ผลการใช้นวัตกรรมส่ิงช่วยจดั มโนมตลิ ว่ งหนา้ (Advance Organizer Model)
รว่ มกับส่ือ Animation ที่มตี อ่ ความสามารถในการคิดวเิ คราะหใ์ นวชิ าประวตั ิศาสตร์
ของนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแกน่
ฝ่ายประถมศกึ ษา (ศกึ ษาศาสตร์)
จดั ทำโดย
นางสาววลิ าสนิ ี ตะนะโส รหัสนักศึกษา 603050209-0
นายชยั มงคล จารจุ ติ ร รหัสนักศกึ ษา 603050280-4
นักศกึ ษาชน้ั ปีที่ 3 สาขาวชิ าสังคมศึกษา
เสนอ
ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร.จตุภูมิ เขตจัตรุ ัส
รองศาสตราจารย์ ดร.อังคณา ตงุ คะสมติ
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์จรรยา บญุ มปี ระเสรฐิ
รองศาสตราจารยเ์ พชรรัตน์ จงนิมิตรสถาพร
อาจารย์ณฐมน สธุ นเกยี รติกานต์
การวจิ ยั นี้เป็นส่วนหนงึ่ ของรายวิชา ED003003 การวิจยั ในชั้นเรยี นเพอ่ื พัฒนาการเรียนรู้
และรายวชิ า ED193004 การวิจัยนวตั กรรมทางสงั คมศึกษา
ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2562
คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
The Effects of Innovative Advanced Organizer Model with Animation Media
on the Analytical Thinking Ability in History of Prathomsuksa 5
Students of Demonstration School of Khon Kaen University
Primary Department (Education).
Submitted by
Ms. Wilasinee Tanaso 603050209-0
Mr. Chaimongkon Jarujit 603050280-4
the 3rd year of Social Studies program
Present
Assoc. Prof. Jatuphume Kedchaturat, Ph.D.
Asst. prof. Angkana Tungkasamit, Ph.D.
Asst. prof. Janya Boonmeeprasert
Assoc. Prof. Phetcharat Jongnimitsatapohn
Mrs. Natthamon Suthonkiatkarn
This research belongs to ED003003 CLASSROOM AND INSTRUCTIONAL
MANAGEMENT and ED193004 RESEARCH FOR INNOVATIONS IN SOCIAL STUDIES
Second semester in the academic year of 2019.
Faculty of Education, Khon Kaen University.
ก
ชือ่ งานวจิ ยั : ผลการใช้นวตั กรรมสิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า (Advance Organizer Model) ร่วมกับสื่อ
Animation ท่มี ตี ่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์ในวิชาประวัติศาสตร์ของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปที ่ี 5 โรงเรยี นสาธติ มหาวิทยาลัยขอนแกน่ ฝา่ ยประถมศึกษา (ศึกษาศาสตร์)
คณะผวู้ ิจัย : นางสาววลิ าสนิ ี ตะนะโส ผูว้ จิ ัย
นายชัยมงคล จารจุ ิตร ผู้วิจยั
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จตุภูมิ เขตจตั รุ สั ที่ปรึกษา
รองศาสตราจารย์ ดร.องั คณา ตงุ คะสมิต
ผู้ช่วยศาสตราจารย์จรรยา บญุ มปี ระเสรฐิ
รองศาสตราจารยเ์ พชรรัตน์ จงนมิ ติ รสถาพร
อาจารยณ์ ฐมน สุธนเกยี รตกิ านต์
ปีการศกึ ษา : 2562
บทคดั ยอ่
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาผลการใช้นวัตกรรมสิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า
(Advance Organizer Model) ร่วมกับสื่อ Animation ที่มีต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์ในวิชา
ประวตั ศิ าสตรข์ องนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ี่ 5 2) เพอ่ื ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการ
เรียนการสอนโดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้าร่วมกับสื่อ Animation กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนที่กำลัง
ศึกษาระดับชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 5 จำนวน 33 คน โดยการเลอื กแบบเจาะจง การวิจัยนี้ใช้รูปแบบการวิจัย
เชิงทดลอง โดยให้การทดลองหนึ่งครั้ง (One shot case study) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย
1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้าร่วมกับสื่อ Animation 2) แบบทดสอบ
ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ 3) แบบประเมินความพึงพอใจในการจัดการเรียนการสอนโดยใช
นวัตกรรมสิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้ารว่ มกับสอ่ื Animation การวเิ คราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ
และข้อมลู เชงิ คุณภาพโดยการวิเคราะห์เนอ้ื หา ผลการวิจัยพบว่า
1) นักเรียนมีคะแนนความสามารถในการคิดวิเคราะห์ที่ผา่ นเกณฑ์ จำนวน 10 คน คิดเป็นรอ้ ยละ
30.30 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ นักเรียนร้อยละ 75 มีผลการทดสอบความสามารถในการคิด
วิเคราะห์ร้อยละ 75 ขนึ้ ไป
2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 Unit E 2 กลุ่ม 2 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอน
โดยใชส้ ่ิงชว่ ยจัดมโนมตลิ ว่ งหนา้ (Advance Organizer Model) ร่วมกบั สอ่ื Animation โดยรวมนักเรยี นมี
ระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( X = 4.31) ด้านที่นักเรียนมีระดับความพึงพอใจมากที่สุด คือ
บรรยากาศของการเรียนเปิดโอกาสให้นักเรียนทำกิจกรรมได้อย่างอิสระ (X = 4.54) และกิจกรรมการ
เรยี นรมู้ คี วามเหมาะสมกับเนือ้ หาและทำให้เขา้ ใจเนอ้ื หามากขึ้น (X = 4.51)
ข
Title : The Effects of Innovative Advanced Organizer Model with Animation Media
on the Analytical Thinking Ability in History of Prathomsuksa 5 Students
of Demonstration School of Khon Kaen University Primary Department (Education)
Submitted by : Ms. Wilasinee Tanaso 603050209-0
Mr. Chaimongkon Jarujit 603050280-4
Adviser : Assoc. Prof. Jatuphume Kedchaturat, Ph.D.
Asst. prof. Angkana Tungkasamit, Ph.D.
Asst. prof. Janya Boonmeeprasert
Assoc. Prof. Phetcharat Jongnimitsatapohn
Mrs. Natthamon Suthonkiatkarn
Academic year of 2019.
Abstract
The purposes of this study were : 1 ) to study the effects of innovative advanced
organizer model with animation media on the analytical thinking ability in history of
prathomsuksa 5 students, 2 ) to study the satisfaction of students to innovative advanced
organizer model with animation media. The target group was 33 students in prathomsuksa
5. by using purposive sampling. This research is the experimental research by one shot case
study. The instruments used in this research were the advanced organizer model with
animation media with animation activity lesson plans, analytical thinking ability test, and
the satisfaction form of the teaching using innovative advanced organizer model with
animation media. The data was analyzed by using percentage, average and the qualitative
content analysis. The results of the study were as follows :
1. Students' analysis ability score passed 10 people ( 30.30 %) . This was below the
threshold that 75 % of students should pass analytical thinking ability test by 75 % or more.
2. Students in prathomsuksa 5,unit E 2,group 2 had the satisfaction of teaching using
innovative advanced organizer model with animation media. Overall, the student has a high
level of satisfaction ( X = 4.31). The student with the highest level of satisfaction was the
atmosphere of learning opportunities for the students to work independently ( X = 4 . 54)
and learning activities were appropriate to the content and understand more (X = 4.51).
ค
กติ ตกิ รรมประกาศ
งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี เนื่องจากคณะผู้วิจัยได้รับความเมตตาทางด้านต่าง ๆ
โดยเฉพาะดา้ นการช่วยเหลอื จากที่ปรกึ ษาในการวิจัย คอื รองศาสตราจารย์เพชรรตั น์ จงนมิ ิตรสถาพร ที่ให้
คำแนะนำและข้อเสนอแนะต่าง ๆ อนั เปน็ ประโยชน์อย่างย่งิ แกก่ ารทำวิจัย อีกทั้งยังติดตามการดำเนินการ
วิจยั ตง้ั แตต่ ้นจนเสรจ็ สนิ้ กระบวนการ คณะผู้วจิ ยั ขอขอบพระคณุ เป็นอยา่ งสูงมา ณ ที่น้ี
ขอขอบพระคุณรองศาสตราจารย์ ดร. อังคณา ตุงคะสมิต อาจารย์ประจำสาขาวิชาสังคมศึกษา
ที่กรณุ าใหข้ ้อเสนอแนะในการทำวิจยั ตลอดทั้งใหค้ ำแนะนำ และแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
ขอขอบพระคุณผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. จตภุ มู ิ เขตจตั รุ ัส อาจารย์สาขาวิชาการวัดและประเมินผล
การศึกษา อาจารย์ทิพย์ฤทัย ไกรศรีวรรธนะ และอาจารย์อรนุช กิตติศิริวัฒนกุล ท่ีกรุณาเป็นผู้เชี่ยวชาญ
สละเวลาในการตรวจสอบ และพิจารณาความถูกต้องสมบูรณ์ของเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
ตลอดจนให้คำแนะนำเพ่ิมเตมิ แกค่ ณะผูว้ ิจยั
ความสำเรจ็ ในการทำวิจยั ครงั้ น้ี ขอขอบคุณคณาจารยค์ ณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น ที่
ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ผ่านการปฏิบัติจริง ซ่ึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการทำวิจัย ขอขอบคุณบิดา
มารดา และครอบครัวที่ให้กำลังใจตลอดจนเป็นผู้สนับสนุนในด้านต่าง ๆ สำหรับการวิจัยในครั้งน้ี
คณะผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลงานวิจัยครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและการพัฒนาการจัดการ
เรยี นรตู้ อ่ ไป
นางสาววลิ าสินี ตะนะโส
นายชยั มงคล จารุจิตร
ง
สารบัญ หน้า
ก
บทคดั ยอ่ ค
กติ ติกรรมประกาศ ง
สารบัญ ฉ
สารบญั ตาราง ช
สารบญั ภาพ ซ
สารบัญแผนภมู ิ 1
บทที่ 1 บทนำ 1
3
1. ความเปน็ มาและความสำคญั ของปัญหา 3
2. คำถามการวจิ ัย 4
3. วตั ถปุ ระสงคก์ ารวิจยั 4
4. สมมตฐิ าน 5
5. ขอบเขตของการวิจัย 6
6. นยิ ามศัพท์เฉพาะ 7
7. ประโยชน์ท่ีคาดวา่ จะได้รับ 8
บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ยั ทีเ่ ก่ียวข้อง
1. หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) 11
กลุ่มสาระการเรยี นร้สู งั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
2. ทฤษฎี และแนวคดิ ทเ่ี ก่ียวขอ้ งกับรปู แบบการเรียนรู้โดยใช้สิง่ ช่วยจดั มโนมติล่วงหน้า 15
(Advance Organizer Model) 17
3. ทฤษฎี และแนวคดิ ท่เี กย่ี วข้องกบั สื่อ Animation 23
4. ทฤษฎี และแนวคิดท่ีเกย่ี วข้องกบั ทกั ษะการคดิ วิเคราะห์ 25
5. ทฤษฎี และแนวคิดที่เกย่ี วข้องกบั ความพงึ พอใจ 29
6. งานวิจัยทีเ่ กีย่ วขอ้ ง
7. กรอบแนวคดิ ในการวิจยั
สารบัญ (ต่อ) จ
บทท่ี 3 วธิ ีดำเนนิ การวิจยั หน้า
1. กลมุ่ เปา้ หมาย 30
2. ตัวแปรที่ศกึ ษา 30
3. รูปแบบการวิจยั 30
4. เคร่อื งมอื ที่ใช้ในการวิจยั 31
5. การสรา้ งและหาประสิทธภิ าพของเครอื่ งมอื 31
6. การเกบ็ รวบรวมข้อมลู 32
7. การวเิ คราะหข์ อ้ มลู 41
8. สถติ ิทใี่ ช้ในการวิเคราะห์ข้อมลู 41
42
บทท่ี 4 ผลการวจิ ัย และอภิปรายผล 43
1. ผลการวิจัย 43
2.อภปิ รายผลการวิจัย 49
52
บทที่ 5 สรปุ ผลการวจิ ยั และข้อเสนอแนะ 52
1. สรุปผลการวิจัย 53
2. ข้อเสนอแนะ 54
58
บรรณานุกรม 59
ภาคผนวก 65
83
ภาคผนวก ก รายชอื่ ผ้เู ชยี่ วชาญ และหนงั สอื ราชการ 121
ภาคผนวก ข เครอื่ งมอื ทีใ่ ช้ในการเกบ็ ขอ้ มลู 126
ภาคผนวก ค ผลการวิเคราะห์คุณภาพเคร่อื งมือ 128
ภาคผนวก ง ภาพกจิ กรรม
ภาคผนวก จ ภาพผลงานนักเรยี น
ประวัตผิ ูว้ ิจัย
ฉ
สารบัญตาราง
หน้า
ตารางที่ 1 แสดงผลการใช้นวตั กรรมส่งิ ช่วยจดั มโนมติล่วงหนา้ (Advance Organizer Model) 44
ร่วมกับสื่อAnimation ทมี่ ตี อ่ ความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ในวชิ าประวตั ิศาสตร์
ของนักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 5
ตารางที่ 2 ผลคะแนนความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ในวิชาประวตั ิศาสตรข์ องนกั เรียน 44
ชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 5 เปน็ รายดา้ น
ตารางที่ 3 ผลความพึงพอใจของนักเรียนทม่ี ตี ่อการจดั การเรยี นการสอน 46
โดยใช้สง่ิ ช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า (Advance Organizer Model) รว่ มกับสื่อ Animation
ตารางท่ี 4 ผลสมั ภาษณห์ ลงั การจัดการเรียนการสอน 47
ตารางท่ี 5 ผลการบนั ทกึ หลงั สอน 48
ตารางท่ี 6 การวิเคราะห์หลักสตู รและรปู แบบแบบทดสอบความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ 84
ตารางท่ี 7 ผลคะแนนความคดิ เห็นของผเู้ ช่ียวชาญต่อความเหมาะสมของแผนการเรยี นรู้ 105
โดยใช้สิ่งชว่ ยจัดมโนมติล่วงหนา้ (Advance Organizer Model) รว่ มกบั สื่อ Animation
ตารางท่ี 8 ผลคะแนนความคดิ เหน็ ของผูเ้ ชีย่ วชาญด้านความสอดคล้องระหว่าง 107
แบบทดสอบความสามารถในการคิดวเิ คราะห์กับจุดประสงคก์ ารเรียนรู้
ตารางที่ 9 ผลคะแนนความคดิ เหน็ ของผูเ้ ชยี่ วชาญดา้ นความสอดคลอ้ งระหวา่ ง 108
แบบประเมนิ ความพึงพอใจกับจุดประสงค์การเรยี นรู้
ตารางที่ 10 ผลการวเิ คราะห์หาค่าความยากง่าย และอำนาจจำแนกของ 110
แบบทดสอบความสามารถในการคดิ วเิ คราะหข์ องกล่มุ อนื่ ท่ไี ม่ใชก่ ลุ่มเป้าหมาย (Try out)
ตารางที่ 11 ผลการวิเคราะห์หาคา่ ความยากง่าย และอำนาจจำแนกของ 111
แบบทดสอบความสามารถในการคิดวเิ คราะหข์ องกล่มุ เปา้ หมาย
ตารางที่ 12 ผลการทดสอบความสามารถในการคิดวิเคราะหข์ องนกั เรยี นกลุ่มอืน่ 112
ที่ไมใ่ ชก่ ลมุ่ เป้าหมาย (Try out) รายบุคคล
ตารางท่ี 13 ผลการทดสอบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนกลุม่ เปา้ หมายรายบุคคล 114
ตารางที่ 14 ผลการประเมินผลงานในการจัดการเรียนการสอนโดยใชนวตั กรรม 116
ส่งิ ช่วยจดั มโนมตลิ ว่ งหนา้ (Advanced Organizer Model ) ร่วมกบั ส่อื Animation
ของนกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 5 รายบคุ คล
ช
สารบัญภาพ หน้า
29
ภาพท่ี 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย 31
ภาพท่ี 2 รปู แบบการวิจยั 34
ภาพที่ 3 แผนภาพสรุปขั้นตอนการสร้างแผนการเรียนรโู้ ดยใชส้ ่งิ ชว่ ยจัดมโนมติลว่ งหน้า
37
(Advance Organizer Model) ร่วมกบั ส่ือ Animation 40
ภาพที่ 4 แผนภาพสรุปข้ันตอนการสร้างแบบทดสอบความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์
ภาพที่ 5 แผนภาพสรปุ ขน้ั ตอนการสร้างแบบประเมินความพึงพอใจในการจดั การเรียนการสอน
โดยใชน้ วตั กรรมสงิ่ ชว่ ยจัดมโนมตลิ ่วงหนา้ (Advance Organizer Model)
รว่ มกบั ส่ือ Animation
ซ
สารบญั แผนภมู ิ
หนา้
แผนภมู ิที่ 1 ผลคะแนนความสามารถในการคดิ วิเคราะหใ์ นวชิ าประวัติศาสตรข์ องนักเรียน 43
ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 5 45
แผนภมู ิที่ 2 ผลความพึงพอใจของนักเรียนที่มตี ่อการจดั การเรยี นการสอน
โดยใชส้ ิ่งช่วยจดั มโนมตลิ ่วงหนา้ (Advance Organizer Model) ร่วมกบั ส่อื Animation
1
บทที่ 1
บทนำ
1. ความเปน็ มาและความสำคญั ของปญั หา
ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 นั้นได้กำหนดในเรื่องความสำคัญของการ
เรียนการสอนวิชาสังคมศึกษาไว้คอื การที่นักเรียนสามารถปรับตัวให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม
