ผลของการจดั การเรียนรูโ้ ดยใชป้ ระเดน็ ทางสงั คมท่ีเก่ียวเน่ืองกับวทิ ยาศาสตรเ์ ป็นฐาน (Socio –
Scientific Issue Based Learning) รว่ มกับส่ือแอพพลเิ คชัน่ Edpuzzle ทมี่ ีตอ่ ความสามารถ
ทางการคิดวเิ คราะห์ในรายวิชา ส16101 สังคมศึกษา ของนกั เรียนระดบั ชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 6
โรงเรียนสาธิตมหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น ฝ่ายประถมศึกษา (ศึกษาศาสตร์)
คณะผ้วู ิจัย
1. นางสาวกชกร จันโท รหสั นกั ศกึ ษา 603050016 – 1
2. นางสาวชญานตุ ม์ สหี านาม รหสั นกั ศกึ ษา 603050019 – 5
นกั ศกึ ษาชน้ั ปีท่ี 3 สาขาวิชาสงั คมศึกษา คณะศกึ ษาศาสตร์
อาจารยท์ ่ีปรึกษา
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จตุภมู ิ เขตจตั ุรัส
รองศาสตราจารย์ ดร.อังคณา ตงุ คะสมติ
ผ้ชู ่วยศาสตราจารยจ์ รรยา บญุ มีประเสริฐ
รองศาสตราจารยเ์ พชรรตั น์ จงนิมติ รสถาพร
อาจารย์ณฐมน สุธนเกียรติกานต์
การวจิ ัยคร้งั นเ้ี ปน็ สว่ นหน่ึงของรายวิชา ED003003 การวิจยั ในช้นั เรียนเพอ่ื พัฒนาการเรียนรู้
และรายวิชา ED193004 การวิจัยนวตั กรรมทางสังคมศึกษา
คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น
ปกี ารศกึ ษา 2562
THE RESULTS OF SOCIO - SCIENCETIFIC ISSUE BASED LEARNING TOGETHER WITH
EDPUZZLE APPLICATION ON ANALYTICAL THINKING ABILITY IN THE SOCIAL STUDIES
(S16101) FOR PRATHOMSUKSA 6 OF DEMONSTRATION OF SCHOOL KHON KAEN
UNIVERSITY, ELEMENTARY DIVISION
RESEARCHERS
MISS KOTCHAKORN JANTHO 603050016 – 1
MISS CHAYANOOT SEEHANAM 603050019 – 5
ADVISORS
ASST. PROF. JATUPHUM KETCHATTURAT
ASSOC. PROF. ANGKANA TUNGKASAMIT
ASST. PROF. JANYA BOONMEEPRASERT
ASSOC. PROF. PHETCHARAT JONGNIMITSATHAPORN
LECTURER NATTHAMON SUTHANAKIATTIKARN
A CLASSROOM RESEARCH SUBMITTED IN PART OF ED003003 CLASSROOM RESEARCH
FOR LEARNING DEVELOPMENT AND ED193004 RESEARCH FOR INNOVATIONS IN SOCIAL
STUDIES FACULTY OF EDUCATION, KHON KAEN UNIVERSITY
2019
ก
ชอื่ เร่อื ง: ผลของการจัดการเรยี นรโู้ ดยใช้ประเด็นทางสังคมท่ีเกี่ยวเน่ืองกบั วิทยาศาสตรเ์ ป็นฐาน (Socio –
Scientific Issue Based Learning) รว่ มกบั ส่อื แอพพลิเคชั่น Edpuzzle ทมี่ ตี อ่ ความสามารถทางการ คิด
วิเคราะห์ในรายวิชา ส16101 สังคมศึกษา ของนกั เรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรยี นสาธิต
มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ ฝา่ ยประถมศกึ ษา (ศึกษาศาสตร์)
คณะผูว้ ิจัย: 1. นางสาวกชกร จันโท รหสั นักศกึ ษา 603050016 – 1
2. นางสาวชญานุตม์ สหี านาม รหัสนกั ศึกษา 603050019 – 5
นกั ศึกษาชนั้ ปที ี่ 3 สาขาวิชาสงั คมศึกษา คณะศกึ ษาศาสตร์
อาจารยท์ ่ปี รึกษา: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จตภุ มู ิ เขตจตั ุรสั
รองศาสตราจารย์ ดร.องั คณา ตงุ คะสมติ
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์จรรยา บุญมปี ระเสรฐิ
รองศาสตราจารย์เพชรรัตน์ จงนิมติ สถาพร
อาจารย์ณฐมน สธุ นเกยี รตกิ านต์
ปกี ารศกึ ษา: 2562
บทคดั ย่อ
การวิจัยคร้ังนี้มวี ัตถุประสงค์เพอื่ 1) ศกึ ษาผลของการจัดการเรียนรโู้ ดยใชป้ ระเด็นทา งสังคมที่
เกี่ยวเน่ืองกับวิทยาศาสตร์เป็นฐานร่วมกับส่ือแอพพลิเคชน่ั EDPuzzle ท่ีมตี อ่ ความสามารถทา งกา รคิด
วิเคราะห์ของนักเรยี น 2) เปรียบเทยี บผลการทดสอบความสามารถทางการคิดวเิ คราะหก์ ่อนเรียนและหลัง
เรยี น 3) ศกึ ษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อรายวิชา ส16101 สงั คมศกึ ษา กลุ่มตัวอยา่ งเป็นนักเรียน
ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (Unit F 2/1) โรงเรียนสาธติ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายประถมศึกษา
(ศกึ ษาศาสตร)์ ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2562 จานวน 35 คน เปน็ กลมุ่ ตัวอยา่ งทีใ่ ชว้ ธิ ีการสมุ่ แบบแบ่งกลมุ่
ดาเนนิ การวิจยั โดยใชร้ ปู แบบการวิจัยเชิงทดลอง เครือ่ งมอื ที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจดั การเรียนรู้โดยใช้
ประเดน็ ทางสงั คมทเ่ี กย่ี วเนื่องกบั วิทยาศาสตร์เป็นฐานร่วมกับส่ือแอพพลเิ คช่ัน EDPuzzle จานวน 1 แผน
แบบทดสอบวัดความสามารถทางการคดิ วิเคราะห์ แบบสอบถามความพงึ พอใจ วิเคราะหข์ ้อมลู เชงิ ปรมิ าณโดยใช้
สถิติพ้ืนฐานและ T - test dependentและวิเคราะห์ข้อมลู เชงิ คุณภาพโดยการพรรณนา
ผลการวิจัยพบวา่
1) นักเรยี นจานวน 27 คน คดิ เป็นร้อยละ 81.82 มีผลการทดสอบความสามารถทางการคิด
วิเคราะห์ร้อยละ 86 ซง่ึ สงู กว่าเกณฑท์ ี่กาหนดไว้ คือ นกั เรียนร้อยละ 80 มผี ลการทดสอบควา มสา มารถ
ทางการคดิ วเิ คราะหร์ ้อยละ 80 ข้ึนไป
2) นักเรียนมีผลการทดสอบความสามารถทางการคดิ วเิ คราะห์ภายหลังการจัดการเรียนรู้โดย
ใชป้ ระเด็นทางสังคมที่เกย่ี วเนอื่ งกับวิทยาศาสตร์เป็นฐานร่วมกบั สื่อแอพพลิเคช่ัน Edpuzzle หลังเรียนสูง
กว่าก่อนเรียน อยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถติ ิท่ีระดบั .05
3) นกั เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มคี วามพึงพอใจต่อการจัดการเรียนร้โู ดยใช้ปร ะเด็น ทาง
สังคมที่เกี่ยวเนอื่ งกับวทิ ยาศาสตรเ์ ป็นฐานร่วมกับส่ือแอพพลิเคช่ัน Edpuzzle โดยรวมอยใู่ นระดับมาก
(x̅= 4.37)
ข
Research title: The Results of Socio - Scientific Issue Based Learning Together with Edpuzzle
Application on Analytical Thinking Ability in The Social Studies (S16101) for Prathomsuksa 6
of Demonstration School Khon Kaen University, Elementary Division
Researchers: Miss Kotchakorn Jantho Student NO. 603050016 – 1
Miss Chayanoot Sihanam Student NO. 603050019 – 5
Advisor: Asst. Prof. Jatuphum Ketchatturat
Assoc. Prof. Angkana Tungkasamit
Asst. Prof. Janya Boonmeeprasert
Assoc. Prof. Phetcharat Jongnimitsathaporn
Lecturer Natthamon Suthanakiattikarn
Year: 2019
Abstract
The purposes of this research were 1) to study the results of Socio - Scientific Issue
based learning together with Edpuzzle application on analytical thinking ability 2) to
compare the ability on analytical thinking between before and after learning with Socio -
Scientific Issue based learning together with Edpuzzle application 3) to study the satisfaction
of students toward Socio - Scientific Issue based learning together with Edpuzzle application.
The samples of this research were 35 students studying in Prathomsuksa 6 (Unit F2/1) of
Demonstration School Khon Kaen University, Elementary Division. They were acquired by
cluster sampling method. The research was experimental research. The research
instruments consisted of 1) A lesson plan with Socio - Scientific Issue Based Learning
Together with Edpuzzle application 2) Analytical thinking test 3) Student satisfaction
questionnaire. The statistics used to analyze the data were an average (̅X), standard division
(S.D.), T - test dependentand content analysis.
The results of this research were as follows:
1. 27 students (81.82%) have 86% analytical thinking test score which was higher
than criterion that was set at 80% students gaining score more than 80%.
2. The compare score in the analytical thinking ability post-test was higher than
pre-test significantly at the .05 level different
3. The satisfaction of students toward Socio - Scientific Issue based learning together
with Edpuzzle application was at the high level (x̅ = 4.37).
ค
กิตติกรรมประกาศ
การวจิ ัยเร่อื ง ผลของการจดั การเรียนรู้โดยใช้ประเด็นทางสังคมท่ีเกีย่ วเนื่องกบั วิทยา ศาสตร์เป็น
ฐา น ( Socio – Scientific Issue Based Learning) ร ่วมกับสื่อแอพพลิเคชั่น Edpuzzle ที่มีต่อ
ความสามารถทางการคดิ วิเคราะห์ในรายวชิ า ส16101 สังคมศกึ ษา ของนกั เรยี นระดบั ชั้นประถมศึกษาปีที่
6 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลยั ขอนแก่น ฝา่ ยประถมศึกษา (ศึกษาศาสตร)์ น้ี สามารถสาเรจ็ ลลุ ่วงไปด้วยดี
โดยได้รับความอนุเคราะหจ์ ากคณาจารย์ และการสนบั สนุนจากบุคลากรหล ายท่าน ทั้งทางตรง และ
ทางออ้ ม ซง่ึ คณะผูจ้ ดั ทาจะขอกลา่ ว ณ ที่นีเ้ พอ่ื เปน็ การระลกึ ถงึ ดว้ ยความขอบคุณ
ขอขอบพระคุณผูช้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จตุภมู ิ เขตจตั ุรสั รองศาสตราจารย์ ดร.อังคณา ตงุ คะสมิต
ผู้ชว่ ยศาสตราจารยจ์ รรยา บญุ มปี ระเสริฐ รองศาสตราจารย์เพชรรัตน์ จงนมิ ิตรสถาพร และอาจารยณ์ ฐมน
สุธนเกยี รตกิ านต์ ที่ได้กรณุ าให้คาปรึกษาอย่างใส่ใจ เสนอแนะให้คาแนะนาการแกไ้ ขข้อบกพร่องต่าง ๆ ท่ี
เป็นประโยชน์ ชว่ ยสนบั สนุนเป็นกาลังใจ และเป็นแบบอยา่ งที่ดีในการทางาน ตัง้ แตต่ ้นจนสาเร็จสมบูร ณ์
ขอขอบพระคุณผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มณฑา ชุม่ สุคนธ์ และ อาจารย์นุชนาฏ เนสสุ นิ ธุ์ ท่ใี ห้เกียรติเป็น
ผ้เู ช่ยี วชาญในการวิจัยครัง้ น้ี และให้ขอ้ แนะนาทดี่ เี พื่อพฒั นาการวจิ ยั
ขอขอบพระคุณคุณครูอัศวิน ธะนะปัด ครูผู้สอนรายวชิ าวิทยาศาสตร์ โรงเรียนดารงราษฎร์
สงเคราะห์ จงั หวดั เชียงราย และคุณครูชวกฤษ นาจนั ทัด ครูผสู้ อนรายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ โรงเรียนคาม่วง
จงั หวัดกาฬสินธุ์ ทไ่ี ด้ใหค้ วามรู้ และใหค้ าแนะนาทีเ่ ปน็ ประโยชนเ์ กย่ี วกับการจัดการเรียนรูโ้ ดยใช้ปร ะเด็น
ทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เป็นฐาน เป็นอย่างดี คณะผู้วิจัยรู้สึกซาบซ้ึงเป็นอย่างยิ่ง และ
ขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้
ขอขอบคุณเจ้าหนา้ ทห่ี อ้ งสมดุ จีน แบรร์ ่ี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ ท่ีไดอ้ านวยความ
สะดวก ใหค้ าปรกึ ษาในการคน้ ขอ้ มลู และแนะนาเกีย่ วกับข้อมลู ท่เี ก่ียวข้องในการทาวจิ ัยในคร้ังนี้เป็นอย่างดี
ขอขอบใจนกั เรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 (Unit F2/1) โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่าย
ประถมศึกษา (ศกึ ษาศาสตร์) ทใ่ี ห้ความร่วมมอื เป็นอยา่ งดีในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล จนทาใหง้ านวิจยั ครั้งน้ี
สาเร็จลลุ ว่ งไปได้ด้วยดี
ขอขอบพระคุณบิดา มารดา และครอบครวั ท่ีสนับสนนุ และให้กาลังใจจนงานวิจยั นี้สา เร็จ ด้วยดี
ตลอดจนขอบคณุ ผูร้ ่วมวิจยั ทไ่ี ดร้ ว่ มแรงรว่ มใจในการทาวจิ ัยในครั้งนจี้ นสาเรจ็ คุณค่าและประโยชน์อันพึงมี
จากการศกึ ษาวิจัยนี้ คณะผวู้ ิจยั ขอน้อมบชู าพระคุณบิดามารดา และบรู พาจารย์ทกุ ท่าน ท่ีไดอ้ บรมส่ังสอน
วิชาความรู้ และใหค้ วามเมตตาแกค่ ณะผูว้ ิจยั มาโดยตลอด ส่วนความบกพร่องที่เกิดขึน้ ในวิจัยครัง้ นี้
คณะผ้วู ิจยั ขอนอ้ มรับ และขออภยั มา ณ โอกาสน้ี
คณะผู้วิจัย
ง
สารบัญ
หน้า
บทคดั ยอ่ .......................................................................................................................................................ก
กติ ติกรรมประกาศ........................................................................................................................................ค
สารบัญ............................................................................................................................. .............................ง
สารบญั ตาราง...............................................................................................................................................ฉ
สารบัญรปู ภาพ.............................................................................................................................................ช
สารบัญแผนภมู ิ.............................................................................................................................................ซ
บทท่ี 1 บทนา...............................................................................................................................................1
1. ความเป็นมาและความสาคญั ของปญั หา......................................................................................1
2. คาถามการวิจัย............................................................................................................................3
3. วตั ถปุ ระสงคก์ ารวจิ ัย...................................................................................................................3
4. สมมติฐานการวิจยั .......................................................................................................................4
5. ขอบเขตการวจิ ยั ..........................................................................................................................5
6. นยิ ามศัพท์เฉพาะ.........................................................................................................................5
. 7. ประโยชนท์ ไี่ ด้รับ..........................................................................................................................7
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยทีเ่ ก่ียวข้อง......................................................................................................8
1. หลกั สตู รสถานศึกษาโรงเรียนสาธิตมหาวทิ ยาลัยขอนแก่น (ศกึ ษาศาสตร)์
ระดับชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 6...............................................................................................................9
2. การเรยี นรูต้ ามแนวคิดประเดน็ วทิ ยาศาสตร์และสังคม..............................................................15
3. แนวคดิ และทฤษฎที เี่ ก่ียวขอ้ งกบั สื่อแอพพลเิ คชั่น Edpuzzle...................................................20
4. การจัดการเรยี นรู้โดยใชป้ ระเด็นทางสังคมทเ่ี กี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตรเ์ ป็น ฐานร่วมกับ
แอพพลเิ คช่ัน Edpuzzle...............................................................................................................25
5. แนวคดิ และทฤษฎที ่เี กย่ี วข้องกับการคิดวิเคราะห์.....................................................................26
6. แนวคิดและทฤษฎที ่เี กย่ี วข้องกับความพึงพอใจ.........................................................................31
7. งานวิจยั ทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง....................................................................................................................34
8. กรอบแนวคิดในการวิจัย................................................................................................ ............38
บทท่ี 3 วิธกี ารดาเนินการวจิ ยั ............................................................................................... ..............39
1. ประเภทของการวิจัย.................................................................................................................39
2. ตวั แปรท่ใี นการวิจยั ...................................................................................................................39
จ
สารบัญ (ตอ่ )
หนา้
3. ประชากรและกล่มุ ตัวอยา่ ง........................................................................................................40
4. เครื่องมือท่ีใช้ในการวจิ ยั ............................................................................................................40
5. การสรา้ งและหาประสทิ ธภิ าพเครอื่ งมอื ....................................................................................40
6. การเก็บรวบรวมขอ้ มูล...............................................................................................................48
7. การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ....................................................................................................................49
8. สถติ ิทใ่ี ช.้ ....................................................................................................................................50
บทที่ 4 ผลการวิจยั และอภปิ รายผล...................................................................................................51
1. ผลการศกึ ษาการจัดการเรยี นรูโ้ ดยใชป้ ระเด็นทางสังคมท่ีเก่ียวเน่ืองกบั วทิ ยาศาสตร์
เปน็ ฐานร่วมกบั สื่อแอพพลเิ คช่นั EDPuzzle ท่มี ตี ่อความสามารถทางการคิดวเิ คราะห์…..............52
2. ผลการเปรยี บเทียบความสามารถทางการคดิ วิเคราะห์กอ่ นเรยี นและหลงั เรยี นของ
นักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 6 ด้วยการจดั การเรียนรูโ้ ดยใชป้ ระเด็นทางสงั คมที่เก่ยี ว
เน่ืองกบั วิทยาศาสตรเ์ ป็นฐานรว่ มกับสื่อแอพพลิเคชน่ั Edpuzzle.................................................53
3. ผลความพงึ พอใจของนกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสาธติ มหาวิทยาลยั
ขอนแกน่ ฝา่ ยประถมศึกษา (ศึกษาศาสตร์) ท่ีมีต่อรายวชิ า ส16101 สังคมศึกษา
ด้วยการจดั การเรยี นรโู้ ดยใชป้ ระเด็นทางสงั คมท่เี กย่ี วเน่ืองกบั วิทยาศาสตร์เปน็ ฐาน
รว่ มกบั สอื่ แอพพลเิ คชั่นEdpuzzle................................................................................................54
4. อภปิ รายผลการวจิ ัย..................................................................................................................58
บทท่ี 5 สรปุ ผลการวิจยั และขอ้ เสนอแนะ..........................................................................................62
