดเจนในการอธิบายเนื้อหา 4.37 0.67 มาก รวม 22.07 3.17 มาก 3.1 รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้ผังกราฟิก วิชาทัศนศิลป์ เรื่อง ทฤษฎีการวิจารณ์งาน ทัศนศิลป์ ท าให้นักเรียนมีความเข้าใจมากขึ้น 4.47 0.57 มาก 3.2 การสังเกตนักเรียนจากการตั้งใจฟังที่ครู อธิบายการท าและการเลือกผังกราฟิก 4.60 0.62 มากที่สุด 3.3 การให้ผู้เรียนได้แสดงความคิด ความเข้าใจ 4.47 0.57 มาก 3.4 นักเรียนท าผังกราฟิกจนเข้าใจการสร้างผัง 4.27 0.64 มาก


31 กราฟิก 3.5 เมื่อผู้เรียนปฏิบัติได้แล้ว สามารถท างาน นั้นได้ดีขึ้น เช่น ท าได้ประณีตสวยงามขึ้นท าได้ รวดเร็วขึ้น ท าได้ง่ายขึ้น หรือมีความคิดสร้างสรรค์ ขึ้น 4.63 0.49 มากที่สุด รวม 22.43 2.89 มาก 4.ด้านบรรยากาศ 4.1 บรรยากาศของการเรียนเปิดโอกาสให้ นักเรียนมีส่วนร่วมในการท ากิจกรรม 4.47 0.57 มาก 4.2 บรรยากาศของการเรียนท าให้นักเรียนมีความ กระตือรือร้นในการเรียน 4.27 0.64 มาก 4.3 บรรยากาศของการเรียนท าให้นักเรียนเกิด ความคิดที่หลากหลาย 4.63 0.49 มากที่สุด 4.4 บรรยากาศของการเรียนท าให้นักเรียนมีความ รับผิดชอบต่อตนเอง 4.57 0.50 มากที่สุด 4.5 บรรยากาศของการเรียนเปิดโอกาสให้ นักเรียนท ากิจกรรมได้อย่างอิสระ 4.37 0.67 มาก รวม 22.30 2.87 มาก รวมทุกด้าน 89.03 12 มาก จากตารางที่ 3 ผลการวิเคราะห์แบบประเมินความพึงพอใจพบว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ 5e วิชาดนตรี เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6มีคะแนนเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.00 คะแนน มีคะแนนส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.6 มีความหมายเท่ากับ มาก


32 บทที่ 5 สรุปผล อภิปลายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัย เรื่อง การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ 5e วิชาดนตรี เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวง ใหญ่ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยมุ่งศึกษาและเปรียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อการพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ5e วิชาดนตรี เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวง ใหญ่ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาดนตรี เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการจัดการเรียนรู้ 5e ทั้งก่อนเรียนและหลังเรียน 3. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาวิชา ดนตรี เรื่อง เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ โดยใช้วิธีการสอนแบบ5e ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการจัดการเรียนรู้สืบเสาะหาความรู้ หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ ร้อยละ 75/75 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ5e ส าหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 สมมติฐานของการวิจัย 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาดนตรี เรื่อง เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ 5e หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. ความสามารถในการแก้ปัญหาวิชา ดนตรี เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ โดยใช้วิธีการสอน แบบ5e ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการจัดการเรียนรู้สืบเสาะหาความรู้หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อย ละ 75