โลก ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและตลอดเวลา โดยการที่นักเรียนจะสามารถกระทำการปรับตัว
และพัฒนาได้นั้นก็ด้วยจากการส่งเสริมให้นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจ ว่ามนุษย์ดำรงชีวิตอย่างไร ทั้งใน
ฐานะปัจเจกบุคคล และการอยูร่ ่วมกนั ในสงั คม การปรับตวั ตามสภาพแวดลอ้ ม การจัดการทรัพยากรท่ีมีอยู่
อย่างจำกัด นอกจากนี้ ยังช่วยให้นักเรยี นเข้าใจถึงการพัฒนา เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย กาลเวลา ตามเหตุ
ปัจจยั ต่าง ๆ ทำใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจในตนเอง และผู้อ่นื มคี วามอดทน อดกล้นั ยอมรับในความแตกตา่ ง และ
มคี ณุ ธรรม สามารถนำความรู้ไปปรบั ใชใ้ นการดำเนินชวี ิต เปน็ พลเมืองดขี องประเทศชาติ และสังคมโลกได้
(กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) ซึ่งเมือ่ พิจารณาจุดประสงค์ของการเรยี นการสอนวิชาสังคมศกึ ษาในข้างตน้
แล้วนั้นจะเห็นได้ว่า การที่นักเรียนจะสามารถปรับตัวให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกหรือ
“โลกาภิวัตน์”ได้นั้น ควรที่จะมีความรู้และความเข้าใจในเนื้อหา เพื่อมุ่งสู่การวิเคราะห์ ตลอดจน
ความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ซึ่งถือเป็นจุดหมายสูงสุดในการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา หากแต่
กระบวนการอันจะนำมาสู่การคิดสร้างสรรค์ได้นั้น ไม่สามารถที่จะละเลยซึ่งความสามารถด้านการคิด
วเิ คราะห์ได้ ซ่ึงส่ิงน้มี ีความสำคญั อย่างยิ่งตอ่ การเรียนวชิ าสงั คมศึกษา
อย่างไรก็ตาม ความมุ่งหมายของกระทรวงศึกษาธิการต่อกลุม่ วิชาในสาระสังคมศึกษา โดยเฉพาะ
รายวิชาประวัติศาสตร์น้ัน หาได้ประสบความสำเรจ็ ตามจุดประสงค์ของกระทรวงศึกษาธิการไม่ ซึ่งในการ
นำเสนอเนือ้ หาวิชาประวัตศิ าสตร์แกน่ กั เรยี นใหม้ คี วามนา่ สนใจนน้ั ผู้สอนจะต้องประกอบดว้ ยความรู้ ความ
เข้าใจในเนื้อหา และเทคนิคการสอนที่มีความน่าสนใจ ทว่าในสภาพความเป็นจริงนั้นการจัดกิจกรรมการ
เรียนการสอนในวิชาประวตั ิศาสตร์กลับเป็นการบรรยาย โดยใช้หนังสือเรียนเป็นฐานการจัดกิจกรรมแทน
การพิจารณาจากหลักสูตรเป็นส่วนใหญ่ โดยสิ่งนี้นำมาสู่การที่นักเรียนขาดความสนใจ และไม่เข้าใจใน
เนื้อหา ตลอดจนนำมาสู่การขาดความสามารถในการคิดวิเคราะห์อันเป็น “หัวใจ” ของการเรียนการสอน
รายวิชาสังคมศึกษา โดยเฉพาะในวชิ าประวัตศิ าสตร์ด้วย (ลัดดา ชัยหาทัพและนิลมณี พิทักษ์, 2558) รวม
ไปถึงการจัดการเรียนการสอนรายวิชาประวตั ิศาสตร์ทผ่ี ่านมาประสบปญั หาหลายประการเนื่องจากนักเรียน
ไม่เห็นความสำคัญ ซึ่งทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำและขาดความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ (วนา
รันต์ ราชอาจ และคณะ, 2558) และปจั จยั ท่ีสำคญั อีกหนง่ึ คือการจัดกิจกรรมรปู แบบการเรียนการสอนที่จะ
เน้นครูเป็นศูนยก์ ลาง เน้นการสอนแบบบรรยายเพื่อถ่ายทอดความรู้ มากกว่าการส่งเสริมใหน้ ักเรียนสรา้ ง
2
องค์ความรู้ และแสวงหาความรู้ด้วยตนเองเนื้องจากครูผู้สอนในรายวิชาประวัติศาสตร์ยังมีความรู้ความ
เขา้ ใจในข้ันตอนของวธิ กี ารทางประวัตศิ าสตร์ต่ำกว่าเกณฑ์ (ทติ ยาภรณ์ ภูมิดอนมงิ่ , 2551)
ทั้งนี้ ควรยิ่งที่จะต้องพิจารณาให้เห็นถึงสภาพปัญหาของนักเรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
Unit E 2 กลุ่ม 2 โรงเรยี นสาธิตมหาวิทยาลยั ขอนแก่น ฝา่ ยประถมศึกษา (ศกึ ษาศาสตร์) เป็นลำดับถดั มา
โดยหลังจากท่ผี ู้วจิ ยั ไดล้ งสำรวจพื้นทีก่ ลุม่ เปา้ หมายพรอ้ มท้งั ได้สัมภาษณบ์ ุคลากรผ้ซู ง่ึ เก่ียวขอ้ งกับการศึกษา
พบว่า ในรายวชิ าประวัตศิ าสตรน์ น้ั นักเรยี นสามารถทจ่ี ะตอบคำถามเชงิ ความรู้ และความจำได้ ทวา่ กลับกัน
โดยสิ้นเชิงเมื่อใช้คำถามในลักษณะของการคิดวิเคราะห์ อาทิ เมื่อผู้สอนใช้คำถามในลักษณะ “ทำไม”
นักเรียนมักเกดิ ความยากลำบากในการเชื่อมโยงเนือ้ หาท่ีตนเองได้เรียนรู้ไปก่อนหน้า เพื่อนำแนวคดิ ที่ผา่ น
การเชอ่ื มโยงเหล่านนั้ มาใช้เป็นฐานสำหรับการวิเคราะห์ และเมอ่ื พิจารณาอย่างรอบด้านแล้ว สามารถสรุป
ได้ว่า นักเรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 Unit E 2 กลุ่ม 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่าย
ประถมศึกษา (ศึกษาศาสตร์) นั้นกำลังประสบกับปญั หาความสามารถทางด้านการคิดวเิ คราะห์ในรายวิชา
ประวัตศิ าสตร์
จากสภาพปัญหาทางด้านความสามารถทางการคดิ วเิ คราะหใ์ นข้างต้น เป็นเหตุให้ผู้วิจัยเกดิ ความ
สนใจที่จะศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดความสามารถทางด้านการคิดวิเคราะห์ในรายวิชาประวัติศาสตร์
โดยใช้นวัตกรรมการสอนแบบสิง่ ช่วยจัดมโนมติล่วงหน้าหรือ Advanced Organizer Model โดยเป็นการ
เชอ่ื มโยงสิ่งที่ไดเ้ รียนร้ใู หมก่ ับความรเู้ ดิมของนักเรียน ผา่ นการสอนสิ่งใหม่ สาระความร้ใู หม่ รวมถงึ ผู้สอนทำ
การสรุปสาระสำคัญของสาระต่าง ๆ ที่จะนำไปสอน (ทิศนา แขมมณี, 2553) และจัดให้นักเรียนได้ศึกษา
เนื้อหากว้าง ๆ เร่อื งใดเร่ืองหน่งึ เพ่อื ใหน้ กั เรียนสามารถมองเห็นภาพ หรือขอบขา่ ยของเร่อื งน้นั กอ่ นทจ่ี ะรับ
ความรู้ใหม่ โดยสามารถเช่ือมโยงความรู้เก่าหรือส่ิงที่นักเรียนรู้แล้วกับสิ่งที่นักเรียนจะเรียนรู้ใหม่ ซึ่งเป็น
ประโยชน์ต่อการเรียนเน้ือหาให้ได้อย่างเข้าใจ Channgam (2005 อ้างถึงในนภาพร เกาะทอง และคณะ,
2560) จากนั้นนำมาบูรณาการเข้ากับสื่อแอนิเมชัน (Animation) หรือความหมายคือ ภาพเคลื่อนไหวที่
สร้างขึ้นโดยการนำภาพนิง่ หลาย ๆ ภาพมาฉายต่อเนื่องกันดว้ ยความเรว็ สูง ทำให้เกิดภาพลวงตาของการ
เคลื่อนไหว โดยปกติความเร็วของภาพเคลื่อนไหวจะฉายด้วยความเร็วที่ต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดของการ
แสดงผล (output) โดยถ้าฉายเป็นภาพยนตร์จะฉายดว้ ยความเร็ว 24 เฟรมต่อวินาทถี ้าถ่ายทอดในระบบ
PAL จะฉายด้วยความเรว็ 25 เฟรมตอ่ วนิ าทีแตใ่ นระบบ NTSC จะฉายดว้ ยความเร็ว 29.97 หรอื 30 เฟรม
ต่อวินาที กล่าวโดยย่อ แอนิเมชันนั้นหมายถึง การสร้างสรรค์ลายเส้นหรือรูปทรงต่าง ๆ ให้เกิดการ
เคลื่อนไหวตามความคิดหรือจินตนาการที่ผู้สร้างได้วางแผนไว้ โดยการนำสื่อแอนิเมชันมาใช้สำหรับการ
เรียนการสอนนั้น จะช่วยส่งเสริมให้นักเรียนเกิดความสนใจที่จะเรียนรู้ พร้อมทั้งเกิดความปรารถนาตาม
สภาพที่คาดหวังของนักเรียน C.R. Carpenter and Edgar Dale (1948 อ้างถึงในมัณฑรา ธรรมบุศย์,
2560) ทั้งยังสอดรับกบั แนวคิดของวรวิทย์ นิเทศศิลป์ (2551) ที่กล่าวว่า การนำเอาสิ่งใหม่ซึ่งอาจจะอยู่ใน
รูปของความคิดหรือการกระทำ รวมทั้งสิ่งประดิษฐ์ก็ตามเข้ามาใช้ในระบบการศึกษา เพื่อมุ่งหวังที่จะ
3
เปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่เดิมให้ระบบจัดการศึกษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้นักเรียนสามารถเกิดการ
เรยี นรไู้ ด้อย่างรวดเรว็ เกดิ แรงจงู ใจในการเรียน และยังช่วยให้ประหยัดเวลาในการเรยี น เช่น การเรียนการ
สอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน การใช้วีดีทัศน์เชิงโต้ตอบ ( Interactive Video) สื่อหลายมิติ
(Hypermedia) และอนิ เตอร์เน็ตเหล่าน้ี เปน็ ตน้
เนอ่ื งดว้ ยสภาพปญั หาและความสำคญั ของการแก้ปัญหาในขา้ งตน้ ผวู้ ิจัยจงึ ได้ทำการนำนวัตกรรม
สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า (Advance Organizer Model) ร่วมกับสื่อ Animation นี้มาบูรณาการเข้า
ด้วยกัน กระทั่งเกิดเป็นแนวทางสำหรับการศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดความสามารถทางด้านการคิด
วิเคราะหข์ องนกั เรียน และช่วยส่งเสรมิ ใหน้ ักเรยี นเกิดความเขา้ ใจในเนื้อหาในรายวิชาประวัตศิ าสตร์ รวมถึง
สนับสนุนให้ครูและนักเรียนนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเรยี นการสอนใหเ้ กิดประโยชน์สงู สุด ตลอดจนเป็นส่วน
สรา้ งเสริมครู เพอ่ื ใหเ้ กดิ การบรู ณาการนวตั กรรมและเทคนิคการสอน อันจะนำมาซงึ่ การพัฒนาทักษะและ
ความรู้ใหม่ทางด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะรายวิชาประวัติศาสตร์ให้แก่นักเรียนในทุกระดับ และนักเรียนใน
ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 Unit E 2 กลุ่ม 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายประถมศึกษา
(ศึกษาศาสตร์) เป็นพิเศษ ซึ่งเมื่อการแก้ปัญหาประสบความสำเร็จแล้ว ย่อมทำให้วัตถุประสงค์ วิสัยทัศน์
และนักเรียนของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายประถมศึกษา (ศึกษาศาสตร์) ได้รับการ
ตอบสนอง ดังความหมายของคำว่า “สาธิต” หรือ “การแสดงตัวอย่าง” แนวทางการสอนให้นักเรียนคิด
วเิ คราะห์ได้อย่างถกู ตอ้ ง รวมถงึ เปน็ ความรูท้ ีอ่ ย่คู กู่ บั แวดวงการศกึ ษาของไทยตอ่ ไป
2. คำถามการวิจัย
2.1 การใช้นวัตกรรมสิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า (Advance Organizer Model) ร่วมกับสื่อ
Animation สามารถพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ในวิชาประวัติศาสตร์ของนักเรียนช้ัน
ประถมศกึ ษาปีที่ 5 ได้หรอื ไม่ อย่างไร
2.2 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า
(Advance Organizer Model) ร่วมกับส่ือ Animation อยู่ในระดับใด
3. วัตถุประสงคก์ ารวิจยั
3.1 เพื่อศึกษาผลการใช้นวัตกรรม สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า (Advance Organizer Model)
ร่วมกับสื่อ Animation ที่มีต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์ในวิชาประวัติศาสตร์ของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี 5 โดยจำนวนนกั เรียนรอ้ ยละ 75 มผี ลการทดสอบความสามารถในการคดิ วิเคราะหร์ ้อยละ
75 ขน้ึ ไป
3.2 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติ
ลว่ งหน้า (Advance Organizer Model) รว่ มกบั ส่อื Animation
4
4. สมมตฐิ าน
เมื่อนักเรียนได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า (Advance
Organizer Model) ร่วมกับสอ่ื Animation ในวิชาประวัตศิ าสตร์แล้วนักเรยี นชัน้ ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 มี
ความสามารถในการคิดวิเคราะห์โดยกำหนดให้มีจำนวนนักเรียนไมน่ ้อยกว่าร้อยละ 75 ผ่านเกณฑ์การคดิ
วิเคราะห์ร้อยละ 75 ขึ้นไป เนื่องจาก พรศิริ นิลเขต และคณะ (2558) ได้ทำการวิจัยศึกษาแนวทางการ
จดั การเรียนรู้ตามแนวนวตั กรรมสง่ิ ชว่ ยจัดมโนมติล่วงหน้า วชิ าวทิ ยาศาสตร์พ้นื ฐานนกั เรยี นจำนวน 30 คน
ให้มีประสิทธภิ าพตามเกณฑ์ 75/75 ซ่ึงผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ
การสอนท่ีใช้สิ่งช่วยจดั มโนมตลิ ว่ งหน้าท่ีพฒั นาข้ึนมปี ระสิทธิภาพ 83.33/80.11 2) ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน
ของนักเรียนด้วยแผนการเรียนการสอนโดยใช้หลักการเรียนรู้อย่างมีความหมายด้วยสิ่งช่วยจัดมโนมติ
ล่วงหน้า สูงกว่าก่อนเรยี นอยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถิติที่ระดบั 0.05 และ3) ความพึงพอใจของนักเรียนท่มี ีต่อ
การเรียนโดยใช้หลักการเรียนรู้อย่างมีความหมายด้วยสิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า อยู่ในระดับมาก
(ค่าเฉลย่ี 4.37)
5. ขอบเขตของการวิจยั
5.1 กลมุ่ เป้าหมาย
กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
Unit E 2 กลุ่ม 2 ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลยั ขอนแก่น ฝ่ายประถมศึกษา
(ศกึ ษาศาสตร)์ จำนวน 33 คน โดยใชว้ ิธเี ลอื กแบบเจาะจง
5.2 ตวั แปรทศี่ ึกษา
ตัวแปรต้น คือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า (Advance
Organizer Model) ร่วมกับสอื่ Animation
ตัวแปรตาม คอื
1) ความสามารถทางการคดิ วิเคราะห์ในวิชาประวตั ศิ าสตร์
2) ความพึงพอใจที่มตี ่อการจัดการเรยี นการสอนโดยใชส้ ิง่ ชว่ ยจัดมโนมติล่วงหนา้
(Advance Organizer Model) รว่ มกับส่ือ Animation
5
5.3 เน้อื หาทีใ่ ช้ในการวจิ ยั
สาระการเรียนรู้ที่ 4 ประวัติศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง
บุคคลสำคัญ มาตรฐาน ส 4.3 เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความรัก ความ
ภมู ใิ จและธำรงความเป็นไทย ตัวชวี้ ัด ป.5/3 บอกประวัติและผลงานของบคุ คลสำคัญสมัยอยธุ ยาและธนบุรี
ท่ีน่าภาคภมู ใิ จ
5.4 ระยะเวลา
เดอื นธันวาคม พ.ศ.2562 – เดือนมนี าคม พ.ศ.2563
6. นิยามศพั ท์เฉพาะ
6.1 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า (Advance Organizer
Model) หมายถึง การสอนที่เป็นกระบวนการพัฒนาทักษะกระบวนการคิดวิเคราะห์ เพื่อให้นักเรียนได้
มองเห็นขอบขา่ ยเนื้อหาที่จะเรียนในภาพรวม ช่วยในการจัดระบบความคิด สร้างความกระจ่าง และสร้าง
ความเข้าใจให้แก่นักเรียน โดยเป็นกระบวนการชี้นำให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างความรู้เดิมกับความรู้ใหม่
ของนกั เรยี น
6.2 สือ่ Animation หมายถึง ส่ือทเี่ ปน็ ภาพเคลื่อนไหวท่แี สดงเร่ืองราวต่าง ๆ เป็นส่ิงท่ีจะช่วยให้
นกั เรยี นเกิดการสรา้ งสรรค์ จินตนาการ เกิดทักษะทางความคิด และสามารถเข้าใจเนือ้ หาบทเรียนได้อย่าง
ชัดเจน สื่อ Animation ที่ใช้ในขั้นการสอนนั้นจะเป็นภาพการ์ตูนเคลื่อนไหวที่แสดงประวัติและวีรกรรมท่ี
สำคญั ของบุคคลสำคญั ทางประวัติศาสตรไ์ ทย เพ่อื จะช่วยในการดงึ ดดู ความสนใจของนักเรียน
6.3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า (Advance Organizer
Model) ร่วมกับสื่อ Animation หมายถึง ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยนำเอารูปแบบการ
เรียนรู้โดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า (Advance Organizer Model) ร่วมกับสื่อ Animation เพื่อให้
นกั เรยี นเกิดความเข้าใจในเนอ้ื หาของบทเรยี นทช่ี ัดเจนข้นึ และเกดิ ทักษะกระบวนการคิดวิเคราะห์ จำแนก
แยกแยะสิ่งต่าง ๆ สามารถที่จะเชื่อมโยงความรู้เดิมและความรู้ใหม่ได้อย่างเป็นระบบและโครงสร้างใน
ภาพรวมทกี่ ระจ่างมากขนึ้ โดยมกี ารบรู ณาการขน้ั ตอนในการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ 3 ขัน้ ตอน ดงั นี้
ขั้นที่ 1 การนำเสนอสิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า ระบุจุดประสงค์ของบทเรียน เพื่อให้
นกั เรียนเกดิ ความสนใจและทราบเป้าหมายในการเรยี น นำเสนอสงิ่ ช่วยจัดมโนมติประกอบไปดว้ ยมโมตหิ ลัก
ของเน้ือหาวิชาที่จะเรียน โดยตอ้ งมีความชัดเจนในความคิดและส่ือที่ใช้ในการสอน และตระหนักถึงความรู้
เดิมของนักเรียน โดยในขั้นนี้จะมีการบูรณาการกับสื่อ Animation เข้ามาเพื่อให้นักเรียนได้เห็นขอบข่าย
เน้อื หาทีจ่ ะเรียนในภาพรวม
6
ขั้นที่ 2 การเสนอกิจกรรมการเรียนรู้และสื่อการเรียนรู้ เป็นการเสนอสื่อการเรียนรู้ที่มี
การจัดระบบของกิจกรรมการเรียนรู้เป็นลำดับขนั้ ตอนอย่างเหมาะสมชัดเจน อาจใช้การบรรยาย อภิปราย
หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ให้นักเรียนได้เห็นทิศทางและเชื่อมโยงเนื้อหาการเรียนได้ และคงความสนใจของ
นักเรียนไว้ตลอดเวลา โดยในขั้นนี้จะมีการบูรณาการกับสื่อ Animation เข้ามาช่วยในการลำดับขั้นตอน