1. สรุปผลการวิจยั ..........................................................................................................................62
2. ข้อเสนอแนะ.........................................................................................................................................63
บรรณานกุ รม................................................................................................ ......................................65
ภาคผนวก...................................................................................................................... .....................69
ภาคผนวก ก รายช่ือผเู้ ช่ียวชาญและหนังสอื ราชการ................................................................................70
ภาคผนวก ข เครอ่ื งมอื ทีใ่ ชใ้ นการวิจยั ......................................................................................................76
ภาคผนวก ค การสรา้ งและหาประสิทธิภาพเครื่องมือ และผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู .................................110
ภาคผนวก ง ภาพกิจกรรมการเรยี นร.ู้ .....................................................................................................121
ภาคผนวก จ ตวั อยา่ งผลงานนักเรียน.....................................................................................................125
ประวตั ิคณะผู้วิจยั ........................................................................................................... ..................132
ฉ
สารบญั ตาราง
ตาราง หนา้
ตารางท่ี 1 ผลการวิเคราะหส์ ภาพทัว่ ไปของกล่มุ ตัวอย่าง............................................................................51
ตารางที่ 2 ผลการศึกษาการจัดการเรยี นร้โู ดยใช้ประเด็นทางสังคมที่เกย่ี วเนื่องกบั
วิทยาศาสตร์เป็นฐานร่วมกับส่ือแอพพลิเคชั่น EDPuzzle ทม่ี ตี ่อความสามารถทางการคิด
วเิ คราะหข์ องนักเรยี น................................................................................................................52
ตารางที่ 3 ผลการวดั ความสามารถทางการคดิ วเิ คราะห์ของนกั เรยี นภายหลังการจัดการเรียนรู้
เป็นรายดา้ น...............................................................................................................................53
ตารางที่ 4 ผลการเปรยี บเทียบความสามารถทางการคดิ วิเคราะหก์ ่อนเรียนและหลังเรยี นของ
นักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 6...................................................................................................54
ตางรางท่ี 5 ระดบั ความพึงพอใจของผู้เรยี นที่มีตอ่ การการจัดการเรียนรโู้ ดยใช้ประเดน็ ทางสงั คมท่ี
เกยี่ วเนือ่ งกบั วทิ ยาศาสตรเ์ ป็นฐานรว่ มกบั สือ่ แอพพลิเคชั่น Edpuzzle...................................55
ตารางที่ 6 ผลการวเิ คราะหก์ ารประเมนิ แผนการจัดการเรยี นรู้.................................................................111
ตารางท่ี 7 ผลการวเิ คราะหค์ วามตรงเชิงเนือ้ หาแบบทดสอบความสามารถทางการคิดวิเคราะห์..............113
ตารางที่ 8 ผลการวเิ คราะหค์ ่าดชั นคี วามสอดคลอ้ งแบบสอบถามความพงึ พอใจ......................................114
ตารางท่ี 9 เปรยี บเทียบผลการทดสอบความสามารถทางการคดิ วิเคราะห์ก่อนเรียนและหลังเรียน
ของนักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 6 โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ ฝ่ายประถมศึกษา
(ศึกษาศาสตร)์ ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ประเด็นทางสงั คมที่เกย่ี วเนอื่ งกับ
วทิ ยาศาสตร์เป็นฐานรว่ มกบั ส่อื แอพพลเิ คช่นั Edpuzzle........................................................115
ตารางท่ี 10 ผลการวเิ คราะหแ์ บบสอบถามความพงึ พอใจของนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 6
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย ขอนแกน่ ฝ่ายประถมศึกษา (ศึกษาศาสตร์) ท่ีมีตอ่ ราย
วิชา ส16101 สงั คมศกึ ษา ดว้ ยการจดั การเรยี นรู้โดยใชป้ ระเดน็ ทางสังคมท่เี กี่ยวเนื่องกับ
วิทยาศาสตร์เป็นฐานร่วมกบั ส่อื แอพพลเิ คชัน่ Edpuzzle......................................................117
ตารางท่ี 11 การวิเคราะห์ค่า T - test dependentโดยใชโ้ ปรแกรมคอมพวิ เตอร์...................................119
ช
สารบัญภาพ
ภาพ หน้า
ภาพท่ี 1 การสมคั รเขา้ สู่ Edpuzzle............................................................................................................20
ภาพที่ 2 การศึกษาการใช้งานจากคลิปวิดโี อแนะนาการใชง้ าน...................................................................21
ภาพที่ 3 การสรา้ งบทเรยี นดว้ ยปุ่ม My content.......................................................................................21
ภาพที่ 4 การสร้างส่ือวิดีโอ..........................................................................................................................22
ภาพที่ 5 การเลือกใชว้ ดิ ีโอ..........................................................................................................................22
ภาพท่ี 6 การใชเ้ ครื่องมอื ตดั ต่อคลปิ วดิ ีโอ...................................................................................................23
ภาพท่ี 7 การใช้เครอ่ื งมือบนั ทึกเสียง...........................................................................................................23
ภาพที่ 8 การบนั ทกึ เสยี งช่วงส้นั ๆ................................................................................................................24
ภาพที่ 9 การเพมิ่ คาถามจากวดิ โี อ...............................................................................................................24
ภาพท่ี 10 การเผยแพรว่ ิดีโอ........................................................................................................................25
ภาพท่ี 11 กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั .............................................................................................................38
ภาพท่ี 12 ข้ันตอนการสรา้ งและหาประสทิ ธภิ าพแผนการจดั การเรียนรูโ้ ดยใช้ประเดน็ ทางสงั คม ท่ี
เกี่ยวเนอ่ื งกับวทิ ยาศาสตร์เปน็ ฐาน รว่ มกบั สือ่ แอพพลเิ คชน่ั EDPuzzel...................................43
ภาพที่ 13 ขน้ั ตอนการสร้างและหาประสทิ ธิภาพแบบทดสอบการคิดวิเคราะห์.........................................45
ภาพท่ี 14 ขัน้ ตอนการสรา้ งและหาประสิทธิภาพแบบสอบถามความพึงพอใจ............................................48
ภาพที่ 15 นักเรยี นทาแบบทดสอบก่อนเรียน เรือ่ ง การยา้ ยถ่นิ ................................................................122
ภาพที่ 16 ครูนาเสนอวดี ิทัศน์ เรื่อง กทม.ชมุ ทางคนต่างจงั หวดั โดยใช้แอพพลิเคช่ัน Edpuzzle............122
ภาพที่ 17 ครูแนะนาวิธกี ารสบื ค้นข้อมูลและการเขียนแหลง่ อา้ งอิงขอ้ มลู ที่ถกู ตอ้ งโดยใชใ้ บความรู้.........123
ภาพท่ี 18 นักเรียนร่วมกันอภิปรายและแสดงความคิดเหน็ ตามประเดน็ ที่ครูกาหนดลงในกระดาษ..........123
ภาพที่ 19 นักเรยี นทาแบบทดสอบหลังเรยี น เร่อื ง การย้ายถ่ิน.................................................................124
ภาพท่ี 20 ตวั อยา่ งใบงานนกั เรยี น เรือ่ ง การย้ายถนิ่ .................................................................................126
ภาพท่ี 21 ตวั อยา่ งใบงานนกั เรียน เรอ่ื ง การยา้ ยถน่ิ .................................................................................127
ภาพท่ี 22 ตัวอยา่ งใบงานนักเรียน เร่ือง การยา้ ยถิ่น.................................................................................128
ภาพท่ี 23 ผลงานการอภิปรายของนกั เรียน กลมุ่ ที่ 1................................................................................129
ภาพท่ี 24 ผลงานการอภิปรายของนักเรยี น กลุ่มที่ 3................................................................................129
ภาพที่ 25 ผลงานการอภิปรายของนกั เรียน กลุ่มที่ 4...............................................................................130
ภาพที่ 26 ผลงานการอภปิ รายของนกั เรยี น กล่มุ ที่ 5...............................................................................130
ภาพท่ี 27 ตัวอย่างผลการตดั สนิ ใจของนักเรยี นภายหลังการเรยี นรู้ เรอื่ ง การยา้ ยถ่ิน..............................131
ซ
สารบัญแผนภมู ิ
แผนภูมิที่ หน้า
แผนภมู ิที่ 1 ผลการทดสอบความสามาถทางการคิดวิเคราะห์ของนักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 6
(Unit F2/1)................................................................................................................................................52
แผนภมู ทิ ่ี 2 ผลการเปรียบเทยี บการทดสอบความสามาถทางการคดิ วิเคราะห์
กอ่ นเรียนและหลังเรยี นของนักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 6 (Unit F2/1)................................53
แผนภูมทิ ี่ 3 ผลความพึงพอใจของนักเรียนตอ่ การจดั การเรียนรู้.................................................................55
1
บทที่ 1
บทนา
1.1 ความเป็นมาและความสาคัญของปญั หา
พระราชบัญญัติการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 6 ได้กาหนดความมุ่งหมายในการจัด
การศกึ ษาไว้ว่า การจัดการศกึ ษาต้องเป็นไปเพ่ือพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ท่ีสมบรู ณ์ท้ังร่างกา ย จิตใจ
สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดารงชีวติ สามารถอยรู่ ว่ มกบั ผู้อ่นื ไดอ้ ย่าง
มคี วามสุข นอกจากนย้ี งั ไดก้ าหนดแนวทางในการจดั การศกึ ษาไวใ้ นหมวด 4 มาตรา 22 ความวา่ การจัดการ
ศึกษาต้องยดึ หลกั ว่าผเู้ รยี นทุกคนมีความสามารถเรียนรแู้ ละพัฒนาตนเองได้ และถอื วา่ ผู้เรียนมคี วามสาคัญ
ทสี่ ุด กระบวนการจดั การศกึ ษาต้องสง่ เสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาตแิ ละเต็มตา มศักยภาพ
และในมาตรา 24 สถานศกึ ษาและหนว่ ยงานที่เกย่ี วขอ้ งควรมีส่วนในการจดั กระบวนการเรยี นรู้ โดยการจัด
เนื้อหาสาระและกจิ กรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผูเ้ รยี น ซึ่งตอ้ งคานึงถึงความ
แตกต่างระหว่างบคุ คล มงุ่ ฝกึ ทกั ษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชญิ สถานการณ์ และการประยุกต์
ความรู้มาใช้เพอ่ื ปอ้ งกนั และแก้ไขปญั หา จดั กจิ กรรมให้ผ้เู รียนได้เรยี นรูจ้ ากประสบการณจ์ รงิ ฝกึ การปฏิบัติ
ให้ทาได้ คิดเปน็ ทาเปน็ และจัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วน
สมดลุ กนั เพ่ือให้ผูเ้ รยี นเกดิ การเรียนรู้ เปน็ คนเก่ง เป็นคนดี และสามารถอยู่ร่วมกนั ภายในสังคมได้อย่า งมี
ความสขุ (ราชกจิ จานุเบกษา, 2542 : 3 - 9)
ความม่งุ หมายทจ่ี ะพัฒนาการศึกษาไทยใหเ้ ป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กอ่ ให้เกิดการพัฒนาระบบ
การเรียนการสอนเพือ่ เตมิ เตม็ ศกั ยภาพใหน้ ักเรยี นมีทกั ษะแห่งศตวรรษที่ 21 โดยแนวคิดทักษะแหง่ ศตวรรษ
ที่ 21 ต้ังอยบู่ นฐานความคิดที่เชอ่ื วา่ รูปแบบการศึกษาแบบดั้งเดิมในช่วงศตวรรษท่ี 20 ทเ่ี น้นย้าแต่การ
เรียนและทอ่ งจาเนอ้ื หาในสาระวชิ าหลัก อาทิ คณติ ศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาศาสตร์ สงั คมศึกษา ไม่
เพียงพออีกต่อไปสาหรับการดารงชวี ติ และการทางานในโลกศตวรรษใหม่ภายใต้ความทา้ ทายให ม่ สังคมควร
ใหค้ วามสาคญั กับการปลูกฝัง “ทกั ษะ” ท่ีจาเปน็ ในศตวรรษที่ 21 เชน่ ทักษะในการคดิ ขั้นสงู ทักษะในการ
เรยี นรูแ้ ละนวตั กรรม ทักษะชวี ติ และการทางาน ทักษะดา้ นสารสนเทศและการสอื่ สาร ควบคู่กับ “เนอื้ หา”
ในสาระวิชาหลักและความรู้อ่นื ทีส่ าคัญในศตวรรษท่ี 21 เช่น ความรู้เร่ืองโลก ความรู้ด้านการเงิน เศรษฐกจิ
ธรุ กจิ และการเป็นผปู้ ระกอบการ ความรดู้ า้ นพลเมือง ความรู้ดา้ นสขุ ภาพ และความรูด้ า้ นส่งิ แวดล้อม ผา่ น
หลักสูตรที่มีลักษณะกร ะชับ (lean curriculum) ช่างคิด (thinking curriculum) และบูรณากา ร
(interdisciplinary curriculum) เพือ่ สร้างนักเรียนท่มี ี “คุณลกั ษณะ” อันพึงปรารถนาของโลกศตวรรษที่
21 ได้ น่นั คือ รู้จักคิด รกั การเรียนรู้ มสี านกึ พลเมือง มคี วามกลา้ หาญทางจรยิ ธรรม มีความสามารถในการ
แก้ปัญหา ปรับตวั สือ่ สาร และทางานร่วมกับผู้อ่ืนได้อยา่ งมีประสิทธผิ ลตลอดชีวิต (สถาบันวิจัยเพ่ือ การ
พฒั นาประเทศไทย, 2557)
2
การจัดการเรียนรู้วิชาสงั คมศึกษาถือเป็นรายวิชาหนึ่งที่มีความสาคัญอย่างยิ่ง ในการพฒั นา
สมรรถนะของผู้เรียนให้มคี วามสามารถในการเรยี นร้กู ารดารงชวี ติ อยใู่ นสังคม และการอยรู่ ่วมกับบุคคลอื่น
ได้อย่างมีความสุข ตลอดจนสามารถนาเอาความรู้ความเขา้ ใจนั้นไปปรับใช้ให้เขา้ กับสภาพสังคมที่
แปรเปล่ยี นได้อย่างเหมาะสม สมดลุ และย่งั ยืน จดุ มงุ่ หมายสาคญั ของรายวชิ าสงั คมศึกษาโดยส่วน ใหญ่
มุ่งเน้นใหผ้ ู้เรียนได้มที ักษะต่าง ๆ เช่น ทักษะทางสงั คม ทกั ษะการคดิ ทักษะการตดั สนิ ใจ และทักษะการ
แกป้ ญั หาท่ีใช้ในการดาเนินชวี ิตของผูเ้ รียนให้สอดคลอ้ งกับความต้องการของสังคมในการสรา้ งพลเมืองดี
ของประเทศ อันเป็นรากฐานของพลโลกต่อไป (วภิ าพรรณ พินลา, 2560) ดังน้ันการจดั การเรียนรู้รายวิชา
สังคมศกึ ษา หรือสาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม จึงต้องใช้กระบวนการเรียนการสอน
สอ่ื การเรียนรู้ และวธิ ีการวดั ประเมินผลท่หี ลากหลายในการพฒั นาใหผ้ ู้เรียนได้ใชส้ ตปิ ญั ญา ความรู้ ความคิด
ความสามารถ และทักษะท่ีสาคัญในการเรียน เพื่อให้ผู้เรียนมคี ุณภาพตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร
แกนกลางการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 (สนุ ทร สีหานาม, 2555)
การคิดวิเคราะห์เปน็ ทักษะพื้นฐานสาคัญที่ใชไ้ ด้มากในชีวติ ประจาวัน เปน็ ทักษะที่จ ะส่งผลให้
ผู้เรียนไดพ้ ัฒนาทักษะการคิดดา้ นอืน่ ๆ ท่สี ูงขึ้น ซ่งึ จะช่วยให้รู้ข้อเท็จจรงิ รู้เหตผุ ลเบื้องตน้ ของสง่ิ ทีเ่ กดิ
เขา้ ใจความเป็นมาของเหตุการณ์ เพือ่ นามาตัดสินใจแกป้ ัญหาหรอื ตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ไดถ้ ูกตอ้ ง
(มนตรี วงษ์สะพาน, 2556 อ้างถงึ ใน PRAPATSORN_P, 2558 : ออนไลน์) หากทกั ษะการคดิ ข้ันพนื้ ฐานไม่
ดพี อจะเปน็ อุปสรรคต่อการคิดขัน้ สูง ทักษะการคิดข้นั สงู และลกั ษณะการคิดต่าง ๆ มคี วามจาเปน็ ต่อการ
คิดที่ซับซอ้ นข้นึ หากผ้เู รียนได้รบั การพัฒนา กจ็ ะสามารถคิด ตดั สนิ ใจและกระทาการในเร่ืองท่ีซับซ้อนและ
ลึกซึ้งได้ดี ส่งผลใหเ้ กิดการพัฒนากา้ วหนา้ ยิ่ง ๆ ข้นึ ไป ดงั นนั้ ครูผู้สอนท้งั หลายจงึ ควรให้ความสาคัญกับการ
พัฒนาการคดิ ทุกประเภท โดยยึดพ้ืนฐานและความต้องการของผู้เรียนของตนเป็นหลัก (ทศิ นา แขมมณี ,
2554)
หากแตใ่ นสภาพการณ์การปัจจุบันการเรยี นรู้ของผ้เู รียนถกู ผูกขาดโดยการบอกของครู กระบวนการ
จดั การเรยี นรขู้ องครผู ู้สอน ทาใหผ้ เู้ รยี นไม่เกิดการฝึกทักษะการคิด ไม่สามารถตอ่ ยอดความรตู้ ่า ง ๆ ได้
ผู้เรยี นขาดการเชื่อมโยงความร้แู ละประสบการณ์เดิมท่ีเคยพบเจอ เน่ืองจากการจัดการเรยี นรู้ยงั ดาเนินการ
โดยการป้อนเน้ือหา เพ่ือใหผ้ ้เู รียนทาความเขา้ ใจ จดจาเนื้อหา แลว้ ทาแบบฝึกหัดเพื่อทบทวนควา มเข้าใจ
เท่าน้ัน ซ่งึ พฤติกรรมดังกล่าวอาจใช้ไดด้ กี ับผเู้ รียนที่มรี ะบบความรคู้ วามจาเป็นเลิศ แตไ่ ม่สามารถใช้ได้กับ
ผูเ้ รียนทกุ คน (ทศิ นา แขมมณี, 2554)
จากการสัมภาษณค์ ุณครปู ระจารายวิชา ในการจัดการเรยี นการสอน รายวิชา ส16101 สงั คมศกึ ษา
นกั เรยี นระดบั ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 พบวา่ ประสบกบั ปญั หาดา้ นการเช่ือมโยงความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งเน้ือหา
บทเรียนกับการนาความรูไ้ ปปรับใชใ้ นชวี ิตประจาวัน ดงั นั้น คณะผ้วู ิจยั จงึ ไดน้ ารูปแบบการจัดการเรียนรโู้ ดย
ใช้ประเด็นทางสังคมทเ่ี ก่ียวเน่ืองกบั วทิ ยาศาสตร์เปน็ ฐานมาใชก้ ับกลุ่มดังกล่าว เพ่ือพฒั นาทักษะกา รคิด
วเิ คราะห์ให้เปน็ ไปตามจุดม่งุ หมายของหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551
3
จากการศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ัยที่เกี่ยวขอ้ งพบว่า การจดั การเรียนรู้โดยใช้ประเดน็ ทางสังคมท่ี
เกี่ยวเนื่องกับวทิ ยาศาสตร์เปน็ ฐาน (Socio – Scientific Issue Based Learning) สามารถสง่ เสริมทักษะ
การคดิ วเิ คราะหไ์ ด้ ท้ังน้เี พราะการจดั การเรียนรู้โดยใช้ประเดน็ ทางสงั คมทีเ่ ก่ียวเนอ่ื งกับวิทยา ศาสตร์เป็น
ฐาน เปนรูปแบบการเรียนรูทพี่ ัฒนามาจากการจัดการเรยี นรูตามแนวคิดวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม
(STS) (Zeidler and others.2005: 358 อา้ งถึงใน พงศ์กรณ์ พันธโ์ุ ยศรี, 2559) มีการจัดการเรียนการ
สอนโดยศึกษาประเดน็ ซงึ่ กาลังเป็นที่ถกเถียงกันในสงั คม อันเน่ืองมาจากความแตกตางทางความคิดเห็น
เกยี่ วกับความถูกต้อง (พนิ จิ ขาวงษ์. 2551: 2 อ้างถึงใน พงศ์กรณ์ พันธ์ุโยศรี, 2559) ซงึ่ ครผู ูส้ อนต้องค้นหา
ข้อมูลจากแหลง่ ขอ้ มูลต่าง ๆ ทเ่ี ก่ียวกับประเด็นวทิ ยาศาสตร์กับสังคม เพือ่ ใชเ้ ปน็ ประเดน็ ปัญหา กระตุ้น
ผู้เรียนให้ผู้เรียนเกิดทักษะการคดิ สามารถคิดเป็น ทาเป็น และแก้ไขปัญหาได้ นอกจากนี้การใช้
แอพพลิเคชั่น Edpuzzle ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสาหรับผ้สู อนท่ชี ว่ ยในการสร้างสรรค์สื่อบทเรียนในรูปแบบ
วีดิทัศน์ (พันทิพา อมรฤทธ์ิ, 2561) ร่วมกบั การจดั การเรยี นรู้โดยใช้ประเดน็ ทางสังคมท่ีเกี่ยวเน่ืองกับ
วทิ ยาศาสตร์เป็นฐาน ยงั สามารถชว่ ยดงึ ดูดความสนใจของผเู้ รียน กระตุน้ ให้ผเู้ รยี นเกดิ ความอยากรู้อยาก
เห็นในประเด็นทางสงั คมที่เกีย่ วเนื่องกบั วิทยาศาสตร์ทผี่ ู้สอนตอ้ งการนาเสนอได้มากข้ึน