33 วิธีด าเนินการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ด าเนินการวิจัย ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ก าลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จ านวน 4 ห้อง รวม 107 คน ประกอบด้วย ชั้น ป. 6/1, ป. 6/2, ป. 6/3 ป.6/4 1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ที่ก าลังศึกษาในภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 1 ห้อง จ านวนนักเรียน 27 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 2.1 เครื่องมือที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ 2.1.1 แผนการจัดการเรียนรู้วิชาดนตรีโดยใช้รูปแบบการสอนแบบ 5e จ านวน 6 แผนการจัดการ เรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ละ 1 ชั่วโมง รวม 6 ชั่วโมงต่อโรงเรียน 2.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 2.2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ จ านวน 1 ฉบับ จ านวน 20 ข้อ 2.2.2 แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ ที่สังเกตจากพฤติกรรมการตอบค าถาม เรื่อง ทักษะ ดนตรีสากล และมีเกณฑ์เป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า 3 ระดับ คือ ท าได้ดี ท าได้ปานกลาง ท าได้น้อย ซึ่ง ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยใช้เกณฑ์การประเมิน (Rubric Score) ประเมินการตอบค าถามในกิจกรรมที่ใช้วัดในครั้งนี้ 4 ทักษะ คือ ความสนใจ การตอบค าถาม เข้าใจเนื้อหา จ าแนกประเภทวงได้ จ านวน 1 ฉบับ 2.2.3 แบบวัดความพึงพอใจ เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ จ านวน 1 ฉบับ การเก็บรวมรวมข้อมูล 1. ก่อนการทดลอง ให้นักเรียนท าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาดนตรี เรื่อง ทักษะการ ปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้วิจัยด าเนินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนกลุ่มตัวอย่าง ด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น จ านวน 6 แผน รวม 6 ชั่วโมง โดยให้นักเรียนเรียนและปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ และท าแบบทดสอบย่อยประจ าแต่ละแผนตามขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ 2. เมื่อสิ้นสุดการทดลองแล้วน าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชุดเดิมไปทดสอบ นักเรียนอีกครั้งหนึ่ง 3. ให้นักเรียนท าแบบวัดความพึงพอใจต่อวิชาวิชาดนตรี เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ การวิเคราะห์ข้อมูล 1. ค่าประสิทธิภาพของ การเรียนการสอนโดยใช้วิธีการสอนแบบ 5e เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวง ใหญ่ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ร้อยละ75/75


34 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนที่เรียนด้วย การเรียนการสอนแบบ 5e เรื่อง ทักษะการปฏิบัติ ฆ้องวงใหญ่ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้ร้อยละค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติ 3. สอบถามเจตคติความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยการเรียนการสอนโดยใช้วิธีการสอนแบบ 5e เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ สาระการเรียนรู้ศิลปะที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้ร้อยละค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เนื้อหา สรุปผลการวิจัย 1. ประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ 5e เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้อง วงใหญ่ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพของ E1/E2 เท่ากับ 78.66/91.33 ที่พัฒนาขึ้น มี ประสิทธิภาพสูงกว่า 75/75 ที่ก าหนดไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาดนตรี เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้วิธีการสอนแบบ 5e นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 8.67 และหลังเรียน เท่ากับ 17.73 โดยคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 และเมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง ค่าเฉลี่ย พบว่านักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนมากกว่าก่อนเรียน 3. ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ 5e เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีคะแนนเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.00 คะแนน มีคะแนนส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานเท่ากับ 0.6 อยู่ในระดับที่พึงพอใจมาก อภิปรายผล การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้เป็นการศึกษาการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ 5e เรื่อง ทักษะการ ปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สามารถน ามาอภิปรายผลได้ดังนี้ 1. การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ 5e เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 78.66/91.33 หมายความว่า นักเรียนทั้งหมดได้คะแนนเฉลี่ยจาก การท าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนท้ายแผนการจัดการเรียนรู้ทั้ง 6 แผน คิดเป็นร้อยละ 78.66 คะแนนเฉลี่ยจากการท าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนคิดเป็นร้อยละ 91.33 แสดงว่า การจัดการโดยใช้ วิธีการสอนแบบ 5e ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ที่ตั้งไว้คือ 75/75 และเป็นไปตามความมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้าซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ นงรัก ศรีสุขา (2558) พบว่า แผนการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ 5e ก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 18.07 คิดเป็นร้อยละ 45.18 และคะแนนหลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 32.33 คิดเป็นร้อยละ 80.83 โดยคะแนนหลังเรียนไม่น้อยกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 80 และมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และนักเรียนมีความพึงพอใจในการเรียนโดยรวมอยู่ ในระดับมากที่สุด สอดคล้องกับผลการศึกษาของ ศิริสร เพ็งลี (2555) พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการ เรียนโดยใช้วิธีการสอนแบบ 5e อยู่ในระดับมาก ทวีรัตน์ กุลด ารงวิวัฒน์ (2543 : 78-81) พบว่าความสมารถ