เหตุการณต์ า่ ง ๆ เพ่ือให้นกั เรียนสามารถเกิดการเชือ่ มโยงของเนือ้ หาท่ีจะต่อยอดไปสู่การทำกิจกรรมในขั้น
ต่อไปได้
ขั้นที่ 3 การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดระบบการรับรู้ ใช้หลักบูรณาการความรู้อย่าง
กลมกลืนในการเชอ่ื มโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดมิ ของนกั เรยี น สง่ เสรมิ ใหน้ ักเรียนมกี ารรับร้สู งิ่ ที่เรียนอย่าง
กระฉับกระเฉง ครูผู้สอนสามารถกระตุ้นหรือส่งเสรมิ ได้โดยให้นักเรยี นทำกิจกรรมโดยการสื่อความคดิ ของ
นักเรียนออกมาเป็นรูปภาพจะช่วยให้นักเรียนเกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์ในเนือ้ หาได้อย่างชัดเจน และ
อาจทำได้โดยการต้ังคำถามเพื่อเชือ่ มโยงไปสกู่ ารนำเนือ้ หาท่ไี ดเ้ รียนไปใช้ในชีวติ ประจำวนั ได้
6.4 ความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ หมายถึง ความสามารถในการพจิ ารณาไตร่ตรองแก้ปัญหา
ที่แม่นยำมีความละเอียดในการหาข้อเท็จจริงด้วยการระบุ จำแนก แยกแยะ เปรียบเทียบข้อมูลเร่ืองราว
เหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างชำนาญ โดยระดับการคิดวิเคราะห์ สามารถแยกออกเป็นการวเิ คราะห์ความสำคญั
7 ข้อ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ 7 ข้อ และการวิเคราะห์เชิงหลักการ 6 ข้อ วัดโดยใช้แบบทดสอบ
ความสามารถทางการคดิ วิเคราะห์ มีลักษณะเป็นแบบเลอื กตอบ 4 ตวั เลือก จำนวน 20 ข้อ
6.5 ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอน หมายถึง ความรู้สึกที่ดหี รือความคดิ ที่ดีทีเ่ ปน็ ไป
ตามความคาดหวัง โดยได้รับการจูงใจท้ังในลักษณะที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ในการดำเนนิ การจัดการ
เรียนการสอน ทำให้นักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่มีความเจริญงอกงามในทุกด้าน มีความ
กระตือรือร้นในการเรียน และมีความสนใจต่อกระบวนการเรียนการสอน วัดโดยใช้เครื่องมือวัดความพึง
พอใจ ซึ่งมีรูปแบบการวัดแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ คือ ระดับ 5 หมายถึง พึงพอใจมากที่สุด
ระดับ 4 หมายถึง พึงพอใจมาก ระดับ 3 หมายถึง พึงพอใจปานกลาง ระดับ 2 หมายถึง พึงพอใจน้อย
ระดบั 1 หมายถงึ พึงพอใจนอ้ ยทส่ี ดุ จำนวน 11 ขอ้
6. ประโยชนท์ ่คี าดว่าจะได้รบั
6.1 นกั เรียนเกิดความสามารถทางกระบวนการคิดวเิ คราะห์อนั จะนำไปสคู่ วามเขา้ ใจในเน้อื หาได้
6.2 ครูได้แนวทางในการจดั กิจกรรมการเรยี นการสอนโดยใชส้ ิง่ ชว่ ยจัดมโนมติลว่ งหน้า (Advance
Organizer Model) ร่วมกับสื่อ Animation เพื่อพัฒนาความสามารถทางกระบวนการคิดวิเคราะห์ของ
นักเรียน
6.3 สนับสนนุ ให้ครูและนกั เรยี นนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอนให้เกิดประโยชนส์ ูงสดุ
6.4 ครูเกิดการบูรณาการนวัตกรรมและเทคนิคการสอนเพื่อพัฒนาทักษะและความรู้รูปแบบใหม่
ทางด้านต่าง ๆ ใหแ้ ก่นกั เรยี น
7
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยท่เี ก่ียวขอ้ ง
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า
(Advance Organizer Model) ร่วมกับสื่อ Animation มีต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์ในวิชา
ประวัติศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 Unit E 2 กลุ่ม 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแกน่
ฝา่ ยประถมศึกษา (ศกึ ษาศาสตร)์ ผ้วู จิ ัยไดศ้ ึกษาเอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี ก่ยี วข้อง ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.2560)
กลุ่มสาระการเรยี นรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
1.1 วิสัยทัศน์ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
1.2 จดุ มุง่ หมายของหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน
1.3 ความสำคัญของรายวิชากลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และ
วัฒนธรรม
1.4 ขอบข่ายเนอ้ื หาของกลุ่มสาระการเรียนรสู้ งั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม
1.5 สาระ และมาตรฐานการเรียนรู้
2. ทฤษฎี และแนวคดิ ท่ีเกยี่ วข้องกับรูปแบบการเรยี นร้โู ดยใช้ส่ิงชว่ ยจัดมโนมติลว่ งหน้า
2.1 ความหมายของรูปแบบการเรยี นร้โู ดยใชส้ งิ่ ชว่ ยจดั มโนมตลิ ว่ งหน้า
2.2 แนวคิดทฤษฎีรูปแบบการเรียนรูโ้ ดยใช้สง่ิ ช่วยจดั มโนมติล่วงหนา้
2.3 ขั้นตอนรูปแบบการเรียนรูโ้ ดยใชส้ ่งิ ช่วยจดั มโนมติลว่ งหนา้
3. ทฤษฎี และแนวคิดทีเ่ กย่ี วขอ้ งกับสอื่ Animation
3.1 ความหมายของสอื่ Animation
3.2 องคป์ ระกอบในการสร้างส่ือ Animation
4. ทฤษฎี และแนวคิดท่เี กยี่ วขอ้ งกบั ทักษะการคดิ วิเคราะห์
4.1 ความหมายทกั ษะการคิดวเิ คราะห์
4.2 กระบวนการคิดวเิ คราะห์
4.3 ทฤษฎีเกีย่ วขอ้ งกบั การคดิ วิเคราะห์
5. ทฤษฎี และแนวคดิ ที่เก่ียวข้องกบั ความพงึ พอใจ
5.1 ความหมายของความพึงพอใจ
5.2 ทฤษฎีเกีย่ วข้องกบั ความพึงพอใจ
5.3 การวัดความพึงพอใจ
6. งานวิจยั ท่ีเกี่ยวข้อง
8
7. กรอบแนวคดิ ในการวิจัย
1. หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551(ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ.2560) กลมุ่ สาระการ
เรียนรู้สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม
1.1 วิสัยทัศน์ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับ
ปรับปรุง พ.ศ.2560)
วิสัยทัศน์ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนานักเรียนทุก
คน ซง่ึ เป็นกำลังของชาติให้เปน็ มนุษย์ที่มีความสมดุลท้ังด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็น
พลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็น
ประมุข มีความรู้ และทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่จำเป็นต่อการศึกษา ต่อการประกอบอาชีพและการศึกษา
ตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นนักเรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็ม
ตามศักยภาพ
1.2 จดุ มุ่งหมายของหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรบั ปรงุ
พ.ศ.2560)
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมีจุดมุ่งหมาย คือ การมุ่งพัฒนานักเรียนให้เป็นคนดีมี
ปัญญามีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพจึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับ
นกั เรียนเมื่อจบการศึกษาขัน้ พ้นื ฐานศกั ยภาพ ไว้ดังนี้
1) มีคุณธรรม จรยิ ธรรม และคา่ นิยมที่พึงประสงค์ เหน็ คณุ ค่าชองตนเอง มีวินัยและปฏบิ ตั ิ
ตนตามหลกั ธรรมชองพระพทุ ธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถอื ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพยี ง
2) มคี วามรู้ ความสามารถในการสือ่ สาร การคดิ การแกป้ ญั หา การใช้เทคโนโลยี และมี
ทักษะชวี ิต
3) มสี ขุ ภาพกายและสขุ ภาพจติ ทด่ี ี มีสุขนิสยั และรักการออกกำลังกาย
4) มีความรักชาติ มจี ิตสำนกึ ในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิต และ
การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษัตรยิ ์ทรงเปน็ ประมขุ
5) มีจติ สำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภมู ปิ ัญญาไทย การอนุรกั ษแ์ ละพัฒนา
สิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมี
ความสุข
1.3 ความสำคัญของรายวชิ ากลุ่มสาระการเรยี นรู้สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมช่วยให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจการ
ดำรงชีวติ ของมมนุษย์ ทั้งในฐานะปจั เจกบคุ คลและการอยู่รว่ มกันในสังคม การปรับตัวตามสภาพแวดลอ้ ม
การจดั การทรัพยากรทม่ี อี ยอู่ ยา่ งจำกัด เขา้ ใจถงึ การพัฒนาเปลีย่ นแปลงตามยุคสมัย กาลเวล ตามเหตปุ ัจจัย
ต่าง ๆ เกิดความเข้าใจในตนเองและผู้อื่น มีความอดทน อดกลั้น ยอมรับในความแตกต่าง และมีคุณธรรม
สามารถนพความร้ไู ปปรับใช้ในการดำเนนิ ชวี ติ เปน็ พลเมืองดขี องประเทศชาตแิ ละสงั คมโลก
9
1.4 ขอบขา่ ยเนอื้ หาของกลมุ่ สาระการเรยี นรู้สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมว่าด้วยการอยู่ร่วมกันในสังคม ที่มีความ
เชื่อมสัมพันธ์กัน และมีความแตกต่างกันอย่างหลากหลาย เพื่อช่วยให้สามารถปรับตนเองกับบริบท
สภาพแวดลอ้ ม เป็นพลเมอื งดี มีความรบั ผดิ ชอบ มีความรู้ ทักษะ คุณธรรม และคา่ นยิ มท่เี หมาะสม โดย
ได้กำหนดสาระต่าง ๆ ไว้ ดงั นี้
ศาสนา ศลี ธรรมและจริยธรรม แนวคิดพนื้ ฐานเกยี่ วกบั ศาสนา ศีลธรรม จรยิ ธรรม หลักธรรมของ
พระพทุ ธศาสนาหรือศาสนาท่ีตนนับถือ การนำหลกั ธรรมคำสอนไปปฏิบัติในการพฒั นาตนเอง และการอยู่
ร่วมกันอย่างสันตสิ ขุ เปน็ ผู้กระทำความดี มคี ่านยิ มทดี่ ีงาม พัฒนาตนเองอย่เู สมอ รวมท้ังบำเพ็ญประโยชน์
ตอ่ สงั คมและส่วนรวม
หนา้ ทพ่ี ลเมอื ง วฒั นธรรม และการดำเนนิ ชวี ิต ระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบันการ
ปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ลักษณะและความสำคัญ การเป็น
พลเมืองดี ความแตกต่างและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ค่านิยม ความเชื่อ ปลูกฝังค่านิยมด้าน
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพการดำเนินชีวิตอย่างสันติสุขใน
สงั คมไทยและสังคมโลก
เศรษฐศาสตร์ การผลิต การแจกจ่าย และการบริโภคสินค้าและบริการ การบริหารจัดการ
ทรพั ยากรท่มี อี ยอู่ ย่างจำกัดอย่างมีประสทิ ธิภาพ การดำรงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ และการนำหลักเศรษฐกิจ
พอเพยี งไปใชใ้ นชีวิตประจำวัน
ประวัติศาสตร์ เวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ วิธีการทางประวัติศาสตร์ พัฒนาการของ
มนุษยชาติจากอดีตถึงปัจจุบัน ความสัมพันธ์และเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ผลกระทบที่เกิดจาก
เหตุการณ์สำคัญในอดีต บุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในอดีตความเป็นมาของชาติ
ไทย วัฒนธรรมและภูมปิ ัญญาไทย แหลง่ อารยธรรมทีส่ ำคัญของโลก
ภูมิศาสตร์ ลักษณะของโลกทางกายภาพ ลักษณะทางกายภาพ แหล่งทรัพยากร และภูมิอากาศ
ของประเทศไทย และภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก การใช้แผนที่และเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ ความสัมพันธ์กนั
ของสิ่งตา่ ง ๆ ในระบบธรรมชาติ ความสัมพันธ์ของมนษุ ย์กบั สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และสิ่งที่มนุษย์
สรา้ งข้ึน การนำเสนอขอ้ มลู ภมู ิสารสนเทศ การอนุรักษส์ ิ่งแวดลอ้ มเพ่ือการพัฒนาท่ยี งั่ ยนื
1.5 สาระ และมาตรฐานการเรียนรู้
สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม
มาตรฐาน ส 1.1 รู้ และเขา้ ใจประวัติ ความสำคัญ ศาสดา หลักธรรมของพระพทุ ธศาสนา
หรือศาสนาที่ตนนบั ถือและศาสนาอื่น มีศรัทธาที่ถูกต้อง ยึดมั่น และปฏิบัติตามหลักธรรม เพื่ออยู่ร่วมกนั
อย่างสันตสิ ขุ
มาตรฐาน ส 1.2 เข้าใจ ตระหนกั และปฏิบัติตนเปน็ ศาสนิกชนท่ีดี และธำรงรักษาพระพุทธศาสนา
หรือศาสนาที่ตนนบั ถอื
10
สาระท่ี 2 หนา้ ที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนนิ ชีวิตในสงั คม
มาตรฐาน ส 2.1 เข้าใจและปฏิบัตติ นตามหน้าท่ขี องการเปน็ พลเมืองดี มีคา่ นยิ มทดี่ งี าม
และธำรงรกั ษาประเพณแี ละวฒั นธรรมไทย ดำรงชีวิตอย่รู ่วมกันในสงั คมไทย และ สงั คมโลกอยา่ งสนั ตสิ ุข
มาตรฐาน ส 2.2 เขา้ ใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปจั จุบนั ยดึ ม่นั ศรทั ธา และ
ธำรงรักษาไว้ซ่ึงการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอันมพี ระมหากษัตรยิ ์ทรงเปน็ ประมขุ
สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์
มาตรฐาน ส 3.1 เขา้ ใจและสามารถบริหารจดั การทรัพยากรในการผลติ และการบริโภค
การใช้ ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า รวมทั้งเข้าใจหลักการของเศรษฐกิจ
พอเพยี ง เพอ่ื การดำรงชวี ิตอยา่ งมีดลุ ยภาพ
มาตรฐาน ส.3.2 เข้าใจระบบ และสถาบันทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ความสมั พนั ธ์ทาง
เศรษฐกิจ และความจำเปน็ ของการรว่ มมือกนั ทางเศรษฐกจิ ในสงั คมโลก
สาระท่ี 4 ประวตั ิศาสตร์
มาตรฐาน ส 4.1 เขา้ ใจความหมาย ความสำคัญของเวลาและยุคสมยั ทางประวัตศิ าสตร์
สามารถใช้วธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตรม์ าวิเคราะห์เหตกุ ารณต์ า่ ง ๆ อยา่ งเปน็ ระบบ
มาตรฐาน ส 4.2 เข้าใจพัฒนาการของมนษุ ยชาตจิ ากอดตี จนถึงปัจจบุ นั ในดา้ นความสมั พนั ธ์
และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณอ์ ย่างต่อเนื่อง ตระหนักถึงความสำคัญและสามารถวเิ คราะห์ผลกระทบท่ี
เกดิ ขึ้น
มาตรฐาน ส 4.3 เขา้ ใจความเปน็ มาของชาตไิ ทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความรกั
ความภูมิใจและธำรงความเป็นไทย
สาระท่ี 5 ภูมศิ าสตร์
มาตรฐาน ส 5.1 เขา้ ใจลักษณะของโลกทางกายภาพ และความสมั พันธข์ องสรรพสงิ่ ซงึ่ มี
ผลต่อกันและกันในระบบของธรรมชาติ ใช้แผนที่และเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ในการค้นหาวิเคราะห์ สรุป
และใชข้ ้อมูลภมู ิสารสนเทศอย่างมีประสิทธภิ าพ
มาตรฐาน ส 5.2 เขา้ ใจปฏิสมั พนั ธร์ ะหว่างมนษุ ยก์ บั สภาพแวดลอ้ มทางกายภาพที่
ก่อให้เกดิ การสร้างสรรคว์ ัฒนธรรม มีจิตสำนกึ และมีส่วนรว่ มในการอนุรกั ษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเพื่อ
การพัฒนาที่ย่งั ยนื
11
2. ทฤษฎี และแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า (Advance
Organizer Model)
2.1 ความหมายของรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า ( Advance
Organizer Model)
Ausubel (1968 อ้างถึงใน นิวัฒน์ แก้วเพชร, 2538) กล่าวว่า สิ่งที่ชว่ ยจัดมโนมติ คือ ช่วยเตรยี ม
โครงสร้างระบบความคิดของนักเรียน และสร้างความเข้าใจที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียน สามารถทราบ
ขอบขา่ ยเนื้อหามนภาพรวม ท้ังยังช่วยรวบรวมลักษณะเฉพาะของเนื้อหาในการเรียน และมโนมติที่สัมพันธ์
กันกับสง่ิ ท่ีมีอย่เู ดิมในโครงสร้างทางปญั ญาให้สอดคลอ้ งกนั
Joyce & Weli (1986 อ้างถึงใน สุภาพร โนนศรีชัย, 2551) กล่าวว่า สิ่งที่ช่วยจัดมโนมติ คือ สิ่งที่
ได้นำเสนอในขั้นแรกของการเรียนแสดงถึงเนื้อหาที่มีความสำคัญและจำเป็นต้องสอน เพื่อช่วยเสริม
โครงสร้างทางสติปัญญาใหแ้ ข็งแกร่งและนักเรยี นเขา้ ใจการเรียนดีขึ้น การเรียนร้สู ่ิงใหมง่ า่ ยขน้ึ
สภุ าพร โนนศรชี ัย (2551) กลา่ วว่า ส่งิ ท่ีชว่ ยจัดมโนมติ คอื สิ่งที่ชว่ ยเตรียมโครงสรา้ งความคิดของ
นักเรียนทำให้มองเห็นขอบข่ายในภาพรวมของเน้ือหา ก่อนลงรายละเอียดปลีกยอ่ ย นักเรียนจึงเกิดความ
เขา้ ใจในสิง่ ทเี่ รียนดขี ้นึ ง่ายตอ่ การเรียนรู้สิง่ ใหมใ่ หม่และการจดจำ
Hartley & Davies (1976 อ้างถงึ ใน ลดั ดา คำภริ มย์, 2553) กล่าววา่ สง่ิ ทีช่ ่วยจัดมโนมติ คอื สิ่งที่
ชว่ ยจัดโครงสร้างและสร้างความกระจา่ งทางการเรยี นรูข้ องนักเรยี น ซึ่งเป็นกระบวนการช้ีนำ มลี ักษณะเป็น
บทสรุปย่อทีค่ รอบคลุมเน้ือหามนภาพรวม
ลัดดา คำภิรมย์ (2553) กล่าวว่า สิ่งที่ช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า คือ การนำเสนอสิ่งที่จะแนะนำ