ดงั น้ันคณะผวู้ จิ ยั จึงเกิดความสนใจทจี่ ะศึกษาผลของการจดั การเรยี นรโู้ ดยใช้ประเดน็ ทา งสังคมที่
เกี่ยวเนือ่ งกบั วทิ ยาศาสตรเ์ ป็นฐาน (Socio – Scientific Issue Based Learning) รว่ มกับส่ือแอพพลิเคชั่น
Edpuzzle ทมี่ ีต่อความสามารถทางการคดิ วเิ คราะห์ในรายวชิ า ส16101 สงั คมศึกษา ของนกั เรยี นระดบั ช้ัน
ประถมศึกษาปที ี่ 6 โรงเรียนสาธติ มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น ฝา่ ยประถมศึกษา (ศกึ ษาศาสตร์) เพ่ือศึกษา
ความสามารถทางการคิดวิเคราะห์และความพึงพอใจของนักเรยี นท่ีมีต่อการจัดการเรียนร้โู ดยใช้ปร ะเด็น
ทางสงั คมทเ่ี กี่ยวเนือ่ งกับวทิ ยาศาสตรเ์ ป็นฐาน
1.2 คาถามการวจิ ัย
1.2.1 ความสามารถทางการคิดวเิ คราะห์ของนักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 6 โรงเรียนสาธิต
มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ ฝ่ายประถมศึกษา (ศกึ ษาศาสตร์) ภายหลงั การใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้
ประเดน็ ทางสังคมที่เก่ียวเนอื่ งกบั วิทยาศาสตรเ์ ป็นฐานร่วมกบั สอ่ื แอพพลิเคช่ัน Edpuzzle เปน็ อย่างไร
1.2.2 ความพึงพอใจของนักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 6 โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น ฝา่ ย
ประถมศกึ ษา (ศกึ ษาศาสตร)์ ทม่ี ตี ่อรายวิชารายวชิ า ส16101 สงั คมศกึ ษา ดว้ ยการจัดการเรียนรู้โดยใช้
ประเดน็ ทางสงั คมทเี่ ก่ยี วเนื่องกบั วิทยาศาสตรเ์ ป็นฐานร่วมกบั สือ่ แอพพลิเคช่ัน Edpuzzle เป็นอยา่ งไร
1.3 วตั ถปุ ระสงค์ในการวจิ ัย
1.3.1 เพ่ือศกึ ษาผลของการจดั การเรยี นร้โู ดยใช้ประเด็นทางสงั คมท่เี กี่ยวเน่ืองกับวิทยาศาสตร์เป็น
ฐานรว่ มกับส่อื แอพพลิเคชน่ั EDPuzzle ทมี่ ีตอ่ ความสามารถทางการคดิ วิเคราะห์ของนกั เรยี น โดยนักเรียน
ร้อยละ 80 มผี ลการทดสอบความสามารถทางการคิดวิเคราะห์รอ้ ยละ 80 ขนึ้ ไป
4
1.3.2 เพือ่ เปรียบเทยี บผลการทดสอบความสามารถทางการคดิ วิเคราะห์กอ่ นเรียนและหลังเรียน
ของนกั เรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 6 โรงเรยี นสาธติ มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ ฝา่ ยประถมศึกษา (ศึกษาศาสตร์)
ดว้ ยการจดั การเรยี นรโู้ ดยใช้ประเด็นทางสังคมที่เกีย่ วเนื่องกับวิทยาศาสตรเ์ ปน็ ฐานรว่ มกับส่ือแอพพลิเคชั่น
Edpuzzle
1.3.3 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยา ลัย
ขอนแกน่ ฝา่ ยประถมศึกษา (ศกึ ษาศาสตร)์ ท่มี ตี ่อรายวชิ ารายวชิ า ส16101 สงั คมศึกษา ด้วยการจัดการ
เรยี นรโู้ ดยใช้ประเด็นทางสงั คมทเี่ ก่ียวเน่ืองกับวิทยาศาสตร์เป็นฐานรว่ มกับสือ่ แอพพลิเคชัน่ Edpuzzle
1.4 สมมติฐานของการวจิ ัย
จากการสัมภาษณอ์ าจารย์ประจารายวชิ า ส16101 สงั คมศกึ ษา พบว่า โรงเรียนสาธติ มหาวทิ ยาลัย
ขอนแก่น ฝ่ายประถมศึกษา (ศกึ ษาศาสตร์) มีการประเมนิ ผลการทดสอบวดั ระดับความสามารถทางการ คิด
วเิ คราะหข์ องนักเรียนทัง้ หมดผา่ นเกณฑ์ทร่ี ้อยละ 60 ข้ึนไป
ผลการวิจยั ของสรุ ยี ์วลั ย์ พนั ธุระ และสมุ าลี ชกู าแพง (2561) พบว่า ประสทิ ธิภาพของแผนการจัด
กจิ กรรมการเรียนรู้แบบใชป้ ัญหาเป็นฐานร่วมกับแนวคดิ ประเด็นวทิ ยาศาสตร์กับสังคมมีปร ะสิทธิภาพ
เทา่ กับ 78.46/81.88 ซงึ่ เป็นไปตามเกณฑ์ 75/75
จากการสัมภาษณ์และศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ัยท่ีเกย่ี วข้อง การวจิ ัยในคร้ังนี้จึงมุ่งตรวจสอบ
สมมติฐานข้อท่ี 1 คอื นกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 6 (Unit F 2/1) โรงเรียนสาธิตมหาวทิ ยาลัยขอนแก่น
ฝ่ายประถมศึกษา (ศกึ ษาศาสตร)์ รอ้ ยละ 80 มผี ลการทดสอบความสามารถทางการคิดวิเคราะหร์ ้อยละ 80
ขน้ึ ไป
ผลการวจิ ยั ของกมลรัตน์ ฉิมพลี (2554 อา้ งถึงใน พงศก์ รณ์ พันธโ์ุ ยศรี, 2559) พบว่านักเรียนท่ี
เรยี นดว้ ยการเรียนรู้ตามแนวคิดประเด็นทางวทิ ยาศาสตร์และสังคม มคี ะแนนเฉล่ยี หลังจา กการ เรียนรู้
วิทยาศาสตร์ สงู กวา่ คะแนนเฉลย่ี กอ่ นเรยี นอยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิตทิ ร่ี ะดบั .05 และพินจิ ขาวงษ์ (2551
อา้ งถงึ ใน พงศ์กรณ์ พนั ธโ์ุ ยศรี, 2559) ได้กลา่ วถึงข้อดีของการเรยี นรตู้ ามแนวคดิ ประเดน็ วิทยาศาสตร์และ
สังคมว่า เปน็ วธิ ีการจดั การเรียนรทู้ ่ีทาให้ผ้เู รียนได้รวู้ ทิ ยาศาสตรจ์ ากสถานการณจ์ ริง เห็นความมอี ยู่จรงิ และ
ความเกีย่ วขอ้ งกับวิทยาศาสตรใ์ นชวี ติ จริง ส่งเสริมทักษะการคดิ วเิ คราะห์ข้ันสงู และการเรียนร้ตู ลอดชีวิต ซ่ึง
เปน็ สง่ิ จาเป็นสาหรบั การจัดการเปลย่ี นแปลงและการพัฒนาทางวิทยาศาสตรใ์ นสังคม
จากการศึกษาเอกสารและงานวจิ ัยทเี่ กีย่ วข้อง การวจิ ัยครั้งนี้จงึ มุ่งตรวจสอบสมมติฐานข้อที่ 2 คอื
นักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 6 (Unit F 2/1) โรงเรยี นสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝา่ ยประถมศึกษา
(ศกึ ษาศาสตร์) มผี ลการทดสอบความสามารถทางการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสงู กวา่ ก่อนเรียน อย่างมี
นยั สาคญั ทางสถิตทิ ่รี ะดบั .05
5
1.5 ขอบเขตของการวิจยั
1.5.1 ประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง
1) ประชากร ได้แก่ นักเรียนระดับชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสาธิตมหาวทิ ยาลยั
ขอนแกน่ ฝ่ายประถมศึกษา (ศึกษาศาสตร์) ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2562 จานวน 4 ห้องเรียน รวม
ทงั้ หมด 150 คน
2) กลุม่ ตัวอยา่ ง ได้แก่ นักเรยี นระดับชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 6 (Unit F 2/1) โรงเรียนสาธิต
มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ ฝ่ายประถมศึกษา (ศกึ ษาศาสตร์) ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2562 จานวน 35 คน
เปน็ กลมุ่ ตวั อยา่ งทใี่ ชว้ ิธกี ารสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยการจบั ฉลาก 1 ใบ จาก
ฉลากท้ังหมด 4 ใบ
1.5.2 ตวั แปรในการวจิ ยั
1) ตัวแปรตน้ ได้แก่ การจดั การเรยี นรู้โดยใชป้ ระเด็นทางสังคมท่ีเก่ียวเน่ืองกับวิทยาศาสตร์
เป็นฐาน รว่ มกับสือ่ แอพพลิเคช่นั Edpuzzle
2) ตัวแปรตาม ไดแ้ ก่ ความสามารถทางการคิดวิเคราะห์และความพึงพอใจของนักเรยี นท่มี ี
ต่อการจัดการเรยี นรู้โดยใชป้ ระเด็นทางสังคมทเ่ี กี่ยวเนื่องกบั วิทยาศาสตรเ์ ป็นฐานรว่ มกบั สื่อแอพพลเิ คชั่น
Edpuzzle
1.5.3 เน้ือหาในการวิจยั
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระท่ี 5 ภูมศิ าสตร์ หนว่ ยการ
เรียนรู้ที่ 7 เรอื่ ง ประชากรศึกษา พฒั นาชีวิต แผนการเรียนรู้ท่ี 2 เรื่อง การย้ายถ่ิน
มาตรฐาน ส 5.2 เขา้ ใจปฏิสมั พนั ธ์ระหว่างมนุษยก์ บั สภาพแวดล้อมทางกายภาพทกี่ อ่ ให้เกิด
การสร้างสรรค์วัฒนธรรม มีจิตสานึกและมสี ว่ นร่วมในการอนุรกั ษ์ทรัพยากร และส่งิ แวดลอ้ มเพอื่ การพัฒนา
ทยี่ ง่ั ยืน
ตัวชว้ี ัด ป 6/1 วิเคราะหค์ วามสมั พนั ธร์ ะหวา่ งส่งิ แวดล้อมทางธรรมชาตกิ ับสงิ่ แวดล้อมทา ง
สงั คมในประเทศ
ป 6/2 อธบิ ายการแปลงสภาพธรรมชาติในประเทศไทยจากอดีตถึงปัจจบุ ัน และผล
ที่เกิดขนึ้ จากการเปลยี่ นแปลงนัน้
ป 6/3 จดั ทาแผนการใช้ทรัพยากรในชุมชน
1.5.4 ระยะเวลาในการศึกษา ระหว่างเดอื นธันวาคม พ.ศ. 2562 – เดือนมนี าคม พ.ศ 2563
1.6 นยิ ามศัพท์เฉพาะ
1.6.1 การจดั การเรียนรโู้ ดยใช้ประเดน็ ทางสงั คมทีเ่ กี่ยวเน่ืองกบั วิทยาศาสตรเ์ ป็นฐาน หมายถงึ การ
จัดการเรียนรู้โดยการนาประเดน็ ทางสงั คมที่มีการถกเถียงกนั อนั เน่ืองมาจากความแตกต่างทางความคิดเห็น
เกี่ยวกบั ความถกู ต้องหรือแนวคิดที่เก่ยี วข้องกับวิทยาศาสตร์มานาเสนอ พรอ้ มเชื่อมโยงเข้า กับเนื้อหา
6
บทเรยี นเพื่อให้นักเรียนได้วิเคราะห์และอภิปรายเก่ยี วกบั ประเดน็ เหลา่ นั้น โดยขนั้ ตอนการจดั การเรียนรู้มี 4
ขัน้ ตอน ไดแ้ ก่ ขน้ั การเตรยี มการ ขน้ั พฒั นาทักษะ ข้ันการอภปิ ราย และขน้ั ประเมิน
1.6.2 แอพพลิเคชั่น Edpuzzle หมายถึง เทคโนโลยีสาหรับผู้สอนท่ีช่วยในการสร้างสรรคส์ อ่ื
บทเรยี นในรูปแบบวีดิทศั น์ โดยผู้สอนสามารถออกแบบเน้ือหา รวมถงึ การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้ได้
ทนั ที โดยสามารถแทรกคาถาม หรือเพม่ิ ขอ้ ความได้ระหว่างการดวู ิดที ัศน์
1.6.3 การจัดการเรียนรู้โดยใช้ประเด็นทางสังคมที่เก่ียวเนื่องกับวทิ ยาศาสตร์เป็น ฐา นร่วมกับ
แอพพลิเคชน่ั Edpuzzle หมายถงึ การจัดการเรยี นรโู้ ดยการนาประเด็นทางสังคมที่มีความเกี่ยวเนื่องกับ
วิทยาศาสตรซ์ งึ่ เป็นประเดน็ ปัญหาที่เกิดขึน้ มาเชือ่ มโยงเขา้ กบั เนือ้ หาบทเรยี นเพ่อื ใหน้ ักเรียนวิเครา ะห์และ
อภปิ รายเก่ยี วกับประเดน็ เหลา่ นน้ั โดยมขี ั้นตอนการจดั การเรยี นรู้ 4 ขัน้ ได้แก่
ขั้นที่ 1 ขัน้ เตรียมการ คือ ขน้ั ทีค่ รูใช้สอื่ การเรยี นร้ใู นการนาเสนอประเด็นทางสังคมท่ีกา ลัง
เปน็ ที่สนใจในปัจจบุ นั แลว้ เชอ่ื มโยงประเดน็ นนั้ กับความรใู้ นรายวชิ าทีส่ อน ในข้ันตอนน้ผี ้สู อนมกี ารนาเสนอ
ประเด็นทางสงั คมทีม่ ีความเก่ียวเนื่องกับวิทยาศาสตร์ซ่ึงเป็นประเดน็ หรือปัญหาท่ีเกิดข้นึ โดยการนาเสนอ
วดิ ที ัศน์ผา่ นแอพพลิเคช่ัน Edpuzzle
ข้นั ที่ 2 ขน้ั พฒั นาทกั ษะ คอื การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ทีใ่ ห้นักเรียนได้สบื คน้ ขอ้ มูลจากแหลง่
ต่าง ๆ ซึ่งครไู ดม้ กี ารมอบหมายให้นักเรียนศึกษาคน้ ควา้ เร่อื ง สาเหตุของการเคล่ือนย้ายปร ะชากรจา ก
ชนบทไปสเู่ มืองใหญผ่ า่ นแอพพลเิ คชนั่ Edpuzzle
ขัน้ ที่ 3 ขั้นการอภิปราย คือ การให้นักเรยี นนาข้อมูลจากหลักฐานท่นี า่ เช่อื ถอื ซ่งึ เป็นประเดน็
ทศี่ ึกษาและมคี วามเก่ยี วเน่อื งกบั วทิ ยาศาสตร์มาใชใ้ นการอภิปรายรว่ มกนั
ขนั้ ท่ี 4 ขั้นประเมนิ คอื การตดั สนิ ใจและการให้เหตผุ ลจากการนาเสนอผลงานและการแสดง
ความคิดเห็นทเี่ กย่ี วขอ้ งกับประเดน็ ทางสังคมและวทิ ยาศาสตร์
1.6.4 ความสามารถทางการคดิ วิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการจาแนก แยกแยะเรื่องราว
หรือเหตกุ ารณแ์ ละหาความสมั พันธ์ระหวา่ งองคป์ ระกอบเหลา่ นั้นอยา่ งมีเหตุผล โดยการวดั ความสามารถใน
การคิดวิเคราะหน์ ้ันพิจารณาองคป์ ระกอบ 3 ดา้ น คือ การวิเคราะหค์ วามสาคญั การวเิ คราะห์ความสมั พันธ์
และการวเิ คราะหห์ ลักการ ซึ่งวัดได้จากการทาแบบทดสอบวดั ความสามารถทางการคิดวเิ คราะห์ รายวิชา
ส16101 เรือ่ ง การย้ายถิ่น เป็นแบบปรนยั ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลอื ก จานวน 10 ขอ้
1.6.5 ความพึงพอใจ หมายถงึ ความรสู้ ึกนกึ คิดของนกั เรยี น ทม่ี ตี ่อการจัดการเรียนรโู้ ดยใช้ประเด็น
ทางสงั คมที่เกีย่ วเน่ืองกบั วิทยาศาสตรเ์ ป็นฐาน ร่วมกับแอพพลเิ คช่นั Edpuzzle
7
1.7 ประโยชน์ที่ได้รบั
1.7.1 นกั เรียนได้ฝึกทกั ษะการคดิ วเิ คราะห์ สามารถศึกษาคน้ ควา้ หาขอ้ มูลและเชือ่ มโยงองค์ความรู้
กับปรากฏการณท์ พ่ี บเห็นไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
1.7.2 นักเรยี นมคี วามกล้าแสดงออก สามารถแสดงความคิดเห็นผ่านกระบวนการอภิปร ายใน
ประเดน็ ปญั หาทีเ่ กดิ ขนึ้ ได้อยา่ งมเี หตผุ ล
1.7.3 นักเรียนสามารถนาเทคโนโลยใี หม่ ๆ ท่ีเกิดขึ้นมาใชใ้ นการเรียนรู้และสามารถนาเอาไปปรบั
ใช้ในชีวิตประจาวันไดอ้ ย่างเกดิ ประโยชน์สงู สุด
1.7.4 ครูทส่ี นใจสามารถนาผลการวจิ ยั ในคร้งั นี้ไปใช้เป็นแนวทางในการพฒั นารูปแบบการเรียนการ
สอนในกลุ่มสาระสังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรมและกลุ่มสาระการเรยี นรู้อ่นื ๆ ในสถานศึกษา
8
บทท่ี 2
เอกสารและงานวิจยั ท่ีเกย่ี วข้อง
ผลการจดั การเรียนรโู้ ดยใช้ประเด็นทางสังคมท่ีเกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เป็นฐาน (Socio – Scientific
Issue Based Learning) ร่วมกบั สอื่ แอพพลเิ คชน่ั Edpuzzle ทม่ี ตี อ่ ความสามารถทางการคิดวิเคราะห์ในรายวิชา
ส16101 สังคมศึกษา ของนักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่าย
ประถมศึกษา (ศกึ ษาศาสตร์) คณะผวู้ จิ ยั ได้ศึกษาเอกสารและงานวจิ ัยตา่ ง ๆ ที่เก่ียวขอ้ ง ดังตอ่ ไปนี้
1. หลกั สูตรสถานศึกษาโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น (ศกึ ษาศาสตร)์ ระดับช้ันประถมศึกษาปที ่ี 6
2. การเรียนรูต้ ามแนวคิดประเดน็ วิทยาศาสตรแ์ ละสังคม
2.1 ความหมายของแนวคิดประเดน็ วิทยาศาสตรแ์ ละสงั คม
2.2 ความสาคัญของแนวคิดประเดน็ วิทยาศาสตร์และสงั คม
2.3 เปา้ หมายของแนวคิดประเด็นวิทยาศาสตรแ์ ละสงั คม
2.4 ลักษณะของการจัดการเรยี นรู้
2.5 ขน้ั ตอนการจดั การเรียนรู้
3. แนวคดิ และทฤษฎที ่ีเกี่ยวข้องกบั สอ่ื แอพพลเิ คชนั่ Edpuzzle
4. การจดั การเรียนรโู้ ดยใช้ประเดน็ ทางสังคมทเี่ กย่ี วเนอื่ งกับวิทยาศาสตรเ์ ปน็ ฐานรว่ มกับ
แอพพลเิ คชน่ั Edpuzzle
5. แนวคิดและทฤษฎที ่เี กย่ี วข้องกบั การคิดวิเคราะห์
5.1 ความหมายของการคดิ วเิ คราะห์
5.2 องค์ประกอบของการคดิ วิเคราะห์
5.3 ประโยชนข์ องการคิดวิเคราะห์
5.4 การวัดและการประเมนิ ผลการคิดวเิ คราะห์
6. แนวคิดและทฤษฎที ่เี กย่ี วขอ้ งกบั ความพึงพอใจ
6.1 ความหมายของความพงึ พอใจ
6.2 การวัดระดับความพึงพอใจ
7. งานวิจัยท่เี กยี่ วขอ้ ง
8. กรอบแนวคิดในการวิจยั
โดยมีรายละเอียดดงั นี้
9
1. หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น (ศึกษาศาสตร์) ระดับชั้น
ประถมศกึ ษาปีที่ 6
1.1 สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้
สาระท่ี 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม
มาตรฐาน ส 1.1 รู้ และเข้าใจประวัติ ความสาคัญ ศาสดา หลักธรรมของ
พระพุทธศาสนาหรอื ศาสนาท่ตี นนบั ถอื และศาสนาอน่ื มีศรทั ธาที่ถกู ต้อง ยดึ มนั่ และปฏบิ ัติตามหลักธรรม
เพอื่ อยู่ร่วมกันอย่างสนั ติสุข
มาตรฐาน ส 1.2 เขา้ ใจ ตระหนกั และปฏิบตั ิตนเปน็ ศาสนกิ ชนท่ีดี และธารงรักษา
พระพุทธศาสนาหรอื ศาสนาที่ตนนับถือ
สาระท่ี 3 เศรษฐศาสตร์
มาตรฐาน ส 3.1 เข้าใจและสามารถบริหารจัดการทรพั ยากรในการผลิตและการ
บรโิ ภคการใช้ ทรัพยากรที่มีอยู่จากัดไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธภิ าพและคุ้มคา่ รวมทงั้ เข้าใจหลกั การของเศรษฐกิจพอเพียง
เพือ่ การดารงชีวิตอยา่ งมดี ลุ ยภาพ
มาตรฐาน ส 3.2 เขา้ ใจระบบ และสถาบันทางเศรษฐกจิ ต่าง ๆ ความสมั พันธ์ ทาง
เศรษฐกจิ และความจาเปน็ ของการร่วมมอื กันทางเศรษฐกิจในสังคมโลก
สาระท่ี 5 ภูมศิ าสตร์
มาตรฐาน ส 5.1 เข้าใจลกั ษณะของโลกทางกายภาพ และความสมั พนั ธข์ องสรร พส่ิง
ซง่ึ มผี ล ตอ่ กนั และกนั ในระบบของธรรมชาติ ใชแ้ ผนทแี่ ละเครือ่ งมือทางภูมิศาสตร์ ในการคน้ หาวเิ คราะห์
สรุป และใช้ขอ้ มูลภูมิสารสนเทศอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
มาตรฐาน ส 5.2 เขา้ ใจปฏสิ มั พันธ์ระหวา่ งมนุษยก์ บั สภาพแวดล้อมทางกายภาพท่ี
กอ่ ใหเ้ กิดการสร้างสรรคว์ ัฒนธรรม มจี ิตสานกึ และมีสว่ นร่วมในการอนุรักษ์ ทรพั ยากรและสง่ิ แวดลอ้ ม
เพ่อื การพฒั นาทีย่ ่ังยืน
1.2 คณุ ภาพผเู้ รียน
จบชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6
ได้เรยี นรูเ้ ร่อื งของจงั หวดั ภาค และประทศของตนเอง ท้งั เชิงประวัติศาสตร์ ลักษณะ
ทางกายภาพ สังคม ประเพณี และวัฒนธรรม รวมทง้ั การเมืองการปกครอง สภาพเศรษฐกิจโดยเน้น
ความเป็นประเทศไทย
ได้รับการพฒั นาความรูแ้ ละความเขา้ ใจ ในเรอื่ งศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม ปฏบิ ตั ิตน
ตามหลักคาสอนของศาสนาท่ีตนนับถอื รวมทั้งมสี ่วนร่วมศาสนพธิ ี และพิธกี รรมทางศาสนามากยง่ิ ขึน้
ไดศ้ ึกษาและปฏิบัติตนตามสถานภาพ บทบาท สิทธิหน้าท่ใี นฐานะพลเมืองดีของ
ท้องถิ่น จังหวดั ภาค และประเทศ รวมทั้งได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมตามขนบธรรมเนียมประเพณี
วฒั นธรรม ของทอ้ งถิน่ ตนเองมากยิง่ ขนึ้
10
ไดศ้ ึกษาเปรยี บเทียบเรอ่ื งราวของจังหวัดและภาคต่างๆของประเทศไทยกับประเทศ
เพือ่ นบ้าน ไดร้ บั การพัฒนาแนวคิดทางสังคมศาสตร์ เกีย่ วกับศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม หน้าที่
พลเมอื ง เศรษฐศาสตร์ ประวัตศิ าสตร์ และภูมศิ าสตร์เพื่อขยายประสบการณ์ไปสู่การทาควา มเข้าใจ
ในภูมภิ าค ซกี โลกตะวันออกและตะวันตกเกี่ยวกับศาสนา คุณธรรม จริยธรรม คา่ นิยมความเช่ือ
ขนบธรรมเนยี ม ประเพณี วัฒนธรรม การดาเนินชีวิต การจดั ระเบยี บทางสังคม และการเปลย่ี นแปลง
ทางสงั คมจากอดีตสู่ปจั จบุ ัน
1.3 ตวั ช้วี ัดและสาระการเรียนรแู้ กนกลาง
สาระท่ี 5 ภูมิศาสตร์
มาตรฐาน ส 5.1 เขา้ ใจลกั ษณะของโลกทางกายภาพ และความสมั พันธข์ องสรรพส่งิ ซึ่ง
มีผลตอ่ กนั และกัน ในระบบของธรรมชาติ ใช้แผนทแ่ี ละเครอ่ื งมอื ทางภูมิศาสตรใ์ นการคน้ หา วิเคราะห์
สรปุ และใชข้ อ้ มลู ภมู ิสารสนเทศอยา่ งมีประสิทธภิ าพ
ชนั้ ตวั ช้ีวัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ป.6 1. ใช้เครือ่ งมือทางภมู ิศาสตร์ (แผนที่ เครือ่ งมือทางภูมิศาสตร์ (แผนท่ี ภาพถ่าย
ภาพถ่ายชนดิ ต่าง ๆ) ระบุลกั ษณะสาคัญ ชนิดตา่ ง ๆ ) ท่ีแสดงลักษณะทางกายภาพ
ทางกายภาพและสังคมของประเทศ ของประเทศ
2. อธบิ ายความสมั พันธร์ ะหว่าง ความสมั พันธ์ระหว่างลักษณะทาง
ลักษณะทางกายภาพกบั ปรากฏการณ์ กายภาพกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
ทางธรรมชาติของประเทศ ของประเทศ เช่น อุทกภยั แผน่ ดินไหว
วาตภัย
ภูมลิ ักษณท์ ีม่ ีต่อภูมิสังคมของประเทศไทย
มาตรฐาน ส 5.2 เขา้ ใจปฏสิ มั พันธ์ระหวา่ งมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทางกายภาพท่ี
กอ่ ใหเ้ กดิ การสรา้ งสรรคว์ ฒั นธรรม มจี ติ สานึกและมสี ว่ นร่วมในการอนรุ กั ษท์ รัพยากร และสิง่ แวดลอ้ ม เพอ่ื
การพัฒนาท่ีย่ังยืน
ช้นั ตวั ชว้ี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ป.6 1. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ กับส่ิงแวดล้อม
สงิ่ แวดล้อมทางธรรมชาติกบั ส่งิ แวดล้อม ทางสังคมในประเทศ
ทางสังคมในประเทศ ความสัมพันธ์และผลกระทบ
11
ช้ัน ตัวชีว้ ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
2. อธบิ ายการแปลงสภาพธรรมชาตใิ น ผลทีเ่ กดิ จากการปรับเปลย่ี น หรือดดั แปลง
ประเทศไทยจากอดีตถงึ ปัจจบุ ัน และผล สภาพธรรมชาติในประเทศจากอดีต ถึง
ท่เี กดิ ขนึ้ จากการเปลีย่ นแปลงนน้ั ปัจจบุ นั และผลทเี่ กิดขน้ึ (ประชากร
เศรษฐกิจ สังคม อาชีพ และวฒั นธรรม)
3. จดั ทาแผนการใช้ทรัพยากรในชมุ ชน แนวทางการใชท้ รพั ยากรของคนในชมุ ชน
ใหใ้ ชไ้ ด้นานขน้ึ โดยมีจิตสานึกรคู้ ณุ ค่าของ
ทรพั ยากร
แผนอนรุ กั ษท์ รยั ากรในชุมชน หรอื แผน
อนุรกั ษ์
5
5.1 5.2
1.