35 ด้านทักษะปฏิบัติของนักเรียนที่มีพื้นฐานความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับดนตรีสากลสูงกับนักเรียนที่มีพื้นฐานความรู้ พื้นฐานเกี่ยวกับดนตรีสากลต่ าหลังเรียนจากกิจกรรมการเรียนการสอนของ แครอล ดี โฮเต็น สูงขึ้น การจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการเรียนโดยใช้วิธีการสอนแบบ 5eทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้ศึกษาค้นคว้าพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้อันเนื่องมาจาก สาเหตุดังต่อไปนี้ 1.1 แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการเรียนโดยใช้วิธีการสอนแบบ 5e เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้อง วงใหญ่ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าพัฒนาขึ้นได้ผ่านขั้นตอนการสร้างอย่างมีระบบ 1.2 การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ 5e เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวงใหญ่ ส าหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าพัฒนาขึ้นได้ผ่านการทดลองกับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง ก่อนที่จะ น าไปทดลองจริง ทั้งนี้เพื่อทราบปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างทดลองสอนและเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงก่อน ทดลองสอนจริงเพื่อให้มีความเหมาะสมและมีคุณภาพมากขึ้น 1.3 กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ 5e ทักษะการปฏิบัติฆ้อง วงใหญ่ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นกิจกรรมที่ค านึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ระหว่าง ความสามารถที่ใช้ในการตอบค าถามความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับวงดนตรีไทยไม่เท่ากัน 1.4 การออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ ผู้ศึกษาค้นคว้าได้ใช้ใบงานหลายรูปแบบเพื่อช่วยให้นักเรียน อ่านเนื้อหาและท าความเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้นและผู้สอนได้แจ้งผลการเรียนให้นักเรียนทราบจึงท าให้นักเรียน กระตือรือร้น ที่จะรู้ผลคะแนนก่อนเรียน ระหว่างเรียนและหลังเรียนเพื่อให้ทราบถึงความก้าวหน้าทางการ เรียนของตนท าให้มีการแข่งขันการเรียนรู้ในทางที่ดีขึ้นส่งผลให้นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้น 1.5 นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ 5e เรื่อง ทักษะการปฏิบัติฆ้องวง ใหญ่ มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการ ประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ เมื่อจัดท าแผนการจัดการเรียนรู้เรียบร้อยแล้ว ควรมีการประเมินแผนการ จัดการเรียนรู้เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง เหมาะสม ครอบคลุม เพื่อการปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ เหมาะสมยิ่งขึ้น 1.6 ความพึงพอใจ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการ สอนแบบ 5e โดยรวมอยู่ในระดับมาก 4 ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะในการวิจัย 1.1 การจัดการโดยใช้วิธีการสอนแบบ 5e ครูควรมีการวางแผนเตรียมตัวให้พร้อมและท าความ เข้าใจกับขั้นตอนการท ากิจกรรมและเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมเพื่อควบคุมเวลาให้เหมาะสม บางขั้นที่ต้องใช้เวลา ค่อนข้างมาก และให้ด าเนินกิจกรรมเป็นไปได้ด้วยความเรียบร้อย


36 1.2 ก่อนน ากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ 5e ไปใช้ครูผู้สอนควรศึกษาขั้นตอน และ วิธีการให้ถูกต้องชัดเจน เพื่อให้การจัดกิจกรรมด้วยวิธีดังกล่าวมีประสิทธิภาพสูงสุด 1.3 ในการน าวิธีการสอนแบบ 5e ไปใช้ในการเรียนรู้ ครูควรแนะน าเกี่ยวกับรูปแบบและจุดเด่น ของการสอนแบบ5e ในแต่ละรูปแบบเพื่อให้นักเรียนเลือกใช้เทคนิคให้เหมาะสมกับเนื้อหาสาระในการน าเสนอ ข้อมูลให้ถูกต้องชัดเจน


37 บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จ ากัด. _______. (2552). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จ ากัด. _______. (2560). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุม สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จ ากัด. ชวลิต ชูก าแพง. (2550).การประเมินการเรียนรู้. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. ชัยชนม์ หลักทอง. (2556). รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5E. สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2563, จาก http://1ab.in/mld เยาวดี วิบูลย์ศรี. (2540).การวัดผลและการสร้างแบบสอบสัมฤทธิ์. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2538). เทคนิคการวิจัยทางการศึกษา. (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ: สุรีวิ ยาส์น. ณรุทธ์ สุทธจิตต์. (2535). จิตวิทยาการสอนดนตรี (Vol.3). กรุงเทพฯ : ส านักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. ประพันธ์ศักดิ์ พุ่มอินทร์. (2561).“ทฤษฏีการสอนดนตรี”.[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://suppavit014.wordpress.com/. สืบค้น 5 กันยายน 2563. พัฒน์ณรี ลีวิวัฒนโชต. (2560).“การพัฒนาทักษะในการจ าแนกคุณลักษณะเสียงสูง - ต่ าของ ตัวโน๊ตในการ ใช้สัญลักษณ์มือแทนระดับเสียงตัวโน๊ตตามแนวการสอนของโคดาย”. วารสารศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. 21. วีรภัทร์ ชาตินุช. (2560). การพัฒนาโสตทักษะวิชาดนตรีสากลโดยใช้ชุดกิจกรรมตามแนวคิด ของธอร์นไดค์ ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่5. ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต. รวีวรรณ แปงน้อย. (2556). การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของนักเรียน ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้เทคนิคการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5 อี. (วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตร มหาบัณฑิต (ประถมศึกษา)). เชียงใหม่.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ชัยชนม์ หลักทอง. (2556). รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5E. สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2563, จาก http://1ab.in/mld