เน้อื หาการสอนแก่นกั เรียนท่มี ีมโนมตทิ ี่สำคญั ทน่ี ำเสนอแกน่ ักเรียนก่อนการเรียนใหไ้ ดม้ องเห็นขอบข่ายใน
ภาพรวม ซง่ึ เปน็ กระบวนการชน้ี ำ เพอ่ื เชือ่ มโยงความรู้ระหว่างความรู้เดิมและความรู้ใหมข่ องนักเรียน เกิด
ความกระจา่ งในการเรียนรูข้ องนกั เรียน
สรุปได้ว่า สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า หรือ Advance Organizer Model คือ การสอนที่เป็น
กระบวนการพฒั นาทกั ษะกระบวนการคิดวิเคราะห์ เพ่ือใหน้ กั เรียนได้มองเห็นขอบข่ายเนื้อหาที่จะเรียนใน
ภาพรวม ช่วยในการจัดระบบความคิด สร้างความกระจ่าง และสร้างความเข้าใจให้แก่นักเรียน โดยเป็น
กระบวนการชีน้ ำใหเ้ กิดการเชือ่ มโยงระหวา่ งความรู้เดิมกบั ความรใู้ หม่ของนักเรียน
12
2.2 แนวคดิ ทฤษฎีรปู แบบการเรียนรู้โดยใช้ส่ิงช่วยจัดมโนมติลว่ งหน้า (Advance Organizer
Model)
Joyce & Weli (1986 อ้างถึงใน สุภาพร โนนศรีชัย, 2551) ได้แบ่งสิ่งที่ช่วยจัดมโมติตามแนวคิด
ของ Ausubel ได้เป็น 2 ชนิด คือ 1) สิ่งช่วยจัดมโนมติแบบอธิบาย (Expository Organizer) ใช้สำหรับ
ความร้ใู หมท่ ี่นกั เรยี นไมเ่ คยพบมาก่อน ซึ่งประกอบดว้ ยมโนมติใหญเ่ ปน็ หลกั ครอบคลมุ เชอ่ื มโยงกับมโนมติ
รองลงมาเป็นประเด็นสำคัญของเนื้อหาทั้งหมด 2) สิ่งช่วยจัดมโนมติแบบเปรียบเทียบ (Comparative
Organize) ซึ่งเหมาะกบั การสอนมโนมติที่คล้ายมโนมติเดิมที่นกั เรียนมีอยู่ในโครงสร้างทางปญั ญาเดิมแล้ว
จะชว่ ยใหเ้ กิดความเข้าใจความแตกต่างระหว่างมโนมติใหม่และมโมติเดิม โดยชใ้ี หเ้ หน็ ถึงความเหมือนและ
ความแตกตา่ งของเนอื้ หาใหม่ท่ีจะเรียนกบั เนอ้ื หาเดิม
Joyce & Weli (1986 อ้างถงึ ใน ลัดดา คำภิรมย์, 2553) กลา่ วไว้ว่า คุณค่าของสิง่ ที่ช่วยจัดมโนมติ
คือ การเรยี นจะบรรลุวตั ถุประสงค์ได้อยา่ งมีประสิทธิภาพไดน้ น้ั นกั เรียนตอ้ งเตรียมความพร้อมในการเรียน
หรอื ความค้นุ เคยในเน้ือหา ซ่ึงช่วยจัดมโนมตลิ ว่ งหน้า ก่อนการเสนอบทเรยี น ถือเป็นการเตรยี มความพร้อม
และสร้างความค้นุ เคยใหแ้ ก่นักเรยี น ซง่ึ จะเกดิ ผลโดยตรงตอ่ นักเรยี น ทำให้เขา้ ใจโครงสรา้ งของเน้อื หา เมื่อ
รับเข้าไปแล้วจะสามารถจัดได้อย่างเป็นระบบ เกิดการรับข้อมูลอย่างเป็นระบบและมีความหมาย ซึ่งผล
ทางออ้ มคอื ทำใหน้ ักเรียนสนใจในการสบื เสาะหาความรเู้ กิดเป็นนิสัยคดิ อย่างแจม่ แจ้ง
ธีรชัย เนตรถนอมศกั ด์ิ (2559) ไดส้ รปุ ไว้วา่ Advance Organizer ตั้งอยู่บนหลักการ “การเรียนรู้
อย่างมีความหมาย” ของ Ausubel โดยมาจากฐานความเชื่อว่า สมองคนเราจะเก็บความรู้สะสมไว้และ
จัดระบบอยู่ตลอดเวลา ซึ่งโครงสร้างทางความรู้เดิมของบุคคลนั้นเปน็ ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการรบั ความรู้
ใหม่อย่างมีความหมาย อาจจะกล่าวได้ว่า “ความรู้ใหม่จะมีความหมายมากน้อยแค่ไหนและจดจำได้นาน
เพียงใดก็ขึ้นอยู่กับโครงสร้างทางความรู้ที่นักเรียนมีอยู่เดิม” ดังนั้น ครูผู้สอนจะให้ความรู้อย่างมี
ประสิทธิภาพแก่นักเรยี นไดจ้ ะตอ้ งสร้างความชัดเจนและม่นั คงในความรเู้ ดิมท่ีเก่ยี วกับความรู้ใหม่ท่ีจะสอน
โดยจะเอื้อต่อการรับรู้และความคงทนของความรู้ใหม่ ซึ่งนักเรียนสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับ
ประสบการณ์เดมิ ได้ เกิดเป็นความคงทนและความแจ่มแจ้งในการเรยี นรู้
2.3 ขั้นตอนรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า (Advance Organizer
Model)
Ausubel (1963 อา้ วถึงใน ฆนัท ธาตุทอง, 2559) ไดน้ ำเสนอขนั้ ตอนของรูปแบบการเรยี นรู้โดยใช้
รปู แบบการเรยี นการสอน Advance Organizer Model ไว้ 4 ขั้นตอน ดงั น้ี
ขนั้ ท่ี 1 การจดั เตรียมมโนทศั น์กวา้ ง
ขน้ั ท่ี 2 การนำเสนอมโนทศั น์กว้าง
13
ขั้นท่ี 3 การนำเสนอเนื้อหาสาระใหม่ของบทเรียน
ขั้นที่ 4 การจัดโครงสร้างความรู้
ธีรชัย เนตรถนอมศกั ดิ์ (2559) ได้สรปุ และอธิบายรายละเอยี ดขน้ั ตอนของรูปแบบการเรยี นรู้โดยใช้
สง่ิ ช่วยจดั มโนมติลว่ งหน้า ว่าประกอบดว้ ยกจิ กรรมทั้งหมด 3 ระยะ ซ่ึงในแต่ละระยะมีรายละเอียดสำหรับ
ออกแบบแผนการจัดการเรยี นรู้ ดังนี้
ระยะท่ี 1 การนำเสนอสิ่งช่วยจัดมโนมตลิ ว่ งหนา้
1) ระบุจุดประสงค์ของบทเรียน
เพอ่ื ใหน้ กั เรยี นเกิดความสนใจและทราบเปา้ หมายในการเรยี นครงั้ น้ัน
2) นำเสนอสงิ่ ชว่ ยจดั มโนมติ
สิง่ ช่วยจัดมโนมติ จะประกอบไปด้วยมโมติหลกั ของเนอ้ื หาวิชาท่จี ะเรยี น โดยต้อง
- มคี วามชัดเจนในความคิดและกะทัดรดั มากกวา่ สื่อทใ่ี ชใ้ นการสอน สว่ นสำคัญที่
เป็นลักษณะเฉพาะของสิ่งชว่ ยจดั มโนมติ คือ ตอ้ งมีระดบั นามธรรมสูงกว่าส่อื การสอน
- แนวคดิ หลกั ที่เปน็ มโมตทิ ี่ระบุไว้ในสงิ่ ช่วยจัดมโมติ ต้องระบุอย่างชัดเจนพร้อม
คำอธิบายสัน้ ๆ ท่ีกล่าวถงึ ลักษณะสำคัญ
3) ตระหนกั ถงึ ความรู้เดมิ ของนักเรยี นท่เี ก่ยี วข้องวา่ เพยี งพอหรอื ไม่
ระยะที่ 2 การเสนอกจิ กรรมการเรยี นรู้และสอื่ การเรยี นรู้
1) เสนอสื่อการเรียนรู้ที่มีการจัดระบบของกิจกรรมการเรียนรู้เป็นลำดับขั้นตอนอย่าง
เหมาะสมชดั เจน อาจใชก้ ารบรรยาย อภิปราย หรือทำกจิ กรรมอ่นื ๆ ให้นักเรียนไดเ้ ห็นทิศทางและเชอื่ มโยง
เนือ้ หาการเรยี นได้
2) คงความสนใจของนักเรยี นไวต้ ลอดเวลา
ระยะท่ี 3 การเพ่มิ ประสทิ ธิภาพการจดั ระบบการรบั รู้
1) ใชห้ ลกั บรู ณาการความร้อู ย่างกลมกลืนในการเชือ่ มโยงความรใู้ หม่กับโครงสร้างความรู้
ท่ีนักเรยี นมอี ยเู่ ดมิ ซึง่ ทำได้หลายวธิ ี เชน่
- เตือนความจำนักเรียนในเรือ่ งแนวคดิ หลกั ทเ่ี รียนในภาพรวม
- ใหน้ กั เรยี นสรปุ ลกั ษณะเฉพาะหลกั ๆ ของความร้ใู หม่
14
- ถามถงึ ความแตกตา่ งระหวา่ งประเด็นหลักต่าง ๆ ท่ไี ดจ้ ากเน้ือหา
2) ส่งเสริมให้นักเรียนมีการรับรู้สิ่งที่เรียนอย่างกรพฉบั กระเฉง ครูผู้สอนสามารถกระตุน้
หรอื ส่งเสรมิ ไดด้ งั นี้
- ใหน้ ักเรียนลองยกตัวอย่างเพมิ่ เติมเก่ียวกับมโนมติหรอื ขอ้ ความในกิจกรรมการ
เรียนรู้
- ใหน้ ักเรยี นอธบิ ายประเดน็ สำคญั ของเน้ือหาด้วยคำพูดของตนเองและอิงกับสิ่ง
ทีม่ อี ย่แู ล้วในโครงสรา้ งความรู้
3) ช่วยให้นักเรียนวิเคราะห์เน้ือหาได้อย่างชัดเจน อาจทำไดโ้ ดยการตั้งคำถามให้นักเรียน
ระลึกถึงและวเิ คราะหถ์ ึงข้อตกลงเบ้ืองตน้ เกีย่ วกับการนำความร้ไู ปใช้
4) ช่วยขยายความเข้าใจให้ชัดเจน ในกรณีท่ีนักเรียนอาจมีปัญหาเกี่ยวกับสื่อการเรียน
บางส่วนท่ีอาจยังไมเ่ ขา้ ใจชดั เจน
2.4 ขอ้ ดีรปู แบบการเรียนรู้โดยใช้สงิ่ ชว่ ยจัดมโนมติล่วงหน้า (Advance Organizer Model)
อังคณา ตุงคะสมิต (ม.ป.ป.) ได้อธิบายถึงข้อดีของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการ
เรียนการสอนโดยใชส้ ่งิ ช่วยจัดมโนมตลิ ่วงหนา้ ไวว้ า่
1. นักเรยี นเกดิ การเรียนรอู้ ยา่ งมีความหมายในเนือ้ หาของสง่ิ ทไ่ี ดเ้ รียน
2. นกั เรยี นเกดิ ความคิดรวบยอดมองเห็นภาพรวมของส่งิ ทีไ่ ดเ้ รียนรู้
3. นักเรยี นสามารถจัดโครงสรา้ งความรแู้ ละพฒั นาทักษะการคิดของตนเอง
2.5 ข้อเสียรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า (Advance Organizer
Model)
อังคณา ตุงคะสมิต (ม.ป.ป.) ได้อธิบายถึงข้อดีของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการ
เรยี นการสอนโดยใชส้ ่งิ ชว่ ยจัดมโนมตลิ ่วงหน้าไวว้ า่
1. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในแต่ละข้ันไมอ่ าจสามารถใช้เทคนคิ ทั้งหมดได้ จำเป็นต้อง
คำนงึ ถงึ ระยะเวลาและเนอื้ หาของการเรียนรู้เรอื่ งนัน้ ๆ
2. รูปแบบการสอนนี้จะมีประสิทธิภาพสมบูรณ์ได้ขึ้นอยู่กับการใช้เทคนิคต่าง ๆ อย่าง
คลอบคลุม ซึ่งควรพยายามใชใ้ ห้มากท่สี ดุ เทา่ ท่ีสามารถทำได้
15
3. ทฤษฎี และแนวคดิ ที่เกี่ยวขอ้ งกบั สือ่ Animation
3.1 ความหมายของสือ่ Animation
แอนิเมชนั (Animation) หมายถึง กระบวนการที่เฟรมแต่ละเฟรมของภาพยนตร์ ถูกผลิตขึ้นต่างหาก
จากกันทีละเฟรม แล้วนำมาร้อยเรียงเข้าดว้ ยกัน โดยการฉายต่อเน่ืองกัน ไม่ว่าจากวิธีการ ใช้คอมพิวเตอร์
กราฟิก ถา่ ยภาพรูปวาด หรอื หรือรปู ถา่ ยแตล่ ะขณะของหนุ่ จำลองทคี่ อ่ ย ๆ ขยบั เมื่อนำภาพดงั กลา่ วมาฉาย
ด้วยความเร็ว ตั้งแต่ 16 เฟรมต่อวินาที ขึ้นไป เราจะเห็นเหมือนว่าภาพดังกล่าวเคลื่อนไหวได้ต่อเน่อื งกัน
ทง้ั นเ้ี นอ่ื งจาก การเหน็ ภาพตดิ ตาในทาง คอมพิวเตอร์ การจดั เก็บภาพแบบอนิเมชันท่ีใช้กันอย่างแพร่หลาย
ในอินเทอร์เน็ต ได้แกเ่ กบ็ ในรูปแบบ GIF MNG SVG และ แฟลช
คำว่า แอนิเมชัน (animation) รวมทั้งคำว่า animate และ animator มากจากรากศัพท์ละติน
"animare" ซึ่งมีความหมายว่าทำให้มีชีวิต ภาพยนตร์แอนิเมชันจึงหมายถึงการสร้างสรรค์ลายเส้นและ
รูปทรงท่ีไม่มีชวี ิต ใหเ้ คลอื่ นไหวเกิดมีชีวิตขน้ึ มาได้ (Paul Wells , 1998)
แอนิเมชัน (Animation) หมายถงึ "การสรา้ งภาพเคลื่อนไหว" ด้วยการนำภาพนิ่งมา
เรียงลำดับกันและแสดงผลอย่างต่อเนื่องทำให้ดวงตาเห็นภาพที่มีการเคลื่อนไหวในลักษณะภาพติดตา
(Persistence of Vision) เมื่อตามนุษย์มองเห็นภาพที่ฉายอย่างต่อเนื่อง เรตินาระรักษาภาพนี้ไว้ในระยะ
สั้นๆ ประมาณ 1/3 วินาที หากมีภาพอื่นแทรกเข้ามาในระยะเวลาดังกล่าว สมองของมนุษย์จะเชื่อมโยง
ภาพทั้งสองเข้าด้วยกันทำให้เห็นเป็นภาพเคลื่อนไหวที่มีความต่อเนื่องกัน แม้ว่าแอนิเมชันจะใช้หลักการ
เดยี วกบั วดิ โิ อ แต่แอนิเมชนั สามารถนำไปประยุกต์ใชก้ บั งานต่าง ๆ ได้ มากมาย เชน่ งานภาพยนตร์
งานโทรทศั น์ งานพฒั นาเกมส์ งานสถาปัตยกรรม งานก่อสร้าง งานด้านวทิ ยาศาสตร์ หรืองานพัฒนา
เว็บไซต์ เป็นตน้ (ทวีศักดิ์ กาญจนสวุ รรณ : 2552)
สรุปไดว้ ่า แอนิเมชนั คือ สื่อที่เปน็ ภาพเคลื่อนไหวทแ่ี สดงเรื่องราวต่าง ๆ เปน็ ส่ิงที่จะชว่ ยให้
นักเรยี นเกิดการสรา้ งสรรค์ จินตนาการ เกดิ ทกั ษะทางความคดิ และสามารถเขา้ ใจเน้ือหาบทเรียนไดอ้ ยา่ ง
ชดั เจน
3.2 องค์ประกอบในการสรา้ งส่ือ Animation
วิภา อุตมฉันท์ (2544) ได้อธบิ ายถงึ องคป์ ระกอบในการสร้างสอ่ื Animation ไว้ ดงั น้ี
1. ไอเดีย ( Idea ) หรอื บางคนอาจใช้คำว่า แรงบนั ดาลใจ ( Inspiration ) ซ่ึงจะเปน็ สง่ิ
แรกที่เราสร้างสรรค์จินตนาการและ ความคิด ของเราว่าผู้ชมของเราควรเป็นใคร อะไรที่เรา ต้องการ ให้
ผู้ชมทราบ ภายหลัง จากท่ีชมไปแล้ว ควรให้เรื่องที่เราสร้างออกมา เป็นสไตล์ไหน ซึ่งอาจจะมาจาก
ประสบการณ์ ทเ่ี ราไดอ้ า่ นได้พบเหน็ และสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เปน็ ตน้
2. โครงเรือ่ ง ( Story ) โครงเร่ืองจะประกอบไปดว้ ยการเล่าเรอ่ื งที่บอกถงึ เนอ้ื หาเรื่องราว
ทุกอย่างในภาพยนตร์ทั้งตัวละคร ลำดับเหตุการณ์ ฉาก แนวคิด และที่สำคัญเราควรพิจารณาว่าการเล่า
16
เรือ่ งควรจะมีการหกั มุมมากนอ้ ยเพียงไร สามารถ สร้างความ บันเทงิ ได้หรือไม่ และความนา่ สนใจนส้ี ามารถ
ทำให้ผชู้ มรสู้ กึ ประทบั ใจ จนสามารถระลกึ ในความทรงจำ และทำใหค้ นพูดถงึ ตราบนานเทา่ นานหรือเปล่า
3. สครปิ ต์ ( Script ) เปน็ ข้นั ตอนในการจับใจความสำคญั ของเนื้อเรือ่ งใหอ้ อกมาในแต่
ละฉาก พร้อมทั้งกำหนดมุมกล้อง เทคนิคพิเศษ รวมถึงระยะเวลาของการเคลื่อนไหว โดยให้รายละเอียด
ต่าง ๆ เช่น ผู้จัดทำ เสียงดนตรี ( Musidcians ) เสียงประกอบ ( Sound Effects ) จิตกรในการวาดหรือ
นักออกแบบตัวละคร ( Artists ) และแอนิเมเตอร์ ( Animators ) สร้างภาพให้กับตัวละคร (Characters
Design) ขั้นตอนนี้เป็นการออกแบบและกำหนดลักษณะนิสัย บุคลิกบทบาทต่าง ๆ และท่าทางการ
เคลื่อนไหว ให้กับตัวละคร โดยอาศัยองค์ประกอบพื้นฐานของการออกแบบ ได้แก่ ขนาด ( Size ) รูปทรง
(Shape) และสัดสว่ น (Proportion)
4. บอร์ดภาพนงิ่ หรอื ท่ีรู้จักกันทว่ั ไปว่า สตอรีบอร์ด ( Storyboards ) เปน็ การใชภ้ าพใน
การเล่าเรื่องใหไ้ ด้ครบถ้วน ทัง้ เหตุการณ์ ทเี่ กดิ ข้นึ อารมณใ์ นเหตุการณ์นัน้ ๆ สหี นา้ ทา่ ทาง ลักษณะต่าง ๆ
ของตัวละครบอกถงึ สถานที่ และมมุ มองของภาพ ซ่ึงภาพวาดทงั้ หมด จะเรียงตอ่ เนอื่ งเป็นเหตุผลกัน เม่ือดู
แล้วสามารถเขา้ ใจเรอ่ื งราวที่เกิดขน้ึ ได้อยา่ งชัดเจน
5. บันทกึ เสยี ง ( Sound Recording ) หลังจากทเ่ี ราไดอ้ อกแบบตวั ละครและสรา้ ง
สตอร่ีบอรด์เรียบร้อยแล้ว เราก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการอัดเสียง ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างยิ่ง บาง
สตูดโิ ออาจจะเริม่ ต้นดว้ ยการอดั เสียง Soundtrack ก่อน ซงึ่ การอดั เสียงประกอบแอนิเมชนั จะแยกออกเป็น
ประเภทของเสยี งโดยหลักแล้วจะมดี ังน้ี คือ
- เสียงบรรยาย ( Narration ) เป็นส่วนสำคัญในการสรา้ งความเขา้ ใจ เป็นการปูพื้นฐานให้กับผูช้ มวา่
เร่ืองเปน็ อย่างไร และยังเปน็ การเช่ือมโยงให้เรอ่ื งราวติดตอ่ กันด้วย
- บทสนทนา ( Dialogue ) เป็นหลักการหนึ่งในการสื่อเรื่องราวตามบทบาทของตัวละคร เป็นการสือ่
ความหมายให้ตรง ตามเนื้อเรอ่ื งทสี่ น้ั กระชับ และสมั พันธก์ ับภาพ
- เสยี งประกอบ ( Sound Effects ) เป็นเสยี งที่นอกเหนือจากบรรยาย เสยี งสนทนา เสียงประกอบจะ
ทำให้เกิดรู้สึก สมจริงสมจัง มีจินตนาการเช่น เสียงระเบิด เสียงฟ้าร้อง เป็นต้น ราวกับได้เข้าไปอยู่ใน
เหตุการณ์หรือสถานทนี่ ้ันด้วย
- ดนตรีประกอบ ( Music ) ช่วยสร้างอารมณ์ของผู้ชมให้คล้อยตามเนื้อหาและปรับอารมณ์ของผู้ชม
ระหว่างการเชอื่ มตอ่ ของฉากหนึง่ ไปยงั อกี ฉากหนึง่ ไดด้ ว้ ย
6. ตรวจความเรียบรอ้ ยของแอนเิ มชนั ( Animatic Checking ) Animatic คอื การนำ
ภาพท่ีวาดโดยชา่ งศิลป์ตามแนวคดิ สรา้ งสรรคม์ าประกอบกันเขา้ เปน็ เรอื่ งราวพร้อมเสยี ง ประโยชน์ของการ
ทำ Animatic คือเวลานำเสนองานงานแอนเิ มชันเบือ้ งต้น จะไมห่ ยาบเกินไปสามารถสือ่ แนวคิดหลักใหญ่ๆ
ช่วยให้นักสร้างสรรค์สามารถทบทวนแนวความคิดก่อนที่จะผลิตเป็น ภาพยนตร์ทบทวนกรอบเวลา การ
ดำเนินเรอ่ื งราวเหตุผลทส่ี ามารถอธบิ ายไดอ้ ย่างตอ่ เนื่อง สามารถปรับแต่งเพิม่ เติมภาพหรือ ตัดเขา้ สู่ฉากอ่ืน
ไดท้ นั ที เพ่อื ใหไ้ ดง้ านทมี่ ีอารมณ์จงั หวะ และองคป์ ระกอบท่ใี กล้เคยี งก่อนการทำแอนิเมชนั
17
7. ปรับแต่งชน้ิ งาน ( Refining the Animation ) หลังจากท่ีเราได้ทำ Animatic แลว้
จะต้องนำไปปรับปรุงและ ตกแต่งแก้ไขสตอรีบอร์ด และขั้นตอนอื่น ๆ โดยละเอียด เช่น ลักษณะงานศิลป์
(Character Art) ฉากหลัง (Background) เสียง (Sound) เวลา (Timeing) และส่วนประกอบอื่น ๆ
จนกระทั่งเข้าสู่การผลิตงานแอนิเมชันต่อไป โดยการวาดเส้นด้วยคอมพิวเตอร์ การลงสีฉากและตัวละคร
ภาพประกอบและเสียงตอ่ ไป (Composting) ซึ่งในอดตี การปรับเปลี่ยนแผนงานการทำ ภาพยนตร์การต์ ูน
มคี า่ ใชจ้ ่ายสงู แตใ่ นปจั จบุ ันนไ้ี ด้นำระบบดิจติ อลคอื คอมพิวเตอร์นั่นเองเขา้ มาชว่ ยในการสร้างงานแอนเิ มชัน
ทำให้ประหยดั ค่าใชจ้ า่ ยได้มากข้นึ
4. ทฤษฎี และแนวคิดทเี่ กยี่ วขอ้ งกับทักษะการคิดวเิ คราะห์
4.1 ความหมายทักษะการคดิ วิเคราะห์
Bloom (1656 อ้างถึงใน ล้วน สายยศและองั คณา สายยศ, 2539) ให้ความหมายการคิดวิเคราะห์
เปน็ ความสามารถในการแยกแยะเพอื่ หาสว่ นย่อยของเหตุการณ์เร่ืองราวหรอื เนอ้ื หาต่าง ๆ วา่ ประกอบด้วย
อะไร มีความสำคัญอยา่ งไร อะไรเป็นเหตอู ะไรเปน็ ผล และท่เี ปน็ อย่างน้ันอาศยั หลกั การของอะไร