1. (
) 2.
2.
3.
12
คาอธิบายรายวชิ า
ส 16101 สงั คมศึกษา รายวิชาพ้นื ฐาน
กลมุ่ สาระการเรยี นรสู้ งั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
ระดับชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 เวลา 36 ชั่วโมง
ศกึ ษา เรยี นรู้ ความสาคญั ของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาทีต่ นนับถอื พุทธประวัติ พุทธสาวก
พุทธสาวิกา ชาดก ศาสนิกชนตวั อยา่ ง พระรตั นตรยั ไตรสิกขาหลกั ธรรมโอวาท ๓ พทุ ธศาสนสุภาษิต
ตวั อย่าง การทาความดขี องบุคคลในประเทศตามหลักศาสนา การมสี ติ สวดมนต์แผเ่ มตตา การบริหาร
จติ เจรญิ ปัญญา มีสติท่ีเปน็ พน้ื ฐานของสมาธใิ นพุทธศาสนาหรอื การพัฒนาจติ ตามแนวของศาสนาที่ตน นับ
ถอื การปฏิบตั ติ นตามหลักธรรมของศาสนาท่ตี นนับถือ เพ่อื แกป้ ัญหาอบายมขุ และสิง่ เสพตดิ หลักความ
สาคัญของศาสนาอื่น ๆ ลักษณะสาคญั ของศาสนพิธี พธิ ีกรรมของศาสนาอืน่ ๆ และการปฏิบัติตนที่
เหมาะสมเมอื่ ตอ้ งเขา้ รว่ มพธิ ี ความรู้เบ้อื งต้นเกี่ยวกับสถานที่ต่าง ๆ ภายในศาสนสถาน และการปฏบิ ัติตน
อย่างเหมาะสม การมมี ารยาทของความเป็นศาสนกิ ชนทีด่ ี ประโยชนข์ องการเขา้ ร่วมพิธกี รรม และกจิ กรรม
ในวนั สาคัญทางศาสนา และการปฏิบัตติ นทถี่ กู ตอ้ ง การแสดงตนเปน็ พทุ ธมามกะ หรอื การแสดงตนเป็น
ศาสนิกชนของศาสนาทตี่ นนับถอื และในทอ้ งถนิ่
ศึกษา เรียนรู้ บทบาทของผู้ผลติ ที่มีความรับผิดชอบ มีทัศนะในการใชท้ รัพยากรอย่างมี
ประสทิ ธิภาพและประสิทธิผล บทบาทของผู้บริโภคที่ดี ผบู้ ริโภคทบ่ี กพร่อง คณุ ค่าและปร ะโยชน์ของ
ผูบ้ รโิ ภคท่รี ูเ้ ทา่ ทนั ทม่ี ตี อ่ ตนเอง ครอบครัวและสังคม ประโยชนข์ องการใชท้ รพั ยากรที่ยั่งยนื ความหมาย
และความจาเป็นของทรพั ยากร หลกั การและวธิ กี ารใช้ทรัพยากรใหเ้ กดิ ประโยชน์สูงสดุ วิธกี ารสรา้ งจติ สานกึ
ใหค้ นในทอ้ งถนิ่ และในประเทศชาติร้คู ุณคา่ ของทรัพยากรท่มี ีอยู่อย่างจากัด การวางแผนการใชท้ รัพยากร
โดยประยกุ ต์ เทคนคิ และวิธีการใหม่ ๆ ใหเ้ กิดประโยชน์ต่อสังคม ท้องถน่ิ ความสัมพันธ์ร ะหว่างผู้ผ ลิต
ผูบ้ ริโภค ธนาคาร และรัฐบาลที่มีตอ่ ระบบเศรษฐกิจ แผนผังแสดงความสัมพันธ์ของหนว่ ยเศรษฐกจิ ภาษี
และหนว่ ยงานทจ่ี ดั เก็บภาษี สทิ ธขิ องผ้บู ริโภค สทิ ธขิ องผใู้ ช้แรงงานในจังหวัดและประเทศ การหารายได้
รายจ่าย การออก การลงทุน ซ่ึงแสดงความสมั พันธ์ระหวา่ งผูผ้ ลติ ผู้บรโิ ภคและรฐั บาล การรวมกลมุ่ เชิง
เศรษฐกิจเพื่อประสานประโยชน์ ในทอ้ งถ่ิน
ศกึ ษา เรียนรู้ การใชเ้ คร่อื งมือทางภูมิศาสตร์ท่แี สดงลกั ษณะทางกายภาพของประเทศ ความ
สัมพนั ธ์ระหวา่ งลักษณะทางกายภาพกบั ปรากฏการณท์ างธรรมชาติของประเทศ ภมู ิลักษณท์ ่มี ีตอ่ ภูมิสังคม
ของท้องถ่นิ และประเทศไทย สิง่ แวดล้อมทางธรรมชาตกิ ับส่งิ แวดล้อมทางสังคมในท้องถ่ินและในประเทศ
ความสัมพันธ์ ผลกระทบ และผลที่เกิดจากการปรบั เปลี่ยนและผลท่ีเกิดขน้ึ ด้านประชากร เศรษฐกิจ
สังคม อาชีพและวฒั นธรรม แนวทางการใชท้ รพั ยากรของคนในชมุ ชน
13
โดยใช้กระบวนการเรียนรู้และเทคโนโลยีในการสืบเสาะหาความรู้ สบื ค้นข้อมลู รวบรวมข้อมูล
สงั เกต จาแนก เปรียบเทยี บ วเิ คราะห์ บันทึก อธบิ าย อภิปราย สรุป นาเสนอ ยกตวั อยา่ ง เลือกใช้
เครื่องมือ เข้าร่วมกจิ กรรม แสดงความเคารพ และฝกึ ปฏิบัติ เพ่ือให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้ าใจ
สามารถนาเสนอส่ือสารสิง่ ท่เี รยี นรู้
ชื่นชมการทาความดขี องบคุ คล เห็นคุณค่าของการพัฒนาจิต แบบอยา่ งการดาเนนิ ชีวติ ท่ดี ี
คุณค่าของวฒั นธรรมไทย การนาความรไู้ ปใช้ประโยชนใ์ นชีวติ ประจาวนั มจี ติ สาธารณะทีม่ งุ่ ทาปร ะโยชน์
และสร้างสิ่งท่ีดงี ามในสงั คมและท้องถิ่น มีคุณธรรมและคา่ นิยมทเี่ หมาะสม
รหัสตวั ชี้วดั
ส 1.1 ป 6/1 ป 6/2 ป 6/3 ป 6/4 ป 6/5 ป 6/6 ป 6/7 ป 6/8 ป 6/9
ส 1.2 ป 6/1 ป 6/2 ป 6/3 ป 6/4
ส 3.1 ป 6/1 ป 6/2 ป 6/3
ส 3.2 ป 6/1 ป 6/2
ส 5.1 ป 6/1 ป 6/2
ส 5.2 ป 6/1 ป 6/2 ป 6/3
รวม 23 ตวั ชวี้ ัด
1.4 โครงสร้างรายวชิ า
ภาคเรยี นที่ 2
สปั ดาหท์ ี่ ชอื่ หนว่ ย ตัวชี้วดั และมาตรฐานการ สาระการเรยี นรู้ เวลา
การเรยี นรู้ เรียนรู้ (คาบ)
1-6 หนว่ ยการ ส 1.1 ป 6/1 ป 6/2 - หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา 6
หลกั ธรรมนาความสุข เรยี นรู้ที่ 5 ป 6/3 ป 6/4 ป 6/5 - พทุ ธศาสนาสภุ าษิต
- การเจริญสติและสมาธภิ าวนา
ป 6/6 ป 6/7 ป 6/8 - พธิ กี รรมทางศาสนา
ป 6/9
ส 1.2 ป 6/1 ป 6/2
ป 6/3 ป 6/4
14
สปั ดาห์ที่ ชื่อหน่วย ตัวชว้ี ดั และมาตรฐานการ สาระการเรยี นรู้ เวลา
การเรียนรู้ เรียนรู้ (คาบ)
7-10 หน่วยการ ส.5.1 ป 6/2 - วฒั นธรรม 4
เรียนรทู้ ่ี 6 ส 5.2 ป 6/1 ป 6/2 - ประเพณี
- ภูมปิ ัญญาท้องถิน่
ศิลปวัฒนธ - สอบท้ายหน่วยการเรียนรู้
รรมไทย
และภมู ิ
ปัญญา
ทอ้ งถน่ิ
11-14 หน่วยการ ส 5.2 ป 6/1 ป 6/2 - ความรู้ทวั่ ไป 3
เรียนร้ทู ี่ 7 ป 6/3 - การย้ายถนิ่
- แนวทางป้องกันและแกไ้ ขปญั หา
ประชากร
ศกึ ษา ประชากร
พฒั นาชีวิต - แบบทดสอบท้ายหน่วยการเรียนรู้
14-17 หนว่ ยการ ส 3.1 ป 6/1 ป 6/2 ป 6/3 - บทบาทผ้ผู ลติ และผู้บรโิ ภค 4
เศรษฐศาสตรน์ า่ รู้ เรยี นรู้ท่ี 8 ส 3.2 ป 6/1 ป 6/2 - การใชท้ รพั ยากรอยา่ งยงั่ ยนื 1
- ความสัมพันธร์ ะหว่างผู้ผลติ กับ
18 สอบปลาย
ภาคปลาย ผบู้ ริโภค
- การออมและการลงทนุ
- ภาษี
- การรวมกลมุ่ ทางเศรษฐกจิ ภายใน
ท้องถ่ิน
- เนือ้ หาท้งั 4 หน่วยการเรียนรู้
15
2. การเรยี นร้ตู ามแนวคดิ ประเดน็ ทางวิทยาศาสตร์และสังคม
2.1 ความหมายของแนวคดิ ประเดน็ วทิ ยาศาสตร์และสังคม
พนิ จิ ขาวงษ์ (2551 : 1) ได้สรปุ ความหมายของประเด็นทางสังคมที่เก่ียวเน่ืองกับ
วิทยาศาสตร์ (Socioscientific Issues) ไวว้ า่ เป็นประเดน็ ที่กาลังถกเถยี งกนั ในสงั คมอนั เนอื่ งมาจากความ
แตกต่างทางความคิดเหน็ เกย่ี วกบั ความถูกต้อง ความเหมาะสมของแนวคิด กระบวนการและเทคโนโลยีทาง
วทิ ยาศาสตร์ (Sadler. 2002) ท้ังน้ีเน่อื งจากความกังวลและไม่แน่ใจในความปลอดภยั และผลกระทบของ
เทคโนโลยี และความก้าวหน้าทางวทิ ยาศาสตรท์ ีอ่ าจมตี ่อชีวิต สังคม เศรษฐกจิ และสิง่ แวดล้อม ก่อให้เกิด
การโตแ้ ย้งทางความคิดขึ้นภายในสังคม ซ่ึงในอนาคตประเดน็ เช่นน้ีมีแนวโน้มที่มากขึ้น พร้อม ๆ ไปกับ
ความเจรญิ กา้ วหนา้ ทางวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีทพี่ ฒั นาไปอยา่ งรวดเรว็
Kolsto (2001 อ้างถึงใน ภาวิณี รัตนคอน, ม.ป.ป.) ได้ให้ความหมายของประเด็น
ปัญหาทางสังคมที่เกย่ี วข้องกบั วทิ ยาศาสตร์ (Socioscientific Issues; SSI) ไวว้ ่า เปน็ การนาเสน อมิติที่
หลากหลายทางสงั คมทเี่ กีย่ วข้องหรือสัมพันธ์กับวทิ ยาศาสตร์ ด้วยแนวคดิ กระบวนการหรอื เทคโนโลยี และ
Lewis (2003 : unpaged) ได้กล่าววา่ การใชป้ ระเด็นปัญหาทางสังคมท่ีเกี่ยวข้องกับวิทยา ศา สตร์เป็น
วธิ ีการจดั การเรยี นรู้ท่ที าให้ผู้เรยี นไดร้ ู้วิทยาศาสตรจ์ ากสถานการณ์ในชวี ิตจรงิ และเห็นความมีอยู่จริงและ
ความเกย่ี วข้องของวิทยาศาสตร์ในชีวิตจรงิ ส่งเสริมความสามารถทางการคิดวิเคราะห์ข้นั สูงและการเรียนรู้
ตลอดชวี ติ (Life-long Learning) ซึง่ เปน็ ส่ิงจาเปน็ สาหรบั การจัดการกบั การเปลยี่ นแปลงและการ พัฒนา
ทางวทิ ยาศาสตร์ในสงั คม สอดคลอ้ งกับ Sadler (2004) ทกี่ ลา่ ววา่ การเรยี นโดยใช้ประเด็นปัญหาสังคมที่
เก่ยี วขอ้ งกับการใชว้ ทิ ยาศาสตร์ เป็นการเรียนท่เี น้นพัฒนาศักยภาพของผู้เรยี นให้มกี ารตัดสินใจภายใต้การ
ใช้เหตุผลเชงิ วทิ ยาศาสตรท์ ี่ใชศ้ ลี ธรรมและหลกั คณุ ธรรมเข้ามารว่ มในการตัดสินใจ
จากการศึกษาสรุปไดว้ ่า ประเดน็ ทางสงั คมทเ่ี กีย่ วเนือ่ งกบั วทิ ยาศาสตร์
(Socioscientific Issues) หมายถงึ ประเด็นทม่ี ีการถกเถียงกันอนั เน่ืองมาจากความแตกต่างทางควา มคิด
เหน็ เก่ยี วกบั ความถกู ต้องหรือแนวคิดทีเ่ ก่ยี วข้องกบั กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ โดยประเด็นปัญหา ที่
เกิดขึ้นมกั ไดร้ ับอิทธิพลมาจากปัจจยั ทางสังคม อาทิ ปจั จยั ทางการเมืองและเศรษฐกิจ เปน็ ปัญหาทถ่ี ูกระบุ
ขน้ึ ดว้ ยคาถามปลายเปดิ ไมไ่ ดม้ ีคาตอบหรอื ขอ้ สรุปท่ชี ดั เจน เปน็ การเรยี นทีเ่ นน้ พฒั นาศักยภาพของผู้เรียน
ใหม้ ีการตดั สนิ ใจภายใต้การใช้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ทใี่ ชศ้ ีลธรรมและหลักคุณธรรมเข้า มาร่วมในการ
ตัดสินใจ
16
2.2 ความสาคัญของแนวคิดประเด็นทางวทิ ยาศาสตร์และสังคม
พงศก์ รณ์ พนั ธุโ์ ยศรี (2559) ได้กล่าวถึงความสาคญั ของแนวคดิ ประเดน็ วิทยา ศาสตร์
และสงั คมว่า ในประเทศอังกฤษและประเทศอุตสาหกรรมตา่ ง ๆ มีการนาประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเน่ืองกับ
วิทยาศาสตร์มาใช้ในการจดั การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตงั้ แต่ก่อน ปีค.ศ. 1970 และยงั คงใช้มาอยา่ งต่อเนื่อง
(Jenkins, 1990) ซึ่งการจดั การเรียนรูโ้ ดยใชป้ ระเด็นทางสังคมท่เี กย่ี วเนื่องกบั วิทยาศาสตรน์ ี้ มีท่มี าจากการ
จดั การเรยี นรตู้ ามแนวคดิ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสงั คม (Science, Technology and Society (STS)
Approach) ท่เี นน้ การนาประเด็นท่อี ยูใ่ นความสนใจของประชาชนมาบรู ณาการดา้ นสังคม สิ่งแวดล้อม และ
เทคโนโลยีเข้าไปในหลกั สูตรวทิ ยาศาสตร์ ต่อมาได้เกิดกระแสความตระหนกั เกีย่ วกับสิ่งแวดลอ้ ม นัก
การศึกษาจงึ ได้เพิ่มจุดเน้นด้านสงิ่ แวดลอ้ มเขา้ ไปในการจัดการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ ตามแนววิทยาศาสตร์
เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม (Science, Technology, Society and Environment (STSE)
Approach) ซึง่ นามาใชใ้ นการจัดการเรียนรูใ้ นประเทศแคนาดาอยา่ งกวา้ งขวาง (Hodson, 2003)
การจัดการเรียนรู้ตามแนวคดิ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม ( STS) และการ
จัดการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ ตามแนววทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และส่งิ แวดล้อม (STSE) ไม่ไดเ้ น้นการ
สนทนาและโตแ้ ย้ง อันนาไปสกู่ ารคิดตัดสินใจ ทอ่ี ยู่บนพ้ืนฐานของหลกั การทางจริยธรรม (Zeidler and
Keefer, 2003) ดงั น้ันจึงเกดิ กระแสผลกั ดันใหน้ าประเด็นปัญหาสังคมที่เกี่ยวข้องกับการใช้วิทยาศาสตร์ มา
ใช้ในการจัดการเรียนรใู้ นห้องเรียน เพอ่ื พัฒนาศกั ยภาพของนักเรียนให้มีการตัดสนิ ใจภายใต้การใช้เหตุผล
เชงิ วิทยาศาสตร์และหลักคุณธรรมจริยธรรม (Sadler, 2004) ปจั จุบนั การนาเอาการจัดการเรียนรู้โดยใช้
ประเดน็ ทางสงั คมท่ีเก่ยี วเน่อื งกับวิทยาศาสตร์ได้รับการยอมรับจากนกั การศึกษาหลายประเทศด้วยกนั ซ่ึง
โดยภาพรวมของการเปล่ยี นแปลงกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ความสมั พันธท์ างประวัติศาสตร์ และ
แนวคิดเกยี่ วกบั การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ท่เี กี่ยวเน่อื งกับสังคม
2.3 เป้าหมายของแนวคดิ ประเดน็ วทิ ยาศาสตร์และสังคม
พินิจ ขาวงษ์ (2551 : 2) ไดส้ รุปวตั ถปุ ระสงค์ของการประยุกตใ์ ชป้ ระเด็นทางสังคมท่ี
เกีย่ วเนอ่ื งกบั วิทยาศาสตร์ไว้ ดงั น้ี จดุ มุ่งหมายหลกั ของการประยุกตใ์ ช้ประเดน็ ทางสังคมทีเ่ ก่ียวเน่ืองกับ
วทิ ยาศาสตรใ์ นการเรยี นวิทยาศาสตร์ คอื เปน็ เคร่ืองมอื ที่ชว่ ยใหก้ ารเรียนรู้วิทยาศาสตร์เปน็ การเรียนรู้ที่มี
ความหมายและสอดคล้องกับชีวิตจริงของผู้เรียน (Sadler,Zeidler. 2003) โดยการคน้ คว้า อภิปรา ยให้
เหตผุ ลและตัดสนิ ใจเกี่ยวกับประเด็นทน่ี ามาศกึ ษาผลที่ได้รับตามมาคือการส่ งเสริมและพัฒนา ผู้เรียน ให้
สามารถรับมือและจัดการกับประเด็นท่ีเก่ียวข้องกับวิทยาศาสตร์ซ่งึ มีผลตอ่ ผเู้ รยี นเองท้ังในปัจ จุบัน และ
อนาคตเป็นประชากรที่มีคุณภาพความรับผิดชอบต่อสงั คมและสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์
ในชีวิตจริงได้ (Driver et al. 2000 ; Kolsto. 2001)
17
จากการศกึ ษาจากเอกสารและรายงานการศึกษาตา่ ง ๆ พบวา่ ได้มีการนาประเด็นทาง
สังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์ไปใช้เพือ่ จุดประสงค์ในการสรา้ งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ของผเู้ รียนในหลาย ๆ ดา้ น ซง่ึ สรุปไดด้ งั นี้
1. สง่ เสรมิ ทักษะในหลาย ๆ ดา้ น เชน่ ทักษะการคดิ ขน้ั สูง (Pedretti. 1999 Lewis.