38 Anderson, L. W., & Krathwohl, D. R. (2001). A taxonomy for learning, teaching, and assessing: A revision of Bloom’s taxonomy of educational objectives. New York: Addison Wesley Longman


39 ภาคผนวก


40 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ดนตรี) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 ฆ้องวง เวลา 1 ชั่วโมง เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ ฆ้องวง 1 วันที่...........เดือน.................พ.ศ……….. มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ศ 2.2 เข้าใจและแสดงออกทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ คุณค่า ดนตรี ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่อดนตรีอย่างอิสระ ชื่นชม และ ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวัน ตัวชี้วัด ป. 6/4 ใช้เครื่องดนตรีบรรเลงประกอบ การร้องเพลง ด้นสด ที่มีจังหวะ และท านองง่าย ๆ จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อภิปรายความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับฆ้องวงได้(K) 2. ปฏิบัติกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นด้วยความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบ (A) 3. ปฏิบัติการบรรเลงฆ้องวงพื้นฐานได้(P) สาระส าคัญ เครื่องดนตรีไทยนั้น มีคุณค่าต่อการอนุรักษ์ และสืบทอดความเป็นไทย สาระการเรียนรู้ ดนตรีไทย คุณลักษณะอันพึงประสงค์ มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ มุ่งมั่นในการท างาน สมรรถนะส าคัญของผู้เรียน ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการคิด ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต


41 กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน 1.ครูกับนักเรียนกล่าวทักทายกันเพื่อท าความรู้จักกัน 2.ครูถามนักเรียนว่าทราบดนตรีไทย ฆ้องวง หรือไม่แล้วให้นักเรียนแสดงความคิดเห็น 3.พอนักเรียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับดนตรีไทยจบแล้ว ครูพูดโยงเข้าสู่บทเรียน ขั้นสอน 1. ครูแจกใบความรู้พร้อมน าเสนอเนื้อหาเรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับฆ้องวง โดยอภิปราย เกี่ยวกับเสียง จังหวะ ท านอง เสียงประสาน พื้นผิวของเสียง และรูปแบบ หรือคีตลักษณ์ ให้นักเรียน ทราบเกี่ยวกับความหมายและลักษณะขององค์ประกอบดนตรีไทย 2. ครูแบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็น 7 กลุ่มให้แต่ละกลุ่มศึกษาความรู้เรื่อง ความรู้เบื้องต้น เกี่ยวกับฆ้องวง 3. ครูฝึกบรรเลง ฆ้องวงให้นักเรียนดูเป็นตัวอย่าง 4. ให้แต่ละกลุ่มฝึกปฏิบัติฆ้องวง และคอยดูแลความถูกต้องอย่างใกล้ชิด ขั้นสรุป นักเรียนและครูร่วมกันสรุปเรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับฆ้องวง สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ สื่อ 1.วีดีโอการปฏิบัติ ฆ้องวงเบื้องต้น 2.ใบความรู้เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับฆ้องวง 3.ใบงาน เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับฆ้องวง แหล่งการเรียนรู้ ห้องสมุด กระบวนการวัดและประเมินผล เครื่องมือ 1.ใบงาน 2.แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานกลุ่ม 3.แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ วิธีการ 1.ตรวจใบงาน 2.สังเกตพฤติกรรมการท างานกลุ่ม 3.สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้ มุ่งมั่นในการท างาน และรักความเป็นไทย


42 เกณฑ์การประเมิน 1.ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์ 2.ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์


Click to View FlipBook Version