ชยั อนนั ต์ สมุทวณชิ (2542) ให้ความหมายของการคดิ วิเคราะห์ คือการแสวงหาข้อเท็จจริงด้วยการ
ระบุ จำแนก แยกแยะ ข้อมูลในสถานการณ์ที่เป็นแหล่งคิดวิเคราะห์ ทั้งที่เป็นข้อเท็จจริงกับความคิดเห็น
หรือจุดเด่น จุดด้อย ในสถานการณ์เป็นการจัดข้อมูลให้เป็น ระบบเพื่อไปใช้เป็นพื้นฐานในการคิด
ระดบั อ่นื ๆ
ราชบัณฑิตยสถาน (2546) ให้ความหมายคำว่า “คิด” หมายความว่า ทำให้ปรากฏเป็นรูป หรือ
ประกอบให้เป็นรูปหรือเปน็ เรือ่ งข้ึนในใจ ใคร่ครวญ ไตร่ตรอง คาดคะเนคำนวณ มุ่ง จงใจ ตั้งใจ ส่วนคำว่า
“วเิ คราะห”์ มคี วามหมายว่าใคร่ครวญ แยกออกเป็นสว่ น ๆ เพ่ือศึกษาให้ถ่องแท้ ดงั นนั้ คำว่า คิดวิเคราะห์
จึงมีความหมายว่า เป็นการใคร่ครวญ ตรึกตรองอย่างละเอียดรอบคอบแยกเป็นส่วน ๆ ในเรื่องราวตา่ ง ๆ
อย่างมเี หตุผล โดยหาจดุ เดน่ จุดดอ้ ยของเร่อื งนน้ั ๆ และเสนอแนะสิง่ ท่ีเหมาะสมอยา่ งมคี วามเป็นธรรมและ
เป็นไปได้ ดังนั้นการพัฒนาคุณภาพการคิดวิเคราะห์จึงสามารถกระทำได้โดยการฝึกทักษะการคิดและให้
นักเรียนมีโอกาสได้คิดวิเคราะห์ สามารถเสนอความคิดของตนและอภิปรายร่วมกันในกลุ่มอย่างต่อเนื่อง
สม่ำเสมอ โดยครูและนกั เรียนตา่ งยอมรบั เหตผุ ลและความคดิ ของแตล่ ะคน โดยเชอื่ วา่ ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง
เพยี งคำตอบเดยี ว
ราชบัณฑิตยสถาน (2546) กล่าวไว้ว่าทักษะการคิดวิเคราะห์ หมายถึงความชำนาญในการคิด
ใคร่ครวญอยา่ งละเอยี ดรอบคอบในเร่ืองราวต่าง ๆ อยา่ งมเี หตผุ ล โดยหาสว่ นดี สว่ นบกพรอ่ ง หรือ จุดเด่น
จุดดอ้ ยของเร่อื งน้นั ๆ แลว้ เสนอแนะสงิ่ ท่ดี สี ิ่งท่เี หมาะสมนั้นอยา่ งยุตธิ รรม
18
สุวิทย์ มูลคำ (2547)ให้ความหมายของการวิเคราะห์และการคิดวิเคราะห์ว่าการวิเคราะห์
(Analysis) หมายถึง การจำแนก แยกแยะองค์ประกอบของสิ่งใดสิ่งหนึ่งออกเป็นส่วน ๆ เพื่อค้นหาว่ามี
องค์ประกอบย่อย ๆ อะไรบ้าง ทำมาจากอะไร ประกอบขึ้นมาได้อย่างไรและมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน
อย่างไร การคิดวิเคราะห์ (Analytical thinking) หมายถึงความสามารถในการจำแนก แยกแยะ
องค์ประกอบตา่ ง ๆ ของส่งิ ใดสง่ิ หน่งึ ซ่ึงอาจจะเป็นวตั ถุสิ่งของ เรอ่ื งราว หรอื เหตกุ ารณ์และหาความสัมพันธ์
เชิงเหตุผลระหวา่ งองค์ประกอบเหลา่ น้นั เพื่อค้นหา สภาพความเป็นจรงิ หรือสงิ่ สำคัญของสงิ่ ที่กำหนดให้
สำนกั คณะกรรมการการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน (2548) ได้ให้ความหมายทักษะการคิดวเิ คราะห์ คือ การ
ระบุเรื่องหรือปัญหา การจำแนกแยกแยะ การเปรียบเทียบข้อมูลอ่ืน ๆ และตรวจสอบข้อมูลอย่างชำนาญ
หรอื หาข้อมลู เพมิ่ เตมิ เพ่อื ใหแ้ ละแมน่ ยำเพยี งพอแกก่ ารตดั สนิ ใจ
สรุปได้ว่า ทักษะการคิดวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการพิจารณาไตร่ตรองแก้ปัญหาที่
แม่นยำมีความละเอียดในการหาข้อเท็จจริงด้วยการระบุ จำแนก แยกแยะ เปรียบเทียบข้อมูลเรื่องราว
เหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างชำนาญ โดยการหาหลักฐานที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงหรือข้อมูลที่น่าเชื่อถือมา
พจิ ารณาอยา่ งรอบคอบ และเปดิ โอกาสใหน้ ักเรียนได้ฝกึ ทกั ษะการคิดวิเคราะห์ สามารถเสนอความคิดของ
ตนและอภปิ รายรว่ มกนั ในกลุ่มอยา่ งตอ่ เนอ่ื งสมำ่ เสมอกอ่ นตัดสินใจเช่ือหรอื สรุปสิ่งใดสิง่ หนึ่ง
4.2 กระบวนการคิดวิเคราะห์
สำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2548) อธิบายถึงกระบวนการคิดวิเคราะห์ไว้ว่า
กระบวนการคิดวิเคราะห์ เป็นการแสดงให้เห็นจดุ เรม่ิ ต้น สิง่ ทีส่ บื เนอ่ื งหรือเชอื่ มโยงสมั พันธก์ ันในระบบการ
คิด และจุดสิ้นสุดของการคิด โดยกระบวนการคิดวิเคราะห์มีความสอดคล้องกับองค์ประกอบเรื่อง
ความสามารถในการให้เหตุผลอย่างถูกต้อง รวมทั้งเทคนิคการตั้งคำถามจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องในทุก ๆ
ข้นั ตอน ดังน้ี
ขั้นที่ 1 ระบุหรือทำความเข้าใจกับประเด็นปัญหา ผู้ที่จะทำการคิดวิเคราะห์จะต้องทำความ
เขา้ ใจปญั หาอย่างกระจา่ งแจง้ ด้วยการต้งั คำถามหลายๆ คำถาม เพื่อให้เขา้ ใจปญั หาต่าง ๆ ท่กี ำลงั เผชิญอยู่
น้ันอยา่ งดที ส่ี ดุ ตัวอย่างคำถาม เช่น ปัญหานีเ้ ป็นปญั หาท่ีสำคญั ที่สุดของบ้านเมอื งใช่หรือไม่ (ความสำคัญ)
ยงั มปี ญั หาอนื่ ๆ ที่สำคญั ไม่ยิ่งหยอ่ นกวา่ กันอีกหรือไม่ (ความสำคญั )ทราบไดอ้ ย่างไรว่าเรื่องน้ีเป็นปัญหาท่ี
สำคญั ทสี่ ุด (ความชดั เจน)
ขั้นที่ 2 รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหา ในขั้นนี้ผู้ที่จะทำการคิดวิเคราะห์ จะต้องรวบรวม
ข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ เช่น จากการสังเกต จากการอ่าน จากข้อมูลการประชุม จากข้อเขียน บันทึกการ
ประชุม บทความ จากการสัมภาษณ์ การวิจัย และอื่น ๆ การเก็บข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง และด้วยวิธีการ
หลายๆ วธิ จี ะทำใหไ้ ด้ข้อมูลทส่ี มบูรณ์ ชดั เจน และมคี วามเทีย่ งตรงคำถามทจ่ี ะต้องตั้งในตอนนี้ ได้แก่
19
- เราจะหาข้อมลู ใหค้ รบถว้ นโดยวธิ ีใดได้อกี บา้ งและหาอยา่ งไร (เทีย่ งตรง)
- ขอ้ มลู นมี้ คี วามเกีย่ วขอ้ งกบั ปัญหาอยา่ งไร (ความสมั พนั ธ์เก่ยี วข้อง)
- จำเป็นตอ้ งหาข้อมลู เพิม่ เติมในเร่ืองใดอีกบ้าง (ความกระชบั พอด)ี
ขั้นที่ 3 พิจารณาความน่าเชื่อถือของข้อมูล หมายถึงผู้ที่คิดวิเคราะห์พิจารณาความถูกต้อง
เที่ยงตรงของสิ่งที่นำมาอ้าง รวมทั้งการประเมินความพอเพียงของข้อมูลที่จะนำมาใช้ คำถามที่ควรจะ
นำมาใชใ้ นตอนน้ีไดแ้ ก่
- ข้อมูลที่ไดม้ ามีความเปน็ ไปไดม้ ากนอ้ ยเพยี งไร (ความเที่ยงตรง)
- เราจะหาหลกั ฐานไดอ้ ยา่ งไรถา้ ข้อมลู ท่ีไดม้ าเปน็ เรือ่ งจริง (ความเทีย่ งตรง)
- ยังมีเรอื่ งอะไรอีกในส่วนน้ที ี่ยงั ไม่รู้ (ความชัดเจน)
- ยังมขี อ้ มูลอะไรในเร่ืองนอ้ี ีกทย่ี ังไมน่ ำมากลา่ วถึง (ความกวา้ งของการมอง)
ขั้นที่ 4 การจัดข้อมูลเข้าเป็นระบบ เป็นขั้นที่ผู้คิดจะต้องสร้างความคิด ความคิดรวบยอด หรือ
สร้างหลักการขึ้นให้ได้ด้วยการเริ่มต้นจากการระบุลักษณะของข้อมูล แยกแยะข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น
จัดลำดับความสำคัญของข้อมูล พิจารณาขีดจำกัดหรือขอบเขตของปัญหารวมทั้งข้อตกลงพื้นฐาน การ
สงั เคราะห์ขอ้ มลู เข้าเปน็ ระบบและกำหนดข้อสนั นษิ ฐานเบือ้ งตน้ คำถามทค่ี วรนำมาใชใ้ นตอนน้ีได้แก่
- ข้อมูลส่วนนี้เก่ยี วขอ้ งกบั ปัญหาอยา่ งไร (ความสมั พันธเ์ ก่ียวข้อง)
- จำเปน็ ตอ้ งหาข้อมลู เพ่ิมเติมในเรอื่ งนอ้ี กี หรือไม่ จากใครที่ใด (ความกว้างของการมอง)
- อะไรบ้างทท่ี ำให้การจัดขอ้ มลู ในเร่อื งน้เี กดิ ความลำบาก (ความลกึ )
- จะตรวจสอบได้อย่างไรวา่ การจดั ขอ้ มลู มีความถูกตอ้ ง (ความเทย่ี งตรง)
- สามารถจดั ขอ้ มลู โดยวธิ ีอ่นื ได้อกี หรือไม่ (ความกว้างของการมอง)
ขั้นที่ 5 ตั้งสมมติฐาน เป็นขั้นที่นักคิดวิเคราะห์จะต้องนำข้อมูลท่ีจัดระบบระเบียบแลว้ มาตัง้ เปน็
สมมติฐานเพื่อกำหนดขอบเขตและการหาข้อสรุปของข้อคำถาม หรือปัญหาที่กำหนดไว้ซึ่งจะต้องอาศัย
ความคดิ เช่ือมโยงสัมพันธใ์ นเชงิ ของเหตุผลอยา่ งถูกต้อง สมมตฐิ านท่ตี ้ังขึน้ จะต้องมีความชัดเจนและมาจาก
ขอ้ มูลที่ถูกต้องปราศจากอคตหิ รอื ความลำเอียงของผทู้ ่ีเกย่ี วข้องคำถามทค่ี วรนำมาใช้ในตอนนไี้ ดแ้ ก่
- ถา้ สมมตฐิ านทตี่ ัง้ ขึน้ ถูกตอ้ ง เราจะมวี ิธีตรวจสอบได้อย่างไร (ความเทย่ี งตรง)
- สามารถทำให้กระชบั กว่านีไ้ ด้อีกหรอื ไม่ (ความกระชบั ความพอด)ี
- รายละเอยี ดแต่ละสว่ นเก่ยี วขอ้ งกับปัญหาอยา่ งไร (ความสมั พันธเ์ กย่ี วข้อง)
ขนั้ ท่ี 6 การสรุป เป็นข้ันตอนของการลงความเห็น หรือการเชอื่ มโยงสัมพนั ธร์ ะหว่างเหตุผลกับผล
อย่างแท้จริง ซึ่งผู้คิดวิเคราะห์จะตอ้ งเลือกพิจารณาเลือกวิธีการที่เหมาะสมตามสภาพของข้อมูลที่ปรากฏ
โดยใชเ้ หตุผลท้งั ทางตรรกศาสตร์ เหตุผลทางวทิ ยาศาสตร์ และพจิ ารณาถึงความเปน็ ไปได้ตามสภาพที่เป็น
จริงประกอบกัน คำถามที่ควรนำมาถามได้แก่
- เราสามารถจะตรวจสอบไดห้ รอื ไม่ ตรวจสอบอย่างไร (ความเทย่ี งตรง)
- ผลท่เี กดิ ขน้ึ มันมีที่มาอยา่ งไร (ความสมั พนั ธเ์ กีย่ วข้อง)
20
- ขอ้ สรุปนที้ ำให้เราเขา้ ใจอะไรได้บ้าง (ความสมั พันธเ์ ก่ยี วขอ้ ง)
- ส่งิ ที่สรุปนน้ั เปน็ เหตุผลท่สี มบรู ณห์ รือไม่ (หลกั ตรรกวทิ ยา)
ขั้นที่ 7 การประเมินข้อสรุป เป็นขั้นสุดท้ายของการคิดวิเคราะห์ เป็นการประเมินความ
สมเหตุสมผลของการสรุป และพิจารณาผลสืบเนื่องที่จะเกิดขั้นต่อไป เช่น การนำไปประยุกต์ใช้ใน
สถานการณจ์ รงิ หรือการแกป้ ัญหาทเ่ี กดิ ข้ึนจริง ๆ คำถามทีค่ วรนำมาถามไดแ้ ก่
- ส่วนไหนของข้อสรุปที่มีความสำคญั ที่สุด (ความสำคัญ)
- ยงั มขี ้อสรุปเรื่องใดอีกท่คี วรนำมากล่าวถึง (ความกวา้ งของการมอง)
- ถ้านำเร่อื งน้ีไปปฏบิ ัตจิ ะมีปญั หาอะไรเกิดข้นึ บ้าง (ความกวา้ งของการมอง)
- อะไรจะทำให้ปัญหามีความซบั ซ้อนยิ่งข้ึน (ความลึก)
สรุปได้ว่า กระบวนการคิดวิเคราะห์มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการแก้ปัญหาต่าง ๆ ของมนุษย์
การคิดวิเคราะห์เปน็ จะชว่ ยให้มนุษยม์ องเหน็ ปญั หา ทำความเข้าใจปญั หา รูจ้ ักปัญหาอย่างแท้จริง และจะ
สามารถแกป้ ัญหาท้งั หลายได้
4.3 ทฤษฎเี ก่ียวขอ้ งกบั การคดิ วเิ คราะห์
แนวคิดเกี่ยวกบั การคิดวเิ คราะห์ของบลูม (Bloom, 1956 อา้ งถึงใน ณัฐกานต์ เจริญกุล, 2557) ได้
กำหนดจุดมุ่งหมายทางการศึกษาเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการคิด ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย ของ
บคุ คลสง่ ผลตอ่ ความสามารถทางการคิดทบี่ ลูมจำแนกไวเ้ ป็น 6 ระดบั คำถามในแต่ละระดบั มีความชับ ซอ้ น
แตกตา่ งกัน ไดแ้ ก่
1. ระดับความรู้ความจำ จำแนกเป็นความรู้ในเนื้อหา เช่น ความรู้ในศัพท์ที่ใช้และ ความรู้ใน
ขอ้ เทจ็ จรงิ เฉพาะ ความรูใ้ นวิธดี ำเนนิ การ เช่น ความรู้เกย่ี วกับระเบียบแบบแผน ความร้เู กี่ยวกับ แนวโน้ม
และลำดับขั้น ความรู้เกี่ยวกับการจัดจำแนกประเภทความรู้เกี่ยวกับเกณฑ์ต่าง ๆ และความรู้เกี่ยวกับ
วิธีการ ความรู้รวบยอดในเนื้อเรื่อง เช่น ความรู้เกี่ยวกับหลักวิชา และการขยายความและความรู้เกี่ยวกบั
ทฤษฎี และโครงสร้าง
2. ระดบั ความเขา้ ใจ แยกเปน็ การแปลความ การตีความและการขยายความ
3. ระดับการนำไปใช้ หรือการประยุกต์
4. ระดับการวิเคราะห์ แยกเป็น การวิเคราะห์ความสำคัญ การวิเคราะห์ ความสัมพันธ์และการ
วิเคราะหห์ ลักการ
5. ระดับการสังเคราะห์ แยกเป็น การสังเคราะห์การสื่อความหมาย การสังเคราะห์ แผนงานและ
การสงั เคราะห์ความสมั พนั ธ์
6. ระดบั การประเมินค่า แยกเปน็ การประเมนิ คา่ โดยอาศยั ขอ้ เทจ็ จริงภายในและ การประเมินค่า
โดยอาศัยข้อเท็จจรงิ ภายนอก
ความสามารถทางการคิดของบุคคลของบลูมในระดับการคิดวิเคราะห์เป็นทักษะพื้นฐานของ
นักเรียนสู่ความสามารถทางการคิดในระดับสูง เพราะนักเรียนจะเข้าใจเหตุการณ์ต่าง ๆ อย่าชัดจนผ่าน
21
กระบวนการคิดวิเคราะห์หน่วยย่อย การวิเคราะห์ความสัมพันธ์และการวิเคราะห์หลักการ โดยนักเรียน
สามารถวิเคราะห์ประเด็นต่าง ๆ จากส่วนย่อยสู่ส่วนใหญ่ และเชื่อมความสัมพันธ์ของประเด็นต่าง ๆ เข้า
ดว้ ยกนั จนสามารถสรปุ อย่างเปน็ หลักการ โดยมเี หตุผลรองรบั ตามรายละเอยี ด ดังน้ี
1. การวเิ คราะห์ความสำคญั (Analysis of Element) เป็นความสามารถในการ แยกแยะไดว้ ่า ส่ิง
ใดจำเปน็ ส่ิงใดสำคัญ สิง่ ใดมบี ทบาทมากทส่ี ุด ประกอบดว้ ย
1.1 วเิ คราะหช์ นิด เปน็ การให้นกั เรียนวินิจฉัยวา่ สง่ิ น้ัน เหตกุ ารณ์นั้น ๆ จดั เป็นชนดิ ใด
ลักษณะใด เพราะเหตใุ ด เช่น ขอ้ ความน(ี้ ทำดไี ดด้ ที ำช่ัวได้ชัว่ ) เป็นข้อความชนิดใด ผกั ชเี ปน็ พืชนิดใด มา้ น้ำ
เป็นพืชหรือสตั ว์
1.2 วิเคราะหส์ ิง่ สำคัญ เปน็ การวินจิ ฉัยสง่ิ ใดสำคญั สง่ิ ใดไม่สำคัญเปน็ การค้นหา
สาระสำคัญขอ้ ความหลัก ขอ้ สรุป จดุ เด่น จดุ ดอ้ ยของสิ่งตา่ ง ๆ เชน่ สาระสำคญั ของเรอื่ งน้ีคอื อะไร ควรตั้ง
ชื่อเร่ืองนว้ี า่ อะไร การปฏิบัติเช่นน้นั เพ่ืออะไร ส่งิ ใดสำคญั ท่สี ดุ ใครมบี ทบาทมากท่สี ดุ จากสถานการณ์นี้
1.3 วเิ คราะห์เลศนยั เปน็ การมงุ่ ค้นหาสง่ิ ท่ีแอบแฝงซอ่ นเร้นหรอื อยู่ เบ้อื งหลงั จากสง่ิ ท่ี
เห็นซึ่งมิได้บ่งบอกตรง ๆ แต่มีร่องรอยของความเป็นจริงซ่อนเร้นอยู่ เช่น ภาพนี้หมายถึงใคร ข้อความนี้
หมายถึงใครหรือสถานกาณ์ใด เรื่องนี้ควรยกย่องหรือตำหนิใคร เรื่องนี้ให้ข้อคิดอะไร ผู้เขียนมีความ เชื่อ
อยา่ งไร
2. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ (Analysis of relationship) เป็นการค้นหา ความสัมพันธ์ของส่ิง
ต่าง ๆ ว่ามีอะไรสัมพันธ์กัน สัมพันธ์กันอย่างไร สัมพันธ์กันมากน้อยเพียงใด สอดคล้อง หรือขัดแย้งกัน
ได้แก่
2.1 วิเคราะห์ชนิดของความสัมพนั ธ์ มงุ่ ใหเ้ กิดว่าเป็นความสมั พันธแ์ บบใด มสี ่งิ ใด
สอดคล้องกัน หรือไม่สอดคล้องกัน มีสิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ และมีสิ่งใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ มี
ข้อความไม่สมหตุสมผล เพราะอะไร คำกล่าวใดสรุปผิด การตัดสินใจการกระทำอะไรไม่ถูกต้อง สองสิ่งน้ี
เหมอื นกนั อย่างไร หรอื แตกต่างกนั อย่างไร
2.2 วิเคราะห์ขนาดของความสมั พนั ธ์ สิ่งใดทีเ่ ก่ยี วข้องกันมากท่ีสดุ สิ่งใดเก่ียวข้องน้อย
ที่สุดสิ่งใดสัมพนั ธ์กับสถานการณ์ หรือเร่อื งราวมากทส่ี ุด การเรียงลำดับมากนอ้ ยของสงิ่ ต่าง ๆ ท่ี ทเี่ ก่ยี วข้อง
เช่น เรยี งลำดับความรุนแรง จำนวน
2.3 วเิ คราะห์ขั้นตอนความสัมพนั ธ์ เมอ่ื เกิดสิง่ นี้แล้วผลลพั ธ์อะไรตามมา บา้ งตามลำดบั
การเรียงลำดับขั้นตอนของเหตุการณ์ วงจรของสิ่งต่าง ๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาตามลำดับ ขั้นตอน ผล
สุดท้ายจะเป็นอยา่ งไร เช่น วเิ คราะห์วงจรของฝน, ผีเส้ือ
2.4 วเิ คราะหจ์ ุดประสงคแ์ ละวธิ ีการ การกระทำแบบน้เี พ่อื อะไร การทำบุญ ตักบาตร
เม่อื ทำอยา่ งนแี้ ล้จะเกดิ ผลสมั ฤทธิ์อยา่ งไร ทำอย่างนมี้ ีเป้าหมายอยา่ งไร มีจุดม่งุ หมายอะไร
2.5 วเิ คราะห์สาเหตุและผล ส่งิ ใดเป็นสาเหตุของเรือ่ งนห้ี ากไม่ทำอยา่ งน้ี ผลจะเปน็
อยา่ งไรหากทำอยา่ งน้ี ผลจะเป็นอยา่ งไร ขอ้ ความใดเปน็ เหตุผลแกก่ นั หรือขดั แยง้ กนั
22
2.6 วิเคราะห์แบบความสมั พันธ์รูปอุปมาอปุ ไมย เช่น บนิ เรว็ เหมอื นนก ระบอบ
ประชาธปิ ไตยเหมอื นกับระบบการทำงานของอวัยวะในร่างกาย
3. การคิดวิเคราะห์เชิงหลักการ (Analysis of Organization Principles) หมายถึง การค้นหา
โครงสร้างของระบบ เรื่องราว สิ่งของและการทำงานต่าง ๆ ว่าสิ่งเหล่านั้นดำรงอยู่ได้ในสภาพเช่นน้ัน
เนื่องจากอะไร มีอะไรเป็นแกนหลัก มีหลักการอย่างไร มีเทคนิคอะไรหรือยึดถือคติใด มีสิ่งใดเป็นตัว
เชือ่ มโยง การคดิ วิเคราะหห์ ลกั การเป็นการวิเคราะห์ท่ีถอื วา่ มีความสำคัญท่ีสุด การจะวิเคราะห์เชิงหลักการ
ได้ดี จะต้องมีความรู้ความสามารถในการวิเคราะห์องค์ประกอบและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ได้ดีเสียก่อน
เพราะผลจาก ความสามารถในการวิเคราะห์องค์ประกอบและวิเคราะห์ความสัมพันธ์จะทำให้สามารถสรุป
เปน็ หลกั การได้ ประกอบดว้ ย
3.1 วเิ คราะห์โครงสรา้ ง เป็นการค้นหาโครงสร้างของสิ่งตา่ ง ๆ เช่น การ ทำวิจยั มี