2003) ทักษะในการตดั สนิ ใจและลงความเห็น (Lewis. 2003) ทักษะและความสามารถในการอภปิ รายอย่าง
เป็นเหตุเป็นผลโดยมีหลักการทางวิทยาศาสตรแ์ ละมีหลักฐานประกอบ ( Sadler. 2000 ; Sadler and
Zeidler. 2003) ทกั ษะการตคี วามเพื่อประเมินคุณคา่ และความน่าเช่ือถือของข้อมูลและข่าวสาร ท่ีมีอยู่
(Sadler. 2000 ; Sadler and Zeidler. 2003) ทักษะการตงั้ คาถามและตอบคาถาม (Pedretti. 1999)
2. สร้างเสริมความเขา้ ใจตัวแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ท่ีเกี่ยวข้องกับปร ะเด็นที่ศึกษา
(Sadler. 2000 ; Sadler and Zeidler. 2003) โดยทั่วไปการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์จากประเด็นทางสังคมท่ี
เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์มกั เกี่ยวข้องกับการอภิปราย โต้แย้ง แสดงความคิดเห็นและการตัดสนิ ลง
ความเห็นในทา้ ยท่ีสุด จึงเป็นการกระตุ้นให้ผ้เู รียนค้นควา้ หาความรู้เพื่อใชเ้ ป็นข้อมูลในการอภิปรา ยให้
เหตผุ ล
3. เพือ่ สร้างความเข้าใจเก่ียวกบั ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ เชน่ ช่วยให้ผเู้ รียนเห็น
ความ สัมพนั ธ์อนั ซับซอ้ นระหว่างวทิ ยาศาสตร์ สังคม และมนษุ ย์ (Sadler and Zeidler. 2003) จากการ
ศึกษาและอภปิ รายเก่ยี วกบั ประเด็นทางสงั คมท่ีเก่ยี วเนอื่ งกับวทิ ยาศาสตร์ ผูเ้ รียนจะเห็นวา่ วิทยาศาสตร์
เกิดจากกจิ กรรมของมนษุ ย์ ดงั นั้นอิทธิพลทางสังคมและวัฒนธรรมจึงมกั สง่ ผลต่อการตีความหมายและการ
ยอมรบั หรอื ไม่ยอมรับวิทยาศาสตร์
ประสาท เนืองเฉลมิ (2551 : 104) ได้กล่าวถึง การส่งเสริมความสามารถในการ
ตัดสนิ ใจโดยใช้วิทยาศาสตร์เป็นฐานประกอบการตัดสินใจระหว่างวิทยาศาสตร์กับสังคมโดยเน้นประเด็น ที่
กาลงั อยู่ในกระแสวพิ ากษแ์ ละความสนใจของสงั คมรวมทั้งวิทยาศาสตรท์ ีย่ ังมีผลต่อการดารงชวี ิตปร ะจาวัน
ดงั นั้นประเดน็ ทางคุณธรรม จริยธรรม เป็นธรรมชาติของมนษุ ยท์ ุกคนที่จะต้องมีและคานงึ ถึงประกอบการ
ตดั สินใจทีจ่ ะคดิ และกระทา การจดั สภาพแวดลอ้ มของชนั้ เรียนท่ีกระตุ้นใหน้ ักเรยี นเกิดการคิด และสร้าง
วัฒนธรรมของการคิดจึงเป็นจุดเร่ิมต้นท่ีดี และนาไปสกู่ ารสอนวทิ ยาศาสตร์ที่เนน้ ประเด็น ควา มสัมพันธ์
ระหวา่ งประเดน็ ทางสงั คมท่ีเกย่ี วเนื่องกับวิทยาศาสตร์ และคานงึ ถึงประสบการณ์ส่วนบุคคลที่มีต่อการ
วพิ ากษ์สงั คม ผู้เรยี นมีความ สามารถในการแสดงความคิดเหน็ อย่างเสรี และคน้ พบระบบควา มเชื่อของ
ตนเอง
จุฑามาศ กนั วงค์, พงศป์ ระพันธ์ พงษโ์ สภณ, และธรี ศกั ดิ์ เอโกบล (2560) ได้กลา่ วว่า
ประเดน็ ทางสงั คมที่เกีย่ วเน่ืองกบั วิทยาศาสตร์ เปน็ ประเด็นทีห่ าขอ้ สรุปไดย้ าก ไม่มโี ครงสรา้ งที่ชัดเจน อัน
18
เนื่องมาจากความแตกต่างดา้ นความคิดเห็น ทง้ั ในแง่ของแนวคิด วธิ ีการ หรอื ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
(Sadler, 2004: Sadler and Zeidler, 2005) และบ่อยครั้งทเี่ กี่ยวข้องกับคุณธรรมและจริยธรรม (Sadler
and Zeidler, 2004) นอกจากน้ี ประเด็นทางสังคมที่เกยี่ วเนื่องกับวิทยาศาสตร์ ยังสามารถพบเจ อได้
บ่อยครง้ั ตามสื่อต่างๆ ท่ัวไป ดังนน้ั นักวทิ ยาศาสตร์ศึกษาจึงได้นาเอาประเด็นทางสังคมที่เก่ียวเนื่องกับ
วทิ ยาศาสตรม์ าใช้ในการจดั การเรยี นร้ซู งึ่ นอกจากจะสง่ เสริมการรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละความเขา้ ใจธรรร มชาติ
ของวิทยาศาสตร์แล้ว ยังสามารถกระตนุ้ ใหผ้ ู้เรียนสนใจและมีส่วนร่วมในสังคม และส่งเสริ มให้ผู้เรียน
พจิ ารณาและประเมินข้อมลู กอ่ นการตดั สนิ ใจ (Sadler, 2004: Sadler, 2009) โดยมองในหลากหลายเเง่มุม
ทงั้ ในด้านความรู้ ทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละด้านอ่นื ๆ เชน่ ด้านสังคม ดา้ นเศรษฐกิจ ด้านคุณธรรมจริยธรรรม
(Zeidler and Kahn, 2014) รวมทง้ั เปน็ โอกาสที่จะได้ทา้ ทายเหตผุ ลเชงิ จริยธรรมของนกั เรียน (Sadler
and Zeidler, 2004: Sadler and Nichols, 2009) ซึ่งนกั เรียนจะได้แสดงแนวคิดท่ีเก่ียวข้องและความ
สนใจของแต่ละคนต่อประเด็นนน้ั ๆ และยังสามารถพัฒนาความมีจริยธรรมของนกั เรยี นได้ (Fowler,
Zeidler and Sadler, 2009)
จากการศึกษาสรปุ ได้วา่ เปา้ หมายของแนวคดิ ประเด็นวิทยาศาสตร์และสงั คมใน การ
จัดการเรยี นการสอน คอื
1) สง่ เสรมิ ทกั ษะการคิดข้นั สงู ทกั ษะการตดั สนิ ใจ ทกั ษะการอภิปรายอย่างเปน็ เหตุเป็น
ผลโดยมีหลักการทางวิทยาศาสตรแ์ ละมีหลักฐาน ทกั ษะการตคี วามเพื่อประเมินคุณค่าและความน่า เช่ือถือ
ของข้อมูลและข่าวสารที่มี ทักษะการต้งั คาถามและตอบคาถาม
2) สร้างเสริมความเข้าใจเก่ยี วกับธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ เช่น ชว่ ยให้ผู้เรียน เห็น
ความ สมั พันธ์อนั ซบั ซอ้ นระหวา่ งวทิ ยาศาสตร์ สงั คม และมนุษยม์ ากข้นึ
2.4 ลักษณะของการจัดการเรียนรู้
ประสาท เนืองเฉลิม (2551) ได้สรุปการ เร ียน รู้วิทยา ศาสตร ์ตา มแ น ว คิด
Socioscientific แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ กระบวนการ (Processes) ความรู้ (Knowledge) และเจตคติ
(Attiudes) (Jenkins. 1990 71 (256) : 43-51) ผรู้ วู้ ทิ ยาศาสตรส์ ามารถนาความรู้ แนวคิด หลักการ กฎ
และทฤษฎีทมี่ ีไปปรับใช้ได้อยา่ งเหมาะสมกับโลกรอบตวั ได้เป็นอยา่ งดี (Rubba and Andersen. 1978 :
450) การสง่ เสริมใหผ้ เู้ รียนไดเ้ ข้าใจและเกิดการรวู้ ทิ ยาศาสตรจ์ าเปน็ ที่จะต้องให้เขาเหลา่ น้นั มีกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ พร้อมท่ีจะแก้ปัญหาและดาเนนิ ชีวิตในแต่ละวันอย่างปกติสุขโดย
อาศัยวิทยาศาสตรเ์ ปน็ ฐานประกอบการตัดสนิ ใจ (Driver and others. 2000 ; Kolsto.2001 ; Patronis
and others. 1999)
19
พงศ์กรณ์ พนั ธโ์ุ ยศรี (2559) ได้กลา่ วถึงลักษณะของการจัดการเรียนร้โู ดยใช้ปร ะเด็น
ทางสงั คมท่ีเก่ียวเนื่องกบั วทิ ยาศาสตร์ไว้ว่า การจดั การเรียนรู้โดยใชป้ ระเด็นทางสังคมท่ีเก่ียวเน่ืองกับ
วิทยาศาสตรอ์ ยภู่ ายใต้กรอบความคิดเชิงทฤษฎี (Theoretical framework) ของการเรยี นร้ใู นบริบทจริง
(Situated Learning) ซึ่งประกอบดว้ ย
1) ชุมชนนกั ปฏิบตั ิ (Community of practice) ซ่ึงเกย่ี วข้องกบั การรวมกล่มุ คนที่มคี วาม
สนใจในเร่อื งเดยี วกนั มาแลกเปลีย่ นเรยี นรู้รว่ มกัน ส่งผลให้เกิดความร้ใู นเรื่องนน้ั ๆ เพิม่ ข้นึ
2) วาทกรรมและอัตลักษณ์ (Discourse and Identity) เกยี่ วข้องกบั การสนทนา อธิบาย
โต้แย้ง เพอื่ ประนปี ระนอม หรอื หาแนวทางการแกไ้ ขรว่ มกนั ของประเด็นทางสงั คมที่เก่ยี วเนื่องกับ
วิทยาศาสตร์ (Sadler, 2009)
2.5 ขัน้ ตอนการจัดการเรยี นรู้
วลิ าวลั ย์ เทพจักร, สรุ ยี พ์ ร สวา่ งเมฆ, และ มลิวรรณ นาคขุนทด (2561) กลา่ วว่าการ
จดั การเรียนรู้โดยใชป้ ระเด็นทางสังคมที่เกย่ี วเนื่องกบั วทิ ยาศาสตร์ (Socioscientific issues) เป็นการ
จัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้นกั เรียนเห็นถึงประเด็นท่ีไม่สามารถหาข้อยุติได้ และเกีย่ วข้องกับคุณธรรม
จรยิ ธรรมท่จี ะส่งผลกระทบต่อหลายๆ ดา้ น ท้ังวถิ ีชีวติ ของผูท้ มี่ สี ว่ นเกีย่ วข้องท้ังในส่วนของประชาชน ชุมชน
สงั คม รวมถึงในระดบั ประเทศและดา้ นเศรษฐกิจ ดา้ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ฯลฯ (Sadler & Zeidler, 2004)
ดงั นั้นประชาชนควรมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น เพ่ือใช้เปน็ แนวทางในการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดใน
สถานการณน์ ัน้ และเปน็ ประเดน็ ท่ีไดร้ ับความสนใจจากสังคม การจัดกิจกรรมเช่นน้ีชว่ ยดึงดูดความสนใจ
และสามารถเชอื่ มโยงองค์ความรู้ ความเข้าใจในกระบวนการทมี่ ีหลายขั้นตอนได้ (Ducan & Tseng, 2011)
และ (NCREL, 2003) ระบุว่าการจัดการเรยี นรู้โดยใช้ประเด็นทางสงั คมทีเ่ กี่ยวเนื่องกบั วิทยาศาสตร์
สามารถ สง่ เสรมิ ทักษะการส่ือสารอยา่ งมีประสิทธภิ าพให้ประสบความสาเร็จได้ โดย Levinson (2003) ได้
เสนอรปู แบบการจัดการเรยี นร้นู ้ี 4 ขน้ั คอื
1) ขัน้ การเตรียมการ คอื ข้ันทีค่ รใู ช้สื่อการเรียนรใู้ นการนาเสนอประเด็นทา งสังคมท่ี
กาลงั เปน็ ทส่ี นใจในปจั จุบัน แลว้ เชอ่ื มโยงประเด็นนนั้ กับความร้ใู นรายวิชาท่ีสอน
2) ข้นั พฒั นาทักษะ คือ การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ทใี่ หน้ ักเรียนได้สืบค้นข้อมูลจ าก
แหล่งท่นี า่ เชอื่ ถอื โดยครจู ะตอ้ งใหค้ าแนะนาเก่ียวกบั ความเหมาะสมของแหล่งข้อมลู ที่นักเรียน ใช้ในการ
สบื คน้ ข้อมูล
3) ขั้นการอภิปราย คอื การใหน้ กั เรียนนาเสนอขอ้ มลู จากหลกั ฐานท่ีนา่ เชอ่ื ถอื ซง่ึ เป็น
ความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ท่ีเกี่ยวขอ้ งกับประเดน็ ที่ศกึ ษามาใช้ในการอภปิ รายรว่ มกัน
20
4) ขน้ั ประเมิน คอื การตัดสินใจและการให้เหตผุ ลทจี่ ะใช้ในการสนับสนุน หรือคัดค้าน
ประเด็นทศี่ ึกษาจากการนาเสนอผลงาน และการแสดงความคดิ เห็นทีเ่ กี่ยวข้องกบั ประเดน็ ทางสังคม และ
วทิ ยาศาสตร์
3. แนวคิดและทฤษฎเี กย่ี วกับแอพพลิเคช่ัน Edpuzzle
3.1 ความหมายของแอพพลเิ คชนั่ Edpuzzle
อานาจ สุคนเขตร์ (2562) กล่าวว่า Edpuzzle เปน็ แอพพลิเคช่นั ใชส้ รา้ งสอื่ การ เรียนรู้ใน
รปู แบบวีดิโอโดยค้นหาวีดิโอท่ีให้บริการบน Edpuzzle, Youtube, Khan Academy, National Geographic,
Ted Talks, Veritasium, Numberphile, Crash Course และ Vimeo น า มา แทร กค า อธิบา ยและ
แบบทดสอบ มีความสามารถติดตามสถานการณ์การเรียน ตลอดจนแสดงคะแนนสรปุ ของผู้เรียนได้
นอกจากนี้ พนั ทพิ า อมรฤทธ์ิ (2561) ยงั ได้กล่าวว่า EDpuzzle เปน็ เทคโนโลยที ช่ี ่วยสรา้ งสื่อเน้ือหาบทเรียน
มลั ติมเี ดียให้มคี วามนา่ สนใจ ผู้สอนสามารถสรา้ งสอื่ บทเรยี นปฏิสมั พันธไ์ ด้อย่างง่ายดายผา่ นการตัดต่อคลิป
วิดีโอ แทรกคาถาม และทาให้ผู้เรียนรู้สึกสนกุ กับการทดสอบและการวดั ประเมนิ ผล ผู้สอนสามารถ
ประยุกต์ใช้ EDpuzzle ในกระบวนการเรยี นการสอนทั้งในรูปแบบ Active Learning และในรูปแบบ
ห้องเรยี นกลับด้าน (Flipped Classroom) ไดอ้ กี ด้วย
3.2 การเขา้ ใชง้ านแอพพลิเคชน่ั Edpuzzle มลี าดับขน้ั ตอน ดงั นี้ พนั ทิพา อมรฤทธ์ิ (2561)
3.2.1 เขา้ ส่โู ปรแกรม Edpuzzle โดยเขา้ สู่ URL : https://edpuzzle.com
3.2.2 เร่ิมต้นเขา้ ใชง้ านด้วยการสมคั รเข้าสู่ Edpuzzle ดว้ ยป่มุ Sign Up
ภาพท่ี 1 การสมคั รเขา้ สู่ Edpuzzle
ทม่ี า : https://mgt.skru.ac.th/mgt_km/file/prefile/20180731-6189148.pdf
3.2.3 เลอื กสถานะเข้าใช้งานได้ 2 สถานะ ทง้ั ในโหมดสถานะผสู้ อน (I’m Teacher) เพ่ือ
สรา้ งส่ือวิดีโอ และการจดั การห้องเรยี น หรือ โหมดสถานะผเู้ รยี น (I’m Student) เพอ่ื เขา้ สหู่ อ้ งเรยี นท่ี
ผู้สอนสรา้ งและกาหนดใหเ้ ขา้ เรยี น
21
3.2.4 ทงั้ นเ้ี ม่ือลอ๊ คอนิ เขา้ ส่โู ปรแกรม Edpuzzle แลว้ ท้งั 2 สถานะ จะสามารถศกึ ษาการใช้
งานจากคลิปวดิ โี อคาแนะนาการใชง้ าน Edpuzzle โดยคลกิ ที่ Start Tour
ภาพท่ี 2 การศึกษาการใชง้ านจากคลิปวดิ ีโอแนะนาการใช้งาน
ท่มี า : https://mgt.skru.ac.th/mgt_km/file/prefile/20180731-6189148.pdf
3.2.5 การสรา้ งสือ่ บทเรยี นปฏิสัมพนั ธ์ด้วย Edpuzzle
1) การสร้างบทเรยี นปฏิสัมพันธโ์ ดยคลิกทเ่ี มนู My Content
ภาพท่ี 3 การสรา้ งบทเรยี นด้วยปมุ่ My content
ท่ีมา : https://mgt.skru.ac.th/mgt_km/file/prefile/20180731-6189148.pdf
2) คลิกท่ีปมุ่ Create และเลอื ก New video เพือ่ เลอื กสรา้ งส่อื วดิ ีโอใหม่
22
ภาพที่ 4 การสรา้ งสอื่ วดิ ีโอ
ทม่ี า : https://mgt.skru.ac.th/mgt_km/file/prefile/20180731-6189148.pdf
3) จากนนั้ ให้เลือกและคน้ หาคลปิ วดิ ีโอทต่ี อ้ งการจากแหล่งทรัพยากรต่างๆ หรอื เลือก
ค้นหาจากคยี เ์ วิรด์ หรือลิงคเ์ วบ็ โดยพิมพห์ รือวาง URL บนแถบ Search for a video or paste the URL
4) เลือกและใชง้ านโดยคลิกท่ีวดิ ีโอนัน้ หรอื ปมุ่ Copy หรือ Use it เพือ่ เร่ิมสร้าง
บทเรยี นปฏสิ มั พนั ธ์
5) เม่อื เลือกและคลิกท่ีวิดีโอน้ัน จะปรากฎปุ่ม Use it หรอื Copy หรอื Share หาก
ตอ้ งการสร้างสอื่ ใหม่ใหค้ ลิกเลอื ก Use it
ภาพที่ 5 การเลือกใช้วิดโี อ
ที่มา : https://mgt.skru.ac.th/mgt_km/file/prefile/20180731-6189148.pdf
6) เลอื กเมนู Crop คลิกทเี่ มนู Crop เพ่ือใช้เคร่ืองมือตดั ตอ่ คลิปวิดีโอในช่วงเวลาที่
ตอ้ งการของคลิปวดิ ีโอน้นั ๆ
23
ภาพที่ 6 การใชเ้ คร่อื งมือตดั ต่อคลปิ วดิ โี อ
ทม่ี า : https://mgt.skru.ac.th/mgt_km/file/prefile/20180731-6189148.pdf
7) คลกิ ที่เมนู Audio Track เพ่อื ใช้เคร่อื งมอื ในการอดั บนั ทกึ เสยี งเพิ่มเตมิ คาอธบิ ายหรือ
คาบรรยายเนอ้ื หาในคลิปวดิ โี อน้ัน ๆ
ภาพที่ 7 การใช้เคร่อื งมอื บนั ทกึ เสยี ง
ทีม่ า : https://mgt.skru.ac.th/mgt_km/file/prefile/20180731-6189148.pdf
8) คลกิ ทเี่ มนู Audio Notes เพอื่ ใช้เครอื่ งมือในการบนั ทึกคาแนะนาชว่ งส้นั ๆ หรือคา
ช้ีแจงในแตล่ ะจดุ แต่ละเหตกุ ารณ์สาคัญในคลิปวิดโี อ
24
ภาพท่ี 8 การบันทกึ เสยี งชว่ งสัน้ ๆ
ทม่ี า : https://mgt.skru.ac.th/mgt_km/file/prefile/20180731-6189148.pdf
9) คลกิ ท่ีเมนู Quizzes เพ่อื ใช้เคร่ืองมือในการเพม่ิ คาถามระหว่างการดวู ิดโี อ เป็นการ
วัดประเมนิ ผลในทันที
ภาพที่ 9 การเพิ่มคาถามจากวิดีโอ
ทมี่ า : https://mgt.skru.ac.th/mgt_km/file/prefile/20180731-6189148.pdf
10) เมอ่ื คลกิ เมนู Finish จะเข้าสกู่ ระบวนการเผยแพรส่ ่ือวิดโี อไปสู่ผูเ้ รยี น ซึง่ สามารถทา
ได้ 3 วิธี คือ
- Assign to class นาเขา้ สู่ห้องเรียนที่ได้สรา้ งไว้ เมื่อผู้สอนได้สรา้ งหอ้ งจ ะมีรา ยช่ือ
ห้องให้เลือกนาเข้า ผู้สอนสามารถเลือกชอ่ื หอ้ งทต่ี อ้ งการใช้สอ่ื วิดโี อนี้ และคลกิ ทป่ี มุ่ Assign
- Share with anyone เพอ่ื นนาลิงค์ URL หรือ Embed Code เขา้ ถึงส่อื วดิ โี อไปใช้
ในระบบ หรอื แหลง่ เรยี นรู้อ่ืนๆ
- Later เพ่ือสอื่ วดิ โี อเอาไวใ้ ชภ้ ายหลังหรือกาหนดการ Assign ในภายหลงั
25
ภาพที่ 10 การเผยแพร่วิดีโอ
ทม่ี า : https://mgt.skru.ac.th/mgt_km/file/prefile/20180731-6189148.pdf
4. การจัดการเรียนรโู้ ดยใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเน่ืองกับวิทยาศาสตร์เป็นฐ านร่วม กับ
แอพพลเิ คชน่ั Edpuzzle
การจดั การเรียนรู้โดยใช้ประเด็นทางสงั คมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เป็นฐาน เป็นการ
จดั การเรยี นรู้โดยการนาประเดน็ ทมี่ ีการถกเถยี งกันอันเน่ืองมาจากความแตกตา่ งทางความคิดเหน็ เก่ียวกับ
ความถูกตอ้ งหรือแนวคิดท่ีเก่ียวข้องกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยประเดน็ ปัญหาที่เกิดขึ้นได้รับ
อทิ ธิพลมาจากปจั จยั ทางสังคม อาทิ ปัจจยั ทางการเมืองและเศรษฐกจิ เปน็ ปญั หาทีถ่ กู ระบขุ นึ้ ด้วยคาถาม
ปลายเปดิ ไม่ได้มคี าตอบหรือข้อสรปุ ท่ชี ัดเจน โดยมีขนั้ ตอนการจดั การเรียนรู้ 4 ขน้ั ไดแ้ ก่ ข้นั การเตรียมการ
ข้ันพัฒนาทักษะ ข้ันการอภปิ ราย และขน้ั ประเมนิ
แอพพลิเคชัน่ Edpuzzle เปน็ เทคโนโลยสี าหรับผู้สอนทช่ี ว่ ยในการสร้างสรรค์สื่อบทเรียน ใน
รปู แบบวิดีทศั น์ โดยผู้สอนสามารถออกแบบเนอื้ หา รวมถึงการวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรูไ้ ดท้ นั ที โดย
สามารถแทรกคาถาม หรือเพ่มิ ขอ้ ความไดร้ ะหวา่ งการดูวิดีทัศน์
การจัดการเรียนรู้โดยใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเน่ืองกบั วทิ ยาศาสตร์เป็นฐานรว่ มกบั
แอพพลเิ คชน่ั Edpuzzle หมายถึง การจัดการเรยี นรูโ้ ดยการนาประเด็นทางสังคมท่ีมีความเกี่ยวเนื่อง กับ
วิทยาศาสตร์ซ่ึงเปน็ ประเดน็ ปญั หาทเี่ กิดข้นึ มาเช่อื มโยงเขา้ กับเน้อื หาบทเรยี นเพื่อให้นักเรียนวิเครา ะห์และ
อภิปรายเกี่ยวกับประเดน็ เหลา่ น้นั โดยมขี ั้นตอนการจัดการเรียนรู้ 4 ขนั้ ได้แก่ ขัน้ ที่ 1 ขน้ั เตรยี มการ คือ
ขนั้ ท่ีครใู ช้สือ่ การเรียนรู้ในการนาเสนอประเด็นทางสังคมที่กาลังเป็นท่ีสนใจใน ปัจจุบัน แล้วเชื่อมโยง
26
ประเด็นนั้นกับความรู้ในรายวชิ าทีส่ อน ในขั้นตอนน้ีผู้สอนมกี ารนาเสนอประเดน็ ทางสังคมที่มคี วาม
เกย่ี วเนอื่ งกับวิทยาศาสตร์ซ่ึงเปน็ ประเดน็ หรอื ปญั หาท่เี กิดขึ้นโดยการนา เสนอวิดีทศั นผ์ า่ น แอพพลิเคชั่น
Edpuzzle ขนั้ ที่ 2 ขน้ั พัฒนาทักษะ คือ การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ที่ใหน้ กั เรียนได้สืบค้นขอ้ มลู จากแหล่ง
ตา่ ง ๆ โดยครจู ะต้องให้คาแนะนาเกีย่ วกบั ความเหมาะสมของแหลง่ ข้อมูลท่ีนกั เรียนใช้ในการสืบค้นข้อมูล
ครูได้มกี ารมอบหมายให้นักเรียนศึกษาคน้ คว้า เรื่อง สาเหตุของการเคลื่อนย้ายประชากรจากชน บทไปสู่
เมืองใหญผ่ ่านแอพพลิเคช่ันEdpuzzle ขนั้ ที่ 3 ขัน้ การอภปิ ราย คอื การใหน้ ักเรยี นนาเสน อข้อมูลจา ก
หลกั ฐานที่น่าเชื่อถือ ซึ่งเปน็ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ท่ีเกีย่ วขอ้ งกบั ประเด็นท่ีศึกษามาใช้ในกา รอภิปราย
ร่วมกนั และขัน้ ท่ี 4 ขนั้ ประเมิน คือ การประเมินความร้แู ละการให้เหตุผลจากการนาเสนอผลงานและการ
แสดงความคิดเหน็ ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั ประเด็นทางสังคมและวิทยาศาสตร์
5. แนวคดิ และทฤษฎที ีเ่ กี่ยวขอ้ งกบั ความสามารถทางการคดิ วิเคราะห์
5.1 ความหมายของการคดิ วเิ คราะห์
สุวิทย์ มลู คา (2553) ให้ความหมายการวเิ คราะห์ (Analysis) ว่าหมายถึง การจาแนก
แยกแยะองค์ประกอบของสิง่ ใดส่ิงหนึ่งออกเปน็ ส่วน ๆ เพ่อื ค้นหาวา่ มีองค์ประกอบยอ่ ย ๆ อะไรบ้าง ทามา
จากอะไร ประกอบขึ้นมาได้อย่างไรและมีความเช่ือมโยงสัมพนั ธ์กันอย่างไร
ราชบณั ฑติ ยสถาน (2530 อา้ งถงึ ใน รุจี เฉลิมสขุ , 2557) พจนานกุ รมฉบับเฉลิมพระ
เกียรติ คาวา่ " คิด " หมายความว่า นึกดาริ ตรึกตรอง ส่วนคาว่า วิเคราะห์ หมายความวา่ ดู สังเกต
ใคร่ครวญอย่างละเอียด รอบคอบในเรื่องราวตา่ งๆอยา่ งมเี หตุผล
วกิ พิ เี ดยี สารานุกรมเสรี (2558) ไดใ้ หค้ วามหมายของการคดิ วเิ คราะห์เอาไว้ว่า การคดิ
วิเคราะห์ , การคิดเชิงวิพากษ์ หรือ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (อังกฤษ: critical thinking) เป็น
กระบวนการทางจติ สานกึ เพอ่ื วเิ คราะห์ หรอื ประเมนิ ขอ้ มลู ในคาแถลง หรือ ข้อเสนอท่ีมีผแู้ ถลงหรอื อา้ งว่า
เป็นความจริง การคิดวิเคราะห์เป็นรปู แบบของกระบวนการทีส่ ะทอ้ นให้เหน็ ความหมายของคาแถลง
(statement) และการตรวจสอบหลักฐานท่ไี ดร้ ับการไต่ตรองดว้ ยเหตแุ ละผล แล้วจึงทาการตัดสินคาแถลง
หรือขอ้ เสนอท่ีถูกอา้ งว่าเปน็ ความจรงิ น้นั
เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2546 อ้างถึงใน มันทนา ปิตาระโพธ์ิ , 2561) ได้ให้
ความหมายของการคิดวเิ คราะหว์ ่าหมายถึง ความสามารถในการสบื คน้ ขอ้ เทจ็ จริงเพื่อตอบคาถามเกี่ยวกับ
บางสงิ่ บางอย่าง โดยการตคี วาม การจาแนกแยกแยะ และการทาความเข้าใจกับองคป์ ระกอบของส่ิงน้ัน
และองคป์ ระกอบอื่น ๆ ทส่ี ัมพนั ธก์ นั รวมท้ังเช่ือมโยงความสมั พนั ธเ์ ชิงเหตแุ ละผลท่ีไม่ขัดแย้งกัน ระหว่าง
องคป์ ระกอบเหล่านนั้ เหตุผลที่หนักแน่นนา่ เช่ือถือ ทาให้เราไดข้ ้อเทจ็ จริงที่เป็นพื้นฐานใน การ ตัดสิน ใจ
แกป้ ญั หา ประเมนิ และตัดสนิ ใจเรอื่ งตา่ ง ๆ ได้อยา่ งถูกตอ้ ง
27
ศศมิ า สขุ สว่าง (ม.ป.ป.) กลา่ ววา่ การคดิ วเิ คราะห์ หมายถงึ ความสามารถในการคิด
จาแนกแจกแจงองค์ประกอบต่าง ๆ ของขอ้ มลู หรอื ปัญหาต่าง ๆ ออกเป็นประเดน็ ย่อย ๆ ในหลาย ๆแง่มุม
รวมท้งั การหาความสมั พนั ธ์ระหวา่ งองค์ประกอบเหล่าน้นั แลว้ นามาวเิ คราะห์เพอื่ หาสาเหตุทแี่ ทจ้ ริงของสิ่ง
ท่ีเกิดขน้ึ ไดอ้ ยา่ งเปน็ ระบบ
5.2 องคป์ ระกอบของการคิดวิเคราะห์
สุวทิ ย์ มลู คา (2547 อา้ งถึงใน ชศู ักดิ์ โสชะรา, 2552) กลา่ วว่า การคิดวิเครา ะห์มี
องค์ประกอบท่สี าคัญ 3 ด้านดงั นี้
1. การวิเคราะห์ส่วนประกอบ เป็นการหาวา่ เรื่องราวต่างๆ สถานการณ์ หรือส่งที่
กาหนดใหม้ ีส่วนประกอบใดที่สาคัญที่สุด
2. การวิเคราะห์ความสมั พนั ธ์ เป็นการคน้ หาความสัมพนั ธ์ของส่วนสาคัญต่างๆ โดย
การระบคุ วามสมั พนั ธร์ ะหว่างความคิด ความสัมพันธใ์ นเชิงเหตุผลหรือความแตกต่างระหว่างข้อโต้แย้งที่
เกย่ี วขอ้ งและไม่เก่ยี วข้อง
3. การวเิ คราะห์หลกั การ เป็นการหาหลกั ความสัมพันธ์ของส่วนสาคัญในเรือ่ งนนั้ ๆ วา่
สัมพันธก์ นั โดยอาศยั หลักการใด
นอกจากนี้ สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน (2548 อ้างถงึ ใน ครูเชียงราย
ดอทเนท็ , 2558) กลา่ วว่า องคป์ ระกอบของการคิดวิเคราะหป์ ระกอบด้วย
1. การตคี วาม ความเข้าใจ และใหเ้ หตผุ ลแก่สิง่ ทีต่ ้องการวเิ คราะห์เพือ่ แปลควา มของ
ส่ิงนนั้ ขนึ้ กับความรู้ ประสบการณ์ และค่านิยม
2. การมีความรู้ความเขา้ ใจในเร่ืองท่ีจะวิเคราะห์
3. การช่างสังเกต สงสัย ช่างถาม ขอบเขตของคาถาม ที่เกี่ยวขอ้ งกับการคิดเชงิ
วเิ คราะหจ์ ะยดึ หลัก 5 W 1 H คอื ใคร (Who) อะไร (What) ที่ไหน (Where) เมือ่ ไร (When) ทาไม (Why)
อยา่ งไร (How)
4. การหาความสมั พนั ธ์เชิงเหตผุ ล (คาถาม) คน้ หาคาตอบได้ว่า อะไรเปน็ สาเหตใุ หเ้ ร่ือง
น้ันเชอ่ื มกบั สงิ่ นไ้ี ดอ้ ย่างไร เรอื่ งน้ใี ครเกยี่ วข้อง เม่ือเกิดเรือ่ งนส้ี ่งผลกระทบอย่างไรมีองคป์ ระกอบใดบ้า งที่
นาไปสู่ส่ิงน้ัน มีวิธกี าร ขน้ั ตอนการทาให้เกดิ สิง่ นีอ้ ยา่ งไร มแี นวทางแก้ไขปญั หาอย่างไร ถ้าทาเช่นน้ีจะเกิด
อะไรข้ึนในอนาคต ล ดบั เหตุการณ์นดี้ ูวา่ เกิดขนึ้ ได้อยา่ งไร เขาทาส่งิ นไ้ี ด้อยา่ งไร ส่ิงนี้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่
เกดิ ขน้ึ ได้อย่างไร
5.3 ประโยชนข์ องการคิดวเิ คราะห์
โดยสวุ ทิ ย์ มูลคา (2547 อา้ งถึงใน ชูศักด์ิ โสชะรา, 2552) กล่าวถึงประโยชน์ของการ
คิดวเิ คราะห์ไว้ ดงั น้ี
28
1. ชว่ ยใหร้ ูข้ ้อเทจ็ จริง รู้เหตผุ ลเบ้อื งหลังของส่งิ ท่เี กิดข้ึน เขา้ ใจความเปน็ มาเป็นไปของ
เหตุการณต์ ่างๆ ว่ามอี งคป์ ระกอบอะไรบ้าง ไดข้ อ้ เท็จจริงเพ่ือนาไปใช้ในการตัดสินใจในการแก้ปัญหา ได้
อยา่ งถกู ต้อง
2. ช่วยสารวจความสมเหตุสมผลของข้อมูลที่ปรากฏ ไม่ด่วนสรุปตามอารมณ์
ความรสู้ กึ หรอื อคติ แต่สืบค้นตามหลกั เหตุผลและข้อมลู ทเ่ี ปน็ จริง
3. ช่วยในการสรุปส่ิงตา่ งๆ ตามความเปน็ จริง ช่วยไม่ใหห้ ลงเช่ือข้ออ้างท่ีเกิดจาก
ตัวอยา่ งเพยี งตัวอย่างเดยี ว
4. ชว่ ยในการพิจารณาสาระสาคัญอ่ืนๆ ที่ถกู บิดเบือนไปจากความประทบั ใจในครั้ง
แรก ทาให้เรามองอยา่ งครบถ้วนในแงม่ มุ ต่างๆ ท่มี ีอยู่
5. ช่วยพัฒนาความเป็นคนช่างสงั เกต การหาความแตกตา่ งของสงิ่ ท่ีปรากฏ พจิ ารณา
ตามความสมเหตุสมผลของสิ่งทเ่ี กดิ ขน้ึ กอ่ นทจี่ ะสรปุ ส่ิงใดลงไป
6. ชว่ ยหาเหตุผลท่สี มเหตุสมผลให้กับส่ิง ทเ่ี กดิ ข้ึนจริง โดยไม่พ่งึ พงิ อคตทิ ่ีก่อตัวอยู่ใน
ความทรงจา ทาให้เราสามารถประเมินส่งิ ต่างๆ ไดอ้ ย่างสมจริงสมจงั
7. ช่วยประมาณการความน่าจะเป็นโดยใชข้ ้อมลู พ้นื ฐานทวี่ ิเคราะห์ร่วมกบั ปัจจยั อื่น ๆ
ของสถานการณ์ ณ เวลานั้น
5.4 การวดั และการประเมนิ ผลการคดิ วิเคราะห์
สานกั คณะกรรมการสถานศึกษาแห่งชาติ (2540 อา้ งถึงใน ปรดี าวรรณ อ่อนนางใย,
2555) กล่าวว่า การวัดความสามารถทางการคิดแบง่ เปน็ 2 ลกั ษณะ คือ แบบวัดมาตรฐานทีใ่ ชส้ า หรับวัด
ความสามารถทางการคดิ ซ่ึงมผี ู้สร้างไว้แลว้ กบั แบบวดั สาหรับวดั ความสามารถทางการคิดทีส่ ามารถสร้าง
ขึ้นใชเ้ อง
1. แบบวัดมาตรฐานทีใ่ ชส้ าหรับวัดความสามารถทางการคดิ แบบวัดมาตรฐานที่มี
ผ้สู รา้ งไว้แล้ว สาหรับใช้วดั ความสามารถทางการคิด สามารถ จัดกลมุ่ ได้เป็น 2 ประเภท ไดแ้ ก่แบบวัดการ
คดิ ท่วั ไป และแบบวดั การคิดเฉพาะดา้ น
1.1 แบบวัดการคิดทั่วไปแบบวัดการคิดทั่วไปนี้ เป็นแบบวัดที่มุ่งวัดให้
ครอบคลุมความสามารถทางการคิด โดยเปน็ ความคิดท่อี ยบู่ นพน้ื ฐานของการใช้ความรู้ท่ัวไป แบบวัด
ลักษณะนสี้ ่วนใหญเ่ ป็นข้อสอบแบบเลือกตอบ แบบวัดมาตรฐานทใี่ ช้สาหรับวัดความสามารถในการคดิ ทั่วไป
ทส่ี าคญั มดี งั นี้
1) Watson – Glaser Critical Thinking Appraisal
2) Cornell Critical Thinking Test, Level X and Level Z
3) Ross Test of Higher Cognitive Processes
4) New Jersey Test of Reasoning Skills
5) Judgement : Deductive Logic and Assumption
29
6) Test of Inquiry Skills
7) The Ennis – Weir Critical Thinking Essay Test
1.2 แบบวดั ความสามารถทางการคิดลักษณะเฉพาะดา้ นแบบวัดการคิดปร ะเภท
น้ี เปน็ แบบวดั ทม่ี ุ่งวดั ความสามารถทางการคดิ เฉพาะแบบท่ีแสดงถึงลักษณะของการคิด เชน่ การคิดแบบ
นิรนัย (Deductive) ความสามารถประเมนิ ขอ้ มูลที่ไดจ้ ากการสังเกต เป็นต้น แบบวดั มาตรฐานท่ใี ชส้ าหรับ
วดั ความสามารถทางการคดิ ลักษณะเฉพาะ ทส่ี าคัญ มีดงั นี้
1) Cornell Class Reasoning Test, From X
2) Cornell Conditional Reasoning Test, From X
3) Logical Reasoning
4) Test on Appraising Observations
2. แบบวัดสาหรับวัดความสามารถทางการคิดท่สี ามารถสรา้ งข้ึนเองได้
2.1 หลักการสรา้ งแบบวัดความสามารถทางการคิดการคิด (Thinking) เป็น
กจิ กรรมทางสมองที่เกิดขึน้ ตลอดเวลา การคดิ ทเ่ี ราสนใจในทนี่ ี้เปน็ การคิดอย่างมีจุดม่งุ หมาย (Directed
Thinking) ซึ่งเปน็ การคดิ ที่นา่ ไปสู่เป้าหมายโดยตรง หรือคิดค้นข้อสรุปอันเปน็ คาตอบสาหรับตัดสินใจหรือ
แกป้ ญั หาสิง่ ใดสิง่ หน่ึง การคดิ จงึ เปน็ ความสามารถอยา่ งหน่งึ ทางสมอง การคดิ เป็นนามธรร มที่มีลักษณะ
ซับซ้อนไม่สามารถมองเหน็ ไม่สามารถสังเกต สัมผัสได้โดยตรง จึงต้องอาศัยหลักการวัดทางจิตมิติ
(Psychometrics) มาชว่ ยในการวัดความสามารถทางการคดิ ของบุคคล ผ้สู ร้างเครื่องมอื จะต้องมีความร อบ
รู้ในแนวคดิ หรือทฤษฎีเก่ียวกับความคิด เพือ่ นามาเป็นกรอบหรอื โครงสร้างของการคิด เมือ่ มีการกาหนด
นยิ ามเชงิ ปฏิบัตกิ ารของโครงสรา้ งหรอื องคป์ ระกอบการคิดแลว้ จะทาให้ได้ตวั ชี้วดั หรือลกั ษณะพฤติกรร ม
เฉพาะที่เปน็ รูปธรรม ซึ่งสามารถบ่งชี้ถึงโครงสรา้ งหรือองค์ประกอบการคิด จากนน้ั จึงเขยี นข้อความตาม
ตัวชีว้ ัดหรอื ลกั ษณะพฤตกิ รรมเฉพาะของแต่ละองค์ประกอบของการคิดนน้ั ๆ
2.2 ขัน้ ตอนการพฒั นาแบบวัดความสามารถทางการคิด ในการพัฒนาแบบวัด
ความสามารถทางการคิด มขี ั้นตอนดาเนินการท่สี าคัญ ดังน้ี
2.2.1 กาหนดจดุ มงุ่ หมายของการวัด กาหนดจดุ มุง่ หมายสาคญั ของการ
สร้างแบบวัดความสามารถทางการคิด ผูพ้ ฒั นาแบบวดั จะต้องพิจารณาจดุ ม่งุ หมายของการนาแบบวัดไปใช้
ดว้ ยว่า ต้องการวดั ความสามารถทางการคิดท่วั ๆ ไป หรือตอ้ งการวัดความสา มารถทางการคิดเฉพาะวิชา
(Aspect-Specific) การวัดน้ัน มงุ่ ติดตามความก้าวหนา้ ของความสามารถทางการคิด (Formative) หรือ
ตอ้ งการเนน้ การประเมนิ ผลสรุปรวม (Summative) สาหรบั การตัดสินใจรวมทั้งการแปลผลการวัดเน้น การ
เปรยี บเทียบกบั มาตรฐานของกล่มุ (Criterion-Referenced)
2.2.2 กาหนดกรอบของการวดั และนยิ ามเชงิ ปฏบิ ัตกิ ารผู้พัฒนาแบบวัด
ควรศกึ ษาเอกสาร แนวคดิ ทฤษฎีทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกบั ความสามารถทางการคดิ ตามจดุ มุ่งหมายท่ตี อ้ งการ ผูพ้ ัฒนา
30
แบบวดั ควรคดั เลือกแนวคิดหรอื ทฤษฎีทีเ่ หมาะสมกับบริบทและจุดมุ่งหมายที่ตอ้ งการเป็นหลัก แลว้ ศึกษา
ใหเ้ ขา้ ใจอย่างลึกซ้ึงเพื่อกาหนดโครงสร้าง/องค์ประกอบของความสามารถทางการคิดตามทฤษฎีและให้
นิยามเชิงปฏิบัติการ (OperationalDefinition) ของแตล่ ะองค์ประกอบในเชงิ รูปธรรมของพฤติกรร มท่ี
สามารถบ่งชถ้ี ึงลกั ษณะแต่ละองคป์ ระกอบของการคิดน้นั ได้
2.2.3 การสร้างผงั ขอ้ สอบการสรา้ งผังข้อสอบเป็นการกาหนดเค้าโครง
ของแบบวดั ความสามารถทางการคดิ ท่ีต้องการสร้างให้ครอบคลุม โครงสรา้ งหรือองคป์ ระกอบใดบ้างตาม
ทฤษฎีและกาหนดว่าแตล่ ะสว่ นมนี า้ หนกั ความสาคัญมากน้อยเพียงใด
2.2.4 เขยี นข้อสอบกาหนดรปู แบบของการเขียนข้อสอบตวั คาถาม ตัว
คาตอบ และวธิ กี ารตรวจใหค้ ะแนน เช่น กาหนดว่าตวั คาถามเป็นลักษณะสถานการณ์ สภาพปญั หาหรือ
ขอ้ มูลส้ันๆ อาจไดม้ าจากบทความ รายงานตา่ งๆ บทสนทนาท่ีพบในชีวิตประจาวนั หรอื อาจเขียนข้นึ มาเอง