กระบวนการทำงานอย่างไร ส่งิ นบี้ ง่ บอกความคิดหรือเจตนาอย่างไร คำกลา่ วนีม้ ีลักษณะอยา่ งไร (ชวน เชิญ
โฆษณาชวนเชื่อ) โครงสร้างของสังคมไทยเป็นอย่างไร ส่วนประกอบของสิ่งน้ีมีอะไรบ้าง กระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์
3.2 วเิ คราะหห์ ลักการ เปน็ การแยกแยะเพ่ือค้นหาความจรงิ ของสงิ่ ต่าง ๆ แลว้ สรปุ เป็น
คำตอบหลกั ได้หลักการของเรือ่ งน้มี ีว่าอย่างไร เหตุใดความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาดใต้จึง ไม่มีท่ีท่า
จะยตุ ลิ งได้ หลักการในการสอนของครคู วรเป็นอยา่ งไร
จากการศึกษาแนวคิดทีเ่ ก่ียวกบั การคิดวิเคราะห์ ผ้วู ิจยั ได้นำทฤษฎกี ารคิดวิเคราะห์ ของบลูมมาใช้
เปน็ แนวทางในการศกึ ษาและสรา้ งแบบทดสอบวดั ทกั ษะการคิดวเิ คราะห์กับนกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 5
ซ่ึงประกอบด้วยทกั ษะ ดังน้ี
1.การวิเคราะห์ความสำคัญ เปน็ ความสามารถในการหาองค์ประกอบหรือ สว่ นประกอบของ
เร่อื งราวหรือเหตกุ ารณต์ ่าง ๆ
2.การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ เป็นความสามารถในการหาความเกี่ยวข้องหรือ ความสัมพันธ์ของ
ส่วนต่าง ๆ
3.การวิเคราะห์หลกั การ เปน็ ความสามารถในการหาหลักการของความสัมพันธ์ ของส่วนสำคัญใน
เรื่องราวหรือเหตุการณต์ ่าง ๆ วา่ สง่ิ เหล่านัน้ สัมพันธก์ นั โดยอาศยั หลกั การใด มีสงิ่ ใดมาเป็นตัวเชอ่ื มโยง
23
5. ทฤษฎี และแนวคดิ ทเ่ี ก่ียวขอ้ งกบั ความพงึ พอใจ
5.1 ความหมายของความพงึ พอใจ
Morse (1958) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง สภาวะจิตที่ปราศจากความเครียด ทั้งนี้เพราะ
ธรรมชาติของมนุษย์มีความตองการ ถ้าความตองการได้รับการตอบสนองท้งั หมดหรอื บางสวนความเครียด
ก็จะน้อยลง ความพึงพอใจก็จะเกิดขึ้นและในทางกลับกัน ถ้าความตองการนั้นไม่ได้รับการตอบสนอง
ความเครยี ดและความไม่พึงพอใจกจ็ ะเกิดขนึ้
Vroom (1964) กล่าววา่ ความพึงพอใจ หมายถงึ ผลท่ไี ดจ้ ากการที่บคุ คลเขาไปมีสวนรว่ มในส่ิงนั้น
ทัศนคติดานบวกจะแสดงใหเป็นสภาพความพึงพอใจในสิ่งนั้น และทัศนคติด้านลบจะแสดงใหเห็นสภาพ
ความไม่พึงพอใจนัน่ เอง
ปรียาพร วงศอนุตรโรจน์ (2534) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกร่วมของบุคคลที่มี
ต่อการทำงานในด้านบวกเป็นความสุขของบุคคลที่เกิดจากการปฏิบัติ และได้รับผลตอบแทน คือ ผลท่ี
เป็นที่พึงพอใจ ทำใหบุคลากรเกิดความกระตือรือร้น มีความมุ่งมั่นที่จะทำงาน มีขวัญและกำลังใจ สิ่ง
เหลานี้จึงมีผลตอประสิทธผิ ลของการทำงาน
เจรญิ ศาสตรวาหา (2539) ได้กลา่ วถงึ ความพึงพอใจ หมายถึง ความรสู้ ึกหรือเจตคตขิ องบคุ คลท่ีมี
ต่อสิ่งที่เขาทำอยู่เกิดจากการได้รับการตอบสนองความต้องการทางดา้ นวัตถุและจิตใจ ถาบุคคลใดมีความ
พึงพอใจมาก ก็จะกระตือรือรน้ เตม็ ใจปฏิบัติงาน ทำงานด้วยความอุตสาหะ แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าบคุ คล
ไมเ่ กิดความพงึ พอใจในการทำงาน ความกระตือรอื รน้ และความอตุ สาหะย่อมลดลง
กาญจน์ เรืองมนตรี (2543) ใหความหมายวา ความรู้สึก เช่น ความรู้สึกรัก ความรู้สึกชอบภูมิใจ
สุขใจ เต็มที่ ยินดี ประทับใจเห็นด้วย อันจะมีผลใหเกิดความพึงพอใจในการทำงานมีการเสียสละ อุทิศ
แรงกาย แรงใจและสติปัญญาใหแกงานอย่างแท้จริง
อุทัยพรรณ สุดใจ (2545 อ้างใน รัชวลี วรวุฒิ, 2548) ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกหรือ
ทัศนคติของบุคคลท่ีมีต่อสิ่งใดสิ่งหน่ึงโดยอาจจะเป็นไปในเชิงประเมินค่าว่าความรู้สึก หรือทัศนคติต่อส่ิง
หนง่ึ สง่ิ ใดนั้นเป็นไปในทางบวกหรอื ทางลบ
สรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกท่ีดีหรือความคิดที่ดีท่ีเป็นไปตามความคาดหวัง โดย
ได้รับการจูงใจทั้งในลักษณะที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ในการดำเนินการจัดการเรียนการสอน ทำให้
นักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่มีความเจริญงอกงามในทุกด้าน มีความกระตือรือร้นในการเรียน
และมีความสนใจตอ่ กระบวนการเรยี นการสอน
5.2 ทฤษฎเี ก่ยี วข้องกบั ความพงึ พอใจ
5.2.1 กลุ่มทฤษฎีความตองการของมาสโลว (Maslow’s of Needs)
Maslow (1970) เป็นทฤษฎดี านความตอ้ งการทมี่ ีช่อื เสยี ง ยอมรบั อย่างกว้างขวาง ซงึ่ สรปุ
ไวว้ ่า มนุษย์ถกู กระตนุ้ จากความปรารถนาท่ีจะได้ครอบครอง ความตอ้ งการเฉพาะอย่าง ซ่งึ ความต้องการน้ี
เขาได้ตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับความต้องการของบุคคลไว้ว่า บุคคลยอมมีความต้องการอยู่เสมอและไม่มีที่
24
สิ้นสุด ขณะท่ีความต้องการใดได้รับการตอบสนอง แล้วต้องการอย่างอื่นก็จะเกิดขึ้นอีกและไม่มีวันจบส้ิน
ความตองการท่ีได้รับการตอบสนอง แลวจะไม่เปน็ ส่ิงจูงใจพฤติกรรมของพฤติกรรมอน่ื ๆ ต่อไป ความตอง
การที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองจึงเป็นสิ่งจูงใจพฤติกรรมนั้น ความต้องการของบุคคลเรียงลำดับขั้นตอน
ความสำคัญ เมื่อความต้องการระดับต่ำได้รับการตอบสนองแลว บุคคลก็จะใหความสนใจกับความตอการ
ระดบั สูงตอไป ลำดบั ความตอ้ งการของบุคคลมี 5 ขน้ั ตอน ตามลำดับข้นั ต่อไปนี้
1. ความตอ้ งการทางร่างกาย (Physiological Needs) เป็นความตอ้ งการเบอื้ งตนเพื่อความอยู่รอด
ของชวี ิต เชน ความต้องการในเรื่อง อาหาร น้ำ อากาศ เคร่ืองน่งุ ห่ม ยารกั ษาโรค ท่อี ยู่อาศยั ความต้องการ
ทางเพศ ความตอ้ งการทางร่างกายจะมีอทิ ธพิ ลต่อพฤตกิ รรมของคนก็ตอเมอ่ื คนยงั ไมไ่ ด้รับการตอบสนอง
2. ความต้องการความปลอดภัยและมั่นคง (Security or Safety Needs) ถาหากความต้องการ
ทางดา้ นรา่ งกายได้รับการตอบสนองแลว บคุ คลก็จะใหความสนใจกับความต้องการระดับสงู ตอไป คอื เป็น
ความรู้สึกที่ต้องการความปลอดภัยหรือมั่นคงในปจจุบันและอนาคต ซึ่งรวมถึงความก้าวหน้าและความ
อบอุน่ ใจ
3. ความต้องการทางด้านสังคม (Social or Belonging Needs) ภายหลังจากที่คนได้รับการ
ตอบสนองในข้นั ดงั กลา่ วขา้ งตน้ กจ็ ะมีความต้องการทีส่ ูงขนึ้ คือความตองการทางสงั คม เป็นความตองการที่
จะเข้ารว่ มและได้รบั การยอมรับในสังคม ความเป็นมิตรและความรกั จากเพอ่ื น
4. ความต้องการท่จี ะได้รบั การยกย่องนบั ถือ (Esteem Needs) เป็นความตอ้ งการใหคนอื่นยกย่อง
ใหเกียรติ และเห็นความสำคัญของตน อยากเดนในสังคม รวมถึงความสำเร็จความรู้ ความสามารถ ความ
เป็นอสิ ระและเสรภี าพ
5. ความต้องการความสำเร็จในชีวิต Self (Actualization) เป็นความต้องการระดับสูงสุดของ
มนุษย์ อยากจะเป็นอยากจะได้ตามความคิดของตนสาระสำคัญของทฤษฎีความตองการตามลำดับขั้นของ
มาสโลวสรุปได้ว่า ความต้องการทัง้ 5 ขนั้ ของมนษุ ย์มีความสำคญั ไม่เทากัน บคุ คลแตล่ ะคนจะปฏิบัติตนให
สอดคลองกับการบำบัดความต้องการในแต่ละข้นั ที่เกิดข้นึ การจงู ใจตามทฤษฎนี ี้จะตองพยายามตอบสนอง
ความตอ้ งการของมนษุ ย์ซงึ่ มีความต้องการตามลำดบั ข้นั ที่แตกตา่ งกนั ออกไป และความตองการในแต่ละขั้น
จะมีความสำคญั กบั บุคคลมากนอ้ ยเพียงใดน้ัน ขน้ึ อยู่กบั ความพึงพอใจทีไ่ ด้รับการตอบสนองความต้องการ
ในระดับนั้น ๆ
สรปุ ไดว้ า่ ทฤษฎีความต้องการของ Maslow นี้ ผู้บังคับบญั ชาจะตองพยายามศกึ ษาความต้องการ
ของผู้ร่วมงานอยูเสมอว่าแต่ละคนมีความต้องการส่ิงใด เพื่อวาจะสามารถสนองความต้องการของเขาไดใ้ น
ระดบั ทพี่ งึ พอใจ
5.3 การวัดความพึงพอใจ
ภณิดา ชยั ปญั ญา ( 2541) ได้กลา่ วไววา การวดั ความพงึ พอใจน้ัน สามารถทำได้หลายวิธีดงั ตอไปน้ี
1. การใช้แบบสอบถาม โดยผู้ออกแบบสอบถาม ต้องการทราบความคิดเหน็ ซ่งึ สามารถ
25
กระทำได้ในลักษณะกำหนดคำตอบใหเลอื ก หรอื ตอบคำถามอิสระ คำถามดังกล่าว อาจถามความพอใจใน
ด้านต่าง ๆ เพื่อใหผู้ตอบทุกคนมาเป็นแบบแผนเดยี วกัน มักใชในกรณีที่ตองการขอมูลกลุ่มตัวอย่างมาก ๆ
วธิ ีน้นี บั เป็นวิธที ่ีนยิ มใช้กนั มากท่ีสุดในการวัดทศั นคติ รูปแบบของแบบสอบถามจะใช้มาตรวัดทัศนคติ ซึ่งท่ี
นิยมใชใ้ นปัจจบุ นั วิธีหน่ึง คอื มาตราสวนแบบลเิ คริ ์ท ประกอบดว้ ยข้อความท่ีแสดงถึงทัศนคติของบุคคลที่มี
ต่อสิ่งเร้าอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีคำตอบที่แสดงถึงระดับความรูสกึ 5 คำตอบ เช่น มากที่สุด มาก ปานกลาง
นอ้ ย นอ้ ยท่สี ดุ
2. การสัมภาษณ์ เป็นวธิ ีการทผ่ี ู้วิจยั จะตองออกไปสอบถามโดยการพดู คุย โดยมกี าร
เตรียมแผนงานลว่ งหน้า เพื่อใหไดข้ อ้ มลู ที่เปน็ จรงิ มากทสี่ ดุ
3. การสังเกต เป็นวธิ วี ดั ความพงึ พอใจ โดยการสงั เกตพฤติกรรมของบคุ คลเปา้ หมาย
ไม่ว่าจะแสงดออกจากการพูดจา กริยา ท่าทาง วิธีนี้ต้องอาศัยการกระทำอย่างจริงจัง และสังเกตอย่างมี
ระเบียบแบบแผน วธิ นี ี้เปน็ วธิ ีการศกึ ษาทเี่ กาแก และยงั เป็นทีน่ ยิ มใชอ้ ยา่ งแพรหลายจนถงึ ปจจุบัน
โยธิน แสวงดี (2551) กลา่ ววา่ มาตรวัดความพงึ พอใจสามารถกระทำได้หลายวธิ ี ไดแ้ ก่
1. การใช้แบบสอบถาม โดยผู้ตอบแบบสอบถามจะออกแบบสอบถามเพ่ือตองการทราบ
ความคิดเห็น ซึ่งสามารถทำได้ในลักษณะที่กำหนดคำตอบใหเลือกหรือตอบคำถามอิสระ คำถามดังกล่าว
อาจถามความพึงพอใจในดา้ นตา่ ง ๆ เชน การบรหิ าร และการควบคมุ งาน และเงอ่ื นไขต่าง ๆ เปน็ ต้น
2. การสมั ภาษณ์ เป็นวธิ วี ดั ความพงึ พอใจทางตรงทางหนึ่ง ซง่ึ ตอ้ งอาศัยเทคนิคและวธิ ีการ
ทด่ี จี งึ จะทำให้ไดข้ ้อมลู ท่ีเป็นจรงิ
3. การสงั เกตเป็นวิธกี ารวดั ความพึงพอใจโดยสงั เกตพฤตกิ รรมของบคุ คลเป้าหมายไม่วาจะ
แสดงออกจากการพูด กริ ยิ าทาทาง วิธนี จ้ี ะตองอาศัยการกระทำอยา่ งจรงิ จังและการสงั เกตอย่างมีระเบียบ
แบบแผน
สรปุ ไดว้ า่ การวัดความพึงพอใจเป็นการบอกถงึ ความชอบของบุคคลท่ีมีตอ่ ส่งิ หน่ึงสง่ิ ใด ซึ่งสามารถ
วดั ได้หลายวิธี ไมว่ ่าจะเป็นการสมั ภาษณ์ การใชแบบสอบถามความคิดเห็น การใชแบบสำรวจความรูสึก ซึ่ง
ผู้วิจัยได้เล็งเห็นวาวิธีการวัดความพึงพอใจที่เหมาะสมกับรูปแบบการทำวิจัยในครั้งนี้คือ การสรางแบบ
ประเมินความพึงพอใจตามระดับมาตราสวนประมาณคาของลิเคิรท ประกอบด้วยข้อความที่แสดงถึง
ทัศนคติของบุคคลที่มีต่อสงิ่ เร้าอยา่ งใดอย่างหนึ่งที่มีคำตอบท่ีแสดงถงึ ระดับความรูสึก 5 คำตอบ เชน มาก
ทีส่ ดุ มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด
6. งานวิจัยทเี่ กยี่ วขอ้ ง
พรศิริ นิลเขต และคณะ (2558) ได้ทำการศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้ตามแนวนวัตกรรมสงิ่
ช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้อย่างมีความหมายโดยส่งิ
ช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า วิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้อย่างมี
ความหมายโดยสิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนทีม่ ีต่อการเรียนโดยใช้
26
หลกั การเรยี นรูอ้ ย่างมีความหมายด้วยสิง่ ช่วยจัดมโนมติล่วงหน้าที่พฒั นาขน้ึ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน
ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 แผนกช่างยนต์ (กลุ่ม 1-2) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555
จำนวน 30 คน วิทยาลัยการอาชีพพนมไพร อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด คัดเลือกแบบเจาะจง
(Purposive Sample) ผลการวิจัย พบว่า 1) แผนการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนท่ีใชส้ ง่ิ
ช่วยจัดมโนมติล่วงหน้าที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 83.33/80.11 2) ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรยี น
ด้วยแผนการเรียนการสอนโดยใช้หลักการเรียนรู้อย่างมีความหมายดว้ ยส่ิงช่วยจดั มโนมติล่วงหน้า สูงกว่า
ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ3) ความพึงพอใจของนักเรยี นที่มีตอ่ การเรียนโดยใช้
หลักการเรียนรอู้ ย่างมคี วามหมายด้วยส่งิ ชว่ ยจัดมโนมติลว่ งหนา้ อยู่ในระดับมาก (ค่าเฉล่ยี 4.37)
นภาพร เกาะทอง และคณะ (2560) ได้ทำการวิจัยและมีวัตถุประสงค์ในการวิจัยเพื่อ 1) ศึกษา
ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนวิชาประวตั ิศาสตรส์ ากลของนกั เรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 6 ท่ไี ด้รับการจัดการเรียนรู้
แบบการนำเสนอมโนทศั น์กว้างลว่ งหน้ากับ นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ 2) ศึกษาความพึง
พอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ท่ีมีต่อการจัดการเรียนรู้แบบการนำเสนอมโนทัศน์กว้างล่วงหน้า
กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กำลังศึกษาอยู่ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียน
ปทุมวิไล จังหวัดปทุมธานี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 4 ซึ่งได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม
จำนวน 2 ห้องเรียน เป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จำนวนกลุ่มละ 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
ประกอบด้วยแผนการจดั การเรยี นรแู้ บบการนำเสนอมโนทัศนก์ ว้างล่วงหนา้ และแผนการ จัดการเรียนรแู้ บบ
ปกติ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาประวัติศาสตร์สากล เร่อื ง อารยธรรมโลกยุค โบราณ ที่มี
ค่าความเชื่อมั่นเทา่ กับ 0.74 และแบบวัดความพงึ พอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรูแ้ บบการ การ
นำเสนอมโนทัศน์กว้างล่วงหน้า ที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่
ค่าเฉลีย่ สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที สำหรบั กล่มุ ตัวอย่างทเี่ ปน็ อิสระจากกัน ผลการวิจัย
พบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาประวัตศิ าสตร์สากลของนักเรียนที่ได้รับการจัดการ เรียนรู้แบบการ
นำเสนอมโนทัศน์กว้างล่วงหน้า สงู กว่านกั เรยี นท่ไี ด้รบั การจัดการเรียนรู้แบบปกติ อยา่ งมีนัยสำคัญที่ระดับ
0.05 2) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ท่ีมีต่อการจัดการเรียนรู้แบบการ นำเสนอมโน
ทศั นก์ วา้ งลว่ งหนา้ อย่ใู นระดับมาก
สถาพร ขันโต (2554) ผลการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนไวยากรณ์พืน้ ฐานวิชาภาษาญี่ปุ่น ของ
นกั เรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 6 โดยใชส้ ิ่งช่วยจดั มโนมติลว่ งหน้า โดยมีวตั ถุประสงค์สำคญั 3 ข้อ ได้แก่ 1) เพอ่ื
ศกึ ษาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนไวยากรณ์พน้ื ฐาน วชิ าภาษาญีป่ นุ่ โดยใช้
สิ่งช่วยจดั มโนมติลว่ งหนา้ โดยนักเรยี นมีคะแนนผ่านเกณฑร์ อ้ ยละ 70 และมีจำนวนนักเรยี นผ่านเกณฑ์ไม่
ต่ำกว่าร้อยละ 70 2) เพื่อศึกษาทักษะการพดู ภาษาญี่ปุ่นจัดกิจกรรมโดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติ ล่วงหน้าโดย
นักเรยี นมีคะแนนผ่านเกณฑร์ อ้ ยละ 70 และมีจำนวนนักเรียนผ่านเกณฑ์ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 3) เพ่ือศึกษา
ความคิดเห็นของนักเรียนตอ่ การจัดกิจกรรมโดยใช้สิง่ ช่วยจัดมโนมติล่วงหนา้ ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอน
ปลายปที ี่ 6 ท่เี ลอื กเรียนวิชาภาษาญี่ปนุ่ จำนวน 40 คน ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2553 โรงเรียนเมืองพล
27