สว่ นคาตอบอาจเป็นข้อสรุปของสถานการณห์ รอื ปัญหาน้นั 3-5 ข้อสรุปเพ่ือใหผ้ ู้ตอบพจิ าร ณา ตัดสิน ว่า
ข้อสรปุ ใดนา่ เชอ่ื ถอื กวา่ กนั นา่ จะเปน็ จริงหรือไม่ เปน็ ตน้ สว่ นการตรวจใหค้ ะแนนมีการกาหนดเกณฑ์การ
ตรวจไว้ เชน่ ตอบถกู ต้องตรงคาเฉลยได้ 1 คะแนน ถา้ ตอบผิดหรือไมต่ อบให้ 0 คะแนน เป็นต้นเมื่อกาหนด
รปู แบบของข้อสอบแล้ว กล็ งมือรา่ งข้อสอบตามผงั ข้อสอบท่ีกาหนดไว้จนครบทุกองคป์ ระกอบ ภาษาที่ใช้
ควรเป็นไปตามหลกั การเขยี นขอ้ สอบที่ดโี ดยทั่วไป แตส่ งิ่ ท่ตี อ้ งระมดั ระวังเป็นพิเศษ ไดแ้ ก่ การเขยี นข้อสอบ
ให้วัดได้ตรงตามโครงสรา้ งของการวัด พยายามหลกี เล่ียงคาถามนาและคาถามท่ีทาให้ผู้ตอบแสร้งตอบ
เพอื่ ให้ดดู หี ลงั จากรา่ งข้อสอบเสร็จแลว้ ควรมีการทบทวนขอ้ สอบเพ่ือพิจารณาถงึ ความเหมาะสมของการวัด
และความชัดเจนของภาษาท่ีใช้ โดยผเู้ ขียนข้อสอบเองและผู้ตรวจสอบที่มีความเช่ียวชา ญในการ สร้าง
ขอ้ สอบวดั ความสามารถในการคิด
2.2.5 นาแบบวัดไปทดลองใช้กับกลุ่มประชากรหรอื กลุ่มใกลเ้ คยี ง แล้ว
นาผลการตอบมาทาการวเิ คราะห์หาคุณภาพ โดยทาการวเิ คราะห์ข้อมูลและวิเคราะหแ์ บบสอบวิเคราะห์
ข้อสอบเพื่อตรวจสอบคุณภาพของข้อสอบเป็นรายข้อในดา้ นความยากงา่ ย (p) และอานาจจาแนก (r) เพ่ือ
คัดเลือกขอ้ สอบที่มีความยากงา่ ยพอเหมาะและมีอานาจจาแนกสูงไว้พรอ้ มท้ังปรับปรุงข้อท่ีไม่เหมา ะสม
คดั เลือกข้อสอบที่มีคุณภาพเหมาะสมและ/หรอื ข้อสอบ ทปี่ รับปรงุ แลว้ ให้ไดจ้ านวนตามผงั ข้อสอบเพ่ือให้
ผูเ้ ช่ยี วชาญตรวจความเท่ียงตรงเชิงเน้ือหา และนาไปทดลองใชใ้ หม่ อีกครัง้ เพือ่ วเิ คราะห์แบบสอบใน ด้าน
ความเช่ือมัน่ (Reliability) แบบสอบควรมีความเท่ียงตรงเบื้องตน้ อย่างนอ้ ย 0.50 จงึ เหมาะสมท่จี ะนามาใช้
ได้ ส่วนการตรวจสอบความเที่ยงตรง (Validity) ของแบบสอบถา้ สามารถหาเครื่องมือวัดควา มสา มารถ
ทางการคิดทเี่ ปน็ มาตรฐานสาหรับใช้เปรยี บเทียบได้ กค็ วรคานวณคา่ สมั ประสทิ ธิ์ความเท่ียงตรง เชิงสภาพ
(Concurrent Validity) ของขอ้ สอบด้วย
2.2.6 นาแบบวดั ไปใช้จรงิ หลงั จากวิเคราะหค์ ุณภาพของขอ้ สอบเป็นราย
ข้อและวิเคราะห์คุณภาพของแบบสอบทง้ั ฉบับวา่ เปน็ ไปตามเกณฑ์คุณภาพที่ตอ้ งการแล้วจึงนาแบบวัด
31
ความสามารถทางการคิดไปใช้กบั กลุ่มตัวอยา่ ง ในการใชแ้ บบวดั ทุกครง้ั ควรมีการรายงานค่าควา มเช่ือม่ัน
(Reliability) ทกุ ครง้ั กอ่ นนาผลการวัดไปแปลความหมาย
บลมู (1956 อ้างถึงใน ปรีดาวรรณ ออ่ นนางใย, 2555) กลา่ ววา่ การวัดความสามารถ
ทางการคดิ วเิ คราะห์นน้ั จะตอ้ งพิจารณาทงั้ 3 ดา้ น ซ่ึงประกอบดว้ ย
1. การวิเคราะห์ความสาคัญ เปิดการถามให้ค้นหามูลเหตุ ผลลัพธ์และ
ความสาคญั ของเร่ืองราวนนั้ ๆ โดยใชท้ กั ษะวิเคราะห์ว่าตอนใดเปน็ คาอนุมานหรอื สมมติฐานวิเครา ะห์ว่า
ตอนใดเปน็ คาสรุปหรือคาอ้างองิ สนบั สนนุ วเิ คราะห์วา่ ขอ้ สรปุ น้นั มีอะไรสนับสนนุ วิเคราะหห์ าขอ้ ผดิ พลาด
2. การวเิ คราะหห์ าความสัมพันธ์ เป็นการถามให้ค้นคว้าว่าความสาคัญย่อยๆ ของ
เร่อื งราวนั้นเกยี่ วพันกนั อย่างไร พาดพงิ อยา่ งไร ยดึ ทฤษฎอี ะไรเปน็ หลกั โดยพจิ ารณาวา่ อะไรเป็นสาเหตุสิ่ง
น้ันๆ เร่ืองนั้น สง่ิ ใดเป็นผลของการกระทานั้น บุคคลหรอื บทความนนั้ ยดึ หลักทฤษฎีใดบทควา มน้ีมีข้อ
อนุมานใด คากลา่ วขยายสนบั สนุนหรือคัดค้านอะไร ขอ้ สรุปยดึ เหตุผลขอ้ ไหน ของคใู่ ดมีความสัมพัน ธ์กัน
มากน้อย ถ้าเกดิ สิ่งน้ันสิ่งใดจะเกดิ ตามมายกเรอ่ื งราวขอ้ เทจ็ จรงิ มาวเิ คราะห์ว่าสอดคล้องหรอื ขดั แยง้ กนั
3. การวิเคราะห์หลกั การ เปน็ การถามให้คน้ วา่ เร่อื งราวนน้ั ๆ อาศัยหลกั การและ
ระเบียบในการจดั โครงสร้างอยา่ งไร
ความสามารถทางการคิดวิเคราะห์ จึงหมายถึง ความสามารถในการจาแนก แยกแยะ
เรื่องราวหรือเหตุการณ์และหาความสมั พันธ์ระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้นอย่างมีเหตุผล โดยการวดั
ความสามารถทางการคิดวเิ คราะห์น้ันพิจารณาองค์ประกอบ 3 ดา้ น คือ การวเิ คราะห์ความสาคัญ การ
วิเคราะหห์ าความสัมพันธ์ และการวิเคราะหห์ ลกั การ ซ่ึงวัดได้จากการทาแบบทดสอบวัดควา มสามา รถ
ทางการคดิ วเิ คราะห์ รายวิชา ส16101 เรื่อง การเคลอื่ นยา้ ยประชากร เปน็ แบบปรนยั ชนดิ เลือกตอบ 4
ตวั เลอื ก จานวน 10 ข้อ
6. แนวคิดและทฤษฎีที่เกย่ี วขอ้ งกับความพงึ พอใจ
6.1 ความหมายของความพงึ พอใจ
มอส (Morse.1958 : 19 อา้ งถึงใน Thesis Avenue, 2551) กล่าววา่ ความพึงพอใจ
หมายถงึ สภาวะจิตที่ปราศจากความเครยี ดทง้ั น้เี พราะธรรมชาติของมนุษย์มีความต้องการ ถา้ ความต้องการ
ไดร้ ับการตอบสนองทง้ั หมดหรอื บางสว่ น ความเครยี ดก็จะน้อยลง ความพงึ พอใจก็จะเกิดขนึ้ และใน ทาง
กลบั กันถ้าความต้องการนั้นไม่ได้รบั การตอบสนอง ความเครยี ดและความไมพ่ ึงพอใจกจ็ ะเกดิ ขึ้น
วรูม (Vroom.1964 : 8 อ้างถงึ ใน Thesis Avenue, 2551) กลา่ วว่า ความพึงพอใจ
หมายถงึ ผลที่ไดจ้ ากการท่ีบคุ คลเข้าไปมีส่วนร่วมในสิง่ น้ัน ทัศนคตดิ ้านบวกจะแสดงให้เป็นสภาพควา มพึง
พอใจในสงิ่ นัน้ และทศั นคติดา้ นลบจะแสดงให้เห็นสภาพความไม่พงึ พอใจนัน่ เอง
เมนาร์ด ดับบริล เชลล่ี (Maynard W.Shelly.1975 : 9 อ้างถึงใน Thesis Avenue,
2551) ได้ศึกษาแนวคิดเก่ียวกับความพึงพอใจ ซึง่ สรปุ ได้ว่าความพึงพอใจเป็นความร้สู ึก แบง่ ได้เป็น 2
32
ประเภท คอื ความรู้สึกในทางบวกและความรู้สกึ ในทางลบ ความรสู้ ึกในทางบวกเป็นความรู้สึกท่ีเมื่อเกิดข้ึน
แล้วทาให้เกิดความสขุ ความสขุ น้ีเป็นความสุขที่แตกต่างจากความรู้สึกทางบวกอืน่ ๆ กล่าวคือเป็น
ความรูส้ ึกทมี่ ีระบบย้อนกลับความสุขสามารถทาให้เกดิ ความสุขหรอื ความรู้สึกทางบวกอนื่ ๆ ความร้สู ึกทาง
ลบ ความรู้สกึ ทางบวกและความรสู้ ึกที่มีความสัมพันธ์กันอย่างสลับซับซ้อนและระบบควา มสัมพันธ์ของ
ความรู้สกึ ท้ังสามนี้ เรียกวา่ ระบบความพึงพอใจ
ทวพี งษ์ หนิ คา (2541 : 8 อา้ งถึงใน Maitree Pongsapan, 2554) ไดใ้ ห้ความหมาย
ของความพึงพอใจว่า เป็นความชอบของบุคคลท่ีมีต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งสามารถลดความดึงเครยี ดและ
ตอบสนองความตอ้ งการของบุคคลได้ทาให้เกดิ ความพึงพอใจตอ่ ส่ิงนน้ั
วริ ฬุ พรรณเทวี (2542 : 11 อา้ งถึงใน Maitree Pongsapan, 2554) ใหค้ วามหมาย
ไวว้ ่า ความพงึ พอใจเปน็ ความรู้สึกภายในจิตใจของมนุษย์ท่ีไม่เหมือนกนั ซ่งึ เปน็ อยู่กับแต่ละบุคคลว่าจ ะ
คาดหมายกบั ส่ิงหนงึ่ สิง่ ใดอย่างไร ถา้ คาดหวังหรอื มีความตั้งใจมากและไดร้ ับการตอบสนองด้วยดี จะมี
ความพงึ พอใจมากแตใ่ นทางตรงกนั ขา้ มอาจผิดหวังหรือไม่พึงพอใจเปน็ อย่างยิง่ เม่อื ไมไ่ ด้รับการตอบสนอง
ตามทค่ี าดหวังไว้ ทัง้ น้ีขนึ้ อยู่กับส่ิงที่ตนตั้งใจไวว้ ่าจะมีมากหรือนอ้ ย
จากการศึกษาสรปุ ไดว้ า่ ความพึงพอใจ หมายถงึ ความรสู้ กึ ภายในจติ ใจของมนุษย์ท่ีมี
ตอ่ ส่งิ ต่าง ๆ หากความรู้สึกหรอื ความต้องการเหล่านัน้ ไดร้ ับการตอบสนอง มนษุ ย์จะแสดงทัศน คติในด้าน
ด้านบวกเพ่อื แสดงให้เห็นวา่ มีความพึงพอใจในส่ิงนั้น และจะแสดงทัศนคตดิ ้านลบเพือ่ แสดงให้เห็นถึงความ
ไม่พงึ พอใจ
6.2 ความสาคญั ของความพงึ พอใจ
ความพงึ พอใจในการเรียนเป็นองค์ประกอบสาคัญท่ีทาใหผ้ ู้เรียนเกิดการเรยี นรไู้ ด้อย่าง
มปี ระสทิ ธภิ าพดังท่ีสมบูรณ์ พรรณนาภพ และชยั โรจน์ ชยั อนิ คา (2518) กล่าววา่ การท่บี ุคคลจะเรยี นรหู้ รือ
มีการพัฒนาความเจรญิ งอกงามนั้น บคุ คลจะตอ้ งอยู่ในสภาวะพึงพอใจ สขุ ใจเป็นเบอ้ื งตน้ นั่ นคือบุคคล
จะตอ้ งได้รบั การจูงใจในท้งั ลักษณะนามธรรมและรูปธรรม ซง่ึ สอดคล้องกบั ผลงานวจิ ัยของบราวนแ์ ละโฮลท์
ซแมน (Brown; & Holzman. 1955 : 75-84 อา้ งถงึ ในประพฒั น์ จาปาไทย, 2524) สรปุ ไวว้ ่านักเรียนที่มี
สตปิ ญั ญาเท่ากนั ถา้ มแี รงจงู ใจในการเรยี นต่างกันจะมีผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียนตา่ งกัน ซ่ึงตรงกับควา ม
คดิ เหน็ ของฮลิ ล์ (Hill. n.d. อา้ งถึงในเผอื กพันธ์ โกกนท, 2514) ท่กี ล่าวว่าการเรยี นรจู้ ะเกิดขึ้น ได้อย่า งมี
ประสทิ ธิภาพทส่ี ุดเม่ือผู้เรียนไดร้ บั การจงู ใจ
นกั จิตวิทยาแบง่ การจูงใจเกย่ี วกับการศกึ ษาออกเป็น 2 ประเภท ดงั น้ี (อรพนิ ทร์ ชูชม
,2558)
1. แรงจงู ใจภายใน (Intrinsic Motivation) เปน็ ความต้องการของบุคคลที่จ ะแสดง
พฤตกิ รรมตา่ งๆ ท่เี กิดจากการเสาะแสวงหาของตนเอง โดยความตอ้ งการมีความสามารถ ความต้องการ
ลขิ ิตด้วยตนเองและปจั จยั ภายในงาน เช่น ความท้าทาย นา่ สนใจของงานเป็นแรงผลักดัน ไม่ต้องอาศัย
รางวลั ภายนอกหรือกฎเกณฑ์ขอ้ บังคับ อารมณย์ งั เปน็ สว่ นทเ่ี กีย่ วขอ้ งผสมผสานกับแรงจูงใจภายใน โดย
33
ความสนใจมีบทบาทโดยตรงท่ีสาคัญต่อพฤติกรรมที่ถูกจงู ใจภายใน ในขณะทีโ่ ดยธรรมชาติบคุ คลดาเนิน
กิจกรรมทีส่ นใจ ความสนใจจะเป็นองคป์ ระกอบอันใหญอ่ ันหนึ่งของสิ่งทา้ ทายท่ีเหมาะสม อารมณ์
เพลิดเพลินและตื่นเต้นมาพร้อมกบั ประสบการณก์ ารมีความสามารถและอิสระเป็นตัวของตวั เอง ซึ่งเป็น
รางวลั ภายในตนเอง แรงจูงใจภายในจึงเปน็ แรงจงู ใจทไ่ี มต่ อ้ งการแรงเสริมภายนอก แรงจูงใจภายในจะให้
ความสนใจในสง่ิ จงู ใจภายในงาน (Task Intrinsic Incentives) เช่น ความทา้ ทาย ความรับผิดชอบและ
ความแปลกใหม่ที่จะทาให้คนมีพฤติกรรมท่ีถูกจงู ใจภายใน นอกจากน้จี ากการศึกษาวจิ ัยหลายเร่ืองต่าง
ยืนยนั ว่าแรงจงู ใจภายในส่งผลทางบวกต่อผลลัพธก์ ารทางาน เช่น ความคดิ สรา้ งสรรค์ ประสทิ ธผิ ลในการ
ทางาน ความพงึ พอใจในงาน ความผูกพนั ในงาน และคณุ ภาพชีวติ การทางาน
2. แรงจูงใจภายนอก (Extrinsic Motivation) เป็นความตอ้ งการของบคุ คลท่ีจะแสดง
พฤติกรรมใดออกมาโดยต้องอาศัยสิ่งจูงใจภายนอก (Extrinsic Incentives) รางวัล แรงเสริมหรือกฎ
ขอ้ บังคับมาเป็นเง่ือนไขตัวกาหนดให้บุคคลแสดงพฤติกรรมท่ีพึงประสงคอ์ อกมา โดยสิง่ จงู ใจภายนอกท่ีใช้
อาจอาศยั สิง่ จูงใจภายนอกทางบวกเพอ่ื ให้พฤติกรรมที่พึงประสงค์ดารงอยู่และมีความเข้มขน้ ใน การแสดง
พฤติกรรมนั้น ได้แก่ การใหร้ างวัลหรอื ใหไ้ ด้รับผลลพั ธ์ในทางบวก หลังจากไดก้ ระทาพฤติกรรมนนั้ เช่น
การแสดงความช่ืนชมยกย่อง การให้รางวลั ของขวัญหรอื เงินเป็นตน้ หรอื อาจใหส้ ิ่งจูงใจภายนอกทางลบ
เชน่ เง่ือนไขขอ้ บงั คบั กฎระเบียบ การกาหนดเวลา เป็นตัวจูงใจให้บุคคลแสดงพฤติกรรมตามท่ีตอ้ งการ
แรงจงู ใจภายนอกเก่ียวข้องกบั แนวคิดเร่ืองรางวัล แรงเสรมิ ทางบวก แรงเสริมทางลบ การลงโทษและ
สิ่งจงู ใจภายนอก แต่มผี ลการวจิ ัยหลายเร่ืองท่ีพบผลที่สอดคล้องกับแนวคดิ แรงจูงใจภา ยในว่า สิ่งจูงใจ
ภายนอกบางประเภทเป็นตัวบนั่ ทอนแรงจูงใจภายในและความคิดสรา้ งสรรค์ ในขณะท่สี ิง่ จูงใจ ภายน อก
บางอย่างสง่ ผลทางบวกตอ่ ผลการทางานเชน่ ทางานให้เสร็จทันเวลา สมบรู ณ์ และเปน็ ประโยชน์ นอกจากน้ี
การศึกษาวิจยั ยังตอ้ งการองค์ความรู้ถงึ วิธีการผสมผสานกันของแรงจูงภายในและภายนอกเพ่ือให้เกิดพลัง
ร่วมแรงจูงใจ
6.3 การวดั ระดบั ความพึงพอใจ
สุภาวดี แซ่อุ้ย และ ศิริรัตน์ ดีสอน (2559) กล่าวว่า การวดั ระดับความพึงพอใจ
สามารถกระทาไดห้ ลายวิธี ดงั ต่อไปน้ี
1. การใช้แบบสอบถาม ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยการขอความ
รว่ มมอื จากกลุม่ บุคคลทีต่ ้องการวดั แสดงความคิดเหน็ ลงในแบบฟอรม์ ท่กี าหนด
2. การสัมภาษณ์ ตอ้ งอาศัยเทคนคิ และความชานาญพิเศษของผสู้ ัมภาษณ์ท่จี ะจูงใจให้
ผูต้ อบคาถามตอบตามข้อเท็จจริง
3. การสังเกต เป็นการสังเกตพฤติกรรมทง้ั กอ่ นการรบั บริการ ขณะรบั บริการและหลัง
การรบั บริการ การวัดโดยวิธีน้ีจะตอ้ งกระทาอยา่ งจรงิ จังและมีแบบแผนทีแ่ นน่ อนจะเห็นได้ว่าการวัดควา ม
34
พึงพอใจต่อการให้บริการนัน้ สามารถกระทาได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับความ สะดวก เหมาะสม ตลอดจน
จุดมงุ่ หมายของการวดั ด้วย จึงจะสง่ ผลให้การวดั นน้ั มีประสทิ ธภิ าพและนา่ เชือ่ ถือได้
8. งานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง
อศั วิน ธะนะปดั , ศศิเทพ ปิตพิ รเทพิน, และพัฒนี จันทรโรทัย (2558) ไดศ้ กึ ษาการพัฒนา
ทกั ษะการโตแ้ ย้งของนักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 4 ในหน่วยการเรยี นรทู้ รัพยากรธรรมชาติ โดยใช้การ
จดั การเรยี นรูด้ ว้ ยประเด็นทางสงั คมท่ีเก่ียวข้องกับวทิ ยาศาสตร์ โดยงานวิจัยนมี้ ีวตั ถุประสงค์ เพื่อพัฒนา
ทกั ษะการโต้แย้งของนักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 4 จานวน 12 คนโดยใชก้ ารจัดการเรียนรู้ด้วยประเดน็ ทาง
สงั คมทเ่ี กย่ี วขอ้ งกับวทิ ยาศาสตรใ์ นหนว่ ยการเรยี นร้เู รอื่ งทรพั ยากรธรรมชาติ ผู้วิจยั เก็บรวบรวมข้อมูลด้วย
แบบวดั แบบวัดทักษะการโตแ้ ยง้ และแบบสัมภาษณ์นักเรียนอย่างไม่เป็นทางการ ผวู้ จิ ัยวเิ คราะหข์ อ้ มูลโดย
หาความถี่ รอ้ ยละ และวเิ คราะหข์ อ้ มลู เชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะหเ์ ชิงเนื้อหา ผลการวิจยั พบวา่ นักเรยี นมี
ทักษะการโต้แย้งเพิม่ ขน้ึ จากรอ้ ยละ 16.67 เปน็ ร้อยละ 83.33 โดยพฒั นาอยู่ในระดับดีถึงดีมากคดิ เป็นร้อย
ละ 75 และนกั เรยี นสามารถพัฒนาการโตแ้ ย้งไดท้ ุกองคป์ ระกอบได้แก่ การสร้างขอ้ อา้ ง การให้เหตุผล
สนบั สนนุ ขอ้ อา้ ง การแสดงหลักฐานสนบั สนุนเหตุผล การให้ข้อโต้แย้งที่ตา่ งออกไป และการให้เหตุผล
สนับสนนุ การโต้แย้งกลบั โดยองค์ประกอบทสี่ ามารถพฒั นาได้มากทีส่ ุดคือ การแสดงหลักฐาน สนับสนุน
เหตผุ ล และองคป์ ระกอบทพี่ ัฒนาได้นอ้ ยทีส่ ดุ คือ การให้เหตุผลสนับสนนุ การโตแ้ ยง้ กลบั
พงศก์ รณ์ พนั ธ์ุโยศรี (2559) ไดศ้ ึกษาผลของการเรียนรู้ตามแนวคิดประเด็นทางวิทยาศาสตร์
และสังคมท่ีมีผลต่อความสามารถในการรู้สิ่งแวดล้อมของนักเรยี นมัธยมศกึ ษาตอนต้น โดยการวิจัยครั้งน้ีมี
จุดประสงค์เพ่อื 1) ศึกษาความสามารถในการรู้สง่ิ แวดล้อมของนักเรยี นมัธยมศกึ ษาตอนตน้ กลุ่มทีไ่ ดรับการ
จัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดประเด็นทางวิทยาศาสตร์และสังคม 2) เปรียบเทียบ
ความสามารถในการรู้สิง่ แวดล้อมของนักเรยี นมธั ยมศึกษาตอนตน้ ระหวางกลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนการ
สอนวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดประเด็นทางวิทยาศาสตร์และสงั คมกับกลุ่มทีไ่ ดร้ บั การจัดการเรียนการ สอน
วทิ ยาศาสตร์แบบท่ัวไป
ผลการวิจัยสรุปได้ดงั น้ี 1) นักเรียนมัธยมศึกษาตอนตน้ กลุ่มทีไ่ ดร้ บั การจดั การเรยี นการสอน
วิทยาศาสตร์ตามแนวคิดประเดน็ ทางวิทยาศาสตร์และสังคมมคี วามสามารถในการรู้ส่งิ แวดลอมดีกว่ากลุ่มท่ี
ได้รับการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์แบบทั่วไป 2) นกั เรยี นมธั ยมศึกษาตอนตน้ กลุ่มท่ีได้ รับการ
จดั การเรียนการสอนวทิ ยาศาสตร์ตามแนวคดิ ประเด็นทางวทิ ยาศาสตร์และสงั คมมคี ะแนนเฉลีย่ ความรู้ด้าน
สงิ่ แวดล้อม เจตคตดิ ้านสิ่งแวดล้อม และพฤตกิ รรมด้านสิ่งแวดล้อมสูงกวากลุ่มที่ได้รับการจดั การเรียน การ
สอนวทิ ยาศาสตร์แบบท่ัวไป อย่างมนี ัยสาคญั ทางสถติ ทิ ่ีระดบั 0.05
35
สุรยี ์วลั ย์ พันธุระ และสุมาลี ชูกาแพง (2561) ได้ศกึ ษาการพฒั นาการคดิ อย่างมวี ิจารณญาณ
โดยการจดั การเรียนรแู้ บบใช้ปญั หาเป็นฐานรว่ มกับประเด็นวทิ ยาศาสตรก์ บั สังคม เรอื่ ง การเปลีย่ นแปลง
ทางพนั ธกุ รรมและเทคโนโลยชี วี ภาพ ของนกั เรยี นช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 5 เป็นการจดั การเรียนรตู้ ามแนวคิด
ประเด็นวทิ ยาศาสตร์กบั สงั คมทาให้ผู้เรยี นได้เรียนรูว้ ิทยาศาสตรจ์ ากสถานการณใ์ นชีวติ จริง สอดคล้องกับ
การดารงชีวติ ในสงั คมเปน็ วิธีการท่ีดีในการส่งเสริมใหผ้ ู้เรียนเกิดการคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบ มีเหตผุ ล จึง
มงุ่ ตดั สินใจว่าอะไรควรเชื่ออะไร ควรปฏบิ ตั ิ ซ่ึงการคิดอย่างมีวจิ ารณญาณเป็นการคดิ อยา่ งมีเป้าหมาย การ
ตดั สินใจได้ดว้ ยตนเองโดยขนึ้ อยู่กบั เหตุผลที่พิจารณาจากหลักฐาน เน้ือหาสาระ และวิธกี ารต่าง ๆ ซงึ่ การ
เรียนรู้โดยใช้ปัญหาเปน็ ฐานเป็นรปู แบบการเรยี นรู้ท่เี กิดข้นึ ตามแนวคิดตามทฤษฎกี ารเรยี นรแู้ บบสรา้ งสรรค์
นิยม โดยให้ผ้เู รยี นสรา้ งความรู้ดว้ ยตนเองเพื่อใหผ้ ู้เรยี นเกิดทักษะในคิดการแกป้ ัญหารวมทัง้ ได้ควา มรู้ตา ม
ศาสตร์ในกลมุ่ สาระท่ตี นศกึ ษาดว้ ย การวิจัยครัง้ น้มี ีความมุ่งหมาย (1) เพื่อพัฒนาการจดั การเรยี นรู้แบบใช้
ปญั หาเปน็ ฐานร่วมกับแนวคิดประเด็นวิทยาศาสตรก์ ับสังคมวิชาชวี วทิ ยา ใหม้ ปี ระสทิ ธิภา พตามเกณฑ์
75/75 (2) เพอื่ ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเปน็ ฐานร่วมกับแนวคิดปร ะเด็น
วิทยาศาสตรก์ ับสังคมของนกั เรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 5 (3) เพ่ือเปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนรายวิชา
ชีววทิ ยาท่ีเรยี นด้วยการจัดการเรยี นร้แู บบใช้ปญั หาเป็นฐานร่วมกับแนวคิดประเดน็ วทิ ยา ศาสตร์กับสังคม
ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน (4) เพ่อื เปรยี บเทียบการคิดอยา่ งมีวจิ ารณญาณ หลังจากได้รับการจัดการ
เรยี นรแู้ บบใช้ปัญหาเปน็ ฐานร่วมกับแนวคิดประเดน็ วิทยาศาสตรก์ ับสังคม รายวิชาชีววทิ ยาระหว่างก่อน
เรียนและหลงั เรียน และ (5) เพ่ือศึกษาความพงึ พอใจในการเรียนของนักเรียนที่ไดร้ บั การจดั การเรียนรู้แบบ
1 นสิ ติ ระดบั ปริญญาโท สาขาวชิ าการสอนวทิ ยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัย
มหาสารคาม 2 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม เครอื่ งมอื ทีใ่ ช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ (1)
แผนการจัดการเรยี นร้แู บบใช้ปัญหาเปน็ ฐานรว่ มกบั ประเด็น วิทยาศาสตรก์ ับสงั คม เร่อื ง การเปลี่ยนแปลง
ทางพันธุกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพ มที ั้งหมด 8 แผน 12 ช่ัวโมง (2) แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการ
เรียน ชนิดเลอื กตอบ 4 ตวั เลือก จา นวน 30 ข้อ (3) แบบ ทดสอบวดั การคิดอย่างมีวิจารณญาณ ชนิด
เลือกตอบ 4 ตัวเลอื ก จานวน 30 ขอ้ และ (4) แบบวัดความ พงึ พอใจของผ้เู รยี นต่อการจดั การเรยี นรู้แบบ
ใชป้ ญั หาเปน็ ฐานรว่ มกบั แนวคดิ ประเดน็ วทิ ยาศาสตรก์ บั สังคม จา นวน 20 ข้อ ผลการวิจัยปรากฏ ดงั นี้ 1.
ประสิทธภิ าพของแผนการจดั กิจกรรมการเรียนรแู้ บบใชป้ ัญหาเป็นฐานร่วมกับแนวคดิ ประเด็น วิทยาศาสตร์
กับสังคม มีประสิทธิภาพเท่ากบั 78.46/81.88 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 75/75 2. ดัชนี ประสิทธิผลของ
แผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้แบบใช้ปัญหาเปน็ ฐร่วมกับแนวคิดประเด็นวิทยาศาสตร์ กบั สังคม มคี า่ เท่ากบั
0.7208 แสดงว่า นักเรยี นมคี วามก้าวหนา้ ทางการเรยี นคิดเปน็ รอ้ ยละ 72.08 3. นกั เรยี นทเ่ี รียนด้วยการ
จัดการเรยี นรแู้ บบใชป้ ญั หาเปน็ ฐานรว่ มกบั แนวคิดประเด็นวิทยาศาสตรก์ บั สังคม มผี ลสมั ฤทธิท์ างการเรียน
36
หลงั เรยี นสูงกวา่ กอ่ นเรียน อย่างมีนยั สาคญั ทางสถติ ิที่ระดับ .05 4. นกั เรียนท่ีเรยี นด้วยการจัดการ เรียนรู้
แบบใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับแนวคิดประเดน็ วิทยาศาสตร์กบั สังคม มกี ารคิดอยา่ งมีวิจารณญาณ หลังเรยี น
สูงกว่ากอ่ นเรียน อยา่ งมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 5. นกั เรียนทีไ่ ด้รับการจดั การเรยี นรู้แบบใช้ปัญหา
เป็นฐานร่วมกับแนวคิดประเด็นวทิ ยาศาสตรก์ บั สงั คมมคี วามพึงพอใจต่อการจัดการเรยี นรู้แบบใชป้ ญั หาเป็น
ฐานรว่ มกับแนวคิดประเด็นวทิ ยาศาสตร์กับสังคมอย่ใู นระดับดีมาก โดยสรุป การจดั การเรียนรแู้ บบใชป้ ญั หา
เป็นฐานร่วมกบั แนวคิดประเด็นวิทยาศาสตร์กับสงั คม รายวชิ าชีววิทยา เรื่อง การเปลี่ยนแปลงทาง
พันธกุ รรมและเทคโนโลยีชวี ภาพ ช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 5 ท่ี ผวู้ จิ ัยไดพ้ ัฒนาข้นึ เป็นวิธีการช่วยเสริมสร้า งให้
ผ้เู รยี นมผี ลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น และการคดิ อย่างมีวจิ ารณญาณเพิ่มขึ้น ครูผ้สู อนวิชาวทิ ยาศาสตร์ควรนา
การจัดการเรียนรูแ้ บบใช้ปญั หาเป็นฐานร่วมกับประเดน็ วิทยาศาสตร์กับสังคมไปประยุกต์ใช้ในการจัดการ
เรยี นการสอนวชิ าวิทยาศาสตร์ในระดบั ช้นั อน่ื ๆ ต่อไป โดยคานึงถึงความสามารถของนักเรียนแต่ละคน
เพอ่ื ใหน้ ักเรียนบรรลผุ ลตามความมุง่ หมายท่ตี ั้งไว้
วิลาวลั ย์ เทพจกั ร, สรุ ยี พ์ ร สว่างเมฆ, และ มลิวรรณ นาคขนุ ทด (2561) ได้ศึกษาเรอื่ ง การ
สง่ เสริมทกั ษะการสือ่ สารอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพของนักเรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 5 เร่อื ง การเจรญิ เตบิ โตของ
พืช โดยใช้การจัดการเรยี นรู้ดว้ ยประเด็นทางสังคมท่ีเกย่ี วเนื่องกับวทิ ยาศาสตรร์ ่วมกับการ โต้แย้งเชิง
วิทยาศาสตร์ โดยมีวตั ถปุ ระสงค์เพอื่ เพื่อศึกษาแนวทางในการจัดการเรียนรูเ้ พือ่ สง่ เสริมทักษะการสื่อส าร
อย่างมปี ระสทิ ธิภาพและผลการสง่ เสริมทกั ษะการส่ือสารอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ประเดน็ ทางสังคมท่ี
เกีย่ วเนอื่ งกับวทิ ยาศาสตรร์ ่วมกับการโต้แย้งเชิงวทิ ยาศาสตร์ กลมุ่ เปา้ หมายเปน็ นักเรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่
5 ของโรงเรยี นทีส่ ่งเสริมวิทยาศาสตร์แหง่ หนึง่ ในจงั หวัดพษิ ณุโลก ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2559 จานวน
33 คน เครื่องมือในการวิจัย ประกอบดว้ ย 1) แผนการจดั การเรียนรูโ้ ดยใชป้ ระเด็นทางสงั คมท่ีเกย่ี วเนือ่ งกับ
วทิ ยาศาสตร์รว่ มกบั การโต้แย้งเชิงวิทยาศาสตร์ จานวน 3 แผน 2) แบบสะท้อนผลการจดั การเรยี นรูข้ องครู
ชีววทิ ยาและผู้วิจยั 3) แบบวัดทกั ษะการสื่อสารอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพและ 4) ใบงาน การวเิ คราะห์ข้อมูลเชิง
คุณภาพ โดยวเิ คราะหเ์ ชิงเนอ้ื หาจากแบบสะท้อนการจดั การเรยี นรแู้ ละขอ้ มูลเชิงปริมาณวิเคราะห์โดยหา
คา่ เฉลย่ี และคา่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน จากแบบวัดทักษะการส่ือสารอยา่ งมีประสทิ ธิภา พและใบงาน
ผลการวิจยั พบว่า 1) แนวทางจัดกิจกรรมในขั้นการเตรียมการ ครูควรเตรียมประเดน็ ทางสังคมท่ีเกีย่ วเน่ือง
กบั วิทยาศาสตรแ์ ละข้อมูลทเ่ี กยี่ วข้องท้ังดา้ นบวกและด้านลบ ขนั้ พัฒนาทักษะครูควรจัดกจิ กรรมให้นกั เรียน
ไดว้ เิ คราะหข์ อ้ มลู และสรปุ จากข้อมูลจานวนมาก ข้ันการอภิปราย ครตู ้องเช่อื มโยงความรเู้ ขา้ กับปร ะเด็นท่ี
ศึกษาผ่านการโต้แย้งเชิงวทิ ยาศาสตร์ ส่งผลให้นกั เรียนเกิดการสะท้อนคิด และข้นั ประเมนิ ครูควรเปิด
โอกาสใหน้ ักเรยี นได้เปล่ียนแปลงการตัดสินใจตามขอ้ มูลที่ได้จากการโต้แย้ง และ 2) นกั เรียนมีค่าเฉล่ีย
ทกั ษะการสอื่ สารอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพหลังเรียนท่ี 3.70 อยูใ่ นระดับดีมาก ซึง่ สูงกวา่ คา่ เฉลี่ยก่อน เรียน ท่ี
37
3.00 อยู่ในระดับพอใช้ สอดคลอ้ งกบั ผลการวิเคราะห์ทักษะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภา พจา กใบงาน
ระหว่างเรียนของนกั เรียนทีม่ ีค่าเฉลี่ย 3.6 อยู่ในระดับดีมากเช่นเดยี วกัน
จุฑามาศ กันวงค์, พงศป์ ระพนั ธ์ พงษ์โสภณ, และธรี ศักด์ิ เอโกบล (ม.ป.ป.) ได้ศึกษาการ
สง่ เสรมิ การให้เหตุผลเชิงจรยิ ธรรมของนกั เรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปี ท่ี 6 โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ประเด็น
ทางสงั คมท่ีเก่ียวเนอ่ื งกบั วิทยาศาสตร์ ซ่ึงการวิจยั เชงิ ปฏบิ ัติการนี้ มวี ัตถปุ ระสงค์เพอื่ ศึกษาความสามารถใน
การให้เหตผุ ลเชงิ จริยธรรม เมอ่ื จดั การเรียนรู้โดยใชป้ ระเด็นทางสงั คมท่ีเก่ียวเน่ืองกับวิทยาศาสตร์ เรือ่ ง
พนั ธุศาสตรแ์ ละเทคโนโลยที างดเี อ็นเอ ของนกั เรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 6 จานวน 41 คน จากโรงเรียนแห่ง
หนึ่งในจงั หวัดนนทบุรี ผู้วิจัยได้เกบ็ รวมรวม ขอ้ มูลจากแบบวัดการให้เหตผุ ลเชงิ จริยธรรม และวิเคราะห์
ข้อมูลโดยการจดั กลุ่มคาตอบของนักเรียนตามรูปแบบการให้เหตผุ ลแล้วนามาหาความถีแ่ ละร้อยละ
เปรียบเทยี บกอ่ นและหลงั การจดั การเรยี นรู้ ผลการวิจัยพบวา่ กระบวนการจัดการเรยี นรูโ้ ดยใช้ประเด็นทาง
สังคมท่เี กีย่ วเน่อื งกับวทิ ยาศาสตร์ สามารถสง่ เสริมความสามารถในการใหเ้ หตุผลทางจรยิ ธรรมของนกั เรียน
ได้โดยนกั เรยี นส่วนใหญ่มีความสามารถในการตัดสนิ ใจบนพ้ืนฐานขอ การใชเ้ หตผุ ล นัน่ คือ สามารถให้
เหตุผลโดยพิจารณาเก่ยี วกับผลลัพธ์ (Moral consequentialist) และสามารถให้เหตุผลโดยพิจา ร ณาถึง
หลกั คุณธรรมจรยิ ธรรม (Virtue ethicist)
38
8. กรอบแนวคิดในการวิจยั
จากการศกึ ษาเอกสารและงานวิจยั ทเ่ี กี่ยวข้องในการจดั การเรยี นรโู้ ดยใช้ประเดน็ ทางสังคมที่
เกยี่ วเนอื่ งกบั วทิ ยาศาสตรเ์ ป็นฐาน (Socio – Scientific Issue Based Learning) รว่ มกับส่อื แอพพลิเคชั่น
Edpuzzle ต่อความสามารถทางการคิดวิเคราะห์ของนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสาธติ
มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ ฝา่ ยประถมศกึ ษา (ศกึ ษาศาสตร์) ในรายวชิ า ส16101 สังคมศกึ ษา คณะผู้วิจัยได้
กาหนดกรอบแนวคิดในการวิจยั ดังน้ี
การจดั การเรยี นรู้โดยใชป้ ระเด็นทางสงั คมที่ ความสามารถทางการคิดวเิ คราะห์ของนักเรยี น
เกี่ยวเนือ่ งกับวิทยาศาสตร์เปน็ ฐาน
(Socio – Scientific Issue Based 1. การวเิ คราะห์ความสาคญั (Analysis of
Learning) ร่วมกับสื่อแอพพลิเคช่ัน Elements)
Edpuzzle
ประกอบด้วย 4 ขน้ั ตอน คอื 2. การวเิ คราะหค์ วามสมั พันธ์ (Analysis
ขั้นท่ี 1 ขน้ั การเตรียมการ (นาเสนอ of relationships)
สถานการณป์ ัญหาโดยใช้สอ่ื แอพพลิเคชั่น 3. การวิเคราะห์หลกั การ (Analysis of
Edpuzzle) principle)
ความพงึ พอใจของนกั เรยี น
ข้ันที่ 2 ข้นั พัฒนาทกั ษะ (ให้ แบ่งออกเป็น 4 ดา้ น ดังนี้
นักเรียนสืบคน้ ขอ้ มลู ผา่ นแอพพลเิ คชนั่
Edpuzzle) 1. ดา้ นบรรยากาศในช้นั เรียน
2. ด้านกระบวนการเรยี นรู้
ขัน้ ที่ 3 ข้ันการอภปิ ราย 3. ดา้ นบุคลกิ ภาพของครผู ูส้ อน
ข้นั ที่ 4 ขน้ั ประเมนิ 4. ด้านประโยชนท์ ไี่ ด้รับ
ภาพท่ี 11 กรอบแนวคิดในการวจิ ยั
39
บทท่ี 3
วิธีการดาเนนิ การวิจัย
การศกึ ษาผลของการจัดการเรียนรโู้ ดยใช้ประเด็นทางสงั คมที่เกย่ี วเนื่องกบั วทิ ยาศาสตร์เป็น ฐาน
(Socio – Scientific Issue Based Learning) ร่วมกับสื่อแอพพลิเคชั่น EDPuzzle ต่อความสามารถ
ทางการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรี ยนสาธิตมหาวทิ ยาลัยขอนแก่น ฝ่าย
ประถมศกึ ษา (ศกึ ษาศาสตร์) คณะผู้วจิ ยั ได้ดาเนินการวิจยั ดังนี้
3.1 ประเภทของการวิจัย
การวจิ ยั ครั้งนี้เปน็ การวจิ ัยเชิงทดลอง เแบบแผนการทดลองข้นั ตน้ (Pre-Experimental Design)
โดยทาการศกึ ษากับกลุ่มเป้าหมายหน่งึ กล่มุ ท่มี ีการทดสอบก่อนและหลงั การทดลอง (One Group Pretest
– Posttest Design) เขยี นเปน็ สญั ลักษณ์ดังน้ี
O1 X O2
โดยท่ี O1 คอื การทดสอบกอ่ นการทดลอง
X คือ การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้โดยใชป้ ระเด็นทางสังคมที่เก่ียวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เป็น ฐาน
(Socio – Scientific Issue Based Learning) รว่ มกับส่ือแอพพลเิ คช่ัน EDPuzzle
O2 คือ การทดสอบหลงั การทดลอง
3.2 ตัวแปรที่ต้องทาการวิจยั
การศึกษาผลของการจดั การเรียนร้โู ดยใชป้ ระเด็นทางสงั คมท่ีเก่ยี วเนื่องกับวทิ ยาศาสตร์เป็น ฐาน
(Socio – Scientific Issue Based Learning) ร่วมกับสื่อแอพพลิเคชั่น EDPuzzle ต่อความสามารถ
ทางการคดิ วิเคราะหข์ องนกั เรยี นระดับชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 6 โรงเรยี นสาธติ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่าย
ประถมศึกษา (ศกึ ษาศาสตร)์ มีตัวแปร ดงั นี้
3.2.1 ตวั แปรต้น ไดแ้ ก่ การจัดการเรียนรูโ้ ดยใชป้ ระเด็นทางสงั คมท่ีเกย่ี วเน่ืองกับวทิ ยาศาสตร์เป็น
ฐาน ร่วมกบั ส่ือแอพพลิเคชนั่ EDPuzzle
3.2.2 ตวั แปรตาม ไดแ้ ก่ ความสามารถทางการคดิ วเิ คราะห์ของนักเรยี น และความพงึ พอใจของ
นักเรียน