พิทยาคม ผลการวิจัยครั้งนี้สรุปว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีนักเรียนจำนวน 18 คน คิดเป็นร้อยละ
45.00 ได้คะแนนผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 70 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2) ทักษะการพูดมีนักเรียน
จำนวน 31 คน คิดเป็นร้อยละ 77.50ได้คะแนนผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 70 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ทีก่ ำหนด 3) ความ
คิดเหน็ ของนักเรยี นท่มี ีตอ่ การจดั การเรยี นการสอน โดยภาพรวมพบว่า นกั เรยี น มคี วามเหน็ ด้วยอยู่ในระดับ
มาก (คา่ เฉล่ยี = 4.25)
สชุ าดา ปราบมีชัย และสมสมร เรืองวรบรู ณ์ (2558) ไดก้ ระทำการวิจยั ก่ึงทดลอง เพอ่ื ศกึ ษาผลของ
สื่อแอนิเมชันต่อความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคธาลัสซีเมีย โดยเปรียบเทียบ
ความรู้ และพฤติกรรมการดูแลตนเอง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ในระยะก่อนและหลังการ
ทดลอง ผลการวิจัย พบวา่ กลมุ่ ทดลองมีคะแนนเฉลีย่ ของความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองสูงขึ้นระยะ
หลังการทดลอง 2 สัปดาห์ และ 4 สปั ดาห์ อย่างมีนัยสำคญั ทางสถิติ (p<.01) และคะแนนเฉลี่ยความรู้และ
พฤติกรรมการดูแลตนเองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.01) เมื่อวิเคราะห์ความ
แปรปรวน แบบวัดซ้ำ พบว่า คะแนนเฉลี่ยความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองระหว่างกลุ่มทดลองและ
กลุม่ ควบคมุ ภายหลงั การทดลอง 2 สปั ดาห์และ 4 สปั ดาห์ แตกต่างกันอยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถิติ (p<.01)
จากผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าสื่อแอนิเมชันเป็นการ์ตูนที่สามา รถถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับ
โรคธาลสั ซีเมีย และการปฏบิ ัตกิ ารดแู ลตนเองทีถ่ กู ตอ้ ง เข้าใจง่ายและจดจำเนือ้ หาไดด้ ีจนเกิดการรับรู้และมี
แรงจงู ใจทส่ี ง่ ผลให้เกิดพฤตกิ รรมการดูแลตนเองท่ถี กู ตอ้ งตามมาได้
รววิ รรณ อินทรวงสส์ กั ด์ิ (2556) ได้ทำการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพอื่ 1) ศกึ ษาผลของแอนิเมชันที่มี
ต่อความตระหนัก เรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
และ 2) ศึกษาความพงึ พอใจ ของนักเรียนทม่ี ตี อ่ แอนิเมชัน เร่ืองปัญหาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ
สำหรับนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลความตระหนักกอ่ นเรยี นและหลังเรียนดว้ ย
แอนเิ มชัน เร่อื งปญั หาส่งิ แวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ไมแ่ ตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ
.05 แต่มี 4 รายข้อ แตกต่างกนั อยา่ งมีนยั สำคัญทางสถิติทรี่ ะดับ .05 และ 2) ความพงึ พอใจของนักเรยี นท่ีมี
ต่อแอนิเมชัน เรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 3 อยู่ใน
ระดับมากทีส่ ดุ (x= 4.70)
ลดั ดา ชยั หาทัพ และนลิ มณี พิทักษ์ (2558) ไดท้ ำการวจิ ยั อนั มวี ัตถุประสงค์คือ 1) เพือ่ ศกึ ษาทักษะ
การคิดวิเคราะห์ โดยการใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ร่วมกับผังกราฟิก รายวิชา ส 22102 ประวัติศาสตร์
ของนักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 2 ให้นักเรียนร้อยละ 70 มีคะแนนการคิดวเิ คราะหผ์ ่านเกณฑร์ ้อยละ 70 ขึ้น
ไป 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยการใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ร่วมกบั ผังกราฟิก รายวิชา ส
22102 ประวัติศาสตร์ของระดับชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 2 ใหน้ ักเรยี นรอ้ ยละ 70 มผี ลสัมฤทธ์ิทางการเรียนผ่าน
เกณฑ์ร้อยละ 70 ขึ้นไป กลุ่มเป้าหมายในการวิจยั คร้ังนีเ้ ปน็ นักเรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 2 ห้อง 4 โรงเรียน
สาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายมัธยมศึกษา (ศึกษาศาสตร์) ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา
2557 จำนวน 34 คน การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจยั โดยมีรูปแบบกลุ่มทดลองกลุม่ เดยี ว (One Shot Case
28
Study) ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนจำนวน 34 คน มีนักเรียนผ่านเกณฑ์
จำนวน 26 คน คิดเปน็ ร้อยละ 76.5 ของนักเรียนทงั้ หมด ทีม่ ีคะแนนผ่านเกณฑ์รอ้ ยละ 70 ซง่ึ ผ่านที่กำหนด
คอื ให้นกั เรยี นรอ้ ยละ 70 มคี ะแนนการคิดวเิ คราะห์ผา่ นเกณฑ์ รอ้ ยละ 70 ขึ้นไป 2) ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น
ของนกั เรยี นจำนวน 34 คนมีนกั เรียน ผ่านเกณฑจ์ ำนวน 28 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 82.4 ของนกั เรียนทงั้ หมดที่
มีคะแนนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่กำหนดคือ ให้นักเรียนร้อยละ 70 มีคะแนนผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนผา่ นเกณฑ์ ร้อยละ 70 ข้ึนไป
วนารัตน์ ราชอาจ และคณะ (2558) การวิจัยในครั้งน้ี มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบ
ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น เรือ่ ง พัฒนาการอาณาจกั รสุโขทยั ของนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรยี นเมือง
ศรเี ทพ จงั หวัดเพชรบรู ณ์ กอ่ นและหลงั การเรียนด้วยวิธกี ารทางประวตั ิศาสตร์ และ (2) เปรยี บเทียบทักษะ
การคิดวิเคราะหข์ องนกั เรียนก่อนและหลังเรียนด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์กลุ่มตัวอยา่ งเป็นนักเรยี นชั้น
มธั ยมศกึ ษา ปที ี่ 1 โรงเรียนเมืองศรีเทพ จงั หวดั เพชรบูรณ์ ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2556 จำนวน 38 คน
ได้มา โดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการทาง
ประวัตศิ าสตร์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น เรอ่ื ง พัฒนาการอาณาจักรสโุ ขทยั และแบบทดสอบ
วัดการคิดวิเคราะห์ สถิตทิ ่ใี ชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มูลได้แก่ ค่าเฉล่ยี สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน และการทดสอบ
ค่าที่ผลการวจิ ัยปรากฏว่า (1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง พัฒนาการอาณาจักรสุโขทัย ของนักเรยี นช้นั
มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเมืองศรีเทพ ที่เรียนด้วยวิธีการทาง ประวัติศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 และ (2) ทักษะการคิดวิเคราะหข์ องนกั เรียนที่ เรียนด้วยวิธีการทาง
ประวตั ศิ าสตร์ หลังเรยี นสงู กวา่ ก่อนเรียนอย่างมนี ยั สำคัญทางสถิติทีร่ ะดับ .05
อนงค์ แซ่แต้ (2559) ได้ทำการวิจัยเพื่อศึกษาการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพและ
นักเรียนสามารถนำไปใช้ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่แท้จริงจำเป็นต้องมีสื่อการเรียนรู้ เพื่อเป็นเครื่องมือส่งเสริม
สนับสนุนการจดั การกระบวนการเรียนรู้ให้นักเรียนเข้าถึงความรู้ ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะตาม
มาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสตู รไดอ้ ย่างมปี ระสิทธิภาพ ซึ่งสอื่ การเรยี นการสอนน้ันมีหลายประเภทท้ังส่ือ
ธรรมชาติ ส่อื สง่ิ พมิ พ์ ส่อื เทคโนโลยี และเครอื ขา่ ยการเรียนรตู้ ่าง ๆ ท่ีมใี นทอ้ งถ่ิน การเลือกส่ือควรเลือกให้
เหมาะสมกับระดบั พฒั นาการและลีลาการเรียนร้ทู ี่หลากหลายของนักเรยี น ด้วยเหตนุ ้ผี ูว้ ิจยั จึงได้สนใจท่ีจะ
ศกึ ษาผลสัมฤทธห์ิ ลงั จากการใช้สือ่ แอนิเมชนั รว่ มกับเทคนคิ Graphic Review ประกอบการสอนในรายวิชา
พลังงานและสิ่งแวดล้อม เรื่อง โครงสร้างและองค์ประกอบของต้นไม้ ให้แก่ นักศึกษาระดบั ปวช.2 สาขา
การท่องเที่ยวและการโรงแรม วิทยาลัยเทคโนโลยีพายัพและบริหารธุรกิจ โดยจากการศึกษาพบว่าก่อน
เรียนโดยใช้สื่อแอนเมชันร่วมกับ Graphic Review นักศึกษากลุ่มตัวอย่างได้คะแนนเฉลี่ย 10.34 และค่า
เบี่ยงเบนมาตรฐานที่ 3.57 เมื่อเทียบกับหลังการใช้สื่อและเทคนิคดังกล่าว ส่งผลให้คะแนนเฉลี่ยหลังการ
สอบอยู่ที่ 20.44 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานอยู่ที่ 3.94 และมีค่าทดสอบค่าที่อยู่ที่ 16.18 ซึ่งนักศึกษามี
ผลสมั ฤทธิห์ ลังเรยี นสงู กว่าก่อนเรยี นท่ีระดับนยั สำคญั ท่ี 0.5
29
7. กรอบแนวคิดในการวิจัย
การศึกษาวิจยั ครั้งนี้ ผู้วิจัยสนใจศึกษาผลการใช้สิง่ ช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า (Advance Organizer
Model) ร่วมกับสื่อ Animation ที่มีต่อทักษะการคิดวิเคราะห์ในรายวิชาประวัติศาสตร์ของนักเรียนช้ัน
ประถมศกึ ษาปีท่ี 5 โรงเรยี นสาธิตมหาวทิ ยาลัยขอนแก่น ฝ่ายประถมศึกษา (ศกึ ษาศาสตร์) ดังแผนภาพ
ต่อไปน้ี
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติ 1. ความสามารถในการคิดวิเคราะห์
ล่วงหน้า (Advance Organizer Model) ร่วมกับส่ือ ในวชิ าประวตั ิศาสตร์
Animation มี 3 ขน้ั ตอน ดังนี้
2. ความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการ
ขั้นที่ 1 การนำเสนอสิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า เรียนการสอนโดยใช้สิ่งช่วยจัดมโน
ระบุจุดประสงค์ของบทเรียน โดยในขัน้ นี้จะมีการบูรณา มติล่วงหน้า (Advance Organizer
การกับสื่อ Animation เข้ามาเพื่อให้นักเรียนได้เห็น Model) ร่วมกบั ส่อื Animation
ขอบขา่ ยเนือ้ หาทีจ่ ะเรยี นในภาพรวม
ขั้นที่ 2 การเสนอกิจกรรมการเรียนรู้และสื่อการเรียนรู้
เป็นการเสนอส่ือการเรียนรู้ท่ีมีการจัดระบบของกิจกรรม
การเรยี นรู้เปน็ ลำดับขน้ั ตอนอยา่ งเหมาะสมชดั เจน
ขั้นที่ 3 การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดระบบการรับรู้
ใช้หลักบูรณาการความรู้อย่างกลมกลืนในการเชื่อมโยง
ความรใู้ หมก่ ับความรู้เดิมของนกั เรียน โดยให้นักเรียนทำ
กิจกรรมโดยการสื่อความคิดของนักเรียนออกมาเป็น
รูปภาพจะชว่ ยให้นกั เรียนเกิดกระบวนการคดิ วเิ คราะหใ์ น
เนือ้ หาไดอ้ ย่างชดั เจน
ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย
30
บทท่ี 3
วธิ กี ารดำเนินการวจิ ัย
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้นวัตกรรมสิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า (Advance
Organizer Model) รว่ มกับสือ่ Animation มตี ่อความสามารถในการคดิ วิเคราะหใ์ นวชิ าประวัติศาสตร์ของ
นกั เรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 5 และศึกษาความพงึ พอใจของนกั เรียนที่มีตอ่ การจัดการเรียนการสอนโดยใช้
สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า (Advance Organizer Model) ร่วมกับสื่อ Animation ซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการ
ตามวธิ รี ะเบียบการวิจัย ดังตอ่ ไปน้ี
1. กลมุ่ เปา้ หมาย
2. ตวั แปรที่ศึกษา
3. รูปแบบการวิจัย
4. เครื่องมอื ทใี่ ช้ในการวจิ ยั
5. การสรา้ งและหาประสิทธิภาพของเคร่ืองมอื
6. การเก็บรวบรวมข้อมูล
7. การวิเคราะห์ขอ้ มลู
8. สถิตทิ ใี่ ช้ในการวิเคราะหข์ อ้ มลู
1. กลุ่มเปา้ หมาย
กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 Unit E 2
กลุ่ม 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายประถมศึกษา
(ศึกษาศาสตร)์ จำนวน 33 คน โดยใช้วธิ ีเลือกแบบเจาะจง
2. ตวั แปรทศี่ กึ ษา
2.1 ตัวแปรต้น คือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า (Advance
Organizer Model) ร่วมกับสอื่ Animation
2.2 ตัวแปรตาม คือ
1) ความสามารถในการคิดวิเคราะหใ์ นวิชาประวตั ศิ าสตร์
2) ความพงึ พอใจท่มี ตี ่อการจดั การเรียนการสอนโดยใชส้ งิ่ ช่วยจัดมโนมตลิ ่วงหนา้
(Advance Organizer Model) รว่ มกบั ส่ือ Animation
31
3. รปู แบบการวิจยั
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจยั เชิงการศึกษาเฉพาะกรณีโดยใหก้ ารทดลองหนึ่งครั้ง (One shot case
study) โดยมีรปู แบบการวิจยั ดังน้ี
XO
ภาพที่ 2 รปู แบบการวิจยั
เม่อื X คือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สิง่ ชว่ ยจัดมโนมติลว่ งหน้า (Advance
Organizer Model) ร่วมกับสือ่ Animation
O คอื ทกั ษะการคิดวเิ คราะหใ์ นวิชาประวัติศาสตรแ์ ละความพงึ พอใจ
4. เครื่องมือท่ใี ชใ้ นการวิจัย
การวิจัยผลการใชน้ วัตกรรมสิ่งชว่ ยจดั มโนมตลิ ่วงหน้า (Advance Organizer Model) ร่วมกับสอื่
Animation ท่มี ตี อ่ ความสามารถในการคิดวเิ คราะหใ์ นรายวชิ าประวัติศาสตรข์ องนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี
ที่ 5 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแกน่ ฝ่ายประถมศกึ ษา (ศึกษาศาสตร์) มีการใช้เคร่ืองมือในการวิจยั
ดังนี้
4.1 แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า (Advance Organizer Model)
รว่ มกบั สื่อ Animation ในสาระการเรยี นรู้ท่ี 4 ประวัตศิ าสตร์ ช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี 3
เรื่อง บุคคลสำคัญ โรงเรียนสาธติ มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น ฝ่ายประถมศึกษา (ศึกษาศาสตร์) จำนวน 1 แผน
1 คาบเรยี น เวลา 50 นาที
4.2 แบบทดสอบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ในสาระการเรียนรู้ที่ 4 ประวัติศาสตร์
ช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 3 เร่ือง บุคคลสำคัญ เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลอื ก จำนวน 20 ขอ้
4.3 แบบประเมินความพึงพอใจในการจัดการเรียนการสอนโดยใชนวตั กรรมส่ิงช่วยจดั มโนมติ
ล่วงหน้า (Advance Organizer Model) ร่วมกับสื่อ Animation เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า
5 ระดับ คือ ระดับ 5 หมายถึง พึงพอใจมากที่สุด ระดับ 4 หมายถึง พึงพอใจมาก ระดับ 3 หมายถึง
พึงพอใจปานกลาง ระดับ 2 หมายถึง พึงพอใจนอ้ ย ระดบั 1 หมายถงึ พงึ พอใจนอ้ ยที่สดุ จำนวน 11 ข้อ
32
5. การสร้างและหาประสทิ ธิภาพของเครอื่ งมือ
ผวู้ จิ ัยได้ดำเนนิ การสรา้ งและหาประสทิ ธิภาพของเคร่อื งมอื ดงั ต่อไปนี้
5.1 แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า (Advance Organizer Model)
รว่ มกับสื่อ Animation
ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า (Advance
Organizer Model) ร่วมกับสอื่ Animation กลมุ่ สาระการเรียนร้สู ังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระ
การเรียนรู้ที่ 4 ประวัติศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ท่ี 3 เรอ่ื ง บคุ คลสำคญั มาตรฐาน ส 4.3 เข้าใจความเป็นมา
ของชาตไิ ทย วัฒนธรรม ภูมิปญั ญาไทย มคี วามรกั ความภูมิใจและธำรงความเป็นไทย ตวั ชีว้ ดั ป.5/3 บอก
ประวัติและผลงานของบุคคลสำคัญสมัยอยุธยาและธนบุรีที่น่าภาคภูมใจ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
จำนวน 1 แผน 1 คาบเรียน เวลา 50 นาที มขี น้ั ตอนการสรา้ ง ดงั นี้
1) ศึกษาเอกสารหลักสูตร ได้แก่ มาตรฐาน ตัวชี้วัดของสาระการเรียนรู้แกนกลาง
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (ฉบับปรับปรุง 2560) ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และหนังสือเรียนและเอกสารคู่มือครูกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม
ศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรมของโรงเรยี นสาธติ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น ฝา่ ยประถมศึกษา (ศกึ ษาศาสตร์)
2) กำหนดหน่วยการเรียนรเู้ พ่อื ใหไ้ ดเ้ นือ้ หาสาระสำหรับการเตรยี มแผนการจดั การเรยี นรู้
3) ศึกษาเอกสารและทฤษฎที ีเ่ กี่ยวขอ้ งกับนวตั กรรม Advanced Organizer Model และ
ส่อื Animation
4) จัดทำแผนการเรยี นรู้โดยใช้สิ่งช่วยจดั มโนมติล่วงหนา้ (Advance Organizer Model)
ร่วมกับสื่อ Animation สาระการเรียนรู้ที่ 4 ประวัติศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3
เรื่อง บคุ คลสำคญั จำนวน 1 แผน 1 คาบเรียน เวลา 50 นาที
5) นำจัดทำแผนการเรียนรู้โดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า (Advance Organizer
Model) รว่ มกบั สอื่ Animation ทส่ี รา้ งข้ึนเรียบรอ้ ยแล้ว เสนอตอ่ อาจารยป์ ระจำวิชา เพอื่ ตรวจสอบความ
เหมาะสมและให้ข้อเสนอแนะเพ่ิมเติม
6) นำแผนการเรียนรู้โดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า (Advance Organizer Model)
ร่วมกับสื่อ Animation ไปทำการปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของอาจารย์ประจำวิชา เพื่อให้เกิดความ
สอดคล้องระหวา่ งแผนการเรยี นรกู้ ับจดุ ประสงค์การเรียนรู้
7) นำแผนการเรียนรู้โดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า (Advance Organizer Model)
ร่วมกับสื่อ Animation ที่ผ่านการตรวจสอบของอาจารย์ประจำวิชาแล้ว เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนำ
33
คะแนนของการประเมนิ ทุกขอ้ มารวมกนั แล้วหาค่าเฉล่ีย กำหนดเกณฑ์การแปลผลค่าเฉลี่ยจากแนวคิดของ
ลิเคิร์ท (Likert’s Rating Scale) ซง่ึ มหี ลกั เกณฑ์ ดังน้ี
คะแนนเฉลี่ย 4.51 – 5.00 หมายถงึ ระดับความเหมาะสมมากท่สี ุด
คะแนนเฉลย่ี 3.51 – 4.50 หมายถงึ ระดับความเหมาะสมมาก
คะแนนเฉลย่ี 2.51 – 3.50 หมายถึง ระดับความเหมาะสมปานกลาง
คะแนนเฉลยี่ 1.51 – 2.50 หมายถงึ ระดับความเหมาะสมน้อย
คะแนนเฉลย่ี 1.00 – 1.50 หมายถึง ระดับความเหมาะสมนอ้ ยทสี่ ดุ
โดยผลการประเมินตอ้ งมีคะแนนเฉล่ียต้งั แต่ 3.51 – 5.00 หมายถึง ระดับความเหมาะสม
มากถึงระดบั เหมาะสมมากที่สุด จึงจะถือว่าเป็นแบบประเมินความพงึ พอใจที่มคี ุณภาพเพื่อนำไปใช้ในการ
วิจัยต่อไป ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน ได้ประเมินความเหมาะสมของแบบประเมินอยู่ในระดับ 4.72โดยมี
ค่าเฉลี่ยมากที่สดุ
9) นำแผนการเรียนรโู้ ดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติลว่ งหน้า (Advance Organizer Model)
ร่วมกบั สือ่ Animation ที่ผา่ นเกณฑแ์ ลว้ ไปทำการทดลองสอน
จากขั้นตอนการสร้างแผนการเรียนรู้โดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า (Advance Organizer
Model) รว่ มกับสือ่ Animation กลมุ่ สาระการเรียนรู้สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระการเรยี นรู้ท่ี
4 ประวัติศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง บุคคลสำคัญ จำนวน 1 แผน 1 คาบ
เรยี น เวลา 50 นาที ดังขา้ งตน้ สามารถสรุปเป็นแผนภาพ ได้ดงั นี้
34
ศึกษาเอกสารหลักสูตร มาตรฐาน ตัวชว้ี ดั ของสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง หนงั สอื เรยี นและเอกสารคู่มือครู
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น
ฝ่ายประถมศึกษา (ศึกษาศาสตร์)
กำหนดหนว่ ยการเรยี นรเู้ พอ่ื ใหไ้ ดเ้ นอื้ หาสาระสำหรบั การเตรยี มแผนการจดั การเรยี นรู้
ศกึ ษาเอกสารและทฤษฎีท่ีเกีย่ วข้องกับนวัตกรรม Advanced Organizer Model และสื่อ Animation
จัดทำแผนการเรียนรู้โดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า (Advance Organizer Model) ร่วมกับส่ือ
Animation จำนวน 1 แผน
นำจัดทำแผนการเรียนรู้โดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า (Advance Organizer Model) ร่วมกับส่ือ
Animation ทสี่ รา้ งข้ึนเรยี บร้อยแล้ว เสนอต่ออาจารยป์ ระจำวิชา เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมและนำมา
แก้ไขปรับปรุงตามคำแนะนำ
นำแผนการเรียนรู้โดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า (Advance Organizer Model) ร่วมกับส่ือ
Animation เสนอต่อผเู้ ช่ยี วชาญ เพอ่ื ประเมินความเหมาะสมของแผนการเรยี นรู้
นำข้อมูลที่รวบรวมจากความคิดเห็นของผูเ้ ชี่ยวชาญมาปรับปรงุ ตามคำแนะนำ และนำแผนการเรียนรู้ที่
ผา่ นเกณฑไ์ ปใชใ้ นการสอนนกั เรยี นช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 5
ภาพท่ี 3 แผนภาพสรุปขน้ั ตอนการสร้างแผนการเรียนรู้โดยใชส้ ่งิ ช่วยจัดมโนมติลว่ งหนา้
(Advance Organizer Model) รว่ มกับสอ่ื Animation
35
5.2 แบบทดสอบความสามารถในการคดิ วิเคราะห์
ผจู้ ัดทำได้ดำเนนิ การสร้างแบบทดสอบความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนร้สู ังคม
ศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระการเรียนรูท้ ่ี 4 ประวตั ิศาสตร์ ช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 5 หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี
3 เรื่อง บุคคลสำคัญ มาตรฐาน ส 4.3 เข้าใจความเปน็ มาของชาตไิ ทย วฒั นธรรม ภูมิปญั ญาไทย มคี วามรัก
ความภมู ิใจและธำรงความเปน็ ไทย ตวั ชีว้ ัด ป.5/3 บอกประวัติและผลงานของบุคคลสำคญั สมัยอยุธยาและ
ธนบรุ ที นี่ า่ ภาคภูมใจ โดยเปน็ แบบทดสอบแบบปรนัย 4 ตวั เลอื ก จำนวน 20 ขอ้ มขี ัน้ ตอนการสรา้ ง ดังน้ี
1) ศึกษาเอกสารหลักสูตร ได้แก่ มาตรฐาน ตัวชี้วัดของสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่ม
สาระการเรียนรู้สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม (ฉบับปรบั ปรงุ 2560) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษา
ข้ันพนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
2) ศึกษาวิธีการสร้างแบบทดสอบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ วิธีการออกข้อสอบ
เทคนิคในการออกข้อสอบแบบปรนัย หลักการสร้างแบบทดสอบ การประเมินผล และแนวทางการวัด
ประเมินผลในชน้ั เรียน กลุ่มสาระการเรยี นรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม
3) วิเคราะห์หลักสูตร เนื้อหาที่อยู่ในตัวชี้วัด จุดประสงค์ และรูปแบบแบบทดสอบ
ความสามารถทในการคิดวิเคราะห์
4) ดำเนินการสร้างแบบทดสอบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ให้สอดคล้องและครอบคลุม
เน้ือหา จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ และมาตรฐานการเรยี นรรู้ ายวิชาสังคมศกึ ษา สาระการเรยี นรู้ประวัติศาสตร์
และตัวชวี้ ดั ป.5/3 เปน็ แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ขอ้
5) นำแบบทดสอบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ที่สร้างขึ้นเรียบร้อยแล้ว เสนอต่อ
อาจารย์ประจำวชิ า เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมและใหข้ ้อเสนอแนะเพิม่ เตมิ
6) นำแบบทดสอบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ไปทำการปรับปรุงตามข้อเสนอแนะ
ของอาจารยป์ ระจำวิชา เพื่อใหเ้ กดิ ความสอดคล้องระหว่างแบบทดสอบรายข้อกับจดุ ประสงค์การเรยี นรู้
7) นำแบบทดสอบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ที่ผ่านการตรวจสอบของอาจารย์
ประจำวิชาแลว้ เสนอต่อผู้เชีย่ วชาญ เพื่อประเมนิ ความสอดคล้องระหว่างขอ้ สอบรายขอ้ กับจุดประสงค์การ
เรียนรู้ โดยกำหนดเกณฑ์การพิจารณา ดังน้ี
เหน็ วา่ ข้อสอบสอดคลอ้ งกับจดุ ประสงค์การเรยี นรู้ ให้คะแนน +1
ไม่แนใ่ จว่าขอ้ สอบสอดคล้องกบั จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ ใหค้ ะแนน 0
เห็นวา่ ข้อสอบไม่สอดคล้องกับจดุ ประสงค์การเรียนรู้ ให้คะแนน -1
36
8) นำข้อมูลที่รวบรวมจากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญมาคำนวณหาค่าดัชนีความ
สอดคลอ้ งระหว่างแบบทดสอบรายข้อกับจดุ ประสงค์การเรยี นรู้ (Index of Item Objective Congruence
: IOC)
9) นำแบบทดสอบความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ ที่ผ่านเกณฑ์แล้วไปทำการวัดผล
สัมฤทธิ์
โดยจากการประเมินคา่ ดัชนคี วามสอดคล้องระหวา่ งแบบทดสอบรายข้อกบั จดุ ประสงค์
การเรียนรู้ของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน พบว่า แบบทดสอบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่อง บุคคล
สำคญั มีคา่ ดชั นีความสอดคล้องระหว่างแบบทดสอบรายขอ้ กบั จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ อยใู่ นชว่ ง 0.5-1
จากขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการ
เรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เรื่อง บุคคลสำคัญ ระดับช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 5 เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ดังข้างต้น สามารถสรุปเป็น
แผนภาพ ไดด้ งั นี้
37
ศึกษาเอกสารหลักสูตร ไดแ้ ก่ มาตรฐาน ตัวช้ีวัดของสาระการเรียนร้แู กนกลาง กลมุ่ สาระการเรียนรู้สังคม
ศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (ฉบับปรับปรุง 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พทุ ธศักราช 2551
ศึกษาวิธีการสร้างแบบทดสอบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ วิธีการออกข้อสอบ เทคนิคในการออก
ข้อสอบแบบปรนัย หลกั การสร้างแบบทดสอบ การประเมินผล และแนวทางการวัดประเมินผลในช้ันเรียน
กล่มุ สาระการเรียนรู้สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม
วิเคราะห์หลักสูตร เนื้อหาที่อยู่ในตัวชี้วัด จุดประสงค์ และรูปแบบแบบทดสอบความสามารถในการคิด
วิเคราะห์
ดำเนินการสร้างแบบทดสอบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ให้สอดคล้องและครอบคลุมเนื้อหา
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ และมาตรฐานการเรยี นรู้รายวชิ าสังคมศึกษา สาระการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และ
ตัวชี้วัดป.5/3 เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ
นำแบบทดสอบความสามารถในการคิดวิเคราะหท์ ส่ี ร้างขึ้นเรยี บร้อยแลว้ เสนอต่ออาจารยป์ ระจำวิชา เพอื่
ตรวจสอบความเหมาะสมและให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม จากนั้นทำการปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของ
อาจารย์ประจำวชิ า
นำแบบทดสอบความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์ทผ่ี ่านการตรวจสอบของอาจารยป์ ระจำวิชาแล้ว เสนอต่อ
ผเู้ ชยี่ วชาญ เพ่อื ประเมนิ ความสอดคลอ้ งระหวา่ งข้อสอบรายขอ้ กบั จดุ ประสงค์การเรียนรู้
นำข้อมูลที่รวบรวมจากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญมาคำนวณหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง
แบบทดสอบรายข้อกับจุดประสงค์การเรียนรู้ และทำการคัดเลือกข้อสอบที่มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป
จากน้ันนำไปทดสอบ
ภาพที่ 4 แผนภาพสรปุ ขนั้ ตอนการสร้างแบบทดสอบความสามารถในการคดิ วิเคราะห์
38
5.3 แบบประเมนิ ความพงึ พอใจในการจดั การเรียนการสอนโดยใชนวัตกรรมส่ิงชว่ ยจัดมโนมติ
ลว่ งหน้า (Advance Organizer Model) รว่ มกบั สอื่ Animation
แบบประเมนิ ความพงึ พอเป็นเคร่ืองมอื ที่ใชใ้ นการเกบ็ ข้อมลู การประเมินความพงึ พอใจของนักเรียน
ต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใชนวัตกรรมสิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า (Advance Organizer Model)
ร่วมกับสื่อ Animation ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น
ฝา่ ยประถมศกึ ษา (ศกึ ษาศาสตร์) มีข้นั ตอนการสรา้ ง ดงั นี้
1) ศึกษาวิธีการสรา้ งแบบประเมนิ ความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้ โดยมรี ูปแบบวัดมาตรา
ส่วนประมาณค่า 5 ระดบั ตามแนวคิดของลเิ คิร์ท (Likert’s Rating Scale)
2) สร้างแบบประเมินความพึงพอใจ โดยสร้างแบบประเมินความพึงพอใจที่ประเมินโดย
ครูผ้สู อน แบ่งตามเกณฑ์การประเมินออกเป็น 3 ด้าน และแบง่ เป็น 10 ขอ้ ตามรายการที่ตอ้ งการจะประเมิน
ดังนี้
ด้านบรรยากาศ
1. บรรยากาศของการเรียนทำให้นักเรียนมีความกระตอื รอื รน้ ในการเรียน
2. บรรยากาศของการเรยี นเปิดโอกาสให้นักเรียนทำกิจกรรมได้อยา่ งอสิ ระ
ด้านกิจกรรมการเรยี นรู้
3. กิจกรรมการเรยี นรมู้ คี วามเหมาะสมกับเนอ้ื หา
4. กจิ กรรมการเรยี นรู้ส่งเสริมการคิดวเิ คราะห์
5. กิจกรรมการเรียนร้ทู ำให้นกั เรียนกลา้ คดิ กล้าตอบ
6. กจิ กรรมการเรยี นรู้ทำให้นักเรียนมีโอกาสได้แสดงความคิดเหน็
7. กิจกรรมการเรยี นรู้ทำให้นักเรยี นเข้าใจเน้ือหามากขึ้น
ดา้ นประโยชนท์ ีไ่ ด้รับ
8. การจดั การเรยี นรู้ทำให้นักเรยี นพฒั นาทักษะการคิดวเิ คราะหท์ ีส่ งู ขน้ึ
9. การจดั การเรียนร้ชู ว่ ยให้นักเรยี นสร้างความรู้ ความเขา้ ใจด้วยตนเองได้
10. การจัดการเรยี นรู้ทำให้นักเรียนนำวธิ ีการเรียนรไู้ ปใชใ้ นวิชาอนื่ ๆ
โดยกำหนดเป็นแบบมาตราส่วนประมาณคา่ 5 ชว่ งน้ำหนกั จากระดับ 1 ถึงระดับ 5 ดงั นี้
ระดับ 5 หมายถึง นกั เรยี นมีความพงึ พอใจมากทสี่ ุด
ระดับ 4 หมายถึง นักเรยี นมีความพงึ พอใจมาก
ระดับ 3 หมายถึง นกั เรยี นมคี วามพงึ พอใจปานกลาง
ระดบั 2 หมายถงึ นกั เรยี นมคี วามพึงพอใจนอ้ ย
ระดับ 1 หมายถึง นักเรยี นมคี วามพงึ พอใจน้อยที่สุด
39
3) นำคะแนนของการประเมินทุกข้อมารวมกนั แล้วหาค่าเฉลี่ย กำหนดเกณฑ์การแปลผลค่าเฉลีย่
จากแนวคิดของลเิ คิรท์ (Likert’s Rating Scale) ซึ่งมีหลักเกณฑ์ ดังน้ี
คะแนนเฉลยี่ 4.51 – 5.00 หมายถงึ ระดบั ความเหมาะสมมากท่สี ุด
คะแนนเฉลย่ี 3.51 – 4.50 หมายถงึ ระดบั ความเหมาะสมมาก
คะแนนเฉลย่ี 2.51 – 3.50 หมายถงึ ระดบั ความเหมาะสมปานกลาง
คะแนนเฉลีย่ 1.51 – 2.50 หมายถงึ ระดบั ความเหมาะสมน้อย
คะแนนเฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายถึง ระดบั ความเหมาะสมนอ้ ยทส่ี ดุ
4) นำแบบประเมินความพึงพอใจ เสนอต่ออาจารย์ประจำวิชาและผู้เชี่ยวชาญพิจารณา
ตรวจสอบความเหมาะสมและความสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ โดยกำหนดเกณฑ์การพิจารณา
ดงั น้ี
เห็นว่าขอ้ สอบสอดคลอ้ งกับจดุ ประสงค์การเรยี นรู้ ให้คะแนน +1
ไมแ่ นใ่ จวา่ ขอ้ สอบสอดคล้องกับจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ ใหค้ ะแนน 0
เห็นวา่ ขอ้ สอบไม่สอดคลอ้ งกับจุดประสงค์การเรียนรู้ ใหค้ ะแนน -1
โดยจากการพิจารณาตรวจสอบความเหมาะสมและความสอดคล้องกับจุดประสงค์การ
เรียนรู้ ของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน พบว่า แบบประเมินความพึงพอใจ มีค่าความเหมาะสมและความ
สอดคลอ้ งกับจุดประสงค์การเรียนรู้อยใู่ นชว่ ง 0.5-1
5) ปรบั ปรุงแก้ไขแบบประเมนิ ผลงานตามคำแนะนำของอาจารย์ประจำวชิ า
6) นำแบบประเมินผลงานไปประเมนิ กับนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 5
สามารถสรุปเป็นแผนภาพ ได้ดังนี้